วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ISSN: 2351-0374(Pirnt)
สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 2 (เดอื นพฤษภาคม– เดอื นสงิ หาคม 2562)
วตั ถุประสงค์ กองบรรณาธิการ
1.เพือ่ เปน็ สอ่ื กลางในการเผยแพร่ผลงาน 1.ศ.ดร.สมภาร พรมทา จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั
บทความวิจยั ทางด้านมนุษยศาสตรแ์ ละ 2.ศ.ดร.เดอื น ดาดี
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
สังคมศาสตร์การศึกษา บริหารธุรกจิ การ 3.ศ.ดร.ไพฑูรย์ สนิ ลารตั น์ มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑิตย์
ทอ่ งเที่ยวและการบรกิ าร และสาขาอน่ื ๆท่ี 4.ศ.ดร.ฐาปนา บญุ หล้า
เก่ียวขอ้ งสู่นกั วจิ ัยและผู้สนใจทั่วไป บริษัทแอดว้านบิธเิ นสเวลลอป
เมนท์จากัด
2.เพอ่ื ส่งเสรมิ ความร่วมมอื ในการแลกเปลยี่ น 5.รศ.ดร.กาญจนา วัธนสนุ ทร มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช
ความคิดเหน็ ความรู้และผลงานทางดา้ น
มนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ 6.รศ.อรรถพร ฤทธเิ กดิ สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกล้า
การศกึ ษา บริหารธุรกจิ การท่องเที่ยวและ เจ้าคณุ ทหารลาดกระบงั
การบริการ และสาขาอื่นๆทเ่ี กย่ี วข้องรวม
ไปถึงประสบการณ์ในการวจิ ัยระหวา่ ง 7.พระมหาสมบรู ณ์ วุฑฒกิ โร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
สถาบนั
เจา้ ของ ราชวทิ ยาลยั
สถาบันวิจยั และพฒั นา ติดตอ่ สอบถามรายละเอียดได้ที่
มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์
กองบรรณาธิการวารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
กาหนดออกเผยแพร่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ปลี ะ 3 ฉบับ ราชูปถัมภ์เลขท่ี 1 หมู่ 20 ถนนพหลโยธิน กม.48 ปณจ.ประตูนาพระอินทร์
ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – เมษายน)
ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) ตาบลคลองหน่ึงอาเภอคลองหลวง จังหวดั ปทุมธานี รหัสไปรษณีย์ 13180
ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน – ธนั วาคม)
บรรณาธิการอานวยการ โทรศัพท/์ โทรสาร 0 2909 3036
อ.ดร.สุพจน์ ทรายแกว้ E-mail: [email protected]
บรรณาธกิ าร
Website: http://rd.vru.ac.th
ผศ.ดร.มนัญญา คาวชิระพิทักษ์
ผชู้ ว่ ยบรรณาธกิ าร โรงพิมพ์
ศูนย์เรียนรู้การผลิตและจัดการธุรกิจสิ่งพิมพ์ดิจิตอล
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์
เลขท่ี1 หมู่ 20 ถนนพหลโยธิน กม.48 ปณจ.ประตูนาพระอินทร์
ตาบลคลองหนง่ึ อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รหัสไปรษณีย์ 13180
โทรศัพท์ 0 2529 0674 7, 0 2909 1633
Website: www.vru.ac.th
ผศ.ดร.ปณุ ยนุช นิลแสง จานวน 80 เล่ม
อ.กนกนาฏ พรหมนคร
อ.พัชราภรณ์ จันทรฆาฏ อตั ราค่าธรรมเนียมบารุงวารสาร
อ.ภมุ รนิ ทร์ ทวชิ ศรี บทความละ 2,500 บาท
นางวารณุ ี จนั ทพ่งึ
น.ส.กญั ชญาวีร์ กลุ พิพัฒน์เตชนาถ
นายชูศกั ดิ์ ขันธชาติ ข้อความและบทความในวารสารน้ี
น.ส.ณฐั พิพัฒน์ ดอกเทียน
น.ส.ชนาพร วยั ทรง เป็นความคิดเหน็ ของผู้นพิ นธโ์ ดยเฉพาะ
นายนพสิทธิ์ เหมอื นสังข์ กองบรรณาธิการไม่มีสว่ นรบั ผดิ ชอบในเนื้อหา
น.ส.ปรียา ยอดจนั ทร์ และขอ้ คดิ เหน็ น้ันๆ แตอ่ ยา่ งใด
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
VRU Research and Development Journal
Humanities and Social Science
บทบรรณาธกิ าร
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์
จัดทาขึนโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานบทความวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ สู่นักวิจัยและผู้สนใจท่ัวไป และเพื่อส่งเสรมิ ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้
ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และประสบการณ์ในการวิจัยระหว่างสถาบัน ซึ่งได้รับการประเมิน
คุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์อ้างอิงดัชนีวารสารไทย (TCI) โดยถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มท่ี 2 สาขา
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีกาหนดออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (เดือนมกราคม – เดือน
เมษายน) ฉบับท่ี 2 (เดือนพฤษภาคม – เดือนสิงหาคม) ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม) สาหรับ
นกั วิจยั ท่มี คี วามประสงค์จะส่งตน้ ฉบับเพื่อลงตีพมิ พใ์ นวารสารวจิ ยั และพัฒนาฯ สามารถส่งบทความวจิ ัยดงั กล่าว
มายงั กองบรรณาธิการไดโ้ ดยตรง ทงั นบี ทความวิจัยทีเ่ สนอขอตพี ิมพ์จะต้องไม่เคยหรือได้อย่ใู นระหว่างขอเสนอ
ลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับอ่ืนมาก่อน ซ่ึงบทความวิจัยดังกล่าวจะตอ้ งได้รับการอ่านและประเมินคณุ ภาพพร้อม
ได้รับความเห็นชอบให้ตีพิมพ์เผยแพร่จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชานัน ๆของวารสารวิจัย
และพัฒนาฯ อย่างน้อย 2 ท่านก่อนลงตีพิมพ์ บทความวิจัยที่ได้รับการพิจารณาตพี ิมพ์เผยแพร่ในวารสาร
วิจัยและพัฒนาฯ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ใ นพระ
บรมราชูปถัมภ์ ห้ามนาข้อความทังหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็น
ลายลกั ษณ์อักษรหรือมีการอา้ งองิ อย่างถูกต้องชดั เจน โดยเนือหาตน้ ฉบับทป่ี รากฏในวารสารวิจัยและพฒั นาฯ เปน็
ความรับผิดชอบของผูน้ พิ นธ์บทความวจิ ยั เอง ทังนไี มร่ วมความผดิ พลาดอนั เกดิ จากเทคนิคการพมิ พ์
ปัจจุบันวารสารวิจยั และพฒั นาฯ ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 2 (เดอื นพฤษภาคม – เดอื นสงิ หาคม 2562) ฉบบั นไี ด้
รวบรวมบทความวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จานวน 28 เรื่อง เผยแพร่ผ่าน 3 ช่องทางได้แก่
การจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มวารสาร การเผยแพร่ออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ http://rd.vru.ac.th และเว็บไซต์
http://www.tci-thaijo.org/index.php/vrurdistjournal/issue/archive
สุดท้ายนี ทางกองบรรณาธิการ ขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีให้การสนับสนุนและส่งผลงานบทความ
วิจัยเข้าร่วมลงตพี มิ พใ์ นวารสารวิจยั และพฒั นาฯ อย่างดตี ลอดมา
บรรณาธิการ
สารบญั
หนา้
ภาวะผูน้ าของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษากับการส่งเสรมิ คณุ ธรรมจริยธรรมของนักเรยี น 1
สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษานครสวรรค์ เขต 2
สชุ าติ สมิ ลี ทินกร พลู พุฒ
แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั งิ านของบุคลากรทีส่ ง่ ผลตอ่ ประสิทธิผลของโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา 12
จังหวัดนครสวรรค์ สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 42
ชนิตรน์ ันทน์ พรมมา ทศพล ธฆี ะพร
แนวทางการบรหิ ารโรงเรยี นขนาดเล็กยคุ ดิจทิ ลั สคู่ วามเป็นเลิศของสานกั งานเขต 22
พื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาชยั นาท
มาลยั วงศ์ฤทัยวฒั นา
การพฒั นารปู แบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกดั 31
สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาบงึ กาฬ
สธุ าสินี คาสนอง อภิสิทธ์ิ สมศรสี ุข วาโร เพ็งสวัสดิ์
การพัฒนาหลกั สูตรฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสาหรบั วทิ ยบูรณากร 42
สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2
อัครเดช สรุ าชวงศ์ วัลนกิ า ฉลากบาง นภิ าพร แสนเมอื ง
การพัฒนาหลกั สตู รฝึกอบรมเพอื่ เสริมสร้างภาวะผู้นาครดู ้านการจดั การเรียนรู้ 51
ในโรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
ชลนิดา หารจติ วนั เพญ็ นันทะศรี สมเกียรติ พละจติ ต์
การพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชนั เร่อื ง การลดภาวะโลกร้อน 59
ดาวรถา วรี ะพนั ธ์
การวิเคราะห์พ้ืนทเี่ สียหายจากไฟปา่ ด้วยขอ้ มลู จากดาวเทียม ในพื้นท่ปี า่ อนุรักษแ์ ละ 72
ปา่ สงวนแห่งชาติ จงั หวัดแม่ฮ่องสอน
ดาวฒุ ิ กาลาเอส สุพรรณ กาญจนสธุ รรม แก้ว นวลฉวี ณรงค์ พลีรกั ษ์
อทิ ธิพลของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่สี ง่ ผลตอ่ ความพึงพอใจของนกั ศกึ ษา 82
โดยวธิ สี มการโครงสร้างแบบกาลังสองน้อยทส่ี ุดบางส่วน
อัจฉราวรรณ สุขเกิด อาภา ไสยสมบัติ อัยกานต์ โพธิ์สุวรรณพร
การพฒั นาหลักสตู รเตรียมความพร้อมด้านการคดิ วเิ คราะห์ 94
สาหรับเดก็ ปฐมวัย โรงเรียนศริ ริ าษฏร์วทิ ยาคาร สังกัดสานกั งาน
เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต1
กรองทิพย์ นามเนาว์ วันเพ็ญ นันทะศรี วาโรเพง็ สวัสด์ิ
การวเิ คราะห์ผลการประเมินการสอนของอาจารยห์ ลกั สูตรศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ 102
มหาวทิ ยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
พชั รีวรรณ กจิ มี พนมพร จนั ทรปญั ญา สุกัญญา นิมานันท์ ฉตั รทิพย์ สุวรรณชิน
การศกึ ษาการพัฒนาผลิตภณั ฑท์ างการเกษตรและพฤติกรรมผ้บู รโิ ภคโดย 111
กระบวนการวจิ ัยแบบผสมผสาน
ศริ พิ งษ์ ฐานมั่น นิรนิ ธนา บษุ ปฤกษ์
สารบญั (ต่อ) หนา้
125
รูปแบบการพฒั นาสมรรถนะตามหน้าท่ีของข้าราชการกรมสรรพากรตาแหนง่ นกั 138
ทรพั ยากรบคุ คล
โสภาพร ธรรมจักษุ สุมนา จรณะสมบูรณ์ วรนุช แหยมแสง เอกสิทธ์ิ สนามทอง 151
161
ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงนโยบายการเงนิ ของประเทศสหรฐั อเมริกา 175
ต่อมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพยข์ องนักลงทนุ ต่างชาติ กรณศี ึกษาตลาดหลกั ทรัพยแ์ หง่ 185
ประเทศไทย 194
พล ดารงพงษ์ บุษบาวรรณ มหารักขกะ
206
ประสทิ ธภิ าพความรับผดิ ชอบต่อสังคมของมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ 216
ฉนั ธะ จนั ทะเสนา 233
วิธกี ารป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาแรงงานตา่ งด้าวชาวกมั พูชาเข้าเมืองผดิ กฎหมายของ 246
หนว่ ยงานภาครฐั ดา้ นจังหวัดสระแกว้
กานต์มณี ไวยครุฑ
มุมมองของผู้บริหารตอ่ การรกั ษาสงิ่ แวดล้อมของพนักงาน
โรงแรมระดับ 5 ดาวในเขตเมอื งพัทยา จังหวดั ชลบรุ ี
ไพรัช หนเู ผอื ก เพชรรตั น์ โลว้ ิชากรติกุล
การสอ่ื สารบุคลิกภาพและแนวทางแกไ้ ขภาพลักษณข์ องศิลปนิ ดาราตอ่ สอ่ื มวลชนใน
ภาวะวกิ ฤต
รศั มร์ิ วี หมน่ั ประพฤติ ธรรญธร ปญั ญโสภณ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างคุณภาพการจัดการศกึ ษากบั การพฒั นาจติ รับผิดชอบของ
นกั ศกึ ษาทเ่ี รียนรายวชิ าอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
ธีรพงษ์ น้อยบญุ ญะ
การมีส่วนรว่ มในการจดั การความร้ภู ูมปิ ญั ญาผสู้ ูงอายเุ พ่อื การเรียนร้ตู ลอดชีวิตของ
ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสระแกว้ จังหวัดสระแก้ว
ไททัศน์ มาลา
ทุนวฒั นธรรมด้านอาหารมอญ จังหวัดปทมุ ธานี เพอื่ พัฒนาสเู่ ศรษฐกิจสรา้ งสรรค์
วรุณี เชาวนส์ ุขุม
The use of Active Learning Strategies for Airline Safety Learning
Management to improve Learning Achievement of Airline Business
Program Students
Siriporn Elwasly Diaa Elwasly George Tunney Nawapat Rodgerd Kwanrat
Jannsirinara
ผลของการจัดการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานร่วมกับการโคช้ ท่สี ่งผลตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรียนวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี น
ประถมศึกษาปที ่ี 3
ศศวิ ิมล ไกรสาโรง นิตกิ ร ออ่ นโยน
สารบัญ (ต่อ) หนา้
259
ผลของการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรรู้ ว่ มกบั การช้ีแนะที่มีต่อมโนทัศน์ทาง
วิทยาศาสตร์และความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนชนั้ 271
ประถมศึกษาปีท่ี 5 281
มณรี ตั น์ แก่นทอง อรสา จรูญธรรม 291
302
การศึกษามโนทัศนท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
โดยการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน รว่ มกับการโคช้ และจติ ตปัญญาศกึ ษา
พรพิมล จันทาทอง อรสา จรญู ธรรม นิติกร ออ่ นโยน
แบบจาลองความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตขุ องการจา่ ยคา่ ตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของ
บคุ ลากรท่ปี ฏบิ ตั งิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย
สอาด บรรเจิดฤทธิ์
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการการทอ่ งเที่ยวเชงิ วฒั นธรรมตาบลหนอง
บอน อ.เมือง จ.สระแก้ว
บญุ อนันต์ บุญสนธิ์
การพัฒนาโปรแกรมฝกึ การโคช้ ตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
เพ่อื ปรับการเรียนเปลยี่ นการสอน สาหรบั นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครู
วิไล ทองแผ่
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 1
ภาวะผู้นาของผู้บรหิ ารสถานศึกษากับการส่งเสริมคณุ ธรรมจริยธรรมของนกั เรยี น สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ที่
การศึกษาประถมศกึ ษานครสวรรค์ เขต 2
สชุ าติ สิมลี1* ทินกร พูลพุฒ1
Received : February 10, 2019
Revised : June 17, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ย่อ
การวิจัยในคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการ
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน 2) เพ่ือเปรียบเทียบภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการเสริม
คุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการ
ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 ประชากรในการศึกษาคร้ังนี้คือ ครูผู้สอนโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 จานวน 1,098 คน และกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบหลาย
ข้ันตอน จานวน 278 คน เคร่ืองมือที่ใช้คือแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า และการวิเคราะห์ข้อมูล
โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ
(Multiple Regression) ผลการวิจัยพบว่าระดับภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรมของนักเรียน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกดา้ น ผลการเปรียบเทียบภาวะ
ผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้านไม่พบ
ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
ของนักเรียน ตามความคิดเหน็ ของครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษานครสวรรค์เขต 2
พบว่ามคี วามสัมพันธ์กนั อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01
คาสาคญั : ภาวะผู้นา คุณธรรม จริยธรรม
1 หลกั สตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั เจ้าพระยา จังหวดั นครสวรรค์
*ผู้นิพนธห์ ลัก e-mail: [email protected]
2 | ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สุชาติ สิมลี และ ทนิ กร พลู พฒุ
THE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS WITH THE PROMOTION OF MORALS AND
ETHICS OF STUDENS UNDER NAKHONSAWAN PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA
OFFICE 2
Suchart Simlee11* Tinagorn Poolput1
Abstract
The objectives of this research were to study the level of the leadership of school
administrators with the promotion of morals and ethics of students, 2) for comparing of the
leadership of school administrators with the promotion of morals and ethics of students, and
3) to study the relationship between of the leadership of school administrators with the
promotion of morals and ethics of students by teachers’ opinion Under Nakhonsawan Primary
Educational Service Area Office 2, The people used in this research were 1,098 school teachers
Under Nakhonsawan Primary Educational Service Office Area 2, and the sample of the study
Acquired by multi-stage random sampling consisted of 278 school teachers. The instrument for
data collection was questionnaire, rating scale and the statistics tools used for data analysis
were percentage, average, standard deviation, t-test and F-test and multiple regression. The
research results showed that the level of the leadership of school administrators with the
promotion of morals and ethics of students, when identified each aspects ware at the highest
level in every aspect. Comparing of the leadership of school administrators with the promotion
of morals and ethics of students, collectively was not founded different. The relationship
between the leadership of school administrators with the promotion of morals and ethics of
students by teachers’ opinion Under Nakhonsawan Primary Educational Service Area Office 2,
was found at .01level of statistical significance.
Keywords : leadership, morals, ethics
1 Masterr of Education Program in Educational Admimistration, Chaopraya University Nakhonsawan
* Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 3
บทนา
ผู้นาเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญของการบริหารงานในองค์การ องค์การจะประสบความสาเร็จหรือ
ล้มเหลวในการดาเนินงานนั้น ปัจจัยสาคัญท่ีสุด คือ ผู้นา ถ้าองค์กรใดได้ผู้นาที่มีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสั่ง
การและใช้อิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงาน ตลอดจนทากิจกรรมต่างๆในองค์การให้สาเร็จลุล่วงไปได้
ด้วยดี แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าองค์การใดไดผ้ ู้นาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่สามารถสั่งการ และใช้อิทธิพลต่อ
ผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาให้เช่ือฟังและปฏิบตั ติ ามคาส่ังได้ ซ้าร้ายยงั เป็นการทาลายขวัญของผู้ใต้บงั คับบัญชาที่มีต่อผู้นา
ซึ่งจะเป็นผลทาให้การปฏิบัติงานด้านต่างๆในองค์การประสบความล้มเหลว ผู้นาที่มีสมรรถภาวะต่า ย่อม
พยายามอย่างยิ่งท่ีจะใช้และแสดงออก ซ่ึงความสามารถของตนแต่เพียงผู้เดียว ผู้นาที่มีสมรรถภาวะปานกลาง
พยายามอย่างย่ิงที่จะใช้กาลังและความสามารถของบุคคลอ่ืนเป็นท่ีต้ัง ส่วนผู้นาซึ่งมีสมรรถภาวะสูงนั้น ก็จะ
บรหิ ารงานโดยอาศัยสตปิ ัญญาของบุคคลอื่นมาเก้ือกลู เป็นหลักยดึ ถือเป็นแนวปฏบิ ัติ และเมือ่ มีเหตุการณ์ปัญหา
เกิดขึ้น ผู้เป็นผู้นาก็พึงเรียกประชุมคณะทางานเพ่ือรับฟังความคิดเห็น และอภิปรายร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง
หากมิได้ชุมนุมให้พร้อมกัน ก็จะทาให้เกิดความลังเลไม่อาจตัดสินให้เด็ดขาดลงไปได้ และย่อมทาให้พันธกิจ
(Mission) ขององค์การน้ันไม่สามารถกระทาได้อย่างเสร็จสน้ิ ดังน้ันผู้เปน็ ผู้นาจึงควรศึกษาถึงแนวคิดและทฤษฎี
ตา่ งๆเกีย่ วกบั ลักษณะของภาวะผู้นา ซ่งึ ถือวา่ เป็นส่ิงท่ีจาเป็น และเปน็ ปจั จัยท่ีสาคัญย่ิงสาหรับผู้บริหารงานของ
องค์การจะตอ้ งนาเอาไปประยุกต์ใช้ใหเ้ หมาะสมกับสถานการณ์และทาให้เกิดการเปลีย่ นแปลงต่อพฤติกรรมของ
ผู้บริหารในลักษณะที่เอื้ออานวยต่อการปฏิบัติงานท่ีมปี ระสิทธิภาพและมปี ระสิทธิผลต่อองค์การใหม้ ากที่สดุ (ปฐั
วี อ่อนรู้ท่ี, 2555)ประเด็นปัญหาที่จะเกิดข้ึน เช่น ปัญหายาเสพติด โสเภณีเด็ก การใช้แรงงานละเมิดสิทธิเด็ก
ปญั หาแหล่งอบายมุข ปญั หาสขุ ภาพท้งั กายและจติ เหล่านีล้ ว้ นเป็นปญั หาท่ีเป็นผลพวงของการพัฒนาวัตถุอย่าง
ขาดความสมดุลกับการพัฒนาทางด้านจิตใจทง้ั สิ้น โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวแตกแยกและเยาวชนถกู ทอดทิ้ง
ไม่ได้รับการดูแล กระแสโลกาภิวัตน์ทาให้เกิดการเล่ือนไหลทางวัฒนธรรมอย่างไร้พรหมแดน ทาให้เด็กและ
เยาวชนมีค่านิยมที่เปล่ียนไป มองข้ามวฒั นธรรมทดี่ ีงามของไทย ระบบคุณคา่ ทีด่ ีของสังคมไทยเสื่อมถอยลง ทัง้
เร่ืองจิตสาธารณะ ความเอ้ืออาทร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน
และสังคม ความสานึกรักชาติ การมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม การเพิกเฉยต่อปัญหาส่วนรวม การเคารพผู้
อาวุโส สถาบันหลักของสังคม กาลังอ่อนแอลง โดยเฉพาะสถาบันครบครัว ซึ่งเป็นสถาบันหลักท่ีบ่มเพาะให้
เยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมเปน็ ภูมิค้มุ กันให้เยาวชนมีพ้ืนฐานจิตใจท่ีเข้มแข็ง ปัจจุบันสถาบันศาสนา
เป็นทยี่ ดึ เหน่ยี วทางจติ ใจของคนในสงั คมได้น้อยลงกวา่ ในอดตี ผคู้ นหา่ งไกลศาสนา เปน็ ต้นเหตกุ ารณเ์ กดิ ปัญหา
ทางสงั คมต่าง ๆ ซง่ึ ปจั จุบนั สถาบันทางการศึกษายงั หลอมเด็กและเยาวชนใหเ้ ปน็ คนดีของสังคมได้ไม่เทา่ ทันกับ
การเปลี่ยนแปลง ความอ่อนแอทางสถาบันสาคัญต่าง ๆ ทางสังคมดังกล่าว ทาให้สังคมไทยขาดพลังและขาด
ภูมิคุ้มกันในการพัฒนาประเทศ(มนัส วณิชานนท์, “แนวคิดและยุทธศาสตร์ การพัฒนา”) สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อการจัดการศึกษามุ่งให้การปฏิรูปการศึกษา
ปรากฏผลเปน็ รูปธรรม ให้บังเกดิ ผลดีต่อการพฒั นาคณุ ภาพนักเรียน แตใ่ นความเปน็ จริงของการจดั การเรียนการ
สอนเท่าท่ีผ่าน พอจะมองเห็นปัญหาที่เกิดข้นึ คือการขาดแคลนความสมบูรณ์ ขาดความสมดุลในการบรู ณาการ
ระหวา่ งความรู้ คู่คณุ ธรรม ค่านยิ มทด่ี งี าม การจัดการศึกษา เรามุง่ เนน้ ท่ีจะสอนเพ่ือให้นักเรียนเป็นคนแต่เพียง
คนเก่งเท่านั้น ทั้งที่นโยบาย วิสัยทัศน์ของการศึกษาไทย นักเรียนต้องมีชีวิตที่ดี เก่ง และมีความสุข(สุภาพร สุข
สวัสดิ์,2552) พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 มีเปา้ หมาย
ในการพัฒนาคนไทย ซง่ึ เป็นศนู ย์กลางของการพัฒนาท่ยี ่ังยืน มีคุณธรรม และมีดลุ ยภาพ แผนการศึกษาแห่งชาติ
จึงมงุ่ พัฒนาคนให้มีชวี ติ ที่สมบรู ณท์ ง้ั รา่ งกาย จิตใจ สติปญั ญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวฒั นธรรม
4 | ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สุชาติ สมิ ลี และ ทนิ กร พลู พุฒ
ในการดารงชวี ิตสามารถอยูร่ ว่ มกบั ผ้อู ื่นได้อย่างมคี วามสุข และพัฒนาสังคมไทยใหเ้ ปน็ สังคมทีม่ คี วามเขม้ แข็ง คอื
เปน็ สงั คมท่ีมีคุณภาพ เปน็ สงั คมแห่งภูมิปัญญา และการเรยี นรู้ มีความสมานฉันท์และเอื้อเฟ้ือต่อกัน(สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ, พ.ศ.2545-2559) จากผลงานวิจัยทเี่ กยี่ วกบั การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรียน ท่ีมีผู้ศึกษาไว้อย่างหลากหลาย (สุภาพร สุขสวัสด์ิ, 2552) การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน
โรงเรียนสตรีนนทบุรีพบว่า โดยภาพรวมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนสตรีนนทบุรีตาม
ความเห็นของผู้บรหิ าร ครู คณะกรรมการนกั เรียน และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองอยู่ในระดบั มาก เมอ่ื
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดสภาพแวดล้อมใน
โรงเรียน 2) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น 3) ด้านการเรยี นการสอน 4) ด้านการปฏิบตั ติ นเป็นแบบอยา่ งของ
ครูและบุคลากรในโรงเรียน 5) ด้านการประเมินผลเพ่ือพัฒนา 6) ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน
ดังนน้ั จากขอ้ มูลดังกล่าว ผู้วจิ ยั จงึ เหน็ ว่าในเร่ืองคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องทีส่ าคัญต่อการพฒั นาการศึกษา จึง
ต้องจัดควบคู่ไปกับการจัดการศึกษา เพื่อท่ีจะให้เดก็ และเยาวชน ได้เติบโตออกไปสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ จึง
ศกึ ษาวิจยั ในเรอ่ื งความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บรหิ ารสถานศึกษากับการส่งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรมของ
นักเรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม ส่ิงท่ีสามารถจะขับเคล่ือนคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนให้บรรลุเป้าหมาย
ผู้บริหารจาเป็นจะต้องมีภาวะผู้นาในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ในโรงเรียน สานักงานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์เขต 2 ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนเพื่อให้
ตอบสนองนโยบายการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ใหเ้ ปน็ บุคคลทีม่ ีความพร้อม
ละสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และจิตใจ เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมี
ความสุขและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเพ่ือจะได้เป็นข้อมูลสาหรับการวางแผนพัฒนาคุณลักษณะ
ทางด้านการส่งเสรมิ คุณธรรมจริยธรรมนกั เรยี นในโรงเรียนต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผ้นู าของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสรมิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนักเรียน
ตามความคดิ เห็นของครูผสู้ อน สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษานครสวรรคเ์ ขต 2
2. เพ่ือเปรียบเทยี บภาวะผนู้ าของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจรยิ ธรรมของนักเรียน
ตามความคดิ เห็นของครูผู้สอน สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรมของนักเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึ กษา
นครสวรรคเ์ ขต 2
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ ครูผู้สอนโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษานครสวรรค์ เขต 2 จานวน 150 โรงเรียน โดยกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอยา่ งตามตารางของ เครจซี่
และ มอร์แกน (KreJcie& Morgan, 1970) จานวน 278 คน โดยทาการสุ่มตัวอยา่ งแบบหลายข้ันตอนด้วยการ
กาหนดสัดส่วนชาย หญิงจากน้ันทาการจับสลาก เพ่ือให้ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 278 คน โดยใช้แบบสอบถาม
เก่ียวกับการศึกษาภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษากบั การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของโรงเรียน ตามความ
คดิ เห็นของครผู ู้สอน สังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 5
สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) การแจกแจงความถ่ี (Frequency) ค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สถิติ t-test (Independent samples test) F-test
(ANOVA) ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Schefe) และสถิติค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์เพียร์สัน
(Person Product Moment Correlation Coefficient)
3. การวิเคราะหค์ วามถดถอยเชงิ พหุคูณ (Multiple Regression Analysis)
ผลการวจิ ัย
ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษา
สถานศึกษากับการส่งเสรมิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน ตามความ
คิดเห็นของครูผู้สอน สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2
ขอ้ ที่ ภาวะผูน้ าของผู้บริหารสถานศึกษา X S.D. แปลคา่
1 ผ้นู าในระบบราชการ 4.76 0.29 มากทส่ี ดุ
2 ผูน้ าเชิงจติ วิทยา 4.79 0.25 มากที่สดุ
3 ผนู้ าเชงิ เหตุผล 4.81 0.24 มากที่สุด
4 ผูน้ าเชงิ วิชาชีพ 4.83 0.24 มากทส่ี ุด
5 ผูน้ าเชิงคุณธรรม 4.84 0.21 มากทส่ี ุด
รวม 4.78 0.17 มากท่ีสุด
ตารางท่ี 2 ผลการศึกษาการสง่ เสรมิ คุณธรรมจรยิ ธรรมของโรงเรยี น ตามความคิดเหน็ ของครผู สู้ อน สงั กดั
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 ในภาพรวมรายดา้ น
ขอ้ ที่ การสง่ เสริมคุณธรรมและจรยิ ธรรมนักเรียน X̅ S.D. แปลคา่
1 การหลบหลีกจากการถูกลงโทษ 4.81 0.25 มากท่ีสดุ
2 การแสวงหารางวัล 4.84 0.21 มากทสี่ ุด
3 การทาตามทีผ่ ู้อ่ืนเหน็ ชอบ 4.86 0.23 มากทส่ี ุด
4 การทาตามหน้าท่ีตามสังคม 4.86 0.21 มากที่สุด
5 การทาตามคามั่นสัญญา 4.84 0.22 มากทส่ี ุด
6 การยึดหลักอดุ มคติ 4.81 0.23 มากทีส่ ดุ
เฉลย่ี รวม 4.84 0.21 มากทส่ี ุด
6 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สุชาติ สมิ ลี และ ทินกร พูลพฒุ
ตารางท่ี 3 ค่าสมั ประสิทธส์ิ หสมั พันธร์ ะหว่างภาวะผู้นาของผ้บู ริหารสถานศึกษากับการสง่ เสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม
ของโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศกึ ษานครสวรรคเ์ ขต 2 ในภาพรวม
ตัวแปร Y1 Y2 Y3 Y4 Y5 Y6 Ytot
X1 .183** .237** .148** .106** .084 .210** .176
X2 .341** .259** .224** .242** .245** .267** .343**
X3 .327** .245** .260** .336** .271** .282** .363**
X4 .421** .353** .368** .314** .332** .312** .467**
X5 .462** .388** .310** .299** .405** .283** .481**
Xtot .454** .411** .362** .366** .346** .366** .535**
**มีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01
ตารางท่ี 4 การวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อทดสอบความสัมพันธ์พหุคูณระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหาร
สถานศึกษากับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัด
สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2
แหลง่ ความแปรปรวน Sum of df Mean F p.
