128
9. ผลงาน/ชิ้นงาน ทเ่ี กดิ จากการเรยี นรูข้ องผ้เู รยี น
1. แบบฝกึ หดั บทที่ 7 ใบปฏิบตั ิงานท่ี 7
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างอิง
1. อดลุ ย์ กลั ยาแกว้ . อปุ กรณอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์และวงจร. : ศูนยส์ ่งเสรมิ อาชีวะ (ศสอ)
11. การบูรณาการ/ความสมั พันธก์ ับรายวชิ าอนื่
1. บูรณาการกบั วิชาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เบอื้ งต้น
2. บูรณาการกบั วิชาวงจรไฟฟ้าเบือ้ งตน้
12. หลกั การประเมินผลการเรียน
12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบตั ิงานท่ี 7
2. สังเกตการปฏบิ ัตงิ าน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝกึ หดั บทที่ 7
2. ตรวจแบบแบบฝึกหัดผลการเรยี นรู้
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 1 บอกสัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอร์ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกสัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอร์ได้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : บอกสัญลกั ษณ์ของทรานซสิ เตอร์ได้ ได้คะแนน 0.65 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 2 อธิบายโครงสรา้ งของทรานซสิ เตอร์ได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายโครงสร้างของทรานซสิ เตอรไ์ ด้
4. เกณฑก์ ารผา่ น : อธิบายโครงสร้างของทรานซิสเตอร์ได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
129
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 3 บอกชนดิ ของทรานซิสเตอร์ได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถบอกชนดิ ของทรานซิสเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกชนิดของทรานซิสเตอร์ได้ ได้คะแนน 0.65 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อที่ 4 บอกวธิ กี ารหาขาและชนดิ ของทรานซิสเตอร์ด้วยโอหม์ มิเตอรไ์ ด้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกวธิ ีการหาขาและชนิดของทรานซสิ เตอร์ดว้ ยโอห์มมิเตอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกวธิ กี ารหาขาและชนดิ ของทรานซสิ เตอร์ดว้ ยโอห์มมเิ ตอร์ได้ ได้คะแนน 0.7 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 5 อธิบายการวัดและทดสอบทรานซสิ เตอรด์ ว้ ยโอห์มมเิ ตอรไ์ ด้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถอธบิ ายการวดั และทดสอบทรานซสิ เตอร์ด้วยโอห์มมิเตอร์ได้
4. เกณฑก์ ารผา่ น : อธบิ ายการวดั และทดสอบทรานซิสเตอรด์ ้วยโอห์มมเิ ตอรไ์ ด้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 6 ปฏบิ ัติตามใบงานที่ 7 เร่ือง ทรานซิสเตอร์
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถปฏบิ ัตติ ามใบงานท่ี 7 เรือ่ ง ทรานซสิ เตอร์ได้
4. เกณฑ์การผ่าน : ปฏิบตั ิตามใบงานที่ 7 เรอ่ื ง ทรานซิสเตอร์ได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 7 ใชม้ ัลตมิ ิเตอร์วัดและทดสอบทรานซสิ เตอรไ์ ดถ้ ูกต้อง
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมิน : สามารถใช้มัลติมเิ ตอร์วัดและทดสอบทรานซิสเตอร์ได้ถูกต้องได้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : ใชม้ ลั ตมิ เิ ตอร์วดั และทดสอบทรานซิสเตอร์ไดถ้ กู ต้องได้ ไดค้ ะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 8 ต่อใชง้ านและการตอ่ ไบอสั ทรานซิสเตอร์ด้วยความถกู ต้อง
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถต่อใช้งานและการตอ่ ไบอัสทรานซิสเตอร์ดว้ ยความถูกตอ้ ง
4. เกณฑก์ ารผา่ น : ต่อใชง้ านและการตอ่ ไบอสั ทรานซิสเตอร์ด้วยความถูกต้องได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 9 เหน็ คุณคา่ ของความรพู้ นื้ ฐานเกีย่ วกับทรานซสิ เตอร์
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถเห็นคณุ ค่าของความรูพ้ ้นื ฐานเกยี่ วกับทรานซิสเตอร์
4. เกณฑ์การผา่ น : เห็นคณุ ค่าของความรพู้ ้นื ฐานเกยี่ วกับทรานซิสเตอร์ได้ ไดค้ ะแนน 0.55 คะแนน
130
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หนว่ ยการสอนที่ 7 ช่ือหนว่ ยการสอน ทรานซสิ เตอร์
วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ประเมินความรพู้ ้ืนฐานเกี่ยวกับทรานซิสเตอร์
ขอ้ คำถาม
คำสง่ั จงเลอื กคำตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ดุ
1. ทรานซสิ เตอร์ท่แี บง่ โดยใช้สารก่ึงตวั นำเป็นเกณฑ์ แบง่ ได้กชี่ นิด
ก. 1 ชนิด ข. 2 ชนิด ค. 3 ชนดิ ง. 4 ชนดิ
2. เพราะเหตุใดเยอรมนั เนียมทรานซิสเตอรใ์ นปจั จบุ นั จงึ ไม่นยิ มใช้
ก. ตวั ใหญ่เกินไป ข.กระแสร่ัวไหลมาก
ค. คา่ ความต้านทานต่ำ ง. ไมม่ จี ำหนา่ ยในท้องตลาด
3. ทรานซสิ เตอร์ชนดิ ใดท่นี ยิ มใชก้ ันมากในปจั จบุ นั
ก. ทรานซสิ เตอรช์ นิดหวั ตอ่ ข. ทรานซิสเตอรช์ นดิ เยอรมันเนยี ม
ค. ทรานซสิ เตอร์แบบปรบั ค่า ง. ทรานซิสเตอร์ชนิดซลิ คิ อน
4. ชน้ั กลางของโครงสรา้ งทรานซิสเตอรต์ ่อกบั ขาใด
ก. อิมอเตอร์ ข. คอลเลกเตอร์ ค. เบส ง. กราวด์
5. ช้นั รอบนอกของโครงสรา้ งทรานซิสเตอรเ์ รยี กว่าอะไร
ก. ตวั ถงั ข. โครงสรา้ งรอบนอก
ค. อิมิเตอรแ์ ละคอลเลคเตอร์ ง. สารกงึ่ ตวั นำ
6. โครงสรา้ งภายนอกทรานซิสเตอร์มไี ว้เพ่ืออะไร
ก. ปอ้ งกนั โครงสร้างภายใน, ระบายความร้อน และค้ำจนุ ขา
ข. สวยงาม, คำ้ จนุ ขา และระบุชนดิ ของทรานซสิ เตอร์
ค. ปอ้ งกนั โครงสร้างภายใน, ระบายความร้อน และระบุชนิดของทรานซิสเตอร์
ง. ระบุช่อื ขาต่าง ๆ ของทรานซิสเตอร์
7. จากรปู เปน็ สญั ลักษณ์ของทรานซิสเตอรช์ นิดใด
ก. ชนิด NPN ข. ชนิด NNP ค. ชนิด PNP ง. ชนิด PPN
8. จากรูปเป็นสัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอรช์ นดิ ใด
ก. ชนดิ NPN ข. ชนดิ NNP ค. ชนิด PNP ง. ชนดิ PPN
131
9. ขอ้ ใดเปน็ การจ่ายไบอัสให้ทรานซสิ เตอร์ถกู ต้อง
ก. จ่ายไบอัสตรงให้ขา C กบั ขา B ข. จา่ ยไบอัสตรงให้ขา B กับขา C
ค. จ่ายไบอสั กลบั ใหข้ า E กบั ขา B ง. จา่ ยไบอัสกลับให้ขา B กบั ขา E
10. ทรานซิสเตอรท์ ี่ข้นึ ดว้ ย 2SA หรอื A มีความหมายอย่างไร
ก. เปน็ ทรานซิสเตอรช์ นดิ PNP ใช้ในความถี่ต่ำ ข. เปน็ ทรานซิสเตอรช์ นิด PNP ใช้ในความถ่ีสูง
ค. เป็นทรานซสิ เตอรช์ นิด NPN ใชใ้ นความถต่ี ่ำ ง. เป็นทรานซสิ เตอร์ชนดิ NPN ใช้ในความถีต่ ่ำ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ขอ้ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ข. ข. ง. ค. ค. ค. ก. ก. ค. ข.
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หน่วยการสอนท่ี 7 ช่ือหน่วยการสอน ทรานซสิ เตอร์
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื ประเมนิ ความรพู้ ้ืนฐานเก่ยี วกับทรานซิสเตอร์
ข้อคำถาม
คำสั่ง จงเลือกคำตอบทถ่ี ูกต้องที่สุด
1. ทรานซสิ เตอร์ที่แบ่งโดยใชส้ ารก่ึงตัวนำเปน็ เกณฑ์ แบง่ ไดก้ ี่ชนิด
ก. 1 ชนดิ ข. 2 ชนิด ค. 3 ชนิด ง. 4 ชนิด
2. เพราะเหตุใดเยอรมันเนียมทรานซิสเตอรใ์ นปจั จบุ ันจงึ ไม่นิยมใช้
ก. ตวั ใหญเ่ กนิ ไป ข.กระแสรั่วไหลมาก
ค. คา่ ความตา้ นทานต่ำ ง. ไมม่ จี ำหนา่ ยในท้องตลาด
3. ทรานซิสเตอรช์ นิดใดที่นิยมใช้กันมากในปจั จุบนั
ก. ทรานซสิ เตอร์ชนดิ หวั ต่อ ข. ทรานซสิ เตอร์ชนิดเยอรมนั เนียม
ค. ทรานซสิ เตอรแ์ บบปรับคา่ ง. ทรานซิสเตอรช์ นดิ ซลิ ิคอน
4. ชน้ั กลางของโครงสรา้ งทรานซสิ เตอร์ตอ่ กบั ขาใด
ก. อิมอเตอร์ ข. คอลเลกเตอร์ ค. เบส ง. กราวด์
5. ชนั้ รอบนอกของโครงสร้างทรานซิสเตอรเ์ รยี กว่าอะไร
ก. ตัวถัง ข. โครงสรา้ งรอบนอก
ค. อิมิเตอร์และคอลเลคเตอร์ ง. สารก่งึ ตัวนำ
6. โครงสร้างภายนอกทรานซิสเตอรม์ ีไวเ้ พ่อื อะไร
ก. ปอ้ งกนั โครงสร้างภายใน, ระบายความร้อน และคำ้ จุนขา
ข. สวยงาม, คำ้ จนุ ขา และระบุชนดิ ของทรานซิสเตอร์
ค. ป้องกันโครงสร้างภายใน, ระบายความร้อน และระบชุ นิดของทรานซสิ เตอร์
ง. ระบชุ ือ่ ขาตา่ ง ๆ ของทรานซสิ เตอร์
132
7. จากรปู เปน็ สญั ลักษณ์ของทรานซิสเตอร์ชนดิ ใด
ก. ชนิด NPN ข. ชนิด NNP ค. ชนดิ PNP ง. ชนิด PPN
8. จากรปู เปน็ สัญลักษณ์ของทรานซิสเตอร์ชนิดใด
ก. ชนิด NPN ข. ชนดิ NNP ค. ชนิด PNP ง. ชนิด PPN
9. ขอ้ ใดเป็นการจา่ ยไบอัสให้ทรานซิสเตอร์ถูกต้อง
ก. จ่ายไบอสั ตรงให้ขา C กับขา B ข. จ่ายไบอัสตรงให้ขา B กบั ขา C
ค. จ่ายไบอัสกลับใหข้ า E กบั ขา B ง. จา่ ยไบอสั กลบั ให้ขา B กบั ขา E
10. ทรานซิสเตอร์ที่ขน้ึ ดว้ ย 2SA หรือ A มีความหมายอย่างไร
ก. เป็นทรานซิสเตอรช์ นิด PNP ใชใ้ นความถต่ี ่ำ ข. เปน็ ทรานซสิ เตอรช์ นิด PNP ใชใ้ นความถส่ี งู
ค. เป็นทรานซสิ เตอรช์ นิด NPN ใชใ้ นความถี่ต่ำ ง. เป็นทรานซิสเตอร์ชนิด NPN ใช้ในความถี่ต่ำ
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
ข้อ1 ขอ้ 2 ข้อ 3 ขอ้ 4 ข้อ 5 ขอ้ 6 ขอ้ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ข. ข. ง. ค. ค. ค. ก. ก. ค. ข.
