The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Warut Changthuan, 2020-09-09 04:44:24

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562)

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 95

THE DEVELOPMENT OF PREPARATION CURRICULUM FOR ANALYTICAL THINKING
FOR EARLY CHILDHOOD AT SIRIRATWITTHAYAKHAN SCHOOL UNDER THE OFFICE OF

SAKONNAKHON PRIMARY EDUCATION AREA 1

Krongthip Namnao1*Wanpen nantasri2Varo pengsawat2

Abstract
This research aims to: 1) develop an analytical thinking preparation course for early

childhood and 2) find the effectiveness of the analytical thinking preparation course for early
childhood at SiriratWitthayakhan School Under the office of SakonNakhon Primary Educational
Service Area 1 This research is divided into two phases. Phase 1, which is curriculum
development, comprises of three steps which are (1) study of basic information, (2) outline the
curriculum and (3) assess and improve the curriculum. Phase 2 is evaluating the efficiency of
the curriculum and improving the curriculum, consisting of two steps, which are (4)
implementation of the curriculum and (5) evaluate and improve the curriculum. Target groups
are kindergarten students, year 2-3, SiriratWittayakarn School under the Office of SakonNakhon
Primary Educational Service Area 1, 2nd semester, academic year 2018. 34 students were
selected by using purposing sampling method. Analytical thinking preparation course for early
childhood was examined and evaluated by five experts, focusing on the suitability and
consistency of the curriculum’s components. The statistics used in the research were
percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.) and t-test for dependent samples.

The study yielded the following results:
1. Analytical thinking preparation course for early childhood at SiriratWitthayakhan
School under the office SakonNakhon Primary Education Area 1 consists of six main
components: 1) Principles 2) Curriculum objectives 3) Content 4) Experience arrangement 5)
Media materials and 6) Measurement and evaluation.
2. In terms of the efficiency of the preparation course for analytical thinking for early
childhood at SiriratWitthayakhan School under the Office of SakonNakhon Primary Educational
Service Area 1, it was found that 1) knowledge and understanding of analytical thinking of
children after using the curriculum is higher than before using the curriculum with statistical
significance at the level of .01 and 2) analytical thinking skills are at a high level.

Keywords : Analytical, Curriculum development

1Education Degree in Educational Administrative Innovation, Faculty of Educational,
SakonNakhonRajabhatUniversity
2 Faculty of Educational,SakonNakhonRajabhat University e-mail: [email protected]
* Corresponding author,e-mail: [email protected]

96 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) กรองทพิ ย์ นามเนาวแ์ ละคณะ

บทนา
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 มาตรา 54 ระบุไว้วา่
รัฐต้องดาเนนิ การให้เดก็ ทุกคนได้รบั การศึกษาเปน็ เวลาสิบสองปี ตัง้ แตก่ อ่ นวัยเรยี นจนจบการศึกษา

ภาคบังคบั อย่างมีคุณภาพโดยไมเ่ กบ็ ค่าใช้จ่าย รัฐต้องดาเนินการใหเ้ ด็กเล็กได้รับการดแู ลและพัฒนาก่อนเข้ารับ
การศกึ ษา เพื่อพัฒนารา่ งกาย จติ ใจ วนิ ัย อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญาให้สมกับวยั โดยส่งเสรมิ และสนบั สนุนให้
องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดาเนินการด้วย การจดั การศึกษาของไทยในยุค
ปัจจบุ นั ได้ใหค้ วามสาคญั เก่ียวกับการพัฒนาทักษะทางด้านการคดิ ของนักเรียน ตามทพ่ี ระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 หมวด 4 แนวทางการจัด
การศกึ ษาในมาตรา 24 (2) และ (3) ระบไุ วว้ ่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศกึ ษาและหน่วยงานทเ่ี ก่ียวข้อง
ดาเนนิ การจัดกระบวนการเรยี นรูด้ ้วยการฝึกทักษะกระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการ
ประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการ
ปฏิบัติใหท้ าได้ คดิ เป็น ทาเป็น รักการอ่าน และเกดิ การใฝ่เรียนรอู้ ย่างตอ่ เนื่อง

การคิดวิเคราะหเ์ ป็นรากฐานสาคัญของการเรียนรู้และการดาเนินชีวติ การคิดวเิ คราะห์เปน็ พื้นฐาน
ของการคิดท้ังมวล บุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะมีความสามารถในด้านอ่ืนๆ เหนือกว่าบุคคล
ทั่วไป ท้ังทางด้านสติปัญญาและการดาเนินชีวิต เป็นทักษะท่ีทุกคนสามารถพัฒนาได้ ซ่ึงประกอบด้วยทักษะท่ี
สาคัญคอื การสังเกต การเปรียบเทียบ การคาดคะเน การประยุกตใ์ ช้ การประเมิน การจาแนกแยกแยะประเภท
การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน การสรุปผลเชิงเหตุผล การศึกษาหลักการ การเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของส่ิง
ตา่ งๆ ทักษะการคิดวิเคราะหจ์ งึ เป็นทักษะการคดิ ระดบั สงู ที่เป็นองค์ประกอบสาคัญของกระบวนการคดิ ระดับสูง
ท้งั คิดวิจารณญาณและการคดิ แกป้ ญั หา

ดว้ ยเหตุผลและความสาคัญดังกลา่ ว ผวู้ ิจัยซึ่งเป็นผู้สอนในระดบั ปฐมวัย จึงมีความสนใจที่จะพัฒนา
และเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนศิริราษฏร์วิทยาคาร สังกัดสานักงานเขต
พ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 โดยการจัดประสบการณ์ท่ีนาเทคนิคกระบวนต่างๆ เช่น
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีมีความจาเป็นและสาคัญอย่างย่ิงต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
มุ่งเน้นให้เด็กได้ทดลองลงมือปฎิบัติได้ด้วยตัวเอง ซ่ึงจะส่งเสริมให้เด็กเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์เด็กรู้จัก
วิธีการ จาแนก แยกแยะ แจกแจง การจัดหมวดหมู่ของสิ่งของต่างๆ และการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลตาม
สภาพความเปน็ จริงได้ จึงได้พฒั นาหลกั สตู รเตรยี มความพร้อมด้านการคดิ วเิ คราะห์ สาหรับเดก็ ปฐมวัย เพอ่ื เป็น
แนวทางให้ครูผ้สู อนหรือผู้ที่เกีย่ วข้องกบั เด็กปฐมวัย ไดม้ ีวิธกี ารสอนหรือการจดั ประสบการณ์ท่ีมุ่งเน้นการพัฒนา
และเตรียมความพร้อมด้านการคดิ วิเคราะห์อย่างมีระบบซึ่งเป็นการปูพ้ืนฐานที่ดีให้กับเดก็ ในการเรยี นระดบั สูง
ตอ่ ไป

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
ผวู้ จิ ัยได้กาหนดวตั ถุประสงคข์ องงานวิจัยไวด้ ังน้ี
1. เพื่อสรา้ งหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรบั เด็กปฐมวัย โรงเรียนศิริราษฏร์

วิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1
2. เพื่อหาประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็กปฐมวัย

โรงเรียนศิรริ าษฏรว์ ิทยาคาร สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 97

วิธีดาเนินการวจิ ยั
ผวู้ จิ ัยดาเนนิ การพฒั นาหลักสตู รด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)

มีข้ันตอนในการดาเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนาหลักสูตรเป็นการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานท่ี
จาเป็นเพือ่ ใชส้ าหรับสรา้ งหลกั สตู รเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรบั เดก็ ปฐมวัย โรงเรยี นศิรริ าษฏร์
วิทยาคาร สังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 แบ่งออกเปน็ 3 ขัน้ ตอน คือ ขน้ั ตอน
ที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน วิเคราะห์แนวคิดและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับความคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยจาก
เอกสาร ตารา วารสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ขั้นตอนที่ 2 สร้างโครงรา่ งหลักสูตร เป็นการนาข้อมูลพ้ืนฐานท่ี
วเิ คราะห์ไดใ้ นขัน้ ตอนท่ี 1 มากาหนดเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาหลักสูตร ซ่งึ องคป์ ระกอบของหลักสูตร
ประกอบดว้ ย หลักการ จุดมงุ่ หมายของหลกั สูตร เน้ือหา การจัดประสบการณ์ ส่อื วสั ดุอปุ กรณ์ และการวดั และ
ประเมินผล ขั้นตอนที่ 3 การประเมินและปรับปรุงโครงร่างหลักสูตร เป็นการนาหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ไปขอ
คาแนะนาจากประธานและกรรมการทปี่ รึกษาวิทยานิพนธ์ เพอ่ื ตรวจสอบ และนาข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข
และดาเนินการตรวจสอบร่างหลักสูตรโดยประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องของร่างหลักสูตรจาก
ผู้เชย่ี วชาญ 5 ท่าน เพ่ือพิจารณาความเหมาะสมความสอดคล้องและใหข้ ้อเสนอแนะ แล้วนาผลการประเมินมา
วิเคราะห์หาค่าเฉล่ียและค่าดัชนีความสอดคล้อง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าร่างหลักสูตรเตรียมความพร้อมมี

ค่าเฉล่ียอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด (x̅=4.71) และค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00
จากนนั้ ทาการปรบั ปรงุ แก้ไขรา่ งหลกั สตู รเตรียมความพร้อมตามข้อเสนอแนะของผ้เู ช่ยี วชาญให้สมบรู ณย์ ิ่งข้ึน
ระยะท่ี 2 การประเมินประสิทธิภาพและปรับปรุงหลักสูตร การดาเนิน การวิจัยในขั้นตอนน้ี เพ่ือประเมิน
ประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อม ซ่ึงดาเนินการต่อจากขั้นตอนท่ี 1 แบ่งออกเป็น 2 ข้ันตอน คือ
ขัน้ ตอนที่ 4 ปฏบิ ัติการทดลองใชห้ ลักสตู ร เปน็ การนาหลักสูตรเตรยี มความพร้อมท่ีปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนา
ของผู้เชีย่ วชาญแล้ว ไปทดลองใช้กบั กลมุ่ เปา้ หมาย คือ นกั เรยี นชน้ั อนุบาลปีที่ 2-3 โรงเรยี นศิรริ าษฏร์วทิ ยาคาร
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 จานวน 34 คน โดยใช้แบบแผนการทดลอง The
One-Group Pretest – Posttest Design ในรปู แบบนจ้ี ะมกี ลมุ่ เปา้ หมายกลุ่มเดียว แตถ่ กู วดั หรอื ถูกสังเกตก่อน
การทดลองและหลังการทดลองแลว้ นาคะแนนจากการทดสอบมาวิเคราะห์เปรยี บเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ีย
โดยใช้การทดสอบค่าที (t – test แบบ Dependent) ข้ันตอนที่ 5 ประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตร การ
ดาเนินการวิจัยในข้ันตอนน้ี เป็นการประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อม โดยการนาผลการ
วิเคราะห์เปรยี บเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียคะแนนด้านการคิดวิเคราะห์ของกลุ่มเป้าหมายก่อนทดลองใช้และ
หลงั ทดลองใช้หลักสูตร และนาผลการประเมินพฤตกิ รรมการคดิ วเิ คราะห์ ปัญหาอปุ สรรคในระหว่างดาเนินการ
จัดประสบการณ์การเรยี นรู้มาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้หลักสูตรเตรียมความพร้อมที่พัฒนาขึ้นมี
ความสมบูรณย์ งิ่ ขน้ึ

ผลการวิจยั
การพัฒนาหลักสูตรเตรยี มความพรอ้ มด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนศริ ิราษฎร์

สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1 สรุปผลไดด้ งั น้ี
1. ผลการพัฒนารา่ งหลกั สูตรเตรียมความพร้อมดา้ นการคิดวเิ คราะห์ สาหรบั เดก็ ปฐมวัย โรงเรียนศริ ิ

ราษฏร์วิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ได้ร่างหลักสูตรเตรยี มความ
พร้อม มีองค์ประกอบของหลักสูตร 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เน้ือหา
4) การจัดประสบการณ์ 5) สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 6) การวัดและประเมินผล และโครงสร้างหลักสูตรเตรียมความ

98 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) กรองทิพย์ นามเนาวแ์ ละคณะ

พรอ้ ม มีท้ังหมด 4 หนว่ ย ได้แก่ 1) การสงั เกตและการจาแนก 2) การจับคูแ่ ละการเปรียบเทยี บ 3) การจดั กลุ่ม
4) การเรียงลาดับ ใช้เวลาเรียนรวมทั้งส้ิน 16 ช่ัวโมงและผลการประเมินความเหมาะสม และความสอดคล้อง

ของร่างหลกั สูตรเตรยี มความพร้อม โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.71) และมคี า่ ดัชนี
ความสอดคล้ององค์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตรเตรียมความพร้อม ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 ซ่ึง
เป็นไปตามเกณฑ์ทก่ี าหนด

2. ผลการประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็ก
ปฐมวยั โรงเรยี นศริ ริ าษฎร์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 จากการทดลองใช้
หลักสูตรฝึกอบรม พบวา่ หลักสตู รฝึกอบรมมีคณุ ภาพตามเกณฑ์ที่กาหนด ดงั น้ี

2.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนความรู้ ความเข้าใจด้านการคิดวิเคราะห์ของเด็กหลงั
การใช้หลักสูตรเพือ่ เตรียมความพร้อมสาหรบั เด็กปฐมวันสูงกว่าก่อนการใชห้ ลักสตู รอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั .01 รายละเอยี ดดังตารางที่ 1

ตารางท่ี 1 วเิ คราะห์เปรยี บเทยี บคะแนนความรู้ ความเขา้ ใจ ดา้ นการคดิ วิเคราะห์ของเด็กระหว่างกอ่ นและ
หลงั การฝึกอบรมจานวน 34 คน

การฝึกอบรม n x S.D. df t Sig
9.18 1.800 29 32.369** 0.000
ก่อนฝกึ อบรม 34 18.26 1.693

หลงั ฝกึ อบรม 34

** มีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01

2.2 ผลการศึกษาการวิเคราะห์พฤติกรรมด้านการคิดวิเคราะห์สาหรับเด็กปฐมวัย สังกัด
สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 1 ซึ่งประกอบดว้ ยทกั ษะการคดิ 4 ดา้ น พบวา่ คะแนน
ทักษะการคิดในภาพรวมอยู่ในระดับดีเมื่อพิจารณาแยกเป็นทักษะการคิด ในด้านต่างๆ พบว่าอยู่ในระดับดีทุก
ทักษะโดยทักษะการคิด ด้านการเรียงลาดับ มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดที่ 6.30 และทักษะการคิด ด้านการจัดกลุ่ม มี
คะแนนเฉลี่ยตา่ สดุ ท่ี 5.52 รายละเอียดดงั ตารางที่ 2

ตารางที่ 2 วิเคราะหท์ ักษะการป้องกนั ปญั หายาเสพตดิ ของของนักศึกษาชน้ั ปที ี่ 1

ทกั ษะการการคิด N คะแนนเตม็ ค่าเฉลยี่ S.D. ระดับ
คุณภาพ
การสังเกตการจาแนก
การจบั คู่การเปรียบเทียบ 34 60 52.70 6.30 ดี
การจัดกลมุ่
การเรียบลาดบั 34 60 52.67 5.67 ดี
คา่ เฉลยี่
34 60 53.91 5.52 ดี

34 60 54.91 6.08 ดี

34 60 53.55 5.89 ดี

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 99

สรุปและอภปิ รายผลการวิจัย
จากผลการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์สาหรับเด็กปฐมวัย

โรงเรยี นศริ ริ าษฎรว์ ิทยาคาร สงั กัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มีประเด็นนา่ สนใจ
นามาสรปุ และอภิปรายผล ดงั นี้

1. ผลการพัฒนาหลกั สูตรฝึกอบรม พบว่า จากการนาข้อมูลพืน้ ฐานมาศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์
จนได้องค์ประกอบของหลักสตู ร 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เนื้อหา 4)
การจดั ประสบการณ์ 5) สอ่ื วัสดุอปุ กรณ์ และ 6) การวดั และประเมนิ ผล ซึง่ สอดคลอ้ งกับ Nicholls (1978 :17)
Kerr (1989, p. 16); ธารง บัวศรี (2542, หน้า 8); ศศธิ ร ขันติธรางกูร(2550, หน้า 5); ฟุ้งศรี ภกั ดีสุวรรณ(2550,
หน้า 12); ชุติมา โชคมาเสริมกุล (2552, หน้า 14) และเพ็ญณี ทู้ไพเราะ (2553, หน้า 22) และจากการศึกษา
แนวคิด ทฤษฎี ได้กาหนดเนื้อหาของหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์สาหรับเด็กปฐมวัย
ประกอบด้วย 4 เนอื้ หา ได้แก่ 1) การสังเกตและการจาแนก 2) การจับค่แู ละการเปรียบเทียบ 3) การจัดกล่มุ 4)
การเรียงลาดบั และจากการตรวจสอบหลักสูตรฝึกอบรมโดยผเู้ ช่ียวชาญ 5 คน พบวา่ ผลการตรวจสอบหลักสูตร
เตรยี มความพร้อมด้านการคิดวเิ คราะห์สาหรบั เด็กปฐมวยั โรงเรียนศริ ริ าษฏรว์ ทิ ยาคาร สงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1โดยผูเ้ ชย่ี วชาญ 5 คน พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมมีคา่ เฉล่ียอยู่
ในระดับมากที่สดุ และผลการประเมินความสอดคล้องขององค์ประกอบของหลักสตู รในแตล่ ะด้านสูงกว่าเกณฑ์ท่ี
กาหนดคือมีค่าความสอดคล้อง 0.80 ถึง 1.00หมายความว่าองค์ประกอบของโครงร่างหลักสูตรเตรียมความ
พร้อมมีความสอดคล้องกัน เน่ืองมาจากผู้วิจัยได้พัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อม โดยผ่านกระบวนการหา
คณุ ภาพตามข้ันตอนโดยเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมจากคณะกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์
ได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะ แล้วนาไปให้ผู้เช่ียวชาญทม่ี ีประสบการณ์ไดท้ าการประเมินความเหมาะสมและความ
สอดคล้องของหลักสูตรเตรียมความพรอ้ ม นาข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขให้หลักสูตรเตรียม
ความพร้อมสมบูรณ์ยิ่งข้นึ จนสามารถนาไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลการวิจัยน้ีสอดคล้องกับผลการวจิ ยั
ของนักการศึกษาหลายท่านที่ได้พัฒนาหลักสูตรแล้วพบว่าหลักสูตรที่พฒั นาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถเพ่ิมพูน
ความรู้ แก่ผู้เรียนได้ เช่น สมพร หลิมเจริญ (2552, บทคัดย่อ) ได้พัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสริมความคิด
สรา้ งสรรค์สาหรบั นักเรยี นช่วงชั้นที่ 2 จริญญา ไศลบาท (2555, บทคดั ยอ่ ) ได้พัฒนาหลักสูตรบูรณาการ สาหรบั
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านเขาหิน ตามแนวทฤษฎีการสร้างสรรคด์ ้วยปัญญา และ
เพชรปาณี อินทรพาณิชย์ (2560, บทคัดย่อ) ได้พัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์
สาหรับนักเรียนระดับชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นอนุบาลสกลนคร

2. ผลการประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์
สาหรับเดก็ ปฐมวัย โรงเรยี นศริ ิราษฏรว์ ทิ ยาคาร สังกัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
พบว่า หลักสูตรท่ีพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กาหนด โดยผลจากการทดลองใช้หลักสูตรเตรียมความ
พร้อมกับนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2-3 โรงเรียนศิริราษฏร์วิทยาคาร สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา
สกลนคร เขต 1 จานวน 34 คน ภายหลังจากการทดลองใชห้ ลักสูตรเตรียมความพร้อม นกั เรียนกล่มุ เป้าหมาย มี
ความร้คู วามเข้าใจดา้ นการคดิ วิเคราะห์ หลังทดลองใช้สงู กว่าก่อนทดลองใช้หลักสูตรอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่
ระดบั .01 และมีพฤติกรรมด้านการคิดวเิ คราะห์ คา่ เฉลย่ี อยู่ในระดับดี สรุปได้ว่าหลักสูตรเตรยี มความ พรอ้ มท่ี
ผวู้ ิจยั ได้พฒั นาและสร้างข้ึนครั้งน้ี ส่งผลตอ่ ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมด้านการคิดวิเคราะห์ ทาใหน้ กั เรียน
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม นอกจากน้ีในการจัดทาแผนการจัดประสบการณ์ได้นากระบวนการเรียนรู้โดยใช้
กระบวนการกลุ่ม เทคนคิ การระดมสมอง การเรยี นร้จู ากตัวแบบเชงิ สัญลักษณป์ ระเภทสอื่ รูปภาพ ของจรงิ เนน้

100 | ปที ี่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) กรองทพิ ย์ นามเนาว์และคณะ

ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจึงทาให้นักเรียนมคี วามรู้ มีพฤติกรรมด้านการคดิ วิเคราะห์ท่ีดขี ้ึน ซึ่งผลจากการทดลองใช้
หลกั สูตรเปน็ ไปตามสมมติฐานท่ีตง้ั ไว้ สอดคล้องกบั การศึกษาของ สมพร หลิมเจริญ (2552, บทคัดย่อ) ไดพ้ ัฒนา
หลักสูตรเสริมเพื่อส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์สาหรบั นักเรยี นช่วงช้ันท่ี 2 พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลย่ี
คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรญา วัชระ
สังกาศ (2559, บทคดั ย่อ) ไดพ้ ฒั นาหลกั สูตรฝึกอบรมเพอ่ื สง่ เสรมิ ทักษะการคดิ อยา่ งมเี หตุผล สาหรบั นกั เรยี นชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า ความรู้
ความเขา้ ใจ ด้านการคดิ อย่างมีเหตุผลของนักเรยี นหลังฝึกอบรมสูงกวา่ ก่อนฝึกอบรม อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ี
ระดบั .01 พรทิพย์ อ้นเกษม ได้พัฒนาหลักสูตรฝกึ อบรมการจัดการเรียนรู้ท่เี น้นกระบวนการคดิ วิเคราะห์สาหรับ
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครู คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ พบวา่ 1) กล่มุ ทดลองมี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการ
ฝกึ อบรม อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05 2) กลมุ่ ทดลองมีเจตคตทิ ีด่ ีต่อการจัดการเรยี นรทู้ ี่เน้นระบวนการ
คิดวิเคราะห์หลังการฝึกอบรม 3) กลุ่มทดลองมีทักษะการจัดการเรียนรู้ทีเ่ น้นกระบวนการคิดวิเคราะห์หลังการ
ฝึกอบรมอยู่ในระดับดีมาก และเพชรปาณี อินทรพาณิชย์ (2560, บทคัดย่อ) ได้พัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อ
เสรมิ สรา้ งทักษะการคิดวิเคราะห์ สาหรับนกั เรียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นอนบุ าลสกลนคร พบว่า
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ทเี่ รียนด้วยหลกั สตู รเสรมิ มีทกั ษะการคิดวเิ คราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .01

ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1.1. หลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านการคิดวิเคราะห์ สาหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนศิริราษฏร์

วิทยาคาร ใช้เพ่ือเตรียมความพร้อมและส่งเสริมความคิดด้านการคิดวิเคราะห์ โดยมีการบูรณาการการเรียนรู้
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หากครูผู้สอนจะนาหลักสูตรน้ีไปใช้กับนักเรยี นในระดับช้ันอ่ืนๆ ควรปรับเน้ือหา
สาระ สถานการณ์ให้เหมาะสมกบั ระดบั ช้ัน

1.2 ในขณะดาเนินการจดั ประสบการณ์การเรียนร้ตู ามหลักสูตรเตรยี มความพรอ้ ม ครูผู้สอนควร
สร้างบรรยากาศในการเป็นกัลยาณมิตรให้ความช่วยเหลือในทกุ กรณี ใหค้ วามสาคัญกบั ความคดิ ของนักเรียนทุก
คนรวมท้ังความคิดท่ีแปลกแตกต่างจากเพื่อนๆ หรือจากที่ครูคิด มีการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้
นักเรียนได้คิดอย่างอิสระ คอยกระตุ้นยั่วยุให้นักเรียนทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และให้แรงเสริมทางบวก
เพื่อให้นกั เรยี นไม่รู้สกึ เบื่อหนา่ ย และมีความเชอื่ มน่ั ในตวั เอง

2. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจัยคร้ังตอ่ ไป
2.1 ในการวิจยั คร้ังนผี้ ูว้ ิจยั ได้พัฒนาหลักสตู รเตรียมความพรอ้ มด้านการคิดวเิ คราะห์ สาหรบั เดก็

ปฐมวยั ซ่ึงเดก็ ในวัยน้ีเปน็ ก้าวแรกทเ่ี ดก็ เรมิ่ เขา้ ศึกษาในระบบโรงเรียนหากไดม้ กี ารส่งเสริมด้านการคิดจะช่วยให้
นกั เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพทางการคดิ ใหส้ งู ขึ้น จงึ ควรมีการวิจยั เพือ่ พัฒนาหลักสตู รเตรยี มความพรอ้ ม
ดา้ นการคิด สาหรับเดก็ ปฐมวยั ต่อไป เช่น การคิดอย่างมเี หตุผล การคิดสรา้ งสรรค์ การแก้ปญั หา เปน็ ต้น

2.2 ควรนาวิธีการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมนี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา
หลักสูตรเตรยี มความพรอ้ มในด้านอ่ืนๆ เพ่ือพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนหรือในสถานศึกษา
เอกชน

วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 101

เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: ชุมนมุ สหกรณ์

การเกษตรแห่งประเทศไทย.
ฟงุ้ ศรี ภกั ดสี ุวรรณ. (2550). การพฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรมอาชีพจักรสาน เชงิ ธุรกจิ โดยยดึ ชุมชนเป็นฐาน.

วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ด. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
จริญญา ไศลบาท (2555, ตุลาคม 2555-มีนาคม 2556) การพฒั นาหลักสูตรบูรณาการ สาหรับนกั เรยี นชน้ั

ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 กรณีศึกษาโรงเรียนบา้ นเขาหนิ ตามแนวทฤษฎีการสรา้ งสรรคด์ ้วยปญั ญา.
วารสารการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั บูรพา ปที ่ี 7 (ฉบับท่ี 1) หน้า 79. ชลบุร:ี มหาวิทยา
บูรพา.
ชตุ มิ า โชคมาเสริมกลุ . (2552). การพัฒนาหลกั สตู รฝึกอบรมเรอ่ื งส่อื อิเล็กทรอนกิ ส์ โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
สาหรับครวู ทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาสระบรุ .ี วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม. ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตร.ี
ธารง บัวศร.ี (2542). ทฤษฎีหลกั สตู ร. พิมพ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: ธนธชั การพมิ พ์.
เพ็ญณี ทไู้ พเราะ. (2553). การพัฒนาหลกั สูตรฝึกอบรม เรือ่ งประเพณีท้องถิ่นของไทพวน สาหรับนกั เรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4-6 อาเภอบางปลาม้า จังหวัดสพุ รรณบรุ ี. วิทยานพิ นธ์ ค.ม. ลพบุรี:
มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตร.ี
เพชรปาณี อินทรพาณิชย์ (2560, มกราคม-เมษายน). การพฒั นาหลักสูตรเสรมิ เพ่อื เสริมสร้างทักษะการคิด
วิเคราะห์ สาหรบั นักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นอนุบาลสกลนคร. วารสาร
มหาวิทยาลัยนครพนม ปีท่ี 7 (ฉบบั ท่ี 1) หน้า 99. นครพนม: มหาวทิ ยาลยั นครพนม.
ศศิธร ขันติธรางกูร. (2550). หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร. เลย: มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
สานักทดสอบทางการศกึ ษา, สานักงาน. (2554). แนวทางการประเมนิ คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา
ปฐมวัยเพอื่ การประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สานกั งานพระพุทธศาสนาแห่ง
ประเทศไทย.
สมพร หลมิ เจริญ. (2552). การพฒั นาหลักสูตรเสริมเพอ่ื ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรคส์ าหรับนกั เรียนช่วงช้นั ที่
2. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ด. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
Kerr, J. F. (1989). Changing the a Curriculum. London: University of London Press.
Nicholls, A.(1978). Developing a Curriculum. London: Cox and Wyman.
Tyler, R. W. (1989). Basic principle of curriculum an instruction. Chicago: University of Chicago
Press.

102 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พัชรี กจิ มีและคณะ

การวิเคราะหผ์ ลการประเมินการสอนของอาจารยห์ ลักสตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ
มหาวิทยาลัยฟารอ์ สี เทอร์น

พัชรวี รรณ กจิ มี1* พนมพร จันทรปัญญา1 สกุ ญั ญา นิมานันท์1 ฉัตรทพิ ย์ สวุ รรณชิน1

Received : March 13, 2019
Revised : May 3, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ยอ่
งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ ผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลยั ฟารอ์ สี เทอรน์ ปกี ารศึกษา 2557 และ 2558 โดยนักศกึ ษาเปน็ ผปู้ ระเมนิ ผลการสอน เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัยคร้ังน้ี คือ
แบบบนั ทึกผลการประเมินการสอนของอาจารยห์ ลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฟาร์อสี เทอร์น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลสาเรจ็ รูปและนาเสนอเป็นตารางประกอบการบรรยาย ผลการวิจัยพบวา่

ผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น พบว่า โดยรวมการ
สอนของอาจารย์อยู่ในระดับดี เม่ือพิจารณาเป็นรายวิชาพบว่า มีจานวน 3 รายวิชาที่การสอนของอาจารย์อยู่ในระดบั ดีมาก เรยี ง
ตามลาดับได้แก่ การบริหารจัดการโรงเรยี น การวิจยั ทางการศึกษา และภาวะผนู้ าและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา สว่ นที่เหลือ
จานวน 7 รายวิชา พบว่า การสอนของอาจารย์อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับ ได้แก่ ทฤษฎีกระบวนทัศน์และกระบวนการบริหาร
การศึกษา ทกั ษะการจดั การสาหรับการพัฒนาองค์การทางการศึกษา การประเมนิ การปฏิบัติการในการบรหิ ารการศึกษา สถิตเิ พ่ือ
การวิจัย นวัตกรรมการบรหิ ารงานวิชาการ จรรยาบรรณและการบริหารการศึกษา และการพฒั นาคณุ ลกั ษณะความเป็นผนู้ า

คาสาคญั : การวเิ คราะห์ผลการประเมินการสอน หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยฟารอ์ ีสเทอร์น

1 อาจารยผ์ ู้สอนหลกั สูตรศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ฟาร์อีสเทอรน์
*ผู้นิพนธ์หลัก e-mail: [email protected]

วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 103

ANALYSIS OF LECTURERS' TEACHING EVALUATION RESULTS IN MASTER OF EDUCATION PROGRAM
IN EDUCATIONAL ADMINISTRATION, THE FAR EASTERN UNIVERSITY

Patchareewan Kijmee1 Panomporn Chantarapanya Sukanya Nimanandh Chattip Suwannachin

Abstract
This research aimed to analyze the lecturers' teaching evaluation results in Master of Education Program

in Educational Administration, The Far Eastern University. The research population was the lecturers' teaching
evaluation results in Master of Education Program in Educational Administration, The Far Eastern University in the
academic year 2014 and 2015. The research tools were the recording forms of lecturers' teaching evaluation
results in Master of Education Program in Educational Administration. The data were analyzed by SPSS program
and presented in form of tables with description. The findings were as follows: The lecturers’ teaching evaluation
results in Master of Education Program in Educational Administration, The Far East University were found that the
overall lecturers’ teaching was at a good level. When considering each subject, there were 3 subjects that the
lecturers’ teaching was at a very good level ranked as follows: School Administration, Educational Research and
Leadership and Educational Change. The remaining with 7 subjects revealed that the lecturers’ teaching was at a
good level ranked as follows: Theories, Paradigm and Process in Educational Administration, Management Skill for
Educational Organization Development, Performance Evaluation in Educational Administration, Statistics for
Innovation Research, Academic Administration, Ethics and Education Administration and Leadership Development.

Keyword : Analysis of Lecturers' Teaching Evaluation Results, Master of Education Program in
Educational Administration, The Far Eastern University

1 Master of Education Program Instructor The Far Eastern University
* Corresponding author,e-mail: [email protected]

104 | ปีที่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พชั รี กิจมีและคณะ

บทนา
การศกึ ษานบั ว่าเป็นปัจจยั สาคญั ต่อการอธิบายถึงความสาเร็จของประเทศได้เป็นอย่างดี เนอื่ งจากสามารถพัฒนากาลังคน

ของสังคมใหม้ คี ุณลักษณะอันพึงประสงค์ และเป็นพนื้ ฐานทจี่ ะช่วยเสริมสรา้ งประเทศ ทง้ั ยงั สามารถสร้างความร่วมมือ และแขง่ ขนั กับ
นานาประเทศในการพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื และการจดั การศึกษาท่ีมงุ่ พฒั นาคนเพื่อเขา้ สวู่ ชิ าชีพต่าง ๆ ซ่ึงเป็นพนื้ ฐานในการพัฒนาประเทศ
ท่ีสาคัญ ได้แก่ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเป็นองค์กรที่สาคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการพัฒนา
ประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เพราะประกอบด้วยกาลังคนช้ันนาท่ีมีคุณภาพและสติปัญญาเป็นผลผลิตของ
สถาบันอุดมศึกษาที่จัดว่าเป็นกาลังหลักของการพัฒนาประเทศ โดยภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาคือ การสอน การวิจัย การ
บริการวิชาการแก่สังคม และส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม การดาเนินภารกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะต้องอาศัยความรู้
ความสามารถ ทกั ษะ และคา่ นิยมของบคุ คลในองค์กร ได้แก่ คณาจารย์ เนอ่ื งจากเป็นบคุ ลากรทมี่ ีคุณค่ามากท่ีสุดในสถาบนั อดุ มศึกษา
โดยเฉพาะคณาจารยเ์ ป็นกลุ่มสาคัญในการดาเนินงานไปส่เู ป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษา คือ ความเป็นเลิศทางวชิ าการ (ไพฑูรย์ สนิ
ลารัตน์, 2542, 92) ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (2547, 1) ที่ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาไว้ว่า คือการพัฒนาคนโดยมีความเชื่อว่า มนุษย์มีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต นอกจากจะให้
ความสาคัญกับการพัฒนาศักยภาพโดยตรงแล้วยังจาเปน็ ต้องคานึงถึงกลไกและสภาพแวดลอ้ มที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการ
พัฒนาอย่างเต็มที่เพ่ือเตรียมคนให้มีคุณภาพ และมีคุณลักษณะเป็นผู้คิดวิเคราะห์ สามารถแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
สามารถเผชญิ กับสถานการณ์ที่เกดิ ข้ึนและทเ่ี ปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็วได้นั่นคือ จะตอ้ งใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับการศึกษาท่ีมคี ณุ ภาพตามมาตรา
22 ของพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทไี่ ดก้ าหนดไวแ้ ละเพ่ือใหบ้ รรลผุ ล ยงั ไดก้ าหนดให้มรี ะบบการประกันคณุ ภาพไว้
ในมาตรา 48 โดยใหส้ ถานศึกษาจัดให้มรี ะบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายใน เปน็ สว่ นหนึ่ง
ของการบริหารจัดการศึกษาท่ีต้องดาเนินการอย่างต่อเน่ือง โดยมกี ารจัดทารายงานประจาปเี สนอต่อหน่วยงานต้นสังกดั หนว่ ยงานท่ี
เกยี่ วขอ้ ง และเปิดเผยสสู่ าธารณชน เพ่อื นาไปส่กู ารพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเพือ่ รองรับการประเมนิ ภายนอก

การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นการศึกษาขั้นสูงที่เป็นการศึกษาต่อเน่ืองมาจากระดับปริญญาตรี โดยมี
จุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา เป็นการแสวงหาความจริงทางวิชาการ เพ่ือให้ผู้เรียนมีความเป็น
นักวชิ าการ และนักวิชาชีพช้ันสูง ซึง่ จะเป็นกาลงั สาคัญท่จี ะช่วยในการส่งเสริมและพฒั นาประเทศให้เจรญิ ก้าวหนา้ ซ่ึงบคุ คลท่ีศกึ ษาต่อ
ในระดบั สงู ขึ้นนีจ้ ะเปน็ บุคคลท่ตี อ้ งการจะเพ่มิ พูนความรู้ และยกระดับมาตรฐานการทางานของตนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จงึ ทาให้เกิด
ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการและวิชาชีพ (พัชณีญา วิเชียร, 2547, 3) อนึ่ง การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษานี้ เป็นการจัด
การศกึ ษาเพอ่ื พัฒนา และส่งเสรมิ ความรู้และความกา้ วหน้าทางด้านวิชาการ และสรา้ งผ้นู าทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมทง้ั ยังเป็น
การผลติ บคุ ลากรในระดับสงู ในสาขาทปี่ ระเทศกาลงั ต้องการ เพอื่ ให้สามารถพัฒนาคน พัฒนางาน พฒั นาผู้เรยี น และสร้างองคค์ วามรู้
เพื่อสร้างสรรค์ความเจริญให้มีความเปน็ นักวิชาการ และมีความเป็นผู้นาอันจะส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชา ตติ ่อไป
และเมื่อมีผู้นาที่ดีจะทาให้สังคมเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในดา้ นเศรษฐกิจก็ย่อมมีความต้องการกาลังคนท่ีมี
ความรู้ ความสามารถในระดับสงู มาพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศชาติให้เจริญงอกงามมากข้ึน

แตจ่ ากผลการประเมินการจดั การศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษา ปรากฏวา่ นสิ ติ นักศึกษายังอ่อนด้อยวินัย และความรบั ผดิ ชอบ
ขาดทกั ษะดา้ นการคิด การวิเคราะห์ อย่างเปน็ ระบบ ขาดเหตุผล ขาดความสามารถด้านภาษาทงั้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นาความรู้
ไปใชไ้ ด้นอ้ ย กระทรวงศกึ ษาธิการได้จัดให้มีการจดั การศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวฒุ ริ ะดับอุดมศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2552 ท่ีเน้น
การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมในยุคเทคโนโลยีกว้างไกล ให้ได้บัณฑิตไทยทมี่ ีคุณภาพรอบด้าน (จิรณี ตันติรัตนวงศ์, 2552) โดยแนว
การปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาตินั้น จะให้ความสาคัญกับผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในรายวิ ชา และ
ผสู้ าเร็จการศกึ ษาในหลักสูตรต่าง ๆ จงึ ไดก้ าหนดใหม้ ีการดาเนินการต่าง ๆ เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของหลักสตู ร โดยหนึง่ ในข้อ
บง่ ช้ดี งั กลา่ วคือ การรายงานผลการดาเนนิ การของรายวิชา (Course Report) ท่ปี รากฏใน มคอ.5 ซึง่ ระบรุ ายละเอียดวา่ ต้องรายงาน
ผลการจดั การเรียนการสอนของอาจารย์ผ้สู อนแตล่ ะรายวิชาเม่ือสนิ้ ภาคเรียนเกี่ยวกับภาพรวมของการจัดการเรยี นการสอนในวิชาน้ัน
ๆ ว่า ได้ดาเนินการสอนอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามแผนที่วางไวใ้ นรายละเอยี ดของรายวิชาหรือไม่ และหากไม่เป็นไปตามแผนที่วาง
ไว้ ตอ้ งให้เหตุผลและข้อเสนอแนะในการปรบั ปรุงการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาดังกล่าวในครง้ั ต่อไป (สานักงานคณะกรรมการ
การอุดมศกึ ษา, 2553)

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้นาแนวปฏบิ ัติตามกรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิระดับอุดมศึกษามาใช้ โดยได้กาหนดแนวทางการ
ดาเนินงานตาม มคอ. 5 ให้นักศึกษาประเมินการสอนของอาจารย์ผู้สอนภายหลังจากการเรียนจบในแต่ละรายวิชา เนื่องจากการ
ประเมินการสอนเปน็ กลไกอย่างหนึ่งในระบบประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งเก่ียวข้องกับระบบการติดตามกากับ และตรวจสอบปจั จัย
กระบวนการ และผลการสอน เพื่อเปน็ ขอ้ มลู ป้อนกลับสูร่ ะบบการสนับสนุน และพัฒนาคณุ ภาพการเรยี นการสอน (ศิริชัย กาญจนวาสี,
2543, 2) ปัจจุบันการประเมินการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ส่วนหนึ่งจะให้นักศึกษาประเมินการสอนของอาจารย์ เพราะ

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 105

นักศึกษาเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับอาจารย์มากที่สุดขณะท่ีมีการเรียนการสอน ทาให้สามารถทราบถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกับการเรยี นของ
ตนเอง และการสอนของอาจารยไ์ ด้เป็นอยา่ งดี นอกจากน้ีจุดมุ่งหมายของการสอนยังเน้นการเรียนรู้ของนักศึกษา ดังนั้นนักศึกษาจึง
เปน็ ผใู้ ห้สารสนเทศในการพฒั นาการเรียนการสอนไดด้ ีทีส่ ุด (Wentling, 1980, 125 อ้างใน ปวีณา เฉลิมพลโยธนิ , 2550, 1) ซึง่ ทาง
มหาวทิ ยาลัยได้ดาเนินการประเมินการสอนของอาจารยใ์ นระดับบณั ฑติ ศึกษา ตามแนวทางการประเมินการสอนของคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยฟารอ์ สี เทอร์น (2557) ใน 3 ด้าน ไดแ้ ก่ ด้านการเตรียมการสอน ดา้ นการสอน และ ด้านสง่ิ สนบั สนนุ การเรยี นรู้ แตย่ งั ไม่
เคยมีการนาผลการประเมนิ การสอนของอาจารยม์ าทาการวิเคราะห์ว่า เป็นอยา่ งไร

จากเหตุผลดังกล่าวข้างตน้ ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความจาเป็นในการทาการวิเคราะห์ผลการประเมินการสอนของอาจารย์
หลักสตู รศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เพอ่ื เป็นแนวทางในการนาไปพัฒนาอาจารยต์ ลอดจนการบริหารจดั การ
การเรียนการสอนของอาจารย์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์น อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของ
นักศึกษาและมหาวิทยาลยั ฟาร์อสี เทอรน์ ต่อไป

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
เพ่ือวเิ คราะห์ผลการประเมนิ การสอนของอาจารย์ หลกั สตู รศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ฟารอ์ สี เทอร์น

วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย
ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ ผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ปกี ารศึกษา 2557 และ 2558 โดยนักศึกษาเป็นผู้ประเมนิ ผลการสอน
เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นแบบบันทึกผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต

มหาวิทยาลยั ฟารอ์ สี เทอรน์
การสรา้ งเครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั
ผู้วิจัยดาเนินการสร้างแบบบันทึกผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ฟาร์

อสี เทอร์น ตามลาดบั ดงั นี้
1. ศกึ ษาจากวรรณกรรมและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การวเิ คราะห์ผลการประเมิน
2. กาหนดขอบเขต และประเดน็ สาคัญท่ีตอ้ งการศึกษา
3. สร้างแบบบันทึกผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

ซึ่งเป็นเครอ่ื งมอื ที่จดบนั ทกึ รายละเอียดตา่ ง ๆ ของการประเมนิ
4. ผวู้ จิ ัยนาแบบบนั ทึกผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตรศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ฟาร์อีสเทอร์น

มาทาการวิเคราะห์ผลต่อไป
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผ้วู ิจัยดาเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู การวเิ คราะห์ผลการประเมินการสอนของอาจารย์หลักสูตร
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น โดยดาเนินการเก็บรวบรวมแบบการประเมินการสอนของอาจารย์

หลกั สูตรศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั ฟาร์อสี เทอรน์ ปีการศึกษา 2557 และ 2558 จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาร์
อีสเทอร์น จากนน้ั ผู้วิจยั ดาเนินการวิเคราะหผ์ ลการประเมนิ การสอนของอาจารยห์ ลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยฟาร์
อสี เทอร์น ลงในแบบบันทึกผลการประเมนิ ท่สี รา้ งขึ้น โดยผ้วู จิ ัยทาการตรวจสอบรายละเอยี ดเกย่ี วกับการวิเคราะห์ผลการประเมินเพื่อ
ปรบั ปรงุ แกไ้ ข ข้อมลู ใหม้ คี วามถูกตอ้ งอกี ครัง้ หน่งึ

การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ผู้วิจัยนาข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกผลการประเมิน มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์
ข้อมูลสาเร็จรูป และนาเสนอเป็นตารางประกอบการบรรยาย ซ่ึงในการวิเคราะห์ผลการประเมินอาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ฟารอ์ สี เทอร์น ใชเ้ กณฑ์การแปลความหมายและการค่าเฉลี่ยของบญุ ชม ศรสี ะอาด (2553, 82-83) ดงั นี้

106 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พัชรี กจิ มแี ละคณะ

ระดับ 5 หมายถงึ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนของอาจารยอ์ ยูใ่ นระดบั ดีมาก
ระดบั 4 หมายถงึ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนของอาจารย์อยู่ในระดับดี
ระดบั 3 หมายถงึ ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารย์อยใู่ นระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถงึ ผ้ตู อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารยอ์ ยใู่ นระดับนอ้ ย
ระดบั 1 หมายถงึ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนของอาจารย์อยู่ในระดบั นอ้ ยทส่ี ดุ

การแปลความหมายค่าเฉลีย่ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารยอ์ ยใู่ นระดบั ดมี าก
4.51 –5.00 หมายถึง ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารยอ์ ยู่ในระดบั ดี
3.51 –4.50 หมายถงึ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารย์อยู่ในระดบั ปานกลาง
2.51 –3.50 หมายถงึ ผูต้ อบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนของอาจารย์อย่ใู นระดับน้อย
1.51 –2.50 หมายถึง ผ้ตู อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนของอาจารยอ์ ยใู่ นระดับน้อยทส่ี ดุ
1.00 –1.50 หมายถึง

ผลการวจิ ยั
ผลการประเมินการสอน ของอาจารย์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยฟารอ์ ีสเทอร์น ปกี ารศกึ ษา 2557

และ ปีการศึกษา 2558 โดยรวมพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายวิชา
พบวา่ มจี านวน 3 รายวชิ าท่ีผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดีมาก เรยี งตามลาดบั ไดแ้ ก่ การบรหิ าร
จัดการโรงเรยี น การวิจยั ทางการศึกษา และ ภาวะผนู้ าและการเปลยี่ นแปลงทางการศึกษา ส่วนทเ่ี หลือจานวน 7 รายวิชา พบว่า การ
สอนของอาจารย์อยู่ในระดบั ดี เรยี งตามลาดบั ไดแ้ ก่ ทฤษฎกี ระบวนทัศนแ์ ละกระบวนการบริหารการศึกษา ทักษะการจดั การสาหรับ
การพัฒนาองค์การทางการศึกษา การประเมินการปฏิบัติการในการบริหารการศึกษา สถิติเพ่ือการวิจัย นวัตกรรมการบริหารงาน
วชิ าการ จรรยาบรรณและการบริหารการศึกษา และ การพัฒนาคุณลกั ษณะความเป็นผ้นู า ดังมรี ายละเอียดตามตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 การวิเคราะหผ์ ลการประเมินการสอนของอาจารย์ หลักสตู รศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตมหาวทิ ยาลัยฟาร์อีสเทอร์น โดยรวม

รหัสวชิ า รายวิชา ผลการประเมนิ รวม

MED 700 สถิตเิ พ่ือการวจิ ัย 2557 2558  S.D.
MED 701 การวิจัยทางการศกึ ษา 4.32 .57
MED 710 ทฤษฎี กระบวนทศั น์ และกระบวนการ บริหาร  S.D.  S.D. 4.54 .53
การศึกษา 4.13 .60 4.51 .53
AED 711 จรรยาบรรณและการบริหารการศกึ ษา 4.59 .53 4.49 .52 4.46 .57
AED 712 การบรหิ ารจัดการโรงเรยี น
AED 713 นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ 4.43 .59 4.49 .55 4.21 .49
AED 714 ภาวะผนู้ าและการเปลยี่ นแปลงทางการศกึ ษา 4.59 .49
AED 715 ทักษะการจัดการสาหรบั การพฒั นาองค์การ ทาง 4.47 .59 3.94 .70 4.31 .52
การศกึ ษา 4.49 .52 4.68 .45 4.54 .54
AED 716 การประเมนิ การปฏบิ ตั ิการในการบริหารการศกึ ษา 4.14 .53 4.47 .51
AED 717 การพัฒนาคุณลกั ษณะความเป็นผนู้ า 4.56 .51 4.51 .56 4.39 .56

โดยรวม 4.40 .57 4.38 .54 4.35 .65
3.88 .85
4.39 .60 4.31 .69 4.37 .58
3.55 1.04 4.21 .65

