194 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ธรี พงษ์ น้อยบุญญะ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งคุณภาพการจัดการศึกษากบั การพัฒนาจติ รับผิดชอบของนักศึกษา
ทเี่ รยี นรายวชิ าอตั ลกั ษณ์บณั ฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ธรี พงษ์ นอ้ ยบุญญะ1*
Received : April 7, 2019
Revised : June 15, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ย่อ
การศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบ ของ
นักศึกษา ท่ีเรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาจิต
รับผิดชอบและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
นักศึกษา ที่เรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ การศึกษาในครั้งนีเ้ ปน็ การศกึ ษาแบบวิจยั เชงิ ปริมาณ
ผลการศกึ ษาพบวา่ จานวนผตู้ อบแบบสอบถามทงั้ หมด 345 คน แบ่งเปน็ เพศหญงิ 215 คน และเพศ
ชายจานวน 130 คน แบ่งเป็นอายุ 15-20 ปี จานวน 277 คน และอายุ 21-25 ปี จานวน 68 คน ศาสนา
แบง่ เป็นศาสนาพทุ ธ จานวน 333 รองลงมาศาสนาอิสลามและศาสนาอ่ืนๆ จานวน 5 คน คณะมนษุ ย์ศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตรจ์ านวน 88 คน รองลงมาคณะครุศาสตร์ จานวน 83 คน ระดับความคิดเห็นในด้านวิธีการสอน มาก
ที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.02 อยู่ในระดับมาก รองลงมา ด้านเนื้อหาและด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่ง
อานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.94 และน้อยท่ีสุดด้านการจัดการ การใช้สื่อ และ
เทคโนโลยีมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.67 ตามลาดับ มีระดับความคิดเห็นในคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อ
วัฒนธรรมไทยมากท่ีสุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.10 อยู่ในระดับมาก รองลงมา คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อ
วัฒนธรรมไทยและคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเองมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.02 และน้อยที่สุด คือ
คุณลกั ษณะของความรับผิดชอบต่อส่ิงแวดล้อมมคี ่าเฉลีย่ เท่ากับ 3.91
คาสาคญั : การจัดการศึกษา,จติ รับผดิ ชอบ,นกั ศึกษา
1 งานวิชาศกึ ษาท่ัวไป มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทุมธานี
* ผนู้ พิ นธห์ ลัก e-mail: [email protected]
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 195
THE RELATIONSHIP BETWEEN THE QUALITY OF EDUCATIONAL MANAGEMENT
AND MENTAL RESPONSIBILITY DEVELOPMENT OF STUDENTS WHO ATTENDED
VRU IDENTITIES SUBJECT AT VALAYA ALONGKORN RAJABHAT UNIVERSITY,
UNDER THE ROYAL PATRONAGE
Teerapong Noiboonya1*
Abstract
The study of “The relationship between the quality of educational management and
mental responsibility development of students who attended VRU identities subject at Valaya
Alongkorn Rajabhat University, under the Royal Patronage, attempted to investigate quality of
educational management level, mental responsibility development level as well as the
relationship between the quality of educational management and mental responsibility
development of students who attended VRU identities subject at Valaya Alongkorn Rajabhat
University, under the Royal Patronage. The quantitative survey was used for this research.
The results of the study revealed that total of 345 students constituted the participants of this
study. The numbers of 215 participants were female and the remaining of 130 was male.
Regarding the ages of the participants, 277 participants were between the ages of 15-20 years
old, followed by 68 students were between the ages of 21-25 years old. Of the total participants,
the majority of 333 students are Buddhist, followed by those of 5 students are Muslims and
other religious. Most of 88 participants studied in Humanities and Social Faculty, followed by
Education Faculty of 83 participants. The major findings of the study revealed that, on average,
the teaching method aspect was rated at a very high level with a mean score of 4.02, meanwhile
the content aspect, the environmental climate aspect and the university facilities aspect were
moderately rated with a mean score of 3.94 respectively. However the lowest mean score of
3.67 was media and technology management aspect. Moreover, the level of opinion on Thai
cultural responsibility was considered at the high level (4.10). Additionally, the participants rated
Thai cultural responsibility and self-responsibility at a moderate level. The mean scores of these
aspects were 4.02. On the other hand, the participants stated that the environmental
responsibility was rated at the lowest level with the mean score of 3.91 accordingly.
Keywords : Educational Management, Mental Responsibility Development, Students
1 Lecturer In General Education Program, Valaya Alongkorn Rajabhat University under the Royal of
Patronage, Pathum Thani, Thailand
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
196 | ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ธรี พงษ์ น้อยบุญญะ
บทนา
ส่ิงที่เรากาลังเผชิญกันอยู่ในสังคมทุกวันน้ีเป็นสถานการณ์ท่ีเรียกได้ว่า เข้าข้ันวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็น
ปญั หาทเ่ี กิดขน้ึ ตง้ั แต่ในระดับครอบครวั ทเ่ี ริ่มตง้ั แต่ความรุนแรงภายในครอบครัว ปญั หาความเครียดของคนใน
สงั คมทีเ่ พิ่มขึ้น ปญั หาเด็กและเยาวชนทห่ี าตวั เองไม่เจอ หลงมัวเมาตามกระแสของวัตถุนยิ ม แสวงหาแต่ความสุข
สบาย อ่อนแอท้ังวิชาการและวิชาชีวิตปัญหาในระดับสังคมท่ีพบเหน็ ตามหนังสือพิมพ์รายวันในเรื่องของความ
รนุ แรงท่เี พ่มิ ขึ้นและลกุ ลามไปยังสงั คมวงกว้าง ปญั หาเศรษฐกิจซบเซา ชุมชนล่มสลาย ปญั หาความขดั แย้งทาง
การเมอื งที่ทาให้ประเทศชาติขาดความสงบสขุ มั่นคง เช่น ปรากฏการณต์ ่าง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนจากภาวะโลกร้อนไม่ว่า
จะเป็นเหตกุ ารณ์น้าท่วม โคลนถล่ม แผ่นดินไหว ท่ีเกิดขึ้นบ่อยครัง้ ในหลาย ๆ ประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา
กอ่ น
จากสภาพต่าง ๆ ที่เกดิ ขึน้ สง่ ผลกระทบต่อความเป็นไปของคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เกิดการ
เปลี่ยนแปลงด้านทัศนคตแิ ละค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมรวมท้ังส่งผลกระทบถึงลักษณะ
นิสัยและบุคลิกภาพของคนไทยให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ ลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพดังกล่าว ได้แก่ ลักษณะ
ตัวใครตัวมัน ไม่สนใจผู้อ่ืน มองโลกในแง่ร้าย ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต เอารัดเอาเปรียบ เชื่อถือกันและกนั
ไม่ได้และขาดการรักนวลสงวนตัว สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณท่ีทาให้เราต้อง เตรียมตัวเตรียมใจร่วมกันหาวิธีทจี่ ะ
รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ทเี่ ขา้ มาในชวี ติ ท้ังในแง่ของการรับมอื กบั ปญั หาและการปรบั ตัวใหเ้ ข้ากบั สถานการณ์
ทีเ่ ปล่ียนแปลงไปของสังคมโลก ดว้ ยวธิ ีการสรา้ งการศกึ ษาที่สอนใหม้ นุษยต์ ระหนักถึงความรับผิดชอบ เร่ิมตั้งแต่
ความรับผดิ ชอบต่อตนเอง และความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผดิ ชอบต่อส่ิงแวดล้อม และความรับผิดชอบ
ต่อวัฒนธรรมไทย โดยการปลุกจิตสานึกให้มนุษย์รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ และเคารพต่อวิถีชีวิตความ
เปน็ อยู่ภายใตบ้ รบิ ทของสงั คมไทย (ไพฑูรย์ สนิ ลารัตน์,2554 :75-77)
ท้ังนี้จะเห็นได้ว่าความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุในปัจจุบัน เป็นสาเหตุที่ทาให้สังคมโดยทั่วไป มี
คา่ นยิ มท่ีให้ความสาคัญ ในการแสวงหาเงนิ ทอง แสวงหาอานาจ บารมี มากกว่าท่จี ะใหค้ วามสาคัญทางดา้ นจิตใจ
สังคมในปัจจุบันจึงกลับเส่ือมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดเจน หากคนในสังคมขาดจิตรับผิดชอบแล้วก็จะทาให้เกิด
ความเดอื ดรอ้ นแก่ตนเองและผู้อื่น ในครอบครวั มคี วามเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันน้อยลง แก่งแย่ง ทะเลาะเบาะแว้ง
เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก เห็นแก่ตัว ชิงดีชิงเด่น เบียดเบียนสมบัติขององค์กรเพ่ือมาเป็นสมบัติของตนเอง
องคก์ รไม่ก้าวหน้า ประสทิ ธิภาพและคณุ ภาพของงานลดลง ทาให้ชมุ ชนเกดิ ความอ่อนแอ เพราะตา่ งคนตา่ งอย่ไู ม่
มีการพัฒนา ย่ิงปล่อยนานยิ่งทรุดโทรด เกิดอาชญากรรมในชุมชน ขาดศูนย์รวมจิตใจ ขาดผู้นาที่นาไปสู่การ
แก้ปัญหา เพราะแต่ละคนมองเห็นเร่ืองของตนเองเป็นใหญ่ เกิดวิกฤตการณ์ภายในประเทศบ่อยคร้ังและ
แกป้ ัญหาไม่ได้ เกดิ การเบยี ดเบยี นทาลายทรพั ยากรและสมบตั ิของส่วนรวม ประเทศชาติลา้ หลัง ขาดพลังของคน
ในสังคม ดังนั้นการปลูกฝังความสานึกให้กับบุคคล เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมจึงควรที่จะ
เกดิ ข้นึ ในสงั คม
จากท่ีกล่าวมาข้างต้นมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็น
สถาบันอุดมศึกษาท่ีให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนานักศึกษาให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมบูรณ์เช่นเดียวกัน โดย
มงุ่ เน้นพัฒนาการเรียนรูท้ ี่สอดคล้องกับแนวคดิ ของเดลเลอร์ คือการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 4 เสาหลักทางการศึกษา
ได้แก่ เรียนเพ่ือรู้ เรียนเพ่ือชีวิต เรียนเพ่ือการอยู่ร่วมกัน และเรียนเพ่ือปฏิบัติและในฐานะที่เป็นแนวทางของ
คุณธรรมจรยิ ธรรมสาหรบั การศึกษาเพ่ือพัฒนามนุษย์ด้วย เนอ่ื งจากสภาพปจั จบุ ันน้ีคนในสังคมส่วนใหญข่ าดจิต
รับผิดชอบท่ีดีและเพ่ือเป็นส่วนหน่ึงท่ีพัฒนานักศึกษาให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ มหาวิทยาลัยได้ทาการ
ปรับปรุงหลักสูตรในงานวิชาศึกษาท่ัวไป ซ่ึงเป็นวิชาพ้ืนฐานท่ีนักศึกษาทุกคนจะต้องเรียน โดยทาการปรบั ปรุง
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 197
หลกั สตู รให้มลี ักษณะการเรียนทีเ่ รียกว่า Modul แบง่ ออกเป็น 5 Modul ประกอบดว้ ย Modul GE 101 ภาษา
การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ Modul GE 102 อัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ Modul GE 103
นวตั กรรมและการคิดทางวิทยาศาสตร์ Modul GE 104 ความเป็นสากลเพ่ือการดาเนินชีวิตในประชาคมอาเซียน
และประชาคมโลกและ Modul GE 105 สุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิต ซ่ึงในแต่ละ Modul นั้นมีเป้าหมายที่
เหมอื นกันคอื มุ่งสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาดังกลา่ วขา้ งต้น โดยเฉพาะการศึกษาในModul
GE 102 อตั ลกั ษณบ์ ัณฑติ วไลยอลงกรณ์ นนั้ จะมีความมงุ่ เนน้ การสร้างความเปน็ มนุษย์ท่ีมจี ติ รับผดิ ชอบตอ่ สังคม
ดังนั้นกระบวนการศึกษาจึงเน้นการเรียนรู้จากกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ
Modul GE 102 อัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ และเพ่ือให้ทราบผลการดาเนินงานการสอนในรูปแบบนี้ว่า
สามารถปรบั คณุ ลักษณะบัณฑติ ให้มีจิตรบั ผิดชอบไดจ้ ริงหรือไม่น้ัน ทางคณะผูว้ ิจัยจงึ ต้องการศึกษาคุณภาพการ
จดั การศึกษาของมหาวิทยาลยั ในความคดิ ของนักศึกษา โดยแบ่งประเด็นในการศึกษาออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่
1) คุณภาพด้านหลักสูตร 2) คุณภาพด้านวิธีการสอน 3) คุณภาพด้านการจัดการ การใช้ส่ือและเทคโนโลยี
ทางการศึกษา และศึกษาการพัฒนาจิตรับผิดชอบของนักศึกษา โดยแบ่งประเด็นในการศึกษาออกเป็น 4
ประเด็นตามแนวคิดของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ คือ 1) จิตรับผิดชอบต่อตนเอง 2) จิตรับผิดชอบต่อสังคม 3)
จิตรบั ผิดชอบต่อสิ่งแวดลอ้ มและ 4) จิตรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมไทย ท้งั นี้เพอ่ื นาผลทไี่ ด้จากการวิจัยมาใชใ้ นการ
ปรับปรุงคุณภาพของการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยและปรับปรุงการเรียนการสอนให้สามารถพัฒนาจิต
รับผิดชอบของนกั ศึกษาในระดับสงู ต่อไป ดังน้นั คณะผู้วจิ ัยจงึ สนใจท่ีจะทาการศึกษาเรื่อง ความสัมพนั ธ์ระหว่าง
คุณภาพการจัดการศึกษากับการพฒั นาจติ รบั ผดิ ชอบของนักศึกษาทเ่ี รยี นรายวชิ าอตั ลักษณ์บัณฑติ วไลยอลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของนักศึกษาท่ีเรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลย
อลงกรณ์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
2. เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของนักศึกษาที่เรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลย
อลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
3. เพือ่ ศกึ ษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งคุณภาพการจัดการศึกษาท่ีมผี ลต่อการพฒั นาจิตรับผดิ ชอบของ
นักศึกษาท่ีเรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชปู ถมั ภ์
วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั
ในการศึกษาเร่ือง “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบท่ี
เรยี นรายวชิ าอตั ลกั ษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” โดยมี
วัตถปุ ระสงค์ เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการจดั การศึกษา เพื่อศกึ ษาระดับการพฒั นาจติ รับผิดชอบและเพ่ือศึกษา
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างคณุ ภาพการจดั การศกึ ษากบั การพฒั นาจติ รบั ผิดชอบของนกั ศึกษาทเี่ รยี นรายวิชาอตั ลักษณ์
บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การศึกษาในคร้ังนี้เป็น
การศึกษาแบบวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อสารวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาท่ีเรียนรายวิชาอัตลักษณ์
บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จานวน 345 คน จากจานวน
198 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ธรี พงษ์ นอ้ ยบญุ ญะ
นักศึกษาท้ังหมด 2,500 คน โดยผู้ศึกษาได้ใช้วิธีการคานวณขนาดตัวอย่างด้วยวิธีของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro
Yamane) ที่ระดบั ความเช่ือม่นั 95% ซงึ่ กาหนดค่าความคลาดเคล่ือนของการสุ่มตัวอย่างเท่ากบั .05
ผลการวิจยั
การศึกษาเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบ ของ
นักศึกษาที่เรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์” โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาระดับคุณภาพการจัดการศึกษา เพ่ือศึกษาระดับการพัฒนาจิต
รับผิดชอบและเพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
นักศึกษาท่ีเรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชปู ถัมภ์ การศกึ ษาในครง้ั นเี้ ปน็ การศกึ ษาแบบวจิ ัยเชงิ ปริมาณ สรุปผลการวิเคราะหด์ ังนี้
ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู พื้นฐานส่วนบุคคล
ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล พบวา่ จานวนผู้ตอบแบบสอบถามท้ังหมด 345 คน แบ่งเปน็ เพศหญิง 215
คน คิดเป็นร้อยละ 63.2 และเพศชายจานวน 130 คน คิดเป็นร้อยละ 46.3 ตามลาดับ แบ่งเป็นอายุ 15-20 ปี
จานวน 277 คน คิดเป็นร้อยละ 80.3 และอายุ 21-25 ปี จานวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 19.7 ตามลาดับ
แบ่งเป็นศาสนาพทุ ธ จานวน 333 คน คิดเป็นร้อยละ 96.5 รองลงมาศาสนาอิสลามและศาสนาอื่นๆ จานวน 5
คน คิดเป็นร้อยละ 1.4 และน้อยท่ีสุดศาสนาคริสต์ จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 0.6ตามลาดับ แบ่งเป็นคณะ
มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์จานวน 88 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 25.5 รองลงมาคณะครศุ าสตร์ จานวน 83 คน คดิ
เป็นร้อยละ 24.1คณะวิทยาการจัดการ จานวน 75 คน คิดเป็นร้อยละ 21.7 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จานวน 68 คน คิดเปน็ ร้อยละ 19.7 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จานวน 30 คน คดิ เป็นร้อยละ 8.7 และน้อย
ท่สี ุดคณะเทคโนโลยีการเกษตร จานวน 1 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 0.3 ตามลาดับ
ตอนท่ี 2 คณุ ภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ระดับความคิดเห็นในด้านวิธีการสอน มากที่สุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.02 อยู่ในระดับมาก รองลงมา
ด้านเน้ือหาและด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ย
เทา่ กับ 3.94 และนอ้ ยทส่ี ดุ ดา้ นการจดั การ การใชส้ อื่ และเทคโนโลยมี คี ่าเฉลี่ยเท่ากบั 3.67 ตามลาดับ เม่ือแยก
ออกเป็นรายดา้ น พบวา่
ด้านเนื้อหา จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความคิดเห็นในด้านเน้ือหา พบว่า
เน้ือหาสามารถนาไปประยุกตเ์ พื่อการเรียนร้ภู ายนอกมหาวิทยาลัยหรือชุมชนได้มากที่สุด มีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 3.99
อยู่ในระดับมาก รองลงมา สามารถเพ่ิมประสบการณ์ตรงในการดาเนินชีวิต และเนื้อหาในการเรียนมีความ
ทันสมยั และเปน็ ปัจจุบัน มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 3.98 และน้อยทส่ี ดุ สอดคล้องกบั หลักศาสนาและการปฏิบัติศาสนกิจ
มีค่าเฉลีย่ เทา่ กบั 3.85 ตามลาดับ
ด้านวิธีการสอน จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความคิดเห็นในด้านเทคนิคการ
สอน พบว่า การมจี ติ สาธารณะและให้ความสาคญั กับประโยชน์ของผูอ้ ื่นมคี ่าเฉลย่ี มากที่สดุ คอื 4.12 อยูใ่ นระดบั
มาก รองลงมา มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนและมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.07 และ
น้อยที่สุดเข้าใจง่ายและนักศึกษาอยากท่ีจะแสวงหาความรู้เพ่ิมเติมด้วยตัวเอง คือมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.89
ตามลาดบั
ด้านการจัดการ การใช้สื่อ และเทคโนโลยี จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความ
คดิ เหน็ ในด้านส่ือการสอน พบวา่ การจดั การเรียนการสอนมีความเหมาะสมสอดคล้องกับเน้ือหาและระยะเวลา
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 199
มีค่าเฉล่ียมากที่สุด 3.91 อยู่ในระดับมาก รองลงมา วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องเรียนมีความทันสมัยเหมาะสม
และพอเพยี งและโตะ๊ เกา้ อี้ในห้องเรียนมีความเหมาะสมในการเรียนการสอน มคี ่าเฉล่ยี เท่ากับ 3.77 และน้อย
ทสี่ ุดคอื ระบบสัญญาณ Internet ในห้องเรยี นรับรองการค้นหาข้อมูล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.28 ตามลาดบั
ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจากผู้ตอบ
แบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความคิดเหน็ ใน พบวา่ มีสภาพแวดลอ้ มและบรรยากาศเอื้อตอ่ การศึกษามี
ค่าเฉล่ียมากท่ีสุด 3.77 อยู่ในระดับมาก รองลงมา มหาวิทยาลัยมีแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลเหมาะสมกับการเรียน
ของผเู้ รยี นและมหาวทิ ยาลัยมีพื้นที่ให้ผูเ้ รยี นสามารถทากิจกรรมต่างๆได้อย่างเหมาะสม มีค่าเฉลีย่ เท่ากับ 3.71
และน้อยที่สุดคือ มหาวิทยาลัยมีสถานที่ให้ออกาลังกายและพักผ่อนมีความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.61
ตามลาดบั
ตอนที่ 3 การพฒั นาจิตรบั ผิดชอบของมหาวทิ ยาลัย
ระดับความคิดเห็นในคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมไทยมากที่สุด มีค่าเฉล่ียเทา่ กบั
4.10 อยู่ในระดับมาก รองลงมา คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมไทยและคุณลักษณะของความ
รับผิดชอบต่อตนเองมีค่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.02 และนอ้ ยทส่ี ุด คอื คณุ ลกั ษณะของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมี
คา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 3.91 ตามลาดับ เมอื่ แยกออกเป็นรายด้าน พบวา่
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความ
คิดเหน็ ในคุณลกั ษณะของ
ความรับผิดชอบต่อตนเองพบว่า นักศึกษาเคารพศักด์ิศรีของตนเองรักษาและเชิดชูเกียรติของวงศ์
ตระกลู และสถาบันมีค่าเฉลี่ยมากท่ีสดุ 4.10 อยู่ในระดับมาก รองลงมา นักศึกษามเี ป้าหมายในอนาคตและมอง
โลกในแง่ดี นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อหน้าทีข่ องตนเองและนักศึกษามีเจตคติทีด่ ีกบั ตนเองมีความเข้าใจและ
พงึ พอใจในตนเอง มีค่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.08 และนอ้ ยท่ีสุดคือ นักศกึ ษามีความคิดริเร่ิมและสามารถเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเองมีค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 3.92 ตามลาดับ
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสังคม จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับความ
คดิ เหน็ ในคณุ ลกั ษณะของ
ความรับผิดชอบต่อสังคม พบว่า นักศึกษาเคารพสิทธิซ่ึงกันและกันมีค่าเฉล่ียมากที่สุด 4.14 อยู่ใน
ระดบั มาก รองลงมา นักศึกษาปฏิบตั ิตามกฏระเบียบขอ้ บังคับของสังคม/มหาวทิ ยาลัย นกั ศกึ ษาไม่ละเลยหน้าท่ี
ของการเป็นพลเมืองทีด่ ีและนักศึกษาให้ความช่วยเหลือผู้อื่นท่ีอยู่ในสังคมมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 4.06 และน้อยที่สุด
คือ เมื่อเหน็ สงิ่ ทีเ่ ปน็ อันตรายตอ่ สงั คมนักศึกษาช่วยแก้ไขตามความสามารถมีคา่ เฉลีย่ เท่ากบั 3.91 ตามลาดบั
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จากผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับ
ความคิดเห็นในคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อส่ิงแวดล้อม พบว่า นักศึกษารู้และเข้าใจวิธีการใช้