133
16. ใบความรทู้ ี่ 7
หนว่ ยการสอนท่ี 7 ช่ือหนว่ ยการสอน ทรานซิสเตอร์
หัวข้อเร่อื ง ทรานซิสเตอร์
7.1 ประวัติความเป็นมาของทรานซลิ เตอร์
ในช่วงเวลาก่อนปี พ.ศ. 2490 ประมาณ 40 ปี หลอดสุญญากาศเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี
การพัฒนาและนำมาใช้งานมากที่สุด การใช้งานหลอดสุญญากาศ มีปัญหาในการใช้งานมาก เช่น
กำลังไฟฟ้าสูญเสียมาก มีขนาดใหญ่ ชำรุดง่าย กรรมวิธีผลิตยุ่งยาก เป็นต้น เมื่อความต้องการใช้งานมาก
ขึ้น หลอดสุญญากาศยิ่งมีปัญหามากขึ้น จึงได้มีผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน
แทนหลอดสุญญากาศยิ่งมีปัญหามากขึ้น จึงได้มีผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน
แทนหลอดสญุ ญากาศ
7.2 โครงสรา้ งและสัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอร์
ทรานซลิ เตอรแ์ บ่งตามโครงสร้างของสารกึ่งตัวนำไดเ้ ปน็ สองชนิด คือ
1.ทรานซลิ เตอร์ชนดิ พเี อ็นพี (PNP)
2.ทรานซิลเตอร์ชนดิ เอน็ พีเอ็น (NPN)
7.3 ชนดิ ของทรานซิลเตอร์
การแบ่งชนิดของทรานซิลเตอร์ สามารถแบ่งออกได้หลายลักษณะแตกต่างกันหลานแนวแล้วแต่ผู้ที่
ทำการแบ่งยึดลักษณะแบบไหน ถ้าแบ่งยึดในรูปของการใช้งานซึ่งอาจจะแบ่งเป็นทรานซิลเตอร์ที่ทำหน้าที่ส
วิทซ่ิ, ทรานซิลเตอรก์ ำลงั , ทรานซลิ เตอรค์ วามถสี่ งู , ทรานซลิ เตอรช์ นิด NPN หรอื PNP ฯลฯ โดยเฉพาะ
การแบ่งประเภทหนงึ่ ซึ่งนิยมใชก้ นั คือ การแบ่งโดยใช้สารท่ีนำมาเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ
เยอรมันเนยี มทรานซลิ เตอร,์ ซิลคิ อนทรานซลิ เตอร์
7.4 ขาของทรานซิลเตอร์
เนื่องจากทรานซิลเตอร์ผลิตจากสารกึ่งตัวนำชนิดพีและเอ็น โดยนำมาต่อเรียงกัน 3 ชิ้น ด้วย
กรรมวิธีพิเศษหรือนำมาต่อเพื่อให้เกิดรอยต่อระหว่างเน้ือสารขึน้ 2 รอยต่อ โดยสารกึ่งตัวนำที่อยู่ตรงกลาง
จะเป็นเนื้อสารคนละอย่างกับสารกึ่งตัวนำที่อยู่หัวและท้าย แล้วจึงต่อขาออกมาใช้งานท้ังหมด 3 ขาด้วยกัน
ซึง่ มชี ือ่ เรียกดังต่อไปน้ี
ขาคอลเล็กเตอร์ (Collector) เรียกย่อๆ ว่าขา C เป็นขาที่มีโครงสร้างในการโด๊ปสารผสมต่อสาร
กึ่งตวั นำบรสิ ุทธิน์ ้อยกว่าขาอิมติ เตอร์ ทำให้มีพาหะนอ้ ยกวา่
ขาอิมติ เตอร์ (Emitter) เรยี กยอ่ ๆ ว่าขา E เป็นขาที่มโี ครงสร้างในการโดป๊ สารผสมตอ่ สารก่งึ ตัวนำ
บริสุทธิ์มากว่าขาคอลเล็กเตอร์ทำให้มีพาหะมากกว่า มีกระแสรั่วไหลมากและจะอยู่คนละฝั่งกับขา
คอลเล็กเตอร์
ขาเบส (Base) เรียกย่อๆ ว่าขา B เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างขา C และขา E มีพื้นที่ของ
โครงสร้างแคบที่สุดเม่ือเทยี บกบั อีกสองสว่ น
7.5 การทำงานของทรานซิลเตอร์
จากการศึกษาเกี่ยวกบั การไหลของกระแสภายในวงจรสารกง่ึ ตัวนำ การทเี่ ราจะทำให้เกดิ การไหลของ
กระแสหรอื ใหท้ รานซลิ เตอรท์ ำงานได้นั้น จะเป็นจะตอ้ งให้ไบอสั และกระแสทป่ี รากฎทางดา้ นเอาต์พุตเราต้อง
สามารถควบคุมคา่ ของกระแสได้ดว้ ย จึงจะทำใหท้ รานซิลเตอรส์ ามารถขยายสญั ญาณไดต้ ามความต้องการ
134
การอธิบายการทำงานของทรานซิลเตอร์ จำเป็นจะต้องเข้าใจการไหลในรูปของโฮลและอิเล็คตรอน
รวมถึงการไบอัสด้วย ซง่ึ การไบอสั เปน็ วธิ กี ารทท่ี ำให้ทรานซลิ เตอร์พร้อมทจ่ี ะทำงานนัน้ เอง ในกรณีของทราน
ซลิ เตอรม์ ขี า 3 ขา การป้องกนั แรงเคลอื่ นท่เี หมาะสมหรอื ไบอัสทถี่ กู ตอ้ งจะทำให้ทรานซลิ เตอร์ทำงานได้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของทรานซิลเตอร์แล้ว จะสามารถจัดรูปแบบการขยายสัญญาณโดยต้องมี
อินพุตและเอาต์พุต เมื่อให้ขาหนึ่งเป็นอินพุต ขาหนึ่งเป็นเอาต์พุต ขาที่เหลือก็ต้องเป็นจุดร่วมอินพุตกับกิน
พุต จากหลกั การดงั กลา่ วเรากำหนดใหร้ ะหว่าง B กบั E เปน็ อินพุต และระหว่าง B กบั C เป็นเอาต์พุต
ดงั น้นั จะสามารถจดั รูปแบบการขยายได้ 3 แบบหรือ 3 คอมมอน
เนื่องจากวัตถุประสงค์ของทรานซิลเตอร์สร้างมาจากหลักการที่ต้องการให้กระแสด้านอินพุตไป
ควบคุมกระแสเอาต์พุต ดังนั้น จะต้องไบอัสทางด้านเอารพ์ ุต เป็นไบอัสแบบย้อนกลับ ถ้าให้ไบอัสตรง จะ
ทำให้ทางด้านเอาต์พุตเป็นอิสระไม่ครบวงจรเอาต์พุต ทางด้านอินพุตจะให้ไบอัสตรง และแรงเคลื่อนที่มา
ไบอสั นีไ้ ม่จำเปน็ จะต้องเป็นแรงเคล่ือนไฟฟ้าทมี่ ีค่าสูงแต่ออย่างไร เพราะถ้าให้กระแสอนิ พุตสูงเกินไปจะทำให้
กระแสเอาตพ์ ตุ เกิดการอิ่มตัว
7.6 การให้ไบอัสทรานซิลเตอร์
ทรานซิลเตอร์ทั้งชนิด NPN และ PNP เมื่อนำไปใช้งานไม่ว่าจะใช้วงจรขยายสัญญาณหรือทำงาน
เป็นสวติ ซ์ จะต้องทำการจดั แรงไฟให้เหมาะสมหรือเรียกว่าการให้ไบอสั (Bias) ให้ทรานซลิ เตอร์ก่อน ทราน
ซิลเตอรจ์ ึงจะทำงานได้ โดยใช้หลกั การไบอสั ดังน้ี
ไบอสั ตรง (Forward Bias) ใหก้ บั รอยตอ่ อิมติ เตอรก์ บั เบส
ไบอสั กลับ (Reverse Bias) ให้กับรอยตอ่ ระหว่างคอลเลกเตอรก์ บั เนส
135
17. ใบงานที่ 7
หน่วยการสอนท่ี 7 ชื่อหนว่ ยการสอน ทรานซิสเตอร์
หวั ข้อเรือ่ ง ทรานซิสเตอร์
จดุ ประสงค์
1. ประกอบวงจรเพอื่ คณุ สมบัตขิ องทรานซสิ เตอร์
2. ตอ่ วงจรปฏบิ ตั ิการการทดลองหาคุณสมบตั ิของทรานซสิ เตอร์
3. สามารถบอกหลกั การวดั และทดสอบทรานซสิ เตอรด์ ้วยโอห์มมิเตอรไ์ ด้
4. สามารถวดั และทดสอบเพื่อหาขาและชนดิ ของทรานซสิ เตอร์ดว้ ยโอห์มมเิ ตอร์ได้
5. สามารถวัดและทดสอบทรานซสิ เตอรด์ หี รือเสียได้
6. สามารถทดลองหาคุณสมบัตขิ องทรานซิสเตอรไ์ ด้
เครือ่ งมอื และอุปกรณ์
1. มลั ติมเิ ตอร์ 1 เคร่อื ง
2. แหล่งจา่ ยไฟกระแสตรง 1 เคร่อื ง
3. ชดุ ฝกึ วิชาอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์ 1 ชดุ
ข้อควรระวัง
1. ถา้ โอห์มมิเตอรท์ ่ีใช้วัดเปน็ มิเตอรย์ ี่ห้อ Sanwa หรือเลยี นแบบ ทข่ี ้วั บวกของมเิ ตอรจ์ ะมีศักย์ไฟลบ
จ่ายออกมา และทีข่ ้วั ลบจะมไี ฟบวกจา่ ยออกมา
2. เมอื่ ทำการเปล่ยี นย่านการวดั โอหม์ มเิ ตอรจ์ ะต้องทำการปรบั เขม็ มิเตอร์ให้อยูใ่ นตำแหนง่ ศนู ย์ทกุ
ครงั้ (Zero Adjust)
ลำดับข้ันการทดลอง
1. วัดหาตำแหน่งขา B โดยตั้งย่านวัดโอห์มมิเตอร์ ที่ย่าน R x 1K วัดระหว่างขาต่างๆ ของ
ทรานซิสเตอร์ ตามตารางที่ 7.1 แลว้ ระบุตำแหนง่ ขา B , C , E และชนิดของทรานซิสเตอร์
2. ถ้าเปน็ PNP วัดหาตำแหน่งขา C โดยตงั้ ย่านวดั โอหม์ มเิ ตอร์ ท่ีย่าน R x 1K ใช้มิเตอร์ จับขาท่เี หลือ
2 ขา ของทรานซิสเตอร์ ที่ไม่ใช่ขา B และให้ใช้มือไบอัสกับขั้วลบ ไปหาขา B ถ้าเข็มมิเตอร์เบีย่ งเบนมาก เป็น
ขา C ถา้ เข็มมเิ ตอร์เบ่ยี งเบนน้อยเปน็ ขา E
3. ถา้ เปน็ NPN วดั หาตำแหนง่ ขา C โดยต้งั ย่านวดั โอหม์ มิเตอร์ ท่ียา่ น R x 1K ใชม้ เิ ตอร์ จบั ขาทเ่ี หลอื
2 ขา ของทรานซสิ เตอร์ ทีไ่ ม่ใช่ขา B และให้ใชม้ ือไบอสั กับข้ัวบวก ไปหาขา B ถ้าเข็มมิเตอรเ์ บี่ยงเบนมาก เป็น
ขา C ถา้ เข็มมิเตอรเ์ บีย่ งเบนนอ้ ยเปน็ ขา E
เบอร์ รูปรา่ ง ใช้สเกล Rx1 ตำแหนง่ 136
ชนิด
1-2 2-1 1-3 3-1 2-3 3-2 ขา B ขา C ขา E
C458
H1061
BD139
BD140
TIP3055
2N3055
ตารางท่ี 7.1
หมายเหตุ - สายโอหม์ มิเตอร์ทม่ี ีศักยไ์ ฟบวกจับที่ ขา 1 ไฟลบจบั ทข่ี า 2 ของทรานซิสเตอร์
4. ต่อวงจรตามรปู ที่ 7.1
รปู ที่ 7.1
137
5. ในขณะที่ S1 เปิดวงจร วัด IB ได้ ..............μA IC ได้ .............mA VCE ได้ ...............V และ
VRL ได้ ..............V เพราะ................................................................................................................
6. ปิดสวิตช์ S1 เปลี่ยนค่าความต้านทาน R1 ตามตารางที่ 7.2 ใช้มัลติมิเตอร์วัดแรงดันและกระแสที่
จดุ ต่างๆ บนั ทึกค่า IB, IC, VCE และ VRL ท่วี ดั ได้ลงในตารางท่ี 7.2
R1 330 470 3.6k 2.2k 5.6k 10k 20k 68k Ω
IB mA
IC mA
VCE V
VRL V
ตารางที่ 7.2
สรปุ และวจิ ารณ์ผลการทดลอง ทุกๆขัน้ ตอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
138
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนำเสนอผลงาน
ชือ่ กลมุ่ ……………………………………………ชัน้ ………………………หอ้ ง............................
รายช่อื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมนิ คะแนน ขอ้ คิดเห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความร้เู กี่ยวกบั เนอ้ื หา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนำเสนอ
3 การมสี ่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์การให้คะแนน
1. เนอื้ หาสาระครอบคลุมชัดเจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มสี าระสำคัญครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสำคญั ไมค่ รบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสำคญั ไมถ่ ูกต้อง ไมต่ รงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนำเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนำเสนอท่ีเหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคทแี่ ปลกใหม่ ใชส้ อ่ื และเทคโนโลยี
ประกอบการ นำเสนอทน่ี ่าสนใจ นำวสั ดใุ นท้องถิ่นมาประยุกตใ์ ช้อย่างคุ้มค่าและ
ประหยดั
2 คะแนน = มเี ทคนิคการนำเสนอทแ่ี ปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ
แตข่ าดการประยุกต์ใช้ วัสดใุ นทอ้ งถ่นิ
1 คะแนน = เทคนคิ การนำเสนอไม่เหมาะสม และไมน่ า่ สนใจ
3. การมีสว่ นร่วมของสมาชกิ ในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนรว่ มกิจกรรมกลุม่
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญ่มบี ทบาทและมสี ว่ นรว่ มกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชกิ ส่วนน้อยมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกจิ กรรมกล่มุ
4. ความสนใจของผู้ฟัง
3 คะแนน = ผ้ฟู งั มากกว่าร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
2 คะแนน = ผูฟ้ งั ร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังน้อยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
139
แบบประเมนิ กระบวนการทำงานกล่มุ
ช่อื กลมุ่ ……………………………………………ช้ัน………………………หอ้ ง............................
