4. หลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ – ปจั จบุ ัน
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงปรับปรุงการบริหารราชการส่วนกลาง โดยจัดสรร
หน้าที่ในกระทรวงต่าง ๆ ให้เหมาะสมมากขึ้น อาทิ การปรับปรุงการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
ได้ยกเลิกภาค ยุบรวมมณฑล และรวมจังหวัด เพื่อให้สะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการปกครอง
นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนให้เป็นที่แน่นอน
โดยตราพระราชบญั ญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๗๑
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๖ รัฐบาลของคณะราษฎรมีนโยบายชัดเจนที่จะจัดระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน ออกเป็น ๓ ชั้น คือ การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
โดยได้ตรากฎหมายสำคัญขนึ้ ๒ ฉบับ ในคราวเดยี วกัน ได้แก่ พระราชบญั ญัตจิ ัดระเบียบราชการ
แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ กฎหมาย
ทั้ง ๒ ฉบับน้ี มีความสำคัญยิ่ง ในการวางรากฐานทางโครงสร้างของระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ที่มีความต่อเนื่องนับจากสมัยนั้นมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการ
บริหารแหง่ ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ กำหนดสาระสำคญั ดงั นี้
๑. ดำเนินการจัดระเบียบการบริหารราชการออกเป็น ๓ ส่วน คือ ราชการบริหาร
ส่วนกลางสว่ นภูมิภาค สว่ นกลางคือ คณะรฐั มนตรี เชน่ กระทรวง ทบวง กรม สว่ นภมู ภิ าค คือ การส่ง
ขา้ ราชการไปประจำจังหวัด และอำเภอ และสว่ นทอ้ งถ่นิ คือ เทศบาล
๒. ปรับโอนอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ให้อยู่กับคณะกรมการ
จังหวัดและคณะกรมการอำเภอแทนที่จะอยู่กับข้าหลวงประจำจังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด)
และนายอำเภอจะทำให้อำนาจในการบริหารงานไม่ได้ผูกขาดโดยคนเพียงคนเดยี ว
๓. ยุบมณฑลเทศาภิบาล คงไว้แต่จังหวัด อำเภอ ที่เป็นราชการส่วนภูมิภาค
และกำหนดให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเพิม่ ข้นึ ได้แก่ รปู แบบเทศบาล
หลงั จากท่มี กี ารใช้พระราชบัญญัตวิ ่าดว้ ย ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักร
สยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ มาเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี จึงได้มีการยกเลิกและประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ขึ้นแทน ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมาย
ฉบบั น้แี ทน มสี าระสำคญั ดงั นี้
๑. การกระจายอำนาจสง่ั การจากสว่ นกลางไปสูส่ ว่ นภูมิภาคใหเ้ กดิ ความรวดเรว็ และ
มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการ โดยมีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค
คอื ภาค จงั หวัดและอำเภอ โดยได้รวมท้องท่ีหลายจังหวัดต้ังเป็นภาคและกำหนดให้มีผู้ว่าราชการภาค
เป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาค ตามมาตราที่ ๒๘ มีอำนาจ
หน้าที่บริหารแผ่นดินตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนบริหารราชการแผ่นดินตามที่กระทรวง
ทบวง กรม มอบ และควบคุมดูแลราชการทั่วไปในเขตภาค และมาตรา ๓๓ กำหนดให้มี
36
คณะกรมการจังหวดั เปน็ ทีป่ รกึ ษาของผวู้ ่าราชการจังหวัดในการบรหิ ารราชการแผ่นดิน โดยมีผู้ว่า
ราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา ข้าราชการภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบ
งานบรหิ ารของจังหวดั และอำเภอ
๒. การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการจัดตั้งภาคขึ้นอีกครั้งหนึ่งมีอำนาจหน้าที่
ซึ่งแตกต่างไปจากมณฑลที่เคยมีมาแต่เดิม แต่การจัดตั้งภาคขึ้นมาในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเป็น
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำและกำกับดูแลการบรหิ ารงานของจังหวัดมากกวา่ ที่จะมุ่งให้
ภาคเป็นหน่วยการปกครองโดยตรงอย่างไรก็ดี ภาคที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ดำรงอยู่เพียงชั่วระยะเวลา ๔ ปี
ก็ยกเลิกไป และมีการยกเลิกรูปแบบการบริหารงานของจังหวัดในรูปคณะกรมการจังหวัดที่มีมาแต่เดิม
โดยกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีการถ่ายโอนอำนาจที่เคยเป็นของคณะกรมการจังหวัดให้แก่
ผู้ว่าราชการจงั หวดั ดังน้นั ผู้ว่าราชการจงั หวัดจึงเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ
แต่เพียงผู้เดียว ตามกฎหมายฉบับนี้ คณะกรมการจังหวัดจะมีหน้าที่เป็นเพียงคณะกรรมการ
ที่ใหค้ ำปรกึ ษาแนะนำแก่ผวู้ า่ ราชการจังหวัดเท่านั้น
พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้มีการแก้ไข
หลายครั้งจนต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีการยกเลิกกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕
และประกาศใช้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ แทนเหตุผลสำคัญของการประกาศใช้ประกาศ
คณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ เป็นกฎหมายในการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให ม่ เพราะไม่
เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของข้าราชการอีกทั้งยังขาดเอกภาพในการ
บริหารงาน อำนาจยังไปกระจุกตัวอยู่ที่หัวหน้าส่วนราชการ เพราะบทบัญญัติในกฎหมาย
ไม่เอื้ออำนวยต่อการให้มีการมอบอำนาจลดหลั่นลงไป ระดับต่าง ๆ และบทบัญญัติยังมีความ
ไม่ชดั เจนในเร่อื งน้ี ทำใหเ้ จา้ ของอำนาจยงั ไม่กลา้ ที่จะมอบอำนาจใหห้ นว่ ยงานระดบั รองลงไป รวมทง้ั
ส่วนภูมิภาคขาดเอกภาพในการทำงาน เนื่องจากมีหน่วยงานของรัฐเข้าไปปฏิบัติงานในจังหวัดเป็น
จำนวนมาก โดยไม่ถือว่าเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามาร ถ
ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐได้จวบจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๔
จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แทนประกาศ
คณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ มีการปรับปรุงการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
คือ กำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดประกอบด้วยอำเภอ หลาย ๆ
อำเภอ มฐี านะเปน็ นติ บิ คุ คล การต้ัง การยบุ และเปล่ียนแปลงเขตจังหวัดต้องตราเปน็ พระราชบัญญัติ
โดยในจังหวัดหนึ่ง ๆ ประกอบด้วย หน่วยราชการท่ีแยกสาขาออกไปจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
ในส่วนกลาง ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ จะพิจารณาว่าสมควรมีสาขาของ
งานในจังหวดั หรอื ไม่ ประเด็นที่สำคญั ที่สุดที่จะถือวา่ เป็นราชการส่วนภูมิภาคได้กต็ ่อเมือ่ ได้มกี ารแบ่ง
ส่วนราชการไว้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้วเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วไม่ถือว่ากระทรวง ทบวง
37
กรมนั้นมีราชการส่วนภูมิภาค ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยราชการของกระทรวง ทบวง กรม ออกไปตั้งสาขา
อยู่ในจังหวัดก็ตามหน่วยราชการดังกล่าวก็ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมาตรา ๖๐
พระราชบัญญัตินี้ได้บัญญัติไว้ว่าจะให้แบ่งส่วนราชการของจังหวัด ประกอบด้วย สำนักงานจังหวัด
ทำหน้าที่เป็นคณะทำงานด้านนโยบายและแผน ตลอดจนปฏิบตั ิงานดา้ นเลขานุการของผู้ว่าราชการจังหวดั
ถือว่าเป็นศูนย์ประสานงานหรือศูนย์อำนวยการของจังหวัด และส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม
ได้ตั้งขึน้ มีหนา้ ทเ่ี กยี่ วกบั ราชการของกระทรวง ทบวง กรมน้นั ๆ มีหวั หน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนั้น ๆ
เปน็ ผ้ปู กครองบงั คบั บญั ชารับผดิ ชอบ โดยในพระราชบัญญัตนิ ีใ้ นมาตรา ๕๔ บัญญัติไวว้ า่ “ในจงั หวัด
หนึ่งให้มีผู้วา่ ราชการคนหน่ึงเปน็ ผู้รับนโยบายและคำส่งั จากนายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้ารัฐบาล
ค ณ ะรัฐมน ตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏ ิบัติราชการให้เหมาะสมกับท้องที่
และประชาชนและเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการ ฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่
ในราชการสว่ นภมู ิภาคในเขตจังหวัดและรับผิดชอบในจงั หวัด” ส่วนอำนาจหน้าทีข่ องผู้ว่าราชการ
จงั หวัดไดก้ ำหนดไวใ้ น มาตรา ๕๗
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ รัฐบาลได้มีนโยบายการปรับปรุงการบริหารราชการเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพของส่วนราชการในการใหบ้ ริการประชาชน การบริหารราชการส่วนภูมิภาคอย่างจรงิ จงั
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของ
ฯพณฯ นายกรฐั มนตรี เกี่ยวกบั การปรับปรงุ การบรหิ ารงานจังหวดั ดังน้ี
๑. ปรับให้จังหวัดมีฐานะเสมือนหน่วยธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Business
Unit : SBU) ที่สามารถวินิจฉัยข้อมูล ปัญหาอุปสรรคกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและดำเนินการ
ให้เปน็ ไปตามทต่ี ดั สินใจไดอ้ ยา่ งครบวงจรภายในจงั หวดั
๒. ปรับเปลี่ยนบทบาทและอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นผู้บริหาร
สงู สดุ ของจงั หวัด (Chief Executive Officer : CEO) สามารถบังคับบัญชาส่ังการหวั หน้าสว่ นราชการ
ต่าง ๆ ภายในจังหวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยตรง เพื่อให้การดำเนินงานภายในจังหวัดเป็นไปได้อย่าง
รวดเร็วตรงตามนโยบายของผู้บริหารสูงสุด และสามารถตอบสนองต่อความต้องการและข้อเท็จจริง
ของแต่ละจังหวัดได้โดยตรง
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ เห็นชอบให้ทุกจังหวัด
ใช้การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ เนื่องจากจังหวัด
แบบบูรณาการเป็นการบริหารงานที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นท่ี
ทำให้การบริหารงานของจังหวัดคล่องตัว จังหวัดสามารถบริหารทรัพยากรไปยังจุดเน้นที่เป็นปัญหา
หรือยุทธศาสตร์ของจังหวัดได้ตรงจุด ทำให้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มีความเป็นผู้นำ
เชิงบริหารงานในระดับพื้นที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบ
บรหิ ารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ (แกไ้ ขฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการปรับปรงุ ระบบการบริหาร
38
ราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการจัดองค์กรภาครัฐให้สอดคล้องกั บทิศทาง
การนำพาประเทศ ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเพื่อให้การปฏิบัติราชการสามารถอำนวยความสะดวก
และให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สนับสนุนให้มีการมอบอำนาจให้ปฏิบัติ
ราชการแทนได้กวา้ งขวางขึ้น เพือ่ เนน้ การบริการประชาชนใหม้ ีความสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้น
เพื่อให้การบริหารราชการส่วนภูมิภาคสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและให้การบริหารงาน
แบบบูรณาการในจังหวัดบรรลุผลสมควรปรับปรุงอำนาจการดำเนินการของจังหวัดการจัดทำ
แผนพัฒนาจังหวัดและการจัดทำงบประมาณของจังหวัดใหเ้ หมาะสมมากยิง่ ขึ้นรวมท้ังสมควรสง่ เสรมิ
ให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด เพื่อสอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน
ของรัฐในจังหวัด ให้ใชว้ ิธกี ารบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อนั จะทำให้การบรหิ ารเป็นไปดว้ ยความโปร่งใส
เป็นธรรม เพอ่ื สนบั สนุนใหเ้ กดิ ความเรียบรอ้ ยในสังคม
5. บทบาทของผวู้ ่าราชการจงั หวัดในอนาคต
ปจั จบุ นั ภารกจิ ความรับผิดชอบของผวู้ ่าราชการจงั หวัดมีจำนวนเพิ่มมากข้ึนส่งผลให้
ทิศทางการบริหารงานในอนาคตของของผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
วิสัยทัศน์และผสมกับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลง
รวมทั้งปัญหาที่มีความซับซ้อนในเชิงพื้นที่และปัญหาความต้องการของประชาชน ดังนั้นอนาคต
บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเป็นผู้ที่มีสมรรถนะสูงมีความเป็นผู้นำ สามารถบูรณาการ
เสริมสร้างประสิทธิภาพและการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาเชิงรุกให้กับพื้นที่รับผิดชอบ
ไดโ้ ดยผ้วู า่ ราชการจังหวัดในอนาคต ควรมลี ักษณะดังต่อไปนี้
๑. บุคลิกภาพความเป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Leadership) โดยทำหน้าที่
ในการนำยุทธศาสตร์ชาติหรือตามวาระแห่งชาติ (Nation Agenda) ไปกำหนดเป็นวาระของพื้นท่ี
(Area Agenda) ตลอดจนการนำปัญหาและความต้องการของพื้นที่มากำหนดเป็นแนวทางริเร่ิม
เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ เพื่อใช้เป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่
รวมท้งั กำหนดตวั ชี้วดั ความสำเร็จท่ีจะสะท้อนใหเ้ ปา้ หมายและวิธีการวัดผลการปฏบิ ตั ิงาน
๒. สนบั สนุนประสานเชิงยุทธศาสตร์และอำนวยการประสานการทำงานของทุกภาค
สว่ นให้เปน็ ไปตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ โดยทำหน้าทใี่ นการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา
อุปสรรคในการทำงานตลอดจนสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน และจะต้อง
เป็นผู้เชื่อมยุทธศาสตร์ระดับบนไปสู่แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ และแผนพัฒนาองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน เพ่ือช่วยพฒั นาท้องถิน่ ให้มปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล
๓. เสริมสร้างระบบบริหารจัดการท่ีดมี ีธรรมาภิบาล ในการกำกับตดิ ตามประเมนิ ผล
การดำเนินงานของหน่วยงานในจังหวัด ให้เกิดการบูรณาการ ทำงานเชิงรุก สร้างความกลมเกลียว
39
ระหว่างหน่วยงานภายในจังหวัด พร้อมทั้งสนับสนุนองค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะช่วยพัฒนา
ทักษะและทัศนคติท่ีจำเป็นใหก้ บั ผูป้ ฏิบตั งิ าน
๔. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด สามารถแก้ไขปัญหา
ต่าง ๆ เชงิ รกุ ภายใต้การเปลยี่ นแปลง ความผันผวน ความไมแ่ น่นอนของสถานการณ์สังคมในปัจจุบัน
และสามารถบริหารข้อจำกัดของการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกระบวนทัศน์แนวคิด
การพัฒนาและวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกลสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เป็นนักบูรณาการประสานงาน
