The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by atitayaporn, 2019-11-15 00:13:06

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิตปทุมวัน เล่ม 3

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 149

อย่าใช้วาจากดทับใคร ๆ เพื่อดันตนเองให้สูงขึ้น เพราะนั่นเป็น

วิสัยของคนพาล จงใช้ปิยวาจากับผู้อื่นให้เป็นนิสัย เพราะนั่น คือการ
สร้างสายใยของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ

จงให้เกียรติผู้อื่น เหมือนอย่างที่เราอยากให้ผู้อื่นให้เกียรติเรา

จงเคารพผู้อื่น เหมือนอย่างที่เราอยากให้ผู้อื่นเคารพเรา
จงอย่าดูหมิ่นผู้อื่น เหมือนอย่างที่เราไม่อยากผุ้อืนดูหมิ่นเรา

จงอย่ามั่นใจตนเองเกิน เหมือนอย่างที่เราตำหนิผู้อื่นในเรื่องเดียวกัน

จงทำตัวเหมือนหญ้าบนยอดเขา แม้อยู่สูงเสียดฟ้า แต่ก็ติดดิน
เฉกเช่นคนเรา แม้มีตำแหน่ง อำนาจสูงสักปานใด ก็จงทำตน

อย่างคนธรรมดาเดินดิน ชีวิตนี้จะไม่สิ้นคำ “สรรเสริญ” แน่นอน
อย่ากร้าว (กร่าง) เกินความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่เพราะคนอื่น
เขาอาจจะมีความรู้ความสามารถมากกว่าเราก็เป็นได้....แต่เขามี

ความเป็นปราชญ์ชนที่จะไม่แสดงออกเพื่อทับทมคนอื่น...
คนเป็นครู....ถึงใจร้าย เจ้าระเบียบ จุกจิกจู้จี้ขนาดไหนก็ไม่เคยคิด

ทำร้าย หรือทำลายลูกศิษย์ เพราะครู ย่อมมีเมตตากรุณาต่อศิษย์เสมอ
ที่ทำไปก็เพราะความปรารถนาดีไม่มีคำว่า “ครูล้างศิษย์” มีแต่
“ศิษย์ล้างครู” .....


คนที่ยอมคนอื่น ทำตามคนอื่นตลอดเวลา เป็นผู้นำไม่ได้

คนที่ใช้แต่คำสั่ง ใช้แต่นิ้วชี้กับคนอื่นตลอดเวลา ก็เป็นผู้นำไม่ได้

คนที่จะเป็นผู้คนอื่น ต้องเป็นคนที่เคารพ ให้เกียรติคนอื่น ทำงาน

ร่วมกับคนอื่นได้ ไม่วางตนสูงหรือต่ำเกินควร เป็นกันเองกับผู้ใต้
บังคับบัญชา อย่างนี้อยู่ในตำแหน่งผู้นำได้นาน....

150 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



อย่าให้ผู้อื่นตำหนิ เรื่องเหล่านี้...
การศึกษาสูง แต่กิริยาต่ำ
ตระกูลสูง แต่ต่ำกิริยา

ต่ำแหน่งสูง แต่ขาดวิสัยทัศน์
เป็นผู้ใหญ่ แต่วางตัวไม่เป็น
เป็นเด็ก แต่ขาดสัมมาคารวะ
เป็นผู้นำ แต่ขาดคุณธรรม

เป็นหัวหน้า แต่ขาดความยุติธรรม
เป็นลูกน้อง แต่ขาดการให้เกียรติ


ครู......
ครูไม้บรรทัด คือครูที่เคร่งครัดระเบียบวินัย
ครูไม้เรียว คือครูที่เคี่ยวเข็นสอนสั่ง (พร่ำสอน)

ครูไม้อ้อ คือครูที่อ่อน(ข้อ)ไหว ตามใจลูกศิษย์...
ครูกระดาษทราย คือครูที่คอยขัดเกลาให้เด็กมีความรู้ ความฉลาด
และความชั่วออกไป


ทำงานเพราะอยากโชว์ คือการแสดงความโง่ระยะยาว
ทำงานเพราะอยากได้หน้า คือการตีตรานิสัยเสียตนเอง


พุทธพจน์ .....อย่าทำตนเป็นคนรกโลก
ลักษณะของคนรกโลก
- เห็นแก่ตัวอย่างรุนแรง

- ไม่ยอมรับกติกาของสังคม
- ไม่รับผิดเมื่อตนทำผิด
- มองเห็นแต่ข้อผิดพลาดของผู้อื่น

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 151

- ไม่เคยมองเห็นข้อเสียของตนเอง

- ขวางความเจริญ
- ไม่ให้เกียรติผู้อื่น

- อ่อนน้อมถ่อมตนไม่เป็น...
- อวดตน อวดรู้ อวดสามารถ
- ชอบพูดหรือทำ เพื่อเอาหน้า
- ชอบโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเก่ง

- โง่ไม่เป็น แต่อวดฉลาดเสมอ

อย่าเสียเวลากับการหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น

จงใช้เวลาที่มี ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองจะดีกว่า.....
การเดินทางแต่ละครั้ง คือความรู้ใหม่
แม้จะเป็นการเดินเส้นทางเดิมก็ตาม


วัฒนธรรมองค์กร คือ
- ยอมรับระเบียบข้อปฏิบัติขององค์กร

- ให้เกียรติซึ่งกันและกันของคนในองค์กร
- ให้ความเคารพตามอาวุโสภายในองค์กร
- ให้ความยำเกรง ความเกรงใจตามตำแหน่งหรือสายงาน
- เคารพในความรู้ความสามารถของแต่ละคนในองค์กร

- เคารพในสิทธิการแสดงความเห็นต่างของบุคลากร
- ให้ความร่วมมือในการพัฒนาองค์กร เต็มศักยภาพ


บางทีการศึกษา คงเป็นกับดักของอัตตา
คนที่มีการศึกษาสูงบางคน จึงมักจมปลักอยู่กับความเห็นแก่ตัว

152 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


คนที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของตนเอง หาความเจริญได้ยากยิ่ง

คนที่มองเห็นแต่ความสามารถของตนเอง มักต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
คนที่มองเห็นความสามารถของคนอื่น คือคนที่พร้อมจะร่วมงาน

กับทุกคนได้

“เป็นตัวของตัวเอง” นั่นนะดี แต่ต้องดูบรรทัดฐานหรือวัฒนธรรม
องค์กรของเราด้วย ว่าใช่หรือไม่ คนในองค์กรยอมได้หรือไม่ถ้าคน

ในองค์กรรับไม่ได้ เราคงต้องเปลี่ยนตัวเอง หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนที่
เพื่อตัวเราเอง


อย่าทำตัว เหมือนกระดาษที่เปื้อนหมึก
แม้เป็นกระดาษเปล่า ก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
เพราะมันเป็นกระดาษที่สกปรก....


ไม่แปลก ถ้าเราก้าวเดินไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้
เพราะเป้าหมายนั้นอาจไกลเกินที่เราจะก้าวไปถึง
หรือไม่ก็ความพยายามของเรา ไม่เพียงพอที่ฟันฝ่า
อุปสรรคที่ขวางหน้าเราไปได้


เรียนรู้ จำได้ เข้าใจ คือคนฉลาด
เรียนรู้ จำได้ เข้าใจ ประยุกต์ใช้ คือคนฉลาดกว่า

เรียนรู้ จำได้ เข้าใจ ประยุกต์ใช้ คิดใหม่ด้วยตนเอง คือคนฉลาดที่สุด



“ไม่มีสิ่งใด น่ากลัวเท่ากับความคิดของเราเอง”

เรื่องเล่าจากไดอารี่ของครู



ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร

154 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



เรื่องเล่าจากไดอารี่ของครู



ดร.ปัทมา ดีสวัธน์ศรีเพชร


























คนที่เป็นครู..มีหน้าที่หลักในการจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้ ออกแบบทดสอบ ตลอดจนเขียนบันทึกหลังการสอน

เพื่อให้เราได้รู้สึกว่าได้ปฎิบัติหน้าที่ครูได้อย่างครบถ้วนยิ่งถ้านำไปสู่
การวิจัยได้ด้วยแล้วนั้น ก็จะได้รับการยอมรับและเชิดชู

ว่าเป็นครูที่มีความรู้ความสามารถอย่างสมบูรณ์แบบ....... ซึ่งใน
ความเป็นจริงแล้ว อาชีพครูและงานของครูมิได้จำกัดอยู่เพียง
การสอนหนังสือและการสอบไล่เพื่อส่งนักเรียนขึ้นชั้นสูงขึ้นไปจน

กว่าจะจบการศึกษา ครูมีหน้าที่ส่งเสริมให้นักเรียนเติบโตเจริญขึ้น
ไปเต็มความสามารถที่เขามี โดยวิธีการสอน ฝึกฝนอบรม บ่มนิสัย

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 155

เพื่อให้มีความรู้ความคิด ความสามารถและความดีงาม งานของครู

มีพื้นฐานหยั่งลึกลงสู่ความรัก ความเมตตา และความตั้งใจจริง
ครูกับศิษย์จึงมีความผูกพันกันทางจิตใจด้วยความเข้าใจกันและกัน

เสมอ ซึ่งแตกต่างจากเรือรับจ้างโดยสิ้นเชิง เรือรับจ้างมีหน้าที่คอย
รับส่งผู้โดยสารข้ามฝากให้ถึงฝั่งคนแล้วคนเล่าเพียงเพื่อแลกเปลี่ยน
ทางเงินตรา และส่งให้ถึงฝั่งด้วยความปลอดภัยเท่านั้น


อาชีพครูเป็นงานที่ได้รับรางวัลทางใจ มากกว่าผลตอบแทน
ทางวัตถุ ครูที่ดีมักมีอิทธิพลต่อชีวิตของนักเรียน สามารถเป็นแบบ
อย่างและชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตให้แก่นักเรียน สำหรับผู้เขียน

ที่ซึ่งมีชีวิตเป็นครูมาได้มาถึงตอนนี้ 10 ปีพอดี สิ่งที่สำคัญที่สุดใน
การเป็นครูนั่นคือ “นักเรียน” ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดที่จะบ่งบอก

ว่าคนเป็นครูนั้น มีมาตรฐานเพียงใดที่จะสามารถอบรมสั่งสอนและ
ผลิตนักเรียนออกสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและคุณธรรมควบคู่กันไป
ด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในด้านการเรียนและด้าน

พฤติกรรม ครูจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญและหาวิธีการเพื่อเข้าถึง
และเข้าใจนักเรียนให้ได้มากที่สุด


มีอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งของสาธิตปทุมวัน ได้เคย
แนะนำผู้เขียนว่าคนเป็นครู โดยเฉพาะในบทบาทเป็น “ครูประจำชั้น”

ด้วยนั้น ควรจะมีสมุดบันทึกประจำตัวครู (teacher’s diary)
ไว้เหมือนเป็นบันทึกหลังสอนแต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือการบันทึก
พฤติกรรมของนักเรียนทั้งความดีที่เขาเคยสร้างและความผิดที่
เคยกระทำเป็นรายบุคคลซึ่งทั้ง พฤติกรรม ภูมิหลัง ความแตกต่างของ

