The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iberzerk_satit, 2021-09-06 05:22:52

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ประจำปี 2563 เล่มที่ 2

245











และ WAN 54 มีความสูงฝก 66.8 และ 66.2 เซนติเมตร สวนสายพันธุ S18050 มความสงฝกตาทสด 43.1


เซนตเมตร (ตารางท 3)


ตารางที่ 1 ผลผลิตของขาวโพดหวาน ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563
น้ําหนักฝกดี 10 ฝก
น้ําหนักสดทั้งเปลือก น้ําหนักสดปอกเปลือก
พันธ ุ ไมปอกเปลือก ปอกเปลือก

(kg/rai) (kg/rai)
(kg) (kg)
S18024 1,984 a-d 1,458 a-c 3.3 bc 2.4 a-d
S18035 2,240 ab 1,436 a-c 3.5 a-c 2.3 cd
S18048 2,112 a-d 1,458 a-c 3.6 a-c 2.5 a-d
S18050 1,628 d 1,123 cd 2.5 de 1.8 ef
S18106 1,664 cd 1,067 d 2.4 e 1.6 f
S18189 1,920 a-d 1,230 b-d 3.2 bc 2.1 de

S18191 2,098 a-d 1,394 a-d 3.5 a-c 2.3 b-d
S18193 2,382 a 1,664 a 3.7 a-c 2.6 a-c
S18205 2,332 ab 1,593 a 4.0 a 2.7 ab

Songkla 84-1 2,041 a-d 1,543 ab 3.1 cd 2.3 cd
Chai Nat 2 2,311 ab 1,607 a 3.7 a-c 2.6 a-c
WAN 54 2,148 a-c 1,522 ab 3.6 a-c 2.7 a-c

SM 1351 1,842 b-d 1,366 a-d 3.4 a-c 2.6 a-c
HiBrix 59 2,205 ab 1,657 a 3.7 ab 2.8 a
Mean 2,065 1,437 3.4 2.4

F-test * ** ** **
CV (%) 12.89 12.73 9.82 9.16

246




ตารางที่ 2 ลกษณะทางเกษตรของขาวโพดหวาน ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563
วันออกดอกตัวผู วันออกไหม คะแนนเปลือก
พันธ ุ วันเก็บเกี่ยว Brix
50% 50% หุมฝก
S18024 56 a 59 a 78 a 3.3 bc 12.7 ab

S18035 55 a 58 ab 77 ab 4.7 a 11.3 ab
S18048 54 ab 55 abc 74 abc 4.0 abc 12.5 ab
S18050 51 b 53 c 72 c 4.7 a 14.0 a

S18106 52 ab 56 abc 75 abc 5.0 a 12.0 ab
S18189 52 ab 52 c 71 c 4.0 abc 9.2 b
S18191 53 ab 54 bc 73 bc 3.3 bc 10.0 ab
S18193 56 a 58 ab 77 ab 3.3 bc 12.2 ab

S18205 54 ab 55 abc 74 abc 3.0 c 12.2 ab
Songkla 84-1 56 a 59 a 78 a 5.0 a 12.7 ab
Chai Nat 2 55 a 57 ab 76 ab 4.0 abc 10.0 ab

WAN 54 50 b 52 c 71 c 5.0 a 11.2 ab
SM 1351 52 ab 54 bc 73 bc 4.3 ab 12.1 ab
HiBrix 59 55 a 58 ab 77 ab 4.3 ab 12.0 ab
Mean 54 56 75 4.1 11.7

F-test * ** ** ** *
CV (%) 3.60 4.27 3.18 12.86 11.83


หมายเหต: คะแนนลักษณะเปลือกหุมปลายฝก
1 = ปลายฝกโผลออกจากเปลือกหุมฝก

2 = เปลือกหุมฝกปดเสมอปลายฝก
3 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝก 1 เซนติเมตร
4 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝก 2 เซนติเมตร
5 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝกมากกวา 2 เซนติเมตร

247



ตารางที่ 3 องคประกอบผลผลิตของขาวโพดหวาน ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563

ความยาวฝก ความยาวปลายฝก
พันธ ุ ความกวางฝก (cm) ความสูงตน (cm) ความสูงฝก (cm)

(cm) (cm)
S18024 18.1 ab 1.8 4.0 117.5 b 50.5 cd
S18035 19.0 a 1.9 4.0 131.0 ab 56.4 bcd
S18048 18.5 ab 1.5 4.1 127.4 ab 55.8 bcd

S18050 16.1 b-d 1.3 4.2 116.2 b 43.1 d
S18106 15.3 cd 2.9 4.2 131.7 ab 57.8 bc
S18189 16.7 a-d 1.9 4.2 124.1 b 51.3 cd
S18191 15.0 d 3.7 4.1 120.3 b 52.1 cd

S18193 19.2 a 2.5 4.0 133.3 ab 60.5 abc
S18205 18.6 ab 2.7 4.0 134.4 ab 73.3 a
Songkla 84-1 16.6 a-d 1.8 4.0 124.0 b 51.8 cd

Chai Nat 2 16.7 a-d 3.0 4.0 146.3 a 66.2 ab
WAN 54 17.9 a-c 1.5 4.0 146.5 a 66.8 ab
SM 1351 17.0 a-d 2.7 4.1 135.2 ab 55.9 bcd
HiBrix 59 18.5 ab 1.7 4.1 131.3 ab 62.9 abc
Mean 17.4 2.2 4.1 129.9 57.5

F-test ** ns ns * **
CV (%) 7.87 51.10 4.31 8.03 12.72




สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ








ขาวโพดหวานลกผสมดเดน S18193 S18205 และ S18024 มศกยภาพในการใหผลผลตสงใกลเคยงกับ










ขาวโพดหวานลกผสมทเปนพันธุการคา เหมาะสาหรับการผลตเพืออุตสาหกรรม


เอกสารอางอิง
ฉลอง เกิดศรี วรรษมน มงคล สุพรรณณี เปงคํา มณฑิกาณธิ์ สังขนอย นงลักษ ปนลาย พงศพันธุ เบาทอง เชาวนาถ พฤทธิเทพ





และ ปวณา ไชยวรรณ. 2563. การเปรียบเทยบมาตรฐานพนธขาวโพดหวานลูกผสม. หนา 297-306. ใน : รายงาน



ผลงานวจัย ป 2562 ถวเขยว ขาวโพดฝกสด พืชเศรษฐกจอ่น. ศูนยวิจัยพืชไรชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทน







พลังงาน กรมวิชาการเกษตร.

248



การคัดเลือกขาวโพดหวานตานทานโรคใบไหมแผลใหญดวยเครื่องหมายดีเอ็นเอ



2
2
2
ธีรวุฒ วงศวรัตน57 ฉลอง เกิดศรี58 วรรษมน มงคล และเชาวนารถ พฤทธิเทพ
1*


บทคัดยอ
การคัดเลือกพันธุขาวโพดหวานที่มีลักษณะตานทานโรคใบไหมแผลใหญโดยใชเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด 1)
RAPD (random amplified polymorphic DNA) 2) ชนิด ISSR inter simple sequence repeat 3) SCAR

(sequence characterized amplified region) และ 4) ชนิด SSR (simple sequence repeat) โดยใชสาร

พันธุกรรมตนแบบจากตัวอยางท่ตรวจสอบแลววามความตานทานและออนแอตอโรค ซึ่งการทดลองนี้ใชพันธุ 





ไฮบริด 3 เปนพันธุตานทาน (60 % leaf area infected) และพันธุหวาน 54 เปนพันธุออนแอ (23 % leaf area






infected) เปนพันธุเปรียบเทยบ พบวามีเพียงเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR จานวน 12 คู ที่สามารถเพิ่มปริมาณด ี
ี่


เอ็นเอไดทุกตัวอยางและใหแถบดีเอ็นเอที่แตกตางกันระหวางกลุมทตานทานและออนแอ เมื่อนําเครื่องหมายดเอ็น
เอทั้ง 12 คูมาใชในการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอสารพันธุกรรมตนแบบทสกัดไดจากตัวอยางขาวโพดหวาน 65 ตัวอยาง


ี่








พบวา สามารถแยกออกเปน 2 กลม ตามลกษณะความตานทานโรคใบไหมแผลใหญ เพือใหการจดกลมมความ




นาเชื่อถือมากขึ้นควรตรวจสอบขอมูลความตานทานใบไหมแผลใหญรวมดวย
คําสําคัญ: ขาวโพดขาวเหนียว ความผนแปรทางพันธุกรรม เครื่องหมายดีเอ็นเอ


คํานํา










ขาวโพดหวานสามารถปลกไดทวทกภาคของประเทศ สถานการณการผลตของขาวโพดหวานป 2562






ประเทศไทยมพืนทเพาะปลกทงประเทศ 240,629 ไร ผลผลตเฉลย 501,242 ตน ผลผลิตเฉลยตอไร 2,107









กิโลกรัมตอไร (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563) อยางไรก็ตาม อุตสาหกรรมขาวโพดหวานบรรจุกระปองที ่







ยังคงมอัตราการขยายตวอยางตอเนื่อง เพราะมีความตองการของตลาดท่เพิ่มสงขนแตปจจบนยงพบวา






ผประกอบการยงประสบปญหาขาดแคลนวัตถุดบเพือปอนเขาสโรงงาน ทําใหราคาผลผลตสงและกระทบถึงตนทน
















การผลต ประกอบกับปญหาในเรืองของพืนทเพาะปลกขาวโพดหวานลดลง เนืองจากเกษตรกรหนไปปลกพืช







ทดแทนชนิดอืน เชน มันสําปะหลัง ออย หรือการที่เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่อยูในโครงการประกันราคาของรัฐบาล
















ยงสงผลกระทบอยางหนักใหกับโรงงานแปรรูป ซึงจะตองหาวิธีในการเพิมผลผลตตอไรใหสงขนเพือทดแทนพืนท ี ่



เพาะปลกทลดลง นอกจากนี ความรุนแรงของการระบาดโรคขาวโพดหวานมแนวโนมเพิมมากขึน จากผลของการ





ปลกขาวโพดหวานทมพันธุกรรมออนแอตอโรค โดยเฉพาะอยางยงโรคใบไหมแผลใหญ (Northern Corn Leaf













Blight: NCLB) มสาเหตเกิดจากเชอรา Exserohilum turcicum (Pass.) Leonard & Suggs โรคใบไหมแผลใหญ












ทาใหผลผลตลดลงถงรอยละ 30-40 ขนอยกับความรุนแรงของเชอและระยะการเจริญเตบโตของขาวโพด การ

ี่
ปองกันกําจัดโรคที่มีประสิทธิภาพมากทสุดคือการใชพันธุตานทานตอโรค ซึ่งจะสามารถลดความเสียหายได ดังนั้น


1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
2 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

249







การปรับปรุงพันธุขาวโพดเพื่อใหไดพันธุที่ใหผลผลิตสูงแลว ตองมีความตานทานโรคดวย แตในการคดเลอกดวยวิธี
ี่
ดั้งเดิมจะใชระยะเวลาทยาวนาน และประสิทธิภาพไมดีนัก โดยเฉพาะกับการคดเลือกลักษณะที่มีเกี่ยวของจานวน
















มากหรือลกษณะทางปริมาณ ปจจบนมการใชเครืองหมายดเอ็นเอมาเปนเครืองมอชวยในการบงชความแตกตาง


ของสายพันธุพืช ซึ่งสามารถจําแนกสายพันธุพืชไดอยางแมนยํา การนําเครื่องหมายดีเอ็นมาใชในงานปรับปรุงพันธุ



















ทาใหการคดเลอกสายพันธุทมลกษณะตามตองการนันมประสทธิภาพมากขนเนืองจากเปนการคดเลอกจากจโน







ไทปโดยตรง และสามารถตรวจสอบไดในทกระยะการเจริญเตบโตของสงมชวิต จงชวยประหยดเวลา ลดแรงงาน










ลดตนทน และพืนทในการเพาะปลกได การสรางพันธุขาวโพดตานทานโรคเปนวิธีที่ดที่สดที่ใชในการความเสยหาย








จากโรคใบไหมแผลใหญ การใชเครืองหมายดเอ็นเอเขามาเปนเครืองมือทใชในการคดเลือกพันธุไดอยางม ี













ประสิทธิภาพ การพัฒนาโมเลกุลเครื่องหมายแบบ random amplified polymorphic DNA (RAPD) ในประชากร


536
457
F 2 พบวาเครืองหมายดเอ็นเอชนิด OPA07 OPA16 OPA09 และ OPE20 มีความเกี่ยวของกับความ
521
520



ตานทานโรค และเครืองหมายดเอ็นเอเหลานีถกเปลยนมาเปน sequence characterized amplified region












457
536
(SCAR) ไดแก SCA07 521 SCA16 SCA09 และ SCE20 ซึงนําไปใชในการคดเลอกพันธุกรรมตานทานโรค
520





(Kampila et al., 2008) การคดเลือกลกผสม Ki48xKi47 รุน F 2 ทงหมด 160 สายพันธุ โดยการวิเคราะหหา
ตาแหนง Quantitative Trait Locus (QTL) โดยใช SSR markers จานวน 100 คู บน 10 โครโมโซมของขาวโพด




พบความแตกตางทางพันธุกรรมระหวางสายพันธุพอแม ทั้ง 10 โครโมโซม แตพบมากที่สดบนโครโมโซม 5 และ 8

ท่โครโมโซม 5 พบเครืองหมายดเอ็นเอ UMC1365 และบนโครโมโซม 8 พบเครืองหมายดเอ็นเอ umc1095,








umc1268 และ umc2356 สามารถจาแนกตาแหนงยนตานทานโรคใบไหมแผลใหญในประชากรได (กัญญณช



และพิมพพรรณ, 2556) การใชเครื่องหมายดีเอ็นเอ SSR markers ชนิด bnlg1721 และ umc1042 บนโครโมโซม



2 พบวาอยใกลกับยนตานทาน Ht1 (R = 0.298 และ 0.2626 ตามลําดับ p<0.0001) ซึงเครืองหมายดีเอ็นเอทัง





2



สองชนิดนาจะนํามาใชในการคดเลอกขาวโพดตานทานโรคได (Puttarach et al., 2016) การใชเครื่องหมายดเอ็น















เอมาเปนเครืองมอในการคดเลอกสายพันธุทใหผลผลตสง และตานทานโรค ซึงเปนความตองการของเกษตร จงม ี



















ความสาคญอยางมาก วัตถประสงคของการทดลองนี้เพือใชเครืองหมายดเอ็นเอชวยคดเลอกลกผสมพันธุตานทาน

โรคใบไหมแผลใหญ

วิธีดําเนินการ
1. อุปกรณ 
1.1 วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือสําหรับการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอและการตรวจสอบผลผลิตพีซีอาร

1.1.1 เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดวยเทคนิคพีซีอาร


1.1.2 เครืองแยกขนาดดเอ็นเอดวยกระแสไฟฟา แบบแนวนอน

1.1.3 เครื่องปนแยกสารควบคุมอุณหภูมิไดชนิดตั้งโตะ

1.1.4 เครืองดูดจายสารละลาย

1.2 ชุดน้ํายาและสารเคมีที่ใชสําหรับงานดานเครื่องหมายโมเลกุล
1.3 กลองถายภาพ

250



2. วิธีการ

1. การเตรียมตัวอยางและการสกัดดีเอ็นเอ




รวบรวมตวอยางขาวโพดหวานทีตานทาน (Bulk resistant) และออนแอ (Bulk susceptible) มีพันธุ









เปรียบเทยบ ไดแก พันธุไฮบริกซ 3 (ออนแอตอโรคใบไหมแผลใหญ) และขาวโพดหวาน 54 (ตานทานตอโรคใบ






ไหมแผลใหญ) คดเลอกเมลดขาวโพดทสมบรณตวอยางละ 20 เมลด นํามาเพาะใหงอกเปนตนกลา ตดใบออนมา














หนเปนชนเลก ๆ ประมาณ 0.1 กรัม ใสลงในโกรงทีมไนโตรเจนเหลว บดใหละเอียดเปนผงแลวใชชุดน้ายาสกัดดี







เอ็นเอสาเร็จรูป (DNA extraction GF-1, Vivantis) จากนันตรวจสอบคณภาพสารละลายดเอ็นเอทสกัดไดการวัด







คาการดดกลนแสง


2. การคัดเลือกเครื่องหมายดีเอ็นเอ
นําดเอ็นเอทไดจากการ Bulk resistant และ Bulk susceptible มาเปนดเอ็นเอตนแบบในเพิมปริมาณด ี









เอ็นเอดวยเทคนิค PCR โดยใชไพรเมอรชนิด random amplified polymorphic DNA (RAPD), ชนิด inter




simple sequence repeat (ISSR) และชนิด simple sequence repeat (SSR) นําผลผลตทไดจากการใชไพรเม








อรชนิด RAPD และ ISSR มาแยกขนาดดเอ็นเอทตางกันดบนเจลอะกาโรส 1.2% ทเตมสียอม Visafe และ











ตรวจสอบผลภายใตแสงสน้าเงิน สวนผลผลตทไดจากการใชไพรเมอรชนิด SSR นํามาแยกขนาดดเอ็นเอทตางกัน



บนเจลพอลอะคริลาไมดความเขมขน 4.5 เปอรเซ็นต ในบัฟเฟอรความเขมขน 0.5x TBE ใชกระแสไฟฟา 50 โวลต 



นาน 3 ชั่วโมง นํามายอมแถบดีเอ็นเอดวยซิลเวอรไนเตรต และนําแผนกระจกมาบันทก ภาพเพื่อนําไปวิเคราะหผล


3. การตรวจสอบเครื่องหมายดีเอ็นเอ




ทาการเพิมปริมาณดเอ็นเอขาวโพดหวาน 62 ตวอยาง แบงเปนตวอยางทผานการตรวจหาระดบของโรค












และจาแนกกลมตามความตานทานโรคแลว จานวน 15 ตัวอยาง และตัวอยางที่ยังไมผานการตรวจหาระดับความ



ตานทานโรค จานวน 50 ตัวอยาง ไดแก พันธุไฮบริกซ 3 (ออนแอตอโรคใบไหมแผลใหญ) และขาวโพดหวาน 54




(ตานทานตอโรคใบไหมแผลใหญ) ดวยเทคนิค PCR โดยใชไพรเมอรที่คัดเลือกได ตรวจสอบผลผลิตขึ้นอยูกับการ

เลอกใชชนิดของไพรเมอรที่เหมาะสม บันทึกผลของการตรวจสอบดวยวิธีการถายภาพ











พิจารณาภาพถายแถบดเอ็นเอโดยการเปรียบเทยบดีเอ็นเอทอยตาแหนงเดยวกันทกตาแหนง ถามแถบด ี


เอ็นเอปรากฏใหสัญลักษณ “1” ถาไมมีแถบดีเอ็นเอปรากฏใหสัญลักษณ “0” บันทึกขอมูลทุกตําแหนงของแถบด ี
เอ็นเอในแตละไพรเมอรที่ใช แลวนําขอมูลที่ไดเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตางของแถบดีเอ็นเอทั้งหมด
มาวิเคราะหความสัมพันธระหวางขาวโพดหวานแตละพันธุ โดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป NTSYSpc version 2.1p หา
ความสัมพันธทางพันธุกรรมโดยใช simple matching, Jaccard coefficients และสรางแผนภูมิความสัมพันธดวย
วิธีการจัดกลุมแบบคาเฉลี่ยเลขคณิต UPGMA (Unweighted Pair Group Method with Arithmetic Mean)

251



ผลและวิจารณผลการทดลอง

1. ผลการคัดเลือกเครื่องหมายดีเอ็นเอ
1.1 การคัดเลือกเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด RAPD ที่เหมาะสม

