The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวงจรพัลส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wichit, 2021-04-02 00:16:05

แผนการสอนวงจรพัลส์

แผนการสอนวงจรพัลส์

สมรรถนะทีพ่ งึ ประสงค์

ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
1. วเิ คราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ

สมรรถนะการปฏิบตั งิ านอาชีพ

ใชง้ าน อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอร์เรนชิเอเตอร์

สมรรถนะการขยายผล

ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ที่ 3 เร่ือง อินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอร์เรนชิเอเตอร์ ผเู้ รียนมีความรู้เรื่อง วงจร

กรองและปรับแต่งรูปคลื่นแบบ RC วงจรกรองความถี่ต่าผ่านแบบ RC วงจร RC อินทิเกรเตอร์ วงจรกรอง
ความถี่สูงผา่ นแบบ RC วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ บทสรุป ผเู้ รียนสามารถนาความรู้ที่ไดร้ ับไปประยกุ ตใ์ ช้
ในชีวติ ประจาวนั

รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธิบายวงจรกรองและปรับแตง่ รูปคลื่นแบบ RC ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : อธิบายวงจรกรองและปรับแต่งรูปคล่ืนแบบ RC ได้ จะได้ 2 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 2 บอกวงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกวงจรกรองความถ่ีต่าผา่ นแบบ RC ได้ จะได้ 2 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 3 สงั เกตการทางานของวงจรกรองความถ่ีสูงผา่ นแบบ RC ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : สงั เกตการทางานของวงจรกรองความถี่สูงผา่ นแบบ RC ได้ จะได้ 2

คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 4 ใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ใชง้ านวงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้ จะได้ 2 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 นาอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ น

ชีวติ ประจาวนั ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : นาอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้

จะได้ 1 คะแนน

แบบฝึ กหดั หน่วยท่ี 3

ตอนที่ 1 เขียนเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ที่ถูกตอ้ งที่สุด

1. วงจรตามรูปหากนาไปใชง้ านกบั ความถ่ีคล่ืนไซนจ์ ะเรียกวา่
วงจรอะไร
ก. อินทิเกรเตอร์
ข. ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ค. กรองความถี่ต่าผา่ น
ง. กรองความถ่ีสูงผา่ น
2. จากรูปขอ้ 1 ถา้ ป้อนความถ่ีคล่ืนสี่เหล่ียมเขา้ มาวงจรน้ีมีช่ือเรียกวา่ อะไร
ก. อินทิเกรเตอร์
ข. ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ค. กรองความถ่ีต่าผา่ น
ง. กรองความถี่สูงผา่ น
3. จากรูปขอ้ 1 ถา้ กาหนดให้ R = 6.8 kΩ, C = 100 pF จงหาค่าความถี่ตดั ของวงจร
ก. 2.34 kHz
ข. 23.4 kHz
ค. 234 kHz
ง. 2.34 MHz
4. จากรูปขอ้ 1 ถา้ ป้อนความถี่คล่ืนสี่เหล่ียมพลั ส์เขา้ วงจรจะไดร้ ูป

5. จากรูปมีคุณสมบตั ิของสญั ญาณท่ีถูกตอ้ งเป็ นแบบใด
ก. สัญญาณอินทิเกรตเวลาคงที่มาก
ข. สญั ญาณอินทิเกรตเวลาคงท่ีนอ้ ย
ค. สญั ญาณดิฟเฟอเรนติเอดเวลาคงท่ีมาก
ง. สญั ญาณดิฟเฟอเรนติเอดเวลาคงท่ีนอ้ ย

6. จากรูปจุดตดั ของกราฟอยทู่ ่ีตาแหน่งใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
7. จากรูปขอ้ 6 กราฟที่แสดงเป็นของวงจรชนิดใด
ก. อินทิเกรเตอร์
ข. ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ค. กรองความถี่ต่าผา่ น
ง. กรองความถี่สูงผา่ น
8. จากรูปขอ้ 6 ที่ตาแหน่งจุดตดั มีผลต่อวงจรตามคา่ ใด
ก. 1 %
ข. 0.707 %
ค. 0 dB
ง. –3 dB

9. วงจรตามรูปถา้ ป้อนความถ่ีคล่ืนส่ีเหล่ียมเขา้ มา วงจรน้ีมีช่ือ
เรียกวา่ อะไร
ก. อินทิเกรเตอร์
ข. ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์
ค. กรองความถ่ีต่าผา่ น
ง. กรองความถี่สูงผา่ น
10. จากรูปขอ้ 9 ถา้ กาหนดให้ R = 47 kΩ, C = 0.1 ΩF จงหาคา่ ความถี่ตดั ของวงจร
ก. 33.85 Hz
ข. 67.7 Hz
ค. 338.5 Hz
ง. 676.95 Hz
ตอนที่ 2 อธิบายใหไ้ ดใ้ จความสมบูรณ์และแสดงวธิ ีทาใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์
1. วงจร RC อินทิเกรเตอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย
2. ค่าเวลาคงท่ีของ RC ในวงจร RC อินทิเกรเตอร์เม่ือเปล่ียนแปลงไปจะมีผลทาใหไ้ ดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุตเป็น
เช่นไร
3. วงจรกรองความถี่สูงผา่ นแบบ RC คืออะไร นาไปใชใ้ นหนา้ ที่อะไรบา้ ง อธิบาย

4. จากรูปจงหาคา่ ความถี่ตดั ของวงจร
5. วงจร RC ดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบาย

ใบปฏบิ ัติงาน
3.1 วงจรอนิ ทเิ กรเตอร์
ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
1. ประกอบวงจรอินทิเกรเตอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการปฏิบตั ิงานได้
3. อ่านค่าและเขียนคา่ สัญญาณอินทิเกรตท่ีวดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทางาน
เคร่ืองมือและอุปกรณ์
1. เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. ตวั ตา้ นทาน 1 kΩ ; 0.5 W 1 ตวั
4. ตวั เกบ็ ประจุ 0.033 µF, 0.68 µF, 2.2 µF ; 25 V คา่ ละ 1 ตวั
5. แผงประกอบวงจรและสายตอ่ วงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 3.1

2. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คล่ืนสี่เหล่ียมความถี่ 1 kHz ปรับความแรงสญั ญาณประมาณ 50 %
ป้อนเขา้ ท่ีอินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปใหพ้ ร้อมใชง้ านนาไปวดั วงจร ใหอ้ ินพุต CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพตุ Ei และ
ใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีเอาตพ์ ุต Eo วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรงสญั ญาณ ทงั ้ อินพตุ
Ei และเอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 3.2

4. เปลี่ยนคา่ ความตา้ นทานและคา่ ความจุดงั น้ี R = 1 kΩ, C = 0.68 µF ชุดหน่ึง และR = 1 kΩ, C = 2.2 µF อีก
ชุดหน่ึง ตามลาดบั วดั และบนั ทึกคา่ รูปคล่ืนสญั ญาณและระดบั ความแรงสญั ญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ุต Eo
บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 3.3