รายชือ่ สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขท…ี่ ….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขท…่ี ….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเหน็
321
1 การกำหนดเป้าหมายรว่ มกัน
2 การแบ่งหนา้ ที่รับผิดชอบและการเตรยี มความ
พรอ้ ม
3 การปฏบิ ตั หิ นา้ ทท่ี ี่ได้รับมอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
รวม
ผ้ปู ระเมนิ …………………………………………………
วันท่ี…………เดอื น……………………..พ.ศ…………...
เกณฑ์การให้คะแนน
1. การกำหนดเปา้ หมายร่วมกัน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเปา้ หมายการทำงานอย่างชัดเจน
2 คะแนน = สมาชิกสว่ นใหญ่มสี ่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
1 คะแนน = สมาชกิ สว่ นน้อยมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
2. การหน้าท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชกิ ทุกคน มีการจัดเตรียม
สถานท่ี สอ่ื /อุปกรณ์ไว้อยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ่ัวถงึ แตไ่ ม่ตรงตามความสามารถ และมสี ื่อ/อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
แต่ขาดการจัดเตรียมสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ท่ัวถงึ และมสี ่ือ / อปุ กรณไ์ มเ่ พียงพอ
3. การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ที ี่ได้รับมอบหมาย
3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด
2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แตช่ า้ กวา่ เวลาที่กำหนด
1 คะแนน = ทำงานไมส่ ำเร็จตามเปา้ หมาย
4. การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนร่วมปรกึ ษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมสี ว่ นร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรบั ปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีสว่ นร่วมไมม่ สี ว่ นรว่ มปรกึ ษาหารอื และปรบั ปรุงงาน
140
19. แบบฝกึ หดั
แบบฝกึ หัดทา้ ยหน่วยที่ 7
ทรานซสิ เตอร์
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. จงบอกชนดิ ของทรานซิสเตอร์วา่ มีก่ีชนิด พร้อมวาดรูปสัญลักษณ์ของแตล่ ะชนิด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. จงบอกขาของทรานซิสเตอร์ว่ามกี ข่ี า และมขี าอะไรบ้าง พรอ้ มวาดรปู ประกอบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จงอธิบายโครงสร้างและสัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอร์มาพอเข้าใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จงอธิบายการทำงานของทรานซสิ เตอร์มาโดยละเอยี ด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. จากวงจร จงหาคา่ ของ IB , IC , IE , α ,VCE และ VCB ถา้ ทรานซิสเตอรใ์ น วงจรมีค่า β= 100
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
141
20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
20.1 สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
รายการ ระดบั การปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หนว่ ยการเรยี นรไู้ ดส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์การเรียนรู้
2. กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทักษะ และด้านจติ พสิ ยั
3. เตรยี มวัสดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเขา้
สอน
ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
4. มีวธิ กี ารนำเขา้ สู่บทเรียนท่ีนา่ สนใจ
5. มกี ิจกรรมท่หี ลากหลาย เพ่ือชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมที่สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ คว้าเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง
7. นักเรียนมสี ่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
8. จดั กจิ กรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ท่เี ชอื่ มโยงกบั ชีวิตจริงโดยนำภูมปิ ัญญา/บูรณาการเขา้ มา
มสี ว่ นร่วม
11. จัดกิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเม่ือนักเรียนปฏิบัติ หรอื ตอบถูกต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผู้เรยี น อย่างทวั่ ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด
ด้านสือ่ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
16. ใชส้ ือ่ ทเ่ี หมาะสมกับกิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น
17. ใช้สอ่ื แหล่งการเรียนร้อู ย่างหลากหลาย เช่น บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร
สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เป็นต้น
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใสด่ แู ลผูเ้ รยี น อย่างท่วั ถึง
15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทีก่ ำหนด
ด้านการวัดและประเมินผล
18. ผูเ้ รียนมสี ่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมินผลอย่างหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสยั
20. ครู ผู้เรยี น ผปู้ กครอง หรือ ผู้ที่เกยี่ วข้องมีส่วนรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ตั ิดเี ย่ียม 4 = ปฏบิ ตั ดิ ี 3 = รวม
ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ัติ เฉล่ยี
142
20.2 ปัญหาท่ีพบ และแนวทางแก้ปัญหา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแกป้ ญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นสือ่ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นการวัดประเมนิ ผล
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นอืน่ ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ลงชือ่ ........................................................................ ครผู ูส้ อน
(นายปฏพิ าน สนี าบญุ )
ตำแหน่ง ครูพิเศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทกึ การนิเทศและติดตาม 143
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
144
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชพี
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
รหสั วิชา 20105-2005 วชิ า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
หน่วยที่ 8 ชอ่ื หนว่ ย ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
ชอื่ เรอ่ื ง ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้ จำนวน 5 ชว่ั โมง
1. สาระสำคัญ
ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า (Field Effect Transistor) ชื่อย่อเรียกว่าเฟต(FET) เป็นอุปกรณ์สารก่ึง
ตัวนำที่มี 3 ขาคือ ขาเกต ขาเดรน และขาซอร์ส ขาเกตเป็นขาที่ป้อนแรงดันเข้าทำให้เกิดสนามไฟฟ้าเพื่อใช้
ควบคุมปริมาณการไหลของพาหะส่วนใหญ่ระหว่างขาเดรนกับขาซอร์สซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำชิ้นเดียวกันพาหะ
ส่วนใหญ่อาจเป็นกระแสโฮลหรืออิเล็กตรอน อย่างใดอย่างหนึ่ง เฟตมีหลายชนิดเช่น เจเฟต มอสเฟต ดีมอส
เฟต ซงึ่ โครงสรา้ งการทำงานและการจดั ไบอสั จะแตกต่างกันออกไป
2. สมรรถนะอาชพี ประจำหน่วย
ด้านความรู้
1. บอกสญั ลกั ษณ์ของเจเฟตได้
2. อธิบายโครงสร้างของเจเฟตได้
3. บอกชนิดของเจเฟตได้
4. อธบิ ายลักษณะสมบตั ิของเจเฟตได้
ด้านทกั ษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ปฏบิ ตั ิตามใบงานท่ี 8 เรอ่ื ง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
2. ต่อใช้งานทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้ ถกู ต้อง
3. ใชม้ ัลตมิ เิ ตอรต์ รวจสอบทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าวา่ ดหี รอื เสียได้
ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
1. เหน็ คณุ ค่าของความรู้พื้นฐานเกีย่ วกับทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
145
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป
1. เพ่อื ให้มีความรู้เก่ยี วกับการอธิบายโครงสรา้ งทรานซิลเตอร์สนามไฟฟ้าชนดิ รอยต่อได้
2. เพือ่ ใหม้ คี วามรู้เกี่ยวกับการบรรยายเอนฮานต์เมนต์โหมดได้
3. เพ่ือใหม้ คี วามรู้เกยี่ วกับการเปรียบเทยี บสญั ลักษณ์ของเจเฟตได้
4. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการจดั ไบอัสใหเ้ จเฟตได้
5. เพ่อื ให้มที กั ษะในการวดั และทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมเิ ตอร์ได้
6. เพอ่ื ให้มเี จตคติท่ดี ใี นการยอมรับลักษณะสมบตั ิของเจเฟตได้
7. เพ่อื ใหม้ เี จตคตทิ ี่ดใี นการตดิ ตามเฟตชนิดออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนดิ ดีพลีทชันได้
8. เพอ่ื ให้มีเจตคตทิ ี่ดีในการจำแนกคุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟตได้
9. เพื่อจัดไบอัสให้เจเฟต วัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมิเตอร์อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักการ
ได้
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. เพอ่ื ใหม้ ีความรู้เกีย่ วกับการอธบิ ายโครงสรา้ งทรานซิลเตอร์สนามไฟฟา้ ชนดิ รอยต่อได้
2. เพ่ือใหม้ ีความร้เู กย่ี วกบั การบรรยายเอนฮานตเ์ มนต์โหมดได้
3. เพื่อใหม้ ีความรู้เก่ียวกับการเปรียบเทยี บสัญลักษณ์ของเจเฟตได้
4. เพือ่ ใหม้ ีทกั ษะในการจดั ไบอัสให้เจเฟตได้
5. เพื่อให้มีทกั ษะในการวดั และทดสอบเจเฟตดว้ ยโอห์มมิเตอรไ์ ด้
6. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติที่ดใี นการยอมรับลักษณะสมบตั ขิ องเจเฟตได้
7. เพ่ือใหม้ ีเจตคติที่ดใี นการติดตามเฟตชนดิ ออกไซตข์ องโลหะและมอสเฟต ชนดิ ดีพลีทชันได้
8. เพอ่ื ใหม้ ีเจตคติที่ดใี นการจำแนกคุณลักษณะการถา่ ยโอนของดีมอสเฟตได้
9. เพื่อจัดไบอัสให้เจเฟต วัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอหม์ มเิ ตอร์อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลกั การ
ได้
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. โครงสร้างทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้ ชนดิ รอยต่อ
2. เอนฮานตเ์ มนต์โหมด
3. สัญลักษณข์ องเจเฟต
4. จดั ไบอัสใหเ้ จเฟต
5. วัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมิเตอร์
6. ลกั ษณะสมบตั ิของเจเฟต
7. เฟตชนิดออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนิดดพี ลีทชัน
4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. การทดลองที่ 8 ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
2. แบบทดสอบบทท่ี 8
146
4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. จดั ไบอสั ใหเ้ จเฟต วดั และทดสอบเจเฟตดว้ ยโอหม์ มิเตอรอ์ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมตามหลกั การได้
5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้
ข้ันตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้นั ตอนการเรียนหรอื กจิ กรรมของผูเ้ รียน
ขนั้ เตรยี ม(จำนวน 15 นาที) ขั้นเตรียม(จำนวน 15 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนำ 1. ผู้เรียนเตรียมอุปกรณ์และ ฟังครูผู้สอน
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเรื่อง แนะนำรายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียน
สารกง่ึ ตวั นำ
เรือ่ ง สารกง่ึ ตวั นำ
2. ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วย 2. ผู้เรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์
