จากรูปที่ 2.5 แสดงวงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐาน รูปท่ี 2.5 (ก) เป็ นชนิด L – แพดประกอบดว้ ยตวั
ตา้ นทาน R1 ต่ออนุกรมกบั วงจร และตวั ตา้ นทาน R2 ต่อขนานกบั วงจร ค่าการลดทอนอยทู่ ี่การกาหนดสัดส่วน
ค่าความต้านทานของ R1 และ R2 การต่อวงจรลดทอนสัญญาณเข้ากับวงจรต่างๆ สามารถจัดจุดต่อได้ท้ัง
สองทิศทาง การจดั จุดต่อใชง้ านไมถ่ ูกตอ้ งทาใหก้ ารลดทอนสญั ญาณของวงจรเปลี่ยนแปลงไป
รูปท่ี 2.5 (ข) เป็นชนิด T – แพด ประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน R1 สองตวั ต่ออนุกรมกบั วงจรและตวั ตา้ นทาน
R2 ตอ่ ขนานกบั วงจร โดยปกติตวั ตา้ นทาน R1 ท้งั สองตวั จะใชค้ ่าเท่ากนั ทาใหค้ ่าอิมพีแดนซ์ท้งั สองดา้ นเท่ากนั
การนาวงจรลดทอนสัญญาณชนิดน้ีไปใชง้ าน สามารถสลบั ข้วั ต่ออินพุต / เอาตพ์ ุตไดโ้ ดยไม่ตอ้ งคานึงถึงข้วั ต่อ
ซ่ึงตวั ตา้ นทาน R1 ท้งั สองตวั สามารถออกแบบให้มีค่าไม่เท่ากนั ได้ เพื่อปรับเปล่ียนค่าอิมพีแดนซ์ท้งั สองดา้ น
ไมใ่ หเ้ ท่ากนั
ส่วนรูปท่ี 2.5 (ค) เป็ นชนิด – แพด ประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน R1 ต่ออนุกรมกบั วงจรและตวั ตา้ นทาน
R2 สองตวั ต่อขนานกบั วงจร โดยปกติตวั ตา้ นทาน R2 ท้งั สองตวั จะใชค้ ่าเท่ากนั ทาใหค้ ่าอิมพีแดนซ์ท้งั สองดา้ น
เท่ากนั การนาวงจรลดทอนสัญญาณชนิดน้ีไปใชง้ าน สามารถสลบั ข้วั ตอ่ อินพตุ / เอาตพ์ ุตไดโ้ ดยไม่ตอ้ งคานึงถึง
ข้วั ต่อ ซ่ึงตวั ตา้ นทาน R2 ท้งั สองตวั สามารถออกแบบให้มีค่าไม่เทา่ กนั ได้ เพ่อื ปรับเปลี่ยนค่าอิมพีแดนซ์ท้งั สอง
ดา้ นไม่ใหเ้ ทา่ กนั
นอกจากวงจรลดทอนสัญญาณแบบพ้ืนฐานตามรูปท่ี 2.5 แลว้ ยงั มีการดดั แปลงรูปแบบวงจรชนิด T –
แพด ให้อยใู่ นรูป T – แพดแบบสมดุล (Balanced T – pad) และ T – แพดแบบบริดจ์ (Bridge T – pad) ส่วนวงจร
ชนิด – แพดดดั แปลงเป็ น – แพดแบบสมดุล (Balanced – pad) ลกั ษณะวงจรลดทอนสัญญาณชนิด T –
แพด และชนิด – แพดแบบดดั แปลง แสดงดงั รูปท่ี 2.6
จากรูปที่ 2.6 แสดงวงจรลดทอนสญั ญาณชนิด T – แพด และชนิด – แพดแบบวงจรดดั แปลง รูปที่ 2.6
(ก) เป็ นชนิด T – แพดแบบสมดุล นิยมเรียกว่าชนิด H – แพด (H – pad) ตวั ตา้ นทาน R1 และ R2 แต่ละตวั ที่
นามาใชต้ อ่ วงจร มีคา่ ความตา้ นทานเพียงคร่ึงหน่ึงของค่า R1และ R2 ปกติ คือใชเ้ พียง R1/2 และ R2/2 เทา่ น้นั
รูปที่ 2.6 (ข) เป็ นชนิด T – แพดแบบบริดจ์ นิยมเรียกว่าชนิดบริดจ์ – T (Bridge – T)โดยต่อเพิ่มตัว
ตา้ นทาน R3 คร่อมระหวา่ ง R1 ท้งั สองตวั ทาใหว้ งจรมีลกั ษณะเป็นวงจรบริดจ์
ส่วนรูปที่ 2.6 (ค) เป็นชนิด – แพดแบบสมดุล นิยมเรียกวา่ ชนิด O – แพด (O – pad)ตวั ตา้ นทาน R1 แต่
ละตวั ที่นามาใชต้ ่อวงจร มีคา่ ความตา้ นทานเพยี งคร่ึงหน่ึงของคา่ R1 ปกติคือใชเ้ พยี ง R1/2 เท่าน้นั
2.4 วงจรแปลงรูปสัญญาณ
คล่ืนส่ีเหลี่ยม คลื่นพัลส์ และรูปคล่ืนอื่นๆ ท่ีมีลักษณะไม่เป็ นคล่ืนไซน์ (Nonsinusoidal)สามารถ
เปล่ียนแปลงรูปร่างไปได้ โดยป้อนคล่ืนสัญญาณเหล่าน้ีเขา้ ไปในวงจรโครงข่ายท่ีใชต้ วั เหนี่ยวนา (L) หรือตวั เก็บ
ประจุ (C) ประกอบร่วมในวงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน (R) เช่น วงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL เป็ นตน้ ผล
จากการทางานของตวั เก็บประจุ ต่อวงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน ในวงจรที่จา่ ยสัญญาณไฟสลบั ที่ไมใ่ ช่คลื่นไซน์ เช่น
จ่ายคล่ืนส่ีเหล่ียมให้วงจรอนุกรมRC สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมตกคร่อมตวั เกบ็ ประจุเปล่ียนเป็ นคลื่นอินติเกรต และ
ผลจากการทางานของตวั เหน่ียวนา ต่อวงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน ในวงจรที่จา่ ยสัญญาณไฟสลบั ที่ไม่ใช่คล่ืนไซน์
เช่นจ่ายคลื่นสี่เหลี่ยมใหว้ งจรอนุกรม RL สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมตกคร่อมตวั เหนี่ยวนาเปล่ียนเป็ นคลื่นดิฟเฟอเรน
ชิเอต วงจรแปลงรูปสญั ญาณในโครงข่ายเชิงเส้น แสดงดงั รูปที่ 2.7
จากรูปท่ี 2.7 แสดงวงจรแปลงรูปสัญญาณในโครงข่ายเชิงเส้น ทงั ้ วงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม
RL โดยป้อนสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมเขา้ วงจร ทาใหส้ ัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมเกิดการเปล่ียนแปลงรูปสัญญาณไป ได้
รูปสัญญาณออกเอาต์พุตเป็ นรูปคลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต และรูปคลื่นอินติเกรต เป็ นผลเกิดจากคุณสมบตั ิในการ
ทางานของอุปกรณ์ RLC ท่ีตอ่ ในวงจร นอกจากน้นั รูปร่างลกั ษณะของคล่ืนที่ไดอ้ อกมามีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
คา่ เวลาคงท่ี (Time Constant ; )ของวงจร คา่ เวลาคงที่ ( ; ทาว) เกิดข้ึนจากคา่ ความตา้ นทาน (R) ค่าความเหนี่ยวนา
(L) และคา่ ความจุ (C) ท่ีนามาต่อใชง้ านในวงจร คา่ เวลาคงท่ีหาไดด้ งั น้ี
เม่ือ = คา่ เวลาคงท่ี หน่วย s
R = ความตา้ นทานตอ่ อนุกรมในวงจร หน่วย
C = ความจุตอ่ อนุกรมในวงจร หน่วย F
L = ความเหน่ียวนาตอ่ อนุกรมในวงจร หน่วย H
2.5 วงจรอนุกรม RC
วงจรอนุกรม RC เป็ นวงจรท่ีนาตวั ตา้ นทานต่ออนุกรมกบั ตวั เก็บประจุ และนาไปต่อเขา้ กบั แหล่งกาเนิด
สัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียม การตอ่ ดงั กล่าวส่งผลต่อสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมที่ตกคร่อมท้งั ตวั ตา้ นทานและตวั เก็บประจุ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างไป ลกั ษณะวงจรและรูปร่างสญั ญาณที่วดั ไดแ้ สดงดงั รูปที่ 2.8
จากรูปท่ี 2.8 แสดงวงจรอนุกรม RC เม่ือป้อนสัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมเขา้ วงจร ส่งผลให้สัญญาณคลื่น
ส่ีเหลี่ยมถูกเปล่ียนแปลงรูปร่างไปจากสภาวะการทางานของวงจรตวั ตา้ นทาน ตา้ นการไหลของกระแสสัญญาณ
คล่ืนส่ีเหล่ียม ที่ส่งผา่ นไปให้ตวั เก็บประจุทาการประจุแรงดนั ของสัญญาณคลื่นสี่เหล่ียม ในช่วงเวลาท่ีมีคลื่น
ส่ีเหล่ียมป้อนเขา้ มา ทาใหเ้ กิดแรงดนั ตกคร่อมในตวั เก็บประจุค่อยๆ เพิ่มข้ึน และทาการคายประจุแรงดนั ออกมา
ในช่วงเวลาท่ีงดจ่ายคลื่นสี่เหลี่ยมเขา้ วงจร จนถึงช่วงเวลาท่ีสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมถูกป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง หน่ึง เกิด
การทางานเช่นน้ีอยา่ งต่อเนื่อง ส่งผลใหค้ ล่ืนสี่เหล่ียมเปลี่ยนแปลงเป็นสญั ญาณคลื่นอินติเกรต
ส่วนตวั ตา้ นทานทาหน้าท่ีตา้ นการไหลของกระแสสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยม ในช่วงเวลาที่ตวั เก็บประจุยงั
ไม่ทาการประจุแรงดนั สัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียม มีแรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทานมากเมื่อตวั เก็บประจุค่อยๆ ประจุ
แรงดนั เพ่ิมข้ึน แรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทานจะค่อยๆ ลดลง จนถึงช่วงเวลาที่งดจ่ายสัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียมเขา้ มา
แรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทานจะลดลงเป็ น 0 V ในช่วงเวลาน้ีแรงดนั ท่ีถูกเก็บประจุไวใ้ นตวั เก็บประจุ จะถูกจ่ายมา
ตกคร่อมตวั ตา้ นทานแทน มีข้วั แรงดนั เป็ นตรงขา้ ม ท่ีระดบั สูงสุดเท่ากบั ค่าแรงดนั ท่ีถูกประจุไวใ้ นตวั เก็บประจุ
แรงดนั ตกคร่อม
ตวั ตา้ นทานจะค่อยๆ ลดลง เม่ือตวั เก็บประจุค่อยๆ คายประจุออกมา จนถึงช่วงเวลาท่ีสัญญาณคล่ืน
ส่ีเหลี่ยมถูกป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง หน่ึง เกิดการทางานเช่นน้ีอยา่ งตอ่ เน่ือง ส่งผลใหค้ ลื่นสี่เหลี่ยม
เปลี่ยนแปลงเป็ นสัญญาณคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต
ผลการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปดงั กล่าว รูปร่างสัญญาณท่ีเกิดข้ึนยงั เปล่ียนแปลงไปไดอ้ ีกตามค่าเวลาคงท่ี
( ) ที่เกิดจากการนาคา่ ความตา้ นทานมาต่อร่วมกบั ค่าความจุ ( = RC)
2.6 วงจรอนุกรม RL
วงจรอนุกรม RL เป็ นวงจรท่ีนาตวั ตา้ นทานต่ออนุกรมกบั ตวั เหนี่ยวนา และนาไปต่อเขา้ กบั แหล่งกาเนิด