Squares Square 109.76** .000
Regression 1
Residual 2.31 274 2.31
Total 5.78 275 0.02
**มีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .01
8.09
สรปุ และอภปิ รายผลการวจิ ยั
จากข้อคน้ พบการวิจยั เพือ่ การศึกษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งภาวะผนู้ ากับการการส่งเสรมิ คุณธรรม
จริยธรรมของนักเรยี น ตามความคิดเหน็ ของครผู ู้สอน สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา นครสวรรค์
เขต 2 ผ้วู ิจยั มีประเดน็ การอภิปรายผล ดังนี้
1. ระดบั ภาวะผู้นาของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาในการสง่ เสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรยี น ตามความ
คิดเห็นของครผู สู้ อน สังกดั สานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2
พบวา่ ในภาพรวมอยใู่ นระดบั มากท่สี ดุ ทีเ่ ป็นเช่นนอ้ี าจเปน็ เพราะวา่ ผู้บรหิ ารสถานศึกษามีภาวะผู้นา
ในการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนและประการสาคัญ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พ้ืนฐานมีนโยบายในการพัฒนาผู้บริหารในด้านคุณธรรมจริยธรรมตามโครงการโรงเรียนสุจริต จึงทาให้ผล
การศึกษาออกมาเป็นเช่นน้ี สอดคลอ้ งกบั นโยบายสานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, พ.ศ.2545-2559
ส่งผลให้ครูผู้สอนเกิดความตระหนักที่จะได้ให้ความสาคัญต่อการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้บรรลุ
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 7
วัตถปุ ระสงคท์ ก่ี าหนดไวโ้ ดยที่ครูจะต้องแสดงถงึ การเปน็ ผนู้ าเหมาะสมตอ่ การส่งเสรมิ คุณธรรมและจรยิ ธรรมและ
ทาตามบทบาทหนา้ ที่ความรคู้ วามชานาญความสามารถและครปู ฏบิ ัติตนเป็นตน้ แบบทีด่ ีให้กบั เด็กนักเรียน มกี าร
ใช้ภาวะผู้นาตามบทบาทหน้าทีได้อย่างเหมาะสมโดยครูต้องมีความอดทนอดกลั้นที่จะเสริมสร้างคุณธรรม
จริยธรรมให้เกิดกับเด็ก สอดคล้องกับแนวคิดของ เพ็ญแข ประจนปัจจนึก และคณะ (2551) ได้นาเสนอพระ
ราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานไว้ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเดจ็ พระบูรพมหา
กษัตริยาธิราชเจ้าเก่ียวกับการปลูกฝังคุณธรรม และจริยธรรมเพ่ือให้เป็นสมบัติของคนไทยทั้งประเทศ มีอยู่ 4
ประการ ดังน้ี1) การรักษาความซ่ือสตั ย์ ความจรงิ ใจต่อตัวเองท่ีจะประพฤตปิ ฏบิ ัตแิ ต่สิง่ ทเี่ ป็นประโยชน์และเป็น
ธรรม 2) การรจู้ ักขม่ ใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤตปิ ฏิบตั ิอยู่ในความสัจความดีนั้น 3) การอดทนอดกลั้นและ
อดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด 4) การรู้จักละวางความช่ัว ความ
ทุจริต และรู้สละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพ่ือประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมและจริยธรรมทั้ง 4
ประการ ประชาชนทกุ คนควรนามาประพฤติปฏบิ ตั ิ จะช่วยใหป้ ระเทศชาตเิ กิดความสงบสุข ร่มเยน็ และส่งผลให้
ประเทศสามารถพัฒนาให้หม้ันคงก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดด้านการส่งเสริมคุณธรรม
ของ ศูนย์สง่ เสริมและพัฒนาพลงั แผ่นดินเชิงคุณธรรม (2551)ได้กล่าวถงึ ความสาคัญของคุณธรรมและจริยธรรม
ไว้พอสรปุ ได้ว่า เดก็ และเยาวชนเป็นทรัพยากรบคุ คลที่ทรงคณุ ค่าอย่างย่งิ ตอ่ การพัฒนาประเทศ จาเป็นต้องมีการ
ปลกู ฝงั คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ท้งั ด้านความรู้ และคณุ ธรรม ซ่ึงจาเป็นต้องกระทาตง้ั แตว่ ยั เด็ก จนกระท่ังเติบโต
เป็นผูใ้ หญ่ท่ีสร้างคุณประโยชน์ให้แกส่ ังคมในปัจจบุ ันและอนาคต
2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรยี น ตามความคิดเห็นของครผู สู้ อน สงั กัดสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษานครสวรรค์เขต 2
จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรยี น ตามความคดิ เห็นของครูผู้สอน สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 ซงึ่
ปรากฏผลโดยจาแนกตามเพศ อายุ ดังน้ี 2.1 เปรียบเทียบภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริม
คณุ ธรรมจริยธรรมของนักเรยี น ตามความคิดเห็นของครผู ู้สอน สงั กดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
นครสวรรค์ เขต 2 จาแนกตามเพศ ในภาพรวม ปรากฏว่าไมพ่ บความแตกต่าง ท่เี ปน็ เชน่ นีอ้ าจเนื่องมาจาก การ
ส่งเสรมิ คุณธรรมและจรยิ ธรรมของนักเรียนในสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 มี
นโยบายในการส่งเสริมให้ผู้บริหารมีภาวะผู้นาอย่างต่อเน่ืองและสามารถส่งเสริมสนับสนุนในการเสริมสร้าง
คุณธรรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่องสามารถนาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง จึงทาให้ครูผู้สอนมีความคิดเห็นไม่
แตกต่างกัน 2.2 ผลเปรียบเทียบภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรียน ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2
จาแนกตามอายุ ในภาพรวม ปรากฏว่าไม่พบความแตกต่างกันทั้งนี้อาจเป็นเพราะ การส่งเสริมคุณธรรมและ
จริยธรรมในโรงเรียน สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 นนั้ ไม่มีผลตอ่ การสง่ เสริม
คณุ ธรรมและจริยธรรม ท่เี ป็นเชน่ น้ี อาจเนือ่ งมาจากภาวะผู้นาของผูบ้ ริหารสถานศึกษา มุ่งเนน้ ทีจ่ ะเสริมสร้าง
คุณธรรมจริยธรรมได้เกิดข้ึนแก่นักเรียนโดยรวม โดยเท่าเทียมกัน จึงทาให้เด็กทุกเพศ ทุกวัน และทุกปัจจัย
เสริมสร้างส่วนบคุ คล จึงทาให้ผลการเปรยี บเทียบออกมาไม่แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ พระครูสงั ฆ
รกั ษ์จรญั จ่นุ ดวี งษ์ (2552) ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั ในเรอื่ งพฤติกรรมความซื่อสตั ยข์ องนักเรียนชว่ งช้นั ที่ 3 ในโรงเรียนสงั กดั
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 9 จงั หวดั นครปฐม ผลการศกึ ษาพบวา่ 1. พฤติกรรมความซื่อสัตย์
ของบิดามารดา การควบคุมตนเอง การได้รับการส่งเสริมความซ่ือสัตย์จากโรงเรียน การเห็นคุณค่าของความ
ซ่อื สัตย์ และพฤตกิ รรมความซือ่ สัตย์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 อย่ใู นระดับมาก 2. พฤตกิ รรมความซื่อสตั ย์นักเรียน
8 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) สชุ าติ สิมลี และ ทินกร พูลพฒุ
ชว่ งชนั้ ท่ี 3 เมือ่ จาแนกตามเพศ ระดับการศกึ ษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และระดับการศึกษาสูงสุดของบิดา มี
ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 3. การเห็นคุณค่าของความซ่ือสัตย์ การควบคุมตนเอง
และการไดร้ บั การส่งเสรมิ ความซื่อสตั ย์จากโรงเรียน สามารถทานายพฤตกิ รรมความซอื่ สัตยข์ องนักเรียนชว่ งชั้นที่
3 ร้อยละ 34.3 อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .001 นอกจากนีย้ ังสอดคล้องกบั งานวิจัยของ สิรยิ า พรหมรตั น์
(2551) ได้ศึกษาคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียนตามคิดเห็น ของผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบล
รัตนารามสังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา อุบลราชธานเี ขต 1ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรยี นโรงเรียนมูลนิธวิ ัดศรี
อบุ ลรตั นาราม สงั กัดสานกั งาน เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาอุบลราชธานเี ขต 1 มคี ุณธรรมจริยธรรมโดยรวมและทุกด้าน
อยู่ในระดับ มาก โดยเรียงลาดบั คา่ เฉล่ีย จากน้อยไปหามาก คือด้านความกตัญญูกตเวทีด้านการปฏิบัติตนเป็น
ประโยชน์ต่อส่วนรวม ด้านความซ่ือสัตย์สุจริต ด้านความเมตตา ความรับผิดชอบและความ ประหยัดและใช้
ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าผลการเปรียบเทียบคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนตามความ คิดเห็นของผู้ปกครอง
โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม จาแนกตามเพศ โดยภาพรวมและรายด้าน แล้วไม่แตกต่างกัน และยัง
สอดคล้องกับงานวิจัยของกฤติยา ใจหลัก ฟริตช์เจอรัลด์, พิชัย ไชยสงคราม และวีระ วงศ์สรรค์(2550) ได้
ศึกษาวิจัยเรื่องภาวะผู้นาของผู้บรหิ ารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครใู นสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน
สงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาพังงา ผลการศกึ ษาพบวา่ ภาวะผนู้ าของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาตามความคิดเห็น
ของข้าราชการครูในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาพังงา เม่ือจาแนกตาม วุฒิ
การศกึ ษา และประสบการณ์ในการทางาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน
3. ผลการหาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีผลต่อการ
สง่ เสรมิ คณุ ธรรมจริยธรรมของนักเรียน สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 ซงึ่
ผลการศึกษา พบว่าภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของ
นักเรียน ตามความคิดเห็นของครผู ู้สอน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 2 มี
ความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญท่ีระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันในทางบวก(53.50%) ซึ่งสอดคล้องกับ
สมมติฐานที่ต้ังไว้ ท่ีเป็นเช่นนี้ อาจเน่ืองมาจากผู้บริหารสถานศึกษา มีภาวะผู้นาอยู่ในระดับสูง และให้
ความสาคญั ตอ่ การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนในสังกดั เพือ่ ท่ีจะถ่ายทอดไปสนู่ ักเรยี นในเชิงประ
จักจึงทาให้ภาวะผู้นาของผบู้ รหิ ารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมคุณธรรมและจรยิ ธรรมของนักเรยี น
ระดบั ประถมศึกษาโรงเรยี น สงั กัดสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษา นครสวรรค์ เขต 2 มคี วามสัมพันธ์
กนั อยา่ งมีนยั สาคัญท่รี ะดับ 0.01อย่างไรกต็ ามการเสริมสร้างคุณธรรมจรยิ ธรรม ท้ังผูบ้ รหิ ารและครจู ะตอ้ งมุ่งมั่น
และเสยี สละ สอดคลอ้ งกับแนวคิดของดวงเดือน พนั ธมุ นาวนิ (2554) ไดน้ าเสนอทฤษฎีที่เกย่ี วกบั คุณธรรม และ
จรยิ ธรรมไวค้ อื ทฤษฎตี ้นไม้ ได้อธิบายไวว้ ่า ลกั ษณะพ้ืนฐานและองค์ประกอบทางจิตใจซ่ึงจะนาไปสู่พฤติกรรมท่ี
พึงปรารถนา เพ่อื ส่งเสรมิ ให้บุคคลเปน็ ทง้ั คนดแี ละคนเกง่ ไดท้ าการศึกษาถึงสาเหตุพฤติกรรมของ คนดแี ละคน
เกง่ รวมถึงสาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนไทยทงั้ เด็กและผู้ใหญ่ อายตุ งั้ แต่ 6-60ปี ว่าพฤตกิ รรมเหล่าน้ัน มี
สาเหตุทางจิตใจอะไรและนามาประยุกต์เป็นทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมสาหรับ คนไทยโดยแบ่งต้นไม้จริยธรรม
ออกเป็น3 ส่วน สรุปได้วา่ บคุ คลมคี วามพรอ้ มทางจติ ใจทงั้ 3 ดา้ น คือ ส่วนท่เี ป็นราก และอย่ใู น สภาพแวดล้อม
ทเ่ี หมาะสมไมว่ า่ จะเป็นครอบครัว ชุมชน รวมถึงกลมุ่ เพอ่ื น ผู้นัน้ ก็พรอ้ มทจ่ี ะพฒั นาลักษณะทางจติ ใจท่ีเป็นส่วน
ของลาตน้ เกดิ เป็นพฤติกรรมทีด่ ี เป็นคนเกง่ ในส่วนทีเ่ ป็นดอก และผลบนตน้ ไม้ ก็จะมคี วามงอกงามสมบูรณ์ ซ่งึ
จะส่งให้เป็นผู้ท่ีประพฤติปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควร สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยัง
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศศิวิมล สุขทนารักษ์(2551) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหาร
สถานศกึ ษากับสมรรถนะการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนในเขตอาเภอคลองหลวง สังกัดสานกั งานเขตพื้นท่ี
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 9
การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ความสาพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาของผู้บริหาร
สถานศึกษา กับสมรรถนะการบริหารงานวชิ าการของโรงเรยี นในเขตอาเภอตลองหลวงสังกดั สานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 พบวา่ โดยภาพรวม มคี วามสมั พนั ธ์กันอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ
.01 มคี า่ ความสัมพันธก์ ันทางบวกในระดบั สงู และยังสอดคลอ้ งกบั งานวิจยั ของธวัชชัย ยวงคา (2552) ได้ทาการ
วจิ ยั ความสัมพนั ธ์ระหว่างภาวะคุณลักษณะผูน้ าการเปลีย่ นแปลงกบั ประสิทธิ์ผลของสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานสังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาน่าน เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 2 ทั้ง 8 ด้าน อยู่ในระดับมาก ส่วนประสิทธิผลของ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาน่าน เขต 2 มีประสิทธิผลอยู่ในระดับมาก และ
คุณลักษณะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามคี วามสัมพันธเ์ ชิงบวกกบั ประสิทธิผลของสถานศึกษา
ขน้ั พืน้ ฐาน สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาน่าน เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดบั สูง
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
1.1 ข้อเสนอแนะสาหรับโรงเรยี นสังกดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต
2 มดี ังนี้
1.1.1 ด้านภาวะผู้นาในระบบราชการ ผู้บริหารและครูจะตอ้ งปฏิบตั ิตนเป็นแบบอย่างท่ีดี
ให้กับนักเรียนเน่ืองจากผลการศึกษา อยู่ที่เฉลี่ยต่าสุดการท่ีผู้บริหารยึดกฎระเบียบมากเกินไปจะทาให้การ
เสริมสรา้ งคุณธรรมจริยธรรมเหมือนเป็นการบงั คับให้ปฏบิ ัติ อาจไมเ่ กิดความยง่ั ยนื
1.1.2 ด้านภาวะผู้นาเชิงจิตวิทยา ผู้บริหารและครูจะต้องเข้าใจและสังเกตพฤติกรรมของ
เด็กนกั เรยี นและทาความเขา้ ใจ ให้กาลงั ใจแก่เด็กนักเรียนทุกคน
2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป
2.1 ควรศึกษาถงึ ความสัมพนั ธข์ องการส่งเสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในโรงเรียน สงั กัดสานักงานเขต
พนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษานครสวรรค์ เขต 2 กับประสทิ ธิผลในการบริหารงานของโรงเรียน
2.2 ควรหาความสาคญั ของภาวะผู้นากับการส่งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ใน
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา อื่น ๆ เพื่อเปน็ การยนื ยันผลการวิจยั ที่ค้นพบ เพ่อื นาเสนอเป็นข้อมูลในการสง่ เสรมิ
สนบั สนุนในดา้ นคุณธรรมจริยธรรมของนักเรยี นตอ่ ไป
กติ ตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์ที่ปรึกษาคือ
ดร.ทินกร พุลพุฒ ซ่ึงเป็นผู้ให้คาแนะนา ตรวจแก้ไขตลอดจนให้ข้อคิดเห็นต่างๆ อันทรงคุณค่าต่อการวิจัยด้วย
ความเมตตา-กรุณาปราณี ความห่วงใยและให้กาลังใจ ตลอดระยะเวลาที่ดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยขอกราบ
ขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูงมา ณ ทน่ี ้ี
ขอกราบขอบพระคณุ ดร.สมศักด์ิ สุภิรักษ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่กรุณาให้
คาแนะนาเพิ่มเติมทาให้วิทยานพิ นธ์ฉบบั นี้มคี วามสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน นอกจากน้ขี อกราบขอบพระคุณคณาจารย์
ทกุ ท่านของสาขาบริหารการศึกษาที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ อบรมสัง่ สอนและส่งเสริมประสบการณ์ต่างๆ
ให้จนสามารถสาเรจ็ การศกึ ษา ได้เปน็ อยา่ งดยี ิ่ง
10 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สชุ าติ สมิ ลี และ ทินกร พลู พุฒ
ขอขอบพระคณุ ผู้เชยี่ วชาญและผูท้ รงคุณวุฒิทุกทา่ นที่เสียสละเวลาอันมีค่าในการให้ขอ้ คิดเห็นและ
ข้อเสนอแนะในการตรวจแบบสอบถาม นอกจากน้ีขอขอบพระคุณผู้อานวยการเขตพื้นท่ีสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 และผู้อานวยการโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 ทใี่ ห้การสนบั สนุน ชว่ ยเหลอื และให้กาลงั ใจเสมอมา รวมท้ังขอขอบพระคุณครูทุก
ท่านในสังกัดเขตพื้นท่ีสานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 ท่ีสละเวลาอันมีค่าในการให้
ข้อมลู และตอบแบบสอบถามในการวิจัยคร้ังนี้ และขอขอบคณุ พ่ๆี นอ้ งๆ เพือ่ นๆ ทกุ คนท่ีให้กาลังใจในการศึกษา
เล่าเรยี นจนกระทั่งวิทยานิพนธฉ์ บับน้สี าเรจ็ ลลุ ่วงอยา่ งสมบรู ณ์
คุณความดหี รือประโยชนอ์ นื่ ใดอนั เกิดจากวทิ ยานพิ นธ์ฉบบั นี้ ผู้วิจยั ขอมอบไว้เป็นเครอ่ื งบชู าพระคุณ
กับครอบครวั ภาระจาที่ได้ให้การเลย้ี งดู ให้การศกึ ษาและวางรากฐานชีวิต รวมทั้ง ครู อาจารย์ ทกุ ท่านผ้เู ปน็ แรง
บันดาลใจท่สี าคัญ ชว่ ยเหลอื และสนบั สนนุ ด้วยดีตลอดมา จนกระทัง่ ประสบความสาเรจ็ มา ณ วันน้ี
เอกสารอ้างอิง
ปฐั วี อ่อนรทู้ ี่,(2555) ภาวะผนู้ าของผบู้ รหิ ารในมุมมองของผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชา.บทความทางวิชาการ.