156 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


นักเรียนแต่ละคนล้วนส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้โดยตรง

สำคัญเท่า ๆ กับเนื้อหาวิชาความรู้ทางวิชาการที่เราพยายามสั่งสอน
นักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมแต่เนื่องจากความแตกต่างทาง

พฤติกรรมและวิถีแห่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ครูจึงต้องหากลยุทธ์ต่าง ๆ
นวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดให้นักเรียนเกิดความ
สนใจมากขึ้น


การที่ได้จดบันทึกนั้นจะเป็นประโยชน์ในการดูพัฒนาการ
ของนักเรียน ได้รู้จักและเข้าใจพวกเขามากขึ้นทั้งยังสามารถเก็บไว้
เป็นหลักฐานเพื่อสื่อสารกับผู้ปกครองในการช่วยดูแลพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น

สมุดบันทึกนี้ไม่มีรูปแบบ ตายตัว เป็นสมุดอะไรก็ได้ที่มีไว้เป็นการบันทึก
หลังสอน จดบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนทุกคน ทุกชั่วโมง ภายหลัง

ที่นักเรียนออกจากห้องเรียน และครูควรหาโอกาสอ่านให้นักเรียนฟัง
สัปดาห์ละ 1 ครั้ง การอ่านพฤติกรรมให้ นักเรียนฟังโดยการอ่านแบบ
รวม ๆ ไม่เจาะจงว่าเป็นคนใดคนหนึ่งว่านักเรียนทั้งชั้นมีปัญหา

อะไรบ้าง หรือบางครั้ง นักเรียนต้องการให้อ่านแบบเปิดเผยบ้าง
นักเรียนส่วนมากสามารถแก้ไขพฤติกรรมของตนเองได้ดีขึ้นอย่างน่าพอใจ

และมีความภาคภูมิใจที่พฤติกรรมของตนเองได้เปลี่ยนแปลงดีขึ้น

ในสมุดบันทึกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าและส่วนหลัง
ของเล่ม ส่วนหน้าของเล่มเป็นการคัดกรองนักเรียนจากการสอบ

ถามและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน จากนั้นแบ่งนักเรียนออกเป็น
2 กลุ่มคือกลุ่มปกติ และกลุ่มเสี่ยง ในกลุ่มเสี่ยงแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ
ด้านการเรียน สอบถามติดตามผลสอบและการส่งงานจากครูประจำ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 157

วิชาและเพื่อนนักเรียน ด้านสุขภาพ ตรวจสอบว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่

ด้านเศรษฐกิจ ศึกษาพื้นฐานการเงินของครอบครัว และด้านพฤติกรรม
สอบถามและสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ อาทิ การแต่งกาย การมาโรงเรียน

การใช้สารเสพติด และการคบเพื่อนต่างเพศ เป็นต้น ส่วนหลัง
ของเล่มเป็นการแก้ไขปัญหาและการส่งเสริมนักเรียนสามารถดำเนิน
การจัดกิจกรรมในภาพรวมสำหรับนักเรียนทุกคน อาทิ กิจกรรมโฮมรูม

ในตอนเช้าและตอนเย็น กิจกรรมสวดมนต์ยาว กิจกรรมรักการอ่าน
กิจกรรมจิตอาสาบำเบ็ญประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการ

ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนได้อย่างดี ส่วนการแก้ปัญหา
รายบุคคลจะเน้นการพูดคุย สอบถาม หาเหตุของปัญหา เพื่อหา
ข้อเท็จจริง หากพบว่ากระทำความผิดจริงจึงค่อยกล่าวตักเตือนและ

ชี้ให้เห็นผลกระทบต่อการกระทำทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น จากนั้นจึงแจ้ง
ให้ผู้ปกครองให้รับทราบพฤติกรรม

การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้าน

ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรมและ
วิถีชีวิตที่เป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวังโดยผ่านกระบวนการทางการ

ศึกษานั้น นอกจากจะดำเนินการด้วย การส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนแล้ว
การป้องกันและการช่วยเหลือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน
ก็เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา เนื่องจากสภาพสังคม

ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งด้านการสื่อสารเทคโนโลยีต่าง ๆ
ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้ว ในเชิงลบก็ปรากฏ

158 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


เช่นกันเป็นต้นว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการ ระบาดของสารเสพติด

ปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ปัญหาครอบครัวซึ่งก่อเกิดความ
ทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด การปรับตัวที่ไม่เหมาะสมหรืออื่น ๆ

ที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสภาพกายของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตาม
ความมุ่งหวังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ทุกคน โดยเฉพาะบุคลากรครูทุกคนในโรงเรียน ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญ
ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด

ด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วน
สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตงอกงามเป็น
บุคคลที่คุณค่าของสังคมต่อไป












บรรณานุกรม

สุรางค์ โค้วตระกูล. (2548). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์
แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

คุณ นะ ทำ (ธรรมที่คุณ(ครู) ควร ทำ)


อาจารย์อภิณห์พร ฤกษ์อนันต์

160 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


คุณ นะ ทำ (ธรรมที่คุณ(ครู) ควร ทำ)

อาจารย์อภิณห์พร ฤกษ์อนันต์























ปัจจุบันนี้..จะพบว่ามีข่าวคราวที่สร้างความเสียหาย
ให้กับวงการครูบ่อย ๆ ครูที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีคุณธรรม

จริยธรรม กลับมาเป็นผู้กระทำผิดตกเป็นข่าวคราว เช่น ครูมีหนี้สิน
ล้นพ้นตัว ครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ ครูหลอกลวงข่มขืนศิษย์
ครูขายยาเสพติด เป็นต้น

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะสภาพสังคมที่วุ่นวาย
สับสน ขาดจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรมสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว

ด้านเทคโนโลยีก็มีความทันสมัย ก้าวไกลล้ำยุคมากขึ้น ครูจึงมีภาระ
และความต้องการมากขึ้น ทั้งภาระต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่องาน
ในหน้าที่ ภาระความรับผิดชอบเหล่านี้ ทำให้ครูต้องหาอาชีพเสริม
หางานพิเศษทำเพื่อให้มีรายได้พอกับการใช้จ่าย จึงให้ความสนใจ
ด้านการเรียนการสอน การพัฒนาผู้เรียนน้อยลง ทั้ง ๆ ที่เป็นงาน

ในหน้าที่ กลายเป็นคนที่อ่อนด้วยในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 161

และจรรยาบรรณในวิชาชีพ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ต้องเกิดขึ้นและ

ฝังอยู่ในจิตใจ ในจิตวิญญาณของครูทุกคน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้ความหมายคำว่า “คุณธรรม” “จริยธรรม” “จรรยาบรรณ” ไว้ดังนี้

คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดี


จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ
เกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์
อักษรหรือไม่ก็ได้

จรรยาบรรณ หมายถึง ประมวลความประพฤติที่
ผู้ประกอบอาชีพ การงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้นเพื่อรักษาและ

ส่งเสริม

คุณธรรมสำหรับครู

คุณธรรม (Virtue หรือ Morality) เป็นสภาพคุณงามความ
ดีที่อยู่ประจำใจของแต่ละคน เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่เกิดขึ้นจาก

การเรียนรู้ การวิเคราะห์ พิจารณาไตร่ตรองแล้วพบว่า สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี
สิ่งใดควรปฏิบัติ สิ่งใดไม่ควรปฏิบัติ สิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดไม่ถูกต้อง
เป็น อาชีพครูได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง เช่น เดียวกับผู้ที่
ประกอบอาชีพแพทย์ ทนายความ ดังนั้น คนเป็นครูคงไม่ใช่เป็นเพียง
เรือจ้าง มีหน้าที่นำพาศิษย์ ข้ามไปสู่ฝั่งฝันอย่างปลอดภัยเท่านั้น
(ทำให้ศิษย์ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่รู้ ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) ครูในยุคนี้

ต้องเป็นคนที่ทันโลก ทันสมัย ทันเทคโนโลยี และทันการเปลี่ยนแปลง
เป็นครูอาชีพไม่ใช่อาชีพครู

162 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


จริยธรรมสำหรับครู


จริยธรรม (Ethics) เป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นจิตสำนึก
ของบุคคล เป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงาม ทั้งทางกาย วาจา และใจ
เป็นปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมทางสังคม เป็นรากฐานของสันติสุขที่ยั่งยืน
คนเป็นครูจึงควรต้องสร้างจิตสำนึกที่ดีงามให้เกิดขึ้นในตนเองในสังคม

ต้องซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพของตนเอง มีการประพฤติปฏิบัติที่
แสดงถึงความเป็นผู้มีธรรมะใน เช่น มีเมตตากรุณา ซื่อสัตย์สุจริต
เสียสละ รับผิดชอบ ยุติธรรม เป็นต้น

จรรยาบรรณวิชาชีพครู


จรรยาบรรณ (Etiquette) เป็นความประพฤติของผู้ที่
ประกอบอาชีพหนึ่งอาชีพใดกำหนดขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกฎในการรักษา
ชื่อเสียง และส่งเสริมเกียรติคุณและฐานะของผู้มีอาชีพนั้น ๆ ผู้ที่
ประกอบวิชาชีพครูจะมีหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องจรรยาบรรณครู คือ
สำนักงานเลขาธิการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้กำหนด
ระเบียบจรรยาบรรณครู พุทธศักราช 2539 ไว้เพื่อ เป็นแนวปฏิบัติของ

ครู ดังนี้

1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วย
เหลือส่งเสริมให้กำลังใจ ในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอ
หน้า


2. ครูต้องอบรมสั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะ
และนิสัยที่ถูกต้องดีงาม ให้เกิดแก่ศิษย์ อย่างเต็มความสามารถ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 163

3. มีความอดทนอดกลั้นต่อความยากลำบากต่าง ๆ

อดทนต่องานที่ร้อน หนัก ทนทุกข์ทรมาน ตลอดทั้งอดทนต่อคำดุด่า
ว่ากล่าว การกล่าวหา การเข้าใจผิด ของผู้อื่น ฯลฯ

4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทาง
กาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์


5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้าง
จากศิษย์

6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพ
และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม
และการเมืองอยู่เสมอ


7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและเป็นสมาชิก
ที่ดีต่อองค์กรวิชาชีพครู

8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์

9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตน เป็นผู้นำในการอนุรักษ์

และพัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

แนวทางการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
และจรรยาบรรณครู

1. การปลูกฝังโดยใช้กิจกรรมการฝึกอบรม

2. การปลูกฝังโดยใช้เพลง


3. การปลูกฝังโดยใช้คำประพันธ์

164 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


4. การปลูกฝังโดยการประกาศเกียรติคุณ ให้รางวัล

การยกย่องครูที่จัดการเรียนรู้ได้อย่างดีเยี่ยม หรือครูที่มีจรรยาบรรณ
ในวิชาชีพครูดีเด่น ช่วยให้ครูเกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน

แนวทางการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม

เมื่อพิจารณาจากปัญหาและหลักพื้นฐานในการ

เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมแล้ว น่าจะใช้แนวทางเพื่อพัฒนา
คุณธรรมจริยธรรมให้เกิดผลดีดังต่อไปนี้

1. จัดให้สถานศึกษามีสิ่งแวดล้อมที่สะอาดร่มรื่น ใกล้ชิด
ธรรมชาติ มีบรรยากาศของคุณธรรมจริยธรรมที่เด็กสามารถเรียนรู้
และถือเป็นแบบอย่างได้ด้วยตนเอง