ทั้งภาครัฐ เอกชน NGOs ร่วมกับส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น ให้มีทิศทางเป้าหมายในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดจน
มีศิลปะไหวพริบสามารถบริหารสถานการณ์ บริหารความคาดหวัง เพื่อตอบสนองความต้องการของ
สงั คมได้
๕. ผวู้ า่ ราชการจงั หวัดจะต้องมีฐานะเป็นนักบรหิ ารการเปลี่ยนแปลง นักยุทธศาสตร์
นักปกครองเปน็ ผูป้ ระสาน สั่งการ ท่พี รอ้ มด้วยความเข้มแขง็ ทางจรยิ ธรรม สามารถดำรงตนอยูใ่ นหลัก
คุณธรรมที่ดีมีความซื่อสตั ย์สุจรติ สามารถนำศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาประยุกต์ใช้รวมทั้งหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาบูรณาการในการสร้างการมีส่วนร่วมรับฟังความ
คิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมธำรงไว้ซึ่งความเชื่อถือศรัทธา
ตลอดจนความเชอ่ื ม่นั จากประชาชน และภาคีภาคสว่ นตา่ ง ๆ
บทสรุป การบริหารราชการส่วนภูมิภาคของไทย มีความชัดเจนในช่วงรัชสมัยของ
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เนอื่ งจากเปน็ ชว่ งทไี่ ด้รับอิทธิพล แนวคดิ ของการปกครอง
ประเทศจากชาวตะวันตกทำให้พระองคฯ์ ไดร้ เิ ร่ิมดำเนินการปฏิรปู การปกครองครั้งสำคัญ โดยเฉพาะ
ส่วนภูมิภาคโดยเริ่มในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้จัดการปกครองแบบ “เทศาภิบาล” และ “มณฑล
เทศาภิบาล” ทั่วราชอาณาจักรโดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ควบคุมดูแลมณฑลต่าง ๆ และทรง
โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จัดระเบียบการปกครองขึ้นใหม่ โดยทรงแบ่งเขต
การปกครองออกเป็นเมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยเมืองเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาค
รองจากมณฑล โดยเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ปกครอง ตามข้อบังคับลักษณะการปกครอง
หัวเมือง ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) ต่อมาจนถึงรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการปรับปรุงการปกครองในส่วน
ต่าง ๆ เพิ่มเติม และได้เปลี่ยนชื่อตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง (ข้าหลวงประจำจังหวัด) มาเป็นผู้ว่า
ราชการจังหวัดตราบจนถึงปัจจุบัน ในอดีตผู้ว่าราชการเมืองหรือข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นหัวหน้า
ปกครองบังคับบัญชาสูงสุด เปน็ ผูป้ ฏิบัตหิ น้าทีต่ ่างพระเนตรพระกรรณในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”
ให้แก่ราษฎร ความที่ยกมานี้ปรากฏตามหนังสือ “เทศาภิบาล” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กระพระยา
ดำรงราชานุภาพในเรือ่ งลักษณะการเทศาภิบาลผู้ว่าราชการจังหวัด จึงเป็นเหมอื นตัวแทนของรฐั บาล
ในภูมิภาคที่จะต้องพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชน “อยู่ดี กินดี” ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
40
พ.ศ. ๒๕๓๔ ซง่ึ สอดคล้องกบั ความหมายของการเทศาภบิ าลตามข้อ ๑ คือ เป็นทีไ่ ว้วางใจของรัฐบาล
ของพระองค์ออกไปดำเนินการในส่วนภูมิภาคการบริหารงาน ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบนั
จะต้องมีความรู้เป็นผู้นำที่ทันสมัย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงให้ความสำคัญเป็น
อย่างมาก ดังปรากฏตามหลักฐานที่ทรงเล่าประทานหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาว่า “เช้า
เขียนเป็นวิทยาทานค่ำต้องหาความรู้ต่อ มิฉะนั้นมันจะหมดคนที่นึกว่าตัวพอแล้วนัน้ เป็นคนตาย
แลว้ เป็น ๆ เพราะโลกหมนุ อยู่ทุกนาที เราตอ้ งเรยี น ไปตามมันจงึ จะอยู่กับโลกไมโ่ ง่ได้”
ดงั น้ัน ผูว้ า่ ราชการจงั หวดั แมจ้ ะดำรงตำแหนง่ ในระดับสงู แล้วกต็ าม กค็ งยังต้องเปิด
ใจรับความคิดและทัศนคตใิ หม่ ๆ แสวงหาเพิ่มพูนความรู้ข้อมูลข่าวสารทัง้ ในและต่างประเทศ ให้เท่า
ทันความเจริญการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างมีวิสัยทัศน์ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานและสร้าง
การยอมรับความเข้าใจในทัศนคติของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือทีมงานในจังหวดั โดยผู้ว่าราชการจังหวัด
ต้องมีภาวะความเป็นผู้นำเป็นนักพัฒนาที่ยั่งยืน ให้กับทีมจังหวัดในการนำยุทธศาสตร์ระดับชาติ
นโยบายของรัฐบาล กระทรวง กรม ไปสู่การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระดับพืน้ ให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ
การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความ
เป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของ
ประเทศ
41
เอกสารอ้างองิ
สมบตั ิ ธำรงธัญวงศ์,การเมืองการปกครองไทย : พ.ศ. ๑๗๖๒ – ๒๕๐๐ พิมพ์ครั้งท่ี ๖ : มถิ ุนายน ๒๕๕๔.
(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เสมาธรรม)
อนันต์ อนนั ตกูล,สี่ทศวรรษมหาดไทย : พ.ศ. ๒๕๓๖ (กรงุ เทพฯ : หา้ งหุ้นสว่ นจำกัด ก.พลพิมพ์) และบท
สัมภาษณ์ : บทบาทของผวู้ ่าราชการจังหวัดในอนาคต เมอ่ื วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔.
หนังสือของมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา,
ลกั ษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ : วันท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๔๕.
คู่มือจริยธรรมของผู้ว่าราชการจังหวดั ส่วนพัฒนาและบริหารจัดการความรู้ สถาบันดำรงราชานุภาพ
สำนกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๗.
รายงานวจิ ยั เรอ่ื ง สถานภาพและบทบาทของราชการบริหารส่วนภูมภิ าคในอนาคต สถาบันวจิ ัย และ
ให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอ สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงาน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กันยายน ๒๕๕๔.
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง บทบาท ภารกิจ และการพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการจังหวัด
เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเอกภาพการปฏิบัติของผู้ว่าราชการจังหวัด (ใน
คณะกรรมาธิการการปกครองสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) สถาบันดำรงราชานุภาพ
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย : ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เอกสารวิชาการ สดร. ๒/๒๕๕๐.
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ศึกษากรณีการมอบอำนาจของ
กระทรวง ทบวง กรม ให้จังหวัด สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวง
มหาดไทย เอกสารวชิ าการ สดร. ๐๑/๒๕๔๓.
ผลการดำเนนิ งานในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ประจำปี ๒๕๔๗ สำนักพฒั นาและส่งเสริม
การบริหารราชการจงั หวดั สำนักงานปลดั กระทรวงมหาดไทย มกราคม ๒๕๔๘.
42
บทที่ 2
ภารกิจหนา้ ทต่ี ามแนวนโยบายสำคญั ของ
กระทรวงมหาดไทย
หลักการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งท่ดี ี
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศริ สิ มั พนั ธ์1
ในปัจจุบันได้นิยมใช้คำว่า “public governance” กันมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศ
สมาชกิ ในกลมุ่ องค์การเพื่อความรว่ มมือทางเศรษฐกจิ และการพัฒนา (Organisation for Economic
Co-operation and Development หรือ OECD)2 สำหรับคำว่า ‘public’ ในที่นี้หมายถึง
เรื่องหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนรวม มหาชน สาธารณะ หรือของทางราชการ แผ่นดิน
บ้านเมือง ประเทศชาติ และคำว่า ‘governance’ ก็หมายถึง การบริหารปกครอง การบริหารจัดการ
การอภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ3 ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า “public governance” น้ัน
น่าจะเหมาะกับคำในภาษาไทยว่า ‘การบริหารกิจการบ้านเมือง’ หรืออาจเรียกกันสั้น ๆ ว่า
‘การบรหิ ารบา้ นเมือง’ นอกจากนี้ คำว่า ‘good’ หรอื ‘ทดี่ ’ี กเ็ ป็นคุณศัพท์อธบิ ายให้เห็นถึงลักษณะ
หรอื คณุ สมบตั ิและชว่ ยขยายความให้เห็นต่อไปว่าควรจะต้องมีกรรมวธิ ีหรือกระบวนการท่ีพึงประสงค์
เป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ คำว่า ‘good public governance’ หรือสั้นๆ ‘good governance’ ก็ตรง
กับคำภาษาไทยงา่ ยๆ วา่ ‘การบริหารกจิ การบ้านเมอื งท่ีดี’ สำหรบั บางทา่ นกอ็ าจใช้ว่า ‘ธรรมาภบิ าล’
หรือ ‘ธรรมาภิบาลในภาครัฐ’ ก็ได้ เพี่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวนี้เราก็ควรจะพิจารณา
ความหมายของคำทงั้ สองดงั กลา่ วควบคกู่ นั ไปในหวั ข้อถดั ไป
I
การใช้คำว่า ‘การบริหารกิจการบ้านเมือง’ (public governance) ตามนัยดังกล่าวน้ี
มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อจะแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความแตกตา่ งอย่างมีนยั สำคัญไปจากการบรหิ ารราชการแผ่นดิน
หรือการบริหารรัฐกิจในแบบเดิม (public administration) ที่มุ่งเน้นบทบาทและการทำงาน
ของภาครัฐเป็นหลัก มีการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารงานเป็นไปตามสายการบังคับบัญชา
และหลักการแบ่งงานเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญชำนาญการตามหน้าที่เฉพาะด้าน (functional
specialization) โดยอาศัยวิธีการควบคุมและสั่งการ (command and control) ในลักษณะ
แบบบนลงล่าง (top-down) ซึ่งพบว่าไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม
และโลกในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและตัวแสดงหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น นอกจากนี้
ยังพบวา่ การทำงานค่อนข้างจะมคี วามล้าหลังและเกิดปญั หาติดตามมาหลายประการ เช่น ผลการปฏบิ ัตงิ าน
ที่มีคุณภาพค่อนข้างแย่ (poor performance) เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ขาดการตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนและไมไ่ ด้ยึดเอาประโยชน์สขุ ของประชาชนและ/หรือประโยชนส์ าธารณะ
เป็นตัวต้งั
1 อดีตอาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร.
และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ (สศช.)
2 โปรดดู http://www.oecd.org/governance/
3 เดิมคำวา่ governance นั้นมักจะเข้าใจกันวา่ เปน็ บริบทของภาครัฐ แต่นักเศรษฐศาสตร์สถาบันได้มีการใช้คำดังกล่าวในบริบทอื่น ๆ
ด้วย เช่น corporate governance หมายถึง การกำกับดูแลกิจการในภาคเอกชนหรือบรรษัทภิบาล จึงอาจมีการเติมคำว่า public
เขา้ ไปเป็น public governance กเ็ พอ่ื ทำใหเ้ กดิ ความชดั เจนมากขึน้ .
45
ในช่วงหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น บรรดานักวิชาการและองค์การพัฒนาระหว่าง
ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะธนาคารโลกได้หันมาให้ความสนใจและผลักดันในเรื่องความเป็น
ประชาธิปไตย สถาบัน/กลไก สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น โดยมองว่าการบริหารกิจการ
บ้านเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อ
การพัฒนา อันมีความเกี่ยวข้องกับการจัดการโครงสร้างและความสัมพันธ์ของสถาบันทางการเมือง
ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรเพื่อบริหารประเทศและแก้ไข
ปัญหาของสังคม รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของบุคคลฝ่ายต่าง ๆ ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
และการนำนโยบายสาธารณะไปสู่การปฏบิ ัติภายใต้กรอบและกระบวนการทางกฎหมายอันชอบธรรม4
ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สถาบันพบว่าโครงสร้างการบริหารที่ผ่านมาเป็นผล
มาจากความสัมพันธ์แบบอสมมาตรระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของ (principal) กับนักการเมือง
และข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้เป็นตัวแทน (agent)5 ซึ่งทำให้เกิดปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น
เกิดความผิดพลาดในการสรรหาและคัดเลือกตัวแทนให้เข้ามาทำหน้าที่แทนตนเอง (adverse
selection) และไม่สามารถควบคุมการกระทำที่ผิดต่อคุณธรรมและจริยธรรมของฝ่ายตัวแทน (moral
hazard) เป็นต้น รวมถึงพฤติกรรมแบบแสวงโอกาส (opportunistic behavior) ทำให้ฝ่ายตัวแทน
สามารถใช้โอกาสและความได้เปรียบแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองมากกว่ามุ่งทำงานรับใช้
(serve) ผู้เป็นเจา้ ของอยา่ งแท้จริง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้มีความพยายามในการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากการเป็น
ผู้ดำเนินการ (doer) เองเป็นผู้เอื้ออำนวยสนับสนุน (facilitator) และปรับขนาดให้เหมาะสม
(rightsizing) โดยการโอนถ่ายภารกิจหรือกระจายอำนาจหน้าที่เดิมของตนออกไปให้แก่ภาคเอกชน
ชุมชนและองค์กรประชาสังคม หรือเปิดกว้างใหก้ ลไกหรือภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมได้เข้ามามีส่วนรว่ ม
ในการบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื ง อนั เปน็ การผนกึ กำลังความร่วมมือกันเพื่อพฒั นาประเทศหรือแก้ปัญหา
ความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นจนไม่มีภาคส่วนใดในสังคมจะสามารถ
ดำเนินการได้ลุล่วงด้วยตนเองโดยลำพังอีกต่อไป หรือในรูปแบบประชารัฐ (participatory state)
ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้ างใหม่ให้สอดรับกับการทำงาน
กับภาคส่วนต่าง ๆ ในแนวระนาบ (horizontal governance) รวมทั้งวางระบบการเชื่อมโยง
การทำงานภายในหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง (cross-agency integration) และทุกระดับในแนวดิง่
(vertical/multi-level governance) ไม่ว่าจะเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วน
ท้องถิ่น ให้สอดประสานซึ่งกันและกัน (joined-up government) อย่างไร้รอยต่อ ดังที่แสดงไว้ใน
แผนภาพที่ 1 ข้างลา่ ง
4 โปรดดู World Bank, Governance and Development (Washington, D.C.: The World Bank, 1992) Miwa Yamada,
Evolution in the Concept of Development: How Has the World Bank’s Legal Assistance Extended Its Reach?
Institute of Developing Economies (IDE) Discussion Paper No. 133 http://www.ide.go.jp/English/Publish/Dp/ และ
http://www.unescap.org/pdd/prs/ProjectActivities/Ongoing/gg/governance.asp
5 ในกรณนี ี้เปน็ หว่ งโซ่ของความสมั พันธต์ ามโครงสรา้ งลำดบั ชัน้ ในการบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื ง (multi-tiers system of governance)
ระหว่างสามฝ่ายได้แกป่ ระชาชน นกั การเมือง และขา้ ราชการประจำ (three-tiers principal-supervisor-agent model).