กัญจน์คหฐั ปิยะกาญจน์.(2553) วธิ ีการปลกู ฝังคณุ ธรรมจริยธรรมแกเ่ ยาวชน. วิทยานพิ นธ์. มหาบัณฑติ
คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สภุ าพร สุขสวัสด์ิ, (2552) การพัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรมของนกั เรยี นโรงเรยี นสตรีนนทบุรี. การคน้ คา้ อิสระ
ศกึ ษาศาสตร์มหาบัณฑติ . บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.
กฤดพิ งค์ บญุ รงค์, (2555) การศึกษากระบวนการบริหารจดั การ ของผู้บรหิ ารกบั การพัฒนาคณุ ลักษณะอนั
พงึ ประสงคข์ องผเู้ รียนด้านความซอื่ สัตย์ : กรณศี กึ ษาโรงเรียนบ้านตากแดด สงั กัดสานกั งานเขต
พื้นท่ีการศึกษาพงั งา”, วิทยานพิ นธค์ รุศาสตร์มหาบัณฑิต. บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
ภูเก็ต.
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช.(2552)พระบรมราโชวาทและพระราชดารัส
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ เดช เก่ียวกบั ศาสนาและศีลธรรม. กรมการศาสนา
กระทรวงวฒั นธรรม : โรงพมิ พ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
พระธรรมสงิ หบรุ าจารย์ (หลวงพอ่ จรัญฐิตธมฺโม),(2553) เมตตาทานการใหท้ ม่ี ผี ลเปน็ ความสุขอย่างยิ่ง.
กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา ศูนยห์ นังสือพระพทุ ธศาสนา.
พระครูสังฆรักษ์จรัญ จุ่นดีวงษ์, (2552)พฤตกิ รรมความซื่อสัตย์ของนักเรียนชว่ งช้นั ท่ี 3 ในโรงเรียนสงั กัดสา
นกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 9 จังหวดั นครปฐม.วทิ ยานิพนธ์.มหาบัณฑติ สาขาวชิ า
พัฒนศึกษา.บัณฑติ วทิ ยาลัย.มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
ประเวศ วะสี,(2550) ระบบการศึกษาที่คุณธรรมนาความรู้,พิมพค์ รัง้ ที่1, กรงุ เทพมหานคร, สานักงานมาตรฐาน
การศกึ ษาและพัฒนาการเรยี นรู้ สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
นราทพิ ย์ พ่มุ ทรัพย.์ (2551)ลอ้ มร้ัวองคก์ าร ธรุ กิจดว้ ยวถิ พี อเพียง.สานักงานบรหิ ารและพัฒนาองค์ความรู้
(องคก์ ารมหาชน).
เพญ็ แข ประจนปัจจนึก และคณะ,(2551) รายงานการวจิ ยั การยกระดบั คุณธรรม จริยธรรม ของสงั คมไทย
เพื่อการปฏริ ูปสังคม : แนวทางและการปฏบิ ัติ.
พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์), (2553)เมตตาทาน การใหท้ ่ีมีผลเปน็ ความสขุ อย่างย่งิ , กรงุ เทพมหานคร
: ธรรมสภา ศูนยห์ นังสอื พระพุทธศาสนา.
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 11
ปลายทาง และตวั แท้ของจรยิ ธรรม,กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ์ดวงตะวนั .
ดวงเดอื น พันธุมนาวิน, (2554) ทฤษฎีตน้ ไม้จริยธรรม การวิจยั และการพฒั นาบคุ คล, พิมพค์ รงั้ ที่ 4,
กรงุ เทพมหานคร : บัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์, สถาบนั .
ศศิวมิ ล สุขทนารักษ์ , (2554)ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผนู้ าของผบู้ รหิ ารสถานศึกษากับสมรรถนะการ
บรหิ ารงานวชิ าการ ของโรงเรียนในเขตอาเภอคลองหลวง สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึ
ประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 1, วทิ ยานิพนธก์ ารศึกษา. มหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ าร
การศึกษา. มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี.
อภญิ ญา อิงอาจ, (2554) “พฤติกรรมความซือ่ สตั ยส์ จุ ริตของนกั ศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา ในเขต
กรงุ เทพมหานครและปริมณฑล”, วารสารวชิ าการพระจอมเกล้าพระนครเหนอื , ปที ่ี 21 ฉบบั ที่
1, มกราคม – เมษายน.
อภญิ วฒั น์ โพธสิ์ าน ดร., (2553)สุขวิถี มนุษย์ ชีวิต ความสุข, พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3, คณะมนุษยศ์ าสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม :หจก. อภชิ าตกิ ารพิมพ.์
Lawrence Kohlberg, (2000)Development of Moral Character and Moral Ideology Review of
Child Development Research, (New York : Russell Sage Foundation,).
Longman. (1995)Dictionary of Contemporary English, (London : Longman Group).
Venerable Sujiva Kota Tinggi, (2000)Loving-kindness Meditation, (Malaysia : Buddha Dharma
12 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ชนติ รน์ ันท์ พรมมา และ ทศพล ธฆี ะพร
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทีส่ ง่ ผลต่อประสทิ ธผิ ลของโรงเรียนมธั ยมศึกษาจงั หวัดนครสวรรค์
สงั กัดสานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 42
ชนติ ร์นนั ทน์ พรมมา1* ทศพล ธีฆะพร2
Received : February 12, 2019
Revised : April 19, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ยอ่
การวิจยั คร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพอ่ื 1) เพือ่ ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากร ในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาจังหวัด
นครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรใน
โรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ตามปัจจัยส่วนบุคคล 3)เพ่ือศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรกับประสิทธิผลของโรงเรียนมั ธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัด
สานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 42 4)เพือ่ สรา้ งสมการพยากรณท์ ี่เกดิ จากแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากร ท่สี ่งผล
ตอ่ ประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 กล่มุ ตวั อย่างที่ใช้
ในการวจิ ัยครัง้ นี้ เป็นผ้บู รหิ ารสถานศึกษาและครูผสู้ อน ในโรงเรยี นมัธยมศึกษาจงั หวัดนครสวรรค์ สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 42 รวมทัง้ สิ้น 388 คน เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั เป็นแบบสอบถามเก่ียวกบั แรงจงู ใจในการปฏิบตั ิงานและประสิทธิผล
ของโรงเรียน สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู ได้แก่ สถติ พิ รรณนา สถิติเชงิ อนมุ าน และสมการถดถอยพหคุ ูณ
ผลการวิจยั พบว่า
1. แรงจูงใจในการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากร ในโรงเรียนจงั หวดั นครสวรรค์ สานกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 42
โดยภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
2. ผ้ตู อบแบบสอบถาม ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจงั หวดั นครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 42
เมือ่ จาแนกตามเพศ ประสบการณก์ ารทางาน และวฒุ ิการศกึ ษา มคี วามคิดเห็นทใ่ี กลเ้ คยี งกัน
คาสาคญั : แรงจูงใจในการปฏิบตั งิ านของบุคลากร/ ประสิทธิผลของโรงเรียน
1 วทิ ยานพิ นธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเจา้ พระยา
2 สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา e-mail: [email protected]
*ผนู้ พิ นธ์หลกั e-mail : [email protected]
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 13
WORK MOTIVATION AMONG PERSONNEL AFFECT TO EFFECTIVENESS OF SCHOOLS NAKHON SAWAN
PROVINCE UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 42
Chanitnan Promma11* Tosapon Teekapor2 2
Abstract
The purposes of this research was to find : 1) to study the levels of the work motivation among
personnel of schools in Nakhon Sawan province under the secondary educational service area office 42, 2)
to compare the work motivation among personnel of schools in Nakhon Sawan province under the secondary
educational service area office 42 by personal factors, 3) to study the relationship between the work motivation
among personnel effectiveness of schools in Nakhon Sawan province under the secondary educational service
area office 42, 4) The work motivation among personnel affecting to effectiveness of schools in Nakhon Sawan
province under the secondary educational service area office 42. The 388 samples used in this study were
administrators and teachers in schools in Nakorn Sawan province under the secondary educational service area
office 42. Instrument to this research was a questionnaire about of the work motivation among personnel and the
effectiveness of schools in Nakhon Sawan province under the office of secondary educational service area office
42. The statistics used for data analysis were descriptive statistics, inferential statistics and multiple regressions.
The findings revealed as follows:
1. The levels of the work motivation among personnel of schools in Nakhon Sawan province under
the secondary educational service area office 42 were overall at high levels.
2. Respondents in schools in Nakhon Sawan province under the secondary educational service area
office 42 were classified by gender, work Experience and educational background. There are similar opinions.
Keywords : work motivation among personnel, effectiveness of schools
1 Thesis. Master of Education. Educational Administration. Faculty of Humanities and Social Sciences. Chaopraya University.
2 Educational Administration, Chaopraya University, e-mail: [email protected]
* Corresponding author, e-mail : [email protected]
14 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ชนติ ร์นนั ท์ พรมมา และ ทศพล ธีฆะพร
บทนา
การพัฒนาประเทศส่คู วามสมดุลและย่งั ยืนจะตอ้ งให้ความสาคัญกับการเสรมิ สรา้ งทุนของประเทศที่มีอยู่ใหเ้ ขม้ แข็ง และมี
พลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ให้เข้มแข็ง พร้อมการเสริมสร้าง
ปจั จัยแวดล้อมท่เี อือ้ ต่อการพัฒนาคุณภาพของคนทัง้ ในเชงิ สถาบัน ระบบ โครงสรา้ งของสงั คมให้เข้มแขง็ สามารถเป็นภูมคิ ้มุ กันต่อการ
เปล่ียนแปลงตา่ ง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2556) การศกึ ษาจึงถอื ว่ามบี ทบาทสาคญั ที่ช่วยสร้างคนให้มีคุณภาพ
เป็นคนเกง่ และคนดีของสงั คม มีระเบียบวนิ ยั มีความซื่อสตั ย์ มีความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมส่วนรวม สามารถร่วมมือ สง่ เสรมิ และพฒั นา
ให้สงั คมและประเทศชาติเจรญิ ก้าวหน้าต่อไปได้ การสร้างคนหรือพัฒนาคนต้องทาเป็นข้ันตอนเพ่ือให้มีความพร้อมและความสามารถ
เพอื่ พฒั นาคณุ ภาพของประเทศได้
ในการจัดการระบบการศึกษาเพอ่ื พฒั นาบุคลากรของชาตินั้น โรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่สาคัญที่สดุ ในการ
พัฒนาบุคลากรของประเทศ โดยมเี ปา้ หมายหลักคือ การพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ และมีคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ตามจดุ ม่งุ หมาย
ของหลกั สตู ร และมหี นา้ ทีร่ ับผิดชอบในการให้การศึกษาอบรมนักเรยี นให้มีความรู้ ความสามารถ มคี ุณสมบตั ิทีด่ ี เพอื่ เป็นกาลงั สาคัญ
ของประเทศชาติตอ่ ไป โดยเฉพาะสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานทั้งระดบั ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาน้ัน เป็นสถาบันทาง
การศกึ ษาทมี่ คี วามใกลช้ ิดกับชุมชนมากท่ีสุด จงึ มีความสาคญั และส่งผลถึงการพฒั นาสงั คมเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ประสิทธิผลของโรงเรียนน้ันข้ึนอยู่กับองค์ประกอบหลายประการไม่ว่าจะเป็น การบริหารสถานศึกษา การจัดการ
อาคารสถานที่ แบบการเรียนการสอน ส่ือการสอน วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ (มัทนา วังถนอมศักดิ์, 2550, หน้า 3) อย่างไรก็ตามคุณภาพ
การศึกษาที่จะก่อให้เกดิ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลน้ัน ก็ขึ้นอยกู่ ับของบคุ ลากร โดยเฉพาะครู ดังนนั้ ผบู้ ริหารจงึ ต้องให้ความสาคัญ
กับการพัฒนาครู พยายามสร้างความพอใจ ความผูกพัน และความตระหนักในหน้าที่และความสาคัญของอาชีพของตน ผลักดันให้
ปฏิบัติงานได้อยา่ งเต็มความสามารถ ซง่ึ การจะทาใหค้ รปู ฏบิ ัตงิ านได้ดีน้ัน ขึ้นอยูก่ ับขวญั และกาลงั ใจท่ดี ีของครู อันสง่ ผลต่อทศั นคติใน
การปฏบิ ตั งิ าน และส่งผลใหเ้ กิดประสทิ ธิผลในการเรียนการสอน ดงั น้ันผ้บู ริหารจึงต้องใชห้ ลักการบริหารงานใหเ้ กดิ ประสิทธผิ ลสูงสุด
ซ่ึงโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผลล้วนเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ท่ีต้องมีการวางแผน กาหนดเป้าหมาย กาหนด
กจิ กรรม และประเมินความมีประสิทธผิ ลร่วมกัน (Hoy and Ferguson, 1985)
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาและดาเนินการบริหารจัดการ
การศึกษาระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีขอบเขตความรบั ผดิ ชอบครอบคลุมจังหวดั นครสวรรค์-อทุ ัยธานี
โดยได้รับนโยบายการศกึ ษาจากกระทรวงศกึ ษาธิการ ให้เร่งรัดดาเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและสานต่องานท่ีได้ดาเนินการไว้
โดยนโยบายที่ 2 เป็นนโยบายเกี่ยวกับปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูให้มีจานวนการผลิตที่สอดคล้องกับความตอ้ งการ มีความรู้
ความสามารถในการจดั การเรยี นการสอนตามหลักสตู รปัจจบุ ันรองรับหลักสตู รใหม่และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ รวมท้ังประเมินวิทย
ฐานะครูให้เช่อื มโยงกับผลสมั ฤทธข์ิ องผู้เรยี น ดูแลระบบสวัสดกิ าร และลดปญั หาทบ่ี ั่นทอนขวญั กาลงั ใจของครูให้สง่ ผลต่อประสิทธิภาพ
การเรียนการสอนและคณุ ภาพผเู้ รยี น (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2556)
การปฏริ ูประบบการผลติ และพัฒนาครูนอกจากการพัฒนาครูให้มีศักยภาพรองรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันและ
การดูแลระบบสวัสดกิ ารเพื่อลดปัญหาทีบ่ ่ันทอนขวัญกาลงั ใจของครแู ล้ว การสรา้ งแรงจงู ใจให้กบั ครูยังเปน็ ส่วนสาคัญทเ่ี ป็นตัวกระตุ้น
ให้การปฏิรูประบบการผลิตและพฒั นาครูเกิดข้ึนได้อย่างแท้จรงิ ดังที่สมยศ นาวีการ (2540) กล่าวว่า แรงจูงใจมีความสาคัญต่อการ
บริหารงานมาก เพราะผู้บรหิ ารจะทางานใหป้ ระสบความสาเร็จได้ ตอ้ งอาศยั บุคคลอื่น ซง่ึ คนเป็นทรัพยากรท่ีมีชีวติ จติ ใจ แรงจงู ใจจึง
เปน็ เร่ืองทเี่ ก่ียวข้องกบั อารมณแ์ ละความรู้สึกของคนในการปฏบิ ัติงาน ซง่ึ ลว้ นส่งผลต่อการปฏิบตั ิงานท่ีมีประสิทธิภาพ แรงจงู ใจจึงถือ
ไดว้ ่ามคี วามสาคัญต่อผ้บู รหิ าร เพราะการเพมิ่ แรงจงู ใจในการปฏบิ ัตงิ านของครทู าให้ประสทิ ธภิ าพของบคุ ลากร ในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 เกิดข้ึนได้อย่างเต็มที่ เกิดความกระตือรือร้นในการสร้างสรรค์ผลงานทาง
วิชาการ และการจัดการเรียนการสอน ทั้งยังทาให้ประสิทธิภาพของการเรียนการสอน และคุณภาพผู้เรียนเป็นไปตามนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร
อย่างไรก็ตาม ความต้องการทางด้านแรงจูงใจในแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและทาได้ยาก เน่ืองจากบุคลากรใน
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ต่างมาจากหลากหลายพ้ืนท่ี ต่างเพศ ต่างวัย และต่าง
หน้าท่ีรับผิดชอบ ฉะนั้นเรื่องความพึงพอใจในการปฏิบัติงานย่อมแตกต่างกันตามทัศนคติและแรงจูงใจของแต่ละคน ซึ่งมีไม่เท่ากัน
ส่งผลกระทบต่อการตอบสนองตามนโยบายของโรงเรยี น และนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ จึงทาให้เกิดปัญหาในการพัฒนาใน
ปัจจุบนั
ด้วยเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจศกึ ษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขต
พนื้ ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ทีส่ ง่ ผลถงึ ประสทิ ธิผลของโรงเรียน เพ่ือใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อผู้บรหิ ารในการวางแผนการบริหารงาน
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 15
และพัฒนาครูในโรงเรยี นใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธิผลเพมิ่ มากข้นึ ใหต้ อบรับกบั นโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการและเพ่ือให้ครูมี
แรงจงู ใจในการปฏบิ ัติงานเพอ่ื ความสาเรจ็ ขององค์การอยา่ งยง่ั ยืนและรวมไปถึงการมคี ุณภาพชีวติ ท่ีดีขนึ้
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือศกึ ษาระดบั แรงจูงใจในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากร ในโรงเรียนมัธยมศกึ ษา จงั หวัดนครสวรรค์ สงั กัดสานกั งานเขต
พน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 42
2. เพอ่ื เปรยี บเทยี บแรงจูงใจในการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากร ในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา จังหวดั นครสวรรค์ สังกัดสานกั งานเขต
พ้ืนท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 42 ตามปจั จัยสว่ นบคุ คล
3. เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร กับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาใน
จงั หวดั นครสวรรค์ สงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 42
4. เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ที่เกิดจากแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร ท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน
มัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 42
วิธกี ารดาเนนิ การวิจัย
กลุม่ ตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ท่ีได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นเพ่ือกระจายกลุ่มตัวอย่างไปในแต่ละ
อาเภอและทาการสุ่ม อย่างง่ายอีกคร้ังหนึ่ง โดยใช้สูตรคานวณของเครซ่ี และมอร์แกน (R.V.Krejcie & D.W.Morgan)
กาหนดความคลาดเคลอื่ นที่ .05 ได้กล่มุ ตวั อยา่ ง ซ่ึงเปน็ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาจานวน 75 คน ครูจานวน.313 คน รวมทัง้ สิน้ 388 คน
การสร้างเครอ่ื งมอื และหาคุณภาพของเครื่องมือ
ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ขอคาแนะนาและข้อคิดเหน็ จากผู้เชยี่ วชาญทางการ
นเิ ทศภายในสถานศกึ ษา เพอื่ เปน็ แนวทางในการสรา้ งเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล กาหนดกรอบแนวคดิ รปู แบบเครือ่ งมือ และ
โครงสรา้ งเนอ้ื หาการวจิ ัย สร้างแบบสอบถาม เพ่อื สอบถามความคดิ เห็นของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาและครู ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 แบบสอบถามแรงจงู ใจในการปฏิบัติงาน เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจงู ใจใน
การปฏิบัติงานของบุคลากร ของโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 มีลักษณะ
เป็นแบบสอบถามแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั แรงจงู ใจในการปฏิบัตงิ านมี 5 ระดับจานวน 40 ข้อ ตอนท่ี 3 แบบสอบถามประสิทธิผล
ของโรงเรียน เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 42 มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับประสิทธิผลของโรงเรียน มี 5 ระดับจานวน 30 ข้อ
นาแบบสอบถามฉบับร่าง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ตรวจสอบเพื่อรับทราบข้อเสนอแนะแล้วนามาปรับปรุงแก้ไข นา
แบบสอบถามที่ได้เสนอให้อาจารยท์ ่ีปรกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์ตรวจสอบความสมบูรณข์ องเครื่องมืออีกครงั้ แล้วจดั พมิ พ์ฉบบั สมบรู ณ์
นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 ท่าน ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา
(Content Validity) ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) และความเหมาะสมของภาษาท่ีใช้ หรือสอดคล้องระหว่าง
ข้อความที่เขียนขึ้นในแบบสอบถามกับนิยามศัพท์ท่ีกาหนดไว้ โดยใช้วิธีหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถาม โดย
ผู้เชี่ยวชาญลงความคิดเห็นและให้คะแนน นาแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้บริหารสถานศึกษาและครทู ่ี
ไม่ใชก่ ล่มุ ตวั อย่าง จานวน 30 คน เพอื่ หาความเทีย่ งของขอ้ คาถามแล้วนามาวเิ คราะหเ์ พื่อหาค่าสัมประสิทธิค์ วามเชื่อม่ัน (Reliability)
ของแบบสอบถามตามวิธีหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (Alpha-Coeffcient) ของครอนบาค (Cronbach) การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ใน
การวจิ ยั ผวู้ จิ ัยได้ดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยดาเนินการตามลาดบั ข้นั
สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถติ ิพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อหาคา่ สถติ ริ อ้ ยละ (Percentage) เพอ่ื หาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่า
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation S.D.)