ทรัพยากรธรรมชาตใิ หเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ มีค่าเฉลีย่ มากทส่ี ดุ 4.02 อยใู่ นระดบั มาก รองลงมา นกั ศึกษาลดการใช้
ผลิตภัณฑ์ท่ีทามาจากการสังเคราะห์ นักศึกษารณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมและนักศึกษามีส่วนร่วมในการอนุรกษ์
พันธุ์พชื ท้องถิ่นมีค่าเฉลยี่ เท่ากับ 3.93 และนอ้ ยทสี่ ดุ คือ นกั ศึกษามีส่วนรว่ มในการอนรุ ักษ์พันธ์ุสัตวใ์ นท้องถ่ินมี
ค่าเฉลีย่ เท่ากบั 3.84 ตามลาดับ
คุณลักษณะของความรบั ผดิ ชอบต่อวัฒนธรรมไทย จากผ้ตู อบแบบสอบถามจานวน 345 คน มีระดับ
ความคิดเห็นในด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมไทย พบว่า นักศึกษามีความรู้สึกสานึกใน
บุญคุณของผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือ มีค่าเฉล่ียมากที่สุด 4.15 อยู่ในระดับมาก รองลงมา นักศึกษาแสดงความ
จงรกั ภักดีและปกป้องสถาบันพระมหากษตั รยิ ์นักศึกษามเี จตคติทด่ี ีและมีความเข้าใจเก่ยี วกับชาติในการรณรงค์
200 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ธรี พงษ์ น้อยบญุ ญะ
เอกลักษณ์ และนักศกึ ษาอนุรกั ษ์ภาษาไทยและร้จู ักใช้ภาษาไทยให้ถกู ต้องทง้ั ภาษาพูดและเขียน มีคา่ เฉล่ยี เทา่ กับ
4.14 และน้อยที่สุดคือ นักศึกษาปฏิบัติตนอยู่ในหลักธรรมและประเพณีวัฒนธรรมไทยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06
ตามลาดับ
การทดสอบสมมตฐิ าน
สมมติฐานข้อท่ี1คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิต
รบั ผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้านคุณลกั ษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย ด้า น
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง โดยใช้สถิติ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson Product
moment Correlation Coefficient) พบวา่
ด้านเนื้อหามีค่า Sig. (2-tailed) เท่ากบั 0.000 ซง่ึ น้อยกวา่ 0.05 น่ันคอื ยอมรบั สมมติฐานรอง (H1)
และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านเนื้อหามี
ความสัมพนั ธ์กับการพัฒนาจิตรบั ผิดชอบของมหาวทิ ยาลัยด้านคุณลักษณะของความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิตท่ีระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.636 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมี
ความสมั พนั ธใ์ นระดับสูง ในทศิ ทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกบั สมมตฐิ านที่ตั้งไว้
ด้านวธิ ีการสอนมีคา่ Sig. (2-tailed) เท่ากับ 0.000 ซึ่งนอ้ ยกว่า 0.05 นัน่ คือ ยอมรบั สมมตฐิ านรอง
(H1) และ ปฏเิ สธสมมตฐิ านหลัก (H0) หมายความว่า คณุ ภาพการจดั การศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ด้านวิธีการสอน
มีความสมั พันธก์ บั การพฒั นาจติ รับผดิ ชอบของมหาวทิ ยาลยั ด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง อย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.592 แสดงว่า ตัวแปรท้ังสองมี
ความสมั พันธ์ในระดบั ปานกลาง ในทศิ ทางเดยี วกนั ซึง่ สอดคล้องกับสมมติฐานทต่ี ั้งไว้
ดา้ นการจัดการ การใช้สอ่ื และเทคโนโลยี มคี ่า Sig. (2-tailed) เท่ากับ 0.000 ซงึ่ นอ้ ยกว่า 0.05 นนั่
คือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยด้านการจัดการ การใช้ส่ือ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
มหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.527 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทาง
เดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกบั สมมตฐิ านทต่ี ้ังไว้
ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่า Sig. (2-
tailed) เท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 น่ันคือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0)
หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่งอานวยความ
สะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัย มคี วามสมั พันธ์กับการพัฒนาจิตรับผดิ ชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคุณลักษณะของ
ความรับผิดชอบต่อตนเอง อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตที่ระดับ 0.05 โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพนั ธ์ เท่ากับ 0.476
แสดงวา่ ตัวแปรทง้ั สองมคี วามสัมพนั ธใ์ นระดบั ปานกลาง ในทศิ ทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานทีต่ งั้ ไว้
สมมติฐานข้อท่ี2คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิต
รบั ผดิ ชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคณุ ลกั ษณะของความรับผดิ ชอบต่อสังคม
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย ด้าน
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสังคมโดยใช้สถิติ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson Product
moment Correlation Coefficient) พบว่า
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 201
ด้านเนื้อหามคี า่ Sig. (2-tailed) เทา่ กับ 0.000 ซ่งึ น้อยกว่า 0.05 น่นั คือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1)
และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านเนื้อหามี
ความสัมพนั ธ์กับการพฒั นาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคุณลักษณะของความรับผดิ ชอบต่อสังคม อยา่ งมี
นัยสาคัญทางสถิตท่ีระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ0.547แสดงว่าตัวแปรทั้งสองมี
ความสัมพนั ธ์ในระดบั ปานกลางในทิศทางเดียวกนั ซงึ่ สอดคลอ้ งกับสมมติฐานทีต่ งั้ ไว้
ดา้ นวธิ ีการสอนมีค่า Sig. (2-tailed) เทา่ กบั 0.000 ซ่ึงนอ้ ยกว่า 0.05 นน่ั คอื ยอมรับสมมตฐิ านรอง
(H1) และ ปฏเิ สธสมมตฐิ านหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจดั การศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านวิธีการสอน
มคี วามสัมพันธ์กับการพฒั นาจติ รบั ผิดชอบของมหาวิทยาลยั ดา้ นคุณลักษณะของความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม อยา่ ง
มีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.618 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมี
ความสัมพันธใ์ นระดบั สงู ในทิศทางเดียวกนั ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทีต่ ง้ั ไว้
ดา้ นการจดั การ การใชส้ ่ือ และเทคโนโลยี มคี ่า Sig. (2-tailed) เท่ากบั 0.000 ซ่ึงน้อยกวา่ 0.05 นนั่
คือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยด้านการจัดการ การใช้ส่ือ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
มหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสังคม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.537 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทาง
เดยี วกัน ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั สมมตฐิ านทีต่ ง้ั ไว้
ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่า Sig. (2-
tailed) เท่ากับ 0.000 ซ่ึงน้อยกว่า 0.05 นั่นคือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0)
หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความ
สะดวกตา่ งๆ ในมหาวิทยาลัย มคี วามสมั พันธ์กับการพัฒนาจิตรับผดิ ชอบของมหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของ
ความรับผดิ ชอบต่อสังคม อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตที่ระดบั 0.05 โดยมคี า่ สมั ประสทิ ธิส์ หสัมพันธ์ เทา่ กับ 0.410
แสดงว่า ตวั แปรทง้ั สองมคี วามสัมพนั ธ์ในระดับปานกลาง ในทศิ ทางเดียวกนั ซึ่งสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทต่ี ้ังไว้
สมมติฐานข้อท่ี3คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิต
รบั ผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้านคณุ ลกั ษณะของความรับผดิ ชอบต่อสงิ่ แวดล้อม
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้าน
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้สถิติ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Product moment Correlation Coefficient) พบว่า
ดา้ นเน้ือหามีคา่ Sig. (2-tailed) เทา่ กบั 0.000 ซ่ึงน้อยกว่า 0.05 นัน่ คือ ยอมรบั สมมติฐานรอง (H1)
และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านเนื้อหามี
ความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อส่ิงแวดลอ้ ม
อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตที่ระดบั 0.05 โดยมีค่าสมั ประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.533 แสดงวา่ ตวั แปรทง้ั สองมี
ความสมั พันธ์ในระดบั ปานกลาง ในทิศทางเดียวกัน ซง่ึ สอดคลอ้ งกับสมมติฐานทตี่ ้งั ไว้
ดา้ นวิธกี ารสอนมีค่า Sig. (2-tailed) เท่ากบั 0.000 ซึ่งนอ้ ยกว่า 0.05 น่นั คือ ยอมรบั สมมตฐิ านรอง
(H1) และ ปฏเิ สธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คณุ ภาพการจดั การศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ด้านวิธีการสอน
มคี วามสมั พันธ์กบั การพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อส่ิงแวดล้อม
อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตท่รี ะดบั 0.05 โดยมคี า่ สมั ประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เทา่ กบั 0.533 แสดงวา่ ตวั แปรทั้งสองมี
ความสมั พันธใ์ นระดบั ปานกลาง ในทิศทางเดียวกัน ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทตี่ งั้ ไว้
202 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ธรี พงษ์ น้อยบุญญะ
ดา้ นการจดั การ การใช้สือ่ และเทคโนโลยี มีคา่ Sig. (2-tailed) เทา่ กบั 0.000 ซ่ึงน้อยกวา่ 0.05 น่ัน
คือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยด้านการจัดการ การใช้ส่ือ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
มหาวิทยาลัยด้านคณุ ลักษณะของความรับผดิ ชอบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตท่ีระดบั 0.05 โดยมี
ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.524 แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทาง
เดียวกนั ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐานทต่ี ัง้ ไว้
ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่า Sig. (2-
tailed) เท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 น่ันคือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0)
หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความ
สะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัย มคี วามสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรบั ผดิ ชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคุณลักษณะของ
ความรับผิดชอบต่อส่งิ แวดล้อม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตท่รี ะดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ
0.527แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐาน
ท่ีตงั้ ไว้
สมมติฐานข้อที่4คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิต
รบั ผิดชอบของมหาวทิ ยาลัยดา้ นคุณลักษณะของความรับผดิ ชอบต่อวัฒนธรรมไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้าน
คุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมไทย โดยใช้สถิติ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson
Product moment Correlation Coefficient) พบวา่
ด้านเนือ้ หามีคา่ Sig. (2-tailed) เท่ากับ 0.000 ซ่ึงน้อยกว่า 0.05 น่ันคอื ยอมรับสมมติฐานรอง (H1)
และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านเนื้อหามี
ความสัมพันธ์กบั การพฒั นาจติ รับผิดชอบของมหาวทิ ยาลยั ด้านคุณลักษณะของความรับผดิ ชอบต่อวฒั นธรรมไทย
อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทรี่ ะดบั 0.05 โดยมคี ่าสมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ์ เทา่ กบั 0.545 แสดงวา่ ตวั แปรท้งั สองมี
ความสมั พันธ์ในระดบั ปานกลาง ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐานท่ตี ง้ั ไว้
ด้านวธิ ีการสอนมีคา่ Sig. (2-tailed) เท่ากบั 0.000 ซงึ่ นอ้ ยกว่า 0.05 นนั่ คอื ยอมรับสมมตฐิ านรอง
(H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คณุ ภาพการจัดการศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ด้านวิธีการสอน
มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยดา้ นคณุ ลักษณะของความรบั ผิดชอบต่อวัฒนธรรม
ไทย อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทีร่ ะดับ 0.05 โดยมคี า่ สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เทา่ กับ 0.584 แสดงว่า ตวั แปรทั้ง
สองมคี วามสัมพันธ์ในระดบั ปานกลาง ในทศิ ทางเดยี วกนั ซ่งึ สอดคล้องกับสมมตฐิ านท่ีตงั้ ไว้
ด้านการจดั การ การใชส้ อื่ และเทคโนโลยี มคี ่า Sig. (2-tailed) เทา่ กบั 0.000 ซ่งึ นอ้ ยกว่า 0.05 นนั่
คือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยด้านการจัดการ การใช้สื่อ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
มหาวทิ ยาลัยด้านคณุ ลักษณะของความรบั ผดิ ชอบต่อวัฒนธรรมไทย อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทร่ี ะดบั 0.05 โดย
มคี ่าสมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพันธ์ เทา่ กับ 0.472 แสดงวา่ ตัวแปรทง้ั สองมคี วามสัมพันธ์ในระดบั ปานกลาง ในทศิ ทาง
เดยี วกัน ซึง่ สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทต่ี ้งั ไว้
ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่า Sig. (2-
tailed) เท่ากับ 0.000 ซ่ึงน้อยกว่า 0.05 น่ันคือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0)
หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความ
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 203
สะดวกต่างๆ ในมหาวทิ ยาลัย มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรบั ผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของ
ความรับผดิ ชอบตอ่ วฒั นธรรมไทย อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ท่รี ะดบั 0.05 โดยมคี ่าสมั ประสิทธสิ์ หสัมพนั ธ์ เท่ากบั
0.415 แสดงวา่ ตวั แปรทงั้ สองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทางเดยี วกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน
ที่ต้งั ไว้
สรปุ และอภปิ รายผลการวิจัย
การศึกษาเร่ือง “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบ ของ
นักศึกษาที่เรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์” พบว่า ระดับความคิดเห็นในด้านวิธีการสอน มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.02 อยู่ในระดับมาก
รองลงมา ด้านเน้ือหาและด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความสะดวกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมี
ค่าเฉลยี่ เทา่ กบั 3.94 และน้อยท่สี ุดด้านการจัดการ การใชส้ ่ือ และเทคโนโลยีมคี ่าเฉล่ียเทา่ กบั 3.67 ซงึ่ สอดคล้อง
กับผลการศึกษาของ ทวิการ์ นิ่มวรรณังและคณะ (2557) ได้ทาการศึกษาเรื่องการพัฒนารูปแบบการสร้างจิต
สาธารณะของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรยี นเอกชนภาคเหนือ ผลการศกึ ษาพบว่า รปู แบบการสร้างจิต
สาธารณะของนักเรยี นระดบั ประถมศึกษาในโรงเรียนเอกชนภาคเหนือ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 6 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ดา้ นการบริหารจัดการ 2) ดา้ นการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านกจิ กรรมส่งเสริมการเรยี นรู้เพ่ือสร้างจิต
สาธารณะ 4) ด้านการจัดสภาพแวดล้อม 5) ด้านการประเมินผลและ 6) ด้านการสร้างเครือข่าย การ
ประเมินผลการทดลองใช้รปู แบบการสรา้ งจิตสาธารณะทั้ง 6 องค์ประกอบการประเมินผ่านเกณฑ์ในระดับมาก
ถึงมากที่สดุ ทกุ ประเดน็ และในทุกองค์ประกอบ
คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
มหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเองความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากบั
การพฒั นาจติ รับผิดชอบของมหาวิทยาลยั ดา้ นคุณลักษณะของความรับผดิ ชอบต่อตนเอง โดยใชส้ ถิติ สหสมั พันธ์
อย่างง่ายของเพียร์สัน พบว่า ด้านเนื้อหามีค่า Sig. (2-tailed) เท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 น่ันคือ ยอมรับ
สมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมตฐิ านหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ดา้ นเนอื้ หามีความสัมพันธ์กับการพฒั นาจติ รบั ผิดชอบของมหาวิทยาลัยดา้ นคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อ
ตนเอง อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทรี่ ะดบั 0.05 โดยมีคา่ สัมประสิทธ์สิ หสัมพนั ธ์ เทา่ กบั 0.636 แสดงวา่ ตวั แปรทั้ง
สองมคี วามสมั พันธ์ในระดบั สูง ในทศิ ทางเดยี วกนั ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตัง้ ไว้ ด้านวธิ กี ารสอนมีค่า Sig. (2-
tailed) เท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 นั่นคือ ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (H0)
หมายความว่า คุณภาพการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยด้านวิธีการสอนมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาจิต
รบั ผิดชอบของมหาวิทยาลัยดา้ นคุณลักษณะของความรับผิดชอบตอ่ ตนเองอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทีร่ ะดับ 0.05
โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.592 แสดงว่า ตัวแปรท้ังสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ใน
ทศิ ทางเดยี วกัน ซง่ึ สอดคล้องกับสมมตฐิ านทต่ี ัง้ ไว้ ด้านการจดั การ การใชส้ ่อื และเทคโนโลยี มีค่า Sig. (2-tailed)
เท่ากับ 0.000 ซ่งึ นอ้ ยกวา่ 0.05 น่นั คอื ยอมรับสมมติฐานรอง (H1) และ ปฏิเสธสมมตฐิ านหลกั (H0) หมายความ
ว่า คุณภาพการจดั การศึกษาของมหาวทิ ยาลัยด้านการจัดการ การใช้สอื่ และเทคโนโลยี มีความสัมพนั ธ์กับการ
พฒั นาจิตรับผดิ ชอบของมหาวิทยาลยั ด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบตอ่ ตนเอง อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตท่ี
ระดับ 0.05 โดยมคี ่าสัมประสิทธิส์ หสัมพันธ์ เท่ากบั 0.527 แสดงว่า ตัวแปรทง้ั สองมีความสัมพันธ์ในระดับปาน
กลาง ในทศิ ทางเดียวกนั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานทตี่ ั้งไว้ ด้านบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความ
สะดวกตา่ งๆ ในมหาวทิ ยาลยั มคี ่า Sig. (2-tailed) เทา่ กับ 0.000 ซงึ่ น้อยกว่า 0.05 นัน่ คือ ยอมรบั สมมตฐิ านรอง
204 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ธีรพงษ์ น้อยบญุ ญะ
(H1) และ ปฏิเสธสมมตฐิ านหลัก (H0) หมายความว่า คุณภาพการจัดการศกึ ษาของมหาวทิ ยาลัยด้านบรรยากาศ
สภาพแวดล้อมและสิง่ อานวยความสะดวกตา่ งๆ ในมหาวทิ ยาลยั มคี วามสัมพนั ธ์กับการพัฒนาจิตรับผดิ ชอบของ
มหาวิทยาลัยด้านคุณลักษณะของความรับผิดชอบต่อตนเอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตท่ีระดับ 0.05 โดยมีค่า
สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.476 แสดงว่า ตัวแปรท้ังสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ในทิศทาง
เดียวกัน ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้ังไว้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ณัฏฐ์ หลักชัยกุล (2557) ได้
ทาการศึกษาเร่ืองการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ : กรณีศึกษา คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์ส่วนใหญ่มี
ความเห็นระดบั ปานกลางตอ่ คณุ ภาพการจดั การศึกษาและการพัฒนามนุษยข์ องมหาวิทยาลยั และคุณภาพการจัด
การศึกษาความสัมพันธ์กับการพัฒนามนุษย์ของ มหาวิทยาลัยที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 สาหรับ
ข้อเสนอแนะมหาวทิ ยาลยั ควรพัฒนาเทคโนโลยีอยา่ งสอดคล้องกบั ความจาเป็น และพฒั นารูปแบบการใชส้ ่ือการ
เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้บริหารการศึกษาควรส่งเสริมวัฒนธรรมสร้าง และรับในการเข้าสู่
ศตวรรษที่ 21 ใน 2 ลกั ษณะคอื ทักษะในการรบั เทคโนโลยีอย่างร้เู ท่าทัน และสร้างเทคโนโลยเี พื่อการศึกษาเชิง
สร้างสรรค์ และเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มี
ความพร้อมทางทักษะ และความสามารถทางภาษาในการประกอบอาชีพ และการดาเนินชีวิตหลังจบการศึกษา
เพ่ือสร้างความไดเ้ ปรยี บทางการแข่งขันด้านทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกจิ และสังคมอย่างบูรณาการและย่ังยืนใน
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558
ขอ้ เสนอแนะ
การส่งเสริมจิตรับผิดชอบให้กับนักศึกษาควรมีกิจกรรมจิตอาสาอย่างหลากหลาย และควรมีกรอบ
แนวคิดแนวทางการสรา้ งบณั ฑิตจิตอาสาตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและกระบวนการเสรมิ สร้างบณั ฑิตจิต
อาสา ดังน้ันจงึ ควรส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาต้ังแต่ชน้ั ปีแรกของการศึกษาเพ่ือปลกู ฝงั จติ สานึกด้านจติ รับผิดชอบ
ใหอ้ ย่ใู นระดับสูงตอ่ ไป
กิตติกรรมประกาศ
การวิจัยเร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการจัดการศึกษากับการพัฒนาจิตรับผิดชอบของ
นักศึกษา ที่เรียนรายวิชาอัตลักษณ์บัณฑิตวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้วิจัย
ขอขอบพระคณุ ผูช้ ว่ ยศาสตราจารยก์ านตม์ ณี ไวยครฑุ และผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์สญั ลกั ษณ์ กง่ิ ทองที่
ให้คาแนะนาปรึกษา ทาให้งานวจิ ยั ครงั้ นีส้ าเรจ็ ได้ด้วยดี
เอกสารอ้างอิง
ไพฑรู ย์ สินลารัตน์. (2554). CCPR กรอบคดิ ใหมท่ างการศึกษา. ศนู ยห์ นงั สือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ทวิการ์ นมิ่ วรรณงั และคณะ. (2557). การพัฒนารูปแบบการสร้างจติ สาธารณะของนกั เรียนระดับประถมศึกษา
ในโรงเรยี นเอกชนภาคเหนือ. วารสารพฒั นาการเรียนการสอน มหาวิทยาลยั รังสิต. ปที ่ี8(ฉบับท่ี
2): 115-127.
