294 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) บุญอนันต์ บญุ สนธิ์
2. คณะกรรมการ คณะนักวิจัย ประชุมกล่มุ เพื่อกาหนดข้อตกลงในการทางานร่วมกัน และเกดิ การ
วางแผนการดาเนนิ กิจกรรมของการท่องเท่ยี วเชิงวฒั นธรรม
3. เกิดการสารวจ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และทาการค้นคว้าเอกสาร ประวตั ิสถานท่ี
สาคญั และการสารวจเส้นทางการท่องเทย่ี ว เพ่ือใหไ้ ด้ขอ้ มูลกลบั มาสงั เคราะห์
4. จัดเวทีประชาคม เพ่ือคืนข้อมูลเก่ียวกับการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของพ้ืนท่ีตาบลหนองบอน
เพ่อื ให้ชุมชนไดร้ บั รู้ และมีสว่ นร่วมทีน่ าไปสู่การพฒั นาเส้นทางการท่องเท่ยี วเชิงวัฒนธรรม
5. เกิดขอ้ ตกลงของชุมชนในการพัฒนาแหล่งท่องเทีย่ วร่วมกันของชุมชน ในการนาไปสู่การพัฒนา
เสน้ ทางการทอ่ งเทยี่ วเชิงวฒั นธรรมในตาบลหนองบอน
6. ดาเนินการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมในรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการล่องแพ
ศึกษาธรรมชาติ จัดให้มีมัคคุเทศก์น้อยในการนาชม แนะนาสถานท่ีต่างๆ ในชุมชน ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติ
ความเปน็ มาของชุมชน คณะกรรมการมกี ารคดิ วางแผนรว่ มกันที่จะมีจุดขายของที่ระลึกของตาบลหนองบอน คือ
มะตมู เนือ่ งจากบ้านท่ามะตูม ตาบลหนองบอน ซ่ึงในอดีตเคยมตี น้ มะตมู เปน็ จานวนมาก ปัจจบุ นั เหลืออยแู่ ตใ่ น
วัดท่ามะตูมเพียงไมก่ ่ีต้น ซ่งึ ในการประชุมรว่ มกนั นักวจิ ยั เสนอแนะให้ชาวบา้ นปลูกเพิ่ม โดยการเพาะชา เพ่ือขาย
ต้นให้กบั นกั ทอ่ งเทยี่ ว ผลมะตูม ก็สามารถนามาทานา้ มะตมู และมะตูมตากแหง้ มะตูมเชื่อม ฯลฯ
7. ในการติดตาม และประเมนิ ผลการดาเนนิ งานพัฒนาเส้นทางการทอ่ งเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมและเกิด
ผลลพั ธใ์ นการพฒั นาชุมชน น้นั นกั วจิ ยั ยังไมไ่ ดด้ าเนินการไปถึงข้ันน้ัน
ผลการวจิ ยั
จากการสารวจพื้นท่ี เพื่อหาเส้นทางการท่องเท่ียวที่เหมาะสมกับพ้ืนที่ ซึ่งเกิดข้อตกลงร่วมของคน
ชุมชนในการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวร่วมกันของชุมชน ในการนาไปสู่การผลักดันให้ ถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์
การท่องเท่ียวของจงั หวัดสระแก้ว และการพฒั นาเส้นทางการท่องเทยี่ วเชิงวัฒนธรรมให้เกิดเป็นรปู ธรรม ดงั ภาพ
ท่ี 1
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 295
ภาพที1่ แพนาเทย่ี ว/วัดพระหยกขาว/วดั ท่าแยก
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์คณะกรรมการของชุมชน เร่ือง การมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการจัดการท่องเท่ียงเชิงวัฒนธรรมตาบลหนองบอน อาเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว เพ่ือให้เกิดการ
พัฒนาอย่างยง่ั ยืนดงั น้ี
1. ด้านเศรษฐกจิ ตาบลหนองบอน อาเภอเมอื ง จังหวัดสระแกว้ เป็นแหลง่ ท่องเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรมท่ี
มีสภาพธรรมชาติท่ีน่าสนใจ สวยงาม ปัจจบุ นั ผปู้ ระกอบการส่วนใหญ่ขาดจติ สานึกคิดถงึ แตผ่ ลประโยชน์ส่วนตัว
จึงไม่ให้ความสาคัญสถานที่ท่องเที่ยวทาให้เสื่อมโทรม ประชาชนไม่มีเวลาเนื่องจากต้องประกอบอาชีพทา
296 | ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) บุญอนันต์ บญุ สนธิ์
การเกษตร จงึ ไม่ค่อยให้ความสาคัญต่อการท่องเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม หนว่ ยงานของภาครฐั ขาดการประชาสัมพันธ์
อยา่ งต่อเนอื่ ง ดงั น้ันหน่วยงานของรัฐจะต้องมกี ารพัฒนาปรับปรุงพื้นทแ่ี หลง่ ท่องเท่ยี วใหเ้ กิดความสวยงาน โดด
เด่น ปลอดภัย สามารถดึงดูดให้นักท่องเท่ียวเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริง ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเข้า สู่แหล่ง
ท่องเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การบริการท่ีพัก การบริการอาหาร จัดต้ังศูนย์ประสานงานการให้บรกิ ารแก่
นักท่องเท่ียว เพ่ือให้ข้อมูลด้านแหล่งท่องเท่ียว กิจกรรมการท่องเที่ยวผ่านทางเว็บไซต์ ตลอดจนขยายช่อง
ทางการจาหน่ายสินค้าหน่ึงตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ให้มากข้ึนทุกรูปแบบ ระบบเศรษฐกิจ ด้านเกษตร
ราษฎรส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 ประกอบอาชีพทาการเกษตรกรรมไดแ้ ก่ทานา ไร่มันสาปะหลัง ปลูกอ้อย
เปน็ ตน้ ที่เหลอื ประกอบอาชีพส่วนตัวและรบั จ้าง แหลง่ ทอ่ งเท่ียวทส่ี าคญั อาทิ 1.สะพานแขวนฝายนาล้นบ้านท่า
มะตูม 2.สถานท่ีบาเพ็ญเพียรรู้แจง้ จติ เดมิ แท้(เกพลติ าโพธิวหิ าร) ดา้ นอุตสาหกรรม ตาบลหนองบอน อาเภอเมอื ง
สระแก้ว จังหวดั สระแกว้ ไมม่ ีอุตสาหกรรมในพนื้ ที่ ซงึ่ เปน็ ประโยชนต์ ่อการจัดการทอ่ งเท่ยี วเปน็ อยา่ งมาก
2. ดา้ นการมสี ่วนร่วมของประชาชน พบว่า ประชาชนในชมุ ชนให้ความร่วมมือ รว่ มปฏิบัติ และ
รับทราบแผนการดาเนินงาน กจิ กรรมตา่ งๆ ของกลุม่ ลอ่ งแพเพ่ือการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
คลองห้วยใหญ่ เป็นอย่างดีให้ความร่วมมือ ดาเนินงานช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกๆ ด้าน โดยมีการจัดต้ัง
กองทุนกลุ่มล่องแพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คลองห้วยใหญ่ และออกระเบียบ
ข้อบังคับกองทุนฯ ซ่ึงสมาชิกจะถือหุ้นละ 100 บาท ได้ไม่เกินคนละ 100 หุ้น ซ่ึงจากการสังเกตการณ์และเข้า
รว่ มกจิ กรรมการล่องแพของนักวิจัย พบวา่ ประชาชนให้ความรว่ มมือเปน็ อยา่ งดี
3. ด้านส่ิงแวดล้อม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมควบคไู่ ปกับการ
พัฒนาอย่างย่ังยืนน้ัน ควรให้ความรู้ ปลูกฝังแก่ประชาชนในท้องถิ่น และผู้ประกอบการเกี่ยวกับการจัดการ
ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับผลเสีย ผลกระทบให้เห็นความสาคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว ควรมีการจัดทาป้ายประชาสัมพันธ์ เอกสารแผ่นพับ ให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่ง
ท่องเที่ยว กาหนดมาตรการกฎระเบียบข้อบังคับเพ่ือป้องกันและลดผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเท่ียว
ตลอดจนเน้นการทางานอย่างมีส่วนร่วมทั้งกับชุมชนและหน่วยงานที่เก่ียวข้ องในการช่วยกันอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติปา่ ไมแ้ ละสตั วป์ ่า
4. ปัญหา การขาดงบประมาณในการสนบั สนุนกิจกรรมการท่องเท่ียว ขาดการสนับสนุนส่งเสริม
อย่างจริงจังจากภาครัฐและหน่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง และในการปรบั ปรุงภมู ิทศั น์ของแหล่งท่องเท่ียวและถนนของ
การเดินทางยังล่าช้า และสถานที่ท่องเท่ียวยังไม่เป็นท่ีรู้จักมากนัก ประชาชนขาดความรู้ในด้านการให้บริการ
ขาดความรู้ในการดาเนินงานด้านการจดั การท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการรกั ษาคุณภาพน้าในลาคลอง
ห้วยใหญ่ ไม่ค่อยสะอาด เนื่องจากเป็นคลองท่ีรับน้ามาจากเขื่อนพระปรง ทาให้มีเศษวัชพืช อาทิ ผักบุ้ง
ผักตบชวา ไหลมากดี ขวางทางเดินของนา้ ทาใหบ้ างฤดูกาล ไมส่ ามารถล่องแพได้
5. อปุ สรรค หนว่ ยงานท่ีเกี่ยวข้อง รบั ผดิ ชอบ ดา้ นการส่งเสริมการท่องเทย่ี วยังไม่ได้เข้ามาดูแล
จัดการอย่างจริงจัง ทางกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คลองห้วยใหญ่ ยังขา ดแคลน
งบประมาณอยา่ งต่อเนอ่ื งเพอ่ื การพัฒนาอปุ กรณ์ สถานท่ี การประชาสัมพนั ธ์
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 297
เส้นทางการท่องเทีย่ ว
ภาพที่ 2 เส้นทางการท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรม
ผลการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อย คณะกรรมการกลุ่มล่องแพฯ และประชาชนในพื้นที่ พบว่า
ประชาชนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการในการดาเนินการจัดการท่องเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรมของตาบลหนอง
บอนในทุกกระบวนการ ต้ังแต่ขั้นตอนการตัดสินใจในการดาเนินงาน การปฏิบัติ โดยมีการแบ่งหน้าที่ความ
รับผิดชอบ ร่วมแรงร่วมใจกันในการใหข้ ้อมูลกับหน่วยงานตา่ งๆ การแนะนาสถานที่ท่องเที่ยว และช่วยกันดแู ล
รกั ษาความสะอาดสถานทีต่ ่างๆ ในส่วนการมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์ ยังไมไ่ ดร้ บั ผลประโยชน์ท่ีเป็นตัวเงินอย่าง
ชัดเจนนัก เนอื่ งจากยังอยู่ในช่วงแรกของการดาเนินการ แมว้ ่าจะมีระเบียบข้อบงั คับกองทุนกลุ่มล่องแพเพ่ือการ
อนุรักษ์ฯ ประกอบกับปัญหาการดาเนินงานท่ียังขาดทิศทางการบริหารจัดการ ทางคณะกรรมการยังไม่มี
แผนการจัดการท่องเท่ียวที่ชัดเจน ขาดการวางแผนการดาเนินงาน ขาดงบประมาณในการบริหารจัดการ
โครงสร้างของกลุ่มฯยังเป็นลักษณะการรวมกลุ่มแบบหลวมๆ ขาดองค์ความรู้บริหาร และการตลาด บทบาท
หน้าทขี่ องคณะกรรมการยงั ไม่ชดั เจน
ความน่าสนใจ และเป็นไปได้ในการจัดการท่องเท่ยี ว คือการเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวแหง่ ใหม่ มีความ
เปน็ เอกลกั ษณข์ องตัวเอง มกี ารอนุรักษ์ความเปน็ ชนบท และสงิ่ แวดล้อม ทาใหช้ าวบา้ นในชุมชนมรี ายไดเ้ พิ่มข้ึน
จากกิจกรรมการท่องเท่ียว เกิดเครือข่ายของหน่วยงานต่างๆ ในพ้ืนท่ีจังหวัดสระแก้วในการเขา้ มามีส่วนรว่ มใน
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรม ไดแ้ ก่
1. กรมโยธาธิการจังหวัดสระแก้ว (จัดสรรงบประมาณ สนับสนุน จานวน 31 ล้านบาท ในการ
ดาเนินการปรับปรงุ ภูมทิ ศั น์ สรา้ งสถานทีท่ อ่ งเทยี่ ว ท่าเรือ ร้านค้า ที่จอดรถ ฯลฯ)
2. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระแก้ว สนับสนุนเสื้อชูชีพ สาหรับนักท่องเที่ยวในการ
ลอ่ งแพชมธรรมชาติคลองห้วยใหญ่ กาจัดผักตบชวา
3. สถาบนั พัฒนาองคก์ รชุมชน (องคก์ ารมหาชน) จดั การประชุม ที่ปรกึ ษา
4. การทอ่ งเที่ยวจงั หวัดสระแกว้ ให้ความรู้ พาไปศกึ ษาดงู าน หาแนวทางพฒั นาแหลง่ ท่องเทีย่ ว
298 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) บญุ อนันต์ บญุ สนธิ์
5. วทิ ยาลัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว เปน็ ที่ปรกึ ษาของชุมชน
6. องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลหนองบอน อานวยความสะดวกทุกอยา่ ง
7. เทศบาลเมอื งสระแก้ว
8. องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดสระแก้ว สนับสนนุ อปุ กรณ์ในการกาจดั ผักตบชวา
9. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ จงั หวดั สระแก้ว ร่วมปรบั ภมู ทิ ัศน์
10.พัฒนากรอาเภอเมอื งสระแก้ว สนับสนุนงบประมาณพฒั นาแหง่ นา้
แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม การจัดการเส้นทางท่องเทีย่ วของตาบลหนองบอน ยังเปน็ ท่ที อ่ งเทยี่ วแห่งใหม่ ท่ยี ัง
ไม่เปน็ ท่ีรู้จักของนักท่องเท่ยี ว ยังขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ถงึ กระนน้ั ก็ตาม มีขอ้ น่าคิดว่า ในปัจจุบัน
ความที่ยังไม่พร้อมท้ังด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์ สถานที่ เพราะยังอยู่ในระหว่างดาเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์
บริเวณทางเข้า ตลาด ท่ีจอดแพ และฝายน้าล้น รวมถึงยังไม่มีการวางแผนการดาเนินงานท่ีชัดเจนหากมี
นักท่องเทีย่ วมาแล้ว จะกินอะไร ซ้อื อะไร พักท่ไี หน ความปลอดภัยของนักท่องเทย่ี วเป็นอย่างไร ฯลฯ
สรปุ
จากการศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบปัญหา/
อุปสรรค หลายประการ เพื่อเป็นข้อมูลให้หน่วยงานตา่ งๆ ท่ีเก่ียวข้องเข้ามาร่วมกันดาเนินการแก้ไขปัญหาของ
ชุมชน เพราะจากการลงพ้ืนที่ศึกษาความต้องการ ความพร้อมของชุมชน นักวิจัยพบว่า ชุมชน คณะกรรมการ
ชุมชนฝากความหวังกับหน่วยงานต่าง เป็นความต้องการของชาวตาบลหนองบอนอย่างแท้จริงท่ีจะยกระดับ
คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน เป็นการจัดกิจกรรมเสริมรายได้อีกทางหน่ึง ซ่ึงหากโครงการดังกล่าวชอง
ชาวบ้านประสบความสาเร็จ อาจจะไม่ได้เป็นแค่อาชีพเสริม อาจเป็นอาชีพหลัก หรือบางคนได้มีอาชีพใหม่ มี
รายไดม้ ากขึ้น สง่ ผลให้ชมุ ชนมีเศรษฐกิจดีขึ้นได้ และจดุ หมายปลายทางคือการพัฒนาจติ สานึกของชุมชนตาบล
หนองบอนในการจัดการท่องเท่ียวแบบยั่งยืน ซ่ึงหมายถึงการสร้างความรู้สึกห่วงแหนต่อทรัพยากรทางการ
ทอ่ งเทีย่ วในพ้ืนทข่ี องตนเอง
โดยสรุปในการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวของชุชนอย่างย่ังยืนน้ันต้อง คานึงถึงผลประโยชน์ท่ีจะ
ตามมา หลงั จากการพัฒนาการทอ่ งเท่ียว ซึ่งการจดั การทอ่ งเท่ียวจะประสบความสาเร็จและมคี ุณภาพได้น้ัน ต้อง
มีองค์ประกอบท่ีเออ้ื ตอ่ การจัดการการท่องเท่ียว ท้งั การพฒั นาทรัพยากรการท่องเท่ียวท่ี จะช่วยสร้างความย่ังยืน
ให้กับการท่องเท่ียว การพัฒนาสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเท่ียวเพ่ือสร้างความย่ังยืนและความสมดุลระหว่าง
สงิ่ แวดล้อมกับการพัฒนา การจัดการการพัฒนาธรุ กิจการท่องเที่ยวท่ีต้องควบคไู่ ปกบั การ รับผดิ ชอบต่อสังคม
ต่อพ้ืนท่ี เพื่อสร้างความยั่งยนื ใหก้ ับการท่องเท่ียว การพัฒนาการตลาดและการจัดการทอ่ งเที่ยวท่ี ส่งเสริมการ
ท่องเท่ียวให้เป็นท่ีน่าสนใจแต่ในขนาดเดียวกันต้องสร้างความยั้งยืนแก่ชุมชน การพัฒนาการมีส่วน ร่วมในการ
จัดการชุมชนท้องถิ่นอย่างย่ังยืน ท่ีเน้นการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนเพ่ือการพัฒนาการ ท่องเที่ยวอย่าง
ย่ังยืน และการพัฒนาจิตสานึกในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวท่ีเน้นการสร้างจิตสานึกของคนใน ชุมชนในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว โดยท้ังหมดท่ีกล่าวมาจะเห็นได้ว่าการพัฒนาที่ดีควรมีการ จัดการท่ีเป็น
ระบบและมีความชัดเจนต่อผลกระทบและผลพลอยได้ท่ีจะตามมาเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อการ ท่องเท่ียวให้
