The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ฤทธิเดช สกุลซ้ง, 2022-11-06 06:03:59

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ม.2 ภาคเรียนที่ 2

บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื .................................................
(นายฤทธิเดช สกลุ ซ้ง)

วนั ท่ี............../......................./...............

เกณฑก์ ารประเมินกิจกรรม

เรอื่ ง “ทอ่ งจำบทอาขยาน”

รายการประเมิน ระดบั คะแนน

๒๑

มีความรู้ความเขา้ ใจการ มีความรคู้ วามเขา้ ใจในหลักการ ไม่คอ่ ยมีความรู้ความเข้าใจใน

ทอ่ งจำบทอาขยาน ทอ่ งจำเปน็ อาขยานเปน็ อยา่ งดี หลักการท่องจำบทอาขยาน
เท่าทค่ี วร

สามารถอธิบายหลักการ สามารถอธิบายหลักการท่องจำบท ไมส่ ามารถอธบิ ายหลกั การท่องจำ

ท่องจำบทอาขยาน อาขยานไดแ้ ละอ่านบทอาขยานได้ บทอาขยานทำใหท้ อ่ งจำบท

อย่างถกู ตอ้ ง อาขยานไดไ้ มด่ ีเท่าทค่ี วร

ทอ่ งจำบทอาขยานได้ถกู ตอ้ ง สามารถท่องจำบทอาขยานได้ ท่องจำบทอาขยานในแตล่ ะวรรค
ถูกตอ้ งทุกคำในแตว่ รรค ผิดมากกว่า ๕ คำ

อ่านออกเสียงได้ถกู ตอ้ งชัดเจน อา่ นออกเสียงคำในบทอาขยานได้ อา่ นออกเสยี งคำในบทอาขยานผิด
ถูกตอ้ งทกุ คน มากกว่า ๕ คำ

ความไพเราะ ท่องจำบทอาขยานไดแ้ ละอ่านได้ อ่านบทอาขยานได้อย่างติดขัดและ

อย่างไพเราะ มีโทนเสียงที่ไมน่ ่าฟัง

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องไดค้ ะแนนร้อยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเตม็ ๑๐ จงึ จะถือวา่

ผา่ นเกณฑ์

เกณฑก์ ารประเมนิ เกณฑก์ ารตัดสินระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมนิ

๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผา่ น
๕-๖ คะแนน ผา่ น
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ า่ น
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผา่ น
ปรบั ปรุง

ใบความรู้
เร่อื ง การท่องจำบทอาขยาน

ความหมายการทอ่ งจำบทอาขยาน
การทอ่ งจำบทอาขยาน คือ การท่องจำขอ้ ความหรือคำประพันธ์ที่กำหนดหรอื ท่ีชอบ ซงึ่ บทนั้นเป็นบท

ร้อยกรองท่ีไพเราะ โดยอาจตัดตอนมาจากหนังสือวรรณคดเี พ่ือให้ผู้ทอ่ งจำได้ และเห็นความงามของบทร้อยกรอง
ทั้งในด้านวรรณศลิ ป์ การใชภ้ าษา เนื้อหา และวธิ ีการประพนั ธ์ สามารถนำไปใชเ้ ป็นแบบอยา่ งในการแต่งบท
รอ้ ยกรอง หรอื นำไปใชเ้ ปน็ ข้อมลู ในการอ้างองิ ในการพดู และการเขยี นได้เปน็ อย่างดี

หลักการท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝกึ เปลง่ เสยี งใหด้ งั พอประมาณ ไม่ตะโกน ควรบงั คับเสียง เน้นเสยี ง ปรบั ระดับเสียงสงู - ต่ำ ให้

สอดคลอ้ งกับจังหวะลลี า ท่วงทำนอง และความหมายของเนือ้ หาที่อ่าน
๒. ท่อง ด้วยเสียงที่ชัดเจน แจม่ ใส ไพเราะ มีกระแสเสยี งเดยี ว ไม่แตกพรา่ เปล่งเสียงจากลำคอโดยตรงด้วย

ความมน่ั ใจ
๓. ท่อง ออกเสียงให้ถกู อักขรวธิ หี รือความนยิ ม และต้องเข้าใจเนื้อหาของบทอาขยานนีก้ ่อน
๔. ออกเสยี ง ร ล คำควบกลำ้ ให้ถกู ตอ้ งชดั เจน
๕. ทอ่ งใหถ้ กู จงั หวะและวรรคตอน
๖. ทอ่ งใหไ้ ดอ้ ารมณแ์ ละความรู้สึกตามเนอ้ื หา

วิธกี ารทอ่ งจำบทอาขยาน
การทอ่ งบทอาขยานเป็นทำนองเสนาะชว่ ยให้บทอาขยานน้นั มคี วามไพเราะ ผู้ท่องเกดิ ความสนใจจดจำบท

อาขยานได้ดี และสนุกสนานย่งิ ขึน้ การฝึกอา่ นทำนองเสนาะมขี ้นั ตอนดงั นี้
๑. ทอ่ ง เปน็ รอ้ ยแกว้ ธรรมดาใหถ้ ูกตอ้ งชัดเจน ตามอกั ขรวธิ ีกอ่ น ทง้ั ร , ล ตวั ควบกล้ำ อา่ นออกเสียงให้ตรง

ตามเสียงวรรณยุกต์
๒. ทอ่ งใหถ้ ูกจงั หวะวรรคตอน การอา่ นผิดวรรคตอนทำใหเ้ สยี ความ
๓. ท่องให้สมั ผสั คลอ้ งจองกนั เพ่ือความไพเราะ
๔. ทอ่ งให้ถกู ทำนองและลีลาของคำประพนั ธแ์ ต่ละชนิด คำประพันธแ์ ต่ละชนิดจะมีบังคับจำนวนคำสัมผัส

หรอื คำเอก คำโท แตกต่างกัน การอ่านทำนองเสนาะจึงต้องอ่านใหถ้ ูกทว่ งทำนองและลีลาของคำประพันธ์แตล่ ะ
ชนิด

๕. ท่องโดยใช้นำ้ เสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาและอ่านพยางคส์ ุดทา้ ยของวรรคดว้ ยการทอดเสียง แล้วปล่อย
ให้หางเสยี งผวนขึ้นจมูก

ประโยชนข์ องการท่องจำบทอาขยาน
๑. ฝึกความจำ ซึ่งเป็นส่ิงสำคัญยิ่ง เพราะมนษุ ยต์ อ้ งอาศัยความจำ เพอ่ื เปน็ เครือ่ งมอื ในการคิดวเิ คราะห์คิด

สงั เคราะห์
๒. เปน็ การฝกึ วนิ ัย เพราะการจะทอ่ งให้จำไดต้ ้องมีวินยั หมัน่ ฝึก หม่นั ทอ่ งอยเู่ สมอ

๓. เปน็ การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
๔. อนรุ ักษ์วัฒนธรรมไทย ทางดา้ นภาษาให้คงอย่ตู ลอดไป

๕. ไดร้ บั คตสิ อนใจจาก บทคำประพันธต์ ่าง ๆ ทีท่ ่อง
๖. ทำให้เปน็ คนอารมณ์ดี จากความงามของบทประพนั ธท์ ี่ท่อง

๗. เพื่อตระหนกั ในคุณค่าของภาษาไทย และซาบซง้ึ ในความไพเราะของบทรอ้ ยกรอง
๘. เพ่อื ให้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของกวีไทย
๙. เพ่ือเปน็ พน้ื ฐานในการแตง่ คำประพันธ์

๑๐. เพื่อใช้เป็นสอ่ื ถ่ายทอดคุณธรรมจริยธรรม และนำข้อคดิ ท่ีเป็นประโยชน์ไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั

ใบความรู้
การอา่ นกลอนแปด

ร้อยกรอง คือ คำประพันธ์ทแ่ี ต่งโดยมกี ารบงั คับจำนวนคำ สัมผัส ฉันทลักษณ์ ตามแบบแผนของรอ้ ย
กรองแตล่ ะประเภท ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน รา่ ย เป็นตน้

การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยกรอง คือ การอ่านออกเสยี งงานเขียนรอ้ ยกรองประเภทตา่ ง ๆ
เพอื่ สือ่ เนอื้ หาและอารมณ์ความร้สู กึ ท่ีปรากฏในบท ไปสูผ่ ู้รบั สารดว้ ยทำนองท่ีแตกต่างกัน ซึ่งการอา่ นน้นั
โดยท่วั ไปจะมกี ารอา่ นอยู่ 2 ทำนอง ไดแ้ ก่ ทำนองปกติและทำนองเสนาะ

การอา่ นทำนองเสนาะ คือ การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทตา่ ง ๆ ตามทำนอง ลลี าและจงั หวะ
ของประพันธน์ ้ัน เพื่อให้ผู้อา่ น ผฟู้ งั เข้าใจถึงความงดงามของภาษา การอ่านทำนองเสนาะ
บทร้อยกรองจะมีความแตกตา่ งการไปตามทำนอง ลีลา การทอดเสียงและความสามารถของผู้อา่ น

การอ่านกลอนแปด คือ การอ่านออกเสียงบทรอ้ ยกรองประเภทกลอนสภุ าพเพ่ือส่ือเนื้อหาและอารมณ์
ความรู้สึกที่ปรากฎไปสู่ผรู้ บั สารดว้ ยท่วงทำนองท่เี ป็นเอกลกั ษณ์ มีจงั หวะ ลีลา
ซ่ึงการอา่ นบทร้อยกรองนจี้ ะมอี ยู่ 2 ทำนองทีใ่ ชอ้ ่าน ได้แก่ ทำนองปกตแิ ละทำนองเสนาะ
โดยกลอนแปดจะเป็นรอ้ ยกรองชนิดทมี่ ีความเรยี บเรียงงา่ ยต่อการสอื่ ความหมาย และสามารถส่ือ
ได้อยา่ งไพเราะ ซึ่งกลอนแปด 1 บทประกอบด้วย 2 บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 8 คำ

หลักการอา่ นกลอนแปด

1. จะต้องรู้จกั ฉันทลักษณ์ หรอื ลกั ษณะบงั คับของรอ้ ยกรองประเภทนน้ั ซงึ่ กลอนสภุ าพ
มีฉันทลักษณด์ ังน้ี

- กลอนแปด
กลอนแปดเป็นคำประพันธ์อกี ชนดิ หนงึ่ ทีไ่ ด้รับความนิยมกนั ทวั่ ไป เพราะเปน็ รอ้ ยกรองชนิดที่มคี วาม

เรียบเรยี งงา่ ยต่อการสอ่ื ความหมาย และสามารถสอ่ื ไดอ้ ย่างไพเราะ
❖ลักษณะคำประพันธ์กลอนแปด
๑. บทหน่ึงมี ๔ วรรค
วรรคทหี่ นึง่ เรียกวรรคสดับ วรรคที่สองเรียกวรรครับ วรรคท่สี ามเรยี กวรรครอง วรรคทส่ี ่เี รียกวรรค

สง่ แตล่ ะวรรคมีแปดคำ จงึ เรยี กวา่ กลอนแปด
๒. เสียงคำ กลอนทุกประเภทจะกำหนดเสยี งคำท้ายวรรคเปน็ สำคญั กำหนดได้ ดงั น้ี
คำทา้ ยวรรคสดบั กำหนดให้ใชไ้ ดท้ กุ เสยี ง คำท้ายวรรครับกำหนดหา้ มใชเ้ สยี งสามญั กบั ตรี คำทา้ ย

วรรครองกำหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามญั กับตรี คำทา้ ยวรรคส่งกำหนดให้ใชเ้ ฉพาะเสียงสามญั กบั ตรี
๓. สมั ผัส
ก. สัมผัสนอก หรือสัมผัสระหวา่ งวรรค อนั เป็นสัมผสั บังคับ มีดงั น้ี
คำสดุ ท้ายของวรรคที่หนึง่ (วรรคสดับ) สมั ผสั กับคำที่สามหรือท่ีหา้ ของวรรคทีส่ อง (วรรครับ)
คำสุดทา้ ยของวรรคที่สอง (วรรครบั ) สมั ผสั กับคำสดุ ทา้ ยของวรรคทส่ี าม (วรรครอง) และคำที่

สามหรือทห่ี ้าของวรรคทีส่ ี่ (วรรคสง่ )

ข. สมั ผัสระหวา่ งบท ของกลอนแปด คอื คำสุดทา้ ยของวรรคทสี่ ี่ (วรรคสง่ ) เปน็ คำส่งสัมผสั บังคบั ให้
บทต่อไปตอ้ งรับสัมผัส ที่คำสดุ ท้ายของวรรคทีส่ อง (วรรครับ)

ค. สมั ผสั ใน คือ การสัมผสั อกั ษรและสัมผัสสระ ซง่ึ ในแตล่ ะวรรคของกลอนแปด จะแบ่งชว่ งจงั หวะ
ออกเป็นสามช่วง คือ หน่ึงสองสาม – หนงึ่ สอง – หน่งึ สองสาม ฉะนน้ั สมั ผสั ในจงึ กำหนดได้ตามชว่ งจงั หวะในแต่

ละวรรคนัน่ เอง ดังตัวอย่าง
อนั กลอนแปด – แปดคำ – ประจำวรรค วางเป็นหลกั – อักษร – สุนทรศรี
* สมั ผัสในจะมคี ำว่า แปด - แปด คำ - จำ หลกั - อัก ษร - ทร เป็นคำสมั ผสั สระ