5. อ่านช่วงเวลาการเกบ็ ประจุ และคายประจุของ C ที่เอาตพ์ ุต Eoท้งั 2 คา่
ท่ีคา่ Eo1 ช่วงเวลา C ประจุ = …..…… s, ช่วงเวลา C คายประจุ = ……..… s
ท่ีค่า Eo2 ช่วงเวลา C ประจุ = …..…… s, ช่วงเวลา C คายประจุ = ……..… s
สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. คล่ืนส่ีเหลี่ยมที่ป้อนเขา้ วงจรอินทิเกรเตอร์ จะไดค้ ล่ืนสัญญาณส่งออกเอาตพ์ ุตเกิดการ
เปล่ียนแปลงรูปร่างไปเป็นอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. การปรับเปล่ียนค่าความจุ C ใหม้ ีคา่ มากนอ้ ยในวงจรอินทิเกรเตอร์ มีผลทาให้รูปร่าง
สญั ญาณคลื่นสี่เหล่ียมส่งออกเอาตพ์ ุตเป็นอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________

ใบปฏบิ ตั งิ าน
3.2 วงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
1. ประกอบวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปในการวดั สัญญาณได้
3. อ่านคา่ และเขียนค่าสญั ญาณดิฟเฟอเรนชิเอตท่ีวดั ดว้ ยออสซิลโลสโคปได้
4. เกิดความขยนั ขนั แขง็ ในการปฏิบตั ิงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์
1. เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครื่อง
3. ตวั ตา้ นทาน 1 kΩ ; 0.5 W 1 ตวั
4. ตวั เกบ็ ประจุ 0.033 µF, 0.68 µF, 2.2 µF ; 25 V ค่าละ 1 ตวั
5. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 3.4

2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ ไปที่คล่ืนส่ีเหลี่ยมความถี่ 1 kHz ปรับความแรงสัญญาณประมาณ 50 %
ป้อนเขา้ ที่อินพุต Eiของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปใหพ้ ร้อมใชง้ านนาไปวดั วงจร ใหอ้ ินพตุ CH1 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพุต Ei และ
ใหอ้ ินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ุต Eo วดั รูปคล่ืนสญั ญาณและระดบั ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพตุ
Eiเอาตพ์ ตุ Eo และยา้ ยสายวดั เส้นกราวดข์ อง CH1 ไปวดั ท่ีตวั C ขาที่เหลือ วดั สญั ญาณท่ีตกคร่อมตวั C (EC)
บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 3.5

4. เปล่ียนค่าความตา้ นทานและค่าความจุดงั น้ี R = 1 kΩ, C = 0.68 µF ชุดหน่ึง และR = 1 kΩ, C = 2.2 µF อีก
ชุดหน่ึง ตามลาดบั วดั และบนั ทึกคา่ รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ Eo
บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 3.6 และรูปท่ี 3.7

สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

คาถามและการวเิ คราะห์
1. คลื่นสี่เหล่ียมที่ป้อนเขา้ วงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ จะไดค้ ลื่นสญั ญาณส่งออกเอาตพ์ ุตเกิดการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างไปเป็ นอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. การปรับเปล่ียนคา่ ความจุ C ใหม้ ีค่ามากนอ้ ยในวงจรดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ มีผลทาใหร้ ูปร่างสญั ญาณคล่ืน
ส่ีเหล่ียมส่งออกเอาตพ์ ตุ เป็ นอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายช่ือสมาชิก

1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่…….

3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขที่…….

ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เห็น

32 1

1 เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง

ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )

2 รูปแบบการนาเสนอ

3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม

4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ

สนใจ

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………

เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง

3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขท่ี…….

1……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ที่ รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………..

เกณฑ์ การให้ คะแนน

1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน

2. การมอบหมายหนา้ ท่ีรับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีส่ือ / อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แต่ขาดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไมท่ ว่ั ถึงและมีส่ือ / อปุ กรณ์ไม่เพียงพอ

3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาท่ีกาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กวา่ เวลาท่ีกาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย

4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไมม่ ีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน

บนั ทึกหลงั การสอน

หน่วยที่ 3 เรื่อง อนิ ทเิ กรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์

ผลการใช้แผนการเรียนรู้

1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. สื่อการสอนเหมาะสมดี

ผลการเรียนของนักเรียน

1. นกั ศึกษาส่วนใหญ่มีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย

2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพอื่ ใหง้ านสาเร็จทนั เวลาท่ีกาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เร่ืองอินทิเกรเตอร์และดิฟเฟอเรนชิเอเตอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้

ผลการสอนของครู

1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมนั่ ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาที่กาหนด



แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 4
สอนสปั ดาหท์ ่ี 4-5
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง คาบรวม 20

ชื่อหน่วย คลิปเปอร์

ชื่อเรื่อง คลิปเปอร์ จานวนคาบ 8

สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

1. อธิบายวธิ ีใชว้ งจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมแบบตา่ งๆ อยา่ งละเอียดถูกตอ้ ง

2. อธิบายวธิ ีใชว้ งจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบต่างๆ อยา่ งละเอียดถูกตอ้ ง

3. เลือกวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดไปใชง้ านอยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สาระสาคญั

ไดโอดเป็ นอุปกรณ์สารก่ึงตวั นาชนิดหน่ึงที่ถูกผลิตมาใชง้ านอยา่ งแพร่หลาย คุณสมบตั ิในการทางานของ
ตวั ไดโอดข้ึนอยู่กบั สภาวะการจ่ายแรงดนั ไบแอสใหต้ วั ไดโอดทางาน การจ่ายแรงดนั ไบแอสให้ตวั ไดโอดมี 2
ลกั ษณะ คือ จ่ายไบแอสตรง (Forward Bias) เป็ นสภาวะที่ไดโอดนากระแสหรือทางาน และจ่ายไบแอสกลบั
(Reverse Bias) เป็นสภาวะท่ีไดโอดหยดุ นากระแสหรือไมท่ างาน

เร่ืองทีจ่ ะศึกษา

1. สวติ ชไ์ ดโอด
2. ซีเนอร์ไดโอด
3. วงจรคลิปเปอร์
4. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรม
5. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกบั แบตเตอรี่
6. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ ขนาน
7. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานมีแบตเตอรี่ต่ออนุกรมร่วม
8. วงจรคลิปเปอร์ตดั สัญญาณ 2 ซีก

9. บทสรุป

จุดประสงค์การเรียน/การสอน

 จุดประสงค์ทว่ั ไป

1. เพือ่ ใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั การทางานของ สวติ ช์ไดโอด(ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพือ่ ใหม้ ีทกั ษะในการสงั เกตการทางานของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมแบบตา่ งๆ (ด้าน
ทักษะพิสัย)
3. เพอื่ ใหม้ ีเจตคติท่ีดีในการนาความรู้เรื่องคลิปเปอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้ (ด้านจิตพิสัย)

