244 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศริ พิ ร เอลวอสลีและคณะ
encouragement throughout the work of this research and as well the management team of
Suan Dusit University; Hua Hin campus for their support.
References
Ali E. Sahin. (2015). Comprehending Elementary School Teachers’ Classroom Management
Approaches. International Journal of Progressive Education, 11(3), 131-139.
Anna Blackman. (2012). The immediate Feedback Assessment Technique (IF-AT): An
Innovative Teaching Technique for Human Resource Management Students. The
Business Review , Cambridge, (20), 59-72.
Brame, C.J. and Biel, R. (2015). Test-enhanced learning: the potential for testing to promote
greater learning in undergraduate science courses. CBE Life Sciences Education.
Retrieved 13 March 2019, Source: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25999314
Christian J. Weibell. (2011). Principles of Learning: A Conceptual Framework for Domain.
Retrieved 13 March 2019,
Source:https://principlesoflearning.wordpress.com/dissertatetion/chapter-4-
results/themesidentified/repetition/#_ftn8.
Connectionism. (2013). Learning Theory. Retrieved 31 March 2019. Source: http://www.learning
theories.org/doku.php?id=learning_theories:connectionism.
Cotner et al. (2008). Rapid Feedback Assessment Methods: Can We Improve Engagement and
Preparation for Exams in Large-enrollment Courses?, J Sci Educ Technol, (17), 437-
443.
Cynthia J. Brame. (2016). Active learning. Retrieved 13 March 2019, Source:
http://cft.vanderbilt.edu/guides-subpages/active-learning/.
Freeman et al. (2014). Active learning increases student performance in science,
engineering, and mathematics. Retrieved 5 May 2019, Source:
https://www.pnas.org/content/pnas//23/8410.full.pdf.
Gibbs et al. (2017). Competency-Based Training in Aviation: The Impact on Flight Attendant
Performance and Passenger Satisfaction, Journal of Aviation/Aerospace Education
&Research, 26 (2), 54-80.
Grace A. Fayombo. (2012). Active Learning: Creating Excitement and Enhancing Learning in a
Changing Environment of the 21st Century, Mediterranean Journal of Social
Sciences, 3 (16), 107-128.
Gulf Air. (2015). Operation Manual Part D, Cabin crew training. Manama, Bahrain: Gulf Air Press.
2015.
International Civil Aviation Organization. (2014). Cabin crew safety training manual Doc 10002.
Montreal, Quebec, Canada: International Civil Aviation Organization Press. 2014.
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 245
J. Alexander Smith. (2013). Immediate Feedback and Assessment Technique (IF-AT) testing
forms: An overview of the tool and uses, Developments in Business Simulation and
Experiential Learning, volume 40, 2013.107-109.
Maurer and Kropp. (2015). The Impact of the Immediate Feedback Assessment Technique
on Course Evaluations. Retrieved 13 March 2019, Source:
https://files.eric.ed.gov/fulltext/ EJ1148476.pdf.
National Qualifications Framework for Higher Education in Thailand Implementation Handbook.
(2006). Retrieved 13 March 2019, Source:
http://www.mua.go.th/users/tqfhed/news/FilesNews/FilesNews8/NQF-HEd.pdf.
Persky and Pollack. (2008). Using Answer-Until-Correct Examinations to Provide Immediate
Feedback to Students in a Pharmacokinetics Course, American Journal of
Pharmaceutical Education, 72 (4), Article 83, 1-7.
Saul McLeod. (2018). Edward Thorndike: The Law of Effect. Retrieved 13 March 2019, Source:
simplypsychology.org/edward-thorndike.html.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society. Cambridge, MA: Harvard University Press 1978.
246 | ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศศิวมิ ล ไกรสาโรง และ นิตกิ ร อ่อนโยน
ผลของการจดั การเรียนร้ดู ว้ ยโครงงานรว่ มกบั การโค้ชท่ีส่งผลต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์และ
ความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นประถมศกึ ษาปีท่ี 3
ศศวิ มิ ล ไกรสาโรง1 นติ กิ ร อ่อนโยน2*
Received : June 3, 2019
Revised : June 30, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคัดยอ่
การวจิ ยั ครั้งนวี้ ตั ถปุ ระสงค์คอื 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์และความสามารถใน
การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังการเรียนระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโคช้ กบั
นักเรียนท่ีได้รับการการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และ
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรยี นและหลงั เรียนของนกั เรยี นท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนรู้ด้วย
โครงงานร่วมกับการโค้ช กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนจานวน 2 ห้องเรียน จานวน 70 คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานร่วมกับการโค้ช 2) แบบทดสอบ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ 3) แบบวดั ความสามารถในการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบ คา่ ที ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงาน
ร่วมกบั การโคช้ และกล่มุ ควบคุมทีไ่ ดร้ ับการจัดการเรียนรู้แบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตระดบั ท่ี .05 โดย
นกั เรียนกล่มุ ทดลองมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์สูงกว่านกั เรยี นกลุ่มควบคมุ
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ระหวา่ งกอ่ นเรยี นกบั หลังเรียนของนกั เรียนทีไ่ ด้รบั การจัดการเรียนรู้
ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตระดับท่ี .05 โดยนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิทยาศาสตรห์ ลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น
3. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย
โครงงานรว่ มกับการโคช้ และกลุ่มควบคุมท่ไี ด้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติแตกต่างกันอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตระดับที่
.05 โดยนกั เรียนกลุม่ ทดลองมีความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวทิ ยาศาสตรส์ งู กวา่ นักเรียนกลมุ่ ควบคมุ
4. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนกับหลงั เรียนของนักเรียนท่ีได้รับการ
จดั การเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโคช้ แตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิระดับท่ี .05 โดยนกั เรยี นมคี วามสามารถ
ในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น
คาสาคัญ : การจัดการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานรว่ มกบั การโค้ช ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการ
แก้ปัญหา
1 นักศกึ ษาหลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต สาขาวิชาเคมแี ละวทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไป คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ e-mail: [email protected]
2 อาจารย์ ดร. ประจาหลักสูตรครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวิชาเคมีและวทิ ยาศาสตรท์ ่ัวไป คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์
*ผนู้ พิ นธห์ ลัก e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 247
EFFECT OF PROJECT-BASED LEARNING THROUGH COACHING ON SCIENCE ACHIEVEMENT
AND PROBLEM-SOLVING ABILITY IN SCIENCE OF GRADE 3 PRIMARY STUDENTS
Sasiwimon Kraisamrong1 Nitikorn Onyon2*
Abstract
The purpose of this research were to 1 ) to compare the science achievement and
problem-solving ability in science after learning among students who learned by project-based
learning through coaching and students who learned by conventional method and 2 ) to
compare science achievement and problem-solving ability in science between before and after
learning by project-based learning through coaching. Samples were 2 classes with 70 students,
randomly selected by simple random sampling. Research instruments were 1) lesson plan which
focus on project-based learning through coaching 2) science achievement test and 3) problem
solving ability test. The collected data were analyze by using means, standard deviation and t-
test. The research findings were as follow;
1) Science achievement of students in an experiment group who learned by project-
based learning through coaching and control group who learned by conventional method were
significantly difference at .05 level. An experiment group had a higher science achievement score
than the control group.
2) Science achievement between before and after learning by project-based learning
through coaching were significantly difference at .05 level. Students in an experiment group had
a science achievement after learning higher than before learning.
3) Problem-solving ability in science of students in an experiment group who learned
by project-based learning through coaching and control group who learned by conventional
method were significantly difference at .05 level. An experiment group had a higher problem-
solving ability than the control group.
4) Problem-solving ability in science between before and after learning by project-based
learning through coaching were significantly difference at .05 level. Students in an experiment
group had a problem-solving ability after learning higher than before learning
Keywords : Project-based learning through coaching, Science achievement, Problem-solving
1 Student of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education, Valaya Alongkorn
Rajabhat University Under The Royal Patronage e-mail: [email protected]
2 Lecturer of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education, Valaya Alongkorn
Rajabhat University Under The Royal Patronage,
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
248 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศศวิ ิมล ไกรสาโรง และ นิตกิ ร ออ่ นโยน
บทนา
วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งท่ีอยูร่ อบตัวมนุษย์และวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ศาสตรท์ ี่มีความเก่ียวข้องกับมนุษยท์ ุก
คนทั้งในการดารงชวี ติ ประจาวนั และการประกอบอาชพี อกี ทงั้ วิทยาศาสตร์ยงั เป็นศาสตร์ช่วยพฒั นาความเป็นอยู่
ของมนุษย์เป็นศาสตร์หน่ึงท่ีนาพาประเทศสู่การพัฒนา ดังนั้น การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงมีความสาคัญ
อย่างย่ิงต่อความก้าวหน้าของชาติ การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีดีควรให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจ อยากรู้
อยากค้นหาคาตอบ สนุกกับการสืบเสาะหาความรู้ (ประสาท เนืองเฉลิม, 2558: 2-3) การจัดการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ม่งุ หวังให้นักเรียนได้เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ที่เน้นการเช่ือมโยงความรู้กับกระบวนการ มที กั ษะสาคัญใน
การค้นคว้าและสร้างองคค์ วามรโู้ ดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความร้แู ละแกป้ ัญหาท่ีหลากหลาย โดยให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง (สถาบันส่งเสริมการสอน
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2561: 3) จะเหน็ ไดว้ า่ เป้าหมายสาคัญของการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรม์ ่งุ เน้นให้
นักเรียนสร้างองค์ความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างลุ่มลึก ซ่ึงก็คือ นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ท่ีดี นอกจากน้ันยังเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในการ
แกป้ ัญหาผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และการแกป้ ญั หา
อยา่ งไรกต็ ามกย็ งั พบว่าการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรย์ งั ไม่ประสบความสาเร็จเท่าที่ควร ดังจะเหน็
ได้จากผลการประเมินผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน (ordinary national educational
test หรือ O-NET) วิชาวิทยาศาสตร์ พบว่า ในปี พ.ศ. 2560 นักเรียนได้คะแนนเฉล่ียวิชาวิทยาศาสตร์ร้อยละ
39.12 ซ่ึงเป็นคะแนนท่ีตา่ กว่ารอ้ ยละ 50 (สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหง่ ชาติ, 2562: online) ซ่ึงทาให้เห็น
ภาพชัดเจนว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ต่า จึงมีความจาเป็นที่จะต้องหาแนวทางการ
ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากน้ีปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้ว ยังมีคุณลักษณะสาคัญท่ีครูควรพัฒนาให้
เกิดขึ้นในตัวนักเรียนเพ่ือให้ดารงชีวิตอยู่ในโลกแห่งอนาคตที่มีความซับซ้อนและเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วคือ
