ใบปฏิบตั งิ าน
6 ทรานซิสเตอร์ส์ วติ ช์
ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั
1. ประกอบวงจรสวติ ชท์ รานซิสเตอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั สัญญาณอินพตุ และเอาตพ์ ตุ ของสวติ ช์ทรานซิสเตอร์ได้
3. วาดรูปสัญญาณไฟฟ้าในตาแหน่งต่างๆ ของวงจรได้
4. มีความอดทนอดกล้นั ในการทางาน
เครื่องมือและอุปกรณ์
1. เครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เครื่อง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครื่อง
3. แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรับคา่ ได้ 0 – 30 V 1 เคร่ือง
4. ทรานซิสเตอร์เบอร์ 2N2222 (หรือเบอร์แทน) 1 ตวั
5. เฟตเบอร์ 2N5486 (หรือเบอร์แทน) 1 ตวั
6. ตวั ตา้ นทาน 4.7 kΩ, 10 kΩ ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
7. ตวั เกบ็ ประจุ 1 µF, 4.7 µF ; 25 V ค่าละ 1 ตวั
8. แผงประกอบวงจรและสายตอ่ วงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 6.1
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบไปท่ีคลื่นสี่เหล่ียมความถ่ี 200 Hz ปรับความ
แรงสญั ญาณประมาณ 1 Vpp ป้อนเขา้ ท่ีอินพุต Eiของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพใหพ้ ร้อมใชง้ าน นาไปวดั ค่าในวงจร ใหอ้ ินพุต CH1
ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพุต Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาตพ์ ตุ Eo วดั รูป
คล่ืนสญั ญาณและระดบั ความแรงสญั ญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาตพ์ ตุ EO บนั ทึกค่าไวใ้ นรูปท่ี 6.2
ที่ตาแหน่ง EO บนั ทึกท่ีจุด EO1
4. ตอ่ เพม่ิ C = 4.7 µF คร่อมขนาน R1 วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรงสัญญาณเอาตพ์ ุต EO บนั ทึกค่าไว้
ในรูปท่ี 6.2 บนั ทึกท่ีจุด EO2
5. ประกอบวงจรตามรูปที่ 6.3
6. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั และบนั ทึกรูปสัญญาณ แรงดนั ทางอินพตุ Ei และเอาตพ์ ตุ EO ลง
ในรูปท่ี 6.4 ที่ตาแหน่ง EO บนั ทึกที่จุด EO1
7. ต่อเพิม่ C = 1 µF คร่อมขนาน R1 วดั รูปคลื่นสัญญาณและระดบั ความแรงสัญญาณเอาตพ์ ตุ EO บนั ทึกคา่ ไวใ้ น
รูปท่ี 6.4 บนั ทึกท่ีจุด EO2
สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. สัญญาณที่วดั ไดท้ ่ีอินพตุ Ei และเอาตพ์ ุต EO ท้งั ของ EO1 และ EO2 มีผลเป็ นเช่นไร
เหมือนกนั หรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ท้งั รูปที่ 6.2 และรูปที่ 6.4
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายช่ือสมาชิก
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท่ี……. 4……………………………………เลขที่…….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คิดเห็น
32 1
1 เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รูปแบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง
3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ถูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอท่ีเหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอท่ีน่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถิ่นมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไม่เหมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ช่ือกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขท่ี…….
1……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขท่ี…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ท่ี รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั หิ นา้ ที่ท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ท่ี…………เดือน……………………..พ.ศ…………..
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การมอบหมายหนา้ ที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ ว่ั ถึง แตไ่ มต่ รงตามความสามารถ และมีสื่อ / อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แต่ขาดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไมท่ ว่ั ถึงและมีสื่อ / อปุ กรณ์ไม่เพียงพอ
3. การปฏิบตั ิหนา้ ที่ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาท่ีกาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กวา่ เวลาที่กาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แตไ่ ม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไมป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
บนั ทึกหลงั การสอน
หน่วยท่ี 6 เร่ือง ทรานซิสเตอร์ส์สวติ ช์
ผลการใช้แผนการเรียนรู้
1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. ส่ือการสอนเหมาะสมดี
ผลการเรียนของนักเรียน
1. นกั ศึกษาส่วนใหญม่ ีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานที่ไดร้ ับมอบหมาย
2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพ่ือใหง้ านสาเร็จทนั เวลาที่กาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เรื่องทรานซิสเตอร์ส์สวติ ช์ไปประยกุ ตใ์ ช้
ผลการสอนของครู
1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาที่กาหนด
แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยท่ี 7
สอนสัปดาหท์ ่ี 8-9
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวติ ชิง คาบรวม 36
ช่ือหน่วย ชมิตตท์ ริกเกอร์
ช่ือเร่ือง ชมิตตท์ ริกเกอร์ จานวนคาบ 8
สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
1. บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์อยา่ งละเอียดถูกตอ้ ง
2. อธิบายการทางานวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดต่างๆ อยา่ งถูกตอ้ งเป็นลาดบั
3. เลือกวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ไปใชง้ านอยา่ งเหมาะสมตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
สาระสาคญั
ชมิตตท์ ริกเกอร์ (Schmitt Trigger) หรือตวั เปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ (Regenerative Comparator) เป็ น
วงจรสวติ ชอ์ ิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหน่ึงท่ีนิยมนามาใชง้ าน ดว้ ยการทางานท่ีระดบั แรงดนั อินพตุ 2 ค่า ช่วยในการ
ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาวะเสถียรภาพของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกนั ของระดบั แรงดนั ไฟฟ้า
กระแสตรง 2 ระดบั จึงถูกนาไปใชง้ านเป็ นตวั ตรวจจบั ระดบั แรงดนั (Voltage Level Detector) ใชเ้ ป็ นตวั สร้าง
พลั ส์ส่ีเหลี่ยมจากสัญญาณอินพุตรูปคล่ืนแบบตา่ งๆ หลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์
เร่ืองท่จี ะศึกษา
1. ชมิตตท์ ริกเกอร์
2. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์
3. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์
4. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์
5. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส
6. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส
7. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับคา่ ได้
8. บทสรุป
จุดประสงค์การเรียน/การสอน
จุดประสงค์ทว่ั ไป
1. เพื่อใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั หลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ (ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพอื่ ใหม้ ีทกั ษะในการสังเกตการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไมก่ ลบั เฟส
(ด้านทักษะพิสัย)
3. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติท่ีดีในการนาความรู้เรื่องชมิตตท์ ริกเกอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้ (ด้านจิตพิสัย)
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
2. บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ได้ (ด้านพทุ ธิพิสัย)
3. บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์ได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
4. บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ ได้ (ด้านพุทธิพิสัย)