2. ให้เด็กมีโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์ทางคุณธรรม
จริยธรรมด้วยวิธีการและจากแหล่งที่หลากหลาย ทั้งจากเพื่อน
ครู ครอบครัว ชุมชน และสังคม

3. ให้มีคุณธรรมจริยธรรมที่ยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ในสถานศึกษา เพื่อมิให้เด็กสับสนเกิดความขัดแย้งในการพัฒนา

คุณธรรมจริยธรรมของตน

4. จัดให้พฤติกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษามีความสอดคล้อง
ไม่ขัดแย้งกับคุณธรรมจริยธรรมที่พึงประสงค์

5. พยายามใช้วิธีการที่สอดคล้องกับวัยและธรรมชาติ

ของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สนับสนุนให้กำลังใจ
ให้โอกาส ใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ และให้รางวัลด้วยวิธีการที่
เหมาะสม

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 165

6. ผู้ที่จะอบรมสั่งสอน ให้รางวัลหรือลงโทษ จำเป็นต้อง

เป็นผู้ที่รักเด็กและเด็กรัก กิจกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติร่วมกับเด็กต้องมา
จากพื้นฐานของความรักและความเข้าใจระหว่างกัน

7. การให้รางวัลหรือการลงโทษต้องกระทำโดย
รวดเร็ว สำหรับการให้รางวัลควรจัดให้ถูกต้องสอดคล้องกับเด็ก
แต่ละวัย ทั้งการสัมผัสทางกาย ชมเชยยกย่อง ประกาศเกียรติคุณ

มอบเครื่องหมายแห่งความดี เช่น ถ้วย โล่ ฯลฯ ส่วนการลงโทษ
เพื่อให้เกิดผลดีควรดำเนินการดังนี้

8. สอดแทรกการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในทุกวิชา
ในทุกโอกาสอย่างมีระบบ มีการเตรียมการที่ดี และพยายามสร้าง
กระแสให้สังคมถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้


9. มีความอดทนพอที่จะรอรับผลที่น่าพอใจ เด็กสามารถ
ควบคุมตนเองได้จากภายในตัวของเด็กเอง ความจำเป็นที่ต้อง
ควบคุมจากภายนอกน้อยลง และมีเครื่องชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการด้าน
คุณธรรมจริยธรรมที่พึงประสงค์พอที่จะใช้ประเมินผลได้อย่างชัดเจน
เป็นรูปธรรม


จากที่กล่าวมา แม้การพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม
จะค่อนข้างซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับคนและบริบทต่าง ๆ ซึ่งมีผล
กระทบต่อคนทั้งในรูปของความสอดคล้องและขัดแย้งกันอยู่เสมอ
ทำให้คุณธรรมจริยธรรมเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมจริยธรรมของเยาวชน
ยังเป็นปัญหาที่สังคมจะต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษด้วยวิธีการอัน

ถูกต้อง โดยถือว่าปัญหาการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเป็นปัญหา
ท้าทายที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันขจัดลงให้จงได้

166 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



บรรณานุกรม
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ :
บ.พริกหวานกราฟฟิค.
จิราภรณ์ อารยะรังสฤษฎ์. พัฒนาการทางด้านจริยธรรมของเด็ก. วารสานแนะแนว
ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 30 ฉบับที่ 162,
2539 หน้า 53-59.
รพีพรรณ เอกสุภาพันธ์. (มปป). การเตรียมความพร้อมด้านจริยศึกษาระดับอนุบาล.
วารสาร กองทุนสงเคราะห์การศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
เอกชน หน้า 33-35.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:
นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์.
สุรยุทธ์ จุลานนท์. (2550). บรรยายพิเศษ: คุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสังคมไทย.
กล่าวปาฐกถา ในงาน Home Coming Day คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒน
บริหารศาสตร์. วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2550.
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2539). แบบแผนพฤติกรรมจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา.

เล่าเรื่อง ... เรียนรู้วิชาการ



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล

168 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน












เล่าเรื่อง ... เรียนรู้วิชาการ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล






จากการ..ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและ
วิชาการ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน มีการ
ระดมความคิดหัวข้อในการประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างหลากหลาย
ประเด็น ซึ่งสิ่งที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ ครู ผู้มีบทบาทสำคัญ
ในการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมและมีความคาดหวังจากบทบาท
ของครูมากมาย เช่น ครูต้องเป็นแบบอย่างของคุณธรรมจริยธรรม
ครูต้องเพิ่มความเอาใจใส่ดูแลนักเรียน ครูต้องได้รับการส่งเสริม
ขวัญกำลังใจในการทำงานในหลายด้าน ช่องว่างระหว่างครูอาวุโส

มากกับครูอาวุโสน้อย ในเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม นั่นคือ
ครูอาวุโสมักคิดว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญที่ต้องอบรมคุณธรรม
จริยธรรม ในขณะที่ครูรุ่นใหม่มักคิดว่าไม่ใช่ธุระหลักที่จะอบรมนักเรียน
หน้าที่หลักคือ สอนหนังสือ ภาพของครูอาวุโสมากในสายตานักเรียน
จึงกลายเป็นคนขี้บ่น จุกจิก ไม่ทันยุค การพัฒนาที่จะทำให้คนสองกลุ่ม
ได้ทำงาน ได้เรียนรู้ร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง อีกทั้งการ
เรียนรู้ที่พบในห้องเรียนยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม คือยังเป็นการเรียนรู้ที่
เน้นการบรรยายเป็นหลัก การอบรมคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในลักษณะ

“ว่ากล่าวสั่งสอน” แทรกเข้าไปในเวลาที่สอน เมื่อยามที่ครูเห็น

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 169

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ทำการบ้านส่งตามกำหนด ไม่นำ
หนังสือเรียนมาหรือพูดคุยกับเพื่อนเวลาครูสอน ครูไม่มีแผนการ

จัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน แม้ว่าโรงเรียนมีข้อกำหนดให้ครูเขียนแผนการ
จัดการเรียนรู้ มีการตรวจแผนแต่ครูส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่ได้ดำเนินการ
ตามแผน ด้วยมีเหตุปัจจัยหลายประการและครูถนัดที่จะสอนอะไร
ตามที่ตนคุ้นเคยโดยไม่ต้องการให้กรอบของเวลาตามแผนการ
จัดการเรียนรู้มาเป็นเครื่องบีบบังคับมากนัก แต่ครูส่วนใหญ่ก็เอาใจใส่
กับพฤติกรรมนักเรียนที่รับผิดชอบ หากมีนักเรียนขาดหายไป
ไม่มาเรียนหรือมีปัญหา ครูจะยินดีให้ความช่วยเหลือ ติดตามถามถึง
หรืออย่างน้อยก็มีการประสานกับผู้ปกครอง

กล่าวโดยสรุปที่ประชุมได้ประเด็นหัวข้อการประชุมครั้งนี้

คือ “วัฒนธรรมสาธิตปทุมวัน” พร้อมให้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และ
ระดับชั้น ได้มีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อหาประเด็นต่าง ๆ ที่จะนำมา
ประชุมร่วมกัน ดังนั้นฝ่ายวิชาการขอประมวลการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา ปัจจัยด้านลักษณะและกระบวนการของครู นักเรียนและ
ผู้บริหารพอสังเขป ดังนี้

1. ครูต้องเป็นผู้อุทิศตนและมีความเสียสละอย่างแท้จริง
ในการจะพัฒนาการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน มีอุดมการณ์
และเห็นคุณค่าในการเข้ามาพัฒนาคุณภาพการศึกษาและไม่เลือก
ประกอบอาชีพนี้ เพียงเพราะเหตุผลของการเลี้ยงชีพแต่เพียงอย่างเดียว

ครูต้องมีจิตสำนึกและจิตวิญญาณของความเป็นครู เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
และมีจิตสาธารณะอย่างยิ่งยวดในการจะพัฒนานักเรียนให้มีความรู้
คุณภาพและคุณธรรม

2. ครูต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่ต่อนักเรียน
อย่างเป็นรูปธรรม ให้ความใส่ใจต่อการสังเกตศึกษาความแตกต่าง

170 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


ของนักเรียน มีฉันทะในการเฟ้นหาความดี ความสามารถและ
คุณลักษณะของนักเรียนอย่างเต็มใจ ให้การสนับสนุนส่งเสริมนักเรียน

ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าของ
ตนเองและมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองไปให้สูงสุดได้ตามศักยภาพ
ของตน

3. ครูต้องเป็นผู้มีทักษะในการถ่ายทอดความรู้ มีความรู้
ด้านหลักสูตร การจัดหลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร มีความเข้าใจ
ที่ถูกต้องเกี่ยวกับจิตวิทยาของนักเรียน พัฒนาการตามวัยของ
นักเรียนอีกทั้งรู้จักที่จะบูรณาการความรู้ที่หลากหลายให้เข้ากับ
กระบวนการเรียนการสอนที่นำมาใช้อย่างถ่องแท้ รวมทั้งสามารถ
บูรณาการการเรียนการสอนให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืน

อีกทั้งต้องสามารถใช้นวัตกรรมจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่าง
ถูกวิธี เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุผลอย่าง
มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเป็นครูใฝ่ใจศึกษาค้นคว้า แสวงหาเรียนรู้
นวัตกรรมการสอน รูปแบบการสอน และวิธีการประเมินผลการเรียน
การสอนใหม่ ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและพัฒนา
คุณภาพนักเรียนอยู่เสมอ

4. ครูต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในเนื้อหาวิชา
ที่สอนเป็นอย่างดี ใฝ่ใจศึกษาค้นคว้าติดตามความรู้ทางวิชาการให้มี
ความรู้ใหม่ ทันสมัย และสามารถคัดเลือกองค์ความรู้ก่อนที่จะนำมา

ใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน อันจะนำไปสู่การ
พัฒนานักเรียน โรงเรียนและสังคมต่อไป

5. ครูต้องมีความรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจ
ของตนอย่างสมบูรณ์ ให้ความร่วมมือกับผู้บริหารในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนและการบริหารสถานศึกษา ประสานงานและให้
ความร่วมมือกับผู้ปกครองและสมาชิกชุมชน เพื่อร่วมมือรวมพลัง

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 171

กันดำเนินงานให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่
กำหนดไว้


6. นักเรียนต้องเป็นผู้มีสติปัญญาเหมาะสมที่จะเรียนรู้
ในการศึกษาแต่ละประเภทและระดับ ตามศักยภาพของตน มีเจตคติ
ความพึงพอใจ ความสนใจที่ดีต่อการเรียน มีคุณธรรมจริยธรรม
มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีความพร้อมในด้านภูมิหลังที่ไม่เป็นอุปสรรค
ต่อการเรียน

7. นักเรียนควรได้รับการเตรียมความพร้อมสำหรับ
การเรียนก่อนเข้าเรียนในโรงเรียน โดยผู้ปกครองเป็นผู้ให้การ
สนับสนุน เมื่อเข้าเรียนในสถานศึกษาต้องเป็นผู้ใส่ใจ ตั้งใจศึกษา
เล่าเรียนโดยไม่เกียจคร้าน ต้องใส่ใจศึกษาแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
ต้องมีวินัยในการเรียน มีความอดทน ขยันหมั่นเพียรในการแสวงหา
ความรู้ใหม่ มีความสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น