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ระบบการศกึ ษาของไทยจะต้องพัฒนาใหน้ ักเรียนสามารถคิดเป็น
พง่ึ ตนเองได้ และรู้จักวิธีการแก้ปญั หา โดยการนาเหตุการณ์และปญั หาจากชุมชนมาให้นักเรยี นไดเ้ รียนรู้เพื่อให้
นกั เรียนสามารถดารงชีวิตอยู่ในโลกแหง่ ศตวรรษที่ 21 ได้ (วชิ ัย วงษใ์ หญ่, 2549: 43) เนือ่ งจากจากสภาพการณ์
ในปัจจุบันมีปัญหา เช่น ปัญหาส่งิ แวดล้อม ปัญหาสขุ ภาพ ปญั หาการบริโภค เป็นต้น ซึง่ ปัญหาเหล่าน้ีนับวันจะ
ทวคี วามรุนแรงมากขึน้ เร่ือยๆ ดงั นัน้ มนุษย์จึงตอ้ งด้นิ รนแสวงหาวิธกี ารแกป้ ัญหาทเี่ กิดข้ึนโดยอาศยั กระบวนการ
แก้ปัญหาแบบต่าง ๆ ซึ่งคนที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้จะสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่ างมี
ความสุข ดังนั้น ความสามารถในการแก้ปัญหาจึงเป็นส่ิงที่จาเป็นอย่างย่ิงสาหรับนักเรียนเพราะหากนักเรียน
ต้องการจะประสบความสาเร็จในการเรยี นแล้ว นกั เรยี นจะตอ้ งเป็นบคุ คลท่ีมีความสามารถในการแกป้ ัญหา หาก
ครูได้ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักวิธีการ วางแผนในการคิดแก้ปัญห าต้ั งแต่ในช้ันเรีย นให้กับ นักเรีย นแล้วก็ค งจะ เ ป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนในห้องเรียนของนักเรยี นท้ังในปัจจุบันและการทางานในอนาคต เพราะจะเป็นการฝึกให้
นักเรียนเผชิญปัญหา ฝึกคิดหาวิธีการแก้ปัญหาท่ี ดังนั้น การฝึกให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาและนา
กระบวนการแก้ปัญหามาใช้ในการเรียนและในชีวิตจริงจึงมีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวนักเรียน (เนตรนพิศ
คตจาปา มารศรี กลางประพนั ธ์ และสมเกยี รติ พละจติ ต์, 2558: 66)
การ จัด การ เรียนรู้ด้วย โครงงานร่วมกับการโค้ช เป็นแนวการ จัดการ เรียนรู้ห น่ึงท่ีสามารถพัฒนา
ส่งเสริมการเรียนร้ขู องนักเรยี นให้เต็มศักยภาพท้งั ในด้านความร้คู วามเข้าใจในเนื้อหาวชิ าและด้านความสามารถ
ในการแก้ปัญหา ดังท่ี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2544 : 2) สรุปเก่ียวกับการจัดการ
เรียนรู้ดว้ ยโครงงานไว้ว่า โครงงานวทิ ยาศาสตร์ถือเป็นงานวจิ ัยในระดับนักเรยี นเพราะเป็นการศึกษาเรอื่ งราวทาง
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 249
วทิ ยาศาสตร์ที่นักเรียนสนใจโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method) เปน็ แนวทางในการศึกษาและ
แกป้ ัญหามีการวางแผนท่จี ะศึกษาภายในขอบเขตของระดับความรรู้ ะยะเวลาและอุปกรณ์ท่มี ีอยู่ และลงมือศกึ ษา
สารวจ ทดลองเพอ่ื รวบรวมขอ้ มลู แล้วนามาประมวลผลจนได้ขอ้ สรุปออกมาเปน็ ผลงานท่มี คี วามสมบรู ณใ์ นตัวเอง
โครงงานวิทยาศาสตร์จึงเป็นกจิ กรรมวิทยาศาสตรท์ ่ีช่วยให้นักเรยี นไดเ้ รียนรู้ฝึกฝนการใช้ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ในการแก้ปญั หารวมทั้งการพฒั นาเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงในการเรียนรดู้ ว้ ยโครงงานนั้นนักเรียน
เป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคญั ในการเรยี นรเู้ พราะนักเรยี นเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้าตลอดจนดาเนินการปฏิบัติ
ทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูล รวมท้ังการแปลผลสรุปผลและเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองโดยมีครูหรือ
อาจารยท์ ีป่ รึกษาเปน็ ผ้ใู ห้คาปรึกษา
ครูหรืออาจารย์ท่ีปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญต่อความสาเร็จในการทาโครงงาน
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง ครูหรืออาจารย์ท่ีปรึกษาจึงเปรียบเสมือนโค้ช (coach) ซ่ึงมีหน้าท่ีสร้าง
แรงปรารถนา แรงบันดาลใจในการเรยี นรู้ การช้ีแนะให้นักเรียนใช้ศกั ยภาพของตนเองในการเรียนรู้ผ่านการลง
มือปฏิบัติ การสร้างความรู้ด้วยตนเอง มีความสามารถในการปรับปรุงและพัฒนาตนเองอย่างตอ่ เน่ือง การโคช้
(coaching) มีประโยชน์ที่สาคัญ คือ ทาให้นักเรียนมีกระบวนการทางความคิดเพื่อการเติบโต ( growth
mindset) มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ มีทักษะการคิด มีความเช่ือมั่นในตนเอง มีวินัยและกากับตนเองในการ
เรยี นรู้ มที ักษะในการประเมนิ ปรับปรุง และพฒั นาตนเอง (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารตุ พัฒผล, 2562: 2-3) ดังนัน้
ครูหรืออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานจึงเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญโดยเป็นผู้คอยแนะแนวทางให้ความช่วยเหลือเมื่อ
นักเรียนประสบปัญหาในขณะทาโครงงานวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นความสนใจ และเสริมกาลังใจแก่
นกั เรยี นอีกด้วย
จากสภาพปัญหาและแนวคิดท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้
ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชทส่ี ่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปญั หา
ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ซ่ึงผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นแนวทางช่วยส่งเสริมพัฒนา
คณุ ภาพการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มีประสทิ ธภิ าพสูงข้ึนทั้งในด้านผลการเรียนความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วทิ ยาศาสตร์
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังการเรียนระหว่างนักเรียนท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรดู้ ว้ ยโครงงานร่วมกับการโคช้ กบั นักเรยี นทไี่ ด้รับการการจดั การเรยี นรูแ้ บบปกติ
2. เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรยี นและหลังเรียนของนักเรียน
ท่ีได้รับการจดั การเรียนรูด้ ว้ ยโครงงานรว่ มกับการโค้ช
3. เพื่อเปรียบเทยี บความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังการเรียนระหว่างนักเรียนที่
ได้รบั การจดั การเรยี นรู้ดว้ ยโครงงานรว่ มกับการโค้ชกบั นักเรยี นที่ไดร้ บั การการจดั การเรียนรู้แบบปกติ
4. เพ่อื เปรียบเทยี บความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตรร์ ะหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
ของนักเรียนที่ได้รบั การจัดการเรยี นรูด้ ว้ ยโครงงานรว่ มกับการโคช้
250 | ปีที่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศศวิ ิมล ไกรสาโรง และ นติ กิ ร ออ่ นโยน
วิธดี าเนินการวจิ ยั
1. แบบแผนการวจิ ยั
การศึกษาคน้ คว้าครัง้ นเ้ี ป็นการวิจัย เชงิ ทดลอง ซึ่งดาเนนิ การทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลอง
แบบ Randomized Control Group Pretest-Posttest Design (ชศู รี วงศร์ ตั นะ และองอาจ นัยพฒั น.์ 2551:
377)
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างวิจยั
2.1 ประชากรในการวิจัย คอื นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ปทมุ ธานี เขต 2
2.2 กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวิจัย คือ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นวดั อัยยกิ าราม จานวน
2 ห้องเรียน จานวนนักเรยี น 70 คน ซ่ึงมีขน้ั ตอนการสุ่มวิธีดังนี้
2.2.1 สุ่มห้องเรียนจานวน 2 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random
sampling) ด้วยวิธกี ารจับฉลาก ปรากฏวา่ ได้หอ้ งเรียน ป.3/1 และ ป.3/2
2.2.2 สุ่มนักเรียนเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (random assignment) โดยใช้วิธีการ
สุ่มอยา่ งงา่ ย(Simple random sampling) ดว้ ยวธิ ีการจับสลาก ปรากฏว่า นกั เรยี นหอ้ ง ป.3/1 เป็นกลุ่มทดลอง
ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ช และนักเรียนห้อง ป.3/2 เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการ
จัดการเรยี นร้แู บบปกติ
3. เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจัย
3.1 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานร่วมกับการโค้ช
จานวน 1 หน่วยการเรียนรู้ ซ่ึงผู้วิจัยตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 ท่าน
ตรวจพจิ ารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆ ของแผนการจดั การเรยี นรู้ ตลอดจน
พจิ ารณาความถกู ตอ้ งของเนื้อหาสาระ เพ่อื นาขอ้ เสนอมาปรบั ปรุงแกไขใหม้ ีคุณภาพก่อนนาไปใชจ้ รงิ ต่อไป
3.2 เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
3.2.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนดิ
เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ ซึ่งผ้วู ิจัยตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือโดยนาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ไปให้ผ้เู ช่ยี วชาญทางการวดั และประเมินผล และการสอนวทิ ยาศาสตร์ รวมจานวน 3
ท่าน เพอ่ื ตรวจสอบความตรงเชงิ เนือ้ หา ความถูกต้องและความเหมาะสมชัดเจนของคาถาม แล้วหาคา่ ดัชนีความ
สอดคลอ้ งระหวา่ งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรกู้ บั ข้อสอบ โดยพิจารณาค่าดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) ต้งั แต่ .50 ขนึ้ ไป
พบว่า ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าระหว่าง 0.67-1.00 จากน้ันนาแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วิทยาศาสตร์ท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้เพ่ือหาค่าความเที่ยง ความยากง่าย และค่าอานาจจาแนกของ
แบบทดสอบ ซึ่งการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบความเที่ยงทั้งฉบับโดยใช้สูตรของ Kuder-Richardson
พบว่า แบบทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.74 ส่วนการตรวจสอบ
คณุ ภาพของแบบทดสอบรายข้อด้วยการหาค่าความยากง่ายและค่าอานาจจาแนก พบว่า มคี ่าความยากง่าย (p)
มีคา่ ระหวา่ ง 0.38 – 0.75 และคา่ อานาจจาแนก (r) มีคา่ ระหวา่ ง 0.37-0.70
3.2.2 แบบวัดความสามารถในการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบปรนัย
ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 15 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือโดยนาแบบวัดความสามารถ
ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ไปให้ผู้เช่ียวชาญทางการวัดและประเมินผลและการสอนวิทยาศาสตร์ รวม
จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบลักษณะการใช้คาถาม ตัวเลือก ภาษาท่ีใช้ และคัดเลือกข้อสอบท่ีมีค่าดัชนีความ
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 251
สอดคล้องระหว่างองค์ประกอบกับข้อคาถาม (IOC) โดยพจิ ารณาค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งต้งั แต่ .50 ขนึ้ ไป พบว่า
ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าระหว่าง 0.67-1.00 จากนั้นนาแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใชเ้ พื่อหาค่าความเทยี่ ง ความยากง่าย และคา่ อานาจจาแนก ซ่งึ การ
ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความเที่ยง ท้ังฉบับโดยใช้สูตรของ Kuder-Richardson พบว่า แบบวัด
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีค่าความเท่ียงทั้งฉบบั เท่ากับ 0.78 สว่ นการตรวจสอบคุณภาพ
ของแบบทดสอบรายข้อด้วยการหาค่าความยากง่ายและค่าอานาจจาแนก พบว่า มีค่าความยากง่าย (p) มีค่า
ระหวา่ ง 0.32 – 0.72 และค่าอานาจจาแนก (r) มีค่าระหว่าง 0.21-0.82
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ผวู้ จิ ัยดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตามขน้ั ตอน ดังนี้
4.1 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ และ
แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
4.2 ดาเนินการสอน โดยผู้วิจัยเปน็ ผู้สอนเองทั้งสองกลุ่มในเน้ือหาเดียวกัน ใช้เวลาสอน เท่ากัน
กลุม่ ละ 10 ชั่วโมงๆ ละ 60 นาที ดังน้ี
4.2.1 กลุ่มทดลอง ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ช ซ่ึงข้ันตอนการ
จัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ช ประกอบด้วย 1) ขั้นสารวจปัญหาและต้ังสมมติฐาน 2) ขั้นค้นหา
ข้อมูลที่เกย่ี วขอ้ ง 3) ขั้นการทดลองเพื่อรวบรวมข้อมลู และ 4) ข้นั วิเคราะหข์ ้อมลู และสรปุ ผล โดยรว่ มกบั การใช้
วิธีการโค้ชแบบต่างๆ ท่ีเหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ เช่น การสร้างความไว้วางใจ (trust)
สรา้ งบรรยากาศที่เอ้ือตอ่ การเรียนรู้ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี การใชค้ าถามกระตุ้นการคดิ (power question)
4.2.2 กลมุ่ ควบคมุ ได้รับการจดั การเรียนรู้แบบปกติ
4.3 เม่ือสนิ้ สดุ การสอนตามกาหนดแล้ว จึงทาการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กบั นกั เรียนทั้ง
สองกลุ่มโดยใช้แบบทสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา
ทางวิทยาศาสตร์ชุดเดิม
4.4 นาผลคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ และแบบวดั
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทไ่ี ดม้ าวเิ คราะหโ์ ดยใชว้ ิธกี ารทางสถิติ
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผู้วิจัยดาเนนิ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู ดงั นี้
5.1 วิเคราะหค์ ่าสถิติพืน้ ฐาน ได้แก่ ร้อยละ คะแนนเฉลยี่ (x̅) ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD)
5.2 วเิ คราะหข์ ้อมูลเพ่อื ตอบวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
5.2.1 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคุม (t-test for independent Samples)
5.2.2 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วทิ ยาศาสตร์ระหว่างกอ่ นและหลังเรียนของนกั เรียนกลมุ่ ทดลอง (t-test for Dependent Samples)
5.2.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการ
แกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ (t-test for independent Samples)
5.2.4 วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลอง (t-test for Dependent