5. สงั เกตการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไมก่ ลบั เฟสได้ (ด้านทักษะพิสัย)
6. ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟสได้ (ด้านทักษะพิสัย)
7. ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับคา่ ได้ (ด้านทักษะพิสัย)
8. นาชมิตตท์ ริกเกอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ (ด้านจิตพิสัย)
เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
7.1 ชมิตตท์ ริกเกอร์
ชมิตตท์ ริกเกอร์ (Schmitt Trigger) หรือตวั เปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ (Regenerative Comparator) เป็ น
วงจรสวติ ช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหน่ึงที่นิยมนามาใชง้ าน ดว้ ยการทางานท่ีระดบั แรงดนั อินพุต 2 ค่า ช่วยในการ
ควบคุมการเปล่ียนแปลงสภาวะเสถียรภาพของวงจร วงจรทางานใช้ความแตกต่างกนั ของระดบั แรงดนั ไฟฟ้า
กระแสตรง 2 ระดบั จึงถูกนาไปใช้งานเป็ นตวั ตรวจจบั ระดบั แรงดนั (Voltage Level Detector) ใชเ้ ป็ นตวั สร้าง
พลั ส์สี่เหล่ียมจากสญั ญาณอินพตุ รูปคล่ืนแบบต่างๆ หลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ แสดงดงั รูปท่ี 7.1
จากรูปที่ 7.1 แสดงหลักการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ โดยวงจรชมิตต์ทริกเกอร์สามารถรับ
สัญญาณอินพุตท่ีป้อนเขา้ มาหลายรูปสัญญาณ แต่จะไดร้ ูปสัญญาณส่งออกเอาต์พุตเหมือนกนั คือเป็ นสัญญาณ
คล่ืนส่ีเหล่ียมมุมฉาก หรือสี่เหลี่ยมจตั ุรัส การเปลี่ยนรูปร่างสัญญาณที่ออกเอาต์พุต อาศยั ระดบั แรงดนั สัญญาณ
ป้อนเขา้ มาไปบงั คบั การทางานและหยดุ การทางาน
ของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ โดยมีระดบั แรงดนั ที่มาควบคุม 2 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ น
สูง (Upper Trigger Potential ; UTP) เป็ นจุดที่สัญญาณอินพุตไปบงั คบั วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ให้ทางาน ให้กาเนิด
สัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมช่วงขาข้ึน หรือคลื่นขนั ้ บนั ไดขาข้ึนออกเอาต์พุต และระดบั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า
(Lower Trigger Potential ; LTP) เป็ นจุดท่ีสัญญาณอินพุตไปบังคับวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ให้หยุดทางาน ได้
สัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมช่วงขาลงหรือคล่ืนขนั ้ บนั ไดขาลงออกเอาตพ์ ุต
ค่าระดบั แรงดนั UTP และ LTP ท่ีมาควบคุมวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ ไม่จาเป็ นตอ้ งมีค่าเท่ากนั โดยปกติค่า
ระดบั แรงดนั UTP มกั มีค่ามากกว่าระดบั แรงดนั LTP ซ่ึงสัญญาณอินพุตท่ีป้อนเขา้ มาควบคุมการทางานของ
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ไมจ่ าเป็ นตอ้ งเป็ นสญั ญาณไซนเ์ ท่าน้นั เป็นสัญญาณสามเหลี่ยม สัญญาณสี่เหล่ียม สญั ญาณฟ
นั เลื่อยก็ได้ ซ่ึงจะมีตาแหน่ง UTP และLTP แตกต่างกนั คลื่นสัญญาณไฟฟ้าเกิดจากวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ แสดง
ดงั รูปที่ 7.2
จากรูปที่ 7.2 แสดงตาแหน่ง UTP และ LTP ของคล่ืนสัญญาณไฟฟ้า เกิดข้ึนมาจากวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์
ไม่วา่ สัญญาณอินพุตท่ีป้อนเขา้ มาจะเป็ นคลื่นสัญญาณชนิดใดก็ตาม เมื่อผา่ นเขา้ วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ สัญญาณที่
ได้ออกมาจะเป็ นคลื่นส่ีเหล่ียม หรือคล่ืนพลั ส์เท่าน้ัน โดยการกาหนดคล่ืนสัญญาณส่งออกด้วยศกั ยไ์ ฟฟ้า
จุดชนวนดา้ นสูง (UTP) และศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า (LTP) ท่ีไปควบคุมให้วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ทางานหรือ
หยดุ ทางาน
วงจรชมิตต์ทริ กเกอร์สามารถสร้างข้ึนมาจากอุปกรณ์ จาพวกสารก่ึงตัวนาได้หลายชนิ ดเช่น
ทรานซิสเตอร์ เฟต และออปแอมป์ เป็ นตน้ นามาจดั เป็ นวงจรทางานลกั ษณะต่างๆ ตามความตอ้ งการ มีวงจร
ทางานที่แตกต่างกนั แต่ใชห้ ลกั การทางานเหมือนกนั ทางานโดยอาศยั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นสูง (UTP) และ
ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า (LTP) เช่นเดียวกนั
จากรูปท่ี 7.3 แสดงวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ วงจรประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก คือ
ทรานซิสเตอร์ 2 ตวั Q1 และ Q2 โดยขา E ของทรานซิสเตอร์ทงั ้ สองต่อร่วมกนั ต่อเขา้ กบั ตวั ตา้ นทาน R6 ขา B
ของ Q2 ไดร้ ับสัญญาณอินพุตจากวงจรแบ่งแรงดนั (Voltage Divider)R3 และ R4 ส่วนขา B ของ Q1 รับสัญญาณ
อินพุต Ei จากแหล่งจ่ายสัญญาณภายนอกที่ป้อนเขา้ มา มีตวั ตา้ นทาน R2 เป็ นภาระของ Q1 และตวั ตา้ นทาน R5
เป็ นภาระของ Q2 ตวั เก็บประจุ C1ทาหน้าที่เป็ นตวั เก็บประจุเพ่ิมความเร็ว สภาวะการทางานของทรานซิสเตอร์
ทงั ้ สองตวั จะตอ้ งทางานสลบั กนั คือตวั หน่ึงทางานอีกตวั หน่ึงหยุดทางานสลบั ไปสลบั มา การทางานของวงจร
และสัญญาณท่ีเกิดข้ึนอธิบายไดด้ งั น้ี
การทางานของวงจรตามรูปท่ี 7.3 (ก) เป็ นดงั น้ี ขณะไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเขา้ วงจรตวั Q1 ไม่ทางาน
อยใู่ นสภาวะคตั ออฟ และตวั Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตวั ในขณะท่ีตวั Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตวั มีแรงดนั ตกคร่อมตวั R6
เท่ากบั แรงดนั VE แรงดนั ออกเอาตพ์ ุต Eo ท่ีเวลา t-1 มีค่าVE + VCE2 (sat) หรือประมาณ VE การจะทาให้ตวั Q1
นากระแสไดต้ อ้ งป้อนสัญญาณอินพุต Ei ให้ขา B ของตวั Q1 มีความแรงมากกวา่ VBE1 + VE มีขนาดแรงดนั
อินพุต Ei ท่ีตาแหน่ง UTP แรงดนั ที่ไดแ้ สดงดงั รูปที่ 7.3 (ข)
แรงดนั ที่ขา C ของ Q1 หรือแรงดนั VC1 ขณะท่ีตวั Q1 คตั ออฟมีคา่ แรงดนั เท่าแหล่งจา่ ยVCC เมื่อตวั Q1
นากระแส แรงดัน VC1 จะลดต่ากว่าแรงดนั VCC ทาให้แรงดนั ไบแอสตรงของตวั Q1 ลดลงตามไปดว้ ย ใน
จังหวะน้ีทรานซิสเตอร์ทัง้ สองตัวทางานในย่านทางาน การทางานของวงจรจะเป็ นเช่นน้ีจนกระทัง่
ทรานซิสเตอร์ Q2 คัตออฟ มีผลให้ที่เวลา t+1 แรงดันออกเอาต์พุต EOมีค่าเท่ากับแรงดัน VCC ตัว Q1 จะ
นากระแสจนถึงจุดอิ่มตวั เม่ือสัญญาณอินพุต Ei ที่ป้อนเขา้ มามีขนาดแรงดนั ต่ากวา่ ค่าแรงดนั ท่ีทาให้ Q1 ทางาน
ถึงจุดอิ่มตวั ตวั Q1 จะกลบั มาทางานในยา่ นทางานอีกครัง้
ตวั Q2 อยใู่ นสภาวะคตั ออฟจนกระทงั ่ สัญญาณอินพุต Ei มีค่าแรงดนั ลดลงต่ากวา่ ค่า UTPช่วงเวลาน้ี Q2
จะกลบั ไปอยู่ในสภาวะทางานอีกครัง้ และนากระแสเพ่ิมข้ึนจนถึงจุดอ่ิมตวั เมื่อสัญญาณอินพุต Ei ลดลงมาถึง
ตาแหน่ง LTP มีผลทาใหท้ ่ีเวลา t+2 แรงดนั ออกเอาตพ์ ุต Eo มีคา่
ลดลงเหลือเพียง VE ในช่วงเวลาน้ีตวั Q1 จะกลบั ไปอยู่ในสภาวะคตั ออฟอีกครัง้ แรงดนั ท่ีไดแ้ สดงดงั รูปท่ี 7.3
(ข) การทางานของวงจรจะเป็นเช่นน้ีไปจนกวา่ จะมีสัญญาณอินพุต Ei ป้อนเขา้ มาใหมท่ าให้ตวั Q1 ทางานอีกครัง้
จะเกิดการทางานของวงจรเป็นไปตามท่ีไดก้ ล่าวมา ไดส้ ญั ญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมหรือคลื่นพลั ส์ส่งออกเอาตพ์ ุต
7.3 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดน้ีใช้เฟตทางานร่วมกบั ทรานซิสเตอร์ โดยต่อใชง้ านเฟตเป็ นสวติ ช์วงจรแรก
และใชท้ รานซิสเตอร์ตอ่ เป็ นสวติ ช์วงจรที่สอง ช่วยใหก้ ารทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดน้ีเป็นวงจรสวิตช์
มีความเร็วในการสวิตช์เพ่ิมข้ึน ตามคุณสมบตั ิของเฟตที่ทางานเป็ นสวิตช์ตดั ต่อวงจรไดเ้ ร็วจึงใช้งานเป็ นวงจร
แรก ส่วนทรานซิสเตอร์ทางานเป็ นสวิตชม์ ีการสูญเสียขณะทางานต่า และสามารถทนแรงดนั ไดส้ ูงจึงใชง้ านเป็ น
วงจรที่สอง วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์ แสดงดงั รูปท่ี 7.4
จากรูปท่ี 7.4 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์ วงจรประกอบดว้ ยอุปกรณ์หลกั คือ
ตวั Q1 เป็ นเฟต และตวั Q2 เป็ นทรานซิสเตอร์ โดยขา S ของเฟตต่อร่วมกบั ขา E ของทรานซิสเตอร์ ต่อเขา้ กบั ตวั
ต้านทาน R6 ขา B ของ Q2 ได้รับสัญญาณอินพุตจากวงจรแบ่งแรงดัน R3 และ R4 ส่วนขา G ของ Q1 รับ
สัญญาณอินพุต Ei จากแหล่งจ่ายสัญญาณภายนอกท่ีป้อนเขา้ มา มีตวั ตา้ นทาน R2 เป็ นภาระของ Q1 และตวั