4.36 .61 4.39 .52

เม่ือพิจารณารายละเอียดในแต่ละวชิ า ซึ่งแบง่ เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเตรยี มการสอน ด้านการสอน และด้านสิ่งสนบั สนุน
การเรียนรู้ โดยรวมพบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดี เม่อื พิจารณาเป็นรายดา้ น พบว่า ด้านการ
เตรียมการสอน ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดมี าก เรียงตามลาดับ ได้แก่ วิชาภาวะผู้นาและการ

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 107

เปลี่ยนแปลงทางการศกึ ษา การบริหารจัดการโรงเรียน และการวิจัยทางการศกึ ษา ด้านการสอน ผู้ตอบแบบสอบถามมกี ารประเมิน
การสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดีมาก เรียงตามลาดบั ไดแ้ ก่ วิชาการบริหารจดั การโรงเรียน การวจิ ยั ทางการศึกษา และภาวะผู้นาและ
การเปล่ยี นแปลงทางการศึกษา และด้านส่งิ สนบั สนุนการเรียนรู้ ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนอาจารย์อยใู่ นระดับดีมาก
ได้แก่ วิชาการวิจัยทางการศึกษา รองลงมา ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมนิ การสอนอาจารย์อย่ใู นระดบั ดี ได้แก่ วิชา การบริหาร
จดั การโรงเรียน และ ทฤษฎี กระบวนทัศน์ และกระบวนการบรหิ ารการศกึ ษา ดงั มีรายละเอยี ดตามตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 การวิเคราะห์ผลการประเมินการสอนของอาจารย์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เป็น
รายวิชาและรายด้าน

ลาดับ วชิ า การเตรียม ด้าน สง่ิ สนับสนุน
การสอน การเรียนรู้
1 สถิติเพ่ือการวิจัย การสอน
2 การวิจยั ทางการศึกษา 4.32 4.34
3 ทฤษฎี กระบวนทัศน์และกระบวนการบรหิ ารการศึกษา 4.53 4.31 4.51
4 จรรยาบรรณการบริหารการศึกษา 4.45 4.56 4.44
5 การบรหิ ารจัดการโรงเรยี น 4.39 4.47 3.98
6 นวตั กรรมการบริหารงานวิชาการ 4.58 4.22 4.48
7 ภาวะผ้นู าและการเปล่ียนแปลงทางการศึกษา 4.34 4.63 4.34
8 การพฒั นาองค์การทางการศึกษา 4.61 4.26 4.41
9 การประเมินการปฏบิ ัติการในบริหารการศึกษา 4.42 4.55 4.36
10 การพฒั นาคณุ ลักษณะความเป็นผ้นู า 4.47 4.37 4.38
3.85 4.30 3.91
รวม 3.88
4.39 4.35 4.31

การอภปิ รายผล
ในการวจิ ัยครงั้ น้ี ผู้วิจยั มีข้อค้นพบทน่ี า่ สนใจ โดยนามาอภิปรายผล ดงั นี้
ประเดน็ แรก ดา้ นการเตรยี มการสอน พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดมี าก ไดแ้ ก่

วิชาภาวะผู้นาและการเปล่ียนแปลงทางการศึกษา ท้ังนี้อาจเป็นเพราะว่า อาจารย์ผู้สอนมีการแสดงออกให้ผู้เรียนเห็นอย่างชดั เจน
โดยมีการจัดเตรียมเอกสารให้กับผู้เรียนอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารชี้แจงเก่ียวกับแผนการเรียนแต่ละรายวิชา หรือเอกสาร
สาคญั ประกอบการเรยี นการสอนมเี นอ้ื หาสาระทม่ี ีความสอดคล้องกบั สถานการณ์ทางสงั คม ซง่ึ ผู้เรียนสามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการ
พัฒนาผ้เู รยี น ดงั ท่สี บุ นั โญ จนี ารงค์ (2548, 15) ได้กลา่ วว่า ผสู้ อนทด่ี ีควรจะเปน็ คนที่ช่วยทาให้เกดิ การเรยี นรู้ในตัวผ้เู รยี น โดยการ
เปน็ ผ้คู อยกระตุ้นและช้ีแนะให้ผูเ้ รยี นแสวงหาความรู้ ตามความตอ้ งการและความสนใจของผู้เรยี นเป็นสาคญั ผู้สอนควรจะทาตวั เป็นผู้
เอื้ออานวย (Facilitator) คือ พยายามให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดข้ึนในตัวผู้เรียน พยายามที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองและบรรลุ
วัตถุประสงค์ของตนเอง โดยมีผู้สอนคอยช่วยเหลือจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมท่ีดีให้ และสิ่งสาคัญของอาจารย์ที่ดี และมี
ประสิทธิภาพไม่สามารถละเลยได้ คือการเตรียมตัวมาให้พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน ท้ังยังสอดคล้องกับบุญชม ศรี
สะอาด (2541, 43-49) ที่ไดก้ ล่าวถึงความสาคัญของการเตรียมการสอนหรือการวางแผนการสอนไว้ว่า การวางแผนการสอนและการ
เตรียมการสอน เป็นการกาหนดไว้ล่วงหน้าว่า จะสอนใคร ในเนื้อหาใด สอนเม่ือใด สอนอย่างไร และเพ่ือให้เกิดอะไร เมื่อถึงเวลา
ดังกล่าวจะดาเนินการสอนตามท่ีวางแผนไว้ ผู้สอนจึงต้องคิดวางแผนและเตรยี มการสอนล่วงหน้าอย่างละเอียด รอบคอบ เหมาะสม
เพื่อให้สามารถดาเนินการสอนตามที่ได้กาหนดไว้อย่างได้ผลดี และสอดคล้องกับงานวิจัยของอัมพร นพรัตน์ (2557) ได้ศึกษาความ
คิดเห็นของนักศึกษาท่ีมีต่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ปีการศึกษา 2556 ผล
การศึกษาพบว่า นักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของสถาบัน
การพลศึกษา วทิ ยาเขตยะลา ปกี ารศกึ ษา 2556 ภาพรวมอย่ใู นระดับมาก

108 | ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พชั รี กจิ มแี ละคณะ

ประเดน็ ท่ีสอง ด้านการสอน พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดีมาก ไดแ้ ก่ วชิ าการ
บริหารจัดการโรงเรยี น ทง้ั น้ีอาจเนือ่ งมาจากอาจารย์ผ้สู อนแสดงให้ผเู้ รียนเห็นว่า มที กั ษะในการสื่อสารใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความรูแ้ ละความ
เข้าใจในบทเรียน มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้มีการซักถาม รวมท้ังมีการใชส้ ือ่
และวสั ดุอุปกรณก์ ารสอนอย่างเหมาะสม และยงั มกี ารวัดและประเมินผลที่สอดคลอ้ งกับแผนการเรยี นรูท้ ี่กาหนดไว้ ดงั ทมี่ หาวทิ ยาลัย
ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ (2553, 24) ได้กล่าวถงึ องคป์ ระกอบของการจัดการเรยี นการสอนว่า ผสู้ อนจาเปน็ จะต้องศึกษาจากข้อมลู หลาย
ประการเพ่ือนามาช่วยเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้ของตนและการเรียนรู้ของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ไม่ว่าระดบั ใดก็ตามขน้ึ อยกู่ ับ
องค์ประกอบ 3 ประการคือ ผู้เรียน บรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอ้ืออานวยต่อการเรยี นรู้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรยี นกับบรรยากาศทาง
จติ วิทยาในช้ันเรยี น ถา้ องค์ประกอบของการจดั การเรียนรู้ทงั้ 3 ประการนดี้ าเนนิ ไปไดด้ ว้ ยดจี ะทาให้ผเู้ รียน ประสบความสาเร็จในการ
เรียนรู้ได้อย่างมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของสิริชัย โพธิ์ศรีทอง (2558) ได้ศึกษาเร่ืองคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของอาจารย์
ผู้สอนในความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผลการศกึ ษาพบว่า คุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ของอาจารย์ผสู้ อนใน
ความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน โ ดยเรียงลาดับ
ค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อยปรากฏผลดังน้ี ลาดับท่ี 1 ด้านบุคลิกภาพ อยู่ในระดับมาก ลาดับท่ี 2 ด้านคุณธรรมและจริยธรรม อยู่ใน
ระดบั มาก ลาดบั ท่ี 3 ดา้ นการให้คาปรกึ ษา อยใู่ นระดบั มาก

ประเดน็ ทส่ี าม ดา้ นส่งิ สนับสนุนการเรียนรู้ พบว่า ผูต้ อบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดีมาก
ได้แก่ วชิ าการวิจัยทางการศึกษา ทงั้ น้ีอาจเปน็ เพราะว่า อาจารย์ผสู้ อนได้แสดงให้ผู้เรยี นเห็นวา่ การเป็นผ้ทู ่ีมบี ุคลิกภาพทเ่ี หมาะสม
และเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ใี หก้ บั ผเู้ รยี น นับเปน็ สง่ิ หน่ึงในการสนับสนุนการเรียนรู้ให้กบั ผเู้ รยี น รวมทงั้ การสรา้ งบรรยากาศในห้องเรยี นและ
การจัดทาส่ือและวัสดุอุปกรณ์การสอนมาใช้ประกอบในการสอนจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ดังท่ีปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์
(2553, 121) ได้กลา่ วถึงส่ิงสนับสนุนการเรยี นรู้ว่าในการประเมินผลการสอน จะต้องมีปจั จัยท่ีสาคัญอีกประการหนึง่ คือ สิง่ สนับสนุน
การเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย ความพร้อมทางกายภาพ ความพร้อมด้านอุปกรณ์ ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความพร้อมด้านการ
ให้บริการ เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องทาวิจัย อุปกรณ์การเรียนการสอน ห้องสมุด การบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
คอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ รวมท้ังการบารุงรักษาสิ่งท่ีส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ตามมาตรฐานผลการเรยี นรู้ที่กาหนดตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒริ ะดับอดุ มศึกษาแหง่ ชาติ โดยพิจารณารว่ มกับผลการประเมินความพึง
พอใจของนกั ศกึ ษาและสอดคล้องกับงานวจิ ัยของพัชราภรณ์ ว่องรักษ์สตั ว์ (2553) ไดศ้ กึ ษาความคดิ เหน็ ของนักศึกษาท่มี ตี ่อการจดั การ
เรยี นการสอนสาขาวชิ าศลิ ปศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการ
จดั การเรยี นการสอน สาขาวิชา ศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยรวมทุกด้านวา่ มคี วามเหมาะสมอยู่ในระดับ
มา เมอื่ พิจารณาเป็นรายดา้ นพบว่า ด้านสถานท่ี และวสั ดุอุปกรณ์การทางาน และด้านการวัด และประเมนิ ผล มีความเห็นว่า มคี วาม
เหมาะสมอยู่ในระดบั ปานกลาง สาหรบั ด้านอ่ืนมีความเหมาะสมอยใู่ นระดับมาก

สรุป
ผลการประเมินการสอน ของอาจารย์ หลักสตู รศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ปีการศึกษา 2557

และ ปีการศึกษา 2558 โดยนักศึกษาเป็นผู้ประเมิน โดยรวมพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดี
เม่ือพิจารณาเป็นรายวิชาพบว่า มีจานวน 3 รายวิชาที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดีมาก เรียง
ตามลาดับ ไดแ้ ก่ การบริหารจดั การโรงเรยี น การวิจยั ทางการศึกษา และ ภาวะผ้นู าและการเปล่ยี นแปลงทางการศึกษา เมื่อพิจารณา
รายละเอยี ดในแตล่ ะวชิ า ซึ่งแบง่ เปน็ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นเตรียมการสอน ดา้ นการสอน และดา้ นสิง่ สนับสนุนการเรยี นรู้ โดยรวมพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเตรียมการสอน ผู้ตอบ
แบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดีมาก เรียงตามลาดับ ได้แก่ วิชาภาวะผู้นาและการเปลี่ยนแปลงทาง
การศึกษา การบรหิ ารจัดการโรงเรยี น และการวิจยั ทางการศึกษา ดา้ นการสอน ผูต้ อบแบบสอบถามมกี ารประเมินการสอนอาจารย์อยู่
ในระดับดีมาก เรียงตามลาดบั ได้แก่ วิชาการบรหิ ารจัดการโรงเรียน การวิจยั ทางการศกึ ษา และภาวะผนู้ าและการเปล่ียนแปลงทาง
การศกึ ษา และดา้ นสิ่งสนับสนุนการเรยี นรู้ ผู้ตอบแบบสอบถามมีการประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดบั ดีมาก ได้แก่ วิชาการวิจัย
ทางการศึกษา รองลงมา ผ้ตู อบแบบสอบถามมกี ารประเมินการสอนอาจารย์อยู่ในระดับดี ได้แก่ วชิ า การบรหิ ารจดั การโรงเรยี น และ
ทฤษฎี กระบวนทัศน์ และกระบวนการบริหารการศกึ ษา โดยมีขอ้ เสนอแนะดงั น้ี

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 109

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะท่ไี ด้จากการวจิ ัย
1. อาจารย์ผู้สอนควรเตรียมการสอนโดยคานึงถึงเน้ือหาสาระทเ่ี ป็นปัจจุบันและควรมีความสอดคล้องกับสถานการณ์

ทางสังคม
2. ผู้บริหารควรมีการจัดอบรมเพื่อทบทวนการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ผู้สอน โดยมีการนาเอาเทคนิคการ

จดั การเรยี นรูแ้ บบตา่ ง ๆ มาปรบั ใช้ให้เหมาะสมกับผูเ้ รียน
3. ผ้บู ริหารควรมกี ารสอบถามความต้องการทางด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี และสง่ิ อานวยความสะดวกหรอื ทรัพยากรที่เอ้ือ

ต่อการเรียนร้ขู องผู้เรยี น

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครง้ั ต่อไป
1. ควรศึกษาเก่ียวกับตัวบ่งช้ีประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนตามองค์ประกอบคุณภาพ ของการศึกษา เพื่อ
พัฒนาการจดั การเรยี นการสอนใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากยงิ่ ขึ้น
2. ควรศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของอาจารย์แต่ละด้าน เพ่ือพัฒนาและส่งเสริม
ประสทิ ธิภาพการสอนของอาจารย์ผูส้ อน

References
จริ ณี ตันตริ ัตนวงศ์. (2552). นโยบายการจัดทากรอบตามมาตรฐานคุณวฒุ ิระดบั อดุ มศกึ ษาของประเทศและการจดั ทาหลักสูตร

รายวิชาตามกรอบมาตรฐานคณุ วุฒิ. [ออนไลน์] เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://cid.buu.ac.th/TQF/TQF.pdf (23 สงิ หาคม
2559).
บุญชม ศรสี ะอาด (2541). การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก.
__________(2553). การวิจยั เบื้องต้น (ฉบบั ปรบั ปรุงใหม)่ . (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 8). กรงุ เทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
ประยงค์ เนาวบุตร. (2547). หลักสูตรและการสอน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พร์ ่งุ เรืองธรรม.
ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2553). การบรหิ ารงานวิชาการ. กรงุ เทพฯ: ศนู ย์สื่อเสริมกรงุ เทพ.
ปวีณา เฉลิมพลโยธิน. (2550). การพัฒนาคา่ ปรับแกผ้ ลการประเมนิ คณุ ภาพการสอนของอาจารยม์ หาวทิ ยาลัยโดยนกั ศึกษา.
วิทยานพิ นธ์ วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวิทยาลัยบูรพา.
พัชณญี า วเิ ชียร. (2547). เหตจุ งู ใจในการศึกษาตอ่ ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษาในโครงการบริการวชิ าการภายนอกมหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม. วิทยานพิ นธ์ การศึกษามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
พัชราภรณ์ ว่องรักษ์สตั ว์. (2553). ความคิดเหน็ ของนักศกึ ษาท่ีมตี อ่ การจัดการเรยี นการสอนสาขาวิชาศิลปศกึ ษา คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . ขอนแก่น: มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
ไพฑูรย์ สินลารตั น์. (2523). การศึกษาทศั นะของนสิ ิตบณั ฑติ ศกึ ษาท่มี ีต่อความสาเรจ็ ในการเรยี นรายวิชาบณั ฑติ คณะครศุ าสตร์
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
__________. (2542). บทบาทของรัฐในการกากบั ดแู ลอดุ มศึกษา. วารสารครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 28.2. 83-92.
มหาวิทยาลยั ฟาร์อสี เทอร์น คณะศึกษาศาสตร์. (2557). รายงานการประชมุ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ครัง้ ท่ี
2/2557. วันท่ี 9 ตลุ าคม 2557.
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์. (2553). คูม่ อื การจดั ระบบการเรยี นการสอนท่ยี ึดผ้เู รียนเป็นศนู ย์กลางการเรียนรู้. ปทมุ ธานี:
มหาวิทยาลัยฯ.
รัฐชยา เฉลยทรัพย์. (2547). อิทธิพลของเวลาประเมินผลต่อการประเมนิ การเรยี นการสอนของนักศกึ ษาปริญญาโท : กรณีศึกษา
วชิ าการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาองั กฤษของสถาบันบัณฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์. วารสารพฒั นบรหิ ารศาสตร์, 44,2,
23-53.
ศิรชิ ัย กาญจนวาสี. (2543). การประเมินการสอนระดบั อดุ มศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สานกั งาน มาตรฐานอุดมศกึ ษา
ทบวงมหาวิทยาลัย.
สถาบนั วจิ ัยและพัฒนาการเรยี นร.ู้ (2547). เรียนรูส้ คู่ ณุ ภาพการศึกษา. กรงุ เทพฯ: สถาบันฯ.
สานักงานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา. (2553). กรอบมาตรฐานคณุ วุฒิระดบั อุดมศึกษา TQF : Hed. [ออนไลน์] เขา้ ถึงได้จาก
http://www.mua.go.th/users/tqf-hed/news/news8.php (23 สงิ หาคม 2559).
สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. (2557). คู่มือการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาภายใน ระดับอุดมศึกษา.กรงุ เทพฯ: สานักงาน.

110 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พัชรี กิจมีและคณะ

สริ ิชัย โพธศ์ิ รีทอง. (2558). คุณลกั ษณะที่พึงประสงคข์ องอาจารย์ผสู้ อนในความคิดเหน็ ของนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัยราชภฏั จันทร
เกษม. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั จันทรเกษม.

สบุ ันโญ จีนารงค.์ (2548). ความพึงพอใจของนสิ ิตร่นุ ที่ 2 เกย่ี วกบั การเรยี นการสอนหลักสตู รรัฐระศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต
สาหรับผบู้ ริหาร มหาวทิ ยาลัยบูรพา วิทยาเขตสารสนเทศ จังหวดั จันทบรุ ี. ภาคนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑติ
มหาวิทยาลัยบูรพา.

อัมพร นพรตั น์. (2557). ความคิดเหน็ ของนกั ศึกษาที่มีตอ่ การจัดการเรยี นการสอนตามหลักสูตรของสถาบันการพลศึกษา วิทยา
เขตยะลา ปกี ารศกึ ษา 2556. ยะลา: สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา.

วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 111

การศกึ ษาการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ทางการเกษตรและพฤตกิ รรมผ้บู รโิ ภคโดยกระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน

ศิริพงษ์ ฐานมนั่ 1 นริ ินธนา บษุ ปฤกษ2์ *

Received : March 21, 2019
Revised : May 7, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคัดยอ่
งานวิจัยนม้ี ีวัตถุประสงคเ์ พื่อ 1) ศกึ ษาสถานการณก์ ารพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชน ตาบล

คลองหน้า อาเภอคลองหลวง จงั หวดั ปทุมธานี ตั้งแตอ่ ดีตถึงปัจจบุ ัน 2) ศกึ ษาสถานการณ์การตลาดของผลิตภัณฑ์
ทางการเกษตรของชุมชน และ 3) ศกึ ษาพฤติกรรมผู้บริโภคผลติ ภัณฑท์ างการเกษตร วิธดี าเนินการศึกษาใชร้ ูปแบบ
การศึกษาวิจยั เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วธิ เี ชิงปรมิ าณใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้บรโิ ภคจาก
กลุ่มตัวอยา่ ง จานวน 400 คน วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยสถติ เิ ชงิ พรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถ่ี ร้อยละและส่วนเบีย่ งเบน
มาตรฐาน วิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ด้วยการเก็บข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง การ
ประชุมกลุ่มย่อย การทาแผนท่ีชุมชน ปฏิทินการผลิต และเส้นแบ่งเวลา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลิตภัณฑ์ทาง
การเกษตรของชมุ ชน มีรปู แบบการพัฒนาโดยแบ่งตามวัตถปุ ระสงค์ได้เป็น 3 ดา้ น คอื ด้านการเพาะปลูก ดา้ นการ
แปรรูป และด้านการค้นคว้าทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 2) สถานการณ์การตลาด เกษตรกรมีการสร้างเครอื ขา่ ย
ภายในและภายนอกตาบล เพอื่ ใหค้ วามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท้ังในด้านการเผยแพร่ความร้ดู ้านการทาเกษตรและ
ชักชวนกันออกจาหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสถานท่ีจัดกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากตลาดนดั หลักภายในตาบลคลองห้า
3) การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่
สามารถนามาแปรรปู ได้ดี คือ กลว้ ย โดยสง่ิ ท่ีให้ความสาคัญเป็นลาดับแรก คอื คุณภาพ มีการรับรขู้ ่าวสารเก่ียวกับ
ผลติ ภณั ฑ์จากช่องทางอินเตอรเ์ น็ต/เวบ็ ไซต์ วตั ถปุ ระสงค์คอื ซ้ือเพ่ือใช้บริโภคในครอบครัว และบคุ คลที่มีอิทธิพลใน
การตดั สนิ ใจซ้อื มากที่สดุ คือ ตนเอง การวิเคราะห์ระดบั ความคิดเห็นของผู้บรโิ ภคตอ่ ปัจจัยทางการตลาด ได้แก่ ส่วน
ประสมทางการตลาด (4P’s) พบวา่ ผ้บู รโิ ภคให้ความสาคัญกับคุณลักษณะของผลติ ภัณฑ์มากที่สดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ด้านความคุ้มค่ากับประโยชน์ท่ีได้รับ รองลงมาคือการส่งเสริมการขาย หรือโปรโมช่ัน ท่ีมีการแจกสินค้าตัวอย่าง/
ทดลองชิม ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย ได้แก่ สถานท่ีจัดจาหน่ายสะดวก เข้าถึงง่าย และสุดท้ายคือราคา ทั้งนี้
ผูบ้ ริโภคมักตัดสินใจซือ้ สินคา้ ทีร่ าคาถูกกว่าสินค้ายหี่ ้ออน่ื ท่ีมีคุณภาพเท่าเทียมกัน

คาสาคัญ : ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ชุมชน พฤติกรรมผูบ้ ริโภค

1 อาจารยป์ ระจาหลกั สตู รบริหารธุรกจิ บัณฑิต สาขาวิชาการจดั การทวั่ ไป คณะวทิ ยาการจดั การ
มหาวิทยาลัยราชภฎั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทุมธานี e-mail: [email protected]
2 อาจารยป์ ระจาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารธรุ กิจ คณะวิทยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี
*ผู้นิพนธ์หลัก e-mail: [email protected]

112 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศริ ิพงษ์ ฐานม่ัน และ นริ นิ ธนา บษุ ปฤกษ์

STUDY OF AGRI-PRODUCT DEVELOPMENT AND CONSUMER BEHAVIOR
BY MIXED METHOD APPROACH

Siriphong Thanman1 Nirintana Boosaparerk2*

Abstract
This research studied 1) the way of agri-products development of the community living in

Klong 5 sub-district, Klong Luang district, Pathum Thani province, 2) the marketing situation of those,
and 3) consumers’ behavior in marketing factors. The mixed method approach using in the study were
quantitativeand qualitative.The quantitativewas collecting data from questionnairesof 400 consumers
and the method of analyzing data in descriptive statistics; arithmetic mean, frequency, and standard
deviation whereas the qualitative was emphasizing on participatory action research (PAR) collecting
data by studied related documents, held small group meetings, use of community research study
tools; a hand-made map, planting calendar, and community time line. The result found 1) up until
now agricultures in the community have 3 forms of agri-products development that are the planting
method, the product transformed, and new product innovation. 2) The marketing situation now shows
a network of agricultures engaged for exchange knowledge and news of marketing events. 3) The study
of consumers’ behavior in marketing factors revealedthat most of them agreed that banana was good
material for agri-product transformed. The buying decision was made based on products’ quality. The
consumers receivedinformation of agri-product via internet/websites. The buying objective was mainly
for family consuming and the most powerful influencerto buy was oneself. Their opinions in marketing
mix (4P’s) of agri-productswere considering highest on product specification particularlyon cost-benefit,
later was promotion of sample and tasting, then distribution channels must be easy accessed and
convenience for buyers, and the last point was the price meaning that consumers preferred the lower
price when quality was the same.