จากนําดีเอ็นเอจากกลุมตัวอยาง Bulk resistant และ Bulk susceptible มาเพิมปริมาณดรเอ็นเอโดยใช 


ี่

ไพรเมอรชนิด RAPD จานวน 100 สาย พบวามไพรเมอร 7 สายทสามารถแยกความแตกตางระหวางพันธุทมี






ระดบความตานทานตางกัน ดังนี้ Pr2 Pr3 Pr4 Pr11 Pr18 OPB08 OPZ03 แสดงดังภาพที่ 1



















ภาพที่ 1 เครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด RAPD (random amplified polymorphic) ทสามารถแสดงแถบดเอ็นเอทม ี
ความแตกตางกันระหวางกลุมพันธุตานทานและออนแอตอโรคใบไหมแผลใหญ

2. การคัดเลือกเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด ISSR ที่เหมาะสม

จากนําดีเอ็นเอจากกลุมตัวอยาง Bulk resistant และ Bulk susceptible มาเพิมปริมาณดรเอ็นเอโดยใช 

ไพรเมอรชนิด ISSR จํานวน 100 สาย พบวามีไพรเมอร 4 สายที่สามารถแยกความแตกตางระหวางพันธุที่มีระดบ


ความตานทานตางกัน ดังนี้ D12 D14 M11 M12 แสดงดังภาพที่ 2











ภาพที่ 2 เครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด ISSR (inter simple sequence repeat) ทสามารถแสดงแถบดเอ็นเอทม ี




ความแตกตางกันระหวางกลุมพันธุตานทานและออนแอตอโรคใบไหมแผลใหญ

252



3. การคัดเลือกเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR ที่เหมาะสม


จากนําดีเอ็นเอจากกลุมตัวอยาง Bulk resistant และ Bulk susceptible มาเพิมปริมาณดรเอ็นเอโดยใช 
ไพรเมอรชนิด SSR จานวน 100 ค พบวามไพรเมอร 20 สายทสามารถแยกความแตกตางระหวางพันธุทมีระดับ


ี่








ความตานทานตางกัน ดังนี้ M02 M05 M07 M12 M13 M14 M15 M17 M20 P03 P05 P11 แสดงดังภาพที่ 3

























ภาพที่ 3 เครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR (simple sequence repeat) ทสามารถแสดงแถบดเอ็นเอทมความ
แตกตางกันระหวางกลุมพันธุตานทานและออนแอตอโรคใบไหมแผลใหญ

4. ผลการจัดกลุมขาวโพดหวานโดยใชเครื่องหมายดีเอ็นเอ















ดเอ็นเอทสกัดไดจากพันธุขาวโพดหวานทความตานทานโรคใบไหมแผลใหญ (มพืนทใบตดเชอ 60




เปอรเซ็นต) จานวน 10 ตวอยาง ไดแก CN-NLBHX75-RRSC0)-21-B CN-NLBHX75-RRSC0)-56-B CN-NLBH


X75-RRSC0)-84-B CN-NLBHX66-RRSC0)-2-B CN-NLBHX66-RRSC0)-35-B CN-NLBHX66-RRSC0)-44-B CN-



NLBHX66-RRSC0)-94-B CN-NLBHX66-RRSC0)-146-1 CNS75 CNS66 และ พันธุท่ออนแอ (มีพื้นท่ใบติดเชอ


16.5 เปอรเซ็นต) จานวน 5 ตวอยาง ไดแก CN-NLBHX75-RRSC0)-3-1 CN-NLBHX75-RRSC0)-12-B CN-




NLBHX75-RRSC0)-111-B CN-NLBHX75-RRSC0)-134-1 CN-NLBHX75-RRSC0)-161-B ถูกนํามาใชในการเพิ่ม

ปริมาณดเอ็นเอ โดยมีพันธุไฮบริด 3 มีพื้นที่ใบติดเชื้อ 60 เปอรเซ็นต และพันธุออนแอ คือพันธุหวาน 54 มีพื้นที่ใบ


ตดเชอ 23.2 เปอรเซ็นต เปนพันธุเปรียบเทียบ พบวา มีเพียงเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR จานวน 12 คู เทานั้นท ี่







สามารถเพิมปริมาณดเอ็นเอไดครบทกตวอยาง (ผลสาเร็จ 100%) และแยกขนาดชนเอ็นเอได พบวาใหแถบดเอ็น










เอทงหมด 96 แถบ เปนแถบดเอ็นเอทแตกตาง (polymorphism) จานวน 78 แถบ เมอนําแถบดเอ็นเอทงหมดท ี ่



















ไดมาสรางแผนภมทางพันธุกรรมดวยวิธี UPGMA พบวาสามารถแบงออกไดเปน 2 กลมตามระดบความตานทาน



โรค ดังภาพที่ 4

253






กลุมตานทาน

โรคใบไหมแผลใหญ





กลุมออนแอ
โรคใบไหมแผลใหญ











ภาพที่ 4 แผนภูมิความสัมพันธทางพันธกรรม RW = พนธุหวาน 54 (ตานทานโรค) และ SH = พนธุไฮบริด 3 (ออนแอตอโรค) S3


= CN-NLBHX75-RRSC0)-3-1 S13 = CN-NLBHX75-RRSC0)-12-B S117 = CN-NLBHX75-RRSC0)-111-B S141 =
CN-NLBHX75-RRSC0)-134-1 S169 = CN-NLBHX75-RRSC0 )-161-B R22 = CN-NLBHX75-RRSC0)-21-B R59 =
CN-NLBHX75-RRSC0)-56-B R88 = CN-NLBH X75-RRS C0)-84-B R191 = CN-NLBHX66-RRSC0)-2-B R = 226
CN-NLBHX66-RRSC0)-35-B R235 =CN-NLBHX66-RRSC0)-44-B R288 = CN-NLBHX66-RRSC0)-94-B R342 =
CN-NLBHX66-RRSC0)-146-1 CNS75 CNS66







และนําเครืองหมายดเอ็นเอชนิด SSR ทัง 12 คนีมาทดสอบเพิมปริมาณดเอ็นเอสารพันธุกรรมตนแบบ





จานวน 50 ตวอยาง การวิเคราะหความสมพันธทางพันธุกรรม โดยใชโปรแกรม NTSYS-pc รุน 2.01e และเลือก








การจดกลมแบบ UPGMA แลว พบวาคาดชนีความเหมอน 0.63-1.00 และเมื่อพิจารณาดัชนีความเหมือนที่ 0.65








สามารถแยกออกเปน 2 กลม คอ กลมทมพันธุพันธุไฮบริด 3 เปนตวควบคมตานทาน (RW) ประกอบดวย R88











R226 R235 R288 R234 R66 R75 168-5 104-1 030-4 160-6 209-6 073-5 Bio-18 042-1 039-5 119-1
193-2 056-4 071-4 003-3 66 135-2 และกลุมที่ 2 คือ กลุมที่มีพันธุพันธุหวาน 54 เปนตวควบคมออนแอ (SH)



ประกอบดวย S3 S13 S170 S080 S128 S117 151-2 0838-5 069-4 056-6 020-1 091-1 136-1 010-2 009-
4 157-1 202-2 063-5 Bio-21 037-3 032-4 177-1 092-5 75 159-1 065-7 130-4 856 125-4 159-1 065-7
130-4 856 125-4 036-5 099-1 181-2 036-5 066-4 Bio-7 204-5 Bio-40 018-2 106-2 เห็นไดวากลุมที่ 2
เปนที่มีขนาดใหญกวา

254





RW
R88
R226
R235
R288
R324 กลุมตานทาน
R66
168-5
R75
104-1
030-4
160-6 โรคใบไหมแผลใหญ

209-6
073-5
Bio-18
042-1
039-5
119-1
193-2
056-4
071-4
003-3
a66
135-2
SH
S13 S3
S170
S080
S128
S117
151-2
0838-5 0838-5
069-4
R22
056-6
020-1
091-1 กลุมออนแอ
136-1
057-1
010-2
009-4
157-1
202-2
063-5

Bio-21
037-3 โรคใบไหมแผลใหญ
032-4
177-1
a75 092-5
159-1
065-7
a856
130-4
125-4
036-5
099-1
181-2
036-5
066-4
Bio-7
204-5
Bio-40
018-2
0.63 0.73 0.82 0.91 1.00 106-2
Coefficient

ภาพที่ 5 แผนภูมิความสัมพันธทางพันธุกรรม RW = พันธุหวาน 54 (ตานทานโรค) และ SH = พันธุไฮบริด 3






(ออนแอ) ตอโรคใบไหมแผลใหญดวยโปรแกรม NTSYS-pc รุน 2.01e เลอกการจดกลมแบบ UPGMA
(unweighted pair group method with arithimethic mean)


สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ









การทดลองนีไดทาการคดเลอกเครืองหมายดเอ็นเอทเหมาะสมสาหรับการคดเลอกพันธุขาวโพดหวานท ่ ี






ตานทานโรคใบไหมแผลใหญ เครื่องหมายดีเอ็นเอที่นํามาใช ไดแก 1) RAPD (random amplified polymorphic
DNA) 2) ชนิด ISSR inter simple sequence repeat 3) SCAR (sequence characterized amplified region)


และ 4) ชนิด SSR (simple sequence repeat) โดยใชสารพันธุกรรมตนแบบจากการรวมกลมตัวอยางท ่ ี



ตรวจสอบแลววามความตานทานและออนแอตอโรค ซึงการทดลองนีใชพันธุไฮบริด 3 เปนพันธุควบคมตานทาน












และพันธุหวาน 54 เปนพันธุควบคมออนแอ พบวา มีเพียงเครื่องหมายดเอ็นเอชนิด SSR จานวน 12 คู ที่สามารถ


















เพิมปริมาณดเอ็นเอไดทกตวอยางและใหแถบดเอ็นเอทแตกตางกันระหวางกลมทตานทานและออนแอ เมอนํามา
ทดสอบกับการสกัดดเอ็นเอจากตวอยางททราบลกษณะความตานทานตอโรค พบวา สามารถแยกตวอยางออกเปน













2 กลุม ตามลักษณะความตานทานได และเมื่อนําเครื่องหมายดเอ็นเอทั้ง 12 ชนิดมาใชในการเพิมปริมาณดีเอ็นเอ






สารพันธุกรรมตนแบบทสกัดไดจากตวอยางขาวโพดหวาน unknown จานวน 50 ตวอยาง พบวา สามารถแยก









ออกเปน 2 กลุม กลุมที่ 2 ซึ่งเปนกลุมที่มีลกษณะออนแอตอโรคจะมีขนาดใหญกวา อยางไรก็ตามจาเปนตองยืนยัน
ผลการทดลองนีดวยการตรวจสอบระดบความตานทานของโรคใบไหมแผลใหญดวย







255



เอกสารอางอิง

กัญญณัช ศิริธัญญา และ พิมพพรรณ เมืองนา. 2556. เทคนิคการประเมินความตานทานโรคใบไหมแผลใหญ และการจําแนก

ตําแหนงยีนตานทานดวยโมเลกุลเครื่องหมายในขาวโพด. วารสารวิชาการและวิจัย มทร. พระนคร ฉบับพเศษ 229-240.

ขอมูลเศรษฐกิจการเกษตร. 2564. ตารางแสดงรายละเอียดขาวโพดหวาน ใน ขอมูลเศรษฐกิจเกษตร. อางเมื่อวันที่ 21 กุมภาพนธ 

2564 http://www.oae.go.th/









พิมพพรรณ เมองมา. 2557. การใชโมเลกลเครืองหมายจําแนกยนตานทานโรคใบไหมแลใหญทเกดจากเชือรา Exserohilum



turcicum ในขาวโพด. วิทยานิพนธหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (พชศาสตร) 109 หนา.

Khampila, J., P. Theerakulpisut, K. Lertrat, W. Saksirirat, J. Sanitchon and N. Muangsan. Identification of RAPD
markers for northern corn leaf blight resistance in waxy corn (Zey may var. ceratina). Asian Journal of
Plant Sciences 7(1): 18-21.
Barakat, MN., AA. El-Shafei and AA. Al-Doss. 2009 Identification of molecular markers linked to northern corn
leaf blight resistance in yellow population of maize. Genes, Genomes and Genomics 3 (Special Issue1):
89-95.
Osman, HT., GB. Maha, EK. Ahmed and RA. Nader. 2015. Marker assisted-selection for leaf blight in maize (Zey
mays L.). Middle East Journal of Agriculture 4(3): 417-426.
Puttarach, J., P. Puddhanon, S. Siripin, V. Sangtong and S. Songchantuek. 2016. Marker assisted selection for
resistance to northern corn leaf blight in sweet corn. SABRAO Journal of Breeding and Genetics 48(1):
72-76.
Wang, H., ZX. Xiao, FG. Wang, YN. Xiao, JR. Zhao, YL. Zheng and FZ. Qui. 2012. Mapping of HtNB, a gene conferring

non-lesion resistance before heading to Exserohilum turcicum (Pass.), in a maize inbred line derived
from the Indonesian variety Bramadi. Genetics and Molecular Research 11(3): 2523-2533.

256



การเปรียบเทียบในทองถิ่นพันธุขาวโพดขาวเหนียว

Regional Yield Trial of Hybrid Waxy Corn Variety


3
2
1*
ภาคภูมิ ถิ่นคํา59 วรรษมล มงคล60 และฉลอง เกิดศรี61

รายงานความกาวหนา

ศึกษาเปรียบเทียบพันธุขาวโพดขาวเหนียว เพื่อคัดเลือกลูกผสมดีเดนเขาทดสอบและประเมนผลตาม


ขนตอนการเปรียบเทยบตอไป วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCB) 9 สาย











พันธุดเดน และพันธุเปรียบเทยบ 5 พันธุ รวม 14 ทรีทเมนท จานวน 3 ซ้า ดาเนินการทศนยวิจยพืชไรขอนแกน







ผลการทดลองพบวา ผลผลิตทั้งเปลือกตอไรของสายพันธุดีเดนมีผลผลิตสูงกวาพันธุเปรียบเทียบ แตไมแตกตางทาง













สถิตสายพันธุ CNW18109 มน้าหนักสดทงเปลอกสงทสด 590 กิโลกรัม/ไร สายพันธุ CNW18109 มน้าหนักสด










ปอกเปลอกสงทสด 488 กิโลกรัม/ไร รองลงมาพันธุ CNW18053 มน้าหนักสดปอกเปลอก 430 กิโลกรัม/ไร วัน









ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต แตกตางกันทางสถิตสถิต มจานวนวันออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นตเฉลย 49 วัน สาย








พันธุ CNW18026 ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต เร็วทสด 43 วันทกสายพันธุวันออกไหม 50 เปอรเซ็นต แตกตาง










กันทางสถต มวันออกไหม 50 เปอรเซ็นตเฉลย 52 วัน สายพันธุ CNW18026 ออกดอกไหม 50 เปอรเซ็นต เร็ว











ท่สุด 45 วันความยาวฝกไมแตกตางกันทางสถิติ โดยท่สายพันธุ CNW18026 มีความยาวฝกมากทสด 15.6

เซนตเมตร สายพันธุดีเดนมีแนวโนมดีกวาพันธุเปรียบเทียบ

คําสําคัญ: ขาวโพดขาวเหนียว เปรียบเทียบทองถิ่น

คํานํา

ขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุพืชมีอยู 4 ขั้นตอน ไดแก 1) การคัดเลือกสายพันธุที่มีลักษณะที่ตองการ

2) การสรางพันธุใหม 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุใหม และ 4) การรักษาความตรงตอพันธุและการ
ขยายพันธุ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลผลิตพันธุใหม เปนการแยกความแตกตางของพันธุใหมที่เกิดขึ้นจาก






ึ้



ี่

พันธุกรรม และสงแวดลอม หรือปฏกิริยาของทงสองสงออกจากกัน เพือใหสามารถคดเลอกพันธุทสรางขนใหมได 






อยางถกตองแมนยา กรมวิชาการเกษตรไดกําหนดขนตอนการทดสอบ และประเมนผลผลตไว 5 ระดบ ไดแก 1)








การเปรียบเทยบเบืองตน (preliminary trial) 2) การเปรียบเทยบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทยบ





ในทองถน (regional trial) 4) การเปรียบเทยบในไรเกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไรเกษตรกร




(field test)

1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน

2 ศูนยวิจัยพืชไรชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
3 ศูนยวิจัยพืชไรชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

257




ในป 2562 สามารถคดเลอกขาวโพดขาวเหนียวลกผสมดเดน (elite waxy corn hybrids) จากการ














ทดลองเปรียบเทยบมาตรฐานไดจานวน 9 ลกผสม จงตองไดรับการทดสอบและประเมนผลในการเปรียบเทยบ






พันธุในทองถน เพือประเมนปฏกิริยาระหวางพันธุกรรมกับสงแวดลอม (genotype by environment






interaction) ซึงจะทาใหไดทราบวาพันธุขาวโพดขาวเหนียวลกผสมพันธุใดทสามารถปลกไดทวไป หรือปลกได 

































เฉพาะในพืนททเจาะจงเทานัน และคดเลอกลกผสมทดเดนเขาทดสอบและประเมนผลในการเปรียบเทยบในไร
เกษตรกรตอไป


วิธีดําเนินการ
อุปกรณ 
1. พันธุขาวโพดขาวขาวเหนียวลูกผสม และพันธุการคา



2. ปุยเคมสตร 18-46-0 สตร 0-0-60 และ สตร 46-0-0


3. สารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืชวิธีการ
วิธีการปฏิบัติการทดลอง

วางแผนการทดลองแบบสุมบล็อกสมบูรณ (RCB) มี 3 ซ้า พันธุขาวโพดขาวเหนียวลูกผสมทดสอบจานวน


5 พันธุ มีพันธุการคาเปนพันธุเปรียบเทียบ 4 พันธุ
วิธีการปฏิบัต ิ




ปลกเปรียบเทยบการใหผลผลต และคณภาพผลผลตขาวโพดขาวเหนียวลกผสมจานวน 6-8 พันธุ มีพันธุ






ขาวโพดขาวเหนียวลกผสมทเปนการคาของภาครัฐและเอกชนเปนพันธุเปรียบเทยบ จานวน 2-4 พันธุ ปลกระยะ















ระหวางแถว 75 เซนตเมตร ระยะระหวางตน 25 เซนตเมตร ปลกแถวยาว 5 เมตร จานวน 4 แถวตอแปลงยอย







บันทึกขอมูลลักษณะทางการเกษตร เก็บเกี่ยวผลผลต และบันทึกขอมูลผลผลตจากพื้นที่เก็บเกี่ยว 4 แถว โดยเก็บ


เกียวผลผลตหลงจากวันออกไหม 50 เปอรเซ็นต จานวน 18-20 วัน



การบันทึกขอมูล
- ผลผลิตและองคประกอบผลผลิต
- น้ําหนักฝกทั้งเปลือก และปอกเปลือกที่ดี 10 ฝก
- วันออกดอก 50 เปอรเซ็นต และวันออกไหม 50 เปอรเซ็นต 












- ลักษณะทางการเกษตรอื่น ๆ เชนจานวนตน จานวนฝก ความสงตน ความสงฝก ขนาดฝก เปนตน


ผลและวิจารณผลการทดลอง
น้ําหนักสดทั้งเปลือกตอไร 














น้าหนักสดทงเปลอกไมแตกตางกันทางสถิต สายพันธุ CNW18109 มน้าหนักสดทงเปลอกสงทสด 590





กิโลกรัม/ไร รองลงมาพันธุ CNW18053 และ CNW18224 มน้าหนักสดทงเปลอก 572 และ 565 กิโลกรัม/ไร





