The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iberzerk_satit, 2021-09-06 05:22:52

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ประจำปี 2563 เล่มที่ 2

295












































































อาการของโรคราสนิม : ใบทะลเปนรูกลม ไมมอาการ เปนวงสสม วงสสมและทะลเปนรู

ภาพท 3 ความแตกตางของระดบการแสดงออกของยน R111, WRKY, GT, PR1b และ PR10 ในใบของกาแฟ
ี่



อาราบิกา 44 หมายเลข ระหวางเดือนธันวาคมที่ไมมีอาการโรคราสนิม เทียบกับที่มีอาการโรคราสนิมใน


เดอนเดยวกัน

296




ผลการวิเคราะหผลการแสดงออกของยนทเกียวของกับการตานทานโรคราสนิมในกาแฟจานวน 6 ยนท ี ่














ทาการศกษาเก็บตวอยางในเดอน ก.พ. 2564 และรองรอยการทาลายของโรคบนใบ พบวากลมตวอยาง CM80 มี




รองรอยของโรคนอยกวากลุมอื่นแสดงใหเห็นวามีความทนทานตอโรค และกลุม Typica มีรองรอยของโรคมากกวา
กลุมอื่น แสดงใหเห็นวาเปนกลุมที่ออนแอตอโรคราสนิม ในการตรวจวิเคราะหการแสดงออกของยีน พบวาในกลม
ุ













Typica มการแสดงออกของยน PR1b และ PR10 สงกวากลมอืน แสดงวาทงสองยนนีอาจเกียวของกับการแสดง







ความออนแอตอโรค หรือเปนกลม susceptibility factor ในขณะทกลม CM80 พบวามการทางานของยน GT




คอนขางสูงกวากลมอื่น แตไมเดนชัด ซึ่งอาจเกิดจากการทางานรวมกับยีนอื่น (ภาพที่ 2) อยูระหวางการวิเคราะห 
ุ

ขอมลทางสถิตดานความสมพันธของการแสดงออกของยนและความตานทานตอโรค







ภาพท 4 ระดบการแสดงออกของยน WRKY, R111, PR1b, PR10*, GT และ RLK ในใบของกาแฟอาราบิกา 41

ี่

หมายเลข ระหวางเดอนกุมภาพันธุ 2564 ในใบมีมีอาการโรคราสนิม * ขาดขอมลหมายเลข 93




สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ




การศึกษายีนทเกียวของกับการแสดงความตานทานโรคราสนิมในกาแฟอาราบิกา โรคราสนิมในกาแฟเกิด


จากเชอรา Hemileia vastatrix ศึกษาในยีน 7 ชนิด ไดแก CaR111, PR10, CaWRKY1, CaRLK, CaGT CaPR1b,





CaPR10 และใช CaUbiquitin เปนยนควบคม ในการพัฒนาวิธีการตรวจความแตกตางของยนดวยเทคนิค HRM




ดาเนินการทดสอบในกาแฟ 4 พันธุ ไดแก Liberica, Arabica, Robusta และ Typica สามารถตรวจหาคา Tm


ของยีนที่ทําการศึกษาได ซึ่งสามารถนํามาใชในการศึกษาตวามแปรปรวนหรือจัดกลุมของยีนในประชากรที่ตองการ


ศกษาได จากผลการทดลองพบวาพันธุ Liberica มีคา Tm ของยีน GT และ WRKY1 แตกตางจากพันธุอื่น ผล


297

















การศกษาลาดบเบสของยนทง 7 ชนิด ในกาแฟทัง 4 สายพันธุ สามารถตรวจลาดบเบสไดเพียง 2 ยน ไดแก ยน

ี่





RLKs, PR1b สวนยน GT สามารถตรวจไดเพียงพันธุ Typica พบวาลาดบเบสของยนทไดมีความใกลเคยงกับกลุม





ยีนที่เกี่ยวของกับความตานทานโรค ในการตรวจการแสดงออกของยนตานทานโรคราสนิม พบวายีน PR1b มีการ

แสดงออกสูงในกลุมที่ไมทนราสนิมทั้งสองชวงปที่ทาการทดสอบ ในขณะที่ยีน GT พบวามีการแสดงออกที่คอนขาง











สงในกลมพันธุ CM80 แตเนืองจากความแปรปรวนของประชากรกลมพันธุ CM80 ทสงผลตอความตานทานรา








สนิมที่ไมสม่ําเสมอ จึงทําใหการวิเคราะหการแสดงออกของยีนนี้ในกลุมประชากรทนโรคไมเดนชด ดังนั้นอาจตอง














คดเลกประชากรทใชในการศกษาทมปฏกิริยาตอโรคทชดเจน จงจะทาใหสามารถระบชนิดของยนทมผลตอการ








ตานทานโรคราสนิม


การนําผลงานใชประโยชน



1. ไดเผยแพรผลงานวิจัยในงานประชุมกาแฟนานาชาต และไดรับการตีพิมพเผยแพรในการประชม
“26th International Conference on Coffee Science (ASIC 2016)” เรื่องที่ PA 192 ชื่อเรื่อง Investigation
of coffee rust (Hemileiavastatrix) resistance genes in Coffea Arabica L. var. Chiangmai 80. โดย
Sakuanrungsirikul, S., Srithawong, S., Sripukdee, W., Punsang, A., Phonthirat, S., Khomarwut, C.,
Hanthewee, M., and Noppakhunwong, U. ในการประชุมที Yunnan ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจน


ี่
ระหวางวันท 13-19 พ.ย. 2559


2. นําเสนอผลงานวิจยภาคโปสเตอรเรือง “Investigating the Resistance (R) Genes Associated
With Coffee Leaf Rust Disease in Coffee (Coffea spp.) in Thailand By Melting Peak Analysis” ในงาน
st
ประชุม “1 ASEAN Coffee Industry Development Conference 2018” ระหวางวันที่ 14-17 ก.พ. 2562 ณ
จังหวัดเชียงใหม จัดโดย สมาคมพืชสวนและกรมวิชาการเกษตร

298



เอกสารอางอิง

Eulgem T, Somssich IE, 2007. Networks of WRKY transcription factors in defense signaling. Current Opinion in
Plant Biology 10, 366–71.

Gold RE, Mendgen K, 1991. Rust basidiospore germlings and disease initiation. In: Cole GT, Hoch C, eds. The
Fungal Spore and Disease Initiation in Plants and Animals. New York, USA: Plenum, 67–99.
Heath MC, 1977. A comparative study of nonhost interactions with rust fungi. Physiological Plant Pathology 10,

73–88.
Livak KJ and Schmittgen TD. 2001. Analysis of relative gene expression data using real-time quantitative PCR

and the 2(-Delta Delta C(T)) Method. Methods. 25(4):402-8.
O’Connell RJ, Panstruga R, 2006. Teˆte-a`-teˆte inside a plant cell: establishing compatibility between plants

and biotrophic fungi and oomycetes. New Phytologist 171, 699–718.
Ramiro et al. (2010) Ramiro D, Jalloul A, Petitot A-S, De Sá MFG, Maluf MP, Fernandez D. Identification of coffee
WRKY transcription factor genes and expression profiling in resistance responses to pathogens. Tree
Genetics & Genomes. 2010;6(5):767–781. doi: 10.1007/s11295-010-0290-1

Ramiro, D.A., Escoute, J., Petitot, A.S., Nicole, M., Maluf, M.P. and Fernandez, D. 2009. Biphasic haustorial
differentiation of coffee rust (Hemileia vastatrixrace II) associated with defence responses in resistant
and susceptible coffee cultivars. Plant Pathology 58(5): 944–955.

Silva MC, Nicole M, Guerra-Guimara˜es L, Rodrigues Jr CJ, 2002. Hypersensitive cell death and post-haustorial
defence responses arrest the orange rust (Hemileia vastatrix) growth in resistant coffee leaves.
Physiological and Molecular Plant Pathology 60, 169–83.

299



ภาคผนวก







ตารางที่ 1 รายชื่อตัวอยางทใชในการศกษาการแสดงออกของยนตานทานโรคราสนิม
หมายเลขและชื่อตัวอยาง แหลงที่มา หมายเลขและชื่อตัวอยาง แหลงที่มา
2.CM80 2/25 SF เกษตรหลวงขุนวาง 65.Typica 2/20 B3 Ty เกษตรหลวงขุนวาง
3.CM80 2/28 SF เกษตรหลวงขุนวาง 66.Typica 2/24 B5 Ty เกษตรหลวงขุนวาง
4.CM80 2/31 SF เกษตรหลวงขุนวาง 67.Typica 2/29 B4 Ty เกษตรหลวงขุนวาง

5.CM80 2/33 SF เกษตรหลวงขุนวาง 68.Typica 2/44-2 B5 Ty เกษตรหลวงขุนวาง

6.CM80 2/36 SM เกษตรหลวงขุนวาง 69.Typica 2/45 B5 Ty เกษตรหลวงขุนวาง
7.CM80 2/39 SM เกษตรหลวงขุนวาง 70.Typica 2/45-1 B6 Ty เกษตรหลวงขุนวาง

8.CM80 2/42 SM เกษตรหลวงขุนวาง 71.Typica 3/5 B7 Ty เกษตรหลวงขุนวาง

9.CM80 2/45 SM เกษตรหลวงขุนวาง 72.Typica 3/2 B7 Ty เกษตรหลวงขุนวาง
10.CM80 2/48 SM เกษตรหลวงขุนวาง 77.Catuai Rojo T1 เกษตรหลวงขุนวาง

47. 1/1 B2T5 เกษตรหลวงขุนวาง 78.Catuai Rojo T2 เกษตรหลวงขุนวาง



48. 1/4 B3T3 เกษตรหลวงขุนวาง 79.Catuai Rojo T3 ตวอยางตาย
49. 2/8 B1T3 เกษตรหลวงขุนวาง 80.Catuai Rojo T4 เกษตรหลวงขุนวาง
50. 2/22 B2T5 เกษตรหลวงขุนวาง 81.Catuai Rojo T5 เกษตรหลวงขุนวาง

51. 2/27 B4T5 เกษตรหลวงขุนวาง 82.Catuai Rojo T6 ตวอยางตาย


52. 2/34 B4T6 เกษตรหลวงขุนวาง 83.Catura Rojo T1 เกษตรหลวงขุนวาง
53. 3/2 B7T7 เกษตรหลวงขุนวาง 87.Catura Rojo T5 เกษตรหลวงขุนวาง

54. 3/5 B7T1 เกษตรหลวงขุนวาง 89.Sanromon T1 เกษตรหลวงขุนวาง
58.Typica 2/5 B3 SF Ty เกษตรหลวงขุนวาง 73. Typica 1. โครงการแมหลอด

59.Typica 2/12 B2 T4Ty เกษตรหลวงขุนวาง 74. Typica 2. โครงการแมหลอด

60.Typica 2/13 B2 T4Ty ตวอยางตาย 75. Typica 3. โครงการแมหลอด




61.Typica 2/13 B4 T2Ty ตวอยางตาย 76.Mattari โครงการแมหลอด


62.Typica 2/15 B2 T3Ty เกษตรหลวงขุนวาง 92.CM80 3/2 SM เกษตรหลวงขุนวาง
63.Typica 2/16 B3 T5Ty เกษตรหลวงขุนวาง 93.CM80 3/15 SM เกษตรหลวงขุนวาง
64.Typica 2/16 B3 T1Ty เกษตรหลวงขุนวาง 95.CM80 2/25 SM เกษตรหลวงขุนวาง

300


























แผนงานวิจัย


วิจัยและพัฒนากลวยไม

301



การสงถายยีน Antisense ACC (1-aminocyclopropane-1-carboxylase)


ตอการยืดอายุการบานของกลวยไมสกุลหวายเอียสกล

Investigation of the effect of Antisense ACC (1-aminocyclopropane-1-
carboxylase) gene on flower longivity in Dendrobium Orchid Earsakul



2
1
2


1

ศุจิรัตน สงวนรังศิริกุล71 วีรกรณ แสงไสย ประภาพร ฉนทานุมัต72 รัชนี ศิริยาน ชมัยพร ไกยฝาย 1
1
เบญจวรรณ รัตวัต ธวัชชัย ทรัพยถิระ และยุพิน กสินเกษมพงษ73
1
3


รายงานความกาวหนา














การดาเนินงานป 2563-2564 ไมไดมการสงถายยนเพิม แตทาการแยกขยายตนจากโปรโตคอรมทไดรับ












การถายยนแลวจากชวงแรกของการดาเนินงาน นํามาชกนําใหเกิดตนออน มการตรวจยนเปาหมาย 3 ยน ไดแก








35S promotor, NOS terminator และ NOS-ACO ดาเนินการตรวจครังท 1 ในตนออนเพือคดเลอกตนทมยน










เปาหมาย 1 ใน 3 หรือครบทั้ง 3 ยีน เพื่อคัดตนมาเพาะเลยงตอจนไดตนสมบูรณในขวด แลวนําออกปลกในสภาพ






ธรรมชาต ในกรงกันแมลง จากนั้นทาการเพือตรวจยนเปาหมายซ้า เพือคดเลอกตนสมบรณทยังมยนเปาหมาย 1


























ั้




ใน 3 หรือทง 3 ยน ทงนี้เนืองจากอาจมการสญเสยยนทไดรับการถายเขาไปในระหวางการเจริญเตบโต ทาการ


ตรวจเชคการเจริญเตบโต ไดแก ความสง จานวนหนอ การออกดอก ทก 3 เดอน และการแสดงออกของยน





เปาหมาย ไดแก ยีน ACO ในตนที่สมบูรณ 



ในป 2563-2564 มตนกลวยไมหวายท่ไดรับและไมไดรับการสงถายยีนเพาะเล้ยงในสภาพปลอดเชอ











ทงหมด 132 ขวด มตนทนําออกมาเพาะเลยงในสภาพธรรมชาตเหลออย 81 ตน โดยทยอยปลก วัดความสงตน













และจานวนหนอของตนออนทนําออกปลก พบวามจานวนหนอตอตน 1-6 หนอ และความสงตน 1-4 เซนตเมตร








เปนตนที่ตรวจพบยีนเปาหมายทั้ง 3 ยีน 43 ตน ขณะนี้อยูระหวางอนุบาล และรอการตรวจเชคยีนเปาหมาย สวน





ี่

ตนกลวยไมหวายทเพาะเลี้ยงในกรงเพาะ จากเดิมมีจานวน 136 ตน เหลอรอด 124 ตน มีความสูงระหวาง 1.00-


24.5 เซนติเมตร จานวนหนอ 1-4 หนอ ตรวจพบการแสดงออกของยน actin 54 หมายเลข พบการแสดงออกของ
ยน 35S promoter ใน 55 หมายเลข และ NOS terminator ใน 4 หมายเลข ขณะนี้อยระหวางการตรวจการ



แสดงออกของยน ACO


คํานํา
ปจจัยสําคัญที่เปนปญหาหนึ่งของการผลตกลวยไม คือการเหี่ยวและดอกรวงเร็วในระหวางการขนสง การ






วางจาหนายและการปกแจกัน การเหยวและหลดรวงของดอกเกิดเนืองจากกาซเอทลนทพืชสรางขน เปนผลให 











กลบดอกเหยวและหลดรวงงายในกลวยไมสกุลหวายไดแมเพียงไดรับเอทลนในระดบความเขมขนตา โดยเฉพาะ














1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
2 ศูนยวิจัยพืชสวนศรีษะเกษ สถาบันวิจัยพืชสวน อําเภอเมือง จังหวัดศรีษะเกษ
3 สถาบันวิจัยพืชสวน จตุจักร กรุงเทพมหานคร

302






ี่

อยางยิ่งในกลวยไมสกุลแวนดาจะตอบสนองตอกาซนี้นี้มากทสุด ในชวง 2 ทศวรรษทีผานมา ไดมีการศึกษาการสง







ถายยีน antisense ACC syntase และ antisense ACC oxidase เขาสพืชเพือยืดอายการใชงานของดอกไม 




หลายชนิด พบวาพืชที่ผานการดดแปลงพันธุกรรมสามารถออกดอกทบานนานกวาพันธุเดม 2 วัน และมีการผลต


กาซเอทลนลดลง (Kende, 1993) นอกจากนียงมรายงานวาพืชทไดรับการถายยนดงกลาวนีสามารถยดอายการ




















หลดรวงของดอกและใบไดนานกวากลุมท่ไมไดรับการถายยน (Jones and Woodson, 1997; Sugiyama and


Satoh, 2015; Kosugi et al., 2000) ดงนันวัตถประสงคของงานวิจยนี ไดแก การถายยน Antisense ACC












oxidase (ACO) เขาสูกลวยไมสกุลหวายและศกษาการแสดงออกของยนนี้ในการยดอายการบานของดอกกลวยไม 
สกุลหวายเอียสกุล

วธีดาเนินการและอุปกรณ 


พืชที่ใชในการทดลอง : โปรโตคอรมกลวยไมหวายเอียสกุล จากศูนยวิจัยพืชสวนเชียงราย
วิธีการ :



การเพาะเพิมปรมาณโปรโตคอรม : นําโพรโตคอรไปเพาะเลยงบนอาหารสงเคราะหสตร NDM ( NAA









0.1 mg/L, BA 1.0 mg/L, ผงมันฝรั่ง 10 g/L น้าตาลมอลโทส 10 ก./ล. ผงวุน 8 ก./ล. pH 5.4) เพาะเลยงภายใต 
อุณหภูมิ 25±2 C ใหแสง 16 ชั่วโมงตอวัน ความเขมแสงประมาณ 40 µmolm s
o
-2 -1
การสงถายยีน ACC oxidase เขาส Agrobacterium ประกอบดวย (1) การเตรียม competent cell