2. สถติ เิ ชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพือ่ หาคา่ t-test Independent Sample, F-test (One-way ANOVA)
3. สมการถดถอยพหุคณู (Multiple Regression)
16 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ชนติ รน์ นั ท์ พรมมา และ ทศพล ธีฆะพร
ผลการวิจัย
1. ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรเมื่อเทียบกับเกณฑ์ โดยผู้วิจัยวิเคราะห์จากค่าเฉล่ีย ( x ) และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร โรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในโรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัด
นครสวรรค์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 มีค่าอยู่ในระดับมาก ( x = 4.14) และเม่ือจาแนกในแต่ละปัจจัย
พบว่าปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด คือความเป็นอยู่ส่วนตัว ( x = 4.31) ส่วนปัจจัยที่มีค่าเฉล่ียรองลงมา คือ ความสาเร็จในการ
ทางานของบคุ คล ( x = 4.23) และปจั จยั ท่ีมคี า่ เฉล่ยี น้อยท่ีสดุ คอื ความสมั พนั ธก์ ับเพ่ือนรว่ มงาน ( x = 3.93)
2. แรงจงู ใจในการปฏิบัตงิ านของบคุ ลากร ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 42 เม่ือเปรียบเทียบโดยจาแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน
มัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 เม่ือเปรียบเทียบโดย จาแนกตามเพศ ซึ่ง
ประกอบด้วยเพศชายและเพศหญิงในภาพรวมไม่พบความแตกต่าง แต่เมื่อพิจารณารายด้านพบว่ามีความแตกต่างกันปัจจัยด้านที่ 8
ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน โดยความคิดเห็นของบุคลากรเพศชายในด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแตกต่างกับบคุ ลากรเพศ
หญิง อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05 สว่ นปัจจยั ดา้ นอนื่ ไม่พบความแตกตา่ ง
3. ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร กับประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์
สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 พบวา่ แรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานของบุคลากร กบั ประสิทธิผลของโรงเรียนใน
จงั หวัดนครสวรรค์ สงั กัดสานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 มีความสมั พนั ธ์ในทางเดียวกัน และมีความสมั พันธ์ในระดับ
ต่าถึงสงู โดยมคี า่ สัมประสทิ ธสิ์ หสัมพันธ์ระหว่าง 0.272 - 0.736 เมอ่ื พจิ ารณารายด้าน พบว่าด้านทีม่ คี า่ สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์กันมาก
ที่สุด คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรปัจจัยที่ 13 ความมั่นคงในการทางาน กับประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัด
นครสวรรคด์ ้านท่ี 2 ความพงึ พอใจการทางานของครู มีค่าสัมประสทิ ธิส์ หสัมพันธเ์ ทา่ กับ 0.736 สว่ นด้านท่มี ีคา่ สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์
กันรองลงมา คอื แรงจงู ใจในการปฏิบัติงานของบคุ ลากรปัจจยั ท่ี 4 ความรบั ผิดชอบ กบั ประสทิ ธิผลของโรงเรียนในจังหวดั นครสวรรค์
ด้านที่ 4 ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.702 และมาตรฐานท่ีมีคา่
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กันน้อยท่ีสุด คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรปัจจัยท่ี 8 ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน กับ
ประสิทธผิ ลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ด้านท่ี 5 ความสามารถในการปรับเปลย่ี นต่อสภาวะแวดล้อมท่ีมากระทบท้ังภายใน และ
ภายนอก มีคา่ สมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธเ์ ทา่ กบั 0.272 อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.01
สมการพยากรณ์ท่ีเกิดจากการแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร กับประสิทธิผลของโรงเรยี นในจังหวัดนครสวรรค์
สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 42 พบวา่ การวิเคราะหค์ วามถดถอยเชงิ พหุคูณแบบมขี ้ันตอนของแรงจูงใจในการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรท่ีดีท่ีสุดที่ใช้พยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 42 โดยรวมทั้ง 14 ปัจจัย พบว่า ตัวแปรท่ีสามารถอธิบายความผันแปรท่ีมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนใน
จงั หวดั นครสวรรค์ สังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 มีจานวน 3 ปจั จัย จากสูงสดุ ไปหาตา่ สดุ คอื 1) ความม่ันคง
ในการทางาน (X1) สามารถพยากรณ์ประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นในจงั หวัดนครสวรรค์ สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต
42 ได้เท่ากับร้อยละ 59.80 (R2 = 0.598) 2) ความรับผิดชอบ (X2) สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์
สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ไดเ้ ท่ากบั ร้อยละ 75.60 (R2 = 0.756) 3) ความเป็นอยู่ส่วนตัว (X3) สามารถ
พยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ได้เท่ากับร้อยละ
79.80 (R2 = 0.798) อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.01
สรปุ และอภิปรายผลการวิจัย
1. โดยภาพรวมระดับของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในโรงเรียนจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 มีคา่ อยใู่ นระดบั มาก ซึ่งสอดคล้องกบั การศึกษาของสายันต์ ตากมัจฉา (2546) ไดศ้ กึ ษาแรงจูงใจในการ
ปฏบิ ัตงิ านของครูโรงเรยี นประถมศึกษา สังกัดสานักงานประถมศึกษาจงั หวดั ระยอง พบวา่ แรงจงู ใจในการปฏิบตั งิ านของครโู รงเรียน
ประถมศึกษา สงั กดั สานกั งานประถมศึกษาจังหวดั ระยอง โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก สอดคลอ้ งกับโกมล บัวพรม (2553) ท่ไี ด้ศึกษา
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฏร์ธานี เขต 3 ท่ีพบว่าแรงจูงใจในการ
ปฏิบัติงานครโู รงเรียนมธั ยมศึกษา สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาสรุ าษฏร์ธานี เขต 3 มแี รงจงู ใจในการปฏบิ ัติงานอยู่ในระดับมาก
และสอดคลอ้ งกับยทุ ธภูมิ ช่างเหล็ก (2553) ทไ่ี ดศ้ กึ ษาแรงจงู ใจในการปฏบิ ัตงิ านครโู รงเรยี นในเครือข่ายทุ่งตะโก 2 ในสงั กดั สานักงาน
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 17
เขตพ้ืนที่ประถมศึกษาชมุ พร เขต 2 พบว่า แรงจูงใจในการปฏบิ ัติงานครูโรงเรียน ในเครือข่ายทุ่งตะโก 2 ในสังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ี
ประถมศึกษาชมุ พร เขต 2 โดยรวมอยูร่ ะดับมาก
ทั้งนี้ในความคิดเห็นของผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขต
พ้นื ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 เป็นผทู้ ่มี ีความรู้ความสามารถเห็นได้จากสามารถสอบเข้าบรรจุแต่งตงั้ ตามระบบ รวมถึงอาชีพครู
เป็นอาชพี ที่มีเกยี รติ มศี ักด์ศิ รี เปน็ ที่ยอมรับนบั ถอื ในสังคม มีใจพรอ้ มท่ีจะทางานร่วมกนั เพ่ือผลสัมฤทธท์ิ างการศึกษาของนักเรียน อีก
ทั้งอาชีพครูยังมีสวัสดิการต่าง ๆ ท่ีดี และมีความก้าวหน้าในอนาคต ส่งผลให้เกิดความรู้สึกม่ันคงในชีวิตหน้าท่ีการงาน เห็นได้จาก
ประสิทธิผลของโรงเรียนจะอยู่ในอันดับมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพทุ ธศักราช
2542 แกไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ(ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2553 ในมาตราที่ 4 ได้ใหค้ วามสาคัญกบั ครู อาจารยแ์ ละบุคลากร
ทางการศึกษา โดยกาหนดแนวทางไวเ้ พื่อให้หน่วยงานทางการศกึ ษาให้ความสาคญั และปฏิบัตติ ามในการวางแผนและกาหนดนโยบาย
และสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ได้มีการนามาเป็นแนวทางในการบริหารงานทางด้านการจัดการศึกษาให้มี
คุณภาพ ประกอบกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่การปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ การ
ปฏิรูปโครงสรา้ งการบรหิ ารงานในกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูประบบบริหารจัดการ การจดั ระบบประกันคุณภาพของสถานศึกษา
อานวยให้การบริหารจัดการเปน็ ระบบ เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพมากข้นึ ส่งผลให้ครูผู้สอนเกิดแรงจูงใจในการ
ปฏิบัตงิ านและผลของแรงจูงใจในการปฏบิ ัตงิ านของครูอยู่ในระดับมาก ทัง้ หมดนส้ี อดคล้องทฤษฏแี รงจูงใจของ Herzberg (1959) ที่
ได้กล่าวไว้ว่า ความเป็นอยู่ส่วนตัว ความสาเร็จในการทางานของบุคคล สถานะทางอาชีพ เป็นปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้าจุนท่ีทาให้
บคุ ลากรในองค์กรเกิดแรงจูงใจในการปฏบิ ัติงาน ซึ่งเปน็ ด้านที่มีคะแนนสูง 3 อันดับแรก เน่อื งจากส่งผลต่อความความรู้สึกพึงพอใจใน
การปฏิบัติงานและป้องกันไม่ให้บุคลากรในองค์กรเกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติงานที่ต้องจาเป็นต้องให้ความสาคัญและพิจารณา
ควบค่กู ันจนทาใหเ้ กดิ แรงจูงใจภาพรวม อย่ใู นระดบั มาก
1.1 ดา้ นลกั ษณะงานทีท่ า พบวา่ ความคิดเห็นเก่ยี วกบั แรงจูงใจในการปฏิบัตงิ านของบุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ในจงั หวดั นครสวรรค์ สงั กดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านลักษณะงานทีท่ าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ี
น่าจะเป็นเพราะงานท่ีปฏบิ ัติเป็นงานทใ่ี ช้ ความรู้ ความสามารถและความถนัด อีกทั้งเป็นงานท่ีมีความท้าทายและน่าสนใจ สามารถ
ก่อใหเ้ กดิ ความคดิ ริเริ่มสร้างสรรคใ์ นการปฏิบัตงิ าน สง่ ผลใหเ้ กิดความกระตือรือร้นในการเรยี นรู้ส่ิงใหม่ ๆ อยา่ งต่อเนื่องและสามารถ
ปฏิบัตงิ านใหส้ าเร็จไดด้ ว้ ยดแี ตเ่ พียงผูเ้ ดียว
1.2 ด้านความสาเร็จในการปฏบิ ัตงิ านของบคุ คล พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกบั แรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานของบุคลากร
ในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาในจงั หวัดนครสวรรค์ สงั กดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ดา้ นความสาเร็จในการปฏบิ ัติงาน
ของบุคคลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับท่ี 2 ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะครูมีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์
ในการปฏิบตั งิ านตามหน้าทีท่ ่ีได้รบั มอบหมายจนประสบความสาเร็จแม้วา่ บางภารกิจท่ีไดร้ ับมอบหมายจะเกดิ ปญั หาหรืออุปสรรคจาก
ปัจจัยต่าง ๆ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ไปได้ด้วยดี ทาให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง อีกท้ังโรงเรียนมีการสนับสนุนให้ครูไดเ้ ขา้ รับ
การอบรมเพอ่ื เพ่ิมพูนความรแู้ ละพัฒนาทกั ษะของตนเองอย่างสมา่ เสมอ
1.3 ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ พบว่า ความคิดเห็นเก่ียวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน
มัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านการได้รับการยอมรับนับถือโดยภาพ
รวมอยู่ในระดับมาก ท้ังน้ีน่าจะเป็นเพราะครูมีความภาคภูมิใจที่คิดว่าความสาเร็จของงานในโรงเรียนส่วนหน่ึง เป็นผลมาจาก
ความสามารถและการปฏิบัติงานของตนเอง สามารถรับรู้ได้ถึงความช่ืนชมจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาและรับรู้ถึงความมี
มนษุ ย์สมั พันธท์ ีด่ เี ปน็ ที่ยอมรับนบั ถอื จากบคุ คลโดยทัว่ ไป
1.4 ดา้ นความรับผิดชอบ พบว่า ความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ บคุ ลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านความรบั ผิดชอบโดยภาพรวมอยใู่ นระดับมาก น่าจะ
เป็นเพราะระเบียบขอ้ บังคบั และคาสั่งตา่ ง ๆ ใน โรงเรียนมีส่วนเสรมิ ในการปฏิบัตงิ านของครูในโรงเรยี น อีกทั้งมีโอกาสปฏบิ ัติงานอย่าง
อิสระในการเลือกวิธีทางานด้วยตัวเอง ตลอดจนผูบ้ ังคับบัญชามอบหมายช้ินงานสาคัญและเร่งด่วนให้ ปฏบิ ตั งิ านเสมอโดยที่ไดร้ ับความ
ไวว้ างใจในงานชิ้นใหม่อยา่ งเตม็ ที่
1.5 ดา้ นโอกาสไดร้ ับความกา้ วหน้าในอนาคต พบว่า ความคิดเหน็ เกย่ี วกับ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรใน
โรงเรียนมัธยมศกึ ษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 42 ด้านโอกาสได้รับความก้าวหน้าใน
อนาคตโดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก น่าจะเป็นเพราะโรงเรยี นให้การสนับสนุนครใู นการเข้ารบั การประชุม อบรม การสัมมนาทงั้ ในและ
นอก โรงเรยี นเพือ่ พัฒนาตนเองและทาใหค้ รมู โี อกาสกา้ วหน้าในตาแหน่งหนา้ ท่ีการงานเทา่ เทียมกบั ครูท่านอนื่ ๆ ในโรงเรยี น
1.6 ดา้ นเงินเดือน พบว่าความคิดเห็นเก่ียวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียนมธั ยมศึกษาในจงั หวัด
นครสวรรค์ สังกัดสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ดา้ นเงินเดือน โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มาก น่าจะเปน็ เพราะงานที่
18 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ชนติ รน์ ันท์ พรมมา และ ทศพล ธฆี ะพร
ปฏิบัติเป็นงานที่ต้องใช้ความรคู้ วามสามารถ ฉะนั้นเงินเดือนและผลตอบแทนอ่ืน ๆ ที่ได้รับมีความเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ
และปรมิ าณงาน มีความเป็นธรรมในการเลอื่ นข้ันและเงินเดอื น
1.7 ด้านความสัมพันธก์ บั ผบู้ ังคบั บญั ชา พบวา่ ความคิดเหน็ เก่ยี วกบั แรงจงู ใจในการปฏิบัตงิ านของบุคลากรในโรงเรียน
มธั ยมศึกษาในจังหวดั นครสวรรค์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ดา้ นความสัมพันธ์กับผ้บู ังคับบัญชาโดยภาพ
รวมอยู่ในระดบั มาก นา่ จะเปน็ เพราะบุคลากร ในโรงเรียนมีความเคารพและศรัทธาตอ่ กันดว้ ยดี โดยเฉพาะผ้บู งั คับบญั ชาใหค้ วามสนใจ
เอาใจใส่ดูแลและเป็นกันเองกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงใจ ทาให้เกิดความเต็มใจในการร่วมงานและทางานภายใต้คาส่ังของ
ผบู้ ังคบั บญั ชาเปน็ อย่างดี
1.8 ด้านความสมั พันธก์ ับเพื่อนร่วมงาน พบว่า ความคดิ เหน็ เกี่ยวกับแรงจงู ใจในการปฏิบตั งิ านของบุคลากรในโรงเรียน
มธั ยมศกึ ษาในจงั หวัดนครสวรรค์ สังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านความสมั พนั ธ์กับเพ่ือนรว่ มงานโดยภาพ
รวมอยู่ในระดับมาก น่าจะเป็นเพราะบุคลากรในโรงเรียนมีความเคารพและศรัทธาต่อกันด้วยดี โรงเรียนมีกิจกรรมเพื่อสานความ
สามัคคี การทางานร่วมกันเป็นระยะเวลานาน รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดีหรือการทางานร่วมกันภายใต้ภารกิจของโรงเรียนภายใต้
ความกดดัน เครง่ เครียดบางสถานการณ์ ทาให้เกดิ ความเข้าใจซงึ่ กนั และกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกนั เป็นอย่างดี
1.9 ดา้ นสถานะทางอาชพี พบว่า ความคดิ เห็นเก่ียวกับแรงจูงใจในการปฏบิ ตั ิงานของบคุ ลากรในโรงเรียนมธั ยมศึกษา
ในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 42 ดา้ นสถานะทางอาชีพโดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก น่าจะ
เป็นเพราะครมู คี วามภาคภูมิใจกับตาแหนง่ หนา้ ทท่ี ปี่ ฏิบตั ิ อกี ทั้งอาชพี ครสู ามารถเปน็ กาลงั สาคัญ ช่วยสร้างประโยชนใ์ ห้กับสังคม ทาให้
ครูรู้สึกพอใจท่ีได้รับการยอมรับในหน้าที่การงานจากบุคคลอื่น และอาชีพครูยังเป็นอาชีพท่ีสามารถเป็นกาลังสาคัญต่อการเล้ียง
ครอบครวั ได้
1.10 ด้านนโยบายและการบริหาร พบว่า ความคิดเห็นเก่ียวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน
มธั ยมศกึ ษาในจงั หวดั นครสวรรค์ สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 42 ด้านนโยบายและการบรหิ าร โดยภาพรวมอยู่
ในระดับมาก นา่ จะเปน็ เพราะโรงเรียนมีนโยบายและระเบียบในการปฏบิ ัตงิ านทเี่ อื้อให้การทางานสะดวกและประสบความสาเรจ็ มีการ
แบ่งหน้าท่ีหรือมอบหมายงาน อีกท้ังครูในโรงเรียนและผู้ท่ีเก่ียวข้องมีส่วนร่วมในการกาหนด นโ ยบายและแผนปฏิบัติงาน ทาให้
แผนการปฏิบัติงานสอดคล้องกับส่ิงแวดล้อมในโรงเรียนอย่างชัดเจน และเมื่อมีปัญหาเกิดข้ึนในหน่วยงาน ผู้บังคับบัญชาให้ครูใน
โรงเรียนและผู้ท่ีเก่ียวข้อง ประชมุ ตัดสนิ ใจร่วมกนั แก้ไขปญั หา
1.11 ด้านสภาพการทางาน พบว่า ความคดิ เห็นเก่ยี วกับแรงจงู ใจในการปฏบิ ัตงิ านของบุคลากรในโรงเรยี นมัธยมศึกษา
ในจังหวดั นครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านสภาพการทางาน โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก นา่ จะ
เป็นเพราะโรงเรยี นมีสถานท่ีทางานทั้งภายในและภายนอกสะอาดสวยงาม เนือ่ งจากมีการประเมนิ โรงเรียนจากหน่วยงานภายนอกอยู่
บ่อยครง้ั สภาพแวดล้อมและบรรยากาศมีความเป็นสัดส่วนและมีพื้นทีเ่ พียงพอ เกิดความสะดวกสบายทั้งด้านคมนาคมและการติดต่อ
ช่วยเสรมิ ให้การปฏิบตั งิ านสะดวกรวดเรว็ อีกทัง้ ลกั ษณะการทางานก่อใหเ้ กดิ เพื่อนร่วมงานทดี่ ี และมีความสัมพนั ธอ์ นั ดีตอ่ กัน และส่วน
ใหญม่ เี ครื่องมอื และอปุ กรณก์ ารเรยี นการสอนเพยี งพอ พร้อมในการปฏบิ ัตงิ าน
1.12 ด้านความเป็นอยู่ส่วนตัว พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรียน
มธั ยมศกึ ษาในจังหวดั นครสวรรค์ สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 42 ด้านความเปน็ อยสู่ ่วนตัว โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดบั มาก เปน็ อนั ดับท่ี 1 ถือวา่ เปน็ ทั้งนี้นา่ จะเป็นเพราะการปฏิบัติงานส่งผลต่อกระทบต่อชีวติ ส่วนตัวไม่มากนัก เพราะไม่ค่อยมีการ
เปลี่ยนตาแหน่งหน้าท่ี หรือมีการโยกย้ายบ่อย และในเร่ืองของการมีเวลาเพียงพอที่จะทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตส่วน ตัวของครู เช่น
ออกกาลงั กาย ทางานอดเิ รก อยกู่ บั ครอบครวั เปน็ ตน้
1.13 ด้านความมั่นคงในการทางาน พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงเรยี น
มธั ยมศกึ ษาในจังหวดั นครสวรรค์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านความม่ันคงในการทางาน โดยภาพรวม
อยูใ่ นระดับมาก น่าจะเป็นเพราะอาชีพครูช่วยให้ฐานะทางครอบครัวอยู่ในระดับน่าพอใจและเม่ือครบอายุราชการยงั ได้รับค่าตอบแทน
ท่ีเหมาะสม สามารถเลี้ยงดตู นเองและครอบครัวได้ และขณะปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้บังคับบญั ชาและครใู นโรงเรียนช่วยเหลือใหเ้ กียรติ
และปกป้องเกยี รติจากบคุ คลรอบขา้ ง อีกทง้ั ระหว่างทางาน ผูบ้ ังคบั บญั ชามกี ารประเมินผลงานอย่างมีคุณธรรมและยุติธรรม
1.14 ด้านวธิ ีการปกครองบงั คบั บญั ชา พบวา่ ความคิดเหน็ เกี่ยวกบั แรงจงู ใจในการปฏิบตั ิงานของบุคลากรในโรงเรียน
มัธยมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ด้านวิธีการปกครองบังคับบัญชา โดย
ภาพรวมอยู่ในระดบั มาก นา่ จะเป็นเพราะสว่ นใหญ่ ผู้บริหารมคี วามรคู้ วามสามารถ มีมนุษย์สัมพนั ธท์ ่ีดี ดูแลเอาใจใสใ่ ห้คาแนะนาและ
มีความยตุ ธิ รรม ต่อการพจิ ารณาหรอื รบั ฟังความคดิ เหน็ ตา่ ง ๆ จากผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาหรอื หรือตาแหนง่ ต่าง ๆ ในโรงเรียน
2. ระดับของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร ในโรงเรียนจังหวัดนครสวรรค์ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาเขต 42 เมอ่ื เปรยี บเทียบโดยจาแนกตาม เพศ ซึง่ ประกอบด้วยเพศชายและเพศหญงิ ในภาพรวมไม่พบความแตกต่าง แต่
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 19
เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า มีความแตกต่างกันปัจจัยด้านที่ 8 ความสัมพันธ์กับเพ่ือนร่วมงาน โดยความคิดเห็นของบุคลากรเพศชาย
แตกต่างกบั บคุ ลากรเพศหญงิ ทง้ั น้ีแมว้ ่าในยุคปัจจบุ ันจะมีการกล่าวว่าเพศชายและเพศหญิงเป็นผู้ทีม่ ีความรูค้ วามสามารถ มีศักยภาพ
ในการปฏิบัติงานและมีส่วนร่วมในสังคมเท่าเทียมกัน แต่การปรับตัวของครูท้ังเพศชายและเพศหญิงในการปฏิบัติงาน การดารงชีวติ
และภาระหน้าที่มีความแตกต่างกัน โดยครูเพศชายมีปฏสิ ัมพันธ์กับเพ่อื นร่วมงานได้เป็นอย่างดี สามัคคีกัน ติดต่อประสานงานได้ทัง้
เร่ืองงานและเรื่องส่วนตัว สอดคล้องกับการศึกษาของปรียานุช ทองสุก (2549) เม่ือจาแนกตามประสบการณ์การทางาน ซ่ึง
ประกอบดว้ ยต่ากวา่ 8 ปี, 8 – 15 ปี และมากกว่า 15 ปี ในภาพรวมและรายด้านไมพ่ บความแตกต่างอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่ี .05
ทั้งน้ีแม้ว่าครูท่ีมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมากกว่า 15 ปีขึ้นไป เป็นครูท่ีมีความรู้ความสามารถความชานาญและทักษะในการ
ปฏิบัตงิ าน รถู้ ึงขอบข่ายของงานชดั เจนจากประสบการณ์ที่ได้ฝึกฝน สะสมมาเป็นเวลานานจากการทางานจริง และไดร้ บั การฝึกอบรม
สมั มนาทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนเพื่อเพิม่ พูนความรู้ความสามารถ มากกว่าครูทม่ี ปี ระสบการณ์การทางาน 8 – 15 ปี และตา่ กว่า
8 ปี แต่ในปจั จบุ นั มนี โยบายทางด้านการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี (Professional Learning
Community - PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดวิธีคิด แนวทางการวางแผนการจัดการเรียนการสอน รูปแบบวิธีการจัดการ
เรยี นการสอน จิตวิทยาในชัน้ เรียน การวดั และประเมินผล และเร่อื งอนื่ ๆท่เี กีย่ วข้อง ทาให้แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานไมแ่ ตกต่างกันแม้
จะมปี ระสบการณก์ ารทางานท่ีตา่ งกนั
เม่อื จาแนกตามวฒุ ิการศกึ ษาพบว่า ครูทีม่ วี ุฒิการศกึ ษาต่างกันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไมแ่ ตกตา่ งกัน อาจเปน็ เพราะว่า
ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันระดับปริญญาตรีและที่สูงกว่าคือระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอกมีหน้าที่ท่ีต้องปฏิบัติงานของครู
คลา้ ยคลงึ กัน เพราะครทู กุ คนมีหน้าท่หี ลักคืองานสอนและมีหน้าที่อื่น ๆ จะตอ้ งรบั ผดิ ชอบร่วมกันเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารงาน
สาเรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดี มกี ารทางานเป็นกลุ่มไม่ใช่ต่างคนตา่ งทา มกี ฎระเบยี บ กฎเกณฑ์ในการปฏิบัติงานท่ีใช้เหมือนกันนอกจากน้ันการ
แสดงออกในการปฏิบัติงานไม่มีแบ่งแยกการมีวุฒิการศึกษาที่ต่างกันจึงไม่ส่งผลให้มีแรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานต่างกัน สอดคล้องกับ
การศกึ ษาของจุติมา เอย่ี มเสถียร (2549) ที่ได้ศึกษาเร่ืองแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ผลการวจิ ยั พบว่า ครูในโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัดสานักงาน
เขตพื้นทกี่ ารศึกษานครศรธี รรมราช เขต 2 ท่ีมรี ะดบั การศึกษาตา่ งกนั มแี รงจงู ใจในการปฏิบัตงิ านโดยรวมไมแ่ ตกตา่ งกนั และสอดคลอ้ ง
กบั การศกึ ษาของพิศาล มณีสธุ รรม (2549) ทีไ่ ด้ศกึ ษาเรือ่ งแรงจูงใจในการปฏิบตั งิ านของบุคลากรสายการสอนระดบั ประถมศึกษาของ
สถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3 ผลการวิจัยพบว่าบุคลากรสายการสอนระดับประถมศึกษาของ
สถานศกึ ษาเอกชนในเขตพืน้ ท่ี การศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 3 ทีม่ รี ะดบั การศกึ ษาแตกต่างกันมรี ะดับแรงจูงใจในการปฏบิ ัติงานไม่
แตกต่างกัน
3.แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร กับประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 42 มคี วามสัมพันธใ์ นทางเดยี วกัน ท้งั น้ี อาจเนื่องมาจากครูและผู้บริหารสถานศึกษา ในโรงเรียนมธั ยมศึกษา
จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ได้มีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุน และ
ผลักดัน ได้มีการส่งเสริมแนวคิดทฤษฎีท่ีสอดคล้องกับการดาเนินงานของโรงเรียน ในการส่งเสริมและพัฒนาให้ครูมีความรู้
ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม รักษาจรรยาบรรณ และมที กั ษะในการปฏบิ ัติงานท่ีมปี ระสิทธภิ าพ และมีทศั นคติท่ีดตี ่อกป่ี ฏิบัติงาน
ตลอดจนสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ซ่ึงเมื่อครูมีแรงจูงใจท่ีดี ย่อมส่งผลให้ประสิทธิผลของโรงเรียนเพิ่มขึ้น สอดคล้อง
กบั สุพานี สฤษฎว์ านิช (2552: 156) ไดก้ ล่าวไว้วา่ แรงจงู ใจในองค์กรมปี ัจจัยท่ีสาคัญ 3 สว่ นใหญ่ ๆ หนึ่งในนนั้ คือทัศนคติ ความเชื่อ