เกิดผลประโยชนแ์ ละมีคณุ ภาพ
การอภปิ รายผล
1. ด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานของรัฐจะต้องพัฒนาโครงสร้างพ้นื ฐานและบริการการท่องเท่ียวโดยไม่
ส่งผลกระทบต่อทรพั ยากรการท่องเทยี่ วและส่ิงแวดล้อม จะตอ้ งมกี ารพฒั นาปรับปรุงพ้ืนท่ีแหลง่ ทอ่ งเที่ยวทาให้
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 299
เกิดความสวยงาม โดดเด่น ปลอดภัยสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริงปรับปรุงเส้นทาง
คมนาคมเขา้ สแู่ หล่งท่องเทีย่ ว เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การบรกิ ารทพี่ กั การบริการอาหารจัดต้ังศนู ยป์ ระสานงาน
การใหบ้ ริการแกน่ ักทอ่ งเท่ยี ว เพอื่ ใหข้ อ้ มูลดา้ นแหลง่ ท่องเที่ยว กจิ กรรมการท่องเทย่ี วผา่ นทางเวบ็ ไซต์ ตลอดจน
ขยายช่องทางการจาหน่ายสินค้าหนึ่งตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ให้มากขึ้น สอดคล้องกับ Thumpanit
(2008) ไดศ้ กึ ษาแนวทางการพฒั นาการท่องเที่ยวเชิงนเิ วศ กรณีศึกษาอทุ ยานแห่งชาตภิ ูผายล จงั หวดั สกลนคร
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการส่งเสริมการตลาดและการนาเที่ยว
ดา้ นการพฒั นาโครงสร้างพืน้ ฐานและการบริการดา้ นการส่งเสริมการลงทุน อย่ใู นระดับสูง
2. ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่า ประชาชนในชุมชนให้ความร่วมมือ ร่วมปฏิบัติ และ
รับทราบแผนการดาเนินงาน กิจกรรมตา่ งๆ ของกลุ่มล่องแพเพื่อการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คลองห้วยใหญ่ เป็นอย่างดีให้ความร่วมมือ ดาเนินงานช่วยเหลือและสนับสนุนใ นทุกๆ ด้าน โดยมีการจัดตั้ง
กองทุนกลุ่มล่องแพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม คลองห้วยใหญ่ และออกระเบียบ
ข้อบังคับกองทุนฯ ซึ่งสมาชิกจะถือหุ้นละ 100 บาท ได้ไม่เกินคนละ 100 หุ้น ซึ่งจากการสังเกตการณ์และเข้า
รว่ มกจิ กรรมการลอ่ งแพของนักวิจยั พบวา่ ประชาชนใหค้ วามร่วมมือเปน็ อย่างดี ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ Thaveephon
(2003) ได้ศึกษาการจดั การการท่องเที่ยวเชงิ นิเวศในชุมชนป่าเมีย่ ง กรณศี กึ ษา บ้านแมก่ าปอง ตาบลห้วยแก้วก่ิง
อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีการปรับตัวเพ่ือแก้ไขปัญหาความไม่ยั่งยืนทั้งด้ าน
เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการจัดการทอ่ งเทีย่ วแบบชุมชนมสี ่วนร่วมเพ่ือสร้างรายไดเ้ สรมิ สรา้ งความ
เขม้ แขง็ แกช่ ุมชน ปกปอ้ งรักษาธรรมชาติและวัฒนธรรม ทั้งยงั สามารถเป็นรูปแบบการบริการการท่องเทยี่ วและ
เป็นทางเลอื กในการพฒั นาแก่ชมุ ชนอื่น ๆ ตอ่ ไป
3. ด้านส่ิงแวดล้อม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมควบคู่ไปกับการ
พัฒนาอย่างยั่งยืนน้ัน ควรให้ความรู้ ปลูกฝังแก่ประชาชนในท้องถิ่น และผู้ประกอบการเก่ียวกับการจัดการ
ท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมเก่ียวกับผลเสีย ผลกระทบให้เห็นความสาคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว ควรมีการจัดทาป้ายประชาสัมพันธ์ เอกสารแผ่นพับ ให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่ง
ท่องเท่ียว กาหนดมาตรการกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากกิจกรรมการท่องเท่ียว
ตลอดจนเน้นการทางานอย่างมสี ่วนร่วมท้ังกบั ชมุ ชนและหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องในการช่วยกันอนรุ ักษ์ทรัพยากรป่า
ไม้และสัตว์ป่า สอดคล้องกับ Kamukarn (2010) ได้ศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของตาบล
ป่ากอ อาเภอเมือง จังหวัดพังงา ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการจัดการ คือ การรวมตัวของชุมชนเพื่อปกป้อง
พื้นที่ป่าสาธารณะ ด้านการจัดการส่ิงแวดล้อมและการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ด้านกิจกรรมการท่องเท่ียวและ
กระบวนการ แนวทางการพฒั นาคอื การสร้างกิจกรรมการทอ่ งเท่ียว แนวทางการพฒั นาคือ การสง่ เสรมิ และเปิด
โอกาสใหป้ ระชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกจิ กรรมการท่องเที่ยวเชิงนเิ วศอย่างถกู และตลอดกระบวนการ
ข้อเสนอแนะ
1. หนว่ ยงานของรฐั และผทู้ ่ีเก่ยี วข้องควรมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการบริการการท่องเท่ียว
ได้แก่ เส้นทางคมนาคมเข้าสู่แหล่งท่องเท่ียว เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การบริการที่พัก การบริการอาหารและ
เคร่ืองด่ืม พัฒนาปรับปรงพ้ืนที่แหล่งท่องเท่ียวใหส้ ามารถรองรบั นักท่องเท่ียวได้เต็มขีดความสามารถของพน้ื ท่ี
โดยตอ้ งทาใหเ้ กดิ ความสวยงาม โดดเดน่ ปลอดภัย สามารถดึงดูดใหน้ ักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริง โดย
ไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรการทอ่ งเทีย่ วและสิง่ แวดล้อม
300 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) บญุ อนันต์ บญุ สนธ์ิ
2. ให้ความรู้และจัดอบรมแก่ประชาชนในท้องถิ่นและผู้ประกอบการเก่ียวกับการจัดการท่องเที่ยว
เชิงวฒั นธรรมใหเ้ ห็นสาคัญของการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม โดยกาหนดมาตรการเพือ่ ป้องกัน
และลดผลกระทบจากกิจกรรมท่องเที่ยวหรือการดาเนินชีวิตในประจาวันเร่ืองของขยะ ความสกปรก เสียงดัง
รบกวนพืชและสัตว์ การทาลายเหยยี บยา่ ต้นไมห้ รือการตดั ไม้ทาลายป่า และป้องกันไฟไหม้ป่า โดยกาหนดเป็น
กฎระเบียบขอ้ บงั คับใหน้ ักท่องเที่ยวและผทู้ ่ีมสี ่วนเก่ียวข้อง ประชาชนคนในพนื้ ท่ีปฏิบตั ิอย่างเคร่งครัด
3. หน่วยงานของรัฐควรขยายช่องทางการจาหน่ายสินค้าหน่ึงตาบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ (OTOP) และ
ของที่ระลึกให้มากขึ้นทุกรูปแบบ เพื่อเพ่ิมโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภค เช่น จาหน่ายสินค้าให้แก่
นกั ทอ่ งเท่ยี ว โดยประสานงานกับรสี อร์ทและสถานท่พี ักในแหล่งท่องเท่ียวท่ีเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพ่ือวาง
จาหน่ายผลิตภัณฑ์ การตั้งศูนย์จาหน่ายสินค้าหน่ึงตาบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในอาเภอหรือเน้นในช่วง
เทศกาล เพ่อื ใหป้ ระชาชนในอาเภออมุ้ ผางมรี ายไดก้ ระจายอย่างทั่วถึง
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจยั คร้ังตอ่ ไป
ควรศกึ ษาแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางการ
พฒั นาศักยภาพของแหลง่ ท่องเทีย่ วให้ตรงกับความตรงการและความพง่ึ พอใจของนกั ท่องเท่ยี ว
เอกสารอ้างอิง
จอมขวัญ ลอยศักดิ์วงษ์ (2550): แนวทางการพัฒนาการทอ่ งเท่ียวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อาเภอแมส่ อด
จังหวัดตาก. วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกาแพงเพชร.
ฉัตรไชย รตั นไชย (2553): การประเมินผลกระทบส่ิงแวดลอ้ ม. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ฉลองศรี พิมลสมพงศ์ (2550): การวางแผนและพัฒนาตลาดการท่องเท่ียว กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
ชนินทร์ แสงต่าย (2550): การศึกษาเพ่ือพัฒนาการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืนโดยชุมชนมีส่วนร่วม กรณีศึกษา
หมู่บ้านห้วยผ้ึง ตาบลห้วยผา อาเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน วิทยานิพนธ์ปริญญาโท
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
ดรรชนี เอมพันธ์ (2550): การพัฒนาการท่องเท่ียวโดยชุมชนและการจัดกิจกรรมโฮมสเตย์ ปีท่ีพิมพ์ 2550
ศนู ย์บรรณสารและสือ่ สารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีสรุ นารี
ณรงค์ วารีชล (2551): การมีส่วนร่วมของกรรมการชุมชนในการพัฒนาเทศบาลสู่เมืองน่าอยู่ กรณีศึกษา
เทศบาลตาบลบางพระ ปัญหาพิเศษรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารทั่วไป
วทิ ยาลัยการบรหิ ารรัฐกจิ มหาวิทยาลัยบรู พา.
ไตรรัตน์ สุนทรประภสั สร์ (2543): อ้างถึงในสุจิตราภา พันธ์วิไล และคณะ 2550 ศักยภาพและความตอ้ งการ
ในการวางแผนและจัดการทอ่ งเท่ยี วของชุมชนในจังหวัดเชียงราย โครงการวิจัยเพ่ือพัฒนาการ
ท่องเท่ียวเชิงพ้ืนที่อย่างย่ังยืนสานักงานการพัฒนาและจัดการท่องเท่ียวเชิงพื้นท่ีอย่างย่ังยืน
สานกั งานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ัย 2550.
ถวิลวดี บุรีกุล (2552): การมีส่วนร่วม : แนวคดิ ทฤษฎีและกระบวนการ / ถวิลวดี บุรีกุล นนทบุรี : สถาบัน
พระปกเกลา้ 2552 พิมพ์ครง้ั ท่ี 5
นิศา ชัชกุล (2550): อุตสาหกรรมการทอ่ งเทยี่ ว กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 (2550
:43)
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 301
บุญเลิศ จิตต้ังวัฒนา (2551): พฤติกรรมการท่องเที่ยว พิมพ์ครั้งท่ี 2 กรุงเทพ:ธรรมสาร2551 ศูนย์บรรณสาร
และสือ่ การศกึ ษา
ประกอบศริ ิ ภกั ดีพนิ จิ (2551): การพฒั นาการทอ่ งเท่ยี วอย่างยง่ั ยนื กรณีศึกษาการทอ่ งเท่ยี วทางนา้ ชุมชนริม
คลองเขตตลง่ิ ชัน กรงุ เทพมหานคร ศิลปะศาสตรม์ หาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
พิมพร์ ะวี โรจนร์ ุ่งรตั น์ (2553): การท่องเทย่ี วชุมชน พิมพ์ครง้ั ที่ 1 กรุงเทพมหานคร: โอเอส พรน้ิ ต้ิง
วริศรา บุญสมเกียติ (2554): แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม ปีท่ีพิมพ์ 2554 มหาลัยธุรกิจ
บณั ฑิตย์
สุนันต์ เสาโสภณ (2554): การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในการพัฒนาชุมชน:กรณีศึกษาเทศบาล
เมืองเบตง อาเภอเบตง จังหวดั ยะลา ภาคนพิ นธค์ ณะพฒั นาสังคมและส่งิ แวดล้อม สถาบันบัณฑิต
พฒั นาบรหิ ารศาสตร์
สิริพัฒน์ ลาภจิตร (2550): ปัจจัยทีส่งผลต่อการตัดสินในมีส่วนร่วมของประชาชนในการ สนับสนุนการ
บรหิ ารงานขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลอาเภอวารินชาราบ จังหวดั อุบลราชธานี.วิทยานิพนธ์
รป.ม. (รฐั ประศาสนศาสตร)์ กรงุ เทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
อุทัยวรรณ ลิมปชยากร 2551 การบริหารจัดการการท่องเท่ียว ศึกษาเฉพาะกรณี บึงบอระเพ็ด จังหวัด
นครสวรรค์ สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ 2551
อาภาวดี ทบั สริ ักษ์ (2555): การพฒั นาศักยภาพการจัดการการท่องเทีย่ วเชงิ วัฒนธรรมของชาวญัฮกรุ อาเภอ
เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ การศึกษาอสิระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
พ.ศ. 2555
Kamukarn ( 2 0 1 0 ) . Guidelines For Eco-tourism Manament of Pakor Sub-district, Mueang
District, Phang Nga. (Master’s thesis). Khonkaen University, Khonkaen. (in Thai)
Thumpanit A. ( 2 0 0 8 ) . Guidelines for Eco-tourism Development : A case Study of Phu
Phayyon National Part, Sakpn. (Master’s thesis). Naresuan University, Phitsanuulok.
(In Thai)
Thaveephon (2003). Ecotouris Management in Tea Forest Community : A case Study of Ban
Mae Kampong, Tambon Huai King, Amphoe mae On, Chiang Mai (Master’s thesis).
Chiang Mai University. Chiang Mai. (in Thai)
302 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
การพฒั นาโปรแกรมฝกึ การโค้ชตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
เพอ่ื ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน สาหรบั นกั ศึกษาฝึกประสบการณว์ ิชาชีพครู
วไิ ล ทองแผ่1*
Received : March 19, 2019
Revised : April 6, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคัดย่อ
การวิจยั ครงั้ นีม้ ีวัตถุประสงคเ์ พื่อพฒั นาโปรแกรมการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศึกษาและศึกษา
ผลของโปรแกรมที่มตี ่อการเปล่ียนแปลงของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วชิ าชพี ครู กลุ่มตวั อย่างเป็นนักศึกษาใน
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2560 มหาวิทยาลยั ราชภัฏเทพสตรี จานวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ
กลุ่ม เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา 2)
แบบสอบถามนกั ศึกษา 3) แบบสัมภาษณ์ผูม้ ีส่วนเกย่ี วข้อง 4) แบบประเมินทักษะการจดั การเรียนรู้
5) แบบรายงานการเปลี่ยนแปลงตนเอง 6) แนวทางการสนทนาเพอื่ สะทอ้ นการฝึก การวิเคราะห์ขอ้ มูลใช้ ความถ่ี
ร้อยละ คะแนนเฉลย่ี สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวเิ คราะห์เนอื้ หา ผลการวิจัยพบว่า
1. โปรแกรมประกอบดว้ ย หลกั การและเหตุผล วัตถุประสงค์ วธิ กี ารใช้และขั้นตอนการฝึกท่ีมเี นื้อหา
ประกอบด้วย การเรียนรู้ดว้ ยใจทีใ่ คร่ครวญ การโค้ช การออกแบบการสอน และฝกึ สอนในโรงเรยี น 3 เดอื น และ
มีการแลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ะหว่างฝกึ สอน
2. ผลการใช้โปรแกรมพบว่า 1) ทักษะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลังฝึกตามโปรแกรมสูงกว่า
ก่อนฝึกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงท้ังด้านการสอนและการพัฒนา
ตนเอง 3) นักเรียนมีความสนใจ และมีความสุขในการเรียน 4) นักศึกษามีความเห็นว่าการฝึกตามโปรแกรม
สามารถนาไปใช้ในการทางานและในชีวติ ประจาวนั ได้
คาสาคญั : โปรแกรมฝึก การโค้ชตนเอง จิตตปัญญาศกึ ษา
1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเทพสตรี
*ผนู้ ิพนธห์ ลกั e-mail: [email protected]
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 303
A DEVELOPMENT OF SELF COACHING ON CONTEMPLATIVE EDUCATION TRAINING
PROGRAM FOR INSTRUCTIONAL CHANG OF STUDENTS INTERN ON TEACHING PROFESSION.