ของเชอ Agrobacterium tumefacient โดยนําโคโลนีเดยวของเชอมาเลยงในอาหาร LB ปริมาตร 20 มลลลตร




o
บมที่ 28 C นาน 24 ชั่วโมง แกวงดวยความเร็ว 200 rpm ดูดเชื้อปริมาตร 1 มิลลิลิตร ลงในอาหาร LB ปริมาตร
20 มิลลิลิตร บมที่ 28 C นาน 3-4 ชั่วโมง แกวงที่ความเร็ว 200 rpm วัด OD ที 600 nm ใหไดระหวาง 0.6-0.8

o
ดูดเชื้อใสหลอด 1.5 มิลลิลิตร ปริมาตร 1 มิลลิลิตร ไปวางบนน้ําแข็ง 15 นาที ปนตกตะกอนที่ 10,000 rpm นาน
5 นาท 4 C เก็บตะกอน เติม TE buffer ปริมาตร 1,00 µlปนตกตะกอนที่ 10,000 rpm นาน 1 นาที 4 C เก็บ
o
o

ตะกอน เตม TE buffer ปริมาตร 500 µl ปนตกตะกอนที 10,000 rpm นาน 1 นาที 4 C เทสารละลายทิง นํา



o

competent cell ไปใชทันที หรือเก็บใน 40 % glycerol ที่ -70 C (2) การสกัดพลาสมดลูกผสม (recombinant

o



plasmid) ดวยเทคนิค Alkaline lysis โดยใช GF-1 Plasmid DNA Extraction Kit ( Vivantis) : ดาเนินการโดย
เพิ่มจํานวนแบคทีเรียที่มีพลาสมิดสายผสมในอาหาร nutrient broth 1.5 ml ที่เติม 100 µg/µl Amplicilin เลี้ยง

เชอทอุณหภม 37 C เปนเวลา 16 ชัวโมง แลวสกัดพลาสมดลูกผสมตามวิธีการของชุดสกัด (3) การนําพลาสมิด
o










ลกผสม และเวกเตอรพาหะ pCambia 1305 มาตดดวยเอนไซมตดจาเพาะ BstEII และ NCOI โดยนําพลาสมด




pCambia 1305 ทสกัดไดจากเซลล E. coli ตดดวยเอนไซมตดจาเพาะ BstEII และ NcoI (10X buffer 4 µl







พลาสมด 1µg/ µl ปริมาตร 12 µl เอนไซมตัดจาเพาะ BstEII และ NcoI (10 U/ µl) ชนิดละ 2 µl nuclease –




o






free water 2 µl บมท 37 C นาน 18 ชัวโมง (4) นําพลาสมดทีมยน ACC oxidase ทีสกัดจากเซลล E. coli มา






ตดดวยเอนไซมตดจาเพาะ BstEII และ NcoI (10X buffer 4 µl พลาสมด 1µg/µl xปริมาตร 14 µl เอนไซมตด




o
จาเพาะ BstEII และ NcoI (10 U/ µl) ชนิดละ 2 µl บมที่ 37 C นาน 18 ชั่วโมง (5) การแยกชิ้นสวนยีนใหบริสุทธิ์

โดยใชชุด Gel /PCR DNA Fragments Extraction kit (Real genomics) ดาเนินการตามวิธีการในชดสกัด (6)



303






ทําการเชื่อมชิ้นสวนยีน ACC oxidase ทตด เขากับพลาสมด pCambia 1305 ที่ตัดดวยเอนไซม BstEII และ NCOI

ดวยเอนไซม T4 ligase (pCambia 1304 (BstEII และ NCOI) 20 ng ปริมาตร 5 µl, Insert DNA (BstEII และ
o
NCOI) 20 ng ปริมาตร 12 µl, 10x T4 ligase Buffer 2 µl, T4 ligase 1 µl บมที่ 22 C นาน 18 ชั่วโมง (7) การ



สงถายยนโดยวิธี electroporation ดาเนินการโดย นํา competent cells ของเชอ Agrobacterium





tumefacien ท่ไดเตรียมไวแลวปริมาตร 100 µl มาผสมกับ Recombinant พลาสมด (pCambia 1305)



ปริมาตร 4µl บมไวในน้ําแข็งนาน 15 นาท ดูดเช้อท่ไดใสใน Electroporation cuvette ขนาด 0.2 cm. นําไป



เขาเครือง electroporatorโดยต้งคาของเครื่องดังนี้ Capacitor 25 µF, Voltage 2.5 kV, Resistor 400 Ohm



หลังจาก pulse เตมอาหาร LB ปริมาตร 1 ml นําไปบมทอุณหภม 37 C เขยานาน 4 ชม. นําเชือมาตกตะกอน




o



แลวเตมอาหาร LB ปริมาตร 200 µl ผสมเช้อใหเขากันแลวดูดใสอาหาร LB ท่มีสารปฎิชีวนะ Kanamycin 50


mg/L ทําการเกลี่ยเชื้อใหทั่วเพลตอาหาร นําไปบมที่อุณหภูมิ 28 C นาน 1 วัน ตรวจสอบเชือทีขึน

o


การคัดเลือกโคโลนีแบคทีเรยทมี recombinant plasmid ประกอบดวย (1) การตรวจสอบตรวจสอบ


ี่
ี่




ยีน ACO ในเชื้อทเพาะเลยงไดดวยวิธี PCR (10x Taq buffer ปริมาตร 1.5 µl , 25 mM MgCl 2 0.6 µl, 10 mM
dNTP 0.3 µl, 20 µM Primer Forward และ Reverse ชนิดละ 0.375 µl, 5U/ µl Taq DNA polrmerase



(Fermentas) 0.15 µl, DNA template 1 µl ปริมาตรรวม 15 µl) ใชไมจิมฟนฆาเชือ จิมเชือทีเปนโคโลนีเดียว












มาขดบนอาหารเลยงเชอเพือเปน Master plate แลว จมลงในหลอดปฏกิริยา PCR โปรแกรมในการทาปฏิกิริยา






PCR เปนดงนี 94 °C 5 นาที ตามดวยชุดอุณหภูมิ 94 °C 1 นาที 54 °C 1 นาที 72 °C 1 นาที จานวน 30 รอบ


ตามดวย 72 °C 10 นาที เก็บรักษาท่ 25 °C ตรวจผลของปฏกิริยา PCR ดวยทคนิค agarose gel


electrophoresis นําโคลนทตรวจพบยน มาเลยงเพิมปริมาณในอาหารเหลว LB ทเตม Kanamycin 50 µg/ml








เลี้ยงที่อุณหภูมิ 37 °C พรอมเขยา เพื่อใชในขั้นตอนการถายยีนตอไป



ทดสอบอิทธิพลของสารปฏชวนะ Cefotaxime ตอการเจรญของ A. tumefaciens (pCAMBIA1305)

โดยเลี้ยง A. tumefaciens (pCAMBIA1305) ในอาหารเหลว LB ที่มีสารปฏิชีวนะKanamycin 50 mg/L นาน 18



ชั่วโมง นํามาวัดคาความยาวคลื่น 550 นาโนเมตร (OD 550 ) ใหมีคาเทากับ 1.5-1.8 นําไปศกษาผลของสารปฏชวนะ
Cefotaxime ตอการเจริญของ A. tumefaciens โดยทดสอบความ ไวของจลนทรีย (Microbial susceptibility)










ตอสารปฏชวนะโดยวิธี Disc plate technique โดยดดอาหารทมี A. tumefaciens ลงในหลอด 1.5 ml ปลอด










เชือ เขียเชอบนอาหาร LB จากนันนํากระดาษกรองทปลอดเชอขนาด 5 มม. จมสารละลาย Cefotaxime ความ


เขมขนตาง ๆ คือ 0, 100, 200, 300, 400 และ 500 mg/L นํามาวางบนอาหารแขง LB ทมี A. tumefaciens
ี่
นําไปบมที่อุณหภูมิ 28 C เปนเวลา 24 ชั่วโมง ทดสอบทั้งหมด 5 ซ้ํา บันทึกผลโดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลางของ
o
บริเวณที่ A. tumefaciens ถูกยับยั้งหรือบริเวณวงใส (Clear zone)





สงถายยีนดวยวธี Cocultivation รวมกบ A. tumefaciens สายพันธุ EHA105 (pCAMBIA1305)

โดยเลี้ยง A. tumefaciens สายพันธุ EHA105 (pCAMBIA1304) ในอาหารเหลว LB ที่มีสารปฏิชีวนะ Kanamycin



50 mg/L เปนเวลา 14 ช่วโมง เขยาดวยความเร็ว 150 รอบตอนาท แลวนํามาวัดคา OD 550 ใหมีคาอยูระหวาง


1.5-1.8 นําสารละลาย A. tumefaciens มาผสมกับอาหารเหลวสตร ½ MS ในอัตราสวน 2 : 1 และเตม





Acetosyringone 100 mg/L กอนบมรวมกับโพรโทคอรมกลวยไม นําโพรโทคอรมกลวยไมขนาด 2-3 มม. บม

304













รวมกับสารละลาย A. tumefaciens ทอุณหภมหองระยะเวลา 60 นาท เขยาดวยความเร็ว 150 รอบตอนาท ซับ






โพรโทคอรมกลวยไมใหแหงดวยกระดาษปลอดเช้อ นําไปเลยงบนอาหารสงเคราะหสตร ½ MS ท่ไมเติมสาร


ั่

ปฏชวนะเปนเวลา 3 วัน จนสงเกตเหนการเจริญของ A. tumefaciens นําโพรโทคอรมกลวยไมมาลางดวยน้ํากลน






ปลอดเชอ 30 นาที นําโพรโทคอรมกลวยไมมาลางดวยน้ํากล่นปลอดเช้อท่เติมสารปฏิชีวนะซีโฟแทกซีม 400









mg/L เปนเวลา 60 นาที 2 รอบ ซับโพรโทคอรมใหแหงดวยกระดาษปลอดเชอ เลยงโพรโทคอรมกลวยไม บน










อาหารสงเคราะหสตร ½ MS ทเตมสารปฏชวนะ Cefotaxime ความเขมขน 400 มก./ล. รวมกับสารปฏิชีวนะไฮ


o





โกรมยซิน 20 มก./ล. ตามลาดบ เปนเวลา 1 เดอน เพาะเลยงภายใตอุณหภม 25±2 C ใหแสง 16 ชั่วโมงตอวัน




-2 -1
ความเขมแสง 40 µmol m s เมื่อครบ 1 เดือน ยายโพรโทคอรมกลวยไม บนอาหารสังเคราะหสูตร ½ MS ที่ไม



มยาปฏชวนะ ตรวจยนเครืองหมายดวยเทคนิค PCR ใน กลวยไมทเจริญเปนตน โดยสกัดดเอนเอดวยวิธี CTAB











ตรวจปริมาณและคุณภาพดีเอนเอดวย Nanometer ตรวจยนเครืองหมาย (35S promoter) ดวยเทคนิค PCR




ประกอบดวย 1X buffer, 1 mM MgCl 2 , 0.2 mM dNTP, 0.3 µM Primer F และ R, 0.05 U Taq DNA
polymerase (Fermentas) และ Template DNA 1 µl ปริมาตรรวม 15 µl ทําปฏิกิริยา PCR เปนดังนี้ 94 °C 3

นาที ตามดวยชุดอุณหภูมิ 94 °C 20วินาที 60ºC 40 วินาที 72 °C 1 นาท จานวน 40 รอบ ตามดวย 72 °C 3 นาที

เก็บรักษาที่ 25 °C ตรวจผลของปฏิกิริยา PCR ดวยทคนิค agarose gel electrophoresis
ี ่   ,
ตรวจยนเครืองหมาย (NOS Terminator) ดวยเทคนิค PCR ประกอบดวย 1X buffer, 1 mM MgCl 2
0.2 mM dNTP, 0.25 µM Primer F และ R, 0.5 U Taq DNA polymerase (Fermentas) และ Template




DNA 1 µl ปริมาตรรวม 15 µl ทาปฏกิริยา PCR เปนดงนี 94 °C 3 นาที ตามดวยชดอุณหภม 94 °C 20วินาที




60ºC 40 วินาที 72 °C 1 นาท จานวน 40 รอบ ตามดวย 72 °C 3 นาที เก็บรักษาที่ 25 °C ตรวจผลของปฏิกิริยา


PCR ดวยทคนิค agarose gel electrophoresis



ตรวจยนเครืองหมาย (NOS Terminator - ACO) ดวยเทคนิค PCR ประกอบดวย 1X buffer, 2 mM

MgCl 2 , 0.25 mM dNTP, 0.2 µM Primer F และ R, 0.2 U Taq DNA polymerase (Fermentas) และ

Template DNA 1 µl ปริมาตรรวม 15 µl ทําปฏิกิริยา PCR เปนดงนี 94 °C 5 นาที ตามดวยชุดอุณหภูมิ 94 °C

1 นาที 54ºC 1 นาที 72 °C 1 นาที จานวน 30 รอบ ตามดวย 72 °C 10 นาที เก็บรักษาท 25 °C ตรวจผลของ




ปฏิกิริยา PCR ดวยทคนิค agarose gel electrophoresis

การบันทกขอมล: ตรวจผลการสงถายยน ACC Oxidase โดยตรวจยนตาแหนง 35S Promoter, NOS







terminator และ NOS terminator ถึง ACO ดวยวิธี direct PCR ตรวจผลดวย electrophoresis ที่สภาวะ 1%
agarose gel ; 100 โวลต 45 นาที แลวบันทึกผลดวย Gel documentation และรายงานผล

เวลาและสถานที่ : 2559-2564 ดําเนินการที่ ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน

ผลการทดลองและวิจารณ 






การทดลองประกอบดวยการเพาะเลยงขยายปริมาณโปรโตคอรมกลวยไมสกุลหวายเอียสกุล และสงถาย



ยีน antisense ACO เขาสโปรโตคอรดวยเทคนิค Co-cultivation โดยใช A. tumerfacien เปนตวนําพลาสมดลก







ผสมทมยน antisense ACO เชอมตอในพลาสมดพาหะ เขาสโปรโตคอรม แลวคดเลอกตนทไดรับการสงถายยน



















305



















แลวดวยอาหารทมยาปฏชวนะ เพาะขยายตนทได แลวทาการตรวจหายนเครืองหมาย 3 ชนิดในตน
transformants ไดแก 35S-promotor, NOS-terminator และ ACO-NOS รวมทงตรวจการแสดงออกของยน




ACC oxidase ดวยเทคนิค Relative quantification ดวย Realtime PCR
การสงถายยีน antisense ACO เขาสูโปรโตคอรมและการคดเลือกตนท่ไดรับการสงถายยีน




(Transformant) : การสงถายยนไดดาเนินการไปจานวน 5 ครังในป 2559-2560 มการคดเลอกโปรโตคอรมท ่ ี















ไดรับการสงถายยนโดยคดเลอกในอาหารทมยาปฏชวนะ แลวทาการชกนําใหเกิดตนออนในอาหารสงเคราะห 


























จากนันตรวจยนเปาหมาย 3 ชนิดในตนออนทได คดเลอกตนทมยนเปาหมายทง 3 ยน หรือ 1 ใน 3 ยน นํามา






เพาะเลยงในสภาพธรรมชาต เพือตรวจเชคการเจริญเตบโต การออกดอก และการแสดงออกของยนเปาหมาย




โดยเฉพาะยน ACO



ผลการดาเนินงานในป 2563-2564 พบวามีตนกลวยไมหวายที่ขยายพันธุจากโปรโตคอรมที่ไดรับการถาย
ยนและอยระหวางเพาะเลยงไวในสภาพตนสมบรณในอาหารแขงสตร ½ MS จานวน 132 ขวด (ตน) อยระหวาง






















การดาเนินการเพือตรวจยนเปาหมายเพือคดเลอกตนออนสาหรับนําออกปลกกรงกันแมลงตอไป มตนออนทจาก







เนื้อเยื่อที่ผานการตรวจยีนเปาหมายเบองตนแลว และทยอยนําออกปลูกในกรงกันแมลง มีอายุระหวาง 2-7 เดอน

ื้



หลังการยายปลูก จํานวน 81ตน เพาะเลี้ยงที่ ศวร.ขก. และอยูระหวางการดาเนินงานเพื่อตรวจยีนเปาหมายซ้ํา มี
ตนสมบรณทผานการตรวจยนเปาหมายแลว เพาะเลยงในโรงเรือนท ศวส.ศก. อายมากกวา 7 เดอนหลงการยาย




























ปลูกจากเดมจานวน 136 ตน เหลอรอดจานวน 124 ตน อยระหวางเพาะเลยง และบันทกการเจริญเตบโต


การตรวจการแสดงออกของยีน ACO ในกลวยไมสกุลหวายในตนที่อยูในสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดวย

Realtime PCR : การทดลองตรวจการแสดงออกของยน ACO ดวยวิธี Relative quantification ในตนที่ไมมีการ

สงถายยีน พบวาตาแหนงใบมผลตอการแสดงออกของยน ตําแหนงใบยอดมีการแสดงออกนอยกวาตําแหนงใบที่อยู





ต่ําลงมา (ภาพท 1) สาเหตอาจเกิดจากความสมบูรณของตน เนื่องจากยังเปนตนออนที่เพาะเลี้ยงในขวด




306














ครั้งที่ ตําแหนงที่ 1 ตําแหนงที่ 2 ตําแหนงที่ 3
1 1.525 1.654 1.167

2 1.668 1.486 1.113



ภาพที่ 1 การแสดงออกของยน ACO ในใบของกลวยไมหวายเอียสกุลที่เพาะเลี้ยงในสภาพเนื้อเยื่อที่ไมมีการสงถายยีน



เทยบกับการแสดงออกของยน Actin ในตนอาย 8 เดอน (ครังท 1) และ 11 เดอน (ครังท 2) ภาพซาย


















ตาแหนงท 1 เปนใบลางสุด ตาแหนงท 2 เปนใบกลาง และตาแหนงท 3 เปนใบบนสด



การตรวจแสดงออกของยีน ACO ในใบกลวยไมสกุลหวายในตนท่อยูในสภาพธรรมชาตดวย




Realtime PCR : ในตนที่เคยมีการออกดอกแลว อายุประมาณ 8-11 เดอน พบวาตาแหนงใบท 3 (ใบยอด) มการ




แสดงออกสูงกวาตําแหนงที่ 1 และ 2 อีกทั้งมีคาการแสดงออกของยีนสูงกวาคาที่ไดจากการตรวจในตนที่เพาะเลี้ยง