ค่านิยม และสภาพการทางาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการปฏิบตั ิงาน เน่ืองมาจาก ข้าราชการทุกคนต้องการได้รับเกียรตแิ ละการ
ยอมรบั นบั ถอื จากสังคม ต้องการความก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน ต้องการมีสถานทป่ี ฏิบตั งิ านทเี่ หมาะสม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะเกิดขนึ้ ได้
จากองค์กรทมี่ ี ภาพลกั ษณ์ท่ีดี มกี ารบริหารงานท่ีดี มปี ระสิทธภิ าพในการจดั สถานทปี่ ฏิบัตงิ านอย่างเหมาะสม ในแงข่ ององค์กรราชการ
ต้องมีผลลัพธ์ที่เป็นท่ียอมรบั ของสังคม สอดคล้อง กับสิริลักษณ์ สุอังคะ (2550) เร่ือง “แรงจูงใจในการทางานของครูกับประสิทธิผล
ของโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสานักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตพื้นที่พัฒนา ชายฝ่ังทะเลตะวันออก”
พบว่า แรงจูงใจในการทางานของครูกับประสิทธิผลของโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสานักบริหารคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน เขตพ้ืนที่พัฒนาชายฝั่ง ทะเลตะวนั ออกมคี วามสมั พันธ์กันในทางบวก อยา่ งมีนยั สาคญั ทีร่ ะดับ 0.05 เมอื่ พิจารณารายด้านพบว่า
พบวา่ ดา้ นทีม่ ีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์กันมากที่สุด คอื แรงจูงใจในการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากรปัจจัยที่ 13 ความม่นั คงในการทางาน
กบั ประสทิ ธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ด้านท่ี 2 ความพงึ พอใจการทางานของครู โดยเป็นปจั จยั ทเี่ กยี่ วข้องกบั ผู้บงั คับบัญชา
และความสุขในการทางาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้บริหารมีความรู้ความสามารถ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์ในการ
บรหิ ารงาน สามารถดาเนินการแกไ้ ขปัญหาและความขดั แย้ง มกี ารเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรไดแ้ สดงความคิดเห็น ตลอดจนมีการ
ใหข้ วญั กาลังใจและสนบั สนุนครูและบุคลากรทีป่ ระสบความสาเร็จในการปฏบิ ตั งิ านทาให้เกิดความรสู้ ึกม่ันคงและความพงึ พอใจในการ
ทางานตามมา
20 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ชนิตร์นนั ท์ พรมมา และ ทศพล ธฆี ะพร
ส่วนดา้ นท่มี คี า่ สมั ประสิทธ์ิสหสัมพันธ์กันน้อยท่ีสุด คอื แรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรปัจจัยที่ 8 ความสมั พันธ์กับ
เพื่อนร่วมงาน กับประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ด้านท่ี 5 ความสามารถในการปรับเปล่ียนต่อสภาวะแวดล้อมท่ีมา
กระทบทงั้ ภายใน และภายนอก ทงั้ น้แี มว้ ่าครูและบคุ ลากรสามารถปรกึ ษาหารือกับเพอื่ นรว่ มงานเพือ่ แกไขปัญหาตา่ งๆในการทางานได้
มีการให้คาปรึกษาแนะนา ตลอดจนชี้แจงปัญหาในการปฏิบัติงานภายในโรงเรียน และบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนให้การสนับสนุน
รว่ มมอื และพร้อมใจกนั ในการปฏิบตั งิ านเพ่ือให้งานของตนเองและส่วนรว่ มประสบความสาเร็จ แต่การมคี วามสมั พนั ธ์กับเพื่อนร่วมงาน
อาจสง่ ผลต่อการขัดขวางการเปลย่ี นแปลงท้งั ในเชิงนโยบายและการปฏบิ ตั ิ สอดคล้องกับบลอ็ ค (Lock, 1976 อา้ งถงึ ใน อรนชุ พรินทร์,
2546) ให้ความเห็นวา่ เพ่ือนร่วมงานเปน็ องคป์ ระกอบหนึง่ ที่สง่ เสริมหรอื หยดุ ยั้งความพึงพอใจของบคุ คลทม่ี ีต่อการทางาน ถ้าบคุ คลใด
มีเพื่อน ร่วมงานท่ีมีความสามารถสูง มีความเป็นมิตรพอที่จะช่วยเหลือผู้อ่ืน บุคคลนั้นอาจมีความพึงพอใจท่ีจะร่วมงานกับอ งค์กร
ในทางกลับกันหากร่วมงานกับคนท่ีตนรู้สึกว่าไม่มีความสามารถหรือไม่เป็นมิตร บุคคลนั้นอาจเกิดความไม่พึงพอใจในการปฏบิ ัติงาน
จนอาจสง่ ผลตอ่ ประสทิ ธผิ ลขององค์กรได้
4. การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคณู แบบมีขน้ั ตอนของแรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานของบุคลากรท่ีดีท่สี ุดท่ีใช้พยากรณ์
ประสิทธิผลของโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 โดยรวมท้ัง 14 ปัจจัย พบว่า
ตวั แปรที่สามารถอธิบายความผันแปรท่ีมีอิทธพิ ลต่อประสิทธิผลของโรงเรยี นในจังหวัดนครสวรรค์ สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 42 มีจานวน 3 ปัจจัย จากสูงสุดไปหาต่าสุด คือ 1) ความม่ันคงในการทางาน 2) ความรับผิดชอบ และ
3) ความเป็นอยู่สว่ นตัว
4.1 ความม่ันคงในการทางาน เปน็ ตวั แปรท่มี ีอิทธิพลต่อประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นมัธยมศึกษาจงั หวัดนครสวรรค์ สงั กดั
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 42 ทั้งนี้เพราะ เป็นแรงจูงใจในด้านที่มีส่วนสาคัญในการสร้างฐานะทางครอบครัวอยู่ใน
ระดบั ทีด่ ีและได้รับค่าตอบแทนทเ่ี หมาะสม เพ่ือให้สามารถเล้ียงดูตนเองและครอบครวั ได้ ประกอบกับการทผี่ ู้บรหิ ารสถานศกึ ษาและ
ครูในโรงเรียนช่วยเหลอื ใหเ้ กยี รติและปกป้องเกยี รติจากบคุ คลรอบข้าง และมกี ารประเมินผลงานอยา่ งมีคุณธรรมและยุติธรรมจะทาให้
เกิดประสิทธิผลของโรงเรยี น
4.2 ความรับผิดชอบ เป็นตวั แปรทมี่ ีอิทธิพลต่อประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาจังหวดั นครสวรรค์ สงั กดั สานกั งาน
เขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 42 ท้ังน้เี พราะระเบยี บข้อบงั คบั และคาส่งั ตา่ ง ๆ ในโรงเรยี นมีสว่ นเสรมิ ในการปฏิบัติงานของครูใน
โรงเรียน มผี ลโดยตรงต่อความชดั เจนในการปฏบิ ัตงิ าน อกี ทัง้ การมีอิสระในการตดั สินใจและการเลือกวิธีทางานด้วยตัวเอง ตลอดจน
การที่ผู้บริหารเหน็ ความสาคัญของครูและบุคลากรแต่ละบุคคล และมอบหมายช้ินงานสาคัญและเร่งด่วนให้ปฏิบตั ิงานแตกต่างกันไป
ตามความถนัดของแต่ละบคุ คล ล้วนสง่ ผลตอ่ ประสทิ ธิผลของโรงเรียนทง้ั สนิ้
4.3 ความเป็นอยู่ส่วนตัว เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ สังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 ท้ังน้ีเพราะการปฏิบัติงานส่งผลต่อกระทบต่อชีวิตส่วนตัว ขึ้นอยู่กับการเปล่ียน
ตาแหน่งหน้าท่ี การโยกย้าย และในเรื่องของการมีเวลาเพียงพอที่จะทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตส่วนตัวของครู เช่น ออกกาลังกาย
ทางานอดเิ รก อยู่กบั ครอบครัว เป็นต้น ซ่งึ ส่งผลตอ่ แรงจงู ใจในการปฏิบตั ิหนา้ ที่ของครดู ว้ ย
ข้อเสนอแนะ
1.สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ควรมีนโยบาย แผนงาน และกาหนดมาตรฐานของหน่วยงานส่งเสริมให้ครู
มโี อกาสพฒั นาตนเองด้วยการสง่ เสริมให้มีการศึกษาดูงาน อบรม ประชมุ สัมมนา แลกเปล่ียนเรยี นรู้ เพ่ือพฒั นาความรู้ความสามารถ
ในการปฏบิ ตั งิ านของครู ทัง้ ยงั ควรมนี โยบาย แผนงาน ทีจ่ ะพฒั นาครู
2.ผบู้ ริหารสถานศึกษา จะตอ้ งมีนโยบายท่ีชัดเจนและยึดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมกระจายอานาจในการบริหาร รบั
ฟังให้ความสนใจและเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ของครูหาแนวทางในการแก้ปัญหา และร่วมกันพัฒนาบริหารงานด้วยความโปร่งใสชัดเจน
มกี ารประสานงานประชุม ปรกึ ษาหารอื กนั อยา่ งตอ่ เน่ือง และนามากาหนดนโยบาย แผนงาน และมาตรฐานของหน่วยงานใหช้ ัดเจน
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครั้งต่อไป
1.ควรทาการวิจัยเชิงคุณภาพเก่ีย วกับแรง จูงใ จใ นการปฏิบัติงานข องบุ คล ากรท่ี ส่งผลต่ อประสิท ธิผ ลของโรงเ รี ย น
มัธยมศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 42 เพื่อให้ได้ข้อมลู ที่สะทอ้ นภาพแรงจูงใจในการ
ปฏิบัตงิ านของครูในด้านเชงิ ลกึ อันทาใหไ้ ด้ความรทู้ ร่ี อบด้านมากข้ึน
2.ควรมกี ารศึกษาตัวแปรอิสระอื่น ๆ ท่ีมผี ลตอ่ แรงจูงใจในการทางานของครู เชน่ ปจั จัยด้านเศรษฐกิจและสังคมเพ่ือเป็น
แนวทางในการเสรมิ สร้างแรงจงู ใจในการปฏบิ ตั ิงานของครูท่ีดีย่งิ ขึ้นไป
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 21
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก อ.ดร.ทศพล ธีฆะพร อาจารย์ที่
ปรึกษาหลกั งานวิทยานพิ นธ์ อ.ดร.พมิ พฤทธิ์ เท่ยี งภักดิแ์ ละ รองศาสตราจารย์ ดร.วินัย รงั สินันท์ ท่ไี ดก้ รณุ าใหค้ าปรึกษา และแนะนา
แนวทางที่ถูกต้อง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพรอ่ งตา่ ง ๆ ด้วยความละเอียดถ่ีถว้ นและเอาใจใส่เปน็ อย่างดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซ้ึง และขอกราบ
ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี ขอขอบพระคุณ ผทู้ รงคุณวฒุ ิ อาจารย์ ดร.ทินกร พูลพฒุ , ดร.ร่งุ นภา ธฆี ะพร, นายบุญจันทร์
คาภิรานนท์, นางอัญชัญ เรียนมงคล และนางอลิสา เลาหะวิไลย ท่ีได้กรุณาตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการทาวิจัย
ในครั้งนี้เป็นอย่างดี ขอขอบพระคุณผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโรงเรียนนครสวรรค์ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 42 ซึ่งให้ความอนุเคราะห์ในการทดลองเคร่ืองมือวิจัย ขอขอบพระคุณผบู้ ริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียน
มัธยมศกึ ษา จังหวัดนครสวรรค์ สังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 42 ซึง่ ให้ความอนุเคราะห์อานวยความสะดวกใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใชใ้ นการวิจยั ครัง้ นี้ รวมไปถึงขอบคุณเพื่อน ๆ นักศึกษาปริญญาโท สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา รนุ่ ที่ 2
ท่ีใหค้ วามชว่ ยเหลือ คาปรกึ ษา ตลอดจนคาแนะนาที่ดเี สมอมา ขอขอบพระคณุ ครอบครวั ของผู้วจิ ัย ซ่งึ เป็นแรงบันดาลและกาลังใจที่ดี
แก่ผู้วิจัย ตลอดจนผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกท่าน คุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจยั ขอมอบแดค่ ณาจารย์ และผ้มู ี
พระคณุ ทกุ ท่าน ท่กี รณุ าใหค้ วามรู้ ความรัก ความเมตตา ความโอบออ้ มอารี และมิตรไมตรีดว้ ยดตี ลอดเวลาในการทาวิทยานิพนธ์ฉบับ
นี้
เอกสารอ้างอิง
โกมล บวั พรหม. (2553).แรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานของครโู รงเรียนมัธยมศกึ ษาสังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี
เขต 3. ปรญิ ญานิพนธค์ รุศาสตรมหาบัณฑติ , สาขาวิชา บริหารการศึกษา, บัณฑติ วทิ ยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์
ธานี.
จตุ มิ า เอ่ียมเสถยี ร. (2549). แรงจงู ในการปฏบิ ตั งิ านของครผู ู้สอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสานักงานเขตพืน้ ที่
การศกึ ษานครศรีธรรมราช เขต 2. วิทยานพิ นธค์ รุศาสตร มหาบณั ฑติ , สาขาวิชาบริหารการศกึ ษา, บณั ฑิตวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
ปรียานุช ทองสุก. (2549). ปัจจัยสว่ นบุคคลท่ีมผี ลต่อปจั จัยแรงจูงใจในการปฏบิ ตั ิงานของครโู รงเรียนอาชวี ศึกษาเอกชน จงั หวดั
ชลบุรี. ปรญิ ญานิพนธก์ ารจัดการมหาบัณฑติ , สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์, วทิ ยาลัยพาณิชยศาสตร์,
มหาวทิ ยาลัยบูรพา.
มัทนา วังถนอมศักดิ์. (2550). รปู แบบแรงจงู ใจในการปฏิบัติงานของครู. ดุษฎนี พิ นธ์ปรชั ญาดษุ ฎบี ณั ฑติ , สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา, บณั ฑิตวทิ ยาลัย, มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
ยทุ ธภูมิ ช่างเหลก็ . (2553). แรงจูงใจในการปฏบิ ตั งิ านของครโู รงเรียนในเครอื ขา่ ยท่งุ ตะโก 2 สังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่ี
ประถมศกึ ษาชุมพร เขต 2 อาเภอทงุ่ ตะโก จังหวดั ชุมพร.วิทยานพิ นธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวชิ าการบริหาร
การศึกษา, บัณฑติ วิทยาลัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.
สมยศ นาวีการ. (2540). การบริหารและพฤติกรรมองคก์ าร.กรงุ เทพฯ:ผูจ้ ัดการ.
สายัณต์ ตากมัจฉา. (2546). แรงจูงใจในการปฏิบัตงิ านของครูในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑิต, สาขาวชิ าบรหิ ารการศกึ ษา,คณะศกึ ษาศาสตร์มหาวิทยาลัยบรู พา.
Hoy, Wayne K. &Furguson, Judith. (1985). Theoretical framework and exploration. Texas: Business Publication.
Hoy, Wayne. K and Cecil G. Miskel. (2001 ). Educational Administration : Theory Research and Practice ( 4
thed).
22 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มาลยั วงศฤ์ ทยั วฒั นา
แนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดจิ ทิ ัลสูค่ วามเปน็ เลิศ
ของสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาชัยนาท
Received : February 13, 2019
Revised : April 29, 2019
Accepted : August 1, 2019
มาลัย วงศฤ์ ทัยวัฒนา1*
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่อื 1) ศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็น
เลิศของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาชัยนาท 2) นาเสนอแนวทางการบรหิ ารโรงเรยี นขนาดเล็กยุค
ดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาชัยนาท
จานวน 111 โรงเรียน เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ 1) แบบสมั ภาษณ์ 2) แบบสอบถาม สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่
1) ค่าความถ่ี 2) คา่ ร้อยละ 3) คา่ เฉล่ีย และ4) สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาชยั นาทสู่ความเป็นเลิศมีการนาระบบเทคโนโลยีดิจทิ ัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ
เพื่อการบรหิ ารโรงเรียน
2. แนวทางบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กยุคดจิ ิทัลสู่ความเป็นเลิศ ของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาชัยนาท ประกอบไปด้วย 4 ปัจจัย คือ 1) การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีคุณภาพสูง สามารถ
รองรบั การใช้งานตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็วและครอบคลมุ ทุกด้าน 2) การพัฒนาบุคลากรใหม้ ีความรู้ความสามารถ
ในการสร้างและการใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิทัลต่าง ๆ อยา่ งกว้างขวาง ท้ังทางคอมพวิ เตอร์ แอปพลิเคชัน่ สมาร์ทโฟน
3) การส่งเสริม สนับสนุน ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการพัฒนาบุคลากรและการใช้เทคโนโลยีดจิ ิทัล 4) การ
นเิ ทศกากบั ตดิ ตามการใช้และดาเนินงานตา่ ง ๆ เก่ียวกบั เทคโนโลยดี ิจิทลั ท้งั อุปกรณ์ บุคลากร และการนาไปใช้
คาสาคัญ : แนวทาง, การบริหารโรงเรยี น, ยคุ ดิจทิ ลั , ความเปน็ เลศิ
1 อาจารย(์ พิเศษ) โรงเรยี นนครสวรรค์บรริ กั ษ์ จงั หวัดนครสวรรค์
*ผนู้ ิพนธ์หลัก e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 23
A SMALL SCHOOL ADMINISTRATION MODEL OF DIGITAL ERA TO EXCELLENCE
UNDER CHAI NAT PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE
Malai Wongruethaiwattana 1*
Abstract
The purpose of this research aimed to 1) study a small school administration model of
digital era to excellence under Chai Nat Primary Educational Service Area Office, 2) develop a small
school administration model of digital era of Chai Nat Primary Educational Service Area Office. The
research was mixed method. The population of this research was 111 small schools under Chai Nat
Primary Educational Service Area Office. The instruments used in collecting the data were an interview
form and a questionnaire. The data were analyzed by way of using frequency, percentage, average,
and standard deviation.
The results of the research were as follows:
1. The administration of the digital era to excellence under Chai Nat Primary Educational
Service Area Office shown that the digital technology was used in the management information for
school management.
2. A small school administration model of digital era to excellence under Chai Nat Primary
Educational Service Area Office consisted of 4 elements: 1) the digital technology development to
be high quality and can be received work very fast and covered all of aspects, 2) the personnel
development to have knowledge about creating and using digital technology widely both computer
and smart phone application, 3 ) the support of administrator in the aspects of personnel
development and digital technology usage, and 4 ) the supervision of digital technology about
equipment, personnel and application.
Keywords : model, school administration, digital era, excellence
1 Doctor of Educational Activities Program, Nakhonsawanborirak School, Nakhonsawan,
* Corresponding author, e-mail: [email protected]
24 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มาลยั วงศฤ์ ทัยวฒั นา
บทนา
โลกในยคุ ปัจจุบนั ท่ีเรยี กว่าศตรวรรษที่ 21 น้ัน เป็นโลกแหง่ การเปล่ยี นแปลงในเรื่องของเทคโนโลยี
การส่ือสาร อย่างรวดเร็ว มกี ารเช่อื มโยงทกุ ภาคส่วนเขา้ ด้วยกนั ทาให้สามารถตดิ ตอ่ ถึงกันไดโ้ ดยไม่มขี ้อจากัดทั้ง
ในเรื่องระยะทาง ระยะเวลา บุคคล หรือองค์กรต่าง ๆ โดยการใช้ระบบเทคโนโลยีดจิ ิทัล ซ่ึงมีผลกระทบตอ่
การบริหารงานของสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เพราะงานของสถานศึกษาจะต้องมีระบบจัดการ
ฐานขอ้ มลู สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา จงึ มีความจาเปน็ อย่างยิง่ ที่ต้อง
นาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT (Information and Communication Technology)มาใชใ้ นการ
สร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการบรหิ ารและการจัดการความรู้ในงานด้านตา่ ง ๆ ของสถานศึกษา (เอกชยั ก่ีสขุ พันธ์
: โครงการสานพลังประชารัฐ, http://www.trueplookpanya.com, สบื ค้นเม่ือ 2 ธ.ค.61)
รัฐบาลได้กาหนดนโยบาย “โมเดลประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0” มาใช้ เพ่ือผลักดัน
ประเทศใหห้ ลดุ พ้นจากประเทศท่ีมีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศท่ีมีรายได้สูง ซงึ่ การจดั การศึกษาให้สอดคล้อง
กับยุคประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลน้ัน ผู้เรียนต้องสามารถนาองค์ความรู้ท่ีมีอยู่ทกุ หนทุกแห่งบน
โลกน้ีมาบูรณาการเชิงสร้างสรรค์ เพ่ือพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มาตอบสนองความต้องการของตนเองและของ
สงั คมได้ตามความเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่
12 (พ.ศ.2560-2564) ได้กาหนดยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ว่า
“ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์สง่ เสริมและพฒั นาระบบเทคโนโลยดี ิจิทัล เพอื่ การศกึ ษาท่ีมุ่งหวังใหค้ นไทยได้รับ
โอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศซ่ึงตอบสนองการพัฒนาในด้านการ
เข้าถึง, การให้บรกิ าร, ดา้ นความเท่าเทียมและด้านประสิทธภิ าพ (สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 2559 :
ก) ได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรงเรยี นขนาดเล็กซึ่งขาดความ
พรอ้ มในดา้ นต่าง ๆ ทงั้ บคุ ลากร วสั ดอุ ุปกรณ์ และเทคโนโลยตี ่าง ๆ ทจ่ี ะสนับสนนุ การบรหิ ารจดั การศกึ ษา
จากเหตผุ ลและความสาคัญที่กล่าวมา ผู้วจิ ัยจึงมคี วามสนใจที่จะศึกษาแนวทางการบริหารโรงเรียน
ขนาดเลก็ ยุคดจิ ิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชยั นาท เพ่ือ นาเสนอแนวทาง
การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาชัยนาท
ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการบรหิ ารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาชยั นาทตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. ศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาชยั นาท
2. นาเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดจิ ิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพ้นื ท่ี
การศึกษาประถมศึกษาชยั นาท
วิธีดาเนินการวจิ ยั ประกอบไปด้วย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร / ผู้ช่วยผู้บริหารหรือผู้รักษาการในตาแหน่ง และ หัวหน้างานวิชาการ
ของโรงเรียนขนาดเล็กสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาชัยนาท 111 โรงเรยี น จานวน 333 คน
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 25
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร / ผู้ช่วยผู้บริหารหรือผู้รักษาการในตาแหน่ง และ หัวหน้างานวิชาการ
ของโรงเรียนขนาดเล็กสงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยนาท โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จานวนกลุ่ม
ตัวอย่างท้งั ส้ิน 181 คน ขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ งได้มาจากการเปดิ ตารางสาเร็จรปู ของ Krejcie and Morgan (ธานนิ ทร์
ศลิ ปจ์ ารุ, 2550, น. 51)
2. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
2.1 วิเคราะหเ์ อกสาร และงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
2.2 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผบู้ รหิ ารระดบั นโยบายและผู้บริหารโรงเรยี น
2.3 เกบ็ รวบรวมข้อมูลโดยใชแ้ บบสอบถามจากประชากรกลุ่มตัวอย่าง
3. เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจัย
แบบสัมภาษณ์(แบบมีโครงสร้าง) และแบบสอบถามซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่
(Rating Scale) มี 5 ระดับ คือ มากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยท่ีสดุ
4. สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
ผ้วู จิ ยั นาข้อมลู ท่ีได้จากการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลมาวิเคราะห์ ดังนี้
4.1 การแจกแจงความถี(่ Frequency)
4.2 คา่ รอ้ ยละ (Percentage)
4.3 คา่ เฉลย่ี ( X )
4.4 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวจิ ยั
ผลการวิจัยพบว่า
1. การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาชยั นาท มกี ารนาระบบเทคโนโลยีดจิ ิทัลมาใช้ในการบรหิ ารจดั การขอ้ มลู สารสนเทศเพ่ือการบริหาร
โรงเรยี น
2. แนวทางบรหิ ารสถานศึกษาขนาดเล็กยคุ ดจิ ิทลั สูค่ วามเปน็ เลิศ ของสถานศกึ ษาสงั กัดสานักงานเขต
พ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ประกอบไปดว้ ย 4 ปัจจยั คอื 1) การพฒั นาเทคโนโลยีดจิ ิทัลให้มคี ณุ ภาพสูง
สามารถรองรับการใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกด้าน 2) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้
ความสามารถในการสร้างและการใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ทิ ัลต่าง ๆ อยา่ งกวา้ งขวาง ทัง้ ทางคอมพิวเตอร์ แอปพลเิ คชั่น
สมาร์ทโฟน 3) การสง่ เสรมิ สนับสนุนของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบคุ ลากรและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
4) การนเิ ทศกากับติดตามการใช้และดาเนินงานตา่ ง ๆ เกยี่ วกับเทคโนโลยดี ิจิทลั ท้งั อุปกรณ์ บคุ ลากร และการ
นาไปใช้
สรปุ และอภปิ รายผลการวจิ ยั
ในการวิจัยเรื่อง แนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเขต
พ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาชยั นาท พบว่า มีประเด็นทีส่ าคญั ในการนามาอภปิ รายผลตามวตั ถุประสงค์
ของการวจิ ยั ดงั นี้
26 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มาลัย วงศ์ฤทยั วฒั นา
1. การบรหิ ารโรงเรยี นขนาดเล็กยุคดจิ ทิ ลั สูค่ วามเปน็ เลิศของสานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา
ประถมศึกษาชัยนาทมีการนาระบบเทคโนโลยีดจิ ิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ
เพ่ือการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ในยุคปัจจุบันระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมีการ
พัฒนาอย่างร วด เร็ว ทา ให้เกิด คว า มสะ ด ว กและ ร วด เร็ วใ น การ ติด ต่ อ สื่อ สาร และ ก าร บริห าร จัด การ ข้ อ มู ล