เรียนที่ 8 และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการ การเรียนของหน่วยเรียนที่ 8 และการให้ความ
เรยี นการสอน
ร่วมมอื ในการทำกิจกรรม
ขัน้ การสอน(จำนวน 240 นาที) ขั้นการสอน(จำนวน 240 นาที)
1. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิด PowerPoint บทท่ี 1. ผู้เรียนเปิด PowerPoint บทที่ 8 เรื่อง
8 เรื่อง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า และให้ผู้เรียน ทรานซิสเตอร์ไฟฟ้า และผู้เรียนศึกษาเอกสาร
ศึกษาเอกสารประกอบการสอน วิชา อุปกรณ์ ประกอบการสอน วิชา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ
อิเล็กทรอนิกส์และวงจร โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย วงจร ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถตอบ
ตนเอง และสามารถสอบถามข้อสงสัยระหว่างเรียน ข้อสงสัยระหว่างเรียนได้
จากผูส้ อน 2. ผู้เรียนฟังอธิบายสารกึ่งตัวนำได้ศึกษาจาก
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนอธิบายสารกึ่งตัวนำศึกษา PowerPoint
จาก PowerPoint 3. ผ ู ้ เ ร ี ย น ป ฏ ิ บ ั ต ิ ใ บ ง า น ท ี ่ 8 เ ร ื ่ อ ง
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนปฏิบัติใบงานที่ 8 เรื่อง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้ 4. ผู้เรียนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อสงสัย
4. ผู้สอนสังเกตการณ์ปฏิบัติใบงานที่ 8 เรื่อง ระหว่างเรยี นจากผู้สอน
ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้
ขั้นสรปุ (จำนวน 45 นาท)ี ขัน้ สรปุ (จำนวน 45 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้ 1. ผเู้ รียนรว่ มกันสรุปเน้ือหาท่ีได้เรยี นให้มี
เรยี นใหม้ ีความเข้าใจในทศิ ทางเดียวกัน ความเข้าใจในทศิ ทางเดียวกนั
2. ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นทำแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 8 2. ผ้เู รียนทำแบบฝึกหดั หน่วยที่ 8
3. ผู้สอนให้ผูเ้ รียนศึกษาเพิ่มเติมนอกหอ้ งเรียน 3. ผูเ้ รยี นศึกษาเพ่ิมเติมนอกห้องเรียน ด้วย
ดว้ ย PowerPoint ทจี่ ัดทำขึ้น PowerPoint ทีจ่ ัดทำข้ึน
147
6. สือ่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สื่อส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า อปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์และวงจร (Entrepreneurship)
2. ใบความรทู้ ่ี 8 เรอ่ื ง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
3. การทดลองท่ี 8 เรอื่ ง ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟ้า ขน้ั ประยุกต์ใช้ ข้อ 1
4. แบบทดสอบบทท่ี 8 สรุปและประเมินผล ข้อ 2
5. แบบประเมนิ ผลงานตามใบงาน ใชป้ ระกอบการสอนขนั้ ประยุกต์ใช้ ข้อ 1
6. แบบประเมนิ พฤติกรรมการทำงาน ใช้ประกอบการสอนข้ันประยุกตใ์ ช้ ขั้นสรุปและประเมินผล
6.2 ส่ือโสตทัศน์
1. Power Point เรือ่ งทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
6.3 สื่อของจรงิ
1. ทรานซิสเตอร์
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอนิ เตอรเ์ น็ตวิทยาลัยการอาชพี สว่างแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมดุ เฉลิมพระเกียรติอำเภอสว่างแดนดิน
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารอี ำเภอสวา่ งแดนดนิ
8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผู้เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทท่ี 8 เรื่อง ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟ้า
2. รายงานผลหน้าชน้ั เรียน
3. ปฏบิ ัตใิ บปฏิบัตงิ านท่ี 8 เรือ่ ง ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟ้า
4. สรุปผลการทดลอง
8.3 หลังเรียน
1. ทำแบบฝึกหัดบทท่ี 8
148
9. ผลงาน/ช้นิ งาน ทีเ่ กิดจากการเรียนรขู้ องผ้เู รียน
1. แบบฝึกหดั บทที่ 8 ใบปฏิบัติงานที่ 8
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. อดุลย์ กลั ยาแก้ว . อปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์และวงจร. : ศูนยส์ ง่ เสรมิ อาชวี ะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวชิ าอน่ื
1. บรู ณาการกบั วชิ าอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์เบอ้ื งตน้
2. บูรณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟ้าเบอื้ งตน้
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรียน
12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบตั งิ านท่ี 8
2. สงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝกึ หัด บทที่ 8
2. ตรวจแบบแบบฝึกหัดผลการเรยี นรู้
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น
จุดประสงค์ข้อที่ 1 บอกสัญลักษณ์ของเจเฟตได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมิน : สามารถบอกสัญลักษณ์ของเจเฟตได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกสัญลกั ษณข์ องเจเฟตได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 2 อธิบายโครงสร้างของเจเฟตได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถอธิบายโครงสร้างของเจเฟตได้
4. เกณฑ์การผ่าน : อธิบายโครงสร้างของเจเฟตได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
149
จุดประสงคข์ ้อท่ี 3 บอกชนิดของเจเฟตได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกชนิดของเจเฟตได้
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกชนดิ ของเจเฟตได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 4 อธบิ ายลักษณะสมบัติของเจเฟตได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายลกั ษณะสมบัติของเจเฟตได้
4. เกณฑก์ ารผา่ น : อธิบายลักษณะสมบตั ิของเจเฟตได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 5 ปฏิบตั ติ ามใบงานท่ี 8 เรอื่ ง ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถปฏิบัตติ ามใบงานที่ 8 เรอ่ื ง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : ปฏิบตั ิตามใบงานท่ี 8 เร่ือง ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้าได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 6 ตอ่ ใช้งานทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้าถูกตอ้ ง
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถตอ่ ใชง้ านทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟ้าถกู ต้อง
4. เกณฑก์ ารผ่าน : ต่อใชง้ านทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้าถกู ต้องได้ ไดค้ ะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ท่ี 7 ใช้มัลติมเิ ตอร์ตรวจสอบทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าว่าดีหรอื เสยี ได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใชม้ ัลติมเิ ตอร์ตรวจสอบทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าว่าดีหรือเสยี ได้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : ใช้มัลตมิ ิเตอร์ตรวจสอบทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้าว่าดีหรอื เสียได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 8 เห็นคณุ คา่ ของความรพู้ ื้นฐานเก่ียวกบั ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถเหน็ คุณคา่ ของความรู้พน้ื ฐานเกย่ี วกับทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า
4. เกณฑ์การผ่าน : เห็นคุณค่าของความรู้พนื้ ฐานเกีย่ วกับทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า ได้คะแนน 0.55 คะแนน
150
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หน่วยการสอนท่ี 8 ช่ือหนว่ ยการสอน ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า
วตั ถุประสงค์ เพื่อ ประเมนิ ความร้พู ืน้ ฐานเก่ียวกับทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้
ข้อคำถาม
คำสง่ั จงเลือกคำตอบทถี่ ูกต้องท่ีสุด
1. เจเฟตมอี ยู่ก่ีชนิด
ก. 1 ชนิด ข. 2 ชนดิ ค. 3 ชนิด ง. 4 ชนิด
2. เจเฟตชนดิ เอ็นแชนเนล สารเอ็น ต่ออยกู่ บั สารใด
ก. ขาเดรน ข. ขาซอรส์ ค. ขาเกต ง. ขาเดรนและขาซอร์ส
3. เจเฟสชนิดพแี ชนเนล สารเอน็ ตอ่ อยกู่ ับสารใด
ก. ขาเดรน ข. ขาซอรส์ ค. ขาเกต ง. ขาเดรนและขาซอรส์
4. ถ้าจะควบคุมกระแสเดรนท่ไี หลผ่านเจเฟตจะต้องทำอย่างไร
ก. ควบคุมแรงดนั ไบอสั ตรงที่ซอร์สของเจเฟต ข. ควบคมุ แรงดันไบอสั กลบั ที่ซอรส์ ของเจเฟต
ค. ควบคุมแรงดันไบอัสตรงท่เี กตของเจเฟต ง. ควบคมุ แรงดันไบอสั กลับที่เกตของเจเฟต
5. จากสัญลักษณ์เปน็ เฟตชนิดใด
ก. เจเฟตเอ็นแชนเนล ข. เจเฟตพีแชนเนล ค. มอสเฟตเอน็ แชนเนล ง. มอสเฟตพแี ชนเนล
6. เจเฟตจะทำงานได้กต็ ่อเม่ือ
ก. ใหไ้ บอสั ที่ขาเดรน ข. ให้ไบอัสท่ีขาเกต ค. ใหไ้ บอสั ที่ขาซอร์ส ง. ถกู ทกุ ข้อ
7. เจเฟตและมอสเฟสต่างกันอย่างไร
ก. การจ่ายไบอสั ข. โครงสรา้ งภายนอก ค. โครงสร้างภายใน ง. แรงดนั ใช้งาน
8. ดีมอสเฟตทำงานกีส่ ถานะ
ก. 1 สถานะ ข. 2 สถานะ ค. 3 สถานะ ง. 4 สถานะ
9. ค่าความต้านทานท่เี กตกับซอรส์ หรอื เกตกบั เดรนจะมคี ุณสมบตั เิ หมือนวัสดอุ ปุ กรณ์อะไร
ก. ตัวต้านทานไดโอด ข. คาปาซิเตอร์ ค. ไดโอด ง. ขดลวด
10. ถา้ วดั ความตา้ นทานแล้ว ขาร่วมมีศักด์ิบวกแสดงว่าเปน็ เจเฟตชนดิ ใด
ก. เอน็ แชนเนล ข. พแี ชนเนล ค. ดีแชนเนล ง. ยังระบุไม่ได้
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
ข้อ1 ข้อ2 ข้อ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ขอ้ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ข. ง. ก. ก. ก. ง. ค. ข. ก. ง.
151
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 8 ชื่อหนว่ ยการสอน ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื ประเมนิ ความร้พู ืน้ ฐานเก่ียวกับทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้
ข้อคำถาม
คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตอ้ งท่ีสดุ
1. เจเฟตมอี ยู่กีช่ นิด
ก. 1 ชนิด ข. 2 ชนดิ ค. 3 ชนิด ง. 4 ชนิด
2. เจเฟตชนดิ เอน็ แชนเนล สารเอ็น ต่ออยกู่ บั สารใด
ก. ขาเดรน ข. ขาซอรส์ ค. ขาเกต ง. ขาเดรนและขาซอร์ส
3. เจเฟสชนิดพีแชนเนล สารเอ็น ตอ่ อยกู่ ับสารใด
ก. ขาเดรน ข. ขาซอรส์ ค. ขาเกต ง. ขาเดรนและขาซอรส์
4. ถ้าจะควบคุมกระแสเดรนที่ไหลผ่านเจเฟตจะต้องทำอย่างไร
ก. ควบคุมแรงดันไบอัสตรงท่ีซอร์สของเจเฟต ข. ควบคมุ แรงดันไบอัสกลับท่ีซอร์สของเจเฟต
ค. ควบคุมแรงดันไบอัสตรงทีเ่ กตของเจเฟต ง. ควบคมุ แรงดันไบอสั กลบั ที่เกตของเจเฟต
5. จากสัญลักษณ์เป็นเฟตชนิดใด
ก. เจเฟตเอ็นแชนเนล ข. เจเฟตพีแชนเนล ค. มอสเฟตเอน็ แชนเนล ง. มอสเฟตพแี ชนเนล
6. เจเฟตจะทำงานไดก้ ็ต่อเม่ือ
ก. ให้ไบอสั ที่ขาเดรน ข. ให้ไบอัสท่ีขาเกต ค. ใหไ้ บอสั ที่ขาซอร์ส ง. ถกู ทกุ ข้อ
7. เจเฟตและมอสเฟสตา่ งกนั อยา่ งไร
ก. การจ่ายไบอสั ข. โครงสรา้ งภายนอก ค. โครงสร้างภายใน ง. แรงดนั ใช้งาน
8. ดีมอสเฟตทำงานกสี่ ถานะ
ก. 1 สถานะ ข. 2 สถานะ ค. 3 สถานะ ง. 4 สถานะ
9. คา่ ความต้านทานทเ่ี กตกับซอรส์ หรอื เกตกบั เดรนจะมคี ุณสมบตั เิ หมือนวัสดุอุปกรณ์อะไร
ก. ตัวต้านทานไดโอด ข. คาปาซิเตอร์ ค. ไดโอด ง. ขดลวด
10. ถ้าวดั ความต้านทานแลว้ ขาร่วมมีศักด์ิบวกแสดงว่าเปน็ เจเฟตชนิดใด
ก. เอ็นแชนเนล ข. พีแชนเนล ค. ดีแชนเนล ง. ยังระบุไม่ได้
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
ข้อ1 ขอ้ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ข. ง. ก. ก. ก. ง. ค. ข. ก. ง.