ในสภาพเนือเยอถงประมาณ 25 เทา และใบบนสดมการแสดงออกของยนสงสด (ภาพท 2) ดงนันการตรวจการ



แสดงออกของยน ACO ในตนสมบูรณที่เพาะเลี้ยงในสภาพธรรมชาติ ตองทําใชใบยอดในการศึกษา











ี่
ภาพท 2 การแสดงออกของยน ACO ในใบของกลวยไมหวายเอียสกุลทเพาะเลยงในธรรมชาตไมมการสงถายยน
















เคยมการออกดอกแลว เทยบกับการแสดงออกของยน Actin ในตนอาย 8 เดอน (ครังท 1) และ 11 เดอน







ี่
(ครั้งท 2) ภาพซาย ตําแหนงท่ 1 เปนใบลางสุด ตําแหนงท่ 2 เปนใบกลาง และตําแหนงท่ 3 เปนใบ



บนสุด

307







การทดลองวิเคราะหความแตกตางการแสดงออกของยน ACO ในใบของตนกลวยไมที่ไดรับการสงถายยีน



ทีตรวจพบยนเปาหมายครบทง 3 ยน เทยบกับตนทไมไดรับการสงถายยน (ตนควบคม) โดยใชตนอาย 6 เดอน






























และ 12 เดอน ทเพาะเลยงในขวด พบวามคาการแสดงออกของยน ACO เพียง 0.23 และ 0.54 เทาเมอเทยบกับ


ตนควบคมที่ไมไดรับการสงถายยีนแสดงใหเห็นวายีน ACO ถูกยับยั้งการแสดงออกบางสวนดวย antisense




ครั้งที่ ระดบการแสดงออก


1 0.23
2 0.54



ภาพที่ 3 การแสดงออกของยน ACO ในใบของกลวยไมหวายเอียสกุลหมายเลข 372 ที่เพาะเลี้ยงในสภาพเนื้อเยื่อ



ทมการสงถายยน เทยบกับการแสดงออกของยน Actin ในตนอาย 6 เดอน (ครังท 1) และ 12 เดอน












(ครั้งที่ 2)





การคัดเลือกตนกลวยไมท่ไดรับการสงถายยีนดวยการตรวจยีนเปาหมาย : ในป 2563-2564 มตน








กลวยไมทอยระหวางการเพาะเลยงในสภาพปลอดเชอจานวน 132 ขวด ในจานวนนีเปนโปรโตคอรมจานวน 20







ขวด เปนตนออน 62 ขวด (ตน) และตนสมบูรณ 50 ขวด (ตน) ในตัวอยางกลุมนี้ยังไมไดทําการตรวจยีนเปาหมาย





ภาพที่ 4 โปรโตคอรม (ซาย) และตนสมบูรณ (ขวา) ของกลวยไมหวายที่ไมไดรับการสงถายยีน (ES) ที่เพาะเลี้ยงใน

สภาพปลอดเชอ




















มตนทคดไดจากตนสมบรณทเลยงในสภาพปลอดเชอทผานการตรวจยนเปาหมายเบองตนแลว และทยอยนําออก











ปลกในกรงกันแมลง จานวน 81ตน มอายระหวาง 2-7 เดอนหลงการยายปลก ทาการเพาะเลยงท ศวร.ขก. และ













อยระหวางการดาเนินงานเพือตรวจยนเปาหมายซ้า มตนทคดไดจากตนสมบรณทเลยงในสภาพปลอดเชอทผาน

























การตรวจยนเปาหมายเบืองตนแลว นําไปเพาะเลี้ยงในโรงเรือนที่ ศวส.ศก. อายุมากกวา 7 เดือนหลังการยายปลก










จานวน 124 ตนจากเริมตน 136 ตน ผลการตรวจการแสดงออกของยนในกลวยไมชดนี พบตนทมการแสดงออก





308










ของยนเจาบาน (Actin) ทใชเปนยนอางอิงในการตรวจการแสดงออกของยนจานวน 54 หมายเลข (ตน) มีตนที ่










ตรวจไมพบการแสดงออกของยนนีอีกจานวน 70 ตน ซึ่งอาจเกิดจากไมสามารถสกัด cDNA ไดหรือ cDNA ทไดมี


ี่

คุณภาพไมดี จงไมสามารถนํามาใชในการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดวยปฏิกิริยาพีซีอารได และจะทาการ



ดาเนินการทดสอบซ้าในกลุมนี้ สวนการตรวจยีนเปาหมาย 3 ชนิดในตัวอยางกลุมนี้ พบการแสดงออกของยีน 35S

ั้
promoter ใน 55 หมายเลข และ NOS terminator ใน 4 หมายเลข โดยพบวามการแสดงออกทนอยมาก ทงนี้








อาจเกิดจากการใชสดสวนในการตรวจปฏกิริยาทไมถูกตอง สาเหตเกิดจาก cDNA ที่ไดมีปริมาณต่ํา ทําใหปฏิกิริยา





การเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมเกิดไมสมบูรณ ขณะนี้อยูระหวางดําเนินการตรวจซ้ําและตรวจการแสดงออกของยน
ACO ในกลุมตนที่ปลูกที่โรงเรือน ศวส.ศก. ตอไป
การศึกษาระยะเวลาดอกบานและการแสดงออกของยีนในตนทปลูกในสภาพโรงเรอน : ในป 2559 ได 




















มการทดสอบการออกดอกในกลวยไมทผานถายยนชุดที 1 ทีเปนตนออนเพาะเลยงในขวด จานวน 9 ตน นําไป















ปลกในกรงตาขายภายในโรงเรือนของสถาบนวิจยพืชสวน ในจานวนนีม 2 ตนทเริมแทงชอดอก เมออายได 14

เดอนหลงเพาะเลยงในโรงเรือน ตนท 1 มระยะเวลาดอกบานถงรวง 68-73 วัน ตนท 2 เริมแทงชอดอกเมอ 13




















พ.ย. 2559 (ภาพท 5) แตพบวาดอกรวงกอนเวลา เนืองจากฝนตกหนัก ไมสามารถเก็บขอมลได การบนทกการ










ออกดอกในกลวยไมชดแรก ปจจุบันยังไมมีการแทงชอดอกใหม สาเหตุเกิดจากตนไมสมบูรณ นอกจากนี้หลายตน





ตาย ขณะนีอยระหวางการตดตามการเจริญเติบโตของตวอยางชดทเพาะเลี้ยงที่ ศวส.ศก.













ภาพท 5 การออกดอกของตนกลวยไมหวายเอียสกุลท่ไดรับการสงถายยีน Antisense ACO ทอาย 14 เดอน




ี่

เพาะเลยงในกรงตาขายภายในโรงเรือนปด


สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ



ปญหาในการดาเนินงานพบวาตนทยายออกปลกในสภาพธรรมชาตในกรงกันแมลง ตายจานวนมากจาก










สภาพอากาศรอนและแลงจัด จากผลการทดลองเบืองตนพบวาการถายยีน antisense ตอตําแหนงอนุรักษภายใน


ยีน ACO1 ของกลวยไมหวายเอียสกุล สามารถยบยงการแสดงออกของยนนีไดอยางไมสมบรณ การทดสอบ










ระยะเวลาดอกบานในตนทรับการถายยนเบืองตน พบวามีชวงเวลานานกวาตนที่ไมมีการถายยีน แตเนืองจากเปน








การออกดอกชุดแรก จึงยังไมสามารถสรุปผลไดชัดเจน นอกจากนี้ยังเปนที่นาสังเกตุวาตนกลวยไมเหลานี้มีการออก







ดอกทชาและการเจริญเตบโตชา ทงนี้อาจเกิดจากสภาพการเพาะเลี้ยงที่ไมเหมาะสมหรือผลจากการสงถายยีน ซึ่ง


309




ี่


ี้


รอการตรวจพิสจนจากกลวยไมชดทอยูระหวางการเพาะเลยงในกรงกันแมลงเพื่อศกษาขอมูลในสวนของการออก



ดอกและการเจริญเตบโตตอไป



การนําผลงานวจยไปใชประโยชน

นําเสนอผลงานภาคโปสเตอรในการประชม 22nd World Orchid Conference เรื่อง Partial silencing

of 1-aminocyclopropane-1-carboxylate oxidase gene in Dendrobium Earsakul by antisense DNA

complementary to a conserved sequence region เดอน พฤศจกายน 2560 ทประเทศเอกวาดอร และ





ไดรับรางวัล Best poster abstract 1 ใน 6 รางวัลในการประชมนี ้

กิตตกรรมประกาศ




ขอขอบคุณเพื่อนรวมงานกลมวิจัยกลวยไม จากสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ท่ใหขอมล

ตวอยางสาหรับการทดลอง และคาปรึกษา ขอขอบคณที่ปรึกษางานวิจัย ผูชวยนักวิจัยทุกทาน ที่รวมกันดําเนินงาน







อยางจริงจง ทาใหงานวิจยสามารถดาเนินการไดเปนอยางด ี






เอกสารอางอิง
Jones ML, Woodson, WR. 1997. Pollination-induced ethylene in carnation (role of stylar ethylene in corolla
senescence). Plant Physiol 115:205–212
Kende, H. 1993. Ethylene Biosynthesis. Annual Review of Plant Physiology and Plant Molecular Biology. 44:1,
283-307
Kosugi, Y., Shibuya, K., Tsuruno, N., Iwazaki, Y., Mochizuki, A., Yoshioka,T., Hashiba, T. And Satoh, S. 2000.
Expression of genes responsible for ethylene production and wilting are differently regulated in carnation
(Dianthus caryophyllus L.) petals. Plant Sci. 158 : 139-145
Sugiyama, S. and Satoh, S. 2015. Pyridinedicarboxylic Acids Prolong the Vase Life of Cut Flowers of Spray-type
‘Light Pink barbara’ Carnation by Accelerating Flower Opening in Addition to an Already-known Action of
Retarding Senescence. Hort. J. 84 (2): 172–177.

310


























แผนงานวิจัย


การพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการจัดการปุยออยแบบเกษตรกรมีสวนรวมในพื้นท ี่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง (โครงการวิจัยเดี่ยว)

311



วัดคาคุณภาพน้ําออยโครงการพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการจัดการปุยออยแบบเกษตรกรมี

สวนรวมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง


1
1*
ปยะรัตน จังพล74 ทรงสิทธิ์ ทาขุลี และอรอุมา สวมชัยภูมิ
1

บทคัดยอ


การวัดคาคณภาพความหวาน (C.C.S.) เปนระบบการคดคุณภาพน้ําออย ซึ่งไดนําแบบอยางมาจากระบบ

การซือขายออยของประเทศออสเตรเลย เปนคาปริมาณน้ําตาลที่มีอยูในออยซึ่งสามารถหีบสกัดออกมาเปนน้ําตาล


ทรายขาวบริสุทธิ์ ซึ่งคาคุณภาพความหวานนี้จะเปนตัวกําหนดผลตอบแทนของเกษตรกรที่ไดรับจากโรงงานน้ําตาล


เนื่องจากในน้ําออยมีสารประกอบสิ่งเจอปนมากมาย การวัดคุณภาพน้ําออยจึงมีหลายปจจัย เชน คาบริกซ (ความ








เขมขน) คาโพล (ปริมาณน้าตาลซูโคส) คาไฟเบอร (ปริมาณเสนใย) คาความเปนกรดดาง ประกอบการหาคา



คณภาพน้าออยดงกลาว ในการทดลองการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยการจดการปยเพือเพิมประสทธิภาพการ










ผลิตการผลิตออยในเขตอาศัยน้าฝนจังหวัดบุรีรัมย สุรินทร นครราชสมา และมหาสารคาม ภายใต โครงการ


พัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีการจดการปยออยแบบเกษตรกรมสวนรวมในพื้นท่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ














ตอนลาง ไดสงออยเพือนํามาหาคณภาพน้าออยในแปลงเกษตรจานวน 4 จงหวัด ไดแก จงหวัดบรีรัมย สรินทร








นครราชสมา และมหาสารคาม โดยสงตวอยางออยเขามาเพือวิเคราะหหาคณภาพน้าออยจานวน 80 ตัวอยาง ใน




เดือนธันวาคม 2563 และไดสงผลการวิเคราะหคุณภาพน้ําออยใหผูทําการทดลองเรียบรอยแลว
คําสําคัญ: คาคณภาพความหวาน คาบริกซ คาโพล คาไฟเบอร






1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

312




ี่



ตารางท 1 วันที่ สถานท และ จานวนตัวอยางออยที่สงมาวิเคราะหคณภาพน้ําออย ณ หองปฏิบัติการศูนยวิจัยพืช
ไรขอนแกน ป 2562/63

ลําดับท ี่ วัน/เดือน/ป สถานท ี่ จํานวนตัวอยาง
1 25 ธันวาคม 2563 ศวพ. บุรีรัมย 20
2 25 ธันวาคม 2563 ศวพ. สรินทร 20


3 25 ธันวาคม 2563 ศวพ. โนนสง 20
4 25 ธันวาคม 2563 ศวพ. มหาสารคาม 20
รวม 80

313


























แผนงานวิจัย





วิจยศกษาการปรับตัวและการลดผลกระทบจากการเปลียนแปลงภูมิอากาศตอ

ระบบการผลิตพชในประเทศไทย

314






พฒนาและทดสอบโปรแกรมเตอนภยโรคใบขาว
Develop and Evaluate the Sugarcane white leaf disease warning program

1*
2
76
3
กาญจนา กิระศักด75 เนติรัฐ ชุมสุวรรณ ชยันต ภักดีไทย วิภารัตน ดําริเขมตระกูล76 และแคทลิยา เอกอุน77
ิ์
76


บทคัดยอ





สภาพอากาศทแปรปรวนสงผลตอการเจริญเตบโตของโรคทสาคญ เชน โรคใบขาวออยจะมการระบาด









มากในดนเนือหยาบ เชนดินทรายและแปลงออยอยในสภาพแหงแลงหรือฝนท้งชวงนาน ทาใหผลผลตลดลง





มากกวา 50% จงพัฒนาและทดสอบสมการความสัมพันธของสภาพแวดลอมและปจจัยอื่น ๆ ตอการเกิดอาการใบ
ขาว โดย รอยละของการแสดงอาการใบขาว = 12.1038 + (เนื้อดิน x 0.76923) + (พันธุ x -2.05701) + (อุณหภูมิ


ตาสด x -0.43107) โดยมี คา R²=0.46 อาจจะไมสามารถทานายการแสดงอาการใบขาวของออยไดอยางแมนยา












แตพบวาเนือดน พันธุและอุณหภมตาสดมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมคา P-Value เปน 0.0150









0.0004 และ 0.0011 ตามลาดบ




คําสําคัญ: การเปลยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ใบขาว ออย

คํานํา




ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง




ี่

พื้นที่พบปญหาแหงแลงยาวนาน ฝนตกไมสม่ําเสมอ หรือสภาพอากาศแปรปรวน และพบปญหาที่สําคัญททําใหผล
ผลตของออยลดลงคอ การเกิดโรคใบขาวซึงสามารถทาใหผลผลตลดลง 30-100% ในป 2551 พบการระบาดของ







โรคใบขาวในพืนท 3 จังหวัด ไดแก ขอนแกน มหาสารคาม และอุดรธานี ทําใหผลผลตลดลงมากกวา 50% สาเหต ุ
















ของโรคเกิดจากเชอไฟโตพลาสมาจากเพลยจกจนเปนแมลงพาหะนําโรค ออยทเปนโรคจะมคลอโรฟลลลดลง ใบ


ออยที่เปนโรคจึงมีสีขาวหรือสเขียวออน หรือขาวสลับกับเขียวออน มีการแตกกอฝอยคลายกอหญา ไมเจริญเติบโต
และตายไป สามารถเกิดไดทกระยะของการเจริญเตบโต นอกจากนันการระบาดยงสามารถตดไปกับทอนพันธุได 













ดวย (แฉลม และสพัตรา, 2551) และจากสภาวะปจจบนการเปลยนแปลงสภาพอากาศ (Climate variability or



change) หรือภาวะโลกรอน (Global warming) ที่เกิดขึ้นนับวันจะรุนแรงมากขึ้น และสงผลกระทบรุนแรงตอการ
ทําการเกษตรในทุกประเทศ การศึกษาอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนแปลง พบวา ในชวงทศวรรษที่ผานมา (ค.ศ.1906-


2005) อุณหภมของโลกสงขน 0.74 องศาเซลเซียส (โดย IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate




Change, 2007) ซึงมากกวาทเคยประเมนไว (0.60 องศาเซลเซียส โดย IPCC 2001) และในรอบ 156 ป (ค.ศ.


