Samples)
252 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) ศศิวิมล ไกรสาโรง และ นติ ิกร อ่อนโยน
ผลการวจิ ยั
1. การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลัง
เรียนของนกั เรียนกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม
ผู้วิจัยดาเนินการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองซ่ึงได้รับการจัดการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานร่วมกับการโค้ชและกลุ่ม
ควบคุมซึ่งได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า คะแนนเฉล่ียของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลัง
เรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.77 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.43
คะแนน และนักเรยี นกลมุ่ ควบคุมมคี ะแนนเฉลยี่ เท่ากบั 10.40 คะแนน และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.76
คะแนน
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนกลุ่ม
ทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า นักเรยี นกลุ่มทดลองซึ่งไดร้ ับการจดั การเรยี นรูด้ ้วยโครงงานร่วมกบั การโค้ชและ
นกั เรยี นกลุ่มควบคมุ ซง่ึ ได้รบั การจดั การเรียนร้แู บบปกติมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์แตกตา่ งกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และเม่ือพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ย พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตร์สูงกวา่ นักเรยี นกลุ่มควบคุม ผลปรากฏดงั ตารางที่ 2
ตารางท่ี 2 แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
หลงั เรยี นของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
กลมุ่ ตัวอย่าง จานวน ̅ SD t
กลุม่ ทดลอง
กลมุ่ ควบคุม 35 12.77 2.43 3.820*
* p < 0.05 35 10.40 2.76
2. การเปรียบเทยี บความแตกตา่ งของคะแนนเฉลยี่ ของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรร์ ะหวา่ ง
ก่อนและหลงั เรียนของนักเรียนกลุ่มทดลอง
ผู้วิจัยดาเนินการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองซึ่งไดร้ ับการจดั การเรียนรู้ดว้ ยโครงงานรว่ มกับ
การโค้ช พบว่า คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ 8.34 คะแนน และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 คะแนน และมีคะแนนเฉลีย่ ภายหลังเรยี นเท่ากับ
12.77 คะแนน และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.43 คะแนน
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์หลังเรียนและก่อนเรียนของ
นักเรียนกลมุ่ ทดลอง พบว่า นักเรียนกล่มุ ทดลองซง่ึ ได้รบั การจดั การเรียนร้ดู ้วยโครงงานร่วมกบั การโคช้ มคี ะแนน
เฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์หลงั เรยี นและก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ
.05 และเม่ือพิจารณาจากคะแนนระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิทยาศาสตรห์ ลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น ผลปรากฏดงั ตารางท่ี 3
วารสารวิจยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 253
ตารางท่ี 3 แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์
ระหวา่ งก่อนและหลังเรยี นของนักเรยี นกลุ่มทดลอง
กลุ่มทดลอง จานวน x̅ SD t
12.978*
กอ่ นเรียน 35 8.34 2.36
หลงั เรยี น 35 12.77 2.43
* p < 0.05
3. การเปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
หลังเรยี นของนกั เรยี นกลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคุม
ผู้วจิ ัยดาเนินการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์หลังเรยี นของนักเรียนกลุ่มทดลองซึ่งได้รบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานร่วมกับการโค้ชและกลุ่ม
ควบคมุ ซง่ึ ได้รับการจัดการเรยี นรู้แบบปกติ พบวา่ คะแนนเฉลยี่ คะแนนเฉลีย่ ความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตรห์ ลงั เรียนของนักเรยี นกลมุ่ ทดลองมคี ะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 10.23 คะแนน และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 1.75 คะแนน และนกั เรยี นกลุ่มควบคุมมคี ะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 8.74 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เทา่ กับ 2.49 คะแนน
เม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนของ
นักเรียนกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า นักเรยี นกลุ่มทดลองซง่ึ ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับ
การโค้ชและนักเรียนกลุ่มควบคุมซง่ึ ไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้แบบปกติมคี ะแนนเฉลยี่ ความสามารถในการแก้ปัญหา
ทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยระหว่าง
กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ศาสตรส์ งู กวา่ นักเรียนกลุ่มควบคมุ ผลปรากฏดังตารางท่ี 4
ตารางท่ี 4 แสดงการเปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวทิ ยาศาสตร์
หลงั เรียนของนกั เรยี นกลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคุม
กลมุ่ ตัวอย่าง จานวน x̅ SD t
กลมุ่ ทดลอง 35 10.23 1.75 2.888*
กลุ่มควบคุม
*p < 0.05 35 8.74 2.49
4. การเปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
ระหวา่ งก่อนและหลงั เรียนของนกั เรยี นกลุม่ ทดลอง
ผ้วู ิจัยดาเนินการเปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลอง พบว่า คะแนนเฉล่ียความสามารถในการ
แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.54 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบน
254 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศศิวิมล ไกรสาโรง และ นติ ิกร ออ่ นโยน
มาตรฐานเท่ากับ 1.67 คะแนน และมีคะแนนเฉล่ียภายหลังเรียนเท่ากับ 10.23 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากับ 1.75 คะแนน
เม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนกับกอ่ น
เรียนของนกั เรียนกลุ่มทดลอง พบว่า นักเรยี นกล่มุ ทดลองซึ่งไดร้ ับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ช
มีคะแนนเฉล่ียความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนและก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05และเมอ่ื พิจารณาจากคะแนนเฉล่ียระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน พบวา่ คะแนน
เฉล่ยี ความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์หลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียน ผลปรากฏดงั ตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5 แสดงการเปรยี บเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลย่ี ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
ระหว่างกอ่ นและหลังเรียนของนักเรยี นกล่มุ ทดลอง
กล่มุ ทดลอง จานวน x̅ SD t
35 7.54 1.67 6.953*
กอ่ นเรยี น 35 10.23 1.75
หลังเรยี น
*p < 0.05
สรปุ และอภปิ รายผลการวจิ ัย
จากการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยโครงงานร่วมกับการโคช้ สามารถ
อภิปรายขอ้ คน้ พบจากการวจิ ัยได้ดงั นี้
1. การจัดการเรยี นรู้ด้วยโครงงานร่วมกบั การโคช้ กบั การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์
จากผลการศึกษาด้านผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ พบวา่ นักเรยี นกลุ่มทดลองซ่ึงได้รับ
การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชและนักเรียนกลุ่มควบคุมซ่ึงได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตามสมมุติฐาน
ท่ีตั้งไว้ และนักเรียนท่ไี ดร้ ับการจดั การเรียนรดู้ ้วยโครงงานรว่ มกบั การโค้ชมคี ะแนนเฉลยี่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมตุ ิฐานที่ตั้งไว้ ซง่ึ จะเห็นได้วา่ การ
จัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ได้ ท้ังนี้อาจ
เน่ืองมาจากการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ( child-
centered approach) มุ่งเนน้ ให้นกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้ด้วยตนเอง เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ ไดเ้ รียนรู้
เอง ทาให้เป็นผู้ท่ีเข้าใจและรู้อย่างลึกซ้ึง (deep approach) ในทางตรงกันข้ามหากนักเรียนขาดโอกาสลงมือ
ปฏิบัติจริง ไม่ให้คิดเอง ทาเอง จะทาให้นักเรียนเรียนรู้อย่างผิวเผิน (surface approach) (พิมพันธ์ เดชะคุปต์
และพเยาว์ ยินดีสขุ , 2561: 166) โดยในการวิจยั น้ี ผวู้ ิจยั ได้เปดิ โอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เช่น
นักเรียนได้เลือกศึกษาส่ิงท่ีตนเองสนใจและเป็นเรื่องใกล้ตัวนักเรียนท่ีพบในชีวิตประจาวัน นักเรียนได้ร่วมกัน
วางแผนหาวธิ กี ารสืบค้นหาคาตอบกับเพ่ือนในกลมุ่ นักเรยี นแต่ละกล่มุ ได้เลือกวัสดุทีน่ ามาทดลองอยา่ งอิสระตาม
ความคิดของนักเรยี นแต่ละกลุม่ ทาใหน้ ักเรยี นมโี อกาสไดแ้ ลกเปลี่ยนความรคู้ วามคิด แสดงความคดิ เหน็ ได้อย่าง
อิสระ ทาใหน้ ักเรยี นมคี วามกระตือรือร้นและมคี วามสุขในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เปน็ ตน้ นอกจากน้ีการ
จัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีอิงปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (progressivism) ที่เช่ือว่าการ
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 255
เรียนรทู้ ่ดี ีนัน้ เกดิ จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง (learning by doing) ซงึ่ จะช่วยให้นักเรยี นค้นพบคาตอบของ
ปัญหาหรือมคี วามรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซงึ้ ทงั้ น้ผี ลการวิจยั ครั้งน้ีได้สอดคล้องกบั งานวิจยั ของจิ
ราวรรณ สอนสวัสดิ์ (2554) ท่ีพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ
งานวิจัยของรังศิมา ชูเทียน และทศพร แสงสว่าง (2559) ได้ศึกษาผลของการเรยี นรู้แบบโครงงานเปน็ ฐานวชิ า
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร สาหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีใช้การเรียนรู้แบบ
โครงงานเป็นฐาน พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 ซึง่ ภายหลังจากการเรียนนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสูงกว่าก่อนการ
เรยี น คอื คะแนนเฉล่ียหลงั เรียนเท่ากับ 16.17 มคี ่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.49 สว่ นคะแนนเฉลี่ยก่อน
เรียนเท่ากับ 8.20 และมีค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.40 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศหลงั ใชก้ ารเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มคี า่ เฉลี่ยเทา่ กบั 4.47 ซึง่ อยู่ในระดบั มาก
นอกจากนี้ ในการวิจัยน้ีผู้วิจัยได้นาแนวคิดการโค้ช (coaching) มาใช้ในการจัดการเรียนการ
สอนร่วมกบั การจัดการเรยี นร้ดู ้วยโครงงาน เนอ่ื งจากบทบาทของผู้สอนในฐานะทเ่ี ป็นโค้ชของนักเรยี นนน้ั มีความ
สอดคล้องและเหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานท่ีเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติและค้นพบความรู้ด้วย
ตนเอง ซง่ึ ผู้สอนในฐานะโค้ชของนักเรียน (teacher as the coach) จะเป็นผูช้ ี้แนะใหน้ กั เรยี นได้ใชศ้ ักยภาพของ
ตนเองผ่านการลงมือปฏิบตั ิ การคิดไตร่ตรอง และสร้างองคค์ วามรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง ตลอดจนมคี วามสามารถในการ
ปรับปรุงและพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562) ซ่ึงในการวิจัยน้ีผู้วิจัยได้นา
การโคช้ มาใชก้ ระตุ้นนักเรียนในระหว่างการทาโครงงานผ่านวิธีการโค้ชแบบต่างๆ ทีเ่ หมาะกับระดับของนักเรียน
เชน่ การสรา้ งความไวว้ างใจ (trust) สรา้ งบรรยากาศท่ีเอือ้ ต่อการเรียนรู้ และสรา้ งปฏิสมั พนั ธ์ทด่ี ี ซง่ึ ผลท่ีเกิดขึ้น
คือ นักเรียนเกิดความไว้วางใจ กล้าที่จะเข้ามาปรึกษาอย่างสม่าเสมอ ทาให้การทาโครงงานมีความก้าวหน้า
นอกจากนี้ยังใช้คาถามกระตุ้นการคดิ (power question) โดยใช้คาถามปลายเปิดเพ่อื กระต้นุ การคิด ถามทีละ
คาถามและใหเ้ วลาในการคดิ อย่างเพยี งพอ ไดแ้ ก่ เพราะเหตใุ ดนักเรียนจงึ วางแผนการทดลองเชน่ น้ัน เพราะเหตุ
ใดจึงเลือกใช้วัสดุน้ีในการทาเคร่ืองกรองน้า นักเรียนทราบได้อย่างไรว่าน้าที่ผ่านการกรองมีคุณภาพ ซ่ึงการใช้
คาถามในการโคช้ นี้มุง่ เน้นใหน้ ักเรยี นคดิ อยา่ งเปน็ ระบบและรู้จักการใช้เหตผุ ลสนบั สนุนคาตอบของตนเอง จากท่ี
กล่าวมาจะเห็นว่าการจดั การเรยี นรดู้ ้วยโครงงานร่วมกบั การโค้ชสามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นักเรียน โดยมผี ูส้ อนมฐี านะเป็นโค้ชทคี่ อยกระตุ้นการคิด กระต้นุ ใหน้ กั เรยี นได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่าง
เต็มตามศกั ยภาพ จนชว่ ยใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเข้าใจท่ีลึกซ้ึงเพราะเปน็ คาตอบหรือความรทู้ ผี่ ่านการลงมอื ปฏิบัติ
2. การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชกับการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทาง
วทิ ยาศาสตร์
จากผลการศึกษาด้านความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนกลุ่ม
ทดลองซ่งึ ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชและนักเรียนกลุ่มควบคุมซึ่งไดร้ บั การจดั การเรียนรู้
แบบปกติมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ซึ่ง
เป็นไปตามสมมุติฐานท่ีตั้งไว้ และนักเรียนที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานร่วมกับการโค้ชมีคะแนนเฉล่ีย
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ี 0.05 ซ่ึง
เป็นไปตามสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชกับการพัฒนา
ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตรไ์ ด้ ท้งั น้อี าจเน่ืองจากการจดั การเรยี นร้ดู ้วยโครงงานมีจุดมุ่งหมาย