สญั ญาณคลื่นส่ีเหลี่ยม การต่อดงั กล่าวส่งผลต่อสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมท่ีตกคร่อมท้งั ตวั ตา้ นทานและตวั เหนี่ยวนา
เปลี่ยนแปลงรูปร่างไป ลกั ษณะวงจรและรูปร่างสัญญาณที่วดั ไดแ้ สดงดงั รูปที่ 2.9
จากรูปท่ี 2.9 แสดงวงจรอนุกรม RL เมื่อป้อนสัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียมเขา้ วงจร ส่งผลให้สัญญาณคลื่น
สี่เหลี่ยมถูกเปล่ียนแปลงรูปร่างไปจากสภาวะการทางานของวงจร ตวั ตา้ นทานตา้ นการไหลของกระแสสัญญาณ
คล่ืนสี่เหล่ียม ที่ส่งผา่ นไปให้ตวั เหน่ียวนา ทาใหต้ วั เหน่ียวนาเกิดสนามแม่เหล็กพองตวั ออก ในเวลาช่วงแรกท่ีมี
คล่ืนสี่เหลี่ยมป้อนเขา้ มา ตวั เหน่ียวนายงั ไม่เกิดสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดนั ตกคร่อมในตวั เหน่ียวนาสูง เม่ือเร่ิม
เกิดสนามแม่เหล็ก ทาให้แรงดนั ตกคร่อมในตวั เหนี่ยวนาค่อยๆ ลดลง จนถึงช่วงเวลาที่งดจ่ายคล่ืนสี่เหลี่ยมเขา้
วงจร สนามแม่เหล็กในตวั เหนี่ยวนายุบตัวลงตัดผ่านตวั เหน่ียวนาอีกคร้ัง ทาให้เกิดแรงดนั ชักนาข้ึนในตัว
เหนี่ยวนามีข้วั แรงดนั ตกคร่อมในตวั เหนี่ยวนาเป็ นตรงขา้ มกบั คร้ัง แรก จ่ายไปให้ตวั ตา้ นทาน ทาให้แรงดนั ตก
คร่อมในตวั เหน่ียวนาค่อยๆ ลดลง จนถึงช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมถูกป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง หน่ึง เกิดการ
ทางานเช่นน้ีอยา่ งตอ่ เน่ือง ส่งผลใหค้ ลื่นสี่เหล่ียมเปล่ียนแปลงเป็นสญั ญาณคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต
ส่วนตวั ตา้ นทานทาหน้าที่ตา้ นการไหลของกระแสสัญญาณคล่ืนสี่เหล่ียม ในช่วงเวลาท่ีตวั เหนี่ยวนายงั
ไม่เริ่มเกิดสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดนั ตกคร่อมในตวั เหนี่ยวนาสูงสุด ไม่เกิดแรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทาน เม่ือ
เริ่มเกิดสนามแม่เหล็ก ทาให้แรงดนั ตกคร่อมในตวั เหนี่ยวนาค่อยๆ ลดลง เกิดแรงดนั ตกคร่อมตวั ตา้ นทานค่อยๆ
เพ่ิมข้ึน จนถึงช่วงเวลาท่ีงดจ่ายคลื่นสี่เหลี่ยมเขา้ วงจร สนามแม่เหล็กในตวั เหน่ียวนายบุ ตวั ลงตดั ผา่ นตวั เหนี่ยวนา
อีกคร้ัง ทาให้เกิดแรงดนั ชกั นาข้ึนในตวั เหนี่ยวนา มีข้วั แรงดนั ตกคร่อมในตวั เหน่ียวนาเป็ นตรงขา้ มกบั คร้ัง แรก
จ่ายไปใหต้ วั ตา้ นทาน ทาใหแ้ รงดนั ตกคร่อมในตวั เหน่ียวนาค่อยๆ ลดลง ส่งผลใหแ้ รงดนั ตกคร่อมท่ีตวั ตา้ นทาน
ค่อยๆ ลดลงตามไปดว้ ย จนถึงช่วงเวลาที่สัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมถูกป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง หน่ึง เกิดการทางานเช่นน้ี
อยา่ งต่อเน่ือง ส่งผลใหค้ ลื่นสี่เหลี่ยมเปล่ียนแปลงเป็นสญั ญาณคล่ืนอินติเกรต
ผลการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปดงั กล่าว รูปร่างสัญญาณท่ีเกิดข้ึนยงั เปลี่ยนแปลงไปไดอ้ ีกตามค่าเวลาคงท่ี
( ) ท่ีเกิดจากการนาค่าความตา้ นทานมาตอ่ ร่วมกบั ค่าความเหน่ียวนา ( = L/R)
2.7 บทสรุป
วงจรลดรูปสัญญาณ หรือวงจรลดทอนสัญญาณ และอาจเรียกว่า ตัวลดทอน คือวงจรลดขนาด
สัญญาณไฟฟ้าที่ป้อนเขา้ มาใหไ้ ดค้ า่ ออกเอาตพ์ ุตมีค่านอ้ ยลงตามตอ้ งการ อุปกรณ์ท่ีนามาใชป้ ระกอบวงจรเป็นตวั
ตา้ นทานบริสุทธิอ์ ย่างเดียว ไม่มีค่าความจุ (C) ค่าความเหนี่ยวนา(L) รวมถึงไม่มีตวั ตา้ นทานชนิดไวร์วาวด์
ประกอบร่วมในวงจร โดยถูกออกแบบมาให้เกิดความผิดเพ้ียนต่า การลดทอนจะลดทอนเฉพาะค่าความแรง
สัญญาณ ส่วนรูปร่างสญั ญาณ เฟสสัญญาณและความถ่ี มีคา่ คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
วงจรลดทอนสัญญาณนิยมบอกค่าระดบั การลดทอนออกมาในรูปตารางลอการิทึมมีหน่วยเป็ นเดซิเบล
(dB) วงจรลดทอนสัญญาณจัดวงจรได้หลายชนิด เช่น ชนิด L – แพด ชนิด T – แพดและชนิด – แพด
นอกจากน้นั ยงั มีการดดั แปลงรูปแบบวงจร ให้อยูใ่ นรูป T – แพดแบบสมดุลT – แพดแบบบริดจ์ และ – แพด
แบบสมดุล
คล่ืนส่ีเหลี่ยม คลื่นพลั ส์ และรูปคลื่นอ่ืนๆ ท่ีไม่เป็ นคล่ืนไซน์ สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปได้ โดย
ป้อนคลื่นสัญญาณเหล่าน้ีเขา้ ไปในวงจรโครงข่ายที่ใช้ตวั เหนี่ยวนา (L) หรือตวั เก็บประจุ(C) ประกอบร่วมใน
วงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน (R) เช่น วงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RLเป็ นตน้ ผลจากการทางานของตวั เก็บ
ประจุ ต่อวงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน ในวงจรท่ีจ่ายสัญญาณไฟสลบั ที่ไมใ่ ช่คลื่นไซน์ เช่นจ่ายคลื่นส่ีเหลี่ยมใหว้ งจร
อนุกรม RC สัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมตกคร่อมตวั เกบ็ ประจุเปล่ียนเป็ นคล่ืนอินติเกรต และผลจากการทางานของตวั
เหน่ียวนา ต่อวงจรร่วมกบั ตวั ตา้ นทาน ในวงจรท่ีจ่ายสัญญาณไฟสลบั ที่ไม่ใช่คล่ืนไซน์ เช่นจ่ายคลื่นส่ีเหล่ียมให้
วงจรอนุกรมRL สัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมตกคร่อมตวั เหนี่ยวนาเปล่ียนเป็นคลื่นดิฟเฟอเรนชิเอต
วงจรอนุกรม RC เป็ นวงจรที่นาตวั ตา้ นทานต่ออนุกรมกบั ตวั เก็บประจุ และนาไปต่อเขา้ กบั แหล่งกาเนิด
สัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียม การตอ่ ดงั กล่าวส่งผลต่อสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมท่ีตกคร่อมท้งั ตวั ตา้ นทานและตวั เก็บประจุ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างไป ในทานองเดียวกนั วงจรอนุกรม RL เป็ นวงจรท่ีนาตวั ตา้ นทานต่ออนุกรมกบั ตวั เหน่ียวนา
และนาไปตอ่ เขา้ กบั แหล่งกาเนิดสญั ญาณคลื่นส่ีเหลี่ยม การต่อดงั กล่าวส่งผลตอ่ สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมที่ตกคร่อม
ท้งั ตวั ตา้ นทานและตวั เหน่ียวนาเปลี่ยนแปลงรูปร่างไป
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้ันตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )
1. ผสู้ อนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผู้เรี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 2 เรื่อง วงจรลดรูป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 2 เรื่อง วงจร
สัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ ลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ
2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนอธิบายวงจรลดรูปสญั ญาณ 2. ผเู้ รียนอธิบายวงจรลดรูปสัญญาณ
2. ข้นั ให้ความรู้ (60 นาที) 2. ข้นั ให้ความรู้ (60 นาที )
1. ผู้สอนเปิ ดงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์ 1. ผูเ้ รียนฟังงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์และ
และสวิตชิงหน่วยที่ 2 เร่ือง วงจรลดรูปสัญญาณ และ สวิตชิงหน่วยที่ 2 เรื่อง วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจร
วงจรแปลงรูปสญั ญาณ แปลงรูปสญั ญาณ
2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวงจรพลั ส์ 2. ผเู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวชิ า วงจรพลั ส์และส
และสวิตชิงหน่วยท่ี 2 เร่ือง วงจรลดรูปสัญญาณ และ วติ ชิงหน่วยท่ี 2 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูป
วงจรแปลงรูปสัญญาณ และอธิบายเน้ือหาให้ผูเ้ รียน สญั ญาณ และฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหา
ฟัง
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
3. ข้ันประยกุ ต์ใช้ ( 120 นาที ) 3. ข้ันประยุกต์ใช้ ( 120 นาที )
1. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจร 1. ผู้เรี ยน ทาใบ ปฏิ บัติงาน 2.1 วงจรลดรู ป
ลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ สัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 2.2 วงจร 2. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 2.2 วงจรลด
ลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ รูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
4. ข้นั สรุปและประเมินผล ( 45 นาที ) 4. ข้ันสรุปและประเมินผล ( 45 นาที )
1.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2 1.ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
2. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย 2. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ื อหาใน
เรียนที่ 2 เรื่อง วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูป หน่วยเรียนท่ี 2 เร่ือง วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจร
สัญญาณ แปลงรูปสัญญาณ
(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-6) (บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-6)
(รวม 240 นาที หรือ 4 คาบเรียน)
งานที่มอบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมนิ ผล
ก่อนเรียน
1. จดั เตรียมเอกสารหน่วยท่ี 2 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2. ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยท่ี 2 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูป
สญั ญาณ
ขณะเรียน
1. ทาใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2. ทาใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
2. ร่วมกนั สรุปเน้ือหาท่ีไดเ้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั
ผลงาน/ชิน้ งาน/ความสาเร็จของผู้เรียน
1. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 2
2. ใบปฏิบตั ิงาน2.1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป
3. ใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
ส่ือสิ่งพมิ พ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั ส์และสวติ ชิง (ใชป้ ระกอบการเรียนการสอนจุดประสงคเ์ ชิง
พฤติกรรมขอ้ ที่ 1-6)
1. ใบปฏิบตั ิงาน2.1 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 1
2. ใบปฏิบตั ิงาน 2.2 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 2
3. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2 ใชข้ ้นั สรุปและประเมินผล ขอ้ ท่ี 1
สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานนาเสนอ
สื่อของจริง
-
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์
นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถิ่น
การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอ่ืน
1. บูรณาการกับวิชาภาษาไทย เรื่อง การอธิบายวงจรลดรูปสัญญาณ การบอกระดับการลดทอน
สญั ญาณได)้
2. บูรณาการกบั วชิ างานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การวาดวงจรแปลงรูปสัญญาณ การใชง้ าน
วงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL
การประเมินผลการเรียนรู้
หลกั การประเมินผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
1. ความรู้เบ้ืองตน้ ก่อนการเรียนการสอน
ขณะเรียน
1. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
2. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 2.2 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผู้เรียน
1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 2
2. ใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
3. ใบปฏิบตั ิงาน 2.1 วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณ
สมรรถนะทพ่ี งึ ประสงค์
ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเก่ียวกบั วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ
1. วเิ คราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ
สมรรถนะการปฏิบัตงิ านอาชีพ
ใชง้ าน วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ
สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ท่ี 2 เร่ือง วงจรลดรูปสญั ญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ ผเู้ รียนจะมีความรู้เร่ือง
วงจรลดรูปสัญญาณ ระดบั การลดทอนสัญญาณ ชนิดวงจรลดทอนสัญญาณ วงจรแปลงรูปสัญญาณ วงจร
อนุกรม RC วงจรอนุกรม RL บทสรุป ผเู้ รียนสามารถนาความรู้ท่ีไดร้ ับไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธิบายวงจรลดรูปสญั ญาณได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : อธิบายวงจรลดรูปสัญญาณได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 2 บอกระดบั การลดทอนสัญญาณได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกระดบั การลดทอนสญั ญาณได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 3 ยกตวั อยา่ งชนิดวงจรลดทอนสญั ญาณได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ยกตวั อยา่ งชนิดวงจรลดทอนสัญญาณได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 4 วาดวงจรแปลงรูปสัญญาณได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : วาดวงจรแปลงรูปสัญญาณได้ จะได้ 3 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 ใชง้ านวงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ใชง้ านวงจรอนุกรม RC และวงจรอนุกรม RL ได้ จะได้ 3 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 6 นาวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณประยกุ ตใ์ ชใ้ น
ชีวติ ประจาวนั ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : นาวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณประยกุ ตใ์ ชใ้ น
ชีวติ ประจาวนั ได้ จะได้ 1 คะแนน
แบบฝึ กหัดหน่วยที่ 2
ตอนที่ 1 เขียนเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ท่ีถูกตอ้ งที่สุด
1. อุปกรณ์ทาหนา้ ท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าที่ป้อนเขา้ มา ใหไ้ ดค้ า่ ออกเอาตพ์ ตุ มีคา่ นอ้ ยลงตาม
ตอ้ งการเรียกวา่ อะไร
ก. วงจรลดทอนสัญญาณ ข. วงจรลดรูปสญั ญาณ
ค. ตวั ลดทอน ง. ถูกทุกขอ้
2. อุปกรณ์ชนิดใดที่ทาหนา้ ท่ีลดขนาดสัญญาณไฟฟ้าทุกชนิดที่ป้อนเขา้ มา ใหอ้ อกเอาตพ์ ุตโดย
ที่รูปร่างสญั ญาณไมผ่ ดิ เพ้ยี นไปจากเดิม
ก. ตวั เหน่ียวนา ข. ตวั เกบ็ ประจุ
ค. ตวั ตา้ นทาน ง. ถูกทุกขอ้
3. วงจรลดทอนสัญญาณ ไม่สามารถช่วยในการทาหนา้ ท่ีอะไรได้
ก. ปรับเปลี่ยนรูปร่างสัญญาณใหเ้ ปล่ียนแปลงไปก่อนจ่ายออกเอาตพ์ ตุ
ข. ลดผลความไม่ถูกตอ้ งของการต่อเช่ือมอินพุตและเอาตพ์ ุต
ค. ช่วยใหเ้ กิดการแยกกนั ระหวา่ งวงจรที่แตกต่างกนั
ง. ปรับสมดุลอิมพแี ดนซ์ของวงจร
4. วงจรตามรูปทาหนา้ ที่อะไร
ก. ลดทอนสญั ญาณ
ข. ลดรูปสญั ญาณ
ค. แบ่งแรงดนั
ง. ถูกทุกขอ้
5. จากรูปขอ้ 4 ถา้ ป้อนสัญญาณไฟสลบั มีแรงดนั 24 V เขา้ ไปยงั อินพุตของวงจรที่ประกอบดว้ ย
ตวั ตา้ นทาน R1 = 400 , R2 = 200 จงหาคา่ ระดบั สัญญาณไฟสลบั ออกเอาตพ์ ุต
ก. 4 V
ข. 8 V
ค. 12 V
ง. 16 V
6. จากขอ้ 5 วงจรมีตวั ประกอบการลดทอนเทา่ ไร
ก. 1.5 เท่า ข. 2 เทา่
ค. 3 เทา่ ง. 6 เทา่
7. ระดบั การลดทอนสัญญาณที่บอกหน่วยเป็ นเดซิเบล (dB) ขอ้ ใดมีการลดทอนมากที่สุด
ก. –3 dB ข. –6 dB
ค. 0 dB ง. 12 dB
8. สญั ญาณไฟฟ้าชนิดใดที่ส่งผา่ นเขา้ วงจรอนุกรม RC แลว้ ไดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ มีรูปร่างไม่
เปล่ียนแปลง
ก. คลื่นไซน์ ข. คล่ืนพลั ส์
ค. คลื่นส่ีเหล่ียม ง. คลื่นสามเหล่ียม
9. ป้อนคล่ืนส่ีเหล่ียมเขา้ อินพุตของวงจรตามรูป จะไดค้ ล่ืนตกคร่อม
ตวั ตา้ นทานเป็นอยา่ งไร
10. จากรูปขอ้ 9 ถา้ ป้อนคลื่นไซนเ์ ขา้ อินพุตแทนคลื่นส่ีเหล่ียม จะไดค้ ลื่นตกคร่อมตวั เหนี่ยวนา
เป็นอยา่ งไร
ตอนที่ 2 อธิบายใหไ้ ดใ้ จความสมบูรณ์และแสดงวธิ ีทาใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. ป้อนสัญญาณอินพุตมีแรงดนั 8 V เขา้ ไปยงั วงจรลดทอนสัญญาณ วดั สญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ ได้ 0.2 V จงหาค่า
ระดบั การลดทอนสัญญาณ และค่าตวั ประกอบการลดทอน
2. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน 20 k ต่อร่วมกบั ตวั เก็บประจุ 0.47 F จงหาค่าเวลาคงท่ีของ
วงจรอนุกรม RC
3. วงจรอนุกรมวงจรหน่ึงประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน 20 ต่อร่วมกบั ตวั เหน่ียวนา 500 µH จงหาคา่ เวลาคงที่ของ
วงจรอนุกรม RL
ใบปฏิบัตงิ าน
2.1 วงจรลดรูปสัญญาณ
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั
1. ประกอบวงจรลดรูปสัญญาณได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อา่ นค่าและเขียนค่าสัญญาณที่วดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. เกิดความสามคั คีในการทางานกลุ่ม