8. นักเรียนต้องปฏิบัติตนตามกฎระเบียบข้อบังคับ
ของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด

9. นักเรียนต้องถือเป็นหน้าที่ในการพัฒนาตนเอง
โดยใช้ความรู้ที่ได้ศึกษามาเป็นประโยชน์ในการพัฒนา รวมทั้งต้องมี
บทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปะและวัฒนธรรม

10.ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีภาวะผู้นำ
และมีความกล้าในการดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

11.ผู้บริหารต้องกำหนดนโยบายในการบริหารสถาน
ศึกษาให้ชัดเจนรวมทั้งต้องสามารถใช้ประโยชน์จากผลการประเมิน
การดำเนินงานเพื่อพัฒนางานของสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี

12.ผู้บริหารต้องให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน การพัฒนาครูและบุคลากรอย่างเต็มความสามารถ

172 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


เน้นการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน สร้างแรงบันดาลใจ
ปลุกเร้าให้ครูและบุคลากรได้มองเห็นคุณค่าและผลที่จะเกิดขึ้นจาก
การทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ สร้างขวัญกำลังใจแก่ครูและบุคลากร
อย่างต่อเนื่องและสมเหตุสมผล


13. ผู้บริหารต้องให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาครู
และบุคลากร ได้รับการฝึกอบรมในเรื่องต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

14. ผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้ปรับเปลี่ยน
เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมใช้ประสบการณ์ที่หลากหลาย
เติมเต็มในกระบวนการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน

15. ผู้บริหารต้องมีการระดมความร่วมมือและความช่วย
เหลือจากชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการรอคอย
ความช่วยเหลือจากงบประมาณของรัฐเพียงด้านเดียวมาเป็นการ
พึ่งตนเองร่วมกับชุมชนให้มากขึ้น


ประเด็นท้ายสุด..ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า “วัฒนธรรมสาธิต
ปทุมวัน” จากวันวานถึงวันนี้ และอนาคตที่สดใสจะกลับมาสู่พี่น้อง
ชาวสาธิตปทุมวัน ที่มีความภาคภูมิใจในสถาบันอันเลื่องชื่อเกียรติ
ภูมิที่ได้ถ่ายทอดการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นมานานนับกว่า 60 ปี ดังนั้น
“วัฒนธรรมสาธิตปทุมวัน” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับ
สิ่งใดเลย ในความเป็นจริง “วัฒนธรรมสาธิตปทุมวัน” เป็นเรื่อง
ที่เกิดขึ้นอย่างยึดโยงกับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม ความเชื่อ ทั้งระดับบุคคลและสังคม สมาชิกของโรงเรียน
ต้องมีบทบาทหน้าที่ที่ซับซ้อนมากขึ้นตามรูปแบบการบริหารจัดการ

โรงเรียนให้มีคุณภาพคงอยู่ตลอดไป

ประสบการ[ณ์] สอน



อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา

174 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน











ประสบการ[ณ์] สอน


อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา





“ครู” ..หรือที่หลาย ๆ คนเปรียบดั่งแม่พิมพ์ของชาติ

หรือเปรียบเสมือนเรือจ้าง ล้วนมีความหมายที่แฝงนัยยะไว้ว่าเป็น
ต้นแบบแห่งความประพฤติอันดีงามที่จะเป็นแบบอย่างให้กับศิษย์
หรือเป็นเรือรับจ้างที่นำพาศิษย์ให้ไปยังฝั่งหรือนำพาไปสู่ความสำเร็จ

โดยในบางความหมายก็กล่าวว่าเป็นคำมีที่มาจากคำปาลิหรือคำปาลี
(บาลี) คือคำว่า ครุ ที่แปลว่า หนัก สำคัญ ควรเคารพ มีค่าสูง จึงน่า
จะได้ความว่า


“ ครู” คือ ผู้ที่สำคัญ มีค่าสูง ควรแก่การเคารพ หรือเป็น
ผู้ที่หนักแน่นด้านศาสตร์และความรู้ มีความมั่นคง ซึ่งความหมายของ
“ครู” ในพจนานุกรมได้จำกัดความว่า หมายถึง ผู้สั่งสอนศิษย์ ผู้ถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ศิษย์ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ในมาตราที่ 4
ได้นิยามคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องไว้ 3 คำ ได้แก่

“ ผู้สอน” หมายความว่า ครูและคณาจารย์ในสถาน

ศึกษาระดับต่าง ๆ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 175

“ ครู ” หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลัก

ทางด้านการเรียนการสอน และการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย
วิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน

“ คณาจารย์ ” หมายความว่า บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลัก

ทางด้านการสอน และการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับ
ปริญญาของรัฐและเอกชน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำว่า ผู้สอน ครู และคณาจารย์

มีความหมายที่ใกล้เคียงกัน จะต่างกันตรงที่รายละเอียดปลีกย่อย
และความจำเพาะเจาะจงบางประการเท่านั้น

ดังนั้นไม่ว่าจะให้คำจำกัดความหรือการเปรียบเทียบ

แตกต่างกันไปอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันคือ “หน้าที่”
ที่ต้องทำให้ศิษย์ได้ประจักษ์ ทั้งทำหน้าที่ของความเป็นแบบอย่าง
และหน้าที่ในการสอน ซึ่งหน้าที่ที่เกี่ยวกับการสอนของครูนั้น นับแต่อดีต

จนถึงปัจจุบันได้มีการยึดถือปฏิบัติตาม และพัฒนารูปแบบการสอน
ที่หลากหลาย ทั้งที่ใช้วิธีการถ่ายทอดความรู้ด้วยการบอกเล่าการพูด
และการเขียนบนกระดานดำ (Talk and Chalk) การสอน (Teaching)

การจัดการเรียนการสอน (Studying/Learning and Teaching/
Instructing) จวบจนถึงการเรียนรู้ (Learning) ที่เป็นการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของผู้เรียนในด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะและความ

ประพฤติโดยอาศัยประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับผู้เรียนผ่านกระบวนการ
เรียนรู้ (Learning Process) ซึ่งไม่มีรูปแบบการสอนใดที่เหมาะสม
อย่างชัดเจนและแน่นอนในการนำมาใช้ ด้วยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ

176 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


ประการ อาทิ สาขาวิชา สาระการเรียนรู้ ลักษณะเฉพาะของครูผู้สอน

และผู้เรียน สถานศึกษา แหล่งการเรียนรู้ ค่านิยม ครอบครัว ฯลฯ
แต่ที่เป็นส่วนสำคัญของรูปแบบการสอน คือ บทบาทหน้าที่ของครู
ซึ่งจากประสบการณ์ของการประสบ (พบเห็น) ด้วยตนเองในฐานะที่

เป็นผู้เรียนมาก่อน และในฐานะที่เป็นครู พบว่ารูปแบบการสอนน่าจะ
เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของครู ซึ่งจะส่งผลต่อรูปแบบการเรียน
ของผู้เรียน ตลอดจนค่านิยม ทัศนคติ และคุณลักษณะของผู้เรียน


ครูบางคนก็เลือกบทบาทที่จะทำหน้าที่เป็น “ครูผู้ให้”
เพียงฝ่ายเดียว ให้ทั้งความรู้ ให้การอบรมสั่งสอน ให้การบ้าน ให้ภาระงาน
และที่จะขาดมิได้ คือให้คะแนนหรือผลการเรียน ซึ่งครูผู้ให้จะให้ทุกสิ่ง

ทุกอย่างที่คิดว่าควรหรือที่เห็นว่าต้องให้ จนบางครั้งก็ลืมไปว่าผู้รับ
จะรับไหวได้หรือไม่ เนื้อหาความรู้ก็ให้อย่างเต็มที่ ทั้งกว้างและลึก
(เรียกได้ว่าผู้เรียนต้องจมไปกับเนื้อหาวิชาเลยทีเดียว) โดยไม่ทราบว่า

ความสนใจ ความถนัดและศักยภาพของผู้เรียนสามารถที่จะรับได้
มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามครูอาจจะคิดว่าอยากถ่ายทอดเนื้อหา
ความรู้ให้มากเข้าไว้แล้วแต่ผู้เรียนที่จะรับได้มากน้อยแตกต่างกันไป
แต่เวลาที่วัดและประเมินผลหรือทำการสอบก็จะใช้ความรู้พื้นฐาน

เดียวกัน ถ้าเป็นไปตามนี้ก็คงจะเกิดประโยชน์กับผู้เรียน แต่ถ้าออก
ข้อสอบยากเกินไปหรือมีขอบข่ายเนื้อหาที่มีระดับสูงเกินความสามารถ

ของผู้เรียน ก็จะไม่สามารถวัดและประเมินผลตามสภาพจริงได้
แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวก็อาจทำได้ด้วยการแบ่งระดับ
กระบวนการการเรียนรู้ที่คัดแยกความสามารถทางการเรียนของ
นักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ หรือจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่ต้องการเป็น

พิเศษ แต่บางสถานศึกษาก็ยังคงไม่สามารถทำได้เนื่องจากคำนึงถึง

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 177

สิทธิ และความเท่าเทียมของผู้เรียน หรือจะแก้ไขให้ได้ง่ายและได้

ผลดีที่สุดก็คงต้องอยู่ที่การทำหน้าที่ของครูเอง ส่วนครูบางคนก็เลือก
ที่จะเป็นผู้ให้เฉพาะส่วนเฉพาะเรื่อง กล่าวคือ ถ่ายทอดเนื้อหาวิชา
เพียงบางส่วน เน้นที่สำคัญ ๆ หรือเนื้อหาที่เน้นทักษะ วิธีการให้ได้มา

ซึ่งคำตอบอย่างง่ายและโดยเร็ว (การใช้เทคนิคหรือวิธีการทำแบบ
ข้ามขั้นตอนหรือวิธีลัด) ซึ่งทำให้ผู้เรียนได้รับเฉพาะส่วนที่คิดว่าจำเป็น
นั่นคือ จำเป็นต่อการสอบ จำเป็นต่อการนำไปใช้ประโยชน์โดยตรง

โดยขาดซึ่งพื้นฐานและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เคยประสบกับการที่
ผู้สอนสอนเนื้อหาวิชาหลาย ๆ หน้าภายในเวลาสั้น ๆ เน้นเฉพาะหัวข้อ
ส่วนรายละเอียดผู้เรียนก็ไปศึกษาเอง น่าจะบ่งบอกได้ว่าบทบาท

ของครูผู้ให้คือผู้ที่ให้แนวทางอย่างเดียว (ที่เหลือผู้เรียนเดินไปกันเอง)
คงมีข้อดีในแง่ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตัวเอง สามารถ
นำความรู้เฉพาะส่วนมาทำข้อสอบได้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้
แต่ความรู้ความเข้าใจที่ผู้เรียนได้รับหรือสะสมไว้จะมีข้อจำกัดที่เห็นได้ชัด

คือ ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ความเข้าใจนั้นไปอธิบายหรือถ่ายทอด
ให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างถูกต้องชัดเจน และไม่นานความรู้ความเข้าใจที่