46
แผนภาพท่ี 1 โครงสรา้ งการจัดระเบยี บการบรหิ ารกจิ การบ้านเมืองในแนวดงิ่ และแนวระนาบ
II
นอกจากการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองเพื่อเปิดให้กลไกหรือ
ภาคส่วนอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึน้ รวมทั้งการประสานเชื่อมโยงหรือบูรณาการภายในภาครัฐ
ด้วยกันเองทุกระดับแล้ว ยังจำเป็นต้องมีการออกแบบระบบและกระบวนการทำงานที่ดีซึ่งจะต้อง
ยึดค่านิยม/หลักการและอาศัยวิธีการทำงานในแบบใหม่ หรือเรียกว่า ‘การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี’
(Good Governance หรือ Good Public Governance) อีกด้วย บรรดาองค์การพัฒนาระหว่าง
ประเทศได้มีการนำเสนอองค์ประกอบสำคญั ๆ รวม 8 ประการไดแ้ ก่ การมสี ่วนร่วม (participation)
นิติธรรม (rule of law) ความโปร่งใส (transparency) ความเสมอภาค/เที่ยงธรรมและไม่ละเลย
บุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดออกไปหรือทิ้งใครไว้ข้างหลัง (equity and inclusiveness) การมุ่งเน้นฉันทามติ
(consensus oriented) การตอบสนอง (responsiveness) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(efficiency and effectiveness) และภาระรับผิดชอบ (accountability)6 นอกจากนี้ยังได้พยายาม
ส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ได้นำหลักการและวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้การบริหาร
กิจการบ้านเมืองเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง โดยมองว่าเป็นกระบวนการ
(process) อันเป็นเงื่อนไขหรือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
6 ต่อมา ในปคี .ศ. 1997 UNDP ได้ทบทวนนิยามการบริหารกิจการบ้านเมอื งวา่ เปน็ เร่ืองของการใชอ้ ำนาจทางการเมอื ง เศรษฐกจิ และ
การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ เพือ่ จดั การกจิ การของประเทศ และไดม้ ีการเพ่ิมเติม ‘วสิ ยั ทัศนเ์ ชงิ ยุทธศาสตร์’(strategic vision) รวมท้งั ส้ิน
เปน็ 9 องคป์ ระกอบ โปรดดู http://mirror.undp.org/magnet/policy/
47
และยกระดับการพัฒนาประเทศ รวมทั้งช่วยทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
(millennium development goals) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development)
อันจะกอ่ ให้เกิดความผาสุขของชาติ (national well-being) ในท้ายทีส่ ดุ 7
ผู้เขียนมีความเห็นวา่ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารกิจการบา้ นเมืองที่ดีดังกล่าวเป็นผล
มาจากอิทธิพลของสองขั้วโรงเรียนความคิดร่วมสมัยในเรื่องของการปฏิรูปภาครัฐ (public sector
reform) ไดแ้ ก่ (1) กระแสการบริหารงานภาครฐั แนวใหม่ (new public management) ซ่ึงมาจาก
เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิคและเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ ทำให้มุ่งเน้นในเรื่องของหลัก
ประสิทธิภาพ/ความคุ้มค่า ประสิทธิผล การตอบสนองลูกค้าผู้รับบริการให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ
ภาระรับผิดชอบตอ่ ผลงาน และ (2) กระแสความเปน็ ประชาธปิ ไตย (democratization) ภายใต้หลัก
นิติรัฐ8 โดยเฉพาะประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ประชาธิปไตย
ทางตรง และชมุ ชนนิยม (communitarianism) จงึ ทำใหม้ ุ่งเน้นในเรื่องของหลักสิทธิเสรีภาพและนิติธรรม
การตอบสนองความต้องการของประชาชน การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมและการเพิ่มอำนาจ
(empowerment) ให้แก่ประชาชน ความเปิดเผยโปร่งใส ความเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่งทั้งสอง
กระแสแนวความคิดต่างก็ได้มีการพัฒนาเทคนิควิธีการหรือกรรมวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้
ใหบ้ รรลผุ ลตามทีต่ อ้ งการ ดงั รายละเอียดทไี่ ด้สรุปไว้ในตารางข้างลา่ ง
ตารางที่ 1 สรุปแนวความคิด คา่ นิยม/หลักการ และเทคนิค/วธิ กี ารของการบริหารกิจการบ้านเมอื งทด่ี ี
แนวความคิด คา่ นิยม/หลักการสำคัญ ตวั อยา่ งเทคนิค/วธิ กี าร
การบรหิ ารภาครัฐแนวใหม่ ประสิทธิภาพและความคุ้มคา่ การคำนวณตน้ ทุนต่อหนว่ ย
การวิเคราะหแ์ ละประเมินความคมุ้ คา่
การเปดิ ใหม้ ีการแขง่ ขนั จาก
ภายนอก (contestability)
การวเิ คราะห์ความเปน็ ไปได้และการ
ประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ เชน่
Social Impact Assessment และ
Strategic Environment
Assessment
ประสทิ ธิผล การบรหิ ารเชิงยุทธศาสตร์
การบริหารคุณภาพโดยรวม
การจัดการความรู้และการพัฒนา
องค์การ
7 โปรดดูรายละเอยี ดเพม่ิ เติมใน http://www.unescap.org/sites/default/files/good-governance.pdf และ http://www.oecd-
ilibrary.org/governance/good-governance-and-national-well-being_5jxv9f651hvj-en .
8 โปรดดรู ายละเอยี ดเพม่ิ เติมใน ทศพร ศริ ิสมั พันธ์, ความรูเ้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกับการบรหิ ารราชการแนวใหม่ (กรงุ เทพ: วิชนั่ พริ้นท,์ 2549).
48
แนวความคิด ค่านยิ ม/หลกั การสำคญั ตวั อย่างเทคนคิ /วิธีการ
ความเปน็ ประชาธิปไตย ภาระรับผดิ ชอบตอ่ ผลงาน
การตอบสนองความต้องการ การปรบั ปรุงกระบวนงาน (process
ของผู้ใช้บรกิ ารอยา่ งมคี ุณภาพ improvement)
การตอบสนองความตอ้ งการ
และการมีสว่ นร่วมของ การจดั ทำข้อตกลง/ตวั ชว้ี ดั
ประชาชน ตลอดจนการ และการประเมนิ ผลการดำเนินงาน
กระจายอำนาจ เช่น Balanced Scorecard
การเปดิ เผยและความโปร่งใส การสำรวจความต้องการและความ
พึงพอใจของประชาชน
ความเสมอภาค/เที่ยงธรรม การคดิ เชงิ ออกแบบ (Design
thinking)
นติ ธิ รรม
การรบั ฟงั ความคดิ เห็นของประชาชน
การจัดประชาหารอื (Public
consultation)
การวางแผนและงบประมาณแบบมี
สว่ นรว่ ม
การตรวจสอบโดยภาคประชาชน
(People’s audit)
การเปิดเผยข้อมูลของทางราชการ
(Sunshine law) และระบบข้อมลู
เปดิ ภาครฐั (Open Government
Data)
การให้ความชว่ ยเหลอื ผู้เสียเปรยี บ
ทางสงั คม (Affirmative action
หรอื Positive Discrimination)
การจา้ งงานอยา่ งเท่าเทยี มกัน
(Equal Employment
Opportunity) การบรหิ ารจดั การ
ความหลากหลาย (Diversity and
inclusion management)
การประเมินผลกระทบของการออก
กฎหมาย (Regulatory Impact
Assessment)
III
ประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากบรรดาองค์การพัฒนาระหว่าง
ประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้มี
49
ความจำเป็นต้องประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารบ้านเมืองและสังคมที่ดี
พ.ศ. 2542 เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารประเทศให้มี
ความทันสมัย9 ในเวลาต่อมาเมื่อมีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ. 2545 จึงได้มี
การให้ความสำคัญต่อเรื่องการบรหิ ารกิจการบา้ นเมืองทีด่ อี ย่างจริงจงั รวมทั้งได้มกี ารกำหนดสาระไว้
อย่างชัดเจนในมาตรา 3/1 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
และได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
พ.ศ. 2546 รองรับแม่บทดังกล่าว ถัดมาเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2550 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ก็ได้มีการตราบทบัญญัติว่าด้วย
การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและ/หรือธรรมาภิบาลไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
หรอื แนวนโยบายแหง่ รัฐ และมาตราอน่ื ๆ ท่ีเก่ยี วข้องไว้เป็นการเฉพาะ
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมือ งที่ดี
พ.ศ. 2546 ได้วางแนวทางปฏิบัติราชการสมัยใหม่ โดยประยุกต์หลักการและวิธีการของการปฏิรูป
ภาครัฐครอบคลุมทั้งในส่วนของกระแสการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่และกระแสความเป็น
ประชาธปิ ไตย ดังทไ่ี ดส้ รปุ สาระสำคัญไวใ้ นตารางข้างล่าง 10
ตารางท่ี 2 สรปุ สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ ีการบรหิ ารกิจการบ้านเมืองท่ีดี
พ.ศ. 2546
หวั ข้อ เทคนิควธิ ี
หมวด 1 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นิยามขอบเขต
(มาตรา 6)
กำหนดเป้าหมายและแนวทางปฏิบตั ิ
หมวด 2 การบรหิ ารราชการเพ่อื ประโยชนส์ ขุ
ของประชาชน การบรหิ ารคณุ ภาพโดยรวม
(มาตรา 7 - 8) ยทุ ธศาสตรช์ าติ แผนปฏิบตั ริ าชการ
การงบประมาณ
หมวด 3 การบรหิ ารราชการแบบมงุ่ เน้น การบรหิ ารงานแบบบูรณาการ การจัดการ
ผลสมั ฤทธ์ิ (มาตรา 9 - 19)* ความรู้/องค์การแห่งการเรียนรู้
9 ระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรดี ังกล่าวได้กำหนดหลกั 6 ประการได้แก่ หลักนิตธิ รรม หลักคณุ ธรรม หลกั ความโปร่งใส หลักการมีสว่ น
ร่วม หลกั ความรบั ผิดชอบ และหลกั ความคมุ้ ค่า แต่ได้มกี ารยกเลกิ ไปแลว้ ตามระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรี เรอ่ื ง ยกเลกิ ระเบียบสำนกั
นายกรัฐมนตรวี ่าดว้ ยการสร้าง ระบบบริหารกจิ การบา้ นเมืองและสังคมทีด่ ีพ.ศ. 2542 พ.ศ. 2547 เนอื่ งจากมีการประกาคใชพ้ ระ
ราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารบรหิ ารกิจการบา้ นเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546.
10 ดูรายละเอยี ดใน สำนกั งานก.พ.ร., คู่มือคำอธิบายและแนวทางปฏบิ ตั ิตามพระราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์และวธิ ีการบรหิ าร
กิจการบา้ นเมืองทีด่ ี พ.ศ. 2546 (กรงุ เทพมหานคร: วชิ ั่นพริน้ ติ้ง, 2547).
50
หวั ข้อ เทคนิควธิ ี
หมวด 4 การบริหารราชการอยา่ งมีประสิทธิภาพ การคำนวณต้นทุนตอ่ หน่วย; การวัดความคุ้มค่า
และเกดิ ความคุ้มคา่ ในเชงิ ภารกิจของรฐั
(มาตรา 20 - 26) การลดข้นั ตอนและปรับปรุงกระบวนการทำงาน
การจดั ศูนยบ์ รกิ ารร่วม
หมวด 5 การลดขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน การทบทวนบทบาทภารกิจ โครงสร้างและอัตรากำลงั
(มาตรา 27 - 32)* การแก้ไขกฎหมายทล่ี ้าหลงั และเปน็ อุปสรรค
การอำนวยความสะดวก การแก้ไขปัญหาข้อ
หมวด 6 การปรบั ปรุงภารกจิ ของสว่ นราชการ ร้องเรยี นของประชาชน
(มาตรา 33 - 36)*
ระบบการประเมินผลและการให้รางวลั จูงใจ
หมวด 7 การอำนวยความสะดวกและการตอบ (ตัวเงินและไม่ใช่ตวั เงนิ )
สนองความต้องการของประชาชน การนำไปประยุกต์ใชใ้ นองคก์ ารมหาชน
(มาตรา 37 - 44) รฐั วิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ
การเพิ่มเตมิ ประเดน็ อื่น ๆ
หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัตริ าชการ
(มาตรา 45 - 49)
หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด (มาตรา 50 - 53)
* มกี ารแก้ไขตามพระราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลักเกณฑ์และวิธีการบรหิ ารกิจการ บ้านเมืองทีด่ ี (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ. 2562
ตัวอย่างเช่น หมวด 3 การบริหารราชการแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ มาตรา 9
ได้ประยุกต์เรื่องการบริหารคุณภาพโดยรวม ( Total Quality Management หรือ TQM)
และหลักการ Plan-Do-Check-Act หรือ PDCA โดยก่อนเริ่มภารกิจหรือการดำเนินงานใด ๆ ควร
จะตอ้ งมีการวเิ คราะห์และวางแผนใหร้ อบคอบเสียก่อน เชน่ การวิเคราะห์ความเปน็ ไปได้ (feasibility
study) ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยและด้านอื่น ๆ รวมทั้งจะต้องมีการกำหนดรายละเอียด
เป้าหมายและตัวชี้วัด กิจกรรม ระยะเวลา และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน เช่น การเขียนตาราง
การวางแผนแบบเหตผุ ลสัมพันธ์ (log frame) นอกจากนี้ เมื่อนำไปปฏิบตั ิแล้วก็จะต้องมีการตดิ ตาม
และประเมินผล (monitoring & evaluation) เช่น Management Cockpit และ Balanced
Scorecard เพื่อดูว่ามีความก้าวหน้าหรือเกิดปัญหาอุปสรรค รวมทั้งได้รับผลผลิตและผลลัพธ์
ตามที่ตอ้ งการหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวงั หรือเกดิ ผลกระทบขนึ้ ก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข
หรอื เปลี่ยนแปลงใหเ้ หมาะสมต่อไป เป็นต้น
51
แผนภาพที่ 2 การบรหิ ารกิจการบ้านเมืองทีด่ ีตามหลกั PDCA
หลังจากได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 ก็ได้มี
การติดตามความก้าวหน้า ปัญหาอุปสรรคและผลสัมฤทธิ์ของการนำไปปฏิบัติ โดยได้มีการปรับปรุง
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาฉบับเดิม การออกมติคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 50 แห่งพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การตราพระราชกฤษฎีกา
และกฎหมายอื่น ๆ เพื่อให้การปฏิบัติราชการแนวใหม่มีความเข้มข้น ทันสมัยและรองรับ
การเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลกและของประเทศ เช่น มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 24 เมษายน 2555
เรื่องข้อเสนอแผนการส่งเสริมและพัฒนาธรรมาภบิ าลในภาคราชการเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมือง
ที่ดีอย่างยั่งยืน โดยได้มีการวางหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และเพิ่มเติม
มาตรการเตรียมความพร้อมต่อสภาวะวิกฤตและแผนการบริหารความต่อเนื่องในการดำเนินภารกิจ
(Business Continuity Management)11 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 พฤษภาคม 2561
เรื่อง การขบั เคล่ือนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครฐั ส่กู ารเป็นระบบราชการ 4.0 พระรากฤษฎีกา
การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวก
ในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ
11 มติคณะรัฐมนตรดี งั กล่าวไดว้ างหลักธรรมาภิบาลของการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งท่ดี ีอนั ประกอบดว้ ยหลกั การสำคญั 4 ประการและ
หลกั การยอ่ ย 10 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การบรหิ ารจัดการภาครฐั แนวใหม่ อันประกอบดว้ ยหลกั ประสิทธภิ าพ หลักประสิทธิผล และ
หลกั การตอบสนอง (Responsiveness) 2) ค่านยิ มประชาธิปไตย (Democratic Value) อันประกอบดว้ ยหลกั ภาระรบั ผิดชอบ/
สามารถตรวจสอบได้ หลกั ความเปิดเผย/โปรง่ ใส หลกั นิติธรรม และหลักความเสมอภาค/เที่ยงธรรม 3) ประชารัฐ (Participatory
State) อนั ประกอบดว้ ย หลกั การกระจายอำนาจ (Decentralization) และหลกั การมีส่วนรว่ มการมุ่งเน้นฉนั ทามติ 4) ความรบั ผดิ ชอบ
ทางการบริหาร (Administrative Responsibility) อนั ประกอบดว้ ยหลกั คุณธรรม/จรยิ ธรรม (Morality/Ethics).