เคร่ืองมือและอุปกรณ์
1. เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เครื่อง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. ตวั ตา้ นทาน 1 k, 4 k, 8 k ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
4. แผงประกอบวงจรและสายตอ่ วงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 2.1
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คลื่นไซน์ความถ่ี 1 kHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50 %
ป้อนเขา้ ท่ีอินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพใหพ้ ร้อมใชง้ าน นาไปวดั คา่ ในวงจร ใหอ้ ินพุตCH1 ขอออสซิลโลสโคป
วดั ท่ีอินพุต Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ตุ Eoวดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรง
สญั ญาณ ท้งั อินพตุ Ei และเอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกค่าไวใ้ น
รูปท่ี 2.2
รูปที่ 2.2 สัญญาณคลื่นไซนต์ าแหน่งตา่ งๆ ของวงจรลดรูปสญั ญาณท่ี R1 = 4 k, R2 = 1 k
4. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวดั คร่อม R1 ตามเส้นประ วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรง
สญั ญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.2 ตาแหน่ง ER1
5. เปล่ียนสญั ญาณเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปเป็ นคลื่นส่ีเหล่ียมความถี่ 1 kHzปรับความแรงสัญญาณ
ประมาณ 50 % ป้อนเขา้ ท่ีอินพตุ Ei ของวงจร
6. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวดั สัญญาณในวงจร โดยใหอ้ ินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่
อินพตุ Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ุต Eo ตามเดิมวาดรูปคล่ืนสัญญาณและระดบั
ความแรงสญั ญาณ ท้งั อินพตุ Eiและเอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกค่าไวใ้ น
รูปท่ี 2.3
7. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวดั คร่อม R1 ตามเส้นประ วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรง
สญั ญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.3 ตาแหน่ง ER1
รูปท่ี 2.7 สญั ญาณคลื่นวดั ท่ีตาแหน่งตา่ งๆ ของวงจรแปลงรูปสญั ญาณท่ี C = 1 F, R = 200
8. เปล่ียนค่า C ในวงจรรูปท่ี 2.5 เป็น 2.2 F และค่า R เป็น 1 k ตามเดิม เครื่อง
กาเนิดสญั ญาณหลายแบบใชค้ า่ เดิมที่ต้งั ไว้
9. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวดั สัญญาณในวงจร โดยให้อินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่
อินพุต Ei และใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีเอาตพ์ ตุ EOR ตามเดิมวดั รูปคล่ืนสัญญาณและระดบั ความ
แรงสญั ญาณ ท้งั อินพตุ Ei และเอาตพ์ ตุ EOR บนั ทึกค่าไวใ้ น
รูปท่ี 2.8
10. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวดั คร่อม C ตามเส้นประ วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดับความแรง
สญั ญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.8 ตาแหน่ง EOC
สรุปผลการทดลอง
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. คลื่นสัญญาณสี่เหลี่ยมที่ป้อนเขา้ วงจรแปลงรูปสัญญาณ ไดค้ ล่ืนสญั ญาณออกเอาตพ์ ุตตกคร่อมท่ีตวั เก็บประจุ
(C) และตวั ตา้ นทาน (R) เป็นอยา่ งไร คลื่นสัญญาณเหมือนเดิมหรือไม่
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. การเปล่ียนค่าความตา้ นทานและค่าความจุในวงจรแปลงรูปสัญญาณไปจากคา่ เดิม มีผลตอ่ สัญญาณที่ตกคร่อม
วงจรอยา่ งไร เหมือนเดิมหรือเปล่ียนแปลงไปอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
ใบปฏบิ ตั งิ าน
2.2 วงจรลดรูปสัญญาณ
ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
1. ประกอบวงจรแปลงรูปสัญญาณได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อ่านคา่ และเขียนค่าสญั ญาณท่ีวดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. เกิดความรักสามคั คีในหมู่คณะ
เคร่ืองมือและอุปกรณ์
1. เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. ตวั ตา้ นทาน 200 Ω, 1 kΩ ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
4. ตวั เก็บประจุ 1 µF, 2.2 µF ; 25 V ค่าละ 1 ตวั
5. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 2.5
2. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คลื่นส่ีเหล่ียมความถี่ 1 kHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50 %
ป้อนเขา้ ที่อินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพใหพ้ ร้อมใชง้ าน นาไปวดั ค่าในวงจร ให้อินพุตCH1 ของ
ออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพตุ Ei และใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีเอาตพ์ ุต EORวดั รูปคล่ืนสญั ญาณ
และระดบั ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพตุ Ei และเอาตพ์ ตุ EOR บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 2.6
4. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวดั คร่อม C ตามเส้นประ วดั รูปคล่ืนสญั ญาณและระดบั ความแรง
สัญญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปที่ 2.6 ตาแหน่ง EOC
5. เปล่ียนค่า R ในวงจรรูปท่ี 2.5 เป็น 200 Ω เคร่ืองกาเนิดสญั ญาณหลายแบบยงั คงต้งั ไวท้ ี่คลื่นส่ีเหล่ียมความถ่ี
1 kHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50 % ตามเดิม
6. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวดั สญั ญาณในวงจร โดยใหอ้ ินพตุ CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ี
อินพุต Ei และใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ตุ EOR ตามเดิมวดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั
ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ุต EOR บนั ทึกค่าไวใ้ น
รูปที่ 2.7
7. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1ไปวดั คร่อม C ตามเส้นประ วดั รูปคล่ืนสัญญาณและ
ระดบั ความแรงสญั ญาณ บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 2.7 ตาแหน่ง EOC
รูปที่ 2.7 สญั ญาณคล่ืนวดั ที่ตาแหน่งตา่ งๆ ของวงจรแปลงรูปสัญญาณท่ี C = 1 µF, R = 200 Ω
8. เปล่ียนคา่ C ในวงจรรูปที่ 2.5 เป็น 2.2 µF และคา่ R เป็น 1 kΩ ตามเดิม เครื่อง
กาเนิดสัญญาณหลายแบบใชค้ า่ เดิมท่ีต้งั ไว้
9. นาออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพไปวดั สญั ญาณในวงจร โดยใหอ้ ินพตุ CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่
อินพตุ Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ุต EOR ตามเดิมวดั รูปคล่ืนสัญญาณและระดบั
ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Eiและเอาตพ์ ุต EOR บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 2.8
10. ยา้ ยออสซิลโลสโคปอินพุต CH1 ไปวดั คร่อม C ตามเส้นประ วดั รูปคล่ืนสัญญาณและระดบั ความแรง
สญั ญาณ บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 2.8 ตาแหน่ง EOC
สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. คลื่นสัญญาณส่ีเหลี่ยมท่ีป้อนเขา้ วงจรแปลงรูปสัญญาณ ไดค้ ลื่นสัญญาณออกเอาตพ์ ุตตกคร่อมที่ตวั เกบ็ ประจุ
(C) และตวั ตา้ นทาน (R) เป็นอยา่ งไร คล่ืนสญั ญาณเหมือนเดิมหรือไม่
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. การเปล่ียนคา่ ความตา้ นทานและค่าความจุในวงจรแปลงรูปสญั ญาณไปจากค่าเดิม มีผลตอ่ สัญญาณท่ีตกคร่อม
วงจรอยา่ งไร เหมือนเดิมหรือเปล่ียนแปลงไปอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายช่ือสมาชิก
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขที่…….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รูปแบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง
3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขที่…….
1……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ที่ รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………..