 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

1. อธิบายการทางานของ สวติ ช์ไดโอดได(้ ด้านพุทธิพิสัย)
2. บอการทางานของซีเนอร์ไดโอดได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
3. บอกลกั ษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
4. บอกการทางานของวงจรคลิปเปอร์ตดั สัญญาณ 2 ซีกได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
5. สงั เกตการทางานของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมแบบต่างๆ ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. ใชง้ านวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบต่างๆ ได(้ ด้านทักษะพิสัย)
7. นาคลิปเปอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ด้านจิตพิสัย)

เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 สวติ ช์ไดโอด
ไดโอดเป็ นอุปกรณ์สารก่ึงตวั นาชนิดหน่ึงท่ีถูกผลิตมาใช้งานอย่างแพร่หลาย คุณสมบตั ิในการทางาน

ของตวั ไดโอดข้ึนอยูก่ บั สภาวะการจ่ายแรงดนั ไบแอสใหต้ วั ไดโอดทางาน การจ่ายแรงดนั ไบแอสใหต้ วั ไดโอดมี
2 ลกั ษณะ คือ จ่ายไบแอสตรง (Forward Bias) เป็ นสภาวะที่ไดโอดนากระแสหรือทางาน และจ่ายไบแอสกลบั
(Reverse Bias) เป็นสภาวะที่ไดโอดหยดุ นากระแสหรือไม่ทางาน

การนาไดโอดไปใชง้ านเป็ นสวิตช์ โดยอาศยั คุณสมบตั ิในการทางานของตวั ไดโอดจากสภาวะการจ่าย
ไบแอสให้ 2 สภาวะ คือ สภาวะต่อวงจร (ON) เป็ นขณะจ่ายไบแอสตรงให้ไดโอดและสภาวะตดั วงจร (OFF) เป็ น
ขณะจา่ ยไบแอสกลบั ใหไ้ ดโอด ลกั ษณะการทางานของสวติ ช์ไดโอด แสดงดงั รูปที่ 4.1

จากรูปท่ี 4.1 แสดงการทางานของสวติ ช์ไดโอด ท่ีมีลกั ษณะการทางานเหมือนกบั สวติ ช์ทางไฟฟ้า แต่มี
ส่วนท่ีแตกต่างไปจากสวิตช์ไฟฟ้าจริงอยู่บา้ ง ตรงท่ีสวิตช์ที่ใช้ไดโอดทางานในขณะท่ีไดโอดไดร้ ับไบแอสตรง
น้นั ไดโอดจะสามารถนากระแสไดแ้ รงดนั ไบแอสตรงท่ีป้อนให้ตวั ไดโอดจะตอ้ งมากกว่าค่าแรงดนั แบตเตอรี่
สมมติระหว่างรอยต่อ มีช่ือเรียกหลายชื่อดว้ ยกนั ไดแ้ ก่แรงดนั จุดเริ่มเปล่ียนหรือแรงดนั เทรสโฮลด์ (Threshold
Voltage ; VT) แรงดนั คตั อิน (Cut – inVoltage) และแรงดนั ต่อวงจร (On Voltage) ค่าแรงดนั ดังกล่าวน้ีมีค่าไม่
เท่ากนั ข้ึนอยูก่ บั ชนิดของสารก่ึงตวั นาท่ีนามาใช้ผลิตไดโอด ไดโอดชนิดซิลิคอน (Si) มีค่าอยูร่ ะหวา่ ง 0.5 V ถึง
0.8 V ใช้ค่าปานกลางประมาณ 0.7 V ไดโอดชนิดเจอร์เมเนียม (Ge) มีค่าอยูร่ ะหว่าง 0.2 V ถึง 0.4 Vใช้ค่าปาน
กลางประมาณ 0.3 V ดงั น้นั ในการนาไดโอดไปใชเ้ ป็นสวติ ช์ จะตอ้ งคานึงถึงค่าแรงดนั ไบแอสท่ีจ่ายให้ตวั ไดโอด
โดยแรงดนั ไบแอสต้องมีค่ามากกวา่ ค่าแรงดนั จุดเร่ิมเปลี่ยน (VT) ในช่วงจ่ายไบแอสตรงให้ไดโอด และตอ้ ง
คานึงถึงค่าแรงดนั พงั (Breakdown Voltage ; VBR) ในช่วงจ่ายไบแอสกลบั ให้ไดโอด กราฟแสดงคุณสมบัติ
ไดโอดสวติ ช์เทียบกบั สวติ ช์จริง แสดงดงั รูปที่ 4.2

จากรูปท่ี 4.2 แสดงกราฟคุณสมบตั ิของสวิตช์จริงและสวติ ช์ไดโอด ส่วนของสวติ ช์จริงตามรูปท่ี 4.2 (ก)
ขณะสวติ ช์ตอ่ วงจร (ON) ไม่มีแรงดนั ตกคร่อมตวั สวิตช์ แต่ของสวิตชไ์ ดโอดรูปที่4.2 (ข) และ (ค) ขณะสวติ ช์ต่อ
วงจร (ON) มีแรงดนั ตกคร่อมตวั ไดโอดประมาณ 0.7 V ในไดโอดชนิดซิลิคอน (Si) และประมาณ 0.3 V ใน
ไดโอดชนิดเจอร์เมเนียม (Ge) ซ่ึงเป็ นค่าปกติในการทางานของสวิตช์ไดโอด ค่าแรงดนั ดงั กล่าวถือวา่ น้อยมาก
เม่ือเทียบกบั ค่าแรงดนั ที่จ่ายให้ตวั ไดโอดในขณะทางาน จึงไม่ตอ้ งคานึงถึงแรงดนั ค่าน้ีในขณะทางาน ยิ่งเป็ น
ไดโอดในทางอุดมคติจะถือวา่ ไดโอดทางานเป็ นสวติ ช์โดยสมบูรณ์ จะตดั คา่ แรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยน (VT) น้ีออกไป
ทาให้วงจรไดโอดสามารถเปรียบเทียบความสมั พนั ธ์ในการทางานของตวั ไดโอด โดยทาหนา้ ที่สวติ ช์ไดใ้ กลเ้ คียง
กบั สวติ ชจ์ ริง

4.2 ซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode) เป็ นไดโอดอีกชนิดหน่ึงที่นิยมนาไปใชง้ าน มีโครงสร้างประกอบดว้ ยสาร
ก่ึงตวั นา 2 ตอน ชนิด P และชนิด N อยา่ งละตอนต่อชนกนั มีขาต่อใชง้ าน 2 ขาคือขาแอโนด (A) และขาแคโถด
(K) เช่นเดียวกบั ไดโอด แต่มีโครงสร้างในส่วนขบวนการผลิตแตกต่างกนั ทาให้คุณสมบตั ิของซีเนอร์ไดโอด
สามารถนาไปใชง้ านไดท้ งั ้ ในช่วงไบแอสตรง และช่วงไบแอสกลบั ช่วงไบแอสตรงจะทางานเหมือนไดโอด
ธรรมดา ทาหนา้ ท่ีเป็นสวติ ชไ์ ดโอด หรือทางานในหนา้ ที่ต่างๆ ได้ ส่วนช่วงไบแอสกลบั ทาหนา้ ที่เป็นตวั กาหนด
แรงดนั คงที่ใหว้ งจร โดยใชค้ ่าแรงดนั ซีเนอร์ (Zener Voltage ; VZ) ในตวั ซีเนอร์ไดโอดเป็ นตวั กาหนด ค่าแรงดนั
ซีเนอร์(VZ) ของตวั ซีเนอร์ไดโอดมีมากมายหลายค่าให้เลือกใช้งานได้ ต้งั แต่ค่าต่าประมาณ 1.8 V ถึงค่าสูง
ประมาณ 200 V ลกั ษณะการทางานของซีเนอร์ไดโอด แสดงดงั รูปที่ 4.3