ได้ก็จะลดลงหรืออยู่ในสภาวะถดถอย (เรียกได้ว่าหลังสอบเสร็จก็ลืม)
ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือครูต้องกลับมาทำบทบาทหน้าที่ของครูผู้ให้
อย่างแท้จริง ให้ในสิ่งที่ควรให้ ให้ในสิ่งที่เหมาะสมทั้งคุณภาพและ
ปริมาณ อย่าให้มากเกินไป (จนรับไม่ไหว) อย่าให้น้อยเกินไป (จนผู้เรียน

ต้องไปเสาะแสวงหาที่อื่น ซึ่งอาจได้จากครูคนอื่นหรือครูคนเดิม แต่
เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไป)

ส่วนในกรณีที่ครูผู้ให้มีการมอบหมายงานในรายวิชา

ที่สอนไม่ว่าจะเป็นการบ้าน รายงาน งานเดี่ยวหรืองานกลุ่ม ครูผู้ให้

178 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


พึงระลึกถึงข้อจำกัดและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน อาทิ ปริมาณ

ของงานที่ให้มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะครูควรเข้าใจว่ารายวิชา
ที่ผู้เรียนเรียนนั้นมีหลายวิชา ถ้าแต่ละวิชาให้พร้อม ๆ กัน แม้จะมี
ปริมาณที่เหมาะสม (ของแต่ละวิชา) แต่นักเรียนก็จะบริหารจัดการ

ได้ลำบาก เนื่องจากอาจเพราะไม่มีเวลาที่จะทำให้ทันตามกำหนดได้
เพราะผู้เรียนในสมัยนี้ยังต้องแบ่งเวลาไปกับการเรียนรู้เพิ่มเติม
จากแหล่งการเรียนรู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด (แค่เวลาจะใช้ชีวิต

ให้สมวัยหรือตามพัฒนาการของช่วงวัย ก็แทบจะไม่ค่อยเหลือเท่าไร)
ทั้งนี้การให้การบ้านหรือใบงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการเรียน หรือการ
ทบทวนบทเรียน ด้วยประสบการณ์ก็จะพบรูปแบบของการทำการบ้าน

หรือใบงานดังกล่าว 2 ลักษณะ คือ การทำแบบต้นฉบับ (Manuscript
หรือเป็นแบบ Master) และการทำแบบสำเนา (Copy) ซึ่งครูจำเป็นต้อง
วัดและประเมินผลตามสภาพจริง และคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการ
มอบหมายงานดังกล่าวว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจ

เนื้อหาวิชาที่สอนหรือจะวัดในเรื่องความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา
โดยไม่คำนึงถึงวิธีการได้มาของคำตอบ เพราะผู้เรียนที่ทำงานแบบ

สำเนา คงไม่สามารถที่จะวัดและประเมินความรู้ความเข้าใจได้จาก
สิ่งนี้ได้ชัดเจน หรือในกรณีที่ทำงานกลุ่มที่เป็นรายงาน โครงงาน ที่พบ
ข้อจำกัดเกี่ยวกับการจับกลุ่มหรือการเลือกกลุ่มของผู้เรียน ถ้าเป็น
กรณีที่ครูเป็นผู้จัดหรือเลือกกลุ่มให้ ครูส่วนใหญ่จะคำนึงถึงหลักการ

เกื้อกูลหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือเปรียบได้กับความสัมพันธ์ของ
สิ่งมีชีวิตแบบภาวะการได้ประโยชน์ร่วมกัน (Proto-cooperation) ที่จะ
ให้ผู้เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียนสูง (หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เด็กเก่ง) เข้ากลุ่มกับผู้เรียนมีความสามารถ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 179

ทางการเรียนต่ำกว่าหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลางไปจนถึง

ต่ำ (หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเด็กอ่อน) ให้ทำงานร่วมกัน ซึ่งหากไม่มีการร่วมกัน
ทำงานอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ก็คงเปรียบดั่งเป็น
ภาวะอิงอาศัย (Commensalism) ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ (เด็กอ่อน)

อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ประโยชน์แต่ก็ไม่เสียประโยชน์ (เด็กเก่ง) ซึ่งจะ
กล่าวว่าไม่ได้ประโยชน์ก็คงไม่เชิง เพราะอย่างน้อยก็ได้ความรู้สึกดี
ที่ได้ช่วยเหลือเพื่อน เรียนรู้จักการให้ ซึ่งในบางกลุ่มอาจอยู่ร่วมกัน

แบบภาวะปรสิต (Parasitism) ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ (เด็กอ่อน)
อีกฝ่ายเสียประโยชน์ (เด็กเก่ง) เสียทั้งความรู้สึก สุขภาพกาย
กำลังทรัพย์ เวลา และต้องสูญเสียคะแนนที่น่าจะได้มากกว่านี้

แต่อย่างน้อยคงได้ฝึกความอดทนอดกลั้น และการรู้จักการให้อภัย
ดังนั้นครูควรเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการทำงานเป็นกลุ่มว่าต้องการ
ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ฝึกการทำงานเป็นทีม
เสริมสร้างภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดี ไม่ควรใช้เงื่อนไขของคะแนน

ตามระดับผลงานมาเป็นเกณฑ์ในการวัดและประเมินผล ทั้งนี้
การจับกลุ่มที่เป็นไปตามความสนใจ และศักยภาพของผู้เรียน

หรือการที่ผู้เรียนได้มีโอกาสเป็นผู้เลือก อาจจะทำให้ภาวะความ
สัมพันธ์เป็นไปในทางบวก ส่งผลให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพ
และผลงานที่ได้อาจจะมีคุณภาพสูงกว่า (เพราะเด็กอ่อนที่ทำงาน
ร่วมกับเด็กอ่อนด้วยกัน น่าจะเห็นคุณค่าในตัวเองมากกว่าการ

ทำงานร่วมกับเด็กเก่ง) ส่วนเรื่องการได้มาของข้อมูลในการทำรายงาน
เอกสารต่าง ๆ เนื่องจากแหล่งข้อมูลในปัจจุบันนี้ผู้เรียนจะค้นคว้าและ
รวบรวมจากแหล่งที่ง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากต่อการเขียนหรือพิมพ์

นั่นคือ การคัดลอกข้อมูลจากสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออินเทอร์เน็ต

180 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


(Internet) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความหลากหลายและบางแหล่งอาจจะ

ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม ครูจึงต้องมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญที่จะ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจและเห็นคุณค่าของงานที่ตนเองทำ
นั่นคือ ครูจะต้องอ่านและตรวจสอบแก้ไข พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ

ไม่ว่างานนั้นจะมากหรือน้อยเพียงใด เมื่อครูได้กำหนดหรือเลือกที่จะ
ใช้รูปแบบงานนี้นำมาใช้ในการวัดและประเมินผลแล้ว ครูก็ต้อง
รับผิดชอบในหน้าที่นี้ด้วย (อย่าเพียงแค่ให้ผู้เรียนทำรายงานเข้าเล่ม

มาส่ง แล้วดูที่ปริมาณ ความหนา และรูปแบบเพียงอย่างเดียวเพื่อ
ประเมินผลคะแนน) เพราะด้วยประสบการณ์ที่เมื่อผู้เรียนรับรู้ว่ารายงาน
ที่ส่งไปนั้น ครูผู้สอนอ่านและตรวจอย่างละเอียด มีข้อเสนอแนะอย่าง

เป็นลายลักษณ์อักษร และมีเกณฑ์การประเมินผลคะแนนอย่างชัดเจน
ผู้เรียนจะยอมรับ เห็นความสำคัญ และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
ทั้งยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดีเกี่ยวกับการทำงาน ตลอดจนสามารถ
ที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตในช่วงวัยที่สูงขึ้น


ครูผู้ให้มิใช่ให้เพียงความรู้ จริยธรรม คุณธรรมที่ดีแก่
ผู้เรียนเพียงเท่านั้น แต่อาจจะให้ความเข้าใจ ความคิดที่มีผลต่อ
พฤติกรรมของผู้เรียนได้ทั้งที่ดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่าผู้เรียนก็คือ

เด็กหรือวัยรุ่น ที่ยังต้องสั่งสมประสบการณ์อีกมาก ความไม่รู้ ความ
ไม่มีเหตุผลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ครูไม่ควรให้ทัศนคติหรือ

ประสบการณ์ที่เลวร้ายแก่ผู้เรียน (ถ้าไม่จำเป็น) ที่เห็นได้ชัดคือความ
รุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำต่อร่างกายหรือจิตใจ การลงโทษ
ไม่ใช่วิธีการที่ดีถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจหรือสำนึกได้ แต่การสร้างบทเรียน
น่าจะเป็นสิ่งที่ให้ได้มากกว่า บางทีครูมีระเบียบหรือข้อตกลงกับผู้เรียน

ในการเรียนในชั้น อาทิ การไม่ให้เข้าห้องเรียนหากมาเรียนไม่ทันตาม

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 181

กำหนดเวลา เมื่อนักเรียนไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้ ไม่ได้เรียนหนังสือ

แล้วจะมีผลต่อเขาอย่างไร จะทำให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
(มีครูที่ทำการประเมินผลแห่งการให้โทษแบบนี้หรือไม่) การดุหรือว่า
กล่าวตักเตือนผู้เรียนในห้องเรียนไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือทั้ง

ชั้นเรียนในเรื่องใด ๆ ก็ตาม มีผลต่อนักเรียนหรือไม่ อย่างไร (การสูญเสีย
เวลา ความรู้สึกของผู้สอน คุ้มค่ากับการได้มาซึ่งเวลาที่ผู้เรียนตั้งใจเรียน
และความรู้สึกของผู้เรียนหรือไม่) การให้โทษแบบนี้มีส่วนในการเสริม

แรงและสร้างแรงจูงใจหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ คงเป็นได้แค่เพียงคำถาม
ที่ครูอาจจะต้องสืบค้นข้อมูลหรือศึกษาวิจัยกันต่อไป ทั้งนี้ด้วยบทบาท
หน้าที่ของครูก็คงยังต้องมีการให้โทษเพื่อสร้างเป็นเงื่อนไขในการสอน

เพียงแต่การให้โทษนั้นอาจไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่จะจำกัดความ
ถึงความถูกต้องเหมาะสมได้แน่นอน ขอแค่ครูระลึกเสมอว่าการให้
โทษต้องเกิดจากบทบาทหน้าที่ของ “ครู” เป็นสำคัญ


ครูบางคนก็เลือกบทบาทที่จะทำหน้าที่เป็น “ครูผู้รับ”
ด้วยเป็นครูที่รับความรู้สึก รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถและ
พัฒนาการของผู้เรียน ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมกรณ์และ
โลกาภิวัฒน์ เป็นครูที่พยายามทำตัวกลมกลืนหรือสร้างความเป็น

กันเองกับผู้เรียน อาจอยู่ในบทบาทหน้าที่เสมือนเป็นเพื่อนหรือพ่อแม่
เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนิทสนมและสนุกสนาน

อันจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าครูยังคงสถานภาพของ
ความเป็นครูที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไปด้วยในตัว ก็คงจะเป็นการ
เหมาะสมแต่ครูบางคนอาจให้ความเป็นกันเองมากเกินไป เพราะ
มองสัมพันธภาพของตนเองกับผู้เรียนหรือคิดว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษา กิริยาท่าทางที่แสดงต่อกัน ซึ่งอาจลืมไปว่า