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 205
ณฏฐ์ หลักชัยกุล. (2557). การจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนามนุษย์ กรณีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. การประชุมวิชาการศึกษาทั่วไป
แหง่ ประเทศไทย ครง้ั ที่ 3: 43-59
206 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ไททศั น์ มาลา
การมสี ่วนร่วมในการจัดการความรูภ้ มู ปิ ญั ญาผสู้ ูงอายุเพอื่ การเรียนรูต้ ลอดชวี ติ ของชมุ ชนในเขต
เทศบาลเมืองสระแกว้ จงั หวดั สระแก้ว
ไททศั น์ มาลา1*
Received : May 2, 2019
Revised : June 10, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ย่อ
บทความวิจัยน้ีวัตถุประสงคใ์ นการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมือง
สระแกว้ ผ่านกระบวนการมสี ่วนร่วมของชุมชน (2) เพ่อื ศึกษาการจัดการความรู้ภูมิปญั ญาผูส้ ูงอายใุ นเขตเทศบาล
เมอื งสระแก้ว และ(3) เพอื่ พฒั นาการจัดการความร้ภู มู ิปญั ญาผู้สูงอายไุ ปสู่การเรียนรูต้ ลอดชีวิต โดยใชก้ ารจดั เวที
ชาวบา้ นเพื่อสนทนากลุ่ม การสงั เกตการณ์ และการสมั ภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า พน้ื ทีเ่ ทศบาลเมืองสระแก้วมี
ภูมิปัญญาผู้สูงอายุที่มีความโดดเด่น ได้แก่ ด้านหัตกรรม ด้านอาหารและการแปรรูป ด้านการเกษตร ด้านการ
สันทนาการ ด้านกองทุนและเศรษฐกิจชุมชน ด้านศาสนาและประเพณี และด้านสมุนไพรและแพทย์แผนไทย
สาหรับการจัดการความรู้ได้การรวบรวมความรู้ด้านการตีกลองยาวและพัฒนาสู่กระบวนการถ่ายทอดความรู้แก่
เดก็ และเยาวชนภายใตค้ วามร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองสระแก้ว โรงเรียน และชมุ ชน สาหรับการนาความรู้ไป
ใช้ประโยชน์ ได้แก่ การกอ่ ตง้ั วงงกลองยาว การแสดงกลองยาวในงานประเพณตี ่างๆ การนากจิ กรรมการตีกลอง
ยาวมาเป็นแนวทางการพัฒนาคนด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การได้มี
โอกาสในการเรียนรู้และได้สัมผัสกับคุณค่าของผู้สูงอายุผ่านเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ตลอดจนการขยายผลความ
รว่ มมือโดยการนาความรดู้ า้ นการตีกลองยาวไปใช้ประโยชน์สู่กิจกรรมการมีส่วนรว่ มของชุมชน การบรู ณาการกับ
โครงการของเทศบาล การเรียนการสอนของโรงเรียนและโรงเรียนผู้สูงอายุ การส่งเสริมให้เยาวชนมีรายได้เพื่อ
เปน็ ทุนการศกึ ษา และสง่ เสริมกระบวนการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ ของชุมชน
คาสาคญั : การจัดการความรู้ ภมู ปิ ญั ญา ผูส้ ูงอายุ การเรียนรู้ตลอดชีวติ
1 อาจารย์ประจาสาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
จังหวัดปทมุ ธานี
* ผู้นิพนธ์หลกั e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 207
PEOPLE’S PARTICIPATION IN ELDER’S WISDOM MANAGEMENT FOR LIVE-LONG LEARNING IN
MUANG SAKAEO MUNICIPALITY, SAKAEO PROVINCE
Titus Mala 1*
Abstract
This research article aimed at (1) studying elder’s wisdom in Muang Sakaeo
Municipality through communities’ participation (2) studying knowledge and wisdom of elders
of Muang Sakaeo Municipality and (3) developing elders’ knowledge and wisdom for their live-
lone learning. This research employed people’s focused-groups, researcher observations, and
interviews. The result showed that the area of Muang Sakaeo had outstanding elder’s wisdoms,
that is, in handicrafts, food and food transformation, agriculture, recreation, community fund
and economy, religion and tradition, and herbs and Thai medicine. Regarding knowledge
management, the researcher gathered knowledge on playing Thai traditional drum (Klong-yao)
and pass on this knowledge to young people by cooperation between Muang Sakaeo
Municipality, schools, and communities. This knowledge was utilized via the establishment of
Klong-yao band, Klong-yao performances in many traditional occasions. Many activities related
to Klong-yao were used as guidelines for human development by encouraging young people to
spend their free times wisely. In addition, this can be enhanced as a cooperation on Klong-yao
performance to be communities’ participations, integration into municipality’s projects, school
and elder’s school courses, earning for young people to support their education, and further
support the communities’ live-long learning in the long run.
Keywords : Knowledge Management, Wisdom, Elder, Live-long learning
1 Lecturer of Public Administration, Valaya Alongkorn Rajabhat University Under The Royal Patronage,
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
208 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ไททัศน์ มาลา
บทนา
ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ให้ความสาคญั กับการพัฒนาศกั ยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
เพ่ือสร้างทรัพยากรมนุษย์ทีม่ ีศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในทกุ ช่วงวัยรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ
เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศร่วมกับคนทุกช่วงวัยเพื่อการรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพและคาดว่า
ภายในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) สอดคล้องกับแผนพัฒนาการ
เศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ให้ความสาคัญเรอ่ื งภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินและภูมิปัญญา
ผู้สูงอายุอันเป็นทุนทางสังคมที่มีค่าในอันท่ีจะส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงท้ังในด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
ทวา่ ในสงั คมท่ีเป็นอยู่ปัจจุบันน้ันภูมิปญั ญาต่างๆ มากมายที่สงั่ สมในรูปแบบของการสบื ทอดจากรุ่นสูร่ ุ่นที่มีการ
ถา่ ยทอดจากบุคคลในครอบครัว ชุมชน และสงั คม โดยมผี ้สู ูงอายุทาหน้าท่ีเปน็ สื่อกลางของการถ่ายทอดความรู้
ต่างๆ เหล่าน้ันที่ยังไม่ได้รับการเก็บรวบรวมเป็นระบบขณะที่โครงสร้างประชากรไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอยา่ ง
สมบูรณ์ในปี 2564 (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560: 11) จึงนับเป็น
บทบาทสาคัญสาหรับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในการจัดการความรู้ภูมิปัญญา
ผูส้ ูงอายเุ พือ่ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรตู้ ลอดชีวติ ในชมุ ชนต่อไป
เทศบาลเมืองสระแก้วเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดกลาง แบ่งการปกครองออกเป็น 20
ชุมชน มีประชากรรวมท้ังสิ้น 17,208 คน แยกเป็นชาย 8,358 คน หญิง 8,850 คน จานวนครัวเรือน 10,450
ครัวเรือน ความหนาแน่นของประชากร 615 คน ต่อตารางกิโลเมตร พ้ืนที่ความรับผิดชอบรวม 28 ตาราง
กิโลเมตร (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน, 2560) ผลจากการสารวจสภาวการณ์ทางสังคมของเทศบาลเมือง
สระแก้ว พบว่าในประเดน็ ผสู้ ูงอายุน้ันเทศบาลเมืองสระแก้วมีจานวนผู้สูงอายรุ วมทัง้ สิ้น 2011 คน โดยเทศบาล
เมืองสระแก้วได้ก้าวสู่สังคมผ้สู ูงอายุ (Aging society) แล้ว โดยเทศบาลเมืองสระแก้วได้จัดบริการสาธารณะแก่
ผู้สูงอายใุ นระดบั พ้ืนฐานคือการจ่ายเบยี้ ยังชีพและการส่งเสริมในดา้ นสขุ ภาพเบ้ืองต้นและเตรียมทีจ่ ะมีการจัดตั้ง
โรงเรียนผูส้ ูงอายขุ นึ้ ในพ้ืนทตี่ อ่ ไป ทั้งน้ีผ้สู ูงอายมุ กี ารรวมกลุ่มกันเบ้ืองต้นในนามของชมรมผู้สงู อายุ โดยเทศบาล
เมอื งสระแก้วรวมท้ังผู้สูงอายุเองมีความต้องการในการพฒั นาศักยภาพของผู้สูงอายุในด้านสุขภาพร่างกาย การ
สร้างกิจกรรมสันทนาการร่วมกันเพ่ือใหผ้ ู้สูงอายไุ ด้ผ่อนคลาย ตลอดจนการส่งเสรมิ ให้ผสู้ ูงอายุสามารถมีรายได้
จากกิจกรรมหรืออาชีพเสรมิ ต่างๆ และยังต้องการพ้ืนที่ที่เปดิ โอกาสให้ผู้สงู อายุไดม้ ีส่วนรว่ มในการแก้ไขปัญหา
ของทอ้ งถิ่นของตนเองโดยเฉพาะปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชนผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนวิชาความรภู้ ูมิปัญญา
ผ้สู งู อายเุ พอ่ื การเรยี นรูต้ ลอดชีวติ ของชมุ ชนและเพื่อให้ผู้สูงอายุไดต้ ระหนักถงึ คุณค่าของตนเองในฐานะท่ีเป็นผู้ท่ี
มีคุณค่าแก่สว่ นรวมตอ่ ไป
ดังนน้ั ผวู้ ิจยั จงึ ได้เล็งเห็นความสาคญั ดังกล่าว จงึ ได้ทาการศึกษาถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้
ภมู ปิ ัญญาผูส้ ูงอายเุ พื่อการเรยี นร้ตู ลอดชีวติ ของชุมชนในเขตเทศบาลเมอื งสระแก้ว จงั หวัดสระแกว้ เพื่อต้องการ
ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนรวมในการจัดการความรภู้ ูมปิ ัญญาของผู้สงู อายุควบค่ไู ปกับการเปดิ พ้ืนที่ให้ผสู้ ูงอายุ
เด็กและเยาวชน ได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของชุมชนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตใน
ชุมชน โดยส่งเสรมิ ใหม้ รี ะบบการจดั การความรู้ทเี่ ป็นภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน สง่ เสริมกิจกรรมให้ผู้สูงอายุไดแ้ สดงออก
ถึงภูมิปัญญาของตนเองเพอ่ื ให้ผ้สู ูงอายไุ ด้พัฒนาศกั ยภาพของตัวเองอยา่ งต่อเนื่องต่อไป
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพอ่ื ศกึ ษาภูมิปัญญาผูส้ งู อายใุ นเขตเทศบาลเมืองสระแกว้ ผ่านกระบวนการมีสว่ นร่วมของชุมชน
2. เพอ่ื ศกึ ษาการจัดการความร้ภู ูมปิ ญั ญาผสู้ งู อายใุ นเขตเทศบาลเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแกว้
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 209
3. เพื่อพัฒนาการจัดการความรู้ภูมิปัญญาผู้สูงอายใุ หน้ าไปสู่การเรยี นรตู้ ลอดชีวิตของชมุ ชนในเขต
เทศบาลเมอื งสระแก้ว จงั หวดั สระแกว้
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 รูปแบบ คือ (1) การจัดเวที
ชาวบ้านโดยการสนทนากลุ่ม (Focus group) (2) การสังเกตการณ์ (Observation) และ (3) การสัมภาษณ์
(Interview) ดังต่อไปนี้
1. การจดั เวทชี าวบ้านโดยการสนทนากลุ่ม (Focus group) จานวน 5 ครง้ั คือ
1.1 วันท่ี 13 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองสระแก้ว เพ่ือแนะนาโครงการ ช้ีแจง
วตั ถุประสงคใ์ นการดาเนินโครงการ แนวคิด หลักการมสี ่วนร่วมท่ีนามาใช้ในการดาเนินการ และประโยชน์ที่จะ
เกดิ ขึ้นตอ่ ชมุ ชน อันเปน็ เวทีในการระดมความเหน็ ของผู้นาและกรรมการชมุ ชนรวมถงึ การรับฟังปัญหาและความ
ต้องการของชมุ ชน ตลอดจนการศึกษาบรบิ ทพืน้ ฐานของชุมชน (Studying Community)
1.2 วนั ท่ี 11 สงิ หาคม 2560 ณ ชมุ ชน 10 (บ้านเนินรตั นะ 2 หลงั วัด) เพือ่ วเิ คราะหป์ ัญหาชมุ ชน
(Problem Identification and Diagnosis) โดยเน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการอภิปรายถกปัญหา
(Dialogue) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท้ังในระดับบุคคลและระดบั กลุ่ม เพ่ือเป็นการประเมินปัญหาและ
ความตอ้ งการของชมุ ชน (Need Assessment) พร้อมไปกบั การประเมินความเปน็ ไปได้ในด้านทนุ ทางสงั คมและ
ทรัพยากร (Resource Assessment) ที่มีอยู่ในชุมชนทั้งท่ีเป็นทรัพยากรมนุษย์ ประเพณีวัฒนธรรม และภูมิ
ปัญญาผู้สงู อายุ
1.3 วันที่ 23 มีนาคม 2561 ณ ชุมชน 10 (บ้านเนินรัตนะ 2 หลังวัด) เพ่ือร่วมพิจารณาความ
เหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Appraisal and Identification) โดยชาวบ้านและนักวิจัย
ร่วมกันพิจารณาร่วมกันว่ากิจกรรมหรือวิธีการแก้ไขปัญหาใดท่ีเหมาะสมกับชุมชนหรือมี ความเป็นไปได้ในการ
ดาเนินการวิจยั
1.4 วันที่ 4-5 เมษายน 2561 ณ ชุมชน 10 (บ้านเนินรัตนะ 2 หลังวัด) เพื่อนาเสนอข้อมูลทไี่ ด้
เก็บรวบรวมเบื้องต้นร่วมวางแผนและออกแบบแนวทางการดาเนินโครงการวิจัยโดยบูรณาการความร่วมมือ
ระหวา่ งเทศบาลเมอื งสระแกว้ ชมุ ชน ผู้สงู อายุ เด็กและเยาวชน
1.5 วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองสระแก้ว บูรณาการการวิจัยเข้ากับ
กจิ กรรมฝกึ อบรมใหค้ วามรูโ้ ครงการฝึกอบรมพัฒนาเด็กและเยาวชน ซ่งึ จดั โดยเทศบาลเมืองสระแก้ว โดยตวั แทน
ผูส้ งู อายสุ อนการตกี ลองยาวให้แก่เด็กและเยาวชนในพ้ืนที่
2. การสังเกตการณ์ (Observation) โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ (1) สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม
โดยเข้าร่วมการประชุมเวทีชาวบ้านเพ่ือรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาชุมชน (2)
สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมเพ่ือการศึกษาบริบทพื้นฐานของชุมชนที่เป็นลักษณะทางกายภาพและแหล่ง
ทรัพยากรต่าง ๆ ภายในชุมชน รวมถึงการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานด้านประชากร สังคม เศรษฐกิจ ประเพณี
วัฒนธรรม และบรบิ ทการเมือง
3. การสัมภาษณ์ (Interview) โดยสัมภาษณ์ผู้นาชุมชน ผู้สูงอายุ ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น รวมทั้งเดก็ และเยาวชนในพืน้ ท่ี
210 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ไททศั น์ มาลา
สาหรับการวิเคราะห์ผลการวิจัย ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการ
วิเคราะห์เน้ือหา (content analysis) ซ่ึงได้จากการจัดเวทีชาวบ้าน การสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม
สนทนากลุ่ม สิง่ ท่เี ป็นรปู ธรรมหรือสังเกตเหน็ ได้ โดยการจาแนกถ้อยคาหรือใจความท่ีกลมุ่ เป้าหมายแสดงความ
คดิ เห็นแลว้ นามาตคี วามสร้างข้อสรุปเชงิ อปุ นยั
ผลการวิจยั
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสระแก้ว ผู้วิจัยได้นาแนวคิดการจัดการ
ความรู้ (Knowledge Management) มาใช้ในการศึกษาและอธิบาย ได้แก่ การสร้างความรู้ (Knowledge
Creation) การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) และการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (Knowledge
Utilization) ดังตอ่ ไปน้ี
1. การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) จากเวทีสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุและ
ผู้นาชุมชนโดยได้ทาการรวบรวมภูมิปัญญาของผู้สูงอายุจากน้ันได้ทาการวิเค ราะห์ความเหมาะสมและ คว าม
เป็นไปได้ของโครงการวิจัย (Project Appraisal and Identification) ผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชนโดยมเี ง่ือนไข
วา่ ภมู ปิ ัญญาน้จี ะสามารถถ่ายทอดสู่เด็กและเยาวชนใหม้ ีความสนใจและสามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนการ
สอนของโรงเรยี นได้ จงึ มขี อ้ สรปุ วา่ ควรส่งเสรมิ ภมู ิปัญญาผูส้ ูงอายดุ ้านการสันทนาการของชมุ ชนคือ “การตีกลอง
ยาว” ของคณุ ลุงยม ขาวเขต ปราชญช์ าวบา้ น อายุ 76 ปี เป็นผมู้ คี วามสามารถและรักในการตีกลองโดยเฉพาะ
กลองยาว ปัจจุบันอยู่บ้านเลขท่ี 42 ซอย 2 ถนนเทศบาล 6 ชุมชนเมืองย่อยที่ 10 บ้านรัตนะ 2 (หลังวัด
สระแกว้ ) จากการที่มีความสนใจเกี่ยวกับกลองยาวและเคยร่วมเป็นสมาชิกในวงกลองยาวมาก่อนจึงต้องการจะ
สืบสานความรูใ้ นการตีกลองใหแ้ กเ่ ด็กและเยาวชน เพราะนอกจากจะทาให้จติ ใจเกิดความสนุกสนานบันเทิงและ
ได้ใชเ้ วลาว่างใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ ลว้ ยงั สามารถเป็นกจิ กรรมท่ที าใหม้ ีรายได้เสรมิ จากการออกงานแสดงต่างๆ
2. การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) จากการท่ีได้สร้างและรวบรวมความรู้ด้านการตี
กลองยาวและได้นาผลมาร่วมปรึกษากับเทศบาล ชุมชน โรงเรียน สภาเด็กและเยาวชน และผู้สูงอายุ เพื่อหา
แนวทางในการถา่ ยทอดความรู้สกู่ ลมุ่ เป้าหมายนัน่ คือเด็กและเยาวชนในพืน้ ที่เทศบาลเมอื งสระแก้ว และสามารถ
กาหนดกรอบการดาเนินงานเกี่ยวกับการถา่ ยทอดความรู้ ดงั ภาพ
สรา้ งความร่วมมอื พ้นื ทีใ่ นการแสดงออก นโยบายสาธารณะ
เทศบาล/ชมุ ชน/ผ้สู งู อาย/ุ เด็ก สถานที่สาหรบั การสอน/ บรู ณการกจิ กรรมเข้ากับ
และเยาวชน/สภาเด็กและ
ซอ้ ม (เสาร์-อาทิตย์) โครงการขององคก์ ร
เยาวชน/โรงเรยี น ปกครองส่วนท้องถนิ่
ภาพท่ี 1 กรอบการดาเนนิ งานการถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer)
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 211
3. การนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (Knowledge Utilization) ภูมิปัญญาการตีกลองยาวได้ขยายผล
ของกิจกรรมจากการวิจัยดาเนินการสอนเด็กและเยาวชนในการตีกลองยาวและเคร่ืองดนตรีอื่นๆ นาไปสู่การ
จดั ตงั้ วงกลองยาวของเยาวชนขึน้ (ปี 2561) โดยมสี มาชกิ เปน็ เดก็ และเยาวชนในพ้ืนท่ีจานวน 10 คน ภายใตก้ าร
ดแู ลและฝกึ ซ้อมจากคุณลุงยม ขาวขา ซ่งึ คุณลุงยม ได้ทาการสอนเทคนิคการตีกลองในจังหวะต่างๆ ท้งั แบบช้า
และแบบเร็ว เพ่ือให้เขา้ จงั หวะทานองกับเพลงต่างๆ ท่ีทาการแสดง นอกจากนี้คุณลงุ ยมยังไดแ้ ตง่ เพลงขึ้นมาใหม่
ใหแ้ กว่ งชอ่ื ว่า “เพลงกลองยาว” เพ่อื ใชใ้ นการขบั ร้องและการแสดงของวงกลองยาวอีกด้วย ท้ังนจี้ ากการวิจัยได้
ดาเนินการสร้างแนวทางในการนาความรจู้ ากภูมปิ ัญญาการตีกลองยาวไปใชป้ ระโยชนใ์ นชุมชน แบง่ เป็น 3 กระ
รปู แบบ ได้แก่ การนาไปใช้ในการแสดงวงกลองยาวของเด็กและเยาวชน การนาไปใชใ้ นการพัฒนาคน และการ
ขยายผลนาไปส่คู วามรว่ มกับหนว่ ยงานการศึกษาโดยเฉพาะโรงเรยี นในเขตพ้นื ท่ี ดังภาพ
การแสดงวงกลองยาว การพัฒนาคน ขยายผลความรว่ มมือ
รับงานการแสดงของวง พั ฒ นาเ ย าวช นแ ล ะ ล ด บูรณาการการเรียนการ
กลองยาวในงานประเพณี ช่องว่างระหว่างเยาวชนกับ ส อนกั บ ร .ร .ผู้ สู ง อา ยุ
ตา่ งๆ/งานแตง่ /งานบวช/ ผู้สูงอายุผ่า น กิ จ กร ร ม ก า ร แ ล ะ ร ร .ใ น เ ข ต เ ท ศ บ า ล
งานกาชาด ฯลฯ อนรุ ักษ์ศิลปวัฒนธรรม (ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้)
ภาพที่ 2 การนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ (Knowledge Utilization)
สาหรับภูมิปัญญาผู้สูงอายุกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตน้ันการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
คือกระบวนการเปล่ียนแปลงและการพัฒนาท่ีเกดิ ขน้ึ ในตัวบคุ คล อันเปน็ ผลมาจากการไดร้ บั ความรู้ ทักษะ หรือ
ประสบการณ์จากการศึกษาหรือจากกิจกรรมในวถิ ีชีวติ ที่สามารถเรยี นร้ไู ด้ตลอดเวลา ผลจากการศกึ ษาวิจยั ครั้งน้ี
สามารถอธิบายกลไกทีข่ ับเคลื่อนแนวคิดการนาภูมิปัญญาของผู้สงู อายเุ ปน็ พ้ืนฐานในการเรียนรู้ตลอดชีวติ ของคน
ในชุมชนเทศบาลเมืองสระแกว้ ได้ดงั นี้
212 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ไททัศน์ มาลา
ภูมิปัญญา
ผสู้ ูงอายุ
การพัฒนาคน ผสู้ ูงอายุ โรงเรียน การจดั การความรู้
การเรยี นรู้
ตลอดชวี ิต
นโยบายสาธารณะ ชุมชน ความร่วมมือ
ภาพที่ 3 กลไกการขับเคลื่อนภมู ิปญั ญาผู้สงู อายุสกู่ ารเรียนรตู้ ลอดชีวิต
การวจิ ยั คร้งั นไี้ ด้นาผลจากการจดั การความร้ภู ูมปิ ัญญาผสู้ ูงอายุโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนมาเป็นฐานสู่กระบวนการเรียนรตู้ ลอดชีวติ ร่วมกันในชมุ ชน โดยบรู ณาการกิจกรรมการตีกลองยาวเข้ากับ
กิจกรรมของภาคส่วนพ้ืนฐานของสังคมคือ
1. การเรียนการสอนในโรงเรยี น เพ่อื ใหเ้ ด็กและเยาวชนไดร้ บั รู้และเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของ
ผ้สู ูงอายุและศลิ ปวฒั นธรรมพืน้ บา้ นผา่ นกิจกรรมการใหค้ วามรแู้ ละสันทนาการ
2. การเรียนการสอนของโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองสระแก้ว ในการทากิจกรรมสันทนาการต่างๆ
โดยเฉพาะรว่ มการแสดงของวงกลองยาวของเยาวชนร่วมกบั ราวงย้อนยุคที่มกี ารเปิดโอกาสให้ผสู้ ูงอายไุ ด้มีโอกาส
เขา้ ร่วมในการทากิจกรรม (ราวง) รว่ มกัน และ
3. กิจกรรมการสอนตีกลองยาวให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนมีส่วนสาคัญที่ก่อเกิดการเรียนรู้
ร่วมกันในสังคม กล่าวคือ เกิดการพัฒนาคนในชุมชนทที่ าให้ผู้สูงอายุได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาและรู้เหน็ คุณค่าของ
ตนว่ามีศักยภาพในการร่วมพัฒนาชุมชน ในขณะเดียวกันเด็กและเยาวชนก็เกิดความตระหนักถึงภูมิปัญญา
ท้องถิ่นทาให้เกิดความรัก ความเคารพและเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ อันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย
และทาใหเ้ กดิ ความเข้าใจซึง่ กนั มากยิ่งข้ึน และมีส่วนสาคัญในการสรา้ งความสัมพันธท์ ีด่ รี ะหว่างผู้สูงอายกุ บั คนใน
ชมุ ชน
ทั้งนีม้ ีการะบวนการทสี่ ง่ เสริมกจิ กรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทสี่ าคัญคอื
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 213
1. การรวบรวมภูมิปัญญาผสู้ ูงอายุในพืน้ ท่ีเทศบาลเมืองสระแก้ว ผลจากการวิจัยได้จาแนกเป็น ด้าน
หตั กรรม ดา้ นอาหารและการแปรรูป ดา้ นการเกษตร ดา้ นการสันทนาการ ด้านกองทนุ และเศรษฐกิจชุมชน ดา้ น
ศาสนาและประเพณี และดา้ นสมุนไพรและแพทย์แผนไทย
2. การจัดการความรู้ การนาข้อมูลภมู ปิ ัญญาผสู้ ูงอายุมาวิเคราะหถ์ ึงความเป็นไปไดใ้ นการท่ีจะนาสู่
กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วได้พัฒนาสู่กระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยให้ความสาคัญกั บการสร้าง
เครอื ข่ายความร่วมมอื กับภาคส่วนต่างๆ และนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ทปี่ ระกอบดว้ ย การแสดงวงกลองยาวโดย
รบั งานการแสดงของวงกลองยาวในงานประเพณตี ่างๆ การนากจิ กรรมการตีกลองยาวมาเป็นแนวทางการพัฒนา
คนด้วยการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ตลอดจนการขยายผลความร่วมมือสู่
กิจกรรมการเรยี นการสอนของโรงเรียนและโรงเรยี นผสู้ งู อายุเทศบาลเมืองสระแกว้
3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในชุมชน ได้แก่ เทศบาล ผู้นาชุมชน
ผู้สงู อายุ เดก็ และเยาวชน สภาเด็กและเยาวชน โรงเรียน และประชาชนในพ้นื ที่ เพื่อรว่ มกันวิเคราะห์ถึงแนวทาง
ในการจัดแบ่งภารกิจเพอ่ื เตรียมการถ่ายทอดความร้แู บบมีส่วนรว่ ม การหาพ้นื ทีส่ าหรบั การสอนและซอ้ มตีกลอง
ยาว และการสนับสนนุ อุปกรณต์ า่ งๆ ท่ีจาเป็น
4. ผลักดันสู่นโยบายสาธารณะโดยบูรณการกิจกรรมเข้ากับโครงการของเทศบาลผ่านกิจกรรมการ
ฝกึ อบรมใหค้ วามรูโ้ ครงการฝึกอบรมพฒั นาเด็กและเยาวชน ประจาปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจัดโดยเทศบาลเมือง
สระแก้ว ณ หอ้ งประชมุ เทศบาลเมอื งสระแก้ว
5. การพัฒนาคน การสอนตีกลองยาวในชุมชนมีส่วนสาคัญในการพัฒนาคน กล่าวคือ การให้
ผู้สูงอายุได้มีโอกาสในการถ่ายทอดภูมิปัญญาและรู้เห็นคุณค่าของตนว่ามีศักยภาพในการร่วมพัฒนาชุมชน ใน
ขณะเดียวกันเด็กและเยาวชนก็เกิดความตระหนักถึงภูมิปัญญาท้องถ่ินทาให้เกิดความรัก ความเคารพและเห็น
คุณค่าของผู้สูงอายุ อันเป็นสิ่งหน่ึงท่ีช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยและทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจซึ่งกันมากย่ิงขนึ้ และมี
สว่ นสาคัญในการสร้างความสัมพนั ธท์ ี่ดใี นการอยู่รว่ มกนั ระหว่างผ้สู ูงอายุกับคนในชมุ ชน
สรุปและอภิปรายผลการวจิ ัย
พ้ืนท่ีเทศบาลเมืองสระแก้วมีภูมิปัญญาผู้สูงอายุท่ีมีความโดดเด่น ได้แก่ ด้านหัตกรรม ด้านอาหาร
และการแปรรปู ดา้ นการเกษตร ด้านการสนั ทนาการ ดา้ นกองทุนและเศรษฐกจิ ชมุ ชน ด้านศาสนาและประเพณี
และด้านสมนุ ไพรและแพทยแ์ ผนไทย สาหรับการจัดการความรไู้ ดท้ าการรวบรวมความรดู้ ้านการตีกลองยาวและ
พัฒนาสู่กระบวนการถ่ายทอดความรู้แก่เด็กและเยาวชนภายใต้ความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองสระแก้ว
โรงเรียน และชุมชน จนถึงการนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ได้แก่ การกอ่ ตัง้ วงงกลองยาว การแสดงในงานประเพณี
ต่างๆ การนากิจกรรมการตีกลองยาวมาเป็นแนวทางการพัฒนาคนด้วยการส่งเสรมิ ให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้
เปน็ ประโยชน์ การไดม้ ีโอกาสในการเรียนรแู้ ละไดส้ มั ผัสกับคุณค่าของผู้สูงอายุผ่านเครื่องดนตรีพ้ืนบ้าน ตลอดจน
การขยายผลความรว่ มมอื โดยการนาความรู้ดา้ นการตีกลองยาวไปใชป้ ระโยชนส์ ู่กิจกรรมของชุมชน การเรียนการ
สอนของโรงเรียนและโรงเรยี นผูส้ งู อายุเทศบาลเมอื งสระแก้วเพ่ือส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้ตลอดชวี ิตของชมุ ชน
ภูมิปญั ญาผสู้ งู อายุ โดยเฉพาะการสอนตกี ลองยาวเปน็ กระบวนการส่งเสรมิ ให้ผูส้ ูงอายมุ โี อกาสในการถ่ายทอดภูมิ
ปัญญาและรู้เห็นคุณค่าของตนว่ามศี ักยภาพในการร่วมพัฒนาชุมชน ในขณะเดียวกนั เด็กและเยาวชนกเ็ กิดความ
ตระหนกั ถึงภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นทาให้เกิดความรัก ความเคารพและเห็นคุณค่าของผู้สงู อายุ อนั เปน็ ส่ิงหน่ึงทช่ี ่วยลด
ช่องว่างระหว่างวยั และทาให้เกิดความเข้าใจซ่ึงกนั มากยิ่งข้ึน และมสี ว่ นสาคัญในการสร้างความสัมพนั ธท์ ่ีดใี นการ
อยู่ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุกับคนในชุมชน และทาให้ผู้สูงอายุได้ส่งผ่านภูมิปัญญาและแนวความคิดผ่านทางวง
214 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ไททศั น์ มาลา
กลองยาว สอดคล้องกับงานวิจัยของธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ (2553: 82) ที่อธิบายว่าฐานคิดสาคัญของปราชญ์
ชาวบ้านที่ส่งผลตอ่ การถา่ ยทอดภูมิปัญญาท้องถ่ินในกรณขี องกลองยาว กล่าวคอื การเห็นคณุ ค่าของวงกลองยาว
เน่อื งจากกลองยาวเปนสงิ่ ทีส่ รางความบันเทิงและช่ือเสียงใหชุมชน สรา้ งความสัมพันธ์ทดี่ ีของคนในชุมชน และ
ยังเปนรายไดเสริมอีกด้วย นอกจากนยี้ งั วงกลองยาวยังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกบั ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกจิ สังคม
และวัฒนธรรมของชุมชน
อย่างไรก็ตามการจัดการภูมิปัญญาผสู้ ูงอายุควรให้ความสาคัญกับการรวบรวมและจาแนกประเภท
ของภูมิปัญญา การถ่ายทอดภูมปิ ัญญา ตลอดจนการนาภมู ิปญั ญาไปใชป้ ระโยชนเ์ พ่อื สรา้ งคุณค่าให้กับภูมิปัญญา
บนฐานของการใช้ความรู้ในการขับเคล่ือน สอดคล้องกับงานวิจัยของกนกพร ฉิมพลี (2555: 303) ที่สะท้อน
ผลการ วิ จัย แ ละ ช้ี ให้เ ห็ น ว่ า ก าร จัด ก าร ค ว า มรู้คื อ เ งื่ อ น ไ ขส า คัญ ท่ี ท าใ ห้ ก าร จัด ก าร ภูมิ ปั ญญ า ท้ อ งถ่ิ น เ กิ ด
ความสาเรจ็ เนื่องจากเป็นกระบวนการนาทุนทางปัญญาไปต่อยอดและสร้างมลู ค่าเพิ่มให้กับชุมชนโดยใชค้ วามรู้
เปน็ เครือ่ งมอื ในการพัฒนา เพื่อใหเ้ กิดการต่อยอดความรู้และสามารถถ่ายทอดความรไู้ ดอ้ ย่างต่อเนื่อง
ท้ังน้ภี าคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ และหน่วยงานการศกึ ษาควรบูรณาการภูมิ
ปัญญาผู้สูงอายุสู่การกาหนดนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมกิจกรรมการถ่ายทอดความร้ดู ้านภูมิปญั ญาท้องถน่ิ ท้ัง
ภายในชมุ ชนและกบั ภายนอกชุมขน ตลอดจนการนาความรดู้ ้านการตีกลองยาวไปใช้ประโยชน์สาหรบั การขยาย
ผลความร่วมมือสู่การเรียนการสอนของโรงเรียนตามแนวทางการลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้ หรือแม้แต่หลักสตู ร
โรงเรียนผู้สงู อายเุ องก็ตาม เพ่ือสง่ เสรมิ กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน ทั้งนงี้ านวิจัยของเอกชัย พุมดวง
(2551: 95) ที่ทาการศึกษาเก่ียวกับภมู ิปัญญาท้องถิน่ ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจบุ ันภูมิปัญญาท้องถิ่นเริ่มสูญหาย
และไม่มกี ารถ่ายทอดหรือขาดการจดั การอย่างเปน็ ระบบ ดังน้ันจงึ เสนอวา่ แนวทางแกไ้ ขปญั หาจึงจาเป็นท่จี ะต้อง
นาภูมิปัญญาท้องถ่ินมายกระดับเป็นการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) ที่มีการผสมผสานระหว่าง
การศึกษาในระบบ (Formal Education) การศึกษานอกระบบ (Body Non-Formal Education) และ
การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยใหค้ วามสาคญั กับความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้
ตามความเหมาะสมของชุมชน
ขอ้ เสนอแนะ
ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมจากผู้สูงอายุอย่างท่ัวถึงและ
เป็นธรรม ได้แก่ ผสู้ ูงอายทุ ี่มีศักยภาพ เชน่ ปราชญช์ าวบ้าน ขา้ ราชการเกษียณ กรณีผู้สูงอายทุ ่มี รี ายได้นอ้ ย หรือ
แม้แตผ่ สู้ ูงอายุติดเตยี ง โดยมีกิจกรรมท่ีเอ้ือต่อการให้ผ้สู ูงอายไุ ดม้ ีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองไดบ้ นพื้นฐาน
ของความหลากหลายในดา้ นความรู้ ความสามารถ สขุ ภาพ ทักษะ ภูมปิ ัญญา และประสบการณ์ของแตล่ ะบุคคล
ได้เป็นสาคัญ นอกจากนี้ยังควรบูรณาการภูมิปัญญาผู้สูงอายุสู่กิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนตามแนว
ทางการลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลารู้ ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพิจารณาถงึ ความเป็นไปได้และความเห
มะสมของการสร้างคณุ คา่ หรอื เพมิ่ มลู คา่ ภูมิปัญญาผู้สูงอายตุ อ่ ไป
กิตติกรรมประกาศ
ผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคุณผูบ้ ริหารและบคุ ลากรของเทศบาลเมืองสระแก้ว โรงเรียน ผนู้ าชมุ ชน ปราชญ์
ชุมชน ชมรมผู้สูงอายุเทศบาลเมืองสระแก้ว โรงเรียนผู้สูงอายุ สภาเด็กและเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ทุก
ทา่ น ทใี่ หค้ วามร่วมมือและมีบทบาทสาคัญในการดาเนินกิจกรรมการวิจยั จนสาเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยกันอย่างดยี ่ิง และ
ขอบขอบคณุ ทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ โดยสานักงาน
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 215
กองทุนสง่ เสริมสุขภาพ (สสส.) ท่กี รณุ าเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้นาองค์ความร้ไู ปต่อยอดและใช้ประโยชน์สาหรับ
การดาเนินโครงการวิจยั รว่ มกบั ชุมชนในโอกาสนี้
เอกสารอ้างอิง
กนกพร ฉมิ พลี. (2555). รูปแบบการจัดการความูรภ้ ูมปิ ัญญาทอ้ งูถ่นดา้ นหตั ถกรรมเครือ่ งจกั สาน:
กรณีศกึ ษาวิสาหกิจชุมชน จงั หวัดนครราชสมี า. วทิ ยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาพัฒนา
สงั คมและการจดั การสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถ่ิน. (2560). ขอ้ มลู องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ . [ออนไลน์], เขา้ ถึงได้จาก:
http://www.dla.go.th/work/abt/. (2560, 17 เมษายน).
ธญั ธัช วภิ ตั ิภูมปิ ระเทศ. (2553). การถายทอดภมู ปิ ญญาทองถนิ่ ของปราชญชาวบาน: กรณีศกึ ษาวงกลอง
ยาว อาเภอปราณบุรี จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ รายงานการวิจัยเสนอตอ่ มหาวิทยาลยั ธุรกิจ
บณั ฑติ ย
สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2560). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แหง่ ชาติ ฉบบั ทีส่ บิ สอง พ.ศ. 2560-2561. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
เอกชัย พมุ ดวง. (2551). การจัดการภมู ิปัญญาท้องถนิ่ ผ่านกระบวนการสงิ่ แวดล้อมศึกษาเพ่อื การเรียนรใู้ น
ชมุ ชน. สงั คมสงเคราะห์ศาสตร์. 16 (2): 94-104.
216 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรุณี เชาวนส์ ขุ ุม
ทนุ วฒั นธรรมด้านอาหารมอญ จงั หวัดปทมุ ธานี เพ่อื พัฒนาสู่เศรษฐกจิ สร้างสรรค์
วรุณี เชาวน์สขุ มุ 1*
Received : May 12, 2019
Revised : June 9, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ยอ่
การวิจัยมีวัตถุประสงค์1.ศึกษาทุนวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นมอญในจังหวัดปทุมธานี 2.การอนุรักษ์
พฒั นาและเพิม่ มูลค่าวัตถุดิบอาหารจากภูมิปัญญาชาวมอญ 3.การพัฒนาตราสินค้าและการตลาดของผลิตภัณฑ์
ของชมุ ชนสู่เศรษฐกจิ ดจิ ติ อล การวิจยั แบง่ ออกเป็นชดุ วิจยั ย่อย 3 ชดุ ตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั โดยการวจิ ัย
ครั้งนี้ใช้ท้ังการวิจัยเชิงคุณภาพ,เชิงปริมาณและการทดลอง การวิจัยเชิงคุณภาพทาแบบสอบถามเชิงลึกกับ
ปราชญข์ องชุมชนมอญและวิสาหกิจชุมชน ส่วนการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณจดั ทาแบบสอบถามกับกลุม่ เป้าหมายคือชาว
มอญและประชาชนในจงั หวัดปทุมธานี ผลการวิจัยพบวา่
1.ทุนวัฒนธรรมอาหารพ้ืนถ่ินมอญในจังหวัดปทุมธานี อาหารพื้นถ่ินมอญมีลักษณะเฉพาะและสืบ
สานกันมาอย่างยาวนาน อาหารมอญในเมืองไทยได้ผสมกลืนกลายไปกับภูมิปัญญาอาหารไทย อาหารมอญท่ี
แพร่หลายมากได้แก่ ขนมจนี ขา้ วแช่ แกงมะตาด แกงกระเจ๊ียบ และที่สาคญั คือปลาร้ามอญเพราะเป็นอาหารท่ี
อร่อยและนาไปปรุงรสอาหารอืน่ ๆเช่น ปลารา้ หลน
2.การอนุรกั ษ์พัฒนาและการเพ่ิมมูลค่าวตั ถุดบิ อาหารจากภมู ิปัญญาชาวมอญไดแ้ ก่ ปลาร้ามอญและ
มะตาด ปลาร้ามอญพบว่าสามารถอนุรักษ์พฒั นา โดยการพฒั นาผลิตภัณฑ์ปลาร้ามอญอัดกอ้ นในรปู กึ่งสาเร็จรูป
จากผลการทดสอบ พบวา่ ผู้ทดสอบใหก้ ารยอมรับดา้ นสี กลิน่ รสชาติปลาร้ามอญอดั กอ้ นไมแ่ ตกต่างกันกบั ปลาร้า
มอญรปู แบบเดิม เมือ่ นาไปปรุงเป็นปลาร้าหล่นตามสูตรของคนมอญ ทาใหเ้ กดิ แนวทางการเพ่ิมมูลค่าให้กับปลา
ร้ามอญในเชิงพาณิชย์ต่อไป ส่วนการยืดอายุการเก็บรักษาผลมะตาดเพ่ือจะใช้รับประทานนอกฤดูกาล ได้
ทาการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ทางกายภาพ โดยอบแหง้ ผลมะตาดพบวา่ ลักษณะของกลีบมะตาดจะมีความ
แขง็ มสี ีนา้ ตาลเข้ม ส่วนการคืนตัวจะมีอตั ราการคืนตัวต่าและมีเมือกเพียงเล็กน้อย ดงั นั้นการอบแห้งผลมะตาด
เมอื่ นามาลวกให้คืนตวั ไม่สามารถทาให้มรี สชาติเหมือนเดมิ
3.การพัฒนาตราสนิ ค้าและการตลาดของกลุ่มวสิ าหกิจชุมชน จานวน 2 แห่ง พบว่าวิสาหกิจชมุ ชน
ขนมไทยท่ขี ายขนมกระยาสารท สามารถพัฒนาจากตราเดมิ ให้ดทู ันสมยั และถูกใจสมาชิก การนาเสนอบรรจุ
ภัณฑใ์ หมโ่ ดยเปล่ียนรปู แบบกล่อง ทาใหส้ ามารถนาไปขายในตลาดกล่มุ ท่ีมีกาลังซ้ือสงู โดยผา่ นการขายออนไลน์
ส่วนกลมุ่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแมบ่ า้ นเกษตรกรตบั ผักชี ซึ่งผลิตน้าพริกแกงเป็นหลัก ได้ออกแบบตราสนิ ค้าให้ และ
เปล่ียนบรรจุภณั ฑจ์ ากถงุ พลาสตกิ เป็นถุงซปิ ล็อก ทาให้ดูมีความเปน็ มืออาชพี มากข้นึ ทง้ั ได้ศกึ ษาถงึ ปัจจยั การ
พฒั นาผลิตภัณฑแ์ ละปัจจยั สว่ นประสมทางการตลาด มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตลาดเศรษฐกิจดจิ ิตอล
คาสาคัญ : ทนุ วฒั นธรรม , อาหารมอญ , จงั หวัดปทมุ ธานี , เศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์
1 อาจารยป์ ระจาหลักสตู รเศรษฐศาสตรบ์ ณั ฑติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
จงั หวัดปทมุ ธานี
* ผูน้ พิ นธ์หลัก e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 217
CULTURAL CAPITAL OF MON CUISINE IN PATHUMTHANI PROVINCE FOR DEVELOPMENT
TOWARDS CREATIVE ECONOMY
Warunee Chouwasukum1*
Abstract
The objectives of the research were 1. To study the cultural capital of Mon food in
Pathumthani province; 2. To conserve, develop, and add value to the raw materials for food
from the wisdom of Mon; and 3.Brand development and marketing of the community products
to the digital economy. The research was divided into 3 sub-sets according to the objectives of
the research. The research methodologies were qualitative research, quantitative research, and
experimental research. The qualitative research consisted of in-depth questionnaire with the
philosophers in the Mon community and with community enterprises. The quantitative research
consisted of the questionnaire with the target group, which were the Mon community and
people in Pathumthani province. The research results found that:
1. Regarding the cultural capital of Mon food in Pathumthani province, Mon food
was unique and had been carried on for a long time. Mon food in Thailand was mixed with the
wisdom of Thai food. The Mon food that were widespread were Khanom Chin, Khao Chae,
Elephant Apple Curry, and Roselle Curry. The most important food was Pla Ra Mon because of
its deliciousness and it can be used to flavor other food, such as Pla Ra Lon.
2. The conservation development and adding value to the raw materials for food
from the wisdom of Mon were Pla Ra Mon and Elephant Apple. It was found that Pla Ra Mon
can be conserved and developed by compressing Pla Ra Mon into lumps in the form of semi-
manufacturing. From the result of the sensory test, it was found that the testers had agreed that
the color, smell, and taste of compressed Pla Ra Mon was not different from the original form
of Pla Ra Mon. When cooking with Pla Ra Lon according to Mon recipe, the approach to add
value to Pla Ra Mon in terms of commercial was continued. For the time extension of the
preservation of Elephant Apple to consume during the off-season, there was a study about the
chemical and physical components and the boiling temperature and time. It was found that the
petals of the dried Elephant Apple were hard and had a dark brown color. The rate of reversion
was low with slight mucilage. Therefore, when boiling the dried Elephant Apple, the taste will
not be the same.
3. In the brand development and marketing in two community enterprises, it was
found that the community enterprise which sells Thai sweet cereal bar (Khanom Krayasat) can
1 Lecturer of Economics Program in Management Science, Valaya Alongkorn Rajabhat University Under
The Royal Patronage, e-mail: [email protected]
218 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวน์สุขุม
develop the original brand to look modern and satisfy the members. The presentation of the
new package by changing the style of box can lead to sales in the group with high purchasing
power through online sales. In the community enterprise of farm women who sell coriander
leaves mainly used in curry paste, the brand was designed and the package was changed from
plastic bag to zip bag to provide a more professional look. The study of the product
development factors and the marketing mix factors had a positive relationship with the digital
economy marketing.
Keywords : Cultural Capital ,Mon Cuisine ,Pathumthani Province ,Creative Economy.
