The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Warut Changthuan, 2020-09-09 04:44:24

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 45

2.3 ระดับความพึงพอใจของวทิ ยบูรณากรเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร สงั กัดสานักงาน
เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 ทมี่ ีตอ่ หลกั สตู รการฝึกอบรม

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ัย
ผ้วู ิจัยดาเนินการพัฒนาหลักสตู รด้วยกระบวนการวิจัยและพฒั นา (Research and Development)

มขี น้ั ตอนในการดาเนินการวิจยั 4ขน้ั ไดแ้ ก่ขนั้ ที่1ศกึ ษาข้อมูลพื้นฐาน โดยแบง่ การดาเนนิ งานเป็น 2 สว่ น สว่ นท่ี
1 การศึกษาเอกสาร งานวิจัยและสัมภาษณ์วิทยบูรกรเก่ียวกับสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่อื สารสาหรับวิทยบูรณากร สว่ นที่ 2 การศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เก่ียวกับองค์ประกอบของหลักสตู รฝึกอบรม
ขั้นที่ 2 การสร้างและประเมินร่างหลักสูตร การดาเนินงานข้ันตอนน้ีแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1สร้าง
โครงร่างหลักสูตรฝึกอบรมส่วนที่ 2การประเมินและหาคุณภาพของโครงร่างหลักสูตรฝึกอบรมใช้แบบประเมิน
ความเหมาะสมและความสอดคล้องของร่างหลักสูตรฝึกอบรม โดยผู้เชี่ยวชาญจานวน 5 คน ขั้นตอนที่ 3 การ
ทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มเป้าหมายได้แก่คณะวิทยบูรณากรเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร สังกัด
สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 จานวน 30 คนซ่ึงไดม้ าโดยการเลอื กแบบเจาะจงจาก
วิทยบูรณากร ที่ควรได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จาเป็นในสถานศึกษา
เครื่องมือท่ีใช้ประกอบด้วย 1) หลักสูตรฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารสาหรับวิทยบูรณากร2)
แบบทดสอบวัดความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารจานวน 25 ข้อ ค่าความอยากง่าย ระหว่าง
0.30-0.75 ค่าอานาจจาแนก ระหว่าง 0.50-0.84 ค่าความเช่ือม่ันท้ังฉบับเท่ากับ 0.9520และค่าสัมประสิทธ์
แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.9473 3) แบบประเมนิ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร และ 4)
แบบสอบถามความพงึ พอใจของวิทยบูรณากร ท่ีมตี อ่ หลักสูตรฝกึ อบรมหาค่าความสอดคลอ้ งเน้ือหากับข้อคาถาม
ด้วยผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง0.8 – 1.0 ข้ันตอนที่ 4การประเมินผล เป็นการประเมิน
ประสิทธิภาพของหลักสูตรภายหลังการนาหลักสตู รไปทดลองใช้ และแกไ้ ขปรบั ปรงุ หลักสูตร โดยนาผลจากการ
ทดลองใน ขั้นตอนที่ 3 มาแก้ไขปรบั ปรุงเพื่อให้หลักสตู รมีความสมบรู ณ์ยงิ่ ขึ้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามความเหมาะสมของหลักสูตร และความสอดคล้องร่าง
หลักสูตรกับองค์ประกอบของหลักสูตร ผู้วิจัยดาเนินการโดยการส่งแบบสอบถาม พร้อมทั้งร่างหลักสูตรและ
เอกสารคาชแ้ี จงใหแ้ ก่ผู้ประเมินด้วยตนเอง พร้อมท้ังนดั หมายวันรับผลการประเมินด้วยตนเอง เมอ่ื ถึงกาหนดวัน
รับผลการประเมิน ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมผลการประเมินด้วยตนเอง และผู้วิจัยกาหนดระยะเวลาการ
ทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรม จานวน 3 วัน รวม 18 ช่ัวโมง เพ่ือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนาข้อมูลท่ีเก็บ
รวบรวมไดจ้ ากเครือ่ งมือวัดมาวิเคราะห์สถติ ิ โดยใชส้ ถิตใิ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ได้แก่ คา่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
(  ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ใช้ค่า t-test แบบ Dependent Samples สาหรับการเปรียบเทียบคะแนน
ระหว่างก่อนและหลังการฝึกอบรม ใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เพื่อตรวจสอบเน้ือหากับข้อคาถามหา
คุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจ

ผลการวจิ ัย
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาหรับวิทยบูรณากร สังกัด

สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 สรุปผล ไดด้ ังนี้
1. ผลการสร้างและพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม มีองค์ประกอบของหลักสูตร 5 องค์ประกอบ 1)

จดุ มุ่งหมายของหลักสูตร 2) เนอ้ื หา ประกอบดว้ ยหน่วยการเรียนรู้จานวน 4 หน่วย ได้แก่ หนว่ ยที่ 1 การติดตั้ง

46 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อัครเดช สุราชวงศแ์ ละคณะ

และซ่อมบารุงจานดาวเทียม หน่วยที่ 2 อุปกรณ์ Hardware และโปรแกรม (Software) ที่ใช้ในสถานศึกษา
หนว่ ยท่ี 3 ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หน่วยท่ี 4 ความปลอดภยั และกฎหมายท่เี กีย่ วข้องกบั ระบบคอมพิวเตอร์
3) กจิ กรรมการฝกึ อบรม 4) สอ่ื ประกอบการฝกึ อบรมและ 5) การวัดและประเมนิ ผล ก่อน ระหว่าง และหลงั การ
ฝึกอบรม และจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โครงสร้างหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.48 และหลักสูตรมีความสอดคล้องกับองค์ประกอบของหลักสูตรในทุกประเด็นโดยมีค่าดชั นี
ความสอดคลอ้ งระหว่าง 0.80-1.00ผวู้ ิจัยได้นาส่วนทีบ่ กพร่องมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชยี่ วชาญ
จนสามารถนาไปทดลองใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงผลการวิจัยน้ีสอดคล้องกับผลการวิจัยของนักการศึกษา
หลายทา่ นทไ่ี ด้พัฒนาหลักสตู รฝึกอบรมแล้วพบว่าหลักสตู รฝึกอบรมทพ่ี ัฒนาขึ้นมีประสทิ ธิภาพ สามารถเพ่ิมพูน
ความรู้ ทักษะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ สอดคล้องกับจันทิมา แสงเลิศอุทัย (2550: บทคัดย่อ) ได้พัฒนา
หลักสูตรเสริมเพื่อเสรมิ สรางสมรรถภาพทางดานเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (ICT) สาหรับนักศึกษา
วิชาชีพครู กชกร พิเดช (2560 : 84) ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเร่ืองคอมพิวเตอร์พ้ืนฐานเพ่ือเสริมสร้าง
ความสามารถด้านคอมพวิ เตอรส์ าหรบั นักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครสวรรค์

2. ผลการประเมินประสิทธภิ าพของหลักสตู รฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสาหรับ
วิทยบูรณากร สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 จากการทดลองใช้หลักสูตร
ฝกึ อบรม พบว่า หลกั สตู รฝกึ อบรมมีคณุ ภาพตามเกณฑ์ทก่ี าหนด ดงั นี้

2.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทยี บคะแนนความรู้ ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารของ
วิทยบูรณากรพบว่าคะแนนทดสอบหลังฝึกอบรม สูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายละเอยี ดดังตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารของวิทยบูรณากร
ระหวา่ งกอ่ นและหลังการฝกึ อบรมจานวน 30 คน

การฝึกอบรม n x S.D. df t Sig
13.13 29 32.369** 0.000
กอ่ นฝึกอบรม 30 22.67 1.852
0.959
หลังฝึกอบรม 30

** มีนัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01

2.2 ผลการศึกษาทกั ษะด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารของวิทยบูรณากร ซึง่

ประกอบด้วยทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3 ด้าน พบว่า คะแนนทักษะด้านเทคโนโลยี

สารสนเทศและการส่ือสารในภาพรวมอยู่ในระดบั ดีเมื่อนาคะแนนแต่ละดา้ นมาแปลงเป็นคา่ ร้อยละ พบวา่ ทักษะ

ด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีคะแนนสูงสุด (ร้อยละ 92.25) รองลงมาคือ ทักษะด้านอุปกรณ์ Hardware

และ โปรแกรม Software ท่ีใช้ในสถานศึกษา (ร้อยละ 91.76) ลาดับสุดท้ายคือ การติดต้ังและซ่อมบารุงจาน

ดาวเทยี ม (รอ้ ยละ 81.91) รายละเอยี ดดงั ตารางที่ 2

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 47

ตารางที่ 2 วิเคราะห์ทักษะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารของวทิ ยบรู ณากร

ทกั ษะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการ N คะแนนเตม็ ค่าเฉล่ยี S.D. ระดบั คณุ ภาพ
สือ่ สาร
30 12 10.67 0.88 ดี
การตดิ ตงั้ และซ่อมบารุงจานดาวเทียม
อุปกรณ์ Hardwareและ โปรแกรม 30 21 19.27 1.08 ดี
Software ทีใ่ ช้ในสถานศึกษา
ระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ 30 12 11.07 0.94 ดี
ค่าเฉล่ีย 30 45 41.01 0.73 ดี

2.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของวิทยบูรณากร ท่ีมีต่อหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า ในภาพรวม
ความพึงพอใจของวิทยบูรณากรท่ีมีต่อหลักสูตรฝึกอบรม อยู่ในระดับมากท่ีสุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด ด้านท่ีมีความพึ่งพอใจเฉลี่ยสูงสุด 3
ลาดับแรก ไดแ้ ก่ ดา้ นสือ่ ประกอบการฝึกอบรมซึง่ มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.85 ด้านกิจกรรมการเรยี นรู้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ
4.83 และด้านการนาความรู้ไปใช้ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.80 ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือด้านเนื้อหาของหลักสูตร
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 รายละเอยี ดดังตารางที่ 3

ตารางท่ี 3 วเิ คราะห์ความพึงพอใจของวิทยบรู ณากร ท่มี ีต่อหลกั สูตรฝกึ อบรม

รายการประเมิน x̅ S.D. การแปลความหมาย
4.41 0.68
ดา้ นเนื้อหาของหลักสูตร 4.80 0.10 มาก
ด้านการนาความรไู้ ปใช้ 4.83 0.03 มากท่ีสุด
ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 4.85 0.03 มากที่สดุ
ด้านส่ือประกอบการฝึกอบรม 4.68 0.21 มากท่ีสุด
ด้านการวัดและประเมินผล 4.71 0.18 มากที่สุด
คา่ เฉล่ยี รวม มากที่สุด

สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ยั
จากผลการวิจัยและพฒั นาหลักสูตรฝึกอบรมฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารสาหรับ

วทิ ยบรู ณากร มีประเด็นน่าสนใจนามาสรปุ และอภิปรายผล ดงั นี้
1. ผลการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม พบว่า จากการนาข้อมูลพ้ืนฐานมาศึกษาวิเคราะห์และ

สังเคราะห์จนได้องค์ประกอบของหลักสูตร 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2) เนื้อหา 3)
กิจกรรมการฝึกอบรม 4) สื่อประกอบการฝึกอบรม และ 5) การวัดและประเมินผล ซ่ึงสอดคล้องTaba
(1962:422-423) Beauchamp (1981 :107-109)นคิ ม ชมพูหลวง (2545 : 53-54)ศศิธร ขนั ติธรางกูร (2550 :
5)ฟ้งุ ศรี ภักดสี ุวรรณ (2550 : 12) สรญา วชั ระสงั กาศ (2560 : 39) และจากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ไดก้ าหนด
ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการติดตั้งและซ่อมบารุงจานดาวเทียม2)
ด้านอุปกรณ์ Hardwareและ โปรแกรม Software ทใี่ ชใ้ นสถานศึกษา 3) ดา้ นระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์และ

48 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อคั รเดช สรุ าชวงศ์และคณะ

จากการตรวจสอบหลักสตู รฝึกอบรมโดยผ้เู ช่ียวชาญ 5 คน พบวา่ ผลการประเมินความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน
ระดับมากที่สุด ในขณะเดียวกันผลการประเมินความสอดคล้องขององค์ประกอบของหลักสูตรในแต่ละด้านสงู
กว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดคือมีค่าความสอดคล้อง 0.80 ถึง 1.00 หมายความว่าองค์ประกอบของโครงร่างหลักสูตร
ฝึกอบรมมคี วามสอดคล้องกนั เนอื่ งมาจากผูว้ ิจยั ไดพ้ ฒั นาหลักสูตรฝึกอบรมโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพตาม
ขัน้ ตอนโดยเริ่มต้ังแต่การตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมจากคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้แก้ไขตาม
ข้อเสนอแนะ ตลอดจนผู้เช่ียวชาญที่มีประสบการณ์ได้ทาการประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องของ
หลักสูตรฝึกอบรม มีการนาส่วนที่บกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ย่ิงข้ึน จนสามารถนาไปใช้ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ซงึ่ ผลการวิจยั นส้ี อดคล้องกบั ผลการวจิ ัยของนักการศึกษาหลายท่านที่ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม
แลว้ พบวา่ หลักสูตรฝึกอบรมทพ่ี ฒั นาขน้ึ มีประสทิ ธภิ าพ สามารถเพ่ิมพูนความรู้ ทกั ษะของผเู้ ข้ารบั การฝกึ อบรม
ได้ เชน่ จันทิมา แสงเลศิ อุทยั (2550: บทคดั ย่อ) ไดพ้ ัฒนาหลกั สูตรเสริมเพ่ือเสริมสรางสมรรถภาพทางดานเทค
โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สาหรับนักศึกษาวิชาชีพครู กชกร พิเดช (2560 : 84) ได้พัฒนา
หลกั สูตรฝกึ อบรมเรื่องคอมพิวเตอรพ์ ้ืนฐานเพ่ือเสริมสร้างความสามารถดา้ นคอมพิวเตอรส์ าหรับนักศึกษาระดับ
ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

2. ผลการประเมินประสทิ ธิภาพของหลักสูตรฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารสาหรับ
วิทยบรู ณากรพบว่า หลักสตู รท่ีพัฒนาขึน้ มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ที่กาหนด ดงั น้ี

2.1 วทิ ยบรู ณากรท่รี บั การฝึกอบรมมีความร้เู กีย่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หลัง
ฝึกอบรมสงู กวา่ กอ่ นการฝกึ อบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01 ซ่งึ เปน็ ไปตามสมมุติฐานท่ตี ัง้ ไว้

2.2 วิทยบรู ณากรทีร่ ับการฝึกอบรมมีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ระหว่าง
การฝึกอบรมอยใู่ นระดบั ดี

2.3 วทิ ยบูรณากรที่เข้ารับการฝกึ อบรมมีความพงึ พอใจต่อหลักสตู รฝึกอบรม โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดบั มากทีส่ ุด เมอ่ื พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านสือ่ ประกอบการฝึกอบรม ด้านกจิ กรรมการเรียนรู้ ด้านการ
นาความรู้ไปใช้ ด้านการวัดและประเมินผล มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และด้านเนื้อหาของหลักสูตร มี
ความพึงพอใจในระดับมาก

สรุปได้ว่าหลักสูตรฝึกอบรมทีผ่ ู้วิจัยไดพ้ ัฒนาขึ้นนี้ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจและทักษะทาให้ผเู้ ขา้
รับการฝึกอบรมได้ความรู้เพ่ิมข้ึนจากเดิมทั้งนี้อาจมาจากองค์ประกอบของหลักสูตรท่ีสอดคล้องกับความสนใจ
และความต้องการของผู้เข้าอบรม หลักสูตรได้ผ่านการประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องจาก
ผู้เชีย่ วชาญ กิจกรรมการฝกึ อบรมยดึ หลักผู้เข้าอบรมเป็นศูนย์กลางและเน้นทค่ี วามต้องการของผู้เข้าอบรม จงึ ทา
ให้ผูเ้ ขา้ อบรมมีความรู้ มีทักษะท่ดี ีขึน้ สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ จันทมิ า แสงเลศิ อทุ ัย (2550 : บทคัดย่อ) เร่อื ง
การพัฒนาหลักสูตรเสริมเพ่ือเสริมสรางสมรรถภาพทางดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) สาหรับ
นกั ศกึ ษาวิชาชีพครู พบว่า สมรรถภาพทางด้านไอซีทีภายหลงั การทดลองใช้หลักสูตรเสริม สูงกว่าก่อนการทดล
องใชห้ ลักสูตรเสริมอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01 ซ่งึ แสดงวา่ หลักสตู รเสริมทพี่ ัฒนาขึ้นสามารถเสริมสร้าง
สมรรถภาพทางด้านไอซีทีสาหรับนักศึกษาได้ พิษณุ วรดิษฐ์ (2558 : บทคัดย่อ) เรื่องการพัฒนาหลักสูตรเสรมิ
สมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับนักศึกษาสาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ พบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรยี นโดยใช้หลักสูตรเสริมสมรรถนะด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 เจตคติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาหลังเรียนโดยใช้หลักสูตร
เสรมิ สมรรถนะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01 และทักษะการรู้
สารสนเทศของนกั ศกึ ษาหลังเรียนโดยใช้หลักสตู รเสรมิ สมรรถนะด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศสงู กวา่ ก่อนเรียนอย่าง

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 49

มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และกชกร พิเดช (2560 : บทคัดย่อ) เรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเรื่อง
คอมพิวเตอร์พ้ืนฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านคอมพิวเตอร์สาหรับนักศึกษา ระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์ พบว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักศกึ ษาท่ีได้รับการฝึกอบรม มีค่าเฉลีย่ ร้อย
ละของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ท่ีกาหนดไว้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ทักษะทาง
คอมพิวเตอร์ของนักศึกษาหลังการใช้หลักสูตรฝึกอบรม มีค่าเฉล่ียสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ที่กาหนดไว้อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 และความพึงพอใจของนกั ศกึ ษาทม่ี ีต่อหลักสตู รฝกึ อบรม โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก

ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1.1 ในการนาหลักสูตรไปใช้ ผู้ใช้ต้องศึกษาหลักการและขั้นตอนของการจัดกิจกรรมจากการ

ปฏิบัติให้ชัดเจน เนื่องจากขั้นตอนหน่ึงของการเรียนจากการปฏิบัติ คือ วิทยากรต้องให้คาแนะนาอย่างใกล้ชิด
มิเชน่ นัน้ แล้วอาจทาให้การนาหลักสูตรไปใช้อาจไมป่ ระสบความสาเรจ็ ตามท่ีมุ่งหวัง

1.2 ควรจัดบรรยากาศของการฝึกอบรมให้สามารถเอ้ืออานวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียนของ
ผูเ้ ข้ารบั การฝึกอบรมทง้ั รายกลุ่มย่อยและรายบคุ คล

1.3 ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการฝกึ อบรมแต่ละหนว่ ยการเรียนรูข้ องหลักสูตรสามารถปรบั ให้เหมาะสม
กบั เนือ้ หาและสอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการฝกึ อบรมเพ่ือให้ผ้เู ขา้ รับการฝึกอบรมเกิดการเรียนรู้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
และมีความสขุ

2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การวิจัยครัง้ ตอ่ ไป
2.1. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้พัฒนา

บุคลากรทางการศกึ ษาสายงานอ่นื
2.2. ควรติดตามประเมินผลการนาความรู้เกี่ยวกับ ICT ของผู้เข้าอบรมไปใช้ในสถานการณจ์ ริง

ในสถานศกึ ษา
2.3. ควรนาวิธีการวิจัยเพ่ือพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมน้ี ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลกั สูตร

ฝกึ อบรมในด้านอนื่ ๆ เพื่อพฒั นาความสามารถของบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา

เอกสารอ้างอิง
กชกร พิเดช. (2559). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องคอมพิวเตอร์พ้ืนฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถ

ดา้ นคอมพิวเตอร์สาหรับนกั ศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลยั ราชภัฎนครสวรรค์.วิทยานพิ นธ์ ครุศา
สตรมหาบณั ฑติ ,มหาวิทยาลยั ราชภฏั พิบลู สงคราม.
จันทิมา แสงเลิศอุทัย (2550). การพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อเสริมสร างสมรรถภาพทางดานเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสาร (ICT) สาหรับนักศึกษาวิชาชีพครู. ปริญญานิพนธ์ การศึกษาดุษฎี
บัณฑติ ,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
นิคม ชมพหู ลวง. (2545). วธิ ีการและขนั้ ตอนการพฒั นาหลกั สูตรทอ้ งถ่นิ และการจัดทาหลักสตู รสถานศึกษา.
มหาสารคาม: อภชิ าตการพมิ พ.์
พษิ ณุ วรดษิ ฐ.์ (2558).การพฒั นาหลักสูตรเสริมสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับนักศึกษา สาขาการ
จดั การ คณะบรหิ ารธุรกจิ . วารสารวชิ าการบณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 8(3), 677.

50 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อัครเดช สุราชวงศ์และคณะ

ฟุ้งศรี ภักดีสุวรรณ. (2550). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพจักรสาน เชิงธุรกิจโดยยึดชุมชนเป็นฐาน .
วทิ ยานพิ นธ์ ศลิ ปศาสตรดุษฎีบัณฑติ , มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.

ศศธิ ร ขนั ติธรางกรู . (2550). หลกั สูตรและการพฒั นาหลักสูตร. เลย : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เลย.
สรญา วัชระสังกาศ. (2560). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีเหตุผลสาหรับ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3.
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์, 12(1), 39.
สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 สานักงาน. (2556). แนวทางการดาเนินงานศูนย์
เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศกึ ษา. สกลนคร: สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษา
สกลนคร เขต 2.
Beauchamp, G. A. (1981). Curriculum Theory. (4th ed.). Illinois: F.E.PeacockPublisher.
Taba,H. (1962). Curriculum Development: Theory and Practice. New York: Harcourt,Brace and
World.

