The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวงจรพัลส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wichit, 2021-04-02 00:16:05

แผนการสอนวงจรพัลส์

แผนการสอนวงจรพัลส์

แผนการสอน/การจดั การเรยี นรู้แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชพี
และบูรณาการตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

รหสั วิชา 20105–2006 วิชา วงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง
หลกั สตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ พ.ศ. 2562
ประเภทวิชา อุตสาหกรรม

จัดทาโดย

นายวิชติ โมเ้ ปาะ
ตาแหน่ง ครพู ิเศษสอน
แผนกวชิ าช่างอิเลก็ ทรอนิกส์

ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
ฝา่ ยวิชาการ วิทยาลัยเทคนคิ สวา่ งแดนดิน
สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

แบบคาขออนุมัตใิ ชแ้ ผนการสอน/การจดั การเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รหัสวิชา 20105-2006 วชิ า วงจรพลสั ์และสวติ ชิง
หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชพี

ผ้จู ัดทา

ลงช่อื ..............................................
(นายวชิ ิต โม้เปาะ)
ตาแหน่ง ครูพเิ ศษสอน

ผูต้ รวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้

ลงชอ่ื .............................................. ลงชื่อ..............................................
(นายสาโรช กลา่ มอญ) (นายคุมดวง พรมอินทร์)
หวั หนา้ งานพฒั นาหลกั สตู รฯ
หวั หน้าแผนกวชิ าช่างอเิ ล็กทรอนกิ ส์

ความเห็นรองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ
..........................................................................................

ลงช่ือ..............................................
(นายทินกร พรหมอนิ ทร์)
รองผูอ้ านวยการฝ่ายวิชาการ

ความเห็นผู้อานวยการวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน
 อนมุ ัติ  ไม่อนุมตั ิ เพราะ....................................

ลงชอ่ื ..............................................
(นางวรรณภา พว่ งกลุ )

ผู้อานวยการวิทยาลัยเทคนคิ สว่างแดนดิน

คานา

แผนการสอนวิชา “วงจรพัลส์และสวิตชิง” รหัสวิชา 20105-2006 จัดทาขึ้นเพ่ือใช้เป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอน วิชา วงจรพัลส์และสวิตชิง ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ปวช.) พุทธศักราช 2562 ของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยจัดการเรียนการสอน
ทั้งหมด 18 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เน้ือหาภายใน ประกอบด้วย รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า วงจรลด
รูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ อินทิเกรเตอร์ และดิฟเฟอร์เรนชิเอเตอร์ คลิปเปอร์ แคลม
เปอร์ ทรานซิลเตอร์สวิตช์ ชมิตต์ทริกเกอร์ อะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ โมโนสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
ไบสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ ลอจิกเกต และการกาเนิดสัญญาณ ฟลิปฟลอป การซิงโครไนซ์ และ
ไดอะแกรมเวลา

สาหรับแผนการสอนรายวิชานี้ ผู้จัดทาได้ทุ่มเทกาลังกาย กาลังใจและเวลาในการศึกษาค้นคว้า
ทดลอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเรียนการสอน และการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง

ท้ายที่สุดนี้ ผู้จัดทาขอขอบคุณผู้ท่ีสร้างแหล่งความรู้ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ซ่ึงเป็นส่วน
สาคัญท่ีทาให้แผนการสอนวิชา วงจรพัลส์และสวิตชิงเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย และหากผู้ใช้
พบขอ้ บกพรอ่ งหรอื มขี อ้ เสนอแนะประการใด ขอไดโ้ ปรดแจง้ ผจู้ ดั ทาทราบด้วย จักขอบคณุ ยิง่

วิชติ โมเ้ ปาะ
ผจู้ ัดทา

แผนการเรยี นรู้รายวิชา

ชื่อรายวิชา วงจรพลั ส์และสวิตชงิ
รหสั วิชา
ระดบั ชัน้ 20105-2006 (ท-ป-น) 1-3-2
หนว่ ยกิต
คาบ ปวช.1 สาขาวิชา/แผนกวิชาชา่ งอิเล็กทรอนิกส์
ทฤษฎี
คาบ/สปั ดาห์ 2 จานวนคาบรวม 72
ภาคเรียนท่ี
1 คาบ/สัปดาห์ ปฏบิ ัติ 3

2 ปีการศกึ ษา 2563

จุดประสงคร์ ายวิชา เพอ่ื ให้
1. เขา้ ใจเก่ียวกบั วงจรพลั ส์ พ้นื ฐานของรูปสัญญาณแบบต่าง ๆ และการแปลงรูปสัญญาณไฟฟ้า
2. มีทกั ษะในการใช้เครือ่ งมอื และอปุ กรณ์การประกอบวงจรพัลส์และสวติ ชงิ และวงจรดิจิทลั
3. มีเจตคติและกิจนิสัยท่ีดีในการปฏิบัติงาน มีความละเอียดรอบคอบ และปลอดภัยเป็นระเบียบ สะอาด
ตรงตอ่ เวลา มีความซื่อสัตยแ์ ละความรบั ผดิ ชอบ

สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรเู้ ก่ียวกบั รปู คลนื่ สัญญาณไฟฟ้า คา่ พารามเิ ตอร์ในวงจรพัลส์และสวติ ชงิ
2. ต่อและทดสอบวงจรแปลงรูปสญั ญาณ วงจรพลั ส์และสวติ ชงิ

คาอธิบายรายวชิ า
ศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับ รูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้า ค่ารามิเตอร์ วงจรแปลงรูปสัญญาณ ดิฟเฟอร์เรนติเอ

เตอร์ อนิ ทิเกรเตอร์ คลปิ เปอร์ แคลมเปอร์ ทรานซิสเตอรส์ วิตช์ ชมติ ตท์ ริกเกอร์ มัลตไิ วเบรเตอร์ ฟลิปฟลอป การ
ประยกุ ต์ใชง้ านไอซี วงจรกาเนดิ สญั ญาณมลั ติไวเบรเตอร์ วงจรตั้งเวลา วงจรนับ

แผนการเรียนรู้รายวิชา

ช่ือรายวิชา วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ
รหัสวชิ า
ระดับชน้ั 20105-2006 (ท-ป-น) 1-3-2
หน่วยกติ
คาบ ปวช. สาขาวิชา/แผนกวิชาชา่ งอิเล็กทรอนกิ ส์
ทฤษฎี
คาบ/สปั ดาห์ 2 จานวนคาบรวม 72
ภาคเรียนท่ี
1 คาบ/สัปดาห์ ปฏิบตั ิ 3

2 ปีการศกึ ษา 2563

จดุ ประสงคร์ ายวชิ า เพื่อให้
1. เขา้ ใจพ้ืนฐานของรปู สัญญาณแบบตา่ ง ๆ และการแปลงรปู สญั ญาณไฟฟา้
2. เขา้ ใจเก่ยี วกับหลกั การทางานของวงจรพลั สแ์ ละสวิตชิง
3. มที ักษะในการประกอบและทดสอบวงจรพัลส์และสวิตชงิ
4. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ มีกิจนิสัยในการค้นคว้าเพ่ิมเติม ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คานึงถึง
ความถูกต้องและปลอดภยั

สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรู้เกี่ยวกบั การใชง้ านวงจรพลั สแ์ ละสวิตชงิ
2. ประกอบและทดสอบวงจรพัลส์และสวติ ชิง

คาอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับ รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า ค่าพารามิเตอร์ วงจรลดรูปสัญญาณ วงจรแปลงรูป

สัญญาณ ดิฟเฟอร์เรนติเอเตอร์ อนิ ทิเกรเตอร์ คลปิ เปอร์ แคลมเปอร์ ทรานซิสเตอร์สวิตช์ ชมิตต์ทริกเกอร์ มัลตไิ ว
เบรเตอร์ การกาเนิดสัญญาณการซิงโครไนซ์และไดอะแกรมเวลา ประกอบ และทดสอบวงจรต่างๆ ในงานพัลส์
และสวติ ชิง

รายการหนว่ ย ชอื่ หนว่ ย และสมรรถนะประจาหน่วย

ชือ่ เรอ่ื ง สมรรถนะและจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

หนว่ ยท่ี 1 รปู ร่างสญั ญาณไฟฟา้ สมรรถนะ

ชอ่ื เรือ่ ง - วาดรูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดอย่างถูกต้อง
เหมาะสม

- บอกค่าพารามิเตอร์ของรูปคล่ืนพัลส์แต่ละค่าอย่าง
ถูกตอ้ งชดั เจน

- นารูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าไปใช้งานอย่างเหมาะสม
ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย

1. อธบิ ายรูปคลื่นสญั ญาณได้
2. บอกรูปคลื่นชนิดตา่ งๆได้
3. บอกค่าพารามิเตอร์ของรปู คลน่ื พลั ส์แตล่ ะค่าได้
ด้านทกั ษะพิสัย
4. วาดรปู คล่ืนสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนดิ ได้
5. ใชง้ านรูปคลนื่ พลั สไ์ ด้
ด้านจติ พิสัย
6. นารูปร่างสัญญาณไฟฟ้าประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ได้

สมรรถนะและจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

หนว่ ยที่ 2 วงจรลดรปู สัญญาณ และ สมรรถนะ
วงจรแปลงรปู สัญญาณ - เลือกใชว้ งจรลดรูปสญั ญาณอย่างถูกต้องเหมาะสม
- อธิบายการทางานของวงจรแปลงรูปสัญญาณอย่าง
ละเอยี ดถกู ต้อง
- ใช้งานวงจรลดรูปและวงจรแปลงรูปสัญญาณอย่าง

เหมาะสมตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั

1. อธบิ ายวงจรลดรูปสญั ญาณได้
2. บอกระดบั การลดทอนสญั ญาณได้
3. ยกตัวอย่างชนิดวงจรลดทอนสญั ญาณได้ ดา้ นทกั ษะ
พิสยั
4. วาดวงจรแปลงรปู สัญญาณได้
5. ใชง้ านวงจรอนกุ รม RC และวงจรอนุกรม RL ได้
ด้านจติ พิสัย
6. นาวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรปู สัญญาณ

ช่อื เรื่อง สมรรถนะและจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

หน่วยท่ี 3 อนิ ทเิ กรเตอร์ และดฟิ สมรรถนะ
เฟอรเ์ รนชเิ อเตอร์ - ทดสอบการทางานของวงจร RC อินทเิ กรเตอร์อย่าง
ถกู ตอ้ ง
- ประกอบวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ไปใชง้ านอ
ย่างถกู ต้อง
- จัดวงจรทางาน RC อินทิเกรเตอร์ และ RC ดิฟเฟอ
เรนชิเอเตอร์อย่างเหมาะสมตามหลักปรัชญ า
เศรษฐกิจพอเพียง