152
16. ใบความรทู้ ี่ 8
หน่วยการสอนท่ี 8 ชื่อหน่วยการสอน ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้
หวั ข้อเรอ่ื ง ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟา้
8.1 โครงสรา้ งทรานซสิ เตอร์สาชนามไฟฟ้าชนิดรอยตอ่ เจเฟต
เจเฟต (Junction Field Effect Transistor) เมือ่ พจิ ารณาตามโครงสรา้ ง พบว่าเจเฟตมี 2 ชนดิ
คือ เจเฟตชนิดเอ็นแชนเนล และชนิดพีแชนเนล เจเฟตนั้นมีขาต่อใชง้ าน 3 ขา คือ ขาเดรนและขาซอร์ส
สำหรับขาเกตจะเป็นชิ้นสารชนิดพี ส่วนเจเฟตชนิดพีแชนเนลนั้น ขาเดรนและขาซอร์สจะเป็นชิ้นสารชนิดพี
สำหรับขาเกตจะเปน็ ช้ินสารชนดิ เอน็
8.2 การจัดไบอัสใหเ้ จเฟต
เม่ือปอ้ นแรงดันไบอสั ท่ีขาเดรนและขาซอรส์ โดยแหลง่ จ่าย VDDให้ขว้ั บวกกบั ขาเดรน (D) และขั้วลบ
กับขาซอร์ล (S) ส่วนขาเกต (G) กับขาชอร์ส (S) จะใหไ้ บอัสกบั (Reverse Bias) ซง่ึ เจเฟตชนิดเอ็นแชล
แนล ขาเกตเป็นสารกึ่งตัวนำชนิดพี (P-Type) ดังนั้น แรงดันไบอัสที่ขาเกต VGG ต้องให้ไฟลบกับขาเกต
และไฟบวกกับขาซอร์ส
เมื่อให้ไบอัสกลับ (Reverse Bias) ที่ขาเกตเมื่อเทียบกับขาซอร์ส (VGS) จะเกิดสนามไฟฟ้าที่
รอยต่อพี-เอ็นทั้งสองด้านขึน้ ทำให้ช่องทางเดินของกระแสในสารเอ็น (เนื้อสารส่วนใหญ่) ระหว่างขาเดรนกับ
ขาซอรส์ แคบลง กระแสเดรน (ID) จะไหลจากขาเดรนไปสูข่ าซอร์สไดจ้ ำนวนหนงึ่
ถ้าปรับค่าแรงดันระหว่างขาเกตกับขาซอร์ส (VGS) ให้มีค่าไบอัสกลับมากขึ้นจะทำให้สนามไฟฟ้าที่
รอยต่อ มีความกว้างมากขึ้นทำให้ช่องทางเดินของกระแสในสารเอ็นแคบลง เป็นผลใฟ้กระแสเดรนมปี ริมาณ
ลดลง
แต่ถ้าปรับแรงดัน VGS ให้มีค่าไบอัสกลับน้อยลง จะทำให้ช่องทางเดินของกระแสระหว่างขาเดรน
กับขาซอร์สมีขนาดกว้างขึ้น ทำให้กระแสเดรนไหลได้สะดวกและมากขึ้นจากสภาวะดังกล่าวทำให้สามารถ
ควบคมุ ปรมิ าณกระแสเดรน (ID) ท่ีไหลผ่านเจเฟตได้ โดยการควบคุมแรงดันไบอัสกลับขาซอร์สของเจเฟต
8.3 สญั ลักษณข์ องเจเฟต
สัญลักษณ์ของเจเฟตชนิดเอ็นแชนเนล นั้นหัวลูกศรที่ขาเกตจะชี้เขา้ แต่ชนิดพีแชนเนล หัวลูกศรที่
ขาเกตจะช้ีออก
8.4 ลักษณะสมบตั ิของเจเฟต
ลักษณะสมบัติของเจเฟต เมื่อเจเฟตเป็น N-Channel โดยให้ขา D มีศักย์สูงกว่า ขา S และ
สำหรับเจเฟต P-Channel ให้ขา D มีศักดิ์ต่ำกว่าขา S เมื่อขา G-S ให้ไบอัส-กลับทำให้เกิดสนามไฟฟ้า
ขึน้ ท่ีชอ่ ง (Channel) เป็นผลให้ความนำไฟฟา้ ระหวา่ งขา D กบั S ลดลงกระแสเดรน กระแสเดรน ID ก็
จะมีค่าลดลง ถ้าไบอัสกลับที่ขา G-S มากขึ้นจนกระทั่งกระแสเดรนเท่ากับศูนย์พอดีค่าแรงดันไบอัสกลับนี้
เรียกว่า “Pinch Off Voltage” Vp หรือ VGS (off) และถ้าให้แรงดันที่ขา G-S ของเจเฟตให้มีค่า 0
โวลต์ (VGS ) จะมีกระแส ไหลผ่านเจเฟตคงทค่ี ่าหนึ่ง เรยี ววา่ กระแส VDSS
153
8.5 เฟตชนิดออกไซดข์ องโลหะ (มอสเฟต)
มอสเฟตแตกต่างจากเจเฟตที่โครงสร้างภายใน เจเฟตนั้น ระหว่างเกตกับช่องทางเดินกระแสมี
โครงสร้างเป็นรอยต่อพี-เอ็น แต่มอสเฟตนั้นระหว่างเกตกับช่องทางเดินกระแสมีกระสร้างเป็นชั้น ของ
ซิลิคอนไดออกไซด์ มอสเฟตมี 2 ชนิด คอื มอสเฟตดพี ลนี ชนั และมอสเฟตชนิดเอนแฮนซเ์ มนต์
8.6 มอสเฟตชนิดดีพลีทชัน
โครงสร้างพื้นฐานของดีมอสเฟต ถ้าเป็นชนิดเอ็นแชนเนล ช่องทางเดินกระแสระหว่างเดรนและ
ซอร์ส จะเป็นสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น และมีวัสดุฐานรอง เป็นสารกึ่งตัวนำชนิดตรงข้าม สำหรับดีมอลเฟต
ชนิดพีแชนเนล จะมีช่องทางเดินกระแสระหว่างเดรนของซอร์สเป็นสารชนิดพี และมีวัสดุฐานรองเป็นสาร
ชนิดเอ็น และมีเกตติดอยู่ระหว่างช่องทางเดินกระแสโดยมีซิลิคอนไดออกไซด์ เป็นฉนวนกั้นระหว่างเกตกับ
ช่องทางเดนิ กระแส
8.7 เอนฮานซเ์ มนต์โหมด (Enhancement Mode)
คือ การไบอสั เกตของดีมอสเฟตด้วนแรงบวก จะเห็นไดว้ ่าท่ีเกตของดีมอสเฟตจะไดร้ บั ประจบุ วกจาก
แหล่งจาก VGG ทำให้ในแชนเนลของดีมอลเฟตเป็นประจุลบ ทำให้ช่องทางเกินกระแสระหว่างเดรนกับซอร์
สไม่มปี ระจชุ นิดตรงข้ามกบั แชนเนลคอยบบี แชนเนลให้แคบลง ทำใหก้ ระแสเดรนไหลไดน้ ้อยลง เพราะประจุ
เดรนไหลไดน้ อ้ ยลง เพราะประจลุ บในแชนเนลมีคา่ ลดลงเป็นศูนย์
8.8 คณุ ลักษณะการถา่ ยโอนของดีมอสเฟต
กราฟคุณลักษณะการถา่ ยโอนของดีมอสเฟตชนิดเอ็นแชนเนล และพีแชนเนล
8.9 การวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมเิ ตอร์
การตรวจสอบเจเฟตว่าดหี รือเสียโดยใชโ้ อห์มมิเตอร์ กรณีที่รู้ตำแหนง่ ขาแล้วให้ตั้งตำแหน่งการวัดไป
ที่สเกล Rx10 เนื่องจากที่เกตกับซอร์สและเกตกับเดรนเป็นรอยต่อพี-เอ็นเหมือนไดโอด ดังนั้น ถ้าวัดค่า
ความตา้ นความต้านทานท่เี กตกับซอรส์ หรอื เกตกับเดรนครัง้ หนง่ึ แล้วกลบั ขัว้ มเิ ตอร์ วัดท่ีตำแหนง่ เดิมอีกคร้ัง
จะได้ ค่าความต้านทานต่ำ หนึ่งค่ากับความต้านทานสูงหนึ่งค่า ถ้าวัดระหว่างซอร์สกับเดรนแล้วกลับขั้ววัด
ใหม่ อีกครง้ั จะได้คา่ ความตา้ นทาง เท่ากนั ท้ังสองครงั้ ถ้าวดั ไดต้ ามนแ้ี สดงวา่ เจเฟตยงั ใช้งานได้
154
17. ใบงานที่ 8
หน่วยการสอนท่ี 8 ชื่อหน่วยการสอน ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
หัวข้อเร่ือง ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
จดุ ประสงค์
1. ปฏบิ ตั ิการทดลองเพื่อให้รู้คุณสมบตั ิของเจเฟต
2. เพอ่ื ให้เขา้ ใจการใหไ้ บอัสเจเฟต, มอสเฟต และดีมอสเฟต
3. สามารถบอกถงึ คณุ สมบัติของเจเฟต, มอสเฟต และดีมอสเฟต
4. สามารถให้ไบอสั เจเฟต, มอสเฟต และดมี อสเฟต ได้อย่างถูกต้อง
เคร่ืองมอื และอุปกรณ์
1. แหล่งจ่ายไฟกระแสตรงชนิดปรับคา่ ได้ 0 – 30 V 1 เครอ่ื ง
2. มัลตมิ ิเตอร์ 1 เครอื่ ง
3. ชุดฝกึ วิชาอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 ชดุ
ลำดับดบั ขน้ั การทดลอง
1. ตั้งโอห์มมิเตอร์ไว้ที่เรนจ์ R x 10 วัดค่าความต้านทานระหว่างขาต่างๆ ตามตารางที่ 8.1 บันทึก
ค่าที่ได้ลงในตารางท่ี 8.1 พร้อมสรุปผลจากการวดั (วัดค่าความต้านทานระหว่างขา G-D ให้เอาสายมิเตอร์ท่มี ี
ศกั ย์ไฟบวกจับทขี่ า G สายมิเตอร์ที่มศี ักย์ไฟลบจับทขี่ า D)
เบอร์ คา่ ความตา้ นทานระหว่างขา สรุป
G D D G G S S G D S S D ชนิด สภาพ
2N5458
2N5461
ตารางท่ี 8.1
2. ตอ่ วงจรทดลองตามรูปท่ี 8.1
รปู ที่ 8.1
3. ปรบั แหลง่ จา่ ยแรงดนั E1 และ E2 ให้ไดค้ ่า VGS ตามตารางที่ 8.2 จากนน้ั ใชม้ ลั ติมิเตอร์วดั กระแส ID
บนั ทกึ ค่ากระแส ID ลงในตารางท่ี 8.2
155
E1(VG) VDS(Voltage) โดยการปรบั E2
0 2 4 6 8 10 12 14 16 18 20 ID
-1.5 mA
-1 mA
-0.5 mA
0 mA
ตารางที่ 8.2
4. นำข้อมูลท่ีไดจ้ ากตารางท่ี 8.1 มาเขียนกราฟลักษณะสมบตั ิของเฟตทีแ่ สดงถึงความสัมพันธ์ของ ID,
VDS ที่ VG ค่าตา่ งๆ ตามรูปที่ 8.2
รูปที่ 8.2 กราฟแสดงคุณลักษณะของเจเฟต
4. ตอ่ วงจรทดลองตามรปู ท่ี 8.3
รปู ที่ 8.3
156
5. เปล่ียนคา่ RS ตามตารางท่ี 8.3 โดยให้ RD คงที่ 4.7 K จากน้นั บันทกึ ค่าของ VRS, ID, VDS, VRD ลงใน
ตารางท่ี 8.3
Rs(Ω) ID(mA) VRS(V) VDS(V) VRD(V)
0
330
560
1k
3.6k
5.6k
10k
ตารางที่ 8.3
6. เปล่ียนค่า RD ตามตารางที่ 8.4 โดยให้ RS คงท่ี 1.2kจากนัน้ บนั ทกึ คา่ ของ VRS, ID, VDS, VRD ลงใน
ตารางที่ 8.4
Rs(Ω) ID(mA) VRS(V) VDS(V) VRD(V)
0
330
560
1k
3.6k
5.6k
10k
27k
68k
ตารางท่ี 8.4
สรุปและวิจารณผ์ ลการทดลอง ทุกๆข้ันตอน
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
157
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนำเสนอผลงาน
ชือ่ กลมุ่ ……………………………………………ชัน้ ………………………หอ้ ง............................
รายชอ่ื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรูเ้ กย่ี วกับเนือ้ หา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนำเสนอ
3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ ในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์การให้คะแนน
1. เนอื้ หาสาระครอบคลุมชดั เจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มีสาระสำคญั ครบถว้ นถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสำคญั ไม่ครบถ้วน แตต่ รงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสำคัญไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนำเสนอ
3 คะแนน = มรี ูปแบบการนำเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ทแี่ ปลกใหม่ ใชส้ อ่ื และเทคโนโลยี
ประกอบการ นำเสนอทนี่ ่าสนใจ นำวสั ดใุ นท้องถิ่นมาประยุกตใ์ ช้อย่างคุ้มค่าและ
ประหยัด
2 คะแนน = มีเทคนคิ การนำเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ อื่ และเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ
แต่ขาดการประยุกตใ์ ช้ วัสดใุ นทอ้ งถน่ิ
1 คะแนน = เทคนคิ การนำเสนอไม่เหมาะสม และไมน่ า่ สนใจ
3. การมีสว่ นรว่ มของสมาชิกในกล่มุ
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุม่
2 คะแนน = สมาชกิ ส่วนใหญ่มบี ทบาทและมีส่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นนอ้ ยมบี ทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกล่มุ
4. ความสนใจของผู้ฟงั
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
2 คะแนน = ผู้ฟงั ร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังน้อยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
158
แบบประเมนิ กระบวนการทำงานกลมุ่
ชอื่ กล่มุ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชือ่ สมาชกิ
1……………………………………เลขท…่ี …. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขท…ี่ ….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเหน็
321
1 การกำหนดเปา้ หมายร่วมกัน
2 การแบง่ หนา้ ทรี่ ับผิดชอบและการเตรียมความ
พรอ้ ม
3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผูป้ ระเมิน…………………………………………………
วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………...
เกณฑ์การให้คะแนน
1. การกำหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมีส่วนรว่ มในการกำหนดเปา้ หมายการทำงานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชกิ สว่ นใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีสว่ นร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
2. การหน้าทีร่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียม
สถานที่ สือ่ /อุปกรณ์ไวอ้ ย่างพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถึง แตไ่ มต่ รงตามความสามารถ และมีส่ือ/อปุ กรณ์ไวอ้ ย่างพร้อมเพรยี ง
แต่ขาดการจดั เตรยี มสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีส่ือ / อปุ กรณไ์ ม่เพียงพอ
3. การปฏิบัติหน้าท่ีทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเปา้ หมาย และตามเวลาที่กำหนด
2 คะแนน = ทำงานไดส้ ำเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ า้ กวา่ เวลาที่กำหนด
1 คะแนน = ทำงานไม่สำเรจ็ ตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทุกคนรว่ มปรึกษาหารือ ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางสว่ นมสี ่วนรว่ มปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรงุ งาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมีสว่ นรว่ มไม่มสี ว่ นร่วมปรึกษาหารอื และปรบั ปรุงงาน
159
19. แบบฝกึ หัด
แบบฝกึ หัดทา้ ยหน่วยที่ 8
ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. จงบอกสัญลักษณข์ องเจเฟต พรอ้ มวาดรปู
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. จงอธบิ ายโครงสร้างของเจเฟตมาอยา่ งละเอยี ด พรอ้ มวาดรูป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. จงบอกชนิดของเจเฟตวา่ มีกี่ชนดิ อะไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. จงอธิบายลกั ษณะสมบัติของเจเฟตมาอย่าละเอยี ด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
160
20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
20.1 สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
รายการ ระดบั การปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จดั หนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้
2. กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทักษะ และด้านจติ พสิ ยั
3. เตรยี มวัสดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเขา้
สอน
ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
4. มีวธิ กี ารนำเขา้ สู่บทเรียนท่ีนา่ สนใจ
5. มกี ิจกรรมท่หี ลากหลาย เพ่ือชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมที่สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ คว้าเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง
7. นักเรียนมสี ่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
8. จดั กจิ กรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ท่เี ชอื่ มโยงกบั ชีวิตจริงโดยนำภูมปิ ัญญา/บูรณาการเขา้ มา
มสี ว่ นร่วม
11. จัดกิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเม่ือนักเรียนปฏิบัติ หรอื ตอบถูกต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผู้เรยี น อย่างทวั่ ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กำหนด
ด้านสือ่ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
16. ใชส้ ือ่ ทเ่ี หมาะสมกับกิจกรรมและศักยภาพของผู้เรยี น
17. ใช้สอ่ื แหล่งการเรียนร้อู ย่างหลากหลาย เช่น บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร
สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เป็นต้น
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รยี น
14. เอาใจใสด่ แู ลผูเ้ รยี น อย่างท่วั ถึง
15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทีก่ ำหนด
ด้านการวัดและประเมินผล
18. ผูเ้ รียนมสี ่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมินผลอย่างหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสยั
20. ครู ผู้เรยี น ผปู้ กครอง หรือ ผู้ที่เกยี่ วข้องมีส่วนร่วม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏบิ ตั ิดเี ย่ียม 4 = ปฏบิ ตั ดิ ี 3 = รวม
ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี
161
20.2 ปญั หาท่ีพบ และแนวทางแก้ปัญหา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแกป้ ญั หา
ดา้ นการเตรยี มการสอน
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นสือ่ นวัตกรรม แหลง่ การเรียนรู้
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นการวดั ประเมินผล
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ดา้ นอน่ื ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครผู สู้ อน
(นายปฏิพาน สีนาบุญ)
ตำแหนง่ ครูพิเศษสอน
............../.................................../....................