กฎของกลอนแปด
การกำหนดเสยี งวรรณยุกต์ ในคำสุดท้ายของแตล่ ะวรรค มดี งั น้ี

- คำสดุ ท้ายของวรรคที่ ๑ ใชเ้ สยี ง สามญั เอก โท ตรี จตั วา แต่ไมน่ ิยมสามญั
- คำสุดท้ายของวรรคท่ี ๒ ห้ามใช้เสยี ง สามญั และตรี นิยมใช้ จัตวา เป็นสว่ นมาก
- คำสดุ ท้ายของวรรคท่ี ๓ ใช้เสยี ง สามญั หรือ ตรี ห้ามใช้ เอก โท จัตวา

- คำสดุ ท้ายของวรรคที่ ๔ ใชเ้ สยี งสามัญ หรอื ตรี หา้ มเสียง เอก โท จัตวา ส่วนมากนยิ มเสยี ง
สามญั

2. ต้องรจู้ กั ทำนอง จงั หวะ ลลี า และการวรรคคำ การจะอ่านใหไ้ พเราะไดน้ น้ั ผู้อ่านจะตอ้ งเขา้ ใจทำนอง

ของบทประพันธท์ ี่อา่ น ซ่งึ กลอนสุภาพ ต้องแบ่งจงั หวะการอา่ นคำในแตล่ ะวรรค ดังน้ี กลอนแปด

การแบ่งวรรคในการอา่ นจะแบ่ง 3 / 2 / 3 และ 3 / 2 / 3

000 / 00 / 000 000 / 00 / 000

000 / 00 / 000 000 / 00 / 000

ตัวอยา่ ง

เร่ืองกานท์กลอน / ออ่ นดอ้ ย / ค่อยค่อยหดั แมน้ อึดอดั / ขัดใจ / อยา่ ไปเลี่ยง

ทลี ะวรรค / ถกั ถอ้ ย / นำรอ้ ยเรียง แม้ไม่เคยี ง / เย่ยี งเขา / จะเศร้าไย

➢ กรณีทีบ่ ทนนั้ มี 7 คำ การแบง่ วรรคในการอา่ นจะแบ่ง 2 / 2 / 3 , 3 / 2 / 2 หรอื 2 / 3 / 2

ขน้ึ อยตู่ ามความเหมาะสม

00 / 00 / 000 00 / 00 / 000

00 / 00 / 000 00 / 00 / 000

ตัวอย่าง

กลอนเจ็ด / เจ็ดคำ / ดงู ามวรรค ยึดหลกั / แตง่ ตาม / งามสง่า

บญั ญตั ิ / ยลแยบ / งามแบบตรา ควรค่า / คงอรรถ / ชัดทวี

➢ กรณที ีบ่ ทนั้นมี 9 คำ การแบ่งวรรคในการอา่ นจะแบ่ง 3 / 3 / 3 และ 3 / 3 / 3

000 / 000 / 000 000 / 000 / 000

000 / 000 / 000 000 / 000 / 000

ตวั อย่าง

นายชายพราน/หน่งึ ชาญไพร/ลำ่ ใหญ่ขยับ ไดย้ นิ กลอง/เดนิ ยอ่ งกลับ/ดูขับขนั

มอื ป้องหนา้ /ม่งุ ปา่ แนว่ /แนวแถววนั สุนัขย่อง/สุดมองขยนั /ตดิ พนั ตาม

มุ่งปะทะ/มาปะท/ี่ คนตีกลอง เพื่อนทกั จา๋ /พูดหนา้ จอ้ ง/พรานร้องถาม

เดมิ แรกหู/ไดร้ เู้ หตุ/สงั เกตความ วา่ ทรงนาม/ว่าทรามนาฎ/นริ าศจร

3. ต้องร้จู ักการเออื้ นเสยี ง การอ่านทำนองเสนาะให้ไพเราะนนั้ ผู้อา่ นจะต้องมีการเอ้อื นเสยี ง เพ่ือเปน็ การ

ทอดจงั หวะใหผ้ ู้ฟังเกดิ ความรสู้ กึ ซาบซ้ึงและเหน็ ถงึ ความงดงามของภาษา ซง่ึ การอ่าน

กลอนสภุ าพ มหี ลักในการเอ้ือนเสียงดังน้ี

- ตำแหนง่ ทขี่ ีดเสน้ ใต้ .... เปน็ คำทตี่ ้องเอื้อน หรือลากเสยี งยาวกวา่ ปกติ หากเปน็ อกั ษรสงู หรอื คำท่ีมี

เสยี งสงู ใหเ้ อื้อนเสยี งข้ึนสงู เวน้ แต่ว่าคำนน้ั เป็นเสียงสามัญ เอก หรอื เปน็ อักษรต่ำ หากขึน้ เสยี งสูงอาจจะทำให้

ผดิ เพย้ี นได้ ให้อ่านในนำ้ เสยี งโทนปกติ และเลน่ ลูกอื้อนด้วยการกดเสียงนน้ั ใหล้ งต่ำลง

- ตำแหน่งท่ีท่ีขดี เสน้ ใต้ .... จะเป็นตำแหนง่ ท่ตี อ้ งใช้เสียงตำ่ หรือเอื้อนเสยี งใหต้ ำ่ ลง เพื่อให้เกิดความ

ไพเราะในบท (ทงั้ นขี้ นึ้ อยกู่ บั คำในบทร้อยกรองนน้ั ๆ)

กลอนแปด

000 / 00 / 000 000 / 00 / 000

000 / 00 / 000 000 / 00 / 000

ตัวอยา่ ง

เรอ่ื งกานท์กลอน / ออ่ นด้อย / คอ่ ยค่อยหดั แม้นอดึ อัด / ขดั ใจ / อยา่ ไปเลี่ยง

ทลี ะวรรค / ถักถ้อย / นำร้อยเรยี ง แม้ไมเ่ คยี ง / เยีย่ งเขา / จะเศรา้ ไย

4. ตอ้ งรจู้ ักการอา่ นรวบคำ หรือพยางค์ท่เี กินจากท่ีกำหนดไวใ้ นฉนั ทลกั ษณ์ โดยใหอ้ า่ นเรว็ ขึน้ และเสียงให้

เบาลงกวา่ ปกตจิ นกว่าจะถงึ คำหรอื พยางคท์ ี่ต้องการจงึ ลงเสยี งหนกั

5. ต้องรจู้ กั การอ่านคำ การอา่ นบทรอ้ ยกรองน้นั ผู้อ่านจะต้องอา่ นออกเสยี งให้ถกู ตอ้ งตามอกั ขรวิธี ไมผ่ ิด

สระ ผดิ พยญั ชนะ หรอื วรรณยุกต์ เช่น ไก่ เปน็ กา่ ย , ครู เปน็ คู, ขอ่ น เปน็ ค้อน เป็นตน้ นอกจากน้ี ควรอา่ น

พยัญชนะ จ/ฉ/ช/ถ/ท/ธ/ศ/ษ/ส ใหช้ ดั เจนถกู ตอ้ งตามอักขรวิธีในภาษาไทย โดยไม่อา่ นเปน็ เสยี งเสียดแทรกมาก

เกนิ ไปตามภาษาองั กฤษ และจะต้องอ่านออกเสยี งพยญั ชนะ ร/ล/ว

คำควบกลำ้ ร/ล/ว ให้ชดั เจน เพราะหากออกเสียงไมช่ ดั อาจทำใหผ้ ู้ฟงั เข้าใจความหมายคลาดเคลื่อน และไม่
ไพเราะ

6. รจู้ ักการใส่อารมณ์ การอ่านบทรอ้ ยกรองใหไ้ พเราะ จะต้องรจู้ กั การอา่ นใสอ่ ารมณ์ความรู้สึกลงในบทที่
อ่าน ซึ่งผอู้ ่านจะต้องเข้าใจความหมายทแ่ี ทจ้ รงิ ท่ีบทประพันธ์นัน้ ต้องการจะสอื่ ไปยังผู้รับสาร เชน่ บทโกรธ ผู้อ่านก็

ตอ้ งทำนำ้ เสียงดุดนั แขง็ กร้าว บทโศกเศร้า จะเป็นนำเสยี งที่แฝงไปดว้ ยความเสยี ใจ ครำ่ ครวญ เป็นต้น
7. พยายามไมอ่ ่านฉีกคำ การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองทด่ี ีนนั้ ผู้อา่ นจะต้องใสใ่ จตำแหนง่ ของสัมผสั ไม่

อา่ นฉีกคำหรอื ฉกี ความ เพราะหากอ่านฉกี คำหรือฉีกขอ้ ความอ่านทำใหเ้ นอื้ ความเสียไปหรอื ผู้ฟงั เข้าใจความหมาย

คลาดเคลือ่ นได้

ใบงาน เรอ่ื ง ทอ่ งจำบทเสภาสามัคคเี วก ตอน วศิ วกรรมา
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรยี นท่องจำบทอาขยานตอ่ ไปนี้

บทเสภาสามคั คเี วก ตอน วิศวกรรมา

อันชาติใดไร้ศานติสุขสงบ ตอ้ งมัวรบราญรอนหาผ่อนไม่
ในศลิ ปะวไิ ลละวาดงาม
ณ ชาตนิ ้นั นรชนไม่สนใจ ว่างการรบอรพิ ลอนั ล้นหลาม
แตช่ าติใดรงุ่ เรอื งเมืองสงบ เพ่ืออร่ามเรืองระยับประดับประดา
ยอ่ มจำนงศลิ ปะสง่างาม เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า
เขาจะพากันเย้ยใหอ้ บั อาย
อนั ชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ ช่วยบรรเทาทกุ ข์ในโลกใหเ้ หอื ดหาย
ใครใครเหน็ ไมเ่ ป็นทจ่ี ำเรญิ ตา อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ
เมือ่ ถงึ ยามเศร้าอุราน่าสงสาร
ศิลปกรรมนำใจใหส้ ร่างโศก โอสถใดจะสมานซง่ึ ดวงใจ
จำเริญตาพาใจให้สบาย ทกุ ประเทศนานาทงั้ นอ้ ยใหญ่
แมผ้ ู้ใดไม่นิยมชมสง่ิ งาม ศรวี ไิ ลวลิ าศดีเปน็ ศรีเมอื ง

เพราะขาดเครอ่ื งระงับดับรำคาญ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู วั
เพราะการชา่ งนี้สำคัญอนั วเิ ศษ

จงึ ยกยอ่ งศิลปกรรม์นัน้ ท่ัวไป

แผนการจดั การเรยี นรู้

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๒ เรื่อง บันทึกการอา่ น

รหัสวชิ า ท ๒2๑๐2 ชื่อรายวิชา ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2
ภาคเรยี นที่ 2 เวลา ๒ ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความร้แู ละความคิด เพอื่ นำไปใช้ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาในการ

ดำเนินชวี ติ และมนี สิ ัยรกั การอา่ น

ตวั ช้วี ัด
ท 2.๑ ม. 2/๔ เขยี นย่อความ

สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ชั่วโมงที่ ๑
บันทกึ การอา่ น คอื การเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากแหลง่ ต่าง ๆ เพ่อื นำมาใช้ในการเขียนหรือเป็นการสรุป

ความรู้ที่ได้รับจากการอ่าน ซงึ่ ผ้อู ่านจำเป็นตอ้ งมที กั ษะการเขียนสรุปความ ถอดความ
จบั ใจความสำคญั และการยอ่ ความ การมีระบบการบันทึกท่ดี จี ะช่วยให้เราสามารถรวบรวมขอ้ มลู ข่าวสารตา่ ง ๆ
จากการอ่านไปใช้ให้เปน็ ประโยชนไ์ ด้ถูกต้อง ครบถว้ น ช่วยใหก้ ารจัดระเบียบข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากการอ่านเปน็ ไปอยา่ งมี
ระบบ ทง้ั ยังชว่ ยใหผ้ อู้ ่านเข้าใจและจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้งา่ ยกวา่ การอา่ นจากตำราหรอื เอกสาร

ช่ัวโมงท่ี ๒
หลกั การบนั ทึกการอ่าน คอื แนวทางการบันทึกการอ่านท่ีผอู้ า่ นจะจดบันทกึ เนือ้ หาสาระ ความรู้

หรือขอ้ ความสำคญั ลงในแบบบนั ทึก โดยผอู้ ่านจำเปน็ ตอ้ งมีความสามารถในด้านการอ่าน
จบั ใจความสำคญั มีวิธีการบันทกึ ที่เปน็ ระบบ การเช่ือมโยงหวั ขอ้ สำคญั ต่าง ๆ เขา้ ด้วยกัน การบนั ทึกการอ่านจะ
ทำให้นกั เรียนมคี วามรู้ ความจำ และสามารถนำหลักการหรือความรูท้ ่ไี ด้รับจากการบนั ทกึ ไปปรบั ใชใ้ นการบนั ทึก
เรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ในอนาคตได้

สาระการเรยี นร/ู้ เนือ้ หาย่อย
ชั่วโมงท่ี ๑

ความรู้ (K)
นกั เรยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจในความหมายและประโยชนข์ องการบนั ทึกการอ่าน

ทกั ษะ/กระบวนการ (P)
นักเรียนสามารถอธิบายความหมายและประโยชน์ของการบนั ทึกการอา่ นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)