Wilai Tongphae1*
Abstract
The purposes of this research were to develop and study effect of Self Coaching on
Contemplative education training Program. The sample, chosen by cluster random sampling,
consisted of 34 students during the second semester of the academic year 2017. The research
instruments were: 1) a self coaching on contemplative education training program 2) a
questionnaire for students 3) an interview form for participants 4) instruction skill test 5) a Self-
transformation report 6) guidelines for after action review. Data were analyzed in tern of
frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test and content analysis. Findings revealed
that
1. The components program had rationale, objectives, and program management and
training phases. The training activities focused on contemplation, coaching lesson plan designs
and teach in school for three months, during the training, they had opportunities to consult
their trainers.
2. The program implementation revealed that: 1) The instruction skill of students
after the training program was significantly higher than that before the training (P<.01); 2) Their
transformation had teaching and self-development 3) The learner had interest, happy and fast
learning. 4) The student thought the program could be used for job and daily life.
Keyword : Training Program, Self Coaching, Contemplative
1 Assistant Professor, Education Faculty Thepsatri Rajaphat University.
*Corresponding author, e-mail:[email protected]
304 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วิไล ทองแผ่
บทนา
ครูเป็นบุคคลท่ีสาคัญของโลกเพราะเป็นบุคคลท่ีสร้างคน สร้างคนดีให้แผ่นดิน สร้างปัญญา ขจัด
ความโง่เขลา ความมืดบอดในใจของลูกศิษย์ จากคดีท่ีโด่งดัง “นางสาวเปร้ียว : สวยมือสังหาร : “ฆ่าห่ันศพ”
หรือคดี “สามเณรปล้ืม” สังคมถามหาผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะระบบการศกึ ษาว่าผลิตคนออกมาไม่มีคุณภาพ ที่
สาคญั คือครูเป็นบคุ คลสาคญั ทถ่ี ูกเปน็ จาเลยทุกคร้งั เมอื่ มองยอ้ นไปที่ต้นทางของการเข้าสู่อาชพี ครู คือระบบการ
ผลิตครูระบบที่มคี ณุ ภาพต้องไมเ่ พยี งสร้างคนเข้าสู่อาชพี ครแู ต่ต้องสร้างคนเพื่อมหี ัวใจความเปน็ ครู มคี ณุ ลกั ษณะ
ความเป็นครหู รือจิตวิญญาณทีจ่ ะเห็นครู และมีทักษะการสอนสาหรับนกั เรยี นในศตวรรษที่ 21 ไดด้ ้วย
การจัดการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต เป็นหลักสูตรผลิตครูใช้เวลาเรียน 5 ปี โดยปีท่ี 5
นักศึกษาจะตอ้ งฝกึ ประสบการณว์ ิชาชพี ครูอย่างเตม็ รูป เพ่อื ให้นกั ศกึ ษามีประสบการณจ์ รงิ เก่ยี วกบั งานในหน้าที่
ครู ทัง้ งานธุรการ งานสอน งานโครงการต่าง ๆ ในโรงเรยี น เพ่อื เตรียมเขา้ สู่ครูมืออาชีพท่ีจะเป็นครดู ้วยใจรัก มี
ความรู้ ความสามารถ และมีความพร้อมทุกด้านที่จะเป็นครู วางตัวดี ดารงชีวิตอยา่ งมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และ
จรรยาบรรณวิชาชีพ ปฏบิ ตั ิหน้าทด่ี ว้ ยจติ วิญญาณความเป็นครูในการอบรมสงั่ สอน ดแู ล เอาใจใสล่ ูกศิษย์อย่าง
สุดความสามารถโดยไม่รู้จักเหน็ดเหน่ือย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลจากการสัมมนานักศึกษาฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครู ซ่งึ ไปฝกึ สอนในจังหวัดลพบุรี จงั หวัดสิงหบ์ รุ ี และจังหวัดสระบรุ ี จานวน 425 คน ตามหลักสูตรครุศา
สตรบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ท่ีออกไปฝกึ สอนในภาคเรยี นท่ี 1/2560 เกย่ี วกับประสบการณท์ ไี่ ด้รับ
และปัญหาอุปสรรคในการฝึกสอน พบว่า นักศึกษามีความกังวลใจหลายเร่ือง เช่น ขาดความม่ันใจในการสอน
และการไมพ่ รอ้ มในการอบรมแนะนาท่ีนอกเหนือจากเน้ือหาการเรยี น นกั เรยี นยงั ไม่คอ่ ยเกรงใจ นกั เรียนไม่ค่อย
เชื่อฟัง ไม่ยอมรับนักศึกษาฝึกสอน เข้ากับนักเรียนบางกลมุ่ ไม่ได้ ไม่สามารถควบคุมชั้นเรยี นได้ นักเรียนไม่เห็น
ความสาคัญของเรื่องทสี่ อน นกั เรยี นไมอ่ ยากเรียน ยังไม่สามารถหาวิธีจัดการกับความก้าวร้าวของนกั เรยี นได้ ซ่ึง
ในท่ีประชุมได้มีการแนะนาให้นักศึกษาลองกลับไปทบทวนหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อนแล้วจะมีอาจารย์
นิเทศก์ ออกไปแนะนาติดตามอีกครั้ง (ข้อมูล ณ วันท่ี 24 มถิ นุ ายน 2560)
การแก้ปัญหาด้วยตนเองเป็นจุดเริ่มต้นที่สาคัญคือการกลับมาพิจารณาถึงทางออกจากวิกฤตใน
ระดบั พื้นฐานของการเป็นมนุษย์คือการกลับมา “มองดา้ นในจติ ใจของตน” หรือการพัฒนาจิตให้มองเห็นส่ิงต่าง
ๆ ตามความเป็นจริง โดยหลกั การทีส่ าคญั คอื การเปลย่ี นแปลงตนเอง ซึ่งบุคคลจะเปล่ยี นแปลงตนเองได้ต้องรู้จัก
ตนเอง ต้องเหน็ คุณค่าในตนเองก่อน คนท่รี ู้จักตนเองดที ่ีสดุ คอื ตัวเราเอง การโคช้ เป็นวธิ ีการหน่ึงที่จะช่วยให้รู้จัก
และแก้ปัญหาตนเอง การโค้ชตัวเองเป็นทักษะท่ีจาเป็นของชีวิต ดังท่ี นภัส มรรคดวงแก้ว (2557) ได้กล่าวว่า
การโค้ช เปน็ การถามเพอ่ื ให้เขาคดิ ออกด้วยตัวเอง ใหเ้ ขาแก้ปัญหาดว้ ยตัวเองเปน็ การดึงศักยภาพของบุคคลมาใช้
อย่างเตม็ ทโี่ ดยเฉพาะ ซึ่งการโคช้ เพือ่ รู้จักตนเองเป็นเร่ืองท่ีจาเป็นมาก เพราะเราร้จู กั ตวั เราดีทีส่ ุด การโค้ชตัวเอง
จะทาให้เราชนะข้อจากดั สรา้ งการเปลยี่ นแปลง มีทัศนคตเิ ชงิ บวกต่อปัญหาและอปุ สรรคด้วยวิธีการสร้างความ
กล้าหาญ ขจัดความหวาดกลัว จะทาให้เราสามารถบริหารจัดการและสร้างความสาเร็จในตวั เองได้ และปกรณ์
วงศ์รัตนพบิ ูลย์ กล่าวถงึ การโค้ชตนเองไว้ว่า การโค้ชเปน็ การดึงศักยภาพของตัวเองออกมาด้วยตัวเอง การโค้ช
ชีวติ ตัวเองเปน็ สิ่งที่มปี ระโยชน์ตอ่ ตวั เองเป็นอย่างมาก โดยมุง่ เน้นท่กี ารค้นหาทางออกของปัญหา มากกวา่ กังวล
กับปัญหาทีเ่ กิดข้นึ และก้าวข้ามอุปสรรคของการเปลีย่ นแปลง เชน่ ความกังวล ความกลวั ความเครียด ความคิด
ลบ เป็นต้น ก็จะทาให้เราบรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ได้ ซ่ึงการโค้ชชีวิตตัวเองเป็นเทคนิคและ
กระบวนการทใ่ี ชใ้ นการจดั การกับชีวิตของตัวเองดว้ ยแนวทางและ Style ของตวั เอง เพื่อใหต้ วั เองสามารถบรรลุ
เป้าหมายและพิชิตความสาเร็จ โดยการฝึกฝนแนวความคิดของตัวเองจนกลายเป็นธรรมชาติ (พฤติกรรมใหม่)
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 305
ของตัวเอง ซึ่งสามารถถ่ายทอด หลักการ เทคนิค แนวคิด และกระบวนการนี้ให้กับผู้อื่นนาไปพัฒนา
ต่อไปได้ (www.entraining.net/in_house_coach_yourself,php)
จิตตปัญญาศึกษาเป็นการศึกษาทาให้ผู้เรียนเข้าใจด้านในเร่ิมท่ีหัวใจไม่ใช่หัวคิด เพราะหัวใจน้ันมี
อารมณ์ ความรู้สึก และมีตัวรู้ที่เรียกว่าสติ ซึ่งสุมน อมรวิวัฒน์ (2549) ได้กล่าวถึงจิตตปัญญาศึกษาไว้ว่าเป็น
การศึกษาที่น้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญและค้นหาความจริงของสรรพส่ิงท่ีเป็นการเรียนรูท้ ี่สร้างกระบวนทัศนใ์ หม่
เน้นการปลูกฝังความตระหนักรู้ ความเมตตา จิตสานึกต่อส่วนรวม การนาปรัชญาแนวพุทธมาพัฒนาจิตและฝึก
ปฏบิ ัตจิ นผเู้ รียนเกิดปัญญา สามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยกุ ต์ใช้ในชีวติ และประเวศ วะสี (2555) ไดก้ ล่าว
ไว้ว่า จิตตปัญญาศึกษา หรือ Contemplative Education หมายถึง การศึกษาที่ทาให้เข้าใจด้านในของตัวเอง
ร้ตู ัว เขา้ ถึงความจรงิ ทาให้เปลีย่ นมุมมองเกยี่ วกับโลกและผู้อื่น เกดิ ความเป็นอิสระ ความสุข ปญั ญาและความ
รกั อนั ไพศาลตอ่ เพอ่ื นมนุษย์และสรรพสิง่ หรอื อีกนยั หน่งึ เกิดความเป็นมนุษยท์ ี่สมบูรณ์ ซ่ึงเป็นการเรียนรู้ภายใน
เพอื่ ใหเ้ กดิ ความสมบูรณ์และพฒั นาอย่างแทจ้ รงิ
จากผลการวิจัยของ วิไล ทองแผ่ (2557) ท่ีได้ศึกษาผลการจัดการเรียนร้ตู ามแนวจิตตปัญญาท่มี ตี ่อ
การเปลี่ยนแปลงตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย รายวิชา การพัฒนาหลักสูตร และ วิมลมาลย์ ศรีรงุ่ เรอื ง
(2556) ท่ีได้ศกึ ษาผลของนวตั กรรมจติ ตปัญญาตอ่ การพฒั นานกั ศกึ ษาเทคนิคการแพทยใ์ นศตวรรษที่ 21 และ
วไิ ล ทองแผ่ (2559) ที่ไดศ้ ึกษาการประยุกต์ใช้กระบวนการโค้ช โครงงานฐานวิจยั บนฐานจติ ตปญั ญาศึกษาเพื่อ
พฒั นาคุณลักษณะตามเป็นครูและทักษะการสอน และทรงศรี ต่นุ ทอง และคนอนื่ ๆ (2558) ที่ได้ศึกษาวิจัย
และพัฒนากระบวนการพฒั นาครูด้วยระบบหนุนนาต่อเนื่องท่ี ส่งเสริมทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของนกั เรียนใน
จงั หวัดลพบรุ ี ซึง่ จากผลการวิจยั ดังกล่าวยืนยันวา่ การนากระบวนการโค้ชและกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาฝึก
ร่วมกนั สามารถปรับการเรยี นเปล่ียนการสอนของนักศึกษาฝึกสอนและครปู ระจาการได้จริง โดยจติ ตปญั ญาศึกษามี
การนาเอาการฝึกสติ ฝึกสมาธิ มาเป็นเครือ่ งมือ ในการเรียน ในการทางานในชีวิตประจาวัน ทาให้คน้ พบโลกใน
ด้านของตนเอง ทาให้รู้จักทบทวนตัวเอง มีความเชื่อม่ันตนเอง ควบคุมอารมณ์ได้ จิตใจอ่อนโยน มีความสงบสุขและ
เมตตาตัวเองมากขึ้น สว่ นกระบวนการโค้ชมีการต้ังคาถาม การให้ขอ้ มูลย้อนกลับ การใหก้ าลังใจ มกี ารรับฟังอย่างเปิด
ใจ ทาใหม้ โี อกาสไดใ้ ชค้ วามคิดใคร่ครวญ หาคาตอบ/แนวทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ผู้วจิ ยั จงึ สนใจที่จะทดลองนาวิธีการดงั กลา่ วมาปรับใช้กบั นักศึกษาที่กาลังฝกึ ประสบการณว์ ิชาชีพครู
โดยทาในลักษณะเป็นโปรแกรมฝึก ซง่ึ โปรแกรมการฝึกมีลักษณะเป็นชดุ ของคาส่ังท่ีออกแบบให้ ผปู้ ฏิบตั ิกระทา
ตามกิจกรรมที่กาหนดไว้เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการฝึก ผู้วิจัยในฐานอาจารย์ ผู้นิเทศนักศึกษาฝึก
ประสบการณ์วิชาชพี ครู จึงหาวิธีที่จะให้นักศึกษาปรบั พฤตกิ รรม การสอนโดยฝึกปฏบิ ัตกิ ารสอนพร้อมกับ
ฝึกปฏบิ ัติการ (Practicum) ภาคสนามกบั การพบตนเอง เหน็ คณุ ค่าของตัวเอง เรยี นร้ตู นเองในมติ ิของจติ วิญญาณ
จนสามารถดึงศักยภาพของตัวเองค้นหาเทคนิคและกระบวนการโค้ชเพื่อจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับ
ตวั เองได้
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือพัฒนาโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา เพื่อปรับการเรยี นเปลี่ยนการ
สอนสาหรับนกั ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครู
2. เพ่อื ศกึ ษาผลของโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา เพ่อื ปรับการเรียนเปล่ียน
การสอนสาหรบั นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ดงั นี้
306 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
2.1 เปรยี บเทยี บทักษะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครูระหว่างก่อน
และหลงั ใชโ้ ปรแกรมฝกึ การโคช้ ตนเองบนฐานจติ ตปัญญาศึกษา
2.2 ศึกษาผลการเปลยี่ นแปลงที่เกดิ ข้นึ กับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครภู ายหลงั ใช้โปรแกรมฝึก
โค้ชตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