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
ดา้ นพุทธิพสิ ยั

1. อธิบายวงจรกรองและปรับแต่งรูปคล่ืนแบบ RC ได้
2. บอกวงจรกรองความถ่ตี ่าผ่านแบบ RC ได้
ดา้ นทักษะพิสัย
3. สังเกตการทางานของวงจรกรองความถ่ีสูงผ่านแบบ
RC ได้
4. ใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชเิ อเตอร์ได้
ด้านจิตพสิ ยั
6. นาอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ประยุกต์ใช้

ในชวี ิตประจาวนั ได้

ช่ือเรื่อง สมรรถนะและจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

หนว่ ยท่ี 4 คลปิ เปอร์ สมรรถนะ
- อธิบายวธิ ใี ชว้ งจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม
แบบตา่ งๆ อย่างละเอยี ดถูกต้อง
- อธบิ ายวิธใี ช้วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบ
ตา่ งๆ อยา่ งละเอียดถูกตอ้ ง
- เลอื กวงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดไปใช้งานอยา่ ง
เหมาะสมตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
ด้านพทุ ธพิ สิ ยั

1. อธิบายการทางานของ สวิตช์ไดโอดได้
2. บอการทางานของซีเนอร์ไดโอดได้
3. บอกลักษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้
4. บอกการทางานของวงจรคลิปเปอร์ตัดสญั ญาณ

2 ซกี ได้

ด้านทกั ษะพิสัย
5. สงั เกตการทางานของวงจรคลิปเปอรแ์ บบไดโอด
ต่ออนุกรมแบบต่างๆ ได้
6. ใชง้ านวงจรคลปิ เปอรแ์ บบไดโอดต่อขนานแบบ
ต่างๆ ได้

ดา้ นจติ พิสยั
7. นาคลปิ เปอรป์ ระยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวันได้

ชื่อเรอื่ ง สมรรถนะและจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

หนว่ ยที่ 5 แคลมเปอร์ สมรรถนะ
- อธิบายวิธีใช้วงจรแคลมเปอร์แรงดันลบและแรงดัน
บวกอย่างถูกตอ้ งเป็นลาดบั
- อธิบายวิธีใช้วงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดัน
ไบแอสอย่างชัดเจนเป็นลาดับ
- นาวงจรแคลมเปอร์ไปใช้งานอย่างเหมาะสมตามหลัก
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
ดา้ นพุทธพิ สิ ัย

1.อธิบายหลกั การทางานวงจรแคลมเปอร์ได้
2.บอกการทางานของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบได้
3. บอกการทางานของวงจรแคลมเปอร์แรงดัน
บวกได้
ดา้ นทกั ษะพสิ ัย
4. สังเกตการทางานของวงจรแคลมเปอรแ์ บบไดโอดมี
แรงดนั ไบแอสตรงได้
5. ใชง้ านวงจรแคลมเปอรแ์ บบไดโอดมแี รงดนั ไบแอส
กลบั ได้
ด้านจิตพิสัย
5. นาแคลมเปอรป์ ระยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้

ชื่อเรื่อง สมรรถนะและจดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

หนว่ ยที่ 6 ทรานซลิ เตอรส์ วิตช์ สมรรถนะ
- อธิบายการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอร์อย่าง
ละเอียดถกู ตอ้ ง
- บอกหลักการทางานของสวิตช์เฟตอย่างชัดเจนเป็น
ลาดับ
- เลือกชนิดของสวิตช์ทรานซิสเตอร์ไปใช้งานอย่าง
เหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
ด้านพุทธิพสิ ยั

1. บอกจดุ ทางานแต่ละสภาวะของทรานซิสเตอร์ได้
2. อธิบายการทางานของสวิตช์ทรานซิสเตอร์ทางอุดม

คติได้
3. บอกการทางานของสวติ ช์ทรานซสิ เตอรใ์ ชง้ านจรงิ ได้
ดา้ นทักษะพิสัย
4. เขยี นกราฟสวิตช์ทรานซิสเตอร์ใชง้ านจรงิ ได้
5. เพิม่ ความเร็วในการสวิตช์ของทรานซสิ เตอร์ได้
6. สังเกตหลกั การทางานของสวิตชเ์ ฟตได้
7. เขียนวงจรทางานของสวิตชม์ อสเฟตได้
ด้านจิตพสิ ยั
8. นาทรานซิสเตอร์ส์สวิตช์ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวนั

ได้

ช่อื เรื่อง สมรรถนะและจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

หนว่ ยที่ 7 ชมติ ต์ทริกเกอร์ สมรรถนะ
- บอกหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์อย่าง
ละเอยี ดถูกตอ้ ง
- อธิบายการทางานวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดต่างๆ
อย่างถูกต้องเป็นลาดบั
- เลือกวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ไปใช้งานอย่างเหมาะสม
ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย

1. อธบิ ายหลักการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
2. บอกหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิด
ทรานซิสเตอรไ์ ด้
3. บอกหลักการทางานของวงจรชมติ ต์ทริกเกอร์ชนิดเฟต
และทรานซสิ เตอร์ได้
4.บอกหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิด
ออปแอมปไ์ ด้
ดา้ นทกั ษะพิสัย
5. สังเกตการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออป
แอมป์ แบบไมก่ ลบั เฟสได้
6. ใช้งานวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลับ
เฟสได้
7. ใช้งานวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับ
คา่ ได้
ดา้ นจิตพสิ ยั
8. นาชมติ ตท์ รกิ เกอร์ประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ได้

ชอ่ื เรอ่ื ง สมรรถนะและจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

หน่วยที่ 8 อะสเตเบลิ มลั ติไวเบรเตอร์ สมรรถนะ
- ใช้งานอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์

จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
ดา้ นพทุ ธิพิสยั

1. อธิบายคณุ สมบัตวิ งจรอะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์ได้
2. ยกตวั อยา่ งชนิดชนดิ ของวงจรมัลตไิ วเบรเตอร์ได้

ด้านทักษะพิสัย
3. สงั เกตการทางานวงจรอะสเตเบลิ มลั ตไิ วเบรเตอร์ช
นดิ ทรานซลิ เตอร,์ ไอซอี อปแอมป์, ไอซี 555 ได้

ดา้ นจติ พิสัย
4. จาแนกการทางานวงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบร
เตอร์ชนิดทรานซิลเตอร์, ไอซีออปแอมป์, ไอซี
555 ได้

ชอ่ื เร่ือง สมรรถนะและจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
สมรรถนะ
หน่วยที่ 9 โมโนสเตเบลิ มัลตไิ วเบร
เตอร์ - เลือกวงจรโมโนสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอรไ์ ปใช้งาน
อยา่ งเหมาะสม

จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
ด้านพทุ ธิพสิ ยั

1. อธิบายลักษณะการทางานเบ้ืองต้นโมโนโนสเต
เบิลมลั ติไวเบรเตอร์ได้

ดา้ นทักษะพสิ ยั
2. ฝกึ ใช้งานโมโนโนสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ได้

ดา้ นจิตพิสยั
3. ติดตามการทางานโมโนโนสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ได้

ชอ่ื เรื่อง สมรรถนะและจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
สมรรถนะ
หน่วยท่ี 10 ไบสเตเบลิ มัลตไิ วเบร
เตอร์ - ใช้ไบสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์

จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
ด้านพุทธิพสิ ยั

1. เขียนโครงร่างการทางานไบสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
ได้

ดา้ นทักษะพิสัย
2. สังเกตการทางานทางานไบสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์
ได้

ดา้ นจติ พิสัย
3. จัดลาดบั การทางานทางานไบสเตเบลิ มลั ตไิ วเบร
เตอร์ได้

หน่วยที่ 11 ลอจิกเกต และการ สมรรถนะ
กาเนดิ สญั ญาณ - แสดงความรเู้ กี่ยวกับลอจิกเกตและการกาเนิด
สญั ญาณ

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั
1. อธิบายการทางานของลอจิกเกตแต่ละชนิดได้

ด้านทกั ษะพสิ ยั
2. ทดลองเขียนสญั ลักษณ์ของลอจกิ เกตได้
3. สาธิตการเขียนตารางความจริงของลอจกิ เกตแต่ละ
ชนิดได้

ด้านจิตพสิ ัย
4. ติดตามหลกั การทางานของวงจรกาเนดิ สญั ญาณแต่
ละชนดิ ได้

ช่ือเรอ่ื ง สมรรถนะและจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม

หน่วยที่ 12 ฟลิปฟลอป สมรรถนะ
- เลือกฟลปิ ฟลอปแต่ละชนิดไปใชง้ านอย่างเหมาะสม

จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม
ดา้ นพุทธิพสิ ยั

1. อธิบายการทางานวงจรฟลิปฟลอบแบบใช้ทรานซิล
เตอร์ได้

2. เขียนตารางความจริงฟลอปฟลอบแต่ละชนิดอย่าง
ถูกตอ้ งเป็นลาดับได้

ด้านทกั ษะพสิ ัย
3. สาธิตการเลือกฟลิปฟลอบแต่ละชนิดไปใช้งานอย่าง
เหมาะสมได้

ด้านจิตพสิ ัย
4. ตดิ ตามสัญญาณนาฬิกาใชค้ วบคุมการทางานได้

ชื่อเรื่อง สมรรถนะและจดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

หน่วยที่ 13 การซิงโครไนซ์ และ สมรรถนะ
- ใชง้ านซงิ โครไนซแ์ ละไดอะแกรมเวลา
ไดอะแกรมเวลา
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม

ดา้ นพุทธพิ ิสัย

1. อธิบายการซงิ โครไนซไ์ ด้

ดา้ นทักษะพิสัย
2. ทดลองใชง้ านของการซิงโครไนซ์ได้
3. สังเกตไดอะแกรมเวลาดิจิตอลคอบคุมด้วยสัญญาณ
นาฬกิ าได้