1850 – 2006) ปทอุณหภมสงสด เปนปหลง ๆนีทงสน เชนเดยวกันกับในประเทศไทย การติดตามอุณหภมท ี ่






1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน กรมวชาการเกษตร


2 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวชาการเกษตร

3 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวชาการเกษตร
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

315





สถานีตรวจวัดสนามบินเชียงใหมโดยขอมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาในรอบ 30 ป ระหวาง ค.ศ. 1971-2000 เทยบกับ



ในรอบ 10 ป ลาสด ระหวาง ค.ศ. 2003-2012 พบวาอุณหภมสงสดเพิมขน 0.60 องศาเซลเซียส อุณหภมตาสด












เพิ่มขึ้น 0.81 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ําฝนสะสมรายป เพิ่มขึ้น 13.2 มิลลิเมตร (อรรถชัย, 2556) นอกจากนี ้












สภาพอากาศทแปรปรวนยงสงผลตอการเจริญเตบโตของโรคทสาคญ เชน โรคใบขาวออยจะมการระบาดมากในดน

เนื้อหยาบ เชน ดินทราย และ แปลงออยอยูในสภาพแหงแลงหรือฝนทิ้งชวงนาน

วิธีดําเนินการ
วิธีการ

มี 3 ขันตอน
ขั้นตอนที่ 1 พัฒนาสมการความสมพันธของสภาพแวดลอม การระบาด และระดบความเสยหาย








ของออยจากโรคใบขาว ทไดจากการทดลองท 1 มาวิเคราะหผล จดทาระบบเตอนภยโรคใบขาว โดยวิเคราะห 
























ความเสยงการระบาดของโรคใบขาวในพืนททมปจจยเสยงดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ในพืนทปลกออยจงหวัด
อุดรธานี กาฬสินธุ มหาสารคาม ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ขนตอนท 2 สอบทานความถกตองของระบบเตอนภย โดยการตรวจนับการระบาดของโรคใบ


ี่
ั้



ขาวและระดบความเสยหาย ในแปลงปลกออยของเกษตรกรใหมเปรียบเทยบกับผลวิเคราะหการระบาดของโรคใบ




ขาวดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร

ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาระบบเตือนภัยโรคใบขาวใหแมนยําขึ้น โดยปรับขอมูลในสมการความสัมพันธ



ของสภาพแวดลอม การระบาด และระดบความเสยหายของออยจากโรคใบขาว ใหใกลเคยงกับการระบาดของโรค



ใบขาวจริงในแปลงปลกของเกษตรกร


ผลและวิจารณผลการทดลอง




จากขอมลการสารวจการแสดงอาการใบขาวของออยจากการทดลองที่ 1.1 ความสัมพันธของ
สภาพแวดลอม โรคใบขาว และความเสยหายของออย นําขอมลการแสดงอาการใบขาวมาจัดทําความสมพันธ









ระหวางรอยละของการแสดงอาการใบขาวสงสดของแตละแปลงทดาเนินการสารวจกับขอมูลพันธุและขอมลความ











อุดมสมบรณของดน โดยใชการวิเคราะหทางสถติการถดถอยแบบขนตอน (Stepwise regression) ซึงเปน







วิเคราะหเพื่อเลือกตัวแปรตนท่เหลืออยในสมการ มีนัยสาคัญทางสถิตทุกตัวแปร (นงลักษณ, 2553) พบ






ความสมพันธระหวางอาย พันธุ ปริมาณอินทรียวัตถในดนและปริมาณโพแทสเซียมทสามารถแลกเปลยนไดในดน







ตอรอยละของการแสดงอาการใบขาว ดงสมการ


%SWLD = -10.8335 + (อาย x 1.36824) + (พันธุ x 6.102) + (อินทรียวัตถ ุ


ในดน x 17.371) + (Exchangeable K x -0.05582)




โดยม คา R²=0.40 ซึงอาจจะไมสามารถทานายการแสดงอาการใบขาวของออยไดอยางแมนยาจง












ดาเนินการปรับปรุงวิธีการเก็บขอมลสภาพแวดลอม โดยเนนการใชขอมลสภาพอากาศจาก New_LocClim




(Grieser et al., 2006) โดยใช Interpolation techniques ในการคานวณขอมลสภาพอากาศอากาศจากสถานี


316






ตรวจวัดอากาศรอบ ๆ บริเวณแปลงเก็บขอมูล คํานวนเปนสภาพอากาศรายวัน ใชคาเฉล่ยของอุณหภูมิสงสด










ตาสดและปริมาณน้าฝนเฉลยยอนหลง 30 วัน มาเปนประกอบกับระดบการแสดงอาการโดยใช Stepwise






Regression analysis พบความสมพันธระหวางเนือดน พันธุและอุณหภมตาสดตอรอยละของการแสดงอาการใบ




ขาว ดงสมการ

%SWLD = 12.1038 + (เนื้อดิน x 0.76923) + (พันธุ x -2.05701) +
(อุณหภูมิต่ําสุด x -0.43107)








โดยมี คา R²=0.46 อาจจะไมสามารถทานายการแสดงอาการใบขาวของออยไดอยางแมนยาเชนเดยวกัน







จากการสารวจเพือเก็บขอมลการแสดงอาการใบขาวของออย เพือจดทาความสมพันธระหวางรอยละของ





การเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในชวงของการสารวจ 2 ปแรก (2559-2560) มงเนนการเปรียบเทยบกับ




ระดบของการเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในเชงพืนท และในป 2561-2562 ที่มุงเนนการเปรียบเทยบกับ






ระดบของการเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในสวนของขอมลสภาพอากาศ ถงแมวาจะไดสมการทแสดงถง ึ













ความสมพันธโดยการวิเคราะหทางสถตโดยใช Stepwise Regression analysis ในการเลอกตวแปรทมนัยสาคญ



















ทางสถตตอรอยละของการเกิดอาการใบขาวแตสมการทไดจากทงสองกรณ ยงมคาคาความผนแปรของตวแปร






ตอบสนอง (R-Squared) คอนขางต่ําคือ 0.40 และ 0.46 ตามลาดบ







จากการสารวจพืนทแสดงอาการใบขาวของออย จานวน 50 แปลง นําพิกัดแปลงมาคนหาขอมลสภาพ





อากาศจาก New_LocClim (Grieser et al., 2006) โดยใชอุณหภมตาสดเฉลย 30 วัน รวมกับเนือดนและพันธุ 






ออย นําเขาสมการ
%SWLD = 12.1038 + (เนื้อดิน x 0.76923) + (พันธุ x -2.05701) +
(อุณหภูมิต่ําสุด x -0.43107)


แตเนืองจาก พืนทสารวจสวนใหญ ไมพบการแสดงอาการใบขาว จงทาใหไมสามารถใชสมการในการ











ทานายรอยละการแสดงอาการใบขาวได แตอยางไรก็ตาม ในกรณของความสมพันธของการเกิดอาการใบขาวของ















ออยตอขอมลสภาพอากาศพบวา เนือดน พันธุและอุณหภมตาสดมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมคา















P-Value เปน 0.0150 0.0004 และ 0.0011ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอการเกิดอาการใบขาวของ

ออยเชนเดียวกัน และเนืองจากคา R-Squared ที่ไดคอนขางต่ําจงทาใหสมการไมสามารถทานายรอยละการแสดง








อาการใบขาวไดอยางแมนยา




317







ตารางที่ 1 แปลงเกษตรกรทดาเนินการสารวจป 2563
ลําดับ อายุ % การแสดง เนื้อ ชนิด พันธ ุ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 30 อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ย 30
(วัน) อาการ ดิน ออย วัน วัน
1 165 0 2 1 1 32.8 18.37
2 165 0.07 4 1 1 34.26 21.79

3 129 0 4 2 1 35.35 20.62
4 73 0 3 2 1 35.75 20.62
5 73 0 3 1 1 34.26 27.79

6 73 0 4 1 1 34.26 27.79
7 74 0 3 1 1 34.31 21.9
8 130 0 4 2 1 29.73 21.14
9 74 0 2 1 1 35.42 20.74

10 74 0.33 3 1 1 35.42 20.74
11 99 0 4 1 1 30.01 16.58
12 110 0 4 1 1 30.01 16.58

13 110 0 4 1 1 30.01 16.58
14 38 0 4 2 1 30.01 16.58
15 110 0 4 1 1 30.01 16.58

16 80 0 4 1 1 31.17 17.17
17 80 0 4 1 1 30.09 16.66
18 98 0 4 1 1 30.09 16.66

19 111 0 4 1 4 30.09 16.66
20 111 0 4 2 1 30.09 16.66
21 86 0.37 4 1 5 28.69 16.09
22 86 0 4 1 1 28.69 16.09

23 65 0 3 1 1 28.69 16.09
24 86 0 4 1 1 28.69 16.09
25 86 0 4 1 1 28.69 16.09

26 76 0 4 1 5 28.69 16.09
27 76 0 4 1 1 28.69 16.09
28 122 0 3 1 1 29.67 16.03
29 82 0 3 1 1 29.67 16.03

30 87 0 4 1 6 29.3 16.4
31 72 0 5 1 1 34 21.36
32 72 0 5 2 1 34 20.57

33 38 0 5 1 3 34 21.36
34 72 0 5 2 1 34 21.36

318



ลําดับ อายุ % การแสดง เนื้อ ชนิด พันธ ุ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 30 อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ย 30
(วัน) อาการ ดิน ออย วัน วัน

35 72 0 2 1 1 34 21.36
36 52 0 2 1 1 34.42 20.18
37 72 0 2 1 1 33.15 20.29
38 73 0 5 2 1 34.08 21.45

39 53 0 5 1 1 34.08 21.45
40 73 0 3 2 1 34.08 21.45
41 142 0 1 2 1 33.96 24.14

42 142 0.26 1 2 1 33.96 24.14
43 142 0 5 2 1 33.96 24.14
44 57 0 1 1 1 33.96 24.14
45 158 0 5 2 1 33.96 24.14

46 42 0.82 5 1 1 33.96 24.14
47 68 0.08 5 1 1 33.93 24.12
48 68 1.34 5 1 1 33.93 24.12

49 179 0 5 2 1 33.93 24.12
50 220 1.2 3 2 1 33.93 24.12








































ภาพที่ 1 แปลงสารวจจงหวัดอุดรธานี


319









































ภาพที่ 2 แปลงสารวจจงหวัดกาฬสนธุ 







































ภาพที่ 3 แปลงสารวจจงหวัดมหาสารคาม



320



































ภาพที่ 4 แปลงสารวจจังหวัดขอนแกนและจังหวัดชัยภูมิ





































ภาพที่ 5 แปลงสารวจจงหวัดนครราชสมา


321



สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ






ปจจยการแสดงอาการใบขาว อาจจะไมไดมากจากสภาพแวดลอมท้งหมดอาจจะมาจากหลายปจจย
รวมกัน โดยกาญจนาและคณะ (2555) รายงานวา ปญหาของโรคใบขาวที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา ในปจจุบันยัง
ไมมีเทคโนโลยีใดที่สามารถแกไขปญหานี้ได ดังนั้นวิธีการควบคุมการแพรระบาดของโรคทดีทสุด คือ การปลูกออย
ี่
ี่








โดยใชทอนพันธุทปราศจากโรคควบคกับการจดการในแปลงผลตและโรคใบขาวมการแพรระบาดโดยผานแมลง



พาหะนําโรค ไดแก เพลี้ยจักจั่นสีน้ําตาล (Matsumuratettix hiroglyphicus และ Yamatotettix flavovittatus)












และผานทางทอนพันธุ ซึงการถายทอดทางทอนพันธุทาใหการแพรกระจายของโรคเปนไปไดอยางกวางขวางและ






รวดเร็ว การปลกโดยใชพันธุออยสะอาดและปลอดโรคจงเปนวิธีการสาคญในการจดการโรค แตในสภาพแปลงปลก



ออยปจจุบันพันธุออยดังกลาวหาไดยากย่งนอกจากนัน ปจจุบันยังไมพบวามีออยพันธุใดทนทานตอโรคใบขาว




(นิลุบล และคณะ, 2555) กอบเกียรต และคณะ (2554) อางตามกอบเกียรต (2555) รายงานวา ความรุนแรงของ









โรคใบขาวออยมกระบาดมากในปฤดกาลปลกทประสบภยแลงรุนแรง (ฝนนอยและทงชวงเปนเวลานานกวาปกต)













เชน ในป 2552/53 พบวา มการระบาดของใบขาวออย ตงแต 0.001-50.0 เปอรเซ็นต ซึงเกิดโรคกับออยตอ



(ratoon cane) มากกวาออยปลก (plant cane) อีกทงการจดการตงแตการเตรียมดน ฤดปลกทเหมาะสม การ











จัดการธาตุอาหารและน้ําก็มีผลตอการเกิดอาการใบขาวเชนเดยวกัน จากขอมูลที่ได พันธุออยเปนปจจัยสําคญทีทํา





















ใหออยแสดงอาการใบขาว การใชทอนพันธุทมคณภาพดเลอกพันธุออยทเลยงตอการเกิดโรคตา จะชวยลดการ



ี่
แสดงอาการใบขาว อีกทั้งปริมาณอินทรียวัตถในดินซึ่งขึ้นอยูกับเนื้อดินก็เปนปจจัยทเกี่ยวของกับการแสดงอาการ



ใบขาวเชนเดียวกัน การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจงเปนการลดความเสยงตอการแสดงอาการใบขาวไดอีกทางหนึง




เอกสารอางอิง





กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2555. การจัดการสมดุลธาตอาหารเพ่อเพมความทนทานตอโรคใบขาว ของออยผลิตทอนพนธ. ใน

เอกสารประกอบการบรรยายการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การถายทอดเทคโนโลยการปองกันกําจัดโรคใบขาว

ออย” วันที่ 24-25 กรกฎาคม 2555 ณ ศูนยวิจัยและพัฒนาเกษตรสุพรรณบุรี

กาญจนา วาระวิชะนี, วนเพ็ญ ศรีทองชัย และปริเชษฐ ตั้งกาญจนภาสน. 2555. พัฒนาเทคนิคการตรวจสอบเชื้อไฟโตพลาสมา


สาเหตุโรคใบขาวออยดวยกรดนิวคลีอิกตวตรวจ. รายงานผลงานวิจัยประจําป 2556 สํานักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.
กรมวิชาการเกษตร. หนา 2218-2232.
แฉลม มาศวรรณา และ สุพัตรา ดลโสภณ. 2551. โรคใบขาวออย การระบาดที่เรื้อรังและรุนแรง. กสิกร 81(3): น. 45-54.
นงลักษณ วิรัชชัย. 2553. ชุดวิชา 21701 การวิจัยหลักสูตรและการเรียนการสอน หนวยที่ 7 การศึกษาวรรณกรรม ที่เกี่ยวของ

และหนวยที่ 10 สถติวิเคราะหเชิงปริมาณ: สถิติบรรยายและสถิติพาราเมตริก หลักสูตรปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธราช. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

นลุบลและคณะ, 2555. การจัดการโรคใบขาวออยดวยการใชพันธุปลอดโรค. แกนเกษตร 40 ฉบับพิเศษ 3 : 241-248 (2555). 241-2.




อรรถชัย จินตะเวช. 2556. “การเปลียนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบตอผลผลิตพืชหลักในอนุภูมภาคลุมนําโขง”. วารสาร


มหาวิทยาลัยนครพนม ISSN 2228 – 9356 : 5-23
J. Grieser, R. Gommes and M. Bernardi. 2006. New LocClim - the Local Climate Estimator of FAO. Geophysical
Research Abstracts. Vol. 8. 08305.

322



พัฒนาและทดสอบโปรแกรมเตือนภัยหนอนกอลายจุดเล็ก

Develop and Evaluate the Early shoot borer warning program


79

3
1*
ชยันต ภักดีไทย78 เนติรัฐ ชุมสุวรรณ วิภารัตน ดําริเขมตระกูล79 และแคทลิยา เอกอุน80
2

บทคัดยอ



สภาพอากาศทแปรปรวนสงผลตอการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเล็กท่เปนแมลงศัตรูท่สําคัญท่สุด













หากมการระบาดมากทาใหผลผลตลดลง 5-40% โดยพบระบาดในทกแหลงทปลก จงพัฒนาและทดสอบสมการ







ความสมพันธของสภาพแวดลอมและปจจยอืน ๆ ตอการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกโดย รอยละของการ












เขาทาลายของหนอกอลายจดเลก = 32.1989 + (เนื้อดิน x -1.82637) + (อุณหภูมิสูงสุดเฉล่ย 14 วัน x -



-3
0.72945) + (ปริมาณน้าฝนสะสม 14 วัน x 5.698x101 ) โดยม คา R²=0.41 อาจจะไมสามารถทํานายรอยละ










ของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกไดอยางแมนยํา แตพบวาเนือดน อุณหภมสงสด ปริมาณน้าฝนสะสม










14 วัน มผลตอการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก โดยมคา P-Value เปน 0.0142 0.0342 และ 0.0031




ตามลาดบ


คําสําคัญ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนอนกอลายจดเลก ออย

คํานํา








ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง
ี่
พื้นที่พบปญหาแหงแลงยาวนาน ฝนตกไมสม่ําเสมอ หรือสภาพอากาศแปรปรวน และพบปญหาที่สําคัญททําใหผล









ผลตของออยลดลงคอ การเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกทเปนแมลงศตรูทสาคญทสด หากมการระบาดมาก









ทาใหผลผลตลดลง 5-40% โดยพบระบาดในทกแหลงทปลก โดยเฉพาะทจงหวัดอุดรธานี และขอนแกน คดเปน













มลคาความเสยหายมากกวา 2,058 ลานบาท การเขาทาลายออยของหนอนกอพบตลอดชวงอายการเจริญเตบโต













ของออย ในระยะแตกกอ (ออยอาย 1-4 เดอน) ม 5 ชนิด คอ หนอนกอลายจดเลก หนอนกอสขาว หนอนกอส ี




ชมพู หนอนกอลายใหญหรือลายแถบ หนอนกอลายจุดใหญ แตที่ทําความเสียหายรุนแรง คือ หนอนกอลายจุดเลก



เนืองจากออยมการเจริญเตบโตไมสมาเสมอ นอกจากนันเมอนําหนอออยทถกเขาทาลายมากไปปลกทาเปนทอน


















พันธุออย จะทาใหการงอกลดลงหรือไมงอกเลยหรือถางอกออยจะไมสมบรณ และจากสภาวะปจจบนการ







ี่
ึ้


เปลยนแปลงสภาพอากาศ (Climate variability or change) หรือภาวะโลกรอน (Global warming) ทเกิดขน


นับวันจะรุนแรงมากขึ้น และสงผลกระทบรุนแรงตอการทาการเกษตรในทุกประเทศ การศึกษาอุณหภูมิของโลกท ี่


เปลี่ยนแปลง พบวา ในชวงทศวรรษที่ผานมา (ค.ศ.1906-2005) อุณหภมของโลกสงขน 0.74 องศาเซลเซียส (โดย





1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน กรมวชาการเกษตร

2 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวชาการเกษตร
3 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวชาการเกษตร

* Corresponding Author E-mail: [email protected]

323







IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change, 2007) ซึงมากกวาทเคยประเมนไว (0.60 องศา




เซลเซียส โดย IPCC 2001) และในรอบ 156 ป (ค.ศ.1850 – 2006) ปท่อุณหภูมิสูงสุด เปนปหลัง ๆนี้ท้งสน