2.3 ศกึ ษาผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนหลังการใช้โปรแกรมฝึกการโค้ชตนเอง
บนฐานจิตตปัญญาศกึ ษา
2.4 ศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูท่ีมีต่อ
โปรแกรมฝกึ โคช้ ตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศกึ ษา
วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ประชากร ได้แก่ นักศึกษาหลกั สตู รครุศาสตรบัณฑติ ชัน้ ปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2560
มหาวิทยาลัยราชภฏั เทพสตรี จานวน 9 สาขาวชิ า รวมทัง้ ส้ิน 425 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีท่ี 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตรี จานวน 1 สาขาวชิ า โดยการสุ่มแบบกลมุ่ (Cluster Random Sampling) ด้วยวธิ จี ับ
สลากสาขาวชิ าไดส้ าขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มีนักศกึ ษา จานวน 34 คน
2. วธิ ีดาเนินการวิจยั
การวิจัยน้แี บ่งเป็น 2 ข้นั ตอน
ข้ันตอนท่ี 1 การพัฒนาโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
ข้ันตอนท่ี 2 การศกึ ษาผลการใช้โปรแกรมฝกึ การโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศึกษา
ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจติ ตปัญญาศึกษา มวี ิธดี าเนินการดังนี้
1. ศึกษาทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ ง
จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้องกับการวิจัย ผู้วิจัยใช้แนวคิดการโค้ชตนเอง
ด้วยกระบวนการโค้ชรูปแบบ Reflective Coaching ตามแนวคิดของ นภัส มรรคดวงแก้ว (2557) ซ่ึง
รูปแบบการโคช้ ประกอบด้วย 1) หาจดุ สนใจ 2) คน้ หาความเป็นไปได้ 3) วางแผนสง่ิ ที่ทาได้ 4) ตัวข้าม
พน้ อุปสรรค และ 5) สรุปวา่ ไดอ้ ะไร สาหรับกระบวนการจติ ตปัญญาศึกษา ในการวิจยั คร้งั นม้ี กี ารฝึกกิจกรรม
ท่ีสร้างความสมดุลของฐานกาย ฐานใจ และฐานหัว ในรูปแบบที่หลากหลายในการสร้างพ้ืนที่ปลอดภัย
(Comfort Zone) มีการฝึกสติ สมาธิตลอดเพื่อการใคร่ครวญตนเองตามลาพังและการใช้เวลารว่ มกบั ผู้อ่ืนด้วย
การเรียนรู้ผู้อ่ืนเพ่ือย้อน กลับมามองตนเอง ตั้งคาถามว่ามีอะไรบ้างที่จาเป็นต้องเปล่ียนแปลงตนเอง/พัฒนา
ตนเองเพื่อเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ มีการจดบันทึกการเรียนรู้และมีการสื่อสารเชิงบวกกับตนเอง
(Positive Communication) โดยการใช้โปรแกรมจิต NLP (Neuro - Linguistic Program) เพื่อเปล่ียน
มุมมองและพรอ้ มท่จี ะทาอะไรทีแ่ ตกต่างเพ่ือนาไปสเู่ ปา้ หมายการจัดการเรียนรูท้ ตี่ ้องการซ่ึงแนวคิดดังกล่าวเขียน
เป็นภาพได้ดงั นี้
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 307
หลกั จิตตปัญญาศึกษา หลกั การโคช้ ตามแนว
เรยี นรดู้ ้วยใจที่ใครค่ รวญ Reflective Coaching
หลกั การเรียนรผู้ ่าน โปรแกรมการฝึกการโค้ชตนเอง หลกั การโปรแกรมจติ
ประสบการณ์และชุมชนวิชาชีพ บนฐานจติ ตปัญญาศึกษา (NLP)
แหง่ การเรยี นรู้ (PLC)
ตง้ั เป้าหมายการ - ฝกึ อบรมจติ ตปญั ญา แลกเปล่ียน การเปลยี่ นแปลง
เปลีย่ น - ฝึกโคช้ เรียนรูก้ บั ตนเอง
เพ่ือนๆ
แปลงการสอน สังเกต ทักษะการ
และ (PLC) จัดการเรยี นรู้
บันทกึ พฤติกรรม
นกั เรียน
เปลยี่ นอะไร นาไปใช้ท่โี รงเรียน
เปล่ยี นทาไม 3 เดือน
เปลยี่ นอย่างไร
ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
2. ศึกษาความคิดเห็นและเป็นไปได้และแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตต
ปัญญาศกึ ษา ดังนี้
2.1 สัมภาษณ์เชิงลึก (In-deep-interview) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จานวน 5 คน ประกอบด้วย
ผู้เชยี่ วชาญด้านหลักสูตร จานวน 1 คน ดา้ นจติ ตปัญญาศึกษาและการโคช้ 2 คน ด้านการนเิ ทศฝกึ ประสบการณ์
วิชาชีพ จานวน 2 คน สัมภาษณ์เก่ียวกับการออกแบบกิจกรรมในโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจติ ตปัญญา
ศึกษา
2.2 การสอบถาม (Questionnaire) สอบถามนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู หลกั สูตรครุศาสตร
บัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรท์ ั่วไป จานวน 34 คน เกยี่ วกับความคดิ เหน็ และความเป็นได้ในการนาโปรแกรมไปปฏบิ ตั ิ
ตามข้ันตอนของกิจกรรมท่ีกาหนดไว้ ว่าจะสามารถทาไดห้ รือไม่ มีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเก่ียวกับความ
เป็นไปไดอ้ ย่างไร
3. การสรา้ งโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา ดาเนินการดงั นี้
3.1 นาข้อมูลที่ได้จากการสอบถามและข้อมูลจากการศึกษาทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่
เก่ียวข้องมาจดั ทาโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศกึ ษา
308 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
3.2 นาโปรแกรมการฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปหาคุณภาพโดยให้
ผู้เชย่ี วชาญ จานวน 5 คน
3.3 ปรับปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ชยี่ วชาญ
3.4 จดั ทาโปรแกรมการฝกึ การโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปัญญาศกึ ษา
ข้ันตอนที่ 2 การศึกษาผลการใช้โปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศกึ ษา มีข้ันตอนการ
ดาเนินการ ดงั น้ี
1. การทดลองใช้โปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
ข้ันตอนการทดลองใช้ในงานวิจัยน้ีเป็นการศึกษาเชิงทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการ
ทดลอง (One-Group pretest- posttest design) มรี ายละเอียดดงั น้ี
1.1 การพิทักษส์ ิทธข์ิ องกลุ่มตัวอยา่ ง
ก่อนดาเนินการทดลองฝึกปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญา
ศึกษา ผู้วิจัยมีแนวของการพิทักษ์สิทธ์ของกลุ่มตัวอย่างโดยการจัดประชุมช้ีแจงข้ันตอนและรายละเอียดในการทาวจิ ยั
อธบิ ายวัตถปุ ระสงค์ และแนวทางการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล โดยอธิบายถึงประโยชน์ท่ีจะได้รับ และตอบข้อสงสยั ซักถาม
ปัญหาต่างๆ โดยกลุ่มตัวอย่างมีสิทธิในการปฏิเสธ หรือยกเลิก การเข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ตลอดเวลา โดยไม่มี
ผลกระทบต่อการเรียนในรายวิชาใดๆ การวิจยั ครั้งนี้จะคานึงถึงหลักวิชา และประโยชน์ ทก่ี ลุ่มตวั อยา่ งจะไดร้ บั ให้มาก
ทีส่ ุด กลุ่มตัวอย่างสามารถฝึกประสบการวิชาชพี ครตู ามแนวทางของคณะอยู่แล้ว ไมร่ บกวน ความเป็นส่วนตัว และ
การตอบแบบประเมิน หรอื ใหส้ มั ภาษณใ์ ด ๆ กลมุ่ ตัวอยา่ งมีสทิ ธ์ิจะปกปิดข้อมูล ในการนาเสนอจะนาเสนอข้อมูล
และเขียนรายงานการวิจัย ในภาพรวม ไม่ระบบชื่อ หรือเจาะจงผู้ใดโดยเฉพาะซ่ึงกลุม่ ตวั อย่างเขา้ ใจและยนิ ดใี ห้
เปิดเผยขอ้ มลู สว่ นตัวได้
1.2 ดาเนินการฝึกปฏบิ ัตติ ามโปรแกรม ดงั นี้
1.2.1 เข้ารบั การอบรมการฝึกตามโปรแกรมจากผู้วิจยั เพอ่ื ฝกึ ปฏบิ ตั ิในเรื่องต่างๆ ตามท่กี าหนด
ในโปรแกรม เชน่
1.2.1.1 ภาคทฤษฎี
- การเรยี นรูด้ ว้ ยใจที่ใครค่ รวญ
- การสะท้อนคิด “ครดู ีเราทาได้”
- สุนทรยี สนทนากบั กระบวนการโคช้
- ถอดบทเรยี นค้นหาเป้าหมาย
1.2.1.2 ภาคปฏิบตั ิ :
- การตงั้ เป้าหมาย การหาวธิ ีการ การบนั ทึกผล
- การตระหนกั รู้ กาย-ใจ ตนเอง
- ปฏบิ ตั กิ ารสอนตามท่อี อกแบบ
- การวจิ ารณต์ วั เองและการแก้ไข
ในข้ันน้ีนักศึกษาจะได้ทบทวนการจัดการเรียนรู้ของตนเองว่ามีปัญหา อุปสรรค
อะไร หรือจะทาอะไรให้การจัดการ เรียนรู้ดีขึ้นโดยกาหนดเป้าหมายท่ีจะพฒั นาตนเองเรอื่ งท่ีคาดว่าจะทาสาเร็จ
ภายใน 3 เดอื น
1.2.2 ฝึกปฏิบัติตามโปรแกรมทโ่ี รงเรยี น
1.2.3 พบเพ่อื น เพอ่ื แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ (PLC) เดือนละ 1 คร้งั
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 309
ระหวา่ งที่ฝึกปฏบิ ตั ิท่ีโรงเรยี นกลับมาพบอาจารย์/เพ่ือน เดือนละ 1 ครัง้ เพอ่ื ทบทวนการปฏิบัติ
สะทอ้ นผลการปฏิบัติ ซกั ถามข้อสงสยั แลกเปล่ยี นเรียนรู้ระหว่างเพือ่ นผปู้ ฏบิ ตั ิดว้ ยกัน
1.2.4 อาจารย์นเิ ทศ
ช่ืนชม ติดตาม สร้างแรงบันดาลใจ เยย่ี มเยียน ให้กาลังใจระหว่างฝึกปฏบิ ัตทิ โ่ี รงเรียน
อาจารย์นิเทศก์ ไปเยี่ยมเยยี นตามท่นี กั ศกึ ษารอ้ งขอ
2. ประเมินและปรบั ปรุงโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา
2.1 นักศกึ ษาประเมินตนเอง
2.1.1 ประเมินทกั ษะการจัดการเรียนร้ขู องนักศึกษากอ่ นการฝึก และหลังฝกึ ตามโปรแกรม
2.1.2 ประเมินการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ ของตัวเอง และของนักเรียนที่สอน พร้อมทั้งให้
ข้อคดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะ
2.2 การสะท้อนกระบวนการฝกึ ตามโปรแกรม (AAR : After Action Review)
ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ท่ีได้ปฏิบัติจากโปรแกรมการฝึกเก่ียวกับผลท่ีเกิดขน้ึ จาก
การปฏบิ ตั ิ ปัจจยั ความสาเร็จของผลการปฏบิ ตั ิ และขอ้ คิดเห็นต่อโปรแกรม
2.3 ปรับปรุงโปรแกรมฝกึ การโค้ชตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศึกษา
โดยนาขอ้ มลู จากผลการประเมินตนเองของนกั ศกึ ษาผลการสะทอ้ นกระบวนการฝึกมาเปน็
ขอ้ มลู ประกอบการปรับปรุงโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศกึ ษา
3. เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั ประกอบดว้ ย
3.1 แบบสัมภาษณผ์ ู้มีส่วนเก่ียวข้อง
3.2 แบบสอบถามนกั ศึกษาเกย่ี วกบั โปรแกรมฝกึ
3.3 โปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา
3.4 แบบประเมนิ ทักษะการจัดการเรียนรู้
3.5 แบบรายงานการเปลีย่ นแปลงตนเองของนักศกึ ษา
3.6 แนวทางการสนทนาเพ่อื สะท้อนการฝึกตามโปแกรม
4. การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ทั้งเชิงปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ ดงั น้ี
4.1 วิเคราะห์ความคิดเห็น และความเป็นไปได้ของโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตต
ปัญญาศึกษา จากการสมั ภาษณ์ผ้มู สี ่วนเกีย่ วข้อง โดยใชก้ ารวิเคราะหเ์ น้อื หา (Content analysis)
4.2 การวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการ ความคิดเหน็ และความเปน็ ไปได้ของโปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเอง
บนฐานจิตตปญั ญาศึกษา จากการตอบแบบสอบถามของนักศึกษา โดยใช้ความถ่ี รอ้ ยละ และการวิเคราะห์เนอ้ื หา
4.3 วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบทักษะการจัดการเรียนรู้จากนักศึกษา ระหว่างก่อน และหลังการใช้
โปรแกรมฝกึ การโค้ชตนเองบนฐานจติ ตปัญญาศกึ ษา โดยใชค้ ่าเฉลยี่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบที
(t-test dependent)
4.4 วิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดข้ึนกับนักศึกษาจากการประเมินตนเองหลังใช้โปรแกรม
ฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศกึ ษา โดยการวิเคราะห์เน้อื หา
4.5 วเิ คราะหผ์ ลการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมของนักเรยี น ภายหลังจากทีเ่ รียนจากนกั ศึกษา ท่ีฝึก
ใชโ้ ปรแกรมการฝึกโค้ชตนเองบนฐานจติ ตปัญญาศกึ ษา โดยการวเิ คราะหเ์ นื้อหา