นกั เรียนสามารถนำความรจู้ ากการเรยี น ไปเป็นแนวทางในบนั ทกึ การอา่ นและการบนั ทึกเรอื่ งราว
ตา่ ง ๆ ในการเรียนระดบั ตอ่ ไปได้

ชั่วโมงที่ ๒
ความรู้ (K)

นกั เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจในหลกั การบันทึกการอ่าน
ทักษะ/กระบวนการ (P)

นักเรยี นสามารถบนั ทึกการอ่านไดถ้ กู ต้องตามหลักการ
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)

นกั เรียนสามารถนำความรู้จากการบนั ทึกการอา่ นไปใช้ในชีวติ ประจำวนั และนำหลกั การการ

บันทกึ การอา่ นไปเป็นแนวทางในการบันทกึ เรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ในการเรยี นระดบั ต่อไปได้

จุดเนน้ สกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น
ทักษะในศตวรรษที่ 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขยี นได)้

(A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ )

ทักษะดา้ นการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทกั ษะด้านความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural
Understanding)

ทกั ษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะดา้ นการส่อื สาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันสอ่ื (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing and ICT

Literacy)

ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)

ทกั ษะการเปลยี่ นแปลง (Change)
การประเมนิ ผลรวบยอด

ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
ชว่ั โมงที่ ๑
ใบงาน เร่อื ง บันทกึ การอ่าน
ชว่ั โมงที่ ๒
กิจกรรม บันทึกรกั การอ่าน

กจิ กรรมการเรยี นรู้
ชัว่ โมงท่ี ๑
ขัน้ นำ
ครกู ลา่ วทกั ทายนักเรียน แลว้ ครูใช้คำถาม“นกั เรยี นมีวธิ ีการใดบา้ งทช่ี ว่ ยใหน้ กั เรียนสามารถจดจำ

เร่อื งราวตา่ ง ๆ ได้” จากน้ันให้นักเรยี นแสดงความคดิ เห็นโต้ตอบกับครู (K)
ข้นั สอน
๑. ครแู จกใบความรู้ให้ความรกู้ บั นกั เรียน เรื่อง บันทึกการอ่าน จากนนั้ ครอู ธบิ ายความหมายของ

บันทกึ การอ่าน ประโยชนข์ องการบันทึกการอ่าน และครยู กตัวอยา่ งบนั ทกึ การอา่ น
เพ่ือใหน้ ักเรียนเข้าใจถงึ ความหมายและประโยชนข์ องการบนั ทึกการอ่าน (K)

๒. ครูให้นกั เรยี นทำใบงาน เรอ่ื ง บนั ทกึ การอ่าน โดยใหน้ ักเรียนอธบิ ายความหมาย
ของการบนั ทึกการอ่าน และบอกประโยชน์ทจี่ ะไดร้ ับการบันทึกมาใหถ้ กู ต้อง (K, P, A)

๓. ครูใหน้ กั เรียนออกมานำเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น โดยเลอื กจากสญั ลักษณ์ที่ครทู ำไว้ด้านหลังใบงาน
จำนวน ๓ คน จากนั้นครูและนกั เรยี นรว่ มกันเสนอแนะรายละเอียดเพิม่ เตมิ (P, A)

ขนั้ สรุป
ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ใบงาน “บันทึกการอา่ น” เป็นใบงานท่ีใหน้ กั เรียนอธิบายความหมาย

และประโยชน์ของการบันทกึ การอ่านใหถ้ กู ตอ้ งตามความเขา้ ใจ จากการทำใบงานนักเรียนสามารถปฏิบตั ิไดอ้ ย่าง
ถกู ตอ้ ง สะทอ้ นผลไดว้ ่านักเรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจในความหมายของการบนั ทึกการอา่ น สามารถบอกประโยชน์
ของการบนั ทกึ การอ่านได้ และสามารถนำความรู้ทีไ่ ด้จากการเรียน
เรื่อง บนั ทกึ การอา่ น ไปเป็นแนวทางในบนั ทกึ การอ่านและการบันทกึ เรือ่ งราวตา่ ง ๆ ในการเรียนระดบั ตอ่ ไป (K,
P, A)

ชัว่ โมงท่ี ๒
ขน้ั นำ
ครกู ลา่ วทักทายนกั เรียน แล้วครูใช้คำถาม“จากชั่วโมงท่ีแล้ว บนั ทกึ การอา่ น

มีความหมายและมีประโยชน์อยา่ งไร” จากนน้ั ใหน้ กั เรียนแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกับครู (K)
ขน้ั สอน
๑. ครูแจกใบความรใู้ ห้ความรู้กับนกั เรียน เร่อื ง หลักการบนั ทึกการอา่ น จากนน้ั ครอู ธบิ าย

ความหมายของหลักการบนั ทกึ อา่ น วธิ ีการบนั ทึก และครยู กตัวอย่างบนั ทกึ การอา่ น เพ่ือให้นกั เรยี นเขา้ ใจการ
บันทกึ การอา่ นทถี่ กู ต้องตามหลักการมากยิง่ ขึ้น (K)

๒. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรม เรอ่ื ง บันทึกรักการอ่าน โดยใหน้ กั เรียนบันทกึ เรื่องราว
ที่ตนเองสนใจมา 3 เรอ่ื ง ซ่งึ จะต้องบนั ทึกให้ถกู ตอ้ งตามหลักการ (K, P, A)

๓. ครูให้นักเรียนออกมานำเสนอหน้าช้ันเรยี น โดยเลือกจากการสมุ่ รายชือ่
จำนวน 1 คน จากน้นั ครแู ละนักเรียนร่วมกันเสนอแนะรายละเอยี ดเพิ่มเติม (P, A)

ข้ันสรปุ
ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรปุ ใบกิจกรรม “บนั ทกึ รักการอ่าน” เป็นกจิ กรรมท่ีใหน้ ักเรยี นบันทึก

ความรูห้ รือเน้ือหาทต่ี นเองได้อา่ น ทั้งจากหนังสอื เรียน ตำราตา่ ง ๆ ให้ถกู ต้องตามหลกั การ
จากการทำกจิ กรรมนักเรียนสามารถปฏิบัตไิ ด้อย่างถกู ต้อง สะท้อนผลได้ว่านกั เรียนมคี วามร้คู วามเข้าใจในหลักการ

บนั ทึกการอ่าน สามารถบันทึกการอ่านได้ถูกต้องตามหลกั การ และสามารถนำความรู้จากการบันทึกการอ่านไปใช้
ในชีวิตประจำวัน และนำหลกั การการบนั ทกึ การอ่านไปเป็นแนวทางในการบนั ทกึ เรือ่ งราวต่าง ๆ ในการเรียนระดบั
ตอ่ ไปได้ (K, P, A)

การวัดผลประเมินผล เกณฑ์การประเมนิ
ชัว่ โมงที่ 1 ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
รอ้ ยละ ๕๐
วิธีการ เคร่ืองมอื
เกณฑก์ ารประเมิน
ประเมินใบงาน เรอื่ ง บันทึกการอ่าน ใช้วธิ วี ดั ผลจาก ใบงานเร่อื ง บันทึกการอ่าน ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ
การทำใบงานของนกั เรยี นแตล่ ะคน โดยมีประเด็นใน ร้อยละ ๕๐
การวดั ผล ไดแ้ ก่ ความถกู ตอ้ งของความหมาย และ
ความถูกตอ้ งของประโยชนจ์ ากการบนั ทกึ การอ่าน
(ประเด็นของแต่ละคน) จากน้นั นำผลการประเมินมา
เป็นขอ้ มลู ในการปรับปรงุ และพัฒนานักเรียน และ
การจัดการเรยี นการสอนของครใู นครั้ง
ต่อ ๆ ไป

ช่วั โมงท่ี ๒

วิธีการ เครือ่ งมือ

ประเมินกิจกรรมบันทกึ รกั การอ่าน ใชว้ ธิ วี ัดผลจาก กจิ กรรมบนั ทึกรกั การอ่าน
การทำกิจกรรมของนักเรียนแต่ละคน โดยมปี ระเด็น
ในการวัดผล ไดแ้ ก่ สามารถเชอ่ื มโยงหัวข้อสำคญั ต่าง
ๆ เข้าด้วยกนั สามารถอ่านแลว้ เขา้ ใจได้งา่ ยและเขียน
บันทึกด้วยถ้อยคำของตนเอง และบนั ทึกแหล่งทมี่ า
ของข้อมลู นั้น ๆ อย่างชัดเจน (ประเดน็ ของแตล่ ะคน)
จากนั้นนำผลการประเมนิ มาเป็นขอ้ มลู ในการ
ปรับปรุงและพฒั นานกั เรียน และการจดั การเรยี น
การสอนของครใู นครั้งต่อ ๆ ไป

สอื่ การเรยี นรู้
ชั่วโมงท่ี ๑
๑. ใบความรู้ เร่อื ง บันทกึ การอ่าน
๒. ใบงาน เร่ือง บันทกึ การอา่ น
ชว่ั โมงที่ 2
1.ใบความรู้ เรือ่ ง หลกั การบนั ทกึ การอ่าน
2. สมดุ บันทกึ รกั การอ่าน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้าสถานศึกษาหรอื ผู้ทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................

ลงชือ่ ................................................................
(...............................................................)
วนั ที่.........../...................../...........

บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจดั การเรยี นรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื .................................................
(นายฤทธเิ ดช สกุลซง้ )

วันท.่ี ............./......................./...............

ใบความรู้
เรอื่ ง บนั ทึกการอา่ น

การอา่ นมีความสำคญั ตอ่ ชวี ติ มนษุ ย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระท่ังถึงวัยชรา การอ่านทำให้
รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทวั่ โลก ซ่งึ ปัจจบุ ันเปน็ โลกของขอ้ มูลขา่ วสารตา่ ง ๆ ทัว่ โลก ทำให้ผ้อู า่ นมีความสุข มี
ความหวัง และมีความอยากรูอ้ ยากเหน็ อนั เป็นความตอ้ งการของมนุษย์ทุกคน

การอ่านมีประโยชน์ในการพฒั นาตนเอง คอื พัฒนาการศึกษา พฒั นาอาชีพ พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ทำให้
เป็นคนทนั สมัย ทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ และมคี วามอยากรู้อยากเห็น การท่จี ะพัฒนาประเทศให้เจริญรุง่ เรืองกา้ วหนา้ ได้
ต้องอาศัยประชาชนท่มี ีความรคู้ วามสามารถ ซึง่ ความร้ตู า่ ง ๆเหล่าน้ลี ้วนได้มาจากการอ่านนัน่ เอง

บนั ทกึ การอ่าน คอื การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพ่ือนำมาใช้ในการเขียน หรือเปน็ การสรุปความรู้

ท่ีไดร้ บั จากการอา่ น ซงึ่ ผอู้ า่ นจำเป็นต้องมีทกั ษะการเขียนสรปุ ความ ถอดความ จบั ใจความสำคญั และการยอ่
ความ

➢ ประโยชนข์ องการบนั ทึกการอ่าน

1. ช่วยให้เข้าใจและจดจำเนื้อหาทอ่ี ่านไดอ้ ย่างง่ายดาย และแม่นยำ
2. ชว่ ยให้ผ้อู ่านมีระบบการอา่ นท่ีดี สามารถเรียบเรียงกระบวนการคิด
จดั ระเบียบข้อมลู ทไ่ี ดจ้ ากการอ่านเปน็ ไปอยา่ งมีระบบ
3. ชว่ ยใหเ้ ราสามารถรวบรวมขอ้ มูลข่าวสารต่าง ๆ จากการอ่านไปใช้ให้เปน็ ประโยชน์
ไดถ้ ูกตอ้ ง ครบถ้วน
4. ช่วยใหไ้ ดร้ บั ความบนั เทิงในชีวิตมากขน้ึ

การเลอื กหนังสอื อา่ น การเลอื กหนังสอื อ่านมีความจำเป็นมาก นักอ่านทด่ี ีจะตอ้ งเป็นผ้ทู ีร่ ้จู กั วธิ ีเลอื กหนงั สือ

อ่านให้ได้ประโยชนส์ ูงสดุ แก่การอา่ น โดยพจิ ารณาวธิ ีเลอื กดังตอ่ ไปน้ี
1. เลอื กหนงั สือทมี่ ีสาระเรอื่ งราวตรงกบั ความต้องการหรือความจำเปน็ ทต่ี ้องอ่าน
2. เลือกหนงั สือท่ดี ีมีคณุ ลกั ษณะ ดงั นี้
2.1. หนังสือทเ่ี ปน็ ทย่ี อมรับกันโดยทั่วไปแล้ววา่ ดี
2.2. หนงั สือที่มีกระแสวิพากษ์วจิ ารณ์อยา่ งกวา้ งขวางว่าดี
2.3. หนงั สอื ทไี่ ดร้ ับรางวลั สำคัญๆ ในการประกวดขององค์กรทมี่ คี ุณภาพ
2.4. หนังสือซ่ึงเขยี นโดยนกั เขยี นทม่ี ีคณุ ภาพเปน็ ทีย่ อมรบั ของแวดวงนักอา่ น
2.5. หนังสือท่มี คี ุณค่าดีพรอ้ มทุกด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นเนอื้ หา ด้านความคิด ด้านกลวิธี