ตามลาดบ และสายพันธุดีเดนมีผลผลิตสูงกวาพันธุเปรียบเทียบ (ตารางท 1)



258



น้ําหนักสดปอกเปลือกตอไร 





น้าหนักสดปอกเปลอกไมแตกตางกันทางสถิต สายพันธุ CNW18109 มีน้ําหนักสดปอกเปลอกสูงทสุด488

ี่


กิโลกรัม/ไร รองลงมาพันธุ CNW18053 และ CNW18206 มน้าหนักสดปอกเปลอก 430 และ 409 กิโลกรัม/ไร



(ตารางท 1)

น้ําหนักฝกดี 10 ฝกไมปอกเปลือก
น้าหนักสดฝกด 10 ฝกไมปอกเปลอกไมแตกตางกันทางสถิต สายพันธุ CNW18108 และ CNW18053 มี


















น้าหนักสดฝกด 10 ฝกไมปอกเปลอกสงทสด 2.2 กิโลกรัม รองลงมาสายพันธุ CNW18109 และ CNW18224 มี



น้ําหนักสดฝกดี 10 ฝกไมปอกเปลือกสูงที่สุด 2.1 กิโลกรัม (ตารางท 1)

น้ําหนักฝกดี 10 ฝกปอกเปลือก







น้าหนักสดฝกด 10 ฝกปอกเปลอกแตกตางกันทางสถิต พบวาสายพันธุ CNW18109 และ CNW18053 มี
น้ําหนักสดฝกดี 10 ฝกปอกเปลือกสูงท่สุด 1.6 กิโลกรัม รองลงมาสายพันธุ CNW18108 และ CNW18236 ม ี




น้ําหนักสดฝกดี 10 ฝกปอกเปลือกสูงที่สุด 1.5 กิโลกรัม (ตารางท 1)
วันออกดอกตัวผู 50 เปอรเซ็นต 
ทุกสายพันธุวันออกดอกตัวผู 50 เปอรเซ็นต แตกตางกันทางสถิต มจานวนวันออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต 











เฉลี่ย 49 วัน สายพันธุ CNW18026 ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต เร็วที่สุด 43 วัน รองลงมา สายพันธุ CNW18109

ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต ไมแตกตางกับพันธุเปรียบเทียบ Chai Nat 84-1 ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต 46 วัน











พันธุ Violet white926 ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต ชาที่สุด 53 วัน (ตารางท 2)



วนออกไหม 50 เปอรเซนต 









ทกสายพันธุวันออกไหม 50 เปอรเซ็นต แตกตางกันทางสถต มวันออกไหม 50 เปอรเซ็นตเฉลย 52 วัน


สายพันธุ CNW18026 ออกดอกไหม 50 เปอรเซ็นต เร็วทสด 45 วัน รองลงมาสายพันธุ CNW18109 ออกดอกตว















ผ 50 เปอรเซ็นต ไมแตกตางกับพันธุเปรียบเทยบ Chai Nat 84-1 ออกดอกตวผ 50 เปอรเซ็นต 47 และ 48 วัน

พันธุ Violet white926 ออกดอกไหม 50 เปอรเซ็นต ชาทสด 56 วัน (ตารางที่ 2)





วนเกบเกยว และคะแนนเปลือกหมฝก







วันเก็บเกี่ยวแตกตางกันทางสถิติ วันเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกสายพันธุ 72 วัน สายพันธุ CNW18026 เก็บเกี่ยว
ี่
เร็วที่สุด 65 วัน สายพันธุ Sweet Violet เก็บเกี่ยวชาทสด 75 วัน ทุกสายพันธุมีคะแนนเปลอกหุมฝกแตกตางกัน





ทางสถิต สายพันธุ CNW18178 คะแนนลักษณะเปลือกหุมปลายฝกนอยที่สุด 3.7 คะแนน (ตารางที 2)
ความยาวฝก ความยาวปลายฝก และความกวางฝก



ความยาวฝกไมแตกตางกันทางสถิต โดยทสายพันธุ CNW18026 มีความยาวฝกมากที่สุด 15.6 เซนตเมตร








รองลงมาสายพันธุ CNW18108 และพันธุ Chai Nat 2 มความยาวฝก 15.4 และ 14.3 เซนติเมตร สวนสายพันธุ





CNW18236 มีความยาวฝกส้น 12.1 เซนตเมตร ทางดานความยาวปลายฝกแตกตางกันทางสถิต สายพันธุ 




CNW18178 มีความยาวปลายฝกยาวที่สุด 3.7 เซนตเมตร ไมแตกตางพันธุ Sweet violet และ Violet white926








มความยาวปลายฝก 3.3 และ 3.2 เซนตเมตร สวนสายพันธุ CNW18026 มีความยาวปลายฝกสันทีสุด 0.9

259












เซนตเมตร ความกวางฝกไมแตกตางกันทางสถิต สายพันธุ CNW18109 มความกวางฝกมากทสด 4.2 เซนตเมตร


สวนพันธุ Sweet violet มีความกวางฝกนอยที่สุด 3.8 เซนติเมตร (ตารางที 3)



ความสูงตน และความสูงฝก


ความสูงตนขาวโพดทุกสายพันธุแตกตางกันทางสถิติ มีความสูงตนเฉล่ย 114.8 เซนตเมตร สายพันธุ 




CNW18053 มีความสูงตนสูงท่สุด 137.7 เซนตเมตร สวนสายพันธุ CNW18026 มีความสูงตนนอยท่สุด 96.4




เซนตเมตร ทางดานความสูงฝกแตกตางกันทางสถิต พบวา สายพันธุ CNW18053 มีความสูงฝกสูงท่สุด 66.8



เซนตเมตร สวนสายพันธุ CNW18026 มีความสูงฝกต่ําที่สุด 32.3 เซนตเมตร (ตารางท 3)




ตารางที่ 1 ผลผลิตของขาวโพดขาวเหนียว ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563
น้ําหนักสดทั้งเปลือก น้ําหนักสดปอกเปลือก น้ําหนักฝกดี 10 ฝก
พันธ ุ
(kg/rai) (kg/rai) ไมปอกเปลือก (kg) ปอกเปลือก (kg)

CNW18109 590 448 2.1 1.6
CNW18026 526 370 1.9 1.3
CNW18178 501 352 1.9 1.3
CNW18206 501 409 1.9 1.4
CNW18108 526 388 2.2 1.5
CNW18224 565 398 2.1 1.4
CNW18236 505 395 2.0 1.5
CNW18250 526 324 1.9 1.2
CNW18053 572 430 2.2 1.6
Chai Nat 2 526 377 1.9 1.4
Sweet wax 254 523 380 1.7 1.3
Sweet violet 484 388 1.4 1.1
Violet white926 498 334 1.9 1.4
Chai Nat 84-1 491 341 1.8 1.3

Mean 524 381 1.9 1.4
F-test ns ns ns ns
CV (%) 16.41 14.65 22.98 16.83

ns ไมแตกตางกันทางสถิต ิ


260




ตารางที่ 2 ลกษณะทางเกษตรของขาวโพดขาวเหนียว ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563
พันธ ุ วันออกดอกตัวผู 50% วันออกไหม 50% วันเก็บเกี่ยว คะแนนเปลือกหุมฝก
CNW18109 46 f 47 f 67 f 5.0 a

CNW18026 43 g 45 g 65 g 4.3 b
CNW18178 48 d-f 51 de 71 de 3.7 c
CNW18206 48 ef 49 ef 69 ef 5.0 a

CNW18108 50 b-d 52 cd 72 cd 4.0 bc
CNW18224 52 ab 55 ab 75 a 5.0 a
CNW18236 52 a-c 54 a-c 74 ab 5.0 a

CNW18250 51 a-c 54 bc 74 a-c 5.0 a
CNW18053 51 bc 53 cd 73 b-d 5.0 a
Chai Nat 2 50 c-e 52 cd 72 cd 5.0 a

Sweet wax 254 50 b-e 52 cd 72 cd 5.0 a
Sweet violet 51 a-c 54 bc 74 a-c 5.0 a
Violet white926 53 a 56 a 75 a 5.0 a

Chai Nat 84-1 46 f 48 f 68 f 5.0 a
Mean 49 52 72 4.8
F-test ** ** ** **

CV (%) 2.68 2.49 1.72 4.47

หมายเหต: คะแนนลักษณะเปลือกหุมปลายฝก
1 = ปลายฝกโผลออกจากเปลือกหุมฝก

2 = เปลือกหุมฝกปดเสมอปลายฝก

3 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝก 1 เซนติเมตร
4 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝก 2 เซนติเมตร

5 = เปลือกหุมฝกปดยาวกวาปลายฝกมากกวา 2 เซนตเมตร
1/ ตัวอักษรที่เหมือนกันตามแนวตั้ง (ตัวพิมพเล็ก) แสดงวาไมมีความแตกตางกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

** มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 99% ดวยวิธ DMRT

ns ไมแตกตางกันทางสถิต ิ


261



ตารางที่ 3 องคประกอบผลผลิตของขาวโพดขาวเหนียว ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน ป 2563

ความยาวฝก ความยาวปลายฝก
พันธ ุ ความกวางฝก (cm) ความสูงตน (cm) ความสูงฝก (cm)

(cm) (cm)
CNW18109 14.0 2.7 ab 4.2 100.2 de 46.5 bc

CNW18026 15.6 0.9 b 4.0 96.4 e 32.3 d
CNW18178 12.2 3.7 a 4.1 102.6 de 42.5 b-d
CNW18206 13.0 2.5 ab 4.1 104.3 de 40.7 cd

CNW18108 15.4 2.1 ab 3.9 108.1 c-e 51.4 bc
CNW18224 14.1 1.8 ab 4.1 130.7 ab 54.6 a-c
CNW18236 12.1 2.8 ab 4.2 117.5 a-e 53.7 a-c

CNW18250 12.7 2.4 ab 4.1 129.2 a-c 56.1 ab
CNW18053 13.3 1.3 ab 4.2 137.7 a 66.8 a
Chai Nat 2 14.3 2.1 ab 4.0 127.2 a-c 55.7 ab

Sweet wax 254 12.8 1.2 ab 4.1 112.6 b-e 45.7 b-d
Sweet violet 11.7 3.3 ab 3.8 120.7 a-d 56.3 ab
Violet white926 14.3 3.2 ab 4.1 121.5 a-d 51.8 bc

Chai Nat 84-1 12.3 2.9 ab 4.1 99.0 e 43.9 b-d
Mean 13.4 2.4 4.1 114.8 49.9
F-test ns * ns ** **

CV (%) 13.22 36.94 4.02 9.78 14.55
1/ ตัวอักษรที่เหมือนกันตามแนวตั้ง (ตัวพิมพเล็ก) แสดงวาไมมีความแตกตางกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
** มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 99% ดวยวิธ DMRT


ns ไมแตกตางกันทางสถิต ิ


สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ


สายพันธุดีเดนมีแนวโนมใหผลผลตน้ําหนักสดทั้งเปลือกตอไรสูงกวาพันธุเปรียบเทียบ เชนเดียวกับผลผลต












น้าหนักสดปอกเปลอกตอไร สายพันธุ CNW18108 และ CNW18053 มน้าหนักสดฝกด 10 ฝกไมปอกเปลอกสง

















ทสด 2.2 กิโลกรัม และน้าหนักสดฝกด 10 ฝกปอกเปลอกสงทสด 1.6 กิโลกรัม วันเก็บเกียวผลผลตทกสายพันธุ 







เฉลีย 72 วัน สายพันธุ CNW18026 มความยาวฝกมากทสด 15.6 เซนตเมตร รองลงมาสายพันธุ CNW18108



และพันธุ Chai Nat 2 มความยาวฝก 15.4 และ 14.3 เซนตเมตร ความสงตนขาวโพดทกสายพันธุเฉลย 114.8












เซนตเมตร ความสูงฝกขาวโพดทุกสายพันธุเฉลี่ย 49.9 เซนตเมตร

262




การทดสอบเครื่องหมายโมเลกุลชวยคัดเลือกลักษณะความเหนียวนุมของขาวโพดขาวเหนียว

1*
2
ธีรวุฒ วงศวรัตน62 ฉลอง เกิดศรี วรรษมน มงคล และภาคภูมิ ถิ่นคํา

2
1

รายงานความกาวหนา



การศกษาความผนแปรของลาดบนิวคลโอไทดของยน Wx1 และ SS ในขาวโพดขาวเหนียวทสมพันธกับ














ลกษณะความเหนียวนุม เพือนํามาใชเปนเครืองหมายดเอ็นเอคดเลอกพันธุขาวโพดขาวเหนียวทมความเหนียวนุม














ตางกันตามตองการ งานวิจยพบวา Wx1 มรูปแบบการผนแปรแบบการขาดหายไปหรือการเพิมเตม (INDEL) 2






ตาแหนง คอบริเวณ exon ที 7 (wx-D7) และ exon ที 7 (wx-D10) ซึงมผลทาใหการถอดรหสกรดอะมโน


















เปลยนแปลง แตจากการจดกลมโดยใชลาดบกรดอะมโน สามารถจดได 2 กลุม ซึ่งไมสัมพันธกับคาความหนืดของ






ขาวโพดขาวเหนียว ในขณะทยน SS มรูปแบบการผนแปรแบบแทนท (Substitution) 7 ตาแหนง กระจายอยูใน











บริเวณ exon ที 4 และ 5 เมอถอดรหสกรดมอะมโนพบวามลาดบกรดอะมโนเปลยนแปลง 3 ตาแหนง เมอนํา















ขอมลลาดบกรดอะมโนมาจดกลม พบวาสามารถแบงออกไดเปน 2 กลุม กลมท 1 กลมทมีกรดอะมิโนในตําแหนง







ี่
ุ






ที่ 43 71 และ 161 เปน กรดแอสปารตก กรดไลซีน และกรดอะลานีน ตามลาดบ กลมท 2 กลุมที่มีกรดอะมิโนใน






ตําแหนง ที่ 43 71 และ 161 เปนกรดกลตามก กรดอารจนิน และกรดวาลน ตามลําดับ และพบวากลุมที่ 1 จดเปน





















กลมขาวโพดขาวเหนียวทมคาความหนืดสงสด (peak viscosity) ตา ดงนันยนนีจงสามารถทจะนําไปประยกตใช 







เปนเครื่องหมายดเอ็นเอชวยคัดเลอกขาวโพดขาวเหนียวเพื่อใหไดขาวโพดขาวเหนียวทมีลักษณะเหนียวนุมซึ่งเปน

ี่

ลักษณะที่ไดรับการยอมรับของผูบริโภคตอไป

คําสําคัญ: ความหลากหลายทางพันธุกรรม ถั่วลิสง เครืองหมายเอสเอสอาร

คํานํา

ี่
ขาวโพดขาวเหนียวเปนขาวโพดทนิยมบริโภคฝกสด เนื่องจากมีรสชาตดีและมีความเหนียวนุมเหมือนขาว











เหนียว ลกษณะแปงในเมลดเปนแปงออนซึงประกอบดวยอะไมโลแพคตน ทมโมเลกุลขนาดใหญและมลกษณะ




โครงสรางเปนกิ่งสาขารวมตัวเปนกลุม ลักษณะเหนียวนุมของขาวโพดขาวเหนียวเปนผลมาจากการการกลายพันธุ

ของยีน Waxy ซึ่งควบคุมการสังเคราะหปริมาณอะไมโลส (Klosgen et al., 1986) สงผลทําใหสังเคราะหอะไมโล

สลดลง อะไมโลเพคตนเปนพอลเมอรเชงกิงของกลโคส เกิดจากหนาทของเอนไซมหลายชนิด ซึงเอนไซม starch










synthase III ถูกถอดรหัสมาจากยีน SS เปนเอนไซมทมีบทบาทหนาทในการตอสายแขนงพอลเมอรของอะไมโลเพ

ี่








คตนใหยาวขนในขาวโพดขาวเหนียว (Lin et al., 2012) การเปลยนแปลงลาดบนิวคลโอไทดทมผลทาใหเกิดการ



















เปลยนแปลงลาดบกรดอะมโนและมผลตอการทางานของเอนไซม starch synthase IIa ซึ่งมีผลตอโครงสราง







ของอะไมโลเพคตนและอุณหภมแปงสกของขาว (Nakamura et al., 2005) การเปลยนแปลงในระดบยนนีเกิด





จากการเปลี่ยนแปลงการเรียงตัวของลาดับนิวคลีโอไทด ซึ่งสงผลใหการถอดรหัสกรดอะมิโนเปลี่ยนแปลงดวย อาจ


1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

263





มีผลทําใหไมมีการสรางโปรตีนหรือเอนไซม หรืออาจสังเคราะหข้นมาไดแตสมบัติเปล่ยนไปจากเดิมหรือหมด





ประสทธิภาพการทางาน ดงนันการตรวจหาลาดบนิวคลโอไทดในบริเวณของยนทตองการขอมล จะทาใหไดขอมล





















ความผนแปรของทางพันธุกรรม ซึงขอมลเหลานีสามารถนํามาประยกตใชเปนเครืองหมายดเอ็นเอทจาเพาะกับ








สวนท่เกี่ยวของกับการทํางานของยีน (direct marker assisted selection) ซึ่งมีความแมนยําในการคัดเลอก







เนืองจากเปนการพัฒนามาจากสวนของยนททาหนาทกําหนดรหสพันธุกรรมทควบคมการทางานของลกษณะ













เปาหมายทตองการ (Collard et al., 2005) ดงนั้นในขั้นตอนกอนที่จะไดมาซึ่งเครื่องหมายดเอ็นเอทชวยคดเลอก

ี่













ลกษณะความเหนียวนุมของขาวโพดขาวเหนียว จงตองศกษาความผนแปรของลาดบนิวคลโอไทดของยน Wx1

และ SS

วิธีดําเนินการ
1. อุปกรณ 


1.1 วัสด อุปกรณ เครื่องมือสําหรับการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอและการตรวจสอบผลผลิตพีซีอาร
1.1.1 เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดวยเทคนิคพีซีอาร



1.1.2 เครืองแยกขนาดดเอ็นเอดวยกระแสไฟฟา แบบแนวนอน
1.1.3 เครื่องปนแยกสารควบคุมอุณหภูมิไดชนิดตั้งโตะ

1.1.4 เครืองดูดจายสารละลาย

1.2 ชุดน้ํายาและสารเคมีที่ใชสําหรับงานดานเครื่องหมายโมเลกุล
1.3 กลองถายภาพ
2. วธีการ

1. การเตรียมตัวอยางและการสกัดดีเอ็นเอ



เมลดขาวโพดขาวเหนียว 38 พันธุ/สายพันธุ คดเลอกเมลดทสมบรณตวอยางละ 20 เมลด นํามาเพาะให 












งอกเปนตนกลา ตดใบออนมาหั่นเปนชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 0.1 กรัม ใสลงในโกรงที่มีไนโตรเจนเหลว บดใหละเอียด





เปนผงแลวใชชดน้ายาสกัดดเอ็นเอสาเร็จรูป (DNA extraction GF-1, Vivantis) จากนันตรวจสอบคณภาพ





สารละลายดีเอ็นเอทสกัดไดการวัดคาการดดกลนแสง





2. การเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอดวยเทคนิค PCR








นําตวอยางดเอ็นเอทสกัดไดมาเพิมปริมาณดเอ็นเอดวยเทคนิค PCR เพือเพิมปริมาณดเอ็นเอโดยใชไพร









เมอร GS และ SS ทออกแบบมาจาเพาะกับดเอ็นของยน GBSSI และ SSIII ตรวจสอบผลผลตโดยใชเจล อะกาโรส