256 | ปีที่ 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศศวิ ิมล ไกรสาโรง และ นิตกิ ร อ่อนโยน
สาคญั คอื การพัฒนาความสามารถในการทาโครงงานของนักเรียน ตลอดจนเสรมิ สร้างให้นักเรยี นเกิดการพัฒนา
ทกั ษะการแกป้ ัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ (creative problem solving skills) (พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยินดี
สุข, 2557: 57-65) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของจิราวรรณ สอนสวัสด์ิ (2554) ที่พบว่า นักเรียนที่ได้รับการ
จดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชุดกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์มคี วามสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์หลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งน้ี ลัดดา ภู่เกียรติ (2552: 16) ได้วิเคราะห์การจัดการ
เรียนรู้ด้วยโครงงานว่า โครงงานเป็นวิธีการเรยี นรทู้ ี่เกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนท่อี ยากจะศึกษาค้นคว้า
เกยี่ วกบั ส่งิ ที่สงสัยหรืออยากรูค้ าตอบใหล้ ึกซึ้งชัดเจน หรือต้องการเรยี นรู้ในเรื่องน้ันๆ ใหม้ ากข้ึนกว่าเดมิ โดยใช้
ทักษะกระบวนการและปัญญาหลายๆ ด้าน มีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีข้ันตอนอย่างต่อเน่ือง มีการ
วางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด และลงมือปฏิบัติตามที่วางแผนไว้จนได้ข้อสรุปผลการศึกษาหรือคาตอบ
เก่ียวกับเรื่องน้ันๆ ซึ่งการจัดการเรียนรดู้ ้วยโครงงานในการวิจัยครงั้ นี้นั้น นักเรียนจะได้พัฒนาความสามารถใน
การคดิ แก้ปัญหาผา่ นวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ (scientific method) โดยมีกระบวนการดงั น้ี 1) ข้นั สารวจปัญหา
และตง้ั สมมตฐิ าน 2) ข้นั คน้ หาข้อมลู ทเ่ี กีย่ วข้อง 3) ข้ันการทดลองเพอื่ รวบรวมข้อมลู และ 4) ขนั้ วิเคราะหข์ อ้ มูล
และสรุปผล ซึ่งในการเรียนการสอนน้ันครูได้ให้นักเรียนทาโครงงานวิทยาศาสตร์ซ่ึงมีข้ันตอนกระบวนการท่ีมี
ระบบ เร่ิมจากนักเรยี นเลือกหัวข้อเรื่องหรือปญั หาโครงงาน แลว้ กาหนดวัตถุประสงค์และต้งั สมมตฐิ าน จากน้ัน
ศึกษาค้นควา้ หาขอ้ มลู ทเ่ี ก่ียวข้อง แลว้ จงึ วางแผนทาโครงงานและออกแบบการทดลอง และสรปุ ผลการศกึ ษา จะ
เห็นไดว้ า่ การจดั การเรียนรู้ด้วยโครงงานจะเปิดพื้นที่ให้ได้มีโอกาสได้คิดและแกป้ ัญหาในระหว่างทาโครงงานจึง
ทาให้นักเรยี นได้รบั การพฒั นาความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรใ์ ห้สูงข้ึนได้ อกี ทงั้ การจดั การเรียนรู้
ในการวิจัยคร้ังนี้ยังได้ใช้การโค้ชมาใช้กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มศักยภาพใน
ระหว่างการทาโครงงานผ่านวิธีการโค้ชแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คาถามกระตุ้นการคิด (power
question) โดยใช้คาถามปลายเปดิ เพื่อกระตุ้นการคดิ ถามทลี ะคาถามและให้เวลาในการคดิ อย่างเพียงพอ (วิชยั
วงษ์ใหญ่ และมารตุ พัฒผล, 2562) ซง่ึ เป็นเครอื่ งมือท่ีสาคญั ของโค้ชที่จะใช้ในการกระตุ้นการคดิ ซง่ึ คาถามท่ีใช้
ในการวิจัยน้ีจะเป็นคาถามระดับสงู ที่เนน้ การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา เช่น เพราะเหตใุ ดนักเรียนจึง
สนใจจะทาโครงงานเร่ืองนี้ ปัญหาในโครงงานน้ีคืออะไรและมีสาเหตุจากอะไร นักเรียนจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
นกั เรยี นจะเลอื กใช้วัสดุอะไรบ้างและเพราะอะไรจึงเลือกใช้วัสดุน้ัน เพราะเหตใุ ดจงึ จัดลาดบั วัสดุในการกรองน้า
เช่นน้ัน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับ Davis (2019: online) สรุปเก่ียวกับการใช้คาถามในช้ันเรียนไว้ว่า ครูควรใช้
คาถามเพื่อใช้กระตุ้นการคิดของนักเรียนโดยเฉพาะอย่าย่ิงครูควรใช้คาถามปลายเปิด เช่น คาถามเชิงเหตุ -ผล
(cause-and-effect questions) ซึ่งเป็นคาถามที่ถามความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (causal relationships)
เนื่องจากคาถามประเภทเชิงเหตุ-ผลนี้จัดเป็นคาถามระดับสูง ซ่ึงจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้การคิดอย่าง
วิจารณญาณและคิดแก้ปัญหา ดังนั้น การการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชจึงสามารถพัฒนา
ความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ ผู้วิจัยเสนอแนะซ่ึงอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและ
การศกึ ษาค้นคว้าต่อไป
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
1.1 จากข้อค้นพบจากงานวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโค้ชสาหรับ
นักเรียนประถมศึกษาให้ประสบความสาเร็จน้ัน ครูนบั เปน็ ผทู้ ม่ี บี ทบาทสาคัญอย่างยงิ่ โดยครูจะตอ้ งปรับเปล่ียน
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 257
บทบาทจากผถู้ ่ายทอดความรู้เป็นโคช้ ที่คอยกระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ โดยเรม่ิ ตน้ จากการสร้าง
ความไวว้ างใจตอ่ กันเพ่ือใหเ้ กิดบรรยากาศเชิงบวกท่ีเออื้ ต่อการเรียนรู้ อีกท้งั ครตู ้องคอยให้กาลังใจนกั เรียนอย่าง
สมา่ เสมอเพือ่ ให้นักเรยี นรสู้ ึกอนุ่ ใจเม่ือประสบความยากลาบากในการเรยี นรู้
1.2 จากข้อค้นพบจากงานวิจัยพบว่า ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้
เช่น นักเรยี นไดเ้ ลอื กหัวขอ้ และเน้ือหาสาระตามทส่ี นใจเป็นเร่ืองใกลต้ วั นักเรียน แตต่ ้องอยู่ในขอบเขตของเน้ือหา
จึงจะทาใหก้ ารจดั การเรียนรู้แบบโครงงานรว่ มกบั การโค้ชมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคน้ ควา้ ครงั้ ตอ่ ไป
2.1 นักวิจัยอาจจะศึกษาการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยโครงงานรว่ มกับการโคช้ ทมี่ ีต่อตัวแปรอ่ืนๆ เช่น
ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความสุขในการเรยี น เป็นต้น
2.2 นักวิจัยอาจจะศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานรว่ มกับการโคช้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
อน่ื ๆ หรอื ในระดับชั้นอื่นๆ เนือ่ งจากการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานร่วมกับการโคช้ เป็นแนวการจัดการเรียนรู้ท่ี
เหมาะกบั ทุกกลุม่ สาระการเรยี นรู้ อกี ท้งั ยังเหมาะกบั นักเรยี นในระดบั ชั้นอ่นื ๆ ด้วย
เอกสารอ้างอิง
จิราวรรณ สอนสวัสดิ์. (2554). การศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ละความสามารถในการ
แก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีไดร้ บั การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้
ปญั หาเปน็ ฐานและการจดั การเรยี นรู้ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์. วทิ ยานิพนธ์
การศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรโรฒ.
ชูศรี วงศร์ ตั นะ และองอาจ นยั พัฒน์. (2551). แบบแผนการวิจัยเชงิ ทดลองและสถติ วิ เิ คราะห์: แนวคดิ
พ้นื ฐานและวธิ ีการ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
เนตรนพศิ คตจาปา มารศรี กลางประพันธ์ และสมเกยี รติ พละจติ ต์. (2558). การพฒั นาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
แบบปฏบิ ตั กิ ารโดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน ที่สง่ ผลต่อความสามารถในการคดิ เชิงมโนทัศน์
ความสามารถในการคิดแกป้ ญั หา และผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 4. วารสารบัณฑติ ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. 12(59), 63-75.
ประสาท เนืองเฉลิม. (2558). การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพแ์ ห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยินดีสขุ . (2557). สอนเขียนแผนบูรณาการบนฐานเดก็ เป็นสาคัญ.
(พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
พิมพันธ์ เดชะคปุ ต์และพเยาว์ ยินดีสุข. (2561). ทกั ษะ 7C ของครู 4.0 PLC & Log book. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ลดั ดา ภู่เกียรต.ิ (2552). การสอนแบบโครงงานและการสอนแบบใช้วจิ ัยเป็นฐาน: งานทคี่ รูประถมทาได้.
กรุงเทพฯ: สาฮะแอนด์ซนั พริ้นติ้ง.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2549). พลังการเรียนร้ใู นกระบวนทศั นใ์ หม่. กรุงเทพฯ: เอส อาร์ ปรนิ้ ต้ิง.
วชิ ัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พฒั ผล. (2562). การโค้ชเพอ่ื พัฒนาศกั ยภาพผ้เู รยี น. กรงุ เทพฯ: จรลั สนทิ วงศ์
การพิมพ์.
258 | ปที ่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) ศศิวมิ ล ไกรสาโรง และ นติ กิ ร ออ่ นโยน
รังศิมา ชูเทียน และทศพร แสงสว่าง. (2559). การพัฒนาการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานวิชาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารสาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี, 4(1), 19-32.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2544). การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลย.ี
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2561). ตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางกล่มุ สาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.
สถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแหง่ ชาต.ิ (2562). รายงานผลสอบโอเน็ต. 5 มกราคม 2562
http://www.newonetresult.niets.or.th/
Davis, B.G. (2009). Asking questions: tools for teaching. Retrieved March 12, 2019, from
https://www.indiana.edu/~istr695/readingsfall2013/Tools%20For%20Teaching.pdf
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 259
ผลของการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความร้รู ่วมกบั การช้แี นะทีม่ ตี ่อมโนทัศน์ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5
มณีรตั น์ แกน่ ทอง1 อรสา จรูญธรรม2*
Received : June 3, 2019
Revised : June 30, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงก่ึงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์
กอ่ นเรยี นและหลังเรยี นด้วยการจัดการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรูร้ ่วมกับการชแี้ นะ และศึกษาความสามารถ
ในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรยี นด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกับการชแ้ี นะ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างการวิจัยเป็นนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/3 ปีการศึกษา
2/2561 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จังหวัดปทุมธานี จานวน 39 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)
แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะ 2) แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบ
ประเมินความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และการทดสอบสมมตฐิ านด้วยสถติ ทิ ดสอบทีของกลุ่มตวั อย่าง 2 กลุ่ม ท่ีสมั พนั ธ์กัน ผลการวจิ ยั พบวา่
1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะมีคะแนนเฉลยี่
มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่ี .05
2. นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะมีคะแนนเฉลย่ี
ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด จัดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความสามารถ
ระดับดมี าก
คาสาคญั : การจดั การเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการชี้แนะ มโนทัศนท์ างวทิ ยาศาสตร์
ความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์
1 นกั ศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาเคมีและวิทยาศาสตร์ทว่ั ไป คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ e-mail: [email protected]
2 รองศาสตราจารย์ ดร. ประจาหลกั สตู รครศุ าสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมแี ละวทิ ยาศาสตรท์ ัว่ ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราช
ภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
*ผนู้ ิพนธห์ ลัก e-mail: [email protected]
260 | ปีท่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มณีรตั น์ แกน่ ทอง และ อรสา จรญู ธรรม
EFFECT OF USING INQUIRY-BASED LEARNING TOGETHER WITH COACHING ON SCIENTIFIC
CONCEPTS AND SCIENTIFIC EXPLANATION ABILITY OF PRATHOMSUKSA 5 STUDENTS
Maneerat Kaenthong1* Orasa Charoontham2*
Abstract
This study was a quasi-experimental research. The purpose this research were to
compare scientific concepts before and after learning through inquiry-based learning together
with coaching and study the scientific explanation ability after learning through inquiry-based
learning together with coaching of prathomsuksa 5 students. The samples were 39 students in
prathomsuksa 5 of Watsangsan School, Pathumthani Province. The research instruments
consisted of 1) inquiry-based learning together with coaching lesson plan 2) the scientific
concepts test 3) scientific explanation ability assessment form. The collected data were
analyzed by using means, standard deviation and testing hypothesis by t-test for dependent
group. The research found that
1. students who learned through inquiry-based learning together with coaching had
means score of scientific concepts after learning higher than before learning at the statistical
significance of .05.
2. students who learned through inquiry-based learning together with coaching had
means score of scientific explanation ability higher than the specified criteria and classified at a
very good level.