ตา้ นทาน R5 เป็ นภาระของ Q2 สภาวะการทางานของเฟตและทรานซิสเตอร์จะตอ้ งทางานสลบั กนั คือตวั หน่ึง
ทางานอีกตวั หน่ึงหยดุ ทางานสลบั ไปสลบั มา การทางานของวงจรและสัญญาณที่เกิดข้ึนอธิบายไดด้ งั น้ีการทางาน
ของวงจรตามรูปท่ี 7.4 (ก) เป็นดงั น้ี ขณะไม่มีสญั ญาณอินพุตป้อนเขา้ วงจรตวั Q1 ทางานอยใู่ นสภาวะอ่ิมตวั และ
ตวั Q2 ไม่ทางานอยใู่ นสภาวะคตั ออฟ ในขณะท่ีตวั Q2 ไม่ทางานอยใู่ นสภาวะคตั ออฟ มีแรงดนั ออกเอาตพ์ ุต Eo
ท่ีเวลา t-1 มีค่าแรงดนั เท่าแหล่งจ่าย VCCการจะทาใหต้ วั Q1 หยุดทางานไดต้ อ้ งป้อนสัญญาณอินพุต Ei ใหข้ า G
ของตวั Q1 มีความแรงสัญญาณซีกลบมากกว่าค่าแรงดนั VGS + VE ถึงขนาดแรงดนั อินพุต Ei ท่ีตาแหน่ง UTP
แรงดนั ท่ีไดแ้ สดงดงั รูปท่ี 7.4 (ข)
ขณะท่ีตวั Q1 อยูใ่ นสภาวะอิ่มตวั มีแรงดนั ท่ีขา D ของ Q1 หรือแรงดนั VD มีค่าแรงดนั เท่ากบั แรงดนั
VDS + VE ไม่พอท่ีจะทาให้ตวั Q2 ทางาน เม่ือตวั Q1 คตั ออฟ แรงดนั VD จะเพ่ิมสูงข้ึนเท่ากบั แรงดนั VCC ทา
ใหแ้ รงดนั ไบแอสตรงของตวั Q2 เพิ่มข้ึนตามไปดว้ ย ในจงั หวะน้ีเฟตและทรานซิสเตอร์ทางานในยา่ นทางาน การ
ทางานของวงจรจะเป็ นเช่นน้ีจนกระทงั ่ ทรานซิสเตอร์ Q2ทางานจนถึงจุดอิ่มตวั มีผลให้ที่เวลา t+1 แรงดนั ออก
เอาตพ์ ุต Eo มีค่าแรงดนั เท่ากบั VE + VCE2 (sat)หรือประมาณ VE ตวั Q1 จะอยู่ในสภาวะคตั ออฟ เม่ือสัญญาณ
อินพุต Ei ท่ีป้อนเขา้ มามีค่าความแรงของแรงดนั ซีกลบน้อยลงต่ากว่าค่าแรงดันท่ีทาให้ Q1 ทางาน ตวั Q1 จะ
กลบั มาเขา้ สู่สภาวะคตั ออฟอีกครัง้ แรงดนั ที่ไดแ้ สดงดงั รูปท่ี 7.4 (ข)
ตวั Q1 อยู่ในสภาวะคตั ออฟจนกระทงั ่ สัญญาณอินพุต Ei มีค่าแรงดนั เป็ นลบลดลงน้อยกว่าค่า UTP
ช่วงเวลาน้ี Q1 จะกลบั ไปอยูใ่ นสภาวะทางานอีกครัง้ และนากระแสเพ่ิมข้ึนจนถึงจุดอิ่มตวั เม่ือสญั ญาณอินพุต Ei
มีค่าแรงดนั เป็ นลบลดนอ้ ยลงถึงตาแหน่ง LTP มีผลทาให้ที่เวลา t+2แรงดนั ออกเอาต์พุต Eo มีค่าเท่ากบั แรงดนั
VCC ในช่วงเวลาน้ีตวั Q2 จะกลบั ไปอยูใ่ นสภาวะ คตั ออฟอีกครัง้ แรงดนั ที่ไดแ้ สดงดงั รูปที่ 7.4 (ข) การทางาน
ของวงจรจะเป็ นเช่นน้ีไปจนกวา่ จะมีสัญญาณอินพุต Ei ป้อนเขา้ มาใหม่ทาให้ตวั Q1 หยุดทางานอีกครัง้ จะเกิด
การทางานของวงจรเป็นไปตามที่ไดก้ ล่าวมา ไดส้ ัญญาณคลื่นสี่เหล่ียมหรือคล่ืนพลั ส์ส่งออกเอาตพ์ ตุ
7.4 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์
ออปแอมป์ เป็ นไอซีที่สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้งานไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวา้ งมากมาย รูปแบบหน่ึงของวงจรท่ี
ใช้ออปแอมป์ เขา้ ไปร่วมทางาน ไดแ้ ก่ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ท่ีถูกเรียกอีกช่ือหน่ึงว่าตวั
เปรียบเทียบแบบเสริมสภาพน้นั เพราะการจดั วงจรทางานของออปแอมป์ เป็ นการจดั วงจรแบบการป้อนกลบั แบบ
บวก (Positive Feedback) ในแบบเสริมสัญญาณป้อนเขา้ ทางอินพุต หรือเป็ นแบบกาหนดรูปสัญญาณจ่ายออก
เอาตพ์ ตุ เป็ นคล่ืนส่ีเหลี่ยมหรือคลื่นพลั ส์เช่นเดียวกบั วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ที่ใชท้ รานซิสเตอร์และเฟต สามารถใช้
เพยี งออปแอมป์ ตวั เดียวต่อวงจรร่วมกบั อุปกรณ์ประกอบร่วมภายนอกอีกเล็กนอ้ ย สร้างเป็ นวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์
ไดง้ ่าย
และวงจรไม่ยงุ่ ยากซบั ซ้อน ทาให้นิยมนาไปใชง้ านอยา่ งแพร่หลายลกั ษณะการจดั วงจรทางานคลา้ ยกบั
วงจรขยายสัญญาณท่ีใชอ้ อปแอมป์ ทางาน แตกต่างกนั เพียงสัญญาณที่ถูกป้อนเขา้ ขาอินพุตของวงจรออปแอมป์ ช
มิตต์ทริกเกอร์ จะถูกป้อนเขา้ ขาอินพุตในขาตรงขา้ มกบั ขาอินพุตของวงจรขยายสัญญาณเสมอ อตั ราขยายของ
วงจรถูกกาหนดค่าดว้ ยคา่ ความตา้ นทานต่อเป็ นวงจรป้อนกลบั เช่นเดียวกบั วงจรขยายสัญญาณ วงจรเปรียบเทียบ
ระหวา่ งวงจรขยายสญั ญาณ และวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ แสดงดงั รูปท่ี 7.5
จากรูปท่ี 7.5 แสดงวงจรเปรียบเทียบระหวา่ งวงจรขยายสัญญาณ และวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์จะเห็นไดว้ ่า
การจดั วงจรทางานของวงจรขยายสญั ญาณกลบั เฟสรูปที่ 7.5 (ก) เหมือนกบั วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ไมก่ ลบั เฟสรูปที่
7.5 (ข) และวงจรทางานของวงจรขยายสญั ญาณไม่กลบั เฟสรูปที่ 7.5 (ค) เหมือนกบั วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์กลบั เฟส
รูปท่ี 7.5 (ง) รวมทงั ้ ตวั ต้านทาน R1 และR2 ท่ีเป็ นตวั กาหนดอตั ราขยายสัญญาณให้วงจรก็เหมือนกัน ส่วน
แตกต่างกนั เป็ นเพียงขาอินพตุ ที่ป้อนสัญญาณเขา้ และอินพุตที่ต่อลงกราวดข์ องวงจรทงั ้ สองชนิดเป็นขาตรงขา้ ม
กนั เทา่ น้นั ทาใหว้ งจรทงั ้ สองชนิดมีคุณสมบตั ิในการทางานที่แตกต่างกนั
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์สามารถแบง่ การตอ่ วงจรทางานออกไดเ้ ป็น 3 แบบ ดงั น้ี
1. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์แบบไมก่ ลบั เฟส (Noninverting Schmitt Trigger)
2. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟส (Inverting Schmitt Trigger)
3. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์แบบปรับค่าได้ (Variable Schmitt Trigger)
7.5 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไมก่ ลบั เฟส
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส เป็ นวงจรทาหนา้ ท่ีเปลี่ยนสัญญาณอินพุตรูปคล่ืน
แบบต่างๆ ให้ออกเอาต์พุตเป็ นสัญญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมหรือสัญญาณคล่ืนพลั ส์ ที่มีเฟสของสัญญาณอินพุตและ
สัญญาณเอาต์พุตเหมือนกนั การต่อวงจรทางานคลา้ ยกบั วงจรขยายสัญญาณออปแอมป์ แบบกลบั เฟส แตกต่าง
เพียงขาที่ป้อนสัญญาณเขา้ และขาที่ต่อตวั ตา้ นทานป้อนกลบั เป็ นขานอนอินเวอร์ติง (+) แทนท่ีจะเป็ นขาอินเวอร์
ติง (–) วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส แสดงดงั รูปที่ 7.6
จากรูปท่ี 7.6 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส รูปท่ี 7.6 (ก)เป็ นวงจรชมิตต์
ทริกเกอร์ ในลกั ษณะเปรียบเทียบแรงดนั สัญญาณอินพุต Ei ป้อนเขา้ ท่ีขานอนอินเวอร์ติง (+) และมีตวั ตา้ นทาน
R1 และ R2 ตอ่ วงจรแบบแบ่งแรงดนั โดยทาหนา้ ที่เป็ นส่วนวงจรป้อนกลบั แบบบวก พิจารณาจากวงจรจะเห็นวา่
แรงดนั อินพุต Ei ของวงจรน้นั จะถูกเปรียบเทียบกบั แรงดนั จุดเร่ิมเปลี่ยน (Threshold Voltage ; VT) ที่ไดจ้ ากการ
ป้อนกลบั โดยใช้ R1 และ R2 ซ่ึงมีค่าข้ึนอยกู่ บั แรงดนั เอาตพ์ ุตของวงจร ดงั น้นั จึงทาใหแ้ รงดนั เอาตพ์ ุต EO ของ
วงจรเปลี่ยนแปลงอยูส่ องสภาวะ คือ EO = VOH และ EO = VOL โดยจะมีค่าของแรงดนั จุดเร่ิมเปลี่ยนเท่ากบั
VTHหรือ UTP และ VTL หรือ LTP แสดงดงั รูปท่ี 7.6 (ข) เขียนเป็นสมการไดด้ งั น้ี
จากรูปท่ี 7.6 (ข) แสดงกราฟคุณสมบตั ิของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส ค่า
ความแตกต่างที่เกิดข้ึนระหวา่ งสัญญาณเอาตพ์ ุต EO ทงั ้ สองสภาวะน้ีถูกเรียกวา่ ฮิสเตอริซิส (Hysteresis) เป็ นค่า
เกิดการหน่วงเวลาในการเปล่ียนสภาวะการทางานของวงจร และความกวา้ งของสภาวะฮิสเตอริซิสระหว่างจุด
LTP และจุด UTP ถูกเรียกวา่ แรงดนั ฮิสเตอริซิส(Hysteresis Voltage ; VH) หาคา่ ไดด้ งั น้ี
ระดบั แรงดนั สัญญาณที่ออกเอาตพ์ ุต EO มีค่าอยรู่ ะหวา่ ง VOH ถึง VOL คือความแรงของสัญญาณท่ีจ่าย
ออกเอาตพ์ ตุ EO ไดส้ ัญญาณการทางาน แสดงดงั รูปที่ 7.7
จากรูปท่ี 7.7 แสดงสัญญาณการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟสท้งั
สัญญาณอินพุต Ei และสัญญาณเอาตพ์ ุต EO ขณะสัญญาณอินพุต Ei คลื่นไซน์ซีกบวกป้อนเขา้ มาค่าต่ายงั ไม่ถึง
จุด UTP (VTH) สัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต EO มีค่าเป็ นลบที่แรงดนั VOL เม่ือคลื่นไซน์ป้อนเขา้ มาเพ่ิมข้ึนถึงเวลา
t1 ที่จุด UTP (VTH) ควบคุมให้ออปแอมป์ เปล่ียนสภาพการทางาน ได้สญั ญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต EO เปล่ียนแปลง
ไปเป็ นค่าบวกที่แรงดนั VOHแรงดนั ออกเอาตพ์ ุต EO คงท่ีที่ระดบั น้ีจนสัญญาณอินพตุ Ei เปลี่ยนแปลงไปเป็ นค่า