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 219
บทนา
“มอญ”เป็นชนชาติที่มีอารยธรรมมามากกว่า 2,000 ปี ชนชาติมอญมีบทบาทและความผูกพัน
เกี่ยวเน่ืองกับชนชาตไิ ทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน (จวน เครือวัชฌยาจารย์, 2537) ชาวมอญเป็นชนชาตทิ ่ี
แตกตา่ งไปจากกลุม่ ชาตพิ ันธ์อื่นๆ ในประเทศไทย คือมีฐานทดั เทียมกบั คนไทยและเป็นชนชาติที่ไม่มปี ระเทศเป็น
ของตนเอง ทั้งๆ ทีใ่ นอดตี มอญเป็นชาตทิ ีเ่ จริญรุ่งเรืองมาก แตป่ จั จุบนั กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยและ
พมา่ (ภดารี กติ ติวัฒนวณิช, 2556) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณกรรมได้มีการกล่าวถึง
ชมุ ชนริมน้าเจ้าพระยา ในเขตจงั หวดั ปทมุ ธานี ปัจจุบันเรยี กว่าสามโคก มฐี านะเป็นเมอื งเลก็ ๆ ตัง้ อยู่ริมฝงั่ แม่น้า
เจ้าพระยา จากข้อมูลพ้ืนบ้านมีอยู่ว่า เดิมมีมอญสองพ่ีน้อง มีอาชีพทาเคร่ืองป้ันดนิ เผา ท้ังสองคนได้ช่วยกันขุด
ดินถมโคกให้สูงขนึ้ เพอ่ื ป้องกันไม่ให้น้าท่วมถึง โดยได้แยกทาเป็นสองโคกอยใู่ กล้กัน แต่ละโคกได้สรา้ งเตาไว้บน
โคกด้วยสาหรับเผาเครื่องป้ันดินเผาต่าง ๆ กิจการของทั้งสองพ่ีน้องดาเนินมาด้วยดีเป็น จากข้อมูลทาง
ประวัติศาสตร์สอดคล้องกับตานานท้องถ่ินสามโคก เป็นแหล่งเตาเผา ซ่ึงชาวมอญสร้างข้ึนเพ่ือผลิต
เครือ่ งปน้ั ดนิ เผาใช้ในชุมชน และสง่ ไปขายตามที่ตา่ ง ๆ สามโคกจึงเป็นชุมชนเก่าแก่ก่อนรัชสมยั สมเด็จพระเจ้า
ปราสาททองในสมัยอยธุ ยา ในกฎหมายลกั ษณะพระธรรมนญู ว่าด้วยการใชต้ ราราชการ พ.ศ.๒๑๗๕ ระบวุ า่ สาม
โคกเป็นหวั เมืองหน่ึงท่ีข้ึนตรงต่อกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชสมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มกี ารอพยพ
ชาวมอญ 11 คน ท่ีเป็นผู้นาการอพยพคร้ังน้ันมียศศักด์ิ และโปรดเกล้า ฯ ให้ควบคุมมอญเหล่าน้ัน ไปต้ัง
บ้านเรือนอย่ทู ีส่ ามโคก ตอ่ มาในรชั สมยั สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กท็ รงรบั มอญอพยพให้เขา้ มาตัง้ บ้านเรือน
อย่ทู สี่ ามโคก ทาใหม้ ีจานวนชาวมอญเพ่ิมมากขึ้น (เหมือนฝนั ตัง้ นารี, 2557)
อาหารเป็นวัฒนธรรมด้านการกินท่ีมีอิทธิพลต่อวิธีการดาเนินชีวิตของสังคมมนุษย์นับต้ังแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสาคัญในแต่ละสังคม สาหรับประเทศไทยพบว่าวัฒนธรรมอาหารและ
การกินมีการพัฒนาต้ังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เร่ือยมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม
รวมถึงการเปล่ยี นแปลงรูปแบบของการตั้งถิ่นฐานทั้งจากชนชาติไทยเอง (ศรุดา นิตวิ รการ , 2557) จากท่ีกล่าว
มาชนชาติมอญได้นาเอาประเพณีต่างๆติดมา และเมื่อมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ก็เกิดการผสมผสานทาง
ประเพณีและวัฒนธรรม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ท่ีมีความโดดเด่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมดา้ นอาหารและการกิน
การกนิ อาหารของคนมอญ ไม่วา่ จะกินนอกหรือในม้ือขา้ วก็ให้เรยี กคนที่ผ่านไปมาด้วยทุกครั้ง แมว้ ่าไม่ได้แวะมา
บา้ นเรากต็ ้องเรียกให้กินเสมอ พ่อแมช่ าวมอญจะส่ังสอนพร้อมควู่ ่าคนท่ีผ่านมาอาจเป็นผปี อบผีตามกินในรูปคน
หากไมเ่ รยี กเขาอาจโกรธ ทาให้เราล้มหมอนนอนเส่ือหรือถึงตายได้ จริงๆแลว้ การส่ังสอนของพ่อแม่น้ันแสดงให้
เห็นถึงความมีน้าใจเอ้ือเฟ้อื ต่อกัน โดยใชว้ ฒั นธรรมการกนิ (องค์ บรรจนุ ,2557)
หลายวฒั นธรรมของสงั คมโลกเกดิ การเปลยี่ นแปลงไป ประชาชนมีการประกอบวชิ าชีพที่ต้องใช้ชีวิต
อย่ใู นสถานประกอบการท้งั วัน ทาใหก้ ารทาอาหารตามแบบวัฒนธรรมเดิมๆเริ่มหายไป สว่ นอาหารทีป่ ระชาชน
บรโิ ภคจงึ เปน็ อาหารที่ทาง่ายและซื้อเพื่อรบั ประทาน ในฐานะของบคุ ลากรของสถาบนั อุดมศึกษาเพื่อการพัฒนา
ท้องถิ่นได้ตระหนักและเห็นความสาคัญของอาหารมอญท่ีเริ่มสูญหาย และจะทารับประทานก็ตอนท่ีมีงาน
ประเพณีชาวมอญ ซงึ่ อาหารเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การวิจัยในคร้ังนี้จะชว่ ยสร้างมูลคา่ และดาเนินการ
เก็บข้อมูลเพ่อื ปอ้ งกนั การสญู หายของวิธีการทาอาหาร ตลอดจนร่วมกันอนุรกั ษ์และพัฒนาองคค์ วามร้ขู องอาหาร
มอญ การสร้างตราสนิ คา้ และถา่ ยทอดวัฒนธรรมด้านอาหารมอญในอนิ เตอร์เน็ต
คณะผู้วิจัย มีความสนใจที่จะศึกษาทุนวัฒนธรรมอาหารมอญ เพื่อพัฒนาให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซง่ึ ผลการวิจัยในคร้งั น้ี โดยการสืบคน้ ความรู้ด้านประวตั ิศาสตรท์ ้องถ่ิน การฟน้ื ฟูสบื สานศลิ ปวฒั นธรรมด้านอาหาร
ของกลุ่มชาติพันธ์ุมอญ สารวจอาหารมอญที่กาลังจะสูญหายไป ให้สามารถกลับมาเป็นอาหารที่ประชาชนสนใจ
220 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวนส์ ุขมุ
บริโภค และหาวิธีให้สะดวกและมีเวลาท่ีสนั้ ลงในการประกอบอาหาร งานวิจัยนี้ได้เลือกจากวัตถุดิบคือมะตาด ท่ีมี
ปัญหาคือจะออกผลตามฤดูกาลในช่วงกรกฎาคมและสิงหาคมพอเดือนตุลาคมก็จะวาย ดังนั้นปีหน่ึงมีผลผลิตปีละ
ครั้ง ส่วนนา้ พรกิ ปลาร้ามอญ จะไมเ่ หมอื นน้าพริกปลารา้ ของไทย โดยจะมคี วามแตกต่างท้ังส่วนผสมและรสชาติจาก
การสอบถามกับชาวมอญที่อาเภอสามโคก พบว่า ปลาร้ามอญมีขั้นตอนท่ียุ่งยากกว่าปลาร้าไทยหรือทางอีสาน
ระยะเวลาการทาปลาร้าก็นาน ในปจั จุบนั จึงมจี านวนคนท่ีจะผลิตปลาร้ามอญมาขายน้อยลง เชน่ ในชุมชนศาลาแดง
ท่ีเป็นแหล่งที่อยู่ของคนมอญ ก็มีเพียงเจ้าเดียวที่ทาขาย และต้องจองล่วงหน้าเป็นปี ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงมีความ
ตอ้ งการจะอนุรักษ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาร้าอัดก้อนในรูปกึ่งสาเร็จรูปเพ่ือเป็นแนวทางในการผลิตเชิงพาณิชย์
ตอ่ ไป และเพอ่ื ตอ่ ยอดในการเพิ่มยอดขายเชงิ พาณิชย์ จงึ มีกลุม่ ย่อยที่ศกึ ษาวิธีการผลติ การพฒั นาผลิตภัณฑ์แบบ
มีส่วนร่วมของชุมชน ดาเนินการหาวิธีการสร้างตราสินค้าเพื่อให้สามารถขายในตลาดดิจิตอล โดยกาหนดจาก
วิสาหกิจชุมชนท่ีมีอยู่แล้ว มาส่งเสริมและพัฒนาตราสินค้า โดยการวิเคราะห์ ต้ังแต่ประวัติของวิสาหกิจเพื่อนามา
สรา้ งตราสินค้า หาบรรจุภัณฑ์ ใหเ้ หมาะสมกบั สินค้า ตลอดจนการสนับสนุนให้มีการขายสินค้าทางดิจิตอลเพ่ือเพิ่ม
ยอดขายใหม้ ากขึ้น ดว้ ยการจดั ทาประชาสัมพันธ์ทางเอกสารและทางอินเตอรเ์ น็ต อาจจะส่งเสริมให้เกิดแหลง่ อาหาร
มอญในจงั หวัดปทุมธานีในรปู แบบธรุ กิจของชมุ ชน เพ่ือเปน็ การส่งเสรมิ แหล่งท่องเทยี่ วในจงั หวัดปทุมธานี
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1. ทุนวัฒนธรรมอาหาร ด้านอาหารพืน้ ถนิ่ มอญ ในจงั หวดั ปทุมธานี
2. การอนุรักษ์ พัฒนาและเพม่ิ มูลคา่ วัตถุดิบอาหารจากภมู ิปัญญาชาวมอญ
3. การพฒั นาตราสนิ ค้าและการตลาดของผลติ ภณั ฑ์อาหารของชุมชนสเู่ ศรษฐกิจดจิ ติ อล
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
1.โครงการย่อยท่ี1 ทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหารพ้ืนถิ่นมอญในจังหวัดปทุมธานี สู่เศรษฐกิจ
สร้างสรรค์ (กนกนาฏ พรหมนครและคณะ,2561) ใช้ข้อมูลท้ังเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เร่ิมจากค้นหาทุน
ทางวัฒนธรรมด้านอาหารพื้นถิ่นมอญ ผู้วิจัยลงเก็บรวบรวมข้อมูลจากการลงภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ ผู้รู้
ปราชญ์ชาวบ้านเพื่อนามาทาแบบสอบถามเชิงปริมาณ ทั้งตรวจสอบความถูกต้องโดยการให้ผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจสอบความเท่ียงตรง จานวน 3 ท่าน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถามจากประชาชนชาวมอญใน
จังหวัดปทุมธานี 3 อาเภอ ได้แก่ อาเภอสามโคก อาเภอเมือง และอาเภอลาดหลุมแก้ว ในจังหวัดปทุมธานี
จานวน 400 ท่าน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) แล้วนามาลงรหัส จากนั้นนามา
วเิ คราะห์และประมวลผลดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรปู เพื่อการวิจัยทางสงั คมศาสตร์ โดยใช้สถิติพรรณนา
ได้แก่ คา่ ความถี่ คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
2. โครงการยอ่ ยท่ี 2 การอนุรักษ์พฒั นาและเพ่มิ มลู คา่ วัตถุดบิ อาหารจากภูมปิ ัญญาชาวมอญ อาเภอ
สามโคก จงั หวดั ปทมุ ธานี (ภาสรุ ี ฤทธเิ ลิศและคณะ,2561) วธิ กี ารดาเนินการวจิ ัย แบ่งออกเปน็ 2 อยา่ งคือ
2.1. การอนุรกั ษ์ภมู ิปัญญาการผลติ ปลารา้ มอญของชมุ ชน
2.1.1.วเิ คราะหข์ บวนการผลิตปลารา้ มอญ ศกึ ษาเก่ียวกับวัตถุดบิ และกระบวนการผลติ ปลา
ร้ามอญของชุมชนศาลาแดง อาเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากชาวมอญด้ังเดิมใน
ชุมชนท่ีมีความเชี่ยวชาญในการผลิตปลาร้ามอญจานวนอย่างน้อย 1 กลุ่ม รวมท้ังสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
อ้างอิงต่างๆ วิเคราะห์คุณภาพปลาร้ามอญของชุมชนศาลาแดง โดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนปลาร้า (มกษ.
7023-2561) เปน็ เกณฑ์ ซงึ่ ในสว่ นคณุ ลกั ษณะท่ตี ้องการกาหนดไว้ ดังนี้ โดยวิเคราะห์ในเดอื นท่ี 0, 3 และ 6 ทง้ั
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 221
ตรวจสอบโดยการพินิจลักษณะทั่วไปของปลาร้ามอญซ่ึงเป็นปลาร้าตัว ตรวจสี กลนิ่ และรสชาติ แต่งตั้งคณะผู้
ตรวจสอบประกอบด้วยผูท้ ี่มีความชานาญในการตรวจสอบปลาร้ามอญอย่างนอ้ ย 5 คน โดยแตล่ ะคนจะแยกกัน
ตรวจและให้คะแนนโดยอสิ ระ เทตวั อยา่ งปลารา้ มอญลงในจานกระเบ้ืองสีขาว ตรวจสอบสี กลนิ่ กล่นิ รสโดยการ
พนิ จิ และดม และให้คะแนนในการทดสอบสี กลนิ่ ของปลาร้าตามหลักเกณฑ์ (มกษ. 7023-2561) นอกจากน้ีทา
การวดั คา่ สใี นระบบ CIEL*a*b* โดยใชเ้ คร่ืองวัดค่าสี Color Reader รุ่น CR-10 (Minolta, Japan)
2.1.2 ศึกษาองคป์ ระกอบทางเคมแี ละคณุ ค่าทางโภชนาการของปลาร้ามอญ
วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีโดยประมาณ (Proximate analysis) และคุณค่าทาง
โภชนาการของปลาร้ามอญ ดังนี้ ความช้ืน โปรตีน ไขมัน เถ้า เส้นใย คาร์โบไฮเดรต และพลังงานทั้งหมด
ตามวธิ มี าตรฐาน (AOAC, 2000) ในเดอื นที่ 0, 3 และ 6
2.1.3 พฒั นานวตั กรรมการผลติ ปลาร้ามอญในรูปแบบสาเรจ็ รูป/ก่ึงสาเรจ็ รูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
ในเชิงพาณชิ ย์ ทดสอบทางประสาทสัมผัสปลาร้าแบบก้อน ทัง้ 4 สูตร ดว้ ยวธิ ี 5-point Hedonic scale ในดา้ น
สี ลกั ษณะปรากฏ กลน่ิ รส รสชาติ และความชอบ โดยใช้ผ้ทู ดสอบชิมจานวน 30 คน และให้จานวนชอ่ งทางเลือก
ระดับ 1-5 คะแนน และ วิเคราะห์คุณภาพทางเคมี ในสูตรที่เหมาะสมที่ได้รบั คะแนนการยอมรบั โดยรวมมาก
ที่สุดเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม ได้แก่ เกลือ วอเตอร์แอกทิวิตี (aw) ความชื้น, เถ้า, โปรตีน, ไขมัน, เส้นใย,
คาร์โบไฮเดรต และหาปริมาณพลังงานทั้งหมด โดยวิธี Calories conversion factor ของ Atwater (2006)
คานวณโดยใช้ค่า conversion factor สาหรับโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เท่ากับ 4, 4 และ 9 kcal/g
ตามลาดบั และ การวเิ คราะห์ทางจลุ นิ ทรียใ์ นสูตรทเ่ี หมาะสม
2.2. การศกึ ษาองคป์ ระกอบทางเคมีและคณุ ค่าทางโภชนาการของมะตาด
2.2.1. การเตรยี มตัวอย่างผลมะตาด นาผลมะตาด ทีผ่ ลิตไดจ้ าก ตาบลบ้านงิ้ว อาเภอสาม
โคก จังหวัดปทุมธานี มาคัดเลือกผลที่สมบูรณ์ ไมม่ ีการเน่าเสยี รอยแผลหรอื ตาหนิ นามาลา้ งส่งิ สกปรกออกโดย
ใช้น้าประปา และใช้พัดลมเป่าให้สะเด็ดน้า แกะกลีบเล้ียง และเมือกหุ้มเมล็ดออก นาไปวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบ
ทางเคมี ทางกายภาพ และสารพฤกษเคมี ดังนี้ หาความชื้น โปรตีน ไขมัน เถ้า เส้นใยคารโ์ บไฮเดรต เส้นใยท่ีไม่
ละลายน้า และการการวเิ คราะหท์ างกายภาพ โดยดคู ่าสใี นระบบ CIE L* a* และ b* ดว้ ยเครื่อง เครอื่ งสเปคโตร
โฟโตมิเตอร์ Color Quest (HunterLab, USA) การวิเคราะห์สารพฤกษเคมี หาปริมาณโพลิฟีนอลท้ังหมด ฤทธ์ิ
การตา้ นอนุมูลอิสระ และปริมาณวติ ามินซี ดว้ ยวิธี HPL
2.2.2 การยืดอายกุ ารเก็บรกั ษาผลมะตาดเพอ่ื ใช้นอกฤดูกาล
2.2.2.1 การศึกษาอณุ หภูมแิ ละเวลาท่ีเหมาะสมในการลวกมะตาด ผลมะตาดทใี่ ช้ใน
การทดลอง จะเปน็ กลบี เลี้ยงซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นโคง้ หนาทห่ี ่อเข้าหากันและอดั กันแน่นและแข็ง จะมีกลีบเล้ียง
5 กลีบ ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร จะใช้ผลที่มีสีเขียว แล้วนามาเลาะ
เปลือกที่เป็นกลีบ ๆ ล้างน้าให้สะอาด ท้ิงให้สะเด็ดน้าบนตะแกรง นาไปลวกในน้าร้อนที่อุณหภูมิการลวก
แบง่ เปน็ 3 ระดับ ได้แก่ 85, 90 และ 95 ºC และศึกษาเวลาในการลวก 4 ระดบั ไดแ้ ก่ 1,2,3 และ 4 นาที โดย
จัดสิ่งทดลองเปน็ แบบแฟคทอเรียล 3x4 และนาไปวิเคราะหค์ ่า Peroxidase test เพื่อเลือกเวลาที่เหมาะสมใน
การยับยั้งเอนไซม์เปอร์ออกซิเดส ในการลวกการทดสอบหาค่า Peroxidase test ทาได้โดย นากัวอะคอล
(Guaiacol) และ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ซ่งึ เป็นสารทไี่ ม่มีสมี าทาปฏิกิรยิ ากนั โดยใชเ้ อนไซมเ์ ปอร์ออกซิ
เดสจากผักเป็นตัวเร่งปฏกิ ิริยา ถ้าเอนไซม์จากน้าผักเหลืออยู่ (active) ก็จะทาให้เกิดผลิตภัณฑ์สีน้าตาลแดงขนึ้
สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การศึกษาอัตราการอบแห้งที่มีต่อคุณภาพมะตาด นาผลการทดลองที่ได้จาก
การศึกษาอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมในการลวกมะตาด นามาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบลมร้อนแบบถาดท่ี
222 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวนส์ ุขุม
อณุ หภูมิ 70ºC (Puttongsiri, et al., 2012) อบจนความชื้นสุดท้ายไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้าหนักเปียก (กัญญา
ณัฐ อตุ รชน และคณะ, 2555) นาตัวอยา่ งมะตาดอบแห้งมาวเิ คราะห์องค์ประกอบทางเคมี และทางกายภาพ หา
คา่ ความชืน้ ,ค่า water activity ,ไขมัน โปรตีน เถ้า เส้นใย คาร์โบไฮเดรต ปรมิ าณโพลิฟีนอลท้ังหมด ฤทธิก์ าร
ต้านอนมุ ูลอิสระ เส้นใยทีไ่ มล่ ะลายน้า พร้อมทง้ั การวิเคราะห์ทางกายภาพ ดู ค่าสี นาสภาวะของการอบแห้งท่ี
ได้ ไปศึกษาคุณภาพของมะตาดหลังการอบแห้ง ได้แก่ การคืนตัว และการดูดคืนน้า การคืนตัวของมะตาด
อบแห้ง และนาผลมะตาดทีอ่ บแห้ง มาดูความสามารถในการดดู น้าคนื นาตัวอยา่ งมะตาดอบแหง้ 2 กรมั ใส่ลงใน
บีกเกอร์ เติมน้ากลนั่ ที่ทราบนา้ หนักแน่นนอนประมาณ 10 กรมั แชท่ ง้ิ ไว้เป็นเวลา 2, 4, 6, 8 และ 10 นาที เมือ่
ครบเวลาจึงนามากรองด้วยกระดาษกรอง ท้ิงให้สะเด็ดน้า 5 นาที นาส่วนใสที่กรองได้ไปชั่งน้าหนัก (ทดลอง 3
ซ้า) คานวณปรมิ าณนา้ ที่ชิน้ มะตาดสามารถดูดซบั ไว้ได้ (กรัม/กรัมตัวอย่าง) ดงั สมการที่ 1
ปรมิ าณน้าทถี่ ูกดดู ซับไว้ (กรัม/กรัมตวั อยา่ ง)
= น้าหนกั เริ่มต้น (กรัม)−นา้ หนกั นา้ ทก่ี รองผ่านกระดากรอง (กรมั )................(1)
นา้ หนักตัวอย่าง (กรัม)
อุณหภมู ิของน้าท่ีเหมาะสมต่อค่าความสามารถในการดูดคืนน้าของมะตาด
แห้ง นามะตาดอบแห้ง (ขนาดใกล้เคียงกนั ) ประมาณ 2 กรมั ใส่ในบีกเกอร์ เติมนา้ ทีอ่ ุณหภมู ิ 40, 60, และ 80
ºC ประมาณ 10 กรมั ควบคมุ อณุ ภูมิน้าโดยวางบน hot plate เปน็ เวลา 2, 4, 6, 8 และ 10 นาที เมื่อครบเวลา
นามากรองด้วยกระดาษกรอง ท้ิงให้สะเด็ดน้า 5 นาที นาส่วนใสที่ได้ไปชั่งน้าหนัก (ทดลอง 3 ซ้า) คานวณ
ปริมาณน้าท่ีช้นิ มะตาดอบแหง้ สามารถดูดซับไว้ได้
3.โครงการยอ่ ยท่ี 3 การพฒั นาผลติ ภณั ฑแ์ ละการตลาดของชุมชนสเู่ ศรษฐกิจดิจิตอล (อัจฉราวรรณ
สุขเกดิ และคณะ,2561)การดาเนินการวิจยั ใช้ท้ังเชงิ คุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพคณะผู้วิจัย
ได้รว่ มพิจารณากับเกษตรจังหวัดปทุมธานี หากล่มุ วสิ าหกิจชุมชนท่ีดาเนินการเกี่ยวกบั อาหาร ซ่งึ พบวา่ มีจานวน
2 กลุ่ม วิสาหกิจกลุ่มแรกคือกลุ่มวิสาหกิจชมุ ชนขนมไทย หมู่ 6 ตาบลคลองควาย อาเภอสามโคก และวสิ าหกิจ
ชุมชนอีกกลุ่มคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตับผักชี หมู่ 12 ตาบลระแหง อาเภอลาดหลุมแก้ว
จังหวัดปทุมธานี การพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดของชุมชนสเู่ ศรษฐกิจดิจิตอลทาการวิจัยเชิงสารวจ แบบมีส่วน