ดา้ นทางภาษา ด้านรูปแบบและการนำเสนอ
2.6. หนังสอื ทไ่ี ด้รบั การยอมรบั ศึกษาสบื ทอดกันมาทุกยุคทกุ สมัย
2.7. เลือกหนงั สือที่จะไม่โน้มนำไปในทางเสื่อมทงั้ ปวง

ใบความรู้
เรือ่ ง หลกั การบนั ทกึ การอา่ น

หลักการบนั ทึกการอา่ น คอื แนวทางการบันทึกการอา่ นท่ผี ู้อ่านจะจดบันทกึ เน้ือหาสาระ

ความรู้ หรือขอ้ ความสำคญั ลงในแบบบนั ทึก โดยผู้อ่านจำเป็นตอ้ งมีความสามารถในดา้ นการอา่ น
จบั ใจความสำคัญ มีวิธกี ารบันทกึ ที่เปน็ ระบบ การเชือ่ มโยงหวั ขอ้ สำคญั ต่าง ๆ เข้าดว้ ยกัน การบันทึกการอ่านจะ
ทำให้นักเรียนมีความรู้ ความจำ และสามารถนำหลกั การหรือความร้ทู ่ไี ดร้ บั จากการบันทกึ ไปปรับใชใ้ นการบันทึก
เรือ่ งราวต่าง ๆ ในอนาคตได้

หลักการบันทกึ การอา่ น มดี ังน้ี

1. ผู้บนั ทกึ ต้องสามารถเช่อื มโยงหัวขอ้ สำคญั ตา่ ง ๆ เขา้ ดว้ ยกัน

2. เนอ้ื หาทบี่ ันทึกจะตอ้ งอ่านแลว้ เข้าใจไดง้ า่ ย และเขียนบันทึกดว้ ยถ้อยคำของตนเอง
3. บนั ทกึ แหล่งท่มี าของข้อมลู นัน้ ๆ อย่างชดั เจน ไดแ้ ก่

3.1 ชอ่ื เร่อื ง ใหน้ ักเรยี นบันทึกชือ่ เร่ืองช่อื ตอนหรอื ตั้งชอ่ื บทชื่อตอนท่ีนักเรียนอ่าน
3.2 ชื่อหนังสอื ให้นำมาจากบรรณานุกรมหนา้ ปกใน
3.3 ช่ือผู้แต่ง ใหน้ ำมาจากบรรณานกุ รมหนา้ ปก
3.4 สำนักพิมพ์ ใหน้ ำมาจากบรรณานุกรมหน้าปก
3.5 ปที พี่ ิมพ์ ให้นำมาจากบรรณานุกรมหน้าปก

ตวั อย่าง
บันทึกรักการอ่าน

วันที่ ๒๒ เดอื น กมุ ภาพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๕๙
ช่ือหนังสือ : อทุ ยานแห่งชาติภูกระดึง
ชื่อเรื่อง : อุทยานแห่งชาติภกู ระดงึ
ช่ือผู้แตง่ : ฉัตรชัย แสนใจ
สำนกั พิมพ์ : โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว พมิ พค์ ร้ังที่ ๑ ปีทพ่ี ิมพ์ : 2550
สาระสำคัญ

อทุ ยานแห่งชาติภกู ระดึง ตัง้ อยู่ท่ีอำเภอภกู ระดึง ในจงั หวดั เลย เป็นหน่งึ ในแหล่งท่องเทยี่ วทมี่ ี
ช่ือเสียงมากที่สุดในประเทศไทย เนือ่ งจากมธี รรมชาติที่สวยงาม ในแต่ละปีจงึ มีคนมาเท่ยี วเฉล่ียหลายหมื่นคน
โดยเฉพาะในช่วงวนั หยดุ ยาวมกั มีนักท่องเทย่ี วข้ึนไปพักผอ่ นบนภูกระดงึ จำนวนมาก ภูกระดงึ ได้รบั การจดั ต้งั เป็น
ป่าสงวนแห่งชาติ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ และเป็นอทุ ยานแห่งชาตเิ มื่อวนั ท่ี ๗ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยเปน็ อทุ ยานแห่ง
ชาตลำดบั ท่ี ๒ ถัดจากอุทยานแห่งชาตเิ ขาใหญ่
ครอบคลุมพน้ื ที่ ๓๔๘.๑ ตารางกิโลเมตร ( ๒๑๗,๕๗๕ ไร่ ) ลักษณะภูมิประเทศเปน็ ภูเขาหินทราย
ยอดตัด โดยมีทร่ี าบบนยอดภูกระดึงประมาณ ๖๐ ตารางกโิ ลเมตร (๓๗,๕๐๐ ไร่ ) มีความสูงอย่รู ะหว่าง ๔๐๐ -
๑,๒๐๐ เมตรจากระดบั น้ำทะเล จดุ สงู สดุ อย่ทู บ่ี รเิ วณ "คอกเมย" มคี วามสงู ๑,๓๑๖ เมตร

ใบงาน
เร่ือง บนั ทึกการอา่ น

คำช้แี จง ให้นกั เรยี นอธบิ ายความหมายและประโยชน์ของบันทกึ การอ่านมาโดยสังเขป

บันทึกการอ่าน คือ ........................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ประโยชนข์ องบันทึกการอ่าน มีดังนี้

....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

ต้งั ใจทำนะคะ

ชื่อ.....................................................................................................................ช้นั ....................เลขท.่ี ..................











แบบประเมินใบงาน เรอ่ื ง บันทกึ การอา่ น

นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2

ความถูกตอ้ ง

ลำดับ รายชือ่ ของ ความถกู ต้องของประโยชน์ รวม สรุป
ความหมาย

1 2 1 2 3 4 6 ผา่ น ไมผ่ า่ น

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

1 2 1 2 1 2 6 ผา่ น ไม่ผา่ น ลำดับ รายชอื่

1 สามารถเช่อื มโยงหวั ขอ้ สำคัญต่าง ๆ แบบประเมนิ ใบกิจกรรม เรือ่ ง บนั ทึกรักการอา่ น
2 เขา้ ด้วยกัน นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
3
4 สามารถอ่านแลว้ เขา้ ใจได้งา่ ยและเขยี น
5 บันทกึ ด้วยถอ้ ยคำของตนเอง
6
7 บนั ทึกแหลง่ ท่มี าของข้อมูลน้นั ๆ
8 อย่างชัดเจน
9
10 รวม สรปุ
11
12
13
14
15
16
17
18
19

20 รายละเอียดเกณฑก์ ารประเมนิ
ใบงาน เรือ่ ง บนั ทกึ การอา่ น
รายละเอยี ดเกณฑ์
การประเมิน 1 รายละเอยี ดการใหค้ ะแนน 4
สามารถอธิบาย
1. ความถกู ตอ้ งของ ความหมายของ 23 สามารถอธิบาย
ความหมาย การบันทึกการอ่าน ประโยชน์ของการ
ได้อย่างถกู ตอ้ ง สามารถอธิบาย บันทกึ การอา่ น
2. ความถูกต้องของ ครอบคลมุ ความหมายของ ไม่ได้ หรอื อธิบาย
ประโยชน์ การบนั ทกึ การอ่าน ได้แค่ 1 ข้อ
สามารถอธบิ าย ได้แตย่ ังไมค่ อ่ ย
ประโยชน์ของการ ถกู ตอ้ งและ
บนั ทึกการอา่ นได้ ครอบคลมุ
อย่างถกู ตอ้ ง
ครบถว้ นท้ัง 4 ข้อ สามารถอธิบาย สามารถอธิบาย
ประโยชนข์ องการ ประโยชน์ของการ
บันทึกการอ่านได้ บนั ทกึ การอา่ นได้
แตไ่ ม่ครบถ้วน แตไ่ ม่ครบถ้วน
อธบิ ายได้แค่ 3 ขอ้ อธิบายไดแ้ ค่ 2 ขอ้

รายละเอยี ดเกณฑก์ ารประเมนิ
ใบกจิ กรรม เร่ือง บนั ทึกรกั การอ่าน

รายละเอยี ดเกณฑ์ รายละเอยี ดการใหค้ ะแนน
การประเมิน
12
1. สามารถเช่อื มโยง
หวั ข้อสำคัญตา่ ง ๆ สามารถเช่อื มโยงหัวขอ้ ต่าง ๆ และลำดบั สามารถเชอื่ มโยงหวั ขอ้ ต่าง ๆ ลำดบั
เข้าด้วยกัน
เหตุการณ์ หรือเรยี บเรียงเรอ่ื งราวให้เข้า เหตกุ ารณ์ หรอื เรียบเรียงเรอ่ื งราวให้เขา้
2. สามารถอา่ นแลว้
เข้าใจได้งา่ ยและเขยี น กันไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ กันได้ แต่ยังตดิ ขัดเลก็ น้อย
บนั ทกึ ด้วยถอ้ ยคำของ
ตนเอง สามารถเขยี นบันทกึ ใหผ้ ู้ท่ีอา่ นเข้าใจง่าย สามารถเขียนบนั ทึกให้ผู้ทอ่ี า่ นเขา้ ใจงา่ ย

3. บนั ทึกแหลง่ ทมี่ า ไม่ซบั ซ้อน ใชภ้ าษาได้ถูกตอ้ ง เขียน ไม่ซบั ซอ้ น แต่ใชภ้ าษาถูกตอ้ ง คำไม่
ของข้อมูลน้นั ๆ
อย่างชดั เจน บนั ทกึ ดว้ ยถ้อยคำของตนเอง ราบรื่น สละสลวย เขียนบันทกึ ดว้ ยถอ้ ยคำของ

ตนเอง

สามารถเขยี นบันทึกโดยระบุแหล่งท่ีมา สามารถเขยี นบันทึกโดยระบแุ หลง่ ท่ีมาได้

อยา่ งครบถ้วน ท้งั ชอ่ื เรื่อง ชอื่ หนงั สอื แต่ยงั ไม่ครบถ้วน ขาดขาดข้อใดหรือขอ้

ชือ่ ผแู้ ต่ง สำนกั พมิ พ์ และปีทพ่ี มิ พ์ หน่งึ

แผนการจดั การเรยี นรู้

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๓ เรอื่ ง ประโยคกริยาความเรียง

รหัส ท๒๒๑๐2 ชือ่ รายวชิ า ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา ๒ ชัว่ โมง

มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั ของ

ภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ

ตัวชีว้ ัด
ท ๔.๑ ม.๒/๒ วเิ คราะหโ์ ครงสร้างประโยคสามัญประโยครวม และประโยคซ้อน

สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด

ชั่วโมงที่ ๑
ประโยค คือ คำหรอื กลุม่ คำท่นี ำมาเรยี งกนั มีความหมายครบถว้ นสมบูรณ์ สามารถส่ือความได้ว่าใคร

ทำอะไรคดิ อยา่ งไร รสู้ กึ อย่างไร

ชวั่ โมงที่ ๒
ประโยคกริยาความเรียง คอื ประโยคพื้นฐานชนดิ นม้ี ีกริยาวลี หลายวลี กริยาวลเี หลา่ น้นั จะเป็นภาค

แสดงของประธานเดียวกันหรือเป็นภาคแสดงของประธานต่างกันก็ได้ แต่ต้องไม่มีคำเชื่อมเชื่อมกริยาวลี
เหล่านั้น กรยิ าวลีในประโยคอาจแสดงเหตุการณ์ทเ่ี กิดพร้อมกัน เกดิ ตอ่ เน่ืองกัน
เกดิ ก่อนหลงั ตามลำดับ หรือเหตกุ ารณ์หลงั เปน็ ผลจากเหตกุ ารณแ์ รกก็ได้

สาระการเรยี นรู้ / เนอ้ื หายอ่ ย

ชว่ั โมงที่ ๑
ความรู้ (K)
นักเรียนมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความหมายของประโยค

ทักษะ / กระบวนการ (P)
นักเรยี นสามารถบอกประโยคไดถ้ กู ตอ้ ง

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นกั เรยี นสามารถนำความรู้ เรื่อง ประโยค ไปเป็นแนวทางในเขยี นสอ่ื สารและการแตง่ ประโยคไป

ปรับใช้ในชีวติ ประจำวัน

ช่วั โมงที่ ๒
ความรู้ (K)

นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกีย่ วกบั การประโยคกริยาความเรยี ง

ทกั ษะ/ความคดิ รวบยอด (P)
นกั เรยี นสามารถบอกประโยคกรยิ าความเรยี งได้อยา่ งถูกต้อง

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรยี นสามารถนำความรู้ เรือ่ ง ประโยค ไปใชเ้ ป็นแนวทางในการแต่งประโยค

ชนดิ อน่ื ๆ และใช้ในการเขียนใหส้ ามารถเขยี นประโยคต่าง ๆ ได้ถกู ตอ้ ง

จุดเนน้ สู่การพฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี น
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขยี นได)้

(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)

ทกั ษะด้านการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกไ้ ขปัญหา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)

ทกั ษะด้านความร่วมมอื การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะด้านการสอ่ื สาร สารสนเทศและรู้เท่าทนั สื่อ (Communications, Information, and
Media Literacy)

ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing and ICT

Literacy)

ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning)

ทกั ษะการเปลยี่ นแปลง (Change)