ลบถึงเวลา t2ท่ีจุด LTP (VTL) ควบคุมใหอ้ อปแอมป์ เปลี่ยนสภาพการทางานอีกครัง้ ไดส้ ัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต
EO เปลี่ยนแปลงไปเป็ นค่าลบท่ีแรงดัน VOL แรงดันออกเอาต์พุต EO คงท่ีท่ีระดับน้ีจนสัญญาณอินพุต Ei
เปล่ียนแปลงไปเป็ นค่าบวกถึงเวลา t3 ที่จุด UTP (VTH) อีกครัง้ ควบคุมให้ออปแอมป์ เปลี่ยนสภาพการทางาน
อีกครัง้ ได้สัญญาณจ่ายออกเอาต์พุต EO เปลี่ยนแปลงไปเป็ นค่าบวกท่ีแรงดนั VOH การทางานจะเป็ นเช่นน้ี
เรื่อยไป ไดส้ ญั ญาณคล่ืนสี่เหลี่ยมหรือคล่ืนพลั ส์ส่งออกเอาตพ์ ตุ
7.6 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส เป็ นวงจรทาหน้าท่ีเปล่ียนสัญญาณอินพุตรูปคลื่น
แบบต่างๆ ให้ออกเอาต์พุตเป็ นสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมหรือสัญญาณคลื่นพลั ส์ ท่ีมีเฟสของสัญญาณอินพุตและ
เอาตพ์ ุตแตกตา่ งกนั การต่อวงจรทางานคลา้ ยกบั วงจรขยายสัญญาณออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส แตกต่างเพียงขา
ที่ป้อนสัญญาณเขา้ เป็ นขาอินเวอร์ติง (–) แทนที่จะเป็ นขานอนอินเวอร์ติง (+) และขาที่ต่อตวั ตา้ นทานป้อนกลบั
เป็ นขานอนอินเวอร์ติง (+) แทนท่ีจะเป็ นขาอินเวอร์ติง (–) วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส
แสดงดงั รูปท่ี 7.8
จากรูปท่ี 7.8 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส รูปที่ 7.8 (ก) เป็นวงจรวงจรชมิตต์
ทริกเกอร์ ในลกั ษณะเปรียบเทียบแรงดนั สัญญาณอินพุต Ei ป้อนเขา้ ขาอินเวอร์ติง(–) และมีตวั ตา้ นทาน R1 และ
R2 ต่อวงจรแบบแบ่งแรงดันป้อนเขา้ ขานอนอินเวอร์ติง (+) โดยทาหน้าท่ีเป็ นส่วนวงจรป้อนกลบั แบบบวก
พิจารณาจากวงจรจะเห็นวา่ แรงดนั อินพุต Ei ของวงจรน้นั จะถูกเปรียบเทียบกบั แรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยน (VT) ที่ได้
จากการป้อนกลบั โดยใช้ R1 และ R2 ซ่ึงมีค่าข้ึนอยกู่ บั แรงดนั เอาต์พุตของวงจรจ่ายเขา้ มา ดงั น้นั จึงทาให้แรงดนั
เอาตพ์ ุต EO ของวงจรเปล่ียนแปลงอยสู่ องสภาวะ คือ EO = VOH และ EO = VOL โดยจะมีค่าของแรงดนั จุดเร่ิม
เปลี่ยนเท่ากบั VTH หรือ UTP และ VTL หรือ LTP แสดงดงั รูปที่ 7.8 (ข) เขียนเป็นสมการไดด้ งั น้ี
จากรูปท่ี 7.8 (ข) แสดงกราฟคุณสมบตั ิของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส ค่าฮิสเต
อริซิสเกิดข้ึนจากค่าความแตกต่างระหวา่ งสัญญาณเอาตพ์ ุต EO ทงั ้ สอง และค่าแรงดนั ฮิสเตอริซิส (VH) เป็ นค่า
ความกวา้ งของสภาวะฮิสเตอริซิสระหวา่ งจุด LTP และจุด UTPหาค่าไดเ้ ช่นเดียวกบั สมการที่ (7-4) ไดส้ ัญญาณ
การทางาน แสดงดงั รูปที่ 7.9
จากรูปที่ 7.9 แสดงสัญญาณการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟสสัญญาณ
อินพุต Ei มีเฟสต่างจากสัญญาณเอาตพ์ ุต EO เป็ นมุม 180o ขณะสัญญาณอินพุต Eiคลื่นไซน์ซีกบวกป้อนเขา้ มา
ค่าต่ายงั ไมถ่ ึงจุด UTP (VTH) สญั ญาณจา่ ยออกเอาตพ์ ตุ EO มีค่าเป็นบวกท่ีแรงดนั VOH เม่ือคลื่นไซนป์ ้อนเขา้ มา
เพ่ิมข้ึนถึงเวลา t1 ที่จุด UTP (VTH) ควบคุมให้ออปแอมป์ เปล่ียนสภาพการทางาน ไดส้ ัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต
EO เปล่ียนแปลงไปเป็ นค่าลบที่แรงดันVOL แรงดันออกเอาต์พุต EO คงท่ีที่ระดับน้ีจนสัญญาณอินพุต Ei
เปล่ียนแปลงไปเป็ นค่าลบถึงเวลา t2 ท่ีจุด LTP (VTL) ควบคุมให้ออปแอมป์ เปล่ียนสภาพการทางานอีกครัง้ ได้
สัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต EO เปล่ียนแปลงไปเป็ นค่าบวกท่ีแรงดนั VOH แรงดนั ออกเอาตพ์ ุต EO คงที่ที่ระดบั น้ี
จนสัญญาณอินพุต Ei เปลี่ยนแปลงไปเป็ นค่าบวกถึงเวลา t3 ที่จุด UTP (VTH) อีกครัง้ ควบคุมให้ออปแอมป์
เปลี่ยนสภาพการทางานอีกครัง้ ไดส้ ัญญาณจ่ายออกเอาตพ์ ุต EO เปลี่ยนแปลงไปเป็ นค่าบวกท่ีแรงดนั VOH การ
ทางานจะเป็นเช่นน้ีเร่ือยไป ไดส้ ญั ญาณคล่ืนส่ีเหลี่ยมหรือคลื่นพลั ส์ส่งออกเอาตพ์ ุต
7.7 วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้
วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้ เป็ นวงจรชมิตต์ทริกเกอร์แบบที่ต่อเพิ่มแรงดัน
อา้ งอิง (Reference Voltage ; Vref) เขา้ วงจรทางขาอินพุตของออปแอมป์ แทนการต่อขาลงกราวดข์ องขาท่ีเป็ นตวั
เปรียบเทียบกบั ขาที่ป้อนสัญญาณเขา้ อินพุต มีทงั ้ แบบป้อนเขา้ ขาอินเวอร์ติง (–) และแบบป้อนเขา้ ขานอนอิน
เวอร์ติง (+) เกิดผลต่อกราฟคุณสมบตั ิของฮิสเตอริซิสที่เกิดข้ึน ถูกปรับเปล่ียนตาแหน่งไปตามค่าแรงดนั อา้ งอิง
(Vref) ท่ีป้อนใหว้ งจร ทาให้ตาแหน่งการเกิดรูปสัญญาณคลื่นส่ีเหลี่ยมหรือคล่ืนพลั ส์ส่งออกเอาตพ์ ุตเปลี่ยนแปลง
ไปจากระดบั ปกติ วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าไดส้ ามารถจดั วงจรทางานออกได้ ตามการ
กาหนดขyั h; จา่ ยสัญญาณอินพุตและจา่ ยแรงดนั อา้ งอิงเขา้ ที่ขาอินพุตขาใด สามารถแบ่งการจดั วงจรทางาน
ออกไดเ้ ป็น 2 แบบ ดงั น้ี
1. แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงใหข้ าอินเวอร์ติง
2. แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงใหข้ านอนอินเวอร์ติง
7.7.1 แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงใหข้ าอินเวอร์ติง
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงให้ขาอินเวอร์ติง (–) โดย
สัญญาณอินพุตถูกป้อนเขา้ ขานอนอินเวอร์ติง (+) ลกั ษณะวงจรทางานคลา้ ยกบั วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออป
แอมป์ แบบไม่กลบั เฟส โดยเพ่ิมแรงดนั อา้ งอิง (Vref) เขา้ ไปที่ขาอินเวอร์ติง (–) วงจรและกราฟคุณสมบตั ิ แสดง
ดงั รูปท่ี 7.10
จากรูปท่ี 7.10 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ ปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิง (Vref) ให้
ขาอินเวอร์ติง (–) แรงดนั อ้างอิง (Vref) จะมีผลต่อวงจรการทาให้เกิดศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนด้านสูง (UTP) หรือ
แรงดนั จุดเร่ิมเปลี่ยนค่าสูง (VTH) และศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า(LTP) หรือแรงดนั จุดเร่ิมเปล่ียนค่าต่า (VTL)
เปลี่ยนแปลงไปตามคา่ แรงดนั อา้ งอิง (Vref) ท่ีป้อนใหว้ งจร
7.7.2 แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงใหข้ านอนอินเวอร์ติง
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิงให้ขานอนอินเวอร์ติง (+)
โดยสัญญาณอินพุตถูกป้อนเขา้ ขาอินเวอร์ติง (–) ลกั ษณะวงจรทางานคลา้ ยกบั วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออป
แอมป์ แบบกลบั เฟส โดยเพ่ิมแรงดนั อา้ งอิง (Vref) เข้าไปท่ีขานอนอินเวอร์ติง (+) วงจรและกราฟคุณสมบัติ
แสดงดงั รูปที่ 7.11
จากรูปท่ี 7.11 แสดงวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ ปรับค่าได้ แบบป้อนแรงดนั อา้ งอิง (Vref) ให้
ขานอนอินเวอร์ติง (+) แรงดนั อา้ งอิง (Vref) จะมีผลต่อวงจรการทาใหเ้ กิดศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นสูง (UTP) หรือ
แรงดนั จุดเริ่มเปลี่ยนค่าสูง (VTH) และศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า(LTP) หรือแรงดนั จุดเริ่มเปล่ียนค่าต่า (VTL)
เปลี่ยนแปลงไปตามคา่ แรงดนั อา้ งอิง (Vref) ท่ีป้อนใหว้ งจร
7.8 บทสรุป
ชนิตต์ทริกเกอร์ หรือตวั เปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ เป็ นวงจรสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิ ดหน่ึงที่นิยม
นามาใชง้ าน ดว้ ยการทางานท่ีระดบั แรงดนั อินพุต 2 ค่า ช่วยในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาวะเสถียรภาพ
ของวงจร วงจรทางานใชค้ วามแตกต่างกนั ของระดบั แรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรง 2 ระดบั จึงถูกนาไปใชง้ านเป็ นตวั
ตรวจจบั ระดบั แรงดนั ใช้เป็ นตวั สร้างพลั ส์ส่ีเหลี่ยมจากสัญญาณอินพุตรูปคล่ืนแบบต่างๆ อาศยั ระดบั แรงดนั
สัญญาณป้อนเขา้ มาไปบงั คบั การทางานและหยุดการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ โดยมีระดบั แรงดนั ท่ีมา
ควบคุม 2 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นสูง (UTP) เป็นจุดใหก้ าเนิดสัญญาณคล่ืนส่ีเหล่ียมช่วงขาข้ึน
