4.1.2 คณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (อ.ก.บ.ภ.) : อาศัย
อำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2560
คณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบาย
พัฒนาภาค 6 คณะโดยมีรองนายกรัฐมนตรี 6 ทา่ น เปน็ ประธาน เพ่อื ทำหนา้ ทีจ่ ัดทำแผนพัฒนาภาค
และบูรณาการแผนงานโครงการของส่วนราชการ และการพิจารณา กลั่นกรอง แผนพัฒนาภาค
แผนพฒั นากลุ่มจงั หวัด แผนพัฒนาจังหวดั แผนปฏิบตั ริ าชการประจำปขี องจงั หวดั และกลมุ่ จงั หวดั
กลไกการบริหารระดบั กลุ่มจังหวดั และจงั หวัด
4.2.1 คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก.) : จัดตั้ง
ขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551
โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งจะต้องมีบทบาทสำคัญในการ
ถ่ายทอดยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาค
โดยต้องมีการปรับปรุงแนวทางในการเสนอ และจัดทำโครงการให้สอดรับกับโครงการขนาดใหญ่
(Mega Projects) ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาภาคเพื่อเป็นการยกระดับศักยภาพทางการแข่งขัน
ทางเศรษฐกิจของพนื้ ทีใ่ หส้ อดคลอ้ งกับแนวทางการพัฒนาในภาพรวมของประเทศ มหี น้าที่ ดงั นี้
4.2.1.1 วางแนวทางปฏิบัติและอำนวยการให้การบริหารงาน
แบบบูรณาการในกลุม่ จังหวัดเปน็ ไปตามหลกั การนโยบายและระบบตามท่ี ก.น.จ. กำหนด
4.2.1.2 จัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา 19
ตาม พ.ร.ฎ. ว่าดว้ ยการบรหิ ารงานจงั หวัดและกลมุ่ จังหวดั แบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 เพอื่ รับฟังความคิดเหน็
4.2.1.3 ส่งเสริมประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ
ภาคประชาสงั คม และภาคธรุ กิจเอกชน และแก้ไขปญั หาภายในกลุ่มจังหวดั และระหว่างกลุม่ จังหวัด
86
4.2.1.4 วิเคราะห์ บูรณาการ และให้ความเห็นชอบรายละเอียด
การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณกลุ่มจังหวัด
กอ่ นนำเสนอ ก.น.จ.
4.2.2 คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) : จัดตั้งขึ้น
ตาม พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 โดยใ ห้
ผู้วา่ ราชการจังหวดั เปน็ ประธานซ่ึงมบี ทบาทสำคัญในการบรู ณาการ และขบั เคล่ือนการบริหารราชการ
ในจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่ในเขตจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความ
ตอ้ งการของประชาชน โดย ก.บ.จ. มีบทบาทสำคัญเปน็ จดุ เชอ่ื มหลกั (Focal Point) ระหว่างแนวทาง
การพัฒนาของประเทศ ตลอดจนกรอบการพัฒนาของภาค กับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่
ตลอดจนเปน็ ช่องทางสำคัญในการสะท้อนข้อมูล และขอ้ เท็จจริงในพ้ืนที่ให้แก่คณะกรรมการในระดับ
นโยบายทง้ั อ.ก.บ.ภ. และ ก.บ.ภ. เพ่อื ใช้ประกอบการจัดทำแผนพฒั นาภาค และตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป
4.2.2.1 วางแนวทางปฏิบัติและอำนวยการให้การบริหารงาน
แบบบรู ณาการในจังหวดั เป็นไปตามหลักการ นโยบาย และระบบตามที่ ก.น.จ. กำหนด
4.2.2.2 จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา 19
ตาม พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 เพื่อรับฟัง
ความคิดเหน็
4.2.2.3 ส่งเสริม ประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ
ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุน และชักชวน
ภาคธุรกจิ เอกชนมาลงทุนในจงั หวัด
4.2.2.4 จัดทำบันทึกความเข้าใจกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติ
ราชการประจำปขี องจงั หวัด
4.2.2.5 วิเคราะห์ บูรณาการ และจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปี
ของจังหวดั และคำของบประมาณจังหวดั กอ่ นนำเสนอ ก.น.จ.
4.2.3 คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) :
คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนา
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) และ พ.ศ. 2559 (ฉบับที่ 2) โดยมีนายก
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของ
ท้องถิ่นซึ่งการดำเนินการที่ผ่านยังขาดความเชื่อมโยงกับกลไกการดำเนินงานส่วนราชการระดับ
ภูมิภาค ดังนั้น คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) จึงมีบทบาทสำคัญ
ในการบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับกลไกการบริหารในระดับบน ผ่านแผนพัฒนาของ อบจ.
ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาภาค แผนพัฒนา
กลุ่มจงั หวัด แผนพัฒนาจงั หวดั ตลอดจน แผนพัฒนาหม่บู า้ น/ชุมชน และความต้องการของพน้ื ท่ี
กลไกการบรหิ ารระดับอำเภอ
4.3.1 คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.):
คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในกา รขับเคลื่อน
87
การพัฒนาในระดับอำเภอ โดยมีนายอำเภอเป็นประธาน มีหน้าท่ใี นการบรู ณาการและช้นี ำการพัฒนา
ในระดับอำเภอ ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่
เพ่ือใชเ้ ป็นข้อมลู สำคัญสำหรบั การจัดทำแผนพัฒนาจังหวดั และกล่มุ จังหวัด
4.3.2 คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) :
คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทาง
การพัฒนาของตำบลให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของอำเภอและจังหวัด โดยมีหน้าที่ในการ
จัดทำแผนพัฒนาระดับตำบลซึ่งเชื่อมโยงแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน และแผนพัฒนาท้องถ่ิน
ในระดับตำบล และกลั่นกรองและจำแนกแผนงานโครงการที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล เพื่อนำไปบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นระดับตำบลต่อไป ก.บ.ต. จึงเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมสภาพปัญหาและความ
ต้องการของพื้นท่ีระดบั ตำบลเพ่ือใชเ้ ป็นข้อมูลสำคัญสำหรบั การจัดทำแผนพฒั นาอำเภอ
ระดบั การจดั ทาแผนและประสานแผนพฒั นาพน้ื ที่
กลไก แผนพัฒนา
กบจ กค ตค แผน อบจ
นาแผนพัฒนาอาเภอ แผนพัฒนา สง่ แผนงานโครงการทีเ่ กยี่ วขอ้ งให้ อบจ หรือ ก บ จ กค ตค หนว่ ยงาน
และแผนความตอ้ งการฯ จังหวดั
ประกอบการจัดทาแผน จว ค ะกรรมการประสาน ราชก าร
แผน แผนท้อง นิ่ ระดบั จงั หวดั และรฐั วสิ าหก จิ
สง่ แผนพัฒนาอาเภอ ในพ ้ืนที่
คณะทางานกล่นั กรอง และแผนความต้องการฯ ส่งแผนพฒั นาอาเภอทผ่ี ่านความเห็นชอบ
แผนพฒั นาอาเภอ ให้ ก บ จ
แผนพัฒนาอาเภอเหน็ ชอบ
โดย ผวจ ผา่ นคณะทางานฯ
กบอ ส่งบั ชีประสานโครงการพัฒนาให้ อปท พค
พ ค มิ ย
แผนพัฒนา
จดั ทาแผนพฒั นาอาเภอ อาเภอ ค ะกรรมการประสาน
แผนความตอ้ งการระดับอาเภอ
และบั ชปี ระสานโครงการ แผน สง่ แผนงานโครงการทีเ่ กีย่ วข้องให้ กบอ แผนท้อง นิ่ ระดบั อาเภอ
พฒั นา สง่ แผนพัฒนาตาบล ส่งแผนพัฒนาท้องถิน่ ให้ ก บ อ
กบต ให้ ก บ อ เกนิ ศกั ยภาพ อปท
จัดทาแผนพัฒนาตาบล มี ค เมย เกินศักยภาพ เกนิ ศกั ยภาพ
และบั ชปี ระสาน
โครงการพัฒนา แผนพัฒนาตาบลสง่ บั ชีประสานโครงการพัฒนาให้ อปท มี ค เม ย มี ค เม ย
แผน อบต แผนเทศบาล
แผน เทศบาลตาบล ทน ทม
สง่ แผนพฒั นาหมู่บ้าน อปท สามารถดงข้อมลู จากเวทปี ระชาคม แผนชุมชน
ให้ ก บ ต และ อปท เพอื่ ประกอบการจดั ทาแผนของ อปท
กม คกกชมุ ชน มค กพ มค กพ สง่ แผนชุมชน
แผนพัฒนา ให้ อปท และ กบ ต
ค ะกรรมการหมบู่ า้ น หมู่บา้ น แผนชุมชน
จัดทาแผนพฒั นาหมู่บา้ น แผน ทต
แผน
ค ะกรรมการชมุ ชน
จดั ทาแผนชุมชน หมบู่ า้ น ชุมชน อปท ในพ้ืนที่ จดั ประชมุ ประชาคมร่วมกนั
4.3.3 คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (เทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล) :
คณะกรรมการพฒั นาท้องถน่ิ (ระดบั เทศบาล/อบต.) จดั ตง้ั ข้นึ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย
การจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) และ พ.ศ. 2559
(ฉบับที่ 2) โดยมีผู้บริหารของเทศบาล และ อบต. เป็นประธาน ต้องปรับบทบาทในการเป็นกลไก
ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของท้องถิ่นในอำเภอ เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงกับแผนชาติ แผนพัฒนาภาค
แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน และความต้องการของพื้นที่
ตลอดจนจดั ลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาตามสภาพปญั หาและความตอ้ งการของชุมชนหมู่บ้าน
88
4.3.4 คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) : คณะกรรมการหมู่บ้านจัดตั้งข้ึน
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 โดยมีกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน
ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการท่ีอยู่ใกล้ชิดและทำงานร่วมกับประชาชนมากที่สุด จึงมีความจำเป็นต้องปรับ
บทบาทให้สามารถขับเคลื่อนการบริหารในพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนรวมของประชาชนในการบริ หาร
จัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่นทุกภาคส่วน ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญ
ในการรวบรวม และส่งต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อำเภอ และจงั หวดั ต่อไป
5. ขั้นตอนการดำเนินงาน
การบรหิ ารงานกลุ่มจงั หวัด
คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบรู ณาการ (ก.บ.ก.) เปน็ องค์กรหลัก
ในการบริหารงานกลุ่มจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดทำหน้าท่ี
หัวหน้ากลุม่ จงั หวัด เว้นแต่ ก.น.จ. จะกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยคณะกรรมการบรหิ ารงานกลุ่มจังหวัด
แบบบรู ณาการมีหน้าท่ี ดังนี้
5.1.1 วางแนวทางปฏิบัติและอำนวยการให้การบริหารงานแบบบูรณาการ
ในกลุ่มจังหวดั เปน็ ไปตามหลกั การ นโยบาย และระบบตามที่ ก.น.จ. กำหนด
5.1.2 จัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา 19
ของ พ.ร.ฎ. วา่ ดว้ ยการบรหิ ารงานจังหวดั และกลุม่ จงั หวัดแบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551 เพื่อรบั ฟังความคิดเห็น
5.1.3 ส่งเสริม ประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ
ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน และแก้ไขปัญหาภายในกลุ่มจังหวัด และระหว่างกลุ่มจงั หวดั
เพ่ือให้การพฒั นาเปน็ ไปตามแผนพฒั นากลุม่ จังหวดั อย่างยงั่ ยืน
5.1.4 วิเคราะห์ บูรณาการ และให้ความเห็นชอบรายละเอียดการปฏิบัติการ
ตามแผนปฏิบัตริ าชการประจำปีของกลมุ่ จังหวัด และคำของบประมาณของกลุ่มจังหวดั ก่อนนำเสนอต่อ ก.น.จ.
5.1.5 กำกับ ให้คำแนะนำ ติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนา
กล่มุ จังหวดั และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกล่มุ จังหวดั และรายงาน ก.น.จ.
5.1.6 แตง่ ตงั้ คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพ่ือปฏบิ ัตหิ น้าทีต่ ่าง ๆ ตามท่ีมอบหมาย
5.1.7 ปฏบิ ัตหิ น้าทีอ่ ืน่ ตามที่ ก.น.จ. หรือคณะรฐั มนตรีมอบหมาย
องค์ประกอบ
(๑) หัวหนา้ กลมุ่ จังหวัด ประธานกรรมการ
(๒) ผวู้ ่าราชการจงั หวดั ในกลุ่มจงั หวดั ทุกจังหวดั รองประธานกรรมการ
(๓) ผ้แู ทนหวั หนา้ สว่ นราชการประจำจังหวดั ในกลุ่มจังหวดั กรรมการ
จังหวดั ไม่เกินสองคนท่ผี วู้ า่ ราชการจงั หวัดแต่งตง้ั
(๔) นายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั ในกลมุ่ จังหวดั ทกุ จังหวัด กรรมการ
(๕) นายกเทศมนตรีในกลมุ่ จังหวัดจงั หวัดละหน่งึ คน กรรมการ
(๖) นายกองค์การบริหารส่วนตำบลในกลมุ่ จังหวัดจงั หวัดละหน่งึ คน กรรมการ
(๗) ผ้แู ทนภาคประชาสงั คม กรรมการ
(๘) ผแู้ ทนภาคธรุ กิจเอกชน กรรมการ
89
การบริหารงานจงั หวัด
คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) เป็นองค์กรหลัก
ในการบริหารงานจังหวัดซึ่งมีอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาฯ ที่กำหนดให้มีภารกิจหน้าที่เป็นองค์กร
ในการบริหารงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาของจังหวัดร่วมกับภาคีและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
โดย ก.บ.จ. จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการและมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย
ผูแ้ ทนจากภาคส่วนต่างๆ ไดแ้ ก่ ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน
และภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ่ เพื่อรว่ มกนั กำหนดทิศทางการพฒั นาจังหวดั ร่วมกนั โดย ก.บ.จ. มีหน้าท่ีดงั นี้
5.2.1 วางแนวทางปฏิบัติและอำนวยการให้การบริหารงานแบบบูรณาการ
ในจงั หวดั เป็นไปตามหลกั การ นโยบาย และระบบตามท่ี ก.น.จ. กำหนด
5.2.2 จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา 19 ของ พ.ร.ฎ.
วา่ ดว้ ยการบรหิ ารงานจงั หวัดและกลุ่มจงั หวดั แบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551 เพอื่ รับฟงั ความคดิ เหน็
5.2.3 ส่งเสริม ประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม
และภาคธรุ กิจเอกชน เพ่อื สร้างบรรยากาศให้เอ้ืออำนวยต่อการลงทนุ และชักชวนภาคธุรกจิ เอกชนมา
ลงทุนในจังหวดั และให้มกี ารพฒั นาใหเ้ ป็นไปตามแผนพฒั นาจังหวดั อยา่ งยั่งยืน
5.2.4 จัดทำบันทึกความเข้าใจกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ให้
ความร่วมมือและสนบั สนุนการดำเนนิ การตามแผนพฒั นาจังหวัด และแผนปฏบิ ตั ิราชการประจำปีของจังหวัด
5.2.5 วเิ คราะห์ บูรณาการ และจัดทำแผนปฏิบัตริ าชการประจำปีของจังหวัด
และคำของบประมาณจังหวัด ก่อนนำเสนอตอ่ ก.น.จ.