ร่วมของชุมชน โดยผู้วิจัยจะสร้างตราสินค้า โดยการศึกษาจากประวัติความเป็นมาและสร้างตราสินค้า ให้
ประธานและกรรมการเลือก ว่าชอบแบบใด และมีการเสนอรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ เพ่ือให้เหมาะสมกับสินค้า
ทาให้เกิดการขยายตลาดด้วยตราสินค้าแบบใหม่ การวิจยั เชิงปรมิ าณใช้แบบสอบถาม ทฤษฎีความต้องการของ
ลูกค้าเกี่ยวกับการพัฒนาภัณฑ์และตราสินค้า เพ่ือให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อเศรษฐกิจ
ดิจิตอล ทาการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบเชิงสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจกั ษ์ โดยการปรบั รปู แบบ
ปจั จัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจดจิ ิตอล สาหรบั ประชากร คือ ลูกคา้ ที่อาศยั ในพื้นท่จี ังหวัดปทุมธานี กลุม่
ตัวอย่าง ท่ีใช้ในการวจิ ัยครง้ั นีม้ ีจานวน 352 ตัวอยา่ ง จากขอ้ ตกลงเบ้อื งตน้ เง่ือนไขในการใชส้ ถติ ิวิเคราะหโ์ มเดล
สมการโครงสร้าง (Structural equation modeling : SEM) โดยขนาดของกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้
จานวน 20 เท่าตอ่ พารามเิ ตอรท์ ี่ตอ้ งการประมาณค่าหรือจานวนเส้นทาง (Path) ที่แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างตัว
แปรในโมเดล (Model) ในกรอบการวิจัยทั้งหมด 14 เส้นทาง ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมตามสูตรของ
แฮร์ และคณะฯ (Hair, et al., 1998 ) จงึ คานวณขนาดตวั อยา่ งได้ 260 ตวั อย่าง แตเ่ นอื่ งจากเป็นกลุม่ ตัวอย่างที่
น้อยเกินไปผู้วิจัยจึงเก็บเพ่ิมเปน็ 352 ตัวอย่างเพื่อให้ผลของการทดสอบคุณภาพของประเด็นขอ้ คาถามมีความ
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 223
คาดเคล่ือนน้อยที่สุด คณะผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ขนาดตัวอย่างที่เป็นสัดส่วน (Proportional to size)
โดยสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Sampling) เลือกกลุ่มตัวอย่างตามพื้นท่ีจาหน่ายผลิตภัณฑ์ (กัลยา
วานิชย์บัญชา, 2556: 15-16) ซ่ึงมีดังนี้ ศูนย์ขายสินค้าศาลากลางจังหวัด ตลาดชุมชนในอาเภอสามโคก อาเภอ
ระแหง อาเภอลาดหลุมแกว้ อาเภอเมอื ง
ผลการวจิ ัย
1.ทุนวัฒนธรรมอาหาร ด้านอาหารพื้นถิ่นมอญ ในจงั หวัดปทมุ ธานี (กนกนาฏ พรหมนครและคณะ
,2561) ผลวิจัยพบว่า “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ”(Community Cultural Capital) หมายถึง ทรัพย์สินทาง
ปญั ญาทีม่ ีอยู่ในชุมชน แนวทางการดารงชีวิตท่ีสั่งสมจากอดีตและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น สามารถนามาแปลงเป็น
ส่ิงท่มี ีคณุ ค่าและมีมลู ค่าทส่ี ง่ ผลให้เกิดประโยชน์ต่อวิถชี ีวติ และสังคม จากการสารวจพบว่า ชาวมอญมีวัฒนธรรม
การสบื ทอดประเพณีของชาวมอญ ท่ที าประจาทกุ ปี เช่น ประเพณีสงกรานต์ ตักบาตรนา้ ผงึ้ ประเพณีแห่เสาหงส์
ธงตะขาบ ประเพณีปล่อยนกปล่อยปลา และประเพณีโกนจุก แต่ที่ชาวมอญให้คะแนนสูงสุดคือประเพณี
สงกรานต์ ส่วนการอนุรักษ์การสืบทอดอาหารมอญจากรุ่นสู่รุ่น เนื่องจากครอบครัวชาวมอญยังรวมตัวกันอยู่
บรเิ วณริมแมน่ า้ เจ้าพระยา เช่นชุมชนศาลาแดง ท่เี ป็นชาวมอญมากกว่า 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ ลักษณะครอบครัวยงั เป็น
ครอบครัวใหญ่ ทาให้มีการถ่ายทอดการทาอาหาร จากรุ่นสู่รุ่น และถ้าเป็นชุมชนท่ีมีผู้สูงอายุอยู่ก็จะมีการ
ทาอาหารมอญแบบดั้งเดิม อาหารคาวมอญที่ขึ้นชื่อมาก คือ แกงมะตาด น้าพริกปลาร้ามอญ ข้าวแช่ แกง
กระเจ๊ียบ อาหารหวานมอญท่นี ิยมกระเจย๊ี บอบแหง้ ขนมกระยาสารท ขนมกง
2. การอนุรักษ์ พัฒนาและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบอาหารจากภูมิปัญญาชาวมอญ(ภาสุรี ฤทธิเลิศและ
คณะ,2561) ผลการวจิ ัยน้เี ป็นการศึกษาเกีย่ วกับการอนุรักษ์ภมู ิปัญญาการผลิตปลาร้ามอญของชุมชนศาลาแดง
อาเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และการพัฒนานวัตกรรมการผลิตปลาร้ามอญในรูปแบบกึ่งสาเร็จรูปเพื่อเพ่ิม
มูลค่าในเชิงพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่าในชุมชนศาลาแดง มีคนมอญสูงอายุเพียง 1 หลังคาเรือน ที่ทาปลารา้
มอญเพอ่ื การจาหน่าย โดยนิยมทาปลาร้ามอญจากปลากระด่ีเพราะให้รสชาตทิ ่ีดี ในส่วนการพัฒนานวัตกรรมได้
พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาร้ามอญอัดก้อนในรูปกึ่งสาเร็จรูป โดยคณะผู้วิจัยได้นานักศึกษาเข้าร่วมการดาเนินการทา
ต้ังแต่การนาปลามาล้าง และมีการหมักกับเกลือและข้าวสุก พร้อมนาไปหมักนานประมาณ 6 เดือน จึงจะ
สามารถนามาปรุงอาหารเมนูต่างๆ เช่นปลาร้าหล่นเป็นต้น คณะผู้วิจัยได้พัฒนาปลาร้าของมอญให้มาอยู่ใน
รูปแบบของปลารา้ มอญอดั ก้อน ซ่งึ สะดวกต่อการใช้งาน และการพกพา ตลอดจนการเกบ็ รักษาให้สามารถมีอายุ
ได้นานมากขึน้ และนาไปเผยแพร่ให้กบั ชุมชนชาวมอญที่ชุมชนศาลาแดง ทง้ั ไดน้ าปลาร้ามอญอัดก้อนมาทาปลา
รา้ หล่น และอาหารอย่างอ่นื โดยใหช้ มุ ชนไดท้ ดลองชิมอาหารทท่ี าจากปลาร้ามอญอดั ก้อนเปรียบเทียบกับปลา
ร้ามอญท่ียังไม่แปรรูป จากผลการทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าผู้ทดสอบให้การยอมรับด้าน สี กลิ่น แ ละ
รสชาติของปลาร้ามอญอัดก้อนว่าไม่แตกต่างกันกับปลาร้ามอญรูปแบบเดิม เมื่อนาไปปรุงเป็นปลาร้าหล่นตาม
สูตรของคนมอญ ดังน้ันงานวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางในการเพ่ิมมูลค่าให้กับปลาร้ามอญในรูปแบบก่ึงสาเร็จรูปได้
และเป็นแนวทางในการผลิตเชงิ พาณิชยต์ ่อไป
สาหรับวัตถปุ ระสงค์เพื่อยดื อายกุ ารเกบ็ รักษาของผลมะตาดที่เปน็ วัตถดุ บิ ในการปรุงอาหารของมอญ
เพ่ือจะสามารถใช้รับประทานนอกฤดูกาล โดยทาการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ทางกายภาพ ศึกษาอุณหภูมิ
และเวลาในการลวก โดยอบแห้งท่ีอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ซึ่งผลมะตาดสด จะมีปริมาณสารพฤกษเคมี
และฤทิธ์ต้านออกซิเดชั่นสูง โดยมีฤทธ์ิต้านอนุมูลอิสระ(DPPH) และ สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด 103.61
mgAA และ 135.64 mg eq GA นอกจากนี้ยังมีวิตามินซึ 2.41 mg แต่เม่ือมะตาด (กลีบ) ผ่านกระบวนการ
224 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรุณี เชาวนส์ ุขุม
อบแหง้ ทอ่ี ุณหภูมิ 70 องศาเซียสเซียส พบว่าลกั ษณะของกลีบมะตาดจะมคี วามแข็ง มสี นี ้าตาลเข้ม คา่ นา้ อิสระ
(aw) 0.343 ซ่งึ อยู่ในระดับที่เช้ือราและยสี ตไ์ ม่สามารถเจริญเติบโตได้ สว่ นการคืนตัวจะมีอัตราการคืนตัวต่าคือ
1.18 ลักษณะของกลีบมะตาดที่คืนตัวจะมีเนื้อสัมผัสที่แข็งและมีเมือกเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ ผล
มะตาดสดทีเ่ ปน็ เมอื กมีลักษณะเป็นวุ้นเหนยี วลน่ื ๆท่เี หมาะในการประกอบอาหารแกงมะตาดซง่ึ ประกอบอาหาร
ของคนมอญ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระ(DPPH) และ สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดมีปริมาณ 1497.99 mgAA
และ 5778.94 mg eq GA (น้าหนักแหง้ ) แต่วติ ามินซีจะถูกทาลายได้ง่ายด้วยความร้อน ดงั นนั้ จึงไม่พบวติ ามินซี
ในมะตาดอบแหง้ ผลจากการทดลองการนามะตาดมาอบแห้ง จะมีผลท่แี ตกตา่ งจากเดิม จึงพบวา่ การจะยืดอายุ
ของผลมะตาดด้วยการอบแหง้ ไม่สามารถทาได้ เพราะการคนื ตัวแลว้ ไมเ่ หมอื นเดมิ
ท้ังนี้เม่ืองานวิจัยเสร็จคณะผู้วิจัยได้ลงพ้ืนที่ของชุมชนศาลาแดง อาเภอสามโคก อีกคร้ังเพ่ือ
ประชาสัมพันธ์โครงการปลาร้ามอญ ที่นามาอัดก้อนในรูปก่ึงสาเร็จรูป พร้อมท้ังแสดงวิธีการทาปลาร้ามอญอัด
ก้อน การดาเนนิ การแปรรูปจากปลาร้าก้อนกลบั มาเป็นปลาร้าและนาไปทาอาหารให้ชิม เพ่อื ให้ชุมชนได้ทดลอง
วา่ ปลารา้ จากอดั ก้อนกบั ปลาร้าแบบเดิมมรี สชาติตา่ งกนั หรือไม่ ซ่งึ ผลการทดลองพบว่ามรี สชาตทิ ่ีไม่แตกต่างกัน
และสะดวกต่อการนาไปพัฒนาในรูปแบบเชิงพาณิชย์ต่อไป และการทาแผ่นพลับเพื่อประชาสัมพันธ์ดังภาพ
ท่ี 1
ภาพท่ี 1 แผ่นพบั ประชาสมั พันธ์ ปลาร้ามอญอดั ก้อน
3. การพัฒนาตราสินค้าและการตลาดของผลติ ภัณฑ์อาหาร ของชุมชนสเู่ ศรษฐกิจดิจิตอล(อัจฉรา
วรรณ สุขเกิดและคณะ,2561) ผลการศึกษาการพัฒนาตราสินค้าและการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารจากภูมิ
ปัญญาชาวมอญ ของชุมชนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล ซ่ึงแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือการพัฒนาตราสินค้าซ่ึงเป็ นการ
เลือกวิสาหกจิ ชมุ ชน มาจานวน 2 แห่ง ไดแ้ ก่ 1.กล่มุ วิสาหกจิ ชุมชนขนมไทย หมู่ 6 ตาบลคลองควาย อาเภอสาม
โคก และ2.กลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตบั ผักชี หมู่ 12 ตาบลระแหง อาเภอลาดหลมุ แก้ว สาหรับ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทย หมู่ 6 ตาบลคลองควาย อาเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซ่ึงส่วนใหญ่มีอาชีพ
เกษตรกรรมเป็นหลัก (ทานา) เม่ือชาวบ้านเสร็จจากการเก็บเกี่ยวและมีเวลาว่าง จะรวมตัวกันประกอบอาชีพ
เสริมเพ่อื เพิม่ รายไดใ้ หก้ บั ครอบครัว โดยมคี ุณอานวย ลางคุณเสน (ประธานกลมุ่ ) ซงึ่ มีความผกู พันและใจรักที่จะ
ทาขนมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมองเห็นช่องทางการสร้างรายได้ จึงได้รวมกลุ่มสมาชิกในชุมชนจัดตั้งเป็น
“กลมุ่ อาชพี สตรตี าบลคลองควาย” เมอ่ื ปี พ.ศ. 2538 อาศยั เพงิ เลก็ ๆ หน้าบา้ นประกอบกจิ การจาหน่ายขนมไทย
อาทิ กระยาสารท กาละแม ขนมกง ขนมสามเกลองาดา ขา้ วต้มมัด (ตามเทศกาล) แรกๆ ทากนิ กนั เองแจกจ่าย
ให้เพื่อนบ้านบ้าง เพ่ือเป็นการทดลองชิมและทดสอบความต้องการของผู้บริโภค ท่ีเหลือก็ลองหิ้วไปขายตาม
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 225
งานวดั งานโรงเรียนตลาดนดั แต่ขายไม่คอ่ ยไดเ้ หตเุ พราะชาวบ้านก็ทากินกันเกือบทุกบ้าน คณุ อานวยจงึ ไม่หยุด
น่ิง เสียสละเวลาส่วนตัวไปอบรมหาความรู้ตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อนามาพัฒนาสินค้าให้ได้คุณภาพ ทั้งรสชาติ
กระบวนการผลิต บรรจภุ ณั ฑ์ จากนน้ั พ.ศ. 2548 ไดย้ กระดับจากกลุ่มอาชีพสตรีตาบลคลองควาย จดทะเบียน
เปน็ กล่มุ วสิ าหกิจชุมชนขนมไทย และไดด้ าเนินการเข้าร่วมโครงการ หนึ่งตาบล หนง่ึ ผลติ ภัณฑ์ สง่ สนิ คา้ เข้าร่วม
ประกวดจนผ่านการรับร อง จ ากสานั กง านค ณะ กรรมการ อาหาร และย า สานักงานมาต ร ฐ าน
ผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการไดร้ ับถ่ายทอดภูมปิ ญั ญามาจากปู่ยา่ ตายาย ซึ่งนับเปน็ พรสวรรคท์ ีม่ ตี ดิ ตวั มา
บวกกับการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ท้ังคุณภาพของบรรจุภัณฑ์และรูปแบบตราสินค้า จึงส่งผลให้ขนมไทย
ย่ีห้อ “อานวยขนมไทย” เป็นท่ีรู้จักและเป็นท่ียอมรับมากขึ้น อีกท้ังยังได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย
ปัจจุบันมีสินค้าอ่ืนๆ อีกมากมาย อาทิเชน่ ถัว่ ทอดสมุนไพร ถว่ั กรอบแก้วเป็นต้น แต่สนิ ค้าทม่ี คี นส่ังประจาและ
ขายดีคือกระยาสารท เพราะเป็นสินค้าที่ส่งไปจาหน่ายในจังหวัดใกล้เคียงและไปไกลถึงต่างประเทศอีกด้วย
ดังนั้นคณะผูว้ จิ ยั จงึ เลือกขนมกระยาสารทเป็นหลัก คณะผวู้ จิ ัยจึงเขา้ สัมภาษณเ์ ชิงลึกถึงประวัติ กรรมวิธกี ารผลิต
และยอดขายที่ได้ในแต่ละเดือนเพ่ือนาข้อมูลมาประมวลสร้างตราสินค้า แบบมีส่วนร่วมโดยจัดประชุมกับ
คณะกรรมการ ทง้ั ใหค้ ดิ ถึงตราสินค้าท่ีสมาชิกตอ้ งการ และพบว่ากลุ่มวสิ าหกิจชมุ ชนขนมไทย ตอ้ งการจะเปลี่ยน
รูปแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ผลจากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทย ทาให้สามารถ
ออกแบบตราสนิ ค้าได้ ประมาณ 5 แบบ และนากลับไปให้คณะกรรมการกลมุ่ วสิ าหกิจชุมชนขนมไทย ไดค้ ัดเลอื ก
จนได้ตราแบบใหม่ และกลับมาพิมพ์ตราสินค้าให้ใหม่ โดยยังคงรูปแบบของตราสินค้าเก่าอยู่บางส่วนตามท่ี
กรรมการต้องการ ทาให้ได้รปู แบบตราสนิ ค้าใหม่ดังภาพที่ 2
ภาพที่ 2 รปู แบบตราสินค้าใหม่ วสิ าหกิจชมุ ชนขนมไทย
ส่วน การออกแบบบรรจภุ ัณฑ์แบบใหม่ จากทีไ่ ด้สนทนากลุ่มระหว่างนักวิชาการกบั สมาชิกวิสาหกิจ
ชุมชนและผู้บริโภค คณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ให้เหมาะสมและดูทันสมัย
เน่ืองจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทยได้พัฒนาระดับสินค้าหน่ึงตาบลหน่ึงผลิตภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2538 จนถึง
ปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 23 ปี ได้รับการสนับสนุนให้เป็นวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจัดซื้อ
อุปกรณ์การผลิตจากองค์การบริหารส่วนตาบลคลองควาย ในการสง่ เสริมการสร้างตราสินค้าและบรรจภุ ัณฑ์ ซง่ึ
ได้เริ่มดาเนินการมาในปี 2552 ดังจะเห็นว่าสินค้ากระยาสารทได้ทาให้มีรูปแบบของตัวสินค้าเปน็ ลักษณะแทง่
กวา้ ง 2.5 เซนตเิ มตร ยาว 10 เซนตเิ มตร และหนาประมาณ 0.9 เซนตเิ มตร ซงึ่ จะเป็นขนาดพอดีคา หอ่ หุ้มด้วย
ถุงพลาสติกใสและซีลปิดปากถุงเพื่อปอ้ งกันฝุ่น และเก็บรักษาได้นานข้ึนสาหรับตลาดทว่ั ไป และมีจาหน่ายทาง
อินเตอร์เน็ตโดยอยู่ใน Facebook อานวยขนมไทย ทาให้มียอดขายสม่าเสมอ ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมไทย
226 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวน์สุขมุ
จะไม่ผลิตวางขายก่อนเพราะต้องการให้สินค้าสดและใหม่ จึงจะทาตามยอดส่ังซ้ือ โดยเฉพาะช่วงสารทท่ีจะ
จาเป็นต้องทาในจานวนมาก สาหรบั กระยาสารทจะทาไปขายทศ่ี ูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสติ งานโอทอป ศูนย์
ราชการ และภายในตลาดนัดของจังหวดั ดังนัน้ คณะผวู้ จิ ัยและนกั วิชาการจงึ คงรูปแบบเดิมไว้สาหรบั บรรจุภัณฑ์
แตเ่ พม่ิ แบบบรรจุภณั ฑใ์ หม่ เพือ่ ขายในตลาดดจิ ิตอล เป็นการเพ่ิมยอดขายมากขึ้น ดังภาพที่ 3 และ 4
ภาพที่ 3 บรรจภุ ัณฑ์เดิมของกระยาสารท
ภาพที่ 4 รปู แบบบรรจภุ ณั ฑใ์ หม่ของกระยาสารท
กลมุ่ ที่ 2 กลมุ่ วิสาหกิจชมุ ชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตับผักชี จดั ต้ังขน้ึ จากการรวมตัวของคนในชุมชน
เม่ือเว้นว่างจากการทานาเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร เพอ่ื สร้างรายได้ใหก้ บั ครอบครัว
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่ม เกษตรกรมีบ้านใกล้กันและมีลักษณะของเกษตรกร คือมีการช่วยเหลือกัน
และกัน ท้ังช่วยกันสร้างความรู้ ความเข้าใจ ก่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างสมาชิก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้าน
เกษตรกรตบั ผกั ชี หมู่ 12 จดั ต้ังพื้นที่ บา้ นเลขท่ี 16 หมู่ที่ 12 ตาบลระแหง อาเภอลาดหลุมแกว้ จังหวัดปทุมธานี
สว่ นใหญ่ผคู้ นที่น่มี ีอาชีพเกษตรกรรม เร่มิ แรกอาศยั พ้ืนท่ใี นส่วนของบ้านจดั ทาเป็นสถานท่ที างานกล่มุ เมอ่ื วันที่
10 เมษายน 2544 แมบ่ ้านกลุ่มเกษตร ต้องการสร้างรายไดเ้ พ่มิ ให้กับครอบครัว จงึ มารวมกลุ่มผลิตน้าพริกแกง
ซึง่ คนในชุมชนนิยมนามาประกอบอาหารไวส้ าหรบั บริโภคในครัวเรือน ในด้านวัตถดุ ิบท่ีใช้ทาน้าพริกแกง กไ็ ดม้ า
จากในชุมชนสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหน่ึง ต่อมาได้มีหน่วยงาน ราชการเข้ามาสนับสนุน
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 227
งบประมาณ ดว้ ยการให้ทุนมาปรบั ปรุงสถานท่ี และเคร่ืองมอื ในการผลติ ให้มคี วามสะดวกมากยง่ิ ขึ้น ในปจั จุบันมี
สมาชกิ เพ่ิมขึ้นเป็น 16 คน คณะผวู้ ิจัยจงึ ขอเสนอเฉพาะสว่ นของน้าพริกแกง ซง่ึ มีเพียง 2 อยา่ ง คอื น้าพริกแกง
เผด็ และนา้ พริกแกงส้ม ซึ่งท้งั 2 อย่าง เปน็ สนิ ค้าที่ขายดีของวสิ าหกจิ ชุมชน เพราะเป็นสนิ ค้าทรี่ ้านอาหาร ต่างๆ
ในบริเวณทีใ่ กล้กบั กลุม่ วสิ าหกจิ ชุมชนกลุ่มแมบ่ ้านเกษตรกรตบั ผกั ชี จะมาซือ้ เพอื่ นาไปทาเป็นอาหารขายให้กับ
ลูกค้าเปน็ ประจา เพราะเนอื่ งจากมคี วามหอมและสดใหม่ ตราสินคา้ และบรรจภุ ัณฑ์แบบเดิม จากทีก่ ลุม่ แม่บ้าน
เกษตรกรตับผักชี ได้ดาเนินการมาต้ังแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านการเกษตร เพ่ือมาสร้าง