เชนเดยวกันกับในประเทศไทย การตดตามอุณหภมิทสถานีตรวจวัดสนามบนเชยงใหมโดยขอมลจากกรม















อุตนิยมวิทยาในรอบ 30 ป ระหวาง ค.ศ. 1971-2000 เทยบกับในรอบ 10 ป ลาสด ระหวาง ค.ศ. 2003-2012














พบวาอุณหภมสงสดเพิมขน 0.60 องศาเซลเซียส อุณหภมตาสดเพิมขน 0.81 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ําฝน














สะสมรายป เพิมขน 13.2 มลลเมตร (อรรถชย, 2556) นอกจากนีสภาพอากาศทแปรปรวนยงสงผลตอวงจรชีวิต


ของหนอนกอลายจดเลก ซึงพบระบาดมากในดนเนือหยาบ เชน ดนทราย และแปลงออยทีอยในสภาพแหงแลง











หรือฝนทิ้งชวงนาน

วิธีดําเนินการ
อุปกรณ 
- แปลงออยในแหลงปลูกออยสําคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- เทปวัดระยะ
- ไมปกแปลง
- ปายพลาสตก

- เครื่องมือประมวลผล
- เครื่องวัดพิกัด GPS
วิธีการ
มี 3 ขันตอน



ขั้นตอนที่ 1 พัฒนาสมการความสมพันธของสภาพแวดลอม การระบาด และระดบความเสยหาย




ของออยจากหนอนกอลายจุดเล็ก ที่ไดจากการทดลองที่ 1.3 มาวิเคราะหผล จดทาระบบเตือนภยหนอนกอลายจด



เล็ก โดยโดยวิเคราะหความเสี่ยงการระบาดของหนอนกอในพื้นที่ที่มีปจจัยเสี่ยงดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ในพื้นท ี่
ปลูกออยจังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ มหาสารคาม ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ขั้นตอนที่ 2 สอบทานความถูกตองของระบบเตือนภย โดยการตรวจนับการระบาดของหนอนกอ




และระดบความเสยหาย ในแปลงปลกออยของเกษตรกรใหมเปรียบเทยบกับผลวิเคราะหการระบาดของหนอนกอ



ลายจุดเล็กดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร
ั้





ี่

ขนตอนท 3 พัฒนาระบบเตอนภยหนอนกอลายจดเลกใหแมนยาขน โดยปรับขอมลในสมการ





ความสัมพันธของสภาพแวดลอม การระบาด และระดบความเสยหายของออยจากหนอนกอลายจดเลก ให 





ใกลเคยงกับการระบาดจริงในแปลงปลกของเกษตรกร





ผลและวิจารณผลการทดลอง
จากขอมลการสารวจการแสดงอาการใบขาวของออยจากการทดลองที่ 1.3 ความสัมพันธของ






สภาพแวดลอม หนอนกอลายจดเลก และความเสยหายของออย ในภาคตะวันออกเฉยงเหนือ การสารวจมาหา




324










ความสัมพันธระหวางรอยละของการเขาทําลายของหนอนกอลายจุดเล็กสูงสด แตละแปลงทดาเนินการสารวจกับ














ขอมลพันธุและขอมลความอุดมสมบรณของดน โดยใชการวิเคราะหทางสถตการถดถอยแบบขนตอน (Stepwise











regression) ซึงเปนวิเคราะหเพือเลอกตวแปรตนทเหลออยในสมการมนัยสาคญทางสถตทกตวแปร (นงลักษณ,















2553) พบความสมพันธระหวางพันธุ ปริมาณแมกนีเซียมในดนตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจด
เล็ก (%Early Shoot Borer) ดงสมการ

%EarlyShootBorer = -0.70137 + (Var x 7.05999) + (Mg x 0.02825)







โดยม คา R²=0.25 ซึงอาจจะไมสามารถทานายรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกของ


ออยไดอยางแมนยํา จึงดําเนินการปรับปรุงวิธีการเก็บขอมูลสภาพแวดลอม โดนเนนการใชขอมูลสภาพอากาศจาก

New_LocClim (FAO, 2014; Grieser et al., 2006). โดยใช Interpolation techniques ในการคานวณขอมล

สภาพอากาศอากาศจากสถานีตรวจวัดอากาศรอบ ๆ บริเวณแปลงเก็บขอมล คานวนเปนสภาพอากาศรายวัน ใช 




คาเฉล่ยของอุณหภูมสูงสุด ตําสุดและประมาณน้าฝนเฉล่ยยอนหลัง 14 วัน มาประกอบกับรอยละของการเขา









ทําลายของหนอนกอลายจดเลกโดยใช Stepwise Regression analysis พบความสมพันธระหวางเนือดน พันธุ 









และอุณหภูมิสูงสุด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วันตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก ดงสมการ
%EarlyShootBorer = 32.1989 + (เนื้อดิน x -1.82637) + (อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 14 วัน x -0.72945)
-3
+ (ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วัน x 5.698x101 )










โดยม คา R²=0.41 อาจจะไมสามารถทานายรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกไดอยาง
แมนยําเชนเดียวกัน







จากการสารวจเพือเก็บขอมลรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก เพื่อจดทาความสัมพันธ







ระหวางรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกกับสภาพแวดลอมในชวงของการสารวจ 2 ปแรก







(2559-2560) มงเนนการเปรียบเทยบกับระดบการเขาทาลายกับสภาพแวดลอมในเชงพืนท และในป 2561-2562

















ทมงเนนการเปรียบเทยบกับระดบการเขาทาลายกับสภาพแวดลอมในสวนของขอมลสภาพอากาศ ถงแมวาจะได 












สมการทแสดงถงความสมพันธโดยการวิเคราะหทางสถตโดยใช Stepwise Regression analysis ในการเลอกตว

แปรทีมีนัยสําคัญทางสถิตตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก แตสมการที่ไดจากทั้งสองกรณี ยัง








มีคาคาความผนแปรของตวแปรตอบสนอง (R-Squared) คอนขางต่ําคือ 0.25 และ 0.41 ตามลาดบ






ในกรณีของสภาพแวดลอมในเชิงพื้นที่พบวา พันธุ ปริมาณแมกนีเซียมในดินตอรอยละของการเขาทาลาย



ของหนอนกอลายจดเลก โดยมีคา P-Value เปน 0.0237 และ 0.0024 ตามลาดบ การจัดการปจจัยเหลานี้มีผลตอ




รอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก



ในกรณของความสมพันธของรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก ตอขอมลสภาพอากาศ








พบวา เนื้อดิน พันธุและอุณหภูมิสูงสด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วันตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลาย



จดเล็ก โดยมีคา P-Value เปน 0.0142 0.0342 และ 0.0031 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอรอยละ









ของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกเชนเดยวกัน




325







จากการสารวจพืนทแสดงการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก จานวน 50 แปลง นําพิกัดแปลงมา





คนหาขอมลสภาพอากาศจาก New_LocClim (Grieser et al., 2006) โดยใชอุณหภูมิตาสุดเฉลี่ย 30 วัน รวมกับ
่ํ


เนื้อดิน อุณหภูมิสูงสุด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วัน นําเขาสมการ
%EarlyShootBorer = 32.1989 + (เนื้อดิน x -1.82637) + (อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 14 วัน x -0.72945)
+ (ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วัน x 5.698x101 )
-3

















แตเนืองจาก พืนทสารวจสวนใหญมการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกอยในระดบตา จงทาใหไม 








สามารถใชสมการในการทานายรอยละการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกได แตอยางไรก็ตาม ในกรณของ





ความสมพันธของการทานายรอยละการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก ตอขอมลสภาพอากาศพบวา เนื้อดิน











อุณหภูมิสูงสุด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วัน มีผลตอการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก โดยมีคา P-Value เปน



0.0142 0.0342 และ 0.0031 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอ









ลายจุดเล็กเชนเดียวกัน และเนืองจากคา R-Squared ที่ไดคอนขางต่ําจึงทําใหสมการไมสามารถทานายรอยละการ



เขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก



ตารางที่ 1 แปลงเกษตรกรทดาเนินการสารวจป 2563



ลําดับ อายุ % การแสดง เนื้อ ชนิด พันธ ุ อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ําสุด ปริมาณน้ําฝน
(วัน) อาการ ดิน ออย เฉลี่ย 14 วัน เฉลี่ย 14 วัน สะสม 14 วัน
1 165 3.81 2 1 1 34.6 24.8 147.8
2 165 4.13 4 1 1 33.8 24.7 174.4
3 129 1.44 4 2 1 33.8 24.7 174.4
4 73 5.92 3 2 1 34.9 23.0 40.8
5 73 5.86 3 1 1 34.6 21.3 26.4
6 73 9.32 4 1 1 36.5 23.8 67.1
7 74 1.51 3 1 1 33.2 24.6 175.2
8 130 3.25 4 2 1 33.1 20.2 15.2
9 74 7.92 2 1 1 35.4 24.1 71.7
10 74 1.92 3 1 1 31.9 24.0 150.8
11 99 4.35 4 1 1 33.4 24.7 177.3
12 110 2.57 4 1 1 32.4 24.2 153.8
13 110 1.65 4 1 1 32.4 24.2 153.8
14 38 4.08 4 2 1 32.1 25.5 133.2
15 110 6.71 4 1 1 33.1 20.2 15.2
16 80 6.34 4 1 1 32.6 24.3 168.0
17 80 3.7 4 1 1 33.2 24.6 175.2
18 98 1.65 4 1 1 32.4 25.2 30.1
19 111 4.9 4 1 4 30.3 24.6 76.9
20 111 2.34 4 2 1 32.4 24.2 153.8

326



ลําดับ อายุ % การแสดง เนื้อ ชนิด พันธ ุ อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ําสุด ปริมาณน้ําฝน
(วัน) อาการ ดิน ออย เฉลี่ย 14 วัน เฉลี่ย 14 วัน สะสม 14 วัน

21 86 3.27 4 1 5 33.8 24.7 174.4
22 86 1.95 4 1 1 35.4 24.6 122.4
23 65 0.92 3 1 1 31.9 24.0 150.8
24 86 2.14 4 1 1 34.6 24.8 147.8

25 86 3.18 4 1 1 35.4 24.7 176.3
26 76 2.54 4 1 5 34.9 23.0 40.8
27 76 1.78 4 1 1 35.9 23.2 43.8

28 122 7.42 3 1 1 36.2 24.2 66.4
29 82 2.7 3 1 1 31.4 17.9 6.1
30 87 0.1 4 1 6 32.1 24.4 123.8
31 72 5.16 5 1 1 35.2 24.6 107.9

32 72 3.33 5 2 1 31.9 24.0 150.8
33 38 6.73 5 1 3 35.9 23.5 43.8
34 72 7.88 5 2 1 34.1 24.8 170.1

35 72 0.7 2 1 1 35.8 24.0 87.3
36 52 1.5 2 1 1 34.1 24.8 170.1
37 72 5.18 2 1 1 35.2 24.6 107.9
38 73 4.84 5 2 1 35.5 23.2 61.9

39 53 0.13 5 1 1 35.4 24.1 71.7
40 73 1.59 3 2 1 36.3 22.6 33.5

41 142 5.39 1 2 1 29.1 24.0 83.9
42 142 7.26 1 2 1 33.2 24.6 175.2
43 142 4.01 5 2 1 35.1 24.9 139.0
44 57 1.46 1 1 1 33.0 24.5 173.5

45 158 9.52 5 2 1 35.4 24.1 71.7
46 42 4.69 5 1 1 32.6 24.3 168.0
47 68 2.41 5 1 1 34.1 21.7 23.8

48 68 3.66 5 1 1 35.4 24.6 119.3
49 179 9.49 5 2 1 34.1 21.7 23.8
50 220 0.57 3 2 1 31.3 25.1 37.0

327





































ภาพที่ 1 แปลงสารวจจงหวัดอุดรธานี













































ภาพที่ 2 แปลงสารวจจงหวัดกาฬสนธุ 



328







































ภาพที่ 3 แปลงสารวจจงหวัดมหาสารคาม































ภาพที่ 4 แปลงสารวจจังหวัดขอนแกนและจังหวัดชัยภูมิ


329









































ภาพที่ 5 แปลงสารวจจงหวัดนครราชสมา




สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ










ปจจยการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกอาจจะไมไดมากจากสภาพแวดลอมทงหมดอาจจะมาจาก





หลายปจจัยรวมกัน จากการศึกษาของ จราวรรณ (2553) พบวาการทาลายของหนอนกอมความสมพันธใน

ทางบวกกับจํานวนหนอในแปลงท่มลักษณะเนือดินเปนดินรวนปนทรายจํานวน 3 แปลงมีคา R-Squared =




0.316, 0.422 และ 0.27 ในแปลงดนเหนียวจานวน 2 แปลงคา R-Squared 0.448 และ 0.486 ตามลาดบ การ



เผาออยใบออยกอนและหลงตดออยเขาโรงงาน เปนการทาลายแมลงศตรูธรรมชาต โดยเฉพาะอยางยงแตนเบยน











ไขทริโคแกรมมา และแตนเบียนหนอนโคทีเซียที่พบในธรรมชาติ และยังทําลายความชนและความอุดมสมบูรณของ

ื้



ดน (ชชาติ, 2558) และพบวาชวงออยเปนลาและมฝนตกชกจะพบมดมากอาจจะทาการเขาทาลายของหนอนกอ







ลายจุดเล็กลดลง เนื่องจากมดเปนตัวห้ําและมีบทบาทในการควบคุมหนอนกอออย (พิทักษพงศ, 2546; Adams et










al., 1981; Bessin and Reagan, 1993) อีกทงการจดการตงแตการเตรียมดน ฤดปลกทเหมาะสม การจดการ












แปลงปลก การจดการธาตอาหารเชนงานทดลองของ Camargo et al., (2010) ทศกษาการใชซิลคอน ในออย








เพือควบคม หนอนเจาะลาตนซึงทาใหหนอนเขาทาลายลดลง รวมถงการการเลอกพืนททเหมาะสมจงเปนการลด










การเขาทาลายของหนอนกอลายจุดเล็กไดอีกทางหนึ่ง


330



เอกสารอางอิง

จิราวรรณ ศรีใส. 2553. ผลผลิตและปฏิกิริยาของสายพันธุออยตอการเขาทําลายของหนอนกอ ปลวกและโรคออยในสภาพพื้นท ี่
ปลูกตางกัน. (Yields and reaction of sugarcane lines to sugarcane borers, termites and diseases in different

planting areas). วิทยานิพนธวทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชาเทคโนโลยการผลิตพืช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสุรนารี.




157 หนา.


ชูชาติ สุขมาก. 2558. ขาวเกษตรนารู. สืบคนเมื่อ 1 กมภาพนธ 2563. จาก

https://ewt.prd.go.th/ewt/region4/ewt_news.php?nid=71395&filename=index
นงลักษณ วิรัชชัย 2553. ชุดวิชา 21701 การวิจัยหลักสูตรและการเรียนการสอน หนวยที่ 7 การศึกษาวรรณกรรม ที่เกี่ยวของ
และหนวยที่ 10 สถติวิเคราะหเชิงปริมาณ: สถิติบรรยายและสถิติพาราเมตริก หลักสูตรปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต


สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธราช . กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

พิทักษพงศ ปอมปราณี. 2546. ความหลากชนิดและการแพรกระจายของมดในไรออยพฤตกรรมการกินและประสิทธิภาพของมด


ชนิดที่สําคัญในการควบคุมหนอนกอออยในสภาพไร.วทยานิพนธ ปริญญาวทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลย ี

การผลิตพืช มหาวทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

อรรถชัย จินตะเวช. 2556. การเปลียนแปลงภูมอากาศและผลกระทบตอผลผลิตพชหลักในอนุภูมิภาคลุมนําโขง. วารสาร




มหาวิทยาลัยนครพนม ISSN 2228 – 9356 : 5-23
Adam, C.T., Summers, T.E., Lofgren, C.S., Focks, D.A. and Prewit, J.C. 1981. Interrelationship of ants and the
sugarcane borer in Florida sugarcane fields. Environ. Entomol. 10(3): 415-418.
Bessin, R.T. and Reagan, T.E. 1993. Cultivar resistance and arthropod predation of sugarcane borer (Lepidoptera:
Pyralidae) affects incidence of deadhearts in Louisiana sugarcane. J. Econ. Entomol. 86(3): 929-932.
de Camargo, M.S. , A. R. Gomes Júnior , P. Wyler , G. H. Korndörfer. 2010. Silicate fertilization in sugarcane: Effects
on soluble silicon in soil, uptake and occurrence of stalk borer (Diatraea accharalis). 19th World

Congress of Soil Science, Soil Solutions for a Changing World. 1 – 6 August 2010, Brisbane, Australia.
J. Grieser, R. Gommes and M. Bernardi. 2006. New LocClim - the Local Climate Estimator of FAO. Geophysical
Research Abstracts. Vol. 8. 08305.