จากรูปที่ 4.3 แสดงการทางานของซีเนอร์ไดโอด ตามรูปที่ 4.3 (ก) เป็ นขณะจ่ายแรงดนั ไบแอสตรงให้ซี
เนอร์ไดโอด คุณสมบตั ิของซีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนเป็ นสวติ ช์ต่อวงจร (ON)เกิดการนากระแส แรงดนั ที่จ่าย
ใหต้ อ้ งมีคา่ มากกวา่ ค่าแรงดนั จุดเร่ิมเปลี่ยน (VT) คือประมาณ0.7 V ยงิ่ เพิม่ แรงดนั ใหว้ งจรมากข้ึน ทาให้มีกระแส
ไหลผา่ นวงจรซีเนอร์ไดโอดเพิ่มมากข้ึน ตอ้ งระวงั ไม่ให้กระแสไหลผ่านตวั ซีเนอร์ไดโอดเกินกวา่ ค่ากระแสทน
ไดข้ องตวั ซีเนอร์ไดโอด

ส่วนรูปที่ 4.3 (ข) เป็ นขณะจ่ายแรงดนั ไบแอสกลบั ให้ซีเนอร์ไดโอด ค่าแรงดนั ไบแอสกลบั ที่จ่ายตอ้ งมี
ค่ามากกว่าค่าแรงดันซีเนอร์ (VZ) ของซีเนอร์ไดโอดตัวที่ใช้งาน ซีเนอร์ไดโอดตัวน้ันจึงจะสามารถทางาน
นากระแส เกิดกระแสไบแอสกลบั (IR) ไหลผ่านวงจร ซีเนอร์ไดโอดทางานกาหนดแรงดนั คงท่ีค่าหน่ึงตามค่า
แรงดนั ซีเนอร์ (VZ) ของตวั เองออกมา ในยา่ นไบแอสกลบั น้ีตวั ซีเนอร์ไดโอดทางานเสมือนแหล่งจ่ายแรงดนั คงท่ี
แมว้ า่ แรงดนั อินพุต E ที่ป้อนเขา้ มาเพิ่มข้ึนอีกแต่แรงดนั ที่ตกคร่อมตวั ซีเนอร์ไดโอดจะคงที่ที่ค่าแรงดนั ซีเนอร์
(VZ) ตลอดเวลา ส่วนท่ีเพ่ิมข้ึนคือกระแสไบแอสกลบั (IR) ตอ้ งระมดั ระวงั ค่ากระแสไบแอสกลบั (IR) ที่ไหลผา่ น
ตวั ซีเนอร์ไดโอดไมใ่ หม้ ากเกินกวา่ ค่ากระแสทนไดข้ องตวั ซีเนอร์ไดโอดตวั ท่ีใชง้ าน

4.3 วงจรคลปิ เปอร์
วงจรคลิปเปอร์ (Clipper Circuit) หรือวงจรขริบ หรืออาจเรียกว่าวงจรลิมิตเตอร์ (LimiterCircuit) เป็ น
วงจรตดั รูปคลื่นสัญญาณไฟสลบั ที่ส่งเขา้ มา ให้มีรูปคลื่นสัญญาณไฟสลับออกเอาต์พุตเปล่ียนแปลงไปตาม
ตอ้ งการ โดยตดั รูปคลื่นในลกั ษณะไม่เป็ นเชิงเส้น (Nonlinear Wave Shaping)เพราะวงจรประกอบดว้ ยอุปกรณ์
ชนิดทางานแบบไม่เป็ นเชิงเส้น (Nonlinear Device) คือในขณะทางานค่าแรงดนั และค่ากระแสมีการเปล่ียนแปลง

ไปแบบไม่สัมพนั ธ์กัน อุปกรณ์ตดั หลกั ที่นามาใช้ทางานเป็ นพวกอุปกรณ์สารก่ึงตนั นา เช่น ไดโอด ซีเนอร์
ไดโอด ทรานซิสเตอร์ และเฟต เป็นตน้ หลกั การทางานของวงจรคลิปเปอร์ แสดงดงั รูปที่ 4.4

จากรูปที่ 4.4 แสดงหลกั การทางานของวงจรคลิปเปอร์ คล่ืนสัญญาณท่ีป้อนเขา้ มาเป็ นรูปคลื่นสัญญาณ
ไฟสลบั ชนิดใดก็ได้ เมื่อส่งผา่ นวงจรคลิปเปอร์สัญญาณเหล่าน้นั จะถูกตดั ทิ้งไปบางส่วน สัญญาณออกเอาต์พุต
อาจเหลือมากถูกตดั ทิ้งไปน้อย หรืออาจเหลือน้อยถูกตดั ทิ้งไปมากข้ึนอยกู่ บั การจดั วงจรคลิปเปอร์ และสามารถ
นาแหล่งจ่ายแรงดนั ไฟตรงเขา้ ร่วมในการตดั รูปคลื่นสัญญาณไดด้ ว้ ย วงจรคลิปเปอร์เบ้ืองตน้ ที่นิยมใชง้ านเป็ น
ชนิดไดโอดคลิปเปอร์ สามารถแบง่ ลกั ษณะวงจรไดโอดในการตดั สัญญาณออกไดต้ ามการจดั วางตวั ไดโอดไวใ้ น
วงจร แบง่ ออกเป็ น2 ลกั ษณะ คือ วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรม (Series Diode Clipper Circuit) และวงจร
คลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ ขนาน (Shunt Diode Clipper Circuit)

4.4 วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม
วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม ประกอบดว้ ยไดโอดต่ออนุกรมกบั ตวั ตา้ นทาน มีแรงดนั ตกคร่อม
ตวั ตา้ นทานเป็ นแรงดนั จ่ายออกเอาต์พุต วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมเบ้ืองตน้ เหมือนกับวงจรเรียง
กระแสแบบคร่ึงคล่ืน (Half Wave Rectifier Circuit) สามารถกาหนดแรงดนั ออกเอาตพ์ ุตช่วงบวกหรือช่วงลบได้
โดยอาศยั คุณสมบตั ิไดโอดเป็ นสวิตช์ ขณะไดโอดไดร้ ับไบแอสตรงเป็ นสวิตช์ต่อวงจร (ON) ขณะไดโอดไดร้ ับ
ไบแอสกลบั เป็นสวติ ช์ตดั วงจร (OFF)ลกั ษณะวงจรและการทางาน แสดงดงั รูปท่ี 4.5