5.2.6 กำกับ ให้คำแนะนำ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
ตามแผนพัฒนาจังหวดั และแผนปฏิบัตริ าชการประจำปีของจงั หวัด และรายงาน ก.น.จ.
5.2.7 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่
มอบหมาย
5.2.8 ปฏิบัติหนา้ ที่อื่นตามท่ี ก.น.จ. หรอื คณะรฐั มนตรีมอบหมาย
องค์ประกอบ
(๑) ผูว้ า่ ราชการจังหวดั ประธานกรรมการ
(๒) รองผูว้ ่าราชการจังหวดั ทุกคน กรรมการ
(๓) ผู้แทนหวั หนา้ สว่ นราชการทมี่ ีสำนักงานอยู่ในจงั หวัด กรรมการ
ไม่วา่ จะมีฐานะเป็นราชการบรหิ ารส่วนภูมภิ าค
หรือราชการบรหิ ารส่วนกลาง
(๔) ผแู้ ทนรัฐวิสาหกจิ ทีด่ ำเนนิ กิจการอยใู่ นจังหวดั กรรมการ
(๕) ผูแ้ ทนหวั หนา้ หน่วยงานอน่ื ของรัฐทีม่ สี ำนักงานอย่ใู นจงั หวัด กรรมการ
(๖) ผูแ้ ทนผู้บรหิ ารองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ กรรมการ
(๗) ผู้แทนภาคประชาสงั คม กรรมการ
(๘) ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัด กรรมการ
(๙) ประธานอุตสาหกรรมจังหวัด กรรมการ
(๑๐) หัวหน้าสำนกั งานจงั หวัด กรรมการและเลขานุการ
90
จัดให้มรี ะบบการบริหารงานจงั หวดั
สำนกั งานปลัดกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งแนวทางการจัดกลุ่มภารกิจ (Cluster)
ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ตามขนาดจังหวัด ศักยภาพ และความ
ซับซ้อนของปัญหาของจงั หวัด ดังนี้
รปู แบบที่ 1 : แยกกล่มุ ภารกจิ ออกเป็น 4 ดา้ น ได้แก่ (1) มนั่ คง (2) เศรษฐกจิ
(3) สังคม และ (4) กิจการพิเศษ ซึ่งเหมาะสมกับจังหวัดขนาดใหญ่ทีม่ ีความซบั ซ้อนของภารกิจ และ
สภาพปญั หาสงู
รูปแบบที่ 2 : แยกกลมุ่ ภารกิจออกเปน็ 3 ดา้ น ได้แก่ (1) มั่นคง (2) เศรษฐกิจ
และ (3) สงั คม ซง่ึ เหมาะสมกับจังหวัดขนาดกลางทมี่ ีความซับซ้อนของภารกิจ และสภาพปัญหาไมส่ งู มาก
91
รูปแบบที่ 3 : แยกกลุ่มภารกิจออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ (1) มั่นคงและการ
บริหารทรัพยากรธรรมชาติ และ (2) เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเหมาะสมกับจังหวัดขนาดเล็กที่มีความ
ซับซอ้ นของภารกิจ และสภาพปญั หานอ้ ย
92
โดยกลุ่มภารกิจต่าง ๆ จะประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการฯ ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด
เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการและมีคณะกรรมการ ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการแล ะ
ภาคเอกชนทเี่ กยี่ วข้อง และมีคณะทำงานฝา่ ยปฏบิ ัติการแต่ละกล่มุ ภารกจิ มหี น้าท่ปี ฏบิ ัติงานช่วยเหลือ
และเป็นฝา่ ยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการกลมุ่ ภารกจิ ท้ังน้ี การแบ่งกล่มุ ภารกจิ อาจยดื หยุ่นได้
ตามความเหมาะสมและบริบทของพื้นท่ี
การบริหารจัดการระดับอำเภอ กำหนดให้อำเภอจัดตั้งคณะกรรมการ
บริหารงานอำเภอแบบบรู ณาการ (ก.บ.อ.)
ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ
แบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) เพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาระดับอำเภอ รวมไป
ถึงหน้าที่บริหารจัดการภายในอำเภอ โดยให้นำการจัดระบบบริหารงานในระดับจังหวัดมาพิจารณา
ดำเนินการ มีการบริหารงานระดับตำบลโดยชุดปฏิบัติการประจำตำบลทำหน้าที่เป็นหน่วย
ประสานงานการดำเนินงานในระดับตำบลเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลืออำเภอในการติดตามงานและ
ประสานภารกิจที่เป็นนโยบายสำคัญ อำเภออาจพิจารณาจัดตั้งชุดปฏิบัติการประจำตำบล (1 ชุด
ปฏิบัติการ 1 ตำบล) ให้มีหน้าที่ความรับผิดชอบประจำตำบลที่ได้รับมอบหมาย โดยหัวหน้าชุด
ปฏิบัติการตำบล อาจแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหน่วยงาน และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นพ้ืนที่ตำบลนั้น ๆ ร่วมเป็นคณะทำงานในชุดปฏิบัติการประจำตำบลซึ่งนอกเหนือจากงาน
และภารกิจที่มอบหมายแล้ว ยังจะช่วยเหลือสนับสนุนด้านการข่าว การปฏิบัติการจิตวิทยา เข้าถึง
ประชาชน สร้างความใกล้ชิดและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับชุมชนและประชาชน
กระบวนการและขนั้ ตอนการจดั ทำแผนพฒั นาจังหวัดและกล่มุ จังหวดั
5.5.1 แนวคิดหลักในการจดั ทำแผนพัฒนาจงั หวดั และกลมุ่ จังหวัด
5.5.1.1 ยึดแนวคิดหลักในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ
ร่วมกันผ่านคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด/อำเภอ และกลุ่มภารกิจ คือ ราชการบริหารส่วนกลาง
ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยสร้างกระบวนก าร
การมีส่วนร่วมระหว่างภาคีในการบริหารงานจังหวัดและใช้หลักการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic
Management) เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาจังหวัดให้มีความเข้มแข็งและมี
ศักยภาพในการแข่งขัน สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและขบั เคลื่อนการพัฒนาจงั หวดั ให้เกิดการพัฒนาทยี่ ัง่ ยนื
5.5.1.2 กำหนดลักษณะงานให้ชัดเจน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ
และบังเกิดผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยแบ่งลักษณะงานของจังหวัดออกเป็น 3 ส่วน คือ งานประจำ
งานนโยบายเร่งด่วนของรฐั บาล และงานยทุ ธศาสตรก์ ลุม่ จังหวดั และยุทธศาสตรจ์ ังหวดั
5.5.1.3 ยึดหลักการการบริหารงานแบบ AFP โดยการบริหารงาน
จังหวัดจะให้ความสำคญั ตอ่ การพฒั นาในเชงิ พืน้ ที่ (Area) ซึ่งมีสภาพปัญหาความเดือดร้อนและความ
ต้องการที่แตกต่างกันตามสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่นั้น ๆ และกำหนดพันธกิจหน้าท่ี
(Function) ของรูปแบบของการจัดทำแผนงาน โครงการและงบประมาณ โดยในการดำเนินงาน
จะมุ่งเน้นรูปแบบการทำงานแบบการมีส่วนร่วม (Participation) ระหว่างภาคีต่าง ๆ ทั้งภาค
ประชาชน ภาคเอกชนและหน่วยงานภาครฐั ในการเข้าไปรว่ มกนั แก้ไขปญั หาและพฒั นาพ้นื ที่
93
5.5.2 กระบวนการจดั ทำและเสนอแผนพฒั นาจังหวดั และกลุ่มจงั หวดั
ในปัจจุบันมีการปรับปรุงกระบวนการในจัดทำและเสนอแผนพัฒนา
จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและ
กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานเชิง
พน้ื ท่ีแบบบรู ณาการ พ.ศ. 2560 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
5.5.2.1 ก.บ.ภ. กาํ หนดกรอบ นโยบาย ข้ันตอน และวิธกี ารการจัดทํา
แผนพัฒนาและงบประมาณของจงั หวดั /กล่มุ จังหวัด และแจ้งใหจ้ งั หวัด และกล่มุ จังหวัดทราบ
5.5.2.2 จังหวัดเริ่มดำเนินการรวบรวมข้อมูลศักยภาพของพื้นท่ี
และสำรวจความต้องการของประชาชนผ่านกลไกการประสานแผนในระดับพื้นที่จากแผนหมู่บ้าน/
ชุมชน แผนชุมชนระดับตำบล แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาและอำเภอ โดยจัดส่งข้อมูลให้กลุ่ม
จังหวัดนำไปใช้ประกอบการจัดทำแผนกลุ่มจังหวัด (มาตรา 18 ตาม พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการบริหารงาน
จงั หวัดและกล่มุ จงั หวดั แบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551)
5.5.2.3 คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ
(ก.บ.ก.) เริ่มประชุมเพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนาของกลุ่มจังหวัด และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัด
แบบบรู ณาการ (ก.บ.จ.) เรมิ่ ประชุมเพ่ือจัดทำรา่ งแผนพัฒนาของกลมุ่ จังหวดั
5.5.2.4 คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการนำส่ง
แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด (พร้อมบัญชีรายการโครงการที่ต้องการให้สนับสนุน) ให้คณะกรรมการ
บริหารงานจงั หวัดแบบบรู ณาการเพ่อื ใช้ประกอบในการจดั ทำร่างแผนพัฒนาจงั หวดั
5.5.2.5 แต่ละจังหวัดประชุมหารือกับทุกภาคส่วนในจังหวัด
เพือ่ พจิ ารณาแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดและแผนพัฒนาจังหวัดในคราวเดยี วกัน หรือแยกกันก็ได้ (มาตรา
19 ตาม พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการบริหารงานจงั หวัดและกล่มุ จงั หวดั แบบบูรณาการ พ.ศ. 2551)
5.5.2.6 คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการดำเนินการ
จัดส่งความเห็นของทีป่ ระชุมเกี่ยวกับแผนพัฒนากลุ่มจงั หวัดให้คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวดั
แบบบูรณาการ ทราบ และปรับปรุงแผนพัฒนาจังหวัดให้สมบูรณ์และนำส่งคณะอนุกรรมการบูรณาการ
นโยบายพัฒนาภาค (อ.ก.บ.ภ.)
5.5.2.7 คณะกรรมการบรหิ ารงานกลุ่มจงั หวัดแบบบรู ณาการปรับปรุง
แผนพัฒนากลุ่มจงั หวัดใหส้ มบูรณ์และสง่ คณะอนกุ รรมการบรู ณาการนโยบายพฒั นาภาค
5.5.2.8 คณะอนุกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคกลั่นกรอง
และเสนอความเหน็ เกี่ยวกับแผนพัฒนาจงั หวัดและแผนพฒั นา กลุม่ จังหวดั เสนอคณะกรรมการบูรณา
การนโยบายพฒั นาภาค (ก.บ.ภ.) เพอื่ พิจารณาอนุมตั ิใหค้ วามเห็นชอบ
5.5.2.9 คณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคพิจารณาอนุมัติ
ให้เห็นชอบแผนพัฒนาความก้าวหน้าจังหวัด และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และนำเรียนคณะรัฐมนตรี
เพ่อื โปรดทราบ
94
5.5.3 ขนั้ ตอนการวางแผน
การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด นอกจากจะเป็น
กระบวนการเชื่อมโยงการทำงานและภารกิจของทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ (จังหวัดและกลุ่มจังหวัด)
แล้วนั้น การเตรียมการสำหรับการวางแผนทุกระดับยังจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน
ป้องกันมิให้เกิดปัญหาและความผิดพลาด หรือลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน
ในอนาคต ทำให้องค์กรมีกรอบหรือทิศทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เป็นระบบ และเอื้อต่อการ
ปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยให้เกิดการประหยัด
ทรพั ยากรทางการบรหิ าร เช่น คน เงนิ วสั ดุอปุ กรณ์ เวลา ฯลฯ
กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาดังกล่าว จังหวัดจึงจำเป็นจะต้องตอบ
คำถามท่สี ำคญั 4 คำถาม คอื
(1) “ปัจจบุ นั เราอยู่ ณ จุดไหน” (Where are we now?) หรอื เรยี กว่า
การวิเคราะห์ปัจจัยในการพัฒนา หมายถึง การวิเคราะห์ปัจจัยและสภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
กับจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อที่จะได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งสถานะของ
ตนเองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ปัจจัยในการพัฒนาจะบอกให้ทราบว่าปัจจัยหรือสภาวะ
แวดล้อมภายนอกมีลักษณะอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด และก่อให้เกิดโอกาสและ
ข้อจำกัดอย่างไรบ้าง นอกจากนี้การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์จะช่วยให้ทราบถึงทรัพยากร (Resources)
และความสามารถ (Capabilities) ต่าง ๆ ที่มีอยู่ของจังหวัด/กลุ่มจังหวัดว่าเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน
95
อย่างไร และจะเอ้ือต่อการบรรลุความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร โดยสามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ
ในการวิเคราะห์ เช่น SWOT Benchmarking PESTEL
(2) “ในอนาคตเราต้องการไปสู่จุดไหน” (Where do we want to
be?) หรือเรียกว่า การกำหนดทิศทางขององค์กร ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายการพัฒนา
(Development Goals) ภารกิจ (Mission) และประเด็นการพัฒนาของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ซึ่งจะ
เป็นการบง่ ชีว้ ่าจงั หวดั /กลุ่มจังหวัดจะมงุ่ ไปในทิศทางใด หรอื ลกั ษณะการดำเนนิ งานของจังหวัด/กลุ่ม
จังหวัด นอกจากนี้ การกำหนดทิศทางขององค์กรยังมีส่วนช่วยในการแปลงเป้าหมายการพัฒนาหรือ
ภารกจิ ใหก้ ลายมาเป็นวตั ถปุ ระสงค์ ในการดำเนนิ งานทีม่ ีลักษณะทช่ี ดั เจนขน้ึ
(3) “เราจะทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลตามข้อ 2” (How do we get
there?) หรือ การกำหนดประเด็นการพัฒนา การนำข้อมูลและความรู้ตา่ ง ๆ ที่ได้รับจากการกำหนด
ทิศทางขององค์กร และการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกและภายในองค์กรมาจัดทำเป็นแผนพัฒนา
(Comprehensive Plan) รวมทั้งระบบการประเมินและคัดเลือกว่าแนวทางการพัฒนาใดที่มีความ
เหมาะสมกับจังหวัด/กลุ่มจังหวัดมากที่สุด ในการจัดทำแนวทางการพัฒนานั้นพึงระลึกเสมอว่าการจัดทำ
แนวทางการพัฒนาเป็นการกำหนดแนวทาง วิธีการ และกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อช่วยให้
สามารถบรรลุถึงภารกิจและวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ โดยนำเอาการเปลี่ยนแปลงของปัจจัย
ท้งั ภายนอกและภายในองคก์ รมาพจิ ารณาประกอบ
(4) “เราจะต้องทำหรือปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อไปถึงจุดนั้น” (What
do we have to do or change in order to get there?) ซึ่งหมายถึง การนำเป้าหมายการพัฒนา
ไปส่กู ารปฏิบตั ิเป็นขั้นตอนทม่ี ีความสำคัญ เนื่องจากหากแม้จะมีการวเิ คราะห์หรือวางแผนการพัฒนา
ไว้ดเี พียงใด แต่ถา้ การปฏิบตั ิตามเป้าหมายขององค์กรไมเ่ ป็นไปอย่างมีประสทิ ธิภาพ ความพยายามใน
การวิเคราะห์หรือวางแผนก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ดังนั้น เมื่อจังหวัด/กลุ่มจังหวัดได้กำหนด
ทิศทางขององค์กร วิเคราะห์ปัจจัยด้านต่าง ๆ และจัดทำเป้าหมายการพัฒนาแล้ว จะต้องนำเอา
เป้าหมายการพัฒนาทีไ่ ดว้ างแผนจดั ทำและคัดเลือกไวม้ าดำเนินการประยุกตป์ ฏิบัติเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
ตามวตั ถุประสงค์ท่ีไดต้ ั้งไว้
ในปัจจุบันแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัดถูกกำหนดให้มีลักษณะเป็น
แผนรวม (Comprehensive Plan) กล่าวคือ เป็นแผนที่ทำขึ้นเพื่อสนองความต้องการในระยะยาว
โดยจะต้องครอบคลมุ ภารกิจทุกมิติของการพัฒนาจงั หวัด/กลุ่มจังหวัด นอกจากน้ี ยังจะต้องประกอบ
ไปด้วย แผนปฏิบัติการ (Operational Plan) ซึ่งเป็นแผนที่กำหนดขึ้นมาใช้สำหรับแต่ละกิจกรรม
โดยเฉพาะเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละกิจกรรม กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาประกอบไปด้วย
ขั้นตอน ดงั ตอ่ ไปน้ี
ข้นั ตอนท่ี 1 การสร้างความเขา้ ใจ และข้อตกลงรว่ มกัน