52
บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติการจัดทำร่างกฎหมาย
และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติการบริหารงานและการ
ให้บรกิ ารภาครฐั ผ่านระบบดจิ ิทัล พ.ศ. 2562 เปน็ ต้น
IV
โดยสรุป ผู้เขียนมองว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้นมีเป้าหมายสุดท้าย
ปลายทางเพื่อทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สุขและเกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อันประกอบ
ไปด้วยประเด็นสำคัญ ๆ ท่จี ะตอ้ งมีการปฏริ ูปหรือ ‘คดิ ใหม่ ทำใหม่’ อยา่ งนอ้ ยสองประการ กล่าวคือ
ประการแรกเป็นเรื่องของการจัดระเบียบโครงสรา้ งหรือปรับกลไกในการบริหารประเทศ และการจัดการ
ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกภาคส่วนต่าง ๆ อันได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคที่สาม ให้มีความสมดุล
และเหมาะสมมากขึ้น โดยเน้นการทำงานในรูปแบบร่วมมือกัน (collaboration) เนื่องจากปัญหา
บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากเกินกว่าภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวจะสามารถแก้ไข
หรือตอบโต้กับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิผลดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา หรือในบางกรณีภาครัฐเอง
ก็อาจจะไม่มีขีดสมรรถนะเพียงพอในการรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผลอีกด้วย
ประการที่สองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนค่านิยม หลักการและวิธีการในการบริหารกิจการบ้านเมือง
ให้มีความทันสมัยมากขึ้นอันเป็นไปตามกระแสการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่และค่านิยม
ของความเปน็ ประชาธปิ ไตย โดยมีการนำเทคนิควธิ ีการต่าง ๆ เข้ามาประยุกตใ์ ช้เป็นเครอื่ งมอื
ดงั นัน้ หากเราสามารถเปล่ียนแปลงได้อยา่ งสำเรจ็ ก็จะทำให้เกดิ สมดุลในการแบ่งปัน
หรือกระจายอำนาจภายในภาครัฐเองและระหว่างภาครัฐกับภาคส่วนอื่นในสังคม มีการผนึกกำลัง
ซึ่งกันและกันในการทำงาน การบริหารบ้านเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุ้มค่า
ตอบสนองความต้องการของประชาชน เสมอภาค/เที่ยงธรรม โปร่งใส สุจริต ซื่อตรง และถูกต้อง
ตามกฎหมาย หรอื สามารถลดความสญู เสีย ขจดั รรู ว่ั ไหล ปอ้ งกนั การทจุ ริตประพฤติมชิ อบ และสร้างคุณค่า
(value creation) มากขึ้น หรือเรียกว่าเป็น “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” (good public
governance) อันจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ไม่เปน็ ธรรมและความยากจนในสงั คม ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหนา้ อย่างยัง่ ยนื ในทา้ ยท่ีสดุ
---------------------------------------------
53
การบรหิ ารราชการจังหวดั ในยคุ ดจิ ิทลั
นางสาวออ้ นฟ้า เวชชาชีวะ
เลขาธกิ าร ก.พ.ร.
------------------------------------------------
บทนำ
จากสภาพการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทในการตอบโจทย์
ของการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลมากขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้เกิดกระแสของการเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลดังกล่าวแบบผลิกผันในทุกมิติ (Technology Disruption) ผนวกกับ
สถานการณ์การระบาดของโรคอุบัติใหม่ (โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563
จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่ทำให้พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วโลกต้องมีการปรับตัว
ในการใช้ชีวิตไปอยูใ่ นรูปแบบความปกตใิ หม่ (New Normal) เชน่ การเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม การลด
การติดต่อสัมผัสกัน เป็นต้น จึงเปรียบเสมือนอัตราเร่งในการเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
อย่างทวีคูณเพื่อให้สามารถรองรับกับการปรับพฤติกรรมของประชาชนในรูปแบบความปกติใหม่
ดังกล่าว ซึ่งจากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น ประเทศไทยโดยเฉพาะระบบราชการจึงมีความจำเป็น
อย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับตัว เร่งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะ ปรับเปลี่ยน
รูปแบบการบริการประชาชนให้เป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจ
และสังคมดิจิทัล รวมทั้งกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจน
พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบราชการไทยยังคงสามารถบริหารงาน
ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และบังเกิดผลตอการพัฒนา
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รวมถึงเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
และเกิดความคุ้มค่า ดังนั้น จังหวัดในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการจึงต้องมีการปรับตัว
เพอื่ ขบั เคลือ่ นการบริหารราชการจังหวดั ให้สอดคล้องกับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทลั ด้วยเช่นกัน
แนวคดิ และทศิ ทางการพฒั นาระบบราชการในยุคดจิ ทิ ัล
รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วาง
นโยบายให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับ
การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับเป็นเจ้าของเทคโนโลยี
และนวัตกรรมก้าวทันโลก จากการต่อยอดการพัฒนาบนพื้นฐานนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ
ให้เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า
“โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม
ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เปลี่ยนจากการเน้นภาค
การผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น ซึ่งกลไกของระบบราชการถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือ
สำคัญที่จะสามารถช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้การทำงาน
ของระบบราชการใหอ้ ยู่ในรูปแบบดจิ ิทลั เพ่อื รองรับใหเ้ ป็นไปตามนโยบายดงั กลา่ ว
55
ทิศทางในการปรับเปลี่ยนระบบราชการให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อช่วยขับเคลื่อน
การพัฒนาประเทศ บนพื้นฐานนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ปรากฏอยู่ในแผนระดับต่าง ๆ อาทิ
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ที่กำหนดให้
การพัฒนาภาครัฐให้มีความทันสมัย มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่ประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการ และการเข้าถึงการให้บรกิ ารของรัฐ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น
การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ ท่ีมุ่งเน้นการพัฒนาการให้บริการของรัฐ
ให้มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ รวมถึงเป็นการพัฒนาแบบครอบคลุม
ทั่วถึง บูรณาการไรร้ อยตอ่ ให้ความสำคญั กับการพัฒนาบริการดจิ ิทัล ดำเนินการพัฒนาระบบอำนวย
ความสะดวกในการบริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนและผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย
สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ ไม่มีข้อจำกัดของเวลา พื้นที่ และกลุ่มคน
รวมทงั้ นำนวตั กรรมเทคโนโลยีดจิ ิทัลมาประยุกต์ใชเ้ พ่ือเพิม่ ประสิทธภิ าพ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของ
ประชาชน แผนปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้บริการภาครัฐ สะดวก
รวดเร็ว และตอบโจทย์ชีวิตประชาชน มีการพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐให้เป็นมาตรฐาน ทันสมัย
และเชื่อมโยงกัน การปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐให้มีขนาดเล็กลงและกะทัดรัด ปรับตัวได้เร็ว
และระบบงานมีผลสัมฤทธ์ิสงู แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 – 2564
ยุทธศาสตร์การบรหิ ารจัดการในภาครัฐฯ กำหนดให้ปรับรูปแบบการใหบ้ ริการของรัฐจากรูปแบบเดิม
ไปสู่การให้บรกิ ารประชาชนผ่านระบบดิจิทัลอยา่ งเป็นระบบ ลดขั้นตอนการดำเนนิ งาน ให้สอดคล้อง
กับวิถีการดำเนินชีวิต และความต้องการของผู้รบั บริการแต่ละบุคคล มีการจัดบริการภาครัฐที่อำนวย
ความสะดวกในลักษณะจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ประชาชนสามารถใช้บริการผ่านระบบเว็บไซต์ อุปกรณ์
สื่อสารเคลื่อนที่ และการใช้บริการผ่านเครื่องให้บริการอัตโนมัติ สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานกลาง
ของศูนย์ข้อมูลภาครัฐผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศภาครัฐ รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงาน
ภาครัฐ และบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานผ่านระบบดิจิทัลที่รองรับการทำงานและการใช้ประโยชน์
จากข้อมูลภาครัฐร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ทภ่ี าครัฐจัดเกบ็ อาทิ ข้อมลู เชิงสถิติ หรอื ข้อมลู การวเิ คราะห์สถานการณ์ ในรูปแบบดจิ ิทัลทปี่ ระชาชน
และภาคธุรกิจสามารถเข้าถึง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม
ตลอดจนการพฒั นาในเชิงนวัตกรรม
อย่างไรก็ดี ภายใต้ทิศทางของการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการตามแผนระดับต่าง ๆ
ข้างต้น รัฐบาลได้มีการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565
(Digital Government Development Plan) รวมทั้งเห็นชอบแนวคิดระบบราชการ 4.0 เพื่อสนับสนุน
การขบั เคล่อื นการพฒั นาระบบราชการเข้าสู่การเปน็ ดิจทิ ัลทเ่ี ป็นรูปธรรม โดยสรุปดังนี้
แผนพฒั นารฐั บาลดิจิทลั ของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565
คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 มีมติเห็นชอบแผนพัฒนา
รัฐบาลดิจิทัล ของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565 เพื่อใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนการ
นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้รับบริการที่จะเปลี่ยนไปดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
56
อย่างก้าวกระโดด ตลอดจนการระบาดของโรคอุบัติใหม่ (ไวรัสโคโรนา 2019) ที่ทำให้สังคมปรับตัวสู่ยุค
“ความปกติใหม่” หรือ New Normal ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
เสรมิ สรา้ งความสามารถทางการแขง่ ขันให้แก่ภาคธรุ กจิ สง่ เสรมิ ความโปรง่ ใสในการทำงานของภาครัฐ
และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1) การพัฒนา
และยกระดับขีดความสามารถรองรับการไปสู่รัฐบบาลดิจิทัล 2) การยกระดับคุณภาพชีวิต
ของประชาชน 3) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และ 4) การยกระดับ
ความมั่นคงและเพ่ิมความปลอดภยั ของประชาชน
แผนภาพที่ 1 ยุทธศาสตร์การพัฒนารัฐบาลดิจทิ ลั
ภายใต้ยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565
ได้กำหนดทศิ ทางการพฒั นารัฐบาลดิจทิ ลั ท่สี ำคญั ดงั นี้
1) การจัดทำข้อมูลดิจิทัล โดยรวบรวมและปรับเปลีย่ นข้อมูลภาครัฐให้อยู่ในรูปแบบ
ดจิ ทิ ลั เพอื่ นำมาใชป้ ระโยชนแ์ ละพฒั นาบรกิ ารประชาชนและภาคธุรกจิ
2) การปรับปรุงกระบวนการภาครัฐ ที่มีการกำหนดรูปแบบการทำงานระหว่าง
หน่วยงานภาครฐั โดยการนำระบบดจิ ิทลั มาลดขั้นตอน ลดกระบวนการทำงาน ลดงานเอกสาร เพ่ือให้
เกิดกระบวนงานที่เป็นไปตามมาตรฐานบนพื้นฐานความปลอดภัยและมีจริยธรรมภายใต้กรอบ
ธรรมาภบิ าล
3) การพัฒนาบริการดิจิทัล มุ่งเน้นการให้บริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัลที่ง่าย
สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงและมีความมั่นคงปลอดภัย โดยยึดหลักประชาชนเป็น
ศูนย์กลาง
4) การพัฒนาและบูรณาการแพลตฟอร์มดิจิทัลภาครัฐ มุ่งเน้นการบูรณาการ
การบริการภาครัฐและการพัฒนาต่อยอดระบบบริการ ณ จุดเดียว ผ่านระบบดิจิทัลโดยเป็น
57
กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ การพัฒนาระบบยืนยันตัวตน เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน
และผูป้ ระกอบการในการดำเนินการด้านธรุ กรรม การสร้างแพลตฟอรม์ กลางสำหรับการบริการประชาชน
รวมถงึ การพฒั นาแพลฟอรม์ พื้นฐานทหี่ นว่ ยงานภาครัฐสามารถใชง้ านร่วมกนั ได้
5) การเชื่อมโยงและแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยส่งเสริมให้มี
การเชื่อมโยง และการบูรณาการระบบดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีสำคัญต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์
(Artificial Intelligence : AI) และระบบอินเตอร์เน็ตในทุกสิง่ (Internet of Thing : IoT) เพื่อให้เกิด
การแลกเปล่ยี นขอ้ มูลระหวา่ งหน่วยงานภาครฐั และสามารถนำไปพฒั นาบริการสาธารณะได้
6) การเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับ
การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใส รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ
และภาคประชาชนสามารถร่วมมือกันได้และมีการรับฟังความเห็นจากประชาชน เพื่อสร้างและพัฒนา
นวตั กรรมบรกิ ารท่ดี ีข้ึนร่วมกับภาคประชาชน
แนวคดิ ระบบราชการ 4.0
แนวคิดระบบราชการ 4.0 เป็นแนวคิดเพื่อรองรับต่อยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0
ของรัฐบาลที่มุ่งมั่นจะพัฒนาให้การบริหารราชการสามารถปรับตัวได้ในกระแสการเปลี่ยนแปลง
ที่รวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อประโยชน์สุข
ของประชาชน ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานใหม่เพื่อพลิกโฉม ให้สามารถเป็นที่เชื่อถือ
ไวว้ างใจและเปน็ พ่งึ ของประชาชนไดอ้ ย่างแท้จริง โดยมหี ลกั การทีส่ ำคญั ประกอบด้วย
1) หลักการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน (Open & Connected Government) คือ
มีความเปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน มีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไก
หรือภาคส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายภารกิจ
ที่ภาครัฐไม่ควรดำเนินการเองออกไปให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการแทน
ขณะเดียวกันก็ยังต้องเชื่อมโยงการทำงานในภาครัฐด้วยกันเองให้มีเอกภาพและสอดรับประสานกัน
ไม่วา่ จะเป็นราชการบรหิ ารส่วนกลาง สว่ นภมู ิภาค และส่วนทอ้ งถ่ิน
2) หลักการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Government) คือ
ทำงานในเชิงรุก มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้
เข้ามาติดต่อขอรบั บริการหรือร้องขอความช่วยเหลือ รวมทง้ั ใช้ประโยชน์จากข้อมลู ภาครัฐ และระบบ
ดิจิทัลสมัยใหม่ในการจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของประชาชน พร้อมทั้งอํานวย
ความสะดวก โดยมีการเชอื่ มโยงกนั เองของทางราชการเพ่ือให้บริการได้เสรจ็ สิ้นในจุดเดียว ประชาชน
สามารถเรียกใช้บริการของทางราชการได้ตลอดเวลาตามความต้องการของตนและผ่านการติดต่อ
ได้หลายช่องทางผสมผสานกัน ทั้งการติดต่อมาด้วยตนเอง เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชั่น
ทางโทรศพั ท์มอื ถือ
3) หลักการมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High-Performance
Government) การทำงานเชิงรุก มีการเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง
สร้างนวัตกรรมหรือความคิดรเิ ร่ิมและประยกุ ต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ในการตอบโต้
กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉบั พลัน สามารถตอบสนองกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา
58
ตลอดจนเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และข้าราชการมีความผูกพันต่อการปฏิบัติราชการ
และปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั บทบาทของตน
แผนภาพที่ 2 หลกั การของระบบราชการ 4.0
ซึ่งภายใต้หลักการของระบบราชการ 4.0 ดังกล่าว ทำให้ระบบราชการ 4.0
จะมีคุณลักษณะสำคัญแตกต่างจากระบบราชการเดิม และมีความสอดคล้องกับการพัฒนารัฐบาล
ดิจิทัล ดังน้ี
1. มีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งแต่ระดับ
การวางนโยบายไปจนถึงการนําไปปฏบิ ตั ิ (Collaboration)
2. การทำงานมีการเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นจนจบ
กระบวนการ เชื่อมโยงทุกส่วนราชการในการบริการประชาชน และมีการบังคับบัญชาในแนวนอน
(End-to-end process flow, Horizontal approach)
3. ระบบการทำงานทปี่ รับเปล่ียนไปสูร่ ปู แบบดจิ ิทลั (Digitization)
4. การให้บริการตามความต้องการเฉพาะบุคคลซึ่งสามารถออกแบบ/เลือกรูปแบบ/
วธิ ีการในการขอรบั บรกิ ารได้ (Customization, Personalization)
5. การดําเนินงานที่ตอบสนองทันที/ทันเวลา/เชิงรุก ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
มีการคาดการณ์ไวล้ ่วงหนา้ (Pro-Active)
6. การสร้างนวัตกรรม มกี ารควบคมุ อย่างชาญฉลาด มุง่ ผลสมั ฤทธใ์ิ นการปฏิบัติงาน
(Innovation, Smart regulation, Results oriented)
7. การเปิดเผยข้อมูลเป็นปกติ (Default) ในรูปแบบที่สามารถนําไปใช้ได้ทันที
โดยไม่ต้องร้องขอ (Open system, Open access) สามารถแก้ไขปัญหาโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการ
59
ทำงานรูปแบบเดิมและสามารถตอบสนองได้ทันที (Non-routine problem solving, Real time
capability)
8. การแบ่งปันทรัพยากรในการทำงานร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการปฏบิ ัติงาน (Shared Services)
9. การปฏิบัติงานบนพื้นฐานของข้อมูล ความต้องการของประชาชน และวาง
นโยบายที่สามารถนําไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง (Data-driven, Demand-driven, Actionable
policy solutions)
10. การบรกิ ารประชาชนตลอดเวลา (On-demand Services)
แนวทางการบรหิ ารราชการจงั หวดั ในยคุ ดิจทิ ลั เพือ่ ประโยชนแ์ ก่ประชาชน
ในการบริหาราชการจังหวัด ตามมาตรา 52/1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดอำนาจภายในเขตจังหวัด ได้แก่ การนํา
ภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ การดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการ
ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมในสังคม การจัดให้มกี ารคุ้มครอง
ป้องกัน ส่งเสริม และช่วยเหลือประชาชนและชุมชนที่ด้อยโอกาสเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งด้าน
เศรษฐกิจและสังคมในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง การจัดให้มีการบริการภาครัฐเพื่อให้ประชาชน
สามารถเขา้ ถึงได้อย่างเสมอหน้า รวดเร็ว และมีคุณภาพ การจัดให้มีการส่งเสริม อดุ หนุน และสนบั สนุน
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ เพื่อให้สามารถดำเนนิ การตามอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และให้มีขีดความสามารถพร้อมที่จะดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวง ทบวง
กรม รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
มอบหมาย หรือที่มีกฎหมายกำหนด ซึ่งจากอำนาจภายในของจังหวัดดังกล่าว จังหวัดสามารถ
นำแนวทางตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565 และแนวคิดระบบ
ราชการ 4.0 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการ เพอ่ื พฒั นาระบบงานบริการให้แก่ประชาชน และเพ่ือ
ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหา หรือลดอุปสรรคของจังหวัดในการบริหารงานได้ โดยมีแนวทาง
ในการดำเนนิ การนำระบบดจิ ิทลั มาใช้เพ่ือประโยชน์แก่ประชาชน ดงั นี้
1. ด้านการบรกิ ารประชาชน
1.1 จังหวัดควรจัดให้มีการบริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล (e-Service)
กระจายในทุกอำเภอและทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
และสวสั ดิการของประชาชน สำหรับประชาชนทุกกลมุ่ เพอ่ื ยกระดับคุณภาพชวี ติ ทด่ี ี
1.2 จังหวัดควรส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
ในพนื้ ท่ี ในการปอ้ งกันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการรับบริการและการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัล
ของหนว่ ยงานในจังหวดั
2. ด้านการบรู ณาการเชือ่ มโยงขอ้ มลู (Government Integration)
จังหวัดควรกำหนดให้มีการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในจังหวัด
เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด เพื่อนำไปสู่
60
การวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายแก่จังหวัดในการแก้ไขประเด็น
ปัญหาสำคัญของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการวางแผนเชิงรุกในการตอบสนอง ความต้องการ
และความคาดหวงั ของกลุม่ ต่าง ๆ ทัง้ ปัจจุบันและอนาคต
3. ดา้ นการเปิดเผยขอ้ มลู ภาครัฐ (Open Data)
3.1 จงั หวดั ควรผลักดันให้หน่วยงานภายในจงั หวัดจัดทำขอ้ มลู เปดิ ตามมาตรฐาน
และหลกั เกณฑ์การเปดิ เผยขอ้ มูลภาครัฐ (Open Data) ในรูปแบบขอ้ มูลดจิ ทิ ัลตอ่ สาธารณะ
3.2 จังหวัดควรจัดให้มีบริการและแพลตฟอร์มกลางของจังหวัดที่เปิดเผย
เชื่อมโยงขอ้ มลู เพอื่ ให้ประชาชนและภาคธรุ กจิ สามารถเขา้ ถงึ ข้อมลู และนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
3.3 จังหวัดควรจัดให้มีแพลตฟอร์มหรือระบบบริการดิจิทัลของจังหวัดที่เป็น
ช่องทางสร้างการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยประชาชนสามารถเข้ามามีส่วน
รว่ มและแสดงความคิดเหน็ ในนโยบายหรอื โครงการของจังหวัด และติดตามและตรวจสอบผลการแสดง
ความคิดเหน็ ไดผ้ า่ นระบบดิจทิ ัล
3.4 จังหวัดควรจัดให้มีช่องทางในการสื่อสารข้อมูลสาธารณะของจังหวัดที่เป็น
ประโยชน์แก่ประชาชน และสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสาร
ดงั กล่าว
3.5 จงั หวัดควรกระตุ้นและผลักดันให้หนว่ ยงานภายในจังหวัดเปิดเผยข้อมูลหรือ
ขา่ วสารผ่านช่องทางดิจทิ ลั อยา่ งตอ่ เน่อื งและเปน็ ปจั จุบนั
4. การปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
เข้ามาปรบั ใช้
4.1 จังหวัดควรสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นความสนใจให้แก่หน่วยงานภายในจังหวัด
ในการให้ความสำคัญต่อการปรับปรงุ กระบวนการทำงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
เข้ามาปรับใช้
4.2 จังหวัดควรจัดให้มีระบบเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน
ภายในจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการทำงาน และอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่นำไป
วเิ คราะหห์ รอื ประมวลผลต่อได้
5. พฒั นาบคุ ลากรของหน่วยงานภายในจงั หวัดใหเ้ ท่าทนั ดิจทิ ัล
จังหวัดควรกระตุ้น และส่งเสริมให้บุคลากรของจังหวัดมีความรู้ ความเข้าใจ
และพัฒนาทักษะและขีดความสามารถเกี่ยวกับดิจิทัล รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์
ใช้งานในการให้บรกิ ารประชาชน และพัฒนางานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
61
แผนภาพที่ 3 : แนวทางในการดำเนนิ การในการนำระบบดจิ ทิ ัลมาใชเ้ พ่ือประโยชน์แกป่ ระชาชน
ขอเสนอตัวอย่างที่ดีของจังหวัดที่ได้นำระบบดิจิทัลมาใช้บริหารราชการจังหวัดเพื่อ
ประโยชน์แก่ประชาชน และได้รับรางวัลคณุ ภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 ซึ่งในปัจจบุ นั จงั หวัด
ที่ได้รับรางวัลยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกรณีตัวอย่างของจังหวัดที่นำระบบดิจิทัลไปใช้
ในการบริหารจดั การการแพรร่ ะบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นท่ี ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
จังหวดั ขอนแกน่
จังหวัดขอนแก่นได้นำ
เทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาระบบ
การทำงาน และยกระดับมาตรฐาน
การบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การ
ปรับปรุงและสร้างนวัตกรรมการ
บริการที่สร้างความแตกต่างและ
สามารถตอบสนองความต้องการ
เฉพาะ พร้อมแก้ไขปัญหาของ
ประชาชนและสร้างความพึงพอใจ
ตลอดจนความเชื่อถือไว้วางใจใน
การปฏิบัติงานของจังหวัดแก่
ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี
อย่างมีประสทิ ธิภาพ เกิดประสิทธิผล
สูงสุด เช่น ติดตั้งลิฟต์สะพานลอย
ของโรงพยาบาล เพือ่ อำนวยความสะดวกแก่กลมุ่ ผู้พกิ าร และผ้สู ูงอายุ
62
“ Stroke application”
ช่วยชีวิตผปู้ ว่ ยโรคหวั ใจ และ
โรคหลอดเลือดสมองให้ถึง
หมอเร็วรักษาได้ LongTerm
Care Digital Innovation สาย
รัดข้อมืออัจฉริยะเพ่ื อ
ติดตามบริหารจัดการ
สุขภาพ A-Live นาฬ ิ กา
อัจฉริยะเพื่อติดตามและ
บริหารจัดการสุขภาพ Self
by Zensorium การพัฒนา
ระบบจัดการและติดตาม
เรื่องราวร้องเรียนร้องทุกข์
(ระบบดำรงธรรม Tracking)
จังหวดั สระบรุ ี
จังหวัดสระบุรี ได้นำร่องการ
พฒั นา “โครงการบรหิ ารข้อมูลเพ่ือ
ย ุ ท ธ ศ า ส ต ร ์ ก า ร พ ั ฒ น า เ ช ิ ง รุ ก
4.0” เพื่อให้การจัดทำแผนงาน/
โครงการและการจัดสรร
งบประมาณของจังหวัด สามารถ
เชื่อมโยงผ่านการมีส่วนร่วมของ
ภาคประชาชน ที่ทุกภาคส่วน
สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้อย่าง
สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง
สามารถตอบสนองแผนพัฒนา
จังหวัดได้อย่างตรงจุดมากย่ิงข้ึน
โดยพัฒนาระบบออนไลน์ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน (PBPSARABURI.COM) ที่สามารถจัดเก็บ
และแสดงข้อมูลการจัดทำงบประมาณและแผนงานโครงการ รวมถึงข้อมูลการเสนอปัญหา
และความต้องการของภาคประชาชน โดยเปิดช่องให้ผแู้ ทนภาคประชาชน (ผู้นำชุมชน) สามารถเสนอ
ปัญหาและความต้องการของภาคประชาชน ในรูปแบบภาพถ่ายสภาพปัญหาจากสถานที่จริงผ่านระบบ
63
ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง
สิ่งแวดล้อม และโครงสร้าง
พื้นฐาน และแสดงผลเป็น POI
(Point of Interests) ผ่านระบบ
แผนที่ซ่ึงอ้างอิงข้อมูลพิกัดใน
แต่ละจุดที่เสนอของบประมาณ
(Location-based Map) เพือ่ ใช้
ประกอบการทำแผนงาน/
โครงการภายใต้กรอบประเด็น
ก า ร พ ั ฒ น า ข อ ง จ ั ง ห วั ด
นอกจากนั้น ระบบยังสามารถ