21. บันทกึ การนิเทศและติดตาม 162
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตำแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
163
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหสั วชิ า 20105-2005 วชิ า อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร
หนว่ ยท่ี 9 ชอ่ื หน่วย ไอซตี ั้งเวลา 555
ช่อื เรอ่ื ง ไอซีต้ังเวลา 555 จำนวน 5 ช่วั โมง
1. สาระสำคญั
ไอซีตั้งเวลา 555 เป็นไอซีที่ทำหน้าที่กำเนิดสัญญาณตามเวลาที่ออกแบบไว้ โดยสามารถกำหนดได้
ด้วยอุปกรณ์ภายนอก ไอซีตั้งเวลา 555 สามารถกำเนิดสัญญาณ อะสเตเบิ้ล(Astable) โมโนสะเตเบิ้ล
(Monostable) และประยุกตใ์ ชง้ านดา้ นอน่ื ๆ ทเ่ี ก่ียวกบั การตัง้ เวลาได้ดี
2. สมรรถนะอาชพี ประจำหน่วย
ด้านความรู้
1. บอกโครงสรา้ งไอซตี ง้ั เวลา 555
2. อธบิ ายขาใช้งานของไอซีตงั้ เวลา 555 ได้
3. อธิบายการทำงานของไอซีต้งั เวลา 555 ได้
4. คำนวณและออกแบบวงจรอะสเตเบลิ้
ด้านทักษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ปฏิบตั ติ ามใบงานที่ 9 เรื่อง ไอซตี ั้งเวลา 555
2. ต่อวงจรอะสเตเบลิ้ ได้ถูกต้อง
3. ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวัดสัญญาณและความถี่จากวงจรอะสเตเบล้ิ ได้
ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง
1. เห็นคุณคา่ ของความรู้พื้นฐานเกยี่ วกบั ไอซีตงั้ เวลา 555
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงค์ทั่วไป
1. เพอื่ ใหม้ คี วามรู้เกย่ี วกับการอธบิ ายไอซีต้ังเวลา 555
2. เพือ่ ให้มคี วามรู้เก่ียวกับการเขียนลำดบั วงจรอะสเตเบ้ิลโดยใชไ้ อซี 555
3. เพอ่ื ให้มีความรู้เก่ยี วกับการเปรยี บเทียบไอซีเบอร์ 555 ท่ใี ช้ในทางการค้า
4. เพ่อื ใหม้ ที ักษะในการออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ
5. เพื่อให้มีเจตคติท่ดี ใี นการจำแนกคุณสมบตั ิของไอซี 555
6. เพ่ือออกแบบวงจรอะสเตเบิล้ อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
164
3.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. อธิบายไอซีตัง้ เวลา 555 (ดา้ นความรู้)
2. เขียนลำดบั วงจรอะสเตเบ้ิลโดยใช้ไอซี 555 ได้ (ดา้ นความร)ู้
3. เปรียบเทียบไอซีเบอร์ 555 ท่ีใชใ้ นทางการคา้ ได้ (ด้านความรู้)
4. ออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิลได้ (ด้านทกั ษะ)
5. จำแนกคุณสมบัตขิ องไอซี 555 ได้ (ดา้ นจติ พิสยั )
6. ออกแบบวงจรอะสเตเบิ้ลอยา่ งถูกต้องเหมาะสม (ด้านคุณธรรม จริยธรรม)
4. เนอ้ื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ด้านความรู้
1. ไอซตี ั้งเวลา 555
2. วงจรอะสเตเบิ้ลโดยใช้ไอซี 555
3. ไอซเี บอร์ 555 ท่ใี ช้ในทางการคา้
4. ออกแบบวงจรอะสเตเบิ้ล
5. คุณสมบัตขิ องไอซี 555
6. ออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม
4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. การทดลองที่ 9 ไอซีต้งั เวลา 555
2. แบบทดสอบบทท่ี 9
4.3 ดา้ นคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ออกแบบวงจรอะสเตเบลิ้ อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม
165
5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรยี นรู้
ขน้ั ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ข้ันตอนการเรียนหรือกจิ กรรมของผู้เรยี น
ขน้ั เตรียม(จำนวน 15 นาที) ขน้ั เตรยี ม(จำนวน 15 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนำ 1. ผู้เรียนเตรียมอุปกรณ์และ ฟังครูผู้สอน
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเรื่อง แนะนำรายวิชา วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียน
สารก่ึงตัวนำ
เรือ่ ง สารกง่ึ ตัวนำ
2. ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วย 2. ผู้เรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์
เรียนที่ 9 และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการ การเรียนของหน่วยเรียนที่ 9 และการให้ความ
เรยี นการสอน
รว่ มมอื ในการทำกิจกรรม
ขน้ั การสอน(จำนวน 240 นาท)ี ขน้ั การสอน(จำนวน 240 นาท)ี
1. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิด PowerPoint บทท่ี 1. ผู้เรียนเปิด PowerPoint บทที่ 9 เรื่อง
9 เรื่อง ไอซีตั้งเวลา 555 และให้ผู้เรียนศึกษา ไอซีตั้งเวลา 555 และผู้เรียนศึกษาเอกสาร
เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น ว ิ ช า อ ุ ป ก ร ณ์ ประกอบการสอน วิชา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ
อิเล็กทรอนิกส์และวงจร โดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย วงจร ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถตอบ
ตนเอง และสามารถสอบถามข้อสงสัยระหว่างเรียน ขอ้ สงสยั ระหวา่ งเรียนได้
จากผ้สู อน 2. ผู้เรียนฟังอธิบายสารกึ่งตัวนำได้ศึกษาจาก
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนอธิบายสารกึ่งตัวนำศึกษา PowerPoint
จาก PowerPoint 3. ผู้เรียนปฏิบัติใบงานที่ 9 เรื่อง ไอซีตั้งเวลา
3. ผูส้ อนให้ผู้เรยี นปฏบิ ัติใบงานที่ 9 เรอ่ื ง ไอซี 555
ตงั้ เวลา 555 4. ผู้เรียนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อสงสัย
4. ผู้สอนสังเกตการณ์ปฏิบัติใบงานที่ 9 เรื่อง ระหวา่ งเรียนจากผูส้ อน
ไอซตี งั้ เวลา 555
ขั้นสรปุ (จำนวน 45 นาที) ขั้นสรปุ (จำนวน 45 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้ 1. ผูเ้ รียนรว่ มกนั สรุปเนือ้ หาท่ีได้เรยี นใหม้ ี
เรยี นให้มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกนั ความเขา้ ใจในทิศทางเดยี วกนั
2. ผู้สอนใหผ้ ู้เรียนทำแบบฝึกหัดหน่วยที่ 9 2. ผ้เู รียนทำแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 9
3. ผู้สอนให้ผูเ้ รียนศึกษาเพิ่มเติมนอกห้องเรียน 3. ผเู้ รยี นศกึ ษาเพิ่มเติมนอกห้องเรียน ดว้ ย
ด้วย PowerPoint ทีจ่ ัดทำขึ้น PowerPoint ที่จดั ทำข้ึน
166
6. สอ่ื การเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สื่อส่งิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา อปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร (Entrepreneurship)
2. ใบความร้ทู ี่ 9 เรื่อง ไอซีต้งั เวลา 555
3. การทดลองที่ 9 เรอื่ ง ไอซีตงั้ เวลา 555ขนั้ ประยกุ ต์ใช้ ข้อ 1
4. แบบทดสอบบทท่ี 9 สรปุ และประเมินผล ข้อ 2
5. แบบประเมินผลงานตามใบงาน ใช้ประกอบการสอนขน้ั ประยุกต์ใช้ ขอ้ 1
6. แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน ใช้ประกอบการสอนขัน้ ประยุกตใ์ ช้ ข้นั สรปุ และประเมนิ ผล
6.2 สื่อโสตทัศน์
1. Power Point เรือ่ งไอซีต้งั เวลาเบอร์ 555
6.3 สื่อของจริง
1. ไอซตี ้ังเวลาเบอร์ 555
7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. ห้องอินเตอร์เน็ตวิทยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดเฉลมิ พระเกยี รติอำเภอสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอำเภอสว่างแดนดิน
8. งานทมี่ อบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
1. ผเู้ รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 9 เร่ือง ไอซีตงั้ เวลา 555
2. รายงานผลหน้าชน้ั เรยี น
3. ปฏิบตั ใิ บปฏบิ ัติงานที่ 9 เรอ่ื ง ไอซตี ัง้ เวลา 555
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลังเรียน
1. ทำแบบฝกึ หัดบทท่ี 9
167
9. ผลงาน/ชิน้ งาน ทเ่ี กดิ จากการเรียนรู้ของผู้เรียน
1. แบบฝกึ หัดบทที่ 9 ใบปฏิบัตงิ านท่ี 9
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างอิง
1. อดุลย์ กลั ยาแก้ว . อุปกรณอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์และวงจร. : ศูนย์ส่งเสริมอาชวี ะ (ศสอ)
11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธ์กับรายวิชาอนื่
1. บรู ณาการกับวชิ าอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสเ์ บ้อื งต้น
2. บูรณาการกับวิชาวงจรไฟฟ้าเบอ้ื งต้น
12. หลกั การประเมินผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบัติงานท่ี 9
2. สังเกตการปฏิบตั ิงาน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝึกหัด บทท่ี 9
2. ตรวจแบบแบบฝึกหัดผลการเรยี นรู้
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน
จุดประสงค์ข้อที่ 1 บอกโครงสร้างไอซตี ั้งเวลา 555
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถบอกโครงสรา้ งไอซีต้งั เวลา 555
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกโครงสรา้ งไอซีต้งั เวลา 555 ได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 2 อธิบายขาใชง้ านของไอซตี งั้ เวลา 555 ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมนิ : สามารถอธบิ ายโครงสร้างของไอซตี ้ังเวลา 555 ได้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : อธิบายโครงสรา้ งของไอซีตงั้ เวลา 555 ได้ ไดค้ ะแนน 0.5 คะแนน
168
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 3 อธบิ ายการทำงานของไอซตี ั้งเวลา 555 ได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายการทำงานของไอซีต้งั เวลา 555 ได้
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายการทำงานของไอซีต้ังเวลา 555 ได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 4 คำนวณและออกแบบวงจรอะสเตเบลิ้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถคำนวณและออกแบบวงจรอะสเตเบิ้ล
4. เกณฑก์ ารผ่าน : คำนวณและออกแบบวงจรอะสเตเบิ้ลได้ ได้คะแนน 1 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 5 ปฏบิ ตั ิตามใบงานที่ 9 เรอื่ ง ไอซีตัง้ เวลา 555
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถปฏบิ ัติตามใบงานที่ 9 เร่ือง ไอซตี ั้งเวลา 555
4. เกณฑ์การผ่าน : ปฏบิ ตั ิตามใบงานที่ 9 เรอื่ ง ไอซีต้ังเวลา 555 ได้ ไดค้ ะแนน 1 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 6 ตอ่ วงจรอะสเตเบิ้ลได้ถกู ต้อง
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารประเมิน : สามารถตอ่ วงจรอะสเตเบิ้ลได้ถูกต้อง
4. เกณฑ์การผ่าน : ตอ่ วงจรอะสเตเบิล้ ได้ถูกตอ้ งได้ ไดค้ ะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 7 ใชอ้ อสซลิ โลสโคปวดั สัญญาณและความถจี่ ากวงจรอะสเตเบิ้ลได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถใชอ้ อสซลิ โลสโคปวดั สญั ญาณและความถ่ีจากวงจรอะสเตเบิ้ลได้
4. เกณฑก์ ารผ่าน : ใช้ออสซิลโลสโคปวัดสญั ญาณและความถ่ีจากวงจรอะสเตเบ้ิลได้ ได้คะแนน 0.5 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 8 เห็นคณุ ค่าของความรู้พืน้ ฐานเก่ยี วกับไอซีต้ังเวลา 555
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถเห็นคุณค่าของความรู้พืน้ ฐานเกยี่ วกบั ไอซตี ้ังเวลา 555
4. เกณฑ์การผา่ น : เหน็ คุณคา่ ของความรพู้ น้ื ฐานเก่ยี วกบั ไอซตี ั้งเวลา 555 ได้ ไดค้ ะแนน 0.55 คะแนน
169
14. แบบทดสอบก่อนเรียน
หนว่ ยการสอนท่ี 9 ชื่อหนว่ ยการสอน ไอซีตั้งเวลา 555
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมินความรู้พ้นื ฐานเก่ียวกับไอซีตงั้ เวลา 555
ข้อคำถาม
คำสัง่ จงเลือกคำตอบทถี่ ูกตอ้ งท่สี ุด
1. ไอซเี บอร์ 555 ท่นี ิยมใชก้ ันทวั่ ไป จะทำงานช่วงอณุ หภูมิทีเ่ ทา่ ใด
ก. 0-70 องศาเซลเซียส ข. 0-80 องศาเซลเซยี ส
ค. 20-70 องศาเซลเซียส ง. 20-80 องศาเซลเซียส
2. ตัวเก็บประจชุ นิดใดท่ีไมค่ วรใช้ในวงจรต้ังเวลา
ก. พลาสติกฟิล์ม ข. โพล่สี ไตรีน ค. โพลคี่ าบอเนต ง. เซรามคิ
3. วงจรรปู ท่ี 9.1 Rt ต้องมคี ่ามากกวา่ 10 K เพราะเหตุใด
ก. ประหยัดพลงั งาน ข. ลดแรงดันให้กับวงจร
ค. ไมใ่ หค้ วามกว้างของพัลสแ์ คบเกนิ ไป ง. ถูกท้ัง ก และ ค
4. ไอซเี บอร์ 555 จะทำงานท่ีแรงดนั ไฟก่ีโวลท์
ก. 3 V – 9 V ข. 5 V – 10 V ค. 5 V – 15 V ง. 10 V – 15 V
5. ไอซีเบอร์ 555 ขาเอาต์พตุ คือขาใด
ก. ขา 5 ข. ขา 6 ค. ขา 3 ง. ขา 1
6. ความกว้างของพัลส์ทจ่ี ะจุดชนวนขา 2 มคี า่ เทา่ ใด
ก. 0.1 ms ข. 1µs ขึ้นไป ค. 0.1 µs ง. 1 ms
7. แรงดันทจ่ี ะมาจุดชนวนขา 2 มคี ่าเท่าใด
ก. 1/2ของ vcc ข. 1/3 ของ Vcc ค. 1/4ของ Vcc ง. เทา่ ใดก็ได้ แต่ไม่เกนิ Vcc
8. ขาเทรสโฮล (ขา6) มคี วามไวต่อระดับแรงดันเท่าใด
ก. 1/2ของ vcc ข. 1/3 ของ Vcc ค. 1/4ของ Vcc ง. เทา่ ใดก็ได้ แต่ไม่เกนิ Vcc
9. ไอซี ซมี อสเบอร์ใด ท่ใี ช้แทนไอซีเบอร์ 555 ได้
ก. เบอร์ 7412 ข. เบอร์ 74122 ค. เบอร์ 74123 ง. เบอร์ 7555
10. เพราะเหตุใด ไอซี 555 จงึ นยิ มนำมาสร้างเปน็ วงจรตั้งเวลา
ก. ใช้ได้กบั แรงดันไฟเลย้ี งท่ีกวา้ งมากกวา่ ข. ราคาถกู หาซื้อได้ง่าย
ค. กินไฟน้อยกว่า ง. ถกู ทกุ ข้อ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ขอ้ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ก. ง. ก. ค. ค. ข. ค. -. ง. ง.