331




ระบบเตือนภัยใบขาวออย ในพื้นที่ปลูกรอบโรงงานน้ําตาล

82

2
ิ์
1
1
3
กาญจนา กิระศักด81 อิสระ พุทธสิมมา82 มทนา วานิชย แคทลิยา เอกอุน83 ภาคภูมิ ถิ่นคํา82
1
4
ทนุธรรม บุญฉิม เนติรัฐ ชุมสุวรรณ เพ็ญรัตน เทียมเพ็ง สโรชา ถึงสุข วิภารัตน ดําริเขมตระกูล84
2
1
2
5

6
มนสชญา สายพนส85 และวาที ร.ต.อนุชา เหลาเคน86




รายงานความกาวหนา


ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง






ี่

พื้นที่พบปญหาแหงแลงยาวนาน ฝนตกไมสม่ําเสมอ หรือสภาพอากาศแปรปรวน และพบปญหาที่สําคัญททําใหผล


ผลตของออยลดลงคอ การเกิดโรคใบขาวซึงสามารถทาใหผลผลตลดลงรอยละ 30-100 จากการดาเนินงานเก็บ











ขอมลจดทาความสมพันธระหวางการแสดงอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมวิเคราะหทางสถตโดยใช Stepwise





Regression analysis กรณีของสภาพแวดลอมในเชิงพื้นท่พบวา พันธุ ปริมาณอินทรียวัตถุในดินและปริมาณ









โพแทสเซียมทสามารถแลกเปลยนไดในดนมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมคา P-Value เปน 0.0092



0.0001 และ 0.0064 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย ในกรณของ



















ความสมพันธของการเกิดอาการใบขาวของออยตอขอมลสภาพอากาศพบวา เนือดน พันธุและอุณหภมตาสดมผล




ตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมีคา P-Value เปน 0.0150 0.0004 และ 0.0011ตามลาดบ การจดการ






ปจจัยเหลานี้มีผลตอการเกิดอาการใบขาวของออยเชนเดียวกัน จึงไดนําผลท่ไดไปอบรมเกษตรกรผปลูกออย












เจาหนาทโรงงานน้าตาลและกลมเจาหนาผรับผดชอบงานโครงการ 1 ตาบล 1 เกษตรทฤษฎีใหมของกรมสงเสริม





การเกษตร เปาหมาย 880 ราย เพือใหสามารถปองกันและเฝาระวังการเกิดอาการใบขาวในพืนท ลดการแพร




ระบาดของโรคใบขาวไดอยางมประสทธิภาพ






คําสําคัญ ออย ใบขาว สภาพอากาศแปรปรวน สภาพแวดลอม อุณหภม


คํานํา








ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง

พื้นที่พบปญหาแหงแลงยาวนาน ฝนตกไมสม่ําเสมอ หรือสภาพอากาศแปรปรวน และพบปญหาที่สําคัญททําใหผล
ี่
ผลตของออยลดลงคอ การเกิดโรคใบขาวซึงสามารถทาใหผลผลตลดลงรอยละ 30-100 ในป 2551 พบการระบาด













ของโรคใบขาวในพืนท 3 จงหวัด ไดแก ขอนแกน มหาสารคาม และอุดรธานี ทาใหผลผลตลดลงมากกวารอยละ



1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน กรมวชาการเกษตร

2 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 2 กรมวชาการเกษตร



3 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธ สํานักวจยและพัฒนาการเกษตรเขที 3 กรมวชาการเกษตร



4 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 3 กรมวชาการเกษตร



5 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจตร สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 2 กรมวชาการเกษตร
6 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 4 กรมวชาการเกษตร

* Corresponding Author E-mail: [email protected]

332



ื้
ี้
50 สาเหตุของโรคเกิดจากเชอไฟโตพลาสมาจากเพลยจักจั่นเปนแมลงพาหะนําโรค ออยที่เปนโรคจะมีคลอโรฟลล 










ลดลง ใบออยทเปนโรคจงมสขาวหรือสเขยวออน หรือขาวสลบกับเขยวออน มการแตกกอฝอยคลายกอหญา ไม 





เจริญเตบโตและตายไป สามารถเกิดไดทกระยะของการเจริญเตบโต นอกจากนันการระบาดยงสามารถตดไปกับ












ทอนพันธุไดดวย (แฉลมและสพัตรา, 2551) จากสภาวะปจจบนการเปลยนแปลงสภาพอากาศ (Climate





variability or change) หรือภาวะโลกรอน (Global warming) ทเกิดขนนับวันจะรุนแรงมากขน และสงผล




กระทบรุนแรงตอการทําการเกษตรในทุกประเทศ การศึกษาอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนแปลง พบวา ในชวงทศวรรษ








ทผานมา (ค.ศ.1906-2005) อุณหภมของโลกสงขน 0.74 องศาเซลเซียส (โดย IPCC หรือ Intergovernmental
Panel on Climate Change, 2007) ซึ่งมากกวาที่เคยประเมินไว (0.60 องศาเซลเซียส โดย IPCC 2001) และใน
รอบ 156 ป (ค.ศ.1850 – 2006) ปท่อุณหภูมิสูงสุด เปนปหลัง ๆนี้ท้งส้น เชนเดียวกันกับในประเทศไทย การ














ตดตามอุณหภมทสถานีตรวจวัดสนามบนเชยงใหมโดยขอมลจากกรมอุตนิยมวิทยาในรอบ 30 ป ระหวาง ค.ศ.













1971-2000 เทยบกับในรอบ 10 ป ลาสด ระหวาง ค.ศ. 2003-2012 พบวาอุณหภมสงสดเพิมขน 0.60 องศา
เซลเซียส อุณหภูมิต่ําสุดเพิ่มขึ้น 0.81 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ําฝนสะสมรายป เพิ่มขึ้น 13.2 มิลลเมตร (อรรถ















ชย, 2556) สภาพอากาศทเปลยนแปลงไปและเกียวของกับการเกษตร ไดแก การเริมตนฤดมรสมทลาชาออกไป








หรือเร็วข้นในบางป อุณหภูมิท่สูงข้น การส้นสุดของฝนไมแนนอน เกิดพายุบอยครั้ง มีสภาพฝนตกชก และ






โดยเฉพาะฝนทงชวงทเกิดบอยขน อาจจะสงผลใหปรับตวและเปลยนพืชอาศย (Plant Host) ได (Fuhrer, 2003)










สุนี และคณะ (2552) ทําการทดสอบการปลูก และตัดออยเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคในภาคตะวันตก พบวาออยท ี่







ปลกและตัดระหวางเดอนมกราคม ถึงมนาคม ออยจะแสดงอาการใบขาวนอยทสด สามารถลดความเสยหายจาก

โรคใบขาวไดมากกวา 50% และการตรวจสอบแปลงปลกออย เพือกําจดตนทแสดงอาการใบขาว จะชวยลดการแพร







ระบาดของโรคได 

วิธีดําเนินการ
วิธีการ
มี 4 ขันตอน

ขั้นตอนที่ 1 จัดทําแผนงานวิจัยรวมกับโรงงานน้ําตาล หรือกลุมเกษตรกรในพื้นท ี่
ี่





ั้
ขนตอนท 2 อบรมเชงปฏบตการในการใชระบบเตอนภยแกเจาหนาทโรงงานน้าตาล หรือกลม








เกษตรกรในพื้นท ี่

ขนตอนท 3 ใหขอมูลในการเฝาระวัง รณรงค และปรับใชเทคโนโลยีการปองกันและบรรเทา
ี่
ั้



ความเสยหาย ในพืนทเสยงภยใบขาวออย โดยการใชพันธุออยสะอาดการจดการดน และธาตอาหารตามความ









ตองการพืช

ขั้นตอนท 4 วิเคราะห สรุปผล
ี่



รายงานความกาวหนา
จากการสารวจเพือเก็บขอมลการแสดงอาการใบขาวของออย เพื่อจัดทําความสมพันธระหวางรอยละของ







การเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในชวงของการสารวจ 2 ปแรก (2559-2560) มงเนนการเปรียบเทยบกับ




333









ระดบของการเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในเชงพืนท และในป 2561-2562 ที่มุงเนนการเปรียบเทยบกับ









ระดบของการเกิดอาการใบขาวกับสภาพแวดลอมในสวนของขอมลสภาพอากาศ ถงแมวาจะไดสมการทแสดงถง ึ














ความสมพันธโดยการวิเคราะหทางสถตโดยใช Stepwise Regression analysis ในการเลอกตวแปรทมนัยสาคญ















ทางสถตตอรอยละของการเกิดอาการใบขาวแตสมการทไดจากทงสองกรณ ยงมคาคาความผนแปรของตวแปร


ตอบสนอง (R-Squared) คอนขางต่ําคือ 0.40 และ 0.46 ตามลาดบ

ในกรณีของสภาพแวดลอมในเชิงพื้นที่พบวา พันธุ ปริมาณอินทรียวัตถุในดินและปริมาณโพแทสเซียมท ี่





สามารถแลกเปลยนไดในดนมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมคา P-Value เปน 0.0092 0.0001 และ









0.0064 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย



ในกรณีของความสัมพันธของการเกิดอาการใบขาวของออยตอขอมูลสภาพอากาศพบวา เนื้อดิน พันธุและ
อุณหภูมิต่ําสุดมีผลตอการเกิดอาการใบขาวของออย โดยมีคา P-Value เปน 0.0150 0.0004 และ 0.0011






ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอการเกิดอาการใบขาวของออยเชนเดยวกัน

















แตอยางไรก็ตามเนืองจากคา R-Squared ทไดคอนขางตาอาจกลาวไดวาปจจยการแสดงอาการใบขาว




อาจจะไมไดมากจากสภาพแวดลอมท้งหมดอาจจะมาจากหลายปจจัยรวมกัน โดยกาญจนา และคณะ (2555)
ื้


รายงานวา ปญหาของโรคใบขาวที่เกิดจากเชอไฟโตพลาสมา ในปจจุบันยังไมมีเทคโนโลยใดทสามารถแกไขปญหา

นีได ดงนันวิธีการควบคมการแพรระบาดของโรคทดทสด คอ การปลกออยโดยใชทอนพันธุทปราศจากโรคควบค  ู


















กับการจัดการในแปลงผลิตและโรคใบขาวมีการแพรระบาดโดยผานแมลงพาหะนําโรค ไดแก เพลี้ยจักจั่นสีน้ําตาล

(Matsumuratettix hiroglyphicus และ Yamatotettix flavovittatus) และผานทางทอนพันธุ ซึ่งการถายทอด






ทางทอนพันธุทาใหการแพรกระจายของโรคเปนไปไดอยางกวางขวางและรวดเร็ว การปลูกโดยใชพันธุออยสะอาด










และปลอดโรคจงเปนวิธีการสาคญในการจดการโรค แตในสภาพแปลงปลกออยปจจบันพันธุออยดงกลาวหาไดยาก




ยิ่งนอกจากนั้น ปจจบนยังไมพบวามีออยพันธุใดทนทานตอโรคใบขาว (นิลบล และคณะ, 2555) กอบเกียรต และ


คณะ (2554) อางตามกอบเกียรต (2555) รายงานวา ความรุนแรงของโรคใบขาวออยมกระบาดมากในปฤดกาล






ปลกทประสบภยแลงรุนแรง (ฝนนอยและทงชวงเปนเวลานานกวาปกต) เชน ในป 2552/53 พบวา มการระบาด














ของใบขาวออย ตงแต 0.001-50.0 เปอรเซ็นต ซึงเกิดโรคกับออยตอ (ratoon cane) มากกวาออยปลก (plant












cane) อีกทงการจดการตงแตการเตรียมดน ฤดปลกทเหมาะสม การจดการธาตอาหารและน้าก็มีผลตอการเกิด














อาการใบขาวเชนเดยวกัน จากขอมลทได พันธุออยเปนปจจยสาคญททาใหออยแสดงอาการใบขาว การใชทอน













พันธุท่มคณภาพดเลอกพันธุออยทเลยงตอการเกิดโรคตา จะชวยลดการแสดงอาการใบขาว อีกทงปริมาณ
















อินทรียวัตถุในดินซึ่งขึ้นอยูกับเนื้อดินก็เปนปจจัยที่เกี่ยวของกับการแสดงอาการใบขาวเชนเดยวกัน การเลอกพืนท ่ ี










ทเหมาะสมจงเปนการลดความเสยงตอการแสดงอาการใบขาวไดอีกทางหนึง



การฝกอบรมเกษตรกร



ดาเนินการฝกอบรมเกษตรเพือสรางการรับรูเรืองออยใบขาว โดยมเปาหมาบอบรมเกษตรจานวน 880











ราย ดาเนินการแลวดงนีอบรมเกษตร วันท 24 กุมภาพันธ 2564 ณ ศนยเรียนรูการเพิมประสทธิภาพการผลต







สินคาเกษตรอําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ศพก. วังสะพุง) จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย



334






1. อบรมเกษตร วันท 16 มีนาคม 2564 ณ ศาลาประชาคม หม 7 ต.วังหน อ.หนองสองหอง จ.ขอนแกน

ี่



จานวนผเขารับการอบรม 40 ราย
ี่
2. อบรมเกษตร วันท 22 มีนาคม 2564 ณ ศาลาประชาคม หมู 9 ต.ปอแดง อ.ชนบท จ.ขอนแกน จานวน


ผเขารับการอบรม 40 ราย


ี่
3. อบรมเกษตร วันท 24 มีนาคม 2564 โรงงานน้ําตาลทิพยกําแพงแพชร หมู 9 ต.เทพนิมตร อ.บึง



สามคค จ.กําแพงเพชร จานวนผเขารับการอบรม 40 ราย








4. อบรมเกษตร วันที่ 1 เมษายน 2564 ณ หองประชมองคการบริหารสวนตาบลปากชอง ต.ปากชอง อ.



จอมบึง จ.ราชบุรี จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย








5. อบรมเกษตร วันที่ 2 เมษายน 2564 ณ หองประชมองคการบริหารสวนตาบลรางสาล ต.รางสาล อ.


ทามวง จ.กาญจนบุรี จํานวนผูเขารับการอบรม 80 ราย
6. อบรมเกษตร วันที่ 8 เมษายน 2564 ณ หองประชุมโรงเรียนเนรมิตศึกษา ต.โอโล อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย


7. อบรมเกษตร วันที่ 9 เมษายน 2564 ณ หองประชุมศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม ต.ทา




สองคอน อ.เมองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย

จานวนรวม 560 ราย คงเหลือ 320 ราย แตเนืองจากเกิดสถานการณการระบาดของโคโรนาไวรัส











(COVID-19) ระลอกที่ 3 ทาใหไมสามารถดาเนินการจดฝกอบรมใหครบตามจานวนได 

เอกสารอางอิง






กอบเกยรต ไพศาลเจริญ. 2555. การจัดการสมดลธาตอาหารเพอเพมความทนทานตอโรคใบขาว ของออยผลิตทอนพนธ. ใน




เอกสารประกอบการบรรยายการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การถายทอดเทคโนโลยการปองกันกําจัดโรคใบขาว

ออย” วันที่ 24-25 กรกฎาคม 2555 ณ ศูนยวิจัยและพัฒนาเกษตรสุพรรณบุรี
กาญจนา วาระวิชะนี, วันเพญ ศรีทองชัย และปริเชษฐ ตั้งกาญจนภาสน. 2555. พัฒนาเทคนิคการตรวจสอบเชื้อไฟโตพลาสมา


สาเหตุโรคใบขาวออยดวยกรดนิวคลีอิกตัวตรวจ. รายงานผลงานวิจัยประจําป 2556 สํานักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.
กรมวิชาการเกษตร. หนา 2218-2232.
แฉลม มาศวรรณา และ สุพัตรา ดลโสภณ. 2551. โรคใบขาวออย การระบาดที่เรื้อรังและรุนแรง. กสิกร 81(3): น. 45-54.






นิลุบลและคณะ, 2555. การจัดการโรคใบขาวออยดวยการใชพนธปลอดโรค. แกนเกษตร 40 ฉบับพิเศษ 3 : 241-248 (2555).
241-2

สุนี ศรีสิงห. 2552. การทดสอบฤดูปลูกเพือเหลีกเลียงโรคใบขาวในเขตภาคตะวันตก รายงานความกาวหนาไตรมาส 3 วันที่ 30

กรกฎาคม 2552 ณ สถาบันวิจัยพืชไร กรมวิชากาเกษตร.(สไลด Powerpoint)
อรรถชัย จินตะเวช. 2556. “การเปลียนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบตอผลผลิตพชหลักในอนุภูมิภาคลุมนําโขง”. วารสาร




มหาวทยาลัยนครพนม ISSN 2228 – 9356 : 5-23
Fuhrer, J. 2003. “Agroecosystem responses tocombinations of elevated CO2, ozone, and global climate
change,” Agriculture, Ecosystems & Environment. 97(1-3): 1-20.