ดา้ นจติ พสิ ยั
4. ชแ้ี จงเวลาและความถ่สี ัญญาณนาฬกิ าได้

หน่วยท่ี รายช่อื หน่วยการสอน/การเรียนรู้ จานวนคาบ

1 หนว่ ยการสอน/การเรยี นรู้ ทฤษฎี ปฏบิ ตั ิ
2
3 วชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชงิ 13
4 รหสั ... 20104-2113......คาบ/สัปดาห.์ ......4......คาบ 13
5 13
6 รวม......72…… คาบ 26
7 13
8 ชอ่ื หนว่ ย ทฤษฎี 13
9 26
10 รปู ร่างสญั ญาณไฟฟ้า 13
11 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ 13
12 อินทิเกรเตอร์ และดฟิ เฟอร์เรนชิเอเตอร์ 13
13 คลิปเปอร์ 26
แคลมเปอร์ 26
ทรานซิลเตอร์สวติ ช์ 26
ชมติ ตท์ รกิ เกอร์
อะสเตเบิลมัลตไิ วเบรเตอร์
โมโนสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
ไบสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
ลอจกิ เกต และการกาเนิดสัญญาณ
ฟลปิ ฟลอป
การซิงโครไนซ์ และไดอะแกรมเวลา

รวม 72

แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยท่ี 1
สอนสปั ดาห์ท่ี 1
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง คาบรวม 4

ช่ือหน่วย รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า

ช่ือเร่ือง รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า จานวนคาบ 4

สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

1. วาดรูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแตล่ ะชนิดอยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม

2. บอกค่าพารามิเตอร์ของรูปคล่ืนพลั ส์แต่ละคา่ อยา่ งถูกตอ้ งชดั เจน

3. นารูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าไปใชง้ านอยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สาระสาคญั

สญั ญาณไฟฟ้า (Electrical Signal) ที่นามาใชง้ านมีดว้ ยกนั หลายชนิด หลายรูปแบบถูกกาเนิดข้ึนมาจาก
แหล่งกาเนิดสัญญาณท่ีแตกต่างกนั ไป สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมีความสาคญั ต่อการนาไปใช้งานในดา้ นต่างๆ
มากมาย เช่น ในวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบควบคุมการทางาน ในอุปกรณ์ เครื่องมือ และเคร่ืองใช้
ตา่ งๆ เป็นตน้ โดยถูกใชง้ านอยา่ งแพรหลาย และกวา้ งขวางทว่ั ไป

เร่ืองทีจ่ ะศึกษา

1. รูปคล่ืนสญั ญาณ
2. รูปคลื่นชนิดต่างๆ
3. คุณลกั ษณะของรูปคลื่นพลั ส์ และคา่ พารามิเตอร์
4. รูปคล่ืนพลั ส์ใชง้ านจริง
5. บทสรุป

จุดประสงค์การเรียน/การสอน

 จุดประสงค์ทว่ั ไป

1. เพือ่ ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั รูปคล่ืนสญั ญาณ (ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพ่อื ใหม้ ีทกั ษะในการวาดรูปคลื่นสญั ญาณไฟฟ้าแต่ละชนิด (ด้านทักษะพิสัย)
3. เพอ่ื ใหม้ ีเจตคติท่ีดีในการนาความรู้เรื่องรูปร่างสญั ญาณไฟฟ้าไปประยกุ ตใ์ ช้ (ด้านจิตพิสัย)

 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

1. อธิบายรูปคลื่นสัญญาณได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. บอกรูปคลื่นชนิดต่างๆได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
3. บอกคา่ พารามิเตอร์ของรูปคลื่นพลั ส์แต่ละค่าได(้ ด้านพุทธิพิสัย)
4. วาดรูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดได้ (ด้านทักษะพิสัย)
5. ใชง้ านรูปคล่ืนพลั ส์ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. นารูปร่างสัญญาณไฟฟ้าประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ด้านจิตพิสัย)

เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

1.1 รูปคลื่นสัญญาณ
สัญญาณไฟฟ้า (Electrical Signal) ที่นามาใช้งานมีดว้ ยกนั หลายชนิด หลายรูปแบบถูกกาเนิดข้ึนมาจาก

แหล่งกาเนิดสัญญาณท่ีแตกต่างกันไป สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมีความสาคญั ต่อการนาไปใช้งานในด้านต่างๆ
มากมาย เช่น ในวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบควบคุมการทางาน ในอุปกรณ์ เคร่ืองมือ และเคร่ืองใช้
ตา่ งๆ เป็นตน้ โดยถูกใชง้ านอยา่ งแพรหลาย และกวา้ งขวางทว่ั ไป

สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมีบทบาทสาคญั ต่อการนาไปใช้ควบคุมการทางาน ในหลายด้านหลายหน้าท่ี
การศึกษาทาความเขา้ ใจเป็ นสิ่งจาเป็ นอยา่ งยิ่ง เพื่อให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจ สามารถเลือกใช้งานสัญญาณไฟฟ้า
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม รวมถึงช่วยในการวิเคราะห์ระบบการทางานและการควบคุมการทางาน ให้มีความ
ถูกตอ้ งแม่นยา

การวเิ คราะห์รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้า ทาไดห้ ลายวิธีดว้ ยกนั เช่น ใชห้ ลกั การวิเคราะห์ค่าดว้ ยคณิตศาสตร์
ใชก้ ารวเิ คราะห์ดว้ ยวธิ ีฟูริเออร์ (Fourier Analysis) โดยวเิ คราะห์ออกมาเป็นสมการ สามารถนาไปเขียนเป็ นกราฟ
ในรู ปแถบความถ่ีท่ีมีความแรง (Amplitude Spectrum) อยู่ด้วย ความถ่ีที่ได้ออกมามีทัง้ ความถ่ีพ้ืนฐาน
(Fundamental Frequency) และความถี่ท่ีเพ่ิมข้ึนเป็นลาดบั หรือเรียกวา่ ความถี่ฮาร์มอนิก (Harmonic Frequency)

อีกวิธีหน่ึงใช้วิธีสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงของแรงดนั และกระแสอย่างต่อเนื่องในแต่ละส่วน ทาให้
ทราบลกั ษณะและรูปร่างของสัญญาณไฟฟ้าชนิดต่างๆ วา่ มีรูปร่างท่ีแตกตา่ งกนั ไปสญั ญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมกั จะถูก
เรียกวา่ รูปคล่ืน (Wave) โดยมีช่ือเรียกแตกต่างกนั ไปตามลกั ษณะของคลื่น เช่น คลื่นข้นั บนั ได (Step Wave) คลื่น
เอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Wave) คล่ืนเอียง (Ramp Wave) คลื่นไซน์ (Sine Wave) คลื่นสี่เหล่ียม (Square
Wave) คลื่นพัลส์ (PulseWave) คล่ืนสามเหล่ียม (Triangular Wave) คล่ืนฟัน เลื่อย (Sawtooth Wave) คล่ืน
อินทิเกรต(Integrate Wave) และคลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต (Differentiate Wave) เป็ นตน้ รูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าชนิด
ต่างๆ แสดงดงั รูปท่ี 1.1

รูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดมีรูปร่างท่ีแตกต่างกนั สามารถวดั รูปร่างสัญญาณไฟฟ้าออกมาไดด้ ว้ ย
เคร่ืองมือวดั ท่ีเรียกว่าออสซิลโลสโคป (Oscilloscope) แสดงค่าออกมาท้งั ความแรง(Amplitude) และคาบเวลา
(Period) โดยวดั สัญญาณออกมาเป็นรอบคลื่น (Cycle) ตวั อยา่ งรูปคล่ืนสญั ญาณไฟฟ้าที่วดั ได้ แสดงดงั รูปท่ี 1.2

จากรูปที่ 1.2 เป็ นรูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าวดั ไดด้ ว้ ยออสซิลโลสโคป แสดงผลท่ีหนา้ จอออสซิลโลสโคป
อ่านสัญญาณในแนวต้งั เป็ นค่าความแรงของสัญญาณไฟฟ้า และอ่านสัญญาณในแนวนอนเป็ นค่าเวลาของ
สัญญาณไฟฟ้า อา่ นคา่ ออกมาในช่วงเวลา 1 รอบคล่ืน

ถึงแมว้ ่ารูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดมีรูปร่างท่ีแตกต่างกนั แต่รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดท่ีวดั
ออกมาได้จะแสดงค่าออกมาให้เห็นเป็ น 2 ลักษณะเท่าน้ัน คือ รูปคลื่นแบบทิศทางเดียว (Uni - directional
Waveforms) และรูปคลื่นแบบสองทิศทาง (Bi - directional Waveforms)

1. รูปคลื่นแบบทิศทางเดียว เป็ นรูปคลื่นท่ีแสดงค่าออกมาอยา่ งสม่าเสมอ เป็ นค่าบวก (+) อยา่ งเดียว หรือ
เป็ นค่าลบ (–) อย่างเดียว โดยรูปคล่ืนท่ีแสดงค่าออกมาไม่คร่อมผ่านแกนแรงดนั ท่ีตาแหน่งศูนย์ (0) รูปคล่ืน
พ้นื ฐานแบบทิศทางเดียว เช่น สัญญาณเวลาคล่ืนส่ีเหล่ียมพลั ส์นาฬิกา พลั ส์กระตุน้ เป็นตน้

2. รูปคลื่นแบบสองทิศทาง หรือเรียกว่า รูปคล่ืนสลบั รูปคลื่นที่แสดงออกมามีการเปล่ียนแปลงไป
ทางดา้ นบวก (+) และเปลี่ยนกลบั ไปทางดา้ นลบ (–) ผา่ นแกนแรงดนั ที่ตาแหน่งศูนย์ (0) สลบั ไปสลบั มา รูปคลื่น
แบบสองทิศทาง เช่น คลื่นไซน์ เป็นตน้

รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดมีส่วนประกอบพ้ืนฐานที่สาคญั อยู่ 3 ส่วน ดงั น้ี
1. คาบเวลา (Period) คือ ช่วงความยาวของเวลารูปคลื่นคิดเป็ นวินาที (seconds)คิดต้งั แต่จุดเริ่มตน้ ของ
รูปคลื่นจนถึงจุดสุดทา้ ยของรูปคลื่นในหน่ึงรอบคลื่น คา่ ดงั กล่าวเรียกวา่ ระยะเวลา (Periodic Time ; T)
2. ความถี่ (Frequency) คือ จานวนรูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดข้ึนซ้าๆ กนั ในช่วงเวลา 1 วินาที ความถี่มี
หน่วยมาตรฐานเป็นเฮิรตซ์ (Hertz ; Hz)
3. ความแรง (Amplitude) คือ ขนาดความเข้มของรูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้า ท่ีวดั ค่าออกมามีหน่วยเป็ น
โวลต์ (V) หรือแอมแปร์ (A)