170
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนท่ี 9 ช่ือหน่วยการสอน ไอซตี ั้งเวลา 555
วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ประเมินความรู้พ้นื ฐานเก่ียวกับไอซีตงั้ เวลา 555
ข้อคำถาม
คำสัง่ จงเลือกคำตอบทถี่ ูกตอ้ งท่สี ุด
1. ไอซเี บอร์ 555 ท่ีนิยมใช้กันทวั่ ไป จะทำงานช่วงอณุ หภมู ิทีเ่ ทา่ ใด
ก. 0-70 องศาเซลเซียส ข. 0-80 องศาเซลเซยี ส
ค. 20-70 องศาเซลเซียส ง. 20-80 องศาเซลเซียส
2. ตัวเก็บประจชุ นดิ ใดที่ไมค่ วรใช้ในวงจรต้ังเวลา
ก. พลาสตกิ ฟิล์ม ข. โพล่สี ไตรีน ค. โพลคี่ าบอเนต ง. เซรามคิ
3. วงจรรปู ท่ี 9.1 Rt ต้องมคี า่ มากกวา่ 10 K เพราะเหตุใด
ก. ประหยัดพลงั งาน ข. ลดแรงดันให้กับวงจร
ค. ไมใ่ หค้ วามกว้างของพัลสแ์ คบเกนิ ไป ง. ถูกท้ัง ก และ ค
4. ไอซเี บอร์ 555 จะทำงานที่แรงดนั ไฟก่ีโวลท์
ก. 3 V – 9 V ข. 5 V – 10 V ค. 5 V – 15 V ง. 10 V – 15 V
5. ไอซีเบอร์ 555 ขาเอาตพ์ ุต คือขาใด
ก. ขา 5 ข. ขา 6 ค. ขา 3 ง. ขา 1
6. ความกว้างของพลั ส์ทจี่ ะจุดชนวนขา 2 มคี า่ เทา่ ใด
ก. 0.1 ms ข. 1µs ขึ้นไป ค. 0.1 µs ง. 1 ms
7. แรงดันทจ่ี ะมาจุดชนวนขา 2 มคี ่าเท่าใด
ก. 1/2ของ vcc ข. 1/3 ของ Vcc ค. 1/4ของ Vcc ง. เทา่ ใดก็ได้ แต่ไม่เกนิ Vcc
8. ขาเทรสโฮล (ขา6) มคี วามไวต่อระดับแรงดันเท่าใด
ก. 1/2ของ vcc ข. 1/3 ของ Vcc ค. 1/4ของ Vcc ง. เทา่ ใดก็ได้ แต่ไม่เกนิ Vcc
9. ไอซี ซมี อสเบอร์ใด ทีใ่ ชแ้ ทนไอซีเบอร์ 555 ได้
ก. เบอร์ 7412 ข. เบอร์ 74122 ค. เบอร์ 74123 ง. เบอร์ 7555
10. เพราะเหตุใด ไอซี 555 จงึ นยิ มนำมาสร้างเปน็ วงจรต้ังเวลา
ก. ใช้ได้กบั แรงดันไฟเลยี้ งท่ีกวา้ งมากกวา่ ข. ราคาถกู หาซื้อได้ง่าย
ค. กินไฟน้อยกว่า ง. ถกู ทกุ ข้อ
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
ขอ้ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3 ข้อ 4 ขอ้ 5 ข้อ 6 ขอ้ 7 ขอ้ 8 ข้อ 9 ขอ้ 10
ก. ง. ก. ค. ค. ข. ค. -. ง. ง.
171
16. ใบความรทู้ ่ี 9
หนว่ ยการสอนที่ 9 ช่ือหนว่ ยการสอน ไอซตี ้ังเวลา 555
หวั ข้อเรือ่ ง ไอซตี ้ังเวลา 555
9.1 ไอซีต้วั เวลา 555
วงจรตั้งเวลามีความเที่ยงตรงค่อนข้างสูง จำเป็นต้องใช้วงจรโมโนสเตเบิ้ล ซึ่งส่วนมากนิยมใช้ไอซี
เบอร์ 74121, 74122, 74123 อย่างไรก็ตาม การควบคุมจุดชนวน (Trigger) ของสัญญาณอินพุตไอซี
ตระกูล 74 สามารถกระทำได้ยาก และมีเงื่อนไขมาก แต่ถ้าการหน่วงเวลานานกว่าครึ่งนาที และโหลด
ตอ้ งการกระแสสูงจะใชไ้ อซีตง้ั เวลาเบอร์ 555 แทน
ในการทำงานของวงจรโมโนสเตเบ้ลิ (Monostable) จะแบ่งเปน็ 2 สภาวะ คอื สภาวะทคี่ งที่และ
สภาวะที่ไม่คงที่ โดยปกติวงจรโมโนสเตเบิ้ล จะอยู่ในสภาวะคงที่ จนกว่าจะมีสัญญาณจุดชนวน เข้ามา
กระตุ้น จากนั้นเอาต์พุทจะเปลี่ยนสภาวะจากเดิม เกิดการหน่วงเวลาด้วยค่าของเวลาที่แนน่ อน และกลับสู่
สภาวะปกตเิ ชน่ เดมิ
ไอซที ี่นยิ มมาสร้างเปน็ วงจรตั้งเวลาได้ดีท่ีสดุ เบอรห์ น่งึ คือ ไอซีเบอร์ 555 เพราะมีคณุ สมบัติในการ
หน่วงเวลาได้ดี และนานพอสมควร
9.2 คณุ สมบัติของไอซี 555 แต่ละขา
ขา 1 กราวด์ (Ground) ขาไฟเล้ียงที่มศี กั ย์เป็นลบ
ขา 2 ทริกเกอร์ (Trigger) เป็นขาที่มีความไวหรือตรวจสอบแรงที่มีค่า 1/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc
และจะเกิดการจุดชนวนของอินพุต (Input) ทำให้เอาต์พุต (Output) เปลี่ยนจากระดับต่ำเป็นระดับสูง
โดยท่ัวไปความกวา้ งของพัลสท์ ี่จะมาจดุ ชนวนอนิ พุตไดน้ ้นั ตอ้ งมีค่าเวลามากกว่า 1 ไมโครวินาที (μS) ขึ้น
ไป
ขา 3 เอาต์พุต (OutPut) แรงดันเอาต์พุตที่เกิดขึ้นสำหรับเอาต์พุตระดับสูง มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า
+Vcc ประมาณ 1.7 V สำหรบั เอาตพ์ ตุ ระดบั ต่ำนั้น จะขน้ึ อยู่กบั แหล่งจ่ายไฟทป่ี อ้ น
ขา 4 รีเซต (Reset) เมื่อต้องการให้เอาต์พุตอยู่ในระดับต่ำ ต้องป้อนศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้ประมาณ
0.7 V โดยกระแสซงิ กม์ ีค่า 0.1 mA ค่าของเวลาประวงิ ในการทำใหเ้ อาต์พุตเปลี่ยนเปน็ ระดบั ตำ่ มีค่า 0.5
μS ซึ่งค่านี้เปน็ ค่าต่ำสุดของความกว้างของพัลซ์ที่จะมาควบคุมขานี้ ในกรณีที่ไม่ตอ้ งการใช้ขานี้ก็ควรต่อเขา้
กบั +VCC
ขา 5 กระแสซิงก์ ทเี่ ขา้ มาขาน้สี ามารถรับได้ใกลเ้ คียงกับขาเอาต์พุต ดังนนั้ ค่าแรงดันที่มีค่า 2/3
+VCC ซ่ึงเปน็ แรงระดบั สงู ท่ีใช้ในการเปรียบเทียบ ปกติในการทำงานขาน้จี ะไมถ่ กู ใชแ้ ต่ควรใช้ตวั เกบ็ ประจุค่า
0.01 μF ต่อลงกราวดเ์ พ่ือไมใ่ ห้ถกู รบกวนจากสญั ญาณรบกวนขณะทำงาน
ขา 6 เทรสโฮล (Threshold) ถ้าศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้มีค่าสูงถึง 2/3 ของ +VCC จะเป็นระดับที่มี
ความไวตอ่ การเปลยี่ นแปลง คือ จะทำให้สภาวะเอาตพ์ ตุ เปลี่ยนแปลงจากระดับสงู เป็นระดบั ดำ่
ขา 7 ดิสชาร์จ (Discharge) ขานี้ต่อกับขาคอลเลกเตอร์ (Collector) ของทรานซิลเตอร์
(Transistor) ซึ่งอยู่ภายในตัวไอซี โดยขาอิมิตเตอร์ต่อลงกราวด์ (Ground) ทรานซิลเตอร์ (Transistor) น้ี
จะทำหน้าที่กำหนดเวลาของระดับเอาตพ์ ุต ถ้าเอาต์พุตอยู่ในระดบั ต่ำ ทรานซิลเตอร์นี้จะมีความต้านทานต่ำ
ในขณะทท่ี รานซสิ เตอร์มีความต้านทานต่ำ ตวั เก็บประจุจะสามารถคายประจุผา่ นทรานซิลเตอรน์ ้ไี ด้
172
ขา 8 ไฟเลี้ยง (+Vcc) ต้องจ่ายแหล่งจ่ายไฟตรงที่มีศักย์เป็นบวก มีค่าอยู่ระหว่าง 5 โวลท์ ถึง
15 โวลท์ แม้ว่าจะทำงานในช่วงแรงดันที่ต่างกัน แต่ละช่วงของเวลาทำงานที่เปลี่ยนไปยังคงมีค่าน้อยมาก
คือ ร้อยละ 0.1 ตอ่ การเปลี่ยนแรงดัน 1 โวลท์
9.3 วงจรอะสเตเบ้ิลโดยใชไ้ อซี 555
การทำงานของวงจร
1. เมือ่ ปอ้ นแหล่งจ่าย +VCC เขา้ วงจรจะมกี ระแสไฟฟ้าสว่ นหนึง่ ไหลผ่าน Rt1 และ Rt2 มาประจุ
ที่ Ct ทำให้แรงดันที่ตกคร่อม Ct มีค่าสูงขึ้นจนถึง 1/3 ของแหล่งจ่าย +VCC ขา 2 ซึ่งมีความไวต่อ
แรงดันน้ี จะจุดชนวนทำใหเ้ อาตพ์ ตุ เปลีย่ นระดบั จากระดบั ตำ่ Low เป็นระดับสูงทนั ที
2. แรงดันที่ตกคร่อม Ct จะค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีระดับแรงดัน 2/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 6
ซึ่งมีความไวต่อแรงดันนี้ จะตรวจจับทำให้เอาต์พุต เปลี่ยนจากระดับสูงเป็นระดับต่ำและเป็นผลทำให้ขา 7
มีต้านทานต่ำ Ct จะคายประจุผ่าน Rt2 ลงกราวด์ที่ขา 1 เมื่อศักย์ไฟฟ้าตกคร่อม Ct มีค่าลดลงเรื่อยๆ
จนถงึ 1/3 +VCC จะทำใหข้ า 2 ที่ต่ออย่กู ับขา 6 มคี วามไวตอ่ ระดบั ของศักย์ไฟฟ้าขนาดนี้ด้วย จึงทำให้
เอาต์พุต เปลยี่ นจากระดบั ตำ่ เป็นระดบั สงู อีกครง้ั
3. การที่เอาต์พุต (Output) เปลี่ยนจากระดับของศักย์ไฟฟ้าต่ำเป็นระดับสูงทำให้ขา 7 มีความ
ต้านทานสูงตัวเก็บประจุ Ct ประจุผ่าน Rt1 และ Rt2 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นหนึ่งรอบของการ
ทำงาน
9.4 การเลอื กใชต้ วั ต้านทานและตัวเก็บประจุในวงจรตงั้ เวลา
1. กำหนด Rt ไมใ่ หม้ ีค่าต่ำกวา่ 10K เพราะตอ้ งการประหยัดพลงั งานและไมต่ ้องการให้ความกว้าง
ของพลั สแ์ คบจนเกนิ ไป
2. ค่าต่ำสุดของตัวเก็บประจุมีค่า 100PE นั้นกำหนดข้ึนมาเพื่อป้องกันผลที่อาจจะเกิดจากความจุ
ค้าง
3. ค่าสูงสุดของ Rt กำหนดจากกระแสเทรสโฮล รวมกับกระแสรั่วไหลที่ขาดิสชาร์จ และกระแส
รั่วไหลของตัวเก็บประจุ
4. ค่าสูงของตัวเก็บประจุถูกจำกัดอยู่ที่ค่ากระแสรั่วไหลไม่ใช่ค่าความจุ แต่ค่าของกระแสรั่วไหลนั้น
ข้ึนอยูก่ ับตวั เกบ็ ประจุและใช้งานดว้ ย โดยทวั่ ไปตัวเก็บประจุท่ีมีค่าของกระแสร่ัวไหลต่ำ สามารถมีค่าได้สูงถึง
1000 μF
5. สำหรับงานทั่วไป สัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิของตัวต้านทานที่ใช้ควรใช้อยู่ในช่วง 200 ถึง
500ppm/° ทั้งชนิดคารบ์ อน และคาร์บอนฟิล์ม ใช้ค่าผิดพลาก ± 5 ถงึ รอ้ ยละ 10
6. สำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ตัวต้านทานควรใช้ชนิดฟิล์มโลหะ ที่มีค่าความผิดพลาด
± 0.1 ถงึ รอ้ ยละ ± 5 สมั ประสิทธิ์ต่ออุณหภูมมิ ีค่า 25 ถงึ 100 ppm/°c
7. โดยทว่ั ไปตัวต้านทานท่ีใช้มักอยูร่ ะหว่าง 100 โอห์ม ถงึ 1 เมกะโอห์ม แตถ่ า้ ตอ้ งการใช้ค่าความ
ตา้ นทานสงู มากกวา่ นัน้ ควรใช้ตัวต้านทานทม่ี ีความแนน่ อนและเสถยี รภาพตอ่ อุณหภมู ิดี (ppm/°c) ซง่ึ หาได้
ยากและราคาแพง