310 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
4.6 วเิ คราะหค์ วามคดิ เห็นของนกั ศึกษาจากการสะท้อนกระบวนการฝกึ ตามโปรแกรม (AAR) ดว้ ยการ
วิเคราะห์เน้ือหา
ผลการวิจัย
ผลการวิจัยนาเสนอเป็น 2 ตอนดังน้ี
ตอนท่ี 1 ผลการพฒั นาโปรแกรมการฝกึ การโค้ชตนเองบนฐานจติ ปัญญาศึกษา
1. การศกึ ษาทฤษฎี เอกสาร และงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง พบว่า การโค้ชตนเองเป็นเหมือนกระจกเงาให้
ตนเองยอมรับในส่ิงท่ีเป็นอยู่ แล้วเกิดความรู้สึกอยากเปล่ียนแปลงตนเองให้ดีขึ้น หรือค้นหาวิธีการใหม่ๆ ฝีก
ตนเอง ในการปฏิบัติเพ่ือให้บรรลุตามเป้าหมาย และจิตตปัญญาศึกษาเป็นเคร่ืองมือสาคัญ ท่ีจะช่วยให้สังเกต
ตนเอง ใคร่ครวญผลที่เกิดขึ้น สะท้อนตนเอง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหา / พัฒนาตนเองเม่ือ
สามารถเปลีย่ นแปลงตนเองได้ (โคช้ ตัวเองได)้ จะเกิดความเชื่อม่นั ว่าจะสามารถโค้ชผู้อน่ื (นกั เรียน) ได้จะรูถ้ ึง
การเปล่ียนแปลงวา่ เกิดขึ้นไดอ้ ย่างไร
2. การสอบถามความต้องการของนักศึกษา พบว่า นกั ศึกษาสว่ นใหญ่ ร้อยละ 58.82 รู้จกั โปรแกรม
การฝกึ และทุกคน ร้อยละ 100 เหน็ ด้วยถา้ จะมีการนาโปรแกรมการฝึกโค้ชตนเองบนหลักจติ ตปัญญาศึกษา มา
ใช้กับตนเอง และร้อยละ 44.12 ต้องการฝึกเปน็ ระยะเวลา 3 เดือน รูปแบบท่ีตอ้ งการฝึก ร้อยละ 88.24 เห็นว่าควร
เป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับกิจกรรมการฝึกของคณะครุศาสตร์ และ ร้อยละ 38.82 เห็นว่าควรฝึกเด่ยี วร่วมกบั
การฝกึ รวมเปน็ กลมุ่
3. การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง พบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วยว่า ควรพัฒนาโปรแกรมการฝึก
โค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา เพราะมีความจาเป็นอย่างย่ิง เน่อื งจากบุคลากรในการนเิ ทศมีน้อย และไป
ไม่ไดบ้ อ่ ย นักศกึ ษาเองตอ้ งฝกึ ใหเ้ ปน็ ผู้นาตัวเองได้ ดว้ ยการโคช้ ตวั เองให้เปน็
4. โปรแกรมการฝกึ โคช้ ตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา โปรแกรมประกอบดว้ ย หลักการและเหตผุ ล
วตั ถุประสงค์ วิธีการใชโ้ ปรแกรม และข้นั ตอนการฝึกตามโปรแกรม 4 ขน้ั ตอน แต่ละข้นั ตอนประกอบด้วย วิธกี าร
สื่ออุปกรณ์ แหล่งเรยี นรู้โดยขัน้ ตอน 4 ขนั้ ตอนดังน้ี
ขนั้ ตอนท่ี 1 ทาความเขา้ ใจกอ่ นฝกึ
1.1 ชีแ้ จงวตั ถุประสงค์
1.2 ประเมนิ ตนเอง
ขน้ั ตอนท่ี 2 ขั้นฝึก
2.1 กจิ กรรมการเรยี นรู้ด้วยใจทีใ่ คร่ครวญ
2.2 กิจกรรมสะทอ้ นคิดจากกรณตี วั อยา่ ง
2.3 กิจกรรมสุนทรยี สนทนากับกระบวนการโคช้
2.4 กจิ กรรมถอดบทเรียนคน้ หาเปา้ หมาย
ขัน้ ตอนที่ 3 ข้นั นาไปปฏิบตั ิ
3.1 นาวธิ กี ารทีใ่ ชใ้ นการพัฒนาตนเองไปทดลองสอนในโรงเรียน ตลอด 3 เดอื น
3.2 บันทกึ ผลการสอนทกุ ครัง้ เพือ่ หาจุดเดน่ จุดดอ้ ย และนาไปปรับปรงุ ครง้ั ตอ่ ไป
3.3 บันทกึ วีดทิ ัศนก์ ารสอน เพอ่ื สง่ ให้ครูผูน้ เิ ทศ และรว่ มกนั วพิ ากษส์ ะท้อนตัวเอง
3.4 สัมมนานกั ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามที่กาหนด เพือ่ แลกเปลีย่ นเรียนรู้
ร่วมกัน (PCL) และแลกเปลีย่ นทางไลนก์ ลมุ่
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 311
ขัน้ ตอนท่ี 4 ขั้นหลงั ฝึก
4.1 ประเมินตนเอง
4.2 สะทอ้ นผลและแลกเปล่ียนเปลีย่ นเรยี นรู้ ร่วมกนั ภายหลงั สิน้ สดุ โครงการ
4.3 เปรยี บเทยี บทักษะการจดั การเรยี นรู้ ระหว่างกอ่ นฝกึ กับหลังฝกึ
ตอนที่ 2 ผลการใชโ้ ปรแกรมการฝึกโคช้ ตนเองบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษา
2.1. ทักษะการจัดการเรียนรู้ ภายหลังจากท่ีนักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติตามโปรแกรมเปน็ เวลา 3 เดือน
พบวา่ นกั ศึกษามีทักษะการจดั การเรยี นรู้ท้ังรายข้อและภาพรวม หลังใชโ้ ปรแกรมสงู กว่าก่อนใชโ้ ปรแกรมอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาพรวมก่อนใช้โปรแกรมมีทักษะการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( xˉ =
3.96 , S.D. = 0.44 ) และหลังใชโ้ ปรแกรมมที ักษะการจัดการเรยี นรู้อย่ใู นระดับมากที่สุด ( ˉx = 4.63 , S.D. =
0.29 ) ดังน้ี
ตาราง 1 เปรยี บเทยี บคา่ เฉลย่ี ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการแปลความทักษะการจดั การเรยี นรู้ระหวา่ งก่อน
กับหลังการฝึก โดยใช้โปรแกรมฝึกการโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา
รายการ ก่อนใชโ้ ปรแกรม หลงั ใช้โปรแกรม t P-
1. การสร้างบรรยากาศใหผ้ เู้ รยี นไว้ใจ x̄ S.D. แปลความ x̄ S.D. แปลความ Value
2. ตง้ั คาถามใหผ้ ้เู รียนคดิ ออกเอง
3. กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนตอบคาถาม 3.88 0.77 มาก 4.62 0.60 มากทีส่ ดุ 8.39 .000
4. มกี ารชม/การสรา้ งแรงบรรดาลใจ 3.56 0.66 มาก
5. รบั ฟังผ้เู รียนด้วยความต้ังใจ 3.85 0.74 มาก 4.59 0.50 มากที่สดุ 8.37 .000
6. สบตากับผู้เรยี น/ไม่ขดั จงั หวะ 4.09 0.67 มาก
7. สหี นา้ /แววตา เป็นมิตร 4.18 0.67 มาก 4.62 0.49 มากที่สดุ 6.02 .000
8. มีการสะทอ้ นข้อมูลกับนกั เรียน 4.06 0.81 มาก
9. อธบิ ายตรงประเด็น 4.35 0.85 มาก 4.74 0.57 มากทีส่ ดุ 5.84 .000
10. พดู ด้วยนา้ เสียงชดั เจน 3.85 0.78 มาก
11. ใช้สื่อการสอท่ีเหมาะสมกับวยั 4.00 0.55 มาก 4.82 0.39 มากทส่ี ดุ 5.46 .000
12. เครอ่ื งมอื การสอนพอพยี ง 3.88 0.69 มาก
13. มีการสอดแทรกคุณธรรม 3.94 0.81 มาก 4.68 0.47 มากทส่ี ุด 5.24 .000
14. ให้ความสนใจกบั ผเู้ รียนท่ัวถงึ 3.88 0.81 มาก
15. จัดกิจกรรมเหมาะสมกบั เวลา 3.68 0.77 มาก 4.85 0.36 มากทส่ี ุด 3.70 .000
4.06 0.74 มาก
รวมเฉล่ยี 4.09 0.75 มาก 4.29 0.80 มากที่สดุ 2.88 .000
3.96 0.44 มาก 4.74 0.51 มากทส่ี ุด 7.56 .000
4.50 0.51 มาก 5.24 .000
4.56 0.50 มากทส่ี ุด 5.17 .000
4.59 0.56 มากทีส่ ุด 5.73 .000
4.26 0.83 มากทสี่ ุด 4.61 .000
4.82 0.46 มากทส่ี ดุ 6.02 .000
4.76 0.43 มากที่สดุ 5.77 .000
4.63 0.29 มากทส่ี ดุ 10.43 .000
2.2 ผลการเปล่ยี นแปลงท่เี กิดข้นึ กบั นกั ศึกษา
2.2.1 การพฒั นาดา้ นการสอน มที กั ษะในการสอนมากขนึ้ ทักษะการโค้ชนักเรียน มคี วามม่นั ใจ
ในการสอนมากข้ึน มีความสุขในการสอน รวู้ ิธกี ารพฒั นาตนเอง เปิดใจและเขา้ ใจผเู้ รียนมากข้ึน มีปฏสิ มั พนั ธ์ที่
ดกี บั นกั เรียน กาหนดเป้าหมายในการจดั การเรยี นรูไ้ ด้ถกู ต้อง
2.2.2 การพฒั นาตนเอง ไดพ้ ฒั นาทักษะการโคช้ ตนเอง ไดเ้ หน็ จดุ เดน่ จดุ ดอ้ ยของตนเอง เห็น
คณุ คา่ ของตนเอง เกิดการเปลย่ี นแปลงและมแี รงบันดาลใจท่ีจะเปลยี่ นแปลงตนเองไดใ้ นเร่ืองอ่ืนๆ และยังได้ฝึก
312 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
สติ สมาธิ รู้เท่าทนั อารมณข์ องตนเอง ใครค่ รวญการกระทามากขน้ึ เหน็ โลกด้านใจของตนเอง มีเปา้ หมายชีวิต
และมคี วามสขุ มากขึน้
2.3 ผลการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนกับนักเรียน นักเรียนกระตือรือรน้ สนใจเรียน กล้าถาม กล้า
แสดงออก มีกาลังใจและมีความมั่นใจในการเรียน เรียนรู้อย่างมีความสุข มีสมาธิและมีเป้าหมายในการเรียน
สามารถเรยี นรู้ได้เรว็ ขึ้น
2.4 ข้อเสนอแนะของนักศึกษาต่อโปรแกรม นักศึกษามีความเห็นว่าโปรแกรมมปี ระโยชนแ์ ละจะ
นาไปใช้ต่อในการสอนและเรื่องอื่นๆในชีวิตประจาวัน และมีข้อเสนอแนะว่าควรมีการอบคมครูพ่ีเล้ียงเพ่ือให้
สามารถแนะนาในเรือ่ งโคช้ และจติ ตปญั ญา ได้ดว้ ย และควรมกี ารฝึกจิตตปัญญาให้มากขึ้นกว่าเดมิ
สรุปและอภปิ รายผลการวิจัย
สรุปผลการวจิ ัย
การพัฒนาโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศกึ ษาเพื่อปรับการเรยี นการสอนสาหรบั
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมประกอบด้วย หลักการและเหตุผล
วตั ถปุ ระสงค์ วธิ ีการใช้และขัน้ ตอนการฝึกที่มเี น้ือหาประกอบด้วย การเรยี นรูด้ ้วยใจทใ่ี ครค่ รวญ การโคช้ การ
ออกแบบการสอน และฝึกสอนในโรงเรียน 3 เดือน และมีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างฝึกสอนและผลการนา
โปรแกรมไปใชพ้ บวา่
1. ทักษะการจัดการเรียนรู้ของนกั ศึกษาหลงั ฝึกตามโปรแกรมสงู กว่ากอ่ นฝึกอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ิทร่ี ะดับ .01
2. นักศึกษามกี ารเปลยี่ นแปลงทั้งดา้ นการสอนและการพฒั นาตนเอง
3. นักเรียนมีความสนใจ และมคี วามสุขในการเรียน
4. นักศกึ ษามีความเห็นว่าการฝึกตามโปรแกรมสามารถนาไปใช้ในการทางานและในชวี ิตประจาวันได้
อภิปรายผล
1. ผลการวจิ ยั ทพ่ี บว่า การฝึกตามโปรแกรมการฝกึ โค้ชตนเองบนฐานจิตตปญั ญาศกึ ษา ทาให้นักศึกษามี
ทักษะการจดั การเรยี นรู้ หลงั ใช้โปรแกรมสงู กว่ากอ่ นใชโ้ ปรแกรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ ทรี่ ะดับ .01 ทัง้ รายข้อ
และภาพรวม ท้ังน้ีน่าจะเนื่องมาจากโปรแกรมได้นา การโค้ชมาเป็นเครื่องมือสาคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเอง
เป็นเสมือนกระจกเงาให้เห็นตนเอง ว่าตนเอง มีจุดเด่น จุดด้อย อย่างไร ในการจัดการเรียนรู้ ยอมรับในส่ิงที่
เป็นอยู่ แล้วเกดิ ความรู้สึกอยากเปล่ียนแปลงตนเองเพื่อให้ตนเองจัดการเรียนรู้ หรือมวี ธิ ีการใหม่ของตนเอง เพื่อ
จัดการเรียนรู้ สู่เป้าหมายที่ต้งั ไว้ ซ่ึงนักศึกษาได้กาหนดเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตนเอง และหาวิธีการมุ่งสู่
เป้าหมาย ดว้ ยกระบวนการโคช้ ตนเอง เมอ่ื โค้ชตนเองสาเร็จ กล่าวคือ โค้ชตนเองจนสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้
เขาจะเกิดความมั่นใจและความเช่ือม่ันในตนเองว่าเมื่อโค้ชตนเองได้ ก็สามารถโค้ชผู้เรียน และรู้ว่าการ
เปล่ยี นแปลงเกดิ ขึ้นได้อย่างไร ประกอบกับโปรแกรมฝึกคร้ังน้ีได้นากระบวนการทางจติ ตปัญญามาเป็นเคร่ืองหนุน
เสรมิ การโค้ช เพ่ือการเข้าใจตนเองด้วยการฝึกใคร่ครวญตนเองด้วยใจท่ีเป็นกลาง และยอมรบั ความจริงของตนเอง
ได้ ฝกึ มีสตริ ู้สึกตวั เตรยี มพร้อม ฝึกเอาชนะสิ่งดึงดูดรอบขา้ ง ให้อภยั เมตตาตนเอง ให้กาลังใจตนเอง มเี ป้าหมาย
การเปล่ียนแปลงที่ชัดเจน ซ่ึงนักศึกษาไดร้ ับการฝกึ จนเข้าใจวิธีการโค้ช และจิตตปญั ญาแล้ว นาไปฝกึ ตนเอง และฝึก
ออกแบบ การเรยี นรใู้ หก้ ับผ้เู รยี นดว้ ยในโรงเรียน ตลอดเวลา 3 เดอื น เป็นการทาซ้าๆ และเรียนร้จู ากผลการสอน เทียบ
กับเปา้ หมาย ปรบั ปรุงและเรยี นรู้ ความสาเร็จไปพร้อมๆ กนั ดงั ทีห่ ลวงพ่อชา สภุ ัทโท กล่าวไว้ว่า “ทุกคนมีตัวเอง
เปน็ ครู การเฝา้ ตามหาครทู งั้ หลาย ไม่ไดช้ ว่ ยคณุ แก้ข้อสงสัยในใจใดๆ สารวจตวั เอง แล้วคณุ จะพบความจริง ความจริง
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 313
อยู่ภายใน ไม่ได้อยูภ่ ายนอก การรจู้ กั ตนเองเป็นเรื่องทส่ี าคัญที่สุด” (นภสั มรรคดวงแก้ว, 2558 หนา้ 15) สอดคล้อง
กบั งานวิจยั ของ ธญั พร ชืน่ กล่นิ (2555) ท่ีไดศ้ กึ ษาเร่ืองรปู แบบการโคช้ เพ่อื พฒั นาสมรรถนะการจัดการเรยี นรู้ของ
อาจารย์พยาบาลท่ีส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดพระบรมราชชนก
กระทรวงสาธารณสุข พบว่า รู ปแบบการโค้ชที่พัฒนาขึ้นช่ือโค้ช พีพีซีอี ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.