สารสนเทศได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูและนักเรียนได้อย่าหลากหลาย
สอดคล้องกบั แนวคดิ ของ วันวดี กู้เมอื ง (2560) ทกี่ ลา่ ววา่ ปัจจุบนั กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสาคัญที่จะนา
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารมาใช้ เพื่อพัฒนาการส่ือสารในทกุ ดา้ น โดยเฉพาะการชว่ ยพัฒนาครอู าจารย์
การช่วยใหเ้ ดก็ และเยาวชนไดเขา้ ถึงแหลง่ ความรูและไดเรียนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดจนการพฒั นาระบบบริหาร
จดั การให้ฉับไวมีประสิทธิภาพสูงสดุ และสอดคลอ้ งกบั แนวคิดของ จรัญ บญุ ชว่ ย (2556) ทกี่ ล่าววา่ ในปัจจุบัน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจาเป็นสูงสุดของผู้บริหารทุกระดับ จึงจาเป็นท่ีผู้บริหารต้องใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศซึ่งเกี่ยวกับการวางแผนและการตัดสินใจโดยข้อมูลและสารสนเทศต้องมีความสอดคล้องกับความ
ต้องการ มีความถูกต้อง และมีความทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นการจัดการศึกษาในสถานศึกษาจึงต้องจัดให้
สอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและต่อการเปล่ียนแปลงของสังคมอยา่ ง
เหมาะสมและมีคณุ ภาพ
2. แนวทางการบริหารโรงเรยี นขนาดเล็กยคุ ดิจิทัลส่คู วามเปน็ เลศิ ของสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา
ประถมศึกษาชัยนาท ประกอบไปด้วย 4 ปัจจัย คือ 1) การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้มี
คุณภาพสงู สามารถรองรับการใช้งานต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและครอบคลุมทกุ ดา้ น 2) การพัฒนาบุคลากรให้มี
ความรู้ความสามารถในการสร้างและการใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ิทลั อย่างกว้างขวาง ทัง้ ทางคอมพิวเตอร์ แอปพลเิ คชัน่
สมาร์ทโฟน 3) การส่งเสริม สนับสนุน ของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรและการใช้เทคโนโลยี
ดิจิทัล 4) การนิเทศกากับติดตามการใช้และดาเนินงานต่าง ๆ เก่ียวกับเทคโนโลยีดจิ ิทลั ทั้งอุปกรณ์ บุคลากร
และการนาไปใช้ ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะว่า ในยุคปัจจุบันนี้โลกมีวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีท่ีเจริญก้าวหน้าอย่าง
รวดเร็วทาให้ส่งผลต่อการบริหารจัดการการจัดการศึกษาของโรงเรียนเป็นอย่างมาก ทาให้ผู้บริหารโรงเรียน
จาเป็นต้องมีการพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลในทุก ๆ ด้าน เพ่ือการบริหารจัดการการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายและนโยบายของการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล ซ่ึงสอดคล้องกับ
งานวิจยั ของ ปทมุ รตั น์ สธี ูป (2561) ทพี่ บวา่ คุณลักษณะของผบู้ ริหารตอ้ งมีการใช้เทคโนโลยใี นการบริหารการ
จดั การศกึ ษาโดยมีแนวทาง ในการดาเนินงานคือ 1) การเตรยี มการรองรบั เทคโนโลยตี ่อการ เปล่ียนแปลงของ
องคก์ ร ทง้ั โครงสร้าง และบคุ ลากร แนวทางการพฒั นาไดแ้ ก่ พฒั นาความรู้และทักษะการใชเ้ ทคโนโลยี พฒั นา
ความรู้และความเข้าใจการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ IT (information technology)มาใชใ้ นการบริหาร พฒั นา
ระบบ GIS (Geographic information system) เพือ่ การบรหิ ารการสง่ เสรมิ ใหบ้ คุ ลากรพฒั นา ด้านเทคโนโลยี
การจัดตั้งกองทุน การติดตั้งเครือข่ายเชื่อมโยงเทคโนโลยี การจัดทาแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี 2) การใช้
เทคโนโลยใี นการจดั เกบ็ ข้อมูลเกี่ยวกับการศกึ ษาเป็นหมวดหมู่ในฐานข้อมลู ของหน่วยงาน แนวทางการพัฒนามี
ดังน้ี การความสาคัญกับการใช้เทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือในการบริหารจัดการ การจัดระบบข้อมูล การวางแผน
จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบการวิเคราะห์ชุมชน และ 3) การใช้ระบบสารสนเทศสนับสนุนทางานบริหารให้มี
ประสิทธิภาพ แนวทางการพัฒนาได้แก่ การใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศในการสนับสนุนการบริหารงาน การ
เชื่อมต่อข้อมูลพัฒนาระบบเทคโนโลยี ให้สามารถเรียกใช้ขอ้ มูลได้ทุกงาน ทุกฝ่าย และสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ สมศรี เณรจาที (2560) ท่ีพบว่า องคป์ ระกอบของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพ่ือพฒั นาคุณภาพของ
ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะพึงประสงค์ใน ศตวรรษที่ 21 มีจานวน 5 องค์ประกอบ โดยเรียงตามลาดับน้าหนัก
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 27
องค์ประกอบ คือ การวางระบบการบริหารและพัฒนาองค์กรอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน, การพัฒนา
หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู โดยมีวิจัยเป็นฐาน, การบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างมี
ประสิทธิภาพ, การจัดการเรียนรูให้ผู้เรียนมีสมรรถนะทาง เทคโนโลยีและการส่ือสาร, และการพัฒนาระบบ
ข้อมูลและสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและ งบประมาณ และทุกองค์ประกอบมีความเหมาะสม
ความเปน็ ไปได้ และความเป็นประโยชน์
เมือ่ พิจารณาในแต่ละปจั จยั ของการบรหิ ารโรงเรยี นขนาดเล็กยคุ ดิจิทลั สู่ความเป็นเลศิ ของสานกั งาน
เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยนาท สามารถอภิปรายไดด้ งั นี้
1. การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทลั การพัฒนาเทคโนโลยีดจิ ิทัลให้มีคุณภาพสูงสามารถรองรบั การใช้งาน
ตา่ ง ๆ ได้อยา่ งรวดเร็วและครอบคลุมทุกด้าน ประกอบไปด้วยการพัฒนาระบบเครือข่ายของเทคโนโลยีดิจิทัล,
พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการใช้, การสร้าง และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพ่ือการ
นามาใช้ในการบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอนใหม้ ีความเป็นเลิศ และสอดคล้องกับนโยบายและ
วตั ถปุ ระสงค์ในการจดั การศึกษา ทง้ั น้อี าจเป็นเพราะว่าเทคโนโลยดี จิ ิทัลนั้นจะสามารถรองรับการใช้งานได้อย่าง
กว้างขวางครอบคลุมในทุกเร่ืองได้ ต้องมีการพัฒนาระบบของเทคโนโลยีดิจิทัลใหม้ ีคุณภาพสูงเพียงพอต่อการ
รองรับการใช้งานเกยี่ วกับการนาเทคโนโลยีดิจทิ ลั และระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริหารการจดั การเรยี นการ
สอนของโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการบรหิ ารโดยวงจรเดมม่ิง(PDCA) ที่ กระทรวงศึกษาธิการ (2546 ก,
น. 54 - 55) ได้เสนอแนวการบริหารจัดการโรงเรียนโดยใช้การบริหารด้วยระบบคุณภาพ (PDCA) คือ 1) มี
โครงสร้างการบรหิ ารท่ชี ดั เจนและมีความเป็นเอกภาพ 2) มรี ะบบข้อมลู สารสนเทศชว่ ยในการบรหิ ารจดั การ 3)
พัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างองค์กร และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศรี เณรจาที (2560) ที่พบว่า
องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้มีคุณลักษณะพึงประสงค์ ใน
ศตวรรษท่ี 21 มีจานวน 5 องค์ประกอบ โดยเรียงตามลาดับน้าหนักองค์ประกอบ คือ การวางระบบการ
บรหิ ารและพฒั นาองค์กรอยา่ งมสี ว่ นร่วมของทุกภาคส่วน, การพัฒนาหลกั สตู รและกระบวนการเรียนรู โดยมวี จิ ัย
เป็นฐาน, การบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ, การจัดการเรียนรู ให้ผู้เรียนมี
สมรรถนะทาง เทคโนโลยีและการส่ือสาร, และการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการ
ทรพั ยากรและ งบประมาณ และทุกองค์ประกอบมคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
2. การพัฒนาบคุ ลากรใหม้ ีความรูค้ วามสามารถในการสร้างและการใช้เทคโนโลยดี ิจิทัลต่าง ๆ อยา่ ง
กว้างขวาง โดยการให้ความรู้, จัดประชุม, อบรม, สัมมนา และที่สาคัญต้องให้มีการปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิด
ทักษะในการนาไปใช้ ทัง้ นอี้ าจเป็นเพราะว่า ความเปลี่ยนแปลงของเทคโลยดี ิจิทัลมีการเปลย่ี นแปลงทร่ี วดเร็ว
มาก บุคลากรทุกคนจึงมีความจาเป็นต้องแสวงหาความรดู้ ้านเทคโนโลยีดิจิทัลอยูต่ ลอดเวลา ท้งั นีเ้ พื่อนามาใช้
ในการบริหารจดั การการจดั การศกึ ษาทง้ั ในระดับโรงเรียนและระดับห้องเรียนใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพ ซึง่ สอดคล้อง
กับงานวิจัยของ National Association of Secondary School Principals (NASSP) (2013) พบว่า ทักษะ
ภาวะผู้นาของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาในศตวรรษที่ 21 ที่สาคัญและส่งผลต่อพฒั นาบคุ ลากรเพ่ือประโยชน์ในการ
บริหารโรงเรียนให้เกิดผลสาเร็จตามเป้าหมายได้แก่ ทักษะด้านการสื่อสาร (communication skill), ทักษะ
ด้านนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ (Learning innovation skill), ทักษะด้านการใช้ดิจิทัล (Digital literacy skills)
และทักษะมุ่งผล สัมฤทธิ์ (Results orientation skill) และสอดคล้องกับ แนวคิดของ สมชาย เทพแสง
(2547) ที่กล่าวถึงผู้บริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลควรจะมีทักษะด้านการพัฒนาบุคลากร โดย 1) Envision
ผู้นาต้องสร้างวิสยั ทศั น์อย่างชดั เจน โดยเฉพาะตอ้ งมีความคดิ สร้างสรรค์ มีจนิ ตนาการทกี่ ว้างไกล เนน้ การบูร
ณาการเทคโนโลยใี นการบรหิ ารและการจดั การรวมทั้งการเรียนการสอน 2) Energize ผนู้ าการศกึ ษาต้องหมั่น
28 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) มาลัย วงศ์ฤทัยวฒั นา
จดุ พลังในการทางานให้เกดิ ความกระตือรือร้นขวนขวายตลอดเวลา และ 3) Encourage ผู้นาการศึกษาในยุค
โลกาภิวัตน์จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้แรงจูงใจต่อบุคลากรให้ร่วมมือร่วมใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความสุข การ
สร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เป็นมิตรจะสนับสนุนงานให้ประสบผลสาเรจ็ และสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ สัจจะพร วิรยิ ะจรรยา (2559) พบวา่ ภาวะผนู้ าทางวิชาการทพี่ ึงประสงค์ของผู้บรหิ ารโรงเรยี นน้ัน มีด้าน
การพัฒนาสนับสนุนส่งเสริมบุคลกรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด โดยการพัฒนาสนับสนุนส่งเสริมบุคลากรควรทาโดยการ
แลกเปลย่ี นเรียนรู้ผลงานทางวชิ าการกันภายในโรงเรียน
3. การส่งเสรมิ สนับสนุนของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาในการพฒั นาบุคลากรและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ประกอบไปด้วย การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวกับเทคโนโลยดี ิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอตอ่ การ
รองรบั การใช้งานของระบบการบรหิ ารจดั การศกึ ษาท้งั ของโรงเรยี นและหอ้ งเรียน นอกจากนีผ้ บู้ ริหารจาเป็นต้อง
ให้การส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรในโรงเรยี นให้มีความรคู้ วามสามารถในการใช้เทคโนโลยีดจิ ิทัลในหลาย ๆ มติ ิ
ซง่ึ การสง่ เสรมิ สนบั สนุนนนั้ อาจจะทาไดห้ ลายวิธี เชน่ การให้ความรู้, การฝึกอบรม, การประชุมเชงิ ปฏิบตั กิ าร
และการสัมมนา ทั้งนี้ตอ้ งเน้นให้บคุ ลากรมกี ารฝึกปฏบิ ัตดิ ้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าบุคลากรในโรงเรยี นมีความ
แตกต่างกันในด้านความรคู้ วามสามารถเก่ียวกับการใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารจึง
ควรจะสง่ เสริมสนบั สนุนใหม้ ีการพฒั นาบุคลากร และการใชเ้ ทคโนโลยตี ่าง ๆ ของบุคลากรในโรงเรียนทุกคนให้มี
ความร้คู วามสามารถในการใช้เทคโนโลยดี ิจิทัล ซึง่ จะสง่ ผลต่อการบริหารจัดการการจัดการศึกษาของโรงเรียน
และการจัดการเรียนการสอนของครูสู่ความเป็นเลิศต่อไป สอดคล้องกับงานวิจัยของ Greenberg-Walt, &
Robertson (2001) ที่พบว่า สมรรถนะสาคัญของผู้บริหารระดับสูงในอนาคตในส่วนที่ผู้บริหารต้องให้การ
ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ได้แก่ 1) สามารถเสริมสร้าง แรงบันดาลใจแก่ผู้ใตบ้ งั คับบัญชาให้
ร่วมกันคิดค้นแนวทางปฏิบัติที่ทาให้บรรลุวิสัยทัศน์ 2) มีความรู้ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ 3)
สามารถกระตุน้ ให้ผูใ้ ต้บงั คบั บัญชาให้สนใจคดิ ค้นนวตั กรรม และสอดคล้องกบั แนวคิดของ วนั วดี กูเ้ มอื ง (2560)
กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสาคัญท่ีจะนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ เพ่ือ
พัฒนาการส่ือสารในทุกด้าน โดยเฉพาะการช่วยพัฒนาครูอาจารย์ การช่วยให้เด็กและเยาวชนได เข้าถึงแหล่ง
ความรูและไดเรยี นอยา่ งทัดเทยี มกนั
4. การนเิ ทศกากับติดตามการใช้และดาเนินงานต่าง ๆ เกีย่ วกบั เทคโนโลยดี ิจิทัล โดยมีรูปแบบ
การตรวจสอบ/ประเมินประสิทธภิ าพของระบบเทคโนโลยีดิจทิ ัลของโรงเรียน, การกาหนดรูปแบบและปฏิทินใน
การนิเทศกากับติดตามที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม, มีการสรุปและประเมินผลของการนิเทศกากับติดตาม เพ่ือ
นาไปใชเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนาระบบเทคโนโลยดี ิจิทัลและการพัฒนาบุคลากรในการใช้เทคโนโลยีดิจทิ ัลเพ่ือ
การบรหิ ารจดั การการจัดการศึกษาของโรงเรียน ทงั้ นีอ้ าจเป็นเพราะวา่ การบรหิ ารจดั การการจัดการศึกษาใน
ทุกระดับ มีความจาเป็นที่จะตอ้ งมีกระบวนการในการนิเทศ กากับติดตาม เพื่อนาผลที่ได้มาใช้ในการพัฒนา
ปรบั ปรงุ และใชเ้ ป็นแนวทางในการวางแผนการจัดการศึกษาสคู่ วามเป็นเลิศในอนาคต ซ่งึ สอดคล้องกับแนวคิด
ของ สมชาย เทพแสง (2547) กล่าวว่า ผู้บริหารการศึกษาในยุคเทคโนโลยี หรือ E-Leadership ในส่วนท่ี
เกี่ยวข้องกับการนิเทศ กากับติดตาม ควรจะต้องมี Embody คือ ต้องเน้นการทางานที่เป็นรูปธรรม เน้น
เป้าหมายหรือผลงานท่ีสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การปฏิบัติงาน การส่ือสาร การติดตามและการ
ประเมนิ ผล ควรใช้วธิ กี ารที่เป็นรูปธรรมชดั เจน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สัจจะพร วริ ยิ ะจรรยา (2559)
พบว่า ภาวะผู้นาทางวิชาการที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรยี นที่จาเป็นต้องพัฒนาน้ันตอ้ งมีการพัฒนาในดา้ น
การนเิ ทศ การวดั ประเมินผลการจัดการศึกษาในเร่ืองการให้ข้อมูลย้อนกลบั หลังการนิเทศด้วย และสอดคล้อง
กบั หลักการบรหิ ารด้วยระบบคุณภาพ (PDCA) ของเดมม่งิ ที่ไดก้ าหนดข้ันตอนของการแก้ปญั หาในการบริหาร
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 29
ไว้ เป็น 4 ข้ันตอนเรียงกันเป็นวัฏจักร เรียกว่าวงจรเดมม่ิง (Deming cycle) ได้แก่ P = Plan คือ การวางแผน
งานจากวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กาหนดข้ึน D = Do คือ การปฏิบัติตามข้ันตอนในแผนงานที่ได้เขียนไว้
อย่างเป็นระบบและมีความต่อเน่ือง C = Check คือ การตรวจสอบผลการดาเนินงานในแต่ละข้ันตอนของ
แผนงานว่ามปี ญั หาอะไรเกิดขน้ึ จาเปน็ ตอ้ งแกไ้ ขผลงานในขัน้ ตอนใด และ A = Act คอื การปรับปรงุ แก้ไขส่วน
ท่ีมีปัญหาหรือถ้าไม่มีปัญหาใดๆ ก็ไปหาแนวทางปฏิบัติ ตามแผนงานท่ีวางไว้ (สานักงาน
คณะกรรมการการอดุ มศึกษา, 2547, น. 386)
ขอ้ เสนอแนะ
1.ข้อเสนอแนะท่วั ไป
1.1 การนาแนวทางทางการบริหารโรงเรยี นขนาดเล็กยุคดจิ ิทลั สูค่ วามเป็นเลิศของสานักงานเขต
พน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาชัยนาทนไ้ี ปใช้ ควรมีการนาไปใชอ้ ยา่ งจรงิ จังและต่อเนื่อง
1.2 การนาแนวทางทางการบริหารโรงเรยี นขนาดเล็กยคุ ดจิ ิทลั สคู่ วามเปน็ เลิศของสานักงานเขต
พนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาชยั นาทน้ีไปใช้ ควรมกี ารติดตาม ตรวจสอบ และแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ
2. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การทาวจิ ัยครง้ั ต่อไป
2.1 ควรมีการวิจัยการเก่ียวกับแนวทางทางการบรหิ ารโรงเรียนยุคดิจิทัลในโรงเรยี นทกุ ขนาด
และทกุ ระดบั
2.2 ควรมีการวิจัยในมิติอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียนยุคดิจิทัลเพ่ือนามา เป็น
แนวทางในการบรหิ ารโรงเรยี นตอ่ ไป
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาอย่างดีย่ิงของ ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาชัยนาท รองผู้อานวยการสถานศึกษา และผู้บริหารสถานศกึ ษาของโรงเรยี นสังกัดสานักงานเขต
พ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาทที่กรุณาให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ และใหข้ ้อคดิ เหน็ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์อย่างย่ิง
จนทาให้การดาเนินการวจิ ยั ประสบผลสาเร็จเป็นอย่างดี
ขอขอบพร ะ คุณผู้เชี่ย วชาญในการ ต ร วจสอบคุณภ าพเครื่องมือ การ วิจัย และ ได้ให้ข้อเสนอแนะ
ตลอดจนคาแนะนาทเ่ี ป็นประโยชน์อย่างย่ิงในการปรับปรุงขอ้ คาถามเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ขอบคุณกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่ได้ใหค้ วามสะดวกและให้ความร่วมมือเป็นอย่างย่ิงในการเก็บขอ้ มูล
และตอบแบบสอบถาม และขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านท่ีมีส่วนเก่ียวข้องที่ทาให้งานวิจัยฉบับนี้สาเร็จลุล่วงไป
ดว้ ยดี
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546). โครงการหนง่ึ อาเภอ หน่ึงโรงเรียนในฝนั . กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
จรัญ บญุ ช่วย. (2556). เทคโนโลยีสารสนเทศเกย่ี วกบั การบรหิ ารการศึกษา, 19 ตลุ าคม 2560.
knirun1.blogspot.com/2013/04/blog-post_26.html
ธานินทร์ ศลิ ป์จารุ. (2550). การวจิ ัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถติ ิดว้ ย SPSS (พิมพค์ ร้ังที่ 7).
กรงุ เทพฯ: ซีเอด็ ยเู คชนั่ .
30 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มาลยั วงศ์ฤทัยวฒั นา
ปทมุ รตั น์ สธี ูป. (2561). คณุ ลักษณะผู้บรหิ ารสถานศกึ ษายุคใหม่ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน. วิทยานิพนธค์ รศุ าสตรดุษฎีบัณฑติ (การบริหารการศกึ ษา),
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์.
วนั วดี กูเ้ มอื ง. (2560). ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศมคี วามสาคญั ต่อการศึกษาอย่างไร, 11 ตุลาคม 2560.
https://www.gotoknow.org/posts/427621
สัจจะพร วริ ิยะจรรยา. (2559). การพฒั นาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บรหิ ารโรงเรียนขนาดเลก็ ในสังกดั
สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษานครราชสีมา. วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์, 11(1), 241-252.
สมชาย เทพแสง. (2547). E-Leadership: ผนู้ าการศกึ ษาในยุคดิจิตอล. วารสารวิชาการ, 1, 55-62.
สมศรี เณรจาที. (2560). รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพอ่ื พฒั นาคุณภาพของผูเรยี นใหมีคุณลักษณะพงึ ประ
สงคในศตวรรษท่ี 21. วารสารบริหารการศกึ ษามหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ, 14(27), 10-20.
สานักงานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา. (2547). การพฒั นาการบริหารสถาบนั การศึกษา. (พมิ พค์ ร้งั ที่ 2).
สกลนคร: ผู้แตง่ .
สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2559). แผนพัฒนาการศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ ฉบบั ท่ี 12
(พ.ศ.2560-2564). กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
เอกชยั ก่ีสขุ พนั ธ์. (2560). โครงการสานพลังประชารัฐ, 3 ตลุ าคม 2561.
http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/52232.
Greenberg-Walt, C.L, & Robertson, A.G. (2001). The Future of Leadership. San Francisco :
Jossey-Bass.
National Association of Secondary School Principals (NASSP). (2013). Breaking Ranks: 10 Skills
for Successful School Leaders. Retrieved August 14, 2018, from
https://www.nassp.org/ Content/158/BR_tenskills_ExSum.pdf
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 31
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกดั
สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาบงึ กาฬ
สธุ าสนิ ีคาสนอง1* อภิสิทธิ์ สมศรสี ุข2 วาโรเพง็ สวัสดิ์3
Received : February 14, 2019
Revised : May 18, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั ครง้ั น้มี ีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพฒั นารปู แบบการบรหิ ารงานสารบรรณของโรงเรียน และ 2) เพอ่ื
ตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาบงึ กาฬ การดาเนินการการวิจัยแบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 การพฒั นารูปแบบ ดาเนินการโดย 1)
ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง 2) ร่างรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน 3) นา
รูปแบบท่ีสร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คนตรวจพิจารณา และระยะที่ 2 การตรวจสอบความเหมาะสมของ
รูปแบบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ
ระหว่าง 0.35-0.75 มคี วามเชือ่ มั่นท้ังฉบบั เท่ากับ 0.98 กลมุ่ ตัวอยา่ งประกอบด้วยผู้บรหิ ารโรงเรยี น และครทู ีด่ แู ลงาน
สารบรรณในโรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ในปีการศึกษา 2561 จานวน 210 คน
ซ่ึงได้มาจากการสุ่มแบบหลายข้ันตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (̅X) และ
สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. รูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน มี 4 องค์ประกอบ คือ 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการ
บริหารงานสารบรรณ 2) ขอบข่ายงานสารบรรณ 3) กระบวนการพัฒนางานสารบรรณ และ 4) เป้าหมายการ
บริหารงานสารบรรณ
2. ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน พบว่ามีความ
เหมาะสมในภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ุด(̅X = 4.74, S.D. = 0.46)
คาสาคัญ : การพฒั นารูปแบบ,งานสารบรรณ
1นักศกึ ษาหลักสตู รครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชานวตั กรรมการบรหิ ารการศึกษาคณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฎั สกลนคร จังหวัดสกลนคร e-mail: [email protected]
2อาจารย์ สาขาวชิ านวตั กรรมการบรหิ ารการศึกษาคณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สกลนคร
จังหวดั สกลนครe-mail: [email protected]
3รองศาสตราจารย์ สาขาวิชานวัตกรรมการบริหารการศกึ ษาคณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร
จงั หวดั สกลนครe-mail: [email protected]
*ผู้นพิ นธห์ ลัก e-mail: [email protected]
32 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สธุ าสินี คาสนองและคณะ
THE DEVELOPMENT OF DOCUMENTATION MANAGEMENT MODEL IN SCHOOL
UNDER THE OFFICE OF EDUCATIONAL SERVICE AREA BUENGKAN
SuthasineeKhamsanong1*Aphisit Somsrisuk2 WaroPengsawat3
Abstract
This research aims to: 1) to develop documentation management model, 2) to assess the
appropriateness of the developed model in school under the office educational service area bueng
kan. Model was conducted in the first phase by 1) study concepts, theories and related research
papers, 2) drafting the development of documentation management model, and 3) receiving
deliberation of 5 experts. The second phase was the model appropriateness assessment by the data
that was collected by a 5-level rating scale questionnaire with discrimination power between 0.35-
0.75 and reliability value at 0.98. The sample group consisted of 210 school directors and teachers
who responsible for the documentation in school under the office educational service area buengkan
in the academic year B.E. 2561, selected through multi-stage random sampling. SPSS was employed
in data analysis to determine the percentage, mean and standard deviation.