8. ตัวต้านทานที่ใช้กำหนดค่าเวลา ควรหลีกเล่ียงการใช้ตัวต้านทานชนิดปรับค่าให้ โดยเฉพาะอย่าง
ยงิ่ แบบคาร์บอน ถา้ จำเป็นต้องใช้ให้อยใู่ นชว่ งทแ่ี คบๆ
173
9. ตัวเก็บประจุไม่ควรไม่ควรขนาดใหญ่ และควรใช้ค่าผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 มีกระแสรั่วไหลตำ่
มสี มั ประสทิ ธิ์ตอ่ อุณหภูมติ ่ำ และไดอิเลก็ ตริก มีการดดู กลนื ดี
10. ตัวเก็บประจุจะต้องสามารถประจุและคายประจุได้ไว้ เมื่อปลายขั้วทั้งสองต่อถึงกันไดอิเล็กตริก
ต้องไม่เก็บพลังงานค้างขณะทำการประจุ ซึ่งถ้ามีการเก็บพลังงานไว้หลายเปอร์เซ็นต์แล้ว จะเป็นผลเสียใน
การต้ังเวลา คอื เวลาท่ีตงั้ จะไม่เร่มิ จากศูนย์
11. ตัวเกบ็ ประจชุ นิดอเิ ล็กโทรลติ ิก ไมค่ วรใช้ เนือ่ งจากมคี ่าผิดพลากมากเสถียรภาพไม่ดี ยกเว้นจะ
ใช้ในวงจรที่ไม่ต้องการความแน่นอน แทนตาอิเล็กโทรลิติก สามารถใช้งานในวงจรตั้งเวลาได้ดี แต่ต้องอยู่
ในช่วงอณุ หภูมิ 0 องศา ถึง 50 องศา
9.5 ไอซีเบอร์ 555 ท่ีใชใ้ นทางการคา้
ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในทางการค้าจะทำให้งานในชว่ งอุณหภมู ิระหว่าง 0 องศา ถึง 70 ในการต้ัง
เวลาอย่างง่ายโดยใช้วงจรโมโนสเตเบิ้ล หาคาบเวลาโดยใช้สมการ T = 1.1 RtCt ซึ่งจะมีค่าความผิดพลาด
รอ้ ยละ 1 ส่วนวงจรอะสเตเบลิ้ มคี ่าผิดพลาดประมาณร้อยละ 2 สำหรับวงจรโมโนสเตเบ้ลิ
174
17. ใบงานท่ี 9
หนว่ ยการสอนที่ 9 ชื่อหนว่ ยการสอน ไอซีต้ังเวลา 555
หัวข้อเรือ่ ง ไอซตี ้ังเวลา 555
จุดประสงค์
1. ตอ่ วงจรทดลองหาคุณสมบัตขิ องอซตี ั้งเวลาเบอร์ 555
2. สามารถตอ่ วงจรและศึกษาคุณสมบตั ิของไอซตี ้งั เวลาเบอร์ 555 ได้
3. สามารถนำวงจรตง้ั เวลาไปประยุกตใ์ ช้งานอ่นื ๆ ได้
เครอื่ งมือและอุปกรณ์
1. แหล่งจ่ายไฟกระแสตรงชนิดปรบั ค่าได้ 0 – 30 V 1 เครอื่ ง
2. ออสซลิ โลสโคป 1 เครื่อง
3. ชดุ ฝึกวชิ าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 ชุด
ลำดับดับขั้นการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 9.1
รูปท่ี 9.1
2. ใช้ออสซิลโลสโคป (Osciloscope) CH1 วดั รปู สัญญาณที่ขา 2 (Trigger) เทยี บกบั กราวด์ CH2 วัด
รูปสญั ญาณทีข่ า 3 (VOUT) ของไอซีเทียบกับกราวด์ โดยปรบั สวติ ซ์เลือก ไปที่ตำแหนง่ DC ท้งั สองแชลแนลวาด
รูปสญั ญาณที่ปรากฏบนจอสโคปลงในรูปที่ 9.2
รปู ท่ี 9.2
175
3. เปลยี่ นคา่ ตัวเก็บประจุ C1 ตามตารางท่ี 9.1 โดยให้ค่าความตา้ นทานเท่าเดิม สงั เกตหลอด LED จะ
ตดิ สวา่ งให้จับเวลาตงั้ แต่หลอด LED ตดิ จนกระท่งั หลอด LED ดบั บนั ทึกค่าเวลาลงในตารางที่ 9.1
เวลาที่ LED ตดิ สว่าง
C1(µF) (วนิ าที)
Rt1 = 100k
10
470
100
220
ตารางท่ี 9.1
4. เปลย่ี นค่าความต้านทาน Rt1 ตามตารางที่ 9.1 โดยให้ตัวเก็บประจมุ ีคา่ เท่ากับ 10 µF สงั เกตหลอด
LED จะติดสว่างใหจ้ บั เวลาตั้งแตห่ ลอด LED ติด จนกระทงั่ หลอด LED ดับ บนั ทึกค่าเวลาลงในตารางท่ี 9.2
เวลาท่ี LED ติดสว่าง
Rt1(Ω) (วนิ าท)ี
C1= 10µF
150k
680k
1M
3.3M
ตารางที่ 9.2
สรุปและวจิ ารณผ์ ลการทดลอง ทุกๆขน้ั ตอน
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................................... .....
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................ ..................
................................................................................................................ ..............................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................... ...............................
............................................................................................................................. .................................................
176
18. แบบประเมนิ ผล
แบบประเมนิ ผลการนำเสนอผลงาน
ชือ่ กลมุ่ ……………………………………………ชัน้ ………………………หอ้ ง............................
รายชอ่ื สมาชิก
1……………………………………เลขท…ี่ …. 2……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท…ี่ …. 4……………………………………เลขที่…….
ที่ รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเห็น
32 1
1 เนอื้ หาสาระครอบคลุมชัดเจน (ความรูเ้ กย่ี วกับเนือ้ หา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหน้า)
2 รปู แบบการนำเสนอ
3 การมสี ว่ นรว่ มของสมาชกิ ในกลมุ่
4 บุคลิกลักษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้ำเสียง ซึ่งทำให้ผู้ฟังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์การให้คะแนน
1. เนอื้ หาสาระครอบคลุมชดั เจนถกู ต้อง
3 คะแนน = มีสาระสำคญั ครบถว้ นถกู ต้อง ตรงตามจดุ ประสงค์
2 คะแนน = สาระสำคญั ไม่ครบถ้วน แตต่ รงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสำคัญไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจดุ ประสงค์
2. รปู แบบการนำเสนอ
3 คะแนน = มรี ูปแบบการนำเสนอท่เี หมาะสม มีการใชเ้ ทคนคิ ทแี่ ปลกใหม่ ใชส้ อ่ื และเทคโนโลยี
ประกอบการ นำเสนอทนี่ ่าสนใจ นำวสั ดใุ นท้องถิ่นมาประยุกตใ์ ช้อย่างคุ้มค่าและ
ประหยัด
2 คะแนน = มีเทคนคิ การนำเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ อื่ และเทคโนโลยีประกอบการนำเสนอที่น่าสนใจ
แต่ขาดการประยุกตใ์ ช้ วัสดใุ นทอ้ งถน่ิ
1 คะแนน = เทคนคิ การนำเสนอไม่เหมาะสม และไมน่ า่ สนใจ
3. การมีสว่ นรว่ มของสมาชิกในกล่มุ
3 คะแนน = สมาชกิ ทกุ คนมีบทบาทและมสี ่วนรว่ มกิจกรรมกลุม่
2 คะแนน = สมาชกิ ส่วนใหญ่มบี ทบาทและมีส่วนรว่ มกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกสว่ นนอ้ ยมบี ทบาทและมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมกล่มุ
4. ความสนใจของผู้ฟงั
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และให้ความร่วมมอื
2 คะแนน = ผู้ฟงั ร้อยละ 70-90 สนใจ และให้ความรว่ มมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังน้อยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และให้ความร่วมมือ
177
แบบประเมนิ กระบวนการทำงานกลมุ่
ชอื่ กล่มุ ……………………………………………ชน้ั ………………………ห้อง............................
รายชือ่ สมาชกิ
1……………………………………เลขท…่ี …. 2……………………………………เลขท…่ี ….
3……………………………………เลขท…่ี …. 4……………………………………เลขท…ี่ ….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเหน็
321
1 การกำหนดเปา้ หมายร่วมกัน
2 การแบง่ หนา้ ทรี่ ับผิดชอบและการเตรียมความ
พรอ้ ม
3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรงุ งาน
รวม
ผูป้ ระเมิน…………………………………………………
วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………...
เกณฑ์การให้คะแนน
1. การกำหนดเปา้ หมายรว่ มกัน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมีส่วนรว่ มในการกำหนดเปา้ หมายการทำงานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชกิ สว่ นใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีสว่ นร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน
2. การหน้าทีร่ ับผดิ ชอบและการเตรยี มความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียม
สถานที่ สือ่ /อุปกรณ์ไวอ้ ย่างพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานได้ท่ัวถึง แตไ่ มต่ รงตามความสามารถ และมีส่ือ/อปุ กรณ์ไวอ้ ย่างพร้อมเพรยี ง
แต่ขาดการจดั เตรยี มสถานที่
1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีส่ือ / อปุ กรณไ์ ม่เพียงพอ
3. การปฏิบัติหน้าท่ีทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเปา้ หมาย และตามเวลาที่กำหนด
2 คะแนน = ทำงานไดส้ ำเรจ็ ตามเปา้ หมาย แตช่ า้ กวา่ เวลาที่กำหนด
1 คะแนน = ทำงานไม่สำเรจ็ ตามเป้าหมาย
4. การประเมนิ ผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชกิ ทุกคนรว่ มปรึกษาหารือ ตดิ ตาม ตรวจสอบ และปรบั ปรงุ งานเปน็ ระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางสว่ นมสี ่วนรว่ มปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรงุ งาน
1 คะแนน = สมาชกิ บางส่วนมีสว่ นรว่ มไม่มสี ว่ นร่วมปรึกษาหารอื และปรบั ปรุงงาน