การประเมินผลรวบยอด
ชิน้ งานหรือภาระงาน

๑. กจิ กรรมประโยคมหาสนกุ
๒. ใบงาน เร่ือง ประโยคกรยิ าความเรยี ง

กจิ กรรมการเรียนรู้
ช่ัวโมงท่ี ๑
ข้นั นำ
ครกู ลา่ วทกั ทายนักเรียนและสนทนาซกั ถามรว่ มกันในประเด็นประโยค เมอ่ื ครูซกั ถามนกั เรียน

เสร็จส้นิ จากนน้ั ครูโยงเขา้ สู่บทเรยี นเขา้ สู่บทเรยี น (K, P)

ขนั้ สอน
๑. ครูเปดิ สอื่ Power point เร่ือง ประโยค พร้อมกับให้ความรู้เก่ียวกับความหมาย และลักษณะ

ของประโยค (K) ประกอบกบั ยกตัวอย่าง พร้อมท้ังสอดแทรกคำถาม เพ่อื ให้นักเรยี น
มีความกระตือรือรน้ (P)

๒. เม่ือให้ความรูแ้ กน่ กั เรยี นเสร็จส้ิน ครใู ห้นักเรียนทำกจิ กรรมประโยคมหาสนุก
โดยครจู ะแบ่งนักเรยี นออกเปน็ ๖ กลุ่ม กลมุ่ ละเท่า ๆ กนั โดยท่ีครูจะมีคำใหน้ ักเรียนแล้วให้นกั เรียน
แตล่ ะกลมุ่ ช่วยกันเรยี งคำให้เปน็ ประโยคทีม่ ีความหมาย กลุ่มไหนทำเสร็จก่อนถือว่ากลมุ่ นั้นเป็นฝ่ายชนะ (K, P)

ข้นั สรปุ
ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรุปกจิ กรรม ประโยคมหาสนุก เป็นกจิ กรรมท่ีนักเรียนได้

แสดงความคิดและใช้ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั การแต่งประโยค สะท้อนใหเ้ หน็ ว่านกั เรยี นมคี วามเขา้ ใจในเน้อื หา และ
สามารถนำความรู้ทีไ่ ด้จากเร่ืองของประโยคไปเปน็ แนวทางในการแตง่ ประโยคประเภท
ต่าง ๆ ได้ (K, P, A)

ชั่วโมงที่ ๒
ขั้นนำ
ครกู ลา่ วทกั ทายนกั เรยี น และเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการเรยี นรูด้ ว้ ยเกม “ตอ่ คำให้เปน็ ประโยค” ซึ่ง

เป็นเกมท่นี ักเรยี นไดใ้ ชค้ วามคดิ ในการเรียงคำใหเ้ ปน็ ประโยคถกู ตอ้ งตามหลักการแต่งประโยคและมคี วามหมายท่ี
ชัดเจนก่อนเขา้ สู่บทเรยี น โดยวิธกี ารเลน่ คอื ครูให้นกั เรียนแบ่งกลุม่
จากนั้นแจกซองคำศพั ทใ์ หน้ ักเรียน แล้วให้นกั เรยี นเรียงคำใหเ้ ปน็ ประโยคท่ถี กู ต้อง เพ่ือวัดความรู้และได้ฝึกทักษะ
การคดิ พนื้ ฐานของนักเรียน จากนั้นโยงเน้ือหาเขา้ สบู่ ทเรียน (K , P)

ขน้ั สอน
1. ครูแจกใบความรู้ เร่อื ง ประโยค พร้อมกบั ใหค้ วามรูน้ ักเรยี นเก่ยี วกับความหมาย ประเภท และ

ลักษณะของประโยคกรยิ าความเรียง (K) พร้อมทั้งสอดแทรกคำถาม เพ่ือให้นกั เรียนมคี วามกระตอื รอื รน้ (P)
๒. เม่ือให้ความรู้แก่นกั เรียนเสรจ็ สิ้น ครใู ห้นักเรียนทำใบงาน เรื่อง ประโยคกริยา

ความเรยี ง เพ่อื ทดสอบความเขา้ ใจ เป็นใบงานรายบุคคล ครอู ธบิ ายคำช้ีแจงให้นักเรียนเขา้ ใจในชนิ้ งาน จากน้ันให้
นกั เรยี นทำใบงานทคี่ รูแจกให้ (K, P) แล้วตรวจใบงานพรอ้ มกนั

๓. เม่อื ตรวจคำตอบเสร็จสิ้น ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปประเดน็ การทำใบงานของจุดบกพรอ่ ง
และข้อดี เพื่อแนะแนวทางใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเข้าใจเพ่มิ มากข้ึน (K)

ขนั้ สรปุ
ครขู อตวั แทนนกั เรียนสรุปกจิ กรรม ใบงาน เรื่อง ประโยคกรยิ าความเรยี ง

เป็นกจิ กรรมที่นักเรยี นได้แสดงความคดิ และใชค้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับการแตง่ ประโยค สะท้อนให้เหน็ วา่ นักเรยี นมี
ความเข้าใจในเนอ้ื หาเกย่ี วกบั ประโยคความรวม เขา้ ใจความหมาย ประเภท และลกั ษณะของประโยคความรวมได้
อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม และสามารถนำองคค์ วามรู้ เรื่อง ประโยคกรยิ าความเรียง ไปใชเ้ ป็นแนวทางในการแต่ง

ประโยคชนดิ อ่นื ๆ และใช้ในการเขียนใหส้ ามารถเขยี นประโยคต่าง ๆ ไดถ้ กู ตอ้ ง (K, P, A)
การวดั ผลประเมนิ ผล

วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน

ประเมินใบงานเร่ือง ประโยคกรยิ าความเรียง ใบงานเรอ่ื ง ประโยคกริยาความ ผ่านเกณฑ์การประเมิน

ใชว้ ิธีวดั ผลจากการทำกจิ กรรมของนกั เรยี นแต่ละคน เรยี ง ร้อยละ ๕๐

โดยมีประเดน็ ในการวัดผล ไดแ้ ก่ ความรคู้ วามเข้าใจ

เร่อื งหลกั การและโครงสรา้ งของประโยคกริยา

ความเรียง สามารถเขยี นหลกั การและโครงสรา้ ง

ของประโยคกริยาความเรยี ง ตรงประเดน็ การใช้ภาษา

และความสะอาดเรียบร้อย(ประเด็นของแต่ละคน)

จากนน้ั นำผลการประเมนิ มาเปน็ ข้อมลู ในการปรบั ปรงุ

และพฒั นานกั เรียน และการจดั การเรยี นการสอน

ของครใู นครง้ั ตอ่ ๆ ไป

สอ่ื การเรยี นรู้
๑. ใบความรู้ เร่ือง ประโยค
๒. ใบงาน เรอื่ ง ประโยคกริยาความเรียง

ขอ้ เสนอแนะของหวั หน้าสถานศกึ ษาหรือผทู้ ่ไี ดร้ บั มอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รับรอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ................................................................
(...............................................................)
วนั ที.่ ........../...................../...........

บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจัดการเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
๒. ปัญหาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแก้ไขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................
๔. ขอ้ เสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................
....................................................................................................................................................................

ลงช่ือ.................................................
(นายฤทธิเดช สกุลซง้ )

วนั ที.่ ............./......................./...............

เกณฑก์ ารประเมนิ ใบงาน เรอ่ื ง ประโยคกรยิ าความเรยี ง

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน

๒๑

ความรู้ความเขา้ ใจเรอ่ื งหลกั การ มีความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี วกบั หลกั การ ไมค่ ่อยมีความรคู้ วามเข้าใจ
และโครงสร้างของประโยคกริยา และโครงสรา้ งของประโยคกรยิ าความ เกีย่ วกับหลักการและโครงสรา้ ง

ความเรยี ง เรียง เปน็ อย่างดี ของประโยคกรยิ าความเรยี ง
เท่าท่ีควร

สามารถเขียนหลกั การและ สามารถเขยี นหลักการและโครงสรา้ ง ไมส่ ามารถเขยี นหลกั การและ
โครงสรา้ งของประโยคกริยาความ ของประโยคกรยิ าความเรียง ไดถ้ กู ต้อง โครงสร้างของประโยคความเรยี ง

เรยี ง ตามหลกั การ ได้ถูกต้องตามหลกั การ

ตรงประเด็น สามารถเขียนหลกั การและโครงสร้าง ไม่สามารถเขยี นหลกั การและ

ของประโยคกริยาความเรียง ได้ถกู ต้อง โครงสร้างของประโยคความเรยี ง

ตรงประเด็นกับเน้อื หา ตรงประเดน็ กบั เน้อื หาไดด้ ี

เท่าท่ีควร

การใช้ภาษา สามารถเขยี นคำและเรยี บเรยี งประโยค ไมส่ ามารถเขยี นคำและเรียบเรยี ง

ได้อย่างถูกตอ้ ง ประโยคได้อยา่ งถกู ต้อง

ความสะอาดเรียบร้อย ใบงานมคี วามสะอาด เขียนไดอ้ ย่างเปน็ ใบงานไม่ค่อยสะอาด การเขียน

ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ไม่มคี วามเป็นระเบยี บเรียบร้อย

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนรอ้ ยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเต็ม ๑๐

จึงจะถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

เกณฑ์การประเมิน เกณฑก์ ารตัดสินระดบั คณุ ภาพ ผลการประเมิน

๙-๑๐ คะแนน ดมี าก ผ่าน
๗-๘ คะแนน ดี ผ่าน
๕-๖ คะแนน ผา่ น
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไม่ผ่าน
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผา่ น
ปรับปรุง

ชื่อ-สกุล

๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน ความรู้ความเขา้ ใจเรอื่ งหลกั การและ แบบประเมินใบงาน เรื่อง ประโยคกริยาความเรียง
โครงสรา้ งของประโยคกริยาความเรยี ง ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๒
สามารถเขยี นหลักการและโครงสร้าง รายการประเมิน
ของประโยคกริยาความเรยี ง
รวม สรุปผล
ตรงประเดน็

การใชภ้ าษา

ความสะ อาดเรียบรอ้ ย

ใบความรู้ เรือ่ ง ประโยค

ความหมายของประโยค
ประโยค เกดิ จากคำหลาย ๆ คำ หรือวลีทน่ี ำมาเรยี งต่อกันอยา่ งเปน็ ระเบยี บใหแ้ ต่ละคำมีความสมั พนั ธ์

กัน มใี จความสมบูรณ์ แสดงใหร้ วู้ ่า ใคร ทำอะไร ทีไ่ หน อย่างไร เช่น สมคั รไปโรงเรยี น ตำรวจจับคนรา้ ย เปน็ ตน้

สว่ นประกอบของประโยค
ประโยคหนึง่ ๆ จะตอ้ งมภี าคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมคี ำขยายสว่ นตา่ ง ๆ ได้
๑.ภาคประธาน
ภาคประธานในประโยค คือ คำหรอื กลุ่มคำทที่ ำหน้าทีเ่ ปน็ ผูก้ ระทำ ผู้แสดงซึง่ เปน็ สว่ นสำคญั

ของประโยค ภาคประธานนี้ อาจมบี ทขยายซ่งึ เป็นคำหรือกลมุ่ คำมาประกอบ เพ่อื ทำให้มใี จความชัดเจนย่งิ ขึน้
๒.ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรอื กล่มุ คำทีป่ ระกอบไปดว้ ยบทกรยิ า บทกรรมและสว่ นเติมเต็ม บทกรรมทำ

หนา้ ท่เี ป็นตวั กระทำหรอื ตวั แสดงของประธาน สว่ นบทกรรมทำหนา้ ทีเ่ ป็นผู้ถูกกระทำ และส่วน
เติมเต็มทำหนา้ ท่ีเสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คอื ทำหน้าทค่ี ล้ายบกรรม แต่ไมใ่ ช้กรรม เพราะมิไดถ้ กู ประโยคเลก็
ท่เี ป็นประโยคความเดียวนั้น เมือ่ แยกออกจากประโยคความรวมแล้ว กย็ งั สือ่ ความหมายเปน็ ท่เี ข้าใจได้ประโยคใน
ภาษาไทย

ชนิดของประโยคแบง่ ตามโครงสรา้ ง

๑. ประโยคสามัญหรือประโยคพื้นฐาน คือ ประโยคท่ปี ระกอบไปดว้ ย ภาคประธาน
และภาคแสดง เพยี ง

ประโยคเดียว ไม่มีอนปุ ระโยค หรือประโยคยอ่ ยมาขยายภาคประธาน หรือภาคแสดง ประโยคสามัญ
แบ่งเป็น ๒ ชนิด ดังน้ี

๑.๑ ประโยคสามญั ท่มี กี รยิ าวลีเดยี ว เชน่ ดนพุ รกำลงั อา่ นหนงั สือ แมวจับหนู
นฤมลร้องเพลง เมธนิ ีรดน้ำตน้ ไม้ วารินกำลงั ซักผ้า พสี่ าวจะไปตลาด เมธากำลงั ขบั รถจกั รยานยนต์

๑.๒ ประโยคสามญั ที่มหี ลายกริยาวลี คือ ประโยคสามัญท่มี ีหลายกรยิ าวลี ทำหนา้ ทเี่ ป็นภาคแสดง
ของประธานเดยี วกัน จะไม่มคี ำเชือ่ มกรยิ าวลเี หล่าน้ัน สามารถแบง่ ประโยคสามัญหลายกริยาวลไี ด้ ดังน้ี