การสร้างความเข้าใจ และข้อตกลงร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทั้งหมดของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ก่อนจะเริ่มกระบวนการจัดทำแผนพัฒนา ผู้ว่าราชการจังหวัด/
หัวหนา้ กลมุ่ จงั หวัด ในฐานะกลไกหลัก
96
ในการขับเคลื่อน และบูรณาการแผนพัฒนาของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด
ตอ้ งสร้างความเข้าใจท่ีตรงกนั ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทงั้ ในประเด็นรปู แบบการดำเนินการ การมี
ส่วนรว่ ม และผูร้ บั ผดิ ชอบหลัก ผา่ นการประชมุ หารอื
หรือการแจ้งเวียนแนวทางการจัดทำแผนพัฒนา โดยทุกภาคส่วนตอ้ งมี
ความเห็นที่ตรงกันซึ่งการดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกเข้ามาร่วมรับฟังตั้งแต่ต้นจะช่วยผลักดัน ให้
การนำแผนไปสู่การปฏิบตั ิประสบความสำเรจ็ และบรรลุวตั ถปุ ระสงค์
ขน้ั ตอนที่ 2 การสำรวจ ทบทวน และวเิ คราะห์แนวโน้มในอนาคต
ขั้นตอนนี้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย
ภายใน (Internal Factors) และปัจจัยภายนอก หรือสิ่งแวดล้อม (External Factors) ของจังหวัด/
กลุ่มจังหวัด เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพ และปัญหาที่จังหวัด/กลุ่มจังหวัดเผชิญซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด
ประเดน็ การพัฒนาทีส่ อดคล้องกับศักยภาพ ปญั หา และโอกาสของพ้ืนที โดยมีขัน้ ตอน ดังนี้
- สำรวจ และประมวลขอ้ มูล
- ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ สภาพและแนวโน้มในอนาคต ด้านนโยบาย
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในระดับท้องถิ่น ชุมชน ระดับชาติและ
นานาชาติ
- ประเมินผลงานความสำเร็จและบทเรียนของหน่วยงาน สภาพพื้นที่
กลุ่มเปา้ หมาย ความตอ้ งการ
เทคนคิ สำคญั
(1) การวิเคราะห์ปัจจยั ภายใน/ภายนอก: SWOT Analysis และ
TOWS Matrix เป็นเทคนิคพื้นฐานที่จะช่วยให้จังหวัด/กลุ่มจังหวัด เข้าใจถึงศักยภาพ สภาพ
ปัญหาของพื้นที่ โอกาสและภัยคุกคามของจังหวัด/กลุ่มจังหวัดเพื่อให้สามารถกำหนดประเด็น
ยุทธศาสตรไ์ ดต้ รงกับความต้องการของพ้ืนท่ี
(2) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการกำหนดนโยบาย (Policy
Landscape): PESTEL เป็นเทคนิคสามารถนำมาปรบั ใช้ควบคูก่ ับเทคนิค SWOT Analysis ใน
การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอกได้ชัดเจนมากขึ้น โดยสามารถวิเคราะห์ใน 6 มิติ ได้แก่ มิติ
การเมือง (P: Political) มิติเศรษฐกิจ (E: Economic) มิติสังคม (S: Social) มิติเทคโนโลยี (T:
Technological) มิติสิ่งแวดล้อม (E: Environmental) และมิติกฎหมาย (L: Legal) ซึ่งจะช่วย
ให้เขา้ ใจแนวโน้มของท้องถน่ิ /ชมุ ชน และประเทศ ตลอดจนบรบิ ทของนานาชาติทจ่ี ังหวัด/กลุ่ม
จงั หวัดจะต้องเผชญิ ในอนาคต
(3) การเปรียบเทยี บ (Benchmarking) คือ กระบวนการวัด และ
เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการและวิธีปฏิบัติ กับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำมาเป็น
แนวทางในการปรับปรุงองค์กรหรือจังหวัดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยอาจเปรียบเทียบจังหวัด
กับจังหวัด หรือจังหวัดกับเมืองต้นแบบในต่างประเทศซึ่งมีลักษณะภูมิศาสตร์และโครงสร้าง
เศรษฐกิจหรือสังคมคล้ายเคียงกับทิศทางการพัฒนาที่จังหวัด และกลุ่มจังหวัดกำหนดไว้
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยให้เห็นได้ว่าสถานะของจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดเป็นอย่างไรกันแน่
ประเดน็ ใดท่ีเป็นจุดเด่นของพืน้ ท่ี และประเด็นอะไรทีย่ ังคงเป็นจุดอ่อนของพนื้ ที่
97
ขน้ั ตอนท่ี 3 การสร้างเป้าหมายการพฒั นาของแผน
เป้าหมายการพัฒนามีผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนแผนพัฒนา
เนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาจะเป็นกรอบหลักการกำหนดกระบวนการ และประเด็นการพัฒนา
ที่เปน็ ไปได้ เพื่อใหส้ ามารถตอบสนองต่อเปา้ หมายการพัฒนาที่กำหนดไว้ โดย
- นำข้อมูลที่ประมวลและวิเคราะห์ในขั้นตอนที่ 1 มาสร้างให้เห็นภาพ
แนวโน้มในอนาคต โดยมองหาโอกาส อุปสรรค ทางเลือกสำหรับหนว่ ยงาน
- มองอย่างเลือกสรรถึงจุดมุ่งหวังที่น่าจะเป็นไปได้ แนวโน้ม เงื่อนไข
ท่มี ีผลกระทบต่อการทำงานในอนาคต
ขั้นตอนที่ 4 การวเิ คราะห์พนั ธกิจของหน่วยงาน
- วิเคราะห์พันธกิจเพื่อตัดสินใจว่าหน่วยงานจะอยู่ตรงส่วนใดและ
อยา่ งไร
- เลอื กและตัดสนิ ใจเพื่อเปน็ ข้อมูลผูกพนั ทีจ่ ะใหห้ นว่ ยงานนำเป้าหมาย
การพฒั นาสู่ความเป็นจริง
- สรา้ งแนวทางในการทำงาน หลกั การ ภาระผูกพนั และพนั ธะข้อตกลง
ทีห่ น่วยงานจะถือปฏิบัติ
ข้นั ตอนที่ 5 การสำรวจประเดน็ ทางเลือก
มุ่งเน้นการเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาไปสู่ชุดของประเด็นการพัฒนา
ของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องพยายามระบุประเด็นการพัฒนาหรือประเด็น
ปัญหาภายใต้ผลการวิเคราะหส์ ภาพแวดล้อม และศักยภาพขององค์กรเพื่อจัดทำทางเลือกที่เป็นไปได้
ในทางปฏิบัติ ตลอดจนการสำรวจตัวชี้วัด (KPIs) ที่จะนำมาใช้ในแต่ละทางเลือกโดยต้องเชื่อมโยง
เป้าประสงค์ การดำเนินการปฏิบัติและผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในขั้นตอนการคัดเลือก
ประเด็นการพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพ และบริบทของพื้นที่ ตลอดจนมีความเป็นไปได้ในการ
ดำเนินการมากทส่ี ุดของจงั หวัด/กลมุ่ จงั หวดั
ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์เกณฑ์ข้อพิจารณาและข้อตกลงเบื้องต้น
สำหรับการตดั สินใจกลน่ั กรองทางเลอื ก
- แยกแยะกฎเกณฑ์เพ่อื ใช้เปน็ เกณฑ์ในการประเมนิ
- จดั ลำดับ และให้น้ำหนกั แกเ่ กณฑต์ ามทหี่ น่วยงานเหน็ ว่าเหมาะสม
ขนั้ ตอนท่ี 7 การประเมิน และคดั เลือกประเดน็ การพฒั นา
ขั้นตอนนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการคัดเลือกประเด็นการพัฒนา
ที่เหมาะสมกับศักยภาพ และบริบทของพื้นที่ ตลอดจนมีความเป็นไปได้ในการดำเนินการมากที่สุด
ของจงั หวดั /กลุ่มจงั หวัด
ขั้นตอนที่ 8 การสรา้ งความเขา้ ใจและปรับปรุงประเด็นการพฒั นา
ชี้แจงทำความเข้าใจโน้มน้าวชักจูงให้ผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานเหน็ คล้อยตาม
เพอ่ื จะได้ยดึ ถอื สำหรับการทำงานต่อไป
ข้นั ตอนที่ 9 การจดั ลำดบั กอ่ นหลงั ของงานทีท่ ำ/จัดลำดบั ความสำคัญ
ข้ันตอนท่ี 10 การจดั ทำเอกสารแผนพัฒนา
98
- แยกแผนพัฒนา เป็นสว่ นนำ และส่วนทเ่ี ป็นรายละเอียดของแต่ละแผนงาน
- ส่วนนำ ไดแ้ ก่ เป้าหมายการพัฒนา ขอ้ ตกลงเบือ้ งต้น และชอ่ื แผนงานทง้ั หมด
- ส่วนรายละเอยี ดแต่ละแผนงาน ไดแ้ ก่ ชือ่ แผนงาน เปา้ หมาย และวัตถุประสงค์
ขัน้ ตอนที่ 11 การปฏิบัติตามแผน (Implementation)
ขน้ั ตอนท่ี 12 การประเมินผลและการปรับปรุง (Evaluation and Review)
6. แผนภาพ (Flowchart) ข้นั ตอนการดำเนินงาน
99
100
ภารกจิ ศนู ย์ดำรงธรรม
สำนักตรวจราชการและเร่ืองราวร้องทุกข์
1. หลักการและเหตุผล/ความเป็นมา (โดยสังเขป)
รัฐบาลได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์
ของประชาชน โดยมีการเปิดรับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเสริมสร้าง
ใหเ้ กิดความสงบสุขขึ้นในสงั คม กระทรวงมหาดไทย ในฐานะทเ่ี ปน็ หน่วยงานหลักในการ “บำบัดทุกข์
บำรงุ สุข” ใหแ้ ก่ประชาชนจึงไดเ้ ปิด “ศูนยบ์ ริการข่าวสารกระทรวงมหาดไทย” ขนึ้ ในวนั ที่ ๑ เมษายน
๒๕๓๖ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อรับทราบความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง รวมถึงให้บริการข้ อมูล
และรับเรือ่ งร้องเรยี นร้องทกุ ขท์ ี่เก่ยี วข้องกบั งานของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาบทบาทในสว่ นของการ
รับเรื่องร้อง/เรียนร้องทุกข์ได้เพิ่มขึ้น กระทรวงมหาดไทยจึงปรับปรุงศูนย์บริการข่าวสาร
กระทรวงมหาดไทย ให้มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์ดำรงธรรม
กระทรวงมหาดไทย” ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๗ โดยมีการปรับบทบาทการทำงานให้ศูนย์ดำรงธรรม
มีลักษณะการทำงานที่เน้นเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการบำบัดทุกข์
บำรงุ สุข อย่างแทจ้ ริง
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
2.1 อำนาจในการสั่งการ
เป็นไปตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ ๙๖/
๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ โดยให้จังหวัดทุกจังหวัดจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นในจังหวัด
เพื่อทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ให้คำปรึกษา ตลอดจน
รับเรื่องปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน รวมถึงเป็นศูนย์บริการร่วม ตามมาตรา ๓๒
แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยจัดตั้งขึ้น
ณ ศาลากลางจงั หวดั หรอื สถานทีอ่ ื่นตามทเ่ี ห็นสมควร โดยประกาศให้ประชาชนทราบ
ในการนี้ ใหผ้ ้วู า่ ราชการจงั หวัดบรู ณาการการบรหิ ารจัดการรว่ มกบั หวั หน้าส่วน
ราชการและหน่วยงานของรัฐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และวางแนวทางการปฏิบัติ
ภายในศนู ย์ดำรงธรรม
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคมุ
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการ บังคับบัญชา กำกับ ดูแล บรรดา
ข้าราชการและพนักงานของรฐั ในเขตจังหวัด ยกเว้น ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ขา้ ราชการทหาร
ข้าราชการฝา่ ยตุลาการ ขา้ ราชการฝา่ ยอัยการ ขา้ ราชการในสำนักงานการตรวจเงินแผน่ ดิน พนักงาน
ในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และข้าราชการในสำนักงานป้องกันและ
ปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาตปิ ระจำจงั หวดั
2.3 หน้าท่ีสนับสนุน
กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่กำกับดูแลและอำนวยการให้การบริหารงานของ
ศูนย์ดำรงธรรม และการบริหารงานจังหวดั ดำเนินการไปอย่างมีประสทิ ธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
ต่อประชาชน พร้อมเป็นหน่วยงานที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย
101
และในมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ ได้มีคำสั่งใหจ้ ัดต้ังศนู ย์ดำรงธรรมอำเภอทกุ อำเภอ
โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นในอำเภอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
มอบอำนาจตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๖/๒๕๕๗ ให้แก่นายอำเภอเพื่อให้
ศูนย์ดำรงธรรมที่จัดตั้งขึ้นสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีสาเหตุ
จากการรอ้ งเรยี นรอ้ งทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งรวดเร็ว มีประสิทธภิ าพ และทนั ต่อสถานการณ์
3. หนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ ง
3.1 หน่วยงานทเี่ กย่ี วข้องในพนื้ ที่ : ศูนยด์ ำรงธรรมจงั หวัด และศูนยด์ ำรงธรรมอำเภอ
3.2 หน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่ : ทุกกระทรวง กรม ส่วนราชการ และหน่วยงาน
ของรัฐ สนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ดำรงธรรม ทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์ และบุคลากร ให้สามารถบริการ
แกป่ ระชาชนไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทวั่ ถงึ
3.3 หนว่ ยงานสว่ นกลางท่ีรบั ผดิ ชอบ สำนัก/กอง : ศนู ย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย
เบอรต์ ิดต่อ : 0 2221 1133
4. กลไกการดำเนนิ งาน
ศูนย์ดำรงธรรมมอบเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผดิ ชอบตรวจสอบและ
ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยข้อเท็จจริงของเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ที่ผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์
แล้วจะถูกนำเสนอต่อผ้บู ังคบั บัญชา
5. ข้ันตอนการดำเนินงาน
5.1 หน่วยงานรับเรื่องจากผูร้ ้องเรียน/ร้องทุกข์ที่ยื่นเรือ่ งมายังหน่วยงาน โดยผู้ร้อง
สามารถร้องเรียนผ่าน 6 ชอ่ งทาง ได้แก่ (1) เดินทางมาร้องเรียนดว้ ยตัวเอง (2) ทางไปรษณีย์ตู้ ปณ.101
ปณฝ. มหาดไทย กรุงเทพฯ 10200 (3) ทางโทรศัพท์สายด่วน 1567 (4) ทางเว็บไซต์ศูนย์ดำรงธรรม
www.damrongdham.moi.go.th (5) ผา่ น Application Spond และ (6) ผ่าน Application โทรศัพทม์ ือถือ
MOI1567
5.2 เจา้ หน้าท่ลี งทะเบยี นรับเรือ่ ง บนั ทกึ ลงแบบฟอรม์
5.3 เจ้าหน้าท่เี สนอเรื่องต่อผมู้ ีอำนาจสัง่ การ
5.4 ผมู้ อี ำนาจพจิ ารณาสั่งการ
5.5 ส่งเรื่องให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และศูนย์ดำรงธรรมแจ้งผู้ร้อง
ให้ทราบถึงการปฏบิ ตั ิ
5.6 หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง หากดำเนินการแล้ว แจ้งรายงานผล
การตรวจสอบมาทศ่ี ูนยด์ ำรงธรรม
5.7 ศนู ย์ดำรงธรรมแจง้ ผ้รู อ้ งทราบผลการดำเนนิ การ
102
6. แผนภาพ (Flowchart) ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
6.1 ข้ันตอนการดำเนนิ งาน
6.2 มาตรการเร่งรดั ตดิ ตาม
103
กรมการปกครอง
การแกไ้ ขปญั หาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกตำ่
สำนกั บริหารการปกครองท้องท่ี
1. หลกั การและเหตผุ ล/ความเป็นมา (โดยสังเขป)
เนื่องด้วยเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง ต้องเช่าที่ดิน
จากนายทุนเพื่อทำเกษตรกรรม นายทุนทั้งหลายย่อมต้องการหาประโยชน์จากที่ดินที่ให้ผู้อื่นเช่า
อย่างเต็มที่ เช่น เก็บค่าเช่าในอัตราสูง หรือมีข้อตกลงซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้เช่าที่ดิน ซึ่งหากปล่อยให้มี
การทำสญั ญาตกลงกันเองแล้ว ผู้เช่าทด่ี ิน ซ่งึ มีฐานะยากจน ยอ่ มตกเปน็ ฝ่ายเสยี เปรยี บ
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
พระราชบญั ญตั กิ ารเช่าท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม พ.ศ. 2525
2.1 อำนาจในการสงั่ การ
กำหนดท้องที่ห้ามประกอบเกษตรกรรมบางประเภท เพื่อประโยชน์
ทางเศรษฐกิจหรือการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยต้องกำหนดล่วงหน้าก่อนเริ่มฤดูการประกอบ
เกษตรกรรมไม่น้อยกว่า 3 เดือน
2.2 อำนาจในการกำกับและควบคมุ
2.1.1 พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าปฏิบัติหรือ
ไมป่ ฏิบตั ติ ามคำสง่ั วินจิ ฉยั
2.1.2 ให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล (คชก.ตำบล)
และคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำอำเภอ (คชก.อำเภอ) ดำเนินการตามท่ี
คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัด (คชก.จังหวัด) มอบหมาย
2.3 หน้าท่สี นับสนนุ
-
3. ข้อพึงระวัง
-
4. หนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วข้อง
4.1 หนว่ ยงานทีเ่ กยี่ วขอ้ งในพื้นท่ี : จงั หวัด อำเภอ ตำบล
4.2 หนว่ ยงานสว่ นกลางทีร่ บั ผิดชอบ สำนัก /กอง : สำนักบริหารการปกครองท้องที่
เบอร์ตดิ ต่อ : 0 2629 8306 - 14 ต่อ 510
5. กลไกการดำเนนิ งาน
มกี ลไกการดำเนินงาน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับตำบล 2. ระดับอำเภอ 3. ระดบั จังหวดั
6. ขัน้ ตอนการดำเนนิ งาน
6.1 ผเู้ ชา่ นา ผ้เู ชา่ ช่วงนา/ผู้ใหเ้ ช่านา ผมู้ ีส่วนได้เสยี ย่ืนอทุ ธรณ์ตอ่ คชก.ตำบล
6.2 คชก. ตำบล มีคำวนิ ิจฉัย
107
6.3 ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา/ผู้ให้เช่านา ผู้มีส่วนได้เสีย สามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัย
คชก. ตำบล ตอ่ คชก. จังหวดั ได้ภายใน 30 วัน นบั แตว่ นั ท่ไี ด้รบั แจง้ คำวนิ ิจฉัย แต่ตอ้ งไมเ่ กิน 60 วนั
นับแตว่ ันที่ คชก. ตำบล ไดม้ ีคำวนิ จิ ฉัย
6.4 คู่กรณี/ผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านา ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัด
อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัด แต่ไม่เกิน 60 วัน
นับแต่วนั ท่ี คชก. จงั หวัด มคี ำวนิ จิ ฉยั
7. แผนภาพ (Flowchart) ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน
การอุทธรณ์
ผูเ้ ช่านา ผูเ้ ช่าช่วงนา/ผู้ให้เชา่ นา ผูม้ ีสว่ นได้เสยี
ไม่ยนื่ อุทธรณ์ ยื่นอุทธรณ์
สิน้ สดุ คชก. ตำบล
ภายใน 30 วัน นบั แต่วันทที่ ราบคำวินจิ ฉัย
ของคชก. ตำบล แตต่ อ้ งไม่เกิน 60 วนั
นับแตว่ ันที่ คชก. ตำบล ไดม้ ีคำวนิ จิ ฉยั
คชก. จังหวัด
เห็นดว้ ย คชก. ตำบล ไมเ่ ห็นดว้ ย ผทู้ ่ีลงมือทำนา
ตามคำวินิจฉยั คชก. ตำบล
สามารถทำนาน้ันตอ่ ไปจนกว่า
จะเสรจ็ การเก็บเกย่ี ว
คกู่ รณ/ี ผูม้ สี ่วนได้เสียในการเช่านา ไมพ่ อใจคำวนิ ิจฉัยของ
คชก. จงั หวดั อุทธรณต์ ่อศาลภายใน 30 วนั นบั แต่วันท่ที ราบ
คำวินิจฉยั ของ คชก. จงั หวัด แต่ไม่เกิน 60 วนั
นับแต่วันที่ คชก. จงั หวัด มีคำวนิ ิจฉยั
108
การแกไ้ ขปญั หาหน้ีนอกระบบ
สำนกั การสอบสวนและนติ กิ าร
1. หลักการและเหตุผล/ความเปน็ มา (โดยสังเขป)
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 เห็นชอบหลักการ เรื่อง การบริหารงาน
เพ่ือแกไ้ ขปญั หาหน้นี อกระบบอย่างบรู ณาการและย่งั ยนื ตามท่กี ระทรวงการคลงั เสนอ
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
2.1 อำนาจสั่งการ
2.1.1 พระราชบัญญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ. 2534
2.1.2 มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 เห็นชอบหลักการ เรื่อง
การบรหิ ารงานเพอ่ื แกไ้ ขปัญหาหน้ีนอกระบบอยา่ งบูรณาการและย่ังยนื
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคุม
2.2.1 พระราชบัญญตั ิหา้ มเรยี กดอกเบีย้ เกินอตั รา พ.ศ. ๒๕๖๐
2.2.2 พระราชบัญญัตกิ ารทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558
2.2.3 ประกาศคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับที่ 58
2.2.4 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5
แห่งประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับท่ี 58 (เรื่อง สนิ เชือ่ ส่วนบคุ คลภายใตก้ ำกบั )
2.3 หนา้ ท่ีสนับสนุน
2.3.1 กฎกระทรวงวา่ ดว้ ยการไกลเ่ กลยี่ ข้อพิพาททางแพง่ พ.ศ. 2553
2.3.2 กฎกระทรวงวา่ ดว้ ยการไกลเ่ กลย่ี ความผิดทมี่ ีโทษอาญา พ.ศ. 2553
2.3.3 ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการปฏิบัติงานประนีประนอม
ข้อพิพาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน พ.ศ. 2530
2.3.4 คำสั่งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน
ที่ 2/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวัด ลงวันที่
30 กันยายน 2558
2.3.5 คำส่ังคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน
ที่ 4/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอก
ระบบประจำจงั หวัด ลงวันท่ี 30 กนั ยายน 2558
2.3.6 คำสั่งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน
ที่ 2/2562 เรื่อง เพิ่มเติมองค์ประกอบในคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำ
จงั หวัด ลงวันที่ 4 มนี าคม 2562
3. ขอ้ พึงระวัง
3.1 มีฐานะเป็นที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบ
ประจำจังหวดั ตามคำส่ังคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหน้ีสินภาคประชาชน ที่ 2/2558 เรอื่ ง
แต่งตง้ั คณะอนุกรรมการไกล่เกลีย่ ประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวดั ลงวันท่ี 30 กันยายน 2558
109
3.2 มีฐานะเป็นที่ปรึกษา ในคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหา
รายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจำจังหวัด ตามคำสั่งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สิน
ภาคประชาชน ท่ี 4/2558 ลงวนั ท่ี 30 กันยายน 2558
3.3 มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด
ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ มาตรา 27 โดยมีแนวทางการที่จะต้องดำเนินการพิจารณา
วนิ ิจฉยั เรอ่ื งร้องเรียนตามพระราชบญั ญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ให้แล้วเสรจ็ ภายใน 90 วันนับ
แต่วันที่ได้รับหนังสือร้องเรียนของผู้ร้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี
ปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 49 และแจ้งผลการพิจารณาแก่ผู้ร้องในเวลาอันสมควร หากมีเหตุ
ที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้แจ้งเหตุนั้นให้ผู้ร้องเรียนทราบ
และเร่งพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยด่วนที่สุด
ที่ มท0307.2/ว 7033 เรื่อง การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและประชาสัมพันธ์แนวทาง
การปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ลงวนั ที่ 20 พฤศจกิ ายน 2562
4. หนว่ ยงานทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
4.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพืน้ ที่ : ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ
สำนักงานอัยการจังหวัดคุ้มครองสทิ ธแิ ละช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคบั คดีจังหวัด กองบังคับ
การตำรวจภูธรจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานบังคับคดีจังหวัด
สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สาขา ธนาคารออมสิน สำนักงานธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัด สำนักงานบังคับคดีจังหวัด กองอำนวยการรักษา
ความม่ันคงภายในจงั หวดั หน่วยงานความมั่นคงในพนื้ ท่ี สำนกั งานที่ดินจังหวัด สำนกั งานบงั คับคดีจังหวัด
สำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาผีมือแรงงานจังหวัด สำนักงาน
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานส่งเสริม
การปกครองท้องถิ่นจังหวัด สำนกั งานพาณิชย์จังหวัด สำนกั งานอาชวี ศึกษาจังหวัด หอการค้าจังหวัด
สภาอุตสาหกรรมจงั หวัด บริษทั ประชารฐั รกั สามัคคีของจงั หวดั
4.2 หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : สำนักการสอบสวนและนิติการ
กรมการปกครอง
เบอร์ตดิ ต่อ : 0 2356 9660
5. กลไกการดำเนนิ งาน
แนวทางการดำเนนิ การ ประกอบดว้ ย 5 มิติ ได้แก่
(1) ดำเนนิ การอยา่ งจรงิ จังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย
(2) เพม่ิ ชอ่ งทางการเข้าถึงสินเชอ่ื ในระบบใหก้ ับลูกหนี้นอกระบบและประชาชนทั่วไป
(3) ลดภาระหนี้นอกระบบโดยการไกล่เกลี่ยประนอมหน้ี
(4) เพิม่ ศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบ
(5) สนับสนุนการแก้ไขปญั หาหน้ีนอกระบบของหน่วยงานภาครฐั และองค์กรการเงิน
ชมุ ชนทเ่ี กีย่ วข้อง
110
6. ขน้ั ตอนการดำเนินงาน
ขั้นตอนการดำเนินงานตามหนังสอื กระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0307.2/ว 18742
ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 กำหนดให้ศูนย์ดำรงธรรมจงั หวดั /อำเภอ ดำเนนิ การดงั น้ี
6.1 ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอเพื่อให้
ทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานเปน็ หน่ึงเดียวมีการประสานการปฏิบัตอิ ย่างใกล้ชิด และประสบ
ผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน กำหนดแนวทางการดำเนินการ และสั่งการ โดยมอบภารกิจให้ชุด
เคลื่อนที่เร็วและชุดปฏิบัติการตำบล (ชปต.) ดังน้ีมอบภารกิจให้ชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเป็นหน่วย
เคล่ือนทเี่ ผชิญเหตุกรณีทจ่ี ำเป็นและสามารถแก้ไขปญั หาได้ทนั ทีกรณีท่มี ีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิด
ให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด รวมทั้งมีหน้าที่หาข่าวในพื้นที่และรายงาน
ใหศ้ ูนยด์ ำรงธรรมจังหวัด/อำเภอทราบ
6.1.1 มอบหมายชดุ ปฏิบตั ิการตำบล (ชปต.) เพอ่ื ออกไปรับเรื่องร้องเรียนร้อง
ทุกข์ของประชาชน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหา
ดงั กลา่ วไดใ้ หร้ ายงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอทราบ
6.1.2 กรณีมีพฤติการณ์ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ โดยไม่จดทะเบียน
การประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหน้ี
กรณีมีพฤติการณ์กู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน
และเป็นสิทธิท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอตั รา และอาจ
ดำเนนิ การตามประมวลรัษฎากร และกฎหมายอนื่ ทีเ่ กี่ยวข้องด้วย
6.1.3 กรณีพฤติการณ์ที่ยังไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย
ให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทตามกฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอม
ข้อพพิ าททางแพ่งและทางอาญา หรือให้คำแนะนำ คำปรกึ ษา และช่วยเหลอื ทางกฎหมาย เพ่ือให้เกิด
มลู หนีเ้ ป็นธรรมและมคี วามชดั เจนในการชำระหนตี้ อ่ ไป
6.2 ให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นให้จังหวัด
เพื่อจังหวัดรวบรวมรายงานให้กรมการปกครองทราบทุกไตรมาส ภายในวันที่ 15 ของไตรมาสถัดไป
111
7. แผนภาพ (Flowchart) ขัน้ ตอนการดำเนนิ งาน
การดำเนนิ การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของศนู ย์ดำรงธรรมอำเภอ
112
การจัดระเบียบสังคมตามนโยบายโครงการ ลดอบายมขุ สร้างสุขให้สงั คม
ส่วนการรกั ษาความสงบเรยี บร้อย 3
สำนกั การสอบสวนและนติ กิ าร
1. หลกั การและเหตุผล/ความเปน็ มา (โดยสังเขป)
1.1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดนโยบาย
ลดอบายมุขสร้างสุขให้สังคม เพื่อดำเนินการกับสถานบริการร้านจำหน่ายสุราท่ีก่อให้เกิด
ความเดือดร้อนรำคาญหรือดำเนินกิจการที่ขัดต่อภาพลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทยข้ึน
และแหล่งอบายมุขอื่น ๆ ที่ส่งผลเอื้อต่อปัญหายาเสพติด บ่อนการพนัน ตู้ม้า กำจัดสิ่งยั่วยุหรือ
จุดเสี่ยง สิ่งพิมพ์หรือเอกสารที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร รวมทั้งให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จดั ลานกิจกรรม ดา้ นดนตรแี ละศิลปะเพื่อปลูกฝังจติ สำนึกและคา่ นิยมที่ดีให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติด
ส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชน เข้าร่วมกิจกรรมขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา โดยชาวพุทธ
ให้ทำบุตรตักบาตร ปฏิบัติธรรม สำหรับศาสนาอื่น ๆ ให้ปฏิบัติตามหลักศาสนา โดยให้ทุกจังหวัด
รายงานผลการปฏิบัติงานตามนโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคมให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
เป็นเป็นประจำทุกเดือน (หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.6/ว 167 ลงวันท่ี
11 มกราคม 2556 และ หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.6/ว 870 ลงวันที่
26 กุมภาพันธ์ 2556)
1.๒ กรมการปกครองได้กำหนดแนวทางการขบั เคล่อื นโครงการสำคัญของกรมการปกครอง
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ภายใต้ชื่อ “10 โครงการสำคัญ สู่การเป็นกรมการปกครองวิถีใหม่”
(10 Flagships to DOPA New Normal 2021) โดยประกอบด้วย 3 ส่วนสำคญั ได้แก่ การสง่ เสรมิ
สถาบันหลักของชาติ การยกระดับงานบริการ และการสร้างความเข้มแข็งระดับหมู่บ้าน ตำบล
และอำเภอ รวมจำนวน 10 โครงการ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานให้ส่วนราชการในส่วนกลาง
และส่วนภูมิภาคมีเป้าหมายและวิถีการดำเนินงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “หน้าที่ของฝ่ายปกครอง คือ
ทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น” ในการนี้ โครงการ “อำเภอมั่นคง สีขาว ปลอดยาเสพติด”
เป็นโครงการในลำดับที่ 9 ที่กำหนดให้ การดำเนินการตามโครงการ “ลดอบายมุข สร้างสุข
ให้สังคม” เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน โดยให้จังหวัดและอำเภอดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ
(Action Plan) สำหรับการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2564 ให้เป็นไปตามที่ตัวชี้วัดกำหนด โดยบันทึกผลการดำเนินการผ่านระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศทาง https://intranet.dopa.go.th [ระบบรายงานผลการดำเนินการตามนโยบาย
ลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม] (หนังสือกรมการปกครอง ที่ มท ๐๓๐๗.๖/ว 1945 ลงวันที่
25 มกราคม 2564)
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
2.1 อำนาจในการสงั่ การ
2.1.1 หนังสอื กระทรวงมหาดไทย ดว่ นทีส่ ุด ท่ี มท 0307.6/ว 167 ลงวันท่ี
11 มกราคม 2556
113
2.1.2 หนังสอื กระทรวงมหาดไทย ด่วนท่ีสุด ที่ มท 0307.6/ว 870 ลงวันท่ี
26 กมุ ภาพนั ธ์ 2556
2.1.3 หนังสือกรมการปกครอง ที่ มท ๐๓๐๗.๖/ว 1945 ลงวันที่
25 มกราคม 2564
2.2 อำนาจในการกำกับและควบคุม
2.2.1 พระราชบญั ญัตสิ ถานบรกิ าร พ.ศ. 2509
2.2.2 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ลงวันที่