182 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


เมื่อใดที่อยู่ในสังคมโรงเรียน สังคมของการศึกษาที่ต้องเป็นส่วนหนึ่ง

ในการรักษาเกียรติและภาพลักษณ์ที่ดีของความเป็นครูทั้งต่อตนเอง
และต่อบุคคลอื่น ดังนั้นจึงควรดำรงความเป็นครูให้เป็นครูโดยแท้
ไม่แสดงกิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมยึดถือและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ

ของครูอย่างเหมาะสม สร้างระยะและพื้นที่ระหว่างครูกับผู้เรียน
ถึงแม้ว่าไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่พึงกระทำเพื่อให้เป็นแบบ
อย่างต่อครูคนอื่น สำหรับรูปแบบการสอนที่ครูเป็นผู้รับที่ประสบก็คือ

ครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ กำหนดหรือจัดสถานการณ์ในการสอน
มากกว่าที่จะเป็นผู้สอนด้วยตนเอง คือเป็นผู้รับผลการเรียนรู้จากผู้เรียน
มากกว่า อาทิ การมอบหมายงานในการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องศึกษา

ค้นความหาความรู้ด้วยตนเอง เช่น การนำเสนอรายงานหน้าชั้นเรียน
ผ่านสื่อการเรียนรู้ การทำโครงงานต่าง ๆ ทั้งนี้แม้ว่ารูปแบบการจัดการ
เรียนการสอนลักษณะนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามความถนัด
ความสนใจและความสามารถของผู้เรียนก็ตาม ก็ควรระลึกถึงศักยภาพ

ของผู้เรียนทั้งในด้านความรู้ ความสามารถตามช่วงวัย และบทบาท
ของครูก็ยังคงต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์หรือยังคงต้อง

“สอน” (เพราะเมื่อครูไม่สอนแล้วจะมีครูไว้ทำไม) ศักยภาพของ
ผู้เรียนมีความแตกต่างกัน การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียน
เรียนรู้เอง แล้วนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาวัดและประเมินผล (การสอบจาก
การนำเสนอรายงาน) ส่วนใหญ่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความแตกต่างกัน

จากการที่ถ้าผู้เรียนคนใดเป็นผู้ทำรายงานก็จะได้คะแนนดีกว่าคนที่
ไม่เกี่ยวข้องการการทำงานเลย (แต่มีชื่ออยู่ในกลุ่ม)

อีกลักษณะหนึ่งของครูผู้รับก็คือการรับหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยง

หรือนิเทศการสอนของนิสิตหรือนักศึกษาที่ฝึกสอนหรือฝึกประสบการณ์

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 183

วิชาชีพครู มักมีข้อสังเกตอยู่เสมอว่าความเชื่อมั่นในการสอนของ

นิสิตหรือนักศึกษาฯ ในความคิดเห็นของผู้เรียนจะน้อยกว่าครูใน
โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ความเข้าใจและการถ่ายทอดเนื้อหา
วิชา รูปแบบและเทคนิคการสอน ตลอดจนบทบาทที่มีความสำคัญ

ต่อผลการเรียน ซึ่งครูต้องยอมรับว่าความแตกต่างนี้เกิดจากประสบการณ์
การสอนเป็นสำคัญ ครูวิชาชีพมีประสบการณ์สอนโดยอาชีพและ
ใช้เวลากับอาชีพนี้มานานกว่า มีความคุ้นเคยกับผู้เรียนมากกว่า

ถึงแม้ว่าความรอบรู้ทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาการการสอนแบบ
ใหม่จะผ่านเข้ามาในชีวิตช้ากว่าก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าครูวิชาชีพ คือ
ผู้ที่เคยเป็นและยังคงเป็นครูมาก่อน ดังนั้นการนิเทศจึงเป็นบทบาท

หน้าที่ที่สำคัญที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้เรียน สร้างความรู้ให้กับผู้เรียน
สร้างประสบการณ์ที่ดีและยั่งยืนให้กับนิสิตหรือนักศึกษาฯ หน้าที่
แรกก็คือหน้าที่ประจำที่ครูต้องสังเกตการณ์การสอนในห้องเรียน
อย่างพินิจ (Observe) ตรวจแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอน

และเอกสารประกอบการจัดการเรียนอย่างละเอียด ซึ่งเชื่อว่า
ครูพี่เลี้ยงหรือครูนิเทศได้ปฏิบัติกันเป็นประจำสม่ำเสมอแน่นอน

เพียงแต่นิสิตหรือนักศึกษาฯ อาจจะส่งงานตรวจช้าเกินไปหรือการ
จัดการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งถ้าครูที่เป็นผู้รับก็
คงจะต้องรอรับเพียงอย่างเดียว โดยคิดว่าหน้าที่ที่นิสิตหรือนักศึกษา
ต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วครูพี่เลี้ยงควรเป็นผู้ที่คอยติดตาม

ให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดและจริงจังไม่ผลักภาระ สร้างข้อเปรียบเทียบ
และทัศนคติที่ไม่ดีไม่ว่าจะต่อตนเอง นิสิตหรือนักศึกษาผู้เรียน
และครูคนอื่น เมื่อเลือกหรือถูกบังคับเลือกให้ต้องเป็นครูพี่เลี้ยงแล้ว

ก็ควรที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพราะอย่างน้อยก็
ถือว่าเป็นหน้าที่ในการ “สร้างครู” ของครู

184 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



“ครู”..หลากหลายคนอาจจะเป็นทั้ง “ครูผู้ให้”
และ “ครูผู้รับ” หรืออาจจะไม่ทั้ง 2 อย่าง อย่างไรก็ตามการเป็นครู
ก็ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์จากการประสบด้วยตนเอง

และจากการบอกกล่าว หรือการสอนจากผู้ที่เป็นครู ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำ
ประสบการณ์นั้นมาเป็นบทเรียนหรือแนวทางในการสร้างสรรค์บทบาท
หน้าที่ของครูมากน้อยแค่ไหน เพราะบทบาทหน้าที่ที่แสดงออกไปนั้น
ไม่ได้ส่งผลต่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครู แต่จะส่งผลต่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็น

“ศิษย์” มากกว่า







เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
และพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ:
กระทรวงศึกษาธิการ.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:
นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์.

เข้าใจวัยซ่า รู้ปัญหาวัยรุ่น



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล

186 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน





เข้าใจวัยซ่า รู้ปัญหาวัยรุ่น



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยศักดิ์ ลีลาจรัสกุล






















ตอนที่ลูก..เป็นเด็ก เขาคุยกับคุณทุกเรื่อง แต่พอเป็นวัยรุ่น
เขากลับไม่บอกอะไรคุณเลย เมื่อคุณพยายามชวนคุย เขาก็ตอบแบบ
เสียไม่ได้หรือพูดจากวนโมโหจนบ้านแทบกลายเป็นสนามรบคุณสามารถ
เรียนรู้เคล็ดลับที่จะเข้าถึงใจวัยรุ่นได้ แต่ก่อนอื่น ให้เรามาดูสาเหตุ

ที่ทำให้เกิดปัญหานี้ สาเหตุของปัญหา ลูกอยากมีอิสระ ก่อนที่เด็กวัยรุ่น
จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ เขาต้องค่อย ๆ ฝึกรับผิดชอบตัวเอง
เหมือนกับการขยับจากที่นั่งผู้โดยสารไปนั่งหลังพวงมาลัยและเรียนรู้

ที่จะนำพาชีวิตของตนแล่นไปบนเส้นทางที่มีอุปสรรคขวากหนาม แต่
ในอีกด้านหนึ่งพ่อแม่บางคนก็ให้อิสระลูกน้อยเกินไป สถานการณ์
เช่นนี้อาจสร้างความตึงเครียดให้กับพ่อแม่และลูกวัยรุ่น

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 187

ลูกรู้จักคิดแบบมีเหตุมีผล เด็กเล็กมักจะคิดตามที่

พวกเขาเห็น เช่น ขาวก็คือขาว ดำก็คือดำ แต่เด็กวัยรุ่นจะมองลึกกว่านั้น
และสามารถแยกแยะรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ ความสามารถนี้เป็น
ส่วนสำคัญของการคิดหาเหตุผลซึ่งจะช่วยให้หนุ่มสาวตัดสินใจ

เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่าง ความยุติธรรมใน
ความคิดของเด็กเป็นแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น “แม่หักคุกกี้เป็นสอง
ชิ้นแล้วให้หนูครึ่งหนึ่ง ให้น้องครึ่งหนึ่ง” ในกรณีนี้ ความยุติธรรมเป็น
เพียงสูตรคณิตศาสตร์ แต่สำหรับเด็กวัยรุ่น ความยุติธรรมเป็นเรื่อง
ซับซ้อนกว่านั้น ที่จริง ความยุติธรรมไม่ได้หมายความว่าจะต้อง

เท่าเทียมกันและความเท่าเทียมกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะยุติธรรม
เสมอไป เด็กวัยรุ่นที่รู้จักคิดหาเหตุผลจะขบคิดเรื่องที่ซับซ้อนเช่นนั้น
แต่ข้อเสียก็คือลูกวัยรุ่นจะเริ่มมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับคุณ

สิ่งที่คุณทำได้หาโอกาสคุยกันแบบสบาย ๆ ฉวยจังหวะ

ตอนที่ทั้งคุณและลูกรู้สึกผ่อนคลาย ตัวอย่างเช่น พ่อแม่บางคน
รู้สึกว่าลูกวัยรุ่นจะเปิดใจพูดคุยมากกว่าระหว่างที่ช่วยกันทำงานบ้าน
หรือนั่งรถไปไหนมาไหนด้วยกัน เพราะในเวลาเช่นนั้นเขาจะรู้สึกเป็น

กันเองกับพ่อแม่มากกว่าตอนที่นั่งพูดคุยแบบเป็นทางการ

อย่าพูดยืดยาว คุณไม่จำเป็นต้องแจกแจงทุกรายละเอียด
จนทำให้การพูดคุยกันกลายเป็นการทะเลาะกัน จงพูดเฉพาะเรื่อง
ที่เป็นปัญหา ...แล้วก็หยุด ลูกจะ “ได้ยิน” เรื่องที่คุณพูดจริง ๆ

ก็ตอนที่เขาอยู่คนเดียวและมีเวลาคิดถึงเรื่องที่คุณพูดกับเขา จงให้
เขามีโอกาสได้ใช้ความคิดบ้าง

รับฟังและรู้จักผ่อนปรน เพื่อจะเข้าใจปัญหาทั้งหมด
คุณควรตั้งใจฟังให้ดีก่อนโดยไม่พูดแทรก เมื่อตอบ คุณก็ควรตอบ

188 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


แบบมีเหตุผล ถ้าคุณเข้มงวดกับกฎที่คุณตั้งไว้มากเกินไป ลูกวัยรุ่นก็

อาจหาช่องที่จะแหกกฎ เตือนว่า “ถ้าทำเช่นนั้น เด็กอาจกลายเป็น
คนตีสองหน้า เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่ เด็กจะพูดสิ่งที่พ่อแม่อยากได้ยิน
แต่พอลับหลังพวกเขาก็จะทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ”