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 51

การพัฒนาหลกั สูตรฝกึ อบรมเพ่อื เสรมิ สร้างภาวะผนู้ าครูด้านการจดั การเรียนรู้
ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3

ชลนิดา หารจิต1* วันเพญ็ นนั ทะศร2ี สมเกียรติ พละจติ ต์3

Received : March 2, 2019
Revised : May 15, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังน้ีมีความมุ่งหมาย เพ่ือพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องของ

หลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 การดาเนนิ การวิจยั แบง่ ออกเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะท่ี 1 การ
สร้างหลักสูตรฝึกอบรม ระยะท่ี 2 การตรวจสอบความสอดคล้องและเหมาะสมหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้าง
ภาวะผนู้ าครู ในการจดั การเรียนรู้ กลุม่ เป้าหมายคือผ้เู ช่ยี วชาญคุณภาพจานวน 5 คน สถิติทีใ่ ช้ในการตรวจสอบ
เครือ่ งมือ ไดแ้ ก่ ดัชนคี วามสอดคล้องค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ̅ ) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า
1. หลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 มี 5 องค์ประกอบหลัก คอื 1) หลกั การและเหตผุ ล 2) จดุ มุง่ หมายของ
หลักสูตร 3) เนื้อหาของหลกั สตู ร 4) กิจกรรมการฝึกอบรม 5) การวดั ผลและประเมินผล และ องค์ประกอบของ
ภาวะครูด้านการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นาและการเสริมสร้างภาวะผู้นา
2) ศิลปะการส่ือสาร 3) การพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ 2. ผลการตรวจสอบความสมของหลักสูตร
เพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา
สกลนคร เขต 3 พบวา่ หลกั สูตรเพือ่ เสรมิ สร้างภาวะผู้นาครดู ้านการจดั การเรียนรู้ มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดับ
มากทีส่ ุด

คาสาคญั : การพฒั นาหลักสตู รฝึกอบรม , ภาวะผู้นาครูด้านการจดั การเรียนรู้

1นกั ศกึ ษาหลกั สูตรครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ านวตั กรรมการบรหิ ารการศกึ ษาคณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฎั สกลนคร จงั หวัดสกลนคร e-mail: [email protected]
2ผ้ชู ่วยศาสตรจ์ ารย์ สาขาวิชานวัตกรรมการบรหิ ารการศกึ ษาคณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎสกลนคร
จงั หวดั สกลนครe-mail: [email protected]
3อาจารย์ สาขาวชิ านวตั กรรมการบริหารการศึกษาคณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สกลนคร
จังหวัดสกลนครe-mail: [email protected]

*ผู้นพิ นธห์ ลัก e-mail: [email protected]

52 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ชลนิดา หารจิตและคณะ

A DEVELOPMENT OF TRAINING COURSES TO ENHANCE LEADERSHIP OF TEACHERS
IN LEARNING MANAGEMENT FOR SCHOOLS UNDER SAKON NAKHON
PRIMARY EDUCATION SERVICE AREA OFFICE 3

Chonnida Harnchit 1* Wanphen Nanthasri 2 Somkiat Palajit 3

Abstract
The purposes of this study were to develop and verify the appropriateness of the

The development of training courses to enhance leadership of teachers in learning management
for schools under Sakon Nakhon Primary Education Service Area Office 3. The study was divided
into 2 phases. The study Related theories and research was carried out in the first phase, and
performance examination of training courses to strengthen teacher leadership In learning
management in the second phase. Sample group consisted of 5 experts. Statics used in tool
quality verification ware IOC, percentage, Standard Deviation (S.D.).

The study yielded the following results : 1. The development of training courses to
enhance leadership of teachers in learning management for schools under Sakon Nakhon
Primary Education Service Area Office 3 comprised of 5 major component namely 1)
principles and rationale, 2) curriculum objectives, 3) content structure, 4) training activities, 5)
measurement and evaluation. The component of leadership of teachers in learning
management comprised 1) knowledge about leadership and leadership development, 2) art of
communication, and 3) Team development for efficiency 2. The verification result showed that
the appropriateness of the A Development of training courses to enhance leadership of
teachers in learning management for schools under Sakon Nakhon Primary Education Service
Area Office 3 was at the highest level.

Keywords : Training Courses Development,Teacher leadership in learning management

1Education Degree in Educational Administrative Innovation, Faculty of Educational,
Sakon Nakhon Rajabhat University,e-mail: [email protected]
2 Assistant Professor,Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail [email protected]
3 Civil Administrative Innovation, Faculty of Educational,Sakon Nakhon Rajabhat University
e-mail: [email protected]
*Corresponding author,e-mail: [email protected]

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 53

บทนา
การปฏิรูปการศึกษามหี ัวใจสาคญั คือการปฏิรปู กระบวนการเรยี นรู้ เพราะการปฏิรูปการเรยี นรู้จะ

ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ใหแ้ ก่ผู้เข้ารับการฝกึ อบรมจากรูปแบบเดิมที่ยึดครู
เป็นศนู ยก์ ลาง ซง่ึ ครมู บี ทบาทสาคัญในการบอกความรู้และควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของผูเ้ ข้ารบั การฝึกอบรม
เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ที่ยึดผู้เข้ารับการฝึกอบรมเปน็ สาคัญ ครูมีบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนการ
เรียนรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง(พ.ศ.2552-2561) ที่เน้น
คุณภาพมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ของคนไทย ให้เด็กไทยเก่ง ดี มีความสุข คิดวิเคราะห์ มีความเป็น
ไทยและการแสดงออกเป็นสากล รู้เท่าทัน และมีกรอบแนวทางการปฏิรูปในด้านการพัฒนาคุณภาพครยู คุ ใหม่
โดยการอบรมพัฒนาครปู ัจจบุ ันและการผลิตครโู ครงการครพู ันธ์ุใหม่ เพ่อื ให้ได้คนเกง่ และมีจิตวิญญาณความเป็น
ครู (สานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา : 2552)

คุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูย่อมเป็นปัจจัยสาคัญอย่างมาก และส่งผลโดยตรงต่อ
คุณภาพของผู้เรียน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าแม้ว่าจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ พ.ศ.2542 และใช้
หลักสตู รการศกึ ษาที่ยดึ นกั เรยี นเป็นสาคัญมาต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2544 แตย่ งั มคี รอู กี เป็นจานวนไม่น้อยทยี่ ังคงจดั การ
เรยี นการสอนแบบเดิมท่ีเน้นความสะดวกและง่ายสาหรับครูเป็นสาคัญ ทาให้ผลสัมฤทธต์ิ ่า การเรียนรู้ของผู้เข้า
รับการฝึกอบรมไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล ไม่เกิดการเรียนรู้ท่ีแท้จริง เรียน รู้อย่างไม่มี
ความหมาย ไมม่ ีความสขุ ขาดทักษะในการแสวงหาความรู้ไมส่ ามารถนาความรูไ้ ปประยุกต์ใช้ในชวี ิตจริงได้ และ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงเกิดทัศนคติทไ่ี ม่ดีตอ่ การเรียนรู้และรายวิชาที่เรียน ซ่ึงปัญหาการท่ีครูยังคงจัดการเรยี นการ
สอนแบบเดิมอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น ครูขาดความรู้ความเขา้ ใจและทศั นคติท่ไี ม่ดตี ่อการจัดการ
เรียนรทู้ เ่ี นน้ ผ้เู ข้ารับการฝึกอบรมเป็นสาคัญ มองเหน็ ว่า การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นเรื่องยุ่งยาก และเกนิ วิสัย
ความสามารถหรือข้อจากัดท่ีตนเองจะนามาใช้ในห้องเรียนจริงได้ ดังน้ันกระบวนการจัดการเรียนการสอนทพี่ งึ
ประสงค์ จึงควรเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นสาคัญโดยใช้กระบวนการทาง
ปัญญา ท่พี ฒั นาบุคคลอย่างต่อเนื่องตลอดชีวติ สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทกุ สถานที่ เปน็ กระบวนการเรียนรู้ท่ีมี
ความสุข บูรณาการเนื้อหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษาเพ่ือให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้
เก่ียวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม สาระการเรยี นรสู้ อดคลอ้ งกับความสนใจของผู้เข้ารบั การ
ฝึกอบรม ทันสมัย เน้นกระบวนการคิดและการปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้ตามสภาพจริง และมีแหล่งเรียนรู้ที่
หลากหลาย น่าสนใจ เป็นกระบวนการคิดและปฏบิ ตั ิจริง ได้เรียนรตู้ ามสภาพจรงิ สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้
อย่างกว้างไกล เป็นกระบวนการท่ีมีทางเลือก และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้
ร่วมกนั โดยมผี ูเ้ ขา้ รับการฝกึ อบรมครู และผมู้ สี ว่ นเกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมจดั บรรยากาศให้เอื้อต่อการเรยี นรแู้ ละมุ่ง
ประโยชน์ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นสาคัญ(หลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนามาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียนใน
สถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน(สมชาย สังข์สี : 2550)

การให้ครูหรือบุคลากรต่าง ๆ ในโรงเรียนได้เข้าร่วมสัมมนาหรือฝึกอบรมด้านภาวะผู้นาด้านการ
จัดการเรียนรู้ จึงเป็นส่ิงจาเป็นท่ีโรงเรียนควรสนับสนุนเพราะครูคือหัวใจสาคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้
ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งครูต้องปฏิบัติงานในบทบาทของตนเอง ดาเนินการทุกวิถีทางเพ่ือพัฒนาผู้เข้ารับ
การฝกึ อบรม ใหเ้ กดิ การเรียนรู้อันจะนาไปสู่การพัฒนาผ้เู ข้ารบั การฝึกอบรมใหส้ มบรู ณ์ท้งั ดา้ นร่างกาย จิตใจและ
สติปญั ญา มที ัง้ ความรแู้ ละคุณธรรม อยู่ร่วมกบั ผู้อ่นื อย่างมคี วามสุข แลว้ ทาให้ ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมเป็นคนดี มี
ปัญญา มีคุณภาพชวี ติ ที่ดีมขี ดี ความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิง่ การเพ่ิมศักยภาพของผูเ้ ข้ารับการ
ฝกึ อบรมได้สงู ขน้ึ สามารถดารงชีวิตอย่างมีความสุขได้บนพืน้ ฐานของความเป็นไทย และความเปน็ สากล รวมทั้งมี

54 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ชลนดิ า หารจิตและคณะ

ความสามารถในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อความถนัดและความสามารถของแต่ละ บุคคล
(กระทรวงศกึ ษาธิการ,2546 )

วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
ผวู้ จิ ยั ไดก้ าหนดวตั ถุประสงค์ของงานวจิ ยั ไว้ดงั นี้
1. เพ่อื พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรยี นรู้ ในโรงเรียนสังกัด

สานกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
2. เพ่อื ตรวจสอบความสอดคลอ้ งและเหมาสมของหลักสูตรฝกึ อบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผูน้ าครูด้าน

การจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3

วิธดี าเนินการวจิ ัย
ผู้วิจัยดาเนินการการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นาครู ด้านการจัดการเรียนรู้

ในโรงเรยี นสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 เปน็ การวิจยั และพฒั นา (Research
and Development) มขี นั้ ตอนในการดาเนนิ การวิจัย 2 ระยะ ดังนี้

ระยะท่ี 1 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครู ด้านการจัดการเรียนรู้
ประกอบดว้ ย

1.1 ศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยท่เี กี่ยวข้อง ซ่ึงจากการสังเคราะห์องค์ประกอบของหลกั สตู ร
ได้ดังน้ี 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมงุ่ หมายของหลักสตู ร 3) เนอ้ื หาของหลกั สตู ร 4) กิจกรรมการฝึกอบรม 5)
การวัดผลและประเมนิ ผล

1.2 การกาหนดเนอื้ หาของหลักสูตรในแตล่ ะส่วนของร่างหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นา
ครูด้านการจดั การเรยี นรู้ ดาเนินการ ดงั นี้

1.2.1 หลักการและเหตุผล โดยพิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เก่ียวขอ้ ง นามากาหนดเป็นหลักการของหลักสตู รที่สมควรจะพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสรมิ สร้างภาวะผู้นา
ครูดา้ นการจดั การเรยี นรู้ ในโรงเรียนสงั กดั สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 และเป็น
แนวทางประกอบในการกาหนดจดุ ม่งุ หมายของหลักสตู ร

1.2.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กาหนดให้สอดคล้องกับความต้องการจาเปน็ โดยคาดหวังวา่
เม่ือกาหนดและดาเนินการตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแล้วสามารถแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนได้ ในการวิจัยครั้งนี้
กาหนดจุดม่งุ หมายของรา่ งหลักสูตรไว้ เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกับความตอ้ งการท่จี ะสง่ เสรมิ

1.2.3 เน้ือหาของหลักสูตร โดยกาหนดเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสตู ร
และหัวข้อการฝึกอบรม เป็นส่ิงกาหนดกจิ กรรมการฝึกอบรม

1.2.4 กิจกรรมฝึกอบรม กาหนดใหส้ อดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสตู รและโครงสร้างของ
เน้อื หาของหลกั สตู ร

1.2.5 การวัดผลและประเมินผล กาหนดให้สอดคล้องกับจุดมงุ่ หมายเนื้อหา และเนื้อหาสาระ
ของหลกั สูตร

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 55

ระยะท่ี 2 การตรวจสอบความสอดคล้องและความเหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้าง
ภาวะผู้นาครู ในการจัดการเรยี นรู้

การตรวจสอบคุณภาพด้านความเหมาะสมและความสอดคล้องของหลักสูตรฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญ
เป็นการประเมินเพ่ือศึกษาข้อบกพร่องท่ีควรปรับปรุงแก้ไขในด้านความเหมาะสมและความสอดคล้องภายใน
องค์ประกอบต่างๆ ของหลักสตู ร โดยได้ใชแ้ นวคดิ การประเมนิ ของไทเลอร์ (1996) เป็นแนวทางในการประเมิน
โดยอาศยั ผู้เช่ยี วชาญในการตดั สินคณุ ภาพหลกั สูตร รายละเอียดดงั นี้

2.1 ตรวจสอบความเหมาะสมของส่วนประกอบของหลักสูตร สว่ นประกอบที่ประเมิน คือ หลกั การ
และเหตผุ ล จดุ มุง่ หมายของหลักสูตร เนอื้ หาของหลักสตู ร กิจกรรมการฝกึ อบรม และการวดั ผลและประเมนิ ผล
ว่ามคี วามเหมาะสมสอดคล้องกบั หลักสตู รหรือไม่

2.2 ตรวจสอบจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละหัวข้อฝึกอบรมว่ามีความสอดคล้องและ
ครอบคลมุ จดุ มุ่งหมายของหลกั สตู รหรือไม่

2.3 ตรวจสอบความสอดคล้องภายในของร่างหลักสูตร โดยพิจารณาส่วนประกอบต่างๆ ของร่าง
หลกั สตู ร หลกั การและเหตุผล จุดมงุ่ หมายของหลกั สตู ร เนื้อหาของหลัก กจิ กรรมการฝึกอบรม และการวดั ผล
และประเมินผล ว่ามีความสอดคล้องกันมากน้อยเพยี งใด

2.4 การปรบั ปรุงร่างหลักสตู รเพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกับการวัดผลและประเมินผล

ผลการวจิ ัย
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรยี นรู้ ในโรงเรียนสังกัด

สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ท่ีผู้วจิ ยั ไดพ้ ฒั นาข้นึ สรปุ ผลการวจิ ยั ดงั น้ี
1. ผลการศกึ ษาเอกสาร ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง ได้ขอ้ สรุปดงั นี้
การศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้องและวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐาน ได้แก่ ทฤษฎี

ความหมาย องค์ประกอบ เทคนิควิธกี าร แนวทางการวัดผลประเมินผลและข้อมูลพื้นฐาน ผลการศกึ ษาพบว่า
ภาวะครูด้านการจัดการเรยี นรู้ มี 3 องค์ประกอบ คือ 1) ภาวะผู้นาและการเสรมิ สร้างภาวะผู้นา 2) ศิลปะการ
สือ่ สาร 3) การพฒั นาทมี งานให้มปี ระสิทธภิ าพ

2. องค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรียนรู้
ในโรงเรยี นสังกัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ประกอบด้วย 5 องคป์ ระกอบหลัก
คือ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมุ่งหมายของหลกั สตู ร 3) เน้อื หาของหลักสูตร 4) กิจกรรมการฝกึ อบรม 5) การ
วดั ผลและประเมินผล

2.1 ผลการวิเคราะหต์ รวจสอบคณุ ภาพของหลกั สูตร
2.1.1 การประเมนิ ความเหมาะสมของโครงร่างหลักสตู รฝึกอบรม เพอ่ื เสรมิ สร้างภาวะผู้นา

ครูด้านการจดั การเรียนรู้ ในโรงเรยี นสังกดั สานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
พบว่า 1) หลักการและเหตุผล มีค่าเฉลี่ย 4.80 ( ̅ = 4.80 , S.D. = 0.45 ) ความเหมาะสมในระดับมากท่ีสุด
2) การวัดผลและประเมินผล มีค่าเฉลี่ย 4.74 ( ̅ = 4.74 , S.D. = 0.46 ) ความเหมาะสมในระดับมากท่ีสุด
3) เน้ือหาของหลักสูตร มีค่าเฉล่ีย 4.70 ( ̅ = 4.74 , S.D. = 0.46 ) ความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 4)
กิจกรรมการฝึกอบรม มีค่าเฉล่ีย 4.60 ( ̅ = 4.60 , S.D. = 0.51 ) ความเหมาะสมในระดับมากท่ีสุด และ 5)
จดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร มีคา่ เฉลีย่ 4.40 ( ̅ = 4.40 , S.D. = 0.20 ) ความเหมาะสมในระดับมากทสี่ ุด ดังตาราง
ที 1

56 | ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ชลนดิ า หารจิตและคณะ

ตารางท่ี 1 คา่ เฉลยี่ และคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานของความคดิ เห็นของผู้เชี่ยวชาญกบั ความเหมาะสม ของโครงร่าง
หลกั สตู ร

ประเด็นการประเมนิ ̅ S.D. ระดบั ความเหมาะสม

หลกั การและเหตผุ ล 4.80 0.45 มากท่ีสดุ
จดุ มุ่งหมายของหลักสูตร
เนอื้ หาของหลักสตู ร 4.40 0.20 มาก
กิจกรรมการฝึกอบรม
การวัดผลและประเมนิ ผล 4.70 0.48 มากที่สุด

4.60 0.51 มากที่สดุ

4.74 0.46 มากท่ีสดุ

2. ความสอดคล้องของเนื้อหาของหลกั สูตรฝึกอบรมการเสริมสรา้ งภาวะผู้นาครดู ้านการจดั การ
เรยี นรู้ ในโรงเรยี นสังกดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ตามความคดิ เหน็ ของ
ผูเ้ ชี่ยวชาญ มดี ัชนีความสอดคลอ้ งเท่ากับ 1.00 ทุกรายการ

สรปุ และอภปิ รายผลการวจิ ยั
จากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพ่ือส่งเสรมิ ภาวะผนู้ าครูดา้ นการจัดการเรยี นรู้ ในโรงเรียนสังกัด

สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 มปี ระเดน็ นา่ สนใจนามาอภปิ รายผลดงั น้ี
1. ผลการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นาครูดา้ นการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรยี นสังกัด

สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 พบว่า หลักสตู รท่พี ัฒนาข้นึ มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์
ที่กาหนด คือ ความเหมาะสมขององค์ประกอบของโครงร่างหลักสตู รฝึกอบรมมคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 แสดงว่ามี
ความเหมาะสมมากที่สุดและความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 แสดงว่ามีความสอดคล้องมาก โดยในขั้นตอนแรก
ผู้วิจัยได้นาข้อมูลพ้ืนฐานและวิเคราะหจ์ นไดอ้ งคป์ ระกอบของหลักสูตร 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและ
เหตุผล 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เน้ือหาของหลักสูตร 4) กิจกรรมการฝึกอบรม 5) การวัดผลและ
ประเมินผล ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม Kerr
(1989:16-17) Nicholls (1978 : 17-19) Taba ( 1962: 10-12 )อัคพงศ์ สขุ มาตย,์ ( 2553 : 149-15) วิชาย
พันธ์ุประเสริฐ ( 2551 :143-148) วิชาญ พันธ์ุประเสริฐ (2551: 143-148) สมชาย สังข์สี (2550 : 145-146)
สเุ มธ งามกนก (2549: 98-100) พิสณุ ฟองศรี (2549:134-135) สนี ีนุช ชยั สิทธ์ิ ( 2548 :101-102) เสรมิ ศกั ด์ิ
วิศาลาภรณ์, (2539 : 13-11 ) แล้วนามาสังเคราะห์สรุปได้องค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้าง
ภาวะผูน้ าครดู ้านการจัดการเรียนรู้ 5 องคป์ ระกอบ คือ 1) หลักการและเหตุผล 2) จุดมงุ่ หมายของหลักสตู ร 3)
เนื้อหาของหลักสูตร 4) กิจกรรมการฝึกอบรม 5) การวัดผลและประเมินผล โดยสรุปรูปแบบการวิจัยและการ
พัฒนาหลักสตู ร ดังนี้ 1) การสรา้ งหลักสูตรฝึกอบรม 2) การตรวจสอบความสอดคล้องและความเหมาะสมของ
หลักสูตร จึงทาให้หลักสูตรมีองค์ประกอบครบถ้วนเหมาะสม สอดคล้องกันท้ังองค์ประกอบภายในและการจัด
หน่วยการเรียนรู้ อีกทั้งข้อมูลอันเป็นพ้ืนฐาน หลักการและเหตุผลของหลักสูตรที่ชดั เจนที่แสดงให้เห็นถึงสภาพ
ปัญหาของภาวะผู้นาครดู า้ นการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนสังกดั สานกั งานการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
ไดด้ ังนี้ 1) ความรู้เก่ียวกบั ภาวะผู้นาและการเสรมิ สร้างภาวะผ้นู า 2) ศลิ ปะการส่อื สาร 3) การพฒั นาทมี งานให้มี
ประสทิ ธิภาพ ผลการตรวจสอบหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครดู ้านการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พบว่าผลการประเมิน

วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 57

หลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะการเรียงลาดับเน้ือหาในแต่ละหน่วยการเรียนรู้และวิธี
วัดผลและประเมินผลในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ผลการประเมินความสอดคล้องของโครงสร้าง ผู้เชี่ยวชาญให้
ความเห็นโดยภาพรวมเห็นว่าส่วนประกอบของหลักสูตรฝึกอบรมมีความสอดคล้องกันในทุกประเด็น อัน
เนือ่ งจากผวู้ จิ ัยไดส้ รา้ งหลักสูตรโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพซง่ึ ผลการวจิ ัยน้ีสอดคล้องกบั นักวจิ ัยดงั นี้

Kerr (1989 : 16-17) ได้แบ่งองค์ประกอบของหลักสูตรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ วัตถุประสงค์ เน้ือหา
ความรู้ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ และการประเมินผล

Nicholls (1978 : 17-19) กล่าวถึงองค์ประกอบของหลักสูตรไว้ 4 แง่มุมที่สัมพันธ์กัน ได้แก่
วัตถุประสงค์ เน้ือหา วิธีการ การพัฒนา ซึ่งท้ัง 4 แง่มุมน้ีเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดและการเปล่ียนแปลงเหล่าน้ี
หากเกดิ ข้นึ กับแงม่ มุ หนึง่ ก็จะสง่ ผลกระทบตอ่ แงม่ ุมอน่ื ๆ ดว้ ย

Taba (1962 : 10-12) กล่าวว่าองค์ประกอบสาคัญของหลักสูตรมี 4 ส่วน ได้แก่ วัตถุประสงค์
(Objective) เน้ือหาวิชา (Content) ประสบการณ์การเรียน (Learning Experiences) และการประเมินผล
(Evaluation)

อคั พงศ์ สุขมาตย์ (2553 : 149-151) ไดพ้ ัฒนาหลกั สตู รเสริมสรา้ งคุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ของ
นกั เรยี นช้นุ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ตามแนวคิดจติ ตปญั ญาศกึ ษา ท่ีมีองประกอบทีส่ าคญั ไดแ้ ก่ หลกั การและเหตผุ ล
แนวคิกพ้ืนฐานในการพัฒนาหลักสูตร โครงสรา้ งหลกั สูตร กิจกรรมการเรยี นรู้ สื่อการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้ การวัด
และประเมินผล

วิชาญ พันธ์ุประเสริฐ (2551 : 143-148) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครู
วิทยาศาสตร์เพื่อออกแบบบทปฏบิ ตั ิการที่สอดแทรกภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน ซ่ึงหลกั สตู รประกอบด้วย สภาพปัญหา
และความจาเป็น หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร การกาหนดและจัดทาเน้ือหา กิจกรรมของ
หลักสตู รและการประเมินผล

สมชาย สังข์สี (2550 : 145-146) ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนามาตรฐานการศึกษาด้าน
ผู้เรียนในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สรุปว่าองค์ประกอบของหลักสตู รฝึกอบรม มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ
และเหตุผล จุดมุ่งมาย โครงสร้างเน้ือหาสาระ กิจกรรมฝึกอบรม ส่ือประกอบการฝึกอบรม และการวัดและ
ประเมินผล

สุเมธ งามกนก (2549 : 98-100) ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบบรมเพิ่มอานาจในการทางานเพ่ือ
พฒั นาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่วิเคราะหน์ โยบายและแผน กระทรวงศกึ ษาธิการ สรปุ องค์ประกอบของหลักสูตร
ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล จุดมุ่งหมาย เน้ือหาวิชา กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมนิ ผล
และเอกสารการฝกึ อบรมสาหรับผูส้ อนและผเู้ รยี น

พิสณุ ฟองศรี (2549 : 134-135) การประเมินทางการศึกษาแนวคิดสู่การปฏิบัติ ได้กล่าวว่า
องค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหา การนาหลักสูตรไปใช้ และการประเมินผล
หลักสูตร

สีนนี ชุ ชัยสิทธ์ิ (2548 : 101-102) ได้วิจยั เร่อื ง การพฒั นาหลกั สตู รฝึกอบรมผนู้ านักเรียนส่งเสริม
สุขภาพ : กรณีศึกษา โรงเรียนเข่ือนเจ้าพระยา อาเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร
ดังนค้ี ือ หลักการ จุดมุง่ หมาย โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร แนวทางการจัดการเรยี นการสอน และการวัดผล
ประเมินผล

เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2539 : 13-11) ได้วิจัย เรื่องหลักสูตร แนวคิด ทฤษฎี และการวิจัย
กล่าวไว้ว่า หลักสูตรมี 2 ข้ัว คือ มุมแคบพิจารณาเฉพาะสาระและการประเมินวิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตร มุม

58 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ชลนดิ า หารจติ และคณะ

กว้างคอื การพจิ ารณาในภาพรวมทั้งหมด ในฐานะการเป็นวชิ าการในสาขาหนึ่ง ประกอบด้วย 4 คอื วัตถุประสงค์
ของหลักสูตร วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผล สรุปได้ดังน้ี 1) จุดมุ่งหมาย
2) เนอ้ื หาวิชา 3) ประสบการณ์การเรียน 4) การประเมินผล

ขอ้ เสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้

1.1 หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ ควรมีการกาหนด
คุณสมบัติวิทยากรที่มีความรู้และมีความเช่ียวชาญในแต่ละด้าน เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกอบรมให้เกิด
คณุ ลักษณะภาวะผนู้ าด้านการจดั การเรียนรใู้ ห้กับผู้ทเี่ ขา้ รบั การฝึกอบรมมากย่ิงข้ึน

1.2 หลักสตู รฝึกอบรมเพื่อเสรมิ สร้างภาวะผู้นา มรี ะยะเวลาจากดั จงึ อาจจะไม่สามารถประเมิน
ความรู้ และเจตคติของผ้เู ข้ารับการฝึกอบรมได้ นอกจากน้ันการประเมินทักษะจากการฝกึ อบรมในเวลาจากดั มี
ผลทาให้ทักษะบางประการอาจไม่เกิดขน้ึ ขณะ ฝึกอบรม จึงควรมีการเพ่ิมระยะเวลาของการการฝึกอบรม เพ่ือ
ชว่ ยให้การพัฒนาและปรับปรงุ หลกั สูตรฝึกอบรมมปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ขึน้

2. ข้อเสนอแนะสาหรับการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
ควรมกี ารวิจัยและพัฒนาหลักสตู รฝกึ อบรมเพ่ือเสริมสร้างภาวะผู้นาครูด้านการจดั การเรียนรู้ ใน

โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ในคุณลักษณะด้านอ่ืนๆ เพื่อให้
ครอบคลมุ ภาวะผู้นาครเู พื่อพัฒนาศักยภาพการจดั การเรยี นรู้ให้มีความหลากหลายและกา้ วทันการเปล่ียนแปลง
ของการศกึ ษายุคเทคโนโลยีต่อไป

เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 แกไขเพิม่ เตมิ (ฉบบที่

2) พทุ ธศักราช 2545. กรงุ เทพมหานคร : ครุ สุ ภา
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2552). ขอ้ เสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่สี อง (พ.ศ. 2552-

2561). กรงุ เทพมหานคร:บรษิ ัท พริกหวานกราฟฟกิ จากดั .
สงดั อุทรานนั ค์.(2532). พนื้ ฐานและการพฒั นาหลักสตู ร. กรุงเทพฯ:มิตรสยาม.
สมชาย สงั ข์ส.ี (2550). หลักสตู รฝกึ อบรมการพัฒนามาตรฐานการศึกษาด้านผูเ้ รยี นในสถานศกึ ษาขั้น

พ้นื ฐาน. ปริญญานพิ นธ์. กศ.ด. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรว์ ิโรฒ.
Taba and Hida.(1996). Curriculum Development: Theory and Practice. New York : Harcourt,

Brace and World Inc.
Tyler, R.W. (1996). Basic Principles of Curriculum and Instruction. Chicago : University of

Chicago Press.

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 59

การพฒั นาการต์ ูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกรอ้ น

ดาวรถา วีระพันธ์1*

Received : March 3, 2019
Revised : May 27, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ยอ่
การวิจยั ครง้ั นม้ี ีวตั ถุประสงค์เพอ่ื 1) พฒั นาการ์ตนู แอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกร้อน 2) ประเมิน

คุณภาพการ์ตูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกร้อน 3) ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน
เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการเรียนรู้ด้วยการ์ตูนแอนิเมชัน
เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกสุ่มแบบง่าย (Simple
random Sampling) โดยวธิ กี ารจับสลากจากนักเรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 2/2560 โรงเรยี น
สังข์อ่าวิทยา ต่าบลคลองสอง อา่ เภอคลองหลวง จงั หวัดปทุมธานี ได้กลมุ่ ตวั อย่างมาจา่ นวน 25 คน เคร่ืองมือที่
ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การ์ตูนแอนิเมชัน เร่ืองการลดภาวะโลกร้อน 2) แบบประเมินคุณภาพ 3)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ไดแ้ ก่ ค่าร้อยละ คา่ เฉลีย่ ค่าสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และคา่ t-test

ผลการวิจยั พบวา่ 1) การต์ ูนแอนเิ มชัน เร่อื ง การลดภาวะโลกรอ้ น ทพี่ ฒั นามคี วามยาวประมาณ 10
นาที มเี น้ือหาเกย่ี วกับแนวทางการมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน โดยการสอดแทรกข้อคดิ และจติ สา่ นึกใน
เรอื่ ง ของการปฏบิ ตั ิตนเกย่ี วกบั การช่วยลดภาวะโลกร้อนไดจ้ ากตัวเรา 2) การ์ตนู แอนเิ มชันท่ีพฒั นามีคุณภาพอยู่
ในระดับมากคา่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.28 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.61 3) ผลสัมฤทธขิ์ องนกั เรยี นหลังเรยี นเฉลี่ย
ร้อยละ 78.90 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก่าหนดไว้รอ้ ยละ 75 อยา่ งมีนัยส่าคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 และ 4) นักเรยี นมคี วาม
พงึ พอใจในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก โดยมีค่าเฉล่ยี เท่ากับ 4.19 และคา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.48

คาสาคัญ : การ์ตนู แอนเิ มชัน การลดภาวะโลกร้อน

1 หลกั สตู รวทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์

จังหวัดปทุมธานี
*ผูน้ ิพนธ์หลัก e-mail: [email protected]

60 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วีระพันธ์

THE DEVELOPMENT CARTOON ANIMATION OF GLOBAL WARMING REDUCTION

Daorathar Weerapan1*

Abstract
The purpose of this research was 1) to develop cartoon animation of global warming

reduction. 2) to assess quality the cartoon animation of global warming reduction, 3) to study
the learning achievement after comparing with the defined criteria of 75 %, and 4) to affirm the
participant’s satisfaction toward the cartoon animation of global warming reduction .The sample
used in this research used a Simple Random Sampling by drawing lots from 25 people of Grade
5 students in Sangkum Witthaya School, Klong 2, Klong Luang, Pathum Thani Province whom
enrolled in 2/2017 academic year. The research tools included 1) cartoon animation of global
warming reduction 2) the quality assessment form 3) Achievement test and 4) the questionnaire
form Statistics for data analysis were the mean, standard deviation, percentage, and t-test.

The findings were as follows :1) cartoon animation of global warming reduction Story
had the length of 10 minutes with its guideline content to reduce global warming and
insinuating consciousness in the matter of self-practice regarding helping to reduce global
warming from ourselves. 2) developed cartoon animation of global warming reduction has a
high level of quality with a mean score of 4.28 and a standard deviation of 0.61 , 3) learning
achievement after an average of 78.90 percent which was higher than the specified criteria of
75 percent at the statistical significance level of .05, and 4) The participant’s satisfaction toward
the cartoon animation of global warming reduction was on a high level of quality with a mean
score of 4.19 and a standard deviation of 0.48.

Keywords : Cartoon animation, Global Warming reduction

1 Department of Computer Science, Faculty of Science and Technology,Valaya Alongkorn Rajabhat University

Under The Royal Patronage
*Corresponding author, e-mail: [email protected]

วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 61

บทนา
นักวิทยาศาสตร์ได้เผยว่าปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นปีท่ีร้อนท่ีสุดท่ีได้รับการบนั ทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ตง้ั แตป่ ี 2423 โดยมอี ณุ หภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้น 0.9 องศาเซลเซยี ส จากอณุ หภูมเิ ฉล่ียผิวโลกกอ่ นยคุ อุตสาหกรรม
ซงึ่ เปน็ อีกคร้ังท่ีสถิตขิ องปที ี่แล้วถูกท่าลายไป ไมใ่ ชเ่ พยี งแค่อากาศเท่านั้นที่ร้อนขึ้น อณุ หภูมเิ ฉลย่ี ผิวโลกท่ีสูงข้ึน
ยงั หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงสภาพภมู ิอากาศท่ีแปรปรวนเป็นวิกฤตสุดขั้วไปทั่วโลก แมว้ า่ ปรากฎการณ์เอลนีโญ
จะเป็นปจั จัยหน่ึงที่ท่าให้อุณหภูมิเฉลยี่ ของโลกสูงขึ้น แตป่ ฏิเสธไม่ได้วา่ สาเหตุหลักของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่
เกิดข้ึนนนั้ มาจากกิจกรรมของมนุษยแ์ ละการใชเ้ ช้ือเพลิงฟอสซิล น่ีคอื ข้อพสิ ูจน์ว่าผลกระทบทเ่ี ป็นอันตรายจาก
วิกฤตโลกร้อนได้เกิดข้ึนแล้ว และหากเราไม่ร่วมกันลงมือต่อกรกับภัยคุกคามน้ีอย่างจริงจัง ผลกระทบจากการ
เปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเลวร้ายขึ้นจนไม่อาจย้อนกลับได้ (รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์, 2559) อากาศใน
ปัจจุบันสภาพดิน ฟ้า มีความแปรปรวนเป็นอย่างมากโดยเห็นได้จาก ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล อากาศร้อน
ผดิ ปกติ น้ันเปน็ ผลที่เกดิ ข้ึนจากภาวะโลกร้อน นกั วทิ ยาศาสตร์โครงการส่ิงแวดล้อมแหง่ สหประชาชาติ (UNEP)
และองค์กรอุตนุ ิยมวิทยาโลก (WMO) สรปุ วา่ การเปลย่ี นแปลงของสภาพอากาศท่ีร้อนขึน้ เป็นผลของภาวะเรือน
กระจก (greenhouse effect) โดยมีสาเหตุจากปรมิ าณ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ ก๊าซไนตรสั ออกไซด์ กา๊ ซมเี ทน
และโอโซน รวมถึงไอน่้าในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นมากขึ้น ก๊าซเหล่าน้ีรวมเรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก (พชั รี
แสนจันทร์, 2554) ภาวะโลกรอ้ นและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ใชเ่ รื่องไกลตัวส่าหรับคนในสังคมอีกต่อไป
ภัยน่้าท่วมปี 2554 และภัยแล้งปี 2557 และจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถยืนยันความจริงนไี้ ด้ดี
คงเหลอื เพยี งตอ้ งทา่ ใหค้ นในสงั คมทกุ คนลงมือปฏิบตั ิทันทีโดยเรม่ิ ไดด้ ว้ ยตนเอง

ภาวะโลกร้อนกลายเป็นปัญหาท่ีมนุษย์ทุกคนต้องให้ความตระหนักถึงผลกระทบท่ีได้รับ การลด
ภาวะโลกร้อนเป็นสงิ่ ท่ที ุกคนจะต้องช่วยกันท่าร่วมมือร่วมใจ การประหยดั พลังงานเพอื่ ลดปัญหาภาวะโลกร้อนก็
เป็นอกี แนวทางหนง่ึ ทีท่ ุกคนสามารถช่วยได้ โดยเร่ิมจากตนเองและบุคคลในครอบครัว เพราะว่าสาเหตุของการ
เกดิ ภาวะโลกร้อนมาจากการกระท่าของมนุษย์ เราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้หลายวิธี หลักๆ ก็เหน็ จะ
เปน็ การใช้พลงั งานอย่างค้มุ ค่าและประหยัด เพราะว่าพลังงานท่ีพวกเราใช้กนั อยู่ทุกวันน้ีกว่าจะมาถึงให้เราได้ใช้
นั้น ต้องผ่านกระบวนการข้ันตอนในการผลิตมากมาย และแต่ละขั้นตอนก็จะท่าให้เกิดก๊าซเรือนกระจกข้ึนมา
เพราะฉะนนั้ การลดใช้พลงั งานก็เป็นอีกวิธหี นง่ึ ที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เชน่ การปดิ ไฟเมื่อไม่ได้ใช้ การใช้น้่า
อย่างประหยัด การใช้จักรยานแทนรถยนต์ในการเดนิ ทางใกล้ ๆ และอ่ืน ๆ อีกมากมายการปลูกต้นไม้ก็เป็นวธิ ี
หน่ึงที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ อย่างท่ีเรารู้กันดีว่าในเวลากลางวัน ต้นไม้น้ันจะช่วยหายใจเอาก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกมาเป็นก๊าซออกซิเจน เปรยี บเสมือนเคร่ืองฟอกอากาศใหก้ ับโลกของ
เราโดยแท้ แต่ปัจจุบันป่าไม้ถูกท่าลายและมีจ่านวนลดลงไปอย่างมาก ฉะน้ันถ้าเราทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ ก็
เหมือนกับช่วยเพ่ิมเคร่ืองฟอกอากาศให้กับโลกของเรา นอกจากน้ีการป้องกันการเกิดภาวะโลกร้อน ลดใช้
พลงั งานในบ้านดว้ ยการปิดทีวคี อมพิวเตอร์ เคร่ืองเสยี งและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ลดการสญู เสยี พลังงานในเรื่อง
ตา่ ง ๆ ทใ่ี กล้ตัวดว้ ยตนเอง เพอ่ื ประหยัดการใช้ไฟฟ้า ผลกระทบของภาวะโลกรอ้ นน้นั ก็มีใหเ้ ราเห็นกันอยู่บ่อยๆ
สภาพลมฟ้าอากาศท่ีผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติท่ีรุนแรงมากข้ึน น่้าท่วม แผ่นดินไ หว พายุที่รุนแรง
อากาศที่รอ้ นผิดปกติจนมีคนเสยี ชีวติ รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ ๆ หรอื โรคระบาดทีเ่ คยหายไปจากโลกนี้แล้ว
กก็ ลบั มาใหเ้ ราได้เหน็ ใหม่ และพาหะนา่ โรคท่ีเพ่มิ จา่ นวนมากขึ้นในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะ
รนุ แรงมากข้นึ เรอ่ื ย ๆ

62 | ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วีระพนั ธ์

จากเหตุผลท่ีกล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยมองเห็นว่าการปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ถึงเรื่องปัญหาภาวะโลก
ร้อนและรับรู้ถึงผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึน รวมถึงแนวทางท่ีเราทุกคนจะสามารถช่วยป้องกันได้จากตัวเราเองโดย
ครูผู้สอนอาจจัดประสบการณ์ตรงให้แกเ่ ด็ก เชน่ การใชน้ ้่าอย่างประหยัด การดแู ลต้นไม้ การกา่ จดั ขยะ การลด
ขยะ การใช้ขยะให้เกิดประโยชน์ การรักษาอากาศให้สะอาด การเลือกกินอาหารจากพืชเพื่อให้เห็นคุณค่าของ
ธรรมชาติ เปน็ ต้น รวมถงึ การใชส้ ื่อการ์ตูนแอนเิ มชันเพอื่ เป็นการเสรมิ ให้นกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้อีกช่องทางหนึ่ง เพราะ
การ์ตูนสามารถส่ือความหมายแทนตัวหนังสือได้เป็นอย่างดี ทุกวัยสามารถเข้าใจได้การ์ตูนยังสามารถใช้เล่า
เรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีและตรงกับ (วรรณี ปัดถาวโร, 2553) สรุปว่า การ์ตูนคือภาพวาดทเ่ี ขียนข้ึนอยา่ ง
ง่าย ๆ เพ่ือแสดงถึงเร่ืองราวหรือเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ เพ่ือให้ผูด้ ูทราบเน้ือหา สนกุ สนานเพลิดเพลินและขบขันซึ่งช่วย
ใหเ้ กดิ ความเข้าใจในเรื่องราวไดด้ ีกว่าการใช้ภาษาอย่างเดียวและเพิ่มทักษะการอ่านไปในตัวด้วย จากทก่ี ล่าวมา
ดังกล่าวผวู้ ิจัยจึงมีแนวความคดิ ทจ่ี ะพฒั นาการต์ ูนแอนิเมชัน เรอื่ งการลดภาวะโลกร้อน เพือ่ เป็นสือ่ ใหน้ กั เรียนได้
เรียนรแู้ ละใช้เพอื่ เปน็ แนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้มปี ระสิทธิภาพต่อไป

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพอ่ื พฒั นาการ์ตนู แอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกรอ้ น
2. เพอื่ ประเมนิ คุณภาพการ์ตูนแอนเิ มชัน เรอ่ื ง การลดภาวะโลกร้อน
3. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรียนหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75
4. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรยี นหลังจากการเรยี นรดู้ ้วยการ์ตูนแอนเิ มชัน เรือ่ ง การลดภาวะ

โลกรอ้ น

วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ผวู้ จิ ัยด่าเนินตามขั้นตอนดงั นี้
1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกสุ่มแบบง่าย (Simple random

Sampling) โดยวิธีการจับสลากจากนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2/2560 โรงเรียนสังข์อ่า
วทิ ยา ตา่ บลคลองสอง อา่ เภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้กล่มุ ตัวอย่างมาจา่ นวน 25 คน

2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย การ์ตูนแอนิเมชัน เรื่องการลดภาวะโลกร้อน แบบ
ประเมินคุณภาพการ์ตนู แอนิเมชนั เร่ืองการลดภาวะโลกร้อน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน

3. การสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื วิจัย
3.1 การสร้างการ์ตูนแอนเิ มชัน เรื่องการลดภาวะโลกรอ้ น มขี น้ั ตอนการพัฒนาดังนี้
3.1.1 ขัน้ ตอนกอ่ นการผลติ (Per-Production) ขัน้ ตอนนี้ผวู้ จิ ัยได้เตรียมงาน โดยเริ่มต้งั แต่

การเตรียมคดิ เนอื้ เร่อื ง การวางคอนเซป็ ต์ และ การกา่ หนดเรอ่ื งราว การเขียนสครปิ ต์ การออกแบบลกั ษณะของ
ตัวละคร (Character Design) อารมณ์ในเหตุการณ์นั้น ๆ สีหน้า ท่าทาง ลักษณะต่าง ๆ ของตัวละคร การวาด
การ์ตูน (Drawing) และการสรา้ งสตอร่ีบอร์ด (Story board) ซึง่ จะเป็นไปตามล่าดับของเรื่อง ต้งั แต่จนจบ โดย
ภาพแตล่ ะภาพจะมีความต่อเนื่องกัน เมอื่ ดูแลว้ สามารถเข้าใจเรื่องราวทเี่ กิดข้ึนได้อย่างชัดเจนข้ันตอนนเี้ ป็นการ
เตรยี มทุกส่งิ สา่ หรบั น่ามาใชใ้ นการพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน ซ่ึงจะมองเห็นภาพของเรือ่ งที่จะท่าออกมาชดั เจนใน
ระดบั หนึ่ง ซึ่งแนวความคดิ ตา่ ง ๆ จะถกู ออกแบบมารวมเป็นสตอรีบ่ อร์ดส่าหรับน่าไปใช้ท่างานในขนั้ ตอนตอ่ ไป

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 63

3.1.2 ขั้นตอนการผลติ (Production) เป็นข้นั ตอนในการเริ่มลงมือผลิตงานแอนิเมชันจาก
Storyboard ทเี่ ตรียมไว้ในขน้ั ตอนก่อนการผลติ ในข้นั ตอนนจ้ี ะนา่ เอาความคิดและต้นแบบท้งั หมดมาต่อยอดจน
ออกแบบผลติ ตัวละครให้สมบรู ณ์ แสดงตัวอยา่ งการออกแบบตวั ละครหลกั ดงั ภาพที่ 1

โมอาเปน็ เด็กหนมุ่ มีลกั ษณะเป็นคนมัก ดาษแทน เปน็ เทพมาจากสวรรค์ รา่ งกาย
งา่ ยไม่ค่อยใส่ใจเก่ยี วกับธรรมชาตแิ ละ สงู ใหญ่แข็งแรง
สง่ิ แวดล้อม

โดนันเป็นเพอ่ื นสนิทของโมอาท่ี แมข่ องโมอา คุณแมท่ ย่ี งั สาว เป็นแม่บา้ น
มหาวทิ ยาลยั เปน็ คนนิสัยดี ลกั ษณะเปน็ คนใจดี

ภาพที่ 1 ออกแบบตวั ละครหลกั

3.1.3 ข้ันตอนหลังการผลิต (Post Production) การประกอบภาพรวม คือ การน่าตัว
ละครและฉากมาประกอบ รวมกันขั้นตอนน้ีจะมีการปรับแสงและสีเพ่ือให้งานแอนิเมชันมีความกลมกลืนกัน
รวมทง้ั เสยี งดนตรีประกอบเร่ืองและฉาก

2. แบบประเมินคุณภาพ เป็นเครื่องมือที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ในการประเมินคุณภาพการ์ตูนแอนิเมชัน
เรื่องการลดภาวะโลกร้อนท่ีพัฒนาขึ้นให้มีคุณภาพและมีความเหมาะสม โดยมีขั้นตอนการด่าเนินการสร้างแบบ
ประเมนิ คุณภาพ ดังน้ี

2.1 ศึกษาเอกสารทฤษฎีทเี่ ก่ียวข้องกับวิธีการสรา้ งแบบประเมินคุณภาพของการต์ นู แอนิเมชัน
2.2 สร้างแบบประเมินคุณภาพการ์ตูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกร้อนเป็นมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating Scale) มีระดบั การประเมนิ 5 ระดบั ดงั นี้ คุณภาพมากที่สุด ให้ 5 คะแนน คณุ ภาพมาก ให้

64 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วีระพนั ธ์

4 คะแนน คุณภาพปานกลาง ให้ 3 คะแนน คุณภาพพอใช้ ให้ 2 คะแนน คุณภาพควรปรับปรุง ให้ 1 คะแนน
ผู้วิจัยสร้างแบบประเมินคุณภาพของการ์ตูนแอนิเมชันครอบคลุมการประเมิน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านท่ี 1
เนอ้ื หาและการด่าเนินเรอื่ ง ดา้ นที่ 2 การออกแบบตวั ละครและฉาก ดา้ นท่ี 3 ด้านภาพ ภาษา และเสยี ง ด้านที่ 4
ระยะเวลาในการดา่ เนนิ เรอ่ื ง

2.3 น่าแบบประเมินท่ีสร้างเสร็จแล้วให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถูกต้องแล้วน่าไปปรับปรุง
แกไ้ ขตามค่าแนะนา่

2.4 น่าไปสร้างแบบประเมินฉบบั จริงแล้วน่าไปให้ผ้เู ชย่ี วชาญประเมินคณุ ภาพการต์ นู แอนเิ มชัน
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ผู้วจิ ัยได้ดา่ เนินการดังข้นั ตอนต่อไปน้ี

3.1 ศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการหาคุณภาพของแบบทดสอบจากนั้นด่าเนินการสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ จ่านวนท้ังหมด 35 ขอ ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือกน่าแบบทดสอบเสนอต่อผเู้ ชี่ยวชาญ
จ่านวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาวิเคราะห์ข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) จากนั้นน่าผลการพิจารณามา
วิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เลือกข้อสอบท่ีมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ถึง 1.00 ไว้จ่านวน 30 ข้อ
น่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไปทดลองใช้กับกลุ่มทดลองที่มีคุณสมบั ติเดียวกันกับกลุ่มตัว อย่าง
จ่านวน 25 คน

3.2 น่าคะแนนมาวิเคราะห์หาค่าความยากงา่ ย (P) ค่าอ่านาจจ่าแนก (D) ของข้อสอบคัดเลือก
ข้อสอบท่ีมีความยากง่ายตั้งแต่ .20 -.80 คาอ่านาจจ่าแนกตั้งแต่ .20 -1.00 (มนต์ชัย เทียนทอง, 2545) โดย
เลือกข้อสอบท่ีได้เกณฑ์ตามมาตรฐานไว้จ่านวนทั้งหมด 20 ข้อ และค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรยี น คา่ นวณโดยใช้ KR-20 ของคเู ดอร์ รชิ ารด์ สนั (Kuder Richardson Reliability) ท้ังฉบับมี
ค่าเท่ากับ 0.78 ผู้วจิ ยั ให้ผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบความถูกต้อง แลว้ จึงน่าไปใชก้ ับกลุม่ ตวั อย่างตอ่ ไป

4. แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามความพึงพอใจเป็นเครื่องมือในการวัดความพึงพอใจของ

นักเรียนหลังเรียนรู้จากการ์ตูนแอนิเมชนั เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน ลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) มีการใหค้ ะแนนแบบเดียวกันทุกข้อโดยก่าหนดในแต่ละข้อมีคะแนนเป็น 1 2 3 4 5 ระดบั ความ
พงึ พอใจ มี 5 ระดับ ไดแ้ ก่ น้อยท่สี ดุ น้อย ปานกลาง มาก มากท่ีสุด วิธีการสร้างตามขั้นตอนดังน้ี

4.1 ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎตี ่าง ๆ จากเอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วกับการสร้างแบบประเมิน ความ
พึงพอใจของการ์ตูนแอนเิ มชัน ก่าหนดกรอบแนวความคดิ และข้อค่าถามของแบบสอบถาม ให้ครอบคลุมเกีย่ วกับ
การพัฒนาการต์ นู เพือ่ นา่ มาใชเ้ ป็นข้อมูลในการสรา้ งแบบสอบถาม

4.2 ผวู้ ิจัยได้สรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจเป็นมาตราส่วนประเมนิ ค่า (Rating Scale) 5 ระดบั
โดยข้อค่าถามความพึงพอใจ ดังน้ี เก่ียวกับภาพและการเคล่ือนไหว ภาษา เสียงบรรยายและเสียงประกอบ
เนื้อหา ระยะเวลาและการดา่ เนินเร่อื ง ประโยชน์ท่ีได้รบั และความพงึ พอใจในภาพรวม

4.3 ผูว้ จิ ยั น่าแบบสอบถามให้ผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบ จากนั้นนา่ มาปรับปรุงแกไ้ ขใหส้ มบูรณ์
4.4 การทดสอบความเชื่อมั่น ได้น่าแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลจริงกับกลุ่มทดลองที่มีคณุ สมบัติ
เหมอื นกบั กลุ่มตัวอย่างจ่านวน 25 คน จากนั้นได้น่าผลมาวิเคราะห์หาค่าความเช่ือม่ันของแบบสอบถาม โดยวิธี

หาสัมประสทิ ธแิ์ อลฟา (α – Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach) (วญั ญา วศิ าลาภรณ์, 2540)
ไดค้ ่าความเชอ่ื มัน่ ของแบบสอบถามความพงึ พอใจทั้งฉบบั เทา่ กับ 0.83

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 65

5. การทดลองและวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผ้วู จิ ัยได้ด่าเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู ตามขน้ั ตอน ดังน้ี
5.1 ผู้วิจัยชี้แจงวัตถุประสงค์และทา่ ความเข้าใจแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการต์ นู

แอนเิ มชนั เรอ่ื ง การลดภาวะโลกร้อน ให้กับนักเรยี นกล่มุ ตวั อย่าง กอ่ นท่จี ะดา่ เนนิ การทดลอง
5.2 ผู้วิจัยได้ด่าเนินการทดลองร่วมกับครูประจ่าช้ันโดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างดูการ์ตูน

แอนิเมชนั เรอ่ื ง การลดภาวะโลกรอ้ น เมือ่ สน้ิ สุดการทดลองผู้วิจัยได้สรปุ เน้ือหาสาระเกีย่ วกับสาเหตุ ผลกระทบ
การเกดิ ภาวะโลกร้อน รวมถึงแนวทางท่ีเราทุกคนจะสามารถช่วยป้องกนั การเกิดภาวะโลกร้อน ได้จากตวั เราเอง
โดยสรุปให้เห็นถึงกิจวัตรประจ่าวันซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีความเข้าใจมาก
ยิ่งขึ้น จากน้ันจึงให้กลุ่มตัวอย่างท่าแบบทดสอบเพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และน่าข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์
ตามวิธกี ารทางสถติ แิ ละสรปุ ผลการวิจัยต่อไป

5.3 ผู้วิจัยใหน้ ักเรยี นท่าแบบสอบถามความพึงพอใจหลังจากท่เี รยี นรู้ การต์ ูนแอนิเมชนั เรอ่ื ง การ
ลดภาวะโลกร้อน

6. สถติ ใิ นการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย
6.1 การวิเคราะห์ประเมินคุณภาพของการ์ตูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกร้อนโดยหา

คาเฉลีย่ ( x ) และหาค่าสวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยน่ามาเทียบกบั เกณฑ์ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545)
คา่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.51- 5.00 หมายความว่า มากที่สดุ
ค่าเฉล่ยี เท่ากบั 3.51- 4.50 หมายความว่า มาก
ค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 2.51- 3.50 หมายความว่า ปานกลาง
คา่ เฉล่ียเทา่ กบั 1.51- 2.50 หมายความวา่ นอ้ ย
ค่าเฉลยี่ เท่ากับ 1.00- 1.50 หมายความว่า น้อยท่สี ุด

6.2 การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบทดสอบรายข้อกับวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบความ
เท่ียงตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะหห์ าคา่ ดัชนคี วามสอดคล้อง (Index of item-objective congruence : IOC) และ
วิเคราะหหาคุณภาพของแบบทดสอบ ด้วยการหาคาความยากงาย (P) คาอ่านาจจ่าแนก (R) และหาค่าความ
เชอ่ื มน่ั ของแบบทดสอบใชว้ ธิ ีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน KR-20

6.3 วเิ คราะห์ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียนหลังเรยี นเทยี บกับเกณฑ์ใช้การทดสอบค่าสถิติ
t-test for one sample (ธรี ศกั ดิ์ อุ่นอารมณ์เลศิ , 2549) ทรี่ ะดับนยั ส่าคัญทางสถติ ิ .05

6.4 วิเคราะห์ประเมินความพึงพอใจ โดยหาคาเฉลี่ย ( x ) และหาค่าสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.)

ผลการวิจยั
1. การ์ตูนแอนิเมชัน เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน ที่พัฒนามีความยาวประมาณ 10 นาที มีเนื้อหา

เกยี่ วกับสาเหตุทท่ี ่าให้เกิดภาวะโลกร้อน แสดงถึงผลกระทบท่ีเกดิ จากการกระท่าของมนุษย์ และแนวทางการมี
สว่ นร่วมในการลดภาวะโลกร้อน โดยชใ้ี หน้ กั เรียนเหน็ วา่ ทกุ คนสามารถช่วยกันไดโ้ ดยเร่ิมจากตนเองและบคุ คลใน
ครอบครัว ด้วยการสอดแทรกข้อคดิ และจิตสา่ นึก ในเร่ืองของการปฏิบัตติ นเกี่ยวกับการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้
จากตัวเรา แสดงผลการพฒั นาดงั ภาพท่ี 2-4

66 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วีระพนั ธ์

ภาพที่ 2 ผจญภัยในความฝันเก่ียวกับเหตกุ ารณ์ความแห้งแลง้ นา้่ ท่วม จากภัยธรรมชาติ
ภาพที่ 3 ตัวอย่างการบอกเล่าเร่ืองราวสาเหตกุ ารเกดิ ภาวะโลกรอ้ น

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 67

ภาพที่ 4 ตัวอยา่ งแนวทางวิธีการลดภาวะโลกรอ้ นด้วยตวั เรา

2. ผลการประเมินคุณภาพของการ์ตูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะโลกร้อน ผู้วิจัยได้น่าการ์ตูน
แอนิเมชันเรื่อง การลดภาวะโลกร้อน ให้ผู้เช่ียวชาญ จ่านวน 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของการ์ตูนแอนิเมชัน
ครอบคลุมการประเมิน 4 ด้าน ดังน้ี ด้านที่ 1 เน้ือหาและการด่าเนินเร่ือง ด้านท่ี 2 การออกแบบตัวละครและ
ฉาก ด้านท่ี 3 ดา้ นภาพ ภาษา และเสียง ดา้ นท่ี 4 ระยะเวลาในการด่าเนินเรื่อง สรปุ ผลการประเมินคุณภาพใน
ภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก คา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 4.28 และคา่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.61 แสดงผลดังตารางที่ 1

ตารางท่ี 1 ผลการประเมินคุณภาพของการต์ ูนแอนิเมชัน เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน

รายการประเมินคุณภาพ x S.D. ระดบั คณุ ภาพ

1. ด้านเนื้อหาและการด่าเนินเรอ่ื ง 4.13 0.58 มาก
2. ด้านการออกแบบตัวละครและฉาก
3. ดา้ นภาพ ภาษา และเสียง 4.27 0.66 มาก
4. ดา้ นระยะเวลาในการดา่ เนินเรื่อง
4.53 0.58 มากที่สดุ
สรปุ ผลการประเมนิ คุณภาพโดยรวม
4.20 0.66 มาก

4.28 0.61 มาก

3. ผลการศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรียนหลังเรยี นเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ผลการท่า
แบบทดสอบหลังจากที่ผู้วิจัยให้นักเรียนได้เรียนรู้ เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน จากการ์ตูนแอนิเมชัน พบวา คา

68 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วีระพันธ์

คะแนนเฉลี่ยหลงั เรยี นมีค่าเท่ากับ 15.78 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.94 โดยคิดเปน็ รอ้ ยละ 78.90 สูงกวา่ เกณฑ์
ท่กี ่าหนดไวร้ ้อยละ 75 อย่างมนี ัยส่าคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05 แสดงผลดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นหลงั เรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75

การท่า จา่ นวน คะแนน คะแนน ร้อยละ x S.D. คา่ t Sig

แบบทดสอบ นักเรยี น เต็ม รวม

หลงั เรยี น 25 20 394.50 78.90 15.78 0.94 4.12 0.0002

*นยั ส่าคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05

4. ผลศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการเรยี นรู้ด้วยการ์ตูนแอนิเมชัน เร่ือง การลดภาวะ
โลกร้อน จากผลการวิเคราะหค์ วามพึงพอใจของนักเรียนต่อการ์ตูนแอนเิ มชัน เรือ่ ง การลดภาวะโลกร้อน พบวา
นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอย่ใู นระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.19 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
0.48 แสดงผลดงั ตารางที่ 3

ตารางท่ี 3 ผลการประเมินความพงึ พอใจของนักเรยี นหลงั จากการเรียนรดู้ ว้ ยการต์ ูนแอนิเมชนั เรื่อง การลด
ภาวะโลกร้อน

รายการประเมินความพึงพอใจ x S.D. ระดบั ความพึงพอใจ

1. ภาพ และการเคล่ือนไหว 4.08 0.86 มาก
2. ภาษา เสยี งบรรยายและเสียงประกอบ
3. เน้ือหา 4.20 0.76 มาก
4. ระยะเวลาในการด่าเนินเรอ่ื ง
5. ประโยชนท์ ี่ได้รบั 4.04 0.73 มาก
6. ความพึงพอใจโดยรวม
4.28 0.68 มาก
สรุปผลการประเมินคุณภาพโดยรวม
4.16 0.69 มาก

4.36 0.76 มาก

4.19 0.48 มาก

สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ยั
1. การพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชัน เรื่อง การลดภาวะโลกร้อน ในครั้งนี้มีความยาวประมาณ 10 นาที

ผู้วิจัยเน้นการออกแบบการต์ นู ใหน้ ักเรียนเข้าใจเน้ือหาได้ง่าย ท่าให้เกิดความรู้สึกสนุกสนาน นอกจากเรียนรไู้ ด้
ด้วยความสนุกสนานยังแฝงไปด้วยเน้ือหาเก่ียวกับการเกิดภาวะโลกร้อน ผลกระทบท่ีเกิดจากการกระท่าของ
มนษุ ย์ และแนวทางทนี่ ักเรียนสามารถเป็นส่วนหน่งึ ในการมสี ่วนรว่ มลดภาวะโลกร้อนได้ ผลประเมินคุณภาพของ
การ์ตูนแอนิเมชัน เรอ่ื ง การลดภาวะโลกรอ้ นโดยผเู้ ชี่ยวชาญ สรปุ ผลการประเมินคณุ ภาพในภาพรวมอยู่ในระดับ
มากมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.28 ทั้งน้ีเนื่องมาจากผู้วิจัยได้ยึดรูปแบบในการพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชันตาม
กระบวนการพัฒนา เรมิ่ ตง้ั แต่ 1) ขน้ั ตอนก่อนการผลิต (Per-Production) ขนั้ ตอนน้ีผู้วิจัยไดเ้ ตรยี มงาน เตรยี ม
คิดเน้ือเร่ือง การวางคอนเซ็ปต์ การเขียนสตอรี่บอร์ด และสคริปต์รายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงการออกแบบตัว
ละครและฉาก เพื่อให้มีความเหมาะสมกบั ระดบั ของนักเรยี น 2) ข้ันตอนการผลติ (Production) นา่ เอาความคิด

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 69

และต้นแบบท้ังหมดมาต่อยอดจนออกแบบผลิตตัวละครให้สมบูรณ์ และ 3) ข้ันตอนหลังการผลิต (Post
Production) เป็นขั้นตอนการน่าตัวละครและฉากมาประกอบรวมกัน ข้ันตอนนี้จะมีการปรับแสงและสีเพ่ือให้
งานแอนเิ มชันมีความกลมกลืนให้ออกมาเหมาะกับระดบั นกั เรียนมากที่สุด สอดคลอ้ งกบั ณัฏฐพงศ์ กาญจนฉายา
และคณะ (2561) ทา่ การวิจัยเรอ่ื งการพัฒนาการต์ นู แอนิเมชันปฏิสัมพนั ธ์ 2 มติ ิ เรอ่ื ง พลเมืองดีเพ่ือสร้างความรู้
ในการเป็นพลเมืองดีของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า การ์ตูนแอนิเมชันปฏิสัมพันธ์ 2 มติ ิ
เร่อื ง พลเมอื งดีเพ่ือสร้างความรู้ในการเป็นพลเมืองดีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มคี ณุ ภาพอย่ใู นระดับดี
มากโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 สอดคล้องกับสิริวรรณ ยะไชยศรีและคณะ (2558) ได้ศึกษาวิจัย เรื่องรูปแบบ
การ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เพื่อการเรียนรู้ด้านการมีวินัยส่าหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของสื่อ
การ์ตูนแอนเิ มชัน 2 มิติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและสอดคล้องกับนฤมล อินทริ กั ษ์ และ เจนจิรา โคตรสินธ์ุ
(2558) ศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาการ์ตูนแอนเิ มชัน 2 มิติ เร่อื ง ลอยกระทงผลการวิจยั พบวา่ การ์ตูนแอนิเมชัน
2 มิติ เรื่อง ลอยกระทงท่ีพัฒนามีความยาวประมาณ 5-6 นาที มีเนื้อหาเก่ียวกับวัฒนธรรมประเพณี โดยการ
สอดแทรกข้อคิด คุณธรรมอันดี และปลูกจิตสานึกในเร่ืองของการรักษาสิ่งแวดล้อม และผู้เช่ียวชาญเห็นว่า
การต์ นู แอนเิ มชัน 2 มิติ เร่อื ง ลอยกระทง มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดบั มาก

2. ผลการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นหลังเรยี นเทียบกับเกณฑ์รอ้ ยละ 75 พบวาคา
คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.78 โดยคิดเป็นร้อยละ 78.90 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก่าหนดไว้ร้อยละ 75 อย่างมี
นัยส่าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ท้ังน้ีอาจเน่ืองจากการเรียนรู้ด้วยการ์ตูนแอนิเมชันสามารถดึงดูดและเร้าความ
สนใจของนักเรียนได้เป็นอย่างดี สามารถเรียนรู้ได้ทุกเพศทุกวัย เพราะการ์ตูนมีภาพสีสันท่ีสวยงาม มีเสียง
ประกอบชว่ ยให้กระต้นุ ความคดิ ของนักเรียนสอดคล้องกับงานวิจยั ของ ดาวรถา วรี ะพันธ์และ ชญาภา บาลไธสง,
(2558) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแอนิเมชัน เร่ือง ความรู้เกี่ยวกับการกระท่าความผิดเก่ียวกับคอมพวิ เตอร์
ส่าหรับเยาวชน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนด้วยแอนิเมชันเรื่อง ความรู้
เกี่ยวกับการกระท่าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส่าคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .05
นอกจากนี้การต์ ูนแอนิเมชันยังเป็นส่ือท่ีใช้ในการอธิบายเรอ่ื งราวต่าง ๆ ซง่ึ จะชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไม่เกดิ ความเบ่อื หน่าย
ในการเรียนและเกิดการเรยี นรู้ได้ดี สอดคล้องกับธรรมศกั ดิ์ เอ้ือรักสกุล (2547) กล่าวว่า ส่ือแอนิเมชันสามารถ
ดึงดดู ความสนใจของผู้เรยี นท่าใหเ้ ข้าใจบทเรยี นได้ง่ายและเข้าใจตรงกัน เน่อื งจากสามารถแสดงใหเ้ ห็นเนื้อหาที่
ตอ้ งการส่ือผ่านทางภาพเคลื่อนไหว รวมถึงเออื้ ต่อการแสดงรายละเอียดของสงิ่ ทต่ี ้องการศึกษาให้ชัดเจนมากกว่า
เป็นตัวหนังสือหรือเป็นภาพน่ิง มีภาพประกอบท่าให้สิ่งท่ีเป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรมท่ีน่าสนใจช่วยเร้า
ความสนใจใหต้ ิดตาม การ์ตนู จะชว่ ยกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจชว่ ยท่าให้เกดิ ความคดิ จินตนาการที่ดแี ละเกดิ ความคิด
สร้างสรรค์ และเกิดการเรียนรู้ที่ดีช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดยี ิ่งขึ้น สอดคล้องกับสิริวรรณ ยะไชยศรีและ
คณะ (2558) ท่าการวิจัยเร่ืองรูปแบบการ์ตนู แอนิเมชัน 2 มิติ เพื่อการเรียนรู้ด้านการมีวินัยส่าหรับเด็กปฐมวัย
ผลการวจิ ัยพบว่า ผลการเรียนรทู้ เี่ กดิ จากสื่อการต์ ูนแอนิเมชัน 2 มติ ิ หลงั เรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส่าคัญ
ทางสถติ ิที่ระดบั .01 และสอดคลอ้ งกับดาวรถา วีระพันธ์และณฐั รดี อนุพงค์ (2560) ท่าการวจิ ยั เรือ่ ง การพฒั นา
สอ่ื การเรียนรู้การต์ ูนมลั ตมิ ีเดีย 2 มติ ิ เรือ่ ง อยอู่ ยา่ งพอเพียง ผ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ผลการวจิ ยั ผลสัมฤทธิ์
ของผู้เรียนหลังเรียนเฉลี่ยรอ้ ยละ 82.33 ของคะแนนเต็มสูงกว่าเกณฑ์ท่ีก่าหนดไว้ร้อยละ 80 อย่างมีนัยส่าคัญ
ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05

3. ผลศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการเรยี นร้ดู ้วยการ์ตูนแอนเิ มชัน เรอ่ื ง การลดภาวะ
โลกร้อน พบวา นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 ทั้งน้ีเน่ืองมาจาก
การ์ตูนแอนิเมชันเร่ือง การลดภาวะโลกร้อน ที่น่าเสนอเข้าใจได้ง่ายมีการล่าดับเร่ืองได้น่าสนใจ สนุกสนาน

70 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวรถา วรี ะพนั ธ์

เพลิดเพลินจึงท่าให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน ซึ่งการน่าเสนอในรูปแบบการ์ตูนช่วยให้นักเรียน
ผ่อนคลายอารมณใ์ นการเรยี น เน้ือหาบทเรียนที่สอดแทรกอยู่ในการ์ตูนท่ีได้สร้างขนึ้ สอดคล้องกบั ชีวติ ประจ่าวัน
จึงท่าให้นักเรียนเข้าใจเนอื้ หาได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกบั ณฏั ฐพงศ์ กาญจนฉายาและคณะ (2561) ท่าการวจิ ยั เรื่อง
การพฒั นาการต์ ูนแอนิเมชนั ปฏิสัมพันธ์ 2 มิติ เรื่อง พลเมอื งดี เพอ่ื สร้างความร้ใู นการเป็นพลเมืองดีของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ผลการวจิ ัยพบวา่ นักเรียนมีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมากท่สี ดุ โดยมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 4.84
และสอดคล้องกับสิริวรรณ ยะไชยศรี และคณะ (2558) ท่าการวิจัยเร่ือง รูปแบบการ์ตูนแอนิเมชัน 2 มิติ เพ่ือ
การเรียนรู้ด้านการมีวินัยส่าหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อส่ือการ์ตูน
แอนิเมชัน 2 มติ ิ อย่ใู นระดบั มาก

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเกี่ยวกบั งานวจิ ยั
1. ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ดว้ ยการ์ตูนแอนิเมชัน ผสู้ อนตอ้ งเตรยี มอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อม

มกี ารชีแ้ จงให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจการจัดกจิ กรรม
2. ไม่ควรจ่ากัดเวลาให้น้อยเกินไปสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม และควรเปิดโอกาสให้

นกั เรียนสามารถใชเ้ วลาในการเรยี นรู้ด้วยตนเอง
ข้อเสนอแนะในการท่าวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
1. ควรมีการศึกษาเปรยี บเทยี บร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น การรับรู้ ระหว่างนักเรียนชายกับนักเรยี น

หญงิ
2. ควรมีการศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การ์ตนู แอนิเมชันร่วมกับรปู แบบการสอน เช่น

การจดั การเรยี นรูแ้ บบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน เป็นต้น

กติ ตกิ รรมประกาศ
การวิจัยครั้งนี้ส่าเร็จลุล่วงได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ โรงเรียนสังข์อ่าวิทยา ต่าบลคลองสอง

อ่าเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทีใ่ หค้ วามอนเุ คราะห์สถานทแ่ี ละอปุ กรณ์ในการสร้าง
เครอ่ื งมือวจิ ยั และด่าเนนิ การทดลองในครั้งนี้

เอกสารอ้างอิง
ณฏั ฐพงศ์ กาญจนฉายา, คณติ า นจิ จรัลกุล และมณฑล ผลบุญ. (2561). การพฒั นาการ์ตนู แอนิเมชัน

ปฏสิ มั พันธ์ 2 มิติ เร่อื ง พลเมอื งดี เพื่อสร้างความรใู้ นการเปน็ พลเมืองดีของนักเรยี นช้ันประถมศึกษา
ปที ี่ 5. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปตั ตานี. 29(1), 155.
ดาวรถา วรี ะพนั ธ์ และณฐั รดี อนพุ งค์. (2560). การพฒั นาส่ือการเรยี นร้กู ารต์ นู มัลตมิ เี ดยี 2 มิติ เรอ่ื ง อยอู่ ย่าง
พอเพียง ผ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทศั น.์ 7(3), 61.
ดาวรถา วีระพนั ธ์ และชญาภา บาลไธสง. (2558). การพฒั นาแอนเิ มชัน เรอ่ื ง ความร้เู กยี่ วกับการกระทา่
ความผิดเก่ียวกบั คอมพิวเตอร์ส่าหรับเยาวชน.วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี 10(1), 40-48.

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 71

ธรรมศกั ดิ์ เอื้อรักสกุล. (2547). การสร้างภาพยนตร์ 2D แอนเิ มชัน. กรงุ เทพฯ: มีเดีย อนิ เทลลเิ จนซ์
เทคโนโลยี.

ธรี ศักดิ์ อ่นุ อารมณเ์ ลิศ. (2549). เครอ่ื งมอื วิจยั ทางการศกึ ษา : การสร้างและการพฒั นา. นครปฐม:
มหาวิทยาลัยศิลปากร วทิ ยาเขตสนามจนั ทร์.

นฤมล อินทิรกั ษ์ และ เจนจิรา โคตรสินธุ์. (2558). การพัฒนาการต์ นู แอนเิ มช่ัน 2 มติ ิ เรอื่ ง ลอยกระทง.
วารสารวิชาการการจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศและนวตั กรรม. 2(1), 77.

บญุ ชม ศรีสะอาด (2545). การวจิ ยั เบือ้ งตน้ . พิมพ์ครงั้ ท่ี 7. กรงุ เทพฯ: สุรีวิยาสาส์น.
พัชรี แสนจันทร์. (2554). ภาวะโลกรอ้ นกบั งานวจิ ยั ในนาขา้ ว. วารสารแกน่ เกษตร. 39 (ฉบับพเิ ศษ มกราคม),

1-4.
มนตชยั เทยี นทอง (2545). การออกแบบและพฒั นาคอรสแวรสาหรบั บทเรยี นคอมพิวเตอรชวยสอน.

กรงุ เทพฯ. ศนู ยผ์ ลิตตา่ ราเรยี นสถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ.
รัตนศริ ิ กติ ติกอ้ งนภางค์. (2559). 2558 ปที รี่ ้อนท่ีสดุ ในประวตั ิศาสตร์ และผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้นทว่ั โลก.

[ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/2558/blog/55735/. (19 กมุ ภาพันธ์
2561).
วรรณี ปดั ถาวโร. (2553). ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบ
บทเรียนการต์ ูนชุดนิทานคุณธรรม เร่อื งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3.
การศกึ ษาค้นคว้าอสิ ระ หลักสูตรและการสอน มหาวทิ ยาลยั สารคาม,สารคาม.
วัญญา วศิ าลาภรณ.์ (2540). การวจิ ัยทางการศึกษา: หลกั การและแนวทางปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพฯ:ต้นอ้อแกรมม่ี.
สริ วิ รรณ ยะไชยศรี,สานิตย์ กายาผาด และ พงษ์พิพัฒน์ สายทอง. (2558). รูปแบบการ์ตนู แอนเิ มชน่ั 2 มิติ เพอื่
การเรยี นรู้ด้านการมีวนิ ัยสาหรบั เดก็ ปฐมวยั . วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร.
12 (57), 123.

72 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวุฒิ กาลาเอสและคณะ

การวเิ คราะห์พื้นทเี่ สยี หายจากไฟป่าด้วยขอ้ มลู จากดาวเทียม ในพนื้ ท่ีป่าอนรุ ักษแ์ ละป่าสงวนแห่งชาติ
จังหวัดแมฮ่ ่องสอน

ดาวุฒิ กาลาเอส1* สุพรรณ กาญจนสุธรรม2 แก้ว นวลฉวี2 ณรงค์ พลรี กั ษ์2

Received : March 3, 2019
Revised : May 7, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ย่อ
การวิจยั คร้งั น้เี ปน็ การประยุกต์การรบั รจู้ ากระยะไกลและเทคโนโลยีภมู ิสารสนเทศในการวเิ คราะห์

พื้นทเ่ี สียหายจากไฟป่า ในพืน้ ที่ป่าอนรุ ักษ์และปา่ สงวนแหง่ ชาติ จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน ซ่ึงนาข้อมลู จุดท่ีมีความรอ้ น
ผิดปกติบนพ้นื ผวิ โลกจากดาวเทยี ม NOAA มาวเิ คราะหจ์ ุดทีเ่ กิดไฟป่าซา้ และมีการวิเคราะหพ์ ื้นท่ีเสียหายจากไฟ
ป่าโดยใช้ข้อมูลจากดาวเทยี ม Sentinel-1 จากการเปลี่ยนแปลงของค่าการสะท้อนกลบั โดยใช้พน้ื ทต่ี วั อย่างใน
การจาแนกจากข้อมูลพื้นทีเ่ สยี หายจากไฟป่าจรงิ ด้วยวิธกี ารจาแนกแบบกากบั ดแู ล ผลการศกึ ษาพบว่าภายใน
ชว่ งเวลาต้งั แต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 มี Hotspot เกิดข้ึนในพ้ืนทศ่ี กึ ษาจานวน 1,207
จุด โดยเดือนท่ีมี Hotspot มากท่ีสดุ คือเดือนมีนาคม มีจานวน 712 จดุ พ้ืนทท่ี ี่มจี านวนจดุ Hotspot มากทสี่ ุด
คือพ้ืนทปี่ ่าอนรุ กั ษ์สาละวิน มีจานวน 192 จดุ การวเิ คราะห์พื้นที่เสียหายจากไฟป่าด้วยวิธีการจาแนกแบบกากับ
ดูแล พบว่ามีพ้ืนที่เสยี หายจากไฟป่าในพน้ื ที่อนุรักษแ์ ละป่าสงวนแห่งชาตขิ นาด 10,528.69 ไร่ แบง่ เปน็ พ้ืนท่ี
อนุรกั ษข์ นาด 5,887.34 ไร่ และพื้นทป่ี า่ สงวนแห่งชาติขนาด 4,641.35 ไร่ ซง่ึ พืน้ ทที่ ่ีมีความเสียหายจากไฟป่า
มากที่สดุ คอื พ้ืนทป่ี ่าอนุรกั ษ์สาละวิน มพี นื้ ทีเ่ สียหายขนาด 1,832.26 ไร่ จากการตรวจสอบค่าความถกู ตอ้ งของ
การจาแนกพ้นื ท่ีเสียหายจากไฟป่า ในเขตป่าอนุรักษแ์ ละป่าสงวนแห่งชาติ พบว่าผลของการจาแนกพื้นทีเ่ สยี หาย
จากไฟปา่ มีความถูกต้องร้อยละ 89.04

คาสาคัญ : ไฟป่า พื้นที่เสียหาย เทคโนโลยภี ูมิสารสนเทศ

1 นสิ ติ ระดบั มหาบัณฑิต สาขาภมู ิสารสนเทศศาสตร์ คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131
2 คณะภมู ิสารสนเทศศาสตร มหาวทิ ยาลยั บูรพา อ.เมอื ง จ.ชลบรุ ี 20131
* ผู้นิพนธห์ ลกั e-mail : [email protected]

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 73

AN ESTIMATION OF DAMAGE CAUSED BY FOREST FIRE USING SATELLITE IMAGERY A CASE
STUDY OF MAE HONG SON PROVINCE FOREST RESERVE AREA AND CONSERVATIVE AREA

Dawut Kalaes1* Supan Karnchanasutham2 Kaew Nualchawee2 Narong Pleerux2

Abstract
This research is the application of remote sensing and geo-informatics in the analysis

of forest fire damaged areas in the forest reserve area and conservative area in Mae Hong Son
Province . The NOAA satellites were used to analyze the hotspot on the surface of the earth.
Forest fire damaged areas were analyzed using data from Sentinel-1 satellites due to changes
in reflectance. Using the sample area to distinguish from the damaged area data from real forest
fires by the supervised classification methodology. The study found that during the period from
January 1 to May 31, 2016, Hotspot occurred in the study area of 1,207 point. The month with
the most hotspot was March with 712 points. The area with the most Hotspot point is the forest
reserve area of Salween of 192 points. Analysis of forest fire damaged areas by supervised
classification. There are areas damaged by forest fires in study area size 10,528.69 rais divided
into forest reserve area size 5,887.34 rais and conservative area size 4,641.35 rais. The areas
most damaged by forest fires are forest reserve area of Salween of damaged area are 1,832.26
rais. The accuracy of classification of forest fire damaged areas in the forest reserve area and
conservative area was found that the results of the classification of damaged areas were 89.04%.

Keyword : Forest Fire Damage area Geoinformation technology

1 Master degree student, Faculty of Geoinformatics, Burapha University, Chonburi 20131
2 Faculty of Geoinformatics, Burapha University, Chonburi 20131
* Corresponding author e-mail : [email protected]

74 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวุฒิ กาลาเอสและคณะ

บทนา
สถานการณ์ไฟป่าของโลกในปัจจุบันนั้นได้มีการเพิ่มความรุนแรงและเพิ่มจานวนข้ึนอย่างต่อเนื่อง

จากรายงานสถิติการเกิดไฟป่าระดับโลกย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 จนถึง 2015 จานวนการเกิดไฟปา่
ของโลกมีสถิติการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะประเทศท่ีตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จะมีแนวโน้มเพิ่มข้ึน
มากกว่าประเทศท่ีอยู่ใกล้ข้ัวโลก ซึ่งประเทศไทยนั้นมีสถิติอยู่ที่ 10, 000 - 20,000 ครั้งต่อปี (International
Association of Fire and Rescue Services(CTIF), 2016) ซึ่งสอดคล้องกับรายงานสถิติอุณหภูมิของโลก
ย้อนหลัง ต้ังแต่ปี ค.ศ.1910 จนถึง 2016 พบว่ามีการเพิ่มข้ึนของอุณหภูมขิ องพื้นผิวโลกมาโดยตลอด โดยในปี
ค.ศ. 2016 มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพ้ืนผิวโลกท่ีมากกว่าค่าอุณหภูมิเฉล่ียถึง 0.81 องศาเซลเซียส (National
Climatic Data Center (NCDC), 2016)

โดยสถานการณ์ไฟป่าในบริเวณพ้ืนท่ีศึกษาน้ัน นับว่าเป็นปัญหาสาคัญระดับประเทศ จากรายงาน
สถติ จิ ดุ เกดิ ไฟปา่ ต้ังแตว่ นั ที่ 1 มกราคม พ.ศ.2558 ถงึ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2558 พบว่าจังหวดั แม่ฮ่องสอนเป็น
พน้ื ทที่ ตี่ รวจพบ Hotspot มากเป็นอนั ดับ 1 ของประเทศไทย โดยมจี านวน Hotspot เกดิ ข้นึ ในพ้ืนที่ป่าอนุรักษ์
จานวน 1,112 จดุ ในพน้ื ทปี่ ่าสงวนแหง่ ชาตจิ านวน 1,023 จุด (กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธุ์พืช, 2558)
ทาให้เกิดความเสียหายต่อพ้ืนที่ป่า ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบ
นเิ วศนท์ อ่ี ยภู่ ายในปา่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในปัจจุบันการระบุถึงขนาดพื้นที่ท่ีเสียหายจากไฟป่าในแต่ละคร้ังน้ันยังไม่สามารถระบุได้อย่าง
ชัดเจน เนื่องจากใช้จากระบบกาหนดตาแหน่งบนโลก (GPS) จากเจ้าหน้าท่ีที่สารวจทางภาคพื้นดิน ซ่ึงจะเกิด
ปญั หาในการประเมนิ เนอื่ งจากบางครัง้ ไฟปา่ ครอบคลุมบริเวณกว้าง หรอื เกิดไฟปา่ ข้นึ ในพนื้ ที่ที่เขา้ ถึงได้ยาก ทา
ใหเ้ กดิ ขอ้ จากัดในการประเมินขนาดของพื้นท่ที เ่ี กิดไฟป่า และทาให้การจัดการฟืน้ ฟพู ื้นท่ที ่ีเสยี หายจากไฟป่าไม่มี
ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นการจัดทาแผนท่ีความเสียหายจากไฟป่าด้วยภาพถ่ายดาวเทียม จึงเป็นข้อมูลท่ี
สาคัญท่ีใช้ในการเตรียมการเพ่ือการวางแผนและวางระบบการบริหารของหน่วยงานท่ีทาหน้าฟ้ืนฟูป่า ทาให้
สามารถควบคุม บริหาร และจัดการการฟ้นื ฟูได้อย่างมปี ระสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน ส่งผลให้สามารถดแู ลและจัดการ
พ้ืนที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทย อันได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และวน
อุทยาน ซึ่งเป็นผืนป่าหลักชุดสุดท้ายท่ียังคงเหลืออยู่ในประเทศไทย ให้ยังคงไว้ซ่ึงความหลากหลายทางชวี ภาพ
การจัดทาแผนทวี่ เิ คราะห์พื้นทเี่ สยี หายจากไฟป่าด้วยข้อมลู จากดาวเทยี มคร้ังนี้ ได้ประยุกต์การรบั ร้จู ากระยะไกล
(Remote Sensing) โดยนาข้อมูลอุณหภูมิจากดาวเทียม NOAA มาวิเคราะห์จุด Hotspot และใช้ข้อมูลจาก
ดาวเทียม Sentinel-1 มาวิเคราะห์พ้ืนที่เสียหายจากไฟป่าด้วยโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศ เม่ือได้พ้ืนท่ี
เสียหายจากไฟปา่ ในเขตพ้ืนท่ีป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้ว จากน้ันจะนามาตรวจสอบกับจุดเกิดไฟป่า (Hotspot)
จากส่วนควบคุมไฟป่า สานักป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
และนาไปส่กู ารวางแผนฟ้ืนฟูป่าได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่อื วเิ คราะห์จดุ ท่ีเกิดไฟป่าซ้าซ้อนในเขตปา่ อนรุ ักษ์และปา่ สงวนแหง่ ชาติ จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน
2. เพือ่ จาแนกพืน้ ทีเ่ สียหายจากไฟปา่ ในเขตป่าอนุรกั ษ์และป่าสงวนแห่งชาติ จงั หวดั แมฮ่ ่องสอน

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 75

วธิ ีดาเนนิ การวิจัย
ในการวิจยั ครัง้ นี้ได้แบ่งข้นั ตอนการดาเนนิ การวจิ ัย แบง่ ออกเป็น 2 ส่วนคอื การวเิ คราะห์จุดทีเ่ กดิ ไฟป่า