และระดบั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า (LTP) เป็นจุดใหก้ าเนิดสญั ญาณคลื่นสี่เหล่ียมช่วงขาลง
วงจรชมิตต์ทริ กเกอร์ที่สร้างมาใช้งาน สร้างวงจรได้ด้วยอุปกรณ์สารก่ึงตัวนาหลายชนิดเช่น
ทรานซิสเตอร์ เฟต และออปแอมป์ เป็ นตน้ วงจรสร้างข้ึนมาแตกต่างกนั แต่มีหลกั การทางานเหมือนกนั ทางาน
โดยอาศยั ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นสูง (UTP) และศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า(LTP) เหมือนกนั วงจรชมิตตท์ ริกเก
อร์ชนิดทรานซิสเตอร์ ประกอบดว้ ยทรานซิสเตอร์ 2 ตวั สลบั กนั ทางานตวั หน่ึงคตั ออฟอีกตวั หน่ึงอ่ิมตวั สลบั ไป
สลบั มา ตามสภาวะของสัญญาณอินพุตป้อนเขา้ มา ส่วนวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ การทางานของ
วงจรตอ้ งมีวงจรป้อนกลบั แบบบวกเขา้ มาช่วยควบคุมการทางาน จดั วงจรได้ 3 แบบ ไดแ้ ก่ แบบไมก่ ลบั เฟส แบบ
กลบั เฟสและแบบปรับคา่ ได้
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้ันตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
1. ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที ) 1. ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (15 นาที )
1. ผสู้ อนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 1. ผูเ้ รี ยนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 7 เรื่อง ชมิตตท์ ริกเกอร์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 7 เร่ือง ชมิตต์
2. ผสู้ อนให้ผเู้ รียนอธิบายหลกั การทางานของ ทริกเกอร์
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ 2. ผเู้ รียนอธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตต์
ทริกเกอร์
2. ข้นั ให้ความรู้ (180 นาที) 2. ข้นั ให้ความรู้ (180 นาที )
1. ผู้สอนเปิ ดงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์ 1. ผูเ้ รียนฟังงานนาเสนอวิชา วงจรพัลส์และ
และสวติ ชิงหน่วยท่ี 7 เร่ือง ชมิตตท์ ริกเกอร์ สวติ ชิงหน่วยท่ี 7 เรื่อง ชมิตตท์ ริกเกอร์
2. ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวงจรพลั ส์ 2. ผเู้ รียนเปิ ดหนงั สือเรียนวชิ า วงจรพลั ส์และส
และสวิตชิงหน่วยที่ 7 เรื่อง ชมิตต์ทริกเกอร์ และ วิตชิงหน่วยท่ี 7 ชมิตตท์ ริกเกอร์ และฟังผูส้ อนอธิบาย
อธิบายเน้ือหาใหผ้ เู้ รียนฟัง เน้ือหา
กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ข้นั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมของครู ข้นั ตอนการเรียนรู้หรือกจิ กรรมของนักเรียน
3. ข้นั ประยุกต์ใช้ ( 240 นาที ) 3. ข้ันประยุกต์ใช้ ( 240 นาที )
1. ผู้ส อน ให้ ผู้เรี ยน ท าใบ ป ฏิ บัติ งาน 7.1 1. ผูเ้ รียนทาใบปฏิบตั ิงาน 7.1 ทรานซิสเตอร์ช์ช
ทรานซิสเตอร์ช์ชมิตตท์ ริกเกอร์ มิตตท์ ริกเกอร์
2. ผูส้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบปฏิบัติงาน 7.2 ออป 2. ผู้เรี ยนทาใบปฏิบัติงาน 7.2 ออปแอมป์ ช์ช
แอมป์ ช์ชมิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณ มิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณ
4. ข้ันสรุปและประเมินผล (45 นาที )
4. ข้นั สรุปและประเมินผล (45 นาที ) 1.ผเู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
1.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7 2. ผู้เรี ยนและผู้สอนร่ วมกันสรุ ปเน้ื อหาใน
2. ผูส้ อนและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปเน้ือในหน่วย หน่วยเรียนที่ 7 เรื่อง ชมิตตท์ ริกเกอร์
เรียนท่ี 7 เร่ือง ชมิตตท์ ริกเกอร์
(บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-8) (บรรลจุ ุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อท่ี 1-8)
(รวม 240 นาที หรือ 4 คาบเรียน)
งานทีม่ อบหมายหรือกจิ กรรมการวดั ผลและประเมินผล
ก่อนเรียน
1. จดั เตรียมเอกสารหน่วยที่ 7 ชมิตตท์ ริกเกอร์
2. ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนของหน่วยท่ี 7 ชมิตตท์ ริกเกอร์
ขณะเรียน
1. ทาใบปฏิบตั ิงาน 7.1 ทรานซิสเตอร์ชช์ มิตตท์ ริกเกอร์
2. ทาใบปฏิบตั ิงาน 7.2 ออปแอมป์ ช์ชมิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณ
หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั หน่วยที่ 7
2. ร่วมกนั สรุปเน้ือหาที่ไดเ้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในทิศทางเดียวกนั
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผ้เู รียน
1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
2. ใบปฏิบตั ิงาน 7 การวดั สญั ญาณไฟฟ้าดว้ ยออสซิลโลสโคป
3. ใบปฏิบตั ิงาน 7.2 ออปแอมป์ ชช์ มิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณ
สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้
ส่ือสิ่งพมิ พ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา วงจรพลั ส์และสวิตชิง (ใชป้ ระกอบการเรียนการสอนจุดประสงคเ์ ชิง
พฤติกรรมขอ้ ท่ี 1-8)
1. ใบปฏิบตั ิงาน 7.1 ทรานซิสเตอร์ช์ชมิตตท์ ริกเกอร์ ใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 1
2. ใบปฏิบตั ิงาน 7.2 ออปแอมป์ ชช์ มิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณใชข้ ้นั ประยกุ ตใ์ ช้ ขอ้ 2
1. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7 ใชข้ ้นั สรุปและประเมินผล ขอ้ ที่ 1
สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)
1. เคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอร์
2. งานนาเสนอ
สื่อของจริง
-
แหล่งการเรียนรู้
ในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมุด
2. หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพวิ เตอร์
นอกสถานศึกษา
ผปู้ ระกอบการ สถานประกอบการ ในทอ้ งถ่ิน
การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กบั วชิ าอ่ืน
1. บูรณาการกบั วิชาภาษาไทย เร่ือง การอธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ การบอก
หลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์
2. บูรณาการกบั วชิ างานไฟฟ้าอิเลก็ ทรอนิกส์ เรื่อง การสงั เกตการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ช
นิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟส การใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่า การ
ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟส
การประเมินผลการเรียนรู้
หลกั การประเมนิ ผลการเรียนรู้
ก่อนเรียน
1. ความรู้เบ้ืองตน้ ก่อนการเรียนการสอน
ขณะเรียน
1. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 7.1 ทรานซิสเตอร์ช์ชมิตตท์ ริกเกอร์
2. ตรวจใบปฏิบตั ิงาน 7.2 ออปแอมป์ ช์ชมิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสญั ญาณ
หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสาเร็จของผู้เรียน
3. แบบฝึกหดั หน่วยท่ี 7
4. ใบปฏิบตั ิงาน 7.1 ทรานซิสเตอร์ช์ชมิตตท์ ริกเกอร์
5. ใบปฏิบตั ิงาน 7.2 ออปแอมป์ ชช์ มิตตท์ ท์ ริกเกอร์แบบกลบั เฟสสัญญาณ
สมรรถนะที่พงึ ประสงค์
ผเู้ รียนสร้างความเขา้ ใจเก่ียวกบั ชมิตตท์ ริกเกอร์
1. วเิ คราะห์และตีความหมาย
2. สาธิตพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
3. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
4. ประยกุ ตค์ วามรู้สู่งานอาชีพ
สมรรถนะการปฏบิ ตั งิ านอาชีพ
ใชง้ านชมิตตท์ ริกเกอร์
สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรียนสัปดาห์ที่ 8 -9 เรื่อง ชมิตต์ทริกเกอร์ ทาให้ผูเ้ รียนมีความรู้เร่ือง ชมิตต์ทริกเกอร์
วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและทรานซิสเตอร์วงจรชมิตต์ทริกเก
อร์ชนิดออปแอมป์ วงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั เฟสวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออป
แอมป์ แบบกลบั เฟสวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าไดบ้ ทสรุป ผเู้ รียนสามารถนาความรู้ที่
ไดร้ ับไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : อธิบายหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 2 บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ได้ 1
คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 3 บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและ
ทรานซิสเตอร์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดเฟตและ
ทรานซิสเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 4 บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกหลกั การทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ ได้ จะได้
1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 5 สังเกตการทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่
กลบั เฟสได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การใหค้ ะแนน : สังเกตการทางานของวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบไม่กลบั
เฟสไดจ้ ะได้ 1 คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 6 ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟสได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การให้คะแนน : ใช้งานวงจรชมิตต์ทริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบกลบั เฟสได้ จะได้ 1
คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 7 ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับค่าได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ใชง้ านวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ชนิดออปแอมป์ แบบปรับคา่ ได้ จะได้ 2
คะแนน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 8 นาชมิตตท์ ริกเกอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองมือ : แบบทดสอบ
3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : นาชมิตตท์ ริกเกอร์ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ จะได้ 2 คะแนน
แบบฝึ กหัดหน่วยท่ี 7
ตอนท่ี 1 เขียนเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงในขอ้ ท่ีถูกตอ้ งที่สุด
1. วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์คืออะไร
ก. วงจรเปรียบเทียบแบบเสริมสภาพ ข. วงจรตรวจจบั ระดบั สญั ญาณ
ค. วงจรสวติ ช์อิเลก็ ทรอนิกส์ ง. ถูกทุกขอ้
2. ถา้ ป้อนคลื่นไซนเ์ ขา้ อินพตุ วงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ จะไดส้ ัญญาณคลื่นออกเอาตพ์ ตุ เป็นชนิดใด
ก. ไซน์ ข. สี่เหล่ียม
ค. ฟนั เล่ือย ง. สามเหล่ียม
3. จุดควบคุมใหเ้ กิดการทางานและหยดุ ทางานของวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์มีจุดใดบา้ ง
ก. แรงดนั ไฟฟ้าซีกลบ และแรงดนั ไฟฟ้าซีกบวก
ข. แรงดนั ไฟฟ้าดา้ นต่า และแรงดนั ไฟฟ้าดา้ นสูง
ค. ศกั ยไ์ ฟฟ้ากระตุน้ ดา้ นลบ และศกั ยไ์ ฟฟ้ากระตุน้ ดา้ นบวก
ง. ศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นต่า และศกั ยไ์ ฟฟ้าจุดชนวนดา้ นสูง
4. จากรูปเป็ นสัญญาณท่ีเกิดจากการทางานของ
วงจรอะไร
ก. สวติ ช์ไฟฟ้า
ข. ชมิตตท์ ริกเกอร์
ค. ขยายความแตกตา่ ง
ง. ขยายสญั ญาณแบบไม่กลบั เฟส
5. จากรูปขอ้ 4 จุดทางานท่ี 1 เป็นจุดอะไร
ก. UPT ข. LPT
ค. UTP ง. LTP
6. จากรูปขอ้ 4 ถา้ เปลี่ยนสญั ญาณอินพุตเป็นคล่ืนสี่เหลี่ยมป้อนเขา้ วงจรแทน จะไดส้ ัญญาณออก
เอาตพ์ ตุ เป็นคลื่นชนิดใด
ก. สามเหล่ียม ข. ฟนั เลื่อย
ค. ส่ีเหลี่ยม ง. ไซน์
7. จากรูปเป็นวงจรอะไร
ก. ชมิตตท์ ริกเกอร์
ข. ขยายความแตกต่าง
ค. ขยายสัญญาณแบบกลบั เฟส
ง. ขยายสญั ญาณแบบไม่กลบั เฟส
8. จากรูปขอ้ 7 เม่ือป้อนคลื่นไซน์เขา้ ที่อินพุต Ei จะไดส้ ัญญาณออกเอาตพ์ ุต EO เป็นอยา่ งไร
ก. คล่ืนสี่เหลี่ยมมีเฟสตรงขา้ มกบั อินพตุ ข. คลื่นไซน์มีเฟสตรงขา้ มกบั อินพตุ
ค. คล่ืนสี่เหล่ียมมีเหมือนกบั อินพุต ง. คลื่นไซนม์ ีเหมือนกบั อินพุต
9. จากรูปขอ้ 7 อตั ราส่วนการป้อนกลบั ของวงจรมีค่าเทา่ ไร
10. ฮิสเตอริซิสที่เกิดข้ึนในวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์คืออะไร
ก. การสูญเสียสัญญาณในการป้อนออกเอาตพ์ ตุ
ข. การสูญเสียแรงดนั ขณะส่งผา่ นจากแหล่งจ่ายไปออกเอาตพ์ ตุ
ค. ตวั ช่วยเพิม่ และลดระดบั แรงดนั สญั ญาณอินพตุ ก่อนส่งออกเอาตพ์ ุต
ง. การทาใหเ้ กิดการหน่วงเวลาในการเปล่ียนสภาวะการทางานของวงจร
ตอนที่ 2 อธิบายใหไ้ ดใ้ จความถูกตอ้ งสมบูรณ์
1. ชมิตตท์ ริกเกอร์คืออะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายพร้อมวาดรูปประกอบ
2. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
3. วงจรตามรูปคือวงจรอะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ
4. วงจรตามรูป (ก) คือวงจรอะไร มีหลกั การทางานอยา่ งไร อธิบายใหเ้ ขา้ ใจ เม่ือป้อนสญั ญาณ
ไซนเ์ ขา้ ตามรูป (ข) จะไดส้ ญั ญาณออกเอาตพ์ ุตอยา่ งไร วาดรูปประกอบใหช้ ดั เจน
5. วงจรท้งั สองรูปคือวงจรอะไร แตกต่างกนั อยา่ งไร พร้อมบอกคุณสมบตั ิของวงจรมาใหเ้ ขา้ ใจ
ใบปฏิบตั ิงาน
7.1 ทรานซิสเตอร์ช์ชมิตตท์ ริกเกอร์
ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
1. ประกอบวงจรทรานซิสเตอร์ชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั และอา่ นค่าสญั ญาณวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
3. มีความกระตือรือร้นต่อการทางาน
เครื่องมือและอุปกรณ์
1. เคร่ืองกาเนิดสญั ญาณหลายแบบ 1 เครื่อง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครื่อง
3. แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V 1 เครื่อง
4. มลั ติมิเตอร์ 1 เคร่ือง
5. ตวั ตา้ นทาน 1 kΩ, 2.2 kΩ ; 0.5 W ค่าละ 2 ตวั
6. ตวั ตา้ นทาน 330 Ω, 680 Ω ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
7. ตวั เก็บประจุ 0.01 µF 1 ตวั
8. ทรานซิสเตอร์เบอร์ 2N2222 2 ตวั
9. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 7.1
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบไวท้ ่ีคลื่นไซน์ความถ่ี 1 kHz ความแรงสญั ญาณปรับไวป้ ระมาณ
20 Vpp ป้อนเขา้ ท่ีอินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวดั ค่าในวงจร ให้อินพุต CH1ของ
ออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพตุ Ei และใหอ้ ินพตุ CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีเอาตพ์ ุต Eo วดั
รูปคลื่นสัญญาณและระดับความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Ei และเอาต์พุต EO บนั ทึกค่าและรูปร่าง
สัญญาณไวใ้ นรูปที่ 7.2 ใหม้ ีรูปและเฟสสญั ญาณสัมพนั ธ์กนั
4. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบไวท้ ่ีคลื่นสามเหล่ียมความถ่ี 1 kHz ความแรงสัญญาณปรับไว้
ประมาณ 20 Vpp ป้อนเขา้ ที่อินพุต Ei ของวงจรทรานซิสเตอร์ชมิตตท์ ริกเกอร์ตามรูปที่ 7.1
5. ใช้ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพนาไปวัดสัญ ญาณในวงจรอีกคร้ัง ให้อินพุต CH1 ของ
ออสซิลโลสโคปวดั ท่ีอินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ท่ีเอาตพ์ ุต Eo วดั รูปคลื่นสัญญาณ
และระดบั ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Eiและเอาตพ์ ุต EO บนั ทึกค่าและรูปร่างสัญญาณไวใ้ นรูปท่ี 7.3 ให้มีรูป
และเฟสสญั ญาณสมั พนั ธ์กนั
สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. วงจรชมิตต์ทริกเกอร์จะทาหนา้ ที่เปล่ียนสัญญาณอินพุต Ei แต่ละชนิดท่ีป้อนเขา้ มาให้ไดส้ ัญญาณ
ออกเอาตพ์ ุต EO เป็นสัญญาณคลื่นชนิดใด ท้งั รูปท่ี 7.2 และรูปท่ี 7.3 ทาไมถึงเป็นเช่นน้นั
_________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________________
________________________________________________________________
ใบปฏิบตั ิงาน 7.2
ออปแอมป์ ชช์ มิตตท์ ท์ ริกเกอร์
แบบกลบั เฟสสัญญาณ
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั
1. ประกอบวงจรออปแอมป์ ชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
2. ใชอ้ อสซิลโลสโคปวดั และอ่านค่าสัญญาณวงจรชมิตตท์ ริกเกอร์ได้
3. มีความรอบคอบในการทางาน
เคร่ืองมือและอุปกรณ์
1. เคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบ 1 เคร่ือง
2. ออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพพร้อมสายวดั 1 เครื่อง
3. แหล่งจา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V 2 เครื่อง
4. มลั ติมิเตอร์ 1 เครื่อง
5. ตวั ตา้ นทาน 1 kΩ, 2.2 kΩ, 10 kΩ ; 0.5 W คา่ ละ 1 ตวั