แจ้งสถานการณ์ดำเนินการต่อ
ประชาชน เช่น รับเรื่องแล้ว
ก ำ ล ั ง พ ิ จ า ร ณ า ก ำ ลั ง
ดำเนินการ และไม่ผ่านการ
พจิ ารณา
นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคไวรัสโคโรนา 2019
หลายจังหวัดไดน้ ำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิม่ ประสทิ ธิภาพในการบรหิ ารจัดการ โดยสามารถ
แบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ (1) การยกระดับการให้บริการประชาชน และ (2) การป้องกันและ
เฝ้าระวงั ผ้ตู ดิ เช้ือในพ้ืนที่ โดยมตี วั อย่างของจังหวัดท่เี ป็นแนวทางที่ดี ดังนี้
1. การยกระดบั การใหบ้ ริการประชาชน
ในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการแพร่ระบาด เพื่อลด
การสมั ผสั ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าท่ี โดยยังสามารถใหบ้ ริการแก่ประชาชนได้ อาทิ
จังหวัดราชบุรี
โดยโรงพยาบาลโพธารามพัฒนาระบบการ
ให้บริการ Drive Thru Medicine บริการรับยาบนรถ
ไมพ่ บแพทย์ และไดร้ บั รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ
ใ น ก า ร ป ร ะ ก ว ด น ว ั ต ก ร ร ม Green & Clean
Hospital ปี 2563 ประเภท COVID-19
แผนภาพท่ี 4 : ระบบการให้บริการ Drive
Thru Medicine บรกิ ารรับยาบนรถ
ไมพ่ บแพทย์
64
จังหวัดนนทบุรี
พัฒนาระบบการให้บริการประชาชนหลายระบบเพื่อลดการเดินทางไปรับบริการ
ท่ีส่วนราชการ และลดโอกาสความเส่ียงในการตดิ เชือ้ ดังน้ี
- ระบบเอสซีจอี อนไลน์คลนิ ิก (SCG Online Clinic) Platform เป็นความร่วมมือกัน
ระหว่างจังหวัดนนทบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี และบริษัทเอสซีจี ผู้ใช้งานสามารถดาวนโ์ หลด
แล้วเรม่ิ ใชง้ านได้ตัง้ แต่สงสยั ว่าตนเองป่วย โดยสามารถทำแบบประเมินตนเอง รวมถึงพูดคุยกับแพทย์
หรือพยาบาลเพื่อประเมินความเสี่ยงหรือความรนุ แรงผ่านวิดีโอคอล และจองคิวเพื่อเข้ารับการตรวจ
หากตรวจแลว้ พบว่าเปน็ ผู้ทีม่ ีความเสี่ยงหรอื ป่วยรนุ แรงกจ็ ะมกี ารเชื่อมตอ่ การรักษาตวั กับโรงพยาบาล
ใกล้บา้ นทเี่ ลือกรับบรกิ ารไดท้ นั ที
- ระบบการฝากครรภ์ On line เป็นระบบ Web Application ท่ีสามารถใชไ้ ดท้ ั้งบน
Smart Phone และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เกิดขึ้นตามนโยบายผู้บริหารที่จะดูแลประชาชนที่เป็นเด็ก
และผู้หญงิ โดยเฉพาะผ้หู ญิงท่ตี ัง้ ครรภ์ เพ่อื ใหบ้ ุคคลเหล่าน้ีเขา้ ถงึ ระบบการบริการของรัฐได้มากทีส่ ุด
- ระบบเวชระเบียน และนัดหมาย Online เป็นนโยบายผู้บริหารที่ตอ้ งการให้สถาน
บริการสุขภาพของรัฐให้บริการนัดหมายผู้ป่วยด้วยระบบออนไลน์ เพื่อลดความแออัดผู้ป่วย
ในโรงพยาบาลและเพิ่มความสะดวกแก่ประชาชนผู้มารับบริการ พัฒนาด้วยแฟลตฟอร์ม Web
Application ท่สี ามารถใช้ได้ทั้งบน Smart Phone และคอมพิวเตอร์
จงั หวดั กาฬสินธ์ุ
ประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า “น้องไออุ่น”เป็นหุ่นยนต์
ขนส่งเวชภัณฑ์ เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ในโครงการจิต
อาสาสร้างสิ่งประดิษฐ์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์
และหนว่ ยงานเพอื่ ยับย้งั เช้ือ COVID-19 โดยการจัดสร้าง
หุ่นยนต์ “น้องไออุ่น” หุ่นยนต์ขนส่งเวชภัณฑ์น้ี
ประดิษฐ์ขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
ไวรัสโคโรนาเพื่อทำหน้าที่ขนส่งเวชภัณฑ์ เพื่อป้องกัน
การสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการติดเช้ือ
แผนภาพท่ี 5 : หนุ่ ยนต์ “น้องไออนุ่ ” หรือผู้ป่วยที่มีเชื้อ ป้องกันไม่ให้บุคลากรทางการแพทย์
เข้าใกล้กับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือผู้ป่วยที่มีเชื้อ เพื่อความสะดวกในการขนส่งของเวชภัณฑ์
“นอ้ งไออ่นุ 1” ร่นุ แรก จำนวน 1 ตวั และ “นอ้ งไออ่นุ 2” จำนวน 2 ตวั ซง่ึ ได้บริจาคให้โรงพยาบาล
ที่มีผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรง ได้แก่ โรงพยาบาลยางตลาด โรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์
และโรงพยาบาลสงฆ์ ถวายสมเดจ็ พระสงั ฆราช
65
2. การปอ้ งกันและเฝา้ ระวงั ผู้ติดเชื้อในพน้ื ที่
มีหลายจังหวัดได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เพื่อช่วยให้การทำงานของ
บคุ ลากรสะดวก รวดเรว็ และสามารถลดความเสยี่ งของประชาชนในพ้ืนทีไ่ ด้มากย่ิงข้ึน อาทิ
จังหวดั ชยั ภมู ิ
พ ั ฒ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร บ ั น ท ึ ก ข ้ อ มู ล แผนภาพที่ 6 : ขั้นตอนการบันทกึ ข้อมูลและติดตาม
และติดตามกลุ่มเสี่ยง COVID-19 ด้วย QR กลุ่มเสยี่ ง COVID-19 ดว้ ย QR CODE
CODE โดยการใช้เทคโนโลยีของ Google
เข้ามาช่วยในการทำงาน สร้างระบบการ
บันทึกข้อมูล Online Big Data ที่มีคุณภาพ
สามารถนำไปเช่ือมต่อกับโปรแกรมหลัก เช่น
TQM TQD ได้ รวมถงึ สร้างระบบตดิ ตามการ
กักตัวกล่มุ เสีย่ ง 14 วนั ดว้ ยบัตร QR CODE
ประจำตัว QR โดยหลังจากดำเนินการพบว่า
ผู้ปฏิบัติงานได้ทำงานอย่างรวดเร็วครบถ้วน
ระยะเวลาในการทำงานลดลงกว่าครึ่งหน่ึง
ข้อมูลมีความทันเวลาแบบ Real time
สามารถค้นข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตดิ ตาม สามารถลดการสัมผสั กบั กลุ่มเส่ยี ง
จังหวัดนครพนม
ทำการคัดกรองโดยผ่าน Application
Line ท่ีมีประสิทธิภาพ ดังน้ี
- ระบบติดตามตรวจสอบประวัติผู้ที่เดิน
ทางเข้าออกจังหวัดนครพนม : สำนักงาน
ส า ธ า ร ณ ส ุ ข จ ั ง ห ว ั ด น ค ร พ น ม ร ่ ว ม กั บ
แผนภาพท่ี 7 : แอพพลิเคชนั่ NPM – IMMIG Control ฝ่ายปกครองจังหวัดนครพนม ได้พัฒนา
แอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า NPM – IMMIG
Control ขึ้นมาเพ่อื เพ่ิมประสิทธภิ าพในการทำงาน สำหรับบันทกึ ขอ้ มูลใบอนญุ าตการเข้าออกจังหวัด
และเพื่อเป็นฐานข้อมูล และระบบสารสนเทศในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายโรค
ไวรัสโคโรน่า 2019 จังหวัดนครพนม ทำให้ลดเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่จุดตรวจ
คัดกรอง ลดเวลาการรอของประชาชน
- ระบบคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
นครพนม ได้พัฒนามาจากแอพพลิเคชั่น Line โดยใช้ชื่อว่า NPM COVID-19 ใช้สำหรับคัดกรอง
ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง และบันทึกอาการประจำวัน ในช่วงเฝ้าระวัง 14 วัน โดยสามารถสรุป
66
ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงรายอำเภอ รายหน่วยบริการ เพื่อประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ได้ และเ พิ่ม
ประสทิ ธิภาพในการทำงานให้ไดม้ ากย่ิงขน้ึ
จังหวัดสุรินทร์
พฒั นาโปรแกรม Surin COVID-19 Alert
(www.covidalert.net) เพื่อใช้ในการติดตาม
และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดทีเ่ ดินทางเข้ามา
ในพื้นที่จังหวัด และแต่งตั้งคณะทำงานบริหาร
จัดการข้อมลู ระดับอำเภอท้ัง 17 อำเภอ ทำให้
จังหวัดมีข้อมูลโรคไวรัสโคโรนา 2019
ที่มีความแม่นยำสูง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์
เป็นปัจจุบัน (Real time) ส่งผลให้ผู้บริหาร
และผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ได้ใช้ข้อมูลที่ชัดเจน แผนภาพที่ 8 : โปรแกรม Surin COVID-19 Alert
เป็นข้อมลู ชุดเดียวกนั
จงั หวดั ระนอง
มีการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวด้วย
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เพื่อใช้
ในการติดตามแรงงานต่างด้าวในจังหวัด
รวมทั้งการพัฒนา Software ลดความแออัด
ในโรงพยาบาล โดยใช้กลไกร้านยาแผนปัจจุบัน
จงั หวดั ระนอง
แผนภาพท่ี 9 : ฐานข้อมลู แรงงานตา่ งดา้ วจงั หวดั ระนอง
จงั หวัดมกุ ดาหาร
มีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อฯ โดยใช้
อากาศยานไร้คนขบั เข้าไปสำรวจพ้ืนทเี่ ส่ียง สถานทีช่ ุมนมุ ชน (สถานท่ีทอ่ งเท่ยี ว ตลาด พื้นที่กักกันตัว
หมบู่ า้ น/ชมุ ชน สวนสาธารณะ เปน็ ต้น) หรือพืน้ ที่ท่ไี ด้รับการร้องขอใหเ้ ขา้ ไปตรวจสอบตามมาตรการ
โดยมีการนำภาพเคลื่อนไหวทางอากาศมาวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสั่งการ ณ ศูนย์บริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉินของจังหวัดเป็นประจำทุกวัน ด้วยวิธีการดังกล่าว นอกจากช่วยลดความเสี่ยง
ให้เจ้าหนา้ ท่ีไม่ต้องเข้าพื้นทีท่ ีต่ รวจพบการแพร่ระบาดโดยตรงแลว้ ยังสามารถนำภาพเคลื่อนไหวทาง
อากาศมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมและป้องกันโรค
ของจังหวดั ไดท้ นั ท่วงที
จังหวดั สงขลา
พัฒนาระบบการติดตามข้อมูล โดยเขียนโปรแกรมบันทึกข้อมูล 2 เรื่อง คือ
(1) ข้อมูลผู้ป่วยโรค COVID-19 โดยทีม IT ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สงขลา
(2) ข้อมูลผู้ป่วย PUI โดยทีม IT ของ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) บางกล่ำ และ สสจ.สงขลา
67
ให้ครอบคลุมในทุกประเด็นสำหรับการวิเคราะห์ และต่อยอดให้ Case Management ติดตามผู้ป่วย
PUI และ ผู้ปว่ ย COVID-19 นอกจากนี้ มกี ารพฒั นาระบบติดตามสถานการณแ์ ละประเมินความเส่ียง
ของเหตุการณ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์จากการเดินทางของคนไทยที่เดินทาง
มาจากต่างประเทศ รวมทั้งจัดทำโปรแกรมบันทึกข้อมูล เข้า - ออกในจังหวัดสงขลาผ่านด่านสะเดา
และด่านสนามบิน เพื่อบันทึกข้อมูลคนเดินทางจากต่างประเทศและจากต่างจังหวัด และใช้กับ
ประชาชนท่เี ดนิ ทางโดยรถไฟ และรถทัวร์ ท่ีผา่ นสถานรี ถไฟหาดใหญ่ สถานีขนสง่ หาดใหญแ่ ละสงขลา
บทสรปุ
การบริหารราชการจังหวดั ในยุคดิจิทัล คือ การบริหารราชการโดยการยดึ ประชาชน
เป็นสำคัญ โดยอาศัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือในพัฒนาปรับปรุง
การบริการและกระบวนการทำงานของรัฐที่มุ่งเน้นการตอบสนองต่อความต้องการที่จำเป็น
ของประชาชนและบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ อาทิ ระบบข้อมูลและสารสนเทศ
ที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล เชื่อมโยงทั้งข้อมูลความต้องการของประชาชน และข้อมูลของภาครัฐ
แพลตฟอร์มดจิ ิทัลทีเ่ ชื่อมโยงกนั ระหว่างหนว่ ยงานของรฐั และการนำเทคโนโลยนี วัตกรรมท่ีเหมาะสม
มาใชใ้ นการปรบั ปรงุ กระบวนการทำงานใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชน
ได้มากขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นหัวใจสำคัญในการส่งเสริมการบริหารราชการของจังหวัด
ในยุคดิจิทัล ท่ีจะกระตุ้น ส่งเสริมให้บุคลากรและหน่วยงานภายในจังหวัดเกิดวัฒนธรรมการทำงาน
รูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
การบริหารราชการ พร้อมทั้งทำให้ระบบราชการเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของประชาชน อย่างไรก็ดี
มีมิติหนึ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในการบริหารราชการจังหวัด
ยุคดิจิทัลนั่นคือ ความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล (Digital divide) ของกลุ่มประชาชนกว่าครึ่งหน่ึง
ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตทีก่ ระจายตัวอยูท่ ั่วประเทศ ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องหาวิธีการ
ให้ประชาชนสามารถได้รับการบริการภาครัฐอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และยึดถือประโยชน์ของ
ประชาชนเป็นสำคัญในมิตนิ ้ีคขู่ นานด้วย
----------------------------------------------
68
เอกสารอ้างอิง
1. พงศเ์ ทพ ไขม่ ุกด.์ 2563. การพฒั นาระบบเทคโนโลยีในการใช้บรหิ ารงานปกครองและการบริการ
ประชาชนของกระทรวงมหาดไทย. กรงุ เทพ. สถาบนั ดำรงราชานุภาพ.
2. พิธวุ รรณ กิตคิ ุณ. 2560. ภาครัฐไทยกับการกา้ วเขา้ สูร่ ัฐบาลดจิ ิทลั . Academic Focus. กรงุ เทพ.
สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผูแ้ ทนราษฎร.
3. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2561. ยทุ ธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี
พ.ศ. 2561 - 2580. กรุงเทพ.
4. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. 2562. รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
ประจำปี พ.ศ. 2562. กรุงเทพ. ห้างหุ้นสว่ นจำกดั เซอรว์ ิส ซีล.
5. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. 2563. รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0
ประจำปี พ.ศ. 2563. กรงุ เทพ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ.
6. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน). 2563. (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของ
ประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2565 ฉบับนำเสนอคณะรัฐมนตรี. กรงุ เทพ: สำนกั งานพัฒนารฐั บาล
ดจิ ิทลั (องคก์ ารมหาชน).
----------------------------------------------
69
สำนกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย
การขบั เคลือ่ นยทุ ธศาสตร์ชาตใิ นระดับพื้นที่
กลุ่มขับเคล่ือนการปฏิรปู ประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ
และการสรา้ งความสามัคคปี รองดอง
กระทรวงมหาดไทย (ป.ย.ป.มท.)