รายได้ส่วนเพม่ิ ให้กับครอบครวั ทง้ั ได้มกี ารอบรมจากหน่วยงานต่างๆ จนสามารถพัฒนาแปรรูปสินคา้ เกษตรให้มี
คุณภาพดี ท้ังมีรสชาติอร่อย สร้างความรู้ ความเข้าใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความสามัคคีระหว่าง
สมาชกิ แต่เน่ืองจากการขายสินค้าของกลุ่มน้าพริก ยงั คงมลี ักษณะที่ขายกับรถขายของเรต่ ามชุมชน น้าพริกใน
ปัจจบุ นั มีการบรรจุอยู่ในถงุ พลาสติกใสใส่อาหาร ทาให้สินคา้ ขาดความสวยงาม และไม่มีจดุ เด่น และใส่ในกล่อง
พลาสตกิ ใสทก่ี ล่มุ แมบ่ ้านอนื่ ๆ ตราสนิ คา้ ใช้เปน็ รปู แบบที่เกิดจากการออกแบบร่วมกันของสมาชกิ และหน่วยงาน
ของรัฐบาลในขณะนั้น ซ่ึงตราสินค้าประกอบด้วย ป้ายช่ือ และมีสัญลักษณ์ หรือบางครั้ง ขายโดยไม่ได้ติดตรา
สินค้า เพราะอาศยั ลกู ค้าขาประจาท่ีซ้อื กันมานาน เพราะเชอ่ื ในคณุ ภาพ ใช้ดังภาพท่ี 5
ภาพที่ 5 สินคา้ ทม่ี ตี ราและบรรจภุ ณั ฑ์แบบเดมิ ของกลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนแม่บ้านเกษตรกรตับผกั ชี
คณะผู้วจิ ยั จึงชว่ ยกันและจ้างผ้อู อกแบบตราสินค้าใหใ้ หม่เพือ่ เป็นแรงจูงใจให้มยี อดขายที่เพิ่มขึ้นและ
เพอ่ื สง่ เสริมใหส้ ามารถจะขายสนิ คา้ ออนไลน์ได้ โดยสรา้ งสญั ลักษณ์ทม่ี องแลว้ จะทาให้สนใจจะซือ้ ผลิตภณั ฑ์น้ี ทงั้
ไดน้ าไปเสนอตอ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซ่งึ ทางกลุ่มวสิ าหกิจได้เลอื กตราสินค้า ดังภาพท่ี 6
228 | ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวนส์ ขุ ุม
ภาพท่ี 6 ตราสนิ คา้ ใหมข่ องกลมุ่ วิสาหกิจชุมชนทีเ่ ป็นน้าพริกแกงเผด็ และน้าพริกแกงส้ม
จากการออกแบบของคณะผู้วิจัยได้ออกแบบตราสินค้าไว้จานวน 5 แบบและนาไปเสนอ
คณะกรรมการให้เลอื กผลการเลือกออกมาตามรูปข้างบน ที่มตี ราสินคา้ น้าพริกแกงเผ็ดและตราสินคา้ น้าพริกแกง
ส้ม ส่วนบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ ทางคณะผู้วิจัยได้ นาเสนอบรรจุภัณฑ์ให้มีลักษณะเป็นถุงแบบซิปล็อค ซ่ึงทาง
กรรมการชอบว่าดดู ี และราคาไมแ่ พง สามารถจาหนา่ ยได้ดงั รปู ภาพที่ 7
ภาพท่ี 7 รปู แบบบรรจภุ ณั ฑ์ใหม่ของกลมุ่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรตับผักชี
การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ศึกษาความต้องการของกลุ่มอาหารมอญ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ
การตลาดสู่เศรษฐกิจดิจิตอล และเพื่อศกึ ษาปัจจยั ของตลาดชมุ ชนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจดิจิตอล น้ันคณะผวู้ ิจัยได้
ใช้การศึกษา โดยทาแบบสอบถาม เชิงปริมาณ จานวน 352 ชุด การสอบถามความต้องการของลูกค้าเกี่ยวกับ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการศึกษาน้ีประมวลผลโดยโปรแกรม ADANCO (Henseler & Dijkstra,2015) การ
สอบถามความต้องการของลูกค้าเกีย่ วกบั การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สว่ นประสมการตลาด และการตลาดสเู่ ศรษฐกิจ
ดิจิตอลซ่ึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยรูปลักษณ์ คุณภาพผลิตภัณฑ์ เอกลักษณ์ ตราสินค้า , ตลาด
วสิ าหกจิ ชมุ ชนประกอบด้วยผลติ ภณั ฑ์ ราคา การสง่ เสรมิ การตลาด การจดั จาหนา่ ยสนิ คา้ , การตลาดสู่เศรษฐกิจ
ดิจิตอล ประกอบด้วย ระบบพาณชิ ย์อเิ ลคทรอนิกส์ เคร่อื งมือทางตลาด พฤติกรรมการใช้บริการสังคมออนไลน์
ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประกอบของการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีปัจจัยที่มีผลดังนี้ รูปทรงผลิตภัณฑ์ที่สวยงาม สีของ
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 229
กลอ่ งทส่ี ะดดุ ตา และผลิตภัณฑท์ ม่ี ีรูปแบบที่ทันสมัย ผลติ ภณั ฑ์ท่ีมตี ราสินค้าที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเป็น
ปัจจัยท่ีสาคัญและมีอทิ ธิพลต่อการตลาดสเู่ ศรษฐกิจดิจิตอล ซึง่ เปน็ ไปตามสมมติฐานของงานวจิ ยั ส่วนการตลาด
ชุมชนมีปัจจัยท่ีมีผลดังนี้การส่งเสริมการตลาดและการจัดจาหน่าย เช่นการบริการจัดส่งสินค้า และการสั่งซื้อ
สินค้าผ่านเส่ือออนไลน์ เปน็ ปัจจยั ทสี่ าคัญและมีอิทธิพลต่อการตลาดส่เู ศรษฐกิจดิจิตอลซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
ของงานวิจัย และผลของสมการโครงสร้างยังพบว่าการตลาดวิสาหกิจชุมชนมีอิทธิพลต่อการตลาดสู่เศรษฐกิจ
ดจิ ิตอลทร่ี ะดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ .99
สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ัย
1.ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน หมายถงึ ทรพั ยส์ ินทางปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน แนวทางการดารงชีวติ ที่สั่ง
สมจากอดตี และถา่ ยทอดจากรุ่นสรู่ ุ่น สามารถนามาแปลงเป็นสง่ิ ที่มคี ุณค่าและมีมูลค่าท่ีส่งผลให้เกดิ ประโยชน์ต่อ
วิถีชีวิตและสังคม ผลวิจัยพบว่า ชาวมอญมีวัฒนธรรมการสืบทอดประเพณีของชาวมอญ ที่ทาประจาทุกปี ท่ี
สาคัญๆ คอื ประเพณีสงกรานต์ ตักบาตรน้าผง้ึ ประเพณแี ห่เสาหงส์ธงตะขาบ ประเพณีปลอ่ ยนกปล่อยปลา และ
ประเพณีโกนจุก เมื่อศึกษาเฉพาะด้านวัฒนธรรมอาหารมอญ จึงพบว่าชาวมอญมีการอนุรักษ์และการสืบทอด
วธิ ีการทาอาหารมอญจากร่นุ สรู่ นุ่ เนื่องจากในจังหวดั ปทุมธานีโดยเฉพาะท่ีอาเภอสามโคกมีครอบครัวชาวมอญท่ี
รวมตัวกนั เป็นจานวนมาก และนยิ มตง้ั บ้านเรือนบริเวณรมิ แม่น้าเจ้าพระยา เชน่ ชมุ ชนศาลาแดง ท่ีเปน็ ชาวมอญ
มากกวา่ 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ ลักษณะครอบครัวยังเป็นครอบครัวใหญ่ ทาให้มีการถ่ายทอดการทาอาหารจากรุ่นสู่รุ่น
การทาอาหารมอญแบบดั้งเดิม สาหรับอาหารมอญที่ข้ึนชื่อมากคือ แกงมะตาด ข้าวแช่ แกงกระเจ๊ียบเป็นต้น
อาหารมอญที่มีอัตลักษณ์ท่ีแตกต่างจากอาหารของชาวไทย ลักษณะอาหารที่โดดเด่น คือ แกงมะตาด แกง
กระเจี๊ยบ ปลารา้ มอญ ส่วนอาหารหวานท่ีนิยมกระเจี๊ยบอบแหง้ ขนมกระยาสารท ขนมกง สอดคล้องกับงานวิจัย
ของ จันทร์ เขียวพันธ์(2557)ได้ศึกษากระบวนการสืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรมประเพณี ที่ส่งผลต่อ
สมาชิกชุมชนให้เกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า ให้ความสาคัญและรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนมอญบ้าน
หนองดู่-บ่อคาว ให้คงอยู่คู่กับชุมชนชาวมอญไม่ให้เลือนหายไปกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการบริโภคที่
เปลีย่ นเปน็ อาหารจานดว่ น อาหารสาเร็จรูปทค่ี ณุ ค่าทางโภชนาการค่อนข้างตา่
2.การพัฒนาและเพ่ิมมูลค่าวัตถุดิบอาหารจากภมู ิปญั ญาชาวมอญจากปลาร้า การผลิตปลาร้ามอญ
ของชมุ ชนศาลาแดง อาเภอสามโคก จงั หวัดปทมุ ธานี และการพฒั นานวตั กรรมการผลติ ปลารา้ มอญในรูปแบบกึ่ง
สาเรจ็ รูปเพ่ือเพิม่ มลู ค่าในเชิงพาณิชย์ พบว่าสามารถทาปลารา้ อัดก้อนได้ และมีคณุ ภาพดี สอดคล้องกับงานวิจัย
ของวลัย หตุ ะโกวิทและคณะ(2553) ทศ่ี ึกษาผลติ ภัณฑอ์ าหารเช้าสาเร็จรูปทก่ี ลมุ่ ผู้บริโภค กลมุ่ เดก็ วัยรนุ่ และวัย
ทางาน ท่ีมีเวลาเรง่ ด่วนละจากดั โดยเลอื กชนิดและพนั ธก์ุ ลว้ ยมาผลิตเป็นแป้งกล้วยทม่ี คี ุณภาพและมาตรฐาน ให้
เปน็ อาหารเช้าสาเร็จรปู
3.การพัฒนาตราสินค้าและการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารจากภูมิปัญญาชาวมอญ ของชุมชนสู่
เศรษฐกิจดจิ ิตอล คณะผวู้ จิ ยั ไดใ้ ช้การศึกษาปัจจัย การพัฒนาผลติ ภัณฑ์และการตลาดชุมชนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล
สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของประชดิ ทิณบุตาและคณะ (2559) การวจิ ัยเพื่อออกแบบและพฒั นาตราสัญลักษณ์และ
รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์สาหรับ สินค้าด้านสุขภาพและความงาม ของผู้ประกอบการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในเขต
จังหวัดชัยนาท ให้สามารถดาเนินการผลิต บรรจุและจัดจาหน่ายในท้องตลาดได้จริง และเพ่ือประเมินความ
คิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างประชากร ที่มีต่อ ผลงานการออกแบบพัฒนาตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์
สินค้า ท่ีได้พัฒนาข้ึนภายใต้กรอบแนวคิดการ เช่ือมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นการศึกษาวิจัยแบบ
พัฒนาทดลองตามหลักการและกระบวนการออกแบบ สร้างสรรค์ และการวิจัยแบบมีส่วนร่วม การออกแบบ
230 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวน์สขุ มุ
กราฟกิ อัตลักษณแ์ ละออกแบบบรรจุภณั ฑ์ โดยวิธกี ารนาเสนอผลงานแบบกล่มุ ย่อย การสอบถามความคิดเห็นทั้ง
โดยตรงและแบบออนไลน์ ผลจากการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ ด้านสุขภาพและความงาม ของผู้ประกอบการกลมุ่
วิสาหกิจชุมชน รวมท้ัง 8 ราย มีภาพรวมด้านมาตรฐานอัตลักษณ์ คุณภาพการออกแบบตราสัญลักษณ์ ด้าน
มาตรฐานและคุณภาพการออกแบบรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ และภาพรวมของ การสื่อการรับรู้ที่เชื่อมโยงถึงการ
ท่องเที่ยวเชิงวฒั นธรรมของจังหวัดชัยนาท โดยใชอ้ ัตลักษณจ์ งั หวัดชัยนาทเปน็ ส่อื สรา้ งสรรคค์ ือ วดั นก เขอื่ น มา
เป็นส่วนประกอบรว่ มนนั้ เป็นผลงานการออกแบบท่ีมีคุณภาพและประสิทธภิ าพ อยู่ในระดบั มากท่ีสดุ
ขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยนี้ สรปุ ขอ้ เสนอแนะของงานไว้ดงั นี้
1.งานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี สานักงานเกษตรจั งหวัด
สานักงานพัฒนาการจังหวัด และสานักงานจังหวัดปทุมธานี ในการนาไปประชาสัมพันธ์หรือสร้างงานกับชมุ ชน
มอญในจังหวดั ปทมุ ธานี
2.งานวิจัยเปน็ การศกึ ษาถึงการเพม่ิ ยอดขาย การสร้างตราสินค้า และการสรา้ งบรรจภุ ัณฑ์ให้กบั กลุ่ม
กลมุ่ วิสาหกิจชุมชน ท้งั พบวา่ การสร้างตราสนิ ค้า หรือการทาบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามสามารถสรา้ ง ความพึงพอใจให้
ลกู คา้ ไดม้ ากข้นึ ซึ่งมปี ระโยชน์ตอ่ กลมุ่ วิสาหกิจชมุ ชน และชุมชนชาวมอญ
3.การศึกษาถึงอาหารมอญท่ีกาลังจะสูญหายไปมีผลต่อชาวมอญให้หันมาสนใจในการทาอาหารของ
ชนชาติตน และควรศึกษาหาความรู้การทาอาหารจากผู้สูงอายุท่ีเป็นญาติผู้ใหญ่ งานวิจัยนี้ จะทาให้เป็นข้อมลู
สาหรับนักเรยี นและนกั ศกึ ษาในการคน้ ควา้ หาความรขู้ องมอญ
4.งานวิจัยเป็นประโยชนต์ ่อนักวจิ ัย ในการต่อยอดการวิจัยด้านอาหารมอญ การวจิ ัยท่ีจะยืดอายุผล
มะตาดว่าควรจะทดลองใช้วิธีอื่นๆมาแทนการอบแห้ง และควรหาอาหารมอญอื่นๆท่ีกาลังจะหายไป เน่ืองจากมี
การเปล่ียนแปลงการใชช้ ีวิตของคนรนุ่ ใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย
5.งานวิจัยเป็นประโยชน์ตอ่ การศึกษาในการขายสินค้าผ่านออนไลน์ วา่ จะต้องคานงึ ถึงเรื่องใด
6. เป็นการสร้างความตระหนักให้นักเรียนและนักศึกษาในการค้นคว้าหาความรู้เร่ืองอาหารมอญ
และน่าจะมกี ารนาอาหารต่างๆ กลับมาศึกษาและพัฒนาให้สามารถนาไปขายต่อในอนาคต
7. การนาปลารา้ มอญมาอัดใหเ้ ปน็ ก้อน เหมาะที่จะส่งเสริมให้ทาในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เพอ่ื จะได้
พกพาไดส้ ะดวก และอาจส่งออกตา่ งประเทศได้ง่าย
กติ ตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัยเร่ือง ทุนวัฒนธรรมด้านอาหารมอญ จังหวัดปทุมธานี เพ่ือพัฒนาสู่เศรษฐกิจ
สร้างสรรค์ เป็นรายงานท่ีมีความร่วมมือระหว่างผู้วิจัยในคณะต่างๆที่มาร่วมทาวิจัยโครงการชุด ได้แก่คณะ
วิทยาการจัดการ,คณะเทคโนโลยีการเกษตร,และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็นต้น ท่ีช่วยให้เกิดงานชิ้นนี้
สาเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ และสถาบนั วิจยั และพฒั นา ทีใ่ หท้ นุ อดุ หนนุ การทางานวจิ ัยอย่างดี
ขอขอบคุณคณะผู้ร่วมวิจัย ที่อยู่ในชุดโครงการย่อยทั้ง 3 ชุด ซึ่งมีผู้วิจัยทั้งหมด 13 คน ที่ช่วยกัน
ทางานและชว่ ยให้ขอ้ มูลเปน็ อย่างดี
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 231
และสุดท้ายขอขอบคุณ สานักงานวิจัยแห่งชาติ ที่ได้ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย (ทุน วช.) โดยผ่าน
สถาบันวจิ ัยและพฒั นา มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ปงี บประมาณ 2561
เอกสารอา้ งองิ
กนกนาฏ พรหมนครและคณะ.(2561). ทนุ ทางวัฒนธรรมด้านอาหารพนื้ ถน่ิ ในจังหวดั ปทมุ ธานสี เู่ ศรษฐกจิ
สร้างสรรค์ .ทุนของสภาวิจัยแหง่ ชาติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ.์
กญั ญาณฐั อุตรชนและคณะ. (2555). การศึกษาการแปรรูปน้าพรกิ มะกอกปา่ อบแห้ง. วารสารวจิ ยั และพฒั นา
มจธ., 35:1(1) (ม.ค.-มี.ค.), หน้า 65-73.
กลั ยา วานชิ ยบ์ ญั ชา. (2556). การวิเคราะหส์ ถิติ : สถิติสาหรับการบรหิ ารและวิจยั . พมิ พค์ ร้งั ที่ 14. กรุงเทพฯ.
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จวน เครอื วชั ฌยาจารย์. (2537).วถิ ชี วี ติ ชาวมอญ.กรุงเทพฯ:ดา่ นสุทธาการพิมพ์
จันทร์ เขียวพันธุ์. (2557). กระบวนการฟื้นฟูอาหารพ้ืนบ้านสู่การเช่ือมโยงวัฒนธรรมชุมชนองค์ความรู้
ท้องถ่ินและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนบา้ นหนองดู่ -บ่อคาว ตาบลบ้านเรือน อาเภอป่า
ซาง จงั หวัดลาพนู . รายงานการวิจยั . ลาพนู . ฝา่ ยวิจัยท้องถ่นิ สานกั งานการวิจยั แห่งชาติ.
ประชิด ทิณบุตรและคณะ .(2559).การออกแบบพัฒนาตราสัญลกั ษณ์และรูปลกั ษณ์บรรจภุ ัณฑ์เพ่ือเชอื่ มโยง
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสาหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
จังหวัดชยั นาท.วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีท่ี 7 ฉบับที่ 1
มกราคม-มิถนุ ายน 2559.
ภดารี กติ ติวัฒนวณชิ (2556).วจิ ยั เชิงปฏบิ ัตกิ ารเพ่อื ศกึ ษากระบวนการมสี ่วนร่วมและแนวทางการออกแบบท่ี
เหมาะสมในการออกแบบพพิ ิธภัณฑช์ ุมชนกรณศี ึกษา:ชุมชนมอญวัดศาลาแดงเหนือ ตาบลเชิง
ราก น้อย อาเภอสามโคก จงั หวัดปทมุ ธาน.ี วิทยานพิ นธ์หลกั สตู รสถาปตั ยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต
สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ.
ภาสรุ ี ฤทธิเลิศและคณะ.(2561).การอนุรกั ษพ์ ัฒนาและเพิ่มมลู คา่ วตั ถุดิบอาหารจากภมู ิปญั ญาชาวมอญ
อาเภอสามโคก จังหวดั ปทมุ ธานี .ทนุ ของสภาวิจยั แหง่ ชาติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ใน
พระบรมราชูปถัมภ.์
วลัย หุตะโกวิทและคณะ . (2553).การพฒั นาผลิตภัณฑ์อาหารเชา้ สาเร็จรูปจากแป้งกล้วยด้วยเทคโนโลยี
เอกซ์ทรชู นั . คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล.
ศรุดา นิติวรการ. (2557). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการศึกษาความหลากหลายของอาหารพื้นบ้านมอญ
เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. รายงานสืบเนื่องการประชุมวิชาการ เร่ือง การวิจัยรับใช้ชุมชนสร้าง
สังคมฐานความรู้. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี.
เหมือนฝัน ตง้ั นารี.(2557).ประวตั ขิ องชาวมอญ จังหวดั ปทุมธาน.ี สบื ค้นจาก:
http://province.m-culture.go.th/pathumthani (วันท่ี 16 พฤกษาคม 2561)
อัจฉราวรรณ สขุ เกดิ และคณะ. (2561) .การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดของชุมชนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทุน
ของสภาวจิ ยั แห่งชาติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ.์
AOAC. (2000). International, (17thed.). Washington DC: Association of Official Analytical
Chemists.
232 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) วรณุ ี เชาวนส์ ขุ มุ
Henseler, J., & Dijkstra, Theo K. (2015). ADANCO 2.0. Kleve: Composite Modeling,
http://www. compositemodeling.com.
Hair, J.F. Jr, Anderson, R.E., Tatham, R.L. and Black, W.C. (1998), Multivariate Data Analysis,
(5th ed.), Prentice-Hall, Englewood Cliffs, NJ.
Puttongsiri, T.,Choosaku, N., and Sakulwilaingam, D. (2012). Moisture content and Physical
Properties of Instant Mashed Potato. International Conference on International and
Food Sciences IPCBEE val. 39.