Keywords : Inquiry-based learning together with coaching, scientific concept, scientific
explanations ability
1 Student of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education, Valaya Alongkorn
Rajabhat University Under The Royal Patronage, e-mail: [email protected]
2 Associate Professor Dr. of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education,
Valaya Alongkorn Rajabhat University Under The Royal Patronage
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 261
บทนา
วทิ ยาศาสตร์มบี ทบาทสาคัญยง่ิ ในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตรเ์ ก่ียวข้องกับทุก
คนท้งั ในชีวิตประจาวันและการงานอาชพี ต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครอ่ื งมือเครอ่ื งใช้และผลผลิตตา่ งๆ ทีม่ นษุ ย์
ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับ
ความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อ่ืนๆ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน่ืองจากความรู้
วทิ ยาศาสตร์เป็นเร่ืองราวเก่ยี วกับโลกธรรมชาติ ซงึ่ มกี ารเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ทกุ คนจึงต้องเรยี นรู้เพ่ือนาผล
การเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552: 1) ดังน้ัน นักเรียนทุกคนจึง
จาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีท่ีมนุษย์
สรา้ งสรรคข์ ึน้
แ นวทาง ก าร จั ด การ เ รีย น ก าร ส อ น วิท ย า ศ าสต ร์ ต า มห ลั กสู ต ร แ ก น ก ลา ง กา ร ศึ ก ษ าขั้ นพื้ น ฐ า น
พุทธศักราช 2551 จะมุ่งเนน้ ให้ผเู้ รยี นรู้ไดค้ ้นพบความรู้ดว้ ยตนเองมากทส่ี ดุ เพอ่ื ให้ไดท้ ง้ั กระบวนการและความรู้
จากวิธีการสังเกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ีได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์
ความรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560: 3) อย่างไรก็ตามจากผลการประเมินการ
ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test หรือ O-NET) พบวา่ ในปี
การศึกษา 2560 ผลสอบโอเน็ตระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 วิชาวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉล่ียระดับประเทศ
เท่ากบั รอ้ ยละ 32.28 คะแนน ซ่ึงมคี ่าตา่ กวา่ ร้อยละ 50 นอกจากนค้ี ะแนนเฉล่ียยังลดลงจากปีการศึกษา 2559
โดยมีคะแนนลดลง 2 คะแนน (สมั พันธ์ พนั ธุ์พฤกษ์, 2561) จะเหน็ ได้วา่ การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ท่ี
ผ่านยังไม่ประสบความสาเร็จมากนัก จึงเป็นปัญหาสาคัญที่ครูจะตอ้ งพยายามค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาท่ี
เกดิ ขนึ้
การจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความร้เู ป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผูเ้ รียนได้ปฏบิ ัติ สบื ค้น
ข้อมูล สืบเสาะหาความรู้ ทดลอง เพือ่ นามาอภิปราย อธบิ าย และสรุปเป็นความรู้รวบยอด สร้างความรู้ และใช้
ความรู้ได้เองภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติของนักเรียนมีความสัมพันธ์กับ
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบคอนสตรคั ติวิสม์ (constructivism) ซงึ่ มีแนวคิดว่า ความรทู้ ผ่ี เู้ รยี นได้เรยี นรจู้ ะเป็นความรู้
เฉพาะตัวท่ีผู้เรียนสร้างความหมายขึ้นมาเอง ส่งเสริมการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุและผลท่ีสามารถ
นาไปใช้ในสถานท่ีแตกต่างหลากหลายในชีวิตจรงิ ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ National research Council (2000) สรุปไว้
ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทาให้นักเรียนพัฒนาความรู้และความเข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ โดย
นักเรยี นจะสร้างความรูจ้ ากการลงมอื ปฏบิ ตั ิ โดยการระบปุ ญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ วางแผนคน้ ควา้ หาคาตอบ การ
รวบรวมข้อมูล สร้างข้อสรุปจากหลักฐาน ประเมินข้อสรุปจากทางเลือกต่างๆ สื่อสารและให้เหตุผลเกี่ยวกับ
ข้อสรุป จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้นนักเรียนจะเป็นผู้ลงมือสืบเสาะหาความรดู้ ้วย
ตนเอง แล้วนาข้อมลู มาสร้างคาอธบิ ายทสี่ ะท้อนความเข้าใจของตนเองหรือสร้างความรู้ใหม่ซ่ึงทาให้นักเรยี นเกิด
ความเข้าใจองคค์ วามร้ทู างวิทยาศาสตรอ์ ย่างแทจ้ ริง
นอกจากนี้ การเรยี นรู้ในโลกยุคใหมแ่ ตกตา่ งจากเดิมอย่างสนิ้ เชงิ นักเรยี นจะตอ้ งเป็นผู้ท่ลี งมอื ปฏิบัติ
หรือเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างกระตือรือร้น ตลอดจนใช้กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการคิดอย่างต่อเน่ือง
สามารถวางแผนและพัฒนาตนเอง ดังน้ัน บทบาทของครูในการจัดเรียนรู้จึงเปล่ียนแปลงไป โดยครูจะเปล่ียน
บทบาทเป็นผู้ช้ีแนะ (coach) ซ่ึงครูจะลดการบรรยายแต่ขยายพ้ืนทแ่ี ห่งการเรียนรู้ให้กับผู้เรยี น เปิดโอกาสการ
เรียนรู้ให้ผู้เรียนโดยผู้ช้ีแนะจะทาหน้าท่ีกระตุ้นการเรียนรู้ (learning coach) คอยชี้แนะแนวทาง ส่งเสริม
สนับสนุนนักเรียนในทกุ วิถีทางให้เกดิ การเรยี นรเู้ ตม็ ตามศกั ยภาพ ตลอดจนผชู้ ้แี นะตอ้ งเรียนรู้ไปพร้อมกบั ผู้เรียน
262 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) มณีรตั น์ แกน่ ทอง และ อรสา จรญู ธรรม
(teacher as learner) และตระหนกั อย่เู สมอวา่ นักเรียนทกุ คนสามารถเรียนรแู้ ละพฒั นาได้ ผ้ชู แ้ี นะจะตอ้ งแสดง
ภาวะผู้นาเชิงวิชาการ (academic leadership) มีคุณธรรมจริยธรรม ความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้
สามารถสรา้ งแรงบันดาลใจในการเรยี นรู้ซงึ่ จะช่วยสง่ เสริมให้นักเรียนเป็นบคุ คลแหง่ การเรียนรตู้ ลอดชีวติ ในที่สุด
(วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2558: 17) ซ่ึงแนวคิดของการช้ีแนะนี้จึงสามารถนามาใช้ร่วมกับการจัดการ
เรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ซ่ึงเปน็ วิธกี ารจัดการเรยี นรูท้ ีม่ ุ่งเน้นให้ผู้เรียนไดป้ ฏบิ ัติ สบื เสาะหาความรู้ แลว้ นามา
อภิปราย และสรปุ เป็นองค์ความรู้
ดว้ ยเหตุน้ีผู้วิจัยจึงนาการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกบั การชีแ้ นะมาใชใ้ นการเรยี นการ
สอนวทิ ยาศาสตร์ โดยมีจุดมงุ่ หมายเพ่อื เน้นพฒั นานักเรียนให้มคี วามรู้ ความเข้าใจในมโนทศั น์วทิ ยาศาสตร์ และ
ความสามารถสร้างคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ นักเรียนได้สร้างความรู้ด้วยตัวเอง โดยการสารวจ
ตรวจสอบ รวบรวมและจัดกระทาข้อมูล และนาข้อมูลที่จัดกระทาไปสร้างคาอธิบายจนนาไปสู่การเกิดมโนทัศน์
และนามโนทศั นท์ ไ่ี ด้ไปประยุกต์กบั สถานการณท์ แ่ี ตกต่างหรือใกลเ้ คียงกับสถานการณเ์ ดิม ซ่ึงจะทาให้นกั เรียนมี
ความรู้ความเข้าใจในมโนทศั น์วทิ ยาศาสตร์มากขึ้น สามารถนาความรู้ความเข้าใจไปส่อื ความหมายและให้เหตุผล
ทางวิทยาศาสตรต์ อ่ ผอู้ นื่ ได้
จากสภาพปัญหา และความสาคัญของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับการช้ีแนะดงั กล่าว ทา
ให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะเพ่ือพัฒนามโนทศั น์
ทางวทิ ยาศาสตร์และความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โดย
ผสู้ อนเปลีย่ นบทบาทจากการสอนหรือการถ่ายทอดความรู้มาเป็นโคช้ ของผู้เรียนเพ่ือให้ผเู้ รียนพัฒนาตนเองเต็ม
ตามศักยภาพ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพดีย่ิงข้ึน
ต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพ่ือเปรียบเทียบมโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ร่วมกบั การชีแ้ นะ
2. เพื่อศึกษาความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้
แบบสบื เสาะหาความรู้รว่ มกับการชีแ้ นะของนักเรียนตามเกณฑ์ร้อยละ 70
วิธดี าเนินการวจิ ยั
1. แบบแผนการวจิ ยั
การวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงก่ึงทดลอง (quasi-experimental research) ผู้วิจัยได้ดาเนินการ
ทดลองโดยใชแ้ บบแผนการทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design (มาเรยี ม นิลพันธ์ุ, 2551: 144)
ซง่ึ มีรปู แบบวจิ ยั ดังตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 แบบแผนการทดลอง
สอบกอ่ น ตวั แปรตน้ สอบหลัง
O1 X O2
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 263
สญั ลกั ษณท์ ่ีใช้ในแบบแผนการวิจัย
O1 แทน การทดสอบก่อนเรียน
X แทน การทดลองจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกบั การช้ีแนะ
O2 แทน การทดสอบหลงั เรยี น
2. ประชากรและตวั อยา่ งการวิจยั
2.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาปทุมธานี ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2561 รวม 118 คน
2.2 ตัวอยา่ งการวจิ ยั
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ซึ่งได้จากการสุ่มห้องเรียนแบบสุ่ม ( Simple Random
Sampling) โดยวิธกี ารจับสลาก พบว่า ได้นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5/3 จานวน 39 คน เปน็ กล่มุ ทดลอง
3. เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัยครงั้ นี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื
3.1 เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการทดลอง ได้แก่
3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการชี้แนะ ผู้วิจัยตรวจสอบ
คณุ ภาพโดยนาแผนการจดั การเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรรู้ ่วมกับการช้ีแนะเสนอต่อผู้เชีย่ วชาญจานวน 3 ทา่ น
พิจารณาความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ จุดประสงค์การเรียนรู้
เน้ือหา ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ และการประเมนิ ผลการเรียนรู้ รวมถึงพิจารณาความถกู ต้องของเน้ือหาสาระ
เพอ่ื นาขอ้ เสนอมาปรับปรงุ แกไขให้มคี ณุ ภาพก่อนนาไปใช้จริงต่อไป
3.2 เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ไดแ้ ก่
3.2.1 แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพัฒนาตามวิธีการของ Haslam และ Tregust
(1987: 203-211) ซ่ึงเป็นแบบวัดชนิดเลือกตอบพร้อมเหตุผล แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีลักษณะ
เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นคาถามเชิงเนื้อหา และตอนท่ี 2 เป็นเหตุผล
สนบั สนนุ ในตอนท่ี 1 สาหรบั การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั โดยนาแบบวดั เสนอต่อผ้เู ชี่ยวชาญจานวน 3 ท่าน
ตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์ที่
ต้องการวัด (Item objective congruence; IOC) โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพควรมีค่าดัชนี
ความสอดคล้องตัง้ แต่ .50 ขน้ึ ไป พบว่า ค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) มคี ่าระหวา่ ง 0.67 - 1.00 จากนัน้ นาแบบ
วัดมโนทัศนท์ างวทิ ยาศาสตรท์ ่ีไดร้ ับการปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ แลว้ นาคะแนนที่ได้มาวเิ คราะหค์ ุณภาพ
ของแบบวัดรายข้อ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเพื่อหาความเท่ียงของแบบวัด และค่าระดับความยาก (p) ของ
ขอ้ สอบเปน็ รายข้อ โดยพจิ ารณาคา่ ความเท่ียงที่มีค่าไม่ตา่ กว่า .70 และความยากง่าย (p) ทม่ี ีค่าระหวา่ ง 0.20 –
0.80 พบวา่ ค่าความเทย่ี งมคี ่า 0.74 และความยากง่าย (p) มีค่าระหวา่ ง 0.38 – 0.75
3.2.2 แบบประเมนิ ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตร์ ซง่ึ สร้างตามกรอบ
การวัดความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์โดยอิงกรอบของ McNeille et al. (2006) และ
งานวิจัยของ สุรีรัตน์ จุ้ยกระยาง (2553) ซึ่งมีลักษณะเป็นการประเมินแบบรูบริกส์ (Rubrics) ที่แบ่ง
ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเป็น 3 ระดบั จากนั้นนาแบบประเมินความสามารถในการสร้างคาอธิบายท่ี
264 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มณีรตั น์ แก่นทอง และ อรสา จรญู ธรรม
สร้างข้ึนเสนอต่อผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ
สอดคล้องระหวา่ งรายการประเมินกับพฤติกรรมท่ีต้องการวัด โดยเกณฑใ์ นการคัดเลอื กข้อสอบท่ีมคี ุณภาพควรมี
คา่ ดชั นีความสอดคล้องตัง้ แต่ .50 ข้นึ ไป พบว่า คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) มคี า่ ระหว่าง 0.67 - 1.00 แลว้ จึง
นาแบบประเมินที่แก้ไขปรบั ปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจริง แลว้ นาคะแนนที่ได้มาวเิ คราะห์คุณภาพของแบบ
วัดรายขอ้ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเพือ่ หาความเทยี่ งของแบบวัด พบว่า คา่ ความเทีย่ งมีคา่ 0.76
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู
ในการศกึ ษาครงั้ น้ี ผ้วู จิ ัยดาเนินการทดลองตามข้ันตอน ดงั นี้
4.1 สุ่มนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จังหวัดปทุมธานี มาจานวน 1
ห้องเรียน เพ่ือใชใ้ นการทดลอง
4.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และแบบประเมิน
ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์
4.3 ดาเนินการสอน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการช้ีแนะ ซ่ึงผู้วิจัย
เป็นผู้สอนเอง สัปดาห์ละ 1 ช่ัวโมง ตามโครงสร้างหลักสูตร รวมใช้เวลาสอนท้ังส้ิน 8 ชั่วโมง ท้ังน้ีข้ันตอนการ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะ ประกอบด้วย 1) ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม 2) เร้าความ