1. หลกั การและเหตผุ ล/ความเป็นมา (โดยสังเขป)
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในระดับพื้นที่เป็นการริเริ่มการขับเคลื่อน
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีแผนภาคเป็นแผนลำดับแรกท่ี
เชื่อมโยงไปสู่แผนระดับต่าง ๆ ในพื้นที่ผ่านแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพัฒนาจังหวัด ปัจจุบัน
เป็นการดำเนนิ การตามพระราชกฤษฎกี าว่าด้วยการบริหารงานจงั หวดั และกลุ่มจงั หวัดแบบบูรณาการ
พ.ศ. ๒๕๕๑ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่ีกำหนดให้มีการจัดทำแผนพัฒนาภาคข้ึนเพื่อเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาภาคและเป็น
เครื่องมือบูรณาการแผนของส่วนราชการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่
การปฏิบัติในระดับพื้นที่ผ่านแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนแผนพัฒนาท้องถ่ิน
ดังนน้ั แผนพฒั นาในระดบั พ้ืนที่จึงเป็นจุดเช่ือมต่อของยุทธศาสตรช์ าติและแผนระดับที่ ๒ ตา่ ง ๆ ไปสู่
การปฏิบัติอยา่ งเป็นรปู ธรรม
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
การจัดทำแผนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของหน่วยงานภาครัฐถูกระบุไว้ใน
ระเบียบและกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๖๐
พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการ
ดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งได้กำหนด
สาระสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและ
แผนการปฏิรูปประเทศไว้ ดังนี้
2.1 อำนาจในการสง่ั การ
การจัดทำแผนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติของหนว่ ยงานภาครฐั ถูกระบุไว้
ในระเบียบและกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๖๐
พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ
และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒
ซ่ึงไดก้ ำหนดสาระสำคญั ในการตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ
และแผนการปฏริ ปู ประเทศไว้ ดงั น้ี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๖๐ หมวด ๖
แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๕ วรรคแรก บัญญตั ิวา่ “รฐั พึงจัดให้มยี ทุ ธศาสตร์ชาติเปน็ เป้าหมายการ
พฒั นาประเทศอยา่ งย่งั ยนื ตามหลกั ธรรมาภบิ าลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจดั ทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้อง
และบูรณาการกนั เพ่ือให้เกิดเป็นพลงั ผลกั ดนั ร่วมกันไปสู่เปา้ หมายดังกลา่ ว”
73
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคุม
2.2.1 พระราชบญั ญตั ิการจัดทำยทุ ธศาสตรช์ าติ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓ วรรคห้า “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า หน่วยงาน
ที่เป็นของรัฐไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือในรูปแบบอื่นใด และไม่ว่า
จะเปน็ องค์กรในฝ่ายบริหารฝ่ายนิตบิ ัญญตั ิ ฝา่ ยตุลาการ หรอื เปน็ องคก์ รอิสระหรือองค์กรอัยการ
มาตรา ๓ วรรคหก “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ผู้ดํารง
ตาํ แหนง่ ดงั ต่อไปนี้
(๑) หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคลหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ผู้อํานวยการหรือผู้บริหารสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน หรือหัวหน้า
หรือผู้บริหารสูงสดุ ของหนว่ ยงาน ของรัฐในรปู แบบอน่ื สําหรบั หนว่ ยงานของรฐั ในฝ่ายบรหิ าร
มาตรา ๕ วรรคแรก บัญญัติว่า “ให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมาย
ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ
ให้สอดคลอ้ งและบรู ณาการกันอันจะกอ่ ใหเ้ กิดพลงั ผลักดันรว่ มกันไปสู่เป้าหมายดังกลา่ ว ตามระยะเวลา
ทก่ี ำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ซ่งึ จะตอ้ งไม่น้อยกว่า ๒๐ ป”ี
มาตรา ๕ วรรคสาม บัญญัติว่า “การกำหนดนโยบายการบริหาร
ราชการแผ่นดนิ ของคณะรฐั มนตรี
ก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนความมั่นคงแห่งชาติและแผนอื่นใด รวมตลอดทั้งการจัดทำ
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาต”ิ
มาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า “แผนแม่บทที่คณะรัฐมนตรีใหค้ วาม
เห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้อง
ปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้อง
กบั แผนแมบ่ ทด้วย”
2.2.2 พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนนิ การปฏิรปู ประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓ วรรคแปด “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า หน่วยงาน
ที่เป็นของรัฐไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือในรูปแบบอื่นใด และไม่ว่า
จะเป็นองค์กรในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายตุลาการ หรือเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรอัยการ
หวั หนา้ หนว่ ยงานของรัฐ
มาตรา ๓ วรรคเก้า “หวั หน้าหนว่ ยงานของรฐั ” หมายความวา่ ผู้ดาํ รง
ตําแหนง่ ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) หัวหน้าส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคลหรือผู้บริหารท้องถ่ิน
ผู้อํานวยการหรือผู้บริหารสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน หรือหัวหน้า
หรือผู้บริหารสงู สดุ ของหนว่ ยงานของรัฐในรปู แบบอื่น สําหรบั หน่วยงานของรฐั ในฝ่ายบรหิ าร
มาตรา ๖ วรรคสาม หน่วยงานของรัฐมีหน้าทีด่ ำเนนิ การให้เปน็ ไปตาม
แผนการปฏิรูปประเทศ เพ่ือให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน
แผนการปฏริ ปู ประเทศ
74
มาตรา ๒๕ วรรคแรก หน่วยงานของรัฐต้องรายงานผลการดำเนนิ การ
ภายในระยะเวลาที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตใิ นฐานะสำนักงานเลขานุการ
กำหนด
2.2.3 ระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการ
ตามยทุ ธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏริ ปู ประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒
ข้อ ๓ กำหนดสาระสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการ
ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไว้ โดยกำหนดให้สำนักงานสภาพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตาม ตรวจสอบ
และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ สำนักงานสภา
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติ (NECTEC) ออกแบบและจัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตาม
ระเบียบฉบับนี้ โดยมีชื่อว่า “ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (Electronic Monitoring
and Evaluation System of National Strategy and Country Reform: eMENSCR)”
ข้อ ๔ กำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการ
ปฏิรูปประเทศติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการ
ปฏริ ปู ประเทศผา่ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก และจะใชว้ ิธอี นื่ ตามท่ีเหน็ สมควรร่วมด้วยก็ได้
แตต่ ้องไมเ่ ปน็ การสร้างภาระแกห่ น่วยงานของรัฐเกนิ สมควร
2.2.4 มตคิ ณะรฐั มนตรี
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ รับทราบแนวทาง
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในระดับพื้นที่ และแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การ
ปฏบิ ตั ิบนฐานข้อมลู เชิงประจักษ์ตามที่สำนักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตเิ สนอ
2.3 หน้าที่สนบั สนนุ
2.3.1 แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพฒั นาจังหวดั ต้องดำเนินการถ่ายระดับ
ของแผนตามขั้นตอนทีส่ ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติได้วางไว้เช่นเดียวกับการ
จดั ทำแผนพฒั นาภาคซ่งึ ประกอบด้วย ๔ ข้นั ตอน ดงั นี้
(๑) การมองเปา้ หมายร่วมกนั
ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติและแผน
แม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติส่วนราชการจะต้องทบทวนความเหมาะสมและความครอบคลุม
ของเป้าหมายในระดับพื้นที่ ทบทวนและเพิ่มเติมหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน
ให้ครบถ้วน ร่วมกันวิเคราะห์และพิจารณาช่องว่างการพัฒนา และพิจารณาความเหมาะสมและความจำเปน็
ของการทบทวนห่วงโซค่ ุณค่าของเป้าหมาย
(๒) การจดั ทำโครงการ/การดำเนนิ งาน เพอื่ ขับเคล่ือนเปา้ หมายตามแผน
การจัดทำโครงการต้องใช้ข้อมูลจากห่วงโซ่ความสัมพันธ์ ตั้งแต่
ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง ของเป้าหมายและช่องว่างการพัฒนาที่สามารถส่งผลต่อการบรรลุ
เป้าหมาย และใช้ข้อมูลจากสถิติ สถานการณ์ และงานวิจัยมาประกอบการจัดทำข้อเสนอโครงการ
75
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ
นำข้อมูลโครงการเขา้ ส่รู ะบบติดตามและประเมินผลแหง่ ชาติ
(๓) การจดั ลำดบั ความสำคญั และความเรง่ ดว่ นของโครงการ (Prioritization)
หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาผลกระทบของโครงการที่มีต่อ
เปา้ หมายและสถานการณค์ วามเสี่ยงตอ่ การบรรลุเป้าหมายของแผนในระดับพื้นท่ี
(๔) การจัดทำแผนปฏบิ ัติราชการ ๕ ปี และแผนปฏบิ ตั ริ าชการประจำปี
การจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ๕ ปี และแผนปฏิบัติราชการ
ประจำปีเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
พ.ศ. ๒๕๔๖ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
76
แผนระดับท่ี ๑ ยทุ ธศาสตรช์ าติ
แผนระดบั ที่ ๒ แผนแม่บทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ
แผนระดับที่ ๓
แผนพัฒนาภาค 140 เป้าหมาย เป้าหมาย องค์ประกอบ องค์ประกอบ องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ
แผนยอ่ ยของ แผนย่อย ท่ี 1 ที่ 2 ที่ 3 ท่ี ......
แผนแมบ่ ทฯ ท่เี ก่ยี วข้อง ปจั จัยที่ 1 ปัจจัยที่ 1 ปัจจยั ที่ 1 ปจั จยั ท่ี 1
ปจั จัยที่ 2 ปจั จยั ท่ี 2 ปัจจยั ที่ 2 ปจั จัยท่ี 2
กำหนดเป้าหมาย
แผนพัฒนาภาค ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง
แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด เปา้ หมาย เปา้ หมาย องค์ประกอบ องค์ประกอบ องค์ประกอบ องคป์ ระกอบ
แผนพฒั นา ทเ่ี กยี่ วข้อง ที่ 1 ท่ี 2 ท่ี 3 ท่ี ......
ปัจจัยท่ี 1 ปจั จยั ท่ี 1 ปจั จัยท่ี 1 ปัจจัยที่ 1
ภาค ปจั จัยที่ 2 ปจั จัยที่ 2 ปัจจัยท่ี 2 ปจั จัยท่ี 2
กำหนดเป้าหมาย ตน้ ทาง กลางทาง ปลายทาง
แผนพัฒนากล่มุ จังหวัด
แผนพัฒนาจงั หวดั เปา้ หมาย เป้าหมาย องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ
แผนพัฒนา ท่ีเกยี่ วขอ้ ง ท่ี 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ ......
กลมุ่ จังหวดั ปจั จัยที่ 1 ปัจจัยที่ 1 ปัจจยั ท่ี 1 ปัจจัยที่ 1
ปจั จัยที่ 2 ปัจจยั ที่ 2 ปัจจยั ท่ี 2 ปัจจยั ท่ี 2
กำหนดเปา้ หมาย ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง
แผนพัฒนาจงั หวดั
องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบ องค์ประกอบ
ที่ 1 ท่ี 2 ที่ 3 ท่ี ......
ปจั จัยท่ี 1 ปจั จัยท่ี 1 ปจั จยั ท่ี 1 ปจั จยั ท่ี 1
ปัจจัยท่ี 2 ปจั จยั ท่ี 2 ปัจจยั ที่ 2 ปัจจัยที่ 2
ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง
แผนภาพท่ี ๑ การตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติของแผนในระดับพนื้ ท่ี
ท่มี า : สำนกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
2.3.2 การจดั ทำโครงการและการดำเนนิ งานเพื่อบรรลเุ ป้าหมายของยทุ ธศาสตรช์ าติ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติไดก้ ำหนด
แนวทางการขับเคล่ือนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตรช์ าติ โดยอาศยั ความเช่ือมโยงของ
77
ความสมั พันธเ์ ชิงเหตุและผล (Causal Relations: XYZ) ระหวา่ งแผนงาน/โครงการของส่วนราชการ/
หน่วยงานภาครัฐกับยทุ ธศาสตร์ชาติ ประกอบดว้ ย
(๑) Z คือเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนระดับที่ ๑ เป็นกรอบ
เป้าหมายใหญใ่ นการพฒั นาประเทศให้กบั แผนอ่นื ๆ
(๒) Y คอื เปา้ หมายแผนแมบ่ ทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเปน็ แผนระดบั ที่ ๒
ที่ถ่ายทอดเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติไปสู่แนวทางการปฏิบัติ โดยมีการกำหนดเป้าหมาย
ค่าเป้าหมาย ตัวชีว้ ดั และช่วงเวลาท่จี ะบรรลุผลอย่างชัดเจน แบ่งเป็น ๒ ระดบั คือ เปา้ หมายของแผน
แม่บท ประเด็น... และเปา้ หมายของแผนยอ่ ย (Y๑)
(๓) X คอื แผนงาน/โครงการ หรอื การดำเนินงานทีห่ น่วยงานต่าง ๆ
ทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการจัดทำขึ้นโดยมีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของ
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ (Y) นำไปส่กู ารปฏบิ ตั ิให้บรรลตุ ามเป้าหมายของแผนงาน/โครงการ
ต่าง ๆ
ทำอะไร/อยา่ งไร ทำเพอื่ อะไร ทำเทา่ ใด
(What/How) (Goals) (How
much/many)
เปา้ หมาย Z กลุ่มตวั ชี้วดั
● ยุทธศาสตร์ชาติ (Z)
ประเดน็ เป้าหมาย (ด้าน) Z ตัวชวี้ ัด Z
ยทุ ธศาสตร์ Z
●แผนแมบ่ ท (Y)
แผนแมบ่ ท ประเด็น... (Y2) เป้าหมาย Y2 ค่าเป้าหมาย ตวั ชีว้ ัด Y2
แผนย่อย... (Y1) แนวทางการ เป้าหมาย Y1 คา่ เปา้ หมาย ตวั ชว้ี ดั Y1
พัฒนา Y1
● โครงการ (X) กจิ กรรม 1 เป้าหมาย/ผลลัพธ์ คา่ เป้าหมาย
กิจกรรม 2 (ถา้ มี)
.
.
.