1.2 รูปคล่ืนชนิดต่างๆ
รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าที่แตกต่างกนั กาเนิดข้ึนมาไดจ้ ากแหล่งกาเนิดแตกต่างกนั มีเวลาของการเกิด
สัญญาณไฟฟ้าแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกนั ทาใหไ้ ดร้ ูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแตกตา่ งกนั ออกมา ซ่ึงแสดงไวใ้ นรูปที่
1.1 น้นั คลื่นแต่ละชนิดมีโครงสร้างและที่มาของคลื่นแตกต่างกนั ไป
1.2.1 คลื่นไซน์
เป็ นคลื่นพ้ืนฐานท่ีกาเนิดข้ึนไดท้ วั ่ ไป จากแหล่งกาเนิดสัญญาณหลายชนิดทงั เ้ กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ
จากการผลิตข้ึนมาดว้ ยอุปกรณ์ เครื่องกาเนิดสัญญาณ หรือจากการทางานของเครื่องมือเครื่องจกั รต่างๆ รวมถึง
สัญญาณเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง ลกั ษณะคล่ืนไซน์ ระดบั ความแรงคลื่น (E) จะเกิดข้ึนเปลี่ยนแปลงไปสมั พนั ธ์
กบั เวลา (t) โดยความแรงคลื่นค่อยๆ เพ่ิมข้ึนจากค่าศูนยไ์ ปทางซีกบวกจนถึงคา่ สูงสุด แลว้ จะค่อยๆ ลดลงกลบั เขา้
สู่ค่าศูนยต์ ามเดิม และเคลื่อนเลยไปทางซีกลบค่อยๆ เพิ่มข้ึนจนถึงค่าสูงสุดอีกครัง้ แลว้ ยอ้ นกลบั ลดลงเขา้ สู่ค่า
ศูนยต์ ามเดิม จากน้นั จะค่อยๆ เพ่ิมข้ึนทางซีกบวกใหม่อีกครัง้ เป็ นเช่นน้ีสลบั ไปสลบั มาตลอดเวลา ความสัมพนั ธ์
ของสญั ญาณคลื่นไซน์ระหวา่ งความแรงคล่ืนกบั เวลา แสดงดงั รูปที่ 1.3

คุณสมบัติพิเศษอย่างหน่ึงของคลื่นไซน์ ท่ีคลื่นชนิดอื่นไม่มี คือ เม่ือป้อนคลื่นไซน์เข้าวงจรท่ี
ประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน (R) ตวั เก็บประจุ (C) และตวั เหน่ียวนา (L) ต่อร่วมกนั ลกั ษณะรูปร่างของคลื่นไซน์ไม่
เปล่ียนแปลงไป ยงั มีรูปร่างเป็ นคล่ืนไซน์ตามเดิม ส่วนท่ีเปลี่ยนแปลงไปเป็ นเฉพาะความแรงหรือเฟสสัญญาณ
เทา่ น้นั

1.2.2 คล่ืนสี่เหล่ียม
เป็ นคล่ืนที่นิยมนาไปใช้งานกบั การทางานทางดา้ นดิจิตอล คล่ืนชนิดน้ีสามารถใหก้ าเนิดข้ึนจากการนา
คลื่นขนั ้ บันไดขาข้ึน กบั คลื่นขนั ้ บนั ไดขาลงมาต่อร่วมกัน หรือเกิดจากการผสมกันของสัญญาณคล่ืนไซน์
ระหวา่ งความถี่พ้ืนฐาน (Fundamental Frequency) กบั ความถ่ีฮาร์มอนิกคี่ (Odd Harmonic Frequency) หลายฮาร์
มอนิกเขา้ ดว้ ยกนั คลื่นสี่เหล่ียมที่กาเนิดข้ึนมาแบง่ ได้ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกคล่ืนสี่เหลี่ยมจตั ุรัส เป็นคลื่นที่มีช่วง
เกิดคลื่น (t1) และช่วง
ช่องวา่ งคลื่น (t2) มีเวลาเท่ากนั แบบท่ีสองคลื่นพลั ส์ เป็ นคล่ืนท่ีมีช่วงเกิดคลื่น (t1) และช่วงช่องวา่ งคลื่น
(t2) มีเวลาไม่เท่ากนั ลกั ษณะคลื่นสี่เหล่ียมท่ีเกิด ระดบั ความแรงคลื่น (E) เกิดข้ึนเปล่ียนแปลงไปสัมพนั ธ์กบั เวลา

(t) การเกิดคล่ืนส่ีเหลี่ยมแตล่ ะแบบ แสดงดงั รูปท่ี 1.4

1.2.3 คลื่นสามเหลี่ยม
เป็ นคล่ืนที่ถูกผลิตข้ึนมาใชง้ านอีกชนิดหน่ึง คลื่นชนิดน้ีสามารถใหก้ าเนิดข้ึนจากการนาคลื่นเอียงขาข้ึน
กบั คลื่นเอียงขาลงมาต่อร่วมกนั คลื่นสามเหล่ียมที่กาเนิดข้ึนมาแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกคลื่นสามเหลี่ยมทวั ่
ไป เป็ นคลื่นท่ีมีช่วงเกิดคลื่นขาข้ึน (t1) และช่วงเกิดคลื่นขาลง (t2) มีเวลาเท่ากนั แบบท่ีสองคล่ืนฟนั เล่ือย เป็ น
คลื่นที่มีช่วงเกิดคลื่นขาข้ึน (t1) และช่วงเกิดคล่ืนขาลง (t2) มีเวลาไม่เท่ากนั ลกั ษณะคล่ืนสามเหลี่ยมที่เกิด ระดบั
ความแรงคล่ืน (E)เกิดข้ึนเปล่ียนแปลงไปสัมพนั ธ์กบั เวลา (t) การเกิดคลื่นสามเหลี่ยมแต่ละแบบ แสดงดงั รูปท่ี
1.5

1.2.4 คลื่นอินทิเกรต
เป็นคล่ืนท่ีมีรูปร่างลกั ษณะแตกต่างออกไป รูปคลื่นกาเนิดข้ึนมาไดจ้ ากการนาคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาด
ข้ึนและเอกซ์โพเนนเชียลลาดลงมาต่อร่วมกนั คล่ืนอินทิเกรตเกิดข้ึนจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปของคล่ืน
สี่เหลี่ยม ดว้ ยการป้อนคลื่นส่ีเหลี่ยมผา่ นตวั เก็บประจุ (C)ในขณะท่ีตวั เก็บประจุทาการประจุแรงดนั เก็บไว้ จะเกิด
คลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาดข้ึนปรากฏท่ีตวั เก็บประจุ และขณะท่ีตวั เก็บประจุทาการคายประจุแรงดนั ออกมา จะ
เกิดคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาดลงปรากฏท่ีตวั เก็บประจุ วดั คล่ืนทงั ้ สองออกมาก็คือคลื่นอินทิเกรตนนั ่ เอง คลื่น
อินทิเกรตท่ีเกิดข้ึนมีรูปร่างไม่คงที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ข้ึนอยูก่ บั เวลาในการประจุ และคายประจุของตวั เก็บ
ประจุที่ใชใ้ นการทางาน กาหนดค่าไวใ้ นรูปเวลาคงที่ (Time Constant) เมื่อค่าเวลาคงท่ีเปล่ียนแปลงไป รูปคลื่น
อินทิเกรตที่เกิดข้ึนก็เปล่ียนแปลงตามไปดว้ ย ความสัมพนั ธ์ของสัญญาณคลื่นอินทิเกรต ระหวา่ งความแรงคลื่น
กบั เวลาคงท่ี แสดงดงั รูปท่ี 1.6

1.2.5 คลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต
เป็ นคล่ืนท่ีมีรูปร่างลกั ษณะแตกต่างออกไปอีกแบบหน่ึง เกิดข้ึนมีความสัมพนั ธ์กับคล่ืนอินทิเกรต
รูปคลื่นกาเนิดข้ึนมาไดจ้ ากการเปล่ียนแปลงรูปร่างไปของคลื่นสี่เหลี่ยม ดว้ ยการป้อนคล่ืนส่ีเหลี่ยมผ่านเขา้ ใน
วงจรท่ีประกอบด้วยตวั ตา้ นทาน (R) ต่อร่วมกบั ตวั เก็บประจุ (C)ทาการวดั สัญญาณตกคร่อมตวั ตา้ นทาน ได้
รูปคลื่นออกมาเป็ นคลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต คล่ืนท่ีเกิดข้ึนมามีรูปร่างไม่คงท่ี เกิดการเปล่ียนแปลงได้ ข้ึนอยกู่ บั เวลา
คงท่ีในวงจรตัวต้านทาน (R) ต่อร่วมกับตัวเก็บประจุ (C) เมื่อค่าทัง้ สองเปลี่ยนแปลงไป ค่าเวลาคงที่ก็
เปล่ียนแปลงตามไปดว้ ย รูปคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอตท่ีเกิดข้ึนมีการเปลี่ยนแปลง ความสัมพนั ธ์ของสัญญาณคลื่นดิฟ
เฟอเรนชิเอตระหวา่ งความแรงคล่ืนกบั เวลาคงที่ แสดงดงั รูปที่ 1.7

1.3 คุณลกั ษณะของรูปคล่ืนพลั ส์ และค่าพารามเิ ตอร์
รูปคล่ืนพลั ส์เป็ นรูปคล่ืนที่นาไปใช้งานทางด้านดิจิตอล คอมพิวเตอร์ และระบบควบคุมการทางาน
ทางดา้ นไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อยา่ งกวา้ งขวางทวั ่ ไป กาเนิดไดด้ ว้ ยอุปกรณ์กาเนิดสัญญาณพลั ส์ชนิดต่างๆ
ก่อนนารูปคล่ืนพลั ส์ไปใชง้ าน จาเป็ นตอ้ งทาความเขา้ ใจในส่วนประกอบต่างๆ ของรูปคลื่นพลั ส์ เพื่อใหส้ ามารถ
นาไปใชง้ านไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ส่วนประกอบของรูปคล่ืนพลั ส์และค่าพารามิเตอร์ต่างๆ แสดงดงั รูปที่ 1.8