หลักการและวัตถุประสงค์ 2. กระบวนการ 4 ระยะ คือ การเตรียมการ การวางแผน การปฏิบัติการโค้ชและ
การประเมินผลการโค้ช และ 3. การนารูปแบบไปใช้ ได้แก่ ระบบการสนับสนุนทักษะการโค้ชและการติดตาม
ดูแล สาหรับผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า สมรรถนะการโค้ช และสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของอาจารย์
พยาบาล ก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทักษะการคิดอย่าง มี
วิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
อาจารย์พยาบาลและผู้บริการมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด และนักศึกษาพยาบาลมีความเห็นว่าการจัดการ
เรยี นรเู้ หมาะสมในระดับมาก และ ดวงหทัย โฮมไชยะวงศ์ (2557) ไดศ้ กึ ษาเรื่อง การพฒั นารปู แบบการเรียน
การสอนท่ีเน้นการโค้ชและการดูและให้คาปรึกษาแนะนาเพ่ือส่งเสริมสมรรถนะครูประถมศึกษาของนักศึกษา
วชิ าชพี ครู พบว่า รปู แบบทีไ่ ดค้ ือ 3P-CA Model มี 5 องคป์ ระกอบคือ การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการสร้างความรู้
การเผชญิ สถานการณ์ การศกึ ษาจากตัวอย่าง และฝึกปฏิบตั ิร่วมกบั การพฒั นาวิชาชีพด้วยการโค้ชและการดูแล
ใหค้ าปรึกษา แนะนาอยา่ งต่อเน่ืองจากผูเ้ ชย่ี วชาญ ทัง้ นรี้ ปู แบบการสอนน้ีมีประสทิ ธิภาพเท่ากับ 83.96/83.37
และเมื่อนาไปใชพ้ บว่า รปู แบบการเรยี นการสอนที่เน้นการโคช้ และการดแู ลให้คาปรึกษาแนะนาเป็นรูปแบบการ
เรียนการสอนที่มปี ระสทิ ธภิ าพสามารถส่งเสริมสมรรถนะครูประถมศึกษา ของนักศกึ ษาวิชาชีพครูให้สูงข้ึน และ
วไิ ล ทองแผ่ (2559) ท่ีได้ศึกษา การประยุกต์ใชก้ ระบวนการโค้ช โครงงานฐานวิจยั บนฐานจิตตปญั ญาศกึ ษาเพ่ือ
พฒั นาคณุ ลักษณะความเปน็ ครแู ละทักษะการสอน พบว่านกั ศกึ ษาครูมีทักษะการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และทรงศรี ตุ่นทอง และคนอื่นๆ (2558) ท่ีได้ศึกษาวิจัยและพัฒนา
กระบวนการพฒั นาครูด้วยระบบหนุนนาต่อเน่ืองที่ส่งเสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนกั เรียนในจงั หวัดลพบุรี
พบว่าการนากระบวนการโค้ชและกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาฝึกร่วมกันสามารถปรับการเรียนเปลี่ยนการเรียน
การสอนของนักศึกษาฝึกสอนและครูประจาการได้จริง นอกจากนั้น เซลเทอร์, และซอมมอนส์ (Slater, &
Simmons, 2001. pp. 66-76) ได้ออกแบบและใช้โปรแกรมเพื่อนช้ีแนะ (peer coaching program) เพื่อใหค้ รู
หาเพื่อนชี้แนะ ผลการใช้โปรแกรมพบวา่ ครูรายงานวา่ ตนได้พฒั นาการเรียนการสอน การมปี ฏิสัมพันธท์ างบวก
กับคูเ่ รียนร้ขู องตนทงั้ ยังใหข้ ้อแนะนาสาหรับการใช้โปรแกรม คอื การจดั คณะช้แี นะในหลายๆ สาขาวชิ า การเก็บ
รวบรวมรูปแบบการสอน และแผนการสอนท่ีมีประสิทธภิ าพ นอกจากนย้ี ังพบว่าครูบางคนรู้สึกยุ่งยาก ท่จี ะมีคน
มาสังเกตการณ์สอนของตน และการใช้โปรแกรมจาเป็นอย่างย่ิงท่ีให้ผู้มีส่วนเก่ียวข้องได้มีส่วนร่วม ในการ
วางแผนและตัดสนิ ใจ
2. ผลการวิจัยที่พบว่า ผลการฝึกตามโปรแกรมการฝึกโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา ทาให้
นกั ศึกษามีการพัฒนาตนเอง ได้เห็นโลกดา้ นในของตนเอง เห็นคุณคา่ ของตนเอง ชวี ิตมีเปา้ หมายและมีความสุข
มากขึ้น เกิดการเปล่ียนแปลง และมีแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงในเร่ืองอ่ืนๆ และนาวิธีการไปใช้กับ การ
ทางาน และในชีวิตประจาวัน ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสาเร็จของการฝึกตามโปรแกรมการฝกึ
โค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา ซ่ึงเนื่องมาจากวิธีการฝึกของโปรแกรมเป็นเหมือนกันคุยกับตนเอง แล้ว
เลือก และลองลงมือทาตามวิธีการที่คิดไว้ กล่าวคือ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ดังท่ี นภัส มรรคดวงแก้ว (2558,
หน้า17) กล่าวว่า การโค้ชเป็นเหมือนกุญแจท่ีช่วยปลดล็อคทุกคาถามท่ีมีการเดินทางค้นพบคาตอบของตนเอง
เป็นการเดินทางจากภายใจ ซ่ึงทุกคนควรจะตระหนักรู้ “ด้วยตนเอง” เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราไดด้ ีที่สุดนอกจาก
314 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
ตัวเอง พอโลกข้างใน (Inner World) เติมเต็มมากข้ึนหรือเปล่ียนไปในทางที่ดีขึ้น โลกข้างนอก (Outer Reality) ก็
น่าอยกู่ ว่าเดิม ดังที่ องคด์ าไลลามะ (Dalia Lama) ได้เคยกล่าวไวว้ า่ “เราไมส่ ามารถพบความสงบสุขจากโลกข้าง
นอกได้เลย จนกระท่ังเราสร้างความสุขจากภายในตัวเองก่อน” และประภาพร อนุมานไพศาล (2557, 188)
กล่าวว่าจิตตปัญญาศึกษาเน้นให้ผู้เรียนหม่ันพินิจสังเกต สื่อสารอย่างลึกซ้ึงใครครวญจนเกิดความเข้าใจในชวี ติ
และโลกภายในจิตใจของตนเองเม่ือมปี ฏิสัมพนั ธ์กับโลกภายนอก ฉะนนั้ ประกบการณม์ ิตดิ า้ นในจึงมคี ุณคา่ และสาคัญ
ยง่ิ ต่อกระบวนการเรียนรู้ ซ่งึ สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิไล ทองแผ่ (2560) ศึกษาผลการจดั การเรียนรู้ตามแนวจิตต
ปญั ญาศกึ ษา และกระบวนการโคช้ ท่ีมตี อ่ ศรทั ธาในวชิ าชพี ครู ของนกั ศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา รายวชิ าความเป็น
ครู พบว่า ศรทั ธาในวิชาชีพครูของนักศึกษาทั้งภาพรวม และรายข้อ หลงั สอนสูงกว่าก่อนสอน อยา่ งมนี ัยสาคัญทาง
สถิตทิ รี่ ะดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ ทศั นยี ์ จารสุ มบัติ (2555, 215-216) ที่ไดท้ าวิจยั เร่ือง บนเส้นทางสู่การเป็น
โคช้ เพอ่ื การเปลยี่ นแปลงโดยใช้ประสบการณ์ของตนเองพฒั นาตนเองด้านในตามแนวจติ ตปญั ญาศึกษาเป็นเวลา
3 ปี พบว่า มกี ารเปล่ยี นแปลงพ้ืนฐานจากภายใจ มีการตระหนักรู้ในตนเอง สังเกตตนเอง รับร้แู ละอยู่กบั ปัจจุบันได้
ดีข้ึน โดยเฉพาะการใช้จิตตภาวนา ฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องตามรูปแบบของการสังเกตตนเอง การฝึกสติใน
ชีวติ ประจาวนั การเขียนบนั ทกึ การอยู่ กบั ธรรมชาติ การฝึกกจิ กรรมฐานกายและการใช้ชีวติ ท่ีเรยี บง่าย เป็นอิสระ
และมีความสุขจากภายใน เป็นอิสระ และมีความสุขจากภายใน และสอดคล้องกับการวิจัยของ สารทิศ สกุลคู
(2555, 192) ท่ีทาวิจัยเร่ือง การประยุกต์ใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาผสมผสานการโค้ชแบบเขม้ ข้น โดย
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาโท และปริญญาเอก 15 คน ของมหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เวลา 1 ปี พบว่า
วธิ ีการประยุกต์กระบวนการดังกลา่ ว สามารถชว่ ยเหลอื นักศึกษาท่ปี ระสบปัญหา เกดิ การตระหนกั รู้และเข้าใจอย่าง
ลึกซง้ึ เป็นลาดับ โดยเฉพาะการเรยี นรู้ด้วยวิธีใคร่ครวญ สมั ผัสธรรมชาติ ตระหนกั รู้ถึงคุณค่าของส่งิ ต่างๆ รวมทั้ง
เกอ้ื กูล แบ่งปัน รูเ้ พียรร้พู กั ให้พอดี มีการเปลี่ยนแปลงโลกทศั น์และการใช้ชีวติ ทีเ่ รยี บง่าย ลดการพึง่ พิงวัตถุและ
เทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ
3. ผลการวจิ ยั ท่พี บว่า ผลการฝึกของนักศึกษาตามโปรแกรม การฝึกโคช้ ตนเองบนฐานจิตตปญั ญาเม่ือ
นาไปจัดการเรียนรู้ทาให้ผู้เรียนมีการเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดี มีความกระตือรือร้น สนใจเรียน กล้าถาม กล้า
แสดงออก มีกาลังใจ และมีความมั่นใจในการเรียนรู้อย่างมีความสุข มีสมาธิและมีเป้าหมายในการเรียน สามารถ
เรียนรไู้ ดเ้ รว็ ขึ้น ท้ังนอ้ี าจเนือ่ งมาจากนักศึกษาผ้สู อนนักเรยี นมีการปรับปรุงจัดการเรียนรขู้ องตนเองจากกระบวนการ
โค้ชตนเองตลอดระยะเวลา 3 เดอื น ดงั ทพ่ี ระครธู รรมธรครรชิต คุณวโร (2555, หน้า 31) กลา่ ววา่ การเปลี่ยนแปลง
จะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือมีมีการฝึกอยู่ เป็นประจา เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เม่ือทาอะไรเป็นประจาย่อมตดิ
เป็นนิสัยจึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และในงานวิจัยนี้ ในแต่ละคร้ังท่ีสอนมีการบันทึกผลการสอน สังเกต
ตนเอง สังเกตผู้เรียน และวัดผลการจัดการเรยี นรู้ว่าเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้เพียงใด และนาผลมาปรกึ ษา
อาจารย์ และมีการแลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพ่ือนๆ ทุกเดือน จึงทาให้นักศึกษามีการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง
ประกอบกับนักศึกษาได้นาจิตตปัญญามาใช้กบั ตนเอง และจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ให้กับนักเรียน ทาให้หอ้ งเรียน
เป็นพื้นท่ีปลอดภัยท่ีนักเรียนมีความม่ันใจที่จะถาม ม่ันใจที่จะตอบ และร่วมกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น กล้า
แสดงออก ผ่อนคลายและเรียนรู้อย่างมีความสุข ไม่ต้องระแวงว่าจะตอบผิด หรือถูกครูดุ ครูต่อว่า นับได้ว่าจิตต
ปัญญามปี ระโยชน์ ทั้งผู้สอน และผ้เู รียน ดังท่ีประเวศ วะสี (2549) กลา่ วว่า จิตตปญั ญาศกึ ษาหรือ Contemplative
Educationเป็นการศึกษาท่ีทาให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง ทาให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและ
ผู้อืน่ เกิดความเปน็ อิสระ ความสุข ปญั ญา และความรกั อันไพศาล ต่อเพอื่ นมนุษย์และสรรพสงิ่ หรอื อีกนัยหนึ่งเกิด
ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ซ่ึงเป็นการเรียนรู้ภายในเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และพัฒนา อย่างแท้จริง นั่นคือ
นกั เรยี นสามารถคิดใหม่ทาใหม่ได้ สรา้ งโลกใบใหมไ่ ด้ ถ้าหากได้รบั การเรยี นรแู้ ละการศึกษาที่ดี เพราะการศึกษาท่ีดี
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 315
ช่วยพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ท่ซี ่อนเร้นอยู่ และทาให้มนุษย์หลดุ จากความทุกข์ เศร้า บีบคั้น และบรรลุความ
เป็นมนษุ ยท์ ่สี มบูรณ์ได้ ซงึ่ ผลการวิจัยประเด็นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ อรอนงค์ แจ่มผล (2556) ที่ศึกษาผล
ของกระบวนการจติ ตปัญญาศึกษาท่ีมีต่อการเรยี นรูภ้ ายในตนเองของนักศกึ ษาที่เรียนรายวชิ าจติ วทิ ยาสาหรับครู
ผลการวจิ ยั พบวา่ (1) นักศกึ ษาสามารถเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความคดิ ความเชอื่ ทมี่ คี วามสัมพนั ธเ์ ช่อื มโยงกับ
ประกฎการณ์ภายนอกผ่านกิจกรรมและกระบวนการ (2) นักศึกษาเกิดการย้อนกลับมองดตู นเอง (3) นักศึกษา
เกิดการเปลีย่ นแปลงความคดิ และแนวปฏิบตั ิใหม่ต่อตนเองและผู้อ่ืน สง่ ผลสูก่ ารประพฤติปฏิบัติอย่างมีสติและ
ปัญญา (4) นักศึกษามีความรัก ความเมตตาต่อตนเองและผู้อ่ืน ตลอดจนสรรพสิ่งรอบตัวและสอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของสนิท สัตโยภาส (2556) ที่ศกึ ษาการใช้กระบวนการจติ ตปัญญา (Contemplative Studies) หมวด
วชิ าศึกษาทวั่ ไป พฒั นาคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวทิ ยาลัยราช
ภัฏเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีระดับคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ หลังเรียนรายวิชา
จิตตปญั ญาศึกษาสงู กว่ากอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01
ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใช้
1.1 การโค้ชตนเองของนักศึกษาสามารถสร้างผลลัพธ์ในสิ่งที่ต้องการได้ โดยเฉพาะด้านการ
จดั การเรยี นการสอน ดังนัน้ จงึ ควรนาโปรแกรมนี้ไปใช้ โดยเฉพาะนักศกึ ษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู ทงั้ ในหลกั สตู ร
ครศุ าสตร์บัณฑิต และหลกั สตู รประกาศนยี บตั รบัณฑติ วชิ าชพี ครู ของมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเทพสตรี หรอื มหาวทิ ยาลยั
อืน่ ๆ ทีส่ นใจเพ่ือเปน็ การขยายผล และเพือ่ กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสดุ
1.2 สานกั งานคณะกรรมการอุดมศึกษา ครุสภา หรือหน่วยงานอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การผลิตครู
ควรใหส้ าคญั กับการโคช้ ตนเอง ประกอบกบั การพฒั นาจิตตปญั ญาของนักศึกษาวชิ าชพี ครแู ละครูประจาการให้มาก
ยิ่งขน้ึ เพอ่ื จะไดส้ ามารถค้นพบ และใชศ้ ักยภาพของตนเองไดอ้ ยา่ งเต็มที่ สรา้ งผลลัพธ์ และถงึ เป้าหมายการจัดการ
เรยี นรู้ได้เรว็
1.3 การฝึกโค้ชตามโปรแกรมใหไ้ ด้ผล ปัจจัยที่สาคัญท่ีสุดคือ ตัวนักศึกษา หรือผู้ฝึก จะต้องมี
ความเข้าใจท่ีถูกต้อง มีวินัยในตนเอง ค้นหาตัวเองให้พบก่อน มีเป้าหมายท่ีชัดเจนซึ่งเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้
และมีความต้องการจรงิ ๆ
1.4 คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรีควรมกี ารจดั ฝกึ อบรมครูพ่ีเลี้ยง เก่ยี วกับทกั ษะการ
โคช้ และทักษะที่จาเป็นของจติ ปญั ญาศกึ ษาเพอ่ื ให้สามารถแนะนานักศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครไู ด้
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครง้ั ต่อไป
2.1 การวิจยั ครง้ั ต่อไปควรพัฒนาโปรแกรมฝึกการโค้ชตนเองบนฐานจิตตปัญญาศึกษา สาหรับ
นกั ศกึ ษากลุ่มๆ เช่นนักศกึ ษาหลักสูตรประกาศนียบตั รบณั ฑติ วิชาชพี ครู หรอื ครูประจาการบา้ ง
2.2 ควรศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ท่ีบูรณาการกระบวนการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษาในตัวแปล
อืน่ ๆ ดบู ้าง เช่น คุณลักษณะของผู้นา หรือผลทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมที่พงึ ประสงค์ ตามตวั บ่งชี้
ของสานักรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) หรือผลการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐาน
คณุ วุฒิแหง่ ชาติ (ตาม มคอ.3) หรือตามหลกั คณุ ธรรมจรยิ ธรรมของครู
2.3 การวิจัยครั้งต่อไป ควรนากระบวนการใช้บนฐานจิตตปัญญาศึกษา ไปทดลองจัดเป็น
หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองในลักษณะของกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อให้
นกั ศกึ ษาครูมคี วามมั่นใจในการจัดการเรยี นรยู้ งิ่ ขึ้น
316 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วไิ ล ทองแผ่
2.4. ควรนากระบวนการโค้ช และจติ ตปัญญาศึกษา ไปบรู ณาการกบั รายวิชาอ่ืนๆ โดยทาในรูป
วิจัย เชิงทดลอง ในกลุ่มวิชาชีพครู โดยเฉพาะในรายวิชาคุณธรรมจริยธรรมสาหรับนักศึกษาครูซ่ึงมีเป้าหมาย
มุ่งเน้นคุณค่าด้านในอยู่แล้ว
เอกสารอา้ งองิ
ดวงฤทัย โฮมไชยะวงศ์. (2557). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนท่ีเน้นการโค้ชและการดูแลให้
คาปรึกษา แนะนาเพื่อการส่งเสริมสมรรถนะครูประถมศึกษาของนักศึกษาวิชาชีพครู.
วิทยานพิ นธป์ รญิ ญาปรัชญาดษุ ฎีบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร.
ทรงศรี ตุ่นทอง และคนอ่ืนๆ. (2557). การวิจัยและการพัฒนากระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนนุ นา
ตอ่ เน่ืองท่สี ่งเสรมิ ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ของนกั เรยี นในจงั หวัดลพบุรี. ลพบุรี: มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏเทพสตรี.
ทัศนีย์ จารุสมบัติ. (2556). บนเส้นทางสู่การเป็นโค้ชเพื่อการเปล่ียนแปลง. นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญา
ศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
ธัญพร ช่ืนกลิ่น. (2555). การพัฒนารูปแบบการโค้ชเพ่ือพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของอาจารย์
การคิดอย่างมีวิจารณญานของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดพระบรมราชชนกกระทรวงสาธารณสุข.
วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
นภสั มรรคดวงแก้ว. (2557). การโคช้ เพือ่ สรา้ งผลลัพธ.์ เอกสารประกอบการบรรยาย วันที่ 27-28
มถิ ุนายน 2557 โรงแรม เซนจรู ี่.
______. (2558). หลดุ เสรจ็ สาเรจ็ สดุ . กรงุ เทพฯ: สตอ็ คทูมอโรว.์
ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบลู ย.์ (บปป). โค้ชชวี ิตตวั เองพชิ ติ ความสาเรจ็ . สืบคน้ สิงหาคม 2560 จาก
http://www.entraining.net/in_house coach_yourself, php.
ประเวศ วะส.ี (2549). ทฤษฎใี หม่ทางการแพทย์. กรุงเทพฯ: หมอชาวบา้ น.
______. (2555). จิตภาวนากับการเปลี่ยนแปลงข้ันพ้ืนฐาน. นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
ประภาพร อนุมานไพศาล. (2557). “บนเสน้ ทางการเรียนรู้ฉันกบั “โรจน์” ผูช้ ายที่อยใู่ นโลกบางขวาง”. ใน
หนงั สือรวมบทความประจาปี จิตตปัญญาศึกษาครั้งที่ 6 จติ ตปญั ญาศกึ ษาพลังแหง่ การฟ้ืนฟู และ
สร้างสงั คม. นครปฐม: ศนู ยจ์ ิตตปัญญาศึกษา มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.
วมิ ลมาลย์ ศรีรงุ่ เรือง และคณะ. (2556). “ผลของโปรแกรมฝึกเจริญสตติ ่อการตระหนกั รู้ตนเอง.” ในหนังสอื
รวบรวมบทความการประชุมประจาปี จิตตปัญญาศึกษาครั้งที่ 5 ภาวะผู้นาจิตวิญญาณและ
การพฒั นมนษุ ย.์ นครปฐม: ศนู ย์จติ ตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลยั มหิดล, หนา้ 113-115.