กิจกรรม n
แผนภาพที่ ๒หลักการความเช่อื มโยงของแผนงาน/โครงการต่อแผนแม่บทภายใต้ยทุ ธศาสตรช์ าติ และยทุ ธศาสตร์ชาติ
ท่ีมา : สำนกั งานสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
2.3.3 การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาตแิ ละแผนอืน่ ๆ ทเ่ี ก่ียวข้องในระดับพื้นที่ โดยใชร้ ะบบตดิ ตามและประเมนิ ผลแหง่ ชาติ
การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์
ชาติและแผนอน่ื ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งในระดับพน้ื ที่ เร่มิ จากการท่หี นว่ ยงานของรัฐในระดบั พ้ืนท่ีนำเข้าข้อมูล
78
โครงการและแผนระดับพื้นที่ในระบบติดตามและประเมนิ ผลแห่งชาติ และรายงานผลการดำเนินการ
ท่สี ามารถสะท้อนผลผลติ และผลลัพธข์ องการดำเนินงานท่ีสง่ ผลต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนระดับตา่ ง ๆ
ระบบตดิ ตามและประเมนิ ผลแหง่ ชาติจะถกู พฒั นาใหเ้ ปน็ เครื่องมือหลัก
ในการติดตามและประเมินผลแผนของพื้นที่ในทุกระดับ โดยข้อมูลจากระบบติดตามและประเมินผล
แห่งชาติจะมีความสำคัญต่อการทบทวนการจัดทำแผนงาน/โครงการตามหลักการวงจรนโยบาย
สาธารณะ (Policy Cycle) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
อันประกอบด้วย แนวทางการกำหนดนโยบาย (Policy Advocacy) การกำหนดนโยบาย (Policy
Formation) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) และการติดตามและประเมินผล
นโยบาย (Policy Monitoring and Evaluation) โดยอาศัยขอ้ มลู สถติ ิ สถานการณ์ รายงานการวิจัย
และอื่น ๆ ในการจดั ทำแผนงาน/โครงการ
อนึ่ง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดให้
ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป
ประเทศเป็นรายไตรมาส โดยให้รายงานภายใน ๓๐ วัน นับถัดจากวันสิ้นสุดแต่ละไตรมาส
ตามปีงบประมาณ กระทรวงมหาดไทยจึงได้กำหนดกระบวนการรายงานผลการดำเนินการ
ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติของจังหวัด
และกลุ่มจังหวัดให้มีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการสอดคลอ้ งกับหนังสือสำนกั งานสภาพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ นร ๑๑๑๒/ว ๒๗๗๒ เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ
และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ลงวันที่
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ
และแผนการปฏิรูปประเทศในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ ภายใน ๓๐ วัน นับถัดจาก
วันสิ้นสุดแต่ละไตรมาสตามปีงบประมาณ เช่นเดียวกับระยะเวลาในการดำเนินการของหน่วยงาน
ส่วนกลาง โดยกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด/หัวหน้ากลุ่มจังหวัด แล้วแต่กรณี
อนุมัติข้อมูลในระบบให้กับกระทรวงมหาดไทย ภายในวันที่ ๑๐ นับถัดจากวันสิ้นสุดแต่ละไตรมาส
ของปีงบประมาณ พร้อมทั้งส่งแบบรับรองการอนุมัติข้อมูลในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ
ให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งเป็นหน่วยงานกลั่นกรองการอนุมัติข้อมูลในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติของจังหวัด
และกลุ่มจังหวดั และให้กลุ่มขับเคลือ่ นการปฏิรปู ประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสรา้ งความสามัคคี
ปรองดอง กระทรวงมหาดไทย (ป.ย.ป.มท.) เป็นหน่วยงานกล่ันกรองการอนุมตั ิข้อมลู ในระบบติดตาม
และประเมินผลแห่งชาติลำดับสุดท้ายให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในนามของปลดั กระทรวงมหาดไทย
79
อธบิ ดหี รือเทียบเท่า อนุมตั ิ รองปลัดกระทรวง อนมุ ัติ ปลดั กระทรวง
(อนมุ ตั ขิ ้อมูลจากระดับกอง) สง่ ข้อมลู ท่ไี ด้รับมอบหมาย สง่ ข้อมลู (อนุมัติข้อมลู จาก
(อนมุ ัตขิ ้อมลู จากระดบั กรม) รองปลดั กระทรวง)
เฉพาะกรณที ี่มกี ารมอบหมายภายในกระทรวง
สง่ ข้อมลู อนุมตั แิ ละส่งข้อมลู มอบหมาย อนุมัตแิ ละส่งข้อมลู
หัวหน้า หัวหนา้ สำนักงาน รองผ้วู ่าราชการ ผ้วู า่ ราชการจงั หวัด ปลัดกระทรวง สำนักงานสภา
สว่ นราชการ จังหวดั จังหวัด มหาดไทย อนมุ ตั ิ พฒั นาการ
ในจงั หวัด ส่งขอ้ มลู เศรษฐกิจและ
(ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย)
ผ้กู รอกข้อมลู และเลอื ก สังคมแหง่ ชาติ
เส้นทางเอกสาร อนุมตั ิและสง่ ข้อมลู
รับขอ้ มูลทไ่ี ด้รบั การอนมุ ัติ
ผู้อำนวยการกลุม่ งาน อนุมัติ ผวู้ า่ ราชการจงั หวัด อนุมตั ิ เพอื่ จดั ทำรายงาน
บริหารยุทธศาสตร์ (หวั หน้ากลุ่มจังหวัด) ปลดั กระทรวงมหาดไทย
กล่มุ จงั หวดั (OSM) ส่งข้อมลู
Accountability
แผนภาพที่ ๓ การอนุมัติขอ้ มูลในระบบติดตามและประเมินผลแหง่ ชาติ กรณจี ังหวัดและกลมุ่ จังหวัด
ท่มี า : สำนกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ
ทั้งนี้ ข้อมูลที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รายงานให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาทราบคอื ข้อมูลที่ส่วนราชการและหนว่ ยงานภาครฐั รายงานภายใน
ระยะเวลา ๓๐ วัน นับถัดจากวันสิ้นสุดแต่ละไตรมาส และให้ถือว่าความถูกต้องเชื่อถือได้ของการ
รายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศในระบบติดตาม
และประเมนิ ผลแหง่ ชาตเิ ปน็ ความรับผดิ ชอบ (Accountability) ของหนว่ ยงานเจา้ ของโครงการ
3. ขอ้ พึงระวัง
การตรวจสอบการดำเนินการตามยทุ ธศาสตร์ชาติ ซง่ึ แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ได้แก่
การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ตามมาตรา ๒๕ และการตรวจสอบของ
คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ตามมาตรา ๒๖ ของพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ
พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีการตรวจสอบจากรายงานประจำปีตามมาตรา ๒๕ หากพบว่าหน่วยงาน
ไม่ดำเนินการ โดยไม่มีเหตุอันสมควร สภาผู้แทนราษฎรหรอื วุฒสิ ภา แล้วแต่กรณี สามารถส่งเรื่องให้
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการกับหัวหน้า
หน่วยงานของรัฐ และหาก ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ก็ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาน้ัน
สั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้น
จากตําแหน่งต่อไปส่วนการตรวจสอบอีกลักษณะหนึ่งนั้นคือการตรวจสอบของคณะกรรมการ
ยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๒๖ หากปรากฏว่า การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท และไม่แก้ไขปรับปรุงตามที่คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์แจ้ง
โดยไม่มีเหตุอันควร คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติสามารถส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ทราบ
และพจิ ารณาตามอำนาจหน้าท่ี
80
4. หนว่ ยงานที่เกย่ี วขอ้ ง
4.1 หน่วยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งในพ้ืนท่ี
สำนักงานจังหวัดและส่วนราชการ/หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนา
กลุ่มจงั หวดั และแผนพัฒนาจงั หวดั
4.2 หนว่ ยงานส่วนกลางทรี่ ับผดิ ชอบ สำนกั /กอง
(๑) กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความ
สามัคคปี รองดอง กระทรวงมหาดไทย (ป.ย.ป.มท.) โทรศพั ท์ 0 2223 4870 มท 50574 e-mail
: [email protected]
(๒) สำนกั พฒั นาและส่งเสรมิ การบริหารราชการจังหวัด สำนกั งานปลัดกระทรวง
มหาดไทย โทรศพั ท์ ๐ ๒๒๒๒ ๗๘๒๑ มท ๕๐๔๓๖ e-mail : [email protected]
5. กลไกการดำเนนิ งาน
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ
พ.ศ. ๒๕๕๑ และระเบียบสำนักนายกรฐั มนตรวี า่ ด้วยการบรหิ ารงานเชงิ พ้ืนที่แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๐
81
การป้องกันและแก้ไขปญั หายาเสพติด
1. หลักการและเหตผุ ล/ความเป็นมา (โดยสังเขป)
กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
กระทรวงมหาดไทย (ศอ.ปส.มท.) เพื่อสนับสนุนการนำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทาง
การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจากศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(สำนักงาน ป.ป.ส.) เป็นฝ่ายเลขานุการฯ และเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลกั ในการดำเนินงานป้องกัน
และแก้ไขปัญหายาเสพติด และได้มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย
ขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดไปสู่การปฏิบัติทั้งในระดับส่วนกลาง
และระดบั พน้ื ที่
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
- กฎหมายยาเสพติดท่เี ก่ียวข้อง
- คําสั่งศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ที่ 1๔/๒๕๖๓
ลงวันที่ 30 เมษายน 2563 เรื่อง จัดตั้งศูนย์อํานวยการและศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติดระดับพนื้ ที่
- คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒๕๖๓/๒๕๖๓ ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เรื่อง
การจดั ต้ังศูนยอ์ ํานวยการปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ กระทรวงมหาดไทย (ศอ.ปส.มท.)
2.1 อำนาจในการสัง่ การ
ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อํานวยการ
ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) ซึ่งเป็นไปตามคําสั่งศนู ย์อํานวยการป้องกันและ
ปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ท่ี 1๔/๒๕๖๓ ลงวันที่ 30 เมษายน 2563 โดยสัง่ การหรอื มอบหมาย
ใหส้ ว่ นราชการและหนว่ ยงานในพ้ืนทจ่ี งั หวัด ดาํ เนินการในลักษณะบรู ณาการท้งั แผนงาน งบประมาณ
และการปฏิบัติ เพื่อการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และมีอํานาจในการมอบหมายหน้าที่และ
จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับและทุกแบบในพื้นที่ของจังหวัด
เพื่ออํานวยการ สนับสนุนหรือร่วมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชุมชนเมือง และหมู่บ้าน/ชุมชน
ในเขตชนบท
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคมุ
ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อํานวยการ
ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) ในการอํานวยการ ประสานงาน เร่งรัด
ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่จังหวัด
ของส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาชนท่ีเกี่ยวข้อง รวมทั้งเสนอผูม้ ีอํานาจ
หน้าที่หรือศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) ในการพิจารณา
ใหค้ ณุ ใหโ้ ทษ เจ้าหนา้ ทผ่ี ู้ปฏิบัติงานในพืน้ ทร่ี บั ผิดชอบและท่เี กี่ยวข้อง
82
2.3 หน้าทส่ี นบั สนุน
ศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) มีหน้าท่ี
จัดทําและส่งเสริมสนับสนุนแนะนําการจัดทําแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ในระดับจังหวัด ระดับอําเภอ และระดับตําบล รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการ
ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามที่ได้รับมอบหมายจากศูนย์อํานวยการป้องกัน
และปราบปรามยาเสพติดแหง่ ชาติ
3. ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน
3.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นท่ี : ที่ทำการปกครองจังหวัด ที่ทำการปกครอง
อำเภอ องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น
3.2 หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : สำนักนโยบายและแผน
สำนกั งานปลัดกระทรวงมหาดไทย
เบอรต์ ิดต่อ : 0 2225 3339
4. กลไกการดำเนินงาน
4.1 ส่วนกลาง มีศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงมหาดไทย
(ศอ.ปส.มท.) เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
โดยนำนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของ
รัฐบาล และศนู ย์อำนวยการป้องกนั และปราบปรามยาเสพตดิ แห่งชาติ (ศอ.ปส.) ไปสู่การปฏิบัติ
4.2 ระดับพื้นท่ี มีศูนย์อำนวยการและศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพตดิ ขบั เคล่อื นการดำเนินงาน แบ่งเปน็ ๓ ระดบั ประกอบด้วย
๑) ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.)
มผี ู้ว่าราชการจังหวดั เป็นผอู้ ำนวยการ
๒) ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอ (ศป.ปส.อ.)
มีนายอำเภอ เป็นผู้อำนวยการ
๓) ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขององค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถ่ิน (ศป.ปส.อปท.) ทุกระดับ มีผูบ้ รหิ าร อปท. เปน็ ผู้อำนวยการ
5. ขั้นตอนการดำเนินงาน
-
6. แผนภาพ (Flowchart) ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
-
83
การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นท่ี (One Plan)
1. หลักการและเหตผุ ล/ความเปน็ มา (โดยสังเขป)
มาตรา ๕๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
ได้กำหนดให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ในระดับชาติและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นในจังหวัด ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ
พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๘๐ ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหาร
จัดการภาครัฐ ข้อ 4.2 กำหนดให้ภาครัฐบริหารงานแบบบูรณาการ โดยมียุทธศาสตร์ชาติ
เป็นเป้าหมายและเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจ ทุกพื้นที่
โดยกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้มี
ความเชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งระบบ โดยเป็นการเชื่อมโยงแผนพัฒนาทั้งในลักษณะบนลงล่าง
(Top - Down) คือ การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการ
ปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทต่าง ๆ และแผนพัฒนาภาค ลงไปสู่แผนพัฒนาในระดับพื้นที่เพื่อใช้เป็น
กรอบแนวทางในการพัฒนา และล่างขึ้นบน (Bottom - Up) โดยผ่านกลไกภายใต้ระเบียบ
กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล
พ.ศ. 2562 ในการเชอื่ มโยงจากแผนพฒั นาหมบู่ ้าน แผนชมุ ชน แผนพฒั นาตำบล แผนพฒั นาท้องถิ่น
และแผนพัฒนาอำเภอขึ้นไปสู่แผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งเป็นการสะท้อนสภาพปัญหา และความต้องการ
ของประชาชนในพื้นที่ โดยมีแผนพัฒนาจังหวัด และแผนกลุ่มจังหวัดเป็นจุดเชื่อมสำคัญ (Focal
Point) ในการประสานนโยบายระดับชาติ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยมีกลไกใน
แต่ละระดับที่สามารถเชื่อมโยงการจัดทำและประสานแผนในแต่ละระดับเข้าด้วยกัน ทั้งราชการ
บริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อบูรณาการในการ
จัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกดิ ความคุม้ คา่ นำไปสคู่ วามม่นั คง มั่งคั่ง และย่งั ยืน
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบียบ/มติ ครม./ประกาศ
อำนาจในการสง่ั การ
-
อำนาจในการกำกับและควบคมุ
-
หน้าทีส่ นับสนุน
-
84
3. หนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ : สำนักงานจังหวัด ที่ทำการปกครองจังหวัด
สำนักงานพฒั นาชมุ ชนจงั หวัด และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถนิ่ จงั หวัด ส่วนราชการในพื้นที่
ระดับจงั หวัด อำเภอ และองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : สำนักงานสภาพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการ
พฒั นาระบบราชการ
เบอรต์ ิดต่อ : 0 2221 9200 มท. 50583
4. กลไกการดำเนนิ งาน
กลไกการบริหารระดับชาติ
4.1.1 คณะกรรมการบรู ณาการนโยบายพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) : คณะกรรมการ
บูรณาการนโยบายพัฒนาภาค หรือ ก.บ.ภ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ
บริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2560 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่
สำคัญในการวางกำหนดกรอบนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดทำแผนพัฒนาภาค
แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด
ตลอดจนบรู ณาการแผนของส่วนราชการและแผนพัฒนาระดับพนื้ ที่ โดยมีอำนาจหนา้ ท่ี ดงั นี้
4.1.1.1 กําหนดกรอบนโยบายและวางระบบในการบริหารงานภาค
กลุ่มจังหวัดและจังหวัดแบบบูรณาการเพื่อให้สามารถบริหารงาน แก้ไขปัญหา และพัฒนาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพและตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนให้ไดร้ บั ประโยชน์สูงสดุ
4.1.1.2 กําหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดทํา
แผนพัฒนาจังหวัดแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาภาค แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด
แผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด การจัดทําและบริหารงบประมาณจังหวัด งบประมาณ
กลุม่ จังหวดั และงบประมาณของสว่ นราชการ ที่จะดําเนนิ การตามแผนพฒั นาภาค
4.1.1.3 บูรณาการแผนของส่วนราชการและแผนพัฒนาระดับพื้นท่ี
เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนในพื้นที่ของกระทรวง กรม สอดคล้องกับศักยภาพหรือประเด็นปัญหาใน
พื้นที่และเชื่อมโยงให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ
นโยบายรัฐบาล
4.1.1.4 ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด
แผนพัฒนาภาค แผนปฏิบตั ิราชการประจําปีของจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจงั หวดั
คําของบประมาณของจังหวัด กลุ่มจังหวัดและงบประมาณของส่วนราชการที่จะดําเนินการตาม
แผนพฒั นาภาค ตามกฎหมายว่าดว้ ยวธิ ีการงบประมาณแล้วเสนอคณะรัฐมนตรเี พือ่ ทราบ
85