สนใจ 3) สารวจและคน้ หา 4) อธิบายและลงขอ้ สรปุ 5) ขยายความรู้ และ 6) ประเมินผลการเรียนรู้ โดยมีการใช้
เทคนิคการชีแ้ นะแบบต่างๆ ในระหว่างการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ 1) การสรา้ งความไวว้ างใจ (trust) ให้กบั
ผู้เรียน 2) ฟังผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสวนกลับ 3) ใช้คาถามกระตุ้นการคิด 4) ให้
กาลังใจและเสริมพลังความเช่ือม่ันในความสามารถของตนเอง 5) ใหผ้ ้เู รียนประเมินตนเองและสะท้อนคิดสู่การ
ปรบั ปรงุ และพฒั นา
4.4 เมื่อส้ินสุดการสอนตามกาหนดแล้ว จึงทาการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบวดั
มโนทศั น์ทางวทิ ยาศาสตร์ และแบบประเมนิ ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์ชุดเดมิ
4.5 นาผลคะแนนจากการตรวจแบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และแบบประเมิน
ความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชงิ วทิ ยาศาสตรท์ ่ไี ด้มาวเิ คราะห์ดว้ ยวิธกี ารทางสถิติ
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ผ้วู จิ ยั ดาเนนิ การวเิ คราะห์ขอ้ มูล โดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรปู ดงั น้ี
5.1 วิเคราะห์ค่าสถติ พิ ื้นฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ คะแนนเฉลยี่ ( X ) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
5.2 วิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนมโน
ทศั น์ทางวทิ ยาศาสตร์ กอ่ นเรียนและหลงั เรียนของนักเรยี นโดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ร่วมกับ
การช้ีแนะ ด้วยการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบทีของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ท่ีสัมพันธ์กัน (t-test
dependent)
ผลการวจิ ัย
ในการวิจยั ครั้งน้ี ผู้วจิ ยั เสนอผลการวิเคราะหขอมูลเพื่อตอบวตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั จานวน 2 ข้อ
มีรายละเอียดดังนี้
1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นกั เรยี นโดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกบั การช้ีแนะ
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 265
ผลการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรยี นและหลงั เรียน
ของนักเรยี นโดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ร่วมกบั การช้แี นะ โดยใชส้ ถิติ t–test dependent ที่
ระดับนัยสาคญั .05 ปรากฏผลดงั ตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ค่าเฉล่ีย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบที (t-test) ของคะแนน มโนทัศน์
ทางวทิ ยาศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรรู้ ่วมกับ
การชี้แนะระหวา่ งกอ่ นเรียนและหลังเรียน
คะแนน ก่อนเรยี น หลังเรียน t-test
x̅ S.D. x̅ S.D. -59.580*
มโนทศั น์ทางวทิ ยาศาสตร์ 8.72 2.70 22.54 2.09
* p < .05
จากตารางที่ 2 พบวา่ คะแนนเฉลยี่ มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรยี นมคี ะแนนเฉลี่ย
เทา่ กบั 8.72 คะแนน และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.70 คะแนน และมคี ะแนนเฉล่ียภายหลังเรียนเท่ากับ
22.54 คะแนน และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 2.09 คะแนน
เม่อื เปรียบเทยี บความแตกตา่ งค่าเฉลยี่ ของคะแนนมโนทัศนท์ างวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลงั เรียน
พบว่า ภายหลังการทดลองนักเรียนกลุ่มท่เี รียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ร่วมกับการชี้แนะ
มคี ะแนนเฉล่ยี มโนทศั น์ทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ี .05
2. ผลการวเิ คราะห์คะแนนความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียน
โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการชี้แนะ
ผลการวิเคราะห์คะแนนความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี นทีเ่ รียน
โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะ จานวน 5 หัวข้อเร่ือง โดยใช้แบบประเมิน
ความสามารถในการสร้างคาอธบิ าย ซ่งึ มีคะแนนเต็ม 15 คะแนน ปรากฏผลดังตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าเฉล่ียร้อยละ ( X ร้อยละ) และระดับความสามารถของคะแนนการสร้างคาอธิบาย
เชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรยี นโดยใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับ
การช้แี นะ
คะแนน x̅ x̅รอ้ ยละ ระดับความสามารถ
ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ าย 12.92 86.13 ดมี าก
จากตารางท่ี 3 พบว่า นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ
ช้ีแนะ มีคะแนนเฉล่ียความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เท่ากับ 12.92 คะแนน โดยคะแนน
266 | ปที ี่ 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) มณรี ตั น์ แก่นทอง และ อรสา จรญู ธรรม
เฉล่ยี คดิ เป็นรอ้ ยละ 86.13 ซง่ึ สูงกว่าเกณฑท์ ่ีกาหนดคือ ร้อยละ 70 และจดั อยใู่ นเกณฑท์ ่ีมคี วามสามารถระดับดี
มาก
ท้ังนี้ หากวิเคราะห์คะแนนเฉล่ียความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง
ลมฟ้าอากาศ ของนักเรียน โดยจาแนกตามหัวข้อเร่ือง จานวน 5 หัวข้อ ซึ่งแต่ละเรื่องมีคะแนนเต็มเท่ากับ 15
คะแนน ปรากฏผลดงั ตารางท่ี 4
ตารางท่ี 4 ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเฉล่ียร้อยละ ( X ร้อยละ) ของคะแนนความสามารถในการสร้างคาอธิบาย
เชิงวิทยาศาสตร์ จานวน 5 หัวข้อเร่ือง และระดับความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิง
วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนทเ่ี รียนโดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกบั การช้ีแนะ
หัวขอ้ เร่ือง คะแนนความสามารถในการ ระดับความสามารถ
สร้างคาอธิบาย
1. การเกิดลม x̅ x̅ร้อยละ ดีมาก
2. ลมบก ลมทะเล ดีมาก
3. เครื่องมือวัดทศิ ทางและอัตราเรว็ ลม 13.00 86.67 ดมี าก
4. ลมมรสุมในประเทศไทย ดมี าก
5. ประโยชน์ของพลงั งานลม 12.60 84.00 ดมี าก
13.60 90.67
12.20 81.33
13.20 88.00
จากตารางท่ี 4 พบว่า นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ
ชี้แนะ มีคะแนนเฉลีย่ ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์ จานวน 5 หัวขอ้ เรอื่ ง คอื การเกิดลม
ลมบก ลมทะเล เครื่องมือวัดทิศทางและอตั ราเร็วลม ลมมรสุมในประเทศไทย และประโยชนข์ องพลงั งานลม
เท่ากับ 13.00 12.60 13.60 12.20 และ 13.20 คะแนน โดยคิดเป็นร้อยละ 86.67 84.00 90.67 81.33 และ
88.00 ตามลาดับ ซึ่งจดั อยใู่ นความสามารถระดับดีมากในทุกหัวข้อเร่อื ง
สรปุ และอภิปรายผลการวิจัย
สรปุ ผล
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวทิ ยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลงั เรียน
และศึกษาความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 หลงั เรียนดว้ ย
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความร้รู ่วมกบั การชแ้ี นะ สรุปผลการวจิ ัยได้ ดังนี้
1. นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการช้ีแนะ มีคะแนนเฉล่ีย
มโนทัศนท์ างวิทยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะ มีคะแนนเฉลยี่
ความสามารถในการสรา้ งคาอธบิ ายเชิงวทิ ยาศาสตรใ์ น 5 หัวขอ้ เรือ่ ง เทา่ กบั รอ้ ยละ 86.67 84.00 90.67 81.33
วารสารวิจยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 267
และ 88.00 คะแนน ตามลาดับ และมีคะแนนเฉลี่ยโดยภาพรวมเท่ากับ 12.92 คะแนน คิดเป็นคะแนนร้อยละ
86.13 ซ่ึงสงู กว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด คอื ร้อยละ 70 และจดั อยใู่ นเกณฑท์ ่มี คี วามสามารถระดบั ดีมาก
อภปิ รายผล
การอภิปรายผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1) มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และ 2)
ความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชิงวิทยาศาสตร์ ซึง่ อภิปรายตามลาดับ ดงั น้ี
1. ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการช้ีแนะที่มีต่อมโนทัศน์ทาง
วิทยาศาสตร์
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ
ชี้แนะ มีคะแนนเฉลี่ยมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั .05 แสดงว่า ผลการวิจัยดงั กล่าวตรงตามสมมตฐิ านที่ตั้งไว้ ท้ังน้ีเนื่องมาจากธรรมชาติของการจดั กจิ กรรม
แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยมุ่งให้นักเรียนเป็นค้นพบความรู้หรือ
สร้างความรู้ด้วยการเป็นผู้คิดและลงมือปฏิบัติในการสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัย
จัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนดังนี้ 1) ข้ันตรวจสอบความรู้เดิม ข้ันน้ีครูจะต้ังคาถามเพ่ือตรวจสอบความรู้เดิมของ
นกั เรยี น 2) เรา้ ความสนใจ ขั้นนคี้ รูกระตุน้ ให้นักเรียนตั้งคาถาม เกิดความสงสัย และกาหนดประเด็นที่จะศึกษา
หาคาตอบ 3) สารวจและคน้ หา ขนั้ นีค้ รเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนคน้ หาคาตอบและค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง 4)
อธบิ ายและลงข้อสรุป ขนั้ นเ้ี ป็นการนาข้อมูลท่ีได้มาวเิ คราะห์ แปลผล และสร้างข้อสรุปจากหลักฐานด้วยตนเอง
ซึ่งทาให้นักเรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง 5) ขยายความรู้ ขั้นน้ีเป็นการนาองค์ความรู้ท่ีสร้างขึ้นไปใชอ้ ธิบาย
หรือประยุกต์ใช้ และ 6) ประเมินผลการเรียนรู้ ขั้นนี้เป็นการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนว่าบรรลุตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้หรอื ไม่ ซ่ึงจะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรูด้ ้วยการสืบเสาะหาความรู้น้ันนักเรยี นมีบทบาท
สาคญั ในการเรียนรู้ นกั เรียนเป็นผู้ดาเนินการสบื เสาะหาความรดู้ ้วยตนเอง เปิดโอกาสให้นักเรยี นแสดงความคิด
อย่างอิสระตามความสนใจ ปรึกษาหารือและแสดงความคิดเห็นร่วมกัน จนท้ายที่สุดนักเรียนเป็นผู้ค้นพบหรือ
สร้างความรู้ซึ่งความรู้ในการวิจัยนี้หมายถึงมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ (scientific concept) ซ่ึงเป็นไปตาม
แนวคดิ Beyer (1983) กล่าวไว้ว่า “การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรูเ้ ป็นการจดั การเรียนรู้ท่ีให้นักเรียน
ได้รับประสบการณ์ตรงผา่ นการคิด เพอ่ื ให้นกั เรยี นเข้าใจส่ิงท่ีไดล้ งมือปฏิบตั ิด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย
ของสุพัตรา จันทรโฆษิต (2552) ท่ีพบว่า นักเรียนท่ีเรียนดว้ ยรปู แบบการเรยี นรแู้ บบสืบสอบเปน็ ฐานมีคะแนน
เฉล่ียมโนทัศน์ทางชีววิทยา เร่ือง เซลล์ของส่ิงมีชีวิต เท่ากับ ร้อยละ 71.53 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การ
จดั การเรียนรู้แบบสืบสอบเป็นฐานเปดิ โอกาสให้นักเรียนลงมือปฏบิ ัตใิ นการสืบสอบหาความรูด้ ้วยตนเอง จนเกิด
มโนทศั นท์ ่ีถกู ต้องเกยี่ วกับเรื่องท่ีศกึ ษา
นอกจากการจัดการเรยี นรู้ด้วยการสบื เสาะหาความรู้แลว้ ผู้วิจยั ไดน้ าแนวคิดการช้แี นะ (coaching)
มารว่ มในการจดั การเรียนรู้ เนื่องจากบทบาทของผู้สอนในฐานะทเี่ ป็นผู้ชี้แนะมคี วามสอดคลอ้ งและเหมาะสมกับ
การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ ซง่ึ ผ้สู อนจะปฏบิ ตั หิ น้าทเี่ ปน็ ผชู้ ี้แนะนักเรียน (teacher as the coach)
ให้ได้ใช้ศักยภาพของตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดไตรต่ รอง และสรา้ งองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ซ่งึ ในการ
วิจัยนี้ผู้วิจัยนาวิธีการชี้แนะแบบต่างๆ ท่ีเหมาะกับระดับของนักเรียนมาใช้กระตุ้นนักเรียนในระหว่างการเรียน
การสอน เช่น การสร้างความไว้วางใจ (trust) สร้างบรรยากาศทเี่ อื้อต่อการเรียนรู้ และสร้างปฏิสัมพันธ์ท่ีดี ซ่ึง
เป็นพื้นฐานที่สาคัญท่ีสุดของการช้ีแนะเพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพบนพ้ืนฐานของ
ความไว้วางใจ การท่ีครูผู้สอนทาให้นักเรียนเกิดความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับนักเรียน เม่ือนักเรียนมอบความ
ไว้วางใจให้ครูผู้สอนแล้ว การชี้แนะต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบร่ืน (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562: 20)
268 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) มณีรตั น์ แกน่ ทอง และ อรสา จรญู ธรรม
ดังน้นั การจัดการเรยี นรู้ดว้ ยการสบื เสาะหาความรู้ร่วมกับการชี้แนะจึงช่วยพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของ
นกั เรียนสงู ขน้ึ
2. ผลของการจดั การเรียนรดู้ ้วยการสบื เสาะหาความรู้ร่วมกบั การชี้แนะท่ีมตี ่อความสามารถในการ
สร้างคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการ
ชี้แนะ มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตรเ์ ท่ากับรอ้ ยละ 86.13 และมีคะแนน
เฉล่ียความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ใน 5 หัวข้อเร่ืองเท่ากับร้อยละ 86.67 84.00 9 0.67
81.33 และ 88.00 ตามลาดับ ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด คือ ร้อยละ 70 และจัดอยู่ในเกณฑ์ท่ีมีความสามารถ