จากรูปท่ี 4.5 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมตดั คลื่นช่วงลบ พร้อมแสดงสัญญาณที่วดั ได้
คุณสมบตั ิไดโอดในกานทางานเป็ นไดโอดในทางอุดมคติแสดงสภาวะเป็ นสวิตช์ต่อวงจร (ON) หรือตดั วงจร
(OFF) โดยไม่คานึงถึงคุณสมบตั ิอื่นๆ ของไดโอด การทางานของตวั ไดโอด แสดงออกมาตามการจ่ายไบแอสของ
สญั ญาณพลั ส์อินพตุ ท่ีป้อนเขา้ มา แสดงดงั รูปที่ 4.6

จากรูปท่ี 4.6 แสดงการทางานของไดโอดตอ่ อนุกรมทางานตามสภาวะการจา่ ยไบแอสใหต้ วั ไดโอด รูปที่
4.6 (ก) ไดโอดได้รับไบแอสตรงทางาน ส่วนรูปท่ี 4.6 (ข) ไดโอดไดร้ ับไบแอสกลบั ไม่ทางาน การทางานของ
วงจรอธิบายไดด้ งั น้ี

ในช่วงเวลา t0 ถึง t1 สัญญาณอินพุต Ei มีระดบั แรงดนั +E V ป้อนเขา้ มา โดยที่จุด 1 มีแรงดนั เป็ นบวก
เทียบกบั จุด 2 ไดโอด D ไดร้ ับไบแอสตรง เปรียบไดโอดเสมือนเป็ นสวติ ชต์ ่อวงจร(ON) แสดงดงั รูปท่ี 4.6 (ก) ได้
สญั ญาณออกเอาตพ์ ุต Eo = +E V

ในช่วงเวลา t1 ถึง t2 สญั ญาณอินพุต Ei มีระดบั แรงดนั –E V ป้อนเขา้ มา โดยที่จุด 1 มีแรงดนั เป็นลบเทียบ
กบั จุด 2 ไดโอด D ไดร้ ับไบแอสกลบั เปรียบไดโอดเสมือนเป็ นสวิตช์ตดั วงจร(OFF) แสดงดงั รูปท่ี 4.6 (ข) ได้
สัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo = 0 V

ในช่วงเวลา t2 ถึง t3 สัญญาณอินพุต Ei มีระดบั แรงดนั +E V เหมือนกบั ช่วงเวลา t0 ถึง t1ไดโอดทางาน
จะไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo เหมือนกบั ช่วงเวลา t0 ถึง t1 การทางานของวงจรมีการสลบั การทางานไปมาเช่นน้ี
เรื่อยไป ไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo เฉพาะสัญญาณพลั ส์ซีกบวก

นาวงจรในรูปท่ี 4.5 (ก) มากลบั ทิศทางไดโอดต่อเขา้ วงจร ทาใหไ้ ดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ุตEo เป็ นสัญญาณ
ซีกลบ ลกั ษณะวงจรและการทางาน แสดงดงั รูปท่ี 4.7

4.5 วงจรคลปิ เปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกบั แบตเตอรี่
วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกบั แบตเตอรี่ โดยการเพิ่มแหล่งจ่ายแรงดนั ไฟตรงต่ออนุกรม
ร่วมกับไดโอด แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงน้ีมีผลต่อการตัดระดับรูปคลื่นของสัญญาณที่ส่งออกเอาต์พุตให้
เปลี่ยนแปลงไปมากข้ึนหรือนอ้ ยลง สามารถกาหนดระดบั ของสัญญาณออกเอาต์พุตไดต้ ามตอ้ งการ วงจรคลิป
เปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรมร่วมกบั แบตเตอร่ีตดั สัญญาณช่วงลบ แสดงดงั รูปที่ 4.8

จากรูปท่ี 4.8 แสดงวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกบั แบตเตอร่ีตดั สัญญาณช่วงลบ ในรูปท่ี
4.8 (ก) เป็ นแบบจ่ายแบตเตอรี่ B ไบแอสตรงใหไ้ ดโอด D ไดโอด D นากระแสยอมให้สัญญาณอินพุตบวก (+E)
ท้งั ซีกออกเอาต์พุต สัญญาณอินพุตซีกลบในส่วนที่มีระดบั แรงดนั เท่ากบั ระดบั แรงดนั ของแบตเตอรี่ B ยงั ถูก
ส่งออกเอาตพ์ ุต แตแ่ รงดนั อินพตุ ลบท่ีมีระดบั แรงดนั มากกวา่ แบตเตอรี่ B จะถูกตดั ทิง้

ในรูปท่ี 4.8 (ข) เป็ นแบบจ่ายแบตเตอร่ี B ไบแอสกลบั ให้ไดโอด D ไดโอด D ไม่นากระแสในส่วน
สัญญาณอินพุตซีกบวก (+E) ที่มีระดบั แรงดนั ต่ากวา่ แบตเตอร่ี B สัญญาณอินพุตในส่วนที่มีระดบั แรงดนั สูงกวา่
แบตเตอรี่ B ไดโอด D ไดร้ ับไบแอสตรงนากระแสจ่ายอินพุตส่วนน้ีออกเอาตพ์ ุต และท่ีสัญญาณอินพุตซีกลบ (–
E) ไดโอด D ไดร้ ับไบแอสกลบั ไม่นากระแสท้งั ซีก ไดร้ ูปสัญญาณออกเอาตพ์ ุตของแต่ละวงจร แสดงไดร้ ับรูปท่ี
4.8 (ค)

นาวงจรในรูปที่ 4.8 (ก) และ (ข) มากลบั ทิศทางไดโอดต่อเขา้ วงจร ทาใหไ้ ดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต Eo มี
ระดับรูปร่างสัญญาณจ่ายออกเปล่ียนแปลงไป วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกับแบตเตอรี่ตัด
สัญญาณช่วงบวก แสดงดงั รูปท่ี 4.9

กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้ันตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้ันตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน

1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )

1. ผสู้ อนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผูเ้ รี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 4 เรื่อง คลิปเปอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 4 เร่ือง คลิป

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนอธิบายการทางานของ เปอร์

สวติ ช์ไดโอด 2. ผเู้ รียนอธิบายการทางานของ สวติ ชไ์ ดโอด

2. ข้ันให้ความรู้ (180 นาที) 2. ข้ันให้ความรู้ (180 นาที )

1. ผู้สอนเปิ ดงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์ 1. ผูเ้ รียนฟังงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์และ

และสวติ ชิงหน่วยที่ 4 เรื่อง คลิปเปอร์ สวติ ชิงหน่วยที่ 4 เรื่อง คลิปเปอร์

2. ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวงจรพลั ส์ 2. ผเู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวชิ า วงจรพลั ส์และส

และสวิตชิงหน่วยที่ 4 เร่ือง คลิปเปอร์ และอธิบาย วติ ชิงหน่วยท่ี 4 คลิปเปอร์ และฟังผสู้ อนอธิบายเน้ือหา