ซา้ ซ้อน และการวเิ คราะหพ์ นื้ ทีเ่ สยี หายจากไฟป่า
1. การวเิ คราะห์จดุ ท่ีเกดิ ไฟป่าซ้าซ้อน โดยรวบรวมขอ้ มูลจดุ ความร้อนจากดาวเทยี ม NOAA ทีเ่ กิดข้ึน

ภายพืน้ ท่ศี ึกษา ซ่ึงบนั ทึกข้อมูลตั้งแต่วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2559 จนถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 มาทาการ
วิเคราะห์จดุ ท่ีเกิดไฟปา่ ซา้ ซ้อน โดยนาข้อมูลในแต่ละชว่ งเวลาทาการ Buffer รัศมี 500 เมตร และทาการ
วเิ คราะห์ Kernel density เพ่อื ให้ได้จดุ ทเี่ กดิ ไฟป่าซ้าซ้อน

2.การวิเคราะห์พื้นท่ีเสยี หายจากไฟปา่ โดยรวบรวมข้อมลู ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1 บนั ทึก
ขอ้ มูลตัง้ แต่วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2559 จนถงึ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 จากนัน้ ทาการแปลงขอ้ มูลให้เปน็ หนว่ ย
เดซิเบล ดว้ ยวธิ ี DecibelDN (Europian Space Agency) ดงั สมการ

DecibelDN = 10*log10(DN)

โดยท่ี DN = Digital number ของข้อมูลSAR

จากนนั้ ทาการคานวน ค่าความแตกต่างของคา่ การสะทอ้ น Object’s difference in decibels จาก
ภาพดาวเทียม Sentinel-1 โดยใชภ้ าพต่างช่วงเวลาคือ ภาพกอ่ นเกดิ ไฟปา่ และภาพหลงั เกดิ ไฟป่า จาก
ความสัมพนั ธข์ องค่าการสะทอ้ นข้อมูลของพ้ืนทเ่ี กดิ ไฟป่า ดงั สมการ

Od = DATE1 (dB) - DATE2 (dB)

โดยท่ี DATE1 (dB) = ขอ้ มลู การสะทอ้ นกลบั ช่วงกอ่ นการเกดิ ไฟปา่
DATE2 (dB) = ขอ้ มูลการสะทอ้ นกลบั ช่วงหลังการเกดิ ไฟปา่

ทาการจาแนกพื้นที่เสียหายจากไฟป่าด้วยวิธีการจาแนกแบบกากับดูแล ( Supervised
classification) โดยใชข้ ้อมูลพื้นท่ีเกดิ ไฟป่าจริงจากการสารวจของกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืชมา
เป็นพื้นตัวอย่างในการจาแนก และนาค่าการเปล่ียนแปลงของค่าการสะท้อนท่ีได้จากการจาแนกพ้ืนท่ีเสียหาย
จากไฟ มาจาแนกพืน้ ที่เสยี หายจากไฟป่าแบบรายเดือน

ทาการตรวจสอบความถูกต้อง โดยเปรยี บเทียบกบั รายงานสถติ ิพ้ืนท่ีท่เี สยี หายจากไฟป่าจากสานัก
ควบคมุ ป้องกนั และปราบปรามไฟป่า กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั ว์ปา่ และพันธ์ุพชื ดว้ ยค่าสัมประสทิ ธ์ิแคปปาของ
โคเฮนดงั สมการ

KHAT = (PA-PS)/(P^2-PS)

โดยที่ P = จานวนท้งั หมดที่ทาการจาแนก
A = ค่าส่วนที่มีความเหน็ สอดคลอ้ งกนั
S = ค่าส่วนท่มี ีความเห็นสอดคลอ้ งกันโดยบงั เอิญ

76 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ดาวฒุ ิ กาลาเอสและคณะ

ผลการวจิ ัย
การวิเคราะห์พ้ืนท่ีเสยี หายจากไฟป่าด้วยข้อมลู ดาวเทยี ม ในเขตปา่ อนรุ ักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ

จังหวัดแมฮ่ ่องสอน แบง่ ผลการวิเคราะหอ์ อกเป็น 2 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1. การวเิ คราะห์ Hotspot ซา้ ตลอดฤดูไฟป่า จากการศกึ ษาและรวบรวมข้อมูล Hotspot จาก

ดาวเทยี ม NOAA ภายในช่วงเวลาตัง้ แต่วันท่ี 1 มกราคม ถงึ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ทเี่ กดิ ขึน้ ในบริเวณ
พน้ื ท่ีศกึ ษาพบว่า มี Hotspot เกิดขึ้นจานวน 1,207 จุด โดยแบ่งเปน็ พ้ืนทป่ี า่ อนุรักษ์จานวน 660 จดุ และพื้นที่
ป่าสงวนแหง่ ชาติจานวน 547 จุด โดยเดือนทม่ี ี Hotspot มากท่ีสุด คอื เดือนมนี าคม มีจานวน 712 จดุ โดย
แบง่ เปน็ พน้ื ทปี่ ่าอนุรักษ์ จานวน 424 จดุ และพนื้ ที่ป่าสงวนแหง่ ชาติ จานวน 288 จุด เดือนท่ีมี Hotspot น้อย
ทสี่ ุด คอื เดือนพฤษภาคม มจี านวน 17 จดุ โดยแบ่งเป็นพน้ื ทป่ี ่าอนุรักษ์ จานวน 9 จดุ และพนื้ ท่ีป่าสงวนแห่งชาติ
จานวน 8 จดุ โดยพ้ืนทท่ี มี่ ีจานวนจดุ Hotspot มากท่ีสดุ คือ พนื้ ที่ป่าอนรุ ักษ์สาละวิน มีจานวน 192 จดุ และ
พื้นท่ีท่มี จี านวนจุด Hotspot นอ้ ยที่สดุ คือ พื้นทป่ี ่าอนรุ ักษ์ผาหินต้ังมีจานวน 3 จดุ ดังตารางที่ 1 และภาพท่ี 1

ตารางท่ี 1 จานวน Hotspot แบบจาแนกรายเดอื น

เดอื น พ้นื ทป่ี า่ อนุรักษ์ พ้ืนท่ปี ่าสงวนแห่งชาติ รวม
มกราคม 13 5 18
กมุ ภาพันธ์ 37 43 80
มีนาคม 424 288 712
เมษายน 177 203 380
พฤษภาคม 9 8 17
660 547 1,207
รวม

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 77

ภาพท่ี 1 แผนที่ Hotspot ท่ีเกิดภายในเดือนมกราคมถงึ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 พ้นื ทปี่ ่าอนรุ ักษ์
และป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

การวิเคราะห์จานวนไฟปา่ ซ้าภายในพนื้ ท่ี 1 ตารางกโิ ลเมตร โดยนาจานวน Hotspot ที่เกดิ ข้ึน
ทงั้ หมดในช่วงตัง้ แต่เดือนมกราคมจนถึงเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2559 มาทาการวิเคราะห์หาจานวน Hotspot
สะสมด้วยวิธีการ Point density ผลจากการวเิ คราะห์พบว่า มีจุดท่ีเกดิ Hotspot ซา้ จานวน 95 จุด โดย
แบ่งเป็น เกดิ ซา้ 2 ครงั้ จานวน 85 จดุ เกดิ ซา้ 3 ครั้ง จานวน 8 จดุ และเกดิ ซา้ 4 คร้งั โดยพื้นทที่ มี่ ีการเกดิ
Hotspot ซ้ามากทสี่ ดุ คือ พ้นื ทีป่ ่าอนรุ ักษล์ ุ่มน้าปาย เกดิ ซ้า 2 ครง้ั จานวน 9 จุด เกิดซ้า 3 ครงั้ จานวน 3 จุด
จานวน 2 จดุ ดงั ตารางท่ี 2 และภาพที่ 2

78 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ดาวุฒิ กาลาเอสและคณะ

ตารางที่ 2 จานวน Hotspot ทเ่ี กิดซา้ ภายในเดือนมกราคมถงึ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559

พน้ื ท่ี จานวนทเี่ กิด Hotpot ซ้า รวม

ป่าอนรุ ักษ์ 2 ครัง้ 3 ครง้ั 4 ครั้ง
ปา่ สงวนแห่งชาติ
รวม 48 4 0 52

37 4 2 43

85 8 2 95

ภาพท่ี 2 แผนท่จี ดุ เกดิ Hotspot ซ้าภายในเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 พน้ื ที่ป่าอนรุ ักษแ์ ละ
ปา่ สงวนแหง่ ชาติ จงั หวัดแมฮ่ ่องสอน

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 79

2. การวิเคราะห์พ้ืนที่เสียหายจากไฟป่าและการตรวจสอบค่าความถูกต้องของการจาแนกพื้นท่ี
เสยี หายจากไฟปา่ โดยนาข้อมูลคา่ การเปลี่ยนแปลงการสะท้อนในช่วงเวลาวันที่ 28 ธนั วาคม พ.ศ. 2558 ถึง 29
พฤษภาคม พ.ศ. 2559 จากการวิเคราะห์ด้วยสมการ Object’s difference in decibels (Od) โดยนาพ้ืนท่ี
ตวั อยา่ งมาจากขอ้ มลู พ้ืนท่เี สยี หายจากไฟป่าจากกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธุพ์ ืช จานวน 4,800 ไร่ ผล
การวเิ คราะหพ์ บวา่ ในพื้นที่ตวั อย่างขนาด 4,800 ไร่ มคี ่าการเปล่ียนแปลงการสะท้อนอยรู่ ะหว่าง -2.04 ถงึ -5.76
เดซิเบล มีค่าเฉลย่ี -2.32 เดซเิ บล มีสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานที่ 1.73 เดซเิ บลและเมื่อนามาวิเคราะห์พื้นที่เสียหาย
ด้วยวิธีการจาแนกแบบกากับดูแลโดยกาหนดค่าเปล่ียนแปลงการสะท้อนอยู่ระหว่าง -2.04 ถึง -5.76 เดซิเบล
พบวา่ มพี ืน้ ที่เสยี หายจากไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติขนาด 10,528.69 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์
ขนาด 5,887.34 ไร่ และพ้ืนท่ีปา่ สงวนแห่งชาติขนาด 4,641.35 ไร่ ซงึ่ พนื้ ท่ีทม่ี ีความเสยี หายจากไฟป่ามากที่สุด
คือ พื้นท่ีป่าอนุรักษ์สาละวิน มีพื้นที่เสียหายขนาด 1,832.26 ไร่ และพื้นที่ที่มีพ้ืนท่ีเสียหายจากไฟป่าน้อยทีส่ ุด
คือ พื้นท่ีป่าอนรุ ักษผ์ าหนิ ตัง้ มีพน้ื ทีเ่ สยี หายขนาด 11.87 ไร่ ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ขนาดพ้นื ทีเ่ สยี หายจากไฟป่า แบบจาแนกตามช่วงเวลา

วันท่ี พ้ืนท่ีเสยี หายจากไฟป่า (ไร่)
ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ รวม
28 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ถงึ 21 มกราคม พ.ศ. 2559
21 มกราคม ถึง 25 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2559 108.17 28.75 136.92
25 กมุ ภาพันธ์ ถึง 30 มนี าคม พ.ศ. 2559 1,069.58 814.88 1,884.46
30 มนี าคม ถงึ 20 เมษายน พ.ศ. 2559 3407.85 2,116.89 5,524.74
20 เมษายน ถึง 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 1,254.61 1,657.59 2,912.20
47.13 23.24 70.37
รวม 5,887.34 4,641.35 10,528.69

การตรวจสอบคา่ ความถูกต้องของการจาแนกพื้นท่ีเสยี หายจากไฟป่า ในเขตปา่ อนรุ กั ษแ์ ละปา่ สงวน
แห่งชาติ ทาโดยการผลทไ่ี ด้จากการจาแนกพ้ืนท่ีเสยี หายจากไฟป่า มาตรวจสอบความถูกต้องกบั รายงานพ้ืนท่ี
เสยี หายจากไฟปา่ ของส่วนควบคมุ ไฟป่า กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธ์พุ ชื ท่ไี ด้จากการบินสารวจและ
สารวจภาคพ้ืนดินพ้ืนท่เี สยี หายจากไฟปา่ ขนาด 4,800 ไร่ เม่อื นามาหาคา่ ความถูกต้องจากสมการสมั ประสทิ ธิ์
แคปปาของโคเฮน (KHAT) พบวา่ มคี ่าเทา่ กับ 0.89 หรอื มคี ่าความถูกต้องเท่ากบั ร้อยละ 89.04

สรปุ และอภิปรายผลการวิจัย
สรปุ ผลการวิจยั
1. วเิ คราะห์พนื้ ท่ีเสยี หายจากไฟป่า จาแนกตามช่วงเวลา พบว่าช่วงเวลาวนั ที่ 25 กุมภาพนั ธ์ ถงึ 30

มีนาคม พ.ศ. 2559 มพี ้นื ทเ่ี สยี หายมากเป็นอันดับหน่ึง มีขนาด 5,524.74ไร่ แบ่งเป็นพ้ืนท่ีอนรุ ักษ์ขนาด 3,407.85 ไร่

80 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ดาวุฒิ กาลาเอสและคณะ

และพ้ืนที่ป่าสงงวนแห่งชาตขิ นาด 2,116.89 ไร่ พื้นทที่ ี่มคี วามเสียหายจากไฟปา่ มากที่สดุ คือ พ้นื ท่ปี ่าอนุรักษ์
สาละวิน มีพนื้ ท่ีเสียหายขนาด 1,832.26 ไร่ และพืน้ ทีท่ ่ีมพี ื้นทเี่ สียหายจากไฟป่านอ้ ยที่สดุ คือ พนื้ ท่ปี ่าอนรุ ักษ์ผา
หินต้ัง มีพื้นทีเ่ สียหายขนาด 11.87 ไร่

2. จากการตรวจสอบค่าความถกู ต้องของการจาแนกพ้ืนทเ่ี สยี หายจากไฟป่าในเขตป่าอนรุ ักษแ์ ละป่า
สงวนแห่งชาติ พบว่าผลของการจาแนกพื้นที่เสียหายจากไฟป่ามีคา่ สัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนเท่ากับ 0.89
หรอื มีคา่ เทา่ กับรอ้ ยละ 89.04

อภปิ รายผลการวิจัย
การวิเคราะห์พ้ืนท่ีเสียหายจากไฟป่าด้วยข้อมูลดาวเทียม ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบไปด้วยการนาข้อมูลดาวเทียมจาก 2 ระบบ คือ NOAA และ Sentinel-1 มาใช้ใน
การวิเคราะห์พ้ืนที่เสียหายจากไฟปา่ จากการศึกษาพบว่า มี Hotspot เกิดขึ้นจานวน 1,207 จุด โดยเดือนทีม่ ี
Hotspot มากที่สุดคือเดือนมีนาคม มีจานวน 712 จุด สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชฎา ณรงค์ฤทธ์ิ (2551) การ
ตรวจหาจดุ ความร้อนในบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีอุณหภมู ิสูงกว่าปกติจากข้อมูลภาพทส่ี ารวจจากดาวเทียม
MODIS จากการวิเคราะหฐ์ านข้อมูลจดุ ความร้อนใน ปี 2550 และ ปี 2551 พบวา่ ในเดอื นมีนาคมของทัง้ 2 ปี
จะพบจานวนจุดภาพความรอ้ นมากทีส่ ุด
จากการวเิ คราะหพ์ ื้นทีเ่ สยี หายจากไฟป่า พบว่าในพน้ื ทเี่ สียหายมีค่าการสะท้อนลดลง อยรู่ ะหวา่ ง -
2.04 ถึง -5.76 เดซิเบล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Anastasia Polychronaki (2013) การจาแนกพื้นท่ี
เสียหายจากไฟป่าด้วยวิธีการ Object-Based Classification จากข้อมูลดาวเทียม ALOS พ้ืนที่ศึกษา ประเทศ
กรีก โดยผลจากการศึกษาพบว่า พน้ื ที่เสียหายจากไฟป่า จะมีค่าการสะทอ้ นกลบั ลดลงจากช่วงกอ่ นเกดิ ไฟป่าอยู่
ที่ -2 ถึง -4 เดซเิ บล และสอดคล้องกบั งานวิจยั ของ Gernot Ruecker (2000) การทาแผนที่พืน้ ท่เี สียหายจากไฟ
ป่าดว้ ยขอ้ มูล SAR จากดาวเทียม ERS-2 พื้นทศ่ี ึกษา เมอื งกาลีมันตันตะวันออก ประเทศอนิ โดนีเซยี โดยพืน้ ท่ีท่ี
เสียหายมากกว่าร้อยละ 80 จะมกี ารสะทอ้ นกลับของขอ้ มลู ลดลง 3.1 เดซิเบล
ผลจากการจาแนกพ้ืนที่เสียหายจากไฟป่าในพื้นท่ีป่าอนุรักษ์ขนาด 5,887.34 ไร่ ซ่ึงตรงกับผล
รายงานของส่วนควบคุมไฟป่าขนาด 4,800 ไร่ มีค่าความถูกต้องของการจาแนกที่ร้อยละ 89 ซึ่งสาเหตุที่ทาให้
การจาแนกด้วยค่าการสะทอ้ นของข้อมูลประเภท SAR นั้นมากกว่ารายงานของกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และ
พนั ธพุ์ ชื อาจเปน็ เพราะข้อมูลประเภท SAR นั้นสามารถจาแนกได้พื้นทเ่ี สียหายท่ีอยู่บริเวณผิวดินซ่ึงในบางพ้ืนท่ี
อาจมียอดต้นไม้ใหญ่ปิดบังอยู่ ซึ่งหากใช้การสารวจทางอากาศหรือดว้ ยดาวเทียมแบบออพติคอลจะไม่สามารถ
เหน็ ชัดหรือจาแนกพ้ืนทเี่ สยี หายไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง

ข้อเสนอแนะ
1. การวเิ คราะห์พื้นท่เี สยี หายจากไฟป่าดว้ ยขอ้ มูลดาวเทียม ดว้ ยวิธีการคานวณการลดลงของค่าการ

สะท้อน เป็นการนาตวั อยา่ งเกณฑจ์ ากข้อมูลที่เกิดในช่วงเวลาปี พ.ศ.2559 เทา่ นัน้ ดังนัน้ เพือ่ เพม่ิ คา่ ความถูกต้อง
ของการวเิ คราะห์ในอนาคต ควรเกบ็ ตวั อย่างพน้ื ทเี่ สียหายจากไฟป่าในชว่ งเวลาหลายปี เพอื่ นามาปรบั เกณฑ์การ
วเิ คราะห์การลดลงของค่าการสะท้อนใหม้ ีค่าความถูกต้องมากยิ่งข้ึน

2. เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพและคุณภาพในการวิเคราะห์พ้ืนท่ีเสียหายจากไฟป่าด้วยข้อมูลดาวเทียม
ควรนาข้อมูลดาวเทียมประเภทออพติคัลมาวิเคราะห์ร่วมด้วย เน่ืองจากข้อมูลดาวเทียมประเภทออพติคัล
สามารถเหน็ การเปล่ยี นแปลงของดชั นีพืชพรรณได้

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 81

3. ผลจากการวิเคราะห์พ้ืนท่ีเสียหายจากไฟป่า ควรนาไปตรวจสอบกับข้อมูลสิทธิ์การครอบครอง
ท่ีดินในเขตป่า เนื่องจากพ้ืนที่ป่าในบางจุดเป็นพ้ืนที่ที่ทางรัฐออกสิทธิทากิน (สทก.) หรือ การป ฏิรูปที่ดินเพื่อ
เกษตรกรรม (สปก.) แก่ประชาชน ซึ่งจุดท่ีเกิดความร้อนผิดปกตบิ รเิ วณนั้นอาจไม่ใช่ไฟปา่ โดยธรรมชาติแตเ่ ป็น
การเผาโดยเกษตรกรเพ่อื เตรียมทาการเกษตร

กติ ตกิ รรมประกาศ
การวิจัยฉบับน้ีสาเร็จได้ด้วยความกรุณาจากท่าน ดร.สุพรรณ กาญจนสุธรรม รองศาสตราจารย์

ดร.แกว้ นวลฉวี และ ผศ.ดร.ณรงค์ พลีรักษ์ ท่ซี ึง่ ไดใ้ ห้คาปรกึ ษา ขอ้ ชแี้ นะและความชว่ ยเหลือในการทาวจิ ัยฉบับ
นจ้ี นสาเรจ็ ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี ผูว้ จิ ัยรู้สกึ ยินดแี ละซาบซ้งึ จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ท่ีนี้

เอกสารอ้างอิง
กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั ว์ป่า และ พันธุพ์ ืช. (2558). ข้อมูลจุดความร้อนเดอื นมกราคม - เมษายน2558, 30

มกราคม 2559. http://www.dnp.go.th/forestfire/hotspot/hotspotmap.htm
ชฎา ณรงค์ฤทธ์ิ. (2551). การพัฒนาระบบเตอื นภยั ไฟปา่ และมลพษิ ทางอากาศจากไฟปา่ , 30 มกราคม 2559.

http://www.map.nu.ac.th/doc/pdfPoster&Report/pptMHS1.pdf
Anastasia Polychronaki. (2013). Evaluation of ALOS PALSAR Imagery for Burned Area

Mapping in Greece Using Object-Based Classification. Laboratory of Forest
Management and Remote Sensing, Aristotle University of Thessaloniki, Greece.
European Space Agency (ESA). (2016). SENTINEL-1 SAR User Guide Introduction, Retrieved
January 30, 2015 , from European Space Agency (ESA) Web site :
https://sentinel.esa.int/web/sentinel/user-guides/sentinel-1-sar
Gernot Ruecker. (2000). Burn Scar Mapping and Fire Damage Assessment Using ERS-2 SAR
Images in East Kalimantan, INDONESIA. Zebris Geographic Information Systems
and Consulting, Munich, Germany.
National Climatic Data Center (NCDC). (2016). Climate at a Glance Time Series, Retrieved
June 18, 2015 , from National Climatic Data Center Web site :
http://www.ncdc.noaa.gov/cag/time-series/global/globe/land_ocean/12/6/2006-
2015

82 | ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อจั ฉราวรรณ สุขเกิดและคณะ

อิทธิพลของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนทสี่ ง่ ผลต่อความพึงพอใจของนักศกึ ษา
โดยวิธสี มการโครงสร้างแบบกาลงั สองน้อยที่สุดบางสว่ น

อัจฉราวรรณ สขุ เกิด1* อาภา ไสยสมบัติ2 อยั กานต์ โพธสิ์ วุ รรณพร3

Received : March 8, 2019
Revised : June 16, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคัดยอ่
การศึกษาอิทธิพลของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่มีต่อความพึงพอใจของนักศึกษา โดยวิธีสมการ

โครงสร้างแบบกาลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ข้อมูลเก็บจากตัวอย่างจากนักศึกษา 400 คน ของคณะวิทยาการ
จัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวัดปทุมธานี

ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านผู้เรยี น ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ ดา้ นความสนใจ และด้านแรงจูงใจใฝ่
สัมฤทธิ์ มีอทิ ธพิ ลทางตรงโดยมีความสมั พันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักศึกษา อยา่ งมีนยั สาคัญ
ทางสถิติ 95% ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม อันได้แก่ ครอบครัว เพ่ือน ครูผู้สอน มีอิทธิพลทางตรงต่อ
ปจั จัยดา้ นผเู้ รยี นและมีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อม โดยมคี วามสัมพันธ์เชิงบวกกบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของ
นักศกึ ษา อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ 95% ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายในมหาวทิ ยาลยั อนั ได้แก่ ด้านหลักสูตร
และด้านอาคารสถานที่ มีอิทธิพลทางตรงต่อปัจจัยด้านผู้เรยี นโดยมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสาคญั ทาง
สถติ ิ 95% และมีอิทธพิ ลทางตรงและทางอ้อมกับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักศกึ ษาโดยมคี วามสมั พันธท์ างลบ
อย่างไม่มีนยั สาคญั ทางสถิติและผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักศึกษามคี วามสัมพันธ์ทางบวกอย่างไม่มีนัยสาคัญ
ทางสถิติ

คาสาคญั : ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน, ความพึงพอใจ, นกั ศึกษา

1 หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
จงั หวดั ปทมุ ธานี e-mail: [email protected]
2 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี e-mail: [email protected]
3 สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร์ คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี e-mail: [email protected]
* ผ้นู พิ นธห์ ลกั e-mail: [email protected]

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 83

INFLUENCES OF ACADEMIC ACHIEVEMENT ON SATISFACTION OF UNDERGRADUATE
STUDENTS BY USE OF PARTIAL LEAST SQUARE STRUCTURAL EQUATION MODELING

Ajcharawan sujkird1* Apa Saisombat 2 Aiyakarn Posuwanporn3

Abstract
The influences of academic achievement on satisfaction of undergraduate students

by mean of partial least square structural equation modeling had collect data of 400
undergraduate students studying at the faculty of management science Valaya Alongkorn
Rajabhat University under the Royal Patronage in Pathum Thani province. The result found that
students themselves factor that were responsibility, interests, and passion for achievement had
direct influence with positive relationship on academic achievement of students at 95%
statistical significance.