ของพลั ส์หลายส่วน มีช่ือเรียกส่วนประกอบแตล่ ะส่วนแตกต่างกนั รายละเอียดเป็นดงั น้ี
1. ขอบขาข้ึน (Leading Edge) หรือขอบหน้า เป็ นขอบของพัลส์ช่วงแรกที่ปรากฏให้เห็น สัญญาณ
เปลี่ยนแปลงจากระดบั ต่าไปสู่ระดบั สูง เช่น เปลี่ยนแปลงจาก 0 V ไปเป็น 2 V
2. ขอบขาลง (Trailing Edge) หรือขอบหลัง เป็ นขอบของพลั ส์ช่วงที่สองที่ปรากฏให้เห็น สัญญาณ
เปล่ียนแปลงจากระดบั สูงไปสู่ระดบั ต่า เช่น เปลี่ยนแปลงจาก 2 V ไปเป็น 0 V
3. ความกวา้ งพลั ส์ (Pulse Width) เป็นช่วงเวลาท่ีเกิดพลั ส์ พิจารณาจากขอบขาข้ึนพลั ส์ ถึงขอบขาลงพลั ส์
ในพลั ส์ลูกน้นั นิยมบอกค่าไวใ้ นรูปของเวลาพลั ส์ (Pulse Duration ; td)เช่น ขอบขาข้ึนพลั ส์ท่ี 1 s ขอบขาลงพลั ส์
ท่ี 4 s ดงั น้นั เวลาพลั ส์ td = 3 s
4. ช่องว่างพลั ส์ (Pulse Space) เป็ นช่วงเวลาที่ไม่เกิดพลั ส์ พิจารณาจากขอบขาลงของพลั ส์ลูกหน่ึง ถึง
ขอบขาข้ึนของพลั ส์ลูกต่อไป นิยมบอกค่าไวใ้ นรูปเวลาช่องวา่ งพลั ส์ (PulseSpace Duration ; ts) เช่น ขอบขาลง
พลั ส์ท่ี 4 s ขอบขาข้ึนพลั ส์ที่ 9 s ดงั น้นั เวลาช่องวา่ งพลั ส์
ts = 5 s
5. เวลาเกิดพลั ส์ซ้า (Pulse Repetition Time) หรือ prt เป็ นช่วงเวลาท่ีนบั จากจุดเริ่มตน้ ของการเกิดพลั ส์
ลูกแรก ไปจนถึงจุดเร่ิมตน้ ของการเกิดพลั ส์ลูกต่อไป ซ่ึงบางครัง้ อาจเรียกว่าคาบเวลาพลั ส์ (Pulse Period) เป็ น
การคิดช่วงเวลาพลั ส์ในหน่ึงรอบคล่ืน โดยหาคา่ prt ไดจ้ าก

6. อตั ราการเกิดพลั ส์ซ้า (Pulse Repetition Rate) หรือ prr เป็ นจานวนพลั ส์ที่เกิดข้ึนในเวลา 1 วนิ าที หรือ
อาจเรียกวา่ ความถี่ของการเกิดพลั ส์ซ้า (Pulse Repetition Frequency) หรือ prf โดยหาคา่ prr ไดจ้ าก

7. แรงดนั สูงสุด (Peak Voltage) หรือ Ep เป็นระดบั ของแรงดนั พลั ส์ที่เกิดข้ึน อา่ นค่าออกมาถึงค่าสูงสุด
8. แรงดันเฉลี่ย (Average Voltage) หรือ Eav เป็ นระดับแรงดันไฟตรงท่ีใช้โวลต์มิเตอร์ไฟตรงวดั ค่า
แรงดนั พลั ส์ที่เกิดข้ึนออกมา อ่านค่าออกมาไดเ้ ป็ นค่าเฉลี่ย หรือใช้วิธีหาค่าโดยการนาค่าพ้ืนท่ีเกิดพลั ส์ (Pulse
Area ; Ap) ต้งั หารดว้ ยเวลาเกิดพลั ส์ซ้า (prt) การหาคา่ Eav ทาไดด้ งั น้ี

9. ระดบั แรงดนั พลั ส์ (Pulse Voltage Level) เป็นระดบั แสดงสภาวะการเกิดพลั ส์ มีอยู่ 2 ระดบั คือ ระดบั
หน่ึงมีสัญญาณพลั ส์ (High) หรือระดบั เอนาเบิล (Enable) แสดงค่าเป็ นตวั เลข “1” ถูกเรียกวา่ สภาวะทางาน อีก
ระดบั หน่ึงไม่มีสัญญาณพลั ส์ (Low) หรือระดบั ดิสเอเบิล(Disable) แสดงค่าเป็ นตวั เลข “0” ถูกเรียกวา่ สภาวะไม่
ทางาน

10. ดิวตีไซเคิล (Duty Cycle) เป็ นค่าร้อยละที่บอกให้ทราบถึงอตั ราส่วน ระหว่างส่วนเกิดพลั ส์กบั ส่วน
ช่องว่างพลั ส์มีค่าเท่าไร ค่าดิวตีไซเคิลหาไดจ้ าก การนาค่าแรงดนั เฉลี่ย (Eav) ต้งั หารดว้ ยค่าแรงดนั สูงสุด (Ep)

และคูณดว้ ยร้อย ไดค้ า่ ออกมาเป็นร้อยละ การหาค่าดิวตีไซเคิลทาไดด้ งั น้ี

1.4 รูปคล่ืนพลั ส์ใช้งานจริง
รูปคลื่นพลั ส์ที่ผลิตข้ึนมาใช้งานจริง มีความแตกต่างจากรูปคล่ืนพลั ส์ทางอุดมคติบา้ ง ท่ีรูปคลื่นไม่เป็ น
สี่เหลี่ยมมุมฉากจริง แต่จะเกิดความลาดเอียงของรูปคล่ืนปนมาดว้ ย ทาให้การหาค่าลกั ษณะสมบตั ิของรูปคล่ืน
พลั ส์จาเป็ นตอ้ งมีระดบั ที่เหมาะสมในการหาค่า ให้เป็ นมาตรฐานเดียวกนั นาไปใชเ้ ปรียบเทียบคุณสมบตั ิของ
รูปคล่ืนพลั ส์ที่แตกตา่ งกนั ได้ ลกั ษณะรูปคล่ืนพลั ส์ใชง้ านจริง แสดงดงั รูปที่ 1.10
จากรูปท่ี 1.10 แสดงรูปคล่ืนพลั ส์ใช้งานจริง ลกั ษณะรูปคล่ืนมีส่วนลาดเอียงและส่วนโคง้ เพิ่มข้ึนมา แต่
ยงั คงสภาพเป็ นรูปคล่ืนพลั ส์อยู่ การหาค่าคุณลกั ษณะของรูปคล่ืนพลั ส์ใชง้ านจริงจาเป็ นตอ้ งกาหนดระดบั การวดั
ค่าที่มีมาตรฐานเดียวกนั มาตรฐานท่ีใชง้ านในการวดั ความกวา้ งพลั ส์ และวดั ค่าแรงดนั พลั ส์ กาหนดค่าตาแหน่ง
วดั ไวท้ ่ีระดบั ความแรง 10 % และ 90 % ของ
รูปคลื่นพลั ส์รูปน้นั คา่ ต่างๆ ที่เกิดข้ึนกบั รูปคล่ืนพลั ส์ใชง้ านจริง มีดงั น้ี
1. เวลาเคล่ือนข้ึน (Rise Time) หรือ tr คิดระยะเวลาของสัญญาณพลั ส์เริ่มเคลื่อนข้ึนตัง้ แต่ค่าระดับ
แรงดนั ที่ 10 % จนถึงคา่ ระดบั แรงดนั ที่ 90 % ของคา่ แรงดนั พลั ส์สูงสุด บอกหน่วยออกมาเป็นวนิ าที (s)
2. เวลาเคล่ือนลง (Fall Time) หรือ tf คิดระยะเวลาของสัญญาณพลั ส์เริ่มเคล่ือนลงจากค่าแรงดนั สูงสุด
ของรูปคลื่นพลั ส์ คิดที่ค่าเร่ิมตน้ ท่ีระดบั แรงดนั 90 % จนถึงค่าระดบั แรงดนั ที่10 % บอกหน่วยออกมาเป็ นวินาที
(s)
3. เวลาพลั ส์ (td) คิดระยะเวลาของสัญญาณพลั ส์ที่ระดบั แรงดนั พลั ส์มากกวา่ 90 % ข้ึนไปของค่าแรงดนั
พลั ส์สูงสุด บอกหน่วยออกมาเป็นวนิ าที (s)
4. เวลาช่องวา่ งพลั ส์ (ts) คิดระยะเวลาของสัญญาณพลั ส์ช่วงลดต่าลง ที่ระดบั แรงดนั พลั ส์นอ้ ยกวา่ 10 %
ลงไปของค่าแรงดนั พลั ส์สูงสุด บอกหน่วยออกมาเป็นวนิ าที (s)
5. เวลาเกิดพลั ส์ซ้า (prt) คิดระยะเวลาของสัญญาณพลั ส์ ต้งั แต่เวลาเคลื่อนข้ึนของระดบั แรงดนั พลั ส์ที่ 10
% ข้ึนไปของพลั ส์ลูกหน่ึง ไปถึงเวลาเคลื่อนข้ึนท่ีระดบั แรงดนั พลั ส์ท่ี 10 %ข้ึนไปของพลั ส์ลูกต่อไป บอกหน่วย
ออกมาเป็นวนิ าที (s) ค่า prt หาไดด้ งั