Keywords : Agri-product, Community, Consumer behavior

1 Lecturer, Bachelor of Business Administration (General Management) Faculty of Management Science,
Valaya Alongkorn Rajabhat University Under The Royal Patronage, e-mail: [email protected]

2 Lecturer, Bachelor of Business Administration (Business Administration) Faculty of Management Science,
Valaya Alongkorn Rajabhat University Under The Royal Patronage,

*Corresponding author, e-mail: [email protected]

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 113

บทนา
เศรษฐกิจชนบทตั้งแต่อดีตถึงปัจจบุ ันส่วนใหญ่ยึดการทานาเป็นอาชพี หลัก ซ่ึงกไ็ ด้แก่ นาปีและนาปรัง

สว่ นพืชผักสวนครัวอื่น ๆ เป็นการเพาะปลูกเพื่อใช้บริโภคในครวั เรือนก่อนแล้วจึงค่อยนาส่วนที่ผลติ ได้เกนิ กว่าความ
ตอ้ งการไปขายเป็นการสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวนอกเหนือจากการทานา ซึง่ ก็เป็นสาเหตุท่ีทาใหข้ ้าวกลายเป็น
พืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ในขณะท่ีชาวนากลับถูกเรียกขานว่าเป็นหน่ึงในกลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อย และ
ถึงแมว้ ่าชาวนาจะได้รับการสนับสนนุ จากรฐั บาลทุกยคุ ทุกสมยั ผ่านนโยบายทเี่ กีย่ วข้องกับราคาข้าวต่าง ๆ แตก่ ไ็ มไ่ ด้
ทาให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากวงจรหน้ีสินได้อย่างยั่งยนื บางคนยง่ิ ทานาอาจย่ิงยากจนลงเสยี อีก ท้ังน้กี ็เนือ่ งจาก
ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมาภาคการเกษตรของประเทศไทยประสบปัญหาหลายประการ ได้แก่ ปัญหาภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และปัญหาราคาสินค้าตกต่า เป็นต้น โดยสาเหตุประการหน่ึงมาจากระบบ
โครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชนไม่ได้รับการพัฒนา ตลอดจนยังขาดปัจจัยการผลิตท่ีจาเป็น ดังนั้น การลงทุนด้าน
โครงสร้างพ้ืนฐานเพ่ือส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในระดับฐานรากซ่ึงครอบคลุมท้ังกระบวนการ ตั้งแต่
กิจกรรมด้านการผลิต การเพิ่มมลู ค่าสนิ ค้า และการตลาด จะส่งผลให้ชุมชนพัฒนาอยา่ งมัน่ คงแข็งแรงต่อไป

ตาบลคลองห้า อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในอดีตเป็นพ้ืนท่ีหน่ึงที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชพี
เกษตรกรรมในลักษณะการปลูกพืชเชิงเด่ียวโดยมีข้าวเป็นหลักเพราะความท่ีมีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์ ซ่ึงก็แสดงให้
เห็นถึงลักษณะของความเป็นชุมชนแบบชนบทอย่างแท้จรงิ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตของชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปตาม
สภาพเศรษฐกิจและสังคมท่ีไดร้ บั อิทธิพลมาจากการขยายตัวของชุมชนเมือง ลักษณะที่เห็นไดช้ ัดเจนคือพ้ืนท่ีนาลด
จานวนลงและกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม บ้านจัดสรร สนามกอลฟ์ นอกจากน้ีชุมชนท่ีเคยเงียบสงบกพ็ ลุกพล่าน
ด้วยปริมาณรถยนต์ รถบรรทุกสินค้า รถโดยสารท่ีผ่านเข้าออก รวมถึงจานวนประชากรแฝงท่ีย้ายถิ่นฐานมาอาศัย
และประกอบอาชีพใกล้ ๆ เขตเมือง จึงทาให้พ้ืนที่ตาบลคลองห้ากลายเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท กล่าวคือ การมี
รายได้ส่วนใหญ่จากภาคการเกษตร ขณะทีร่ ายจ่ายมีลักษณะผสมระหว่างค่าใช้จ่ายแบบชาวชนบท เชน่ คา่ พนั ธุ์พืช
ค่าปยุ๋ ค่าสารเคมีจากดั ศัตรูพชื ค่าจา้ งแรงงาน และคา่ ใชจ้ า่ ยแบบชาวเมือง อาทิ คา่ นา้ ประปา คา่ ไฟฟ้า ค่าโทรศพั ท์
คา่ อนิ เตอรเ์ น็ต คา่ การศกึ ษาบุตร ค่างวดรถ เปน็ ต้น ทาให้หนไี มพ่ น้ ปัญหารายไดไ้ ม่พอกับรายจ่าย ไมส่ ามารถพ่ึงพา
ตนเองได้ อันจะนาไปสู่ปัญหาการเป็นหน้ีทง้ั ในระบบและนอกระบบตามมา หากชมุ ชนยังไม่สามารถรับมือกบั ความ
เปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วได้ ท่ผี า่ นมาเกษตรกรในชุมชนบ้างก็มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และรกั ษาอาชีพเกษตรกรไว้
ไม่วา่ จะเป็น วิธีการปรบั เปล่ียนพันธุข์ ้าวท่ีปลูกเพ่ือใหเ้ หมาะกบั สภาพอากาศและต้นทุนการผลิต อาทิ การปลูกข้าว
ไรซเ์ บอร์รปี่ ลอดสารพิษแทนข้าวหอมมะลิ วิธกี ารลดพ้นื ทีน่ า มาปลูกพชื ผกั สวนครัวและผลไม้ ทดแทนรายได้ในยาม
ราคาข้าวตกต่า การเพาะเห็ด เลีย้ งเปด็ เล้ียงไก่ สร้างรายได้เสริม ตลอดจนเรียนรู้การแปรรูปผลติ ภัณฑ์เกษตร เชน่
ไข่เค็ม แชมพูมะกรูด น้ามะนาวพร้อมดื่ม และน้าไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายตลาด นอกจากนี้เกษตรกรได้
ทดลองนาพืชพันธ์ุใหม่ ๆ มาปลกู และจาหน่ายตามกระแสนิยมเกี่ยวกับสมุนไพรเพ่ือสุขภาพ อาทิ ถัว่ ดาวอินคา ชา
ดาวอินคา และหมามุ่ย ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีความพยายามท่ีจะสร้างรายได้ต่าง ๆ เหล่านี้ข้ึนมาเพ่ือช่วยเหลือ
ตนเองในเบื้องต้น แต่หลังจากท่ีได้ดาเนินการตามแนวทางดั้งเดิมได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น ผลลัพธ์คือ เกษตรกรรู้สึกว่า
การขายสนิ คา้ ยังไมป่ ระสบความสาเรจ็ เท่าทค่ี วร

ดังน้ัน คณะผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน
ตาบลคลองหา้ อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนสถานการณ์ดา้ นการตลาดและพฤติกรรมผบู้ ริโภคโดย
ใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสานและการมสี ่วนร่วม เพื่อเป็นขอ้ มูลแก่ชุมชนในการนาไปใช้พัฒนาผลติ ภณั ฑ์ให้
สามารถตอบสนองความตอ้ งการของผบู้ รโิ ภคกลุม่ เป้าหมายไดด้ ยี ิ่งขึน้ ตามท่ี วชั ราภรณ์ วัฒนขา (2551) ใช้ศกึ ษา

114 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศิรพิ งษ์ ฐานม่ัน และ นิรนิ ธนา บุษปฤกษ์

การพฒั นารูปแบบการเกษตรในพืน้ ทีก่ ึ่งเมืองเพื่อการพง่ึ พาตนเอง คณะผู้วจิ ัยหวังว่าจะสง่ ผลใหเ้ ศรษฐกจิ ฐานราก
ให้มีความเข้มแขง็ ต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. ศกึ ษาสถานการณ์การพฒั นาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชมุ ชน ตาบลคลองหน้า อาเภอคลอง

หลวง จงั หวัดปทมุ ธานี ตัง้ แต่อดตี ถึงปัจจุบัน
2. ศึกษาสถานการณ์การตลาดของผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชน ตาบลคลองหน้า อาเภอคลอง

หลวง จงั หวัดปทมุ ธานี
3. ศึกษาพฤติกรรมผ้บู รโิ ภคผลิตภัณฑท์ างการเกษตรและความคิดเห็นต่อปัจจัยทางการตลาด

วิธดี าเนนิ การวจิ ัย
วธิ ดี าเนินการศกึ ษาใชร้ ปู แบบการศึกษาวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณและวิธวี ิจยั เชิงคุณภาพแบบมสี ่วนรว่ ม

1. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
1.1 การประชุมกลุ่มย่อย ทีมวิจัยมีการประชุมกลุ่มย่อยเดอื นละ 1-2 ครั้ง เพื่อเก็บข้อมูลบรบิ ท

ชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด
1.2 แผนท่ีชุมชน ทมี วจิ ยั ได้ฝกึ ให้ชุมชนร่วมกนั ทาแผนทช่ี ุมชน เพ่ือเกบ็ ข้อมูลเชงิ ภมู ศิ าสตร์ และ

ชวนใหช้ ุมชนนึกถึงศักยภาพทรัพยากรของท้องถิ่น โดยการมีสว่ นร่วม
1.3 ปฏทิ ินการผลติ ทีมวิจยั ได้ฝึกใหช้ ุมชนร่วมกันทาปฏิทินที่สอดคล้องกับฤดูในการผลติ สินค้า

เกษตรของชุมชนคลองห้า โดยการมสี ่วนรว่ ม
1.4 เส้นแบ่งเวลา (Time line) ทมี วจิ ยั ได้ฝึกให้เกษตรกรร่วมกันเล่าเร่ืองราว เหตกุ ารณ์สาคญั ใน

อดีตถึงปัจจุบัน ของตาบลคลองห้า รวมถึงชวนให้ชุมชนฉุกคิดถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับท้องถ่ินใน
อนาคต ผา่ นเครอ่ื งมือ Time line โดยการมีสว่ นร่วม

1.5 แบบสอบถาม ศึกษาพฤติกรรมของผู้บรโิ ภคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อใช้เก็บข้อมูลเชิง
ปริมาณ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนท่ี 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ส่วนท่ี 2 ข้อมูลด้านพฤติกรรม
ผ้บู รโิ ภค และส่วนท่ี 3 ข้อมูลปจั จยั ทางการตลาด กล่มุ เปา้ หมาย คอื กลุม่ ตวั อย่างผู้บรโิ ภคสินค้าเกษตรที่อาศัย
อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานีและพ้ืนท่ีใกล้เคียง จานวน 400 คน แล้วนาข้อมูลที่ได้มาทาการ
วเิ คราะห์ขอ้ มลู สรปุ ผล

2. การเก็บรวบรวมข้อมูล
คณะผวู้ ิจัยไดป้ ระสานงานกบั ทมี วิจยั ชุมชน ในการเก็บรวบรวมข้อมลู เชิงคณุ ภาพจากการประชุม

กลุ่มย่อย แผนท่ชี มุ ชน ปฏิทนิ การผลติ Time line ระยะเวลาต้ังแตเ่ ดือนตลุ าคม 2560 ถึง เดือนมีนาคม 2561
จากนน้ั นาข้อมูลทไี่ ดม้ าวิเคราะห์เพ่ือสรปุ ผลต่อไป

3. การวิเคราะห์ข้อมลู ดงั นี้
3.1 วเิ คราะหข์ ้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วข้อง กับงานวิจยั
3.2 ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มและการสังเกต ในประเด็นที่เก่ียวกับบริบทชุมชน การพัฒนา

ผลิตภณั ฑ์ และการตลาด
3.3 ข้อมลู ทรี่ วบรวมจากการเกบ็ แบบสอบถาม จานวน 400 ชดุ วิเคราะห์ด้วยสถติ เิ ชิงพรรณนา

ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าความถี่และร้อยละที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัจจัยทางการตลาด การ

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 115

วิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปัจจัยทางการตลาด (ส่วนประสมทางการตลาด ใช้เกณฑ์ในการ
วเิ คราะหแ์ ละแปลข้อมลู ดงั น้ี

ค่าเฉลี่ย 1.00 –1.80 หมายถงึ ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด
ค่าเฉลี่ย 1.81 –2.60 หมายถงึ ระดับความคดิ เหน็ นอ้ ย
คา่ เฉล่ยี 2.61 –3.40 หมายถงึ ระดับความคิดเหน็ ปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 3.41 –4.20 หมายถึง ระดบั ความคิดเหน็ มาก
คา่ เฉล่ีย 4.21 –5.00 หมายถงึ ระดบั ความคิดเหน็ มากทีส่ ุด

ผลการวจิ ัย
1. สถานการณ์การพฒั นาผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชนตงั้ แตอ่ ดตี ถึงปัจจบุ ัน
กลุ่มเกษตรกรตาบลคลองห้าได้ร่วมกันทา Time Line ของชุมชนคลองห้า ย้อนอดีตไป เริ่ม

ตั้งแต่ พ.ศ. 2511-2512 ถงึ 2519 เป็นช่วงท่ีประชากรมีการทานาเปน็ อาชพี หลัก สว่ นใหญป่ ลูกขา้ วจ้าวพนั ธ์ุ กข
1 และ กข 5 ทไี่ ด้รบั การปรับปรุงพันธแุ์ ลว้ สนับสนนุ ใหช้ าวนาปลูก เก็บเกย่ี วใส่ยงุ้ ฉาง มโี รงสีในพน้ื ท่ีแต่นอ้ ย 2-3
แหง่ และคอ่ นขา้ งหา่ งไกลจากพ้ืนทห่ี มู่ 11 ตอ่ มาในปพี .ศ. 2520 ชาวนาเรม่ิ มีการทานาน้าตม (นาหวา่ น) ซึง่ เป็น
การเพาะเมล็ดพันธ์ุข้าวให้มีรากงอกก่อน ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เรียกว่ามีตุ่มตาแล้ว ค่อยนาไปหว่านในนาที่
เตรียมดินไว้เรียบร้อยแล้ว การทานาหว่านในลักษณะนี้ แยกเป็น 2 แบบ คือ การหว่านหนีน้า จะทาในฤดูฝน
เนื่องจากการหวา่ นขา้ วแหง้ หรือทาการตกกลา้ ไม่ทัน เมอ่ื ฝนมามาก หลงั เตรยี มดนิ เปน็ เทอื กดีแลว้ กจ็ ะหว่านข้าว
ที่เพาะจนงอก ลงไปในกระทงนาที่มีน้าขังอยู่มากจึงเรียกว่า “นาหว่านน้าตม” แบบท่ีสอง เรียกว่า “นา
ชลประทาน” หมายถึงนาในเขตที่มีแหล่งน้าอุดมสมบรู ณซ์ ึ่งมกั ให้ผลผลิตมาก โดยหลังจากเตรียมดินเปน็ เทือกดี
แล้ว จะระบายน้าออกใหเ้ หลือนา้ ขังในผืนนาใหน้ ้อยที่สุด นาเมล็ดพันธุ์ขา้ วท่เี พาะจนงอกต่มุ ตา หว่านลงไป แล้ว
คอยควบคมุ การให้นา้ เพราะเป็นปัจจยั ท่ีจะทาให้ได้ผลผลติ ทสี่ ูงขึ้น ในพน้ื ทตี่ าบลคลองห้ามีแหลง่ น้าอุดมสมบูรณ์
จงึ สามารถทานาน้าตมไดท้ ้ังสองแบบ ต่อมาในปีพ.ศ. 2534- 2537 สมยั นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะ
วณั เปน็ ยุคทีท่ ีด่ นิ มีราคาสูงขึ้นมากจงึ เกดิ ระบบนาเช่ากระจายเขา้ ส่เู กษตรกร พน้ื ที่การเกษตรลดจานวนลงอย่าง
เหน็ ไดช้ ัดเน่อื งจากถกู ขายให้นายทุนนาไปพฒั นาเป็นหม่บู ้านจดั สรร, สวนเกษตรจดั สรร และสนามกอลฟ์ อัลไพน์
เปน็ ต้น ในด้านการชลประทานได้มีการสร้างสระเกบ็ น้าพระรามเก้าขน้ึ ตอ่ มาในปพี .ศ. 2540 เกิดวกิ ฤตเศรษฐกิจ
ครงั้ รุนแรงของประเทศไทย คือ “วกิ ฤตตม้ ยากุ้ง” ที่ส่งผลกระทบอยา่ งมากต่อภาคอุตสาหกรรม เกดิ การวา่ งงาน
แต่มีผลกระทบค่อนข้างน้อยในภาคการเกษตรเพื่อการบริโภคภายในประเทศและภายในชุมชน เม่ือเทียบกับ
ปัญหาข้าวราคาตกต่าทเ่ี กดิ ในปี พ.ศ. 2542 ทีท่ าให้ชาวนามหี นี้สินเพิม่ ราคาขา้ ว อยทู่ เี่ กวียนละ 3,000 บาท ซง่ึ
ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพของเกษตรกร จึงจาเป็นต้องลดพื้นที่นาลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2544- 2546 เศรษฐกิจ
โดยรวมของประเทศเติบโตขน้ึ อย่างเห็นได้ชัด เกษตรกรกลบั มาทานามากข้ึน มกี ารใช้จ่ายเพือ่ การบริโภคท่ีสูงขึ้น
ตามรายได้ อีกท้ังรัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทสนับสนุนในระดบั ทอ้ งถิ่น ได้แก่ การจัดตั้งโครงการหนึ่งตาบล หนึ่ง
ผลิตภัณฑ์ (OTOP) ข้ึน และโครงการกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเป็นเงินทุน
หมนุ เวยี นภายในชมุ ชนในการทาเกษตร และตอ่ ยอดอาชีพ แต่ในสว่ นโครงสร้างพ้นื ฐานด้านการคมนาคมยงั ไม่ได้
รับการพัฒนาเท่าท่คี วรในความรูส้ ึกของคนในชมุ ชน ปี พ.ศ. 2548 สินคา้ เกษตรยงั คงราคาดีขึ้นอยา่ งต่อเน่ือง ทา
ใหม้ รี ายไดส้ ่งลูกหลานเรยี นต่อในระดบั สูงข้ึน มกี ารกระจายรายได้สู่ชุมชน อยา่ งไรก็ตามในปีพ.ศ. 2549 หลงั เกดิ
รัฐประหาร ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนหยุดชะงัก ราคาข้าวตกต่าอีกรอบ ชาวนาไร้ที่พ่ึง จึงหันไปกู้ยืมหนี้นอก

116 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศิรพิ งษ์ ฐานมัน่ และ นริ ินธนา บษุ ปฤกษ์

ระบบ ปีพ.ศ. 2550 ในชุมชนก็มรี ะบบน้าประปาพฒั นาไปในหลายหมูบ่ ้านซ่ึงหากเกษตรกรนาไปใชใ้ นการเกษตร
กจ็ ะเกดิ คา่ ใช้จ่ายท่ีสูงข้ึน ในท่สี ดุ เกษตรกรก็พบทางออกจากปัญหา ก็คือการหันไปพ่ึงพาแนวทางการทาเกษตร
ทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดารขิ องในหลวงรัชกาลท่ี 9 ซ่งึ เปน็ แนวทางการจัดการทดี่ นิ และน้าเพ่ือการเกษตรที่
ย่ังยืน แก้ปัญหาการขาดแคลนท่ีดินทากินของเกษตรกร กรมวิชาการ (2539) ได้อธิบาย “ทฤษฎีใหม่” ว่าให้
ดาเนินการในพื้นที่ทากินท่ีมีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดบั ไร่นาอย่างเหมาะสม
ด้วยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยให้มีการสร้างแหล่งน้าในที่ดิ นสาหรับการทาเกษตรแบบผสมผสาน
อย่างได้ผล เพ่อื ให้เกษตรกรสามารถเล้ียงตนเองได้ ใหม้ ีรายไดไ้ ว้ใช้จ่ายและมีอาหารไวบ้ ริโภคตลอดปี ต่อมาในปี
พ.ศ. 2552- 2553 ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน
ส่งเสริมเกษตรกรในด้านเงินทุน และด้านองค์ความรู้ท่ีใช้ต่อยอดอาชีพ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อเกิด
อุทกภัย หรือน้าท่วมประเทศไทยคร้ังใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ในปีพ.ศ. 2554 ส่งผลให้ระบบเกษตรล่ม ไร่นา
พชื ผล เสยี หายจงึ เกดิ เป็นหน้ี ธกส. ทั้งนภ้ี าคเกษตรกรรมค่อย ๆ ฟืน้ ตวั อย่างตอ่ เนื่องต้ังแต่ปี พ.ศ. 2555- 2560
มีการก่อตั้งกลุ่มเกษตรกร เป็นวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ อาทิ วิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยตาบลคลองห้า,
วสิ าหกจิ ชมุ ชนบ้านเกษตรสมบรู ณ์ หมู่ที่ 10, วสิ าหกิจชุมชนกล่มุ อาชพี เป็นตน้ ทาให้เกดิ อาชีพและการพัฒนา
ผลติ ภณั ฑใ์ หม่ ๆ ท่เี ป็นผลผลิตจากการเกษตรข้นึ ในชมุ ชน เช่น หมี่กรอบ, ไวน,์ นา้ พรกิ เปน็ ตน้

จากข้อมูลต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่ารูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพ่ือวัตถุประสงค์ที่
แตกตา่ งกัน ซง่ึ แบง่ ได้เป็น 3 ดา้ น ดงั นี้

1. ด้านการเพาะปลูก เป็นการพัฒนาวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับชนิดของพืช ลักษณะของดิน
และสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาคุณภาพของผลผลิตได้ ซึ่งในอดีต ก็คือการทานาน้าตม และนา
ชลประทาน ต่อมาคือการหันมาทาเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการ
ผลิต อีกทั้งยังได้ผลิตภัณฑ์ท่ีหลากหลายหมุนเวียนให้กินและขายได้ตลอดปี จนมาถึงในปัจจุบัน ก็คือการนา
แนวคิดเกษตรปลอดภัยจนถึงเกษตรอินทรีย์มาใช้เพ่ิมเติมเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติและสุขภาพของ
เกษตรกร ผลผลติ ท่ีไดถ้ งึ แม้จะมคี วามสมบรู ณ์ค่อนข้างมาก แตบ่ างคร้ังก็อาจทาให้ผู้ซื้อเกดิ ความไมแ่ น่ใจว่าเป็น
ผักปลอดสารเคมี จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักสด ได้แก่ ผักสลัด ผักสวนครัว และเห็ดสด เป็นต้น ตาม
ปฏิทนิ การผลิตของชมุ ชนสรปุ ได้ ดังนี้

เดอื น การผลิตของชุมชน

กุมภาพันธ์ – เมษายน ปลกู ถัว่ ปอเทือง เลี้ยงจ้งิ หรีดจนจบั ขาย ปุย๋ ขีจ้ งิ้ หรีด

พฤษภาคม – สงิ หาคม ปลกู ขา่ ตะไคร้ เลยี้ งปลา เร่ิมทานาจนถึงเก็บเกี่ยว (ครง้ั ท่ี 1)
กันยายน แปรรูปผลิตภัณฑจ์ ากปลา
ตลุ าคม – มกราคม ปลกู ผกั สวนครัว มะนาว เรม่ิ ทานาจนถงึ เก็บเกีย่ ว (ครงั้ ท่ี 2)

2. ด้านการแปรรปู เปน็ การเปลี่ยนสภาพของสนิ ค้าเกษตรใหเ้ ป็นอาหารสาเรจ็ รปู ท่ีพร้อมบรโิ ภคและ
ง่ายต่อการเก็บรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ยืดอายุการเก็บรกั ษาและสร้างมูลคา่ เพม่ิ ใหผ้ ลิตภัณฑ์ ได้แก่ กล้วย
ฉาบ ข้าวเกรียบเห็ดรสชาตติ ่าง ๆ ซึ่งเร่ิมจากการก่อตั้งในรปู แบบวิสาหกิจชุมชน ข้อดีคือเป็นการตอ่ ยอดอาชีพ
เกษตรกร และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ รวมถึง จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตรดว้ ย ขอ้ จากดั คอื บางผลิตภัณฑ์ตอ้ งอาศัยเครอ่ื งมอื เครื่องใชใ้ นการแปรรูปซง่ึ กอ่ ให้เกิดต้นทุนท่ีเพิ่มขึ้น
อาทิ ตน้ ทนุ การแปรรูป ต้นทนุ การเก็บรักษา เปน็ ตน้

วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 117

3. ด้านการค้นคว้าทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพ่ือริเร่ิมตลาด ตอบสนองความต้องการของ
ผู้บริโภค ได้แก่ น้าไผ่กิมซุงและไผ่สีสุก สบู่ฟักข้าว ขนมเปียะฟักข้าว วุ้นฟักข้าว ขนมชั้นฟักข้าว ผลิตภัณฑ์
ประเภทนี้มักเกิดขึ้นมาจากความใฝ่รู้ของตัวเกษตรกรเป็นรายบุคคลมากกว่ากลุ่ม เพราะต้องอาศัยองค์ความรู้
และความคดิ สร้างสรรคใ์ นการรเิ ร่ิม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโครงการบริการวิชาการจากสถาบันการศกึ ษาจะเข้า
มาต่อยอดใหเ้ กษตรกรได้

ภาพที่ 1 ปฏิทินการผลติ ชมุ ชน ตาบลคลองห้า อาเภอคลองหลวง จังหวดั ปทุมธานี
ท่มี า: ชุมชนคลองหา้ 2560

ภาพที่ 2 แผนทีช่ มุ ชน ตาบลคลองห้า อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
ทมี่ า: ชุมชนคลองห้า 2560

118 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศิริพงษ์ ฐานม่ัน และ นริ นิ ธนา บษุ ปฤกษ์

ภาพที่ 3 เส้นแบง่ เวลา (Time Line) ชมุ ชน ตาบลคลองหา้ อาเภอคลองหลวง จงั หวัดปทมุ ธานี
ทมี่ า: ชมุ ชนคลองห้า 2560

2. สถานการณ์การตลาดและพฤตกิ รรมผบู้ รโิ ภค
เน่ืองจากบริบทชุมชนทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปจากเมื่ออดตี ปจั จุบนั จึงได้ลดพ้ืนท่นี าลงด้วยเหตุผลหลาย

ประการ อาทิ ตน้ ทนุ ปุ๋ยเคมที ส่ี ูงขึ้น แรงงานในครัวเรือนที่ขาดแคลนเพราะลูกหลานไม่สืบทอดอาชพี และราคา
ขายส่งข้าวที่ไมแ่ น่นนอนและมักถูกแทรกแซงจากพ่อค้าคนกลาง สว่ นหน่ึงจงึ หันมาทาการเกษตรแบบผสมผสาน
ตามแนวทางปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง มีการปลกู พืชหมนุ เวียนเพ่ือบริโภคภายในครวั เรอื นเป็นหลกั และจาหน่าย
ส่วนท่ีเหลือได้ตลอดท้ังปี โดยอาศัยการทาเกษตรปลอดภยั และเกษตรอินทรีย์ หมายถึง “ปลอดภัยท้ังคนปลูก
และคนกินดว้ ยการใช้อินทรียแ์ ทนเคมี” ซ่งึ เร่ิมต้งั แตข่ น้ั ตอนการปรับปรุงดินให้มีสภาพกรด-ด่างท่ีพอเหมาะด้วย
สารอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยเคมี ซ่ึงได้ประโยชน์ทั้งการลดตน้ ทุนและทาให้ดนิ ไม่แขง็ ช่วยให้รากของพืชชอนไชได้ดี
และสามารถดูดซึมสารอาหารเพอ่ื สร้างความแข็งแรงแก่ลาตน้ ทนทานต่อการรกุ รานจากแมลงศัตรพู ืช ส่งผลให้
เกษตรกรไม่จาเป็นต้องใช้สารเคมีเพ่ือช่วยพยุงต้นอ่อนเหมือนในอดีต ผลผลิตหลัก ได้แก่ ข้าวและผักสวนครัว
เช่น ข่า ตะไคร้ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว เห็ดขอนขาว เป็นต้น นอกจากน้ีเกษตรกรได้เรีย นรู้การแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ให้เป็นสินค้าที่หลากหลาย เช่น กล้วยฉาบจากกล้วยหักมุก, การนาผลฟักข้าวมาเปน็
สว่ นประกอบในการทาวุ้น ขนมชน้ั แปง้ ขนมเปียะ และสบู่อาบนา้ , การทาไข่เค็มจากไขเ่ ป็ด, การนาเห็ดมาเป็น
ส่วนประกอบหลกั ของข้าวเกรยี บ และเสรมิ ในเคก้ กล้วยหอม เปน็ ตน้ โดยการสนบั สนุนจากหน่วยงานภายนอกท่ี
รับผดิ ชอบโดยตรง อาทิ เกษตรจังหวัด และจากงานบริการวิชาการของสถาบันอดุ มศึกษาในละแวกใกล้เคียง เชน่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นตน้ ใน
ด้านการตลาดเกษตรกรมีการสร้างเครือข่ายภายในและภายนอกตาบล เพื่อใหค้ วามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท้ัง
ในด้านการเผยแพร่ความรู้ด้านการทาเกษตรและชักชวนกันออกจาหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามสถานท่ี
ต่าง ๆ นอกเหนือจากตลาดนัดหลักภายในตาบลคลองห้า เช่น ศาลากลาง จังหวัดปทุมธานี, โรงพยาบาล
ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตาบลคลองหนงึ่ อาเภอคลองหลวง จงั หวัดปทมุ ธานี รวมไปถึงการรวมกลุ่มไปออ
กร้านด้วยกันในวาระต่าง ๆ เช่น ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม, เมืองทองธานี, ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ จังหวัด
นนทบุรี เป็นตน้ นอกเหนอื จากข้าวและพชื ผักสวนครัว

วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 119

การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ
เก่ียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ด้วยแบบสอบถาม ท่ีทีมวิจัยร่วมกันศึกษาข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งต่าง ๆ แล้ว
ออกแบบปรบั ปรุงให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับผลติ ภัณฑ์ของกลุ่ม จากการทดลองใช้แบบสอบถามกับกลุ่ม
ตัวอย่างจานวน 30 ชุด สามารถวิเคราะหค์ า่ ความเช่ือม่ันของแบบสอบถามโดยใชส้ ูตรสัมประสทิ ธิ์อัลฟา่ ของครอ
นบาค (Cronbach, 1990) ดว้ ยโปรแกรมสาเร็จรูปเม่ือแยกเป็นรายด้านจะได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
ดงั ตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ค่าความเชอ่ื ม่นั ของแบบสอบถาม

ปจั จยั ส่วนประสมทางการตลาด Cronbach’s Alpha

ด้านคุณลกั ษณะทีไ่ ด้รับการยอมรบั 0.85
ด้านราคาสินค้า 0.92
ด้านชอ่ งทางการจดั จาหน่าย 0.91
ดา้ นการส่งเสริมการตลาด 0.89

ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลปัจจัยส่วนบคุ คล
เพศ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 222 คน คิดเป็นร้อยละ 55.5 และเพศชาย
จานวน 178 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 44.5
อายุ ผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยใู่ นวยั ทางาน คือมีอายรุ ะหว่าง 21-60 ปี จานวน 354 คน คดิ
เปน็ รอ้ ยละ 88.6 รองลงมา คอื อายุมากกว่า 60 ปี จานวน 27 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 6.8 และอายนุ ้อยกว่า 20 ปี
จานวน 19 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 4.8
ระดับการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไปจนถึงสูงกว่า
ปริญญาตรี จานวน 267 คน คิดเป็นร้อยละ 66.8 รองลงมา คือระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
จานวน 79 คิดเป็นร้อยละ 19.8 และระดบั ประถมศกึ ษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จานวน 54 คน คิดเป็นรอ้ ยละ
13.5
อาชีพ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงาน/ลูกจ้างรัฐบาลและเอกชน จานวน 127 คน คิด
เป็นร้อยละ 31.8 รองลงมา คอื ประกอบธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย จานวน 79 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 19.8 นกั เรยี นหรือ
นักศึกษา จานวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 15.3 เกษตรกร จานวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 รับจ้าง/อาชีพ
อสิ ระ จานวน 47 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 11.8 และพอ่ บา้ น/แม่บา้ น จานวน 22 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 5.5
รายได้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนโดยประมาณ 10,000-40,000 บาท/
เดือน จานวน 274 คนคิดเป็นร้อยละ 68.5 ต่ากว่า 10,000 บาท/เดือน จานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 19.0
มากกว่า 40,000 บาท/เดอื น จานวน 23 คน คดิ เป็นร้อยละ 5.8 และไม่มรี ายได้ จานวน 27 คน คดิ เป็นร้อยละ
6.8
สถานภาพสมรส ผูต้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสแล้ว จานวน 245 คน คดิ เป็นร้อย
ละ 61.2 สถานภาพโสด จานวน 141 คน คิดเป็นร้อยละ 35.3 และหย่า/หม้าย จานวน 14 คน คิดเป็นรอ้ ยละ
3.5

120 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศริ พิ งษ์ ฐานมัน่ และ นิรนิ ธนา บุษปฤกษ์

จานวนสมาชิกในครอบครัว ผ้ตู อบแบบสอบถามส่วนใหญ่มสี มาชิกครอบครัว 4-6 คน จานวน 225
คน คิดเปน็ ร้อยละ 56.3 สมาชกิ ในครอบครัว 1-3 คน จานวน 150 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 37.5 และจานวนสมาชิก
7 คนข้นึ ไป จานวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 6.3

พ้ืนทอ่ี ยู่อาศยั ในปัจจบุ ัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีพ้ืนท่ีอยู่อาศัยในปทุมธานี จานวน 305 คน
คิดเป็นร้อยละ 76.3 พ้ืนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ จานวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 11.3 พื้นที่อยู่อาศัยใน
พระนครศรีอยุธยา จานวน 23 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 5.8 พืน้ ทอ่ี ยอู่ าศัยในนนทบุรี จานวน 17 คน คิดเป็นรอ้ ยละ
4.3 พืน้ ทอี่ ่ืน ๆ ได้แก่ สุพรรณบุรี จานวน 6 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.5 และสมุทรปราการ จานวน 5 คน คดิ เปน็ ร้อย
ละ 1.0

ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ดา้ นพฤตกิ รรมผบู้ รโิ ภค
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คิดว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรท่ีสามารถนามาแปรรปู ได้ดี คือ กล้วย
ผัก และเห็ด คิดเป็นร้อยละ 92, 87 และ 83 ตามลาดับ ถ้าจะซ้ือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ส่ิงที่ให้ความสาคญั
เป็นลาดบั แรก คือ คุณภาพ ราคา บรรจุภณั ฑ์ และรสชาติ คดิ เป็นรอ้ ยละ 49.5, 27.5, 11.8 และ 7.5 ตามลาดับ
การรับรขู้ ่าวสารเกีย่ วกบั ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากช่องทางอินเตอร์เนต็ /เว็บไซต์ บุคคลใกล้ชิด โทรทัศน์ และ
พนักงานขาย คิดเป็นร้อยละ 22.8, 22.5, 21.5, และ 20.0 ตามลาดับ ส่วนใหญ่ มักจะซ้ือผลิตภัณฑ์ทาง
การเกษตรจากงานแสดงสินค้า/เกษตรแฟร์ ตลาดนดั และตลาดชมุ ชน/ตลาดสีเขียว คิดเป็นร้อยละ 28.3, 24.3
และ 22.0 ตามลาดับ วัตถุประสงค์ในการซ้ือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีคือ
บริโภคในครอบครัว ซ้ือไปฝากบุคคลอื่น อ่ืน ๆ และซ้ือไปขายต่อ คิดเป็นร้อยละ 70.8, 22.8, 3.3 และ 2.8
ตามลาดับ บคุ คลท่มี ีอทิ ธพิ ลในการตดั สินใจซ้ือผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรมากทส่ี ดุ คือ ตนเอง บคุ คลในครอบครัว
เพ่ือน และแพทย์/ผ้เู ช่ยี วชาญ คดิ เปน็ ร้อยละ 57.8, 31.0, 4.8 และ 3.8

ผลการวเิ คราะหร์ ะดับความคดิ เหน็ ของผู้บริโภคตอ่ ปัจจยั ทางการตลาด (สว่ นประสมทางการตลาด)

ตารางท่ี 2 ค่าเฉลี่ย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และความคิดเห็นของผูบ้ ริโภคตอ่ คณุ ลกั ษณะของผลติ ภณั ฑ์

คุณลักษณะของผลิตภณั ฑ์ ̅ . . ระดบั ความ
ทไ่ี ด้รับการยอมรบั คิดเห็น

ตรารับรองผลติ ภณั ฑ/์ เครือ่ งหมาย อย. 3.90 1.03 มาก
หีบหอ่ สวยงาม
ปรมิ าณท่เี หมาะสม 3.74 0.80 มาก
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
ความค้มุ ค่ากับประโยชน์ที่ได้รับ 3.90 0.82 มาก

รวม 3.87 0.81 มาก

3.95 0.81 มาก

3.87 0.62 มาก

จากตาราง พบว่าปัจจัยทางการตลาดท่มี ีผลต่อการจดั จาหน่ายผลติ ภัณฑท์ างการเกษตร จาแนกตาม

คุณลกั ษณะของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในภาพรวมอยู่ในระดบั มาก ( ̅ =3.87, . .=0.62) เมือ่ พจิ ารณา
รายข้อเรยี งจากมากไปหาน้อย พบวา่ ขอ้ ทม่ี ีคา่ เฉลย่ี สูงสดุ คอื ความคมุ้ ค่ากบั ประโยชน์ที่ไดร้ ับ อยใู่ นระดับมาก

( ̅ =3.95, . .=0.81) รองลงมาคือ ปริมาณที่เหมาะสม อยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.90, . .=0.82) และตรา

วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 121

รับรองผลิตภัณฑ์/เครอ่ื งหมาย อย. อยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.90, . .=1.03) และข้อท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด คือ
หีบห่อสวยงาม อย่ใู นระดับมาก ( ̅ =3.74, . .=0.80) ตามลาดับ

ตารางที่ 3 ความคดิ เหน็ ของผ้บู รโิ ภคต่อราคาสินค้า

ราคาสนิ ค้า ̅ ระดับความ
. . คดิ เห็น

ราคาถูกกว่าสินค้าย่ีหอ้ อนื่ 3.61 0.93 มาก

ราคาเทา่ กับสินคา้ ยห่ี ้ออ่ืน 3.29 0.94 ปานกลาง

สามารถชาระผา่ นควิ อาร์โคด้ /ออนไลน์ 2.82 1.25 ปานกลาง

สามารถชาระผ่านบตั รเครดิต 2.75 1.33 ปานกลาง

มีการให้ราคาพเิ ศษสาหรับตัวแทนจาหน่ายผ่านบัตรเครดิต 2.81 1.36 ปานกลาง

รวม 3.06 0.97 ปานกลาง

จากตาราง พบว่าปัจจัยทางการตลาดทม่ี ีผลต่อการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑท์ างการเกษตร จาแนกตาม
ราคาสินค้าในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ =3.06, . .=0.97) เม่ือพิจารณารายข้อเรียงจากมากไปหา
น้อย พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ราคาถูกกว่าสินค้ายี่ห้ออ่ืน อยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.61, . .=0.93)
รองลงมาคือราคาเท่ากับสินค้ายี่ห้ออื่น อยใู่ นระดับปานกลาง ( ̅ =3.29, . .=0.94) และขอ้ ทีม่ ีค่าเฉล่ียน้อย
ท่สี ดุ คอื สามารถชาระผ่านบัตรเครดิต อยใู่ นระดบั ปานกลาง ( ̅ =2.75, . .=1.33) ตามลาดบั

ตารางที่ 4 ความคิดเห็นของผบู้ รโิ ภคตอ่ ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย

ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย ̅ . . ระดบั ความคดิ เหน็

สถานที่จัดจาหนา่ ยสะดวก เขา้ ถงึ ง่าย 3.63 1.09 มาก
สามารถส่ังซ้ือออนไลนแ์ ละส่งสินค้าถึงบ้าน 2.79 1.33 ปานกลาง
กาหนดช่วงเวลาการจาหน่ายท่ีชดั เจน 3.42 1.22
มาก
รวม 3.28 1.04
ปานกลาง

จากตาราง พบว่าปจั จัยทางการตลาดทีม่ ีผลต่อการจัดจาหน่ายผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตร จาแนกตาม
ช่องทางการจัดจาหน่ายในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( ̅ =3.28, . .=1.04) เม่ือพิจารณารายข้อเรียง
จากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ สถานที่จัดจาหน่ายสะดวก เข้าถึงง่าย อยู่ในระดับมาก ( ̅
=3.63, . .=1.09) รองลงมาคือกาหนดช่วงเวลาการจาหน่ายที่ชัดเจน อยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.42,
. .=1.22) และข้อที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือ สามารถส่ังซื้อออนไลน์และส่งสินค้าถึงบ้าน อยู่ในระดับปาน
กลาง ( ̅ =2.79, . .=1.33) ตามลาดับ

122 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศริ พิ งษ์ ฐานม่ัน และ นิรนิ ธนา บุษปฤกษ์

ตารางที่ 5 ระดับความคดิ เหน็ ของผบู้ รโิ ภคต่อการสง่ เสรมิ การตลาด

การสง่ เสรมิ การตลาด ̅ . . ระดับความ
คดิ เหน็
มกี ารแจกสินคา้ ตัวอยา่ ง/ทดลองชมิ 4.02
มีการลดราคา/ลด แลก แจก แถม ตามชว่ งเวลา 3.62 0.92 มาก
มบี ริการพิเศษตามเทศกาล เชน่ จัดกระเชา้ หอ่ ของขวญั 3.40
ผูข้ ายสามารถใหค้ าแนะนาสนิ คา้ ไดด้ ี 3.90 0.97 มาก
3.74
รวม 1.18 ปานกลาง

1.04 มาก

0.82 มาก

จากตาราง พบว่าปัจจยั ทางการตลาดทีม่ ผี ลต่อการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จาแนกตาม
การส่งเสริมการตลาดในภาพรวมอยใู่ นระดับมาก ( ̅ =3.74 . ., =0.82) เมอื่ พิจารณารายข้อเรยี งจากมาก
ไปหาน้อย พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีการแจกสินค้าตัวอย่าง/ทดลองชิม อยู่ในระดับมาก ( ̅ =4.02,
. .=0.92) รองลงมาคือผู้ขายสามารถให้คาแนะนาสินค้าได้ดี อยู่ในระดับมาก ( ̅ =3.90, . .=1.04)
และข้อท่มี คี า่ เฉลี่ยน้อยที่สดุ คือ มบี ริการพิเศษตามเทศกาล เช่น จัดกระเช้า หอ่ ของขวญั อยู่ในระดบั ปานกลาง

( ̅ =3.40, . .=1.18) ตามลาดบั

สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ัย
ผลการวิจยั ตามวัตถปุ ระสงค์ 2 ประการ ดงั น้ี
1. สถานการณ์การพัฒนาผลิตภณั ฑ์ทางการเกษตรของชุมชน ตาบลคลองหน้า อาเภอคลองหลวง

จงั หวดั ปทมุ ธานี ตั้งแตอ่ ดีตถงึ ปัจจุบัน พบวา่ ผลิตภณั ฑท์ างการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรในชุมชน มีรูปแบบการ
พัฒนาเพ่ือวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซ่ึงแบ่งได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านการเพาะปลูกคือการนาแนวคิด
เกษตรปลอดภัยจนถึงเกษตรอินทรีย์มาใช้เพิ่มเตมิ เพอื่ รักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาตแิ ละสุขภาพของเกษตรกร
ซง่ึ สอดคล้องกับ มติที่ประชมุ ใหญ่ IFOAM (2551) อ้างถงึ หลกั การของเกษตรอินทรีย์ ที่ครอบคลมุ 4 มิติ ไดแ้ ก่
มิติด้านสุขภาพ มิติด้านนิเวศวิทยา มิติด้านความเป็นธรรม และมิติด้านการดูแลเอาใจใส่ 1.2) ด้านการแปรรูป
และ 1.3) ดา้ นการคน้ คว้าทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพ่ือรเิ รม่ิ ตลาด สอดคลอ้ งกบั ภารกิจของกรมการพัฒนา
ชุมชนในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความมั่นคง โดยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การ
พฒั นาอาชพี การพฒั นาผลติ ภัณฑ์ท่เี กดิ จากภูมปิ ัญญาท้องถิ่น และการมสี ว่ นร่วมของประชาชนในการสร้างงาน
สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเช่ือมโยงไปสู่การดาเนินงานโครงการ OTOP ต่อไป และดารณี ถวิลพิพัฒน์กุล (2544)
กล่าวถึงการเป็นเมืองว่ามีความเก่ียวข้องกับการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมมาเป็นการใช้ความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์ การเปล่ยี นแปลงแบบแผนการเพาะปลูกแบบยงั ชพี มาเป็นการค้าและการเปลี่ยนแปลงจากการใช้
แรงงานคนและสตั ว์มาเป็นการใช้เครื่องจกั รกลในการผลิตสนิ ค้า

2. สถานการณก์ ารตลาดของผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตรของชมุ ชนและพฤตกิ รรมของผูบ้ รโิ ภค พบวา่
เกษตรกรมีการสร้างเครือข่ายภายในและภายนอกตาบล เพื่อให้ความช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ท้ังในด้านการ
เผยแพร่ความรู้ด้านการทาเกษตรและชักชวนกันออกจาหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามสถานที่ต่าง ๆ
นอกเหนือจากตลาดนัดหลักภายในตาบลคลองหา้ การศึกษาพฤตกิ รรมผู้บรโิ ภค พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วน
ใหญค่ ดิ ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรท่ีสามารถนามาแปรรปู ได้ดี คอื กล้วย โดยสง่ิ ท่ีให้ความสาคญั เปน็ ลาดับแรก

วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 123

คือ คุณภาพ มีการรับรู้ข่าวสารเก่ียวกับผลิตภัณฑ์จากช่องทางอินเตอร์เน็ต/เว็บไซต์ วัตถุประสงค์คือซื้อเ พื่อใช้
บริโภคในครอบครัว และบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อมากที่สุด คือ ตนเอง การวิเคราะห์ระดับความ
คดิ เหน็ ของผูบ้ ริโภคต่อปัจจยั ทางการตลาด ซ่ึงประกอบด้วยส่วนประสมทางการตลาด (4P’s) พบวา่ ผบู้ รโิ ภคให้
ความสาคัญกับคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์มากท่ีสุด โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้านความคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับ
รองลงมาคือการส่งเสริมการขาย หรือโปรโมชั่น ที่มีการแจกสินค้าตัวอย่าง/ทดลองชิม ด้านช่องทางการจัด
จาหนา่ ย ไดแ้ ก่ สถานท่ีจดั จาหน่ายสะดวก เขา้ ถึงงา่ ย และสุดทา้ ยคือราคา ทัง้ น้ี ผบู้ ริโภคมกั ตัดสนิ ใจซ้ือสินค้าท่ี
ราคาถกู กว่าสนิ ค้ายี่ห้ออ่ืนที่มคี ุณภาพเทา่ เทยี มกัน สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของปัชนีย์ สีมาบตั ิและคณะ (2552) ที่
พบว่าปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจผลิตภัณฑ์น้าพริกสาเร็จรูปของชุมชน อันดับหน่ึง คือ ด้านผลิตภัณฑ์
ไดแ้ ก่ คุณภาพและบรรจุภัณฑ์

ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะสาหรับงานวิจัยครั้งนี้ ชุมชนควรนาข้อมูลท่ีได้รับไปใช้ประโยชน์ด้านพัฒนา

ผลิตภัณฑใ์ ห้สามารถตอบสนองความตอ้ งการของผู้บรโิ ภคกลมุ่ เป้าหมายได้ดยี ่ิงขนึ้
2. ข้อเสนอแนะสาหรับงานวิจัยครงั้ ตอ่ ไป ชุมชนหรือนักวิจัยอาจศึกษาการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์สินคา้

แบบเฉพาะเจาะจง เพ่ือหาแนวทางจัดการดา้ นการตลาดทเ่ี หมาะสม

กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยคร้ังน้ีได้รับทุนสนับสนุนจากสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ฝ่ายวิจัยเพ่ือท้องถิ่น)

จนสาเรจ็ ไดด้ ้วยความรว่ มมือจากชุมชนตาบลคลองห้า อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ขอขอบพระคณุ ผูช้ ่วย
ศาสตราจารย์พรี ชัย กุลชัย หัวหน้าโหนดสุวรรณภูมิ ทีมพี่เล้ียงโครงการวิจัย ได้ให้ความกรุณาช้ีแนะแนวทาง ให้
ขอ้ คดิ เหน็ และให้การสนับสนุนตลอดจนตดิ ตามความคบื หนา้ ของการวิจัยครงั้ นด้ี ้วยดเี สมอมา ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์
ดร.ภญิ ญาพชั ญ์ นาคภิบาล หวั หนา้ โครงการวิจยั หลัก ทไ่ี ดใ้ ห้ข้อคิดเหน็ และแนวทางทเ่ี ป็นประโยชน์ ทาให้งานวจิ ัย
คร้ังน้ีมีความสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกคน เพ่ือนเกษตรกรชุมชนตาบลคลองห้า ที่ได้ให้
กาลงั ใจและความชว่ ยเหลือในการทางานวจิ ัยครั้งน้ีตลอดมา

เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2539). ทฤษฎใี หม่ : แนวทางการจดั การทดี่ นิ และนาเพ่อื การเกษตรที่ยัง่ ยนื . สบื ค้นเมื่อ 6

กรกฎาคม 2560. (ออนไลน)์ . เขา้ ถึงได้จาก
https://sites.google.com/site/thurukwananon/thvsdi-him-naewthang-kar-cadkar-
thidin-laea-na-pheux-karkestr-thi-yangyun.
ดารณี ถวิลพพิ ฒั นก์ ุล. (2544). กระบวนการเปน็ เมอื งกับการเปลีย่ นแปลงทางสังคมในประเทศกาลังพัฒนา.
พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 51-53
ปัชนยี ์ สมี าบตั ิและคณะ. (2552). โครงการพฒั นาคณุ ภาพผลิตภัณฑ์แจว่ บอ่ งเพือ่ ให้ไดร้ บั มาตรฐานจาก
องคก์ ารอาหารและยา (อย.) ของกลุม่ แม่บา้ นเกษตรสมบรู ณ์ ตาบลแสนสขุ อาเภอวารนิ ชาราบ
จงั หวัดอบุ ลราชธานี. กรุงเทพฯ: สานกั งานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝายวิจัยเพื่อท้องถิ่น.
มติทปี่ ระชมุ ใหญ่ IFOAM มิถุนายน 2551 อติ าล.ี (2551). เกษตรอนิ ทรีย์คอื อะไร. สบื คน้ เม่อื 1 กรกฎาคม
2560. (ออนไลน)์ . เขา้ ถงึ ได้จาก http://www.greennet.or.th/article/317.