335



ระบบเตือนภัยหนอนกอลายจดเล็ก ในพื้นที่ปลูกรอบโรงงานน้ําตาล


88
1
3
1
ชยันต ภักดีไทย87 อิสระ พุทธสิมมา88 กาญจนา กิระศักดิ์ มทนา วานิชย แคทลิยา เอกอุน89 ภาคภูมิ ถิ่นคํา ทนุธรรม บุญ

2
1
1

ฉิม 1
82
1
4
2

2
เนติรัฐ ชุมสุวรรณ เพ็ญรัตน เทียมเพ็ง สโรชา ถงสุข วิภารัตน ดําริเขมตระกูล90
มนสชญา สายพนส91 และวาที ร.ต.อนุชา เหลาเคน92
6

5



รายงานความกาวหนา

ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง




















พืนทพบปญหาแหงแลงยาวนาน หนอนกอลายจดเลกทเปนแมลงศตรูทสาคญทสด หากมการระบาดมากทาให 









ผลผลิตลดลงรอยละ 5-40 เมื่อนําหนอออยที่ถูกเขาทําลายมากไปปลูกทําเปนทอนพันธุออย จะทําใหการงอกลดลง





หรือไมงอกเลยหรือถางอกออยจะไมสมบรณ จากการดาเนินงานเก็บขอมลจดทาความสมพันธระหวางการเขา







ทาลายของหนอนกอลายจดเลกกับสภาพแวดลอมวิเคราะหทางสถิติโดยใช Stepwise Regression analysis กรณ ี













ของสภาพแวดลอมในเชงพืนทพบวา พันธุ ปริมาณแมกนีเซียมในดนตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอ









ลายจดเลก โดยมคา P-Value เปน 0.0237 และ 0.0024 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอรอยละของ




การเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก ในกรณของความสมพันธของรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลาย








จดเลก ตอขอมูลสภาพอากาศพบวา เนื้อดิน พันธุและอุณหภูมิสูงสุด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วันตอรอยละของการ


เขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก โดยมคา P-Value เปน 0.0142 0.0342 และ 0.0031 ตามลาดบ การจดการ










ปจจยเหลานีมผลตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกเชนเดยวกัน การจดการปจจยเหลานี้มีผล


























ตอการการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก จงไดนําผลทไดไปอบรมเกษตรกรผปลกออย เจาหนาทโรงงาน








น้าตาลและกลมเจาหนาผรับผดชอบงานโครงการ 1 ตาบล 1 เกษตรทฤษฎีใหมของกรมสงเสริมการเกษตร




เปาหมาย 880 ราย เพือใหสามารถปองกันและเฝาระวังการการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกในพื้นท ลด
ี่








ความเสียหายในการผลิตออยไดอยางมีประสิทธิภาพ






คําสําคัญ: ออย การเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก สภาพอากาศแปรปรวน สภาพแวดลอม อุณหภม



1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน กรมวชาการเกษตร

2 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 2 กรมวชาการเกษตร



3 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธ สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 3 กรมวชาการเกษตร
4 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 3 กรมวชาการเกษตร


5 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 2 กรมวชาการเกษตร
6 ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม สํานักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขที่ 4 กรมวชาการเกษตร

* Corresponding Author E-mail: [email protected]

336



คํานํา







ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน พืนทปลกออยสวนใหญปลกในดนทรายหรือรวนปนทราย บาง



ี่
พื้นที่พบปญหาแหงแลงยาวนาน ฝนตกไมสม่ําเสมอ หรือสภาพอากาศแปรปรวน และพบปญหาที่สําคัญททําใหผล


ี่



ี่

ผลิตของออยลดลงคือ หนอนกอลายจดเลกที่เปนแมลงศตรูทสาคัญทสด หากมีการระบาดมากทําใหผลผลิตลดลง

รอยละ 5-40 เนื่องจากออยมีการเจริญเตบโตไมสม่ําเสมอ นอกจากนั้นเมื่อนําหนอออยที่ถูกเขาทาลายมากไปปลก


ทาเปนทอนพันธุออย จะทาใหการงอกลดลงหรือไมงอกเลยหรือถางอกออยจะไมสมบรณ จากสภาวะปจจบันการ












ี่


เปลยนแปลงสภาพอากาศ (Climate variability or change) หรือภาวะโลกรอน (Global warming) ทเกิดขน
ึ้

นับวันจะรุนแรงมากขึ้น และสงผลกระทบรุนแรงตอการทาการเกษตรในทุกประเทศ การศึกษาอุณหภูมิของโลกท ี่


เปลี่ยนแปลง พบวา ในชวงทศวรรษที่ผานมา (ค.ศ.1906-2005) อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 0.74 องศาเซลเซียส (โดย




IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change, 2007) ซึงมากกวาทเคยประเมนไว (0.60 องศา








เซลเซียส โดย IPCC 2001) และในรอบ 156 ป (ค.ศ.1850 – 2006) ปทอุณหภมสงสด เปนปหลง ๆนีทงสน







เชนเดยวกันกับในประเทศไทย การตดตามอุณหภมิทสถานีตรวจวัดสนามบนเชยงใหมโดยขอมลจากกรม













อุตนิยมวิทยาในรอบ 30 ป ระหวาง ค.ศ. 1971-2000 เทยบกับในรอบ 10 ป ลาสด ระหวาง ค.ศ. 2003-2012
















พบวาอุณหภมสงสดเพิมขน 0.60 องศาเซลเซียส อุณหภมตาสดเพิมขน 0.81 องศาเซลเซียส และปริมาณน้าฝน










สะสมรายป เพิ่มขึ้น 13.2 มิลลิเมตร (อรรถชัย, 2556) สภาพอากาศทเปลยนแปลงไปและเกียวของกับการเกษตร


















ไดแก การเริมตนฤดมรสมทลาชาออกไป หรือเร็วขนในบางป อุณหภมทสงขน การสนสดของฝนไมแนนอน เกิด





พายุบอยครั้ง มีสภาพฝนตกชุก และโดยเฉพาะฝนทิ้งชวงที่เกิดบอยขึ้น อาจจะสงผลใหปรับตัวและเปลี่ยนพืชอาศย
(Plant Host) ได (Fuhrer, 2003) ซึ่งอาจจะเปนสวนหนึ่งที่ทาใหการทาลายของหนอนกอลายจดเล็กเปลยนไปจากเดิม


ี่




วิธีดําเนินการ
วิธีการ

มี 4 ขันตอน
ขั้นตอนที่ 1 จัดทําแผนงานวิจัยรวมกับโรงงานน้ําตาล หรือกลุมเกษตรกรในพื้นท ี่









ขนตอนท 2 อบรมเชงปฏบตการในการใชระบบเตอนภยแกเจาหนาทโรงงานน้าตาล หรือกลม
ั้
ี่




เกษตรกรในพื้นท ี่
ขั้นตอนที่ 3 ใหขอมูลในการเฝาระวัง รณรงค และการปรับใชเทคโนโลยีการปองกันและบรรเทา













ความเสยหาย ในพืนทเสยงภยหนอนกอลายจดเลก โดยการจดการดนและธาตอาหารตามความตองการพืช การ


ปลอยศัตรูธรรมชาติเพื่อควบคุมหนอนกอลายจุดเล็ก
ขั้นตอนท 4 วิเคราะห สรุปผล
ี่


337



รายงานความกาวหนา





จากการสารวจเพือเก็บขอมลรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก เพื่อจดทาความสัมพันธ









ระหวางรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกกับสภาพแวดลอมในชวงของการสารวจ 2 ปแรก








(2559-2560) มงเนนการเปรียบเทยบกับระดบการเขาทาลายกับสภาพแวดลอมในเชงพืนท และในป 2561-2562


















ทมงเนนการเปรียบเทยบกับระดบการเขาทาลายกับสภาพแวดลอมในสวนของขอมลสภาพอากาศ ถงแมวาจะได 





สมการทแสดงถงความสมพันธโดยการวิเคราะหทางสถตโดยใช Stepwise Regression analysis ในการเลอกตว










แปรทีมีนัยสําคัญทางสถิตตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก แตสมการที่ไดจากทั้งสองกรณี ยัง








มีคาคาความผนแปรของตวแปรตอบสนอง (R-Squared) คอนขางต่ําคือ 0.25 และ 0.41 ตามลาดบ



ในกรณีของสภาพแวดลอมในเชิงพื้นที่พบวา พันธุ ปริมาณแมกนีเซียมในดินตอรอยละของการเขาทาลาย
ของหนอนกอลายจดเลก โดยมีคา P-Value เปน 0.0237 และ 0.0024 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานี้มีผลตอ










รอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก






ในกรณของความสมพันธของรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก ตอขอมลสภาพอากาศ





พบวา เนื้อดิน พันธุและอุณหภูมิสูงสด ปริมาณน้ําฝนสะสม 14 วันตอรอยละของการเขาทาลายของหนอนกอลาย








จุดเล็ก โดยมีคา P-Value เปน 0.0142 0.0342 และ 0.0031 ตามลาดบ การจดการปจจยเหลานีมผลตอรอยละ




ของการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกเชนเดยวกัน





แตอยางไรก็ตามเนืองจากคา R-Squared ทไดคอนขางตาอาจกลาวไดวาปจจยการเขาทาลายของหนอน













กอลายจดเลกอาจจะไมไดมากจากสภาพแวดลอมทงหมดอาจจะมาจากหลายปจจยรวมกัน จากการศกษาของจ ิ

















ราวรรณ (2553) พบวา การทําลายของหนอนกอมความสมพันธในทางบวกกับจานวนหนอในแปลงทมลกษณะ


เนื้อดินเปนดินรวนปนทรายจํานวน 3 แปลงมคา R-Squared = 0.316, 0.422 และ 0.27 ในแปลงดนเหนียว




จานวน 2 แปลงคา R-Squared 0.448 และ 0.486 ตามลาดบ การเผาออยใบออยกอนและหลังตัดออยเขาโรงงาน





เปนการทาลายแมลงศตรูธรรมชาต โดยเฉพาะอยางยงแตนเบียนไขทริโคแกรมมา และแตนเบียนหนอนโคทเซียท ่ ี









พบในธรรมชาต และยงทาลายความชนและความอุดมสมบรณของดน (ชูชาต, 2558) และพบวาชวงออยเปนลา












และมีฝนตกชุกจะพบมดมากอาจจะทาการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกลดลง เนืองจากมดเปนตวห้าและมี


บทบาทในการควบคมหนอนกอออย (พิทักษพงศ, 2546; Adams et al., 1981; Bessin and Reagan, 1993) อีก




ทั้งการจัดการตั้งแตการเตรียมดิน ฤดูปลูกที่เหมาะสม การจัดการแปลงปลก การจดการธาตอาหารเชนงานทดลอง

ของ Camargo et al., (2010) ทศกษาการใชซิลคอน ในออยเพื่อควบคม หนอนเจาะลาตนซึงทาใหหนอนเขา















ทาลายลดลง รวมถึงการการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจึงเปนการลดการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกไดอีกทางหนึ่ง











และจากผลการเก็บผลผลตพบวาแปลงออยทมการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกป 2561 มระดบ










การเขาทาลายอยท ระดบ 1-5 (0-100%) เมอดาเนินการเก็บผลผลตสามารถสรางสมการความสมพันธระหวาง










ระดบการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลกเทยบกับการลดลงของผลผลต ดงสมการ

338



y = -1.7625x - 16.32x + 20.671
2
โดย y คือรอยละของการลดลงของผลผลิต







x คอระดบการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเลก (1) ไมมการเขาทาลาย (2)

รอยละ 1-25 (3) รอยละ 26-50 (4) รอยละ 51-75 (5) รอยละ 75-100
โดยมี R²= 0.80


การฝกอบรมเกษตรกร




ดาเนินการฝกอบรมเกษตรเพือสรางการรับรูเรืองการเขาทาลายของหนอนกอลายจดเล็ก โดยมีเปาหมาย






อบรมเกษตรจานวน 880 ราย ดาเนินการแลวดงนี ้










1. อบรมเกษตร วันท 24 กุมภาพันธ 2564 ณ ศนยเรียนรูการเพิมประสทธิภาพการผลตสนคาเกษตร

อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ศพก.วังสะพุง) จํานวนผูเขารับการอบรม 80 ราย
ี่




2. อบรมเกษตร วันท 16 มีนาคม 2564 ณ ศาลาประชาคม หม 7 ต.วังหน อ.หนองสองหอง จ.ขอนแกน



จานวนผเขารับการอบรม 40 ราย
3. อบรมเกษตร วันท 22 มีนาคม 2564 ณ ศาลาประชาคม หม 9 ต.ปอแดง อ.ชนบท จ.ขอนแกน







จานวนผเขารับการอบรม 40 ราย
4. อบรมเกษตร วันท 24 มีนาคม 2564 โรงงานน้าตาลทพยกําแพงแพชร หม 9 ต.เทพนิมตร อ.บง














สามคค จ.กําแพงเพชร จานวนผเขารับการอบรม 40 ราย





5. อบรมเกษตร วันที่ 1 เมษายน 2564 ณ หองประชมองคการบริหารสวนตาบลปากชอง ต.ปากชอง อ.





จอมบึง จ.ราชบุรี จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย

6. อบรมเกษตร วันท 2 เมษายน 2564 ณ หองประชมองคการบริหารสวนตาบลรางสาล ต.รางสาล อ.











ทามวง จ.กาญจนบุรี จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย




7. อบรมเกษตร วันที่ 8 เมษายน 2564 ณ หองประชุมโรงเรียนเนรมิตศึกษา ต.โอโล อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ


จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย

8. อบรมเกษตร วันท 9 เมษายน 2564 ณ หองประชมศนยวิจยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม ต.







ทาสองคอน อ.เมองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม จานวนผเขารับการอบรม 80 ราย










จานวนรวม 560 ราย คงเหลอ 320 ราย แตเนืองจากเกิดสถานการณการระบาดของโคโรนาไวรัส
(COVID-19) ระลอกที่ 3 ทาใหไมสามารถดาเนินการจดฝกอบรมใหครบตามจานวนได 








339



เอกสารอางอิง





จิราวรรณ ศรีใส. 2553. ผลผลิตและปฎิกิริยาของสายพันธออยตอการเขาทาลายของหนอนกอ ปลวกและโรคออยในสภาพพนท ่ ี

ปลูกตางกน. (Yields and reaction of sugarcane lines to sugarcane borers, termites and diseases in




different planting areas). วิทยานิพนธวทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชาเทคโนโลยการผลิตพืช มหาวิทยาลัย


เทคโนโลยีสุรนารี. 157 หนา.
ชูชาติ สุขมาก. 2558. ขาวเกษตรนารู. สืบคนเมื่อ 1 กมภาพนธ 2563. จาก



https://ewt.prd.go.th/ewt/region4/ewt_news.php?nid=71395&filename=index



พิทักษพงศ ปอมปราณี. 2546. ความหลากชนดและการแพรกระจายของมดในไรออยพฤตกรรมการกินและประสิทธภาพของมด



ชนิดที่สําคญในการควบคุมหนอนกอออยในสภาพไร.วทยานพนธ ปริญญาวทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลย ี

การผลิตพืช มหาวทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.





อรรถชัย จินตะเวช. 2556. “การเปลียนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบตอผลผลิตพชหลักในอนภูมภาคลุมนําโขง”. วารสาร

มหาวทยาลัยนครพนม ISSN 2228 – 9356 : 5-23

Adam, C.T., Summers, T.E., Lofgren, C.S., Focks, D.A. and Prewit, J.C. 1981. Interrelationship of ants and the
sugarcane borer in Florida sugarcane fields. Environ. Entomol. 10(3): 415-418.
Bessin, R.T. and Reagan, T.E. 1993. Cultivar resistance and arthropod predation of sugarcane borer (Lepidoptera:
Pyralidae) affects incidence of deadhearts in Louisiana sugarcane. J. Econ. Entomol. 86(3): 929-932.
de Camargo, M.S. , A. R. Gomes Júnior , P. Wyler , G. H. Korndörfer. 2010. Silicate fertilization in sugarcane: Effects
on soluble silicon in soil, uptake and occurrence of stalk borer (Diatraea accharalis). 19th World
Congress of Soil Science, Soil Solutions for a Changing World. 1 – 6 August 2010, Brisbane, Australia.
Fuhrer, J. 2003. “Agroecosystem responses tocombinations of elevated CO2, ozone, and global climate
change,” Agriculture, Ecosystems & Environment. 97(1-3): 1-20.

340




การวเคราะหวอเตอรฟตพรินทของการผลิตมันสําปะหลัง : ภาคตะวนออกเฉียงเหนือตอนบน





1*
ิ์
1
2
รวีวรรณ เชื้อกิตติศักด93 นารีรัตน เณรอยู สุมณฑา นนทะนํา และวลัยพร ศะศิประภา94
1


รายงานความกาวหนา




การวิเคราะหวอเตอรฟุตพรินทของการผลตมนสาปะหลงในพืนทภาคตะวันออกเฉยงเหนือ 7 จงหวัด













ไดแก ชยภม เลย อุดรธานี กาฬสนธุ ขอนแกน สกลนคร และมกดาหาร ในปการผลต 2560/2561-2562/2563









โดยการสมภาษณใชแบบสอบถามเกษตรกรจานวน 101 ราย พืนท 1,337 ไร พบวา เกษตรนิยมใชพันธุมัน


สําปะหลังของกรมวิชาการเกษตรคิดเปนรอยละ 64.6 66.5 และ 66.5 ตามลําดับ สวนพันธุที่นิยมปลูกมากที่สุดคือ
พันธุเกษตรศาสตร 50 รองลงมาไดแกพันธุระยอง 72
พื้นที่ผลิตมันสําปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 7 จังหวัด ไดแก จังหวัดชัยภูมิ เลย อุดรธานี





กาฬสินธุ ขอนแกน สกลนคร และมุกดาหาร ใน 3 ฤดกาลผลต ในป 2560/61 2561/62 และ 2562/63 ใหผลผลต
เฉลี่ย 4.9 ตันตอไร และมีปริมาณการใชปุยไนโตรเจน 7.2 กิโลกรัมตอไร มีคาเกรยวอเตอรฟุตพรินทเฉลี่ยเทากับ





32.1 ลูกบาศกเมตรตอน้ําหนักหัวสด 1 ตน มีคากรีนวอเตอรฟุตพริ้นตเฉลี่ยเทากับ 108.5 ลูกบาศกเมตรตอน้ําหนัก
หวสด 1 ตน และมีคาวอเตอรฟุตพริ้นทเฉลี่ย 140.5 ลูกบาศกเมตรตอน้ําหนักหัวสด 1 ตน





คําสําคัญ: มันสําปะหลัง วอเตอรฟุตพริ้นท บลูวอเตอรฟุตพริ้นต เกรยวอเตอรฟุตพริ้นต กรีนวอเตอรฟุตพริ้นต 


คํานํา
ี่
มันสําปะหลังเปนพืชเศรษฐกิจทสาคัญ สรางรายไดจากการสงออกผลตภัณฑมันสําปะหลังปละ 5-9 หมื่น


ลานบาท และเกี่ยวของกับเกษตรกรผปลูกมันสําปะหลังไมนอยกวา 550,000 ครัวเรือน ในพื้นท่มากกวา 54














จงหวัด ในปพ.ศ. 2563 มพืนทเก็บเกียว 8.92 ลานไร ผลผลตเฉลย 3,252 กิโลกรัมตอไร (สานักงานเศรษฐกิจ



การเกษตร, 2563) จากสภาพภมอากาศทรอนและแหงแลงในชวง 2-3 ปทผานมา ทาใหระบบการผลตของมน


















สาปะหลงเปลยนแปลง อาทเชน การปลกลาชาออกไป ปลกแลวกระทบแลง ทาใหผลผลตลดลงจงมการพัฒนา












ระบบการใหน้ําในมันสําปะหลัง การใหน้ําในระหวางชวงอายุ 2-5 เดือน ทําใหไดผลผลิตหัวสดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 27.7%












(วินัยและคณะ, 2550) น้าเปนทรัพยากรทมความสาคญยง ประกอบกับการเปลยนแปลงสภาพภมอากาศทกําลง ั















สงผลใหเกิดความแหงแลง และขาดแคลนน้าในบางพืนท จงมแนวคดในการบริหารจดการน้าผานเครืองมอท ่ ี