ใจเย็น ๆ เวลาที่เราคิดไม่ตรงกัน ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร

แม่ก็อารมณ์เสียได้ทุกเรื่อง มันทำให้ฉันโมโหมาก คุยกันอยู่ดี ๆ
ก็กลายเป็นทะเลาะกันเสียนี่ แทนที่จะแสดงอารมณ์มากเกินไป
จงพูดสิ่งที่เป็นเหมือน “กระจก” สะท้อนความรู้สึกของลูก ตัวอย่างเช่น

แทนที่จะพูดว่า “ลูกจะกลุ้มใจทำไมกับเรื่องแค่นี้” คุณน่าจะพูดว่า
“แม่รู้นะว่าเรื่องนี้ทำให้ลูกกลุ้มใจมาก”

แนะนำแทนที่จะออกคำสั่ง ความสามารถในการคิด
หาเหตุผลของลูกวัยรุ่นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องค่อย ๆ สร้างขึ้น

ดังนั้นเมื่อลูกเจอปัญหา อย่าแก้ปัญหาให้เขา จงให้เขามีโอกาส
“ฝึก” ใช้ความคิดและพูดออกมาว่าเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร หลังจาก
ปรึกษาหารือกันแล้วว่ามีทางแก้อะไรบ้าง คุณอาจพูดกับลูกว่า
“ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่น่าจะใช้ได้ ลูกลองไปคิดดูสักสองสามวัน แล้วค่อย

มาคุยกันใหม่ว่าลูกชอบวิธีไหนและทำไมถึงเลือกวิธีนั้น”

ข้อที่ควรจดจำ

“ทุกคนต้องไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”

“คำตอบอ่อนหวานกระทำให้ความโกรธผ่านพ้นไป”


“อย่ายั่วโทสะบุตรของตน แต่จงอบรมเลี้ยงดูในการ
ฝึกฝนและสั่งสอน”

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 189

สำหรับลูกวัยรุ่น คุณอยากให้พ่อแม่ให้อิสระคุณมาก

ขึ้นไหม คุณอยากให้ท่านเข้าใจคุณจริง ๆ ไหม ไม่ยากเลยที่คุณจะ
ได้ทั้งอิสระและความเข้าใจจากพ่อแม่ คุณต้องทำอย่างไร จงเต็มใจ
เล่าให้พ่อแม่ฟังว่าแต่ละวันคุณทำอะไรบ้าง จงพูดอย่างเปิดอก ถ้า

คุณไม่เล่าอะไรให้พ่อแม่ฟังเลย ท่านก็ไม่อาจไว้ใจคุณได้อย่างเต็มที่
และความไว้ใจนี้แหละเป็นกุญแจสำคัญที่พ่อแม่จะให้อิสระคุณมาก
ขึ้น สิ่งสำคัญคือ อย่าให้พ่อแม่พูดอยู่ฝ่ายเดียว คุณเองต้องพูดออกมา
จงเล่าให้ท่านฟังว่าวันนี้คุณทำอะไรบ้าง และถามเรื่องของพ่อแม่ด้วย
ถ้าคุณไม่พอใจอะไรคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะพูดกับพ่อแม่ด้วยความ

นับถือ การสื่อสารเป็นทักษะที่คุณจำเป็นต้องใช้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
คุณจะฝึกตั้งแต่ตอนนี้เลยได้ไหม

สอนลูกให้มีน้ำใจในโลกที่เห็นแก่ตัว ในแต่ละวัน เรามี
โอกาสมากมายที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น แต่ดูเหมือนหลายคนคิดถึง

แต่ตัวเองเท่านั้น หลักฐานมีอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นการคดโกง
ด้วยวิธีที่ไร้ยางอาย ขับรถปาดหน้าคนอื่น พูดจาหยาบคาย หรือ
ระเบิดอารมณ์ใส่กัน ความเห็นแก่ตัวยังมีให้เห็นในหลายครอบครัว

ด้วย ตัวอย่างเช่น คู่สมรสบางคู่หย่าร้างกันเพียงเพราะฝ่ายใดฝ่าย
หนึ่งรู้สึกว่าตนเอง “ควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า” แม้แต่พ่อแม่บางคนก็
อาจปลูกฝังความคิดแบบเห็นแก่ตัวให้กับลูกโดยไม่ตั้งใจ อย่างไรล่ะ
ก็โดยตามใจลูกทุกอย่างไม่ว่าลูกอยากได้อะไรและเมื่อลูกทำผิด
ก็ไม่กล้าอบรมสั่งสอน อย่างไรก็ตาม มีพ่อแม่หลายคนในทุกวันนี้ที่

พยายามสอนลูกให้คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองและได้เห็นว่ามีผลดี
มากมาย เด็กที่มีน้ำใจมักจะหาเพื่อนได้ง่ายกว่าและคบกันได้นาน
เด็กเหล่านี้ยังมีความสุขมากกว่าด้วย เพราะเหตุใด

190 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


การให้ทำให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ ถ้าคุณเป็นพ่อแม่

คุณจะช่วยลูกของคุณอย่างไร ให้ได้รับผลดีจากการเป็นคนมีน้ำใจ
และหลีกเลี่ยงค่านิยมที่เห็นแก่ตัวซึ่งมีอยู่รอบด้าน ขอพิจารณา
กับดักสามอย่างที่อาจทำให้ลูกของคุณกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

และวิธีที่คุณจะหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้

ชมเชยมากเกินไป

ปัญหา นักวิจัยสังเกตแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงคือ หนุ่มสาว
หลายคนเริ่มทำงานอาชีพโดยคาดหวังสูงเกินไปว่าจะต้องประสบ

ความสำเร็จ ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้สร้างผลงานอะไรเลย บางคนก็
วาดฝันว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว ๆ ทั้งที่ยังไม่ชำนาญงาน ส่วนบางคน
ก็คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นและสมควรได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ
และเมื่อคนรอบข้างไม่ได้มองเขาอย่างนั้น เขาก็รับไม่ได้


สาเหตุ บางครั้งความคิดที่ว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น
อาจเป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก ตัวอย่าง เช่น พ่อแม่
บางคนได้รับอิทธิพลจากค่านิยมที่เริ่มแพร่หลายในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้
ที่สนับสนุนให้พ่อแม่สร้างความมั่นใจให้ลูก หลักการเบื้องหลังค่านิยมนี้

อาจฟังดูมีเหตุผลนั่นคือ ถ้าการชมเชยลูกเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสิ่งที่ดี
การชมมาก ๆ ก็ยิ่งต้องดีกว่า ในทางตรงกันข้าม ถ้าพ่อแม่แสดง
ความไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้เด็กท้อใจและในโลกที่
ส่งเสริมให้คนสร้างความมั่นใจในตนเอง พ่อแม่ที่ทำให้เด็กท้อใจ

ถือว่าเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้ พ่อแม่ได้รับคำแนะนำว่าพวกเขาต้องไม่ทำ
ให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ดังนั้นพ่อแม่จำนวนไม่น้อยจึง
พยายามชมเชยลุกทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเด็กอาจไม่ได้ทำอะไรที่น่า
ชมเชยเป็นพิเศษ ความสำเร็จของลูกไม่ว่าเรื่องเล็กแค่ไหนก็ต้องฉลอง

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 191

แต่ความผิดพลาดของลูกไม่ว่าเรื่องใหญ่แค่ไหนพ่อแม่ก็พร้อมจะ

มองข้าม พ่อแม่เหล่านี้เชื่อว่าเคล็ดลับในการสร้างความมั่นใจให้ลูกคือ
อย่าใส่ใจกับความผิดพลาดและชมทุกเรื่องที่ชมได้ พวกเขาคิดว่า
การทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจในตัวเองสำคัญกว่าการสอนลูก ให้รู้จัก

ทำอะไรให้สำเร็จเพื่อเขาจะมีความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง การชมเชย
ผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดีถ้าผู้นั้นสมควรได้รับคำชม แต่การชมเชยเพียง เพื่อทำ
ให้เด็กรู้สึกดีก็อาจทำให้เขากลายเป็นคนหลงตัวเอง ถ้ามีใครคิดว่าตน
เป็นคนสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีความสำคัญอะไรเลย คนนั้นก็ลวงตัวเอง
เพราะเหตุนี้ ผู้ที่เป็นพ่อแม่ อย่าละเลยการเฆี่ยนสอนเด็ก ด้วยว่า

ถ้าเจ้าจะตีสอนเด็กด้วยไม้เรียวเขาคงจะไม่ตาย

วิธีแก้ ขอให้คุณตั้งใจที่จะอบรมแก้ไขลูกเมื่อเห็นว่าจำเป็น
และชมเชยลูกเมื่อเขาสมควรได้รับคำชมเชยจริง ๆ อย่าชมเพียงเพราะ
ต้องการให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง วิธีนี้จะไม่ได้ผลแน่ ๆ ความมั่นใจใน

ตัวเองที่แท้จริงเกิดจากการฝึกฝนทักษะและการเรียนรู้ ไม่ใช่เกิดจาก
การที่มีคนชมว่าคุณเก่ง

“อย่าทะนงตัวถือว่าสูงเกียรติกว่าที่เป็นอยู่

แต่จงถ่อมใจอยู่เสมอ”




ปกป้องมากเกินไป

ปัญหา หนุ่มสาวหลายคนที่เพิ่งเริ่มทำงานไม่ได้ถูกฝึก

ให้พร้อมจะรับมือกับปัญหาใด ๆ บางคนแค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
นิดหน่อยก็รับไม่ได้แล้ว บางคนก็มีมาตรฐานสูงเกินไป และเลือก
ทำแต่งานที่ตรงกับความคาดหวังของตัวเองเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

192 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาเคยสัมภาษณ์ตอนมาสมัครงานซึ่งพูดว่า

“ผมรู้สึกว่างานนี้มีอะไรบางอย่างที่น่าเบื่อ และผมไม่ต้องการทำงาน
ที่น่าเบื่อ” ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจว่างานทุกอย่างก็ต้องมีอะไรที่
น่าเบื่อบ้าง เขาโตมาจนอายุยี่สิบสามโดยไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

สาเหตุ พ่อแม่ยุคใหม่หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาต้องปกป้องลูก

จากปัญหาทุกอย่าง ถ้าลูกสาวสอบตกหรือ คุณก็แค่ไปพบครูของ
ลูกและบอกให้เขาเพิ่มเกรดให้ลูก ถ้าลูกชายของคุณเจอใบสั่งล่ะ
คุณก็ไปจ่ายค่าปรับแทนเขา ลูกของคุณอกหักหรือ ก็แค่ปลอบลูกว่า

เราไม่ผิดแต่คนนั้นไม่ดีเอง แม้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณต้องการปกป้อง
ลูกของคุณ แต่การปกป้องมากเกินไป อาจทำให้ลูกคิดว่าเขาไม่จำเป็น
ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง

“ให้แต่ละคนพิสูจน์ว่าการงานของตนเป็นอย่างไร ... แล้วเขา

จะมีเหตุให้ตนเองปลาบปลื้มยินดี”