124 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศิริพงษ์ ฐานมัน่ และ นริ นิ ธนา บุษปฤกษ์

วชั ราภรณ์ วัฒนขา. (2551). การพัฒนารปู แบบการเกษตรในพนื ทก่ี ง่ึ เมอื งเพือ่ การพึ่งพาตนเอง: กรณศี กึ ษา
บา้ นตดิ ตอ่ ตาบลนาอาน อาเภอเมือง จังหวัดเลย. กรงุ เทพฯ: สานักงานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ัย
(สกว.) ฝายวจิ ัยเพ่อื ทองถ่ิน.

วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 125

รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าทข่ี องข้าราชการกรมสรรพากรตาแหนง่ นกั ทรัพยากรบคุ คล
โสภาพร ธรรมจักษุ1* สมุ นา จรณะสมบูรณ์2 วรนุช แหยมแสง3 เอกสทิ ธ์ิ สนามทอง4

Received : March 21, 2019
Revised : April 10, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ สร้างและ

พัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ รวมถึงการทดลองและประเมินผลการใช้โปรแกรมฝึกอบรมเพื่อพัฒนา
สมรรถนะตามหน้าท่ีของข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ดาเนินการวิจัยในลักษณะของ
การวจิ ัยและพฒั นา โดยการประชมุ สนทนากลุ่มเพอ่ื ศึกษาความต้องการจาเป็นในการพฒั นาสมรรถนะตามหน้าที่
ของขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนกั ทรัพยากรบคุ คล และนาผลการศึกษาความตอ้ งการจาเป็นมาสรา้ งและ
พัฒนารูปแบบฯเพ่ือกาหนดรปู แบบการพัฒนา ออกแบบหลักสตู รตามรปู แบบการพัฒนา และสรา้ งเคร่ืองมือใน
การประเมินรูปแบบการพัฒนาและนารูปแบบที่ได้ไปดาเนินการทดลองและประเมินผลเพ่ือหาคุณภาพของ
รปู แบบการพัฒนา ดว้ ยการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง เพ่อื ประเมินปฏกิ ิรยิ าของผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบวา่ ผู้เข้า
รับการฝึกอบรมมีปฏิกริ ิยาต่อรูปแบบการพัฒนาอยู่ในระดับมาก ถงึ มากท่ีสดุ การประเมินสมั ฤทธิ์ผลการเรียนรู้
หลังส้ินสุดการทดลอง มีสัมฤทธิ์ผลการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 และ
การประเมินความคงทน หลังจากการฝึกอบรม 90 วัน พบว่าสัมฤทธิ์ผลการเรยี นรู้แตกต่างอย่างไมม่ ีนยั สาคัญทางสถิติ
ท่รี ะดบั .05 การประเมินพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติงานโดยผู้บงั คับบัญชาพบว่าพฤติกรรมการปฏิบัติงานของผูเ้ ข้ารับการ
ฝึกอบรม หลังการฝึกอบรมผ่านมาแล้ว 90 วัน สูงกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .05 และการประเมินผลลัพธ์จากการนาความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน ประเมินโดย
ผบู้ งั คบั บญั ชาพบวา่ ผลลัพธ์จากการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมการทางานของผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม ส่งผลให้ผลลพั ธ์
ในการปฏบิ ัติงานมคี วามเหมาะสมตามสมรรถนะอย่ใู นระดบั มาก ทั้ง 8 สมรรถนะ

คาสาคัญ : สมรรถนะ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะ การประชุมสนทนากลุ่ม สมรรถนะหลัก สมรรถนะเฉพาะ
ตามลักษณะงานท่ปี ฏิบัติ การหาความจาเป็นในการฝกึ อบรม

1 หลกั สูตรปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑิต สาขาการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง จงั หวัดกรุงเทพมหานคร
2 อาจารย์ ดร. คณะพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง e-mail: [email protected]
3 ศาสตราจารย์ ดร. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
4 อาจารย์ ดร. คณะพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
*ผนู้ พิ นธ์หลกั e-mail: [email protected]

126 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจักษุ

A FUNCTIONAL COMPETENCY MODEL FOR REVENUE DEPARTMENT
:HUMAN RESOURCES OFFICER

Sopaporn Thamjuksu1* Sumana Charanasomboon2 Woranuch Yamsang3
Ekkasit Sanamthong4

Abstract
This research is aimed at to study the need for Create and develop a functional

competency model Including the experiment and evaluation A functional competency model
for Revenue Department: Human Resources Officer. This research are Research and
development By group discussion to study for Training need for competency development And
bringing the results of the study to create and develop the model And bring the model to be
tested and evaluated To find the quality of the development model By experimenting with the
sample group In order to evaluate the reaction of trainees with the program at a high to the
highest level. After the end of the experiment with learning achievement higher than before the
experiment with statistical significance at the level of .05 and the assessment of durability After
90 days of training, it was found that learning achievement was not significantly different at the
level of .05. Evaluated by the supervisor found that the behavior of the trainees After 90 days
of training, it was higher than before using the training program at the statistical significance level
of .05 and evaluating the results from applying knowledge to work by the supervisor found the
behavior of the trainees in the performance results were appropriate according to the
competency at a high level in all 8 competencies.

Keywords : Competency, Functional Competency Model, Group Discussion, Core
Competency, Functional Competency, Training need

1 Ph.D. Student (Human Resource Development) Faculty of Human Resource Development, Ramkhamhaeng
University.
2 Lecturer Dr. Faculty of Human Resource Development, Ramkhamhaeng University
e-mail: [email protected]
3 Associate Professor Dr. Faculty of Education Ramkhamhaeng University
4 Lecturer Dr. Faculty of Human Resource Development, Ramkhamhaeng University
*Corresponding author, e-mail: [email protected]

วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 127

บทนา
ทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพยากรท่ีมีคุณค่ามากท่ีสุดในองค์กร และเป็นปัจจัยสาคัญที่จะบ่งชี้ถึง

ความสาเรจ็ หรือความล้มเหลวในการดาเนินงานขององค์กรในอนาคต การพฒั นาทรพั ยากรบคุ คลเพื่อเพมิ่ ความรู้
ความสามารถ ศักยภาพในการทางานให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กร นับเป็นการเพ่ิม
ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมบุคลากรเกิดการพัฒนา
ตัวเอง มีโอกาสเรียนรู้โดยการฝึกอบรม การศึกษา และการพัฒนาเพื่อให้มีกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการปรับ
พฤติกรรม มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบ สร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร มีโอกาสก้าวหน้าใน
ตาแหน่งท่ีสูงขึ้น ท้ังนี้ งานด้านทรัพยากรมนุษย์นั้นถูกมองว่าประกอบด้วยส่วนสาคัญสองส่วน คือ การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ (HRD) และการจดั การทรพั ยากรมนษุ ย์ (HRM) ซึ่งเปน็ บทบาทหน้าที่สาคัญของผ้บู รหิ ารองค์กร
และนักทรพั ยากรบุคคล ในการทีจ่ ะสร้างกลไกในการพจิ ารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามา
เป็นส่วนหน่ึงขององค์กร และเมื่อรับเข้ามาแล้วก็จะต้องมีกลไกในการพัฒนาให้บุคลากรขององค์กรมีความรู้
ความสามารถ ที่จะปฏิบัติงานให้แก่องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะต้องธารงรักษาไว้ซ่ึงบุคลากรท่ีมี
คุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ จากความรู้ ความสามารถและศักยภาพของบุคลากรให้ได้อย่างเต็มประสทิ ธิภาพ

ในภาคราชการ ทิศทางการพัฒนาและการขับเคลื่อนประเทศไทย ไปสู่ยุค Thailand 4.0 เป็น
แนวทางท่ีรัฐบาลใช้ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้แนวคิด ม่ันคง ม่ังคั่ง ย่ังยืน โดยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม
และภูมิปัญญาของประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภาครัฐถูกคาดหวังให้เป็นองค์กรที่สามารถ
สนับสนนุ การขับเคลอ่ื นประเทศเพ่ือเขา้ ส่ยู คุ Thailand 4.0 ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธิผล ปัจจัยสาคัญ
หลกั ในการขบั เคลื่อนน่ันกค็ ือ “คน” หรอื ทเ่ี รียกว่า “บคุ ลากร “ โดยเฉพาะบคุ ลากรภาครฐั ซ่ึง นิสากร จึงเจริญ
ธรรม (2561) ได้แสดงความเหน็ เก่ียวกับแนวโน้มในการเปล่ียนผ่านสู่ประเทศไทย 4.0 ในแง่ของความสามารถ
ของบุคลากรทัง้ ดา้ นทักษะ สมรรถนะ โดยให้ความเห็นวา่ จะต้องเข้าใจสภาวะแวดล้อมใน 5 ปีข้างหน้าว่าประเทศ
ไทย จะเขา้ สู่สงั คมผู้สงู วัย (aging society) อยา่ งเต็มรปู แบบ นนั่ คือ ประชากรมากกวา่ ร้อยละ 20 จะเป็นประชา
กรท่ีมีอายุเกิน 60 ปี และใน 5 ปีข้างหน้า บุคลากรภาคราชการจะมีภาพรวมของการเกษียณอายุถึง 50,584
อตั รา คิดเปน็ รอ้ ยละ 12.49 เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอยา่ งก้าวกระโดด การทางานจะเปลี่ยนไปสู่รปู แบบของ
ดิจิทัล รูปแบบของการทาธุรกรรมต่าง ๆ จะเปล่ียนไป รูปแบบธุรกิจเดิม ๆ จะเปลี่ยนไป เป็นการผสมผสาน
ระหว่างภาคการผลิตและภาคการบริการ ระบบออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ จะเข้ามามีบทบาทกับการทางาน
และการดารงชีวิตประจาวัน จากแนวโน้มดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนท่ีแสดงให้เห็นว่าบุคลากรภาครัฐจะต้อง
ปรับปรุงแนวคิด ทักษะ สมรรถนะของตนเองเพ่ือให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสานักงานคณะกรรมการข้าราชการพล
เรอื น (2557) ซง่ึ ได้ทาโครงสรา้ งอายุขา้ ราชการในภาคราชการพบวา่ อายุเฉลย่ี ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ในปี
2556 คือ 42.75 เพ่ิมขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2555 คือ 42.68 ในปีงบประมาณ 2556 ข้าราชการพลเรือน
สามญั ท่มี ีอายมุ ากกวา่ 50 ปี มีจานวน 88,929 คน (ร้อยละ 24.23 ของจานวนข้าราชการพลเรอื นสามัญท้งั หมด)
ดงั นนั้ ในชว่ งระยะเวลา 10 ปขี า้ งหนา้ ขา้ ราชการกลมุ่ นจ้ี ะทยอยกันออกจากระบบราชการตามวาระเกษียณอายุ
ปกติ ดงั น้นั ปญั หาทภ่ี าครัฐจะต้องเผชญิ และเตรยี มการรองรับ คือ การสร้างกาลงั คนทดแทน เนอื่ งจากอายุเฉลี่ย
ที่ค่อนข้างสูง ประเด็นท่ีสอง คือ ความแตกต่างของกาลังคนรุ่นใหม่และกาลังคนที่มีอยู่ใน ภาคราชการ จึง
จาเปน็ ตอ้ งมีการวางรากฐานการพัฒนาอยา่ งเป็นระบบและต่อเนื่อง เพือ่ รองรบั การเปล่ยี นแปลงที่จะเกดิ ข้ึนใน
อนาคต ทั้งการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0 และประเด็นยุทธศาสตร์ของกรมสรรพากร บุคลากรท่ีมี
หน้าท่ีรับผิดชอบในการพัฒนาคนขององค์กร จะต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อรองรับความ

128 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจักษุ

เปล่ียนแปลงและเป็นกาลังสาคัญในการสนับสนุนให้ องค์กรสามารถวางแผนบริหารกาลังคนให้เกิดประ โยชน์
สูงสุด ดังนั้นจึงนับเป็นความจาเป็นและมีความสาคัญเป็นอย่างย่ิงในการที่จะพัฒนานักทรัพยากรบุคคล ของ
กรมสรรพากร เพ่ือสร้างทุนมนุษย์ให้กับองค์กร เพื่อให้สามารถนาความรู้ ประสบการณ์ ไปใช้ในการพัฒนา
บุคลากร ให้มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะ ที่เหมาะสมกับภาระหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมาย และสามารถนารปู แบบในการพัฒนาน้ีไปใช้เพ่อื เป็นแนวทางในการพัฒนาบคุ ลากรของกรมสรรพากร
ทง้ั สายงานหลัก และสายงานสนับสนุน ตอ่ ไปในอนาคต

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่ของข้าราชการกรมสรรพากร

ตาแหนง่ นกั ทรพั ยากรบุคคล
2. เพ่ือสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่ของข้าราชการกรมสรรพากร

ตาแหน่งนักทรพั ยากรบคุ คล
3. เพื่อทดลองและประเมินผลการใช้โปรแกรมฝึกอบรมเพ่ือพัฒนาสมรรถนะตามห น้าท่ีของ

ข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบคุ คล

วิธีดาเนินการวจิ ัย
การวิจัยในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (research and development- - R & D) โดยมี

ข้นั ตอนในการดาเนนิ การวิจยั 3 ข้ันตอน ประกอบด้วย
ข้ันตอนท่ี 1 การศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าท่ีของข้าราชการกรม

สรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล โดยการประชุมสนทนากลุ่มจานวน 22 คน เพ่ือศึกษาสมรรถนะ
วเิ คราะหล์ กั ษณะงานและภาระงานในตาแหน่งของนกั ทรพั ยากรบุคคล นามากาหนดพฤติกรรมทพี่ งึ ประสงค์ตาม
สมรรถนะ กาหนดตัวชี้วัดท่ีเกิดจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการนาความรู้ที่ไดร้ ับการพัฒนาไปใช้ในการ
ปฏบิ ัติงานใหส้ อดคล้องกับสมรรถนะท่ีกาหนดเพ่ือหาความจาเปน็ ในการพัฒนา

ขั้นตอนท่ี 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่ ของข้าราชการ
กรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล โดยการจัดการสนทนากลมุ่ (focus group discussion) จานวน 2
ครง้ั ผลทไี่ ด้จากการสรา้ งและพัฒนาโปรแกรม ประกอบด้วย

1. การพัฒนาโครงร่างโปรแกรมฝึกอบรมเพ่ือใหค้ รอบคลุมสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะตาม
ลักษณะงานของข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ท้ัง 8 สมรรถนะ โดยวิเคราะห์ลกั ษณะ
งาน หนา้ ท่คี วามรบั ผดิ ชอบ และสมรรถนะทพี่ งึ ประสงค์ เพื่อออกแบบโปรแกรมฝกึ อบรม

2. การสร้างเคร่ืองมือประเมินปฏกิ ิริยาของผู้เข้ารับการอบรมต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในระหว่างการ
เข้ารับการฝึกอบรม

3. การสรา้ งเคร่อื งมือวดั ผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมโดยใชแ้ บบวัดผลสมั ฤทธ์ิ เพอ่ื
ประเมินระดับความรู้ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาสมรรถนะ และหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรหู้ ลงั การทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม และหลังเสรจ็ ส้ินการฝึกอบรมไปแล้ว 90 วนั เป็น
การประเมนิ ผลความคงทนของการเรยี นรู้

วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 129

4. การสร้างเครื่องมือประเมินติดตามพฤติกรรมตามสมรรถนะเพื่อกาหนดเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ว่า
ขา้ ราชการผู้นั้นได้แสดงพฤติกรรมท่เี หมาะสมกับสมรรถนะและระดับของสมรรถนะทเี่ หมาะสมหรอื ไม่โดยมีการ
ประเมนิ กอ่ นเขา้ รับการฝึกอบรม และประเมนิ หลังจากไดเ้ ขา้ รับการฝึกอบรมไปแลว้ จานวน 90 วัน

5. การสร้างเครื่องมือการประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานตามสมรรถนะท่ไี ด้รับการพัฒนาหลงั
ผ่านการฝึกอบรม 90 วันเพ่ือประเมินผลการปฏิบัติงานตามสมรรถนะที่องค์กรคาดว่าจะได้รับจากการ
ปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิงานของผู้เข้ารบั การฝึกอบรม โดยผูบ้ งั คบั บัญชาช้ันต้นของผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม
เป็นผู้ประเมิน

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองและประเมินผลใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าท่ีของข้าราชการ
กรมสรรพากร ตาแหนง่ นักทรพั ยากรบคุ คล

ประชากร และกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ ข้าราชการกรมสรรพากร ที่ดารงตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล
ระดบั ปฏบิ ัติการ และชานาญการ ท่ปี ฏิบัติงานทง้ั ในสว่ นกลาง และสานักงานสรรพากรภาค ทงั้ 12 ภาค จานวน
ท้งั ส้ิน 155 คน คัดเลอื กกลมุ่ ตวั อย่าง โดยการสุม่ แบบไมเ่ ฉพาะเจาะจงโดยผู้เข้าร่วมโครงการจะเป็นตัวแทนของ
สว่ นงาน และสามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดโครงการ จานวน 30 คน
เครอ่ื งมอื การประเมินผล
เพ่อื รวบรวมขอ้ เสนอแนะตา่ ง ๆ ในการนาไปใช้ปรับปรงุ องค์ประกอบตา่ ง ๆ ของรปู แบบการพัฒนา
ให้สมบูรณ์ย่ิงขึ้น โดยประเมินตามรูปแบบการประเมิน The Kirkpatrick Model ตามแนวคิดของ Kirkpatrick
(2013)
การวิเคราะหข์ ้อมลู
1. การหาคา่ ประสทิ ธิภาพของรปู แบบการพัฒนา โดยการประเมนิ ปฏกิ ริ ยิ า (reaction) ของผเู้ ขา้ รับ
การฝึกอบรมท่ีมีต่อการฝึกอบรม เพื่อประเมินความเหมาะสมของการใช้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่
ของข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรพั ยากรบุคคล กาหนดเกณฑไ์ มต่ ่ากว่า 3.50
2. การหาค่าประสิทธิภาพของหลักสูตร เพื่อประเมินผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้ (learning) ของผู้เข้ารับ
การฝึกอบรม ก่อนและหลังการฝึกอบรม แต่ละหน่วยฝึกอบรม ประเมินความรู้ ความเข้าใจของผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรม (pre-test, post-test) และแบบวัดความคงทน เกณฑ์ผ่านการประเมินจากการทดสอบ โดยใชก้ ารหา
ประสิทธิภาพชุดการสอน แบบ 80/80 โดย ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2556) และโดยใช้สถิติ t-test (dependent
samples) ระหว่างคา่ เฉล่ยี ก่อน และหลังการฝึกอบรม และค่าเฉลีย่ ของการทดสอบหลังการฝึกอบรม และหลัง
ผา่ นการฝึกอบรมไปแลว้ 90 วัน
3. การหาค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการพัฒนาโดยการประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงาน
(behavior) โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนค่าเฉล่ียของสมรรถนะท่ีพึงประสงค์ของข้าราชการ
กรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล โดยใช้สถิติ t-test (dependent samples) ระหว่างค่าเฉล่ียก่อน
และหลังการฝกึ อบรมของกลมุ่ ทดลอง
4. การหาค่าประสิทธภิ าพของหลักสตู รโดยการประเมนิ ผลลัพธ์ (results) ของผูเ้ ข้ารบั การฝึกอบรม
โดยใช้แบบประเมินผลลัทธ์ของการปฏิบัติงานตามสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมหลั ง
ผ่านการฝึกอบรม 90 วัน โดยผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมินว่าผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนจากการปฏิบัติงานของผู้ผ่าน
กระบวนการฝึกอบรมได้ผลลัทธต์ ามสมรรถนะตามหน้าทง่ี านไดใ้ นระดบั ใด กาหนดเกณฑไ์ ม่ตา่ กว่า 3.50

130 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจกั ษุ

ผลการวิจยั
ผลการศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่ของข้าราชการกรมสรรพากร

จากสมรรถนะท่จี าเปน็ สอดคล้องกบั ภาระงาน ของขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรพั ยากรบคุ คล 8 ดา้ น
ประกอบดว้ ย (1) สมรรถนะหลกั 5 ด้าน ได้แก่ 1) การม่งุ ผลสัมฤทธ์ิ (achievement motivation) 2) บริการท่ี
ดี (service mind) 3) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ (expertise) 4) การยึดมั่นในความถูกต้องชอบ
ธรรม และจรยิ ธรรม (integrity) และ 5) การทางานเปน็ ทีม (teamwork) และ (2) สมรรถนะเฉพาะตามลกั ษณะ
งานท่ีปฏิบัติ (ประเภทตาแหน่งวิชาการ) 3 ด้าน ได้แก่ 1) การคิดวิเคราะห์ (analytical thinking) 2) การ
ดาเนินการเชิงรุก (pro-activeness) และ 3) ความเข้าใจองค์กรและระบบราชการ ( organizational
awareness)

จากการการศึกษาความต้องการจาเป็นในการพัฒนาสมรรถนะฯพบว่า องค์ความรู้ที่ข้าราชการ
กรมสรรพากร ตาแหน่งนกั ทรัพยากรบุคคล ควรไดร้ บั การพัฒนาเพ่ือให้เป็นผปู้ ฏบิ ตั ิงานที่มีสมรรถนะตามหน้าที่
โดยท่ีประชุมสนทนากลุ่ม ได้วิเคราะห์ความเช่ือมโยงของเนื้อหาวิชา และจัดกลุ่มเนื้อหาวิชา เพื่อสร้างรูปแบบ
การพัฒนาข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ประกอบด้วยหลักสูตร 5 หลักสูตร
ประกอบด้วย

1. หลักสูตรการวางแผนกลยุทธ์เพอื่ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ ประกอบด้วย องค์ความรู้เก่ียวกับ
การจดั ทาแผนกลยทุ ธ์ และ การจดั ทาแผนกลยุทธ์

2. หลักสูตรการวิเคราะห์ความจาเป็นเพ่ือการวางแผนการพฒั นาบคุ ลากร ประกอบด้วยองค์ความรู้
เก่ียวกบั การพฒั นาทรัพยากรบุคคล และ การหาความจาเป็นในการฝึกอบรม

3. เทคนิคการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประกอบด้วยองค์ความรู้ เรื่อง แนว
ทางการเขียนโครงการฝึกอบรม ระเบยี บคา่ ใชจ้ ่ายในการฝึกอบรม เทคนคิ สาคัญในการจัดฝึกอบรม การบริหาร
โครงการฝึกอบรม และ การตดิ ตามประเมนิ ผล

4. หลักสูตรเทคนิคการสื่อสารในที่สาธารณะอย่างมืออาชีพ ประกอบด้วยองค์ความรู้เร่อื ง เทคนิค
การเป็นพิธกี าร/วิทยากร และ เทคนิคการพดู สื่อสาร

5. การสร้างทมี งานคุณภาพเพ่ือเพิ่มประสิทธภิ าพการปฏิบัติงาน คอื องคค์ วามรู้เร่อื งการทางานเป็น
ทีม

ผลการประเมิน โดยใช้รูปแบบการประเมินตามหลักการของ Kirkpatrick แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
(1) การประเมินปฏกิ ิรยิ า (2) การประเมินสมั ฤทธผิ์ ลการเรยี นรู้ (3) การประเมินพฤติกรรม และ (4) การประเมิน
ผลลพั ธ์ สรปุ ได้ดงั น้ี

วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 131

ตารางที่ 1 แสดงคา่ เฉลีย่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ระดบั ปฏกิ ิริยาของผเู้ ขา้ รบั การอบรมทีม่ ตี ่อรปู แบบการพัฒนา
สมรรถนะตามหนา้ ท่ขี องขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหนง่ นักทรัพยากรบคุ คล โดยภาพรวม

ปฏกิ ิรยิ าของผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมทมี่ ตี อ่ รปู แบบการพฒั นาฯ X SD แปลผล

1. ดา้ นเนอ้ื หาสาระของหลกั สูตร 4.41 .24 มาก
2. ด้านความเหมาะสมของกจิ กรรมประกอบการฝึกอบรม 4.38 .24 มาก
3. ด้านเอกสารและอุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรม 4.40 .27 มาก
4. ด้านการกาหนดคุณสมบัติของวทิ ยากร 4.58 .19 มากทีส่ ุด
5. ดา้ นการบรหิ ารโครงการ การบรกิ าร และระยะเวลา 4.51 .20 มากที่สุด
6. ด้านกระบวนการการเรียนรู้ 4.33 .19 มาก
4.44 .18 มาก
รวม

จากตารางท่ี 1 พบว่าระดับปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการอบรมที่มีตอ่ รูปแบบการพัฒนาฯ อยู่ในระดบั
มาก ถึงมากทีส่ ดุ

ตารางท่ี 2 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียคะแนนด้านความรู้ที่ได้รับจากการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่
ของขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนกั ทรัพยากรบคุ คล กอ่ นและหลงั การทดลอง

หลกั สตู ร คะแนน ก่อนการทดลอง หลงั การทดลอง
เตม็ X n t Sig.
1. การวางแผนกลยทุ ธ์เพ่ือการ 100 X
พัฒนาทรัพยากรบคุ คล 100 SD
SD 82.45 8.48 30 -14.12 .000
2. การวิเคราะหค์ วามจาเปน็ เพอ่ื 100 55.55 10.26 82.67 7.75 30 -11.87 .000
การวางแผนการพัฒนา 100 60.89 12.59
บุคลากร 100 82.13 6.00 30 -13.00 .000
62.27 10.11 84.67 7.25 30 -12.77 .000
3. เทคนิคการบรหิ ารจัดการเพื่อ 500 64.89 8.38 86.33 8.50 30 -14.12 .000
การพฒั นาทรัพยากรบคุ คล 57.33 12.58
83.65 4.01 30 -27.31 .000
4. เทคนิคการสอื่ สารในท่ี 60.19 5.47
สาธารณะอย่างมืออาชพี

5. การสรา้ งทีมงานคณุ ภาพเพ่ือ
เพ่ิมประสิทธภิ าพการ
ปฏบิ ัติงาน
รวม

จากตารางท่ี 2 พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนด้านความรู้ก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05

132 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจกั ษุ

ตารางท่ี 3 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนด้านความรู้ที่ได้รับจากการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าท่ี
ของข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรพั ยากรบคุ คล หลงั การทดลอง และหลงั การทดลอง 90
วนั

หลักสูตร คะแนน หลังการทดลอง หลังการทดลอง n t Sig.
เต็ม X SD 90 วัน

X SD

1. การวางแผนกลยทุ ธเ์ พ่ือ 100 82.45 8.48 81.78 7.21 30 1.00 .325
การพฒั นาทรัพยากร 100 82.67 7.75 83.11 6.95 30 -.63 .536
100 82.13 6.01 83.33 5.86 30 -1.87 .071
บคุ คล 100 84.67 7.25 85.33 6.87 30 -.68 .501
2. การวิเคราะห์ความจาเปน็ 100 86.33 8.50 87.33 9.07 30 -1.36 .184
500 83.65 4.01 84.18 3.43 30 -1.30 .203
เพอื่ การวางแผนการพัฒนา
บุคลากร

3. เทคนคิ การบริหารจัดการ
เพอื่ การพัฒนาทรัพยากร

บคุ คล
4. เทคนิคการสอ่ื สารในท่ี

สาธารณะอยา่ งมอื อาชพี
5. การสรา้ งทีมงานคณุ ภาพเพ่ือ

เพ่มิ ประสิทธภิ าพการ
ปฏิบตั งิ าน

รวม

จากตารางท่ี 3 พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนด้านความรู้หลังการทดลอง และหลังการทดลอง 90 วัน
แตกตา่ งกันอยา่ งไม่มนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ ท่ีระดับ .05

วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 133

ตารางท่ี 4 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม จากการพัฒนาสมรรถนะตาม
หน้าท่ีของข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล หลังเสร็จสิ้นการทดลอง 90 วัน
โดยภาพรวม จาแนกตามสมรรถนะ

สมรรถนะ คะแนน กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง n t Sig.
เต็ม 90 วนั
X SD -14.55 .000
X SD -14.32 .000
2.54 .49 -14.53 .000
การมงุ่ ผลสัมฤทธ์ิ 5 2.57 .51 4.30 .56 30 -16.12 .000
การบริการทด่ี ี 5 2.58 .49 4.32 .59 30 -14.82 .000
การสงั่ สมความเช่ียวชาญในงานอาชพี 2.49 .49 4.30 .58 30 -15.23 .000
การยดึ ม่นั ในความถกู ต้องชอบธรรม 5 2.58 .50 4.23 .56 30 -14.60 .000
5 2.58 .49 -16.54 .000
การทางานเปน็ ทีม 2.59 .52 4.38 .55 30 -16.92 .000
การคิดวเิ คราะห์ 5 2.56 .55 4.38 .56 30
การดาเนนิ การเชงิ รุก 5 2.56 .44 4.29 .53 30
ความเข้าใจองคก์ รและระบบราชการ 4.26 .62 30
5
รวม 5 4.31 .52 30

จากตารางท่ี 4 พบว่าค่าเฉล่ยี ความเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมก่อนและหลังการทดลอง 90 วันแตกต่าง
กนั อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ ทร่ี ะดบั .05

ตารางท่ี 5 แสดงค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการประเมินผลลพั ธ์การปฏบิ ัตงิ านตามสมรรถนะ
ของข้าราชการกรมสรรพากรตาแหน่งนักทรพั ยากรบุคคล โดยภาพรวม จาแนกเป็นรายดา้ น

ผลลัพธ์จากการปฏิบัตงิ านตามสมรรถนะ ระดบั ความเหมาะสม
โดยภาพรวม X SD ความหมาย

การมงุ่ ผลสมั ฤทธิ์ 4.46 .58 มาก
บริการท่ดี ี 4.12 .48 มาก
การส่ังสมความเช่ยี วชาญในงานอาชพี 4.35 .54 มาก
การยดึ มน่ั ในความถูกต้อง ชอบธรรม 4.30 .52 มาก
การทางานเป็นทีม 4.47 .57 มาก
การคดิ วิเคราะห์ 4.33 .53 มาก
การดาเนินการเชงิ รุก 4.23 .49 มาก
ความเข้าใจองค์กรและระบบราชการ 4.17 .51 มาก
4.30 .46 มาก
รวม

จากตารางที่ 5 พบวา่ ระดับการประเมนิ ผลลัพธ์การปฏบิ ัติงานตามสมรรถนะอยใู่ นระดบั มากทุกด้าน

134 | ปที ี่ 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจกั ษุ

สรุปและอภิปรายผลการวิจยั
ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะตามหน้าที่ของข้าราชการกรมสรรพากร

ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล โดยใช้รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของเซเลอร์ อาเล็กซานเดอร์และเลวีสท่ีมี
องค์ประกอบของการพัฒนาหลักสูตรซ่ึงประกอบด้วย(1) การกาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และขอบเขต
(goals, objectives and domains) (2) การออกแบบหลักสูตร (curriculum designing) (3) การนาหลักสูตร
ไปใช้ (curriculum implementation) และ 4)การประเมินผลหลักสูตร (curriculum evaluation) ซึ่งในการ
ออกแบบการฝึกอบรมของ Rothwell et al., (2006) ก็มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน คือมีการกาหนดวัตถุประสงค์
เนื้อหาของชุดฝึกอบรม ระยะเวลาในการฝึกอบรม การเลือกใช้วิธีการฝึกอบรม และวิธีการประเมินผลการ
ฝึกอบรม ทั้งน้ีการเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่เลือกมาแล้ว ซึ่ง
ชาลินี เกสรพกิ ลุ (2012) ซง่ึ แบ่งขั้นตอนการพฒั นาหลักสตู รฝึกอบรมเพ่ือพัฒนาสมรรถนะครูภาษาไทยด้านการ
สอนคิดวเิ คราะห์ โดยการศึกษาวเิ คราะห์ขอ้ มูลพ้ืนฐานท่ีจาเป็นและตอ้ งการในการพัฒนาหลักสตู รฝึกอบรม การ
สร้างหลักสูตร นาหลักสูตรไปทดลองใช้เพ่ือประเมินประสิทธิภาพ และ ประเมินหลังการฝึกอบรม เช่นเดียวกับ
ดุสิต ขาวเหลือง (2554) ได้ทาการศึกษาเรื่องการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพและสมรรถนะ โดยมีข้ันตอน
ประกอบด้วย การตัดสนิ ใจว่าสมรรถนะใดควรพัฒนาใหเ้ กิดขึ้นในตัวพนักงาน เลือกวธิ ีการพัฒนาทเ่ี หมาะสมกับ
องคก์ รและผู้เข้ารบั การอบรม กาหนดหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาว ท่ีรองรับการพัฒนาบุคลากรทุกคน ฝึกอบรม
วิทยากร เนื่องจากองค์กรมิได้จ้างวิทยากรผู้เช่ียวชาญจากภายนอก จึงทาการฝึกอบรมในลักษณะการฝึกอบรม
ภายในองค์กรโดยวิทยากรต้องได้รับการอบรมในเน้ือหาของสมรรถนะที่เก่ียวข้อง ดาเนินการฝึกอบรมตาม
โปรแกรมการฝกึ อบรมที่กาหนด และ ประเมนิ หลกั สูตร โดยการประเมนิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในงาน และ
ผลลัพธ์อ่ืน ๆ ซ่ึงการฝึกอบรมตามกระบวนการดังกล่าวช่วยให้พนักงานสามารถสร้างผลงานท่ีดีเลิศในการ
ปฏิบัติงานของตนเองได้และให้ความสาคัญกับผลลัพธ์ท่ีดีเลิศของการฝึกอบรม ซึ่งในการวิจัยคร้ังน้ี ที่ประชุม
สนทนากลุ่มคานึงถึงประเด็นของผู้เข้ารับการฝีกอบรมท่ีเปน็ ผู้เรียนผู้ใหญ่ ของ Knowles ท่ีระบุถึงส่ิงที่จะต้อง
คานึงถึงในการออกแบบการฝึกอบรมในเบ้ืองต้น ประกอบดว้ ย 1) ความพรอ้ มของผเู้ รยี น (learner readiness)
ได้แก่ ความสามารถในการเรียน (ability to learn) การจูงใจในการเรียน (motivation to learn) และ
ประสิทธิภาพในตน (self-efficacy) 2) วธิ กี ารเรียน (learning style) เป็นการออกแบบวิธกี ารเรยี นทแ่ี ตกต่างกัน
ข้ึนอยกู่ ับลักษณะของผเู้ รียน วตั ถปุ ระสงค์ในการเรยี น และเนอ้ื หาในการเรียน และ 3) การถ่ายโอนความรู้ จาก
ชนั้ เรยี นส่กู ารปฏิบัตงิ านจรงิ ในสถานทีท่ างาน ซง่ึ สอดคล้องกับการวิจัยเชงิ ทดลองของ แขก มลู เดช (2555) เรือ่ ง
การพฒั นาหลักสูตรฝึกอบรม เร่อื งการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั เพอื่ สรา้ งและ
พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้หลักสูตรฝึกอบรม โดยมีองค์ประกอบหลัก คือ วัตถุประสงค์ (objectives)
เนอื้ หาวชิ า (content) ประสบการณ์การเรียน (learning experiences) การประเมนิ ผล (evaluation) โดยการ
ทดลองใชห้ ลกั สตู ร ซึ่งจะต้องพิจารณาให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององคก์ ร และผู้เรียน

1. ผลการประเมินปฏิกิริยา (reaction) ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม พบว่าโดยภาพรวมมีระดับ
ปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการอบรมท่ีมีต่อโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะฯ อยู่ในระดับ มาก เม่ือพิจารณาเป็นราย
ด้านพบว่าระดับปฏิกิรยิ าของผู้เข้ารับการอบรมท่มี ีต่อโปรแกรมการพัฒนาสมรรถนะฯ อยู่ในระดับมากที่สุด 2
ด้านได้แก่ ด้านการกาหนดคุณสมบัติของวิทยากร และด้านการบริหารโครงการการบริการและระยะเวลา เม่ือ
พจิ ารณาเป็นรายข้อพบว่า ดา้ นการกาหนดคุณสมบัติของวิทยากรอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ท้ัง 10 ขอ้ ได้แก่ ความรู้
ความชานาญของวิทยากรเก่ียวกับเนื้อหาของหลักสูตร การเตรียมความพร้อมของวิทยากร วิทยากรสร้าง
บรรยากาศในหอ้ งฝกึ อบรมอยา่ งเป็นกันเองวิทยากรตอบคาถามได้ชัดเจนและตรงประเด็น วิทยากรเปิดโอกาสให้

วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 135

ผู้เข้ารับการอบรมแสดงความคิดเห็นหรือซักถาม วิทยากรกระตุ้นให้เกิดความคิด วิทยากรพยายามเช่ือมโยง
เนื้อหาที่นาเสนอกับการนาไปใช้วิธีการถ่ายทอดของวิทยากรช่วยให้เรียนรู้ได้ดขี ้ึน การยกตัวอย่างที่ชัดเจนและ
สอดคล้องกับสถานการณ์ และการนาเสนอ ครบถ้วนตามสาระสาคัญของหลักสูตรท่ีกาหนด สอดคล้องกับ
Delahaye (2000) และ Werner and Desimone (2012) ที่เห็นว่ากิจกรรมหลักท่ีสาคัญประการหนึ่งในการที่
การเรียนรู้ที่จะประสบความสาเร็จ คือ การเลือกผู้ฝึกสอนหรือผู้ให้บริการ ทั้งน้ีอาจเน่ืองมาจาก วิทยากรและ
ผู้ทาหน้าท่ีบริหารโครงการ ส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกและบรรยากาศของการฝึกอบรม และบรรยากาศใน
หอ้ งเรยี นวทิ ยากรได้เน้นการเรยี นรตู้ ามหลักการเรียนรูใ้ นวยั ผ้ใู หญ่ (adult learning theory) ของ Knowles et
al. (2011) และ Lim et al. (2012) ที่กล่าวถึงการถ่ายโอนความรู้ จากช้ันเรียนสู่การปฏิบัติงานจริงในสถานท่ี
ทางาน ท้ังนี้การออกแบบหลักสูตร เพ่ือให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับบริบทขององค์กร และเสริมสร้าง
สมรรถนะ โดยผู้ออกแบบจาเป็นต้องคานึงถึงหลักการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ในแง่ของกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งเป็น
ผู้เรยี นผู้ใหญ่จะตอ้ งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพ่อื เปิดโอกาสให้ผูเ้ ขา้ รบั การฝึกอบรมไดแ้ ลกเปลย่ี นเรียนรู้
ร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ผ้เู ข้ารับการฝึกอบรมในมีสว่ นร่วมในการวิเคราะห์ความจาเป็นในการเรียนรู้และมีส่วน
รว่ มในการประเมินโปรแกรมการเรยี นรู้ เช่นเดียวกับ ดุสิต ขาวเหลอื ง (2554) ได้ทาการศกึ ษาเรอ่ื งการฝึกอบรม
ท่ีมีประสิทธิภาพและสมรรถนะ โดยการพัฒนาและจัดทาหลักสตู รตามแนวคดิ สมรรถนะเพื่อลดช่องว่างระหว่าง
สมรรถนะและการพฒั นาพนกั งานใหม้ ีความสามารถในระดบั ทีอ่ งค์กรคาดหวัง โดยหน่งึ ในขน้ั ตอนของการพัฒนา
หลักสตู รคือการฝกึ อบรมวิทยากร เนือ่ งจากองค์กรมิได้จ้างวทิ ยากรผู้เชย่ี วชาญจากภายนอก จงึ ทาการฝกึ อบรม
ในลักษณะการฝึกอบรมภายในองค์กร (in-house training) โดยให้พนักงานท่ีมีผลงานดีเลิศเป็นวิทยากร โดย
วทิ ยากรตอ้ งได้รบั การอบรมในเนื้อหาของสมรรถนะที่เกย่ี วข้อง

2. ผลการประเมินสัมฤทธ์ิผลการเรยี นรู้ (learning) ความรทู้ ีไ่ ดร้ ับจากการพฒั นาสมรรถนะฯ หลัง
สิน้ สุดการทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม สูงกวา่ กอ่ นการทดลองใชโ้ ปรแกรมฝกึ อบรมอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ
ที่ระดับ .05 หลังสิ้นสุดการทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม และหลังการทดลองใช้โปรแกรมการฝึกอบรม 90
วัน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 แสดงว่าโปรแกรมการฝึกอบรมมีความคงทน ท้ังน้ีอาจ
เนื่องมาจากหลังเสรจ็ ส้ินการฝึกอบรม ผ้เู ขา้ รบั การฝึกอบรมยังได้ใช้ทกั ษะต่าง ๆ ทีไ่ ดร้ บั จากการฝึกอบรมในการ
ปฏบิ ัติงานเปน็ ประจาสมา่ เสมอ ทาให้ยงั คงรกั ษาระดับความรู้ ทกั ษะ และประสบการณ์ทีไ่ ด้รับจากการฝึกอบรม
ไว้ได้ และเพ่มิ พูนข้ึนดว้ ยความเชย่ี วชาญท่เี กิดจากประสบการณ์ที่ไดร้ ับจากการปฏิบตั ิงาน สอดคล้องกับแนวคิด
ด้านหลักสูตรของ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554) ได้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้ใน 2 มุมมอง คือ ความหมายที่แคบ
ของหลักสูตร คือ วิชาท่ีสอน ความหมายที่กว้าง คือ ประสบการณ์ทั้งหลายท่ีจัดให้กับผู้เรียน ท้ังภายในและ
ภายนอกสถานศึกษา ซึ่งเป็นทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ดงั น้ันประสบการณ์นอกห้องเรยี น กถ็ ือเปน็ หลักสตู ร ตาม
ความหมายที่กว้างของวิชัย วงษ์ใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่าประสบการณ์จากการปฏิบัติงานทาให้ความรู้ของกลุ่ม
ทดลองเพ่ิมขึ้นได้ ดังข้อสรุปจากผลการวิจัยของ Muhaisen and Asour (2017) เก่ียวกับการพัฒนาและ
ประเมินผลโครงการฝึกอบรมการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานในฉนวนกาซา ที่ใช้รูปแบบการฝึกอบรม
เพ่ิมเติมเช่นการฝึกงานและการฝึกอบรมทางไกลโดยเพ่ือเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่า
บุคลากรเหลา่ นจ้ี ะได้รับความรู้จากการเรยี นในมหาวิทยาลัยมาแล้วกต็ าม

3. ผลการประเมนิ ติดตามพฤติกรรมการปฏิบัตงิ าน (behavior) จากการประเมินของผู้บังตบั บัญชา
ของผู้เข้ารบั การฝึกอบรม โดยการประเมินตดิ ตามพฤติกรรมการปฏิบตั ิงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรมเพ่ือพัฒนา
สมรรถนะฯ ก่อนเข้ารับการฝึกอบรมและหลังการฝึกอบรมผ่านมาแล้ว 90 วัน จากการสังเกตพฤติกรรมการ
ทางานและประเมินโดยผูบ้ ังคับบญั ชาของผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม พบวา่ คา่ เฉลย่ี พฤตกิ รรมการปฏิบัติงานของผู้เข้า

136 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) โสภาพร ธรรมจักษุ

รับการฝึกอบรมก่อนการฝึกอบรม เท่ากับ 2.56 คะแนน หลังผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว 90 วัน เท่ากับ 4.31
คะแนน แสดงใหเ้ ห็นว่าพฤติกรรมการปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลงั การฝึกอบรมผ่านมาแล้ว 90 วัน
สูงกวา่ ก่อนการทดลองใชโ้ ปรแกรมฝึกอบรมอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05

4. ผลการประเมินผลลัพธ์ (results) โดยผู้บังคับบัญชาของผู้เข้ารับการฝึกอบรม จากการสังเกต
ผลลพั ธจ์ ากการปฏบิ ัติงานหลังการฝึกอบรมผ่านมาแล้ว 90 วัน พบว่า ผลลพั ธใ์ นการปฏบิ ตั งิ านมีความเหมาะสม
ตามสมรรถนะอยู่ในระดับ มาก ทั้ง 8 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) สมรรถนะการทางานเปน็ ทมี 2) การมุง่ ผลสัมฤทธ์ิ 3) การสัง่
สมความเชีย่ วชาญในงานอาชพี 4) การคิดวิเคราะห์ 5) การยึดมัน่ ในความถูกตอ้ งชอบธรรม และจริยธรรม 6)
การดาเนนิ การเชิงรุก 7) ความเขา้ ในองค์กรและระบบราชการ และ 8) ดา้ นบริการที่ดี ตามลาดับ ทัง้ น้ีจะเหน็ ได้
ว่าผู้บังคับบัญชาของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เห็นว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาตามรูปแบบการพัฒนา
ข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหนง่ นกั ทรัพยากรบคุ คล ผเู้ ขา้ รบั การฝึกอบรมมพี ฤติกรรมท่ีส่งผลต่อผลลัพธ์ การ
ปฏบิ ตั ิงานที่ส่งผลดีต่อองค์กรอยู่ในระดับมาก ทง้ั น้อี าจเนื่องมาจากเนื้อหาวชิ าที่ใชใ้ นการพัฒนาคร้ังนีไ้ ด้รับการ
พฒั นาขน้ึ ตามรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนกั ทรพั ยากรบคุ คล ก็สอดคล้องกับ
การศกึ ษาของ Richman (2015) พบว่าองค์กรท่ีมีประสทิ ธิภาพสูงไม่สามารถดารงอยู่ได้โดยปราศจากคุณค่าที่
เพิ่มข้ึนในการบริหารทรัพยากรบุคคล (human resource management) และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
(human resource development) ซ่ึงวิวัฒนาการของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มีพ้ืนฐานของความรู้ความ
เขา้ ใจในคน และเห็นว่า ทรัพยากรมนุษยเ์ ปน็ สินทรพั ยท์ ี่ใหญ่ทส่ี ดุ ในองค์กร และการพฒั นาสงั คมและมนุษย์เป็น
สิ่งจาเปน็ ในการดารงอยใู่ นสภาพแวดล้อมที่เปล่ยี นแปลงไป

ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนารูปแบบการพัฒนาไปใช้
1. รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ได้รับการ