หลังจากนั้นทําดเอ็นเอใหบริสุทธิ์ และวิเคราะหลําดบนิวคลีโอไทดดวยเครือง IIIumina Hiseq (illumine) ดวย



เทคนิค BT-Sequencing (Barcode taq sequencing base on Next generation sequencing ตามกรรมวิธีของ
บริษัท Celemics ประเทศสาธารณรัฐเกาหล ี



3. การวิเคราะหลําดับนิวคลีโอไทดและลําดบกรดอะมโน






นําขอมลลาดบนิวคลโอไทดทไดมาจดเรียงตาแหนงเปรียบเทยบกันโดยใชโปรแกรม ClustalW2 ดวยวิธี











Multiple alignment ใหถูกตองตรงกันทุกตัวอยาง แลวนําไปเทยบกับลาดบนิวคลโอไทดในฐานขอมล GenBank






264










และนําลาดบนิวคลโอไทดมาถอดรหสกรดอะมโนดวยโปรแกรม ExPASy https://web.expasy.org/translate/
แลวนํามาสรางแผนภมความสนพันธทางพันธุกรรม (Phylogenetic tree) ดวยโปรแกรม MEGA-X (Molecular






Evolution Genetics Analysis) ดวยวิธี Neighbor-joining โดยกําหนดคา bootstrap test ที่ 1,000 ซ้ํา

ผลและวิจารณผลการทดลอง

1. การวิเคราะหขอมูลลําดับนิวคลีโอไทด 








การเพิมปริมาณดเอ็นเอดวยเทคนิค PCR โดยใชไพรเมอร GBSS และ SS ทจาเพาะกับยน Waxy1 และ





SS ตามลาดบ ในขาวโพดขาวเหนียว 38 พันธุ/สายพันธุ พบวาไพรเมอร GBSS สามารถเพิมปริมาณดเอ็นเอได 17











ตัวอยาง (ผลสําเร็จ 44.73) ผลผลตชนดเอ็นเอมขนาด 2,485-2,506 คเบส เม่อตรวจสอบความถูกตองของลาดบนิ
วคลโอไทด โดยการเทยบกับฐานขอมล GenBank พบวามความใกลเคยง (% identify) 97.54-98.80% กับ












ขาวโพดขาวเหนียว (Zea may) หมายเลขลาดบนิวคลโอไทดจาเพาะ EU041691 ในขณะที่ไพรเมอร SS สามารถ



เพิ่มปริมาณดีเอ็นเอได 35 ตัวอยาง (ผลสําเร็จ 92.10%) ผลผลตชนดเอ็นเอมขนาด 1,808-1,812 คเบส เมื่อเทียบ





กับลาดบนิวคลโอไทดในฐานขอมล GenBank พบวามความใกลเคยง (% identify) 98.02-98.23% กับขาวโพด












ขาวเหนียว (Zea may) หมายเลขลาดบนิวคลโอไทดจาเพาะ JF273457 เห็นไดวาขอมูลลําดับนิวคลีโอไทดของทง


ั้
สองยีนนี้มีความนาเชื่อถือและความถูกตองจริง
2. ความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดยีน Waxy1








ยีน Waxy1 มขนาดลาดับนิวคลโอไทดทงหมด 4,339 คเบส (หมายเลขจาเพาะนิวคลโอไทด EU041691)








ประกอบดวยบริเวณ intron (สวนทไมถอดรหสเปนกรดอะมโน) 13 introns และบริเวณ exon (สวนทถอดรหส








เปนกรดอะมโน) 14 exons (Klosgen et al., 1986; Zheng et al., 2013) เมอถกถอดรหสจะไดเปนโปรตน










GBSS1 มีบทบาทหนาทีในการสังคราะหอะไมโลส และปริมาณอะไมโลสเปนส่งบงช้ถึงคุณภาพการหงตมสกท ่ ี







ผบริโภคยอมรับ การกลายพันธุของยีน Wx สงผลใหมีการสังเคราะห GBBSI ลดลงจงมผลกระทบโดยตรงตอ




ปริมาณอะไมโลส งานวิจยนีสามารถเพิมปริมาณดเอ็นเอและจดเรียงลาดบนิวคลโอไทดของยน Wx ได 2,485-







2,506 คเบส ประกอบดวย 11 introns (บริเวณ intron ที่ 4-14) และ 11 exons (บริเวณ exon ที่ 4-14) เมื่อนํา






ลาดบนิวคลโอไทดมาเทยบกันกัน พบวามความผนแปรในรูปแบบการขาดหายไป (deletion) และการเพิมเตม






(insertion) การเพิมขนหรือขาดหายไปของลาดบนิวคลโอไทด มกเรียกวา INDEL (insertion and deletion) ใน










ทุกบริเวณ intron ยกเวน intron ที่ 5 และสวนบริเวณ exon พบความผนแปรรูปแบบ INDEL เฉพาะ exon ที่ 7






และ 10 เทานั้น จํานวน 5 และ 15 นิวคลโอไทด ตามลาดบ สอดคลองกับรายงานวิจยการวิเคราะหลาดบนิวคลโอ







ไทดของยน Wx จากขาวโพดขาวเหนียว 55 หมายเลขพันธุ พบวาบริเวณ exon ที 7 (wx-D7) และ ที 10 (wx-




D10) มการกลายพันธุในรูปแบบการขาดหายไป 30 และ 15 คูเบส (Fan et al., 2008)



เมื่อทําการถอดรหัสกรดอะมิโนจากนิวคลีโอไทดที่ไดพบวา ไดกรดอะมิโน 438-443 ชนิด เมื่อนํากรดอะมิ

โนมาเรียงเทยบกัน พบความผนแปรของลาดบกรดอะมโนบริเวณ exon ที 7 และ 10 จานวน 1 และ 5 ชนิด















ตามลาดบ สอดคลองกับรายงานการศกษาลาดบนิวคลโอไทดบริเวณ wx-D7 พบการขาดหายไปของลาดบนิวคลโอ












ไทดพบไดในรอยตอระหวาง exon-intron ที 7 มผลทาใหเกิดรหสหยด (stop codon) เปนผลใหไมมีการ


265












สงเคราะหโปรตน GBSSI (Bao et al., 2012) การขาดหายไปของลาดบนิวคลโอไทด 15 คเบสของบริเวณ wx-










D10 ทาใหลาดบกระดอะมโนทไดจากการถอดรหสพันธุกรรมหายไป 5 ชนิด มผลทาใหรูปแบบโดเมนของ

glucusul transferase domain 1 (GTD1) ของโปรตน GBSSI เปลยนไป (Fan et al., 2008) จากรายงานวิจย










การศกษาปริมาณอะไมโลสในขาวโพดขาวเหนียว พบวาแปงขาวโพดขาวโพดทไดจากแตละตวอยางมปริมาณอะ







ไมโลสนอยและไมมีความแตกตางกันทางสถิติอยางมีนัยสําคัญ (ธีรวุฒิ และคณะ, 2563; Ketthaisong et al.,

2015) ปริมาณอะไมโลสในแปงทลดลงมีผลทาใหลักษณะความหนืดสูงสด (peak viscosity) ลดลง (Valle et al.,

ี่


1996) คาความหนืดสูงสุด เปนคาท่มีความสําคัญย่งสําหรับใชเปนเกณฑในการประเมินสายพันธุขาวโพดขาว





เหนียวในระหวางการปรับปรุงพันธุและมความสมพันธกับคณภาพการบริโภค (Ketthaisong et al., 2014) การ










วิเคราะหลกษณะความหนืดของแปงขาวโพดขาวเหนียวจานวน 31 ตวอยางพบวาคาความหนืดของแปงขาวโพด



ขาวเหนียวมีความแตกตางกันทางสถิติอยางมีนัยสาคัญ WES003 มีคาความหนืดสูงสุด และ WKA005 WKNN016
และ YNB01 มีคาความหนืดนอยที่สุด (ธีรวุฒิ และคณะ, 2563)
















เมอนําลาดบกรดอะมโนมาจดกลม พบวาสามารถแบงออกไปเปน 2 กลุม (ภาพท่ 1) เมอเทยบกับขอ


มลคาความหนืดจากรายงานของ ธีรวุฒิ และคณะ (2563) พบวาไมมความสมพันธกัน ดงนันขอมลลาดบนิวคลโอ















ไทดของยนนีจงไมเหมาะสาหรับการนํามาใชออกแบบเครืองหมายดเอ็นเอสาหรับการตรวจหาความเหนียวนุมใน










ขาวโพดขาวเหนียว อยางไรก็ตามมการใชตําแหนงกลายพันธุ wx-D7 และ ที่ 10 wx-D10 เปนเครืองหมายดเอ็นเอ



ในการจําแนกพันธุขาวโพดขาวเหนียวพื้นเมืองและขาวโพดขาวเหนียวลกผสมในเชื้อพันธุกรรมขาวโพดขาวเหนียวจน


(Fan et al., 2008; Bao et al., 2012)












ภาพท 1 แผนภูมิความสัมพันธทางพันธุกรรมของขาวโพดขาวเหนียว
ี่
ที่ไดจากขอมูลลําดบกรดอะมิโนของที่ถอดรหัสมาจากยีน Wx1


266



3. ความผันแปรของลําดับนิวคลีโอไทดยีน SS






ยีน SS มีขนาดลําดับนิวคลีโอไทดท้งหมด 11,617 คเบส (หมายเลขจาเพาะนิวคลโอไทด JF273457)













ประกอบดวยบริเวณ intron (สวนทไมถอดรหสเปนกรดอะมโน) 16 introns และบริเวณ exon (สวนทถอดรหส










เปนกรดอะมโน) 17 exons (Lin et al., 2012) เมอถกถอดรหสจะไดเปนโปรตน SSIII มบทบาทหนาทในการตอ


สายแขนงพอลิเมอรของอะไมโลเพคตินใหยาวขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนมีผลตอการทางานของโปรตน


SSIII ทําใหโครงสรางขออะไมโลเพคตินเปลยนแปลงดวย งานวิจัยนี้สามารถเพิ่มปริมาณดเอ็นเอและจดเรียงลาดบ



ี่






นิวคลโอไทดของยน SS ได 1,808-1,812 คเบส ประกอบดวย 3 introns (บริเวณ intron ที 3-5) และ 2 exons




(บริเวณ exon ที่ 4-5) เมื่อนําลําดับนิวคลีโอไทดบริเวณ exon มาเทียบกันกัน พบวามีความผันแปรในรูปแบบการ

แทนที (substitution) 7 ตาแหนง กระจายอยในบริเวณ exon ทงสอง เมอลาดนนิวคลโอไทดบริเวณ exon มา











ถอดรหสกรดอะมโน พบวาไดกรดอะมโน 170 ชนิด ชนิด เมื่อนํากรดอะมิโนมาเรียงเทียบกัน พบความผันแปรของ




ลาดบกรดอะมโน 3 ตําแหนง ดังนี้ตําแหนงท่ 43 71 และ 161 เม่อนําขอมูลลําดับกรดอะมโนท้งหมดมาสราง








แผนภูมิความสัมพันธทางพันธุกรรม พบวาสามารถแบงออกไดเปน 2 กลุม (ภาพที่ 2) กลุมที่ 1 กลุมที่มีกรดอะมิโน





ในตาแหนง ท 43 71 และ 161 เปน กรดแอสปารตก กรดไลซีน และกรดอะลานีน ตามลาดบ กลมท 2 กลมทมี


ุ
ี่









กรดอะมิโนในตําแหนง ที่ 43 71 และ 161 เปนกรดกลตามก กรดอารจนิน และกรดวาลน ตามลาดบ จากรายงาน




การหาคาความหนืดของแปงขาวโพดขาวเหนียว พบวา WKA005 WKNN016 YNB01 WPK018 WPK031 มคา




นอยสุด และแตกตางจากตัวอยางอืนๆอีก 26 ตัวอยาง อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (ธีรวุฒิ และคณะ, 2563) ซึ่ง
ตัวอยางดังกลาวถูกจัดอยูในกลุมที่ 2



สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ
จากการศกษานีพบวายน Wx1 มรูปแบบการผนแปรแบบการขาดหายไปหรือการเพิมเตม (INDEL) 2











ตาแหนง ซึงมผลทาใหการถอดรหสกรดอะมโนเปลยนแปลง แตจากการจดกลม สามารถจดได 2 กลม ซึ่งไม







ุ













สมพันธกับคาความหนืดของขาวโพดขาวเหนียว ดงนันยนนีจงไมเหมาะกับการนํามาใชพัฒนาเปนเครืองหมายด ี




เอ็นเอในการชวยคัดเลือกขาวโพดขาวเหนียวตามลักษณะความเหนียวนุมได ในขณะที่ยีน SS มรูปแบบการผนแปร













แบบแทนท (Substitution) 7 ตาแหนง เมอถอดรหสกรดมอะมโนพบวามลาดบกรดอะมโนเปลยนแปลง 3


ตําแหนง และเมื่อนําลําดับกรดอะมิโนมาจดกลุมพบวาสอดคลองกับคาความหนืดของขาวโพดขาวเหนียว ดังนั้นยีน


นีจงสามารถทจะนําไปประยกตใชเปนเครืองหมายดเอ็นเอชวยคดเลอกขาวโพดขาวเหนียวเพือใหไดขาวโพดขาว




















เหนียวที่มีลักษณะเหนียวนุมซึ่งเปนลักษณะที่ไดรับการยอมรับของผูบริโภคตอไป

267













































ภาพท 2 แผนภูมิความสัมพันธทางพันธุกรรมของขาวโพดขาวเหนียว
ี่

ที่ไดจากขอมูลลําดบกรดอะมิโนของที่ถอดรหัสมาจากยีน SS

268



เอกสารอางอิง


ธีรวุฒิ วงศวรัตน ฉลอง เกิดศรี วรรษมน มงคล และภาคภูมิ ถิ่นคํา. 2563. การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลเพื่อจําแนกความเหนยว

นมของขาวโพดขาวเหนียวดวยวิธ High-resolution melting (HRM) real-time PCR. เอกสารประกอบการประชุม



วชาการ นาเสนอผลงานประจําป 2562.


Bao, J.D., Yao, J.Q., Zhu, J.Q., Hu, W.M., Cai, D.G. Li, Y., Shu, Q.Y. and F. L.J. 2012. Identification of glutinous maize
landraces and inbred lines with altered transcription of waxy gene. Molecular Breeding 30: 1707-1714.
Collard, B.C.Y., Jahufer, M.Z.Z., Brouwer, J.B. and Pang, E.C.K. 2005. An introduction to markers quantitative trait
loci (QTL) mapping and marker-assisted selection for crop improvement: The basic concepts. Euphytica

142: 169-196.
Valle, G.D., Colonna, P. and Patria, A. 1996. Influence of amylose content on the viscous behavior of low
hydrated molten starches. Journal of Rheology 40: 347-362.
Fan, L., Quan, L., Leng, X., Guo, X., Hu, W., Ruan, S., Ma, H., Zeng M. 2008. Molecular evidence for post-

domestication selection in the Waxy gene of Chinese waxy maize. Molecular Breeding 22: 329-338.
Fredriksson, H., Silverio, J., Andersson, R., Eliasson, A.C. and Aman, P. 1998. Physicochemical properties of waxy
corn starch and corn amylopectin illuminated with linearly polarized visible light. Carbohydrate

Polymers 35: 119-134.
Ketthaisong, D., Suriharn, B., Tangwongchai, R., Jane, J.I. and Lertrat, K. 2015. Physicochemical and morphological
properties of starch from fresh waxy corn kernels. Journal of Food Science and Technology 52(10):
6529-6537.

Ketthaisong, D., Suriharn, B., Tangwongchai and Lertrat, K. 2015. Combining ability analysis in complete diallel
cross of waxy corn (Zea mays var. ceratina) for starch pasting viscosity characteristics. Scientia
Horticulturae 175: 229-235.

Klosgen, R.B., Gierl, A., Schwarz-Sommer, Z., and Saedler, H. 1986. Molecular analysis of the waxy locus of Zea
mays. Molecular Genetic and Genomics 203: 237-244.
Lin, Q., Huang, B., Zhang, M., Zhang, X., Rivenbark, J., Lappe, R., James, M.G., Myers, A.M. and Hennen-Bierwagen,
T.A. 2012. Functional Interactions between starch synthase III and isoamylase-type starch-debranching

enzyme in maize endosperm. Plant Physiology 158: 679-692.
Nakamura, Y., Francisco, J.P.B., Hosaka, Y. Sato, A., Sawada, T., Kubo, A. and Fujita, N. 2005. Essential amino acids
of starch synthase IIa differentiate amylopectin structure and starch quality between japonica and

indica rice varieties, Plant Molecular Biology 58: 213-227.
Zheng, H., Wang, H., Yang, H., Wu, J., Shi, B, Cai, R., Xu, Y., Wu, A., Luo, L. 2013. Genetic diversity and molecular
evolution of Chinese waxy maize germplasm. PLoS One 8: 1-11.