Social supporting factors including family, peers, and teachers had direct influence on
students themselves factors. These factors had direct and indirect influences with positive
relationship on academic achievement of student at 95% statistical significance. The university
environment factors including curriculum, building, and place of study had direct influences on
students themselves factor with positive relationship at 95% statistical significance, and also had
direct and indirect on academic achievement of student at 95% statistical significance and had
no influences on academic achievement of student.

Keywords : Academic Achievement, Satisfaction, Undergraduate student

1 Education Program in Economicsl Admimistration, Valaya Alongkorn Rajabhat University Under
The Royal Patronage, e-mail: [email protected]
2 Faculty of Management Science, Valaya Alongkorn Rajabhat
University Under The Royal Patronage, e-mail : [email protected]
3 Faculty of Management Science, Valaya Alongkorn Rajabhat i, e-mail: [email protected]
* Corresponding author, e-mail: [email protected]

84 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) อัจฉราวรรณ สขุ เกดิ และคณะ

บทนา
สถาบันอุดมศึกษามีความสาคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน เพราะเป็นแหล่งบ่มเพาะ

ความรดู้ า้ นวิชาการและวชิ าชีพชัน้ สูงในสาขาต่างๆ มหี นา้ ท่ีสาคญั คือ ผลิตบัณฑิต วิจัย บรกิ ารวิชาการ และการ
ทานุบารุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม โดยมีภารกิจหลักสาคัญ คือ ผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและมีคุณสมบัติตามที่
สาขาวิชาชีพที่ต้องการ การศึกษาจึงเป็นองค์ประกอบสาคัญอย่างมากสาหรับการพัฒนาประเทศ เพราะ
การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ในทุกด้านของประเทศ (หฤษฎ์ เลิศอนันตกร: 2554) โดย
การจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาน้ัน มุ่งพัฒนาทางด้านสติปัญญา และความคิด เพื่อความก้าวหน้า
ทางวิชาการ และเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผู้เรยี นเพื่อให้ผู้เรียนมีความกระตือรือรน้ ในการเรียนและ
สามารถนาไปประยุกต์ใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ติ ต่อไป

มหาวิทยาลัยจะไม่มีคุณค่าโดยถ้าไม่มีนักเรียน นักเรียนเป็นสินทรัพย์ท่ีสาคัญท่ีสุดสาหรับสถาบัน
การศึกษา ความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศมีการเช่ือมโยงโดยตรงกับนักวิชาการ นักศึกษา
ประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนมีบทบาทสาคัญในการผลิตท่ีมีคุณภาพดีที่สุดผู้สาเร็ จ
การศกึ ษาท่จี ะกลายเปน็ ผู้นาและกาลังคนท่ียิ่งใหญ่สาหรับประเทศที่รบั ผิดชอบต่อเศรษฐกจิ ของประเทศและการ
พัฒนาสังคม ปัจจยั เหลา่ นม้ี อี ทิ ธิพลอย่างมากตอ่ ผลการดาเนินงานของนกั เรยี น แต่ปัจจยั เหล่านแ้ี ตกต่างกนั ไปใน
แต่ละบุคคลและแต่ละประเทศ ผลการเรียนของนักศึกษาในด้านการศึกษาระดบั อุดมศกึ ษาจะได้รับผลกระทบ
จากสภาพทางสังคมเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านส่ิงแวดล้อมจะอยู่ท่ีความสนใจของนักศึกษาเพื่อวัดความคิดเห็นของ
นกั เรียน ผลการเรยี นส่ิงนี้ช่วยให้ประเมินระดับความรู้ของนักเรยี นไม่เพียง แต่ยงั มีประสทิ ธิผลของกระบวนการ
สอนของอาจารยแ์ ละอาจใช้วัดความพึงพอใจของนักเรียน (Martirosyan, Saxon & Wanjohi: 2014) ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนมคี วามสัมพันธ์กับความพึงพอใจต่อการจัดการการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐานอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.01 (พงศเ์ สวก เอนกจานงคพ์ ร และธญั ญลักษณ์ เอนกจานงคพ์ ร: 2561) ปัจจัยที่มอี ิทธิพลต่อ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาน้ันมี 3 ปัจจัยสาคัญ คือ ปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
ทางการเรียน และปัจจัยดา้ นการสนบั สนุนทางสังคมตามลาดับ (รุจิราพรรณ คงช่วย: 2559)

ดังน้ัน ผู้วิจัยจงึ ศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างอทิ ธิพลของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นกบั ความพึงพอใจใน
มหาวิทยาลัยของนักศึกษา โดยปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคือ การเสริมสร้างพฤติกรรมของ
นักศึกษา อิทธิพลของปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยด้านส่ิงแวดล้อมที่ส่งผลต่อ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และศกึ ษาอิทธพิ ลของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ีมีต่อความพึงพอใจในมหาวทิ ยาลัยของ
นกั ศกึ ษา เพอื่ เปน็ แนวทางพัฒนาปรับปรุงการใหบ้ ริการทางการศกึ ษาในสถาบันอุดมศึกษาใหด้ ียง่ิ ข้ึน

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในคณะวิทยาการจัดการ

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
2. เพ่ือศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยด้านตัวผู้เรียนของนักศึกษาในคณะวิทยาการจัดการ

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
3. เพ่ือศึกษาปัจจัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของนักศึกษาในคณะ

วทิ ยาการจดั การ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์

วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 85

กรอบแนวคดิ วจิ ัย
การศึกษาใชแ้ บบจาลองทป่ี ระกอบดว้ ยตัวแปร ปัจจัยด้านผู้เรยี น ปัจจัยดา้ นการสนับสนุน ของสงั คม

ปจั จัยด้านสภาพแวดล้อม ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ความพงึ พอใจของนักศึกษา โดยมีสมมตฐิ านที่1-6 กาหนดไว้
ขา้ งต้นและมคี วามสัมพนั ธ์ดัง ภาพที่ 1

ภาพที่1 กรอบแนวคิดและสมมตุ ฐิ าน

วิธีดาเนนิ การวจิ ัย
ประชากร คือจานวนนกั ศึกษาใน คณะวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระ

บรมราชูปถัมภ์ (สานักส่งเสริมวิชาการทะเบียน: 18 สิงหาคม 2560) ทั้งหมด 2,120 คน ใช้ในงานวิจัยคือ
นักศึกษา ในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จากการคานวณ
กลุม่ ตัวอย่างของ Taro Yamane ระดบั ความเชื่อมนั่ 95 % จานวน 336.51 คน แตเ่ พือ่ ความเชือ่ มั่นมากข้ึน จงึ
เกบ็ แบบสอบถามจานวน 400 ชดุ และเลอื กกล่มุ ตัวอย่างแบบบังเอิญ (accidental sampling)

แบบสอบถาม ส่วนท่ี1จะเป็น ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย เพศ สาขาวิชาท่ี
เรยี น ชนั้ ปี รายไดท้ ่รี บั ตอ่ เดือน เกรดเฉลยี่ สะสม และสว่ นท่ี 2-5 เป็นแบบลเิ คริ ท์ 5 ระดบั วิธีกาลังสองนอ้ ยท่ีสุด
บางส่วน วิธีศึกษาข้อมูลรวบรวมด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีสมการโครงสร้างแบบกาลังสองนอ้ ย
ทสี่ ดุ บางส่วน (Partial Least Square Structural Equation Model: PLS-SEM )

ผลการวจิ ัย
1. ผลการศึกษาข้อมูลประชากร พบวา่ ส่วนใหญ่เปน็ เพศหญงิ ร้อยละ 77 เรียนสาขาวิชาการบัญชี

คดิ เป็นรอ้ ยละ 26 เรยี นช้นั ปที ่ี 4 มากท่สี ดุ คดิ เป็นร้อยละ 35.5 ส่วนใหญม่ ีรายไดต้ ่ากว่า 10,000 บาท คดิ เป็น
ร้อยละ 97.8 เกรดเฉล่ียสะสม 2.51 - 3.00 ระดบั ผลการเรยี นดี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 39.5

2. การวเิ คราะห์แบบจาลองแบบการวัด หรือ Outer model

86 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) อจั ฉราวรรณ สุขเกดิ และคณะ

การศึกษาน้ีเป็นแบบจาลอง Reflective ค่าน้าหนักท่ีแสดงความเที่ยงตรงเชิงเหมือนทุกค่าสูงกว่า
0.50 เป็นบวกและมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ และความเทย่ี งตรงเชิงจาแนกวัดจากค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแฝงมี

ค่าต่ากว่ารากท่ีสองของ AVE ความเช่ือถือได้วัดด้วย Cronbach alpha และ Dijkstra-Henseler's rho (ρA)
ทุกค่าต้องมากกวา่ 0.70

ตารางท่ี 2 วัดความเที่ยงตรงเชิงเหมือน (Convergent validity) ความเท่ียงตรงเชิงจาแนก
(Discriminant validity) ของมาตรวัด ค่าน้าหนักตัวช้ีวัดทุกตัวมีค่าเกินกว่า 0.5 โดยมีค่าตั้งแต่ 0.5050 ถึง
1.000 พิจารณาจากค่า AVE มีค่าตั้งแต่ 0.6251ถึง 1.000 แสดงว่ามาตรวัดมีความเท่ียงเชิงตรงเหมือนเพราะ
AVE ตัวแปรแฝงทุกตัวมีค่ามากกว่า 0.5 (Bagozzi & Yi, 1988) ความเท่ียงตรงเชิงจาแนกพิจารณาจาก AVE
และสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแฝงมีค่าต่ากว่ารากท่ีสองของ AVE จากตารางที่ 3 คา่ สหสมั พนั ธ์ของตัวแปรแฝง
ของตัวมันเองต้องสูงกว่าสหสัมพันธ์ตัวแฝงน้ันกับตัวแฝงอ่ืน ๆ จึงจะมีความเที่ยงตรงเชิงจาแนก ซึ่งมี1 ตัวคือ
Environment อาจมีความเทีย่ งตรงเชงิ จาแนกตา่ และเมอ่ื ตรวจสอบด้วยตารางที่ 4 HTMT ที่ค่าสหสัมพนั ธ์ของ
ทุกตัวแฝงต้องมีค่าน้อยกว่า 1 จงึ จดั ได้ว่ามคี วามเท่ียงตรงเชิงจาแนกซ่ึงทุกค่ามีค่าต่ากว่าหน่ึง แต่ Satisfaction
มคี ่า 0.9232 ซงึ่ เกอื บเท่ากบั หนึ่ง

ความเช่ือถือได้วัดจาก Cronbach alpha และ Dijkstra-Henseler's rho (ρA) ตางรางท่ี 2

Cronbach alpha มีคา่ ระหวา่ ง 0.7902 ถึง 0.8168ขณะท่ีคา่ Dijkstra-Henseler's rho (ρA) มีค่า 0.7916 ถึง
1.000 แสดงว่ามาตรวดั ของการศกึ ษานี้มคี วามเชื่อถือได้

ตารางท่ี 2 คา่ สถติ ิของแบบจาลองการวดั

ตัวแปรแฝงและตัวแปรสงั เกตได้ Loading AVE (ρA) (α)
0.7589 0.8423 0.8411
ปัจจัยด้านผเู้ รียน 0.8586
( Student) 0.8736 0.7321 0.8303 0.8168
ดา้ นความรับผดิ ชอบ 0.8811
ด้านความสนใจ 0.8265 0.7916 0.7902
ด้านแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธ์ิ 0.7929
ปั จ จั ย ด้ า น ส นั บ ส นุ น ท า ง สั ง ค ม 0.8860 0.6251 0.9495 0.8858
(Social) 0.8846
ด้านความสมั พนั ธ์กบั ผ้สู อน
ดา้ นความสมั พนั ธ์กบั ครอบครวั 0.9139
ด้านความสัมพนั ธก์ ับเพื่อน 0.9043
ปั จ จั ย ด้ า น ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม
(Environment) 0.5217
ดา้ นหลกั สูตร 0.5050
ดา้ นอาคารสถานที่ 0.6901
ค ว า มพึง พอใจข อง นักศึกษ า ( 0.6510
Satisfaction )
การจดั การเรียนการสอน
อาจารย์ผู้สอน
สือ่ เอกสารและอปุ กรณ์
อาคารสถานท่ี

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 87

ตารางท่ี 2 (ต่อ)

ตัวแปรแฝงและตัวแปรสังเกตได้ Loading AVE (ρA) (α)
1.0000 1.0000
การบริการด้านวิชาการ 0.6211
การบรกิ ารท่ัวไป 0.7614
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น(GPA) 1.0000

ตารางท่ี 3 Discriminant Validity: Fornell-Larcker Criterion

Construct Student Social Environment Satisfaction Achievement
1.0000
Student 0.7589 0.8265 0.6251
0.5780 0.0029
Social 0.4896 0.7321 0.0083

Environment 0.3937 0.4746

Satisfaction 0.2943 0.3741

Achievement 0.0267 0.0265

Squared correlations; AVE in the diagonal.

ตารางที่ 4 Discriminant Validity: Heterotrait-Monotrait Ratio of Correlations (HTMT)

Construct Student Social Environment Satisfaction Achievement
Student 0.0454
Social 0.8383 0.8610 0.9232
Environment 0.7699 0.7342 0.1018
Satisfaction 0.6369 0.1772
Achievement 0.1777

88 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) อจั ฉราวรรณ สุขเกดิ และคณะ

ภาพที่ 2 ผลการคานวณ

3. การวิเคราะหแ์ บบจาลองโครงสรา้ ง หรอื Inner model
สมการโครงสร้างแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรแฝงที่แบง่ ได้ตามตัวแปรตามและตัวแปรอิสระ

ตัวแปรตามคือตัวแปรท่ีลูกศรช้ีเข้า และตัวแปรอิสระคือตัวแปรที่อยู่ต้นทางลูกศร ตัวแปรตามอาจมีหลายตัว
นอกจากนั้น Inner model ยังประกอบดว้ ยตัวแปรแทรกกลาง (Intervening variable) และเปน็ ตวั แปรตามใน
สมการโครงสร้างด้วย หลักพิจารณาแบบจาลองมีคุณภาพดีในแบบจาลองโครงสร้างคือ ค่าน้าหนัก(Loading)
หรือค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง (Path coefficient) และ R2 ท่ีค่าสถิติท้ังสองมีค่าสูง มีนัยสาคัญทางสถิติและเป็น
บวก Hair et al., (2010) เสนอว่าการพิจารณาค่า R2 ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์แบ่งเป็นสามระดบั คอื ระดับ
ออ่ น (Weak) 0.25 ระดับกลาง (Moderate) 0.50 ระดบั พอเพยี ง (Substantial) 0.75 จากภาพท่ี 2 คา่ R2 ของ
ตัวแปร ด้านผู้เรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักศึกษามีค่าเท่ากับ 0.528, 0.037 และ
0.003 ตามลาดบั ซง่ึ อย่ใู นระดับกลาง ต่ากว่าอ่อน และระดับต่ากว่าอ่อน ตามลาดบั

4. การทดสอบสมมตฐิ าน
สมมติฐานที่มีความสัมพันธ์ด้านบวก โดยมีนัยสาคัญทางสถิติ 95% ได้แก่H1: Student ->

Achievement(P=0 .0 4 2 7 ) ,H2 : Social -> Student (P=0 .0 0 0 0 ) ,H3 : Social -> Achievement (P=
0.0446),H4: Environment -> Student (P=0.0000)ส่วนสมมติฐานที่ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ คือ มีค่า P
มากกวา่ 0.05 ไดแ้ ก่ H5: Environment -> Achievement (P=0.1753), H6: Achievement -> Satisfaction
(P=0.2704)

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 89

ตารางที่ 5 ทดสอบสมมตฐิ าน

Effect Direct Effect Indirect effects Total effect Cohen's f2

Social -> Student 0.5090 - 0.5090 0.2895

Environment -> Student 0.2767 - 0.2767 0.0856

Social -> Achievement 0.1308 0.0598 0.1906 0.0072

Student -> 0.1175 - 0.1175 0.0067
Achievement

Achievement -> 0.0538 - 0.0538 0.0029
Satisfaction

Social -> Satisfaction - 0.0102 0.0102 -

Student -> Satisfaction - 0.0063 0.0063 -

Environment -> - -0.0022 -0.0022 -
Satisfaction

Environment -> -0.0729 0.0325 -0.0404 0.0027
Achievement

หมายเหตุ ผลกระทบรวม (Total Effect) ทางตรง (Direct Effect) และทางออ้ ม (Indirect Effect)

5. ผลกระทบ

จากตารางที่ 5 Cohen (1988) เสนอว่า ค่า f2 วัดขนาดของผลกระทบคือ f2 ≥ 0.35 strong

effect (ผลกระทบท่แี ข็งแกร่ง), 0.15 ≤ f2 < 0.35 moderate effect (ผลปานกลาง) , 0.02 ≤ f2 < 0.15weak

effect (ผลอ่อนแอ), f2 < 0.02unsubstantial effect (ผลไม่แน่นอน) ดังนั้น เส้นทาง Social -> Student

(f2=0.2895) จัดอยู่ในผลปานกลางEnvironment -> Student (f2=0.0856) จัดอยู่ในผลอ่อนแอ Social ->

Achievement (f2=0.0072) จัดอยู่ในผลไม่แน่นอน Student -> Achievement (f2=0.0067) จัดอยู่ในผลไม่

แนน่ อน Achievement -> Satisfaction (f2=0.0029) จดั อยู่ในผลไมแ่ น่นอน Environment -> Achievement

(f2=0.0027) จัดอยใู่ นผลไม่แน่นอน

การวิเคราะห์อิทธิพลประกอบด้วย 9 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทาง Social -> Student

(ปัจจัยด้านการสนับสนุนของสงั คม-> ปัจจัยด้านผู้เรียน) เป็นผลกระทบทางตรง 0.5090 เป็นเส้นทางที่มีขนาด

ใหญ่ที่สุดมีผลกระทบรวมเท่ากับ0.5090 Environment -> Studentปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม-> ปัจจัยด้าน

ผู้เรียน เป็นผลกระทบทางตรง 0.2767 มีผลกระทบรวมเท่ากับ0.2767 Social -> Achievement (ปัจจัยด้าน

การสนับสนุนของสังคม-> ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน) เป็นผลกระทบทางตรง 0.1308 และผลกระทบทางอ้อม

0.0598มีผลกระทบรวมเท่ากับ0.1906Student -> Achievement (ปัจจัยด้านผู้เรียน-> ผลสัมฤทธิ์ทางการ

เรียน) เป็นผลกระทบทางตรง0.1175มีผลกระทบรวมเท่ากับ0.1175 Achievement -> Satisfaction

(ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน-> ความพึงพอใจของนักศึกษา) เปน็ ผลกระทบทางตรง0.0538มีผลกระทบรวมเท่ากับ