เหตุการณ์ในประโยคเกิดขน้ึ พร้อมกัน เช่น
- สมบตั นิ ง่ั รับประทานอาหารในห้องครัว
- สาวิตรนี ง่ั อา่ นหนังสือพิมพใ์ นหอ้ งสมุด
- วิทิตยนื ร้องเพลงบนเวทหี อประชมุ
- พชิ ัยขับรถขา้ มสะพาน
เหตกุ ารณ์ในประโยคเกิดขนึ้ ต่อเนื่องก่อนหลังตามลำดบั เช่น
- แมเ่ ดนิ ไปซือ้ กับขา้ วทต่ี ลาด
- ฉนั เดินไปดม่ื น้ำท่ีขา้ งอาคาร ๒
- อนงค์เกบ็ จานไปล้าง

- นงนุชพับผ้าเกบ็ ไว้ในตู้
เหตุการณ์หลงั ในประโยคเป็นผลของเหตกุ ารณ์แรก เชน่

- สมปองทำจานหลน่ แตกกระจายเตม็ พื้น
- สายพิณลนื่ หกลม้ กน้ กระแทกพืน้

- ลมพดั เอกสารปลิวตกลงในน้ำ
หนา้ ทีข่ องประโยค

ประโยคต่าง ๆ ทใี่ ช้ในการสอื่ สารย่อมแสดงถงึ เจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ

อธบิ าย ซกั ถาม ขอรอ้ ง วงิ วอน สั่งห้าม เปน็ ตน้ หากจะแบง่ ประโยคตามหน้าที่หรอื ลักษณะทใี่ ช้ในการสื่อสาร
สามารถแบง่ ออกเปน็ ๔ ลกั ษณะ ดังนี้

๑. บอกเลา่ หรอื แจง้ ให้ทราบ เปน็ ประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าบ่งชใ้ี ห้เห็นว่า ประธานทำกริยา อะไร
ที่ไหน อยา่ งไร และเมือ่ ไหร่ เช่น

- ฉนั ไปพบเขามาแล้ว

- เขาเป็นนักฟตุ บอลทีมชาติ
๒. ปฏิเสธ เป็นประโยคมเี นอ้ื ความปฏเิ สธ จะมีคำว่า ไม่ ไม่ได้ หามไิ ด้ มิใช่ ใชว่ ่า ประกอบอย่ดู ้วยเชน่

- เรา ไมไ่ ด้ ส่งข่าวถึงกนั นานแล้ว
- นั่น มิใช่ ความผดิ ของเธอ
๓. ถามให้ตอบ เป็นประโยคมเี นอ้ื ความเป็นคำถาม จะมีคำว่า หรอื ไหม หรอื ไม่ ทำไม เมือ่ ไร ใคร

อะไร ท่ไี หน อย่างไร อย่หู น้าประโยคหรือทา้ ยประโยค เชน่
- เมือ่ คนื คณุ ไป ท่ไี หน มา

- เธอเห็นปากกาของฉันไหม
๔. บงั คับ ขอร้อง และชักชวน เป็นประโยคทม่ี ีเนอื้ ความเชิงบงั คับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคำ
อนุภาค หรอื คำเสรมิ บอกเนอื้ ความของประโยค เชน่

- ห้าม เดินลัดสนาม
- กรณุ า พดู เบา

ใบงาน เร่อื ง ประโยคกริยาความเรยี ง
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นแตง่ ประโยคกรยิ าความเรยี ง ๑๐ ประโยค

ประโยคกรยิ าความเรยี ง

ชื่อ.....................................
ช้ัน ............... เลขที่ .........

แผนการจัดการเรยี นรู้

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ เร่ือง ประโยคความเดียว ประโยครวม และประโยคซ้อน

รหัส ท ๒๒๑๐2 ชือ่ รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย

ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นที่ 2 เวลา ๓ ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลัง

ของภาษา ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ

ตวั ชว้ี ัด
ท ๔.๑ ม.๒/๒ วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญประโยครวม และประโยคซอ้ น

สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด

ช่วั โมงที่ ๑
ประโยคความเดียว คือ ประโยคทีม่ ขี อ้ ความหรือใจความเดยี ว ซึ่งเรยี กอีกอย่างหน่งึ ว่า

เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประโยคเพยี งบทเดยี ว และมีภาคแสดงหรอื กริยาสำคัญเพียงบทเดยี ว หาก

ภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเขา้ ไป ประโยคความเดียวนัน้ ก็จะเปน็ ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขนึ้
ชัว่ โมงท่ี ๒

ประโยครวม หรอื อเนกรรถประโยค คอื ประโยคทีม่ ีใจความสำคญั อยู่ตัง้ แต่สองใจความข้นึ ไป น่นั คอื
ประกอบดว้ ยภาคแสดงหรอื ภาคกริยาทม่ี มี ากกวา่ หน่ึงส่วน โดยทกุ ประโยคย่อยมนี ำ้ หนักใจความสำคญั ท่เี ท่าเทียม
กนั

ชว่ั โมงท่ี ๓
ประโยคซอ้ น หมายถงึ ประโยคทรี่ วมประโยคความเดยี ว ๑ ประโยคเปน็ ประโยคหลกั แล้วมปี ระโยค

ความเดียวอน่ื มาเสรมิ มีขอ้ สังเกตคอื ประโยคหลัก กับ ประโยคยอ่ ย

สาระการเรียนรู้ / เนือ้ หาย่อย

ชัว่ โมงที่ ๑
ความรู้ (K)

๑. นกั เรยี นมีความร้คู วามเข้าใจเกย่ี วกับความหมายของประโยคความเดยี ว
๒. นักเรียนมคี วามรูค้ วามเข้าใจในลักษณะและประเภทของประโยคความเดียว
ทกั ษะ / กระบวนการ (P)

นักเรยี นสามารถบอกลกั ษณะและประเภทของประโยคความซอ้ นได้ถกู ต้อง
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)

นกั เรยี นสามารถนำความรู้ เรื่อง ประโยค ไปเปน็ แนวทางในเขยี น เขยี นสื่อสาร
และการแตง่ ประโยคไปปรบั ใชใ้ นชวี ิตประจำวนั

ช่วั โมงที่ ๒
ความรู้ (K)
๑. นักเรยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั การประโยคความรวม
๒. นกั เรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั การลักษณะ และประเภทของประโยคความรวม
ทกั ษะ/ความคิดรวบยอด (P)
นักเรยี นสามารถบอกลักษณะ และประโยคความรวมแต่ละประเภทได้อยา่ งถกู ต้อง
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรยี นสามารถนำความรู้ เรอื่ ง ประโยคความรวม ไปใชเ้ ป็นแนวทางในการแตง่ ประโยคชนิดอ่ืน

ๆ และใช้ในการเขียนใหส้ ามารถเขยี นประโยคต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง
ชั่วโมงที่ ๓
ความรู้ (K)
๑. นักเรียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกับการประโยคความซอ้ น
๒. นักเรยี นมีความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกบั การลักษณะ และประเภทของประโยคซ้อน
ทักษะ/ความคดิ รวบยอด (P)
นกั เรียนสามารถบอกลกั ษณะ และประโยคความซอ้ นแตล่ ะประเภทได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
นักเรียนสามารถนำความรู้ เรื่อง ประโยคความซ้อน ไปใชเ้ ป็นแนวทางในการแต่งประโยคชนดิ อน่ื

ๆ และใช้ในการเขียนให้สามารถเขยี นประโยคต่าง ๆ ได้ถกู ต้อง

จดุ เนน้ ส่กู ารพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น
ทักษะในศตวรรษท่ี 21 ( 3R8C )

Reading (อ่านออก)

(W) Riting (เขียนได้)

(A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)

ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณและทักษะในการแกไ้ ขปญั หา (Critical Thinking and
Problem Solving)

ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม (Creativity and Innovation)

ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding)

ทกั ษะดา้ นความรว่ มมอื การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผู้นำ (Collaboration, Teamwork
and Leadership)

ทกั ษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศและรเู้ ท่าทันสอื่ (Communications, Information, and
Media Literacy)

Literacy) ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร (Computing and ICT

ทักษะอาชพี และทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning)
ทกั ษะการเปล่ยี นแปลง (Change)

การประเมินผลรวบยอด
ชิ้นงานหรือภาระงาน
๑. ใบงาน เรื่อง โครงสร้างประโยคความเดยี ว
๒. ใบงาน เร่อื ง โครงสร้างประโยคความรวม

๓. ใบงาน เร่ือง โครงสร้างประโยคความซ้อน

กิจกรรมการเรียนรู้

ชว่ั โมงที่ ๑
ขั้นนำ

ครูกล่าวทักทายนกั เรียนและสนทนาซกั ถามทบทวนความรู้ร่วมกนั ในประเด็น (K, P) เม่ือครู
ซกั ถามนกั เรียนเสรจ็ สิ้น จากน้นั ครโู ยงเข้าสบู่ ทเรียนเข้าสบู่ ทเรยี น

ขน้ั สอน

๑. ครูเปิดส่อื Power point เรื่อง ประโยคความเดยี ว พรอ้ มกับใหค้ วามรู้เกยี่ วกับความหมาย
และลักษณะของประโยคความเดยี ว (K) ประกอบกบั ยกตัวอยา่ ง พร้อมท้ังสอดแทรกคำถาม เพอื่ ใหน้ ักเรียนมี

ความกระตอื รอื ร้น (P)
๒. เม่อื ให้ความรู้แกน่ ักเรียนเสรจ็ ส้นิ ครใู หน้ กั เรียนทำกจิ กรรมประโยคมหาสนุก

โดยครจู ะแบ่งนักเรยี นออกเป็น ๖ กลมุ่ กลมุ่ ละเท่า ๆ กัน โดยที่ครจู ะมีคำใหน้ ักเรยี นแลว้ ใหน้ ักเรียน

แต่ละกลุม่ ช่วยกนั เรยี งคำให้เปน็ ประโยคทมี่ ีความหมาย กลุม่ ไหนทำเสร็จกอ่ นถอื ว่ากลมุ่ นัน้ เปน็ ฝา่ ยชนะ (K, P)
๓. ครูให้นักเรยี นทำใบงาน เร่อื ง ประโยคความเดียว เพอื่ ทดสอบความเข้าใจ ซ่ึงเปน็

ใบงานรายบุคคล ครูอธิบายคำชีแ้ จงใหน้ กั เรียนเข้าใจในชนิ้ งาน จากนั้นให้นักเรยี นทำใบงานทคี่ รูแจกให้ (K , P)
แล้วตรวจใบงานพรอ้ มกนั

๔. เมอ่ื ตรวจคำตอบเสร็จส้นิ ครูอธบิ ายเพ่มิ เติมเก่ียวกับการเขยี นตอบคำถามเพื่อแนะแนวทางให้

นกั เรียนเกิดความเขา้ ใจเพิ่มมากขนึ้ (K)
ขน้ั สรุป

ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปกจิ กรรมใบงาน เร่อื ง ประโยคความเดียว (K , P)
เปน็ กิจกรรมที่นกั เรยี นได้แสดงความคิดและใช้ความเขา้ ใจเกยี่ วกับการแตง่ ประโยค สะท้อนให้เหน็ ว่านักเรยี นมี
ความเขา้ ใจในเนื้อหาของประโยคความเดยี ว และสามารถนำความรู้ทไี่ ด้จากเร่อื งของประโยคความเดยี วไปเปน็

แนวทางในการแต่งประโยคประเภทตา่ ง ๆ ได้ (K, P, A)

ช่ัวโมงท่ี ๒
ขนั้ นำ
ครกู ลา่ วทักทายนกั เรยี น และเพิม่ ประสิทธภิ าพการเรยี นรู้ดว้ ยเกม “ต่อคำให้เป็นประโยค” ซ่ึง

เปน็ เกมที่นักเรียนได้ใชค้ วามคิดในการเรียงคำใหเ้ ป็นประโยคถูกต้องตามหลกั การแตง่ ประโยคและมคี วามหมายที่
ชดั เจนกอ่ นเขา้ ส่บู ทเรยี น โดยวธิ กี ารเลน่ คือ ครูใหน้ ักเรียนแบ่งกล่มุ
จากน้ันแจกซองคำศัพทใ์ ห้นักเรยี น แล้วให้นกั เรียนเรยี งคำให้เป็นประโยคท่ีถกู ตอ้ ง เพอ่ื วดั ความรู้และ
ไดฝ้ กึ ทักษะการคิดพนื้ ฐานของนกั เรยี น (K , P) จากนั้นโยงเนอ้ื หาเข้าสบู่ ทเรยี น

ขั้นสอน
๑. ครูแจกใบความรู้ เร่ือง ประโยคความรวม พรอ้ มกับใหค้ วามรู้นักเรยี นเกย่ี วกับความหมาย

ประเภท และลักษณะของประโยคความรวม (K) พร้อมท้งั สอดแทรกคำถาม เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นมีความกระตือรือรน้
(P)

๒. เมื่อให้ความรแู้ ก่นักเรยี นเสร็จสนิ้ ครูให้นกั เรยี นทำใบงาน เรอื่ ง ประโยคความรวม เพือ่
ทดสอบความเข้าใจ เป็นใบงานรายบุคคล ครอู ธิบายคำชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจในชิน้ งาน จากน้ันใหน้ กั เรยี นทำใบ
งานทคี่ รูแจกให้ (K, P) แลว้ ตรวจใบงานพร้อมกัน