269


























แผนงานวิจัย


วิจัยและพัฒนาถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มผลผลิตและความมั่นคงทางอาหาร

270



การปรับปรุงพันธุถั่วเหลืองเพื่อผลผลิตสูง (ชุดป 54) : การเปรียบเทยบในไรเกษตรกร

Soybean breeding for high yield (set 2011): Farmer Trial


1
2
2
1*
1
ิ์
รวีวรรณ เชื้อกิตติศักด63 นารีรัตน เณรอยู สุมณฑา นนทะนํา รัชนี โสภา64 และออยทิน ผลพานิช

บทคัดยอ
การเปรียบเทียบในไรเกษตรกรพันธุถ่วเหลืองเพือผลผลิตสูง ชุดป 2554 ดําเนินการในพื้นท่จังหวัด





ขอนแกน ในฤดูแลงป 2562 และ 2563 โดยเปรียบเทียบถั่วเหลืองสายพันธุดเดน 4 สายพันธุรวมกับพันธุเชียงใหม

60 และ เชยงใหม 6 วางแผนการทดลองแบบ RCB จานวน 4 ซ้า พบวา ในฤดแลงป 2562 และ 2563 สายพันธุ 

















CM0809-3 ใหผลผลตสงสดท 398 และ 182 กิโลกรัมตอไร สงกวาพันธุเชยงใหม 60 รอยละ 46 และ 52






ตามลาดบ และสงกวาพันธุเชยงใหม 6 รอยละ 33 และ 28 ตามลาดบ และเมอนําผลผลตทง 2 ปมาเฉลยพบวา












สายพันธุ CM0809-3 ใหผลผลตสงสด 290 กิโลกรัมตอไร สงกวาพันธุเชยงใหม 60 และเชยงใหม 6 รอยละ 48










และ 31 ตามลําดับ สอดคลองกับพื้นที่อื่นๆ ที่ทําการทดสอบ จึงคัดเลือกสายพันธุ CM0809-3 ที่ใหผลผลิตสูง เพื่อ
เสนอขอรับรองพันธุตอไป


คําสําคัญ: ถวเหลือง ผลผลิตสง ไรเกษตรกร


คํานํา
ถั่วเหลืองเปนพืชความมั่นคงทางอาหารที่มีปริมาณโปรตีนในเมล็ดสูงมากกวาพืชไรตระกูลถั่วอื่น ๆ จึงเปน


แหลงโปรตีนราคาถูก มีความเกี่ยวของกับวิถชีวิตของชมชนในเชิงของวัฒนธรรมอาหารโปรตีนสูง และเปนพืชรวม

ในระบบปลูกพืชท่สําคัญ จากการขยายตวของอุตสาหกรรม และความตองการบริโภคอาหารเพือสขภาพและ











ปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ทาใหปริมาณการผลตไมเพียงพอกับความตองการใชในประเทศ ทาใหตองนําเขาเมลดจาก









ตางประเทศในแตละปมลคานับหมนลานบาท โดยในป 2561/2562 สามารถผลตถัวเหลองไดประมาณ 1.3% ของ





ปริมาณความตองการใชทั้งหมด ปจจุบันเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตถั่วเหลืองของไทยมีแนวโนมลดลงรอยละ 8.18
และรอยละ 4.26 ตอป ตามลําดับ แตผลผลิตตอไรมีแนวโนมเพิ่มขึ้นรอยละ 4.32 ตอป พื้นที่ปลูกที่สําคัญอยูในเขต

ภาคเหนือ รอยละ 77 ในปจจุบันกรมวิชาการเกษตรไดรับรองพันธุถั่วเหลืองไรจานวน 22 พันธุ พันธุที่นิยมปลูกใน




ปจจบนไดแก เชยงใหม 60 ใหผลผลตสง ปรับตวไดกวาง แตมปญหาเรืองการงอกของเมลดพันธุในสภาพดนชน





























แฉะ พันธุสจ.5 ใหผลผลตดในเขตภาคตะวันออกเฉยงเหนือ และพันธุเชยงใหม 2 เปนพันธุอายสน นิยมปลกใน

ระบบปลูกพืชที่มีขอจํากัดดานระยะเวลาหรือในพื้นที่ที่มีน้ํานอย ดังนั้นการพัฒนาพันธุใหม ๆ จึงมีความจําเปนตอง


พัฒนาอยางตอเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลตและคณภาพใหสูงขึ้น รองรับความตองการใช และเสริมสรางความ


มั่นคงและยั่งยืนของประเทศตอไป

1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
2 ศูนยวิจัยพืชไรเชียงใหม สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

271



วิธีดําเนินการ

อุปกรณ 
1. ถั่วเหลืองสายพันธุกาวหนาจํานวน 4 สายพันธุ ไดแก CM0801-22 CM0809-3 CM0908-1 CM1222-

14-1 และพันธุเปรียบเทียบเชียงใหม 60 และ เชียงใหม 6 รวม 6 สายพันธุ/พันธุ
2. ปุยเคมีเกรด 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมตอไร

3. สารเคมีปองกันกําจัดศัตรูถั่วเหลือง

4. สารเคมีปองกันและกําจัดวัชพืช
5. อุปกรณที่ใชในแปลงทดลอง

วิธีการ
วางแผนการทดลองแบบ RCB จานวน 4 ซ้ํา

กรรมวิธี ไดแก ถั่วเหลืองสายพันธุกาวหนาจํานวน 4 สายพันธุ ไดแก CM0801-22 CM0809-3 CM0908-

1 CM1222-14-1 และพันธุเปรียบเทียบเชียงใหม 60 และ เชียงใหม 6 รวม 6 สายพันธุ/พันธุ
วิธีปฏิบัติการทดลอง




เตรียมพืนทโดยการไถพรวนและปรับหนาดนใหมความสมาเสมอ ปลกถวเหลองสายพันธุตางๆ ใชระยะ





















ปลกระหวางแถว 50 เซนตเมตร ระหวางหลม 50 เซนตเมตร หยอดหลมละ 3-5 เมลด หลงปลกพนสารเคมคม

วัชพืชโดยใชอลาคลอร อัตรา 500 มิลลิลิตรตอไรขณะที่ดินมีความชื้น เมื่อถั่วเหลืองอายุประมาณ 21 วันหลังปลูก
ถอนแยกใหเหลือจํานวนตน 3 ตนตอหลุม ใสปุยเคมีสูตร 12-24-12 โดยโรยขางแถวแลวพรวนดินกลบโคนตน พน

สารเคมีปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชและกําจัดวัชพืชตามคําแนะนําของกรมวิชาการเกษตร เก็บเกี่ยวเม่อฝกถว




















เหลองเปลยนเปนสน้าตาล 95 เปอรเซ็นตของฝกทงหมด บนทกขอมลวันปฏบตการตางๆ ไดแก วันปลก วันงอก












วันออกดอก และวันเก็บเกียว ผลผลตและองคประกอบผลผลตและลกษณะการเกษตรอืน ๆ ทสาคญ คณสมบต ิ


ของดนกอนปลก


เวลาและสถานท ี ่






ดาเนินการทดลองในฤดแลงป 2562 และ 2563 ทไรเกษตรกร อําเภอชมแพ และอําเภอเมอง จงหวัด



ขอนแกน ปละ 1 แปลงทดลอง


ผลและวิจารณผลการทดลอง

ฤดแลงป 2562 ดาเนินการทไรเกษตรกรอําเภอชมแพจงหวัดขอนแกน จานวน 1 แปลง ปลกถวเหลือง











วันท 12 มกราคม 2562 ใสปยเกรด 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมตอไรในวันท 21 กุมภาพันธ 2562 พบวา มี









ความแตกตางกันทางสถตทั้งผลผลิตและองคประกอบผลผลิต ยกเวนจํานวนเมล็ดตอฝก สายพันธุ CM0809-3 ให 




ผลผลตสงสด 398 กิโลกรัมตอไร แตไมแตกตางกันทางสถตกับ CM0908-1 CM0801-22 และ เชยงใหม 6 โดย


















ผลผลตจะสมพันธกับจานวนตนเก็บเกียวและเปนไปในทานองเดยวกัน 4 สายพันธุ/พันธุดงกลาวจะมจานวนตน




เก็บเกี่ยวสูงดวย สายพันธุ CM0908-1 และ CM1222-14-1 มีน้ําหนัก 100 เมล็ดสูงที่สุดไมแตกตางกัน (21.5 และ


21.0 กรัม ตามลาดบ) สายพันธุ CM0801-22 และพันธุเชียงใหม 6 มีความสูงตนสูงที่สุดไมแตกตางกัน (70.5 และ

272




74.0 เซนตเมตร ตามลําดับ) พันธุเชียงใหม 6 มีจํานวนขอตอตนสูงที่สุด (10.2 ขอ) สายพันธุ CM0809-3 มีจํานวน



















กิงตอตนสงทสด (2.1 กิง) สายพันธุ CM0801-22 และพันธุเชยงใหม 6 มจานวนฝกตอตนสงทสดไมแตกตางกัน














และไมแตกตางจากสายพันธุ/พันธุอืน ๆ (33.3 และ 34.0 ฝก ตามลาดบ) ไมมความแตกตางกันทางสถตของ
จํานวนเมล็ดตอฝก โดยมีคาเฉล่ย 2.5 เมล็ด และอายุเก็บเกี่ยวของทุกสายพันธุ/พันธุ อยระหวาง 91-95 วัน


(Table 1)


ฤดูแลงป 2563 โดยปลูกถ่วเหลืองวันท่ 12 มกราคม 2563 พบวา ถ่วเหลืองสายพันธุ CM0809-3 ให















ผลผลตสงทสด 182 กิโลกรัมตอไร สายพันธุ CM0801-22 และ CM1222-14-1 มน้าหนัก 100 เมลดสงทสดไม 




แตกตางกัน (20.5 และ 20.6 กรัม ตามลาดบ) แตไมแตกตางจากสายพันธุ/พันธุอืน ๆ สายพันธุ CM1222-14-1















และพันธุเชยงใหม 6 มความสงตนสงทสด (37.0 และ 38.8 เซนตเมตร ตามลาดบ ขณะทพันธุเชยงใหม 60 ม ี



























จานวนขอตอตนสงทสด 10.4 ขอ สายพันธุ CM0809-3 มจานวนกิงตอตนสงทสด 1.8 กิง พันธุเชยงใหม 60 ม ี





ี่
จํานวนฝกตอตนสูงที่สุด 31.0 ฝก และสายพันธุ CM0809-3 มีจํานวนเมล็ดตอฝกสูงทสดไมแตกตางจากสายพันธุ/


พันธุอื่นๆ (2.8 เมล็ด) (Table 2)
เมื่อนําผลผลิตทั้ง 2 ป มาหาคาเฉลี่ย พบวา สายพันธุ CM0809-3 ใหผลผลิคสูงสด 290 กิโลกรัมตอไร สูง


กวาพันธุเชยงใหม 6 รอยละ 31 และ เชยงใหม 60 รอยละ 48 ซึงสอดคลองกับพืนทอืนๆ ททาการทดสอบ จง














คัดเลือกสายพันธุ CM0809-3 ที่ปรับตัวไดกวาง เพื่อเสนอขอรับรองพันธุตอไป

สรปผลการทดลองและขอเสนอแนะ


ในพื้นที่การปลูกถั่วเหลองอําเภอชุมแพ และอําเภอเมืองจังหวัดขอนแกน ซึ่งสวนใหญจะผลตถวเหลืองใน

ั่




ฤดแลง สภาพดนเปนดนทราย สายพันธุ CM0809-3 ใหผลผลตสงสดทงในป 2562 ปละ 2563 โดยใหผลผลต














เฉลย 398 และ 182 กิโลกรัมตอไร ตามลาดบ หรือใหผลผลตเฉลย 290 กิโลกรัมตอไร เปนสายพันธุทปรับตวกับ













สภาพแวดลอมไดกวาง เหมาะสําหรับการปลูกถั่วเหลืองในจังหวัดชอนแกน

273



Table 1 Yield, yield component and some agronomic traits of 6 soybean lines/varieties form Farm

Trials experiment at Chum Phae district, Khon Kaen province in the dry season, 2019
Varieties/lines Yield (kg/rai) 100 seeds Plant no. of no. of no. of no. of no. of plants
weight (g) height nodes/plant branches/plant pods/plant seeds/plant Harvest
CM0801 -22 317 ab 18.83 b 71 a 9.4 bc 0.5 c 33.3 a 2.6 70,737 ab
CM0809 -3 398 ab 17.72 cd 58 bc 9.3 bc 2.1 a 25.8 c 2.6 70,010 ab
CM0908 -1 396 a 21.49 a 55 c 8.7 cd 0.6 c 27.0 bc 2.4 73,039 a
CM1222 -14 -1 214 bc 21.03 a 62 bc 8.3 d 0.7 c 24.5 c 2.6 61,622 b
CM60 272 bc 18.55 bc 63 b 9.2 bc 0.7 c 30.8 ab 2.4 61,074 b
CM6 300 ab 17.04 d 74 a 10 a 1.3 b 34.0 a 2.7 63,794 ab
Mean 316 19.11 64 9.2 1.0 29.2 2.5 66,713
F-test * ** * ** * * ns *
CV (%) 21.7 5.2 11.4 6.4 57 13.8 9.2 9.5
คาเฉลี่ยที่ตามดวยอักษรเหมือนกันในแตละสดมภไมแตกตางกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดย DMRT


Table 2 Yield, yield component and some agronomic traits of 6 soybean lines/varieties form
Farm Trials experiment at Muang district, Khon Kaen province in the dry season, 2020

Varieties/lines Yield (kg/rai) 100 seeds Plant no. of no. of no. of no. of no. of plants
weight (g) height nodes/plant branches/plant pods/plant seeds/plant Harvest
CM0801 -22 112 c 20.50 ab 33 bc 8.5 bc 0.6 c 20.7 b 2.3 b 26,511 bc
CM0809 -3 182 a 18.91 bc 30 c 9.4 abc 1.6 a 23.4 ab 2.8 a 33,033 ab
CM0908 -1 125 c 20.21 ab 28 c 8.4 c 0.5 c 23.9 ab 2.4 b 29,947 b
CM1222 -14 -1 158 ab 20.59 a 37 ab 8.8 bc 0.8 bc 21.2 b 2.5 ab 38,722 a
CM60 120 c 18.56 c 33 bc 10 a 1.2 abc 31.0 a 2.7 ab 23,033 c
CM6 142 bc 19.45 abc 39 a 9.7 ab 1.5 ab 26.3 ab 2.7 ab 32,478 ab
Mean 140 19.70 33 9.2 1.0 24.4 2.6 30,621
F-test ** * ** * * * * **
CV (%) 14.6 5.0 10 7.9 52 20.6 9.0 14.00
คาเฉลี่ยที่ตามดวยอักษรเหมือนกันในแตละสดมภไมแตกตางกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดย DMRT

274



























แผนงานวิจัย


วิจัยการบริหารศัตรูพืชแบบบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพืชเศรษฐกจที่สําคัญ

(โครงการวิจัยเดี่ยว)

275





การบริหารศัตรูถั่วเหลืองโดยวธผสมผสาน
Integrated Pest Management on Soybean


1
2
4
3
อนุวัฒน จันทรสุวรรณ65 สุรีรัตน ทองคํา66 สิริชัย สาธุวิจารณ67 ปยะรัตน จังพล68 และทรงสิทธิ์ ทาขุลี 4


รายงานความกาวหนา
ศึกษาวิธีการบริหารศัตรูถั่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน เพื่อปองกันกําจัดศัตรูทสําคัญของถัวเหลอง ลดการใช 
ี่


สารเคมี ทําใหไดผลผลิตถั่วเหลืองที่ปลอดภัย เปนที่ตองการของตลาดและผูบริโภค โดยเลือกพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองใน




แปลงของเกษตรกร ตาบลบวใหญ อําเภอน้าพอง จงหวัดขอนแกน จานวน 2 แปลง ๆ ละ 1 ไร คอ แปลงการ






ปองกันกําจดแมลงศตรูถวเหลองโดยวิธีผสมผสาน และวิธีของเกษตรกร ตรวจนับโรค วัชพืช และแมลงศตรูทเขา






ทําลายถั่วเหลือง ตั้งแตปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว ปลูกถั่วเหลืองวันที่ 11 ธันวาคม 2562 พบวา ในแปลงผสมผสาน พบ



เพลยออน เพลยไฟ หนอนกระทผก หนอนมวนใบ และหนอนเจาะฝกถว แตพบหนอนกระทผกเขาทาลายเกิน




























ระดบเศรษฐกิจ (พบหนอนกระทผก 1 ตว/ตน) โดยพบหนอนกระทผก เฉลย 1 ตว/ตน จงทาการเก็บตวหนอน



ออกจากแปลง จานวน 2 ครัง จากนั้นพบหนอนกระทูผักเฉลี่ย 0.1 ตัว/ตน ในระยะติดฝก พบหนอนเจาะฝกถั่วเขา




ทําลายฝก 0.61% จึงไมไดทําการปองกันกําจัด สําหรับวัชพืช หลังปลูกถั่วเหลือง พนสารเพนดเมทาลน 45.5% CS
อัตรา 227.5 กรัมสารออกฤทธิ์ตอไร จํานวน 1 ครั้ง หลังพนสารฯ 30 วัน พบขาว และหญาขาวนก 45 และ 1 ตน/



ตารางเมตร ตามลาดบ แตไมพบหญาอื่นๆ และพนสารกําจัดวัชพืช คลีโทดิม 24% EC อัตรา 24 กรัมสารออกฤทธิ ์







ตอไร จํานวน 1 ครั้ง พบขาว 2 ตน/ตารางเมตร แตไมพบหญาอื่นๆ ไมพบโรคระบาดในแปลงถัวเหลอง ไดผลผลิต


246 กิโลกรัมตอไร มีตนทุนการผลิต 2,345 บาทตอไร และ มผลตอบแทนการลงทน (B/C ratio) เทากับ 2.1 ในแปลง




เกษตรกร กอนพนสารปองกันกําจัด พบหนอนกระทูผักเฉลี่ย 0.7 ตัว/ตน พนสารปองกันกําจัดหนอนแมลงวันเจาะ


ลาตน และพนสารปองกันกําจดหนอนกระท ไตรอะโซฟอส 40% EC อัตรา 50 มล./น้า 20 ลตร จานวน 2 ครัง










หลงพนพบหนอนกระทผกเฉลย 0.02 ตว/ตน ในระยะตดฝก พบหนอนเจาะฝกถว เขาทาลายฝก 0.65% สําหรับ


















วัชพืช หลงปลกถวเหลอง พนสารกําจดวัชพืช อะลาคลอร 48% EC อัตรา 336 กรัมสารออกฤทธิตอไร จานวน 1





ครั้ง จากนั้น 30 วัน พบขาว หญาขาวนก หญานกสีชมพู หญาตีนนก กกทราย และเซงใบมน 50 15 5 4 3 และ 8








ตน/ตารางเมตร ตามลาดบ เมอถวเหลองอาย 60 วัน พบขาว หญาขาวนก หญานกสชมพู หญาตนนก กกทราย













และเซงใบมน 38 10 5 3 2 และ 8 ตน/ตารางเมตร ตามลาดบ ไดผลผลิต 189 กิโลกรัมตอไร มตนทนการผลต


2,405 บาทตอไร และ มผลตอบแทนการลงทน (B/C ratio) เทากับ 0.57 การปองกันกําจัดศัตรูถ่วเหลืองโดยวิธี







ผสมผสาน ลดการใชสารฆาแมลง 100% แตมการใชสารปองกันกําจดวัชพืช เพิมขน 50 % ไมพบโรคระบาดใน







่ ื
แปลงถัวเหลอง

1 ศูนยวิจัยพืชไรสุพรรณบุรี สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุร ี
2 สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

3 สํานักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวชาการเกษตร

4 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกนสถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน

276





คําสําคัญ: ถัวเหลอง ศตรู ถั่วเหลือง วิธีผสมผสาน


คํานํา

ถั่วเหลือง เปนพืชที่สําคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยใชบริโภคภายในประเทศ ในรูปของอุตสาหกรรม
น้ํามันพืช อุตสาหกรรมอาหารสัตว และผลิตภัณฑจากถั่วเหลือง รวมทั้งบริโภคโดยตรง เชน การแปรรูปเปนอาหาร






ชนิดตางๆ ไดแก เตาห เตาเจยว และขนมหวาน (สถาบันวิจัยพืชไร, 2547)



ี่
ั่

ในป 2563 ประเทศไทยมีพื้นทปลกถวเหลองประมาณ 104,193 ไร ไดผลผลต 26,283 ตน ผลผลตเฉลย








252 กิโลกรัมตอไร ซึ่งไมเพียงพอตอความตองการใชภายในประเทศ จึงตองมีการนําเขาทั้งในรูปเมล็ดแหงและกาก









ถวเหลอง โดยนําเขา 4,044 ลานตน มมลคา 50,493 ลานบาท (สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563) การเพิม







ประสทธิภาพในการผลตถวเหลองใหมปริมาณเพียงพอตอความตองการใชภายในประเทศ จะเปนการลดการขาด








ดลทางการคาจากการนําเขาถัวเหลอง

















แหลงปลกถวเหลองทสาคญของประเทศไทยอยในภาคเหนือ ไดแก จงหวัดแมฮองสอน ชยภม ตาก นาน







สโขทย เชยงราย เชยงใหม แพร ขอนแกน และ ลาปาง เปนตน จังหวัดทมพืนทปลกมากทสด คอ จงหวัด

















แมฮองสอน มีพื้นท่ปลูก 45,381 ไร รองลงมา คือ จังหวัดชัยภูมิและตาก มีพื้นท่ปลูก 9,565 และ 7,962 ไร
ตามลําดับ แหลงปลูกที่สําคัญรองลงมาจากภาคเหนือ คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก จังหวัดชัยภูมิ ขอนแกน





















เลย และอุดรธานี เปนตน จงหวัดทมพืนทปลกมากทสด คอ จงหวัดชยภม มพืนทปลก 9,565 ไร รองลงมา คอ





จังหวัดขอนแกน และเลย มีพื้นที่ปลูก 2,877 และ 1,260 ไร ตามลาดบ (สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2562)





แมลงศตรูนับวาเปนอุปสรรคสาคญอยางหนึงในการผลตถัวเหลอง พบเขาทาลายทกระยะการเจริญเตบโต
















ของถวเหลอง แมลงศตรูประเภทปากกัดทสาคญของถวเหลอง ไดแก หนอนแมลงวันเจาะลาตนถว หนอนมวนใบ