1.5 บทสรุป
สัญญาณไฟฟ้า ที่นามาใช้งานมีด้วยกันหลายชนิด หลายรูปแบบ ถูกกาเนิดข้ึนมาจากแหล่งกาเนิด
สัญญาณท่ีแตกต่างกันไป สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมีความสาคัญต่อการนาไปใช้งานในด้านต่างๆ มากมาย
สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีมีบทบาทสาคญั ต่อการนาไปใชค้ วบคุมการทางานในหลายดา้ น หลายหนา้ ท่ี การศึกษาทา
ความเขา้ ใจเป็ นสิ่งจาเป็ นอย่างย่ิง เพื่อให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจ สามารถเลือกใช้งานสัญญาณไฟฟ้าได้อย่าง
ถูกตอ้ งเหมาะสม
การวิเคราะห์รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้า ทาไดห้ ลายวธิ ีดว้ ยกนั เช่น ใชห้ ลกั การวเิ คราะห์ค่าดว้ ยคณิตศาสตร์
ใชก้ ารวิเคราะห์ดว้ ยวิธีฟูริเออร์ อีกวธิ ีหน่ึงใชว้ ธิ ีสังเกตจากการเปล่ียนแปลงของแรงดนั และกระแสอยา่ งต่อเน่ือง
ในแต่ละส่วน ทาให้ทราบลกั ษณะและรูปร่างสัญญาณไฟฟ้าชนิดต่างๆ สัญญาณไฟฟ้าเหล่าน้ีจะถูกเรียกว่า
รูปคล่ืน โดยมีช่ือเรียกแตกต่างกนั ไปตามลกั ษณะของคลื่น เช่น คล่ืนขนั ้ บนั ได คลื่นเอกซ์โพเนนเชียล คลื่นเอียง
คลื่นไซน์ คล่ืนส่ีเหลี่ยม คล่ืนพลั ส์ คล่ืนสามเหล่ียม คล่ืนฟนั เลื่อย คลื่นอินทิเกรต และคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต เป็ น
ตน้
รูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดมีรูปร่างที่แตกต่างกนั แต่รูปคล่ืนสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดท่ีวดั ออกมาได้
จะแสดงค่าออกมาให้เห็นเป็ น 2 ลักษณะเท่าน้ัน คือ รูปคลื่นแบบทิศทางเดียว และรูปคล่ืนแบบสองทิศทาง
รูปคลื่นสญั ญาณไฟฟ้าทุกชนิดมีส่วนประกอบพ้ืนฐานที่สาคญั อยู่ 3 ส่วนคือ คาบเวลา ความถี่ และความแรง
รูปคล่ืนพลั ส์เป็ นรูปคล่ืนที่นาไปใช้งานทางด้านดิจิตอล คอมพิวเตอร์ และระบบควบคุมการทางาน
ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างกว้างขวางทัว่ ไป กาเนิดได้ด้วยอุปกรณ์กาเนิดสัญญาณพัลส์
ส่วนประกอบตา่ งๆ ของรูปคลื่นพลั ส์มีช่ือเรียกแตกต่างกนั จาเป็ นตอ้ งทาความเขา้ ใจ เพอ่ื ใหส้ ามารถนาไปใชง้ าน
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ประกอบไปดว้ ย ขอบขาข้ึน ขอบขาลง ความกวา้ งพลั ส์ ช่องวา่ งพลั ส์ เวลาเกิดพลั ส์ซ้า อตั ราการ
เกิดพลั ส์ซ้า แรงดนั สูงสุด แรงดนั เฉลี่ย ระดบั แรงดนั พลั ส์ และดิวตีไซเคิล

กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน

1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )

1. ผูส้ อนจดั เตรียมเอกสาร พร้อมกบั แนะนา 1. ผูเ้ รียนเตรียมหนังสือและฟังผูส้ อนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใชก้ บั

กบั วชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง วชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง

2. ผสู้ อนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผูเ้ รี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ

เชิ งพ ฤ ติ ก รรม ป ระจาห น่ วยท่ี 1 เร่ื อง รู ป ร่ าง จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 1 เรื่อง รูปร่าง

สญั ญาณไฟฟ้า สัญญาณไฟฟ้า

2. ข้ันให้ความรู้ (60 นาที) 2. ข้ันให้ความรู้ (60 นาที )

1. ผู้สอนเปิ ดงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์ 1. ผเู้ รียนฟังงานนาเสนอวิชา วงจรพลั ส์และสวิ

และสวติ ชิงหน่วยท่ี 1 เรื่อง รูปร่างสญั ญาณไฟฟ้า ตชิงหน่วยท่ี 1 เร่ือง รูปร่างสญั ญาณไฟฟ้า

2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวงจรพลั ส์ 2. ผเู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวิชา วงจรพลั ส์และส

และสวิตชิงหน่วยท่ี 1 เร่ือง รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า วิตชิงหน่วยที่ 1 รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า และฟังผูส้ อน

และอธิบายเน้ือหาใหผ้ เู้ รียนฟัง อธิบายเน้ือหา

กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน

3. ข้ันประยกุ ต์ใช้ ( 120 นาที ) 3. ข้นั ประยุกต์ใช้ ( 120 นาที )

1. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบัติงาน1 การวดั 1. ผเู้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน การวดั สัญญาณไฟฟ้า

สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป ดว้ ยออสซิลโลสโคป

4. ข้นั สรุปและประเมินผล ( 45 นาที ) 4. ข้ันสรุปและประเมินผล ( 45 นาที )

1.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 1 1.ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 1

2. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย 2. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ื อหาใน

เรียนที่ 1 เร่ือง รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า หน่วยเรียนท่ี 1 เร่ือง รูปร่างสญั ญาณไฟฟ้า

(บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-6) (บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-6)

(รวม 240 นาที หรือ 4 คาบเรียน)

งานที่มอบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมนิ ผล

ก่อนเรียน

1. จดั เตรียมเอกสารหน่วยท่ี 1 รูปร่างสญั ญาณไฟฟ้า
2. ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยที่ 1 รูปร่างสญั ญาณไฟฟ้า

ขณะเรียน

1. ทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 1
2. ทาใบปฏิบตั ิงาน 1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป

หลงั เรียน

1. ร่วมกนั สรุปเน้ือหาท่ีไดเ้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั

ผลงาน/ชิน้ งาน/ความสาเร็จของผู้เรียน

1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 1
2. ใบปฏิบตั ิงาน1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป

สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้

ส่ือส่ิงพมิ พ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั ส์และสวติ ชิง (ใชป้ ระกอบการเรียนการสอนจุดประสงคเ์ ชิง

พฤติกรรมขอ้ ที่ 1-6)
1. ใบปฏิบตั ิงาน1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 1
2. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 1 ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 2

สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานนาเสนอ

ส่ือของจริง

-

แหล่งการเรียนรู้

ในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพวิ เตอร์

นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถ่ิน

การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอ่ืน

1. บูรณาการกบั วชิ าภาษาไทย เร่ือง การอธิบายรูปคลื่นสัญญาณการบอกรูปคล่ืนชนิดตา่ งๆ
2. บูรณาการกบั วชิ าศิลปะ เรื่อง การวาดรูปคล่ืนสญั ญาณไฟฟ้าแตล่ ะชนิด

การประเมินผลการเรียนรู้
 หลกั การประเมนิ ผลการเรียนรู้

ก่อนเรียน

1. ความรู้เบ้ืองตน้ ก่อนการเรียนการสอน

ขณะเรียน

1. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป

หลงั เรียน

1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยที่ 1

ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผู้เรียน

1. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 1
2. ใบปฏิบตั ิงาน 1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป

สมรรถนะทพ่ี งึ ประสงค์

ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า
1. วเิ คราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงทา่ ทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ

สมรรถนะการปฏิบตั งิ านอาชีพ

ใชง้ านรูปร่างสัญญาณไฟฟ้า

สมรรถนะการขยายผล

ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ท่ี 1 เรื่อง รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า ผูเ้ รียนจะมีความรู้เกี่ยวกับ รูปคล่ืนสัญญาณ
รูปคลื่นชนิดต่างๆคุณลกั ษณะของรูปคล่ืนพลั ส์ และค่าพารามิเตอร รูปคลื่นพลั ส์ใช้งานจริงบทสรุป ผูเ้ รียน
สามารถนาความรู้ท่ีไดร้ ับไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั

รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 1 อธิบายรูปคลื่นสัญญาณได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : อธิบายรูปคลื่นสัญญาณได้ จะได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 2 บอกรูปคล่ืนชนิดตา่ งๆ

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกรูปคล่ืนชนิดตา่ งๆ จะได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 3 บอกค่าพารามิเตอร์ของรูปคลื่นพลั ส์แต่ละคา่ ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกคา่ พารามิเตอร์ของรูปคล่ืนพลั ส์แตล่ ะคา่ ได้ จะได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 4 วาดวาดรูปคล่ืนสญั ญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : วาดวาดรูปคลื่นสัญญาณไฟฟ้าแต่ละชนิดได้ จะได้ 3 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 5 ใชง้ านรูปคล่ืนพลั ส์ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ใชง้ านรูปคล่ืนพลั ส์ได้ จะได้ 3 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 6 นารูปร่างสัญญาณไฟฟ้าประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : นารูปร่างสัญญาณไฟฟ้าประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ จะได้ 1

คะแนน

แบบฝึ กหัดหน่วยที่ 1

ตอนท่ี 1 เขียนเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ที่ถูกตอ้ งที่สุด
1. สญั ญาณไฟฟ้าชนิดต่างๆ ที่ถูกนาไปใชค้ วบคุมการทางาน มกั นิยมเรียกวา่ อะไร
ก. รูปร่าง
ข. รูปคล่ืน
ค. รูปแบบ
ง. รูปทรง
2. สัญญาณไฟฟ้าที่สามารถเกิดข้ึนเองไดต้ ามธรรมชาติทว่ั ไป และถูกนาไปใชง้ านอยา่ งกวา้ งขวาง
คือสญั ญาณไฟฟ้าชนิดใด
ก. ไซน์
ข. ฟันเลื่อย
ค. สี่เหล่ียม
ง. สามเหลี่ยม
3. ส่วนใดไม่ใช่เป็นส่วนประกอบพ้ืนฐานท่ีสาคญั ของสญั ญาณไฟฟ้าทุกชนิด
ก. ความถี่
ข. ความแรง
ค. คาบเวลา
ง. ความตอ่ เน่ือง
4. การนาสญั ญาณไซน์หลายๆ ความถ่ีฮาร์มอนิกมาผสมกนั จะทาใหเ้ กิดสัญญาณไฟฟ้าชนิดใด
ข้ึนมา
ก. ไซน์
ข. ฟัน เลื่อย
ค. สี่เหล่ียม
ง. สามเหล่ียม
5. นาสญั ญาณเอกซ์โพเนนเชียลลาดข้ึน และเอกซ์โพเนนเชียลลาดลงมาตอ่ ร่วมกนั ทาใหเ้ กิด
สัญญาณไฟฟ้าชนิดใดข้ึนมา
ก. ส่ีเหลี่ยม
ข. ฟันเล่ือย
ค. อินทิเกรต
ง. ดิฟเฟอเรนชิเอต