แทนที่พวกเขาจะได้ฝึกรับมือกับความเจ็บปวดและ
ความผิดหวัง หรือถึงกับได้บทเรียนจากการกระทำของตัวเอง เด็ก
(เหล่านี้) จะกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจและคิดถึงแต่สิ่งที่พวกเขาจะได้

รับจากพ่อแม่และคนรอบข้าง ปัญหาและความยากลำบากเป็นส่วน
หนึ่งของชีวิต ที่จริง เรื่องร้ายเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้แต่คนดีก็อาจ
เจอกับเรื่องเลวร้าย


วิธีแก้ คำนึงถึงวุฒิภาวะของลูกและพยายามทำตาม
หลักการที่ว่า ทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง ถ้าลูกชายของคุณเจอใบสั่ง
ให้เขาจ่ายค่าปรับเองด้วยเงินเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือนของเขา ถ้าลูกสาว
ของคุณสอบตก บางทีนั่นอาจเป็นการเตือนสติให้ลูกรู้ว่าคราวหน้า

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 193

เขาต้องเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ ถ้าลูกชายของคุณถูกแฟนสาวบอกเลิก

คุณอาจปลอบเขา แต่ควรหาโอกาสเหมาะ ๆ พูดคุยกันเพื่อช่วยให้
เขาคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นและถามตัวเองทำนองนี้ มีอะไรที่ผมต้อง
ปรับปรุงตัวไหมเพื่อจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ เด็กที่ได้ฝึกแก้ปัญหาจะ

แข็งแกร่งขึ้นและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่เด็กที่มีคนคอยช่วย
แก้ปัญหาทุกอย่างจะไม่มีทางพัฒนาตัวเองได้เลย

ปรนเปรอลูกมากเกินไป

ปัญหา ในการสำรวจความคิดเห็นหนุ่มสาววัยทำงาน

ครั้งหนึ่ง มี 81 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดในชีวิตของ
คนรุ่นใหม่ คือ “เป็นคนรวย” ขณะที่มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยาก
ช่วยเหลือคนอื่น แต่การพยายามเป็นคนร่ำรวยไม่ได้ทำให้มีความสุข
ที่จริง งานวิจัยแสดงว่าคนที่สนใจแต่เรื่องวัตถุเงินทองมีความสุขน้อย

กว่าและทุกข์ใจมากกว่า นอกจากนั้น พวกเขายังมีปัญหาสุขภาพ
และสุขภาพจิตมากกว่าด้วย

สาเหตุ เด็กบางคนถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่ให้
ความสำคัญกับวัตถุเงินทองมาก พ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุข

ส่วนลูกก็อยากได้สิ่งของสารพัด พ่อแม่จึงซื้อของให้ลูก และเด็กก็มี
ความสุขแต่เพียงแค่ไม่นาน อีกประเดี๋ยวพวกเขาก็อยากได้ของมาก
กว่าเดิม แน่นอนว่าอุตสาหกรรมโฆษณาก็รออยู่แล้วที่จะฉวย
ประโยชน์จากผู้ซื้อที่ไม่รู้จักพอ โฆษณาต่าง ๆ มักจะส่งเสริมความคิดที่ว่า

คุณคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด และ “เพราะคุณคู่ควร” หนุ่มสาวหลายคน
ตกหลุมพรางของการโฆษณาและทุกวันนี้ต้องกลายเป็นหนี้เพระไม่
สามารถหาเงินมาจ่ายสำหรับสิ่งที่เขาคู่ควร เงินเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต
แต่การรักเงินเป็นรากของสิ่งที่ก่อความเสียหายทุกชนิด และยัง

194 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน


บอกด้วยว่า “เนื่องจากการขวนขวายหาเงิน บางคนจึง... ได้ทิ่มแทง

ตัวเองทั่วทั้งตัวด้วยสิ่งที่ก่อความทุกข์มากมาย”

“คนที่มุ่งจะร่ำรวยก็ตกเข้าสู่การล่อใจกับดักและความปรารถนา
หลายอย่างที่โง่เขลาและก่อความเสียหาย”


วิธีแก้ ในฐานะพ่อแม่ คุณควรตรวจสอบทัศนะของ
ตัวเองในเรื่องเงิน และสิ่งที่เงินอาจซื้อได้ จัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิต
ให้ชัดเจนและช่วยลูกให้ทำอย่างเดียวกัน พ่อแม่และลูกสามารถ
พูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ เช่น เมื่อไรเราควรซื้อของที่ลดราคาและ

เมื่อไรไม่ควร ถ้าซื้อของเงินผ่อน หรือซื้อผ่านบัตรเครดิตต้องเสีย
ดอกเบี้ยเท่าไร เคยมีไหมที่เราซื้ออะไรบางอย่างเพียงเพราะมีคน
บอกว่าเราน่าจะซื้อ สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าใช้ “ของ” เป็นยาแก้
เมื่อมีปัญหาภายในครอบครัว การให้วัตถุสิ่งของไม่สามารถ

ช่วยแก้ปัญหาได้ เมื่อมีปัญหาคุณต้องแก้โดยใช้ความคิด
ความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แก้ด้วยรองเท้าหรือ
กระเป๋า

จากที่..กล่าวมาทั้งหมดผู้ปกครอง ครูและเด็กต้องเข้าใจ

เข้าถึง และพัฒนาร่วมกันเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งการเรียนรู้
เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน รวมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพการ
เรียนรู้ของเด็กได้อย่างเต็มความสามารถหากขจัดปัญหาอุปสรรค
ต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผลสมกับอัตลักษณ์ของนักเรียนสาธิต ปทุมวัน

“สมรรถภาพในการปรับตัวคือความสำเร็จในชีวิต”

ภาพแห่งตน คนแห่งคุณภาพ



อาจารย์ดารณี จิรประเสริฐวงศ์

196 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน








ภาพแห่งตน คนแห่งคุณภาพ

อาจารย์ดารณี จิรประเสริฐวงศ์











“หนูทำได้.. ติดิ๊ด ติดิ๊ด...”

ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่เลียนเสียงประหลาด ๆ ในตอนท้ายนี้
อาจจะทำให้หลาย ๆ คนมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า พร้อมกับภาพ
ความทรงจำในอดีตราวยี่สิบปีก่อนที่ปรากฏขึ้นในใจ หลายคนนึกถึง
“ป้าจิ๊” “พี่หนอยแน่” “มูฮัมหมัด” หลายคนนึกถึงฉากสีสด เกมแสนสนุก

และ “แฟนต้ายุวทูต” (ซึ่งเด็กสมัยนี้ฟังแล้วคงทำหน้าเหรอหรา
ว่าพูดอะไรกัน...)

รายการ “หนูทำได้” เป็นรายการเกมโชว์สำหรับเด็ก
ออกอากาศทุกเย็นวันศุกร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 – 2538 เป็นรายการที่
เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ จากทางบ้าน สมัครเข้ามาเพื่อเล่นเกม และแสดง

ความสามารถ ชิงรางวัลที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กยุคนั้น

ประเด็นที่ผู้เขียนพยายามย้อนเวลาไปสู่ช่วงวัยเด็ก
แล้วหยิบยกมาเขียนถึงในครั้งนี้ ก็คือ เคยสงสัยกันไหมว่า...ทำไมต้อง
“หนูทำได้”

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่ม 3 197

ด้วยไม่มีพลังพอที่จะไปสอบถามผู้จัดรายการนี้ในยุคนั้น

เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริง เลยลองคิดในใจเล่น ๆ ดูเอาเอง

ถ้าเป็น “หนูทำได้” ที่เอ่ยมาจากคนรอบข้างตัวเด็ก
ภาพแห่งตน คนแห่งคุณภาพ ประโยคนี้คือประโยคเสริมพลังใจให้เขากล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่เขา
อาจารย์ดารณี จิรประเสริฐวงศ์ หมายมั่น


หากเป็น “หนูทำได้” ที่เด็กพูดกับตัวเอง อาจสะท้อน
ได้ถึงการตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเขา หรือความมั่นใจในตัวตนของ
เขาเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็น “หนูทำได้” ในกรณีใดก็ตาม ย่อมเป็น
ผลดีต่อตัวเด็กทั้งสิ้น และคงเป็นการดีไม่น้อย หากเด็กแต่ละคน
จะสามารถตระหนักรู้หรือมองเห็นคุณค่าของตนเองได้อย่างตรง

สภาพความเป็นจริง

ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ อาจจะเกิดข้อสงสัยอยู่บ้างแล้วว่า
“การเห็นคุณค่าในตนเอง” คืออะไร และมีความสำคัญมากน้อย
แค่ไหนกัน...

ในยุคสมัยปัจจุบัน มีผู้ให้ความสนใจกับ Self-
esteem กันมากขึ้น Self-esteem มาจากคำว่า “self” ที่แปลว่า
“ตนเอง” และ “esteem” ที่แปลว่า “ความเคารพนับถือ” ดังนั้น
หากจะแปลความหมายอย่างตรงตัว Self-esteem ก็อาจหมายถึง

“ความเคารพนับถือในตนเอง” แต่จากการศึกษาพบว่า มีผู้ให้คำ
จำกัดความไว้หลากหลาย อาทิ การตระหนักรู้ในตนเอง ความภาคภูมิใจ
ในตนเอง ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง หรือการเห็น
คุณค่าในตนเอง เป็นต้น ผู้เขียนจึงขอหยิบยกเอาคำจำกัดความท้าย
สุดที่ว่า “การเห็นคุณค่าในตนเอง” มาใช้ในการกล่าวถึง Self-esteem
ในครั้งนี้

198 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



การเห็นคุณค่าในตนเองมีความสำคัญอย่างไร

การเห็นคุณค่าในตนเอง หมายถึง ความรู้สึกหรือความ
เชื่อที่บุคคลมีต่อตนเอง ว่าตนนั้นมีความสามารถ มีคุณค่า เกิดการ
เคารพและยอมรับตนเองตาม “Real-Self” หรือ “ตัวตนตามสภาพจริง”
ซึ่งการรับรู้นี้จะนำมาซึ่งความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุขใจต่อไปได้


สรานุช จันทร์วันเพ็ญ และกานดา ผาวงค์ (2549: 1)
ได้กล่าวว่า Self-esteem ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของการใช้ศักยภาพ
ตนเองในการดำเนินชีวิต สอดคล้องกับ Rossarin (2556: ออนไลน์)
ที่กล่าวไว้ว่า Self-esteem มีความสำคัญต่อความสำเร็จไม่ยิ่งหย่อน
ไปกว่าปัจจัยอื่น ๆ เนื่องจากคนที่รู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองจะรู้จัก

การแก้ไขปัญหาในชีวิต มีความทะเยอทะยาน เกิดความคาดหวัง
และมีทัศนคติที่ดีต่อความสามารถของตน จึงทำให้เกิดความ
มานะพยายาม ไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ แม้ว่าจะต้องพบ
เจอกับอุปสรรค

ลักษณะของบุคคลที่เห็นคุณค่าในตนเอง


• มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

• มองตนเองในด้านบวกตามสภาพความเป็นจริง
ประเมินตนเองให้มีคุณค่าอยู่เสมอ

• มีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ไม่หวั่นไหวต่อคำ
วิพากษ์วิจารณ์


• มีลักษณะยอมรับตนเอง และยอมรับความคิดเห็น
ผู้อื่น


Click to View FlipBook Version