22 กรกฎาคม 2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 46/2559 ลงวันที่
29 กรกฎาคม 2559
2.2.3 ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ที่ ๕๐ ลงวนั ท่ี 15 มกราคม 2502
2.2.4 ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับท่ี ๒๕๓ ลงวนั ท่ี ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๕
2.3 หนา้ ที่สนับสนนุ
-
3. ขอ้ พึงระวัง
3.1 การตรวจสถานบริการ การตรวจสถานบริการตามนโยบาย/โครงการ
ลดอบายมุขสร้างสุขให้สังคม หมายถึง สถานบริการที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังน้ัน
เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่เข้าตรวจนั้นต้องมีใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี
(พ.ร.บ. สถานบรกิ าร พ.ศ. 2509)
3.2 การพิจารณาองค์ประกอบของสถานประกอบการท่ีเปิดใหบ้ รกิ ารในลักษณะ
ที่คล้ายกับสถานบริการตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 22/2558 คณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็น
ตามเรื่องเสร็จที่ 92/2560 ไว้ว่า คำสั่ง หน.คสช.ที่ 22/2558 มิได้กำหนดความหมายของคำว่า
“สถานประกอบการใดที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการ” ไว้เป็นการเฉพาะ
การพิจารณาความหมายของคำดังกล่าว จึงอาจพิจารณาโดยเทียบเคียงจากคำนิยามของคำว่า
“สถานบริการ” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สถานบริการฯ ดังนั้น “สถานประกอบการที่ไม่เข้าข่าย
เป็นสถานบริการที่อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.สถานบริการฯ แต่หากมีการให้บริการในลักษณะ
ที่กระทบกระเทอื นตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชนและจำเป็นตอ้ งควบคมุ การ
ให้บริการของสถานประกอบการดังกล่าวในทำนองเดียวกับสถานบริการเพื่อยับยั้งพฤติกรรม
ที่ไม่เหมาะสมของเยาวชน การให้บริการของสถานประกอบการนั้น ย่อมมีลั กษณะคล้ายกับ
สถานบรกิ าร โดยไม่ตอ้ งคำนึงถงึ วา่ จะมีสถานทต่ี ั้งทแ่ี นน่ อนเหมอื นกับสถานบริการ”
ด้วยเหตุผลดังกลา่ ว จึงหมายความรวมถึง สถานประกอบการที่ไม่ครบองค์ประกอบ
การเป็นสถานบริการตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ แต่มีลักษณะการให้บริการที่เห็นได้ว่าเป็นการ
รวมกลุ่มหรือเป็นแหล่งมั่วสุม อันอาจจะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
บริบูรณ์ด้วย ดังนั้น การพิจารณาว่าสถานประกอบการใดเป็นสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ
ในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการหรือไม่ จึงเป็นดุลพินิจของ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือ ผวจ.แล้วแต่
กรณี (หนงั สือ มท. ที่ มท 0307.6/ว 0922 ลว. 22 ก.ค. 2558)
114
4. หน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง
4.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ : ที่ทำการปกครองจังหวัด และที่ทำการ
ปกครองอำเภอ
4.2 หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : ส่วนการรักษาความสงบ
เรียบร้อย 3 สำนกั การสอบสวนและนิติการ
เบอรต์ ิดตอ่ : โทรศพั ท/์ โทรสาร ๐ ๒๓๕๖ ๙559 , 0 2356 9663
5. กลไกการดำเนนิ งาน
5.1 ท่ีทำการปกครองอำเภอ ดำเนินการตามนโยบาย/โครงการลดอบายมุข
สร้างสุขให้สังคมตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) สำหรับการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้เป็นไปตามที่ตัวชี้วัดกำหนด โดยบันทึกผลการดำเนินการผ่าน
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง https://intranet.dopa.go.th (ระบบรายงานผลการดำเนินการ
ตามนโยบายลดอบายมขุ สร้างสุขให้สงั คม) ภายในวันท่ี 1 ของเดอื นถดั ไป
5.๒ ที่ทำการปกครองจังหวัด ติดตามผลการปฏิบตั ิของอำเภอเป็นประจำทกุ เดือน
รวมทั้งให้ตรวจสอบและอนุมัติการบันทึกข้อมูลของอำเภอในระบบรายงานผลการดำเนินการ
ตามนโยบายลดอบายมขุ สร้างสขุ ให้สงั คมภายในวันท่ี 5 ของเดอื นถดั ไป
6. ขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน
6.1 การตรวจสถานบริการ สถานประกอบการท่ีเปิดให้บริการในลักษณะที่คล้าย
กบั สถานบรกิ ารและแหล่งอบายมขุ อ่ืน ๆ
ที่ทำการปกครองอำเภอบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ออกตรวจ สถานบริการ
สถานประกอบการทีเ่ ปดิ ใหบ้ รกิ ารในลกั ษณะท่ีคล้ายกับสถานบริการและแหลง่ อบายมุขอ่นื ๆ ในพน้ื ท่ี
ที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามที่ตัวชี้วัดตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) สำหรับการขับเคลื่อน
โครงการสำคัญของกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 คือ ตรวจสถานบริการ
สถานประกอบการฯ และแหล่งอบายมุขอื่น ๆ อย่างน้อยเดือนละ 20 แห่ง เว้นแต่อำเภอใดที่มีไม่ถึง
20 แหง่ ใหต้ รวจเทา่ ทม่ี ี
6.2 การจัดกจิ กรรมเชงิ สรา้ งสรรค์
ที่ทำการปกครองอำเภอบูรณาการหนว่ ยงานในพืน้ ที่จดั กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เช่น ลานกีฬา ลานดนตรี และศิลปะ กิจกรรมทางศาสนา หรือ กิจกรรม
เชิงสร้างสรรคอ์ ืน่ ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามทตี่ วั ชวี้ ัด ตามแผนปฏบิ ัตกิ าร (Action Plan) สำหรบั การขบั เคล่ือน
โครงการสำคัญของกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 คือ การจัดกิจกรรม
เชิงสร้างสรรค์อย่างน้อยเดือนละ 4 ครั้ง (ให้งดจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในช่วงนี้ไปจนกว่า
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) จะคล่คี ลาย)
6.3 การรายงานผล
ที่ทำการปกครองอำเภอ บันทึกผลการดำเนินการผ่านระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศทาง https://intranet.dopa.go.th (ระบบรายงานผลการดำเนินการตามนโยบาย
ลดอบายมุข สร้างสุขใหส้ งั คม) ภายในวันที่ 1 ของเดอื นถัดไป
115
6.4 การติดตามผล
ที่ทำการปกครองจังหวัด ติดตามผลการปฏิบัติของอำเภอเป็นประจำทุกเดือน
รวมทั้งให้ตรวจสอบและอนุมัติการบันทึกข้อมูลของอำเภอในระบบรายงานผลการดำเนินการ
ตามนโยบายลดอบายมุข สรา้ งสุขใหส้ งั คมภายในวนั ที่ 5 ของเดือนถดั ไป
7. แผนภาพ (Flowchart) ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
116
การจดั ระเบียบสังคม
สว่ นปฏิบัตกิ ารพิเศษ
สำนกั อำนวยการกองอาสารักษาดินแดน
1. หลกั การและเหตผุ ล/ความเปน็ มา (โดยสังเขป)
โดยท่ขี ณะนไี้ ดป้ รากฏขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ ประชาชนทั่วไปตา่ งได้รบั ความเดือดรอ้ นรำคาญ
จากการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมของเด็กและเยาวชน รวมตลอดทั้งเป็นการยับย้ังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ของผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ที่เข้าไปในสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ
ในลักษณะที่คล้ายสถานบริการ และแก้ไขปัญหาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ในบริเวณ
ใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา และลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำ
การฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปฏิรูปและจัดระเบียบสังคม รวมทั้งเพื่อระงับ
และป้องกันการกระทำอันเป็นผลต่อความสงบเรียบร้อยของสงั คม
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบียบ/มติ ครม./ประกาศ
- พระราชบัญญัตสิ ถานบริการ พ.ศ. 2509 และฉบับท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม
- คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการในการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางและการควบคุมสถานบริการหรือ
สถานประกอบการทีเ่ ปดิ ใหบ้ รกิ ารในลกั ษณะที่คลา้ ยกับสถานบริการ ลงวันที่ 22 กรกฎาคม ๒๕๕๘
- คำสง่ั หัวหนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 46/2559 เรื่อง แกไ้ ขเพิม่ เตมิ คำส่ัง
หัวหน้าคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ ที่ 22/2558 ลงวนั ท่ี 29 กรกฎาคม 2559
2.1 อำนาจในการส่งั การ
ผู้ว่าราชการจงั หวัด มอี ำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามพระราชบัญญัติ
สถานบริการ พ.ศ. 2509 และฉบบั ที่แก้ไขเพม่ิ เติม ในการอนุญาตให้มีการตั้งสถานบริการ
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคุม
ผู้วา่ ราชการจงั หวัด มีอำนาจหน้าท่ีในฐานะพนักงานเจ้าหนา้ ที่ตามพระราชบัญญัติ
สถานบรกิ าร พ.ศ. 2509 และฉบบั ทแ่ี ก้ไขเพิ่มเตมิ เม่ือสถานบริการใดดำเนินกจิ การขัดต่อความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการมั่วสุมเพื่อกระทำ
ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการ หรือดำเนิน
กิจการโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวงที่ออกตาม
พระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจไม่ต่ออายุใบอนญุ าตหรือส่ังพักใช้ใบอนุญาต หรือส่ัง
เพกิ ถอนใบอนุญาตได้ โดยให้คำนึงถึงความร้ายแรงของการกระทำความผดิ
2.3 หน้าท่สี นบั สนุน
ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบัง คับใช้กฎหมาย
เก่ยี วกบั การควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการท่เี ปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ
ปฏบิ ัตติ ามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิด
3. ข้อพึงระวัง
-
117
4. หน่วยงานทเี่ ก่ียวขอ้ ง
4.1 หนว่ ยงานท่ีเก่ยี วขอ้ งในพ้ืนที่ : ทีท่ ำการปกครองจงั หวดั และที่ทำการปกครองอำเภอ
4.2 หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : สำนักการสอบสวนและนิติการ
กรมการปกครอง
เบอรต์ ิดตอ่ : 0 2356 9559
5. กลไกการดำเนินงาน
5.1 ส่วนกลาง สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เป็นหน่วยงาน
หลักในการกำกับ/ดูแล สนับสนุน การดำเนินงานจัดระเบียบสังคมของส่วนภูมิภาค โดยมีสำนัก
อำนวยการกองอาสารักษาดนิ แดน กรมการปกครอง เป็นหน่วยงานสนับสนุน
5.2 สว่ นภมู ิภาค
5.2.1 ระดับจังหวัด ที่ทำการปกครองจังหวัด ทำหน้าที่ในการออกใบอนุญาต
สถานบริการ
5.2.2 ระดับอำเภอ ที่ทำการปกครองอำเภอ ทำหน้าที่ในการติดตาม/
ตรวจสอบ การดำเนินงานของสถานบรกิ ารใหอ้ ย่ใู นขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
6. ขั้นตอนการดำเนนิ งาน
-
7. แผนภาพ (Flowchart) ข้ันตอนการดำเนนิ งาน
-
118
การปราบปรามและแก้ไขปัญหาการคา้ มนษุ ย์
ศูนยป์ ฏบิ ัติการบงั คบั ใช้กฎหมายพนักงานฝา่ ยปกครอง
สำนกั การสอบสวนและนติ ิการ
1. หลักการและเหตุผล/ความเป็นมา (โดยสังเขป)
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครองเป็นคณะกรรมการประสานและกำกับการ
ดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ
และปลัดอำเภอ เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายสืบสวน จับกุม ปราบปราม ผู้กระทำความผิดอาญารวมถึง
ความผิดฐานคา้ มนุษยด์ ้วย
คณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ มปี ระกาศฉบบั ที่ 96/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑8 กรกฎาคม ๒๕๕๗
เรือ่ ง การจัดตัง้ ศนู ย์ดำรงธรรมโดยใหจ้ ังหวดั จัดต้ังศนู ยด์ ำรงธรรมขน้ึ ในจงั หวัด เพือ่ ทำหนา้ ที่ให้บริการ
ขอ้ มลู ข่าวสาร ใหค้ ำปรึกษา รับฟงั ปญั หาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน รับเร่ืองร้องทุกข์
รอ้ งเรียนตา่ ง ๆ เช่น ปญั หายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว และปญั หาการคา้ มนุษย์
คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด
ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอนุกรรมการเพื่ออำนวยการ สั่งการ กำกับดูแล และติดตาม
การดำเนนิ งานของศนู ย์ปฏบิ ตั กิ ารปอ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์จังหวดั เปน็ ต้น
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
2.1 อำนาจในการสงั่ การ
2.1.1 ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา
มาตรา 1 (17) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่”
หมายความถงึ เจ้าพนักงานดงั ต่อไปนี้
(ฌ) ผวู้ ่าราชการจงั หวดั
มาตรา 16 อำนาจพนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจ ในการที่จะปฏิบัติ
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายอันว่าด้วย
อำนาจและหนา้ ที่ของพนักงานพนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจนัน้ ๆ
มาตรา ๑๗ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจทำการสืบสวน
คดอี าญาได้
มาตรา 52 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปทำการ
สอบสวนดว้ ยตนเอง ย่อมมอี ำนาจทจ่ี ะเรียกผตู้ ้องหาหรือพยานมาได้โดยไม่ตอ้ งออกหมายเรยี ก
มาตรา ๕๙ ศาลจะออกคำสั่งหรือหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง
ตามที่ศาลเหน็ สมควรหรอื โดยมีผู้ร้องขอก็ได้
119
ในกรณีที่ผู้ร้องขอเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ต้องเป็น
พนกั งานฝ่ายปกครองตงั้ แต่ระดบั สามหรอื ตำรวจซ่งึ มียศต้ังแตช่ ้ันร้อยตำรวจตรีหรือเทยี บเทา่ ขึน้ ไป
มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มี
หมายจับหรือคำส่งั ของศาลน้นั ไมไ่ ด้ เว้นแต่
(๑) เมอ่ื บคุ คลน้นั ได้กระทำความผดิ ซ่ึงหน้าดังไดบ้ ัญญตั ิไวใ้ นมาตรา ๘๐
(๒) เมอื่ พบบคุ คลโดยมพี ฤตกิ ารณอ์ ันควรสงสยั วา่ ผนู้ ้ันน่าจะก่อเหตุร้าย
ให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถ
อาจใชใ้ นการกระทำความผิด
(๓) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา ๖๖ (๒) แต่มี
ความจำเป็นเรง่ ดว่ นทไี่ ม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้
(๔) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่าง
ถกู ปล่อยช่วั คราวตามมาตรา ๑๑๗
มาตรา ๙๒ ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล
เว้นแตพ่ นกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเปน็ ผคู้ ้น และในกรณีดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน หรือมีเสียงหรือ
พฤติการณอ์ ืน่ ใดอนั แสดงไดว้ า่ มีเหตุร้ายเกิดขนึ้ ในทรี่ โหฐานนัน้
(๒) เมอ่ื ปรากฏความผดิ ซึง่ หน้ากำลงั กระทำลงในที่รโหฐาน
(๓) เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไป
หรือมีเหตุอันแนน่ แฟ้นควรสงสยั วา่ ได้เข้าไปซกุ ซ่อนตวั อยูใ่ นท่รี โหฐานน้ัน
(๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือ
ได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรืออาจเป็น
พยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่า
เนือ่ งจากการเนิ่นชา้ กว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
(๕) เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้น
มหี มายจบั หรือจบั ตามมาตรา ๗๘
การใชอ้ ำนาจตาม (๔) ให้พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจผู้ค้นส่งมอบ
สำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลท่ี
ทำให้สามารถเขา้ ค้นได้เป็นหนงั สือให้ไว้แก่ผู้ครอบครองสถานทีท่ ี่ถกู ตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผูค้ รอบครอง
อยู่ ณ ที่นั้น ให้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้นในทันทีที่กระทำได้ และรีบรายงานเหตุผล
และผลการตรวจค้นเปน็ หนงั สอื ตอ่ ผ้บู งั คบั บัญชาเหนือข้นึ ไป
มาตรา ๙๓ ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของ
ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้
เปน็ ความผิด
120
2.1.2 พระราชบญั ญัตปิ อ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. 2551
มาตรา ๔ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานฝ่ายปกครอง
หรอื ตำรวจช้ันผู้ใหญ่
มาตรา ๒๗ พนกั งานเจา้ หน้าทม่ี อี ำนาจหน้าท่ดี งั ต่อไปน้ี
(๑) มีหนังสือเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหรือ
พยานหลกั ฐาน
(๒) ตรวจตัวบุคคลท่มี ีเหตุอันควรเชือ่ ได้ว่าเปน็ ผูเ้ สยี หายจากการกระทำ
ความผิดฐานค้ามนุษย์เมือ่ ผู้น้นั ยนิ ยอม แต่ถ้าผูน้ ้นั เป็นหญิงจะต้องใหห้ ญงิ อน่ื เปน็ ผู้ตรวจ
(๓) ตรวจค้นยานพาหนะใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่า
มีพยานหลักฐานหรอื บุคคลที่ตกเปน็ ผู้เสยี หายจากการกระทำความผดิ ฐานค้ามนุษย์อยู่ในยานพาหนะนนั้
(๔) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น ยึด หรืออายัด
เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีพยานหลักฐานในการค้ามนุษย์ หรือเพื่อพบและช่วยบุคคลที่ตกเป็น
ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหม ายค้นมาได้
พยานหลักฐานนัน้ อาจถกู โยกย้าย ซ่อนเร้น หรือทำลายไปเสียก่อน หรือบุคคลนั้นอาจถกู ประทุษร้าย
โยกยา้ ย หรอื ซ่อนเรน้
มาตรา 29 พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจัดผู้เสียหายอยู่ในความคุ้มครอง
เป็นการชว่ั คราวไดแ้ ตต่ อ้ งไมเ่ กนิ ยส่ี บิ ส่ชี ั่วโมง ทัง้ น้ีให้รายงานให้หรือผู้วา่ ราชการจงั หวดั ทราบ
มาตรา ๓๐ ในกรณีที่มีเหตุอนั ควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมลู ข่าวสาร
อน่ื ใดซึง่ สง่ ทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศพั ท์ โทรสาร คอมพวิ เตอร์ เครอ่ื งมอื หรืออปุ กรณ์ในการส่ือสาร
สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่นใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด
ฐานค้ามนุษย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุมตั ิเป็นหนังสือผู้ว่าราชการจังหวัด จะยื่นคำขอฝ่ายเดียว
ต่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งเอกสาร
หรือขอ้ มลู ขา่ วสารดังกลา่ วก็ได้
มาตรา ๓๒ พนักงานเจ้าหนา้ ทเี่ ป็นเจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัย
ให้แก่ผเู้ สยี หายระหวา่ งท่อี ยู่ในความดูแลไม่วา่ บุคคลน้ันจะพำนักอยู่ ณ ทีใ่ ด ไม่วา่ กอ่ น ขณะ หรือหลัง
การดำเนนิ คดี
มาตรา ๓๗ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด
การรักษาพยาบาล
การบำบัดฟื้นฟู การเรียกร้องสิทธิของผู้เสียหาย พนักงานเจ้าหน้าท่ี
อาจดำเนินการให้มีการผ่อนผันให้ผู้เสียหายนั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับ
อนุญาตให้ทำงานเป็นการชัว่ คราวตามกฎหมายได้
มาตรา ๓๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๗ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งตัว
ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าวกลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้น
เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรอื เป็นผู้ได้รับการ
ผอ่ นผันใหอ้ ยู่ในราชอาณาจกั รเป็นกรณพี ิเศษ
121
มาตรา ๓๙ ในกรณีที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยตกเป็นผู้เสียหายจากการ
กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ในต่างประเทศ หากผู้นั้นประสงค์จะกลับเข้ามาในราชอาณาจักร
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีสัญชาติไทยจริงหรือไม่ หากบุคคลนั้น
เป็นผู้มีสัญชาติไทยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อให้บุคคลนั้นเดินทางกลับเข้ามา
ในราชอาณาจักรโดยไมช่ ักช้า
2.1.3 พระราชบัญญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดนิ พ.ศ. 2534
มาตรา 52/1 ใหจ้ ังหวัดมีอำนาจภายในเขตจังหวัด ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) นำภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์
(2) ดแู ลให้มีการปฏบิ ัติและบงั คบั การให้เป็นไปตามกฎหมายเพอ่ื ให้เกิด
ความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมในสงั คม
มาตรา 57 ผวู้ ่าราชการจังหวดั มอี ำนาจและหน้าท่ดี ังต่อไปนี้
(1) บรหิ ารราชการตามกฎหมายระเบยี บแบบแผนทางราชการและตาม
แผนพัฒนาจังหวัด
(2) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม
มอบหมายหรอื ตามท่ีนายกรัฐมนตรสี ่ังการในฐานะหัวหนา้ รัฐบาล
(4) กำกับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาค
ของข้าราชการซึ่งประจำอยู่ในจังหวัดนัน้ ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตลุ าการ ข้าราชการ
ฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและ
ข้าราชการครู ให้ปฏิบัติราชการเป็นไปตามกฎหมายระเบยี บขอ้ บังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง
กรม หรือมติคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือยับยั้งการกระทำใด ๆ
ของข้าราชการในจังหวัดท่ีขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม
มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราวแล้วรายงานกระทรวง ทบวง กรม
ทเ่ี กย่ี วข้อง
2.1.4 ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการส่ังปิดสถานประกอบกิจการหรือโรงงานชั่วคราว
การพักใช้ใบอนุญาตประกอบการสำหรับการประกอบธุรกิจหรือโรงงาน การห้ามใช้ยานพาหนะ
เปน็ การช่ัวคราว หรือดำเนนิ มาตรการทจ่ี ำเปน็ เพ่ือป้องกันการกระทำผดิ ข้นึ อีก
ข้อ ๒ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีสถานประกอบกิจการ
โรงงานและยานพาหนะใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจัดทำบันทึกรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อคณะอนุกรรมการ
เพ่อื พจิ ารณาภายในห้าวนั นับแตว่ ันทต่ี รวจพบ
2.2 อำนาจในการกำกบั และควบคุม
2.2.1 ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วย
การจดั ต้งั สถานคมุ้ ครองเอกชนเพื่อการชว่ ยเหลอื และคมุ้ ครองผ้เู สยี หายจากการคา้ มนษุ ย์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ข้อ ๖ ใหอ้ งคก์ รเอกชนยื่นคำขอจัดตั้งสถานคุม้ ครองเอกชน ตามแบบที่
ปลัดกระทรวงกำหนดพร้อมเอกสารและหลกั ฐาน โดยกำหนดสถานทยี่ ืน่ คำขอดงั น้ี
122
(๒) จังหวัดอื่น ให้ยื่นที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย์จังหวัดที่สถานคุม้ ครองเอกชนน้ันจะจัดตัง้ เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นตอ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ให้มีการจดทะเบยี นแล้วรายงานผลให้ปลดั กระทรวงทราบ
ข้อ ๙ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือย้ายสถานคุ้มครองเอกชน
ให้สถานคุ้มครองเอกชนแจ้งเป็นหนังสือต่อปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอความ
เห็นชอบซง่ึ ต้องดำเนนิ การไม่นอ้ ยกว่าสามสิบวันกอ่ นท่ีจะมีการดำเนนิ การนนั้
ข้อ ๒๑ สถานคุ้มครองเอกชนต้องยินยอมใหป้ ลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการ
จังหวัดหรือผู้ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปดูแล
ให้คำแนะนำ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยการช่วยเหลือและคุ้มครองดแู ล และสภาพความเป็นอยู่
ของผู้เสยี หาย ในทกุ กรณี
2.2.2 ระเบียบคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการค้ามนุษย์ว่าดว้ ยการ
จดทะเบียนองค์กรเอกชนด้านการปอ้ งกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๒
ข้อ ๖ การยื่นคำขอในส่วนภูมภิ าคให้ย่ืนคำขอทส่ี ำนักงานพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่องค์กรเอกชนนั้นมีสถานที่ทำการตั้งอยู่ และให้พัฒนาสังคมและ
ความมัน่ คงของมนษุ ยจ์ ังหวัดพิจารณาเสนอความเหน็ ต่อผู้ว่าราชการจังหวดั เพอ่ื อนุมัติให้จดทะเบียน
แลว้ รายงานผลให้ปลัดกระทรวงทราบ
ข้อ ๙ ให้ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
จากปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจเข้าไปดูแล ให้คำแนะนำ แก่องค์กรเอกชน
ที่จดทะเบียนตามระเบียบนี้ซึ่งรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไว้ดูแล ในเรื่องความปลอดภัย
การคุม้ ครองดแู ล และสภาพความเป็นอย่ขู องผู้เสียหาย
2.2.3 ระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าด้วย
การเก็บรักษา และการใช้ประโยชน์เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มาในการสืบสวนและใช้เป็น
พยานหลกั ฐานในการดำเนินคดีความผิดฐานค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑
ข้อ ๕ เมื่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ มีคำสั่งอนุญาต
ให้พนักงานเจา้ หนา้ ทผี่ ใู้ ดได้มาซึ่งเอกสารหรือขอ้ มูลข่าวสารท่ีถูกใชห้ รืออาจถูกใช้เพ่ือประโยชน์ในการ
กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้นั้นนำคำสั่งดังกล่าวรวมทั้งรายงาน
รายละเอียดผลการดำเนินการ และเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มาน้ันเสนอปลดั กระทรวงหรือผูว้ า่
ราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณามีคำสั่งให้จัดเก็บรักษาและใช้ประโยชน์ในการสืบสวนและ
ใชเ้ ปน็ พยานหลักฐานในการดำเนินคดีความผดิ ฐานค้ามนุษย์เทา่ นัน้
ในกรณีที่เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มานั้นเป็นถ้อยคำหรือเสียง
ของบุคคล หรือการสนทนาระหว่างบุคคล ให้จัดทำบันทึกถ้อยคำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือ
บันทึกเสียงหรือการสนทนาด้วยเครื่องมือเทคโนโลยี ถ้าถ้อยคำ เสียง หรือการสนทนาดังกล่าว
เป็นภาษาต่างประเทศหรือรหัสที่จำเป็นต้องแปลความหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญ
ดำเนนิ การแปลความหมายน้ันไวด้ ว้ ย
ข้อ ๖ ภายใต้การกำกับดูแลของปลัดกระทรวงหรือผูว้ ่าราชการจังหวัด
ให้พนกั งานเจา้ หน้าท่ผี ู้ได้มาซงึ่ เอกสารหรือข้อมลู ข่าวสารมีหน้าที่เก็บรักษาเอกสารหรือข้อมูลข่าวสาร
123
ที่ได้มาในระหว่างการดำเนินการ โดยต้องไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข และให้จัดระบบในการ
เก็บรักษาข้อมลู ขา่ วสารและการรกั ษาความปลอดภยั
ข้อ ๗ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับเอกสารหรือ
ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาในสิ่งสื่อสารตามคำสั่งอนุญาตของศาลอาญาหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ
จัดหาให้ซึ่งเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มาทั้งหมด สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความช่วยเหลือ
ทางด้านเทคนิคที่จำเป็นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงคำสั่งศาลอาญาหรือ
ศาลจังหวดั ทีม่ เี ขตอำนาจ ท่รี ะบวุ ่าตอ้ งใหค้ วามร่วมมอื และช่วยเหลือในการปฏบิ ัติหน้าทดี่ ว้ ย
ข้อ ๑๐ หน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดฐานค้ามนุษย์ ประสงค์
จะขอใชป้ ระโยชน์จากเอกสารหรอื ข้อมูลข่าวสารท่ีได้มา ให้ย่ืนคำขอตอ่ ปลัดกระทรวงหรือผู้วา่ ราชการ
จงั หวัดการอนมุ ตั ิคำขอตามวรรคหนึ่ง ใหเ้ ป็นอำนาจของปลัดกระทรวงหรอื ผู้วา่ ราชการจังหวัด
ข้อ ๑๑ ในกรณีที่เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเป็นเอกสารหรือ
ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการสืบสวนหรือไม่ได้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี
ความผิดฐานคา้ มนษุ ยใ์ ห้พนักงานเจา้ หน้าทรี่ ายงานเสนอปลัดกระทรวงหรอื ผู้ว่าราชการจังหวัด เพ่ือมี
คำสงั่ ให้ทำลายเอกสารหรอื ขอ้ มลู ข่าวสารท่ไี ดม้ าดังกลา่ ว
ข้อ ๑๒ การทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มา หรือการทำลาย
เอกสารหรอื ขอ้ มูลข่าวสารตามข้อ ๑๑ ใหป้ ลัดกระทรวงหรอื ผูว้ ่าราชการจังหวดั แต่งต้งั คณะกรรมการ
จากพนักงานเจ้าหน้าที่จำนวนสามคน ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสังกัด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้แทนสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เพื่อทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ได้มาโดยระบุประเภท ลักษณะและวิธีการที่จะทำลาย
และเมื่อดำเนนิ การแลว้ ใหจ้ ัดทำบันทึกรายงานปลัดกระทรวงหรอื ผ้วู ่าราชการจงั หวัด เพ่ือทราบด้วย
ข้อ ๑๓ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ตามหมวด ๒ ให้หน่วยงาน
ต้นสังกัดของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่นำไปใช้ประโยชน์นั้นเป็นผู้รับผิดชอบ เว้นแต่ปลัดกระทรวงหรือ
ผ้วู า่ ราชการจังหวัด เหน็ สมควรกำหนดไว้เปน็ อยา่ งอื่น
ข้อ ๑๔ ในกรณีที่บุคคลใดตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย เนื่องจากการให้
ความร่วมมือแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ 7 ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณาให้
ความช่วยเหลอื โดยเรว็
2.3 หนา้ ทีส่ นับสนุน
2.3.1 ประกาศคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์ เรอ่ื ง กำหนดวงเงนิ และรายการค่าใช้จา่ ยเป็นเงนิ รางวลั และค่าตอบแทน
ในการนำจับและดำเนินคดีกับผู้กระทำ ความผิดฐานค้ามนุษย์จากกองทุนเพื่อการป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์
ขอ้ ๘ ผ้รู บั แจง้ ความนำจับตามประกาศน้ี ได้แก่
(๓) ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ
หรือปลดั อำเภอ