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การมอบหมายหนา้ ที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทกุ คน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีส่ือ / อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แตข่ าดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไม่ทว่ั ถึงและมีส่ือ / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กว่าเวลาที่กาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แตไ่ มป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
บนั ทกึ หลงั การสอน
หน่วยท่ี 2 เรื่อง วงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสัญญาณ
ผลการใช้แผนการเรียนรู้
1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. ส่ือการสอนเหมาะสมดี
ผลการเรียนของนักเรียน
1. นกั ศึกษาส่วนใหญม่ ีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย
2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพื่อใหง้ านสาเร็จทนั เวลาท่ีกาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เรื่องวงจรลดรูปสัญญาณ และวงจรแปลงรูปสญั ญาณไปประยกุ ตใ์ ช้
ผลการสอนของครู
1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาที่กาหนด
แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 3
สอนสปั ดาหท์ ี่ 3
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง คาบรวม 12
ช่ือหน่วย อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ช่ือเรื่อง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ จานวนคาบ 4
สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
1. ทดสอบการทางานของวงจร RC อินทิเกรเตอร์อยา่ งถูกตอ้ ง
2. ประกอบวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ไปใชง้ านอยา่ งถูกตอ้ ง
3. จดั วงจรทางาน RC อินทิเกรเตอร์ และ RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์อยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง
สาระสาคญั
วงจรกรองความถี่ (Filter Circuit) แบบ RC เป็นวงจรท่ีทาหนา้ ที่กาหนดยา่ นความถ่ีผา่ นตามตอ้ งการ
โดยใชต้ วั R และตวั C มาประกอบวงจรร่วมกนั กาหนดค่าใชง้ านตามตอ้ งการ ทาใหว้ งจรสามารถกาหนดการ
กรองผา่ นยา่ นความถ่ีคลื่นไซน์ที่ตอ้ งการได้ ทงั ้ ยา่ นความถ่ีต่า และยา่ นความถ่ีสูง
เรื่องทีจ่ ะศึกษา
1. วงจรกรองและปรับแต่งรูปคลื่นแบบ RC
2. วงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC
3. วงจร RC อินทิเกรเตอร์
4. วงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC
5. วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
6. บทสรุป
จุดประสงค์การเรียน/การสอน
จุดประสงค์ทวั่ ไป
1. เพ่อื ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั วงจรกรองและปรับแต่งรูปคลื่นแบบ RC (ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ (ด้านทักษะพิสัย)
3. เพื่อใหม้ ีเจตคติที่ดีในการนาความรู้เร่ืองอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้ (ด้าน
จิตพิสัย)
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. อธิบายวงจรกรองและปรับแต่งรูปคลื่นแบบ RC ได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. บอกวงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC ได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
3. สงั เกตการทางานของวงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
4. ใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได(้ ด้านทักษะพิสัย)
5. นาอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ด้านจิตพิสัย)
เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
3.1 วงจรกรองและปรับแตง่ รูปคล่ืนแบบ RC
วงจรกรองความถ่ี (Filter Circuit) แบบ RC เป็นวงจรที่ทาหนา้ ที่กาหนดยา่ นความถ่ีผา่ นตามตอ้ งการโดย
ใช้ตวั R และตวั C มาประกอบวงจรร่วมกนั กาหนดค่าใชง้ านตามตอ้ งการ ทาให้วงจรสามารถกาหนดการกรอง
ผา่ นยา่ นความถี่คล่ืนไซน์ที่ตอ้ งการได้ ทงั ้ ยา่ นความถ่ีต่า และยา่ นความถี่สูง
วงจรปรับแต่งรู ปคล่ืนสัญญ าณ (Signal Wave Shaping Circuit) แบบ RC เป็ นวงจรที่ทาหน้าที่
ปรับเปลี่ยนรูปร่างสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยม โดยใช้ตวั R และตวั C มาประกอบวงจรร่วมกนั กาหนดค่าใช้งานตาม
ตอ้ งการ ทาใหว้ งจรสามารถปรับเปล่ียนรูปร่างสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยม ใหเ้ ปล่ียนแปลงไปเป็ นคลื่นอินทิเกรต หรือ
คล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอตได้
การทางานของวงจรปรับแต่งรูปคล่ืนแบบ RC รูปคลื่นสัญญาณที่ไดอ้ อกมา ข้ึนอยูก่ บั ค่าเวลาคงท่ีของ
วงจร RC (RC Time Constant) ที่ต่อใชง้ าน สามารถคานวณหาค่าได้ โดยนาค่าความตา้ นทานมีหน่วยเป็ นโอห์ม
( ) คูณดว้ ยคา่ ความจุมีหน่วยเป็ นฟารัด (F) ผลท่ีไดอ้ อกมาเป็นเวลาในหน่วยวนิ าที (s) ค่าเวลาคงที่วงจร RC เป็ น
ค่าเวลาท่ีตวั C ประจุแรงดนั เก็บไวภ้ ายในตวั มีค่าแรงดนั ประมาณ 63 % ของแรงดนั สูงสุดท่ีป้อนเขา้ เขียนเป็ น
สมการไดด้ งั น้ี
ในวงจรเวลาคงที่ RC ตวั C จะสามารถประจุแรงดนั ไดเ้ พียง 63 % ท่ีช่วงเวลาคงที่ที่ 1(1 ) การจะทาให้
ตวั C จะประจุแรงดนั ไดถ้ ึง 100 % จะตอ้ งใชช้ ่วงเวลาคงที่ถึง 5 ช่วงเวลา คือท่ีช่วงเวลาคงที่ที่ 5 (5 ) น้นั หมายถึง
วา่ คุณสมบตั ิในการประจุแรงดนั ของตวั C ในวงจรเวลาคงที่RC ตอ้ งใชค้ ่าเวลาคงที่ถึงช่วงเวลาคงท่ีท่ี 5 ตวั C ถึง
จะประจุแรงดนั ได้ 100 % เขียนออกมาเป็นกราฟมาตรฐานของเวลาคงท่ี RC แสดงดงั รูปที่ 3.1
3.2 วงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC
วงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC (RC Low – Pass Filter Circuit) เป็นวงจรกรองยา่ นความถ่ีต่าผา่ นแบบ
เบ้ืองตน้ โดยอาศยั คุณสมบตั ิในการทางานของค่าอุปกรณ์ R และ C ที่ใชง้ านในการกาหนดย่านความถ่ีต่าผ่าน
ออกเอาตพ์ ุตในยา่ นความถี่ที่กาหนด ถา้ ความถ่ีที่ป้อนเขา้ มามีค่าสูงกวา่ ความถี่ที่กาหนดไวว้ งจรไม่ยอมให้ความถ่ี
น้นั ผา่ นไปได้ ความถ่ีท่ีถูกกาหนดไม่ให้ผา่ นเรียกวา่ ความถ่ีตดั หรือความถี่คตั ออฟ (Cutoff Frequency) ลกั ษณะ
วงจรและกราฟแสดงการตอบสนองความถี่ของวงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC แสดงดงั รูปที่ 3.2
จากรูปท่ี 3.2 แสดงวงจรความถี่ต่าผา่ นแบบ RC วงจรประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน (R) และตวั เก็บประจุ ( C
) ประกอบร่วมกนั เป็ นวงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแบบผ่านโดยตรงหรือพาสซีพ(Passive) การเรียกวงจรกรอง
ลกั ษณะน้ีวา่ วงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นเพราะเป็ นวงจรท่ีใชง้ านกบั สัญญาณคลื่นไซน์ คุณสมบตั ิของสัญญาณคล่ืน
ไซน์ส่งผา่ นวงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแลว้ รูปร่างคล่ืนสัญญาณยงั คงเดิมไม่ผดิ เพ้ียนไป สัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต
Eo คือสัญญาณที่ตกคร่อมตวั Cคุณสมบัติของตวั C ท่ีความถี่ต่าค่ารีแอกแตนซ์ของ C หรือ XC สูง (ความ
ตา้ นทานตา้ นต่อความถ่ีมีค่ามาก) ตา้ นความถ่ีคลื่นไซน์ไม่ให้ลงกราวด์ ความถี่ต่าถูกส่งออกเอาตพ์ ุตไดม้ าก เม่ือ
ความถี่ท่ีป้อนเขา้ มาค่อยๆ สูงข้ึนตามลาดบั ค่ารีแอกแตนซ์ของ C (XC) จะค่อยๆ ลดลง (ความตา้ นทานตา้ นต่อ
ความถี่สูงมีค่าค่อยๆ น้อยลง) ความแรงของสัญญาณความถ่ีสูงถูกผา่ นลงกราวด์มากข้ึนส่งผ่านออกเอาต์พุตได้