The findings were as follows:
1. The development of documentation management model comprised
4 components, namely 1) factors affected documentation management, 2) scope of
documentation, 3) process to develop documentation, and 4) goals of documentation management.
2. The appropriateness assessment result of the developed model in an overall was at
the highest level with mean value of 4.74 and standard deviation of 0.46
Keywords : Model Development, Documentation
1Education Degree in Educational Administrative Innovation, Faculty of Educational,
Sakon Nakhon Rajabhat University,e-mail: [email protected]
2 Civil Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail: [email protected]
3Associate Professor,Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail: [email protected]
*Corresponding author,e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 33
บทนา
การบริหารงานในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าในอดีต เพราะขนาดขององค์การมีขนาดใหญ่กว้างขวาง
ซับซ้อนขึ้นและมีการทางานอย่างเป็นระบบ ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงจาเป็นต้องสร้างและพัฒนาการบริหารงานสาร
บรรณ ข้อมลู งานสารบรรณท่ีมีคณุ ภาพจะต้องมีความเท่ียงตรงตามเรื่องทีต่ ้องการเรยี กใช้ไดส้ ะดวกรวดเร็วและทันต่อ
เวลา โดยข้อมูลดังกล่าวจะรวบรวมได้จากการปฏบิ ัติงานภายในหน่วยงานและจากแหล่งข้อมูลภายนอกท่ีเกี่ยวขอ้ ง
การบริหารงานโดยไม่ใช้ข้อมูลช่วยในการตัดสินใจย่อมเสี่ยงต่อการผิดพลาดสูง และส่งผลกระทบต่อบุคลากร
หน่วยงาน และองค์กรที่รับผิดชอบจานวนมาก หากการตัดสินใจผิดพลาดความเสียหายจะกระทบถึงเศรษฐกิจสังคม
และประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง การบริหารงานสารบรรณที่ดีมีคุณภาพ มีข้อมูลที่ละเอียดถูกต้อง ทันเวลา และ
เหตุการณจ์ ะช่วยใหก้ ารปฏิบัติงานและการตดั สนิ ใจเปน็ ไปอย่างมีคณุ ภาพ (กรรณิกา มาสุข,2553: 1)
งานสารบรรณเป็นการบริหารเอกสารในทางปฏิบตั ิ เร่ิมตั้งแต่คดิ อ่าน ร่าง เขียน พิมพ์ จดจา ทาสาเนา
สง่ หรือสอ่ื ขอ้ ความ รบั บนั ทึก จดรายงานการประชมุ สรปุ ยอ่ เรือ่ ง เสนอส่ังการ ตอบ ทารหสั เก็บเขา้ ที่ ค้นหา ตดิ ตาม
และทาลาย ซึ่งมีความจาเป็นต้องมีการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานสารบรรณมีระเบียบ การ
บริหารงานในปัจจบุ ันมคี วามซับซ้อนกว่าในอดตี เพราะขนาดขององค์การมขี นาดใหญก่ ว้างขวางซบั ซ้อนขึ้นและ
มกี ารทางานอย่างเป็นระบบ ดังน้ันทุกหน่วยงานจึงจาเป็นต้องสร้างและพัฒนาการบริหารงานสารบรรณ ขอ้ มูล
งานสารบรรณที่มีคุณภาพจะต้องมีความเท่ียงตรงตามเรื่องที่ต้องการเรียกใช้ได้สะดวกรวดเร็วและทันตอ่ เวลา
โดยข้อมูลดังกล่าวจะรวบรวมได้จากการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานแ ละจากแหล่งข้อมูลภายนอกท่ีเก่ีย วข้อง
การบริหารงานโดยไม่ใช้ข้อมูลช่วยในการตัดสินใจย่อมเส่ียงต่อการผิดพลาดสูง และส่งผลกระทบต่อบุคลากร
หน่วยงาน และองค์กรท่ีรับผิดชอบจานวนมาก หากการตัดสินใจผิดพลาดความเสียหายจะกระทบถึงเศรษฐกจิ
สังคมและประเทศชาติอย่างใหญห่ ลวง การบริหารงานสารบรรณท่ีดีมคี ุณภาพ มีขอ้ มูลทลี่ ะเอียดถกู ตอ้ ง ทนั เวลา
และเหตุการณจ์ ะช่วยให้การปฏิบัติงานและการตัดสินใจเป็นไปอยา่ งมีคณุ ภาพ (กรรณิกา มาสุข,2553 : 1)
งานสารบรรณเป็นการบริหารเอกสารในทางปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่คิด อ่าน ร่าง เขียน พิมพ์ จดจา ทา
สาเนา สง่ หรือส่อื ข้อความ รบั บันทึก จดรายงานการประชุม สรุปยอ่ เรื่อง เสนอสง่ั การ ตอบ ทารหสั เก็บเข้าที่
คน้ หา ตดิ ตาม และทาลาย ซ่งึ มคี วามจาเป็นต้องมกี ารบริหารจดั การให้มปี ระสทิ ธิภาพ การปฏบิ ัติงานสารบรรณ
มีระเบียบที่ใช้และเกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ระเบียบรักษา
ความปลอดภัยแห่งชาติ กล่าวถึงความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร ชั้นความลับของหนังสือ พระราชบัญญัติ
เก่ยี วกบั ข้อมูลข่าวสารของราชการ และระเบยี บว่าด้วยการรักษาความลับทางราชการ ใช้บังคบั แก่ส่วนราชการ
และหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีต้องถอื ปฏบิ ตั ิ (อภิญญา กลนิ่ บัว,2558 : 1)
ปัญหาเกี่ยวกบั งานการปฏบิ ตั งิ านสารบรรณมักจะเกดิ ข้ึนอยู่เสมอ สว่ นมากเป็นปญั หาด้านการรับส่ง
เก็บรกั ษาและการทาลายหนังสือราชการ หนังสือล่าชา้ สญู หาย การปฏบิ ัตงิ านไม่ทันเหตกุ ารณ์ การเกบ็ รกั ษาไม่
เป็นระบบ ยากแกก่ ารค้นหา และไม่ทาลายเอกสารหนงั สอื ตามระเบียบท่หี มดความจาเป็นต้องใช้ ทาให้มปี ริมาณ
หนงั สือมากเกินไป (เพญ็ ศรี สุขไชยะ,2553 : 171) จากสภาพและปัญหาการปฏิบัตงิ านสารบรรณในโรงเรียนท่ีมี
มาก รัฐบาลจึงได้มีโครงการคืนครูให้นักเรียน เพื่อลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ใหค้ รูผู้สอนได้
ปฏิบัติหน้าที่หลักในด้านการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่
ผู้เรียน ซ่ึงบุคลากรดังกล่าวทาหน้าที่เกี่ยวกับงานสารบรรณของโรงเรียน โดยมีขอบข่ายงานสารบรรณตาม
ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรวี ่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสารบรรณโรงเรียนจาเป็นตอ้ งมี
ความรคู้ วามเข้าใจในการปฏิบัติงานท่ีสอดคล้องกับขอบข่ายงานสารบรรณของโรงเรียน ทาใหผ้ ลการปฏิบัติงาน
เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และความสาเร็จตามเป้าหมายหรือสิ่งที่คาดหวังของโรงเรียน แต่ในการ
34 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สุธาสนิ ี คาสนองและคณะ
ปฏิบัติงานจริง พบว่า มีปัญหาในการดาเนินงานสารบรรณยังไม่เป็นระบบ เนื่องจากบุคลากรขาดความรู้ความ
เข้าใจในการปฏิบัติงานตามระเบียบงานสารบรรณ เริ่มตั้งแต่การรับ การส่งหนังสือราชการ การโต้ตอบหนังสอื
ราชการ การจัดเกบ็ เอกสารอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการทาลาย และขาดการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ทา
ให้การดาเนนิ งานสารบรรณล่าช้าไมค่ ล่องตัว กอ่ ให้เกิดผลกระทบตอ่ ระบบการปฏิบัตงิ านอื่นๆในโรงเรยี นและยัง
บกพรอ่ งในการใหบ้ รกิ ารทดี่ ีกบั ผ้รู ับบรกิ าร (สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ,2555 : 15-20 )
ดงั นั้นจะเหน็ ได้ว่างานสารบรรณเป็นกิจกรรมบริหารเอกสาร ซง่ึ มีความสาคัญ เพราะเปน็ งานที่ต้อง
ปฏิบัติเป็นประจาและให้เป็นปัจจุบัน เป็นงานสนับสนุนให้บริการและส่งเสริมการปฏิบัติงานให้การดาเนินงาน
เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วราบร่ืน มีประสิทธิภาพ จึงกล่าวได้ว่างานสารบรรณเป็นกิจกรรมสาคัญในการ
ปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานโดยเฉพาะในองค์กรภาครฐั หรืองานราชการ ท่ีผู้บริหารและผู้รับผิดชอบงานด้านน้ี
จะตอ้ งเรยี นรแู้ ละเข้าใจในงานสารบรรณ
จากความสาคัญและปัญหาท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจยั ในฐานะเจ้าหน้าท่ีธุรการโรงเรียน ซ่งึ ปฏบิ ตั ิงาน
สารบรรณ สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาบึงกาฬ จงึ สนใจศกึ ษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และ
งานวิจยั ต่างๆ เพ่อื เป็นขอ้ มลู ในการพฒั นารูปแบบการบริหารงานสารบรรณในโรงเรียน สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการบริหารจัดการงานสารบรรณให้มี
ประสทิ ธิภาพมากขน้ึ
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
ผู้วิจัยไดก้ าหนดวตั ถุประสงค์ของงานวิจยั ไว้ดงั น้ี
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรยี น ในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษา
ประถมศึกษาบงึ กาฬ
2. เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน ในสังกัด
สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาบงึ กาฬ
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ัย
ผ้วู จิ ัยแบ่งการดาเนินการวิจยั ออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ประกอบด้วย1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง 2) ร่าง
รูปแบบการบรหิ ารงานสารบรรณของโรงเรียน3) นารปู แบบที่สร้างขน้ึ ไปให้ผเู้ ชยี่ วชาญตรวจพิจารณา
ระยะที่ 2การตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพน้ื ที่
การศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ
ประชากร ได้แก่ ผู้บรหิ ารโรงเรียน ครทู ีด่ ูแลงานสารบรรณโรงเรียนในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา
ประถมศึกษาบึงกาฬ จานวน 426 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จานวน 213 คน ครูที่ดูแลงานสารบรรณ
จานวน 213 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผ้บู ริหารโรงเรียน ครูที่ดแู ลงานสารบรรณ ในโรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กาหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and
Morgan,1970 อ้างใน วาโร เพ็งสวัสดิ์,2551) ไดก้ ลุ่มตัวอย่าง จานวน 205 คน แตผ่ ูว้ จิ ยั ใช้กลุ่มตัวอย่างในการ
วจิ ยั คร้ังนจ้ี านวน 210 คน ซึ่งการได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขัน้ ตอน (Multi-Stage Random Sampling)
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 35
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามรูปแบบของลิเคิร์ท
(Likert’s rating scale) คือ มากทสี่ ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ยและน้อยทีส่ ดุ มีคา่ ความเทย่ี งตรงเชงิ เนื้อหา (IOC)
รายข้อระหว่าง .60-1.00 ค่าอานาจจาแนกรายข้อระหว่าง 0.35-0.75 และค่าความเชื่อม่ันด้วยวิธีหาค่าสัมประสทิ ธ์ิ
แอลฟาของครอนบาค มีคา่ เท่ากบั 0.98
การเก็บรวบรวมข้อมูล ส่งแบบสอบถามไปยังผู้บริหารโรงเรียน ครูที่ดูแลงานสารบรรณ ในโรงเรียน
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จานวน 210 คน ได้รับแบบสอบถามท่ีมีความสมบูรณ์
กลับคืน จานวน 206 คน คิดเป็นร้อยละ 98
การวิเคราะหข์ อ้ มูล การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสถติ ทิ ีใ่ ช้วเิ คราะห์ขอ้ มูลจากกล่มุ ตัวอย่างซ่ึงได้มาจากการสุ่ม
แบบหลายข้ันตอน โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเพ่ือหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อ
ตรวจสอบความสอดคล้องของรปู แบบการบรหิ ารงานสารบรรณของโรงเรียน
ผลการวิจยั
ผลการวจิ ยั สามารถสรุปได้ ดงั นี้
1. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาบึงกาฬพบว่าได้รูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาบึงกาฬ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานสารบรรณ 2)
ขอบข่ายงานสารบรรณ 3) กระบวนการพัฒนางานสารบรรณ 4) เป้าหมายการบริหารงานสารบรรณ ซึ่งแต่ละ
องค์ประกอบมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1.1 องค์ประกอบที่ 1 ปจั จัยท่ีสง่ ผลต่อการบริหารงานสารบรรณ ประกอบดว้ ย 4 องค์ประกอบย่อย
ดงั น้ี 1) ความรู้ความเข้าใจของครูทดี่ แู ลงานสารบรรณ 2) พฤติกรรมการปฏิบตั งิ าน 3) วัสดุอุปกรณ์ 4) ทศั นคติตอ่ การ
บรหิ ารงานสารบรรณ
1.2 องคป์ ระกอบที่ 2 ขอบข่ายงานสารบรรณ ประกอบดว้ ย 6 องค์ประกอบย่อย ดงั น้ี 1) การจัดทา
หนังสือราชการ 2) การรับหนังสือราชการ 3) การส่งหนังสือราชการ 4) การเก็บหนังสือราชการ 5) การยืมหนังสือ
ราชการ และ 6) การทาลายหนงั สือราชการ
1.3 องค์ประกอบท่ี 3 กระบวนการพฒั นางานสารบรรณ ประกอบ ดว้ ย 4 องคป์ ระกอบยอ่ ย ดงั น้ี
1) การวางแผนการปฏิบัติงาน 2) การดาเนินการและฝึกฝนทักษะในการปฏิบัติงาน 3) การ
แก้ปัญหาในการปฏิบัตงิ าน 4) การร่วมกันส่งเสรมิ พฒั นาการปฏิบตั งิ าน
1.4 เป้าหมายการบรหิ ารงานสารบรรณ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ดังนี้ 1) การปฏิบัติงาน
ดว้ ยความถกู ต้อง 2) การปฏิบตั ิงานด้วยความรวดเร็ว 3) การปฏบิ ัติงานอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
2. ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรปู แบบการบรหิ ารงานสารบรรณของโรงเรียนในสงั กัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ พบว่าโดยภาพรวมอยใู่ นระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ
พบว่ามีความเหมาะสมมากท่ีสุด 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการบริหารงานสารบรรณ
องค์ประกอบที่ 2 ขอบข่ายงานสารบรรณ องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการบริหารพัฒนางานสารบรรณ และ
องคป์ ระกอบท่ี 4 เปา้ หมายการบรหิ ารงานสารบรรณผลสรุปรายองคป์ ระกอบ มดี ังน้ี
2.1 องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อการบรหิ ารงานสารบรรณ โดยรวมมคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดบั
มากทสี่ ดุ เรียงลาดับคา่ เฉล่ียจากมากไปนอ้ ยไดด้ ังนี้ 1) ทศั นคตติ ่อการบริหารงานสารบรรณ 2) ความรู้ความเข้าใจของ
ครทู ่ดี แู ลงานสารบรรณ 3) พฤตกิ รรมปฏบิ ัติงาน และ 4) วัสดุอปุ กรณ์ ตามลาดับ
36 | ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) สุธาสนิ ี คาสนองและคณะ
2.2 องคป์ ระกอบท่ี 2 ขอบขา่ ยงานสารบรรณ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดบั เหมาะสมมากทสี่ ดุ
เรยี งลาดับค่าเฉลีย่ จากมากไปน้อยได้ ดังน้ี 1) การจดั ทาหนงั สือราชการ 2) การสง่ หนังสือราชการ 3) การรับหนังสือ
ราชการ 4) การยืมหนงั สอื ราชการ 5) การเกบ็ หนังสือราชการ และ 6)การทาลายหนงั สอื ราชการ ตามลาดับ
2.3 องค์ประกอบที่ 3 กระบวนการพัฒนางานสารบรรณ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
ท่สี ุด เรียงลาดับคา่ เฉลีย่ จากมากไปนอ้ ยได้ ดังน้ี 1) การแก้ปญั หาในการปฏิบตั งิ าน 2) การร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการ
ปฏบิ ัติงาน 3) การวางแผนการปฏบิ ัติงาน และ 4) การดาเนินการและฝกึ ฝนทกั ษะในการปฏบิ ัตงิ าน ตามลาดับ
2.4 องค์ประกอบที่ 4 เป้าหมายการบริหารงานสารบรรณ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุด เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ ดังนี้ 1) การปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว 2) การปฏิบัติงานด้วยความ
ถกู ตอ้ ง และ 3) การปฏิบตั ิงานอย่างมีประสทิ ธิภาพตามลาดบั
ตารางที่1 ผลการวเิ คราะหค์ วามคิดเห็นเก่ยี วกับความเหมาะสมของรูปแบบการบรหิ ารงานสารบรรณ
ของโรงเรยี นในสงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ โดยภาพรวม
องคป์ ระกอบ ระดับความเหมาะสม
1. ปัจจยั ท่สี ง่ ผลตอ่ การบริหารงานสารบรรณ ̅ S.D. แปลผล
1.1 ความรคู้ วามเขา้ ใจของครูทด่ี แู ลงานสารบรรณ
1.2 พฤติกรรมการปฏิบตั งิ าน 4.71 0.46 มากทีส่ ดุ
1.3 วัสดอุ ุปกรณ์ 4.72 0.45 มากท่ีสดุ
1.4 ทศั นคติตอ่ การบริหารงานสารบรรณ 4.68 0.49 มากที่สดุ
4.67 0.47 มากทีส่ ดุ
2. ขอบขา่ ยงานสารบรรณ 4.71 0.43 มากที่สดุ
2.1 การจัดทาหนงั สือราชการ
2.2 การรบั หนังสือราชการ 4.66 0.52 มากที่สุด
2.3 การส่งหนงั สือราชการ 4.74 0.46 มากทส่ี ดุ
2.4 การเกบ็ หนังสอื ราชการ 4.72 0.45 มากทส่ี ุด
2.5 การยมื หนงั สอื ราชการ 4.74 0.45 มากทส่ี ุด
2.6 การทาลายหนังสือราชการ 4.56 0.60 มากทส่ี ุด
4.64 0.50 มากทส่ี ุด
3. กระบวนการพฒั นางานสารบรรณ 4.55 0.68 มากท่ีสุด
3.1 การวางแผนการปฏบิ ัติงาน 4.74 0.44 มากทส่ี ุด
3.2 การดาเนนิ การและฝึกฝนทกั ษะในการปฏบิ ัติงาน 4.73 0.42 มากที่สดุ
3.3 การแก้ปญั หาในการปฏิบัตงิ าน 4.52 0.61 มากทส่ี ุด
3.4 การรว่ มกันสง่ เสรมิ พัฒนาการปฏิบตั งิ าน 4.85 0.38 มากทส่ี ุด
4.86 0.35 มากทส่ี ุด
4. เปา้ หมายการบรหิ ารงานสารบรรณ 4.81 0.40 มากที่สุด
4.1 การปฏบิ ตั ิงานด้วยความถกู ตอ้ ง 4.80 0.39 มากทส่ี ุด
4.2 การปฏบิ ตั ิงานด้วยความรวดเรว็ 4.84 0.36 มากที่สุด
4.3 การปฏิบตั งิ านอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 4.80 0.44 มากที่สดุ
เฉล่ยี รวม 4.74 0.46 มากทส่ี ุด
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 37
สรุปและอภปิ รายผลการวิจยั
จากผลการวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขต
พนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาบงึ กาฬ มปี ระเดน็ นา่ สนใจนามาสรปุ และอภปิ รายผล ดงั น้ี
1. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาบึงกาฬ พบวา่ ได้ 4 องค์ประกอบหลัก คอื 1)ปจั จยั ท่ีส่งผลต่อการบริหารงานสารบรรณ 2) ขอบข่าย
งานสารบรรณ 3) กระบวนการพัฒนางานสารบรรณ 4) เปา้ หมายการบริหารงานสารบรรณ ซงึ่ ไดจ้ ากการศึกษา
และสังเคราะหก์ ับแนวคิด หลักการ ทฤษฎีและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องกบั การบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน แลว้ นา
ข้อมูลมาจัดทาร่างรูปแบบและสร้างแบบสอบถาม จากนั้นจึงนาแบบสอบถามไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบคุณภาพ
เม่ือไดร้ ับแบบสอบถามกลับคนื มา ผู้วจิ ัยวเิ คราะห์หาความตรงเชงิ เนอ้ื หา ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item
Objective Congruence : IOC) ระหว่าง 0.60–1.00 แสดงว่ารูปแบบที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน มีค่าความเท่ียงตรงเชิง
เนื้อหาสูงและใช้ได้ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2526 อ้างใน วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551) แสดงว่าแบบสอบถามการ
พัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนสามารถวัดได้ตรงตามนิยามศัพท์เฉพาะท่ีกาหนดไว้ จากนั้น
ผวู้ ิจยั ไดน้ าแบบสอบถามไปทดลองใชเ้ พ่ือวเิ คราะห์หาคา่ ความเชื่อม่ัน (Reliability) โดยการหาคา่ สมั ประสิทธิ์แอลฟา
ของครอนบคั (Cronbach’s Alpha Coefficient) ซึง่ ปรากฏวา่ มีค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟาทั้งฉบบั เท่ากับ0.98 จงึ ถือว่า
แบบสอบถามใช้ไดท้ ุกข้อคาถามของแต่ละองค์ประกอบ ซ่ึงแตล่ ะองคป์ ระกอบมีความสอดคล้องสมั พันธ์กันเพื่อให้
การดาเนินงานด้านสารบรรณของโรงเรียนบรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ โดยตอ้ งอาศยั ความร่วมมือของ
ผูบ้ รหิ าร ครู บคุ ลากรทางการศึกษา หากโรงเรียนใดมีรปู แบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนทด่ี ี จะทาให้
การบรหิ ารงานของโรงเรยี นเป็นไปได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ เน่ืองจากงานสารบรรณเป็นกิจกรรมบริหารเอกสารท่ี
มีความสาคัญ เป็นงานที่ต้องปฏิบัติเป็นประจาและให้เป็นปัจจุบัน เป็นงานสนับสนุนให้บริการ ส่งเสริมการ
ปฏบิ ตั ิงานใหด้ าเนินงานเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเรว็ ราบรน่ื มปี ระสทิ ธภิ าพ ซึง่ สอดคลอ้ งกบั ผลการวิจัยของ
กรรณิการ์ มาสุข (2553 : บทคัดย่อ) เรื่องการพัฒนาระบบงานสารบรรณลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 พบว่า ระบบงานสารบรรณเป็นสิ่งที่มีความสาคญั และจาเป็น
อย่างยิง่ ในปจั จุบันสาหรับองค์การ หรือหนว่ ยงาน เพ่ือใชส้ าหรบั ประกอบการตดั สนิ ใจในการบริหารจดั การ การ
มีระบบงานสารบรรณทด่ี ี มีคุณภาพ มีข้อมูลท่ีละเอียดถูกต้องทันเวลาและเหตุการณ์ จะช่วยให้การบรหิ ารงาน
และการตดั สินใจเป็นไปอยา่ งมีคณุ ภาพ
1.1 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานสารบรรณ เป็นสิ่งที่เอ้ือให้การดาเนินงานสารบรรณประสบ
ผลสาเรจ็ ตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ ประกอบด้วย ความรูค้ วามเข้าใจและพฤติกรรมการปฏบิ ัตงิ านของครทู ่ีดแู ลงาน
สารบรรณ ความสามารถในการจดจารายละเอยี ดข้ันตอนและขอบข่ายของงานสารบรรณได้ถูกต้องและมีการเอา
ใจใส่งาน จัดลาดับความสาคัญก่อนหลังของงานโดยวัสดุอุปกรณ์เป็นส่ิงท่ีช่วยใหก้ ารปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ
อาศยั ทัศนคตติ อ่ การบริหารงานสารบรรณซ่ึงจะส่งผลต่อการปฏบิ ตั งิ านด้านงานสารบรรณให้บรรลุตามเปา้ หมาย
ที่ทางโรงเรยี นกาหนดไว้ซ่ึงสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เพ็ญศรี สุขไชยะ (2553 :181) เร่ืองปัญหางานสารบรรณ
และแนวทางแก้ไข พบว่า งานสารบรรณทม่ี ีประสิทธิภาพนั้นต้องเลือกผู้ปฏบิ ตั ิงานที่เหมาะสมโดยการคัดเลือก การ
ทดสอบความร้คู วามสามารถ ประสบการณ์และทักษะในการปฏิบัติงาน บุคคลทปี่ ฏบิ ตั ิงานประจาอยกู่ ่อนแล้ว ควร
ได้รับการพัฒนาโดยการจัดอบรมการปฏิบัติการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติงานสารบรรณให้มีองค์ความรู้ความ
เขา้ ใจในงาน
38 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) สุธาสนิ ี คาสนองและคณะ
1.2 ขอบขา่ ยงานสารบรรณประกอบด้วย 6 ด้าน คอื การจดั ทาหนังสือราชการ การรับหนงั สือราชการ
การส่งหนังสือราชการ การเก็บหนังสือราชการ การยืมหนังสือราชการ และการทาลายหนังสือราชการในการ
ปฏิบัติงานสารบรรณที่ดีนนั้ จะต้องปฏบิ ัติหน้าที่ได้อย่างมรี ะบบรวดเร็ว ประหยัดเวลาถูกต้องตามระเบียบสานัก
นายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 หาวธิ ีจดั ทาหนังสือ การรับ-สง่ หนังสือ การเกบ็ หนังสือ การยืม
หนังสือ และการทาลายหนังสอื ที่สะดวกรวดเร็ว เพ่ือประหยดั เวลาและแรงงานท้ังยังจะต้องได้ความสมบรู ณ์ มี
ความชัดเจน เป็นระเบียบเรียบร้อยได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของสุดารัตน์ โยธาวงศ์
(2558 :227) เรื่อง การพัฒนาระบบงานสารบรรณวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
พบวา่ การพัฒนาระบบงานสารบรรณทาให้ผู้ปฏบิ ตั ิงานมคี วามรูค้ วามเข้าใจและปฏิบัติงานไดต้ ามลาดบั ข้ันตอน
การรา่ งหนงั สอื โต้ตอบการพิมพ์หนังสือถูกต้องรวดเร็วสะดวกประหยดั งานมีประสทิ ธภิ าพมากขึ้นการรบั หนังสือมี
การจดั ลาดับความสาคญั และเรง่ ด่วนของหนังสือดาเนินการได้ทันกาหนดเวลาและสอดคล้องกับผลการวิจัยของ
เฉลมิ วฒุ ิ พลศักด์ิ (2559 : บทคัดย่อ) เรื่องแนวทางการพัฒนางานสารบรรณขององคก์ ารบริหารส่วนตาบลในเขต
จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า แนวทางสาคัญในการพฒั นางานสารบรรณ ดังนี้ 1) การจัดทาหนังสือราชการ ได้แก่ จัด
ฝึกอบรมใหค้ วามรแู้ กผ่ ูป้ ฏบิ ตั งิ าน การร่างหนังสือโต้ตอบควรเขยี นให้ชัดเจนแล้วเขา้ ใจถูกต้องตรงกัน 2) ดา้ นการ
รับหนงั สอื ราชการได้แก่ จดั ส่งหนงั สือราชการตามลาดบั ช้ันความเร็วใหถ้ ึงผรู้ บั โดยเร็วที่สดุ 3)ดา้ นการสง่ หนังสือ
ราชการ ไดแ้ ก่ ตรวจสอบความเรียบร้อยของหนังสือกอ่ นนาสง่ จดั สรรอัตรากาลงั เจา้ หน้าท่เี พิ่มขึ้นใหไ้ ด้กับงานที่
ปฏบิ ตั ิ 4) ด้านการเกบ็ รักษาหนงั สือราชการได้แก่ ควรจัดระบบจัดเกบ็ หนังสือราชการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ตลอดทั้งหน่อยงาน 5) ด้านการยืมหนังสือราชการ ได้แก่ ผู้ยืมหนังสือราชการต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่าง
เคร่งครัด และ 6) ด้านการทาลายหนังสือราชการ ได้แก่ ลดข้ันตอนการปฏบิ ัติงานให้น้อยลง กาหนดปฏทิ นิ การ
ทาลายทีแ่ นน่ อนและต้องทาลายตามกาหนดเวลา
1.3 กระบวนการพฒั นางานสารบรรณประกอบด้วย 4 ดา้ น คอื การวางแผนการปฏิบตั งิ าน การ
ดาเนินการและฝกึ ฝนทักษะในการปฏิบตั ิงาน การแกป้ ญั หาในการปฏบิ ัตงิ านและการร่วมกันส่งเสรมิ พฒั นาการ
ปฏิบัติงานโดยเริ่มต้นที่ 1) การวางแผนการปฏิบัติงาน เป็นการกาหนดแนวทางข้ันตอนการทางานและวิธีการ
ปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเชนและสามารถระบุปัญหาและอุปสรรคท่ีเกิดข้ึนระหว่างการทางานพร้อมท้ัง
วิธีการแก้ไข2) การดาเนินการและฝึกฝนทักษะในการปฏิบัติงาน เป็นการให้คาปรึกษา การแนะนาส่งเสริม
สนับสนนุ อบรมความรู้การปฏบิ ัตงิ านสารบรรณ และการวางแผนลงมือปฏบิ ตั งิ านตามแนวทางท่ีวางไว้ ด้วยความ
มุ่งม่ัน อดทนและรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายจนสาเร็จ3) การแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานเป็นการหา
แนวทางในการปรับเปลี่ยนการทางานเพ่ือสนองตอบต่อสภาพปัญหา สภาพความตอ้ งการและเปล่ียนแปลงต่างๆ
ทเ่ี กิดข้นึ ภายในโรงเรยี นและสภาพแวดล้อมโดยท่ัวไป4) การรว่ มกันส่งเสริมพัฒนาการปฏิบตั ิงานเป็นการระดม
ความคิดเห็นเพ่อื หาแนวทางในการปรับปรุงข้ันตอนการทางาน เพอ่ื ให้การทางานมีประสิทธภิ าพบรรลุเป้าหมาย
ที่กาหนดไว้ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของวิไลวรรณ สิงห์เจริญ (2555 :57) เรื่องการพัฒนางานสารบรรณฝ่าย
ธุรการและสารบรรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ พบว่างานสารบรรณภาพรวมยังไม่มีประสิทธิภาพการ
จัดทาหนังสือมีความล่าช้าในการรับ-ส่งหนังสือ การจัดเก็บหนังสือไม่เป็นหมวดหมู่ และได้เสนอแนะว่าจะต้อง
พัฒนาเจ้าหน้าท่ีให้มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานสารบรรณด้านต่างๆ โดยให้เรียนรู้จากการปฏิบัติ
กิจกรรมการพฒั นาจริง และสอดคล้องกบั งานวิจยั ของ อัมพร พ่มุ ทอง (2557: 125) เรอื่ ง แนวทางการพัฒนา
งานสารบรรณขององค์การบริหารส่วนตาบลป่าไร่ อาเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี พบว่าแนวทางแก้ไขการ
ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบตั ิงานสารบรรณคือการส่งเสริมให้เจ้าหน้าทไี่ ด้รับการฝึกอบรมหลักสูตรงานสาร
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 39
บรรณอย่างต่อเนื่อง จัดลาดับความสาคัญและความเร่งด่วนของหนังสือ เจ้าหน้าท่ีต้องปฏิบัติงานด้วยความ
รอบคอบใหถ้ ูกต้องครบถ้วน ปรบั ปรงุ วธิ ีการนาสง่ หนังสือราชการใหท้ นั ต่อเทคโนโลยี
1.4 เปา้ หมายการบรหิ ารงานสารบรรณประกอบด้วย 3 ด้าน คือการปฏิบตั งิ านดว้ ยความถูกต้อง
รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพซ่ึงครูท่ีดูแลงานสารบรรณจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านสาร
บรรณ และตรงตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 2) สามารถปฏิบัติงานด้วย
ความรวดเรว็ ต่อเน่ือง สะดวก ทันเวลาและคณุ ภาพของการดาเนินงานสารบรรณที่มปี ระสิทธภิ าพ เกดิ ความพึง
พอใจต่อผูร้ บั บรกิ าร ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของนรินทร์ นาบารุง (2550 : 138 – 139) เร่ืองการพัฒนา
ระบบงานสารบรรณโรงเรยี นชุมชนบ้านโคกอุดม อาเภอพรเจริญ จังหวดั หนองคายพบว่าการดาเนินการพัฒนา
ผู้ปฏิบัติงานสารบรรณไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานสารบรรณ จึงใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาคือ การ
ประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายในพบว่าผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความเข้าใจในระเบียบวิธีการ
ปฏิบตั ิงานสารบรรณ ท้งั 4 ดา้ นเป็นอยา่ งดี สามารถปฏิบัติงานได้อยา่ งถูกต้องรวดเร็วเป็นปัจจุบนั และสอดคลอ้ ง
กับงานวจิ ยั ของ รัชฎาภรณ์ ศรเี กอื้ กลนิ่ (2550 : 130 – 131) เรอ่ื งการพฒั นาระบบงานสารบรรณสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 พบว่าสภาพปัญหาในการดาเนินงานการรับ - ส่งเอกสาร ยังไม่ความถูกต้องรวดเร็ว เป็น
ปัจจบุ ันตรวจสอบไดย้ าก ไมท่ นั กับความตอ้ งการใชง้ าน จากการดาเนินงานในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยทุ ธใ์ นการพัฒนา
ฝกึ อบรมแบบ T - Groups ประกอบดว้ ยกิจกรรม 4 อยา่ ง คอื การประชมุ กลมุ่ ยอ่ ย การอบรม การแลกเปลย่ี นเรียนรู้
และการนาประสบการณ์ลงสู่การปฏิบัติทาให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนระเบียบการ
ปฏบิ ัตงิ าน ทาใหก้ ารปฏิบัติงานเปน็ ไปด้วยความเรยี บร้อย ในวงรอบที่ 2 ผลการพัฒนาด้านการรับและส่ง โดยการรบั
และการส่ง มีการรับลงทะเบียนและนาเขา้ ผู้บริหารใหค้ วามเหน็ แล้วก็นามาแจงงานให้ผทู้ ีร่ ับผิดชอบนาไปใสล่ อ็ กเกอร์
ดาเนนิ การ เมอ่ื ดาเนินการเสร็จก็จะใหเ้ จ้าหน้าท่ีสารบรรณออกหนงั สือส่ง เสนอผบู้ ริหารลงนาม และการนาทะเบียน
สง่ การดาเนนิ งานเป็นไปดว้ ยความเรียบรอ้ ย ผลการประเมนิ อยู่ในระดบั ดมี าก ถูกต้องตามระเบียบ
2. การตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรยี น ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาบงึ กาฬ พบว่า ผบู้ รหิ ารโรงเรียน และครทู ีด่ ูแลงานสารบรรณ มคี วามคิดเห็นเก่ยี วกบั ความเหมาะสมของ
รปู แบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียน ในสังกดั สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬโดยรวมอยู่ใน
ระดับมากทส่ี ุด เม่ือพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบพบว่ามีความเหมาะสมมากท่สี ุด 4 องค์ประกอบ เรียงลาดับความ
เหมาะสมขององค์ประกอบของรูปแบบจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ดังนี้เป้าหมายการบริหารงานสารบรรณ
กระบวนการพัฒนางานสารบรรณ ปัจจัยที่ส่งผลตอ่ การบรหิ ารงานสาร ขอบข่ายงานสารบรรณซึ่งสอดกับงานวิจยั
ของวารุณี วรรธนะภูติ (2558 : 273) เร่ืองปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของโรงเรยี นใน
สังกัดสานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาลาพูน เขต 1 จังหวัดลาพูนพบว่า ปจั จยั ทง้ั 4 ดา้ น ซึ่งไดแ้ ก่ปจั จยั ดา้ น
บคุ ลากรปัจจยั ดา้ นวสั ดอุ ปุ กรณ์ ปัจจัยดา้ นงบประมาณ และปัจจยั ด้านระบบส่อื สารด้วยอิเล็กทรอนิกสม์ ีความสัมพนั ธ์
ทางบวก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ทินกร พูลผล (2560 : 105) พบว่า ผลการ
ประเมนิ การใช้รปู แบบการบริหารจัดการศึกษาโรงเรยี นในสังกัดสานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาตาก เขต 2 :
กรณศี ึกษาอาเภออุ้งผาง ภาพรวมปรากฏวา่ มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั มาก
ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1.1. ผลการวิจับพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานสารบรรณ เปน็ สิ่งทีเ่ อือ้ ใหก้ ารดาเนินงาน
สารบรรณประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ ประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการ
40 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) สธุ าสนิ ี คาสนองและคณะ
ปฏิบัติงานของครูท่ีดูแลงานสารบรรณ โดยอาศัยทัศนคติต่อการบริหารงานสารบรรณของผู้บริหารให้การ
สนับสนุน ประกอบกับวัสดุอุปกรณ์ท่ีมีประสิทธิภาพ ดังน้ันจึงควรจะเพ่ิมพูนความรู้ความเข้าใจและทักษะการ
ปฏบิ ตั ิงานสารบรรณแก่ครทู ี่ดูแลงานสารบรรณ ในการทางานเพิม่ ข้ึนเพื่อเพม่ิ ประสิทธิภาพในการบรหิ ารงานสาร
บรรณในโรงเรียน
1.2 ผลการวิจับพบว่าทัศนคติต่อการบริหารงานสารบรรณของผู้บริหาร เป็นแนวความคิด
วิธีการดาเนินงานที่สนับสนุนให้การดาเนินงานสารบรรณบรรลุตามเป้าหมาย ดังน้ันจึงควรจะส่งเสริมการใช้
รปู แบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรยี นให้แกผ่ ู้บริหารโรงเรียนนาไปใช้ในการบรหิ ารงานสารบรรณ เพราะ
จะทาใหก้ ารบรหิ ารงานสารบรรณมปี ระสิทธิภาพ รวดเรว็ ถกู ตอ้ ง
2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ยั คร้งั ต่อไป
2.1 ควรจะศึกษาและพัฒนารูปแบบการบรหิ ารงานสารบรรณของโรงเรยี นในสังกัดสานักงานเขต
พนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ให้ลกึ ซึ่งในแตล่ ะองคป์ ระกอบเพ่ือเป็นแนวทางส่งเสรมิ การบริหารงานสาร
บรรณแก่ผู้บริหารโรงเรียนหรือครูท่ดี แู ลงานสารบรรณใหม้ คี ุณภาพตอ่ ไป
2.2 ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการบริหารงานสารบรรณของโรงเรียนกับ
หน่วยงานอ่ืน เช่น องคก์ ารบริหารส่วนตาบล สถาบนั การศกึ ษาอ่ืนๆ เป็นตน้
เอกสารอ้างอิง
กรรณิการ์ มาสุข. (2553). การพฒั นาระบบงานสารบรรณ กลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน สานักงานเขต
พ้นื ที่การศึกษานครราชสมี า เขต 4. การค้นควา้ อสิ ระการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ าร
การศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
เฉลิมวุฒิ พลศักด์ิ.(2559). แนวทางการพฒั นางานสารบรรณขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลในเขตจังหวัด
ร้อยเอด็ .วทิ ยานพิ นธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารฐั ประศาสนศาสตร์ บณั ฑติ
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม.
ทนิ กร พูลผล. (2560). รูปแบบการบริหารงานจัดการศึกษาอุ้งผางโมเดล กรณีศกึ ษาอาเภออุ้งผางของโรงเรยี น
ในสังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2. วารสารวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถมั ภ์.12(1), 105.
นรินทร์ นาบารุง.(2550).การพฒั นาระบบงานสารบรรณโรงเรยี นชุมชนบ้านโคกอดุ ม อาเภอพรเจริญจังหวดั
หนองคาย. การค้นคว้าอิสระการศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั
มหาสารคาม.
เพ็ญศรี สุขไชยะ.(2553, กรกฎาคม-ธันวาคม).ปญั หางานสารบรรณและแนวทางแกไ้ ข.วารสารวชิ าการ
สาธารณสขุ .5(2): 171.
รชั ฎาภรณ์ ศรเี กอ้ื กล่ิน. (2550).การพัฒนาระบบงานสารบรรณสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาร้อยเอ็ดเขต 2.
การค้นควา้ อิสระการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
วารณุ ี วรรธนะภูติ.(2558, มิถุนายน 2557-พฤษภาคม 2558).ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลต่อการบรหิ ารระบบสารบรรณ
อเิ ล็กทรอนิกสข์ องโรงเรียนในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาลาพนู เขต 1 จังหวัด
ลาพนู . วารสารบัณฑิตศึกษามหาวทิ ยาลัยฟาร์อีสเทอรน์ .3(1): 260.
วาโร เพง็ สวสั ด์.ิ (2557).การวิจัยทางการบรหิ ารการศึกษา.สกลนคร : สมศักดิ์การพิมพ์.
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 41
วไิ ลวรรณ สิงห์เจริญ. (2555.พฤษภาคม-สงิ หาคม).การพฒั นางานสารบรรณฝ่ายธุรการและสารบรรณ
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ศรสี ะเกษ.วารสารวิชาการ(ปขมท.).1(2): 57.
สดุ ารัตน์ โยธาวงศ์.(2558, กนั ยายน 2558-กมุ ภาพันธ์ 2559).การพัฒนาระบบงานสารบรรณ วิทยาลัยการเมอื ง
การปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.วารสารการเมืองการปกครอง.6 (1): 227.สานักงานเขต
พื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาบึงกาฬ.(2555).แผนพฒั นาการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พ.ศ.2555-
2558.บงึ กาฬ: อดั สาเนา.
อภญิ ญา กลิน่ บัว.(2558).คู่มอื การปฏบิ ตั ิงานสารบรรณ.อุบลราชธานี: สานกั วิทยบรกิ ารมหาวทิ ยาลัย
อบุ ลราชธาน.ี
อมั พร พุมทอง.(2557, กรกฎาคม-ธันวาคม).แนวทางการพัฒนางานสารบรรณขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลป่าไร่
อาเภอแมล่ าน จงั หวดั ปัตตาน.ี วารสาร AL-NUR บณั ฑติ วิทยาลัย.9(17): 125.
42 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อัครเดช สรุ าชวงศ์และคณะ
การพฒั นาหลักสตู รฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสาหรับวิทยบรู ณากร
สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2
Received : February 14, 2019
Revised : May 18, 2019
Accepted : August 1, 2019
อคั รเดช สุราชวงศ์1*วัลนกิ า ฉลากบาง2 นิภาพรแสนเมือง3
บทคดั ย่อ
การวจิ ัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและประเมนิ ประสิทธภิ าพของหลักสตู รฝกึ อบรมเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารสาหรบั วิทยบรู ณากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร สังกัดสานักงานเขตพืน้ ที่
การศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 การดาเนนิ การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขนั้ คอื ขนั้ ที่ 1 ศึกษาข้อมลู พ้ืนฐาน
ข้ันท่ี 2 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม ข้ันที่ 3 ทดลองใช้หลักสูตร และข้ันท่ี 4 การประเมินผล กลุ่มตัวอย่างเปน็
วิทยบูรณากรสังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 จานวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการ
เลอื กแบบเจาะจงจากวิทยบรู ณากร ผลการวิจยั พบว่า1. หลกั สตู รฝกึ อบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
สาหรบั วิทยบรู ณากร ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คอื 1) จุดมุง่ หมายของหลักสตู ร 2) เนือ้ หา 3) กจิ กรรมการ
ฝึกอบรม 4) สอื่ การฝึกอบรม และ 5) การวัดและประเมินผล2.ประสิทธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมที่ผู้วิจยั พัฒนา
ข้ึนเป็นดังน้ี 1) วิทยบูรณากรท่ีเข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ เก่ียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หลัง
การฝึกอบรมสูงกว่าก่อนเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .012) ทักษะด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารของวทิ ยบรู ณากรอยู่ในระดับดีมาก 3) ความพึงพอใจของวทิ ยบรู ณากรที่มีต่อหลกั สูตร
ฝกึ อบรมอยู่ในระดับมากที่สุด
คาสาคญั : หลักสตู รฝกึ อบรม, เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร, วิทยบูรณากร
1นกั ศกึ ษาหลักสตู รครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชานวตั กรรมการบริหารการศึกษาคณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฎสกลนคร จงั หวัดสกลนครe-mail: [email protected]
2ผู้ชว่ ยศาสตร์จารย์ สาขาวิชานวัตกรรมการบรหิ ารการศึกษาคณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎสกลนคร
จังหวดั สกลนครe-mail: [email protected]
3อาจารย์ สาขาวิชานวตั กรรมการบรหิ ารการศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร
จังหวัดสกลนครe-mail: [email protected]
*ผู้นิพนธห์ ลัก e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 43
A DEVELOPMENT OF TRAINING CURRICULUM ON INFORMATION AND COMMUNICATION
TECHNOLOGY FOR INFORMATION AND COMMUNITCATION TECHNOLOGY TEACHERS
UNDER SAKON NAKHON PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
AKadech Suratwong1* Wannika Chalakbang2 Niphaporn Sanmeaumg3
Abstract
The objectives of this study were to develop and evaluate the efficiency of the
training curriculum on information and communication technology for information and
communication technology teachers (ICT teachers) under Sakon Nakhon Primary Educational
Service Area Office 2. There were 4 phases in this study. Phase 1 studying the documentsand
researches,the development of training curriculum in Phase 2. Apply the training curriculum in
Phase 3 and the assessmentof the training curriculum in Phase 4. The sample consisted of 30
ICT teachers under Sakon Nakhon Primary Educational Service Area Office 2, selected with
purposive sampling from ICT teachers.The study yielded the following findings 1.The developed
training curriculum comprises 5 components, which are 1) curriculum objectives; 2) contents; 3)
training activities; 4 ) training media and 5 ) measurement and evaluation. 2 . The evaluation
results of developed training curriculum are as follows: 1) ICT teachers have higher knowledge
on information technology after training than before training at the .0 1 level of statistical
significance; 2 ) ICT teachers have a very good level of information technology skills; 3 )
Satisfaction of ICT teachers towards the training curriculum is at the highest level.
Keywords : Training Curriculum, Information and Communication Technology, Information and
Communication Technology Teacher
1Education Degree in Educational Administrative Innovation, Faculty of Educational,
Sakon Nakhon Rajabhat University,e-mail: [email protected]
2Assistant Professor,Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail: [email protected]
3Civil Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail: [email protected]
*Corresponding author,e-mail: [email protected]
44 | ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อคั รเดช สรุ าชวงศแ์ ละคณะ
บทนา
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (ICT) มคี วามสาคญั ต่อการบริหารจัดการและการจดั การเรียน
การสอนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ( ICT) มาใช้สาหรับติดต่อ
แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารเพ่ือการศึกษาจากแหล่งการเรยี นรู้ที่อยู่ห่างไกลโดยอาศยั อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม
และในอนาคตขา้ งหน้าจะมีการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารมากขนึ้ วิวฒั นาการทีเ่ กดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว
เป็นปัจจัยผลักดันอย่างสาคัญต่อลักษณะการบริหารจัดการ การเรียนการสอนและบทบาทหน้าที่ของครูและ
บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูควรมีทักษะทางด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เน่ืองจากการมีทักษะทางด้านเทคโนโลยแี ละการสื่อสาร จะทาให้ครแู ละ
ผู้บริหารสถานศึกษาเข้าถงึ ขอ้ มูลข่าวสารตา่ งๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นกลไกสาคัญที่มีผลตอ่ การปรบั เปล่ียนการ
บริหารสถานศึกษาและการเรียนการสอนในบริบทใหม่นี้ คือ ความสามารถหรือสมรรถนะของผู้บริหาร
สถานศึกษาและครูตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หากครูและ
ผู้บริหารสถานศึกษามีความสามารถหรือสมรรถนะในเร่ืองดงั กล่าวแล้วย่อมสามารถท่ีจะแสวงหาและถ่ายทอด
องค์ความรทู้ ่ตี นเองมีอยสู่ ่ผู ู้เรียนได้
สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2มโี รงเรยี นทง้ั หมด 256 โรงเรยี น2 สาขา
ในปกี ารศกึ ษา 2561 สานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2 มโี รงเรยี นขนาดเล็กจานวน 135
โรงเรียนและมีครูไม่ครบช้ันเรียน โรงเรียนเหล่าน้ีมีครูท่ีมีความรู้ด้านเทคโนโลยีไม่ครบทุกโรงเรียน ทาให้ไม่
สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีโรงเรียนจาเป็นตอ้ งใช้ เช่น การจัดการโครงข่ายท่โี รงเรียน
ไดร้ บั เช่นจานดาวเทยี ม IPstarMOEnet และการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมท่ีรับสญั ญาณถ่ายทอดจากโรงเรียน
ไกลกังวลเป็นต้นทาให้โรงเรียนเหลา่ นี้ไม่สามารถบรหิ ารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์กับนักเรยี นใน
โรงเรียนได้ กลุม่ เทคโนโลยเี พื่อการสื่อสาร (ITEC) ของสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2
จึงได้จัดตั้งคณะวิทยบูรณากรเทคโนโลยีเพ่ือการส่ือสารขึ้นโดยคัดเลือกครทู ี่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ศูนยเ์ ครอื ข่ายละ 3 คน เพือ่ ช่วยแก้ไขปัญหาการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร ในศูนย์เครือขา่ ยตนเอง
เพื่อให้วิทยบูรณากรเทคโนโลยี(ICT)มีสมรรถนะท่ีจะช่วยโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายแก้ปัญหาเกี่ยวกับการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน(สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
สกลนคร เขต 2. 2556 : 30)
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
ผ้วู ิจยั ได้กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของงานวจิ ัยไวด้ งั นี้
1. เพือ่ พฒั นาหลกั สตู รฝึกอบรมวิทยบรู ณากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สงั กัดสานกั งาน
เขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2
2. เพอื่ ประเมนิ ประสทิ ธิภาพของหลักสตู รฝึกอบรมเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารสาหรับวิทย
บูรณากรสังกดั สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2ท่ผี ูว้ จิ ัยพัฒนาข้ึน ในด้าน
2.1 ความรู้ของวิทยบูรณากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2กอ่ นการฝึกอบรมและหลังการฝกึ อบรม
2.2 ทักษะของวิทยบูรณากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2หลงั การฝกึ อบรม