ข้อ ๑๑ ให้ผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าพนักงานผู้ทำการสืบสวนหรือ
จบั กมุ หรือพนักงานสอบสวนหรือผูร้ ับแจ้งความนำจับตามประกาศนี้ ยน่ื คำร้องตอ่ บคุ คลดังต่อไปน้ี
124
(๒) ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวดั
หรือพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษยจ์ ังหวัด
3. ข้อพึงระวัง
3.1 มาตรา ๖ ผู้ใดกระทำการอยา่ งหนง่ึ อย่างใด ดังตอ่ ไปน้ี
(๒) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยว
กักขงั จดั ใหอ้ ย่อู าศัยหรอื รบั ไว้ซงึ่ เด็ก
ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์
โดยมิชอบผนู้ น้ั กระทำความผดิ ฐานคา้ มนุษย์
การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการแสวงหา
ประโยชนจ์ ากการคา้ ประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วตั ถุหรือส่ือลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ
รปู แบบอ่นื การเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีลักษณะคล้ายทาส การนำคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพื่อ
การค้า การบังคับใช้แรงงานหรอื บริการตามมาตรา ๖/๑ หรือการอื่นใดทีค่ ล้ายคลึงกันอันเป็นการขดู
รดี บคุ คลไม่วา่ บุคคลนั้นจะยินยอมหรอื ไมก่ ต็ าม
ประเด็นพึงระวัง การกระทำตาม มาตรา ๖ (๒) ที่จะเข้าข่ายเป็นการกระทำ
ความผิดฐานค้ามนษุ ย์น้ัน จะต้องกระทำต่อตัวเด็ก โดยเฉพาะประเด็นการแสวงหาประโยชน์โดยการ
ผลิตหรอื เผยแพรว่ ัตถหุ รือส่ือลามก ผกู้ ระทำผดิ ต้องดำเนนิ การกบั ตวั เด็กแบบสด ๆ เทา่ น้ัน หากใช้วิธี
หลอกให้เด็กถ่ายรูป หรือคลิปลามกเอง โดยวิธีการข่มขู่หรือเด็กจะยินยอมเองก็ตาม อาจไม่เข้าข่าย
การกระทำผดิ ฐานค้ามนุษย์ (ประเดน็ ดงั กลา่ วยงั เป็นขอ้ ถกเถยี งอย่างมาก)
3.2 มาตรา ๒๙ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง
เกยี่ วกับการค้ามนุษย์และเพ่ือคุ้มครองป้องกันภัยแก่บุคคลที่มีเหตุอันควร เชอื่ ได้ว่าเป็นผู้เสียหายจาก
การกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ อาจจัดให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครอง
เป็นการชั่วคราวได้แต่ต้องไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง ทั้งนี้ ให้รายงานให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดี
กรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
ทราบโดยไมช่ กั ช้า
ประเด็นพึงระวัง การช่วยเหลือบุคคลที่อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ในพื้นที่ภูมิภาค หากมีความจำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงหรือเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยบุคคล
สามารถทำได้แต่ต้องไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมงและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้ว่าราชการจัง หวัด
ทราบโดยไมช่ ักชา้ ท้งั น้เี พ่อื เปน็ การคุ้มครองสทิ ธิและเสรีภาพตอ่ บุคคล
125
3.3 มาตรา ๓๐ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใด
ซึ่งส่งทางไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์เครื่องมือหรือ อุปกรณ์ในการสื่อสาร
สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่นใดถูกใช้หรืออาจถูกใช้ เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด
ฐานคา้ มนษุ ย์ พนักงานเจา้ หนา้ ทีซ่ ึง่ ไดร้ บั อนุมตั ิเปน็ หนงั สือจากผบู้ ญั ชาการตำรวจแห่งชาติ อธบิ ดีกรม
สอบสวนคดีพิเศษ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลอาญาหรือศาล
จังหวัด ที่มีเขตอำนาจ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งเอกสาร หรือข้อมูล ข่าวสาร
ดงั กลา่ วกไ็ ด้ทงั้ น้ี ตามหลักเกณฑ์และวธิ กี ารที่กำหนดในขอ้ บังคับประธานศาลฎกี า
ประเด็นพึงระวัง กรณีจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์
โทรสาร คอมพิวเตอร์เครื่องมือหรือ อุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่นใด
ซึ่งเชื่อว่าใช้หรืออาจถูกใช้ในการส่งเอกสาร ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เนื่องจาก
เจ้าของหรือบุคคลไม่ยินยอมให้เข้าถึง หรืออุปกรณ์นั้น ๆ ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ หรืออุปกรณ์ถูกโยกย้าย
ในภายหลัง ในกรณีภูมิภาค พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจ จะต้องได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณียื่นคำขอ
ฝ่ายเดยี วต่อศาลจังหวัดท่ีมีเขตอำนาจในพ้ืนท่ี
4. หนว่ ยงานที่เกีย่ วขอ้ ง
4.1 หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องในพืน้ ที่ : ทีท่ ำการปกครองจงั หวดั ทท่ี ำการปกครองอำเภอ
กองบงั คบั การกองอาสาดนิ แดนจังหวัด กองรอ้ ยอาสารักษาดินแดนอำเภอ สำนกั งานพฒั นาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษยจ์ ังหวดั
4.2 หน่วยงานส่วนกลางทีร่ ับผิดชอบ : ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงาน
ฝ่ายปกครอง สำนักการสอบสวนและนิติการ
เบอรโ์ ทรศพั ท์ : 0 2160 8662
5. กลไกการดำเนินงาน
5.1 ดำเนินการตามคำสั่งคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์ ท่ี 3/ 2553 เร่อื งแตง่ ต้ังคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏบิ ัติการป้องกันและ
ปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน
อนุกรรมการ รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย เป็นรองประธานอนุกรรมการ
ผแู้ ทนหนว่ ยงานราชการในจังหวัด จำนวนไม่เกนิ 16 คน เป็นอนุกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒซิ งึ่ เป็นผู้แทน
จากองค์กรเอกชนภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม จำนวนไม่เกิน 2 คน เป็นอนุกรรมการ พัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด จำนวน 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการ
ดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ (1) อำนวยการสั่งการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของศูนย์ปฎิบัติ
การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกนั
และปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติและต่างประเทศ (2) ดำเนินการโดยคณะทำงานทีมสหวิชาชีพ
ภายใต้คณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด เพื่อให้ความ
คุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในกรณีเร่งด่วน (3) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณา
126
หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์จังหวัดมอบหมาย (4) ดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตามความเหมาะสมเพื่อป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนษุ ยใ์ นจังหวัด
5.2 กำชบั และตดิ ตามการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของศูนย์บูรณาการและประสาน
การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับอำเภอ ตามแนวทาง 8 มาตรการ และเอาใจใส่
และให้ความสำคัญกบั การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เปน็ กรณีพเิ ศษ
แนวทางการดำเนนิ การปอ้ งกันและปราบปรามการค้ามนษุ ย์ 8 มาตรการ
มาตรการ รายละเอยี ด
1. มาตรการปอ้ งกัน
1.1 ให้จังหวัดรณรงค์ผ่านกลไกของรัฐทุกประเภท กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
2. มาตรการสกดั กั้น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสถานประกอบการ เพื่อสร้าง
จิตสำนกึ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ
โดยเร็ว
1.2 เสริมสร้างจิตสำนึก และกลไกเฝ้าระวังปัญหาการค้ามนุษย์ในชุมชน
และสถานประกอบการทุกประเภท
1.3 ให้จังหวัดให้ความรู้กับผู้ประกอบการ ให้ปฏิบัติตามประกาศสำนัก
นายกรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ในสถานประกอบกิจการโรงงานและยานพาหนะ
2.1 ให้จังหวัดกำหนดมาตรการป้องกันบริเวณแนวชายแดนและเส้นทาง
เดนิ ทางเข้าพนื้ ทชี่ ั้นในโดยจดั ต้งั ด่านตามเสน้ ทางตา่ ง ๆ ทค่ี าดวา่ ขบวนการ
ผู้นำพา ผู้หลบหนีเข้าเมืองจะใช้เป็นเส้นทางลำเลียงคนหลบหนีเข้าเมือง
ส่งไปยังจังหวัดใกล้เคียงหรือผ่านต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสกัดก้ัน
การเดินทางเข้าออกบริเวณชอ่ งทางธรรมชาตทิ ้ังทางบก ทางนำ้ และทางทะเล
2.2 กำชับเจ้าหน้าที่ประจำด่านหรือจุดตรวจ จุดสกัดทุกผลัดให้ปฏิบัติ
หน้าที่อย่างจริงจังเพื่อสกัดกั้น การลำเลียงคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งด่าน ให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางสายหลักและเส้นทาง
สายรองดว้ ย
2.3 ให้มีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการระดับตำบล อันประกอบด้วยกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน แพทยป์ ระจำตำบล สารวตั รกำนัน ผูช้ ่วยผูใ้ หญบ่ า้ นดำเนินการ
สำรวจผู้หลบหนีเข้าเมืองที่อยู่ในพื้นที่และจัดทำฐานข้อมูลให้ถูกต้องและ
เป็นปัจจบุ ัน
127
มาตรการ รายละเอยี ด
3. มาตรการปราบปราม 3.1 ให้จังหวัดจัดตั้งชุดปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยฝ่ายปกครอง
ประจำจังหวัด ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้
มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายถูกนำมาค้ามนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานกลุ่มเสี่ยง
ได้แก่ แรงงานประมง แรงงานในโรงงาน สถานประกอบการและแรงงาน
ภาคการเกษตร ไม่มีการค้ามนุษย์รูปแบบการค้าประเวณีเด็กและการบังคับ
ค้าประเวณีในสถานบริการ ร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะและไม่มีการนำคน
มาขอทาน
3.2 พิจารณาใช้มาตรการทุกด้านในการสืบสวน สอบสวนขยายผล
ถึงตัวการผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการนำพาที่แท้จริงและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมด รวมทั้งให้ขยายผลต่อเนื่องไปยังวัตถุสิ่งของที่ใช้กระทำความผิด
อาทิ รถยนต์ เป็นต้น โดยสืบสวนจนถึงต้นทาง และให้ดำเนินคดี
ตามกฎหมายใหถ้ ึงทีส่ ุดกบั ทุกคนทม่ี ีสว่ นเกย่ี วข้อง
3.3 กรณีที่มีการจับกุมขบวนการค้ามนุษย์ให้จังหวัดประสานไปยัง
พนักงานสอบสวนใหค้ ัดค้านการขอประกนั ตวั ผ้ตู ้องหาทุกกรณี
3.4 ให้จังหวัดจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการกับหน่วยงาน
ทเ่ี กยี่ วข้องในพน้ื ท่ีเพือ่ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหนา้ ท่ี
3.5 กรณมี กี ารจบั กมุ ดำเนนิ คดคี วามผดิ ฐานคา้ มนุษย์ ให้จงั หวดั ตดิ ตามผล
การดำเนินคดีและรายงานความคืบหน้าให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
จนกว่าคดีจะถึงทีส่ ุด
4 . มาตรการเพ่ิ ม 4.1 ให้จัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในทางลับ
ประสิทธิภาพด้านการ เพื่อสืบสวน จับกุม ดำเนินคดี และขยายผลการดำเนินการคดีไปสู่ตัวการ
เข้าถึงเครือข่ายค้า นายทุน เครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ รวมทั้งประสถานการณ์บังคับใช้
มนุษย์ในพืน้ ท่ี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยึดทรัพย์ เช่น มาตรการด้านภาษี มาตรการ
ปอ้ งกันและปราบปราม การฟอกเงิน เปน็ ต้น
4.2 ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบเครือข่าย
ขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองอำนวยการ
รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน
และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น
4.3 ตรวจสอบขอ้ เทจ็ จริงและสืบสวนหาข่าวตามข้อร้องเรียนและการแจ้ง
เบาะแสอย่างจรงิ จังทุกกรณี
128
มาตรการ รายละเอยี ด
5. มาตรการเ พิ่ ม 5.1 พัฒนากลไกการรับแจ้งข้อมูล/เบาะแสการกระทำความผิด
ประสิทธิภาพในการ ผ่านเครือข่ายศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอ โดนจัดเจ้าหน้าที่
รับแจ้งข้อมูลข่าว เตรียมพรอ้ มเพ่ือรบั แจง้ ความเดอื ดร้อน/เบาะแสจากประชาชน
การค้ามนษุ ย์ 5.2 จัดชุดเคลื่อนที่เร็วในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ประจำตำบล หมู่บ้าน
และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
ตามอำนาจหนา้ ท่ี
5.3 พัฒนากลไกความร่วมมือในการเฝ้าระวังและรับแจ้งเบาะแสจาก
องค์กรอาสาสมัครภาคเอกชนในพื้นที่ (NGO) รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล
ขา่ วสารจากภาคเี ครอื ขา่ ยในพนื้ ท่ี
6. มาตรการชว่ ย 6.1 กรณีพบว่าผู้ใดเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
เยียวยาผเู้ สียหายจาก ดำเนินการตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าว
การค้ามนุษย์ บางจำพวก อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับผู้เสียหายจากการ
กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เพื่อใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง
อนญุ าตใหผ้ เู้ สยี หายพำนกั อยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเพอ่ื ประโยชน์
ในการดำเนนิ คดีกับขบวนการคา้ มนุษย์
6.2 สนับสนนุ ใหห้ นว่ ยงานท่ีทำหนา้ ท่ีค้มุ ครองพยาน สามารถปฏิบตั หิ นา้ ที่
ในการคุ้มครองพยาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา
พ.ศ. 2546 ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
6.3 ส่งเสริม สนับสนุนให้มีสถานที่คุ้มครอง/พักพิงผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ตามมาตรฐานสากล
6.4 สนับสนุนใหม้ กี ารบริการลา่ มเพอ่ื การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนษุ ย์
7. มาตรการเพ่มิ 7.1 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ถือปฏิบัติตามนโยบายการป้องกันและ
ประสทิ ธิภาพในการ ปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยกำชับเจ้าหน้าที่
บรหิ ารจัดการอย่าง ทุกระดับของหน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครอง
บรู ณาการ ส่วนท้องถิ่นไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์
โดยมชิ อบเกีย่ วกบั การค้ามนษุ ย์
7.2 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด/นายอำเภอบูรณาการและประสานการปฏิบัติ
การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์กับทุกภาคส่วนที่อยู่ในพื้นที่
ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ร่วมมือกันทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติห น้ าท่ี
ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพบงั เกดิ ผลสำเร็จอยา่ งเปน็ รูปธรรม
7.3 กรณีเจ้าหนา้ ทข่ี องรฐั หนว่ ยงานใดเข้าไปส่วนเกี่ยวข้องกบั การแสวงหา
ประโยชน์จากขบวนการการค้ามนุษย์ ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา
ที่จะต้องตรวจสอบและลงโทษทางวินัยและใช้มาตรการทางการบริหาร
อย่างเด็ดขาดโดยทันที หากพบว่าผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยให้ถือว่า
129
มาตรการ รายละเอยี ด
เป็นความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาด้วย ตามระเบียบสำนัก
นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยมาตรการบริหารในการปอ้ งกันเจ้าหน้าทีข่ องรฐั มิให้
เกยี่ วข้องกบั การคา้ มนษุ ย์
8. มาตรการดา้ น 8.1 การรายงานผลการดำเนินงานที่รวดเร็ว ถูกต้อง มีการจัดทำข้อมูล
ประชาสมั พันธ์ อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการของ
ประเทศไทยอยา่ งมเี อกภาพ
8.2 การรณรงค์การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยให้หน่วยงานองค์กร
ทุกภาคส่วนได้รวมพลังแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งม่นั ในการดำเนินการ
ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความ
ตระหนักและกระตุ้นให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดจิตสำนึก
ในการรว่ มกนั เฝ้าระวังและป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนษุ ย์
8.3 การประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงการปฏิบตั ิ
ที่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงผลงานที่แสดงความพยามยามและความตั้งใจจริง
ของประเทศไทย ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
อย่างจรงิ จังต่อหนว่ ยงานทเี่ ก่ียวขอ้ ง สื่อต่าง ๆ รวมท้งั ประชาคมโลก
6. ขนั้ ตอนการดำเนินงาน
6.1 การดำเนินการของคณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์จังหวัด จะมีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทำหน้าที่เป็น
ฝ่ายเลขานุการเชิญประธานอนุกรรมการ รองประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการ ที่ได้รับการแต่งตั้ง
เข้ารว่ มประชุมเพื่อตดิ ตามผลการปฏิบัติงานการป้องกนั และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นท่ีจงั หวัดน้นั
6.2 การขับเคลื่อนของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัด
ตามแนวทางการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 8 มาตรการ มีกรมการปกครอง
โดยศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง สำนักการสอบสวนและนิติการ
เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนภารกิจ โดยแจ้งให้จังหวัดและอำเภอจัดชุดปฏิบัติการป้องกันการค้ามนุษย์
เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังการกระทำความผิดในพื้นที่ตลอดแนวชายแดน เส้นทางเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน
รวมทั้งตรวจสถานบริการและสถานประกอบการที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือตั้งจุดตรวจจุดสกัด โดยให้
ดำเนินการอย่างน้อย 2 ครั้ง/เดือน หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการจับกุมปราบปราม
ตามอำนาจหน้าท่ี โดยให้จังหวัดรายงานผลการดำเนินงานตามแบบรายงานผลการดำเนนิ การป้องกัน
และปราบปรามการค้ามนุษย์ ในเดือนตุลาคม เป็นต้นไป จนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ โดยรายงานให้
กรมการปกครองทราบทุกเดอื น ภายในวันท่ี 15 ของเดอื นถัดไป
130
7. แผนภาพ (Flowchart) ข้ันตอนการดำเนินงาน
7.๑ การดำเนินการของคณะอนุกรรมการศนู ย์ปฏิบัตกิ ารป้องกันและปราบปราม
การค้ามนษุ ยจ์ ังหวดั
คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนนิ งานปอ้ งกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์ มคี ำส่ังแต่งตงั้
คณะอนุกรรมการศูนยป์ ฏบิ ตั ิการป้องกนั และปราบปราม
การค้ามนษุ ยจ์ งั หวัด
องคป์ ระกอบ อำนาจหน้าท่ี
1. ผู้วา่ ราชการจังหวดั เป็นประธานอนกุ รรมการ 1. อำนวยการสั่งการกำกับดูแลและติดตามการ
ด ำ เ น ิ น ง า น ข อ ง ศ ู น ย ์ ป ฎ ิ บ ั ต ิ ก า ร ป ้ อ ง กั น
2. รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด และปราบปรามการค้ามนุษยจ์ งั หวัด
มอบหมาย เป็นรองประธานอนุกรรมการ
2. คณะทำงานท ี มสหว ิ ช าช ี พภ า ยใ ต้
3. ผู้แทนหน่วยงานราชการในจังหวัด จำนวน คณะอน ุ กรรมการ ศ ู นย ์ ปฏ ิ บ ั ต ิ การ ป ้ อง กั น
ไม่เกิน 16 คน เปน็ อนุกรรมการ แ ล ะ ป ร า บ ป ร า ม ก า ร ค ้ า ม น ุ ษ ย ์ จ ั ง ห ว ั ด ใ ห้
ความคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้า
4. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้แทนจากองค์กรเอกชน มนษุ ยใ์ นกรณเี ร่งดว่ น
ภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม จำนวนไม่เกิน
2 คน เปน็ อนกุ รรมการ 3. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือ
ดำเนินการ อย่าง ใด อย ่างห นึ่ ง ต า ม ท่ี
5. พัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย์จังหวัด คณะอนุกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน
เป็นอนกุ รรมการและเลขานุการ และปราบปรามการค้ามนุษย์จงั หวัดมอบหมาย
6. เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคม 4. ดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตามความ
และความมั่นคงของมนุษย์จังหวดั จำนวน 1 คน เหมาะสมเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้า
เปน็ ผู้ชว่ ยเลขานุการ มนุษยใ์ นจังหวดั
131
7.๒ การดำเนินงานของจังหวดั และอำเภอ
กรมการปกครอง
ส่ังการให้จงั หวดั และอำเภอดำเนนิ การตามแนวทาง รายงานผลก่อนวันที่
การดำเนนิ การปอ้ งกนั และปราบปรามการค้ามนุษย์ 8 มาตรการ 15 ของทุกเดอื น
จังหวัด
1) จดั ชุดปฏิบัติการป้องกนั การคา้ มนษุ ย์ระดบั จงั หวัด เพื่อดำเนินการตรวจตรา
เฝา้ ระวังการกระทำความผดิ ในพื้นท่ี โดยใหด้ ำเนนิ การอย่างนอ้ ย 2 คร้ัง/เดอื น
2) แจ้งอำเภอจัดชดุ ปฏบิ ตั ิการป้องกันการคา้ มนุษย์ระดบั อำเภอ
อำเภอ
รายงานผลทุกเดือน
จดั ชดุ ปฏิบัติการปอ้ งกันการค้ามนษุ ย์ระดบั อำเภอ เพ่ือดำเนนิ การตรวจตรา
เฝ้าระวงั การกระทำความผดิ ในพื้นที่ โดยใหด้ ำเนนิ การอย่างนอ้ ย 2 ครั้ง/เดอื น
132
การอำนวยความเปน็ ธรรมตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
1. หลกั การและเหตผุ ล/ความเปน็ มา (โดยสังเขป)
ตามที่ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม มาตรา 52/1 (2) วางหลักไว้ว่า “ให้จังหวัดมีอำนาจภายในเขตจังหวัด ในการดูแลให้มี
การปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรม
ในสังคม” ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (17) (ฌ) มาตรา 17
และมาตรา 18 กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ถือเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
มีอำนาจในการสืบสวนและสอบสวนความผิดอาญาซึ่งเกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขต
อำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ นอกจากนี้ ยังมีอำนาจ
หน้าที่ที่สำคัญอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น การแต่งตั้งพนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครอง การเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน การพิจารณาทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ฯลฯ
ของพนกั งานอัยการ เป็นตน้
2. กฎหมาย/กฎ/ระเบยี บ/มติ ครม./ประกาศ
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา และกฎหมายอ่นื ๆ
2.1 อำนาจในการสงั่ การ
2.1.1 การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ตามกฎกระทรวงกำหนด
การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงาน
สอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 และท่ีแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2555 ข้อ 4
2.1.2 การเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง มีอำนาจสอบสวน
ความผิดอาญาในเขตจังหวัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคท้าย
ประกอบมาตรา 140
2.1.3 ในกรณีไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันควรเป็น
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจชี้ขาด ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 21
2.1.4 ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา หรือถอนฟ้อง
ถอนอทุ ธรณ์และถอนฎีกา ในเขตทอ้ งท่จี ังหวดั ให้ผวู้ ่าราชการจังหวัดเป็นผู้พิจารณาทำความเห็นแย้ง
คำสั่งของพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 12
ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
พ.ศ. 2553 มาตรา 6
2.2 อำนาจในการกำกับและควบคมุ
2.2.1 การเขา้ ควบคมุ การสอบสวนคดอี าญา ตามขอ้ บังคับกระทรวงมหาดไทย
ว่าดว้ ยระเบยี บการดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ. 2523 และทีแ่ กไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี 5) พ.ศ. 2536 ข้อ 12.4
2.2.2 การกำกับและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของพนักงาน
ฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 และมาตรา 156
133
2.3 หน้าที่สนับสนนุ
การแต่งตงั้ พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองเข้ารว่ มทำการสอบสวน
3. ขอ้ พึงระวัง
3.1 การแต่งตั้งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ตามกฎกระทรวงกำหนดการ
สอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร โดยพนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 และที่แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2555 ขอ้ 4
3.2 การชี้ขาดพนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครองผูร้ ับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา 21
3.3 การแต่งตั้งให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองเข้าร่วมทำการสอบสวน
คดีอาญา ตามข้อบังคับที่ 1/2509 เรื่อง ระเบียบการสอบสวนคดีอาญาในจังหวัดอื่นนอกจาก
จงั หวัดพระนครและจงั หวัดธนบรุ ี ข้อ 13
3.4 การเข้าควบคุมการสอบสวนคดีอาญา ตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยระเบียบ การดำเนนิ คดีอาญา พ.ศ. 2523 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2536 ขอ้ 12.4
3.5 การเป็นหวั หน้าพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 140
3.6 การพิจารณาทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ฯลฯ ของพนักงานอัยการ ตามที่
กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง
และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 12 ประกอบพระราชบัญญัติศาล
เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 รวมถึง
กฎหมายอื่น ๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่มีการระบุตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นการเฉพาะ
ไม่ใช่อำนาจในทางบริหารทั่วไปที่สามารถมอบอำนาจได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 38 แต่เป็น
อำนาจทางกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด
จึงไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนในเรื่องดังกล่าวได้ แต่หากเป็น
กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่ากรณีใด หรือกรณีที่ไม่มีผู้ดำรง
ตำแหน่งดังกล่าว จึงต้องให้ผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตามความในพระราชบัญญัติ
ระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 56 เปน็ ผู้พิจารณา โดยต้องระบใุ หช้ ัดเจนว่า
เป็นการ “รักษาราชการแทน” จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและมีผลตามกฎหมายในการอำนวย
ความเป็นธรรมใหก้ ับประชาชน
นอกจากนี้ การใช้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการสืบสวนคดีอาญา
การจับกุม การค้น การยึดหรืออายัด และการควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ในฐานะพนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2
(17) (ฌ) เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชน จึงไม่สามารถมอบอำนาจหรือมอบหมายให้พนักงานฝ่ายปกครองทั่วไปทำการแทนได้
เว้นแต่ผู้ทีไ่ ด้รับมอบหมายนั้น จะมีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผูใ้ หญ่ ตามมาตรา 2
134
(17) หรอื เป็นพนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจ ตามมาตรา 2 (16) แหง่ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณา
ความอาญา จงึ จะสามารถปฏิบตั ภิ ารกิจไดอ้ ย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมายตอ่ ไป
4. หนว่ ยงานที่เก่ยี วข้อง
4.1 หนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้องในพื้นท่ี : สำนกั งานอัยการจงั หวัด ตำรวจภธู รจังหวัด/สภ.
4.2 หน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ สำนัก/กอง : สำนักการสอบสวนและนิติการ
กรมการปกครอง
เบอร์ติดตอ่ : 0 2356 9554
5. กลไกการดำเนินงาน
5.1 พนักงานฝ่ายปกครอง ที่มีฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่/
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2 (16) และ (17)
5.2 พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง
5.3 พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ที่ทำการปกครองจังหวัดและที่ทำการ
ปกครองอำเภอ
5.4 พนกั งานเจ้าหนา้ ทผี่ ปู้ ฏิบตั ิงาน ณ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวดั /อำเภอ
6. ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
6.1 การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหนา้ ที่ของพนักงานฝ่ายปกครอง
6.2 นอกจากการสอบสวนซ่ึงอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ กรณีไม่แน่วา่
พนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
มีอำนาจช้ขี าด
6.3 การเขา้ ควบคมุ การสอบสวนคดอี าญา ในคดีสำคญั ๆ เชน่ คดีวิสามญั ฆาตกรรม
คดีเก่ยี วกับปา่ ไม้และทรพั ยากรของชาติ และคดที ีป่ ระชาชนรอ้ งขอความเป็นธรรม
6.4 การทำความเห็นแย้ง กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา
หรือถอนฟอ้ ง ถอนอทุ ธรณ์ และถอนฎกี า ในเขตท้องท่จี ังหวัด
6.5 การกำกับและควบคุมการปฏิบตั ิหน้าท่ชี ันสูตรพลิกศพของพนักงานฝา่ ยปกครอง
135