เน้ือหาใหผ้ เู้ รียนฟัง

กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน

3. ข้นั ประยุกต์ใช้ ( 240 นาที ) 3. ข้ันประยุกต์ใช้ ( 240 นาที )

1. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาใบปฏิบัติงาน 4 คลิป 1. ผเู้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 4 คลิปเปอร์

เปอร์

4. ข้ันสรุปและประเมินผล (45 นาที ) 4. ข้นั สรุปและประเมินผล (45 นาที )

1.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยที่ 4 1.ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 4

2. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย 2. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ื อหาใน

เรียนที่ 4 เรื่อง คลิปเปอร์ หน่วยเรียนที่ 4 เร่ือง คลิปเปอร์

(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-7) (บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-7)

(รวม 240 นาที หรือ 4 คาบเรียน)

งานทมี่ อบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมนิ ผล

ก่อนเรียน

1. จดั เตรียมเอกสารหน่วยท่ี 4 คลิปเปอร์
2. ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยท่ี 4 คลิปเปอร์

ขณะเรียน

1. ทาใบปฏิบตั ิงาน 4 คลิปเปอร์

หลงั เรียน

1. ทาแบบฝึกหดั หน่วยที่ 4
2. ร่วมกนั สรุปเน้ือหาที่ไดเ้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั

ผลงาน/ชิน้ งาน/ความสาเร็จของผู้เรียน

1. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 4
2. ใบปฏิบตั ิงาน 4 การวดั สัญญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป

สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้

ส่ือส่ิงพมิ พ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั ส์และสวติ ชิง (ใชป้ ระกอบการเรียนการสอนจุดประสงคเ์ ชิง

พฤติกรรมขอ้ ที่ 1-7)
1. ใบปฏิบตั ิงาน 4 คลิปเปอร์ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 1
2. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 4 ใชข้ ้นั สรุปและประเมินผล ขอ้ ที่ 1

สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์
2. งานนาเสนอ

ส่ือของจริง

-

แหล่งการเรียนรู้

ในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์

นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถ่ิน

การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอื่น

1. บูรณาการกบั วชิ าภาษาไทย เร่ือง การอธิบายการทางานของของ สวติ ช์ไดโอด การบอกการทางาน
ของซีเนอร์ไดโอด

2. บูรณาการกบั วชิ างานไฟฟ้าอิเลก็ ทรอนิกส์ เรื่อง การสังเกตการทางานของวงจรคลิปเปอร์แบบ
ไดโอดต่ออนุกรมแบบตา่ งๆ การใชง้ านวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบตา่ งๆ

การประเมนิ ผลการเรียนรู้
 หลกั การประเมินผลการเรียนรู้

ก่อนเรียน

1. ความรู้เบ้ืองตน้ ก่อนการเรียนการสอน

ขณะเรียน

1. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 4 คลิปเปอร์

หลงั เรียน

1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยที่ 4

ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผู้เรียน

1. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 4
2. ใบปฏิบตั ิงาน 4 คลิปเปอร์

สมรรถนะที่พงึ ประสงค์

ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเกี่ยวกบั คลิปเปอร์
1. วเิ คราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงทา่ ทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ

สมรรถนะการปฏบิ ัตงิ านอาชีพ

ใชง้ านคลิปเปอร์

สมรรถนะการขยายผล

ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ที่ 4-5 เร่ือง คลิปเปอร์ ทาให้ผูเ้ รียนมีความรู้เร่ือง สวิตช์ไดโอด ซีเนอร์ไดโอด
วงจรคลิปเปอร์ วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรม วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมร่วมกบั แบตเตอร่ี
วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนาน วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานมีแบตเตอรี่ตอ่ อนุกรมร่วม วงจรคลิป
เปอร์ตดั สัญญาณ 2 ซีก บทสรุปผเู้ รียนสามารถนาความรู้ท่ีไดร้ ับไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั

รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธิบายการทางานของ สวติ ช์ไดโอดได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : อธิบายการทางานของ สวติ ชไ์ ดโอดได้ จะได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 2 บอการทางานของซีเนอร์ไดโอดได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอการทางานของซีเนอร์ไดโอดได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 3 บอกลกั ษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกลกั ษณะของวงจรคลิปเปอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 4 บอกการทางานของวงจรคลิปเปอร์ตดั สญั ญาณ 2 ซีกได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกการทางานของวงจรคลิปเปอร์ตัดสัญญาณ 2 ซีกได้ จะได้ 2

คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 สงั เกตการทางานของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรมแบบ
ตา่ งๆ ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑ์การให้คะแนน : สังเกตการทางานของวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่ออนุกรมแบบต่างๆ

ได้ จะได้ 2 คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 6 ใชง้ านวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบตา่ งๆ ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑ์การให้คะแนน : ใช้งานวงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดต่อขนานแบบต่างๆ ได้ จะได้ 2

คะแนน

 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 7 นาคลิปเปอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้

1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ

3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : นาคลิปเปอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ จะได้ 2 คะแนน

แบบฝึ กหดั หน่วยที่ 4

ตอนท่ี 1 เขียนเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ที่ถูกตอ้ งท่ีสุด
1. การจ่ายแรงดนั ไบแอสใหไ้ ดโอดสวติ ชท์ างานตอ้ งจ่ายไบแอสแบบใด
ก. ไบแอสตรงคา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดตดั
ข. ไบแอสกลบั ค่าแรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดตดั
ค. ไบแอสตรงค่าแรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยน
ง. ไบแอสกลบั คา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดเร่ิมเปล่ียน
2. สวติ ชไ์ ดโอดแตกต่างจากสวติ ชไ์ ฟฟ้าจริงในส่วนใด
ก. ขณะต่อวงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0.6 V
ข. ขณะตดั วงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0.6 V
ค. ขณะต่อวงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0 V
ง. ขณะตดั วงจรเกิดแรงดนั ตกคร่อมรอยต่อประมาณ 0 V
3. การนาซีเนอร์ไดโอดไปใชเ้ ป็นสวติ ช์ตอ้ งจา่ ยไบแอสแบบใด
ก. ไบแอสกลบั คา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดเริ่มเปล่ียน
ข. ไบแอสตรงคา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั จุดเร่ิมเปล่ียน
ค. ไบแอสกลบั ค่าแรงดนั เกินกวา่ แรงดนั พงั
ง. ไบแอสตรงคา่ แรงดนั เกินกวา่ แรงดนั พงั

5. จะไดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ุตแบบใด
ก. 1 ข. 2
ค. 3 ง. 4
6. ถา้ กลบั ขวั ้ แบตเตอรี่ B โดยจา่ ยบวกใหข้ า A ของไดโอด D จะไดเ้ อาตพ์ ุตออกมาแบบใด
ก. 1 ข. 2
ค. 3 ง. 4
7. จากรูปขอ้ 4 กลบั ขวั ้ ไดโอด D ใหข้ า K ตอ่ เขา้ ขวั ้ ลบแบตเตอรี่ B จะไดเ้ อาตพ์ ตุ ออกมาแบบใด
ก. 1 ข. 2
ค. 3 ง. 4

9. จะไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ตุ แบบใด
ก. 1 ข. 2
ค. 3 ง. 4
10. ถา้ กลบั ข้วั แบตเตอร่ี B โดยจ่ายบวกใหข้ า A ของไดโอด D จะไดเ้ อาตพ์ ตุ ออกมาแบบใด
ก. 1 ข. 2
ค. 3 ง. 4

ตอนท่ี 2 อธิบายใหไ้ ดใ้ จความถูกตอ้ งสมบูรณ์
1. สวติ ชไ์ ดโอดทางานอยา่ งไร คุณสมบตั ิของสวติ ช์ไดโอดแตกตา่ งจากสวติ ช์ไฟฟ้าจริงอยา่ งไร
2. ซีเนอร์ไดโอดนามาใชง้ านในวงจรสวติ ช์ไดโอด ทาหนา้ ที่เป็นอะไรบา้ ง
3. วงจรคลิปเปอร์แบบไดโอดตอ่ อนุกรม และแบบไดโอดต่อขนานดงั รูป แตกตา่ งกนั อยา่ งไร

4. อธิบายหลกั การทางานของวงจรคลิปเปอร์ใชซ้ ีเนอร์ไดโอดตดั สัญญาณ 2 ซีกดงั รูปมาใหเ้ ขา้ ใจ

ใบปฏิบตั งิ าน
4 วงจรคลปิ เปอร์

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั
1. ประกอบวงจรคลิปเปอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั และอ่านค่าสัญญาณของวงจรคลิปเปอร์ได้
3. วาดรูปสญั ญาณออกเอาตพ์ ุตของวงจรคลิปเปอร์ได้
4. เกิดความประหยดั ในการปฏิบตั ิงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์
1. เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เคร่ือง
3. ตวั ตา้ นทาน 330 Ω, 10 kΩ ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
4. ไดโอดเบอร์ 1N4148 1 ตวั
5. ซีเนอร์ไดโอดเบอร์ 1N4728 (3.3 V ; 1 W) 1 ตวั
6. แบตเตอรี่ 1.5 V (ถ่านไฟฉาย) 1 กอ้ น
7. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 4.1
2. ปรับเคร่ืองกาเนิดสญั ญาณหลายแบบไปที่คลื่นสี่เหล่ียมความถี่ 1 kHz ปรับความแรง
สญั ญาณประมาณ 10 Vpp ป้อนเขา้ ท่ีอินพตุ Eiของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพใหพ้ ร้อมใชง้ าน นาไปวดั ค่าในวงจร ให้อินพุต CH1
ของออสซิลโลสโคปวดั ที่อินพุต Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ตุ Eo วดั รูป
คลื่นสัญญาณและระดบั ความแรงสญั ญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 4.2



4. ตอ่ แบตเตอรี่ 1.5 V อนุกรมแบบไบแอสตรงใหก้ บั ไดโอด D แสดงดงั รูปที่ 4.3

5. ใชอ้ อสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วดั รูปสญั ญาณและแรงดนั ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ Eo บนั ทึกค่าไวใ้ น
รูปที่ 4.4 ตาแหน่ง Ei และ Eo1 ที่จา่ ยแบตเตอร่ีไบแอสตรงใหไ้ ดโอด
6. กลบั ข้วั แบตเตอร่ี B ใหเ้ ป็ นการจา่ ยไบแอสกลบั ใหไ้ ดโอด D วดั รูปสัญญาณและแรงดนั ท้งั อินพตุ Ei และ
เอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูปท่ี 4.4 ตาแหน่ง Eo2 ที่จา่ ยแบตเตอรี่ไบแอสกลบั ใหไ้ ดโอด

7. ประกอบวงจรตามรูปที่ 4.5

8. ใชอ้ อสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วดั รูปสญั ญาณและแรงดนั ท้งั อินพุต Eiและเอาตพ์ ตุ Eoบนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูป
ท่ี 4.7 ตาแหน่ง Ei และ Eo1 ที่ไม่ตอ่ แบตเตอรี่
9. ตอ่ แบตเตอร่ี 1.5 V อนุกรมแบบไบแอสกลบั ใหก้ บั ไดโอด D แสดงดงั รูปที่ 4.6

10. ใชอ้ อสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วดั รูปสัญญาณและแรงดนั ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ Eo บนั ทึกคา่ ไวใ้ น
รูปที่ 4.7 ตาแหน่ง Eo2 ท่ีจา่ ยแบตเตอรี่ไบแอสกลบั ใหไ้ ดโอด

11. กลบั ข้วั แบตเตอร่ี B ใหเ้ ป็นการจา่ ยไบแอสตรงใหไ้ ดโอด D วดั รูปสัญญาณและแรงดนั ท้งั อินพตุ Ei และ
เอาตพ์ ุต Eo บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 4.7 ตาแหน่ง Eo3 ที่จา่ ยแบตเตอรี่ไบแอสตรงใหไ้ ดโอด
12. ประกอบวงจรตามรูปที่ 4.8

13. ใชอ้ อสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพ วดั รูปสัญญาณและแรงดนั ทงั ้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ Eo บนั ทึกค่าไว้
ในรูปท่ี 4.9 ตาแหน่ง Ei และ Eo1 ท่ีต่อขา K ซีเนอร์ไดโอดเขา้ ขา Aไดโอด
6. กลบั ขวั ้ ซีเนอร์ไดโอดเป็ นตรงขา้ ม วดั รูปสัญญาณและแรงดนั ทงั ้ อินพุต Eiและเอาตพ์ ตุ Eoบนั ทึกคา่ ไวใ้ นรูป
ที่ 4.9 ตาแหน่ง Eo2ท่ีต่อขา A ซีเนอร์ไดโอดเขา้ ขา A ไดโอด

สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. วงจรคลิปเปอร์ในรูปท่ี 4.1 มีลกั ษณะการทางานเหมือนกบั วงจรอะไร รูปคลื่นที่ได้
ออกมาเป็ นอยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
2. การตอ่ แบตเตอร่ีร่วมกบั ไดโอดในวงจรคลิปเปอร์ มีผลต่อการทางานในวงจรคลิปเปอร์
อยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
3. การตอ่ ซีเนอร์ไดโอดร่วมกบั ไดโอดในวงจรคลิปเปอร์ ซีเนอร์ไดโอดทาหนา้ ท่ีอะไร มี
ผลต่อการทางานในวงจรคลิปเปอร์อยา่ งไร
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________

แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน

ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายช่ือสมาชิก

1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขที่…….

3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขที่…….

ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เห็น

32 1

1 เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง

ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )

2 รูปแบบการนาเสนอ

3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม

4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ

สนใจ

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………

เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง

3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี

ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ

แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ

แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ

ช่ือกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................

รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขท่ี…….

1……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ที่ รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน

รวม

ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………..