หนอนกระทูผัก หนอนเจาะสมอฝาย หนอนเจาะ และแมลงศตรูประเภทปากดดที่สาคัญของถั่วเหลือง ไดแก แมลง


ั่
หวี่ขาวยาสูบ เพลี้ยออนถวเหลอง และเพลยจกจน เปนตน ซึ่งจะระบาดอยางรุนแรงเมื่อสภาพอากาศแหงแลง หรือ
ี้
ั่

ฝนทงชวงเปนเวลานาน (ศรีสมร และคณะ, 2544)



ั่
แมลงหวี่ขาวยาสูบ เขาทําลายทกระยะการเจริญเติบโตของถวเหลอง ตัวออนและตัวเต็มวัยของแมลงหวี่ขาว


ี้
ยาสูบจะดูดกินน้ําเลยงจากใบ ทําใหตนแคระแกร็น นอกจากนี้แมลงหวี่ขาวยาสูบยังเปนพาหะ นําโรค ใบยอดยนมาส ู
ถั่วเหลือง ทําใหใบบิดเบี้ยว เสนใบหดสั้น ลําตนไมแข็งแรง ลมงาย ฝกหดสั้น บิดเบี้ยว ผิวฝกยน ซึ่งเปนสาเหตุททา

ี่
ใหผลผลิตของถวเหลืองลดลง (ศรีสมร และคณะ, 2544)










เพลยออนถวเหลอง เปนแมลงศตรูปากดดทสาคญของถวเหลอง เพลยออนถวเหลองเขาทาลายตงแตถว





















เหลืองเจริญเติบโตอยูในระยะที่ใบประกอบขอที่ 2 บานเต็มที่ ระบาดสูงสุดในระยะที่ถั่วเหลืองเริ่มติดฝกออนจนถง




ระยะเริมติดเมลด ทาใหตนถัวเหลองแคระแกรน ใบหงิกงอ และฝกบิดเบียว ผลผลตลดลงมากกวา 30 เปอรเซ็นต 





(ศรีสมร และคณะ, 2544)
ี้

















เพลยจกจน เปนแมลงปากดดขนาดเลก เขาทาลายถวเหลองโดยตวออนและตวเตมวัยดดกินน้ําเลยงจาก








ใบ ทาใหขอบใบมสเหลองซีด และหอขนดานบน ถาระบาดมากจะทาใหใบรวง ตนแคระแกรน และผลผลตลดลง






(ศรีสมร และคณะ, 2544)

277



มวนเขียวขาว เขาทําลายตั้งแตถั่วเหลืองอยูในระยะเริ่มติดฝกออนแตยังไมติดเมล็ด ฝกออนที่ถูกทําลายจะ



ลีบและรวงหลน สวนฝกแกที่ยังไมแหงเมล็ดจะเปนจุดสีดา เมล็ดไมเจริญเติบโตและฝกลบ ถามวนเขียวขาวระบาด







มาก ในระยะถั่วเหลืองเริ่มติดเมลด และระยะฝกเตงแตยังมีสเขยว การเขาทําลายของมวนเขียวขาวยังทําใหฝกลบ
เพิมขน และผลผลิตลดลง (ศรีสมร และคณะ, 2544)







หนอนแมลงวันเจาะลาตนถั่ว เปนแมลงศัตรูที่สําคัญชนิดหนึ่งของถั่วเหลือง เขาทาลายถั่วเหลืองตั้งแตระยะ







ี่

ตนกลา ตัวเตมวัยเปนแมลงวันขนาดเลก เมอตวหนอนฟกออกมาจากไขจะชอนไชตามเสนใบไปทกานใบเพื่อเขาไป




















กัดกินเนือเยอของลาตนทบริเวณไสกลางลาตน การเขาทาลายของหนอนแมลงวันเจาะลาตนถัว ทาใหผลผลตถว

เหลองลดลงมากกวา 40 เปอรเซ็นต (ศรีสมร และคณะ, 2544)





หนอนมวนใบ เขาทําลายตั้งแตถั่วเหลืองเจริญเตบโตทางลาตนและใบ จนถึงระยะออกดอก ติดฝก และฝก


เต็ม หนอนที่ฟกออกมาจากไขใหมๆ จะอยูรวมกันเปนกลุม ชักใยบางๆ คลุมตัวไว แลวกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้น
จะกระจายออกไปทั่วทั้งแปลง สรางใยยึดใบเขาหากัน แลวกัดกินอยูในใบที่หอจนหมด (ศรีสมร และคณะ, 2544)



หนอนกระทผก เขาทาลายตงแตถัวเหลองเจริญเตบโตทางลาตนและใบ จนถงระยะออกดอกและตดฝก































หนอนทฟกออกมาจากไขใหม ๆ จะอยูรวมกันเปนกลม แทะผวใบดานลาง ทาใหเหลอแตเสนใบ เมอผวใบแหงจะ
มองเห็นเปนสีขาว เมื่อหนอนโตขึ้น จะแยกกลุมออกไปกัดกินใบทั่วทั้งแปลง (ศรีสมร และคณะ, 2544)





หนอนเจาะสมอฝาย เขาทาลายถัวเหลองในตั้งแตระยะตดฝก หนอนจะกัดกินเมล็ดภายในฝกจนหมดแลว


เคลื่อนยายไปทาลายฝกอื่น ถาระบาดมาก หนอนจะกัดตรงขั้วฝก ทําใหฝกรวงหลน ไมสามารถเก็บผลผลตได (ศรี

สมร และคณะ, 2544)





หนอนเจาะฝกถัว เปนแมลงศัตรูทสาคัญของถั่วเหลืองในระยะตดฝก ตวหนอนจะเจาะเขาไปกัดกินเมลดท ี ่

ี่



อยูในฝกหลังจากฟกออกมาจากไข ตัวหนอนสามารถยายไปกัดกินฝกอื่นๆ ไดโดยชักใยดึงฝกมาตดกันแลวเจาะเขา




ไปกัดกินเมล็ดท่อยในฝกใหม การทําลายของหนอนเจาะฝกถ่วทําใหผลผลตของถ่วเหลองลดลงมากกวา 40




เปอรเซ็นต (ศรีสมร และคณะ, 2544)

การปองกันกําจดศตรูถั่วเหลืองมีหลายวิธี ไดแก การใชวิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี การใชพันธุตานทาน และ


การใชสารเคมี การใชสารเคมีซึ่งใหผลดและรวดเร็ว แตการใชสารเคมีอยางตอเนื่องทําใหแมลงสรางความตานทาน



ตอสารเคมบางชนิด เกษตรกรจงเพิมอัตราการใชสารเคมใหสงขน ทาใหตนทนการผลตเพิมขน เกิดปญหาพิษ
















ตกคางในผลผลตและสงแวดลอม แมลงศตรูธรรมชาตทมประโยชนถกทาลาย การระบาดของแมลงศตรูขาวโพด














หวานทเกิดขนในปจจบนจงเพิมความรุนแรงมากขน กลมกีฏและสตววิทยา (2553) ไดแนะนําใหพนสารฆาแมลง



























เมอพบแมลงระบาดหรือเขาทาลายถงระดบเศรษฐกิจ การใชระดบเศรษฐกิจในการตดสนใจกอนทาการใชสารฆา








แมลง สามารถลดจานวนครังการใชสารฆาแมลงไดชดเจนเมอเปรียบเทยบกับการใชสารฆาแมลงของเกษตรกร


(สุวัฒน และคณะ, 2544)
ี่



การบริหารศตรูถั่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน เปนการปองกันกําจัดศตรูทสาคัญของถั่วเหลือง โดยนําวิธีการ

ตางๆ ที่มีประสทธิภาพมาใชรวมกัน และลดการใชสารเคมี ทําใหไดผลผลิตถั่วเหลืองที่ปลอดภัย เปนที่ตองการของ


ตลาดและผบริโภค

278



วิธีดําเนินการ

กรรมวิธีการทดลอง


แบงเปน 2 กรรมวิธี ไดแก 1. การปองกันกําจดศตรูถั่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน และ 2. การปองกันกําจัด
ศัตรูถั่วเหลืองตามวิธีของเกษตรกร
วิธีปฏิบัติการทดลอง






1. เปรียบเทยบชนิดและปริมาณศตรูพืช ชนิด อัตราการใช ราคา และจานวนครังทใชของสารกําจด















ศตรูพืช ผลผลตและราคา ตนทนการผลต ระหวางการปองกันกําจดศตรูถวเหลองโดยวิธีผสมผสาน (IPM) และ
การปองกันกําจัดศัตรูถั่วเหลืองตามวิธีของเกษตรกร (F)
2. ขันตอนและวิธีดาเนินการ






(1) เลอกแปลงเกษตรกร ทดสอบการปองกันกําจดศตรูถั่วเหลองโดยวิธีผสมผสาน (IPM) โดยการ


ควบคมของนักวิชาการ เปรียบเทยบกับวิธีของเกษตรกร (F) โดยเกษตรกรเปนผดแลเอง ทดสอบในแปลงของ




เกษตรกรจานวน 2 ราย โดยแบงพื้นที่ออกเปน 2 แปลงๆ ละ 1 ไร

(2) การปองกันกําจัดศัตรูถั่วเหลือง











แปลงการปองกันกําจดศตรูถวเหลองโดยวิธีผสมผสาน (IPM) ทาการปองกันกําจดศตรูถวเหลองโดยใช 






หลายๆวิธีรวมกัน ไดแก วิธีเขตกรรม เชน การไถและตากดนเพือกําจดเศษซากพืช วัชพืช กําจดแหลงขยายพันธุ 






ของศตรูพืช วิธีกล เชน การเก็บกลมไข หรือ ตวหนอนของแมลงศตรูพืชมาทาลาย เก็บพืชทมอาการของโรคไป








ทําลายนอกแปลง วิธีปองกันกําจัดโดยใชเชื้อแบคทีเรีย Bt. และวิธีปองกันกําจัดโดยใชสารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืช
ดาเนินการโดยตรวจนับศตรูพืชทุกสัปดาห 


1. แมลงศัตรูถั่วเหลือง
















สมตนถวเหลองจากพืนท 10 จด ๆ ละ 10 ตน รวมเปน 100 ตน ตรวจนับแมลงศตรูถวเหลอง



พนสารฆาแมลง เมอพบแมลงระบาดหรือเขาทาลายถึงระดบเศรษฐกิจ


2. โรคถั่วเหลือง


สมตนถวเหลอง จากพืนท 10 จด ๆ ละ 10 ตน รวมเปน 100 ตน ตรวจโรคถวเหลอง พนสาร














ปองกันกําจดโรคพืช เมอพบการระบาดของโรค หรือ ถัวเหลองแสดงอาการเปนโรค





3. วัชพืช
สุมนับวัชพืชจากพื้นที่ 20 จุด ๆ ละ 0.25 ตารางเมตร (0.5x0.5 เมตร)





แปลงเกษตรกร (F) เกษตรกรทาการปองกันกําจดศตรูถวเหลองตามวิธีของเกษตรกร โดยพนดวยสารฆา



แมลง ไตรอะโซฟอส 40% EC พนสารปองกันกําจดโรคพืช เชน เมตาแลกซิล 25% WP แมนโคเซบ 80% WP คาร



เบนดาซิม 50% WP เปนตน และพนสารกําจดวัชพืช อะลาคลอร 48% EC เก็บขอมลและปฏบัตงานในแปลงของ




เกษตรกรเหมือนกับการปองกันกําจัดศัตรูถั่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน (IPM)
การบันทึกขอมูล

- ชนิดและปริมาณของแมลงศตรูถั่วเหลือง

- ชนิดและปริมาณของศตรูธรรมชาต ิ

279





- เปอรเซ็นตการเปนโรค
- ชนิดและจานวนตนของวัชพืช


- ชนิดของสารปองกันกําจัดศัตรูพืช


- จานวนครังในการพนสารปองกันกําจัดศัตรูพืชและปริมาณการใชน้ํา
- คาสารปองกันกําจัดศัตรูพืช
- คาใชจายอื่นๆ



- ผลผลตและราคาผลผลต
- วิเคราะหสารพิษตกคางในผลผลิตถั่วเหลือง


- วิเคราะหผลตอบแทนการลงทน (B/C ratio)

ผลการทดลอง






ปลกถวเหลองในแปลงของเกษตรกร ตาบลบวใหญ อําเภอน้าพอง จงหวัดขอนแกน (ภาพท 1) โดยแบง 













พืนทออกเปน 2 แปลงๆ ละ 1 ไร คอ แปลงการปองกันกําจดแมลงศตรูถวเหลองโดยวิธีผสมผสาน และแปลงการ























ปองกันกําจดแมลงศตรูถวเหลองวิธีของเกษตรกร ตรวจนับศตรูทเขาทาลายถวเหลอง เมอถวเหลองอาย 7 วัน
จนถึงเก็บเกี่ยว (ภาพที่ 2) พบวา ในแปลงผสมผสาน พบเพลี้ยออน เพลี้ยไฟ หนอนกระทูผัก หนอนมวนใบ และ







หนอนเจาะฝกถว แตพบหนอนกระทผกเขาทาลายเกินระดบเศรษฐกิจ (พบหนอนกระทผก 1 ตว/ตน) โดยพบ




















หนอนกระทผก เฉลย 1 ตว/ตน (ภาพท 3-4) จงทาการปองกันกําจดโดยเก็บตวหนอนออกจากแปลง จานวน 2






ครัง หลงจากทาการปองกันกําจด พบหนอนกระทผก เฉลย 0.1 ตว/ตน ในระยะตดฝก พบหนอนเจาะฝกถว เขา
















ทําลายฝกไมถึงระดับเศรษฐกิจ (พบฝกถูกทําลาย 10%) โดยพบฝกถูกทาลาย 0.61% จึงไมไดทําการปองกันกําจด






ไมพบโรคระบาดในแปลงถวเหลอง สาหรับวัชพืช หลงปลกถวเหลอง กอนถวเหลองและวัชพืชงอก พนสารกําจด
















วัชพืช เพนดเมทาลน 45.5% CS อัตรา 227.5 กรัมสารออกฤทธิตอไร จานวน 1 ครัง หลงพนสารกําจดวัชพืช 30


วัน พบขาว และหญาขาวนก 45 และ 1 ตน/ตารางเมตร ตามลําดับ แตไมพบหญานกสีชมพู หญาตีนนก กกทราย

และเซงใบมน (ภาพที่ 5) หลังปลูกถั่วเหลือง 30 วัน พนสารกําจัดวัชพืช คลีโทดิม 24% EC อัตรา 24 กรัมสารออก








ฤทธิตอไร จานวน 1 ครัง หลงพนสารกําจดวัชพืช 30 วัน พบขาว 2 ตน/ตารางเมตร แตไมพบหญาขาวนก หญา


นกสีชมพู หญาตีนนก กกทราย และเซงใบมน (ภาพที่ 7) ในแปลงเกษตรกร เกษตรกรพนสารไตรอะโซฟอส 40%
EC อัตรา 50 มล./น้ํา 20 ลิตร จํานวน 2 ครั้ง โดยพนปองกันกําจัดหนอนแมลงวันเจาะลําตน และพนปองกันกําจัด


















หนอนกระทผก โดยพบหนอนกระทผก เฉลย 0.7 ตว/ตน หลงจากทาการปองกันกําจด พบหนอนกระทผก เฉลย




0.02 ตว/ตน ในระยะตดฝก พบหนอนเจาะฝกถว เขาทาลายฝก 0.65% ไมพบโรคระบาดในแปลงถวเหลอง











สําหรับวัชพืช หลังปลูกถั่วเหลือง กอนถั่วเหลืองและวัชพืชงอก พนสารกําจัดวัชพืช อะลาคลอร 48% EC อัตรา 336





กรัมสารออกฤทธิตอไร จานวน 1 ครัง หลงพนสารกําจดวัชพืช 30 วัน พบขาว หญาขาวนก หญานกสชมพู หญา




ตนนก กกทราย และเซงใบมน 50 15 5 4 3 และ 8 ตน/ตารางเมตร ตามลาดบ (ภาพท 6) เมอถัวเหลองอาย 60









วัน พบขาว หญาขาวนก หญานกสีชมพู หญาตีนนก กกทราย และเซงใบมน 38 10 5 3 2 และ 8 ตน/ตารางเมตร





ตามลาดบ (ตารางท 1) ในแปลงผสมผสาน ไดผลผลต 246 กิโลกรัมตอไร มีตนทุนการผลิต 2,345 บาทตอไร และ ม ี




280






ผลตอบแทนการลงทน (B/C ratio) เทากับ 2.1 (ตารางท 2) สวนในแปลงเกษตรกร ไดผลผลิต 189 กิโลกรัมตอไรมี










ตนทนการผลต 2,405 บาทตอไร และ มผลตอบแทนการลงทน (B/C ratio) เทากับ 0.57 (ตารางท 2) การปองกัน



กําจัดศัตรูถ่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน ทําใหมีการใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืชลดลง โดยลดการใชสารฆาแมลง
100% แตมีการใชสารปองกันกําจัดวัชพืช เพิ่มขึ้น 50 % (ตารางท 3)



สรปผลการทดลอง


การปองกันกําจัดศัตรูถั่วเหลืองโดยวิธีผสมผสาน ทําใหมีการใชสารปองกันกําจดศัตรูพืชลดลง โดยลดการ

ใชสารฆาแมลง 100% แตมีการใชสารปองกันกําจัดวัชพืช เพิ่มขึ้น 50 %

เอกสารอางอิง
กลุมกีฏและสัตววิทยา. 2553. คําแนะนําการปองกันกําจัดแมลงและสัตวศัตรูพืช ป 2553. เอกสารวชาการเกษตร สํานกวจัย





พฒนาการอารักขาพช กรมวชาการเกษตร กรุงเทพฯ. 303 หนา.




ศรีสมร พิทักษ, บุญทิวา วาทิรอยรัมย, เตือนจิตต สัตยาวิรุทธ, วิเชียร บํารุงศรี, วรัญญา มาลี และอจฉรา หวงอาษา. 2544. แมลง




ศัตรูถ่วเหลืองและการปองกันกําจัด. กลุมงานวิจัยแมลงศัตรูพืชนํามันและพืชไรตระกูลถ่ว กองกีฏและสัตววิทยา กรม

วิชาการเกษตร, กรุงเทพฯ. 54 หนา.





สถาบันวิจัยพืชไร. 2547. ถั่วเหลือง, หนา. 73-94. ใน : เอกสารวชาการ การปลูกพชไร. กรมวชาการเกษตร กรุงเทพฯ.

สุวัฒน รวยอารีย, เตือนจิตต สัตยาวิรุทธ และปรีชา วังศิลาบัตร. 2544. ระดับเศรษฐกิจและการพยากรณการระบาดของแมลง



ศัตรูพืช, หนา 16-36. ใน : รายงานผลการดําเนินงาน การปองกันกาจัดแมลงศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานครัง ท่ 4. 29-31
สิงหาคม 2544 ณ โรงแรมรีเจนทชะอํา อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี.


สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2563. ถวเหลืองรวมรุน ใน : ขอมูลการผลิตสินคาเกษตร ป 2562. กระทรวงเกษตรและสหกรณ

กรุงเทพฯ.

สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2563 ข. สถิตนําเขา ป 2563. ใน : ขอมูลการผลิตสินคาเกษตร ป 2562. กระทรวงเกษตรและ
สหกรณ กรุงเทพฯ.