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 233
THE USE OF ACTIVE LEARNING STRATEGIES FOR AIRLINE SAFETY LEARNING MANAGEMENT
TO IMPROVE LEARNING ACHIEVEMENT OF AIRLINE BUSINESS PROGRAM STUDENTS
Siriporn Elwasly 1* Diaa Elwasly 2 George Tunney 3 Nawapat Rodgerd 4
Kwanrat Jannsirinara 5
Received : May 12, 2019
Revised : June 9, 2019
Accepted : August 1, 2019
Abstract
The objective of this research is to study the learning outcomes according to the
National Higher Education Qualifications Framework in the Airline Safety course of the airline
business programs’ students, Suan Dusit University Hua Hin campus. The sample for this
research are the airline business program students who completed the Airline Safety Course
and the Preparation of Professional Experience in The Airline Business Course in the 2018
academic year; a total of 120 students. The data was collected by using the questionnaire survey
of the students’ opinion on the 5 domains of learning achievement outcomes, consisting of (1)
Ethical and Moral Development, (2) Knowledge, (3) Cognitive Skills, (4) Interpersonal Skills and
Responsibility, and (5) Analytical and Communication Skills. The data were analyzed by using
frequency distribution, percentage, mean and standard deviation. The results of the study
showed that the overall sample group had an average score of opinions on their learning
outcomes according to The Higher Education Qualifications Framework (TQF) at the highest level
on every aspect; the first one is ethical and moral development aspect (x̅ = 4.86, SD = 0.36)
followed by Interpersonal skills and responsibility (x̅ = 4.73, S.D. = 0.48), knowledge (x̅ = 4.71,
S.D. = 0.58) cognitive skills (x̅ = 4.69, S.D. = 0.53) analytical and communication skills (x̅ = 4.63,
1 Bachelor of Arts, Major in Airline business management, Suan dusit University HuaHin campus,
e-mail: [email protected]
2 Bachelor of Arts, Major in Airline business management, Suan dusit University HuaHin campus,
e-mail: [email protected]
3 Bachelor of Arts, Major in Airline business management, Suan dusit University HuaHin campus,
e-mail: [email protected]
4 Bachelor of Arts, Major in Airline business management, Suan dusit University HuaHin campus,
e-mail: [email protected]
5 Bachelor of Arts, Major in Airline business management, Suan dusit University HuaHin campus,
e-mail: [email protected]
* Corresponding author, e-mail: [email protected]
234 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศริ ิพร เอลวอสลีและคณะ
S.D. = 0.61) respectively and overall learning outcomes in all 5 areas are at the highest level
(x̅ = 4.73, S.D. = 0.51).
Keywords : learning outcomes, active learning, aviation business program, airline safety
Introduction
Students’ learning achievement is the basic objective of educational institutes. The
term learning achievement is defined by the National Qualifications Framework for Higher
Education in Thailand (TQF) as the 5 domains of learning outcomes; Ethical and Moral
Development, Knowledge, Cognitive Skills, Interpersonal Skills and Responsibility, Analytical and
Communication Skills. These act as a guideline for us to comply with in order for our students
to achieve the maximum learning outcomes in any subjects that they study, with the teacher
acting as facilitator to transfer knowledge and adjust or transform the students’ behavior to their
fullest human potential. As we all know, safety is the most important issue in aviation and that
makes everyone who is part of this industry an important cog to make the machine operate
smoothly and maintain the highest standards. The pre-internship “Airline Safety Course” which
is conducted by Ajarn Diaa Elwasly has significantly changed in the airline business program for
the students of Suan Dusit University (Hua Hin Campus); by using several methods of active
learning strategies, the students were able to achieved the 5 domains of learning outcomes
which means well prepared and qualified personnel in the aviation industry are ready for their
duties.
Safety is the most important aspect in aviation; the principle of safety is based on
the technical skills and procedures which must go along with discipline and responsibility. All
the aviation employees must be aware of the importance of safety issues; in order to achieve
this goal. There should be proper procedures and guidance provided by the instructor to
maintain the individual behavior to improve their potential proficiency in term of competency
and responsibility to the safety of their job performance. The classroom teaching technique
influences a person’s development; the students of the airline business program will eventually
be part of the aviation industry therefore, the teacher should be able to adopt many teaching
techniques such as active learning to encourage the students to improve their ability and
learning outcomes. The teacher should adopt the teaching method to support the habits of
acting ethically and responsibly. These should be consistent with high moral standards and the
ability to understand the knowledge of procedures and the principle of airline safety utilizing
cognitive skills to analyze situations and solve problems. This is especially true in the safety
framework as the aviation industry involves social responsibility and effective teamwork that
requires a high standard for communication skills in terms of communication technology.
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 235
Active Learning for Airline Safety Course
The Pre-internship of “The Airline Safety Course” of Suan Dusit University; Hua Hin
campus is conducted by Ajarn Diaa Elwasly; this subject has been prepared and performed in
accordance to the ICAO regulations (Doc 10002 Cabin crew safety training manual) and the
discipline principles, which lead to the student’s learning achievements. The course syllabus of
Airline Safety Course at Suan Dusit University (Hua Hin campus) consists of the following subjects;
Basic safety and emergency procedures, Cabin crew safety training requirements and
qualifications, Aviation Security Training, Dangerous Goods Training, Crew Resource Management
Training, Aviation Medical Training. Due to the limitations of the training facility of Hua Hin
Campus which does not comply with the ICAO regulations regarding the training facility and
devices (Doc 10002 Cabin crew safety training manual; chapter 2) as Suan Dusit University (Hua
Hin campus) is not an airline. The campus does not have complete training devices and
equipment such as aircraft door training, aircraft training simulator and firefighting simulator, etc.
The campus has limited safety training equipment such as safety demonstrations equipment,
HALON fire extinguisher, portable oxygen bottle and life jacket. This area of training will be
concentrated on the theoretical. While the airline must comply with the rules and regulations
stated in the ICAO Cabin Crew Training Manual and as well the civil aviation authority of the
airline registration country. For example Gulf Air cabin crew training course for initial training or
newly joined will include the following subjects (Table 1):
Module 1-10 Module 11-19
Gulf Air Company Induction Initial Dangerous Goods Training
General SEP Training Initial Aviation Security Training
Initial Fire & Smoke Training Initial Flight Time Limitations Training
Initial Survival Training Initial CRM Training
Fleet Specific Aircraft Systems Training General Cabin Service Training
Initial Fleet-Specific SEP Training PA Delivery Skills
Fleet Specific Aircraft Familiarization Visit Initial Grooming Training
Initial Medical & First Aid Training Fleet-Specific Initial Cabin Service Training
Initial Defibrillator (AED) Training Initial Qualification Graduation Formalities
Initial Passenger Handling Training
Table 1: Cabin crew initial qualification curriculum training module summaries
Source: Gulf Air OMD (Operation Manual Part D) Cabin crew training
Therefore, the main objective of the Pre-internship “Airline Safety Course” of Suan
Dusit University; Hua Hin campus is to enable the students to have the basic idea of cabin crew
safety training through the teaching method of classroom discipline and as well for students
236 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศิรพิ ร เอลวอสลีและคณะ
who have been recruited by the respective airlines; this course will help the students’
achievement during the airlines’ initial cabin crew training.
Many researchers have agreed that active learning approaches promote learning for
all students depending on how the teacher adapts the techniques as an effective tool in making
the classroom more inclusive. Active learning techniques to be used such as;
1. The pause procedure- The teacher will pause or stop the lecture for two minutes
every twenty minutes to encourage students to discuss and ask questions. For example,
Dangerous Goods (DGR) subject, the teacher will use teaching materials such as power point
presentation slides and videos, then he will ask the questions and let the students answer. The
teacher can apply this technique for all topics as this approach encourages students to check
their understanding of the lecture materials and also provides an opportunity for questioning
and clarification (Rowe, 1980; 1986; Ruhl, Hughes & Schloss, 1980; Bonwel and Eison, 1991;
Brame, C., 2016). The teacher will be able to notice the difficult parts which he might need to
stress and at the same time students will gain accurate information and cognitive skills as this
give them clear a picture of the subjects.
2. Retrieval practice- The teacher will stop his lecture every 15-20 minutes to
encourage the students to memorize and retrieve information as well ask questions and
answers, which improves long term memory (Brame and Biel, 2015). Especially in the airline
safety and emergency procedures subject, the students must be able to memorize the drills
100% as this is the first step, then the teacher will demonstrate how to use some equipment
and hands on practice or role play based on the drills.
3. Demonstrations – The teacher will ask students to predict the result of a
demonstration and observe how well may the students practice then follow up with the teacher
explanation. This technique will give students clarification and test their understanding. If the
students misunderstand the contents, the teacher will give a prompt answer and immediate
feedback to resolve the misconception. This helps the students to memorize the drills of how
to handle the in-flight emergency situations and as well the students are able give complete
information during oral tests. The teacher might choose a male student to demonstrate an in-
flight medical emergency situation case; this engages the students in participation which will
improve their interpersonal and communication skills.
4. Case based learning – The teacher will present students with situations concerning
aviation safety such as a pilot being incapacitated, emergency ditching, the scenario of how the
cabin crew must prepare the passengers and cabin in case of crash landing or ditching, etc. Role
play will be applied; students will act according to the situations given, this will create classroom
interaction and reduce stress. The teacher will reveal the suitable solutions based on the ICAO
rules and regulations. Hands on exercises and simulated exercises; are defined by ICAO (Doc
10002, 2014) as exercise on the use of equipment/aircraft system and procedures that is
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 237
conducted without a specific context. The teacher will create many scenarios that may promote
students’ understanding for first aid training and practice some emergency equipment on board
the aircraft such as portable oxygen bottle, fire extinguisher, and passenger life-vest, etc. in
normal and abnormal situations. The teacher will show many videos related to the airline safety
especially the catastrophes that happened due to human error and incompetency. The teacher
will then explain how important we are in the aviation industry. This enhances the ethical and
moral development.
5. Zone of Proximal Development - ZPD has been defined as:
“the distance between the actual developmental level as determined by
independent problem solving and the level of potential development as determined through
problem-solving under adult guidance, or in collaboration with more capable peers” (Vygotsky,
1978. P.86)
The two main ideas ZPD focus on are (1) the knowledgeable teacher who can observe
and practice the student’s skills and (2) social interact with competent peer that will support
the students through the ZPD. The teacher gives a lecture by using “teaching by telling” and
“hands on practice” method and showing the video on certain topics such as; how to operate
the aircraft doors in a normal and emergency situation, how to use the portable oxygen bottle
then the teacher may ask questions to check the students’ understanding on that topic one by
one until the complete answers are given.
6. The immediate feedback assessment technique (IF-AT) has been publicized by
Epstein (Dihoof, Epstein and Brosvic, 2003, Maurer & Kropp, 2015) IF-AT is an alternative optical
or bubble sheet for recording answers to multiple choice questions. The IF-AT has an answer
until correct idea, it comes in the similar format like bubble sheet but is covered with an opaque
coat and box has a small star in it, while the other boxes are blank. The student will scratch
the chosen box to answer the question, if a star appears; it confirms that the answer was right.
However if the box is blank; it means that the chosen answer was not correct, and the student
can then reconsider the remaining answers until a small star is found. IF-AT forms are often
used in team-based learning setting where a group of students work together on a joint quiz or
activity and complete one IF-AT form (Cotner, Baepler, & Kellerman, 2008; Cotner, Fall, Walker
& Baepler, 2008b; Lee & Jabot, 2011; Maurer & Kropp, 2015). The IF-AT is more effective when
used in groups as this technique encourages the student’s engagement and interaction (Slavin,
1991; Michaelson et al, 2004; Cotner et al, 2008; Crouch & Mazur, 2011). The idea of using the
immediate feedback assessment technique (IF-AT) is implemented during the oral tests at the
beginning of each session. The set of questions will be running according to the topics then
teacher will direct question to the first student, if the given answer is wrong, the teacher will
238 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศิรพิ ร เอลวอสลีและคณะ
pass the same question to the next student until the correct and complete answer is verified.
This will encourage the weak students to improve their long term memory.
“I was very excited when the teacher directed the question to me; I wasn’t
embarrassed if I could not give complete information and my classmate was able to give full
details and got full mark as this made me memorize the answer because my mistake has been
rectified right away” Ms. Wannapat Narunchorn (student ID. 60-6002).
The implementation of operant conditioning and classroom discipline for the Airline
Safety Class is adapted; in the first lecture, the teacher starts the first session with the ice
breaking atmosphere; normally the students will introduce themselves to all their classmates
as well as telling them about his or her dream job. The number of students in one classroom
should not exceed 30 students to enable the teacher to monitor everyone. The classroom rules
must be set from the very first session i.e. students must attend all classes, prohibit the use of
any communication devices, punctuality is a must (classroom door will be closed on time), the
students will be given a 10 minutes written test and oral test every session, only one 20 minute
break given for a 3 hour classroom session, students have the right to check their mistakes on
the written test at the end of every session. The operant conditioning can be defined as a form
of learning in which behaviors are dependent on, or controlled by their rewards and
consequences. The experiment was first conducted by Thorndlike (1905) and followed by B.F.
Skinner (1938); both experiments were done by putting animals in boxes or cages and observing
how they were able to learn. A law of learning stated that any behavior that is followed by
positive consequences is likely to be repeated, and any behavior followed by negative
consequences is likely to be stopped (Saul, 2018). Thorndlike (1914) wrote the book entitle
“Educational Psychology” which summarized the fundamental matter of learning in three laws
of learning or the so called “The connectivism of Throndike”; law of readiness, law of exercise
or repetition and law of effect. The law of readiness explained that the students should be
ready mentally and physically in order to learn and this is one of the reasons that the students
per one class should not exceed 30 so the teacher can observe and monitor. For example if a
student feels sleepy during class, that student will be called to do a bit of exercise i.e. stretch
arms and walk around the classroom then the law of repetition will take place, the teacher will
ask students to repeat and role play on certain drills i.e. emergency landing and ditching
evacuation drills, fire-fighting drills such as oven fire drill, overhead compartment fire drill, etc.
This keeps the students engaged and reduces boredom. The law of effect added to the law of
exercise which explains that there is a connection between situation and response. If a situation
is followed by a positive reinforcing stimulus, the result will be positive and vice versa. The
classroom’s disciplines have been set based on the concept of law of effect; students will be
allowed to attend the class and complete their tests if they follow the rules. The opposite is
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 239
the case, if they attempt to break the rules; i.e. arrive late after the break, the scores for that
class will be canceled. This improves punctuality, as punctuality is one of the key points in the
aviation industry; students who participate in the airline safety class must follow the classroom
rule of punctuality, if students come late they are not allowed to attend the class which leads
to the reduction in scores as each session consists of two tests (one written and one oral) and
this encourages students to arrive early. There will be as well the deduction of points if an
attempt is made to gain advantage by using the mobile phone in class or helping friends during
written test. Students try to infringe the classroom’s rules by giving excuses i.e. the delay of
their arrival to the class due to transportation problems or attempt to use cellphone during
class; then the teacher may have to apply high techniques to maintain discipline.
Research Objectives
To study the learning achievement outcomes in the Airline Safety subject of the
Airline Business Program students of Suan Dusit University (Hua Hin Campus)
Materials and Methods
1. Population and sample
The population for this study was the airline business program’s students at Suan
Dusit University, Hua Hin campus who completed the Airline Safety Course and the Preparation
of Professional Experience in the Airline Business Course in the 2018 academic year; a total of
200 students.
The sample of this research was the airline business program’s students at Suan
Dusit University, Hua Hin campus who completed the Airline Safety Course and the Preparation
of Professional Experience in the Airline Business Course in the 2018 academic year; a total of
120 students.
2. Design and development of the survey tool quality
The questionnaire survey was used as a research tool; the researcher designed
and developed the questionnaire survey according to the National Higher Education
Qualifications Framework and referred to relevant research and the scope of the research tools
have been set in accordance with the research purposes and content validity under the
observation and guidance by our research consultant team. The questionnaire is divided into 2
parts. Part 1 is general information and part 2 is the student’s satisfaction assessment towards
the teaching and learning of Airline Safety. A 5 point scale is used to interpret the mean score
as follows:
240 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศิริพร เอลวอสลีและคณะ
Average score of 4.50–5.00 means the highest level
Average score of 3.50–4.49 means high level
Average score of 2.50–3.49 means moderate
Average score of 1.50–2.49 means low level
Average score of 1.00–1.49 means the lowest level
The survey questionnaire was created by the researcher through the trial revised
as suggested by a research consultant by using the IOC value. Then, the questionnaire was sent
to try out on the 30 students of the airline business program to find the confidence (Reliability)
of the questionnaire and then find the Alpha coefficient of Cronbach which was 0.94.
Independent Variables Dependent Variables
Active Learning Strategies 5 domains of learning achievement outcomes
- Ethical and Moral Development
- Knowledge
- Cognitive Skills
- Interpersonal Skills and Responsibility
- Analytical and Communication Skills
Research result
1. The general information from this study found that most of the students are
female. The average GPA is 2.74. The highest GPA is 3.43 and the lowest is 1.97. The average
TOEIC score is 523.4. The highest score is 825 and the lowest is 305.
2. The learning outcomes of students according to the National Higher Education
Qualifications Framework (TQF) found that students had opinions on their own learning
achievements in the Airline Safety course at the "highest" level in all aspects. The highest opinion
is the Ethical and Moral Development aspect (x̅ = 4.86, SD = 0.36), followed by the Interpersonal
Skills and Responsibility (x̅ = 4.73, SD = 0.48), Knowledge (x̅ = 4.71, SD = 0.58), Cognitive Skills
(x̅ = 4.69, S.D. = 0.53) Analytical and Communication Skills (x̅ = 4.63, SD = 0.61) respectively
and overall learning outcomes in all 5 domains are at the highest level (x̅ = 4.73, SD = 0.51) as
shown in Table 2. In addition, when considering the details, found that the students had the
highest opinion on the top 3 learning outcomes i.e., diligence and patience (x̅ = 4.88, SD = 0.33)
on time performance (x̅ = 4.87, SD = 0.36) and discipline (x̅ = 4.86, SD = 0.37)
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 241
3. The results of the overall students’ satisfaction on Airline safety courses showed
that students were satisfied with the course at the highest level (x̅ = 4.81, S.D. = 0.54).
4. In addition, the students also commented on the important points of the Airline
safety course that contributes to self-development and other achievements obtained from this
course such as they can apply the knowledge obtained from this subject when answering
questions during job interview, they gained more confidence to speak and answer the questions
and they can apply the knowledge during their internship, etc.
Table (2) the results of the students’ opinion on the 5 domains of learning achievements for
the Airline Safety Course of the Airline Business Program students at Suan Dusit University (Hua
Hin campus) (n=120)
5 domains of learning outcomes (LO) x S.D Data interpret
1. Ethical and Moral Development 4.87 0.36 the highest level
On time performance 4.86 0.37 the highest level
Discipline 4.84 0.39 the highest level
Honesty 4.88 0.33 the highest level
Diligence and patience 4.84 0.36 the highest level
Courtesy
4.79 0.53 the highest level
2. Knowledge
Knowledge of basic safety and 4.71 0.60 the highest level
emergency procedures
Knowledge of cabin crew safety 4.72 0.56 the highest level
requirements and qualifications 4.67 0.61 the highest level
Knowledge of dangerous goods
Knowledge of crew resource 4.67 0.62 the highest level
management
Knowledge of aviation medical 4.61 0.54 the highest level
4.66 0.55 the highest level
3. Cognitive skills
The ability to analyzed systematically 4.72 0.52 the highest level
The ability to solve problems in various
situations 4.70 0.55 the highest level
The ability to apply the airline safety
training knowledge at work 4.73 0.50 the highest level
The ability to develop the skills after has
been trained for stimulated thinking
The ability to improve the problem
solving skills efficiently
242 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศริ พิ ร เอลวอสลีและคณะ
5 domains of learning outcomes (LO) x S.D Data interpret
4. Interpersonal skills and responsibility the highest level
the highest level
The ability to work in a team as a leader 4.67 0.51 the highest level
the highest level
or team member the highest level
The ability to build good relationship 4.66 0.56 the highest level
the highest level
with colleague the highest level
the highest level
Self-responsibility to the assigned duty 4.81 0.42 the highest level
The ability to plan the operations 4.82 0.41 the highest level
the highest level
successfully according to the schedule
The ability to adapt to the aviation 4.72 0.49
profession environment
5. Analytical and Communication Skills
Self-confident in English communication 4.62 0.62
Confidence when giving information and 4.60 0.63
opinions
The ability to listen to other opinions 4.71 0.57
The ability to make brief and precise 4.63 0.63
conclusion
The ability to search for aviation 4.61 0.62
information by using information
technology
The overall (LO) 5 domains 4.73 0.51
The overall the students’ satisfaction 4.81 0.54
Conclusion
The result of this survey shows that the students were very satisfied with “the Airline
Safety Course”. The result of 5 domains of learning outcomes in the Airline Safety Course were
at the highest level (x̅ = 4.73, S.D. = 0.51) which is consistent with the study of Freeman et al.
(2014: 8410), the result indicated that average examination scores of the students in science,
engineering and mathematics improved by about 6% in active learning sections, and that
students in classes with traditional lecturing were 1.5 times more likely to fail than were students
in classes with active learning and that go along with the Dr. Anna Blackman (2012: 59), the
potential of instance feedback could help to foster student engagement, encourage interaction
between students and provide immediate feedback on student understanding. Grace A.
Fayombo (2012: 126) found on her study that the active learning strategies are effective in
engaging learners and assisting them in creating their own learning experiences in a changing
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 243
environment and motivate students to attend and also participate. The active learning
techniques promote the students’ learning achievements according to TQF 5 domains, when
considering every aspect, the result showed that the ethical and moral aspect was at the
highest level ( x̅ = 4.86, S.D. = 0.36) and the students achieved in the top 3 areas which are the
diligence and patience ( x̅ = 4.88, S.D. = 0.33), the on time performance ( x̅ = 4.87, S.D. = 0.36)
and discipline ( x̅ = 4.86, S.D. = 0.37), these 3 areas are very important in the airline profession.
Recommendations
Airline safety training for cabin crew is an ICAO requirement so that cabin crew
members are proficient in the performance of their duties and responsibilities. It establishes a
baseline for cabin crew competencies to prevent catastrophes for the flight operations of the
airline. The training must be very intense in its content and there must be no gray area, therefore
the minimum pass mark which most of the airlines establish for this course is 80% as the cabin
crew must be able to handle the situations related to safety without any doubt. The pre-
internship “Airline Safety Course” of Suan Dusit University (Hua Hin Campus) has been set in the
same way to construct the disciplined behavior in our airline business students who will soon
be part of the aviation industry. To achieve the goal of learning outcomes, the teacher applies
many teaching techniques. The students who pass this course are well aware of the importance
of airline safety. At the same time, they learn the necessity of punctuality and responsibility in
their studies as they must work hard throughout the course. This reduces careless and
unsuitable behavior which is reflected in their grade. During the of 48 hour course, the teacher
guides the students in cognitive skills to analyze situations and solve problem especially in the
airline safety domain. The students learn how to work as a team when they are chosen to act
in the role play and resolve the problems together. According to the teacher records, there is a
significant improvement every year compared to the first semester that he conducted the
course; the number of students who passed the course increased dramatically from 20-30% in
the year 2015 to 70-80% in 2018 and some students were able to obtain over 90% pass marks.
Finally, Ajarn Diaa Elwasly who conducted the training says:
“A Good teacher is the one who set good examples and is willing to work
hard to improve the students’ learning achievements”
Acknowledgement
We would like to express our sincere gratitude to our research consultant, Assit.Prof.
Panarat Srisang, Ph.D. and Ajarn Charles Thomas Deyoung for their invaluable help and constant