๓. เม่ือตรวจคำตอบเสร็จสิ้น ครูและนกั เรียนรว่ มกันสรปุ ประเดน็ การทำใบงานของจุดบกพรอ่ ง
และขอ้ ดี เพ่ือแนะแนวทางให้นกั เรียนเกิดความเข้าใจเพ่มิ มากขึน้ (K)

ขน้ั สรุป
๑. ครูขอตัวแทนนกั เรยี นสรปุ กจิ กรรม ใบงาน เรอ่ื ง ประโยคความรวม เป็นกิจกรรม

ท่ีนักเรียนไดแ้ สดงความคดิ และใช้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั การแตง่ ประโยค สะทอ้ นให้เหน็ วา่ นกั เรียน
มคี วามเข้าใจในเนือ้ หาเก่ียวกบั ประโยคความรวม เข้าใจความหมาย ประเภท และลักษณะของประโยคความรวม
ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งเหมาะสม อกี ทัง้ ยงั ไดใ้ ชท้ กั ษะความคดิ และการทำความเข้าใจเนอื้ หา
และสามารถเขยี นประโยคต่าง ๆ ได้ถูกตอ้ ง (K, P, A)

ชว่ั โมงท่ี ๓
ขน้ั นำ
ครกู ล่าวทกั ทายนักเรียน และเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการเรยี นรดู้ ว้ ยเกม “เรียงคำให้เป็นประโยค” ซง่ึ

เปน็ เกมที่นักเรยี นได้ใชค้ วามคิดในการเรียงคำให้เปน็ ประโยคถกู ต้องตามหลักการแต่งประโยคและมีความหมายท่ี
ชดั เจนก่อนเข้าสูบ่ ทเรยี น โดยวธิ ีการเลน่ คือ ครูแจกคำใหน้ ักเรยี นคนละคำ จากน้ันใหน้ กั เรยี นจับกลมุ่ กัน เรียงคำ
ใหเ้ ป็นประโยคท่มี ีความหมาย เพอ่ื วดั ความรู้และได้ฝึกทักษะการคิดพ้นื ฐานของนกั เรยี น (K , P) จากน้นั โยงเนือ้ หา
เขา้ สบู่ ทเรยี น

ขนั้ สอน
๑. ครูเปดิ ส่อื Power point เรื่อง ประโยคความซ้อน พร้อมกบั ใหค้ วามรนู้ ักเรยี นเก่ยี วกับ

ความหมาย ประเภท และลักษณะของประโยคความซ้อน (K) พร้อมทง้ั สอดแทรกคำถาม
เพ่อื ใหน้ กั เรียนมีความกระตอื รือร้น (P)

๒. เมอ่ื ใหค้ วามรูแ้ กน่ ักเรยี นเสรจ็ สน้ิ ครูให้นักเรียนทำใบงาน เร่อื ง ประโยคความซอ้ น เพือ่
ทดสอบความเข้าใจ เปน็ ใบงานรายบคุ คล ครูอธบิ ายคำช้ีแจงให้นักเรียนเขา้ ใจในช้นิ งาน จากน้ันให้นกั เรียนทำใบ

งานที่ครแู จกให้ (K, P) แลว้ ตรวจใบงานพรอ้ มกัน
๓. เมอื่ ตรวจคำตอบเสร็จสิน้ ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ ประเดน็ การทำใบงานของจดุ บกพรอ่ ง

และขอ้ ดี เพ่อื แนะแนวทางใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น (K)
ขน้ั สรุป
ครูขอตัวแทนนักเรยี นสรปุ ความรูแ้ ละกิจกรรม สำหรบั กจิ กรรมการทำใบงาน เรือ่ ง ประโยค

ความซอ้ น เปน็ กิจกรรมทน่ี กั เรียนได้แสดงความคิดและใช้ความเข้าใจเกยี่ วกับการแต่งประโยค ท้ังยังได้สังเกตและ
จดจำเนอ้ื หา สะทอ้ นให้เหน็ ว่านักเรียนมคี วามเข้าใจในเน้อื หาเก่ยี วกบั ประโยคความซอ้ น เข้าใจความหมาย

ประเภท และลกั ษณะของประโยคความซ้อนได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
และสามารถเขียนประโยคตา่ ง ๆ ไดถ้ กู ตอ้ ง (K, P, A)

การวัดผลประเมินผล เกณฑ์การประเมนิ
ชัว่ โมงท่ี 1 ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
รอ้ ยละ ๕๐
วธิ กี าร เครอ่ื งมอื
เกณฑ์การประเมนิ
ประเมินใบงานเร่ือง ประโยคความเดียว ใชว้ ิธี ใบงานเรอ่ื ง ประโยคความเดียว ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
วัดผล จากการทำใบงานของนักเรยี น รอ้ ยละ ๕๐
แตล่ ะคน โดยมปี ระเดน็ ในการวัดผล ได้แก่
ความรู้ความเข้าใจเรือ่ งหลักการและโครงสรา้ ง
ของประโยคความเดยี ว ประโยคความรวม
และประโยคความซอ้ น สามารถเขียนหลักการ
และโครงสรา้ งของประโยคความเดียว
ประโยคความรวม และประโยคความซอ้ น
ตรงประเด็น การใช้ภาษา และความสะอาด
เรยี บรอ้ ย (ประเด็นของแต่ละคน) จากน้ันนำ
ผลการประเมินมาเปน็ ข้อมูลในการปรบั ปรุง
และพัฒนานักเรียน และการจัดการเรียนการ
สอนของครูในคร้ังต่อ ๆ ไป

ช่ัวโมงที่ ๒

วธิ ีการ เครื่องมือ

ประเมินใบงานเรอ่ื ง ประโยครวม ใชว้ ิธวี ัดผล ใบงานเรอื่ ง ประโยครวม
จากการทำใบงานของนกั เรียนแต่ละคน โดยมี
ประเด็นในการวดั ผล ไดแ้ ก่ ความรู้ความ
เข้าใจเรอื่ งหลักการและโครงสรา้ งของประโยค
ความเดียว ประโยคความรวม และประโยค

ความซ้อน สามารถเขียนหลกั การและ เกณฑ์การประเมนิ
โครงสรา้ งของประโยคความเดียว ประโยค ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ความรวม และประโยคความซอ้ น รอ้ ยละ ๕๐
ตรงประเดน็ การใช้ภาษา และความสะอาด
เรยี บรอ้ ย (ประเดน็ ของแตล่ ะคน) จากน้ันนำ
ผลการประเมนิ มาเปน็ ข้อมลู ในการปรับปรุง
และพฒั นานักเรียน และการจัดการเรยี นการ
สอนของครใู นคร้งั ต่อ ๆ ไป

ชั่วโมงที่ 3
วิธกี าร เครื่องมือ

ประเมินใบงานเร่ือง ประโยคซอ้ น ใช้วิธีวัดผล ใบงานเร่อื ง ประโยคซอ้ น
จากการทำใบงานของนักเรียนแตล่ ะคน โดยมี
ประเดน็ ในการวดั ผล ได้แก่ ความรูค้ วาม
เข้าใจเรื่องหลกั การและโครงสร้างของประโยค
ความเดยี ว ประโยคความรวม และประโยค
ความซ้อน สามารถเขียนหลักการและ
โครงสร้างของประโยคความเดยี ว ประโยค
ความรวม และประโยคความซอ้ น
ตรงประเดน็ การใชภ้ าษา และความสะอาด
เรียบร้อย (ประเดน็ ของแตล่ ะคน) จากนนั้ นำ
ผลการประเมินมาเปน็ ข้อมูลในการปรบั ปรุง
และพัฒนานักเรียน และการจัดการเรยี นการ
สอนของครูในครั้งต่อ ๆ ไป

ส่อื การเรียนรู้
๑. สอื่ “Power point” เรือ่ ง ประโยคความเดียว ความรวม และความซ้อน
๒. ใบงาน เรอ่ื ง ประโยคความเดยี ว
๓. ใบงาน เรื่อง ประโยคความรวม
๔. ใบงาน เรอ่ื ง ประโยคความซ้อน

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนา้ สถานศกึ ษาหรือผูท้ ีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (ตรวจสอบ,นเิ ทศ,เสนอแนะ,รบั รอง)
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................

ลงช่อื ................................................................
(...............................................................)
วนั ที่.........../...................../...........

บนั ทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้
๑. ผลการจดั การเรียนรู้
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
๒. ปัญหาและอปุ สรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
๓. แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
๔. ข้อเสนอแนะ
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ.................................................
(นายฤทธิเดช สกุลซ้ง)
วนั ท่ี............../......................./...............

เกณฑ์การประเมนิ ใบงาน เร่ือง ประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน

รายการประเมิน ระดับคะแนน

๒๑

ความรคู้ วามเข้าใจเรือ่ งหลกั การ มคี วามรูค้ วามเข้าใจเกี่ยวกบั หลกั การ ไม่ค่อยมคี วามรคู้ วามเข้าใจ
และโครงสรา้ งของประโยคความเดียว เกี่ยวกับหลักการและโครงสรา้ ง
และโครงสร้างของประโยคความ
เดยี ว ประโยคความรวม และ ประโยคความรวม และประโยคความ ของประโยคความเดียว ประโยค
ซ้อนเปน็ อย่างดี ความรวม และประโยคความ
ประโยคความซ้อน
ซอ้ นเทา่ ที่ควร

สามารถเขียนหลกั การและ สามารถเขียนหลกั การและโครงสรา้ ง ไม่สามารถเขียนหลกั การและ

โครงสร้างของประโยคความเดยี ว ของประโยคความเดยี ว ประโยคความ โครงสร้างของประโยคความเดียว

ประโยคความรวม และประโยค รวม และประโยคความซอ้ นไดถ้ กู ตอ้ ง ประโยคความรวม และประโยค

ความซ้อน ตามหลกั การ ความซ้อนไดถ้ กู ต้องตามหลกั การ

ตรงประเด็น สามารถเขยี นหลกั การและโครงสรา้ ง ไม่สามารถเขียนหลักการและ
ของประโยคความเดยี ว ประโยคความ โครงสร้างของประโยคความเดยี ว
รวม และประโยคความซอ้ นได้ถกู ต้อง ประโยคความรวม และประโยค

ตรงประเด็นกับเนอื้ หา ความซอ้ นได้ถูกตอ้ ง ตรงประเด็น

กับเนอื้ หาได้ดีเท่าทีค่ วร

การใช้ภาษา สามารถเขียนคำและเรยี บเรียงประโยค ไม่สามารถเขียนคำและเรยี บเรียง

ไดอ้ ย่างถกู ต้อง ประโยคไดอ้ ย่างถกู ต้อง

ความสะอาดเรยี บรอ้ ย ใบงานมีความสะอาด เขียนไดอ้ ยา่ งเปน็ ใบงานไมค่ ่อยสะอาด การเขยี น

ระเบียบเรยี บรอ้ ย ไมม่ คี วามเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย

หมายเหตุ : เกณฑ์การทำใบงาน ต้องได้คะแนนร้อยละ ๕๐ คือ ๕ คะแนนขนึ้ ไป จากคะแนนเตม็ ๑๐

จงึ จะถอื ว่าผ่านเกณฑ์

เกณฑก์ ารประเมนิ เกณฑก์ ารตัดสนิ ระดบั คุณภาพ ผลการประเมิน

๙-๑๐ คะแนน ดีมาก ผา่ น
๗-๘ คะแนน ดี ผา่ น
๕-๖ คะแนน ผา่ น
๓-๔ คะแนน ปานกลาง ไมผ่ า่ น
๐-๒ คะแนน พอใช้ ไม่ผ่าน
ปรบั ปรุง

ช่อื -สกุล แบบประเมินใบกิจกรรม เรือ่ ง ประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๒
๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๑๐ ผ่าน ไมผ่ ่าน ความรคู้ วามเขา้ ใจเรื่องหลักการและ
โครงสร้างของประโยคความเดียว ประโยค รายการประเมิน
ความรวม และประโยคความซอ้ น

สามารถเขยี นหลักการและโครงสร้าง
ของประโยคความเดยี ว ประโยคความ
รวม และประโยคความซอ้ น

ตรงประเด็น

การใชภ้ าษา

ความสะ อาดเรียบร้อย

รวม สรุปผล

ใบความรู้ เรอ่ื ง ประโยค

ความหมายของประโยค

ประโยค เกิดจากคำหลาย ๆ คำ หรือวลีทน่ี ำมาเรยี งตอ่ กันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคำมีความสัมพนั ธ์
กนั มใี จความสมบรู ณ์ แสดงใหร้ ู้วา่ ใคร ทำอะไร ทไี่ หน อยา่ งไร เชน่ สมคั รไปโรงเรียน ตำรวจจับคนรา้ ย เป็นตน้