ภาพที่ 1 แปลงปลูกถั่วเหลือง ภาพที่ 2 การตรวจนับแมลงศัตรูถั่วเหลือง

281























ภาพที่ 3 ลักษณะการทําลายของหนอนกระทูผัก ภาพที่ 4 หนอนกระทูผัก




















ภาพที่ 5 หลังพนสารกําจัดวัชพืชประเภท ภาพที่ 6 หลังพนสารกําจัดวัชพืชประเภท

กอนงอก 30 วัน ในแปลงผสมผสาน กอนงอก 30 วัน ในแปลงเกษตรกร






















ภาพที่ 7 หลังพนสารกําจัดวัชพืชประเภท ภาพที่ 8 หลังพนสารกําจัดวัชพืชประเภทหลงงอก

หลงงอก 30 วัน ในแปลงผสมผสาน 30 วัน ในแปลงเกษตรกร

282
















ตารางท 1 ศตรูของศตรูถวเหลองทพบ หลงทาการปองกันกําจด ในแปลงผสมผสานและแปลงเกษตรกร ตาบลบวใหญ



อําเภอน้ําพอง จังหวัดขอนแกน เดอนธันวาคม 2562 ถง มีนาคม 2563


ชนิดศัตรูพืช แปลง แปลงเกษตรกร
ผสมผสาน
แมลงศัตรูพืช
หนอนกระทูผัก
กอนปองกันกําจัด (ตัว/ตน) 1 0.7
หลังปองกันกําจัด (ตัว/ตน) 0.1 0.02
หนอนเจาะฝกถัว (% ฝกถูกทําลาย) 0.61 0.65


โรคพืช - -
วัชพืช
ขาว


หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 45 50


หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 2 38
หญาขาวนก
หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 1 15


หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 10


หญานกสีชมพู

หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน(ตน/ตร.ม.) 0 5

หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 5


หญาตนนก



หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 4


หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 3
กกทราย

หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 3



หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 2
เซงใบมน
หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทกอนงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 8



หลังพนสารกําจดวัชพืชประเภทหลังงอก 30 วัน (ตน/ตร.ม.) 0 8


283










ตารางที 2 ตนทนการผลิต กําไรสุทธ และผลตอบแทนการลงทนของถวเหลือง ในแปลงผสมผสานและ แปลงเกษตรกร ตําบล

บัวใหญ อําเภอน้ําพอง จังหวัดขอนแกน เดอนธนวาคม 2562 ถง มนาคม 2563




รายการ แปลงผสมผสาน แปลงเกษตรกร
ตนทุนการผลิต (บาท/ไร)


คาเตรียมแปลง 500 500
คาปลูก 170 170
คาแรง 800 900
1/
คาเมล็ดพันธ ุ 300 300
คาปุยเคมี - -
คาปุยคอก - -
คาปุยอินทรีย  300 300
คาปุยเกล็ด -- -

คาสารฆาแมลง - 95
คาสารปองกันกําจัดโรคพืช - -

คาสารกําจัดวัชพืช 275 140

รวมตนทุนการผลิต (บาท/ไร) (C) 2,345 2,405

ผลผลิต (กก./ไร) 246 189


ราคาผลผลิต (กก./ไร) 20 20

รายได (บาท/ไร) (B) 4,920 3,780


กําไรสุทธ (บาท/ไร) 2,575 1,375

ผลตอบแทนตอการลงทุน (B/C ratio) 2.10 0.57
1/ คาแรง คือ คาใสปุย คาพนสารฆาแมลง คาพนสารกําจัดโรคพืช และคาพนสารกําจัดวัชพืช














ตารางท 3 จานวนครังในการใชสารปองกันกําจดศตรูพืชของถวเหลอง ในแปลงผสมผสานและ แปลงเกษตรกร ตาบลบว


ใหญ อําเภอน้ําพอง จังหวัดขอนแกน เดอนธันวาคม 2562 ถง มนาคม 2563


การใชสารปองกันกําจัดศัตรูพืช (ชนิด/ครั้ง)
วิธีการ
สารฆาแมลง สารปองกันกําจัดโรคพืช สารกําจัดวชพืช

แปลงผสมผสาน 0 - 2/2
แปลงเกษตรกร 1/2 - 1/1


ลดจํานวนครงในการใช (%) 100 - 50

284


























แผนงานวิจัย


วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มการผลิตกาแฟคุณภาพ

285



การหายีนที่ตานทานตอโรคราสนิมในกาแฟอาราบิกาลูกผสม ชุดท 3/1
ี่



Investigating the Resistance (R) Genes Associated With
Coffee Leaf Rust Disease in Arabica Coffee hybrid set 3/1


1
1
1
ศุจิรัตน สงวนรังศิริกุล69 วีรกรณ แสงไสย วสันต สิงคคํา ธวัชชัย ทรัพยถิระ เบญจวรรณ รัตวัตร
1
1
ศุภรัตน ศรีธะวงศ สินีนาถ พลธิราช และฉัตรนภา ขมอาวุธ70
2
1
1


รายงานความกาวหนา


ี่
การศึกษาในงานวิจยนี้มีวัตถประสงคเพื่อตรวจสอบยีนและการแสดงออกของยนทเกี่ยวของกับการแสดง





ความตานทานโรคราสนิมในกาแฟอาราบิกา โรคราสนิมในกาแฟเกิดจากเชอรา Hemileia vastatrix การทนทาน
ี่


ตอเชื้อในพืชนั้นอาจจะมีมากอนสําหรับในพันธุทมียีนตานทานหรือหลังบุกรุกและการสราง haustoria ของเชอรา
ในพืชที่ยังไมเคยไดรับเชื้อมากอน หากมีการบุกรุกของเชื้อเขาไปในเซลลพืช พืชจะตอตานตอการสราง haustoria



ของเชอรา ซึงสวนใหญเกียวของกับ resistance (R) genes ศกษายนทเกียวของกับการสรางความตานทานโรค











ดงกลาวทง 6 ชนิด ไดแก CaR111, PR10, CaWRKY1, CaRLK, CaGT CaPR1b, CaPR10 และใช CaUbiquitin




เปนยีนตวบคุม เพื่อวิเคราะหยีนและการแสดงออกของยีนดังกลาวในอาราบิกาสายพันธุตางๆ รวมถึงพันธุเชียงใหม
80 ซึ่งเปนพันธุตานทานโรคราสนิมของกรมวิชาการเกษตร








ในการศกษาการตรวจยนตานทานโรคราสนิม ไดพัฒนาวิธีการตรวจความแตกตางของยนดวยเทคนิค







HRM และการตรวจลาดบนิวคลโอไทด ดาเนินการทดสอบในกาแฟ 4 พันธุ ไดแก Liberica, Arabica, Robusta





และ Typica ทาการพัฒนาวิธีการเพิมปริมาณยน และวิธีการวิเคราะหความแตกตางดวยเทคนิค HRM ดวย



realtime PCR ผลการทดลองพบวา ยน R111 มีคา Tm =82, ยีน Ubiquitin Tm=79, RLK Tm=85, PR10
Tm=78 และ 82, PR1b Tm=86, GT พันธุ Liberica Tm = 82, พันธุอืน Tm = 84, WRKY1 พันธุ Liberica




Tm = 76 พันธุอืน Tm = 86, พบวาพันธุ Liberica มคา Tm ของยน GT และ WRKY1 แตกตางจากพันธุอืน ผล











การศึกษาลําดับเบสของยีนทั้ง 7 ชนิด ในกาแฟ 4 สายพันธุ พบวาสามารถเพิ่มปริมาณดเอ็นเอเพื่อตรวจลําดบเบส





ไดเพียง 2 ยน ไดแก ยน RLKs, PR1b สวนยน GT สามารถตรวจไดเพียงพันธุ Typica จากผลการเปรียบเทียบ













ลาดบเบสกับฐานขอมลสากล พบวา ลาดบเบสของยีน RLK ทได มความเหมอนกับยนในกลม protein kinase








ของ C. Arabica ในระดบความเหมอน 82% ลาดบเบสของยน PR1b ที่ไดจากการทดลองนี้ มีความเหมือนกับ ยีน




ในกลม pathogenesis-related protein1 (PR1) ของ C. Arabica 78% สวนลาดบเบสของยน GT ทได มความ






เหมือนกับ ยีนในกลุม UDP-glycosyltransferase 74G1-like ของ Nicotiana tomentosiformis ในระดับความ
เหมือน 89%





การตรวจการแสดงออกของยนตานทานโรคราสนิม ทาการวิเคราะหในกลมตวอยางทเก็บทง 2 ชวงฤด ู

















ไดแก ฤดฝนและฤดหนาว เพือตรวจระดบการแสดงออกของยนกอนการระบาดของเชอราสนิม โดยเก็บตวอยางใบ

1 ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน สถาบันวิจัยพืชไรและพืชทดแทนพลังงาน อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน
2 ศูนยวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม สถาบันวิจัยพืชสวน อําเภอแมแจม จังหวัดเชียงใหม

286













จากตนเดม ไดดาเนินการตรวจการแสดงออกของยนทกอโรคราสนิมในกาแฟกลมตวอยางเดอนกันยายน และ


ธันวาคม 2562 ที่เก็บมาจํานวน 44 ตัวอยาง แตละตัวอยางแบงเปนตัวอยางที่ไมมีอาการ และมีอาการ ที่เก็บจาก
กิ่งเดียวกันและตนเดียวกัน ไดทําการศึกษายีนแลว จํานวน 5 ยีน ไดแก R111, WRKY, GT, PR1b และ PR10

สวนอีก 1 ยีน คือ RLK ไมสามารถตรวจการแสดงออกได และ Ubiquitin ถูกใชเปนยีนควบคุม ทําการเปรียบเทียบ










การแสดงออกของยนทงสองชวงเวลาแบงเปน การเปรียบเทยบระหวาง ตวอยางทไมมอาการของโรคเดอน





กันยายนกับตัวอยางที่มีอาการของโรคเดือนธันวาคม และตัวอยางที่มีอาการและไมมีอาการของโรคจากกิ่งเดียวกัน
ในเดือนธันวาคม บันทึกลักษณะอาการของโรค พบวากลุมพันธุ CM80 มีการแสดงอาการของโรคราสนิมนอยกวา






















กลม Typica และกลมอืนทนํามาศกษา มยนทมการแสดงสงในกลม CM80 เมอเทยบระหวางใบทไมมอาการโรค




ในชวงเดือนกันยายน และใบที่มีอาการของโรคในเดอนธันวาคมไดแก R111, GT, PR1b และเมอเปรียบเทยบกับ

ความแตกตางของการแสดงออกของยีนชุดเดียวกันนี้ในตัวอยางของเดือนธันวาคมที่มีการเกิดโรคราสนิม พบวายีน
PR1b มคาการแสดงออกของยนในใบทมการแสดงอาการของโรคสงขนกวาใบทไมมการแสดงอาการของโรค














ดงนันจงมความเปนไปไดวายน PR1b มความสาคญกับการแสดงอาการทนโรคราสนิมในพันธุ CM80 ทงนี้ความ




ั้









ทนทานของความทนโรคราสนิมในพันธุ CM80 นีอาจมการทางานรวมกันกับยนประกอบอืนดวย คอ R111, GT









และ PR10 สวนผลการวิเคราะหตวอยางใบกาแฟ ท่เก็บในเดือนกุมภาพันธุ 2564 จากตนเดิม จํานวน 44

หมายเลข ยงคงพบวากลมพันธุ CM80 มการแสดงอาการของโรคราสนิมนอยกวากลม Typica และพบวายน GT




ุ

มีการแสดงออกในกลุม CM80 บางหมายเลขสูงกวากลุม Typica ในขณะที่กลุม Typica มการแสดงออกของยน


PR1b และ PR10 สูง ซึ่งอาจแสดงถึงยีนที่เกี่ยวของกับความออนแอตอโรคราสนิม อยางไรก็ตาม ในการแสดงออก
ุ

ุ
ของยีนทนทานตอโรคของกลมพันธุ CM80 นั้น ยังพบวามีความแปรปรวน จึงอาจเปนสาเหตุหนึ่งที่ทาใหกลมพันธุ
CM80 ที่ไดนี้ มีความทนทานตอโรคราสนิมไดไมเทากัน ซึ่งอาจเกิดจากพื้นฐานของยีนกลุมดังกลาวมีความแตกตางกันได 

คํานํา


















พันธุกาแฟเปนปจจยการผลตทสาคญโดยทงกาแฟโรบสตาและกาแฟอะราบิกา ยงมขอจากัดทงในดาน





การใหผลผลิตและคุณภาพกาแฟอะราบิกาทเกษตรกรปลกอยทวไปมความออนแอตอโรคราสนิม และแอนแทรก










โนส ทาใหผลผลตลดลงสงผลตอปริมาณผลผลตซึงปกตมปริมาณตาอยแลวตามคณลกษณะของพันธุ แมวาผล

























การดาเนินงานวิจยปรับปรุงพันธุกาแฟในชวงป 2532-2558 สามารถวิจยไดพันธุกาแฟอะราบกา ไดพันธุรับรอง






จานวน 1 พันธุไดแก พันธุเชยงใหม 80 และคาดวาในป 2558 สามารถคดเลอกพันธุกาแฟอะราบกาสายพันธุ 






ตานทานโรคราสนิมลูกผสมชั่วท 6 ในสภาพธรรมชาติ ไดจํานวน 2 สายตน ไดแก พันธุ H 528/46 ML 2/10-29-
ี่
65-23 และ H 420/9 ML 2/4-78-31-34 และคัดเลือกพันธุกาแฟอะราบิกาลูกผสม HDT Derivatives กลุมพันธุ
Cavimor ชัวที 6 จํานวน 2 สายตน ไดแก H420/9 ML 1/3 KW 54 และ H 420/9 ML 2/1 KW 82 ซึ่งจะ








สามารถนําไปทดสอบและเปรียบเทยบเพือใหไดพันธุทจะไดพันธุแนะนําในป 2559 ตอไป แตความหลากหลาย










ทางดานพันธุกรรมยงอยในปริมาณจากัด ทาใหการพัฒนาดานการเพิมประสทธิภาพการผลตพืชกาแฟยัง








ดาเนินการไดไมเต็มที่จําเปนตองมีการวิจัยปรับปรุงพันธุกาแฟอะราบิกาอยางตอเนื่อง เพื่อขยายฐานพันธุกรรมให 

มีความหลากหลายสําหรับใชเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตใหสามารถแขงขันกับประเทศผูผลิตรายอื่นไดอยางยั่งยืน

287



กาแฟอาราบิกาพันธุเชียงใหม 80 เปนพันธุท่กรมวิชาการเกษตรไดมีการปรับปรุงพันธุเพื่อใหมีความ










ตานทานตอราสนิม ทไดมาจากจากการผสมพันธุระหวางพันธุ H.W 26/5 กับพันธุ SL 28 โดยเริ่มจากศนยวิจัยโร
คราสนิมกาแฟ (CIFC = C entro de Investigacao das Ferrugens do Cafeciro) ในประเทศโปรตเกส จากนั้น

ไดลูกผสมชั่วท 5 ในป 2528 สงมาปลูกที่ประเทศไทย โดยศูนยวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม (ขุนวาง) ทําการคัดเลือก
ี่
จนไดถึงชั่วที่ 7 ในป 2539-2544 จากนั้นทําการปลูกเปรียบเทียบในพื้นทที่มีระดบความสูง 750-1,300 เมตรจาก

ี่
ระดบน้าทะเล (กรมวิชาการเกษตร, 2550) แตในปจจบันพบวาคณสมบัติดานความตานทานตอโรคราสนิมในกลม











ประชากรพันธุเชียงใหม 80 มีความแปรปรวนอยางมาก ตั้งแตออนแอจนถึงทนทานตอโรค ทําใหตองทําการศกษา


หาสาเหตของความแปรปรวนนี เพือการจดการทถูกตอง





เชื้อราสนิม (Hemileia vastatrix) เปนปรสตทสรางความเสยหายอยางมากใหกับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด








สงผลใหผลผลตของพืชลดลงอยางมากในแตละป โดยทวไปวงจรชวิตของเชอรานัน ประกอบดวย 2 ระยะ ไดแก










dikaryotic (aeciospore และ urediniospore)และ monokaryotic (basidiospore) สวนใหญระยะที่เปนสาเหต ุ
ในการกอโรคราสนิมในกาแฟ คือ ระยะ dikaryotic ที่มีการสรางสปอร แบบ urediniospore เปนระยะที่สืบพันธุ


แบบไมอาศยเพศ (Gold and Mendgen, 1991) การศึกษากาแฟพันธุ Brazilian ทั้งพันธุที่ออนแอและทนทานตอ
เชอราสนิมชนิด ll (race ll) พบวาการเจริญของเสนใย hypha จะมลกษณะทจาเพาะในแตละระยะของเชอรา















สนิมเมอเชอเขาไปทางปากใบ (stomata) ของกาแฟ (Ramiro et al., 2010) ในระยะแรกเริ่มจะมีการสราง





‘pioneer haustoria’ ทนท ในเซลลคม (guard cell) และเซลลขางเซลลคม (subsidiary cell) หลงจากนั้นก็จะ






สราง ‘secondary haustoria’ ซึ่งเปนระยะท่จะสรางเสนใย hypha เขาไปในเซลล mesophyll ลักษณะการ



แสดงอาการของโรคราสนิมนั้นจะขึ้นอยูกับตําแหนงเนื้อเยื่อที่เชื้อเขาไป เนื้อเยื่อที่ตางกันการสราง haustoria ของ








เชอราก็จะมโครงสรางทจาเพาะและแตกตางกันออกไป เชอราสนิมจะสรางโคโลนี (colony) จากนั้นก็จะการเพิ่ม




จํานวนโคโลนีมากข้นแลวจึงมีการแพรกระจายโดยยด hyphae เขาไปในเซลลแลวสราง haustorial mother


cells(HMCs) ซึ่งทําหนาที่ในการทําลายผนังเซลลของพืช และเปนตัวเริ่มตนในการสราง haustoriumภายในเซลล 




ของโฮสท (host) เพือดดน้ําและสารอาหารจากโฮสทนอกจากนี้ยังเปนเซลลทสงสัญญาณระหวางโฮสทและปรสต
ี่







ใหสามารถอยรวมกับเซลลของโฮสท โดยมีการสง virulence เขาไปในเซลลโฮสท (O’Connell &Panstruga,
ี่
2006) หลังจากนั้นก็มีการสราง haustoria หนาแนนมากขึ้นและสรางสปอรททาใหสามารถมองเหนไดในลกษณะ





เปนแผลแปงสีเหลืองสมเกิดขึ้นบนผิวใบ














การทนทานตอเชอในพืชนันอาจจะมมากอนสาหรับในพันธุทมยนตานทานหรือหลงบกรุกและการสราง

haustoria ของเชอรา พืชสวนใหญจะตอตานและปองกันการสรางตวของ haustoria ของเชื้อรา ในพืชที่ยังไมเคย

















ไดรับเชอมากอน หากมการบกรุกของเชอเขาไปในเซลลพืช พืชจะตอตานตอการสราง haustoria ของเชอรา ซึง ่








สวนใหญเกียวของกับ resistance (R) genes การตานทานของพืชตอเชอโรคโดยทวไปจะมการแสดงออกของยน











กลม hypersensitive response(HR) เมอมการบกรุกของเชอและมีการสราง haustorium ของเชอราสนิม


(Heath,1997) มรายงานเกียวกับการตานทานตอราสนิมของ Coffea arabica นันนาจะเกิดจากการแสดงออก





ของยนกลม HR อาทเชน CaPR1b, CaPR10, CaR111, CaWRKY1, CaRLK, และ CaGT (Silva et al., 2002;








Ramiro, et al. 2010) ยีน CaGT ทาหนาทในการสรางโปรตน salicylic acid-glucosyltransferase ยน