พัฒนาขึ้นตามสมรรถนะของขา้ ราชการกรมสรรพากร ตาแหน่งนกั ทรัพยากรบคุ คล หากหน่วยงานอื่นจะนาไปใช้
เพือ่ พฒั นาบคุ ลากร ผ้เู กย่ี วขอ้ งควรพิจารณาถึงความสอดคล้องของสมรรถนะและภารกิจงาน ของหน่วยงานท่ีจะ
นาไปใช้ เพื่อให้บุคลากรได้รับการพัฒนาท่ีตรงกับภาระงานที่รับผิดชอบและสอดคล้องกับสมรรถนะที่องค์กร
คาดหวัง

2. รูปแบบการพัฒนาท่ีพัฒนาขึ้นนี้ ได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยยึดแนวคิดการเรียนรู้แบบ
ผู้ใหญ่ ผู้บริหารโครงการจะต้องคานึงถึงความต้องการของผู้เข้ารับการฝกึ อบรม ท้ังในด้านของความพร้อมของ
ผ้เู รยี น และการพิจารณาคัดเลือกวิทยากร ควรคานงึ ถึงความสามารถในการสร้างบรรยากาศในการแลกเปล่ียน
เรยี นรู้ เปิดโอกาสใหม้ ีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรอื การนาประสบการณ์ หรอื ปญั หาทพี่ บในการปฏิบัติงาน
ของผ้เู ขา้ รับการฝกึ อบรมมาปรับประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้

ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ต่อไป
ควรมีการดาเนินการสร้างรูปแบบเพื่อพัฒนาข้าราชการกรมสรรพากร ในตาแหน่งต่าง ๆ ให้ทราบ
ทุกตาแหน่ง เพ่ือสร้างรูปแบบการพัฒนาบุคลากรของกรมสรรพากรให้เป็นมาตรฐาน สอดคล้องกับเส้นทาง
ความก้าวหนา้ ในอาชีพ และสามารถปฏบิ ัตงิ านได้ตามสมรรถนะท่กี าหนด

วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 137

เอกสารอ้างอิง
แขก มูลเดช. (2555). การพฒั นาหลกั สูตรฝึกอบรม เรอื่ ง การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้. เพชรบรู ณ์:

มหาวทิ ยาลัยราชภฎั เพชรบรู ณ์ สานักงานคณะกรรมการอดุ มศึกษา.
เฉลมิ จักรชมุ . (2559). การพฒั นาหลกั สูตรฝึกอบรมตามแนวคดิ การเรยี นร้แู บบผสมผสานเพือ่ เสริมสรา้ ง

สมรรถนะของครูด้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการจดั การเรียนรู.้ วารสาร
มหาวิทยาลัยราชภฎั ยะลา 11(2) หนา้ 129 – 142.
ชาลนิ ี เกสรพิกุล (2012) การพัฒนาหลกั สตู รฝึกอบรมเพ่ือพฒั นาสมรรถนะครูภาษาไทย ดา้ นการสอนคดิ
วเิ คราะห์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย และฉบับสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ 2(2)
หนา้ 200 – 207.
ชัยยงค์ หรหมวงศ์. (2556).การทดสอบประสทิ ธภิ าพสื่อหรอื ชุดการสอน. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วจิ ยั .
5(1) หน้า 7 – 19.
นิสากร จงึ เจรญิ ธรรม (2561). มมุ มองมุมคิด 11 : นนทบุรี: สานักงาน ก.พ.
ดุสติ ขาวเหลอื ง. (2554). การฝึกอบรมท่มี ปี ระสิทธภิ าพและสมรรถนะ. วารสารการศกึ ษาและพฒั นาสงั คม.
7(1) หนา้ 18 – 31.
วิชยั วงษ์ใหญ่. (2554). การพฒั นาหลกั สูตรระดบั อุดมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: อาร์แอนดป์ รน้ิ ท์ จากัด.
วโรดม แก้วโกมนิ ทวงษ์. (2557). สมรรถนะของนกั บรหิ ารทรัพยากรมนษุ ยท์ ่ีจาเป็นต่อยุคประชาคมเศรษฐกจิ
อาเซียน.HROD Journal, 6(2) หนา้ 129 - 142..
สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น, (2557), กาลังคนภาครัฐ 2556: ขา้ ราชการพลเรือนสามญั ,
กรุงเทพฯ: 21 เซน็ จรู ี่
Muhaisen, A. S. and Asour, O. S. (2017), Developing and Evaluating Training Program on Energy
Efficient Building Design: The IUG Experience, Palestine, Journal of Engineering
Research and Technology, 4(2): (June 2017), 43-47.
Delahaye, B. L. (2000). Human Resource Development: Principles and practice. Milton, John
Wiley.
Kirkpatrick, D. and Kirkpatrick, J. (2013). Kirkpatrick Four Levels: Audio Recording Study
Guide, Georgia: Kirkpatrick Partner.
Knowles, M. S., Holton III, E.F. & Swanson. R. A. (2011). The adult learner. The definitive
classic in adult education and human resource development (7th ed.)
Amsterdam, Boston: Elsevier, Butterworth Heinemann.
Richman, N. (2015). Human resource management and human resource development:
Evolution and contributions. Creighton Journal of Interdisciplinary Leadership,
1(2), (November 2015), 120-129
Werner, J. M., and DeSimone, R. L. (2012). Human resource development. (6thed). Victoria:
Thomson/South-Western.

138 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พล ดารงพงษ์ และ บุษบาวรรณ มหารักขกะ

ผลกระทบของการเปล่ียนแปลงนโยบายการเงนิ ของประเทศสหรัฐอเมริกา
ต่อมลู คา่ การซือ้ ขายหลกั ทรพั ย์ของนักลงทนุ ต่างชาติ กรณีศกึ ษาตลาดหลกั ทรพั ยแ์ หง่ ประเทศไทย

พล ดารงพงษ์1* บษุ บาวรรณ มหารกั ขกะ2

Received : April 21, 2019
Revised : May 31, 2019
Accepted : August 1, 2019

บทคดั ย่อ
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมรกิ านั้นส่งผลกระทบไปยงั ตลาดการเงินต่างๆท่ัว

โลก และเป็นหัวข้ออภิปรายหนึ่งที่น่าสนใจมากทั้งในหมู่นักวิชาการและกลุ่มผู้กาหนดนโยบายการเงินระหว่างประเทศ การ
วิจัยคร้ังน้ีมีจึงวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปล่ียนแปลงนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อการ
เปลยี่ นแปลงมลู ค่าการซ้ือขายหลักทรัพยข์ องนักลงทุนตา่ งชาตใิ นตลาดหลักทรพั ย์แหง่ ประเทศไทยในชว่ งระยะเวลาระหว่างปี
2538 ถึงปี 2560 โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย
พบว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมรกิ าท้ังที่มีการคาดการณ์และไม่คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ได้ส่งผล
อย่างมีนยั สาคัญต่อการเปลย่ี นแปลงมูลคา่ การซื้อขายหลกั ทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่
การเปล่ียนแปลงของอัตราแลกเปล่ียนเงินระหว่างเงินบาทกับดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมในการศกึ ษาครั้งน้ี ส่งผล
อย่างมีนัยสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าการซ้ือขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การศึกษาคร้ังน้ีนอกจากจะมีส่วนช่วยเติมเตม็ ผลการวิจัยก่อนหน้าท่ีเก่ียวข้องกับผลกระทบของนโยบายการเงินของประเทศ
สหรฐั อเมรกิ าแล้ว ยังสามารถนาไปปรับใชเ้ ป็นแนวทางในการวางแผนควบคุมการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศและ
การบริหารความเส่ียง เพ่ือสง่ เสริมผลักดนั ใหต้ ลาดการเงินเตบิ โตตอ่ ไปอย่างยงั่ ยืนไดอ้ ีกด้วย

คาสาคัญ : ผลกระทบของนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลาดเกิดใหม่ การลงทุนระหว่างประเทศ การ
เคลือ่ นย้ายเงนิ ทุนระหว่างประเทศ อัตราดอกเบีย้ นโยบาย

1 หลกั สตู รบริหารธรุ กจิ มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั นานาชาติสแตมฟอร์ด จงั หวดั กรุงเทพมหานคร e-mail: [email protected]
2 บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั นานาชาตแิ สตมฟอรด์ จงั หวดั กรงุ เทพมหานคร e-mail: [email protected]
* ผนู้ พิ นธ์หลกั e-mail: [email protected]

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 139

THE IMPACT OF U.S. MONETARY POLICY ON FOREIGN TRADING VOLUME:
THE CASE OF THE STOCK EXCHANGE OF THAILAND

Pol Damrongpong1* Budsabawan Maharakkhaka2

Abstract
The impact of U.S. Monetary Policy on the international financial markets has been one of the

most debated topics among academics and policy makers. This present study examines the effect of the
Federal Reserve’s action monetary policy on the foreign trading volume of the Stock Exchange of Thailand
for the period between 1995 and 2017. An empirical analysis of multiple linear regression suggests that
both unanticipated and anticipated changes in U.S. federal funds rate do not affect trading volume of the
foreign investors on the Stock Exchange of Thailand. However, the Thai baht-U.S. dollar exchange rate which
is one of the control variables in this study has significant relationship with foreign trading volume of the
Stock Exchange of Thailand. The findings offer guideline for capital control and risk management required
to promote sustainable economic growth and prosperity

Keywords : Impact of U.S. monetary policy, emerging markets, foreign investment, capital flows, federal
funds

1 Master of Business Administration Program, Stamford International University, e-mail: [email protected]
2 Graduate School, Stamford International University, e-mail: [email protected]
* Corresponding author, e-mail: [email protected]

140 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พล ดารงพงษ์ และ บษุ บาวรรณ มหารักขกะ

Introduction
In 1975, the Stock Exchange of Thailand (SET) started its first official trading as the first capital

market in Thailand, attracting both domestic and foreign investment. It has played vital roles in supporting
capital allocation and economic development as a part of National Economic and Social Development
Plan. SET has been one of the most attractive emerging equity markets offering desirable growth and
diversification opportunities for investors from developed economies.

Figure 1 illustrates the foreign trading volume in the Stock Exchange of Thailand between 2001
and 2017. Foreign activity in SET has been tremendous in the last decades, consistent with an increase in
overall foreign investment in Asian region. These capital flows reflected Thailand’s recovery from Asian
economic crisis and the end of fixed exchange rate regime in Thailand. Like other regional markets, SET has
largely been influenced by global factors. During the global financial crisis, foreign capital flows out of the
countries as investors are affected by the financial turmoil.

Figure 1 Foreign Trading Volume in SET During 2001-2017

Source: The Stock Exchange of Thailand (2017)

Until recently, U.S. economy has been vigorous. The international dimensions of the U.S. Federal
Reserve have been controversial. The changes in Fed’s policy were found to affect foreign economies
especially in an integrated world where financial markets are closely related (Byrne & Fiess, 2011; Hausman
& Wongswan, 2011). The impact is transmitted through demand and credit channels (Ammer, Vega, &
Wongswan, 2010). The demand or conventional channel of policy transmission affects market demand
directly via interest rates. A rise in interest rates, lowers demand for consumption and investment, and
lowers real GDP. An expansion regime increases spending and consumption, promoting investment to raise
production (Bernanke & Gurtler, 1995; 2000; Cook & Hahn, 1988; Edelberg & Marshall, 1996; Ehrmann &
Fratzscher, 2005; Taylor, 1995). The credit channel of policy transmission refers to a reaction of credit supply
provided by the financial institutions to the changes in monetary policy (Ammer et al., 2010; Mishkin, 2001).
For example, under tightening credit period, credit given to borrowers in the contracting business
environment are squeezed. Worsen credit market condition raises interest rates and decreases the present
value of firms’ collateralized assets. Thus, firms with heavy external financing might experience stronger
impact of monetary policy during contracted economy. (Bernanke & Blinder, 1992; Bernanke & Kuttner,
2005; Kashyap, Stein, & Wilcox, 1993).

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 141

In an international context, the transmission mechanism of monetary policy plays vital roles in
interconnected markets. Canova (2005), Wongswan (2006), and Wongswan (2009) found the impact of the
U.S. Federal Reserve’s action on foreign interest rates and equity markets. The notion supports Kim (2001)
who discussed interest rates as critical vehicles for international transmission of monetary policy. An
international response of monetary policy depends on the degree of interdependent among countries. The
interest rates of currencies pegged to U.S. dollar are more sensitive to FOMC policy compared to those with
floating regime (Ammer, et al., 2010). In addition to interest rates, the country’s monetary policy affects
international asset prices through portfolio channel. For instance, U.S. investors who suffer a negative wealth
shock resulted from the FOMC announcement might liquidate their international portfolios without any
common fundamental factors are associated (Fiordelici, Galloppo, & Ricci, 2014; Kodres & Pritsker, 2002;
Kyle & Xiong, 2001; Ricci, 2015).

Tan and Shrestha (1998) studied the response of equity market in Thailand, Malaysia, Singapore,
Hong Kong, South Korea, and Japan to the changes in U.S. monetary policy. These Asian markets exhibited
significant reaction to FOMC announcement, but the direction and degree of response vary across countries.
Wongswan (2009) used high-frequency data and a classification of target and path surprises to examine an
international response of global stock markets. The regression analysis showed that equity markets in the
selected regions response differently to the announcement of FOMC depending on financial linkages
between the countries and the U.S. The results also suggested an indirect evidence that the discount rates
component of foreign equities is influenced by the FOMC announcement and the U.S. monetary policy is
a risk factors in international financial market. Ammer et al. (2010) examined global transmission of U.S.
monetary policy using the intraday firm-level stock prices across the world. Their finding supported the
intuition of policy transmission through demand channel, credit channel, and local interest rate channel.
Berument and Ceylan (2010) examined the response of global interest rates and their results suggested that
an unanticipated change in U.S. federal funds target rates have greater effects on foreign interest rates than
an unanticipated change. The effects seem stronger in advanced economies than in developing countries.
The effect of Fed’s action is less for assets with longer time to maturity. Hausman and Wongswan (2011)
contributed to the study by analyzing the response of stock indices, exchange rates and interest rates in 49
countries to the announcement of FOMC. They confirmed various response among diverse classes of assets
to the changes in U.S. monetary policy. An integration with U.S. economy and an exchange rate regime
employed by the country are determining factors of the reaction. The paper contributes to (Ammer, et al.,
2010) in showing larger impact on Federal Reserve’s announcement on the currencies pegged to U.S. Dollar.

An impact of the Fed’s policy on global real estate markets were studied in Xu and Yang (2011).
They summarized inverse response to the decrease in target federal funds rates and direction of the policy.
However, these global responses are asymmetric. The impact is strong when there are unexpected cuts,
when the surprises are large, and when the policy is loosening. Chortareas and Noikokyris (2017) contributed
to the prior literature by considering how the local monetary policy determines the international
transmission of monetary policy. They demonstrated the roles of financial market openness and policy
synchronization in mitigating the strength of transmission in of 35 global financial markets. The impact of
U.S. monetary policy is less pronounced when the policy rates of a country aligned with U.S. target rates.

Though there is a large number of researches on the international effects of the FOMC’s policy
announcement, most of them study the impact of the announcement on interest rates, stock index, or
asset prices. Only a handful researches have an objective to evaluate the effect of the announcement on
foreign capital flows and investment. However, it is nontrivial to justify that the foreign capital flow is one
contributing factors in the growth and stability of a country’s financial market (Agbloyor, Abor, & Yawson,

142 | ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พล ดารงพงษ์ และ บุษบาวรรณ มหารักขกะ

2014; Choong, Baharumshahb, Yusop, & Habibullah, 2010). Excessive capital flows can dominate local
financial systems by contributing to an overwhelming credit supply and leads to economic bubbles. Large
capital flows, in addition, can lead to currency appreciation hurting local export and productivity (Ahmed
& Zlate, 2014). Byrne and Fiess (2011) discussed U.S. interest rates as significant determinant of emerging
markets’ capital flows. Interest rate gap between advanced and emerging markets can attract investment
capital through risk-taking channel where monetary policy affects risk appetite among market participants
(Bruno & Shin, 2015; Dahlhaus & Vasishtha, 2014). The studies of Burns, Kida, Lim, Mohapatra, and Stocker
(2014), Eichengreen and Gupta (2015), Punzi and Chantapacdepong (2017), Rey (2015), and Ricci & Shi (2016)
offered evidence of U.S. monetary policy influence on emerging market capital flows. Though these
literatures examined the issues systematically, Koepke (2018) and Dahlhaus and Vasishtha (2014) added to
the debates by considering the expectation of the future monetary policies in the study.

There are researches regarding how Thai financial market respond to the U.S. monetary policy.
Their focuses were the response of interest rates and stock market returns and interest rates. The effects
on foreign capital investment are less controversial. Surarassamee (2009) examine the effects of FOMC
announcement on Thai interbank-overnight rates, SET index, bond rates of every maturity, and exchange
rates. The strong responses of Thai financial market were found for unanticipated target rate changes while
only little effects were reported for the anticipated announcement. Wadhanapatee, Bialowas, and
Phuangsup (2012) studied the response of Thai financial market to the changes in U.S. federal funds target
rates to evaluate market efficiency of the Stock Exchange of Thailand (SET). They concluded no significant
influence of an anticipated change in federal funds target rates on the SET index, but the security prices
are inversely related to an unanticipated target rate change.

The studies on foreign capital flows in Thailand were found to concentrate on exchange rates,
interest rate differential, returns on stock markets, and asset prices (Chuanchai, 1997; Jiwapibantanakit, 2003;
Mingkhwanrungrueng, 1997; Pumruang, 2005; Srinual, 2010; Tangchetcharung, 2010; Teerachotetanakul,
2010). Mingkhwanrungrueng (1997) examined factors affecting foreign portfolio investment mobility in
Thailand during 1992-1996. It was concluded that a Thai baht-U.S. dollar exchange rates, spread between
domestic and international interest rates, inflation rates, average market dividend yield, Thai and foreign
stock indices as well as inter-bank rates are influencing factors determining the foreign portfolio investment
mobility in Thailand. The study was supported by Pumruang (2005) where the interest rate spread, exchange
rates and returns on SET index were found to influence foreign investment in the Stock Exchange of
Thailand. The findings of Srinual (2010), however, offered contradicting results to the prior studies. The
regression analysis showed that only real exchange rates had significant influence on the private foreign
investment capital flows in Thailand. Local index returns, and the local bond rates were not critical factors
in determining the capital flows. The study of Teerachotetanakul (2010) expanded the scope of the prior
studies by including the percentage changes in Dow Jones index as additional influencing factors and the
analysis focused on foreign trading volume as a dependent variable. However, only percentage changes in
the SET index was found to affect the foreign trading volume in the SET.

Among those previous researches, an effect of U.S. monetary policy on foreign trading activity in
SET was not much debated. But since the foreign investment and capital flows are crucial economic
variables contributing to stability and growth of an economy (Agbloyor, et al., 2014; Choong, et al, 2010),
the study of how those policies affect foreign investment activity in Thailand is unneglectable.

วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 143

Objective of the study
This present study has an objective to analyze the impact of the U.S. monetary policy on the

changes in foreign trading volume of the Stock Exchange of Thailand through an announcement of target
rates made by the Federal Open Market Committee (FOMC). It contributes to the previous studies by
considering the impact of U.S. monetary policy specifically on the foreign trading volume factor. The study
offers insight for risk control and foreign investment management. As the massive foreign capital has flown
to exploit untapped potential in Asian countries including Thailand, their movement affect market stability.
An understanding of driving forces behind those movement can greatly assist policy makers in promoting
sustainable economic growth and prosperity.

Methodology
This present research follows Bernanke and Kuttner (2005), Cook and Hahn (1988), Hausman and

Wongswan (2011), Wadhanapatee et al. (2012), Xu and Yang (2011) in using regression estimation to analyze
the impact of U.S. monetary policy. Hence, the effect of the U.S. federal funds target rates announcement
on the trading volume of foreign investors of the Stock Exchange of Thailand were examined. The sample
includes 57 changes in federal funds target rates from 1995 to 2017. According to the studies by Ammer et
al. (2010), Berument and Ceylan (2010), Kuttner (2001), Lee (2006), Surarassamee (2009), and Wadhanapatee
et al. (2012), the changes in U.S. monetary policy can be classified as anticipated and unanticipated changes
and the market reaction to the changes are difficult to measure. The researchers can rely on a vector
autoregressive (VAR) model to measure market expectation of Fed Fund’s announcement (Edelberg &
Marshall, 1996; Evan & Marshall, 1998; Mehra, 1996) or use futures data to capture the expectation from
the market (Lee, 2006). According to Krueger and Kuttner (1996) and Kuttner (2001), the federal funds futures
price is a reliable forecast of Federal Funds target rates for several reasons. First, the data are independent
of model selection. Further, there is no out-of-date data problem when data are used for the forecast and,
lastly, since the federal funds futures application does not bring in the generated-regressor problems which
are usually found under model-based approach, using federal funds futures contract is considered the most
efficient approach to distinguish between an anticipated and an unanticipated changes in target rates
(Gurkaynak, Sack, & Swanson, 2006). Following Ammer et al. (2010), Kuttner (2001), Lee (2006), Surarassamee
(2009) and Wadhanapatee et al. (2012), we derived the anticipated and unanticipated components of the
Federal Funds target announcement from the difference between futures prices on the day of an FOMC
announcement and the day before with an assumption that when the futures contract matures the futures
price and the spot price must be the same (Krueger & Kuttner, 1996). An unanticipated component of the
policy announcement is calculated as a change in price of the spot-month federal funds futures on the
day of the announcement.

∆ = ( 0, − 0, −1) (1)


Setting day as the date of the announcement made by FOMC, ∆ is the unanticipated
changed in the target rate, 0, is the spot-month futures rates on day of month and 0, −1 is the spot-
month futures rates on the day before announcement. Since the federal funds futures contract is an average

of the particular month’s effective overnight rates, it is not a closing price on any specific day. Therefore,

the most efficient way to estimate an unanticipated change in the target rate is to scale up number of days

affected by the change. The difference between federal funds futures prices on the announcement date

and the date prior to the announcement is then multiplied by where is the number of days in the


144 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พล ดารงพงษ์ และ บุษบาวรรณ มหารกั ขกะ

month of the announcement and (the announcement date) is counted as number of days from the first
day of the relevant month to the date of the announcement (Ammer et al., 2010; Kuttner, 2001; Lee, 2006;
Surarassamee, 2009; Wadhanapatee et al., 2012). Then, an anticipated or expected component of the
change in federal funds target rate ,∆ is calculated from the difference between an actual change in
target rate ∆ and an unanticipated change calculated from equation (1) or .∆

∆ = ∆ − ∆ (2)

From the earlier estimation, we derive two independent variables for the regression analysis, an
anticipated and unanticipated changes in federal funds target rates. Because this study analyzes an effect
of U.S. monetary policy announcement on the foreign trading volume of the Stock Exchange of Thailand
which is in the different time zone, the changes in foreign trading volume in SET on the day after federal
fund target rates announcement ∆ +1 are employed as a dependent variable.

In addition to the dependent and independent variables described earlier, this study includes
two control variables in the empirical models, namely, the changes in Thai baht-U.S. Dollar exchange rates
(∆ +1) and the changes in SET Index (∆ +1) as the 2 variables are suggested by earlier literatures to
have relation with the changes in foreign trading (Chuanchai, 1997; Jiwapibantanakit, 2003;
Mingkhwanrungrueng, 1997). Thus, the model equation can be described as

∆ +1 = + 1∆ + 2∆ + 3∆ +1 + 4∆ +1 (3)

Where, = percentage changes in foreign trading volume of the Stock Exchange of Thailand on the
day after FOMC announcement
∆ +1 = percentage of unexpected changes in federal funds target rate
= percentage of expected changes in federal funds target rate
∆ = percentage changes in Thai baht-U.S. Dollar exchange rate on the day after FOMC
∆ announcement
∆ +1 = percentage changes in SET index on the day after FOMC announcement

∆ +1

The data on all variables are gathered for each of the corresponding announcement of the FOMC.
They include 57 samples for 57 changes in federal fund’s target rate from 1995 to 2017. All data were
retrieved from Bloomberg and all changes are transformed into percentage term. Prior to the regression
analysis, data on each variable were examined for their stationarity. Augmented Dickey-Fuller (ADF) Unit
Root tests were conducted to verify the stationarity of all data series as the non-stationarity of data is the
critical requirement for the Ordinary Least Square estimation (OLS). Then, the empirical regression model
was estimated and examined for statistical errors regarding model specification.

Results and Discussion
As the unit root test confirmed stationary property of all data series, it was possible to estimate

regression equation regarding the impact of changes in U.S. federal funds target rates on the changes in
foreign trading volume of the Stock Exchange of Thailand. Table 1 illustrates the result from regression
estimation. The findings demonstrate that both anticipated and unanticipated components of the U.S.
monetary policy announcement do not have significant influence on the changes in foreign trading volume


Click to View FlipBook Version