ระดบั ดมี าก สอดคลอ้ งกบั สมมตฐิ านท่ีตงั้ ไว้ ทงั้ นีเ้ น่ืองมาจากการจัดการเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการ
ชี้แนะเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นนักเรียนเป็นสาคัญ กล่าวคือ นักเรียนมีบทบาทสาคัญในการสืบค้นเสาะหา
ความรู้ด้วยตนเองโดยมีครูผู้สอนทาหน้าที่เพียงเป็นผู้ช้ีแนะ (coach) ซึ่งสอดคล้องกับ National research
council (2000) สรปุ ไว้วา่ การจดั การเรยี นรแู้ บบสบื สอบทาใหน้ กั เรยี นพฒั นาความรูแ้ ละความเขา้ ใจแนวคิดทาง
วิทยาศาสตร์ โดยนักเรียนจะสร้างความรู้จากการลงมือปฏิบัติ โดยการระบุปัญหาทางวิทยาศาสตร์ วางแผน
คน้ คว้าหาคาตอบ การรวบรวมข้อมูล สรา้ งขอ้ สรุปจากหลักฐานและให้เหตุผลเก่ียวกับข้อสรุป จะเหน็ ได้วา่ การ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการช้ีแนะนั้น นักเรียนจะเป็นผู้ลงมือสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง
แลว้ นาข้อมลู มาสร้างคาอธิบายที่สะท้อนความเข้าใจของตนเองซง่ึ ทาให้นักเรียนเกิดความเข้าใจองค์ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ซ่ึงในการวิจัยน้ีได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับการพัฒนาการสร้างคาอธิบายเชิง
วิทยาศาสตรผ์ ่านการกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่สาคัญในข้ันท่ี 2) เร้าความสนใจ เปน็ การกาหนดประเดน็ ทจ่ี ะศึกษาหา
คาตอบให้ชัดเจน ขั้นที่ 3) สารวจและค้นหา เป็นข้ันที่เปิดโอกาสให้นักเรยี นลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล
เพื่อหาคาตอบตามประเด็นท่ีสงสัย โดยทากิจกรรมการทดลอง ทาใบงาน สืบค้นข้อมูลจากใบความรู้ หนังสือ
แหลง่ ความรหู้ อ้ งสมุด อนิ เตอร์เนต็ จนไดห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ (empirical evidence) และข้นั ท่ี 4) อธบิ ายและ
ลงขอ้ สรุป เปน็ ขั้นทนี่ ักเรยี นนาหลักฐานเชิงประจักษ์ทีร่ วบรวมมาได้จากข้ันสารวจและคน้ หามาใช้ในการอธิบาย
และให้เหตุผลในเร่ืองที่กาลังศึกษา ซึ่งเรียกว่า การสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ ดังท่ี Gagnon and Abell
(2008: 60) กล่าวไว้ว่า การสรา้ งคาอธิบายทางวทิ ยาศาสตร์เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ท่ีเกดิ ขึ้นตามธรรมชาติ
โดยใหค้ วามสาคัญกับหลักฐานและหลักการทางวทิ ยาศาสตร์ทเี่ ป็นท่ียอมรบั และ McNeill et al. (2006: 153)
สรุปไว้ว่า การสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เป็นอธิบายหรือบรรยายเพื่อตอบคาถามหรือข้อสงสัย ซึ่ง
ประกอบด้วย 1) ข้อความอ้าง (claim) ซ่ึงเป็นข้อสรุปท่ีตอบคาถามของเรื่องที่ศึกษา 2) หลักฐาน (evidence)
เป็นข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาได้เพื่อใช้สนับสนุนข้อกล่าวอ้าง และ 3) การลงข้อสรุป (reasoning) เป็นการให้
เหตุผลเพ่ืออธิบายความเช่ือมโยงข้อกล่าวอ้างกับหลักฐาน นอกจากนี้งานวิจัยของอนงค์รัตน์ แก้วบารุง (2554)
พบว่า รูปแบบการสรา้ งความร้พู ื้นฐาน ซึ่งเปน็ รปู แบบการเรียนการสอนทีเ่ น้นการสืบเสาะหาความรู้ทีใ่ ห้นักเรียน
เก็บรวบรวมข้อมูล แล้วนามาสร้างคาอธิบายและข้อสรุปของปัญหา สามารถพัฒนาความสามารถในการสร้าง
คาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นให้สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดได้ และนกั เรยี นท่ีเรียนฟิสิกส์โดยใช้รูปแบบการ
สร้างความรู้พืน้ ฐานมคี ะแนนเฉล่ียความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์สงู กวา่ นักเรยี นทีเ่ รียนด้วย
วิธีสอนแบบปกติอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.05 ดงั นัน้ จึงกล่าวโดยสรุปไดว้ ่าการจดั การเรยี นรู้ด้วยการสืบ
เสาะหาความรรู้ ว่ มกับการชี้แนะนน้ั ทาให้ผู้เรียนมีความรูค้ วามเข้าใจในเนื้อหาชดั เจนและถูกต้องมากขึ้น ซง่ึ ส่งผล
ใหค้ วามสามารถในการสร้างคาอธิบายเชงิ วทิ ยาศาสตร์สงู ขึ้น เนอื่ งจากการเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นเขยี นคาอธิบาย
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 269
ปรากฏการณท์ ี่เกดิ ข้นึ หรอื ท่ีเรยี กวา่ การสรา้ งคาอธิบายเชงิ วิทยาศาสตร์ โดยนาหลักฐานมาจากกระบวนการสืบ
เสาะหาความรูเ้ พื่อสร้างคาอธิบายนนั้ อย่างสมเหตุสมผล
ข้อเสนอแนะ
จากการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้รว่ มกับการช้ีแนะ สามารถพัฒนามโน
ทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้ ผู้วิจัยจึงมี
ข้อเสนอแนะ ดงั น้ี
1. ข้อเสนอแนะสาหรับการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1.1 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการชี้แนะไปใช้เพื่อให้เกิดมโนทัศน์ทาง
วทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์ของนักเรียนน้ัน ครูจะต้องลดบทบาทของ
ตัวเองลง แต่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ให้มากข้ึน มิฉะน้ันแล้วนักเรียนจะไม่สามารถสร้าง
คาอธบิ ายเชงิ วิทยาศาสตร์ด้วยตวั เองได้
1.2 การสร้างคาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เป็นเร่ืองใหม่สาหรับนักเรียน ดังนั้น ในระยะแรกของ
การสอน ครจู ะต้องสร้างความเขา้ ใจกบั นักเรยี นเกยี่ วกับองค์ประกอบของการสร้างคาอธบิ ายเชงิ วทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ
ประกอบด้วย 1) ข้อความอ้าง (claim) 2) หลักฐาน (evidence) และ 3) การลงข้อสรุป (reasoning) ว่าแต่ละ
องคป์ ระกอบคืออะไร เพอ่ื ให้นักเรียนเขยี นคาตอบโดยอิงองคป์ ระกอบของการสร้างคาอธบิ ายเชิงวทิ ยาศาสตร์ได้
อย่างถกู ตอ้ ง
2. ข้อเสนอแนะสาหรับการวจิ ัยครัง้ ต่อไป
2.1 ควรทาการศึกษาวิจัยการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความร้รู ่วมกบั การชี้แนะในระดบั มัธยมศึกษา พร้อมทงั้ ศึกษาวิจยั เน้ือหาท่มี คี วามเหมาะสมกับการจัดการ
เรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความร้รู ่วมกับการชี้แนะ
2.2 ควรทาการศึกษาวิจัยตัวแปรอ่ืนๆ นอกเหนือจากมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และ
ความสามารถในการสร้างคาอธิบายเชงิ วิทยาศาสตร์ ซงึ่ ตัวแปรเหล่านี้จะพัฒนาไดจ้ ากการจดั การเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรูร้ ว่ มกับการชี้แนะ เชน่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดวเิ คราะห์ ทกั ษะการคิด
สังเคราะห์ ทักษะการสบื คน้ ทกั ษะการสืบสอบ และเจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์ เป็นตน้
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2552). สภาวการณก์ ารศกึ ษาไทยในเวทโี ลก พ.ศ. 2550. กรงุ เทพมหานคร: พริก
หวานกราฟฟิค.
มาเรียม นิลพันธุ์. (2551). วธิ ีวิจัยทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์. พมิ พ์ครั้งที่ 3. นครปฐม: โครงการ
ส่งเสรมิ การผลิตตาราและเอกสารการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2558). การโคช้ เพือ่ การรู้คิด. กรงุ เทพฯ: จรลั สนทิ วงศ์การพมิ พ์.
วิชยั วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2562). การโค้ชเพ่ือพัฒนาศักยภาพผเู้ รยี น. กรงุ เทพฯ: จรัลสนิทวงศ์
การพิมพ์.
สมั พันธ์ พันธุ์พฤกษ์. (2561). โอเนต็ ป.6-ม.3 คะแนนวทิ ย์-คณติ ลดลง. 5 มกราคม 2562.
https://www.thairath.co.th/content/1239871?fbclid=IwAR1uixtKQikHPZiLhdmwcVnAZ
_nZCwO6Gw523ylyhEnz-GBuwpnhWMXOOxk.
270 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) มณรี ตั น์ แก่นทอง และ อรสา จรญู ธรรม
สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2548). คู่มือการจดั การเรยี นรกู้ ล่มุ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร.
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2560).
สพุ ตั รา จนั ทรโฆษิต. (2552). ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบสอบเปน็ ฐานรว่ มกับเทคนิคการลด
บทบาทการเสริมศกั ยภาพท่ีมีต่อมดนทศั น์ทางชวี วิทยาและความสามารถในการสร้างคาอธบิ าย
ของนกั เรยี นมธั ยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานพิ นธค์ รุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา
วทิ ยาศาสตร์ คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สรุ ีรัตน์ จุ้ยกระยาง. (2553). ผลของการใชร้ ูปแบบการเรียนการสอน EIMA ท่ีมตี ่อมโนทัศน์เร่ือง บรรยากาศ
และความสามารถในการสรา้ งคาอธิบายของนักเรยี นมัธยมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ครศุ าสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวิชาการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์ คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
อนงคร์ ัตน์ แก้วบารุง. (2554). ผลของการเรียนการสอนฟสิ กิ สโ์ ดยใชร้ ูปแบบการสรา้ งความรู้พื้นฐานทม่ี ตี ่อ
ความสามารถในการสร้างคาอธบิ ายและมโนทัศนเ์ รื่องงานและพลังงานของนกั เรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลาย. วทิ ยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณะครศุ าสตร์
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
Beyer, B. K. (1983). Common Sense About Teaching Thinking Skills. Educational Leadership,
41(November), 44-49.
Gagnon, J.M. and Abell, K.S. (2008). Explaining science. Science and Children. 45(2008): 60-61
Haslam, F. and Tregust, D.F. (1987). Diagnosing secondary student misconceptions of
photosynthesis and respiration in plant using a two-tier multiple choice
instrument. February, 9, 2019 from
https://www.researchgate.net/publication/234647942_Diagnosing_Secondary_Stude
nts'_Misconceptions_of_Photosynthesis_and_Respiration_in_Plants_Using_a_Two-
Tier_Multiple_Choice_Instrument
National Research Council. (2000). National Science Education Standards. Washington, D.C.:
National Academics Press.
McNeill, K.L, Lizotte, D.J., and Krajcik, J. (2006). Supporting students’ construction of scientific
explanations by fading scaffolds in instructional materials. The Journal of learning
science, 15: 153-191.
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 271
การศกึ ษามโนทศั นท์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โดยการจดั การเรยี นรู้ 5 ข้นั ตอน รว่ มกบั การโค้ชและจติ ตปัญญาศกึ ษา
พรพมิ ล จันทาทอง1 อรสา จรูญธรรม2 นติ กิ ร ออ่ นโยน3*
Received : June 3, 2019
Revised : June 30, 2019
Accepted : August 1, 2019
บทคัดยอ่
การวจิ ยั น้เี ป็นการวิจัยก่งึ ทดลอง มีวัตถุประสงคเ์ พื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน ร่วมกับการโค้ชและจิตตปัญญา
ศึกษา ตัวอยา่ งการวิจยั เปน็ นักเรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2/4 ปกี ารศกึ ษา 2/2561 โรงเรียนวดั อัยยิการาม
จังหวัดปทุมธานี จานวน 40 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชา
วทิ ยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เรอ่ื ง ระบบต่างๆในร่างกายมนุษยแ์ ละสัตว์ จานวน 6 แผน (2) แบบวดั มโนทัศน์
ทางวิทยาศาสตร์เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ เรื่อง ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ จานวน 15 ข้อ
มีค่าความเชื่อมั่น 0.75 ค่าความยากง่าย 0.42-0.70 และค่าอานาจจาแนก 0.2-0.5 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
คา่ เฉลย่ี สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยสถติ ิทดสอบทแี บบสองกลมุ่ ที่ไมเ่ ป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ภายหลังการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน
ร่วมกับการโค้ชและจิตตปญั ญาศึกษา สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับการโค้ชและจิตตปัญญา
ศึกษาอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .05
คาสาคญั : การจดั การเรยี นรู้ 5 ข้นั ตอน การโคช้ จิตตปัญญาศกึ ษา มโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
1 นกั ศึกษาหลักสูตรครศุ าสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมีและวทิ ยาศาสตร์ทัว่ ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถัมภ์ e-mail: [email protected]
2 รองศาสตราจารย์ ดร. ประจาหลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าเคมแี ละวทิ ยาศาสตร์ทว่ั ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ e-mail: [email protected]
3 อาจารย์ ดร. ประจาหลกั สตู รครุศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาเคมแี ละวิทยาศาสตรท์ ่วั ไป คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถมั ภ์
*ผู้นิพนธ์หลัก e-mail: [email protected]
272 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) พรพมิ ล จันทาทองและคณะ
THE STUDY OF SCIENCE LEARNING CONCEPT OF MATAYOMSUKSA 2 STUDENTS BY 5 STEPs
METHOD WITH COACHING AND CONTEMPLATIVE EDUCATION
Pornpimon Junthathong1 Orasa Charoontham 2 Nitikorn Onyon3*
Abstract
This research was a semi-experimental research. The objective was to compare
science learning concept of Mathayomsuksa 2 students between before and after learning
through a 5 STEPs learning management together with coaching and contemplative education.