6. ออปแอมป์ เบอร์ LM741C 1 ตวั
7. แผงประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด
ลาดบั ข้นั การทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 7.4
2. ปรับเครื่องกาเนิดสัญญาณหลายแบบไวท้ ี่คลื่นไซนค์ วามถ่ี 1 kHz ความแรงสัญญาณปรับไวป้ ระมาณ
10 Vpp ป้อนเขา้ ท่ีอินพุต Ei ของวงจร
3. ปรับออสซิลโลสโคปชนิด 2 เส้นภาพให้พร้อมใช้งาน นาไปวดั ค่าในวงจร ให้อินพุต CH1ของ
ออสซิลโลสโคปวดั ที่อินพุต Ei และให้อินพุต CH2 ของออสซิลโลสโคปวดั ที่เอาต์พุต Eo วดั รูปคล่ืนสัญญาณ
และระดบั ความแรงสัญญาณ ท้งั อินพุต Eiและเอาตพ์ ุต EO บนั ทึกค่าและรูปร่างสญั ญาณไวใ้ นรูปที่ 7.5 (ก) ใหม้ ี
รูปและเฟสสญั ญาณสัมพนั ธ์กนั
4. ปรับเคร่ืองกาเนิดสัญญาณหลายแบบไปที่คลื่นสามเหล่ียมความถี่ 1 kHz ความแรงสัญญาณปรับไว้
ประมาณ 10 Vpp ทดลองซ้าตามข้นั ตอนที่ 3 บนั ทึกค่าและรูปร่างสัญญาณไวใ้ นรูปที่ 7.5 (ข) ให้มีรูปและเฟส
สญั ญาณสัมพนั ธ์กนั
สรุปผลการทดลอง
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
คาถามและการวเิ คราะห์
1. สญั ญาณอินพตุ Ei และเอาตพ์ ุต EO ท่ีวดั ไดต้ ามรูปท่ี 7.5 แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
_________________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________________
แบบประเมนิ ผลการนาเสนอผลงาน
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายช่ือสมาชิก
1……………………………………เลขท่ี……. 2……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
ท่ี รายการประเมิน คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
32 1
1 เน้ือหาสาระครอบคลมุ ชดั เจน (ความรู้เกี่ยวกบั เน้ือหา ความถกู ตอ้ ง
ปฏิภาณในการตอบ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ )
2 รูปแบบการนาเสนอ
3 การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
4 บุคลิกลกั ษณะ กิริยา ท่าทางในการพูด น้าเสียง ซ่ึงทาใหผ้ ฟู้ ังมีความ
สนใจ
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. เน้ือหาสาระครอบคลุมชดั เจนถูกตอ้ ง
3 คะแนน = มสี าระสาคญั ครบถว้ นถูกตอ้ ง ตรงตามจุดประสงค์
2 คะแนน = สาระสาคญั ไม่ครบถว้ น แต่ตรงตามจุดประสงค์
1 คะแนน = สาระสาคญั ไมถ่ ูกตอ้ ง ไมต่ รงตามจุดประสงค์
2. รูปแบบการนาเสนอ
3 คะแนน = มีรูปแบบการนาเสนอที่เหมาะสม มีการใชเ้ ทคนิคท่ีแปลกใหม่ ใชส้ ่ือและเทคโนโลยี
ประกอบการ นาเสนอที่น่าสนใจ นาวสั ดุในทอ้ งถ่ินมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งคุม้ ค่าและประหยดั
2 คะแนน = มีเทคนิคการนาเสนอที่แปลกใหม่ ใชส้ ื่อและเทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอที่น่าสน ใจ
แต่ขาดการประยกุ ตใ์ ช้ วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
1 คะแนน = เทคนิคการนาเสนอไมเ่ หมาะสม และไม่น่าสนใจ
3. การมสี ่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม
3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมบี ทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีบทบาทและมีส่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมบี ทบาทและมสี ่วนร่วมกิจกรรมกลุ่ม
4. ความสนใจของผฟู้ ัง
3 คะแนน = ผฟู้ ังมากกวา่ ร้อยละ 90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
2 คะแนน = ผฟู้ ังร้อยละ 70-90 สนใจ และใหค้ วามร่วมมอื
1 คะแนน = ผฟู้ ังนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 สนใจ และใหค้ วามร่วมมือ
แบบประเมนิ กระบวนการทางานกล่มุ
ชื่อกลุ่ม……………………………………………ช้นั ………………………หอ้ ง...........................
รายชื่อสมาชิก 2……………………………………เลขที่…….
1……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่…….
3……………………………………เลขท่ี…….
คะแนน ขอ้ คดิ เห็น
ที่ รายการประเมิน
321
1 การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
2 การแบ่งหนา้ ที่รับผดิ ชอบและการเตรียมความพร้อม
3 การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีท่ีไดร้ บั มอบหมาย
4 การประเมินผลและปรบั ปรุงงาน
รวม
ผปู้ ระเมิน…………………………………………………
วนั ท่ี…………เดือน……………………..พ.ศ…………..
เกณฑ์ การให้ คะแนน
1. การกาหนดเป้าหมายร่วมกนั
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายการทางานอยา่ งชดั เจน
2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญม่ ีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
1 คะแนน = สมาชิกส่วนนอ้ ยมีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมายในการทางาน
2. การมอบหมายหนา้ ที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม
3 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทกุ คน มกี ารจดั เตรียมสถานที่ สื่อ /
อปุ กรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง
2 คะแนน = กระจายงานไดท้ วั่ ถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีส่ือ / อุปกรณ์ไวอ้ ยา่ งพร้อมเพรียง แตข่ าดการ
จดั เตรียมสถานท่ี
1 คะแนน = กระจายงานไม่ทว่ั ถึงและมีสื่อ / อปุ กรณ์ไมเ่ พยี งพอ
3. การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีที่ไดร้ ับมอบหมาย
3 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กาหนด
2 คะแนน = ทางานไดส้ าเร็จตามเป้าหมาย แต่ชา้ กว่าเวลาที่กาหนด
1 คะแนน = ทางานไมส่ าเร็จตามเป้าหมาย
4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
3 คะแนน = สมาชิกทกุ คนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ
2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แตไ่ มป่ รับปรุงงาน
1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน
บันทึกหลงั การสอน
หน่วยท่ี 7 เรื่อง ชมติ ต์ทริกเกอร์
ผลการใช้แผนการเรียนรู้
1. เน้ือหาสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
2. สามารถนาไปใชป้ ฏิบตั ิการสอนไดค้ รบตามกระบวนการเรียนการสอน
3. ส่ือการสอนเหมาะสมดี
ผลการเรียนของนักเรียน
1. นกั ศึกษาส่วนใหญ่มีความสนใจใฝ่ รู้ เขา้ ใจในบทเรียน อภิปรายตอบคาถามในกลุ่ม และร่วมกนั
ปฏิบตั ิงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย
2. นกั ศึกษากระตือรือร้นและรับผดิ ชอบในการทางานกลุ่มเพือ่ ใหง้ านสาเร็จทนั เวลาที่กาหนด
3. นกั ศึกษานาความรู้เร่ืองชมิตตท์ ริกเกอร์ไปประยกุ ตใ์ ช้
ผลการสอนของครู
1. สอนเน้ือหาไดค้ รบตามหลกั สูตร
2. แผนการสอนและวธิ ีการสอนครอบคลุมเน้ือหาการสอนทาใหผ้ สู้ อนสอนไดอ้ ยา่ งมน่ั ใจ
3. สอนไดท้ นั ตามเวลาที่กาหนด
แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฎี หน่วยที่ 8
สอนสปั ดาหท์ ี่ 10
แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี คาบรวม 40
ช่ือวชิ า วงจรพลั ส์และสวิตชิง
ชื่อหน่วย อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ จานวนคาบ 4
ชื่อเรื่อง อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
1. ใชง้ านอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
สาระสาคญั
วงจรมลั ติไวเบรเตอร์ (Multivibrator Circuit) เป็ นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีมีสถานะคงตวั ในการทางาน
สองสถานะ ถูกนาไปใชง้ านร่วมกบั สัญญาณไฟฟ้ากระแสสลบั คล่ืนสี่เหลี่ยม โดยนาไปสร้างเป็ นวงจรทางานได้
หลายชนิดและหลายหน้าที่ เช่น วงจรกาเนิดความถ่ีคล่ืนสี่ เหลี่ยม(Square Wave Generator) วงจรสวิตช์
อิเลก็ ทรอนิกส์ (Electronic Switch) และวงจรต้งั เวลา(Timer Circuit) เป็นตน้
เร่ืองทจ่ี ะศึกษา
1. วงจรมลั ติไวเบรเตอร์
2. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์
3. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์
4. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดไอซีออปแอมป์
5. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดไอซี 555
6. บทสรุป
จุดประสงค์การเรียน/การสอน
จุดประสงค์ทว่ั ไป
1. เพื่อใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั คุณสมบตั ิวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ (ด้านพุทธิพิสัย)