288







CaWRKY1 สรางโปรตน WRKY ซึ่งอยในกลมเดียวกันกับ zinc finger-typetranscription factorsท่ทําหนา










เกียวกับการควบคมการปองกันและตอบสนองตอเชอโรคทเขามาในเซลลพืช (Eulgem and Somssich, 2007)





Receptor-like kinases (RLKs) เปนโปรตีนบริเวณเยอเลอกผาน (trans-membrane) ทาหนาทในการรับสง



สัญญาณผานโปรตีนตัวรับบริเวณเนื้อเยื่อ สําหรับในพืช ชนิดของโปรตีนตัวรับบริเวณเนื้อเยื่อเลือกผานมีหลายชนิด


แตกตางกันและรับสัญญาณที่แตกตางกันจากการกระตุนจากสิ่งแวดลอม RLKs สามารถแบงตามออกเปนสองกลม

ี่

ตามหนาที่การทางาน กลุมแรกทําหนาทเกี่ยวกับการควบคมการเจริญเตบโตและพัฒนาการของพืชภายใตสภาวะ



















แวดลอมปกต ในกลมทสองเปนกลมททาหนาทเกียวกับการตอบสนองและปองกันการติดเชอและความเครียด



ตางๆ ของพืช สาหรับการศกษาโปรตน RLKs ในยีนกลุมที่มีการตอบสนองตอความเครียดและการตานทานตอเชอ


ื้





โรค ในการศึกษายีน Xa21 ที่เปน receptor kinase-like protein (RLK) ทาหนาทในการตอบสนองตอการบุกรุก
ของเชอในขาว พบวาสามารถตานทานตอ Xanthomonas oryzae pv. oryzae ของเชอไดหลายสายพันธุ 














สาหรับในกาแฟ Ramiro et al. (2009) ไดทาการศกษายนในกาแฟอาราบกา สายพันธุ TupiIAC1669-33 และ








Catuai IAC81 ทงพันธุทนและออนแอตอโรค ทงหมด 7 ยนประกอบดวย CaR111, CaWRKY1, CaRLK, CaGT



CaPR1b, CaPR10 และ CaUbiquitin ยนสวนใหญทาหนาเปนเสนทางในการสงสญญาณเพือใหเกิดการตอบสนอง






เมื่อมีเชื้อบุกรุกเขามาในเซลลพืช โดยเขาทําการศึกษารูปแบบการแสดงออกของยีนทั้งเจดเมื่อมีการติดเชื้อราสนิท


(Hemileia vastatrix) ตั้งแตระยะแรกในการบุกรุก (primary haustoria) ของเชื้อเขาในเซลลพืช จนกระทั้งระยะ





secondary haustoria ทมการแสดงออกของโรคราสนิทอยางชดเจน โดยอาศยตามหลกการตามทฤษฎ gene-




by-gene (Flor,1947) โดยศกษาปฎสมพันธระหวางยนของเชอราสนิม กับยนของ host ทเชอบกรุกเขาไป โดย














CaWRKY1, CaR111, CaGT และ CaRLK มีหนาทีเกียวของกับการตอบสนองและปองกัน (defense-related





genes) ตอเชื้อโรคเมื่อมีการบุกรุกของเชื้อ ในขณะที่ยีน CaPR1b และ CaPR10 มการแสดงของทจาเพาะของพืช




เกียวกับการเกิดโรค (pathogenesis-related proteins) ของพืช สาหรับ CaUbiquitin ถูกเลอกใชเปนยีนควบคม



(internal control gene) จากผลการศึกษาพบวากาแฟพันธุออนแอและพันธุทนมีการแสดงออกของยนท ี ่

ตานทานตอราสนิมแตกตางกันอยางชดเจนในระยะ ‘secondary haustoria’ โดยพบยีน CaPR1b และ CaPR10











แสดงออกสูงสุดในกาแฟพันธุตานทานตอราสนิม แตพบวายีนดังกลาวนีแสดงออกในระดบทตาในกาแฟพันธุ 
ออนแอ ในทางตรงกันขามพบวายน CaWRKY1 และ CaRLK มีการแสดงออกในพันธออนแอเทานั้น



ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถประสงคเพื่อจะตรวจสอบการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวของกับการตานทาน

โรคราสนิมทง 7 ยน ไดแก CaR111, CaWRKY1, CaRLK, CaGT, CaPR1b, CaPR10 และ CaUbiquitin และ






โครงสรางทางพันธุกรรมในกาแฟสายพันธุ Arabica sp. ทรวบรวมไวของกรมวิชาการเกษตรเพือวิเคราะหสาเหต ุ

ของความแปรปรวนในความตานทานโรคราสนิม เพือการคดเลอกพันธุและการใชประโยชนในงานปรับปรุงพันธุ 





กาแฟอาราบิกาของไทย

วธีดาเนินการและอุปกรณ 




















สงทใชในการทดลอง : กาแฟอาราบกาทรวบรวมไวท ศนยวิจยเกษตรหลวงเชยงใหม ศนยวิจยเกษตรหลวง (ขน

วาง) ศูนยวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) สถานีวิจัยโครงการหลวงแมหลอด

289



แบบและวิธีการทดลอง :



วิธีปฏิบตการทดลอง

1. การแยกความแตกตางของยนตานทานโรคราสนิมดวยเทคนิค HRM และการวิเคราะหลาดับนิวคลิโอ



ไทด 
วิธีการทดลอง : เก็บตัวอยางใบ ทาการสกัดดเอ็นเอ ตรวจสอบชิ้นสวนยีนเปาหมายทั้ง 7 ยีนดวยเทคนิคพีซี


อารโดยไพรเมอรทั้อางอิงตาม Ramiro, et al. 2009 ดงนี ้


CaPR1b*(DQ335594) F-GATTACCTGGACGCCCATAA R-GCTGCCAGGTTTTCTCCATA
CaPR10 *(CF589103) F- GCCACCATCCTTGAAGAGAA R- CAACTCTCTGCTTGGCAGTCT
CaR111 *(CF589193) F-TCCAAATCGCTTCGACACC R-GAGACGTCTTGCAAGGTTTTGA
CaGT *(CO773975) F- ACTCCAGCAACAACCACCATTA R- GTTGCGGTTTGTATATGGAGATTG
CaWRKY1*(CO773974) F-TGCAACAAGGACAGCACCAG R- CGTGATCGCGGCCGT
CaRLK *(CF589181) F- ATGGGAGAAAAGAATGGCAGAAG R- GGCCAATTACAGTTTGAAAACACC
CaUbiquitin *(AF297089) F- AACATTGAGGGTGGTTCTGTTC R- GCAGAAAACCAACTAAGACCTAACAA


การทาพีซีอาร : ปฏิกิริยา PCR ประกอบดวย 10X buffer 1.5 µl, 2.5 mM dNTP 1.2 µl, 25 mM


MgCl 2 0.9 µl, 5U Taq DNA polymerase 0.3 U, DNA template 3 µl ในปริมาตรรวม 15 µl เพิ่มปริมาณด ี


เอ็นเอดวยโปรแกรม Pre-incubation 95ºC/5 นาท 1 รอบ, ตามดวย Denaturation 95 ºC /15 วินาท


Annealing 57 ºC/30 วินาท Extension 72 ºC/40 วินาท จานวน 40 รอบ ตามดวย Final extension 72 ºC/7



นาที 1 รอบ

การตรวจ Tm ดวย Real-Time PCR : ยีนแตละตัวจะใชสภาวะในการเพิ่มช้นสวนยีนไมเทากัน และ

สภาวะในการทา Real-Time PCR กับ conventional PCR ก็แตกตางกัน โดยจะใชสภาวะเริ่มตน ดังนี้


Pre-incubation 95 ºC/10 นาที 1 รอบ ตามดวย Denaturation 95 ºC /15 วินาท Annealing 58 ºC/20




วินาที Extension 72 ºC/40 วินาท จานวน 45 รอบ ตามดวย Melting Curve denaturing 95 ºC Annealing
65 ºC Extension 97 ºC /5 วินาที 1 นาที Cooling 40 ºC/30 วินาที




การตรวจลาดบเบส (sequencing) : การหาลาดับเบสของยนเปาหมายเพือยนยนผลโดยเมอไดลาดบเบส












มาแลวนํามาเปรียบเทยบกับลาดบเบสทอยในฐานขอมล นําตวอยางดเอ็นเอทเตรียมไวโดยผานการทาใหบริสทธิ ์
















แลวทาการหาลาดบเบสดวยสารเคมชด ABI Big Dye Terminator v3.1 Cycle Sequencing Kit ตามตามทวิธีท ี่








ระบในคมอ และตรวจสอบลาดบเบสดวยเครือง ABI 3500 Genetic Analyzer จากนันอานผลลาดบเบสดวย












โปรแกรม Seqscap (Appliedbiosystems)

290




2. การตรวจการแสดงออกของยนตานทานโรคราสนิม

การสกัดอารเอ็นเอ : นําตวอยางใบกาแฟ มาสกัด RNA โดยใชชดสกัด GF-1 Total RNA Extraction kit





(Vivantis, California, U.S.A.) ตามที่วิธีที่ระบในคูมือ จากนั้นตรวจคุณภาพของอารเอ็นเอดวยวิธีอิเล็กโทรโฟริซิส


วัดความเขมขนและความบริสทธิ์ของอารเอ็นเอที่สกัดไดดวยเครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร NanoDrop® (Thermo




Fisher Scientific Inc., Wilmington, U.S.A.) กําจดดเอ็นเอทอาจหลงเหลออยในสารละลายอารเอ็นเอดวย



เอนไซม DNaseI (Vivantis, California, U.S.A.) หาก RNA ที่สกัดไดมีความเขมขนและมีความบริสทธิ์อยูในระดบ







ที่เหมาะสมคือชวง 2.0-2.2 จงนําไปใชเปนตนแบบในการสงเคราะห cDNA ดวย Thermo Scientific RevertAid

First Strand cDNA Synthesis kit (Thermo Fisher Scientific, Massachusetts, U.S.A.) โดยใชไพรเมอรชนิด



ออลิโกดีที (oligo dT primer) เปนตัวต้งตนในการสังเคราะหสายดเอ็นเอสายแรก (first strand cDNA) ดวย

เครื่องพีซีอาร แลวนํา cDNA ที่ไดไปเก็บรักษาไวที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เพื่อนําไปใชในปฏิกิริยาลูกโซพอล ิ
เมอเรส (Polymerase Chain Reaction, PCR)




การสงเคราะห cDNA : สงเคราะห cDNA ดวย Thermo Scientific RevertAid First Strand cDNA

Synthesis kit (Thermo Fisher Scientific, Massachusetts, U.S.A.) โดยใช RNA เริ่มตน 1µg/µl ใชไพรเมอรช



นิด Oligo(dT)18 primer 1 µl ในปริมาตรรวม 12 µl นําไปบมทอุณหภม 65 ºC เปนเวลา 5 นาท ในเครืองพีซี





อาร แลวเก็บไวในน้ําแข็ง เตรียมสวนผสม RT-Mix (Reaction Buffer (5X, green, ) 4 µl RioLock RNase
Inhibitor (20 U/µl) 1 µl dNTP mix (10 mM each) 2 µl , Revert Aid M-MuLV reverse transcriptase





(200 U/µl) 1 µl เฉพาะหลอดทดสอบ สวนหลอด control ไมเตม ปริมาตรรวม 20 µl นําไปสงเคราะห cDNA





ในเครืองพีซีอารโดยใชอุณหภมและจานวนรอบ ดงนี้ Pre-heating 94 ºC/3 นาท Incubation 42ºC/60 นาท ี


Heating 70ºC 5 นาที



การเพิ่มปริมาณช้นสวนดเอ็นเอของยีนทสนใจดวยปฏิกิริยา real time PCR : การทดสอบสภาวะที ่





เหมาะสมในการวิเคราะหการแสดงออกของยนดวยเครือง real-time PCR (Roche Diagnostics, Thailand) โดย
สวนประกอบที่ใชในการเพิ่มปริมาณชิ้นสวนดีเอ็นเอของยีนที่สนใจ Pre-incubation 95 ºC/10 นาท 1 รอบ ตาม




ดวย Denaturation 95 ºC /15 วินาท Annealing 60 ºC/20 วินาที Extension 72 ºC/40 วินาที จํานวน 45
รอบ ตามดวย Melting Curve denaturing 95 ºC Annealing 65 ºC Extension 97 ºC /5 วินาที 1 นาท ี

Cooling 40 ºC/30 วินาที

การวิเคราะหผลการแสดงออกของยีน ใชวิธีการวัดปริมาณแบบสัมพัทธ (relative quantification)ซึ่งเปน
การหาปริมาณ DNA เริ่มตนท่ตางกัน 2 ตัวอยางโดยเปรียบเทียบคา Crossing point (cp) หรือคา threshold





cycler (ct) ซึงคาทไดจากการคานวนจาออกมาเปนจานวนเทา โดยจาตองนําคา cp ของยนทใชเปน reference

















(housekeeping gene) ใชเปนเปนคาเปรียบเทยบกับคา cp ของยีนที่ใชศึกษาการแสดงออกของยีน

โดยการหาปริมาณการแสดงออกของยน (expression level) คานวนจากวิธี ∆∆Ct (∆∆Ct method)


ของ Livak and Schmittgen, (2001) จากสมการ
Ratio = 2 -∆∆Ct
โดย ∆∆Ct = (Ct Target – reference) sample - (Ct Target – reference) calibrator

291



สถานที่ทําการทดลอง : ศูนยวิจัยพืชไรขอนแกน





การเก็บขอมูล : รอยโรคราสนิมบนใบ ขนาดชนยีน ระดบการแสดงออกของยน

ระยะเวลา ตลาคม 2558 –กันยายน 2564

ผลการทดลองและวิจารณ 
ั้

การตรวจพิสูจนความเหมือนของยีนดวยเทคนิค HRM : ผลการตรวจวิเคราะหคา Tm ของยีนทง 7


ชนิดไดแก CaR111, CaWRKY1, CaRLK, CaGT, CaPR1b, CaPR10 และ CaUbiquitin ในกาแฟ Robusta,


Typica, Liberica และ CM80 พบวากาแฟแตละพันธุมีคา Tm ของแตละยีนแตกตางกัน แสดงใหเห็นวามการ




เรียงตัวของลําดับเบสทแตกตางกัน พบวา ยน R111 มีคา Tm =82, ยีน Ubiquitin Tm=79, RLK Tm=85,

PR10 Tm=78 และ 82, PR1b Tm=86, GT พันธุ Liberica Tm = 82, พันธุอืน Tm = 84, WRKY1 พันธุ






Liberica Tm = 76 พันธุอืน Tm = 86, พบวาพันธุ Liberica มคา Tm ของยน GT และ WRKY1 แตกตางจาก




พันธุอื่น (ภาพที่ 1)




ขอมลลําดบเบสของยีนตานทานโรคราสนิมในกาแฟ : สามารถเพิมปริมาณดเอ็นเอเพือตรวจลาดบเบส







ไดเพียง 2 ยน ไดแก ยน RLKs, PR1b สวนยน GT สามารถตรวจไดเพียงพันธุ Typica จากผลการเปรียบเทียบ














ลาดบเบสกับฐานขอมลสากล พบวา ลาดบเบสของยีน RLK ทได มความเหมอนกับยนในกลม protein kinase










ของ C. Arabica ในระดบความเหมอน 82% ลาดบเบสของยน PR1b ที่ไดจากการทดลองนี้ มีความเหมือนกับ ยีน




ในกลม pathogenesis-related protein1 (PR1) ของ C. Arabica 78% สวนลาดบเบสของยน GT ทได มความ







เหมือนกับ ยีนในกลุม UDP-glycosyltransferase 74G1-like ของ Nicotiana tomentosiformis ในระดบความ


เหมอน 89%

292














































































ภาพที่ 1 คา Tm ของยีนที่เกี่ยวของกับความตานทานโรคราสนิม 7 ยีน ไดแก CaR111, CaWRKY1, CaRLK,
CaGT, CaPR1b, CaPR10 และ CaUbiquitin ในกาแฟ Robusta, Typica, Liberica และ CM80

293





การตรวจการแสดงออกของยีนตานทานโรคราสนิม : ทาการวิเคราะหการแสดงออกของยนในกลม


















ตวอยางทเก็บทง 2 ชวงฤด ไดแก ฤดฝนและฤดหนาว เพือตรวจระดบการแสดงออกของยนกอนการระบาดของ








เชอราสนิม โดยเก็บตวอยางใบจากตนเดม ไดดาเนินการตรวจการแสดงออกของยนทกอโรคราสนิมในกาแฟกลุม








ตวอยางเดอนกันยายน และ ธันวาคม 2562 ทเก็บมาจานวน 44 ตวอยาง (ภาคผนวก ตารางท 1) แตละตวอยาง








แบงเปนตัวอยางที่ไมมีอาการ และมีอาการ ที่เก็บจากกิ่งเดียวกันและตนเดียวกัน ไดทําการศึกษายีนแลว จํานวน 5

ยน ไดแก R111, WRKY, GT, PR1b และ PR10 สวนอีก 1 ยน คอ RLK ไมสามารถตรวจการแสดงออกได และ

















Ubiquitin ถกใชเปนยนควบคม ทาการเปรียบเทยบการแสดงออกของยีนทงสองชวงเวลาแบงเปน การ

เปรียบเทียบระหวาง ตัวอยางที่ไมมีอาการของโรคเดือนกันยายนกับตัวอยางที่มีอาการของโรคเดือนธันวาคม และ





ตวอยางทมอาการและไมมอาการของโรคจากกิงเดยวกันในเดอนธันวาคม บนทกลกษณะอาการของโรค พบวา














กลมพันธุ CM80 มการแสดงอาการของโรคราสนิมนอยกวากลม Typica และกลมอืนทนํามาศกษา มยนทมการ


























แสดงสงในกลม CM80 เมอเทยบระหวางใบทไมมอาการโรคในชวงเดอนกันยายน และใบทมอาการของโรคใน
เดือนธันวาคมไดแก R111, GT, PR1b (ภาพที่ 2) และเมอเปรียบเทยบกับความแตกตางของการแสดงออกของยน





ชุดเดียวกันนี้ในตัวอยางของเดือนธันวาคมที่มีการเกิดโรคราสนิม พบวายีน PR1b มีคาการแสดงออกของยีนในใบท ี่
มการแสดงอาการของโรคสงขนกวาใบทไมมการแสดงอาการของโรค (ภาพท 3) ดงนันจงมความเปนไปไดวายน

















PR1b มีความสําคัญกับการแสดงอาการทนโรคราสนิมในพันธุ CM80 ทั้งนี้ความทนทานของความทนโรคราสนิมใน



พันธุ CM80 นีอาจมการทางานรวมกันกับยนประกอบอืนดวย คอ R111, GT และ PR10 อยางไรก็ตาม ในการ







แสดงออกของยีนทนทานตอโรคของกลุมพันธุ CM80 นั้น ยังพบวามีความแปรปรวน จึงอาจเปนสาเหตุหนึ่งที่ทาให 

กลมพันธุ CM80 ทไดนี มความทนทานตอโรคราสนิมไดไมเทากัน ซึงอาจเกิดจากพืนฐานของยนกลมดงกลาวม ี


















ความแตกตางกันได


294



















































































อาการของโรคราสนิม : ใบทะลเปนรูกลม ไมมอาการ เปนวงสสม วงสสมและทะลเปนรู


ภาพที่ 2 ความแตกตางของระดบการแสดงออกของยน R111, WRKY, GT, PR1b และ PR10 ในใบของกาแฟ

อาราบิกา 44 หมายเลข ระหวางเดอนกันยายนทไมมอาการโรคราสนิม และเดอนธันวาคมทมอาการโรคราสนิม








Click to View FlipBook Version