นอ้ ยลง เมื่อความแรงของสญั ญาณท่ีส่งออกเอาตพ์ ุตลดลงจนเหลือเพียง70.7 % จาก 100 % หรือลดลงเหลือ 0.707
จาก 1 เรียกตาแหน่งน้ีวา่ จุดตดั ที่ความถ่ีสูง หรือจุดคตั ออฟที่ความถ่ีสูง (High Frequency Cutoff Point) ค่าความถ่ี
ท่ีกาหนดน้ีเรียกวา่ ความถ่ีตดั เป็ นความถี่หยุดการทางาน ไม่มีความถี่ดงั กล่าวส่งผา่ นออกเอาตพ์ ุต ถา้ พิจารณาใน
รูปของค่าความดงั ในหน่วยเดซิเบล (dB) อตั ราขยายสัญญาณออกเอาตพ์ ุตลดลงจาก 0dB ลงมาเป็ น –3dBณ จุดน้ี
ถือวา่ เป็นจุดตดั ของวงจรกรองความถี่ต่าผา่ น
วงจรกรองความถี่ต่าผ่านดงั กล่าวเป็ นชนิดผ่านโดยตรง สัญญาณออกเอาต์พุตมีความแรงลดลงเมื่อ
ความถี่ส่งเขา้ มามีค่าสูงข้ึน ปกติอตั ราขยายของวงจรเป็ น 1 จะลดลงเหลือเพยี ง 0.707เมื่อถึงความถ่ีตดั สามารถหา
ความสัมพนั ธ์ของอตั ราขยายแรงดนั และความถี่ตดั ของวงจรไดด้ งั น้ี
เมื่อ AVL = อตั ราขยายแรงดนั ของวงจรที่ความถ่ีต่า
Eo = แรงดนั คล่ืนไซนอ์ อกเอาตพ์ ตุ หน่วย V
Ei = แรงดนั คล่ืนไซน์ทางอินพตุ หน่วย V
fU = ความถี่ใชง้ าน หน่วย Hz
fCH = ความถ่ีตดั ที่ค่าความถ่ีสูง หน่วย Hz
R = ค่าความตา้ นทานท่ีใชใ้ นวงจร หน่วย
C = ค่าความจุที่ใชใ้ นวงจร หน่วย F
จากสมการท่ี (3-2) ถา้ กาหนดความถี่ใชง้ าน (fU) เทา่ กบั ความถี่ตดั ที่ค่าความถ่ีสูง (fCH)
จะพบวา่ อตั ราขยายแรงดนั ของวงจรจะลดลงเหลือเพยี ง 0.707 พอดี
ตวั อยา่ งท่ี 3.1 วงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC ตามรูปท่ี 3.3 จงหาค่าความถ่ีตดั ของวงจร
3.3 วงจร RC อินทิเกรเตอร์
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ (RC Integrator) เป็ นวงจรที่ประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน (R) และตวั เก็บประจุ (C)
จดั วงจรทางานเหมือนกบั วงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแบบ RC ดงั ท่ีกล่าวไวใ้ นหวั ขอ้ ที่ 3.2 แต่เรียกชื่อแตกต่างกนั
เพราะนาไปใช้งานกบั สัญญาณไฟฟ้าในรูปคล่ืนส่ีเหล่ียม หรือคลื่นพลั ส์ วงจร RC อิทิเกรเตอร์จะทาให้คลื่น
ส่ีเหล่ียมท่ีส่งเขา้ มาผา่ นออกเอาตพ์ ุตเกิดเปล่ียนแปลงรูปร่างไปกลายเป็ นสัญญาณคลื่นอินทิเกรต จึงเรียกวงจรน้ี
วา่ วงจร RC อินทิเกรเตอร์ ลกั ษณะวงจร RC อินทิเกรเตอร์และรูปคลื่นสญั ญาณ แสดงดงั รูปท่ี 3.4
จากรูปท่ี 3.4 แสดงวงจร RC อินทิเกรเตอร์ มีสัญญาณป้อนเขา้ มาทางอินพตุ Ei เป็ นคลื่นส่ีเหล่ียมมุมฉาก
หรือคลื่นพลั ส์ ไดค้ ล่ืนออกเอาตพ์ ุต Eo เป็ นคล่ืนอินทิเกรต ซ่ึงเกิดจากคล่ืนเอกซ์โพเนนเชียลขาข้ึน กบั คลื่นเอกซ์
โพเนนเชียลขาลงรวมกนั การเกิดผลท่ีทาให้รูปคลื่นเปล่ียนแปลงรูปร่างไปน้ี มีสาเหตุมาจากคุณสมบตั ิของตวั C
ในการประจุแรงดนั และคายประจุแรงดนั การทางานของวงจรอธิบายไดด้ งั น้ี
ท่ีช่วงเวลา t0 ถึง t1 เป็ นช่วงเวลาที่มีสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมพลั ส์บวกป้อนเขา้ มา ท่ีเวลาt0 ตวั C เสมือน
ลดั วงจร แรงดนั พลั ส์ทงั ้ หมดตกคร่อมตวั R ไม่มีสัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo เม่ือเวลาผา่ นไปจาก t0 ถึง t1 ตวั C เร่ิม
ประจุแรงดนั ค่อยๆ มากข้ึนเป็ นลาดบั ลกั ษณะแรงดนั ท่ีประจุไวไ้ ดม้ ีลกั ษณะแรงดนั เป็ นคลื่นเอกซ์โพเนนเชียล
ลาดข้ึน จนกระทงั ่ สญั ญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมพลั ส์อินพุตหยดุ การป้อนเขา้ ตวั C จึงหยดุ การประจุ แสดงไดด้ งั รูปที่ 3.4
(ข) ที่ Eo ตาแหน่ง C ประจุท่ีช่วงเวลา t1 ถึง t2 เป็ นช่วงเวลาที่ไมม่ ีสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมพลั ส์ป้อนเขา้ มา ท่ีเวลา t1
แรงดนั พลั ส์อินพุตเปลี่ยนแปลงจากพลั ส์บวกเป็น 0 V จากช่วงเวลา t1 ไป t2 ไม่มีสัญญาณพลั ส์ป้อนเขา้ มาเสมือน
อินพุต Ei ลดั วงจร ทาใหต้ วั C เร่ิมคายประจุผา่ นตวั R ผา่ นอินพุต Ei ครบวงจร
ที่ตวั C ลกั ษณะการคายประจุของตวั C เป็ นคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาดลง จนกระท้งั ตวั C คายประจุ
แรงดนั หมดจึงหยดุ การคายประจุ แสดงไดด้ งั รูปที่ 3.4 (ข) ท่ี Eo ตาแหน่ง C คายประจุ
ท่ีช่วงเวลา t2 ถึง t3 เป็ นช่วงเวลาท่ีสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมพลั ส์บวกป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง หน่ึงที่เวลา t2
แรงดนั พลั ส์อินพุตเปล่ียนแปลงจาก 0 V เป็นพลั ส์บวก จากช่วงเวลา t2 ไป t3 ตวั C เริ่ม
ประจุแรงดนั เพ่ิมข้ึนอีกคร้ัง ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุตเหมือนกบั ช่วงเวลา t0 ถึง t1 และท่ีช่วงเวลาt3 ถึง t4
เป็ นช่วงเวลาที่ไม่มีสัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมพลั ส์ป้อนเขา้ มาตวั C เร่ิมคายประจุผา่ นตวั Rอีกคร้ัง ไดส้ ัญญาณออก
เอาตพ์ ุตเหมือนกบั ช่วงเวลา t1 ถึง t2
การทางานของวงจรเป็ นเช่นน้ีเรื่อยไป ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo เป็ นรูปคลื่นอินทิเกรตแสดงไดด้ งั รูป
ที่ 3.4 (ข) ท่ีเอาตพ์ ุต Eo ตาแหน่ง C ประจุรวมกบั ตาแหน่ง C คายประจุ สัญญาณอินทิเกรตท่ีออกเอาตพ์ ุตอาจมี
รูปร่างแตกตา่ งกนั ไปบา้ ง ข้ึนอยกู่ บั ค่าเวลาคงท่ี RC ของวงจร RCอินทิเกรเตอร์ที่มีค่ามากนอ้ ยเปลี่ยนแปลงไป คือ
ใชค้ ่า R และค่า C มาประกอบร่วมวงจรแตกต่างกนั เวลาคงที่ RC ท่ีเปล่ียนแปลงไปมีผลต่อเวลาการประจุและ
การคายประจุของตวั C ในวงจรการประจุและการคายประจุของตวั C เปลี่ยนแปลง ทาใหร้ ูปคลื่นสัญญาณที่ออก
เอาตพ์ ุต Eo เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของสญั ญาณเอาตพ์ ตุ Eo ดงั กล่าวแบ่งออกมาไดต้ ามค่าเวลาคงท่ี
ของวงจรแบ่งเป็ น 3 ชนิด คือเวลาคงท่ีนอ้ ย (Short Time Constant) เวลาคงท่ีปานกลาง(Medium Time Constant)
และเวลาคงที่มาก (Long Time Constant) คล่ืนสัญญาณอินทิเกรตมีเวลาคงท่ีแตกต่างกนั แสดงไดด้ งั รูปที่ 3.5
จากรูปท่ี 3.5 แสดงคลื่นสัญญาณอินทิเกรตมีเวลาคงท่ีแตกต่างกนั ค่าเวลาคงท่ีมีคา่ มากหรือนอ้ ย กาหนด
ไดด้ งั น้ี
เวลาคงที่นอ้ ย เป็ นเวลาคงที่ที่มีค่าช่วงเวลาพลั ส์เป็ น 10 เท่า หรือมากกวา่ 10 เท่าของช่วงเวลาคงท่ีของ
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใชค้ ่า R และค่า C ในวงจรนอ้ ย ตวั C ประจุแรงดนั ไดเ้ ร็ว เกิดแรงดนั ตกคร่อมตวั C
ถึงคา่ สูงสุดเร็ว ไดร้ ูปคล่ืนสญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ Eoเกิดความผดิ เพ้ยี นไปนอ้ ย
เวลาคงท่ีปานกลาง เป็ นเวลาคงที่ที่มีช่วงเวลาพลั ส์อยู่ระหวา่ ง 0.1 เท่า ถึง 10 เท่าของช่วงเวลาคงท่ีของ
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใชค้ ่า R และค่า C ในวงจรมากข้ึนปานกลาง ตวั Cประจุแรงดนั ไดช้ า้ ลง เกิดแรงดนั
ตกคร่อมตวั C ถึงค่าสูงสุดชา้ ลง ไดร้ ูปคล่ืนสัญญาณออกเอาตพ์ ตุ Eo เกิดความผดิ เพ้ียนไปมากข้ึน
เวลาคงที่มาก เป็ นเวลาคงท่ีท่ีมีช่วงเวลาพลั ส์ไม่เกิน 0.1 เท่า หรือนอ้ ยกวา่ 0.1 เท่า ของช่วงเวลาคงท่ีของ
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ โดยใชค้ ่า R และค่า C ในวงจรมากข้ึนมากๆ ตวั Cประจุแรงดนั ไดย้ ่งิ ชา้ ลง เกิดแรงดนั ตก
คร่อมตวั C ถึงคา่ สูงสุดไดช้ า้ มากๆ หรือประจุแรงดนั ไม่ถึงค่าสูงสุด ไดร้ ูปคลื่นสญั ญาณออกเอาตพ์ ตุ Eo เกิดความ
ผิดเพ้ียนไปอยา่ งมาก เปลี่ยนแปลงรูปคลื่นจากคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลเป็ นคล่ืนเอียง ไดล้ กั ษณะรูปคลื่นออกมา
เป็นคล่ืนสามเหล่ียม มีระดบั แรงดนั ออกเอาตพ์ ตุ ต่า
3.4 วงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC
วงจรกรองความถ่ีสูงผ่านแบบ RC (RC High – Pass Filter Circuit) เป็ นวงจรกรองย่านความถี่สูงผ่าน
แบบเบ้ืองตน้ โดยอาศยั คุณสมบตั ิในการทางานของค่าอุปกรณ์ R และ C ที่ใชง้ านในการกาหนดยา่ นความถี่สูง