เกณฑ์ การให้ คะแนน

1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน

2. การมอบหมายหนา้ ท่ีรับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถึง แตไ่ ม่ตรงตามความสามารถ และมีส่ือ / อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แต่ขาดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไมท่ ว่ั ถึงและมีสื่อ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ

3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาท่ีกาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กวา่ เวลาท่ีกาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย

4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไมม่ ีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน

บันทกึ หลงั การสอน

หน่วยท่ี 4 เรื่อง คลปิ เปอร์

ผลการใช้แผนการเรียนรู้

1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. ส่ือการสอนเหมาะสมดี

ผลการเรียนของนักเรียน

1. นกั ศึกษาส่วนใหญม่ ีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานที่ไดร้ ับมอบหมาย

2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพ่อื ใหง้ านสาเร็จทนั เวลาท่ีกาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เรื่องคลิปเปอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้

ผลการสอนของครู

1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาที่กาหนด



แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 5
สอนสัปดาหท์ ี่ 6
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง คาบรวม 24

ชื่อหน่วย แคลมเปอร์

ชื่อเร่ือง แคลมเปอร์ จานวนคาบ 4

สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย

1. อธิบายวธิ ีใชว้ งจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบและแรงดนั บวกอยา่ งถูกตอ้ งเป็นลาดบั

2. อธิบายวธิ ีใชว้ งจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสอยา่ งชดั เจนเป็ นลาดบั

3. นาวงจรแคลมเปอร์ไปใชง้ านอยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

สาระสาคญั

วงจรแคลมเปอร์ (Clamper Circuit) เป็นวงจรที่ทาหนา้ ท่ีปรับเปลี่ยนระดบั ของสญั ญาณไฟสลบั ใหม้ ี
ระดบั และตาแหน่งถูกตอ้ งตามตอ้ งการ โดยการเพ่ิมแรงดนั ไฟตรงใหส้ ัญญาณไฟสลบั ทาใหร้ ะดบั สญั ญาณไฟ
สลบั เปลี่ยนแปลงไป แต่รูปร่างสญั ญาณไฟสลบั ไม่เปลี่ยนแปลง วงจรแคลมเปอร์จึงถูกเรียกวา่ วงจรเติมไฟตรง

(DC Restorer Circuit) หรือวงจรสอดแทรกไฟตรง(DC Inserter Circuit) อุปกรณ์ตวั หลกั ที่นามาใชง้ านในวงจร

คือ ตวั ไดโอด ตวั เก็บประจุ และตวั ตา้ นทาน หลกั ของการทางานวงจรแคลมเปอร์

เร่ืองทจี่ ะศึกษา

1. วงจรแคลมเปอร์
2. วงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบ
3. วงจรแคลมเปอร์แรงดนั บวก
4. วงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสตรง
5. วงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสกลบั
6. บทสรุป

จุดประสงค์การเรียน/การสอน

 จุดประสงค์ทว่ั ไป

1. เพ่ือใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั หลกั การทางานวงจรแคลมเปอร์(ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะในการสงั เกตการทางานของวงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสตรง (ด้าน
ทักษะพิสัย)
3. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติที่ดีในการนาความรู้เร่ืองแคลมเปอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้ (ด้านจิตพิสัย)

 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม

1. อธิบายหลกั การทางานวงจรแคลมเปอร์ได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
2. บอกการทางานของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
3. บอกการทางานของวงจรแคลมเปอร์แรงดนั บวกได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
4. สังเกตการทางานของวงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสตรงได้ (ด้านทักษะพิสัย)
5. ใชง้ านวงจรแคลมเปอร์แบบไดโอดมีแรงดนั ไบแอสกลบั ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. นาแคลมเปอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ด้านจิตพิสัย)

เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

5.1 วงจรแคลมเปอร์
วงจรแคลมเปอร์ (Clamper Circuit) เป็ นวงจรท่ีทาหน้าท่ีปรับเปลี่ยนระดบั ของสัญญาณไฟสลบั ให้มี

ระดบั และตาแหน่งถูกตอ้ งตามตอ้ งการ โดยการเพิ่มแรงดนั ไฟตรงให้สัญญาณไฟสลบั ทาให้ระดบั สัญญาณไฟ
สลบั เปลี่ยนแปลงไป แต่รูปร่างสัญญาณไฟสลบั ไม่เปลี่ยนแปลง วงจรแคลมเปอร์จึงถูกเรียกวา่ วงจรเติมไฟตรง
(DC Restorer Circuit) หรือวงจรสอดแทรกไฟตรง(DC Inserter Circuit) อุปกรณ์ตวั หลกั ท่ีนามาใช้งานในวงจร
คือ ตวั ไดโอด ตวั เกบ็ ประจุ และตวั ตา้ นทาน หลกั ของการทางานวงจรแคลมเปอร์ แสดงดงั รูปท่ี 5.1

จากรูปที่ 5.1 แสดงหลกั การของวงจรแคลมเปอร์ คลื่นสญั ญาณที่ป้อนเขา้ มาเป็นรูปคลื่นสัญญาณไฟสลบั
ทุกชนิด เม่ือส่งผา่ นวงจรแคลมเปอร์รูปร่างสัญญาณยงั คงเดิมไม่เปล่ียนแปลงส่วนที่เปลี่ยนแปลงเป็ นเพียงระดบั
ตาแหน่งสัญญาณที่ปรากฏรูปคลื่น เปลี่ยนไปจากตาแหน่งเดิมรูปคลื่นสัญญาณอาจถูกเลื่อนตาแหน่งข้ึนดา้ นบน
หรืออาจถูกเล่ือนตาแหน่งลงด้านล่าง การเลื่อนตาแหน่งไปที่ระดบั ใด ข้ึนอยูก่ บั การจดั วงจรแคลมเปอร์ และ
สามารถนาแหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรง

เขา้ มาทางานร่วมดว้ ยได้ ลกั ษณะการปรับระดบั ของวงจรแคลมเปอร์แบ่งไดเ้ ป็ น 2 แบบ คือ วงจรแคลม
เปอร์แรงดันลบ (Negative Voltage Clamper Circuit) และวงจรแคลมเปอร์แรงดันบวก(Positive Voltage
Clamper Circuit)

5.2 วงจรแคลมเปอร์แรงดันลบ
วงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบ เป็ นวงจรปรับระดบั คล่ืนโดยกาหนดใหร้ ูปสญั ญาณท่ีส่งออกเอาตพ์ ุตมีระดบั
สัญญาณเปลี่ยนแปลงไปในยา่ นแรงดนั ลบ โดยอาศยั ไดโอดทาหน้าท่ีเป็ นสวิตช์ตดั ต่อวงจรตามสภาวะการจ่าย
ไบแอสใหต้ วั ไดโอด และอาศยั ตวั เก็บประจุทาหนา้ ที่ประจุและคายประจุแรงดนั ในวงจร มีตวั ตา้ นทานทาหนา้ ที่
ภาระของวงจร วงจรแคลมเปอร์แรงดนั ลบ แสดงดงั รูปท่ี 5.2


Click to View FlipBook Version