0.0538 Environment -> Achievement (ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม-> ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน) เป็น

ผลกระทบทางตรง-0.0729และผลกระทบทางอ้อม0.0325มีผลกระทบรวมเท่ากับ-0.0404 Student ->

Satisfaction (ปจั จยั ด้านผเู้ รียน-> ความพงึ พอใจของนักศึกษา) เป็นผลกระทบทางอ้อม0.0063มีผลกระทบรวม

เท่ากบั 0.0063 Social -> Satisfaction (ปัจจัยด้านการสนับสนนุ ของสงั คม-> ความพงึ พอใจของนกั ศึกษา) เปน็

ผลกระทบทางอ้อม0.0102มีผลกระทบรวมเท่ากับ 0.0102 Environment -> Satisfaction (ปัจจัยด้าน

สภาพแวดลอ้ ม->ความพึงพอใจของนักศกึ ษา) เป็นผลกระทบทางออ้ ม-0.0022 มีผลกระทบรวมเท่ากับ-0.0022

90 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อัจฉราวรรณ สุขเกดิ และคณะ

สรปุ และอภิปรายผลการวิจยั
ปจั จัยด้านผเู้ รียน
1. ดา้ นความรบั ผดิ ชอบเป็นปจั จยั ท่ีสง่ ผลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เพราะว่า เมอ่ื ตัวผเู้ รียนมคี วาม

รับผดิ ชอบในตนเองคือมคี วามมุ่งม่ันต้ังใจในการเรียน ปฏบิ ตั ิงานทไี่ ด้รับมอบหมายจนสาเรจ็ อย่างมีคุณภาพและ
เสร็จทันต่อเวลาท่ีกาหนด เข้าเรียนอย่างสม่าเสมอ ไม่ขาดเรียนมีส่วนร่วมในการทางานกลุ่มนักศึกษาเต็มท่ี
สอดคลอ้ งกับ บรุ ณี ทรพั ย์ถนอม และปัทมา มูลหงส์ (2552: 65-69) ได้ศึกษาปจั จยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรยี นสาขาวชิ าการบญั ชี ของนกั ศกึ ษาคณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร พบวา่ ปจั จัย
ท่สี ่งผลตอ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักศกึ ษา คือ ปัจจัยด้านผูเ้ รียน ได้แก่ ความรบั ผดิ ชอบในตนเอง

2. ความสนใจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพราะว่าเมื่อนักศึกษามีความสนใจใน
สาขาวิชาท่ีตนเองกาลงั ศึกษา มีความพอใจท่ไี ด้เรยี นในสาขาวชิ าท่ตี นเองกาลังศึกษา มคี วามชอบในสาขาวิชาที่
ตนกาลังศึกษา ส่ิงเหล่าน้ยี อ่ มสนับสนุนใหต้ ัวผ้เู รยี นเกดิ ผลสัมฤทธ์ิในการเรยี นได้เปน็ อย่างดสี อดคลอ้ งรจุ ิราพรรณ
คงช่วย (2559) ได้ศึกษารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคใต้ พบว่า ด้านความสนใจในวิชาชีพส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นอยู่ในระดับมาก(X = 4.20, S.D. = 0.52) โดยนักศึกษาให้ความสาคัญคอื วิชาชพี ครูเปน็ วชิ าท่ีนาไป
ประกอบอาชีพได้ (X = 4.45 , S.D. = 0.64) และข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ นักศึกษามักจะสนทนาแลกเปล่ียน
ความคิดเห็นกับผอู้ นื่ เกยี่ วกบั วิชาชีพครู (X = 3.97 ,S.D. = 0.79)

3. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพราะว่า เมื่อนักศึกษาต้ัง
ความหวงั เกี่ยวกบั การเรียนไว้และพยายามทาให้สาเร็จตามท่ีมุ่งหวัง มคี วามกระตือรือร้นท่ีจะเรียนเพื่อต้องการ
ความรู้เพิม่ มากข้นึ มีความมุ่งมัน่ ตดั สินใจลงมือทางานแล้ว จะต้องทาใหส้ าเร็จ ทางานที่ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเต็ม
ความสามารถและส่งทันตามท่ีอาจารย์กาหนดทุกคร้ัง สอดคล้องกับงานวิจัยของชญานิษฐ์ กาญจนวดี (2556).
ไดศ้ ึกษาการวิเคราะห์ตัวแปรพหรุ ะดบั ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6
ในสามจังหวดั ชายแดนภาคใต้ พบว่า ตัวแปรระดับตัวนักเรียน ไดแ้ ก่ เจตคตติ ่อการเรียน แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ มี
อิทธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี น

ปัจจยั ด้านการสนบั สนนุ ทางสังคม
1. ดา้ นความสัมพันธ์กบั ครอบครัวเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางตรงต่อตัวผู้เรยี นและส่งผลทางตรงและทาง
ตอ่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เพราะวา่ เม่ือครอบครัวเป็นกาลงั ใจในเรื่องการเรียนของนักศึกษาให้ความช่วยเหลือ
นักศกึ ษาเก่ยี วกับเรื่องการเรยี นและเมื่อมปี ัญหาต่างๆสามารถปรึกษาคนในครอบครัวไดเ้ อาใจใส่ต่อความเป็นอยู่
ของนักศึกษาเสมอจะตักเตือนใหต้ ั้งใจเรยี นอยูเ่ สมอ สอดคล้องกับปาริชาติ อุตตมะบูรณ (2542) ศึกษาปัจจัยท่ี
ส่งผลต่อการเรียนของศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันราชภัฏกลุ่ม
รัตนโกสินทร์พบว่า การได้รับความรัก ความเข้าใจและความอบอุ่นจากผู้ปกครอง การได้รับคาแนะนาจาก
ผู้ปกครองมีความสัมพันธต์ ่อผลการเรยี นของนักศกึ ษา
2. ด้านความสัมพันธ์กับเพ่ือนเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางตรงต่อตัวผู้เรียนและเป็นอิทธิพลทางตรงและ
ทางออ้ มทส่ี ่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เพราะว่าเม่ือนักศึกษาสามารถปรับตัวเข้ากับเพ่ือนได้มเี พื่อนสนิทที่
เรยี นดีคอยสนบั สนนุ ให้นักศึกษาเข้าเรยี นสม่าเสมอพูดคยุ ปรึกษากันไดแ้ ละคอยให้ความช่วยเหลอื เพ่ือนๆท้ังเร่ือง
การเรียนและเรอ่ื งตา่ งๆอยู่เสมออาจจะส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของตวั ผู้เรียนได้ สอดคล้องกับแอสติน
(Astin, 1964) พบว่า กลมุ่ เพอ่ื นมีอทิ ธพิ ลโดยตรงต่อนักศึกษา มสี ่วนทาใหเ้ กดิ แนวโน้มที่จะเปล่ยี นแปลงค่านิยม
พฤติกรรมและแผนการเรียนสอดคล้องกับงานวิจัยของเมธี ธรรมวัฒนา (2544) ศึกษาแล้วพบว่า เพื่อนมี

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 91

ความสาคัญอย่างมากในการกาหนดบุคลกิ ภาพและพฤติกรรมการเรียนบางอย่าง ซ่ึงอาจจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักศกึ ษาได้ ถ้านักศึกษามีการเลือกคบเพอ่ื นที่มีคุณลักษณะทีด่ ีในทางการเรียน ก็ย่อมจะเป็น
ตัวอยา่ งทดี่ ีและส่งเสรมิ พฤตกิ รรมทางการเรยี นที่ดแี ละมีประสิทธภิ าพของนักศึกษาได้

3. ด้านความสัมพันธ์กับผู้สอน เป็นปัจจัยที่ส่งผลทางตรงต่อตัวผู้เรียนและเป็นอิทธิพลทางตรงและ
ทางอ้อมท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพราะว่าอาจารย์มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ มีความ
พร้อมในการเข้าสอนแต่ละครัง้ มกี ารใชส้ ่อื การเรยี นการสอนอย่างเหมาะสมและใหค้ าแนะนา การพัฒนาความรู้
ด้วยตนเองของนักศึกษา สอดคล้องกับ ณัฏติยาภรณ์ หยกอุบล (2555) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูกับ
นกั เรียน เป็นปจั จยั ท่ีสง่ ผลต่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก เพราะว่าทา
ใหน้ กั เรียนมีความไว้วางใจ เกิดความเป็นกันเอง มีกาลงั ใจในการเรียน กล้าคดิ กล้าแสดงออก กลา้ ทา ให้ความ
รว่ มมือในการทากจิ กรรม กลา้ ซักถามเม่อื มขี อ้ สงสยั หรอื ไม่เข้าใจในบทเรียน ครยู กยอ่ งชมเชยเมื่อเสนอความคิด
สรา้ งสรรค์ คอยช่วยเหลอื แนะนาเมื่อนักเรียนมีปัญหา

ปัจจัยด้านสภาพแวดลอ้ มในมหาวิทยาลยั
1. ด้านหลักสูตร เป็นปัจจัยท่ีส่งผลทางตรงต่อตัวผู้เรียนโดยตรงและเป็นอิทธิพลทางตรงและ
ทางอ้อมท่ีไม่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพราะว่าเมื่อเมื่อผู้เรียนรับรู้ การจัดรายวิชาในหลักสูตรมีความ
เหมาะสม เน้ือหาวิชาที่เรียนสามารถนาไปใช้ในการปฏิบัติงานได้จริงและมีความทันสมัยมีความเหมาะสมกับ
จานวนหน่วยกิตระยะเวลาในการเรยี นจนจบหลักสตู รมีความเหมาะสม ส่ิงเหล่านี้ย่อมสนับสนุนให้ตวั นักศึกษา
เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนได้เป็นอย่างดีเป็นอย่างดีการที่หลักสูตรและอาคารสถานที่มีความพร้อมจะส่งผลให้
นักศึกษามีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นด้วย สอดคล้องกับ รุจิราพรรณ คงช่วย (2559) ได้ศึกษารูปแบบ
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาคณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เขตภาคใต้ พบว่า ดา้ นหลกั สูตรที่มีความพรอ้ มเปน็ ระบบจะช่วยเอือ้ ต่อพฒั นาการการเรียนรู้
ของนักศึกษา ซ่ึงหลักสูตรท่ีดีจะต้องพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์พร้อมท้ังด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และ
ด้านทักษะพิสัย อีกท้ังต้องมีความครอบคลุมรายวิชาต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนต่อพัฒนาการการเรียนรู้
ของผู้เรียน แต่หลักสูตรจะไม่ส่งผลโดยกับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสอดคล้องกับ บุรณี ทรัพย์ถนอม และปัทมา
มูลหงส์ (2552, หน้า 65-69) ไดศ้ ึกษาปัจจยั ท่ีส่งผลต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสาขาวิชาการบัญชี ของนกั ศึกษา
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครพบว่าด้านหลักสูตรไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนกั ศกึ ษาสาขาวิชาการบัญชี
2. อาคารสถานที่ เป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อด้านผู้เรียนโดยตรง เพราะว่าเม่ือมีอาคารเรียนมีห้องเรียน
อยา่ งเพยี งพอหอ้ งเรยี นมีแสงสวา่ งอยา่ งเพยี งพอเอื้ออานวยต่อการใช้สอื่ อุปกรณป์ ระกอบการเรยี นการสอน เชน่
โปรเจคเตอร์ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เคร่ืองเสียง เป็นต้น มีบริการด้านข้อมูลสารสนเทศ/หอ้ งสมุดมีหนังสือ ตารา
ส่ือการเรียน เพ่ือการค้นคว้าอย่างเพียงพอสามารถอานวยความสะดวกแก่นักศึกษาได้อย่างรวดเร็ว มีห้อง
คอมพวิ เตอร์และอุปกรณค์ อมพิวเตอรท์ ่ีทันสมัยในการเรยี นการสอน สอดคลอ้ งกบั บุรณี ทรัพยถ์ นอม และปัทมา
มลู หงส์ (2552, หน้า 65-69) ได้ศกึ ษาปจั จยั ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสาขาวิชาการบัญชี ของนกั ศึกษา
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครพบว่าปัจจัยด้านอุปกรณ์และสถานที่ไม่มีผลต่อ
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักศกึ ษาสาขาวิชาการบัญชี

92 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) อัจฉราวรรณ สุขเกดิ และคณะ

3. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษามคี วามสัมพันธ์ทางบวกอย่างไม่มีนยั สาคญั ทางสถิติ แสดง

ว่าตวั แปรนี้ไมส่ ่งผลต่อความพึงพอใจของนักศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติ แสดงว่า
ตัวแปรนไี้ มไ่ ด้ส่งผลต่อความพึงพอใจของนกั ศกึ ษา อาจเป็นเพราะ ความพงึ พอใจในคณะวิทยาการจดั การ ไมไ่ ด้
ข้ึนอยู่ที่คะแนนเกรดเฉล่ีย อาจเกิดขึ้นจากความรู้สึกประทับใจกับด้านการบริการด้านต่างของคณะและความ
เพียงพอของสื่ออุปกรณ์อาคารสถานที่การจัดการเรียนการสอนซึ่งสอดคล้องกับจารุวรรณ เทวกุล
(2555).นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นต่างกนั มคี วามพึงพอใจในการจดั การเรียนการสอน โดยรวมแตกต่าง
กันอย่างไม่มีนัยสาคัญ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ต้ังไว้ อาจเป็นเพราะว่าพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนไม่
เท่ากันทาให้ความพงึ พอใจ

ข้อเสนอแนะ
การศกึ ษาน้ียังมขี ้อจากดั ที่เป็นผลการศึกษาของนักศึกษาในคณะเดียว มหาวทิ ยาลัยเดียว อาจสรุป

เปน็ ผลการศึกษาเปน็ ภาพรวมท่ัวไปไมช่ ดั เจนนัก แตก่ ารศกึ ษานีอ้ าจแสดงให้เห็นพฤติกรรมการเรยี นและปัจจัยที่
ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยทดสอบแบบจาลองปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา
มหาวทิ ยาลัยไดร้ ะดบั หน่ึง รวมถึงการเปรียบเทยี บวิธีวิเคราะหแ์ บบ CB-SEM และPLS-SEM อาจเปน็ ประโยชน์
ต่อการศึกษาในอนาคต รวมถึงเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงระบบบริการส่ือสารสนเทศของมหาวิทยาลัยและ
สภาพแวดล้อมในห้องเรยี นตลอดจนสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย และการพัฒนาระบบการเรียนการสอนใน
อนาคต นอกจากนั้นผลจากข้อมูลคุณลักษณะของตัวอย่างที่สาคัญอาจเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการศึกษา
อน่ื ๆ ในอนาคต คอื นกั ศึกษาส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่าหนึ่งหม่ืนบาทต่อเดือนและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่
ในระดับดี ควรมกี ารศกึ ษาอทิ ธิพลและตวั แปรแฝงหรอื ปจั จัยอ่ืนๆเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
จารวุ รรณ เทวกลุ . (2555). ความพึงพอใจในการจดั การเรยี นการสอนของนักเรียนระดับประกาศนยี บตั ร

วิชาชีพประเภทวชิ าพาณิชยกรรม ช้ันปีท่ี 1 ชัน้ ปีที่ 2 และช้ันปที ่ี 3วิทยาลัยอาชีวศกึ ษา
ฉะเชิงเทรา.สารนิพนธ.์ สาขาวิชาธรุ กจิ ศึกษา.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
ชญานิษฐ์ กาญจนด.ี (2556). การวิเคราะห์ระดับปัจจยั ท่มี ีอทิ ธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรียนชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 6 ในสามจงั หวัดชายแดนภาคใต้. วทิ ยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรม์ หาบณั ฑิต
สาขาวชิ าการวดั ผลและวิจยั ทางการศึกษามหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์.
ณัฏตยิ าภรณ์ หยกอุบล. (2555). ปจั จัยทส่ี ง่ ผลต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี น
ระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6. วารสารการศึกษาและพัฒนาสังคม, 8(1), 85-102.
บรุ ณี ทรพั ยถ์ นอม และปัทมา มูลหงส์. (2552). ปจั จัยทสี่ ่งผลตอ่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นสาขาวิชาการบญั ชี
ของนักศกึ ษา คณะบรหิ ารธุรกิจ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญา
โท มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร.
ปารชิ าติ อตุ ตมะบรู ณ. (2542). การศึกษาปจั จยั ที่ส่งผลตอ่ การเรียนของนกั ศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี สาขา
ออกแบบผลติ ภณั ฑ์อตุ สาหกรรม สถาบันราชภัฏกลุม่ รตั นโกสนิ ทร.์ สถาบนั เทคโนโลยีพระจอม
เกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ.

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 93

พงศ์เสวก เอนกจานงค์พรและธญั ญลักษณ์ อเนกจานงค์พร. (2561). ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนและความพึง
พอใจตอ่ การจัดการการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเปน็ ฐานในรายวชิ าการจดั การการขนสง่ ผโู้ ดยสาร
สาหรบั นกั ศกึ ษาระดับปริญญาตรีที่เลอื กศึกษาในกล่มุ สาขาอตุ สาหกรรมการบริการและการ
ทอ่ งเที่ยว. การประชมุ วชิ าการและนาเสนอผลงานระดบั ชาติ. 2(1). 1447-1459.

เมธี ธรรมวัฒนา. (2544). ปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี นนกั ศึกษาโปรแกรมวชิ า
เทคโนโลยีสถาปัตยกรรม. ครศุ าสตรอ์ ุตสาหกรรมมหาบัณฑติ สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจ้า
คุณทหารลาดกระบัง.

รุจริ าพรรณ คงช่วย. (2559). รปู แบบความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตุของปัจจยั ทมี่ อี ทิ ธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นของนักศกึ ษาคณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เขตภาคใต้. คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั สงขลา รายงานการวจิ ัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สงขลา.

หฤษฎ์ เลิศอนันตกร. (2554). ปัจจัยทีม่ อี ิทธพิ ลต่อผลสมั ฤทธิท์ างการศึกษาของนักศึกษา. คณะเศรษฐศาสตร์
(ภาคพเิ ศษ): มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.

Irfan Mushtaq & Shabana Nawaz Khan. (2012). Factors Affecting Students’ Academic.
Martirosyan, N. M., Saxon, D. P., & Wanjohi, R. (2014). Student Satisfaction and Academic
Performance in Armenian Higher Education. American International Journal of
Contemporary Research, 4(2), 1-5.
Khalif Dhaqane & Abdulle Afrah. (2016). Satisfaction of Students and Academic

Performance in Benadir University. Journal of Education and Practice.

94 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) กรองทพิ ย์ นามเนาวแ์ ละคณะ

การพฒั นาหลกั สูตรเตรยี มความพร้อมด้านการคิดวเิ คราะห์สาหรับเด็กปฐมวยั
โรงเรยี นศริ ริ าษฏรว์ ิทยาคาร สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต1

กรองทิพย์ นามเนาว์1*วนั เพ็ญ นนั ทะศร2ี วาโร เพ็งสวัสด์ิ2

Received : March 14, 2019
Revised : June 21, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมีความมุ่งหมายเพ่ือ 1) เพ่ือสร้างหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์

สาหรับเด็กปฐมวัย และ 2) หาประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็ก
ปฐมวยั โรงเรยี นศริ ิราษฏร์วิทยาคาร สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 การวิจัย
แบ่งออกเปน็ 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การสร้างและพฒั นาหลกั สูตร มี 3 ขัน้ ตอน ดงั น้ี ขนั้ ที่ 1 การศึกษา
ข้อมูลพื้นฐาน ข้นั ท่ี 2 การสร้างโครงร่างหลักสตู ร ขน้ั ท่ี 3 การประเมินและปรับปรุงโครงร่างหลักสูตร ระยะที่
2 การประเมินประสทิ ธภิ าพและปรับปรุงหลักสูตร มี 2 ขั้นตอนดงั นี้ข้ันที่ 4 ปฏิบตั กิ ารทดลองใช้หลกั สูตร ขั้นท่ี
5 ประเมินผลและปรับปรงุ หลกั สูตรกล่มุ เปา้ หมาย ได้แก่ นกั เรยี นชั้นอนุบาลปีที่ 2-3โรงเรยี นศิริราษฏรว์ ิทยาคาร
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จานวน 34
คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็กปฐมวัย ใช้วิธีการ
ประเมินโดยผ้เู ชีย่ วชาญ จานวน 5 คน มุง่ เน้นการตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคลอ้ งขององค์ประกอบ
ของหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ
ทดสอบที (t-test for dependent samples)

ผลการวิจัยพบว่า
1. หลกั สตู รเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์สาหรับเด็กปฐมวัย โรงเรยี นศริ ริ าษฏร์วิทยาคาร
สังกัดสานักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1 มี 6 องค์ประกอบหลัก คือ 1) หลักการ 2)
จุดมงุ่ หมายของหลักสตู ร3) เน้อื หา 4) การจดั ประสบการณ์ 5) ส่อื วสั ดุอปุ กรณ์ 6) การวดั ผลและประเมนิ ผล
2. ประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็กปฐมวัย
โรงเรียนศริ ิราษฏรว์ ิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1พบว่า 1) ความรู้
ความเข้าใจด้านการคิดวเิ คราะห์ของเดก็ หลงั การใช้หลกั สูตรเพือ่ เตรียมความพรอ้ มสาหรบั เด็กปฐมวยั สงู กว่าก่อน
การใชห้ ลกั สูตร อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ ทร่ี ะดับ .01 2) ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ อยูใ่ นระดบั ดี

คาสาคัญ (Keywords) การคิดวิเคราะห,์ การพัฒนาหลักสตู ร

1นักศกึ ษาหลักสตู รครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชานวตั กรรมการบรหิ ารการศึกษาคณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร
จงั หวดั สกลนคร
2 สาขาวชิ านวตั กรรมการบรหิ ารการศกึ ษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร จังหวัดสกลนคร
e-mail: [email protected]
*ผ้นู พิ นธ์หลัก e-mail: [email protected]


Click to View FlipBook Version