ส่วนประกอบของประโยค
ประโยคหนงึ่ ๆ จะตอ้ งมภี าคประธานและภาคแสดงเป็นหลกั และอาจมคี ำขยายส่วนต่าง ๆ ได้
๑.ภาคประธาน
ภาคประธานในประโยค คอื คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผ้กู ระทำ ผู้แสดงซ่งึ เป็นส่วนสำคญั ของ
ประโยค ภาคประธานน้ี อาจมบี ทขยายซงึ่ เปน็ คำหรือกลมุ่ คำมาประกอบ เพอ่ื ทำให้มีใจความชดั เจนยิ่งขึ้น
๒.ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรือกล่มุ คำที่ประกอบไปด้วยบทกรยิ า บทกรรมและส่วนเติมเต็ม บทกรรม
ทำหน้าท่เี ป็นตัวกระทำหรือตวั แสดงของประธาน สว่ นบทกรรมทำหนา้ ทีเ่ ป็นผู้ถูกกระทำ และส่วนเตมิ เตม็ ทำหน้าท่ี
เสรมิ ใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คอื ทำหนา้ ที่คล้ายบทกรรม แตไ่ มใ่ ชก้ รรม เพราะมิได้ถูกกระทำ
ชนิดของประโยค
ประโยคในภาษาไทยแบ่งเปน็ ๓ ชนดิ ตามโครงสร้างการสือ่ สารดังน้ี
๑.ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค)
ประโยคความเดยี ว คอื ประโยคท่มี ีขอ้ ความหรอื ใจความเดยี ว ซึ่งเรียกอกี อยา่ งหนึง่ ว่า เอกรรถประโยค
เป็นประโยคท่มี ภี าคประโยคเพียงบทเดียว และมภี าคแสดงหรอื กรยิ าสำคญั เพยี งบทเดียว หากภาคประธานและ
ภาคแสดงเพ่ิมบทขยายเข้าไป ประโยคความเดยี วนั้นก็จะเปน็ ประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยง่ิ ข้นึ

๒.ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค)
ประโยคความรวม คอื ประโยคทีร่ วมเอาโครงสรา้ งประโยคความเดียวตง้ั แต่ ๒ ประโยคข้ึนไปเขา้ ไวใ้ น
ประโยคเดยี วกัน โดยมีคำเชือ่ มหรอื สนั ธานทำหน้าทีเ่ ชอื่ มประโยคเหล่าน้ันเขา้ ดว้ ยกัน
ประโยคความรวมเรียกอกี อยา่ งหนึ่งว่า อเนกกรรถประโยค ประโยคความรวม
แบง่ ใจความออกเป็น ๔ ประเภท ดงั นี้

๒.๑ ประโยคทีม่ ีความคล้อยตามกนั ประโยคความรวมชนิดนปี้ ระกอบดว้ ยประโยคเลก็
ตั้งแต่ ๒ ประโยคข้ึนไป มเี นอื้ ความคลอ้ ยตามกนั ในแง่ของความเปน็ อยู่ เวลา และการกระทำ ตัวอยา่ ง

• ทรัพย์ และ สนิ เปน็ ลกู ชายของพอ่ ค้ารา้ นสรรพพาณชิ ย์
• ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรยี นโรงเรียนอาทรพทิ ยาคม

• ทรัพย์เรียนจบโรงเรยี นมัธยม แลว้ กไ็ ปเรียนตอ่ ทวี่ ิทยาลยั อาชวี ศกึ ษา
• พอ สินเรียนจบโรงเรยี นมธั ยม แล้ว ก็ มาช่วยพ่อคา้ ขาย
สันธานที่ใช้ใน ๔ ประโยค ได้แก่ และ, ทง้ั – และ, แลว้ ก็, พอ – แลว้ ก็
*หมายเหตุ : คำ “แลว้ ” เปน็ คำช่วยกรยิ า ไมใ่ ช่สันธานโดยตรง
๒.๒ ประโยคที่มีความขัดแย้งกนั ประโยคความรวมชนดิ น้ี ประกอบด้วยประโยคเล็ก ๒ ประโยค มี
เนอ้ื ความที่แยง้ กันหรือแตกตา่ งกนั ในการกระทำ หรอื ผลทีเ่ กิดขน้ึ ตวั อยา่ ง
• พีต่ ีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน
• ฉนั เตือนเขาแลว้ แต่ เขาไมเ่ ช่ือ
๒.๓ ประโยคทมี่ คี วามใหเ้ ลือก ประโยคความรวมชนดิ นี้ ประกอบด้วยประโยคเลก็ ๒ ประโยคและ
กำหนดใหเ้ ลือกอย่างใดอยา่ งหน่ึง ตวั อยา่ ง
• ไปบอกนายกจิ หรอื นายกอ้ งใหม้ าน่ีคนหน่งึ
• คุณชอบดนตรไี ทย หรอื ดนตรีสากล
๒.๔ ประโยคทีม่ คี วามเป็นเหตุเป็นผลแก่กนั ประโยคความรวมชนิดนป้ี ระกอบดว้ ยประโยค
เลก็ ๒ ประโยค ประโยคแรกเปน็ เหตปุ ระโยคหลงั เปน็ ผล
ตวั อยา่ ง
• เขามีความเพียรมาก เพราะฉะน้ัน เขา จงึ ประสบความสำเร็จ
• คุณสุดาไม่อจิ ฉาใคร เธอ จึง มีความสขุ เสมอ
*ขอ้ สังเกต
• สนั ธานเปน็ คำเชอ่ื มที่จำเป็นตอ้ งมใี นประโยคความรวม และจะตอ้ งใชใ้ ห้เหมาะสมกับเน้ือความในประโยค
ดังน้นั จงึ กล่าวไดว้ ่า สนั ธานเปน็ เครอ่ื งกำหนดหรือชบ้ี ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด
• สันธานบางคำประกอบด้วยคำสองคำ หรอื สามคำเรยี งอย่หู า่ งกัน เชน่ ฉะนน้ั – จงึ , ทง้ั – และ, แต่ – ก็
สันธานชนิดน้ีเรียกว่า “สนั ธานคาบ” มกั จะมีคำอ่ืนมาค่นั กลางอยจู่ ึงต้องสังเกตให้ดี
• ประโยคเลก็ ที่เปน็ ประโยคความเดียวนั้น เมือ่ แยกออกจากประโยคความรวมแลว้ ก็ยงั สื่อความหมายเปน็ ที่
เข้าใจได้

๓.ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค)
ประโยคความซ้อน คอื ประโยคท่มี ใี จความสำคัญเพยี งใจความเดียว ประกอบด้วยประโยค

ความเดียวที่มีใจความสำคญั เปน็ ประโยคหลกั (มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวท่มี ใี จความเปน็
ส่วนขยายส่วนใดสว่ นหน่งึ ของประโยคหลกั เป็นประโยคยอ่ ยซอ้ นอยู่ในประโยคหลัก (อนปุ ระโยค) โดยทำ
หนา้ ท่แี ต่งหรอื ประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนเ้ี ดมิ เรยี กว่า สงั กรประโยค
อนปุ ระโยคหรอื ประโยคยอ่ ยมี ๓ ชนดิ ทำหน้าที่ต่างกนั ดังต่อไปนี้

๓.๑ ประโยคย่อยทท่ี ำหน้าทแ่ี ทนนาม (นามานุประโยค) อาจใชเ้ ป็นบทประธานหรอื บทกรรม
หรือสว่ นเตมิ เตม็ ก็ได้ ประโยคยอ่ ยน้ีเปน็ ประโยคความเดียวซอ้ นอยใู่ นประโยคหลกั ไมต่ ้องอาศยั บทเช่อื ม
หรือคำเช่ือม ตวั อย่างประโยคความซอ้ นทเ่ี ป็นประโยคยอ่ ยทำหนา้ ทแี่ ทนนาม

• คนทำดีย่อมไดร้ ับผลดี
คน...ยอ่ มไดร้ ับผลดี : ประโยคหลกั
คนทำดี : ประโยคย่อยทำหน้าทเ่ี ปน็ บทประธาน
• ครดู นุ กั เรยี นไม่ทำการบา้ น
ครูดนุ กั เรยี น : ประโยคหลกั
นกั เรยี นไมท่ ำการบ้าน : ประโยคยอ่ ยทำหน้าท่ีเป็นบทกรรม

๓.๒ ประโยคย่อยท่ีทำหน้าทีเ่ ป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรอื บทขยายส่วนเติม
เตม็ (คุณานุประโยค) แลว้ แต่กรณี มีประพนั ธสรรพนาม (ที่ ซงึ่ อัน ผ)ู้ เช่อื มระหวา่ งประโยคหลัก
กบั ประโยคย่อย
ตวั อย่างประโยคความซ้อนท่ปี ระโยคย่อยทำหน้าท่ีเป็นบทขยาย

• คนทป่ี ระพฤตดิ ยี ่อยมีความเจริญในชีวติ ท่ปี ระพฤติ ขยายประธาน คน
- คน...ย่อมมคี วามเจริญในชวี ิต : ประโยคหลกั
- (คน) ประพฤตดิ ี : ประโยคย่อย
• ฉนั อาศยั บ้านซงึ่ อย่บู นภูเขา ซงึ่ อยูบ่ นภเู ขา ขยายกรรม บ้าน
- ฉันอาศยั บา้ น : ประโยคหลัก
- (บา้ น) อยู่บนภูเขา : ประโยคย่อย

๓.๓ ประโยคยอ่ ยท่ีทำหนา้ ท่เี ปน็ บทขยายคำกรยิ า หรอื บทขยายคำวเิ ศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุ
ประโยค) มคี ำเชือ่ ม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึง่ เชอื่ มระหวา่ งประโยคหลักกับประโยคยอ่ ย ตวั อย่าง
ประโยคความซอ้ นทป่ี ระโยคยอ่ ยทำหน้าทเ่ี ป็นบทกริยาหรอื บทขยายวเิ ศษณ์

• เขาเรียนเก่งเพราะเขาตงั้ ใจเรียน
เขาเรียนเกง่ : ประโยคหลัก
(เขา) ตั้งใจเรยี น : ประโยคย่อยขยายกรยิ า
• ครรู ักศษิ ย์เหมอื นแม่รกั ลกู
ครูรักศษิ ย์ : ประโยคหลัก
แมร่ ักลูก : ประโยคยอ่ ย (ขยายส่วนเติมเตม็ ของกริยาเหมอื น)
หน้าที่ของประโยค

ประโยคต่าง ๆ ท่ใี ช้ในการส่อื สารยอ่ มแสดงถึงเจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ
อธบิ าย ซกั ถาม ขอร้อง วิงวอน ส่งั หา้ ม เป็นตน้ หากจะแบง่ ประโยคตามหนา้ ท่หี รือลักษณะทใ่ี ช้ในการส่ือสาร
สามารถแบ่งออกเป็น ๔ ลกั ษณะ ดงั นี้

๑. บอกเลา่ หรอื แจง้ ให้ทราบ เปน็ ประโยคท่ีมเี นอื้ ความบอกเล่าบง่ ชใี้ ห้เห็นว่า ประธานทำกรยิ า อะไร
ท่ีไหน อย่างไร และเมอื่ ไหร่ เชน่

- ฉนั ไปพบเขามาแลว้
- เขาเปน็ นกั ฟุตบอลทีมชาติ
๒. ปฏเิ สธ เป็นประโยคมีเนอื้ ความปฏเิ สธ จะมีคำว่า ไม่ ไมไ่ ด้ หามไิ ด้ มใิ ช่ ใชว่ ่า ประกอบอยูด่ ว้ ยเช่น
- เรา ไม่ได้ ส่งขา่ วถึงกนั นานแลว้
- นัน่ มใิ ช่ ความผดิ ของเธอ
๓. ถามให้ตอบ เปน็ ประโยคมีเนื้อความเป็นคำถาม จะมคี ำวา่ หรือ ไหม หรอื ไม่ ทำไม เมอื่ ไร ใคร
อะไร ท่ไี หน อย่างไร อยหู่ นา้ ประโยคหรือทา้ ยประโยค เชน่
- เม่ือคนื คุณไป ท่ีไหน มา
- เธอเหน็ ปากกาของฉนั ไหม
๔. บังคับ ขอรอ้ ง และชักชวน เป็นประโยคที่มเี น้ือความเชิงบงั คบั ขอรอ้ ง และชักชวน โดยมีคำ
อนภุ าค หรือ คำเสริมบอกเนอ้ื ความของประโยค เช่น
- ห้าม เดนิ ลัดสนาม
- กรุณา พดู เบา

ใบงาน เรือ่ ง ประโยคความเดียว

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นทำเคร่อื งหมายถกู ✓ หนา้ ข้อที่เป็นประโยคเดียว และทำเครื่องหมายผิดหน้าข้อท่ีเป็น
ประโยคชนิดอื่น (๕ คะแนน)

.......... ๑. เขามาตอนเธอจากไปแลว้
………. ๒. ประชาชนกำลังเดนิ ขบวนไปยังทำเนยี บรฐั บาล
………. ๓. ความผดิ พลาดท่ีเกดิ ข้นึ ในงานวนั นี้ต้องมผี รู้ ับผดิ ชอบ
………. ๔. เขาเดินทางโดยเคร่ืองบนิ
…………. ๕. น้องของฉันเหน็ งู
…………. ๖. ผู้ป่วยปฏิบัตติ นตามแพทย์ส่ังทุกประการ
…………. ๗. แมว้ ่าการตัดสนิ ใจของฉนั จะผดิ พลาด แตไ่ ม่อาจจะหยดุ รกั เธอ
…………. ๘. ภาษาไทยเปน็ ภาษาประจำชาตซิ ึ่งควรใชใ้ ห้ถกู ตอ้ ง
…………. ๙. เสอื ตัวใหญ่นอนหลับ
………. ๑๐. นายกรัฐมนตรไี ทยเจรจากับกัมพูชาคือสัญญาณสันตภิ าพ

ชือ่ -สกุล .............................................................................................. ชั้น ...................... เลขท่ี ..........


Click to View FlipBook Version