วิไล ทองแผ่. (2557). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาท่ีมีต่อการเปล่ียนแปลงของนักศึกษา
สาขาวิชาภาษาไทย รายวชิ าพัฒนาหลักสตู ร. ลพบรุ ี: คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพสตรี.
______. (2559). การประยกุ ต์ใช้กระบวนการโค้ช โครงงานฐานวิจัยบนฐานจติ ตปญั ญาศึกษาเพื่อพัฒนา
ทักษะความเป็นครู. ลพบรุ ี: คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
______. (2560). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษาและกระบวนการโค้ชท่ีมีต่อศรัทราใน
วิชาชีพครูของนักศึกษา สาขาวิชาพลศึกษา รายวิชาความเป็นครู. ลพบุรี: คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เทพสตรี.
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 317
สมุ น อมรวิวัฒน.์ (2549). บทบาทของสถาบนั การศกึ ษาต่อการพัฒนาจิตใจ. กรงุ เทพฯ: เจรญิ ผล.
สนิท สตั โยภาส. (2556). การใชก้ ระบวนการจิตปัญญาศกึ ษา (Contemplative Student) หมวดสังคม
ศึกษาท่ัวไป พฒั นาคณุ ธรรมจริยธรรมและค่านยิ มอนั พึงประสงค์แก่นกั ศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม.่
สารทิศ สกุลค.ู (2555). การประยุกต์ใชก้ ระบวนการจติ ตปญั ญาศึกษาผสมผสานการโคช้ เข้มขน้ .
นครปฐม: ศนู ย์จิตตปญั ญาศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
อรอนงค์ แจม่ ผล. (2556). ผลของจิตตปญั ญาศกึ ษาทีม่ ตี อ่ การเรียนรภู้ ายในตนเองของนักศึกษาทเี่ รยี น
รายวิชาจติ วิทยาสาหรับครู. กาแพงเพชร: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาแพงเพชร.
Slater, C.L., & Simmons, L.D. (2001) . The design and implementation of a peer coaching
program. American Secondary Education. 29 (Spring): 67-68.
คำแนะนำกำรเขียนและส่งต้นฉบับ
วำรสำรวิจยั และพฒั นำ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมรำชปู ถัมภ์
สำขำมนษุ ยศำสตร์และสังคมศำสตร์
1. กำรเตรียมต้นฉบับ ต้นฉบับบทความวิจัยต้องจัดทาสาหรับกระดาษขนาด B5(JIS) (18.2 ซม. X 25.7 ซม.)
ความยาว 10 หน้ากระดาษ ตามรูปแบบวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ พมิ พ์โดยใช้โปรแกรม Microsoft Word เวอร์ชนั 2007 ข้ึนไป
2. กำรตั้งค่ำหน้ำกระดำษ ระยะขอบกระดาษด้านบน (Top Margin) 2.54 เซนติเมตร ด้านซ้าย (Left Margin)
ด้านขวา (Right Margin) และด้านล่าง (Bottom Margin) 2 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างบรรทัดค่าแน่นอน
18 Point (Exactly)
3. รูปแบบตวั อักษร ใช้ TH SarabunPSK เทา่ นัน้
ข้อควำม ขนำด ชนิด จัดแนวเนื้อหำ
ชอ่ื เรื่อง (ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ)
ชอ่ื ผู้นพิ นธบ์ ทความวจิ ยั (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) 14 ตวั หนา จัดกง่ึ กลาง
ที่อยูห่ รือหน่วยงานสงั กัดของผู้เขียน
(ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ) 14 ตวั หนา จดั กึ่งกลาง
หัวขอ้ “บทคัดย่อ” “Abstract” และหวั ข้อเรือ่ ง
หัวข้อเรื่องย่อย 12 ธรรมดา, จัดชดิ ซ้าย (ในส่วนเชิงอรรถ)
บทคดั ย่อ Abstract คาสาคญั keywords และเน้อื เรื่อง
เอยี ง
14 ตัวหนา จัดชิดซา้ ย
14 ตวั หนา จัดกระจายแบบไทย
14 ธรรมดา จัดกระจายแบบไทย
4. องคป์ ระกอบบทควำมวิจยั ประกอบด้วย
4.1 ช่ือเร่ือง ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีความยาวไม่เกินภาษาละ 2 บรรทัด สามารถอธิบายสาระ
ของเรื่องได้ดี
4.2 ช่ือผู้นิพนธ์บทควำมวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อเต็มไม่ต้องระบุคานาหน้าช่ือ
ใส่เคร่ืองหมายเชิงอรรถเป็นตวั เลขยกไว้ท้ายนามสกุลเรียงลาดบั ตามจานวนผู้นพิ นธ์ฯ และใส่เครื่องหมาย
ดอกจัน (*) ไว้บนเลขยกเพื่อแสดงว่าเป็นผู้นิพนธ์ฯ หลัก โดยใส่รายละเอียดท่ีอยู่ผู้นิพนธ์ฯ และอีเมล์
ผ้นู ิพนธฯ์ หลกั ในเชงิ อรรถ
4.3 ท่ีอยู่ผู้นิพนธ์บทควำมวิจัย ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใส่รายละเอียดในเชิงอรรถข้อความ
ท่ีเขียนไว้ส่วนล่างของหน้ากระดาษและมีเส้นคั่นระหว่างเชิงอรรถกับ บทคัดย่อ และ Abstract
อย่างชัดเจน โดยขีดเส้นคั่นจากริมกระดาษด้านซ้าย ไปทางด้านขวาประมาณ 1 น้ิว หรือ 7 ตัวอักษร
ใส่ตัวเลขกากับไว้เหนือตัวอักษรตัวแรกเล็กน้อย ตัวเลขต้องตรงกับตัวเลขท่ีกากับไว้กับชื่อผู้นิพนธ์ฯ
ให้ระบุ สถานท่ีทางาน หน่วยงานหรือสถาบัน และอีเมล์แอดเดรส (E-mail Address) ของผู้นิพนธ์ฯ
ทุกท่าน เช่น หลักสูตร... สาขา... คณะ... มหาวิทยาลัย... อีเมล์... หรือ อาจารย์... สาขา... คณะ...
มหาวทิ ยาลยั ... อเี มล.์ .. หรือ ตาแหนง่ ... บริษทั ... ทอี่ ย.ู่ .. อีเมล์...
4.4 บทคัดย่อ และ Abstract ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 15 บรรทัด หรือ 350 คา
โดยใชส้ านวนใหก้ ระชบั ชดั เจนทส่ี ุด โดยคาวา่ “Abstract” เฉพาะตวั แรก (A) ใช้ตวั พมิ พใ์ หญ่
4.5 คำสำคัญ และ Keyword ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้พิมพ์ต่อจากบทคัดย่อ และ Abstract
ควรเลือกคาที่เก่ียวข้องกับบทความวิจัย จานวน 3 – 5 คา เรียงตามลาดับอกั ษรระหว่างคาวรรค 2 วรรค
Keyword หรอื คาสาคัญภาษาอังกฤษค่ันระหวา่ งคาด้วยจุลภาค (,)
4.6 เนือ้ หำของบทควำมวจิ ัย ประกอบดว้ ยหัวข้อตอ่ ไปนี้
4.6.1 บทนำ เป็นส่วนของเนือ้ หาทอ่ี ธิบายความสาคัญ และเหตผุ ลนาไปสกู่ ารศึกษาวจิ ยั
4.6.2 วัตถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ยั ให้ช้ีแจงถงึ จุดมุง่ หมายของการวิจยั
4.6.3 วิธีดำเนินกำรวิจยั ควรอธิบายวิธดี าเนินการวจิ ัย โดยกลา่ วถงึ วิธีการสุ่มกลมุ่ ตัวอย่าง ท่มี าของ
กลุ่มตัวอย่าง แหล่งท่ีมาของข้อมลู การเก็บและรวบรวมข้อมูล การใช้เครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการ
วจิ ัยและการวิเคราะหข์ ้อมลู
4.6.4 ผลกำรวิจัย เป็นการเสนอส่ิงที่ได้จากการวิจัยเป็นลาดับอาจแสดงด้วยตารางกราฟ แผนภาพ
ประกอบการอธิบาย ท้ังนี้ถ้าแสดงด้วยตาราง พิมพ์คาว่า “ตำรำงที่ ...” ด้วยอักษรตัวหนา
ตามด้วยช่อื ตาราง ตัวอกั ษรธรรมดา ที่ดา้ นบนตารางจัดชดิ ซ้าย และเป็นตารางแบบไมม่ ีสพี ื้นหลัง
และไม่มีเส้นขอบตารางด้านซ้ายและขวา หัวตารางพิมพ์เป็นตัวหนาจัดก่ึงกลาง ตารางควรมี
เฉพาะท่ีจาเป็นไม่ควรเกิน 5 ตาราง สาหรับรูปภาพประกอบควรเป็นรูปภาพขาว-ดา ที่ชัดเจน
และมีคาบรรยายใตร้ ปู พิมพ์คาว่า “รปู ท่ี ...” ด้วยอักษรตัวหนา ตามด้วยช่ือรปู ตัวอักษรธรรมดา
จดั ก่ึงกลางหน้ากระดาษ กรณีทจี่ าเป็นอาจใช้ภาพสไี ด้
4.6.5 สรุปและอภิปรำยผลกำรวิจัย เป็นการสรุปผลที่ได้จากการวิจัยและควรมีการอภิปราย
ผลการวจิ ยั ว่าเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ที่ต้ังไว้หรอื ไมเ่ พียงใด และควรอา้ งทฤษฎีหรอื เปรยี บเทียบ
การทดลองของผอู้ ื่นทเี่ กย่ี วข้องประกอบเพ่ือให้ผู้อ่านเห็นด้วยตามหลกั การหรอื คดั คา้ นทฤษฎี
ท่ีมีอยู่เดิม รวมท้ังแสดงให้เห็นถึงการนาผลไปใช้ประโยชน์ และการให้ข้อเสนอแนะสาหรับ
การวิจัยในอนาคต
4.6.6 ข้อเสนอแนะ ควรมี 2 ส่วน คือ ข้อเสนอเกี่ยวกับงานวิจัย และข้อเสนอแนะในการทาวิจัย
คร้งั ตอ่ ไป
4.6.7 กิตติกรรมประกำศ (ถ้ามี) ข้อความแสดงความขอบคณุ ผมู้ ีสว่ นสนับสนุน ช่วยเหลอื และให้
ความร่วมมอื ในการทางานวิจัย รวมถึงแหลง่ ทุนสนับสนุนต่างๆ
4.6.8 เอกสำรอ้ำงอิงและกำรอ้ำงอิง การเขียนเอกสารอ้างอิงและการอ้างอิง ใช้ระบบ APA
(American Psychological Association) ให้เรียงลาดับชื่อผู้แต่งหรือผู้รายงานตามลาดับ
อักษรเริม่ ด้วยเอกสารภาษาไทยก่อน แล้วต่อด้วยเอกสารภาษาตา่ งประเทศ
4.7 กำรเขียนเอกสำรอ้ำงองิ และกำรอำ้ งในระบบ APA (American Psychological Association)
4.7.1 ช่อื วารสาร ชือ่ หนังสือ และปีท่ี (Volume) ไม่ใชช้ ่อื ย่อ
4.7.2 ชื่อภาษาอังกฤษ เขียนชื่อผู้แต่งโดยข้ึนต้นด้วย Last name ตามด้วยจุลภาค (,) และชื่อย่อตาม
ดว้ ยมหพั ภาค (.)
4.7.3 ชื่อไทย เขียนช่อื ผู้แต่งโดยข้ึนต้นด้วยช่ือตัว ตามด้วยนามสกุล
4.7.4 กรณีผู้แต่งมากกว่าหนึ่งคน ให้เขียนชื่อผู้แต่งท้ังหมดทุกคน คั่นระหว่างชื่อด้วยจุลภาค (,) และมี
คาวา่ “and” ในกรณชี ื่อภาษาองั กฤษ หรอื “และ” ในกรณีชื่อภาษาไทยก่อนช่อื สดุ ท้าย
4.7.5 ถ้าไม่มชี ่ือผู้แตง่ ให้ขึ้นต้นด้วยชอ่ื เรือ่ ง หรือชอ่ื วารสาร หรือชื่อหนงั สือ ตามดว้ ยปีทพ่ี มิ พ์
4.7.6 ถ้าผ้แู ตง่ เปน็ หนว่ ยงาน หรือองค์กร ใหใ้ ชช้ ่ือหนว่ ยงานหรือองค์กรแทนช่ือผูแ้ ต่ง
4.7.7 เรียงลาดับรายการตามตัวอักษรช่ือผู้แต่ง รายการที่มีทั้งเอกสารภาษาไทยและอังกฤษ ให้นาข้อมูล
ภาษาไทยขน้ึ ก่อน ตามด้วยขอ้ มลู ภาษาองั กฤษ
4.7.8 บรรทัดที่สองและบรรทัดต่อๆ ไปของแต่ละรายการให้ย่อหน้าเข้ามา 7 ตัวอักษร หรือ
1.25 เซนติเมตร
4.7.9 การอา้ ง – อ้างโดย (ชอื่ ผ้แู ต่ง, ปที พ่ี มิ พ์)
4.7.10 ไม่อา้ งโดยใช้คาว่า “และคณะ” หรอื “และคนอน่ื ๆ” หรือ et al. ยกเว้นกรณีอา้ งในเน้ือเร่ืองที่มีผู้
แต่งต้ังแต่สามคนขึ้นไปและหลังจากได้มีการอ้างคร้ังแรกไว้ก่อนหน้าน้ันแล้ว หรือการอ้างท่ีมีผู้
แตง่ ตั้งแตห่ กคนข้ึนไป
4.7.11 การอ้างจากวารสารและนิตยสารให้ระบุหน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย โดยไม่ใช้คาย่อ “p.” หรือ “pp.”
นอกจากหนังสอื
4.7.12 การติดต่อส่วนตัวโดยส่ือใดๆ ก็ตาม สามารถอ้างอิงได้ในเน้ือเร่ือง แต่ต้องไม่มีการระบุไว้ใน
รายการเอกสารอ้างอิง เพราะผูอ้ ื่นไม่สามารถตดิ ตามขอ้ มูลเหล่านีไ้ ด้
4.7.13 การอ้างอิงจาก Website ให้ระบุวัน เดือน ปีท่ีพิมพ์ ถ้าไม่ปรากฏให้อ้างวันที่ทาการสืบค้น
และระบุ URL ใหช้ ดั เจน ถูกตอ้ ง เมื่อจบ URL address ห้ามใสจ่ ุด (.) ขา้ งทา้ ย
4.7.14 Website ไมบ่ อกวนั ท่ี ให้ระบุ n.d.
4.7.15 หลังมหัพภาค “.” (period) เวน้ 2 วรรค
4.7.16 หลงั จุลภาค “,” (comma) เว้น 1 วรรค
4.7.17 หลัง อัฒภาค “;” (semicolon) เว้น 1 วรรค
4.7.18 หลัง ทวภิ าค “:” (colons) เว้น 1 วรรค
4.7.19 รปู แบบและตัวอย่างการอา้ งองิ จากส่ิงพิมพต์ า่ งๆ
รปู แบบ: 1) หนงั สือหรือตำรำ
ตัวอยา่ งเชน่ ชื่อผ้แู ตง่ . (ปที พ่ี ิมพ์). ชื่อหนังสอื (ครง้ั ท่ีพิมพ์(ถา้ ม)ี ). เมอื งทีพ่ มิ พ:์ สานักพิมพ.์
ไพรชั ธัชยพงษ์ และกฤษณะ ช่างกล่อม. (2541). งานพัฒนาโครงสรา้ งพืน้ ฐานสารสนเทศ
รูปแบบ:
ตวั อย่างเชน่ แหง่ ชาติเพื่อการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: แพร่พทิ ยา.
Mitchell, T. R., & Larson, J. R., Jr. (1987). People in organizations: An
รปู แบบ:
ตัวอย่างเช่น introduction to organizational behavior (3rd ed.). New York:
McGraw-Hill.
รูปแบบ: 2) หนงั สอื หรือตำรำทม่ี บี รรณำธิกำร
ตัวอยา่ งเชน่ ชื่อบรรณาธกิ าร(ผูร้ วบรวม). (ปีท่ีพมิ พ)์ . ชื่อหนงั สอื . เมอื งทพี่ ิมพ:์ สานกั พมิ พ.์
อดลุ ย์ วริ ิยเวชกุล, (บก.). (2541). คูม่ ือจดั การเรียนการสอนระดบั บัณฑิตศึกษา. นครปฐม:
รปู แบบ: บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล.
Gibbs, J. T., & Huang, L. N. (Eds.). (1991). Children of color: Psychological
interventions with minority youth. San Francisco: Jossey-Bass.