ผา่ นออกเอาตพ์ ุตในยา่ นความถี่ท่ีกาหนด ถา้ ความถ่ีที่ป้อนเขา้ มามีค่าต่ากว่าความถี่ท่ีกาหนดไวว้ งจรไม่ยอมให้
ความถ่ีน้ันผ่านไปได้ ความถ่ีที่ถูกกาหนดไม่ให้ผ่านเรียกว่า ความถี่ตัด ลักษณะวงจรและกราฟแสดงการ
ตอบสนองความถี่ของวงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC แสดงดงั รูปที่ 3.6
จากรูปท่ี 3.6 แสดงวงจรความถี่สูงผา่ นแบบ RC วงจรประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน (R) และตวั เกบ็ ประจุ ( C
) ประกอบร่วมกนั เป็ นวงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบผ่านโดยตรง การเรียกวงจรกรองลกั ษณะน้ีว่าวงจรกรอง
ความถ่ีสูงผ่าน เพราะเป็ นวงจรท่ีใชง้ านกบั สัญญาณคลื่นไซน์ ซ่ึงคุณสมบตั ิของสัญญาณคล่ืนไซน์ เมื่อส่งผา่ น
วงจรกรองความถี่สูงผ่านแล้วรูปร่างคลื่นสัญญาณยงั คงเดิมไม่ผิดเพ้ียนไป สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต Eo เป็ น
สัญญาณท่ีตกคร่อมตวั R มีตวั C ต่ออนุกรมกบั วงจร คุณสมบตั ิของตวั C ที่ความถี่ต่าค่ารีแอกแตนซ์ของ C หรือ
XC สูง ตา้ นความถี่
คล่ืนไซนไ์ มใ่ หส้ ่งออกเอาตพ์ ุต ไมม่ ีความถ่ีต่าส่งออกเอาตพ์ ตุ Eo ไม่มีแรงดนั ตกคร่อม R เมื่อความถ่ีท่ีป้อนเขา้ มา
ค่อยๆ สูงข้ึน ค่ารีแอกแตนซ์ของ C (XC) ค่อยๆ ลดลง ความแรงของสัญญาณความถ่ีสูงถูกส่งไปตกคร่อม R
ค่อยๆ มากข้ึนเป็ นลาดบั สัญญาณความถ่ีถูกส่งออกเอาต์พุต Eoค่อยๆ มากข้ึนเป็ นลาดบั ท่ีสัญญาณความถี่สูงค่า
หน่ึงจะมีแรงดนั ส่งออกเอาตพ์ ุต Eo มากถึงจุดตดั เรียกตาแหน่งน้ีวา่ จุดตดั ที่ความถี่ต่า หรือจุดคตั ออฟท่ีความถี่ต่า
(Low Frequency CutoffPoint) เป็ นตาแหน่งที่แรงดนั ส่งออกเอาต์พุต Eo เพิ่มข้ึนถึงระดับ 70.7 % จาก 100 %
หรือเพมิ่ ข้ึนถึง 0.707 จาก 1 และเพิม่ ข้ึนถึง –3dB จากระดบั ความแรงสูงสุด 0dB สญั ญาณความถ่ีคล่ืนไซนม์ ีค่าสูง
กวา่ จุดตดั ที่ความถ่ีต่า (fCL) สามารถส่งผา่ นออกเอาตพ์ ตุ ได้ แสดงดงั รูปที่ 3.6 (ข)
วงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นดงั กล่าวเป็นชนิดส่งผา่ นโดยตรง ไม่มีการขยายสญั ญาณ ระดบั อตั ราขยายวงจร
มีค่า 1 และอัตราขยายจะลดลงเหลือเพียง 0.707 เม่ือค่าความถ่ีท่ีป้อนเข้ามาท่ีความถ่ีคัตออฟ สามารถหา
ความสมั พนั ธ์ของอตั ราขยายแรงดนั และความถี่ตดั ของวงจรไดด้ งั น้ี
3.5 วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ (RC Differentiator) เป็ นวงจรที่ประกอบดว้ ยตวั ตา้ นทาน(R) และตวั เก็บ
ประจุ (C) จดั วงจรทางานเหมือนกบั วงจรกรองความถี่สูงผา่ นแบบ RC ดงั ท่ีกล่าวไวใ้ นหัวขอ้ ท่ี 3.4 แต่เรียกชื่อ
แตกต่างกนั เพราะนาไปใชง้ านกบั สัญญาณไฟฟ้าในรูปคล่ืนส่ีเหลี่ยมหรือคลื่นพลั ส์ วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอ
เตอร์จะทาให้คลื่นส่ีเหล่ียมที่ส่งเขา้ มาผา่ นออกเอาตพ์ ุตเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไป กลายเป็ นสัญญาณคล่ืนดิฟ
เฟอเรนชิเอต จึงเรียกวงจรน้ีว่า วงจรRC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ ลักษณะวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ และรูป
คล่ืนสญั ญาณ แสดงดงั รูปท่ี 3.8
จากรูปที่ 3.8 แสดงวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ มีสัญญาณป้อนเขา้ มาทางอินพุต Eiเป็ นคล่ืนส่ีเหลี่ยม
มุมฉาก ได้คล่ืนออกเอาตพ์ ุต Eo เป็ นคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต คล่ืนเกิดจากตวั Cยอมให้คล่ืนข้นั บนั ไดในช่วงแรก
ของการเปล่ียนสภาวะในขณะเกิดพลั ส์ป้อนเขา้ มาผ่านไป ช่วงแรกของคล่ืนพลั ส์เปลี่ยนระดบั ตวั C เสมือน
ลดั วงจร ได้แรงดนั พลั ส์ออกเอาต์พุตสูงสุด และแรงดนั พลั ส์ลดลงอยา่ งรวดเร็วเกิดจากแรงตา้ นแรงดนั ไฟตรง
ของตวั C ส่งผลใหส้ ัญญาณขนั ้ บนั ไดลดลงเป็ นรูปคลื่นเอกซ์โพเนนเชียลลาดลง การลาดลงจะเกิดความชนั มาก
น้อยเพียงไร ข้ึนอยู่กบั ค่าR และค่า C ที่นามาใช้งานในวงจร ทาให้มีเวลาคงท่ี RC ตามต้องการ ลกั ษณะการ
ตอบสนองสัญญาณข้นั บนั ไดของวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ แสดงดงั รูปท่ี 3.9
จากรูปท่ี 3.9 แสดงการตอบสนองสัญญาณข้นั บนั ไดของวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์การทางานของ
วงจรอธิบายไดด้ งั น้ี
ท่ีช่วงเวลา t0 ถึง t1 เป็ นช่วงเวลาท่ีมีสัญญาณคลื่นสี่เหลี่ยมพลั ส์บวกป้อนเขา้ มา ท่ีเวลาt0 ตวั C เสมือน
ลดั วงจร แรงดนั พลั ส์ท้งั หมดตกคร่อมตวั R มีสัญญาณออกเอาตพ์ ุตมากค่าหน่ึงเม่ือเวลาผา่ นไปจาก t0 ถึง t1 ตวั C
เริ่มประจุแรงดนั ค่อยๆ มากข้ึนเป็ นลาดบั ทาให้ค่าแรงดนั ตกคร่อมตวั R ค่อยๆ น้อยลง จนถึงช่วงเวลา t+1 ไม่มี
สัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมพลั ส์ป้อนเขา้ ตวั Cหยดุ การประจุแรงดนั
ท่ีช่วงเวลา t1 ถึง t2 เป็ นช่วงเวลาที่ไม่มีสัญญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมพลั ส์ป้อนเข้ามา ท่ีเวลา t1แรงดนั พลั ส์
อินพุตเปลี่ยนแปลงจากพลั ส์บวกเป็ น 0 V จากช่วงเวลา t1 ถึง t2 ไม่มีสัญญาณพลั ส์ป้อนเขา้ มาเสมือนอินพุต Ei
ลดั วงจร ทาใหแ้ รงดนั ท่ีประจุไวใ้ นตวั C ท้งั หมดถูกจ่ายไปตกคร่อมตวั R ท้งั หมด เกิดแรงดนั ออกเอาตพ์ ุต Eo มี
ศกั ยเ์ ป็ นลบสูงมากค่าหน่ึง จะมีค่าเท่ากบั แรงดนั ที่ประจุในตวั C ในช่วงเวลา t0 ถึง t1 ท่ีผา่ นมา การเกิดแรงดนั ตก
คร่อมตวั R เป็ นลบค่าสูงเกิดจากข้วั แรงดนั ที่จ่ายมาจากตวั C จ่ายให้ตวั R มีดา้ นบนเป็ นลบ (–) ดา้ นล่างเป็ นบวก
(+) เมื่อตวั Cเร่ิมคายประจุผา่ นตวั R แรงดนั ที่ประจุไวใ้ นตวั C ค่อยๆ น้อยลง ทาให้แรงดนั ตกคร่อมตวั Rค่อยๆ
นอ้ ยลงตามไปดว้ ย จนถึงช่วงเวลา t+2 มีสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมพลั ส์ป้อนเขา้ มาอีกคร้ัง ตวั C หยุดการคายประจุ
แรงดนั สภาวะการทางานของตวั C และตวั R ในช่วงเวลา t0 ถึง t2 แสดงดงั รูปท่ี 3.10
ท่ีช่วงเวลา t2 ถึง t3 เป็ นช่วงเวลาที่มีสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมพลั ส์บวกป้อนเขา้ มาอีกคร้ังที่เวลา t2 แรงดนั
พลั ส์อินพตุ เปล่ียนแปลงจาก 0 V เป็นพลั ส์บวก ตวั C เสมือนลดั วงจรอีกคร้ัง
แรงดนั พลั ส์ท่ีป้อนเขา้ มาจา่ ยไปตกคร่อมตวั R ท้งั หมดเป็ นสัญญาณบวกเอาตพ์ ตุ Eo จากช่วงเวลาt2 ถึง t3
ตวั C เร่ิมประจุแรงดนั เพ่มิ ข้ึนอีกคร้ัง ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุตเหมือนกบั ช่วงเวลา t0 ถึงt1 และท่ีช่วงเวลา t3 ถึง t4
เป็ นช่วงเวลาที่ไม่มีสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมพลั ส์ป้อนเข้ามา ตวั C เริ่มคายประจุแรงดันผ่านตวั R อีกคร้ัง ได้
สัญญาณออกเอาตพ์ ุตเหมือนกบั ช่วงเวลา t1 ถึง t2การทางานของวงจรจะเป็ นเช่นน้ีเร่ือยไป ไดส้ ัญญาณจ่ายออก
เอาตพ์ ุต Eo เป็ นรูปคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอต สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอตท่ีส่งออกเอาตพ์ ุต อาจมีรูปร่างแตกต่างกนั ไป
บา้ งข้ึนอยกู่ บั คา่ เวลาคงที่ RC ของวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ท่ีใชค้ ่า R และคา่ C มากหรือนอ้ ยเปลี่ยนแปลงไป
เวลาคงที่ RC ที่เปลี่ยนแปลงไป จะมีผลต่อเวลาประจุและคายประจุของตวั Cในวงจร การประจุและคายประจุ
ของตวั C เปล่ียนแปลงทาให้รูปคลื่นสัญญาณที่ออกเอาต์พุต Eoเปล่ียนแปลง การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ
เอาตพ์ ุต Eo ดงั กล่าว แบ่งออกไดต้ ามค่าเวลาคงที่ของวงจรเป็ น 3 ชนิดคือ เวลาคงท่ีนอ้ ย เวลาคงท่ีปานกลาง และ
เวลาคงที่มาก ลกั ษณะสัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอต แบง่ ออกตามคา่ เวลาท่ี แสดงดงั รูปท่ี 3.11