6. สญั ญาณไฟฟ้าชนิดใดที่มีเวลาลาดข้ึนนอ้ ยมากจนมีคา่ เป็นศูนย์

จากรูปต่อไปน้ีใชต้ อบคาถามขอ้ 7 – 10

7. เวลา td ของพลั ส์มีค่าเทา่ ไร
ก. 6 ms
ข. 9 ms
ค. 18 ms
ง. 24 ms
8. เวลา ts ของพลั ส์มีค่าเท่าไร
ก. 6 ms
ข. 9 ms
ค. 18 ms
ง. 24 ms
9. ค่า prt ของพลั ส์มีคา่ เท่าไร
ก. 9 ms
ข. 15 ms
ค. 18 ms
ง. 24 ms
10. ที่เวลา 9 ms และ 18 ms ถูกเรียกวา่ อะไร
ก. ช่องวา่ งพลั ส์
ข. ความกวา้ งพลั ส์
ค. ขอบขาข้ึน, ขอบขาลง
ง. ขอบขาลง, ขอบขาข้ึน

ตอนท่ี 2 อธิบายใหไ้ ดใ้ จความสมบูรณ์และแสดงวธิ ีทาใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. บอกรายละเอียดคุณลกั ษณะของสัญญาณไฟฟ้าต่อไปน้ี
1.1 คล่ืนไซน์ 1.2 คลื่นส่ีเหล่ียม 1.3 คล่ืนอินติเกรต 1.4 คล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต
2. คา่ พารามิเตอร์ของรูปคลื่นพลั ส์มีอะไรบา้ ง บอกมาเป็นขอ้ ๆ โดยละเอียด
3. จากรูปคลื่นพลั ส์ จงหาค่า

ใบปฏิบัตงิ าน 1
การวดั สัญญาณไฟฟ้าด้วยออสซิลโลสโคป
ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั
1. ใชเ้ ครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบในการปฏิบตั ิงานได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อ่านคา่ และวาดรูปสญั ญาณที่วดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. คานวณหาค่าเวลาและความถ่ีของสัญญาณไฟฟ้าได้
5. เกิดความตระหนกั ในการทางาน
เครื่องมือและอปุ กรณ์
1. เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. ตวั ตา้ นทาน 1 k ; 0.5 W 1 ตวั
4. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 1.1

2. ปรับเครื่องกาเนิดสญั ญาณหลายแบบไปท่ีคล่ืนไซน์ ปรับความแรงสัญญาณไวท้ ่ีคา่ ประมาณ 50 % ปรับ
ความถี่ใหอ้ ่านที่ออสซิลโลสโคป 1 รอบคล่ืนไดเ้ วลา 5 ms
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพใหพ้ ร้อมใชง้ าน นาไปวดั รูปคลื่นสัญญาณไซนป์ รับแต่งใหไ้ ดภ้ าพบน
จอออสซิลโลสโคปพอเหมาะ วาดรูปสัญญาณบนั ทึกลงในตารางที่ 1.1 ช่องรูปสญั ญาณ พร้อมทงั ้ อา่ นคา่ ความ
แรง และความถ่ี ตามคา่ เวลาที่กาหนดไวใ้ นตารางท่ี 1.1 ทุกคา่ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นตารางท่ี 1.1 ช่องสญั ญาณคลื่นไซน์

ตารางที่ 1.1 รูปสัญญาณ ความแรง และความถี่ ของคลื่นสัญญาณชนิดตา่ งๆ

4. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบไปท่ีคล่ืนส่ีเหลี่ยม ปรับความแรงสญั ญาณไวท้ ่ีค่าประมาณ 50 % ปรับ
ความถี่ใหอ้ ่านท่ีออสซิลโลสโคป 1 รอบคลื่นไดเ้ วลา 8 ms
5. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั รูปคลื่นสญั ญาณสี่เหล่ียม ปรับแตง่ ใหไ้ ดภ้ าพบนจอออสซิลโลสโคปพอเหมาะ วาดรูป
สญั ญาณบนั ทึกลงในตารางที่ 1.1 ช่องรูปสัญญาณ พร้อมทงั ้ อ่านค่าความแรง และความถี่ ตามคา่ เวลาท่ีกาหนด
ไวใ้ นตารางท่ี 1.1 ทุกค่า บนั ทึกคา่ ไวใ้ นตารางที่ 1.1 ช่อง สัญญาณคลื่นสี่เหล่ียม
6. ปรับเครื่องกาเนิดสญั ญาณหลายแบบไปท่ีคล่ืนสามเหลี่ยม ปรับความแรงสัญญาณไวท้ ี่คา่ ประมาณ 50 % ปรับ
ความถ่ีใหอ้ า่ นท่ีออสซิลโลสโคป 1 รอบคลื่นไดเ้ วลา 10 ms
7. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั รูปคลื่นสัญญาณสามเหลี่ยม ปรับแตง่ ใหไ้ ดภ้ าพปรากฏบนจอออสซิลโลสโคป
พอเหมาะ วาดรูปสัญญาณบนั ทึกลงในตารางที่ 1.1 ช่องรูปสญั ญาณ พร้อมทงั ้ อา่ นคา่ ความแรง และความถ่ี ตาม
คา่ เวลาที่กาหนดไวใ้ นตารางท่ี 1.1 ทุกค่า บนั ทึกคา่ ไวใ้ นตารางที่
1.1 ช่องสัญญาณคลื่นสามเหลี่ยม

สรุปผลการทดลอง
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

คาถามและการวเิ คราะห์
1. คลื่นสญั ญาณแตล่ ะชนิดที่ใชใ้ นการทดลองมีระดบั ความแรงคล่ืนเท่ากนั หรือแตกต่างกนั อยา่ งไร เมื่อ

ปรับเปลี่ยนความถี่ไปความแรงของสัญญาณเปล่ียนแปลงหรือไม่ อยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. คา่ ความถ่ี และค่าเวลาของสัญญาณที่วดั ไดด้ ว้ ยออสซิลโลสโคป มีความสมั พนั ธ์กนั
อยา่ งไร การหาค่าทาไดอ้ ยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
_____________________________________________________________________________________

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายช่ือสมาชิก

1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขที่…….

3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….

ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เห็น

32 1

1 เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง

ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )

2 รูปแบบการนาเสนอ

3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม

4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ

สนใจ

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………

เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง

3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขที่…….

1……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ที่ รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ท่ี…………เดือน……………………..พ.ศ…………..

เกณฑ์ การให้ คะแนน

1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน

2. การมอบหมายหนา้ ท่ีรับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถึง แตไ่ ม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ / อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แต่ขาดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไมท่ ว่ั ถึงและมีสื่อ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ

3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาท่ีกาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กวา่ เวลาท่ีกาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย

4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แตไ่ ม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน

บันทึกหลงั การสอน

หน่วยท่ี 1 เรื่อง รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า

ผลการใช้แผนการเรียนรู้

1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. สื่อการสอนเหมาะสมดี

ผลการเรียนของนักเรียน

1. นกั ศึกษาส่วนใหญม่ ีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานที่ไดร้ ับมอบหมาย

2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพื่อใหง้ านสาเร็จทนั เวลาท่ีกาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เร่ืองรูปร่างสญั ญาณไฟฟ้าไปประยกุ ตใ์ ช้

ผลการสอนของครู

1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาท่ีกาหนด



แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี

แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยท่ี 2

ชื่อวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง สอนสัปดาหท์ ี่ 2

ชื่อหน่วย วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูป คาบรวม 8
สัญญาณ

ชื่อเร่ือง วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ จานวนคาบ 4

สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

1. เลือกใชว้ งจรลดรูปสญั ญาณอยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
2. อธิบายการทางานของวงจรแปลงรูปสญั ญาณอยา่ งละเอียดถูกตอ้ ง
3. ใชง้ านวงจรลดรูปและวงจรแปลงรูปสญั ญาณอยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

สาระสาคญั

วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ (Attenuate Circuit) และอาจเรียกว่าตัวลดทอน
(Attenuator) คือวงจรลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าท่ีป้อนเขา้ มาให้ไดค้ ่าออกเอาตพ์ ุตมีคา่ นอ้ ยลงตามตอ้ งการ อุปกรณ์
ที่นามาใชป้ ระกอบวงจรเป็นตวั ตา้ นทานบริสุทธ์ิอยา่ งเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา (L) รวมถึงไม่มี
ตวั ตา้ นทานชนิดไวร์วาวด์ ประกอบร่วมในวงจรโดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพ้ียนต่า (Distortionless)
การลดทอนจะลดทอนเฉพาะคา่ ความแรงสัญญาณ ส่วนรูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และความถ่ี มีคา่ คงเดิมไม่
เปล่ียนแปลง

เร่ืองท่จี ะศึกษา

1. วงจรลดรูปสญั ญาณ
2. ระดบั การลดทอนสญั ญาณ
3. ชนิดวงจรลดทอนสัญญาณ
4. วงจรแปลงรูปสญั ญาณ
5. วงจรอนุกรม RC
6. วงจรอนุกรม RL
7. บทสรุป

จุดประสงค์การเรียน/การสอน

 จุดประสงค์ทว่ั ไป

1. เพ่อื ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั วงจรลดรูปสัญญาณ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. เพอื่ ใหม้ ีทกั ษะในการวาดวงจรแปลงรูปสัญญาณ (ด้านทักษะพิสัย)
3. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติที่ดีในการนาความรู้เรื่องวงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณไป
ประยกุ ตใ์ ช้ (ด้านจิตพิสัย)

 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

1. อธิบายวงจรลดรูปสัญญาณได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. บอกระดบั การลดทอนสัญญาณได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
3. ยกตวั อยา่ งชนิดวงจรลดทอนสัญญาณได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
4. วาดวงจรแปลงรูปสญั ญาณได้ (ด้านทักษะพิสัย)
5. ใชง้ านวงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. นาวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ดา้ นจิตพิสยั )

เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

2.1 วงจรลดรูปสัญญาณ
วงจรลดรู ปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ (Attenuate Circuit) และอาจเรียกว่าตัวลดทอน

(Attenuator) คือวงจรลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าที่ป้อนเขา้ มาให้ไดค้ ่าออกเอาตพ์ ุตมีค่านอ้ ยลงตามตอ้ งการ อุปกรณ์
ท่ีนามาใชป้ ระกอบวงจรเป็ นตวั ตา้ นทานบริสุทธ์ิอยา่ งเดียว ไมม่ ีค่าความจุ (C) คา่ ความเหนี่ยวนา (L) รวมถึงไม่มี
ตวั ตา้ นทานชนิดไวร์วาวด์ ประกอบร่วมในวงจรโดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพ้ียนต่า (Distortionless) การ
ลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรงสัญญาณ ส่วนรูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และความถ่ี มีค่าคงเดิมไม่
เปลี่ยนแปลง

วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐาน เป็ นอุปกรณ์ชนิดส่งผา่ นอยา่ งเดียว (Passive Devices)ไม่มีการขยาย
สัญญาณ ลกั ษณะวงจรท้งั หมดมีสภาวะตา้ นทาน อยใู่ นรูปของโครงข่ายตา้ นทาน(Resistive Network) ชนิดสอง
ข้วั สร้างข้ึนมาเพ่ือการลดทอนกาลงั ไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายให้เกิดความเหมาะสมกบั ภาระ วงจรลดทอนสัญญาณถูก
ใชง้ านอยา่ งกวา้ งขวางในอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์
โดยการต่อเพ่ิมวงจรลดทอนสัญญาณเขา้ ไปในส่วนที่ตอ้ งลดทอน สามารถใช้งานไดห้ ลายหน้าท่ีเช่น การปรับ
ระดบั สัญญาณในอุปกรณ์การวดั ใช้ปรับสมดุลอิมพีแดนซ์ของวงจรกาเนิดความถ่ีหรือวงจรขยาย ช่วยลดผล
ความไม่ถูกตอ้ งของการต่อเช่ือมอินพุตและเอาต์พุต และช่วยเกิดการแยกกนั ระหวา่ งวงจรท่ีแตกต่างกนั เป็ นตน้
วงจรลดทอนสญั ญาณ แสดงดงั รูปที่ 2.1

จากรูปท่ี 2.1 แสดงวงจรลดทอนสัญญาณ จะเห็นได้ว่าวงจรลดทอนสัญญาณก็คือวงจรแบ่งแรงดัน
(Voltage Divider) นัน่ เอง โดยทาหน้าท่ีแบ่งแรงดนั ที่ป้อนเขา้ มาให้จ่ายออกเอาต์พุตลดลงตามค่าท่ีกาหนดไว้
ดว้ ยตวั ตา้ นทาน R1 และ R2 ที่กาหนดคา่ ความตา้ นทานไว้ ตวั ตา้ นทานR1 ทาหนา้ ที่แบ่งส่วนแรงดนั ส่วนหน่ึงตก
คร่อมไว้ และตวั ตา้ นทาน R2 รับคา่ แรงดนั ส่วนท่ีเหลือมาตกคร่อม เพ่อื จ่ายออกเอาตพ์ ตุ ไปยงั ภาระ

สัญญาณไฟสลบั ท่ีป้อนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็ นคล่ืนไซน์ คล่ืนส่ีเหลี่ยม คล่ืนพลั ส์ หรือคล่ืนสามเหลี่ยม
รูปร่างสัญญาณ เฟสสัญญาณ และความถ่ี ไม่เปล่ียนแปลงยงั มีค่าคงเดิม จะเกิดการเปล่ียนแปลงเฉพาะความแรง
หรือระดบั แรงดนั ของสญั ญาณเท่าน้นั ท่ีถูกลดระดบั ให้นอ้ ยลง นน่ั กค็ ือทาหนา้ ท่ีเป็นวงจรลดรูปสญั ญาณ

การประกอบวงจรลดทอนสัญญาณ สามารถจดั สร้างไดห้ ลายลกั ษณะดงั น้ี แบบรวมกนั ตายตวั (Fixed
Amount) แบบรวมกนั ปรับค่าได้ (Variable Amount) และแบบสวิตช์ต่ออนุกรมเป็ นลาดบั (Steps Series Switch)
วงจรลดทอนสัญญาณปรับค่าไดแ้ บบเบ้ืองตน้ แบ่งออกไดเ้ ป็ น 2 ลกั ษณะ คือ ปรับเปล่ียนค่าแบบสวิตช์เลือกเป็ น
ลาดบั ข้นั และปรับเปลี่ยนคา่ แบบปรับตอ่ เน่ือง ลกั ษณะวงจรลดทอนสญั ญาณท้งั 2 ลกั ษณะ แสดงดงั รูปที่ 2.3

จากรูปที่ 2.3 แสดงวงจรลดทอนสัญญาณปรับค่าไดแ้ บบเบ้ืองตน้ วงจรลดทอนสัญญาณท้งั สอง จะทา
หน้าท่ีลดระดบั แรงดนั Ei ที่ป้อนเขา้ มาให้ออกเอาต์พุต Eo น้อยลง โดยป้อนผ่านตวั ตา้ นทานที่ต่อไวใ้ นวงจร
ระดบั การลดทอนถูกเลือกดว้ ยการปรับเลือกตาแหน่งของตวั ตา้ นทานท่ีตอ้ งการ ทาให้อตั ราส่วนการลดทอน
เปลี่ยนแปลงไป อตั ราส่วนการลดทอน หรือตวั ประกอบการลดทอนหาไดจ้ าก แรงดนั เอาตพ์ ุต / แรงดนั อินพุต
เช่น ป้อนแรงดนั เขา้ วงจรลดทอนสัญญาณ1 V ปรับลดทอนไดแ้ รงดนั ออกเอาตพ์ ตุ 10 mV ดงั น้นั ตวั ประกอบการ
ลดทอนมีค่า 10 mV / 1 Vไดเ้ ทา่ กบั 0.01 หรือลดลงเท่ากบั 100 เทา่ เป็นตน้

วงจรลดทอนสัญญาณชนิดส่งผ่านอย่างเดียว นิยมบอกค่าระดับการลดทอนออกมาในรูปตาราง
ลอการิทึมมีหน่วยเป็ นเดซิเบล (decibel ; dB) ไม่บอกหน่วยเป็ นโวลต์ (V) ตามมาตรฐานโครงข่ายวงจรลดทอน
สัญญาณเบ้ืองต้น ในวงจรลดทอนสัญญาณแบบคงท่ี จะรู้จักกันในช่ือ แพดตัวลดทอน (Attenuator Pad) มี
หลากหลายค่าต้งั แต่ 0 dB ถึงมากกวา่ 100 dB ส่วนแบบปรับค่าและแบบสวติ ช์เลือก ปรับค่าโครงข่ายตวั ตา้ นทาน
โดยปรับเพิ่มการลดทอนดว้ ยสวิตช์เลือกเป็ นลาดบั ข้นั เช่น ข้นั ละ –2 dB หรือข้นั ละ –6 dB ต่อตาแหน่งสวิตช์
เป็ นตน้

2.2 ระดับการลดทอนสัญญาณ
ระดบั การลดทอนสัญญาณ (Degree Attenuation) ถูกบอกค่าไวใ้ นรูปความดงั มีหน่วยเป็ นเดซิเบล (dB)
โดยการใส่ค่าลอการิทึม (log) เขา้ ไปในสมการของอตั ราส่วนค่าแรงดนั ค่ากระแส หรือค่ากาลงั ไฟฟ้า ท่ีวดั

ออกมาได้ การหาค่าระดบั การลดทอนสญั ญาณ หาไดด้ งั น้ี

ค่าที่คานวณออกมาได้จะติดลบ (–) เสมอ เป็ นค่าที่แสดงให้ทราบว่า สัญญาณทางเอาต์พุตน้อยกว่า
สัญญาณทางอินพุต โดยระดบั ความดงั ที่ใช้เป็ นจุดอา้ งอิง คือค่า 0 dB มีความหมายดงั น้ีเช่น ระดบั การลดทอน
สัญญาณท่ี –6 dB แสดงวา่ ค่า 6 dB ต่ากวา่ ค่า 0 dB ที่อา้ งอิง เป็ นตน้ ในทาทองเดียวกนั อตั ราส่วนของสัญญาณ
เอาตพ์ ตุ หารดว้ ยสัญญาณอินพตุ จะมีคา่ นอ้ ยกวา่ 1 เสมอ

วงจรลดทอนสัญญาณชนิดส่งผ่านอยา่ งเดียว วงจรประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทานอยา่ งเดียว(ส่วนชนิดมีการ
ขยายวงจรจะประกอบด้วยสารก่ึงตวั นา เช่น ทรานซิสเตอร์ เฟต และ IC ช่วยในการขยายสัญญาณก่อนการ
ลดทอน) อตั ราส่วนการลดทอนในหน่วยเดซิเบล (dB) ค่าต่างๆ หาไดด้ งั ตารางท่ี 2.1 และวงจรลดทอนสัญญาณ
แบบใชส้ วติ ชต์ อ่ อนุกรมเป็นลาดบั แสดงดงั รูปที่ 2.4

จากรูปท่ี 2.4 แสดงวงจรลดทอนสัญญาณแบบสวติ ช์ต่ออนุกรมเป็ นลาดบั วงจรลดทอนสัญญาณแต่ละ
ชุดถูกกาหนดค่าการลดทอนไวแ้ น่นอนตามตอ้ งการ เช่น –1 dB, –2 dB, –4 dBและ –8 dB เป็ นตน้ การเลือกค่า
การลดทอนโดยโยกสวิตช์ SW1, SW2, SW3 หรือ SW4 ต่อเขา้ วงจรลดทอนสัญญาณ นาค่าการลดทอนของวงจร
แตล่ ะวงจรที่โยกสวติ ชต์ ่อเขา้ วงจรลดทอนมาบวกกนั ก็จะไดค้ า่ การลดทอนรวมของวงจรออกมา ในกรณีที่สวติ ช์
ทุกตวั ตอ่ ไวท้ ่ีตาแหน่ง 0 dBวงจรลดทอนสัญญาณจะเป็นเพยี งสายวงจรต่อผา่ นสัญญาณเท่าน้นั ไมม่ ีการลดทอน

2.3 ชนิดวงจรลดทอนสัญญาณ
วงจรลดทอนสัญญาณในแบบเบ้ืองตน้ มีลกั ษณะวงจรเช่นเดียวกบั วงจรแบ่งแรงดนั ดงั ท่ีกล่าวไว้ และ
วงจรแสดงไวใ้ นรูปท่ี 2.1 ซ่ึงวงจรน้ีรู้จกั ทวั่ ไปวา่ วงจรลดทอนสัญญาณชนิด L – แพด(L – pad) นอกจากน้นั ยงั มี
วงจรลดทอนสัญญาณชนิด T – แพด (T – pad) และชนิด – แพด( – pad) ซ่ึงวงจรจะเป็ นชนิดใดก็ข้ึนอยูก่ บั
ลกั ษณะการตอ่ วงจร วงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐานท้งั 3 ชนิด แสดงดงั รูปที่ 2.5


Click to View FlipBook Version