เรียกวา วอเตอรฟุตพรินท (Water footprint: WF) วัดการใชน้าทงทางตรงและทางออม โดยคานวณปริมาณน้า




จากผลรวมของทกขนตอนตลอดหวงโซของการผลตสนคา หรือบริการ มหนวยเปนลูกบาศกเมตรตอหนวย มัน








สาปะหลงสามารถแปรรูปเปนผลตภณฑไดหลากหลายการศกษาวอเตอรฟุตพรินทในการผลตมนสาปะหลงจงเปน
















ตนน้าของภาคอุตสาหกรรม จากรายงานทผานมาการประเมนวอเตอรฟุตพรินทของมนสาปะหลงใชขอมลมอสอง













1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน



2 ศูนยเทคโนโลยสารสนเทศและการสือสาร กรมวชาการเกษตร กรงเทพมหานคร


* Corresponding Author E-mail: [email protected]

341





เปนหลัก เชน มันสําปะหลังของโลก คํานวณวอเตอรฟุตพริ๊นทแยกเปนกรีน บล และเกรยวอเตอร 550 0 และ 13
คว/ตน ตามลาดบ (Mekonnen and Hoekstra, 2011) สวนการผลตเอทานอลจากมนสาปะหลงมวอเตอร















ฟุตพรินท 2,544 ลตรนํา/ลตรเอทานอล (อนัตยา และคณะ, 2557) โดยปริมาณ 64 - 77 % เปนกรีนวอเตอร (ช ิ


นาธิปกรณ และ ธํารงรัตน, 2554; อนัตยา และคณะ, 2557) ซึ่งติดมากับการผลิตมันสําปะหลังในแปลง ทําใหเหน












วาการผลตในภาคเกษตรใชน้ามาก หากผลผลตตอไรสงขนจะสามารถลดขนาดของวอเตอรฟุตพรินทลงไดอีก









ดงนันการจดการน้าในแปลงปลกมนสาปะหลง และการเพิมผลผลตตอไรมความสาคญ จงดาเนินการศกษาเพือ









ประเมินปริมาณการใชน้ําตั้งแตปลูกจนกระทั่งไดผลผลตหวสด 1 ตัน ปริมาณน้ําใชสวนตางๆ และระยะเวลาทเกิด
ี่












การใชน้า ในสภาพเงือนไขทมการจดการน้าแตกตางกันจากแปลงปลกจริง ประกอบการตดสนใจเกียวกับการ





จัดการน้ํามีอยูอยางจํากัดไดอยางมีประสิทธิภาพ

วิธีดําเนินการ
วิธีดําเนินงาน/ขั้นตอนการวิจัย


1. รวบรวมขอมล พืนทปลกมนสาปะหลงและกําหนดพืนทเก็บตวอยางสารวจ ในพื้นทปลกมันสาปะหลัง












ี่




เขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน 7 จงหวัด ไดแก ชยภม เลย อุดรธานี กาฬสนธุ ขอนแกน สกลนคร และ







มกดาหาร

2. สารวจเก็บขอมลแปลงเกษตรกรในจังหวัดแหลงปลูกมันสําปะหลังที่สาคัญ




3. การวิเคราะหวอเตอรฟุตพรินทของมันสําปะหลังของเกษตรกรแตละฤดกาล







ผลและวิจารณผลการทดลอง





จากขอมลพืนทปลกมนสาปะหลง ปเพาะปลก 2559/2560 กําหนดจดสารวจและเก็บรวบรวมขอมล















พื้นท่ปลูกมันสําปะหลังพื้นท่ภาคนะวันออกเฉียงเหนือตอนบนตามสดสวนของพืนทเพาะปลูกมนสําปะหลังใน




จังหวัดทมีพื้นทปลูกมันสาปะหลังมากกวา 100,000 ไรขึ้นไป ตามขอมูลสถิตการเกษตรของประเทศไทย ป 2559

ี่
ี่


สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2560) ซึ่งในพืนทภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน มจงหวัดทมพืนทปลกตามท ี ่















กําหนดจานวน 7 จงหวัด ไดแก จงหวัดชยภม เลย อุดรธานี กาฬสนธุ ขอนแกน สกลนคร และมกดาหาร





























ดาเนินการสุมสมภาษณเกษตรกรและสารวจพืนทปลกมนสาปะหลง ตามสดสวนพืนทปลกโดยใชขอมลปการผลต






2559/2560 รวมสมภาษณเกษตรกร 101 ราย พืนท 1,337 ไร (ตารางท 1) โดยใชแบบสมภาษณซึงประกอบดวย
















การใชพันธุมนสาปะหลง การเตรียมแปลงปลก การปรับปรุงดนกอนปลก การใชปจจยการผลตทางเกษตรตางๆ









การจดการดแลรักษา การใหน้าชลประทาน (ถาม) และการเก็บเกียวผลผลต ไดแก อายเก็บเกียว เดือนเก็บเกียว






ผลผลตหวสดตอไร และปริมาณแปงในหวสด ผลการสมภาษณเกษตรกรและสารวจพืนทปลกมนสาปะหลัง แยก




















สรุปเปนรายปเพาะปลกเพือการคานวณวอเตอรฟุตปรินทแตละรายแตละปการผลต ซึงสามารถสรุปในสวนของ









ฤดกาลผลตของปเพาะปลก 2560/61 2561/62 และ 2562/63




ภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ปการผลต 2560/61 มการใชพันธุมนสาปะหลงหลากหลายสวนใหญ









เปนพันธุของกรมวิชาการเกษตร ไดแก พันธุระยอง 72 ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 86-13


342



รวมพื้นที่คิดเปนรอยละ 64.6 และพันธุของหนวยงานอื่นไดแก พันธุเกษตรศาสตร 50 หวยบง 60 และหวยบง 80

ื่
ื่
ี่
คิดเปนรอยละ 32.1 และยังมีพันธุอื่นๆ ที่เรียกชอตางกันและไมทราบชอพันธุทถูกตอง คิดเปนรอยละ 3.3 พันธุท ี่
นิยมปลูกมากท่สุด ไดแก พันธุเกษตรศาสตร 50 ท่มีการใชรอยละ 19.0 รองลงมาไดแก พันธุระยอง 72 และ











ระยอง 11 มการใชรอยละ 18.7 และ 12.0 ตามลาดบ (ตารางท 2) ในฤดกาลผลต 2561/62 เกษตรกรยงนิยม

ปลูกพันธุเกษตรศาสตร 50 มากที่สุดรอยละ 17.8 และพันธุของกรมวิชาการเกษตรก็ยังเปนพันธุที่ครอบคลมพื้นท ี่
ปลูกมันสําปะหลังมากที่สุดรอยละ 66.5 เชนเดียวฤดูกาลผลิตป 2562/2563 เกษตรกรยังคงใชพันธุเดิม



ตารางท 1 จานวนเกษตรกรทสมภาษณ และพืนทสารวจ การผลตมนสาปะหลงของเกษตรกรปลกมนสาปะหลง ั
ี่














ในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ในปการผลต 2559



จังหวัด พื้นที่เพาะปลูก สัมภาษณเกษตรกร พื้นที่สํารวจ
1/

ป 2559 (ไร) (ราย) (ไร)


ภาคตะวันออกเฉยงเหนอตอนบน
1. ชัยภูมิ 541,038 28 363
2. เลย 354,728 18 325
3. อดรธาน ี 311,802 16 258

4. กาฬสินธุ  252,183 13 154
5. ขอนแกน 206,444 10 110
6. สกลนคร 130,762 9 80
7. มกดาหาร 142,308 7 47

รวม 1,939,265 101 1,337
1/ ขอมูลจาก สถิติการเกษตรของประเทศไทย ป 2559 สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2560)



ตารางท 2 รอยละของการใชพันธุมนสาปะหลงของเกษตรกร 7 จงหวัด ภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ในป




ี่

การเพาะปลก 2560/61 2561/62 และ 2562/2563

ุ
ปการเพาะปลูก (%การใชพันธ)
พันธ ุ
2560/61 2561/62 2562/63
ระยอง 5 10.3 9.9 9.9
ระยอง 72 13.8 15.5 15.5
ระยอง 7 1.2 0.8 0.8
ระยอง 9 11.2 10.9 10.9
ระยอง 11 8.3 8.6 8.6
ระยอง 86-13 0.3 0.2 0.2
กษ 50 18.5 17.8 17.8
กษ 72 0.1 0.3 0.3
หวยบง 60 5.8 8.7 8.7
หวยบง 80 7.6 5.6 5.6
หวยบง 90 0.1 0.1 0.1
ระยองอืนๆ 19.5 20.6 20.6

พันธอื่นๆ 3.3 1.1 1.1
หมายเหตุ : การสํารวจในครั้งนี้สัมภาษณเกษตรกรในอําเภอที่มีพื้นที่การปลูกมันสําปะหลังมากในแตละจังหวัด

343



การวิเคราะหวอเตอรฟุตพริ้นทของการผลิตมันสําปะหลัง

ปการผลิต 2560/61
การวิเคราะหวอเตอรฟุตพรินทการปลกมนสาปะหลงของเกษตรกรในแหลงปลก 7 จงหวัด ปการผลต



















2560/61 การใหผลผลตหวสดตอไร และการใชปยไนโตรเจนเปนปจจยสาคญในการกําหนดคาวอเตอรฟุต พริ้นต 




















ั้
ทงนี้ไดรวบรวมและวิเคราะหขอมลอุตนิยมวิทยาในแตละแหลงปลก รวมทงขอมลในกรณแปลงเกษตรกรทใหน้า







เสริมในการผลตมนสาปะหลัง และจดการขอมลใหสามารถเชอมโยงกับวันปลก วันเก็บเกียวในแตละราย และ







นํามาวิเคราะหหาคาการคายระเหยน้ําของพืชอางอิง คาความตองการน้ําของการปลูกมันสําปะหลัง เพื่อวิเคราะห 
คากรีนวอเตอรฟุตพริ้นต (WFGreen) และคาบลูวอเตอรฟุตพริ้นต (WFBlue) และคาเกรยวอเตอรฟุตพรินท 



(WFgray) ของการปลกมนสาปะหลง



ภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ใหผลผลิตเฉลี่ย 4.5 ตันตอไร จังหวัดอุดาธานี ใหผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 5.8

















ตนตอไร สวนจงหวัดเลย และขอนแกนใหผลผลตตาสด 3.9 ตนตอไร สวนปริมาณการใชปยไนโตรเจนเฉลย 5.8

กิโลกรัมตอไร จังหวัดกาฬสินธุมีการใชปุยไนโตรเจนสูงสุด 7.6 กิโลกรัมตอไร และจังหวัดมุกดาหารใชปุยไนโตรเจน
ต่ําสุด 4.2 กิโลกรัมตอไร สวนคาเกรยวอเตอรฟุตพริ้นทเฉลี่ย 29.8 ลูกบาศกเมตรตอตันหัวสด โดยจังหวัดกาฬสินธุ














มคากรีนวอเตอรฟุตพรินทสงสดท 36.1 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด และจงหวัดอุดรธานี มคาเกรยวอเตอรฟุตพ






รินทตาสดท 25.0 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด มคากรีนวอเตอรฟุตพรินทเฉลย 119.1 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด
























จงหวัดสกลนครมีคากรีนวอเตอรฟุตพรินตสงทสด 180 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด ในขณะทจงหวัดอุดรธานีมีคา




ี่






ี่



กรีนวอเตอรฟุตพรินตต่ําทสุดที่ 74 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด โดยทั้ง 7 จังหวัดไมมีการใหน้ํา อาศยน้ําฝน จึงทํา










ใหคาบลวอเตอรฟุตพรินตเปน และคาเฉลยวอเตอรฟุตพรินตเทากับ 148.9 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด (ตารางท ี ่






3)
ปการผลิต 2561/62

ปการผลต 2561/62 ใหผลผลิตหวสดเฉลีย 4.4 ตันตอไร ใกลเคยงกับปการผลต 2560/2561 โดยจังหวัด
















อุดรธานีใหผลผลตหวสดเฉลยสงสด 6.1 ตนตอไร ในขณะทจงหวัดมกดาหารใหผลผลตหวสดเฉลยตาสด 3.4 ตน















ตอไร สาหรับวิเคราะหคาเกรยวอเตอรฟุตพรินท พบวา เกษตรกรใชปยไนโตรเจนในกระบวนการผลตเฉลย 6.4














กิโลกรัมไนโตรเจนตอไร เมอคานวณปริมาณน้ําทใชบําบัดไนโตรเจนของกระบวนการผลต (เกรยวอเตอรฟุตพรินท)








มีคา 33.1 ลูกบาศกเมตรตอน้ําหนักหัวสด 1 ตน (ตารางท 4)







จังหวัดมุกดาหารมีคากรีนวอเตอรฟุตพรินตสูงทสด 211.3 ลบ.ม.ตอตันหวสด ในขณะที่จังหวัดอุดรธานีมี
ี่




คากรีนวอเตอรฟุตพรินตตาทสดท 78.3 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด โดยทง 7 จงหวัดไมมการใหน้า อาศยน้าฝน


























จงทาใหคาบลูวอเตอรฟุตพริ้นตเปนศูนย และคาเฉลียกรีนวอเตอรฟุตพรินตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

130 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด และคาเฉลี่ยวอเตอรฟุตพรินตเทากับ 163.0 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด











ปการผลิต 2562/63


สารวจและสมภาษณเก็บรวบรวมขอมลเกษตรกรผปลกมนสาปะหลงโดยเนนในแหลงปลกเดมในปการ
















ผลิต 2562/63 ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ชะลอไปในชวงสถานการณการระบาดของโค


วิค และการปรับลดงบประมาณ ทาใหการสารวจทาไดไมสมบูรณสวนที่ดําเนินการไดบางสวน พอสรุปได ดังนี้





344















ภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน การวิเคราะหขอมลในแหลงปลกทง 7 จงหวัด ใหผลผลตหวสดเฉลย


5.9 ตันตอไร มากกวาปการผลต 2561/2562 โดยจังหวัดอุดรธานีใหผลผลิตหัวสดเฉล่ยสูงสุด 7.6 ตันตอไร




ในขณะท่จังหวัดกาฬสินธุใหผลผลิตหัวสดเฉล่ยตําสุด 4.6 ตันตอไร สําหรับวิเคราะหคาเกรยวอเตอรฟุตพรินท 




ี่
พบวา เกษตรกรใชปุยไนโตรเจนในกระบวนการผลิตเฉลีย 9.6 กิโลกรัมไนโตรเจนตอไร เมื่อคํานวณปริมาณน้ําทใช 



บําบัดไนโตรเจนของกระบวนการผลต (เกรยวอเตอรฟุตพริ้นท) มีคา 33.4 ลูกบาศกเมตรตอน้ําหนักหัวสด 1 ตน




จังหวัดกาฬสินธุมีคากรีนวอเตอรฟุตพรินตสูงท่สุด 94.4 ลูกบาศกเมตรตอตันหัวสด ในขณะท่จังหวัด














ขอนแกนมคากรีนวอเตอรฟุตพรินตตาทสดท 58.9 ลกบาศกเมตรตอตนหวสด โดยทง 7 จงหวัดไมมการใหน้า












อาศยน้าฝน จงทาใหคาบลวอเตอรฟุตพรินตเปนศนย และคาเฉลยกรีนวอเตอรฟุตพรินตของภาค


















ตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน 76.3 ลูกบาศกเมตรตอตันหัวสด และคาเฉล่ยวอเตอรฟุตพริ้นตเทากับ 109.7

ลกบาศกเมตรตอตนหวสด




ตารางที่ 3 ผลผลิตหวสดเฉลี่ยตอไร ปริมาณการใชปุยไนโตรเจนเฉลยและเกรยวอเตอรของการปลูกมนสําปะหลัง




ี่

7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ในปการผลิต 2560/61

ปรมาณการใช

ผลผลิตเฉลีย WFgray WFgreen WFblue WF
จังหวัด ปุยไนโตรเจนเฉลี่ย



(ตน/ไร) (ลบ.ม./ตนหวสด) (ลบ.ม./ตนหวสด) (ลบ.ม./ตนหวสด) (ลบ.ม./ตนหวสด)






(กก./ไร)
1. ชัยภูมิ 4.1 5.4 29.6 132.0 0 161.6
2. เลย 3.9 5.5 29.9 120.0 0 149.9

3. อดรธาน ี 5.8 6.2 25.0 74.0 0 99.0
4. กาฬสินธ ุ 4.5 7.6 36.1 119.0 0 155.1
5. ขอนแกน 3.9 5.7 28.7 107.0 0 135.7

6. สกลนคร 4.5 5.8 29.3 180.0 0 209.3

7. มกดาหาร 4.6 4.2 29.9 102.0 0 131.9
เฉลี่ย 4.5 5.8 29.8 119.1 0 148.9









ตารางท 4 ผลผลตหัวสดเฉลียตอไร ปริมาณการใชปยไนโตรเจนเฉลยและวอเตอรฟุตปรินทของการปลูกมัน
ี่



สําปะหลัง 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนบน ในปการผลิต 2561/62
ผลผลิตเฉลี่ย ปริมาณการใชปุยไนโตรเจนเฉลี่ย WFgray WFgreen WFblue WF
จังหวัด (ตัน/ไร) (กก./ไร) (ลบ.ม./ตันหัวสด) (ลบ.ม./ตันหัว (ลบ.ม./ตันหัว (ลบ.ม./ตันหัว
สด) สด) สด)
1. ชัยภูมิ 4.1 5.4 28.8 141.6 0 170.4
2. เลย 4.0 9.6 57.0 136.6 0 193.6

3. อดรธาน ี 6.1 6.5 24.4 78.3 0 102.7
4. กาฬสินธ ุ 4.8 5.2 18.2 90.2 0 108.4

5. ขอนแกน 5.1 5.9 23.9 123.0 0 146.9
6. สกลนคร 3.5 3.5 21.7 128.8 0 150.5

7. มกดาหาร 3.4 9.0 57.4 211.3 0 268.7
เฉลี่ย 4.4 6.4 33.1 130.0 0 163.0


Click to View FlipBook Version