2. เพื่อให้มีทกั ษะในการสังเกตการทางานวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิลเตอร์, ไอซี
ออปแอมป์ , ไอซี 555 (ด้านทักษะพิสัย)
3. เพื่อให้มีเจตคติท่ีดีในการจาแนกการทางานวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิลเตอร์,
ไอซีออปแอมป์ , ไอซี 555 (ด้านจิตพิสัย)
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. อธิบายคุณสมบตั ิวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ได้ (ดา้ นพทุ ธิพิสยั )
2. ยกตวั อยา่ งชนิดชนิดของวงจรมลั ติไวเบรเตอร์ได้ (ดา้ นพุทธิพิสยั )
3. สงั เกตการทางานวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิลเตอร์, ไอซีออปแอมป์ , ไอซี 555
ได(้ ดา้ นทกั ษะพสิ ยั )
4. จาแนกการทางานวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบร เตอร์ชนิดทรานซิลเตอร์, ไอซีออปแอมป์ , ไอซี
555 (ด้านจิตพิสัย)
เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้
8.1 วงจรมัลตไิ วเบรเตอร์
วงจรมลั ติไวเบรเตอร์ (Multivibrator Circuit) เป็ นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถานะคงตวั ในการทางานสอง
สถานะ ถูกนาไปใชง้ านร่วมกบั สญั ญาณไฟฟ้ากระแสสลบั คลื่นสี่เหล่ียม โดยนาไปสร้างเป็นวงจรทางานไดห้ ลาย
ชนิดและหลายหนา้ ที่ เช่น วงจรกาเนิดความถี่คลื่นสี่เหลี่ยม(Square Wave Generator) วงจรสวติ ช์อิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Switch) และวงจรต้งั เวลา(Timer Circuit) เป็นตน้
การทางานของวงจรมลั ติไวเบรเตอร์แตล่ ะชนิดแตกตา่ งกนั ไป บางชนิดสามารถใหก้ าเนิดความถี่ข้ึนมา
ไดด้ ว้ ยตวั เอง บางชนิดตอ้ งใชส้ ัญญาณป้อนเขา้ มาควบคุมใหว้ งจรทางาน และบางชนิดสามารถต้งั เวลาในการ
ทางานหรือหยดุ การทางานได้ วงจรมลั ติไวเบรเตอร์แตล่ ะชนิดมีชื่อเรียกแตกต่างกนั แบ่งออกไดเ้ ป็ น 3 ชนิด ดงั น้ี
1. อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ (Astable Multivibrator) หรือมลั ติไวเบรเตอร์แบบอเสถียรเรียกไดอ้ ีกช่ือ
หน่ึงวา่ ฟรีรันนิงมลั ติไวเบรเตอร์ (Free Running Multivibrator) หรือมลั ติไวเบรเตอร์ทางานอยา่ งอิสระ
2. โมโนสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ (Monostable Multivibrator) หรือมลั ติไวเบรเตอร์แบบเอกเสถียร เรียก
ไดอ้ ีกช่ือหน่ึงวา่ วนั ช็อตมลั ติไวเบรเตอร์ (One Shot Multivibrator) หรือมลั ติไวเบรเตอร์แบบสญั ญาณลูกโดด
3. ไบสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ (Bistable Multivibrator) หรือมลั ติไวเบรเตอร์แบบทวเิ สถียรเรียกไดอ้ ีก
ช่ือหน่ึงวา่ ฟลิปฟลอป (Flip Flop)
8.2 อะสเตเบลิ มัลติไวเบรเตอร์
อะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ หรือมลั ติไวเบรเตอร์แบบอเสถียร เป็ นวงจรมลั ติไวเบรเตอร์ที่สามารถ
ทางานไดด้ ว้ ยตวั เอง โดยไม่จาเป็ นตอ้ งใชส้ ัญญาณจากภายนอกมาควบคุมการทางานซ่ึงมีหลกั การทางานคลา้ ย
กบั วงจรกาเนิดความถี่ (Oscillator) เม่ือจ่ายแรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรงให้วงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ วงจร
สามารถทางานและหยดุ การทางานสลบั ไปสลบั มาไดด้ ว้ ยตวั เองอยา่ งต่อเนื่องตลอดเวลา จึงเป็ นวงจรมลั ติไวเบร
เตอร์ท่ีทางานไดอ้ ยา่ งอิสระ
ความถ่ีที่กาเนิดข้ึนมาของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ จะเป็นความถี่คล่ืนสี่เหล่ียมไมใ่ ช่คลื่นไซน์
วงจรถูกสร้างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ หลายชนิด มีสภาวะการทางานแบบก่ึงเสถียรภาพ 2 สภาวะ
ระยะเวลาในการทางานของแต่ละสภาวะก่ึงเสถียรภาพทงั ้ 2 ส่วนถูกกาหนดค่าดว้ ยคา่ เวลาคงที่ของอุปกรณ์ RC ที่
ประกอบร่วมในวงจร ทาหนา้ ที่เป็ นวงจรกาหนดเวลาคงท่ีในการทางานของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ การ
สร้างวงจรทางานสามารถสร้างข้ึนไดจ้ ากอุปกรณ์สารก่ึงตวั นาหลายชนิด เช่น ทรานซิสเตอร์ ไอซีออปแอมป์
และไอซี 555 เป็นตน้
8.3 อะสเตเบิลมลั ตไิ วเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์
วงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ เป็นการทางานของวงจรทรานซิสเตอร์สวติ ช์สอง
วงจรต่อร่วมกนั การทางานของวงจรทงั ้ สองสัมพนั ธ์กนั และสลบั กนั ทางาน การต่อวงจรโดยนาเอาต์พุตของ
วงจรแรกไปต่อเขา้ กบั อินพุตของวงจรที่สอง และนาเอาตพ์ ุตของวงจรท่ีสองไปต่อเขา้ กบั อินพุตของวงจรแรก ผล
การต่อวงจรดงั กล่าวทาให้วงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์สามารถให้กาเนิดสัญญาณความถี่คลื่นสี่เหลี่ยมข้ึนมา
จ่ายออกเอาตพ์ ุต
วงจรอะสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ ประกอบข้ึนจากวงจรกลับสัญญาณชนิด
ทรานซิสเตอร์ 2 วงจรต่อร่วมกนั โดยต่อเอาตพ์ ุตของวงจรแรกเขา้ กบั อินพุตของวงจรท่ีสองและต่อเอาตพ์ ุตของ
วงจรท่ีสองเขา้ กบั อินพุตของวงจรแรก เอาตพ์ ุตของวงจรกลบั สัญญาณแตล่ ะวงจรถูกคบั ปลิงหรือถูกเช่ือมต่อดว้ ย
ตวั RC ไปยงั อินพุตของวงจรกลบั สัญญาณแต่ละวงจร วงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ แสดง
ดงั รูปท่ี 8.1
จากรูปที่ 8.1 แสดงวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์ รูปท่ี 8.1 (ก) เป็ นวงจรอะสเต
เบิลมลั ติไวเบรเตอร์ ประกอบข้ึนจากวงจรกลบั สัญญาณสองชุด วงจรกลบั สัญญาณชุดที่หน่ึงประกอบดว้ ย Q1
RL1 C1 และ RB1 ส่วนวงจรกลบั สัญญาณชุดท่ีสองประกอบดว้ ย Q2 RL2 C2 และRB1 จะเห็นว่าเอาต์พุตขา C
ของ Q1 ถูกตอ่ เขา้ ตวั Q2 ส่งผา่ นไปเขา้ ขา B ของ Q2 และเอาตพ์ ตุ ขา C ของ Q2 ถูกต่อเขา้ ตวั C1 ส่งผา่ นไปเขา้ ขา
B ของ Q1 สัญญาณท่ีกาเนิดข้ึนมาถูกส่งออกเอาตพ์ ุตที่ E01 และ E02 เป็ นตรงขา้ มกนั ไดร้ ูปสัญญาณเกิดข้ึนที่ขา
C และขา B ของทรานซิสเตอร์แต่ละตวั ดงั รูปท่ี 8.1 (ข) การทางานของวงจรอธิบายไดด้ งั น้ี
ที่เวลา t+0 เม่ือตวั Q2 ทางานถึงจุดอิ่มตวั จะทาให้ตวั Q1 หยุดนากระแส กระแสเบสของQ2 ไหลไป
ประจุในตวั C2 ทาให้ C2 ประจุแรงดนั ถึงค่าแรงดนั Vcc แรงดนั ขา C ของ Q1 ค่อยๆ เพ่ิมสูงข้ึนแบบเอกซ์โพเนน
เชียล จนถึงค่าแรงดนั Vcc ตามการประจุแรงดนั ของตวั C2 ส่วนตวั RB2 ควรเลือกค่าที่เหมาะสมในการจากดั
กระแสเบสของ Q2 ใหม้ ีค่ากระแสท่ีจาเป็ นตอ้ งใชต้ ่าสุดสาหรับการควบคุมให้ Q2 ทางานถึงจุดอ่ิมตวั ในสภาวะ
ON ตวั Q2 จะทางานถึงจุดอิ่มตวั หลงั จากตวั C2 ประจุแรงดนั ถึงคา่ Vcc
ในทานองเดียวกันตัว C1 จะประจุแรงดันถึงค่าแรงดัน Vcc ได้เมื่อตัว Q1 ทางานถึงจุดอ่ิมตัว
เช่นเดียวกนั ขณะที่ตวั Q2 นากระแสถึงจุดอ่ิมตวั เสมือนเป็ นสวติ ชต์ ่อวงจร ตอ่ แผน่ เพลตตวั C1 ดา้ นที่ต่อกบั ขา
C ของตวั Q2 ที่ประจุแรงดนั บวกไวล้ งกราวด์ ส่งผลใหเ้ กิดการทางานแสดงดงั รูปที่ 8.2
จากรูปที่ 8.2 แสดงส่วนของวงจรอะสเตเบิลมลั ติไวเบรเตอร์ชนิดทรานซิสเตอร์รูปที่ 8.1 ทางานขณะ Q1
อยูใ่ นสภาวะคตั อออฟ (OFF) และ Q2ทางานถึงจุดอิ่มตวั (ON) รูปที่ 8.2 (ก) วงจรที่ส่วน Q2 อยูใ่ นสภาวะอิ่มตวั
เสมือนสวิตช์ลดั วงจรต่อขา C และขา E ถึงกนั ทาให้ C1 ท่ีประจุแรงดนั ไวเ้ ตม็ ถูกต่อคร่อมขนานขา B และขา E
ของ Q1 เท่ากบั – Vcc ที่เวลา t+0 ส่งผลให้ Q1 อยใู่ นสภาวะคตั อออฟ (OFF) อยา่ งสมบูรณ์ชว่ั ขณะหน่ึง ที่ช่วงเวลา
น้ีตวั C2 ประจุแรงดนั Vcc เก็บไว้
ที่เวลา t+0 น้ีจะเห็นวา่ ตวั C1 ต่อรับแรงดนั + Vcc ดว้ ยทาให้ C1 เร่ิมประจุเพื่อเปล่ียนข้วั แรงดนั จาก –Vcc
เป็น + Vcc แทน แสดงดงั รูปที่ 8.2 (ข) ตวั Q1 ยงั อยใู่ นสภาวะคตั ออฟ (OFF) จนถึงช่วงเวลา t-1 เพราะในช่วงเวลา
t+0ถึงt-1 การจ่ายไบแอสให้ Q1 เป็ นการจา่ ยไบแอสกลบั ใหถ้ ึงไบแอส 0 V เมื่อถึงช่วงเวลา t+1รอยต่อขา B และ
ขา E ของ Q1เร่ิมไดร้ ับไบแอสตรงเพิม่ ข้ึนจากการประจุของ C1ผา่ น RB1 มา ทาให้ Q1เริ่มทางาน
เม่ือตวั Q1 เร่ิมทางานท่ีเวลา t+1 ทาใหแ้ ผน่ เพลตท่ีประจุแรงดนั บวกของ C2 ถูกต่อลงกราวด์ โดยผา่ นตวั
Q1 ท่ีอยใู่ นสภาวะอ่ิมตวั เสมือนสวติ ชล์ ดั วงจรตอ่ ขา C และขา E ถึงกนั ดงั น้นั แรงดนั ที่ประจุไวใ้ น C2ถูกตอ่ คร่อม
ขนานขา B และขา E ของ Q2 เทา่ กบั – Vcc กลายเป็นแรงดนั ไบแอสกลบั ใหข้ า B และขา E ของ Q2 แสดงดงั รูปที่
8.3