จากรูปที่ 3.11 แสดงสัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอต ท่ีมีช่วงเวลาคงท่ีมากนอ้ ยแตกต่างกนั ไปแบง่ ออกไดเ้ ป็ น 3
ชนิดคือ นอ้ ย ปานกลาง และมาก เวลาคงท่ีแต่ละชนิดมีผลต่อรูปคล่ืนสัญญาณท่ีส่งออกเอาต์พุตแตกต่างกนั ไป
ดงั น้ี
ช่วงเวลาคงที่นอ้ ย ค่า R และค่า C ที่ใชง้ านมีค่าน้อย ทาให้ตวั C ประจุเต็มเร็วและคายประจุไดห้ มดเร็ว
รูปคล่ืนดิฟเฟอเรนชิเอตที่ไดจ้ ึงมียอดแหลม ไดแ้ รงดนั ออกเอาตพ์ ตุ แต่ละซีกเท่ากบั แรงดนั อินพตุ ท่ีป้อนเขา้ มา
เวลาคงท่ีปานกลาง ค่า R และค่า C ท่ีใชง้ านมีค่ามากข้ึน ทาให้การประจุและคายประจุของตวั C ตอ้ งใช้
เวลามากข้ึน ถา้ หากความถ่ีของพลั ส์เขา้ มามีความถ่ีสูง การเปลี่ยนแปลงระดบั ของพลั ส์เร็ว การประจุของตวั C
อาจไม่ถึงค่าสูงสุดของแรงดนั ที่ป้อนเขา้ มา และการคายประจุของตวั C อาจคายประจุไดไ้ ม่หมด ทาใหส้ ัญญาณ
ดิฟเฟอเรนชิเอตมียอดแหลมนอ้ ยลง และมีระดบั แรงดนั ออกเอาตพ์ ตุ แตล่ ะซีกนอ้ ยกวา่ แรงดนั อินพุตป้อนเขา้ มา
เวลาคงที่มาก ค่า R และค่า C ท่ีใช้งานมีค่าเพ่ิมมากข้ึนไปอีก ยิง่ ทาให้การประจุและคายประจุของตวั C
ตอ้ งใชเ้ วลามากข้ึนไปอีก ถา้ ความถ่ีของพลั ส์ท่ีป้อนเขา้ มามีความถ่ีสูงเหมือนเดิมการประจุและคายประจุแรงดนั
ของตวั C ย่ิงมีระดบั แรงดนั น้อยลงอีก สัญญาณดิฟเฟอเรนชิเอตย่ิงมียอดแหลมนอ้ ยลงไปอีก ระดบั แรงดนั เกิด
การเปลี่ยนแปลงไปในลกั ษณะคลื่นเอียงแทนคล่ืนเอกซ์โพเนนเซียล
วงจร RC อินทิเกรเตอร์ มีลกั ษณะวงจรเหมือนกบั วงจรกรองความถ่ีต่าผ่านแบบ RCนาไปใช้งานกับ
สัญญาณคลื่นส่ีเหล่ียม มีผลให้คล่ืนสี่เหล่ียมมีรูปร่างออกเอาต์พุตเปล่ียนแปลงไปเป็ นคลื่นอินทิเกรต คลื่น
อินทิเกรตที่ไดอ้ อกเอาตพ์ ุตจะมีรูปร่างคล่ืนแตกต่างกนั ไป ข้ึนอยกู่ บั คา่ เวลาคงที่ของวงจร RC แบ่งออกได้ 3 ชนิด
คือ เวลาคงที่นอ้ ย เวลาคงท่ีปานกลาง และเวลาคงที่มาก
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้ันตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้ันตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )
1. ผสู้ อนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผูเ้ รี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เรื่อง อินทิเกรเตอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 3 เร่ือง อินทิ
และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ เกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนอธิบาย วงจรกรองและ 2. ผู้เรี ยน อธิ บายวงจรกรองและปรับแต่ง
ปรับแตง่ รูปคล่ืนแบบ RC รูปคลื่นแบบ RC
2. ข้นั ให้ความรู้ (60 นาที) 2. ข้นั ให้ความรู้ (60 นาที )
1. ผู้สอนเปิ ดงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์ 1. ผูเ้ รียนฟังงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์และ
และสวิตชิงหน่วยที่ 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอ สวติ ชิงหน่วยที่ 3 เรื่อง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอ
เรนชิเอเตอร์ เตอร์
2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวงจรพลั ส์ 2. ผเู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวิชา วงจรพลั ส์และส
และสวิตชิงหน่วยท่ี 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอ วิตชิงหน่วยท่ี 3 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
เรนชิเอเตอร์ และอธิบายเน้ือหาใหผ้ เู้ รียนฟัง และฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหา
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
3. ข้นั ประยกุ ต์ใช้ ( 120 นาที ) 3. ข้นั ประยุกต์ใช้ ( 120 นาที )
1. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 3.1 อินทิ 1. ผู้เรี ยนทาใบปฏิบัติงาน 3.1 อินทิเกรเตอร์
เกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิ 2. ผูส้ อนให้ผเู้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิเกร
เกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ เตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
4. ข้ันสรุปและประเมินผล ( 45 นาที ) 4. ข้ันสรุปและประเมินผล ( 45 นาที )
1.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3 1.ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
2. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย 2. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ื อหาใน
เรียนท่ี 3 เรื่อง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ หน่วยเรียนที่ 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอ
เตอร์
(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-5) (บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-6)
(รวม 240 นาที หรือ 4 คาบเรียน)
งานที่มอบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมนิ ผล
ก่อนเรียน
1. จดั เตรียมเอกสารหน่วยที่ 3 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. ทาความเขา้ ใจเก่ียวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยที่ 3 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ขณะเรียน
1. ทาใบปฏิบตั ิงาน 3.1 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. ทาใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
2. ร่วมกนั สรุปเน้ือหาท่ีไดเ้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั
ผลงาน/ชิน้ งาน/ความสาเร็จของผ้เู รียน
1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
2. ใบปฏิบตั ิงาน3.1 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป
3. ใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
ส่ือสิ่งพมิ พ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง (ใชป้ ระกอบการเรียนการสอนจุดประสงคเ์ ชิง
พฤติกรรมขอ้ ที่ 1-5)
1. ใบปฏิบตั ิงาน3.1 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 1
2. ใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 2
3. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3 ใชข้ ้นั สรุปและประเมินผล ขอ้ ท่ี 1
สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานนาเสนอ
สื่อของจริง
-
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพวิ เตอร์
นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถ่ิน
การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอื่น
1. บูรณาการกบั วิชาภาษาไทย เรื่อง การอธิบายวงจรกรองและปรับแต่งรูปคล่ืนแบบ RC การบอก
วงจรกรองความถี่ต่าผา่ นแบบ RC
2. บูรณาการกบั วชิ าวงจรไฟฟ้า เรื่อง การสงั เกตการทางานของวงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC
การใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
การประเมินผลการเรียนรู้
หลกั การประเมินผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
1. ความรู้เบ้ืองตน้ ก่อนการเรียนการสอน
ขณะเรียน
1. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 3.1 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
2. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 3.2 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยที่ 3
ผลงาน/ชิน้ งาน/ความสาเร็จของผ้เู รียน
1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 3
2. ใบปฏิบตั ิงาน 3.1 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
3. ใบปฏิบตั ิงาน 3.1 อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์