3) หนังสือหรือตำรำทม่ี ีผเู้ ขียนเป็นสถำบัน/นิติบคุ คล
สถาบนั /นติ ิบุคคล. (ปีที่พมิ พ)์ . ชื่อหนงั สอื . เมืองที่พิมพ:์ สานักพิมพ.์
สานกั คณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาต.ิ (2523). ชนบทไทย.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์สานกั งานเลขาธิการคณะรฐั มนตรี.
World Health Organization. (2012). WHO Technical working group on creation
of an oral cholera vaccine stockpile. California: WHO.
4) วทิ ยำนพิ นธ์
ชือ่ ผู้แตง่ . (ปที ีพ่ มิ พ)์ . ชอื่ วทิ ยานพิ นธ์. ชอ่ื ปริญญา สาขา คณะ มหาวิทยาลัย.
พรพมิ ล เฉลิมพลานุภาพ. (2535). พฤติพรรมการแสวงหาขา่ วสารและการใชเ้ ทคโนโลยี
การสอื่ สารของบริษทั ธุรกจิ เอกชนท่ีมยี อดขายสูงสดุ ของประเทศไทย.
วทิ ยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบณั ฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
Almeida, D.M. (1990). Fathers’ participation in family work: Consequences for
fathers’ stress and father-child relations. Unpublished master’s
thesis, University of Victoria, Victoria British Columbia, Canada.
5) รำยงำนกำรประชุมหรอื สมั มนำทำงวชิ ำกำร
ช่อื ผู้แตง่ . (ปที ่ีพิมพ์). ชอ่ื เรือ่ ง. ช่ือเรอื่ งหรอื ช่อื หวั ข้อที่บรรยาย. ใน ช่ือรายงานการประชุม.
ครัง้ ท่ี. วัน เดอื น ป.ี (หน้าแรก-หน้าสดุ ทา้ ย). สถานทจี่ ัด. เมอื งทพี่ ิมพ์:
สานักพมิ พ.์
ตัวอย่างเชน่ นา้ ฝน ศตี ะจติ ต์. (2556). การประยกุ ต์ใช้ระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร์ เพือ่ สนบั สนนุ
การท่องเท่ยี วและเครอื ขา่ ย OTOP-OPC ในจงั หวัดปทุมธาน.ี ใน การประชมุ
รปู แบบ: วิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั กลมุ่ ศรีอยธุ ยา. ครัง้ ที่ 3.
ตัวอยา่ งเชน่ 14-15 กมุ ภาพนั ธ์ 2556. (659-666). ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
รูปแบบ: ในพระบรมราชปู ถัมภ.์ ปทุมธาน:ี สถาบันวจิ ัยและพฒั นา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
ตวั อย่างเช่น วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์.
รปู แบบ: Deci, E. L., & Ryan, R. M. (1991). A motivational approach to self:
ตวั อย่างเช่น Integration in personality. In R. Dienstbier (Ed.), Nebraska Symposium
on Motivation: Vol. 38. Perspectives on Motivation (237-288). Lincoln:
University of Nebraska Press.
6) พจนำนุกรม
ชอื่ พจนานกุ รม. (ปที ่ีพมิ พ)์ . เมืองท่พี ิมพ:์ สานักพมิ พ.์
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. (2546). กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ๊ พบั ลิ เคชัน.
Shorter Oxford English dictionary (5 th ed.). (2002). New York: Oxford
University Press.
7) วำรสำร/นิตยสำร
ช่ือผ้แู ต่ง. (ปที ีพ่ ิมพ)์ . ชอ่ื เร่ือง. ชอ่ื วารสารหรือนติ ยสาร. ปีท(่ี ฉบบั ที)่ :
หน้าแรก–หนา้ สดุ ทา้ ย.
ชานิ กงิ่ แก้ว และอุษา คะเณ. (2551). การศึกษาการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ โดยการ
ลดความสูญเปลา่ ในกระบวนการผลิตแอลกอฮอล์. วารสารเทคโนโลยีภาคใต.้
1(2): 27-35.
Klimoski, R. & Palmer, S. (1993). The ADA and the hiring process in
organizations. Consulting Psychology Journal: Practice and Research.
45(2): 10-36.
8) บทควำมจำกหนังสอื พมิ พ์
ชอื่ ผู้แตง่ . (ปีทีพ่ ิมพ,์ วันที่ เดอื น). ชอ่ื เรื่อง. ชือ่ หนังสือพมิ พ,์ หน้าที่นามาอ้าง.
สายใจ ดวงมาล.ี (2548, 7 มถิ นุ ายน) มาลาเรียลาม3จว. ใต้ตอนบน สธ.
เร่งคุมเขม้ กนั เช้อื แพรห่ นัก. คม-ชัด-ลึก, 25.
Di Rado, A. (1995, March 15). Trekking through college: Classes explore
modern society using the world of Star Trek. Los Angeles Time,
p. A3.
9) สือ่ อเิ ล็กทรอนิกส์
รูปแบบ: ชอ่ื ผแู้ ตง่ . (ปที พี่ มิ พ)์ . ช่อื เรือ่ ง, วันท่ที าการสบื ค้น. ช่ือฐานข้อมูล. URL
Author(s). ( date-or “n.d.”). Title of work. (Online), date retrieved. Name of
Database or Internet address of the specific document. Specify URL
exactly.
ตวั อยา่ งเช่น สานกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. (2545). ประเพณี
ใส่กระจาดชาวไทยพวนสอนใหร้ ้จู กั แบง่ ปนั มนี ้าใจ, 7 มิถุนายน 2548.
http://www.m-culture.go.th/culture01/highlight/highlightdetail.
php?highlight_id=114&lang=th
Lynch, T. (1996). DS9 trials and tribble-ations review. Retrieved October
8,1997, from Psi Phi: Bradley’s Science Fiction Club Website:
http://www.bradley.edu/psiphi/ DS9/ep/503r.html
5. กำรสง่ ตน้ ฉบบั ผูน้ ิพนธบ์ ทความต้องส่งต้นฉบับที่พิมพ์ตามรปู แบบของต้นฉบับในข้อกาหนดของคาแนะนา
การเขียนและสง่ ต้นฉบบั วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์
และสงั คมศาสตร์ ในรปู แบบ Word Document (.docx) และ PDF File (.pdf) พร้อมแบบนาสง่ บทความ
วจิ ัยลงตีพิมพเ์ ผยแพรว่ ารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภแ์ ละสาเนาหลกั ฐานการ
ชาระเงินค่าธรรมเนียมบารุงวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาท่ี E-mail
address: [email protected] บทความวิจยั ท่ปี ฏบิ ตั ติ ามคาแนะนาจะได้รบั พิจารณาดาเนนิ การ
โดยทันที
6. กำรประเมนิ บทควำมวิจยั และลขิ สิทธ์ในกำรตีพิมพ์เผยแพร่
6.1 กำรอ่ำนประเมินต้นฉบับ บทความวิจัยต้นฉบับท่ีส่งเข้ามาเพ่ือลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัย
และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ จะได้รับการอ่านประเมิน
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาน้ันๆ อย่างน้อยจานวน 2 ท่านต่อเร่ืองและสง่ ผลการอ่านประเมินคนื
ผู้นิพนธบ์ ทความวิจัยให้เพมิ่ เตมิ แกไ้ ข แล้วแตก่ รณี โดยบทความทผี่ ่านการประเมินไดร้ บั การตีพิมพ์ในวารสารวิจัย
และพัฒนาฯ ผู้นิพนธ์ฯ จะได้รับหนังสือแจ้งพิจารณาการตีพิมพ์ จานวน 1 ฉบับ พร้อมวารสารฉบับที่บทความ
วิจัยนนั้ ลงตพี ิมพ์ จานวน 1 ฉบับ
6.2 ลิขสิทธิ์บทควำมวิจัยที่ได้รับกำรตีพิมพ์เผยแพร่ในวำรสำรวิจัยและพัฒนำ วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมรำชูปถัมภ์ สำขำมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ห้ามนาข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซา้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร
6.3 ควำมรับผิดชอบ เนอ้ื หาตน้ ฉบบั ท่ีปรากฏในวารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ เป็นความรับผิดชอบของผูน้ ิพนธ์บทความหรือผเู้ ขียนเอง ทั้งน้ีไม่รวมความ
ผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์
รูปแบบบทควำมวจิ ยั
วำรสำรวิจยั และพัฒนำ วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมรำชูปถมั ภ์
สำขำมนษุ ยศำสตร์และสังคมศำสตร์
2.54 ซม.
ช่อื เรื่องภำษำไทย (ตัวหนา, 14 point, จดั กึง่ กลาง)
(เวน้ 14 point)
ชือ่ ผู้นิพนธ์ภำษำไทย1* ช่อื ผู้นพิ นธ์ภำษำไทย2 ชอื่ ผู้นิพนธ์ภำษำไทย3 (ตวั หนา, 14 point, จัดกง่ึ กลาง)
(เว้น 14 point)
บทคดั ยอ่ (ตวั หนา, 14 point, จัดชิดซ้าย)
บทคัดย่อควรจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดของบทความวิจัย โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงความสาคัญ
ของปัญหา วัตถุประสงค์ ผลวิจัยและสรุปผลของการวิจัย กาหนดให้มีความยาวไม่เกิน 15 บรรทัด หรือ 350 คา
เพื่อให้บทความของท่านได้รับการจัดพิมพ์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ในวารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์
………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………
ย่อหน้า 1.25 …ซม….…ห…รอื…ป…ร…ะ…มา.…ณ…7……ตัว…อ…กั …ษ…ร …………………………………………………………………………………………………………………
………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
2 ซม. ………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………… 2 ซม.
……………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………….……………………………………………………………….…………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
…………………………………………………………………………….…………..…… (ตวั ธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
คำสำคัญ: ……… ……… ……… ……… ……… (3 -5 คา) (ตัวธรรมดา, 14 point, จดั กระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
เชิงอรรถ สาหรบั ระบุสถานะและที่อยู่ของผูน้ ิพนธ์
------------------------------------
1 หลักสตู ร... สาขา... คณะ... มหาวทิ ยาลัย... อเี มล.์ ..
2 หรือ อาจารย์... สาขา... คณะ... มหาวทิ ยาลัย... อีเมล.์ ..
3 หรือ ตาแหน่ง... บริษัท... ที่อย.ู่ .. อีเมล์...
* ผนู้ พิ นธห์ ลัก e-mail: ...
2 ซม.
2.54 ซม.
ชือ่ เรอ่ื งภำษำองั กฤษ (ตัวหนา, 14 point, จดั กงึ่ กลาง)
(เว้น 14 point)
ช่ือผู้นพิ นธ์ภำษำอังกฤษ1* ชอื่ ผู้นิพนธภ์ ำษำอังกฤษ2 ชื่อผู้นพิ นธ์ภำษำอังกฤษ3 (ตวั หนา, 14 point, จัดกึ่งกลาง)
(เว้น 14 point)
ABSTACT (ตวั หนา, 14 point, จัดชดิ ซ้าย)
Abstract must be written in Thai and English, within a maximum of 350 words for each
language. ................................................................................................................................................................................
………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………
ย่อหน้า 1.25 ……ซม…….……ห……ร……ือป……ร……ะ……ม……าณ……….7………ต…ัว……อ…กั……ษ……ร………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………
2 ซม. …………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………… 2 ซม.
………………………………………………………………………….……………………………………………………………….…………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
…………………………………………………………………………………………..…… (ตวั ธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เว้น 14 point)
Keywords: ………, ………, ………, ………, ………, (3 -5 คา) (ตวั ธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เว้น 14 point)
เชงิ อรรถ สาหรบั ระบุสถานะและที่อยขู่ องผู้นิพนธ์
------------------------------------
1 Position..., Office address..., Email address: ...
2 Position..., Office address..., Email address: ...
3 Position..., Office address..., Email address: ...
* Corresponding author, e-mail: ...
2 ซม.
2.54 ซม.
บทนำ (ตวั หนา, 14 point, จดั ชิดซา้ ย)
เปน็ สว่ นของเนอื้ หาท่อี ธบิ ายความสาคญั และเหตผุ ลนาไปสกู่ ารศึกษาวจิ ัย .….……………………………
………..………………………………..………………………………..……….....……. (ตัวธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวิจัย (ตวั หนา, 14 point, จัดชดิ ซ้าย)
ให้ช้ีแจงถึงจดุ มงุ่ หมายของการวจิ ยั ……………............……(ตวั ธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
วธิ ดี ำเนินกำรวจิ ยั (ตวั หนา, 14 point, จัดชดิ ซา้ ย)
ควรอธบิ ายวธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั โดยกลา่ วถึงวิธกี ารสุ่มกลุ่มตวั อยา่ ง ทม่ี าของกลุ่มตวั อยา่ ง แหล่งทม่ี า
ของข้อมูล การเก็บและรวบรวมขอ้ มลู การใช้เครอ่ื งมอื สถิตทิ ่ีใช้ในการวิจยั และการวเิ คราะหข์ ้อมลู ………………..
………..………………………………..………………………………..……………………(ตวั ธรรมดา, 14 point, จดั กระจายแบบไทย)
(เว้น 14 point)
ผลกำรวิจัย (ตัวหนา, 14 point, จัดชิดซ้าย)
เป็นการเสนอส่ิงท่ีได้จากการวิจัยเป็นลาดับอาจแสดงด้วยตารางกราฟ แผนภาพประกอบ
การอธิบาย ท้ังนี้ถ้าแสดงด้วยตาราง พิมพ์คาว่า “ตำรำงที่ ...” ด้วยอักษรตัวหนา ตามด้วยช่ือตาราง ตัวอักษร
ธรรมดา ที่ด้านบนตารางจัดชิดซ้าย และเป็นตารางแบบไม่มีสีพ้ืนหลังและไม่มีเส้นขอบตารางด้านซ้ายและขวา
หัวตารางพิมพ์เป็นตัวหนาจัดก่ึงกลาง ตารางควรมีเฉพาะท่ีจาเป็นไม่ควรเกิน 5 ตาราง สาหรับรูปภาพประกอบ
2 ซม. ควรเป็นรปู ภาพขาว-ดา ทช่ี ัดเจนและมีคาบรรยายใตร้ ปู พมิ พ์คาวา่ “รปู ที่ ...” ด้วยอกั ษรตวั หนา ตามดว้ ยช่ือรูป 2 ซม.
ตัวอักษรธรรมดา จัดก่งึ กลางหนา้ กระดาษ กรณที จี่ าเป็นอาจใช้ภาพสีได้………..……………..........................………….
………..………………………………..………………………………..……………………(ตวั ธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
สรุปและอภปิ รำยผลกำรวิจัย (ตวั หนา, 14 point, จัดชดิ ซ้าย)
เป็นการสรุปผลท่ีได้จากการวิจัยและควรมีการอภิปรายผลการวิจัยว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ท่ีตั้งไว้หรือไม่เพียงใด และควรอ้างทฤษฎีหรอื เปรียบเทียบการทดลองของผู้อ่ืนท่ีเกีย่ วขอ้ งประกอบเพ่ือให้ผอู้ ่าน
เห็นด้วยตามหลักการหรือคัดค้านทฤษฎีที่มีอยู่เดิม รวมทั้งแสดงให้เห็น ถึงการนาผลไปใช้ประโยชน์
................................………..………………………………..…………………………(ตวั ธรรมดา, 14 point, จดั กระจายแบบไทย)
(เว้น 14 point)
ข้อเสนอแนะ (ตวั หนา, 14 point, จัดชิดซา้ ย)
ควรมี 2 ส่วน คือ ขอ้ เสนอเกีย่ วกับงานวิจยั และขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครงั้ ตอ่ ไป .....................
................................………..………………………………..…………………………(ตวั ธรรมดา, 14 point, จดั กระจายแบบไทย)
(เว้น 14 point)
กติ ตกิ รรมประกำศ(ถ้ามี) (ตัวหนา, 14 point, จัดชิดซา้ ย)
ข้อความแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือในการทางานวิจัย
รวมถึงแหลง่ ทนุ สนับสนนุ ต่างๆ …………………..………….......………………(ตัวธรรมดา, 14 point, จัดกระจายแบบไทย)
(เวน้ 14 point)
เอกสำรอำ้ งองิ (ตวั หนา, 14 point, จดั ชิดซ้าย)
การเขียนเอกสารอ้างอิงและการอ้างอิง ใช้ระบบ APA (American Psychological Association)
เท่าน้ัน ให้เรียงลาดับชอื่ ผ้แู ต่งหรือผู้รายงานตามลาดบั อกั ษรเร่ิมด้วยเอกสารภาษาไทยก่อน แล้วต่อด้วยเอกสาร
ภาษาตา่ งประเทศ …………………..………….......…...................……………(ตวั ธรรมดา, 14 point, จดั กระจายแบบไทย)
2 ซม.