Sample was 4 0 students of class no.2 / 4 in academic year 2 / 2 5 6 1 , Wat Aiyikaram School,
Patumthani province. The research instruments consisted of (1) six science learning management
plan in unit of learning on various systems in the human body and animals, (2 ) 15 items of
science learning concept test which was a multiple choice test in unit of learning on various
systems in the human body and animals with reliability at 0.75, difficulty between 0.42-0.70 and
discrimination between 0.00-0.50. The collected data were analyzed by using mean, standard
deviation and hypothesis testing with dependent t-test. The research found that students had
science learning concept scores after learning through 5 STEPs together with coaching and
contemplative education higher than before learning 5 STEPs together with coaching and
contemplative education with statistical significance at .05 level.
Keywords : 5 STEPs, Coaching, Contemplative education, Science learning concept
1 Student of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education, Valaya Alongkorn
Rajabhat University Under The Royal Patronage, e-mail: [email protected]
2 Associate Professor Dr. of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education,
Valaya Alongkorn Rajabhat University Under The Royal Patronage, e-mail: [email protected]
3 Lecturer of Educational Program in Chemistry and General Science, Faculty of Education, Valaya Alongkorn
Rajabhat University Under The Royal Patronage,
*Corresponding author,e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 273
บทนา
วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยศาสตร์ต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัวเรา มีบทบาทสาคัญในชีวิตเพราะ
วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคนท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเคร่ืองมือ
เคร่ืองใช้และผลผลิตต่างๆ ท่ีมนุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของ
ความร้วู ิทยาศาสตร์ ผสมผสานกบั ความคิดสร้างสรรค์และศาสตรอ์ ่ืนๆ วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยให้มนุษย์ไดพ้ ฒั นาวิธีคิด
ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้า หาความรู้ มี
ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบสามารถตัดสินใจโดยใชข้ ้อมูลที่หลากหลายและ มีประจกั ษพ์ ยานที่
ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่ง ความรู้ (knowledge-based
society) ดังนนั้ ทุกคนจงึ จาเป็นต้องได้รบั การพฒั นาให้รู้วิทยาศาสตร์เพื่อท่ีจะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ
และเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมเี หตผุ ล สรา้ งสรรค์ และมีคุณธรรม (กุณฑรี
เพ็ชรทวีพรเดช, 2550)
ทั้งน้ี จากการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดบั ชาตติ ามมาตรฐานการเรียนรูข้ องหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เป็นกระบวนการหน่ึงที่สามารถใช้สะท้อนคุณภาพของการจัดการศึกษา ซ่ึงผลจากการ
ประเมินจะใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาทั้งในระดับชาติ ตลอดจนระดับเล็ก
ที่สุด คือ ระดับช้ันเรียน ทั้งนี้จากการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติ (O-NET) พบว่า นักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีคะแนนเฉลี่ยของวิชาวิทยาศาสตร์เท่ากับ 32.28 คะแนน (สานักทดสอบทางการศึกษา
แห่งชาติ, 2561) โดยนักเรียนมีคะแนนสอบไม่ถึงร้อยละ 50 ซ่ึงผลการสอบดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความ
จาเปน็ ที่จะต้องหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขให้นักเรยี นมีมโนทัศน์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ทสี่ งู ข้นึ
อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพควรจะเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered approach) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ (learning
process) เพ่ือสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง ซ่งึ ในการวจิ ยั ครงั้ น้ผี ูว้ ิจัยไดน้ าการจัดการเรยี นรู้ 5 ข้ันตอน หรือ 5 STEPs
เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน เป็นแนวการจัดการเรียนรู้ท่ีอยู่บนฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
(scientific method) เป็นขั้นตอนท่ีให้นักเรียนใช้ในการดาเนินค้นหาหรือสร้างความรู้ซึ่งจัดเป็นการเรียนการ
สอนที่มิไดม้ ุ่งเฉพาะเน้ือหาความรู้ทไ่ี ด้จากการคน้ คว้าและเรียบเรียงไว้อย่างมรี ะเบียบ แต่หมายถึงการใช้วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้เม่ือผู้เรียนสงสัย อันจะทาให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา
สาระ นักเรียนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ท่เี รยี กว่า การสบื สอบหาความรู้ มีทักษะในการปฏิบัติ และมคี ุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ โดยกระบวนการเรยี นรู้ 5 ข้ันตอน ประกอบดว้ ยขั้นตอนการเรียนรู้ ดังน้ี ขนั้ ที่ 1 การเรยี นรูร้ ะบุ
คาถาม (learning to question) ขั้นท่ี 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ (learning to search) ข้ันที่ 3 การ
เรียนร้เู พ่อื สร้างความรู้ (learning to construct) ข้ันท่ี 4 การเรยี นรู้เพื่อส่ือสาร (learning to communicate)
และข้นั ที่ 5 การเรยี นรเู้ พอื่ ตอบแทนสงั คม (learning to service)
นอกจากการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอนแล้ว ผู้วิจัยได้บูรณาการแนวคิดของการโค้ชมาร่วมในการ
จัดการเรียนรู้ เนื่องจากในการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนนั้น บทบาทของครูจะมิใช่ผู้ถา่ ยทอดความรู้ แต่จะเปน็ ผู้
อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน หรือในปัจจุบันมักจะใช้คาว่า โค้ช (coach) ซึ่งกระบวนการโคช้
เป็นการชว่ ยให้บคุ คลได้บรรลเุ ป้าหมายการทางานในระดับท่สี ูงข้ึน สร้างให้บุคคลมคี วามเข็มแข็ง ภมู ิใจในตนเอง
แสดงความสามารถซ่ึงเป็นผลต่อการทางานท่ีจะตามมา กระบวนการโค้ชจึงเป็นกระบวนการเสริมพลังอานาจ
(Mink, Owen and Mink, 1993) นอกจากน้ีผู้วิจัยศึกษาพบว่า จิตตปญั ญาศกึ ษา (contemplative education)
เป็นอีกแนวคดิ การจดั การเรยี นรู้หน่ึงที่สามารถช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ของนกั เรยี นเกิดได้ดีและหลอมรวมเข้า
274 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พรพิมล จันทาทองและคณะ
กบั การจดั การเรียนรู้ 5 ขั้นตอนและการโคช้ ได้ ซงึ่ แนวคิดนมี้ ีความเชอื่ เกยี่ วกบั การเรียนรู้ว่าผูส้ อนเป็นผ้ทู ีม่ ีใจเปิด
กว้าง อ่อนนอ้ มยอมรับ และให้เกยี รตผิ เู้ รยี นทุกคน นาไปส่สู มั พันธภาพทางบวกที่สร้างใหเ้ กดิ พื้นที่ของความรู้สึก
ปลอดภัยไว้วางใจ อบอุ่น และกล้าเปิดเผยตัวตน ผู้เรียนจะก้าวออกจากพ้ืนที่ปลอดภัยเพ่ือเข้าสู่พื้นที่ของการ
เรียนรู้ที่แท้จริงได้ ซึ่งผู้วิจัยเลือกกระบวนการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษามาใช้ในการจัดการเรียนรู้
ประกอบด้วย 1) การฟังอย่างลึกซึ้ง โดยครูและนักเรยี นจะเป็นผู้รบั ฟังอยา่ งตงั้ ใจ มีสติ เปิดรับ โดยพยายามละ
วางการตดั สนิ วิพากษ์วิจารณ์ เพ่อื ฟงั ให้ไดย้ นิ เสยี งและความหมายที่แท้จรงิ ของผู้พดู 2) สนุ ทรียสนทนา เป็นการ
พูดคุยกันอย่างให้เกียรติ มีสติตลอดช่วงเวลาของการพูดคุย เปิดโอกาสให้ทุกคนในวงสนทนาได้แลกเปล่ียนกัน
อย่างท่ัวถึง และ 3) การสะท้อนการเรียนรู้ เป็นการทบทวนเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น ใคร่ครวญถึงอารมณ์ ความคิด
ความรู้สึกต่างๆ ที่มาพร้อมกับการตอบสนองต่อสถานการณ์น้ันๆ และพยายามค้นหาว่า ประสบการณ์นั้นมี
ความหมายต่อตนเองอยา่ งไร รู้สึกอยา่ งไร และมคี วามคิดใหมเ่ กดิ ขน้ึ หรอื ไม่ (จุมพล ภทั รชวี นิ , 2553)
จากสภาพ ปัญหา และแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจนาการจัดการเรียนรู้ 5
ข้ันตอน (5STEPs) ร่วมกับการโคช้ และจิตตปญั ญาศึกษามาประยุกต์ใช้กบั การเรยี นการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื ใช้ส่งเสรมิ ให้นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 เกดิ มโนทศั น์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรือ่ ง ระบบ
ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ท้ังน้ีผู้วิจัยคาดหวังว่าข้อค้นพบจากการวิจัยจะเป็นแนวทางสาหรับครู
วิทยาศาสตร์ทีจ่ ะนาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพอื่ พฒั นานกั เรยี นให้มีมโนทัศน์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์
สูงขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ระหวา่ งกอ่ นและหลงั ได้รับ
การจดั การเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกบั การโคช้ และจิตตปญั ญาศึกษา
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ัย
1. แบบแผนการวจิ ยั
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi-experimental research) ผู้วิจัยดาเนินการทดลอง
ตามแบบแผนการทดลองแบบหน่งึ กลุม่ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pre – test Post – test
Design) (ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 249) ดังตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 แบบแผนการทดลองแบบแบบ One Group Pre–test Post–test Design
กล่มุ การทดสอบก่อนเรียน ตัวแปรจดั กระทา การทดสอบหลังเรียน
ทดลอง T1 X T2
T1 หมายถึง การทดสอบกอ่ นเรยี น
X หมายถึง การจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน รว่ มกับการโค้ชและจิตตปญั ญาศึกษา
T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน
วารสารวจิ ัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 275
2. ประชากรตัวอยา่ งการวิจยั
2.1 ประชากร
ประชากรในการวจิ ยั คอื นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2 ปกี ารศึกษา 2/2561 สานักงานเขต
พ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเขต 2 จงั หวดั ปทุมธานี
2.2 ตัวอย่างการวจิ ยั
ตัวอย่างการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ปีการศึกษา 2/2561 โรงเรียนวัด
อัยยิการาม จังหวัดปทุมธานี จานวน 40 คน ซ่ึงได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling)
ด้วยวิธีการจับฉลาก ปรากฏว่า นักเรียนห้อง ม.2/4 เป็นกลุ่มทดลอง ซ่ึงประกอบด้วยนักเรียนเพศชาย จานวน
24 คน (คิดเป็นร้อยละ 60) และนกั เรียนเพศหญงิ จานวน 16 คน (คิดเป็นร้อยละ 40)
3. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
เครอื่ งมอื ในการวิจยั ครง้ั นี้แบง่ เปน็ 2 ประเภท คอื
3.1 เคร่ืองมอื ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรยี นรู้ 5 ขน้ั ตอน (5 STEPs) ร่วมกับการโค้ช
และจิตตปัญญาศึกษา วชิ าวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรยี นรู้ เรอื่ ง ระบบตา่ งๆในร่างกายมนุษยแ์ ละสัตว์ จานวน 6
แผน
3.2 เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์เป็น
แบบทดสอบแบบเลือกตอบ เรื่อง ระบบตา่ งๆ ในรา่ งกายมนุษย์และสัตว์ จานวน 15 ข้อ
4. ขั้นตอนการพฒั นาและตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือวิจัย
4.1 การสร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน (5 STEP) ร่วมกับการโค้ช
และจิตตปัญญาศกึ ษา
ผูว้ จิ ัยสรา้ งและหาคุณภาพแผนการจัดการเรยี นรู้ 5 ขน้ั ตอน (5 STEP) ร่วมกับการโค้ชและ
จิตตปัญญาศึกษา เร่ือง ระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีข้ันตอน
การสร้างดงั ตอ่ ไปน้ี
4.1.1 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อกาหนดเนื้อหา
สาระทใ่ี ช้ในการทดลองสอน
4.1.2 ศึกษาแนวคิด หลักการ และเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้ 5
ข้ันตอน (5 STEPs) รว่ มกบั การโค้ชและจติ ตปัญญาศกึ ษา
4.1.3 ดาเนินการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน (5 STEP)
ร่วมกบั การโคช้ และจิตตปญั ญาศกึ ษา
4.1.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน
ประกอบด้วย หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จานวน 1 ท่าน และครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ จานวน 2
ท่าน ตรวจพิจารณาความเหมาะสมของประเภทของคาถามท่ใี ช้และความถูกต้องของเนื้อหา แล้วนามาปรับปรุง
แก้ไขเพอื่ นาไปใชจ้ รงิ
4.1.5 นาข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรบั ปรุงแก้ไขแผนการจัดกาเรยี นรู้ให้มีคณุ ภาพ
และนาไปทดลองใชก้ บั กลมุ่ ตวั อย่าง
276 | ปที ่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พรพมิ ล จนั ทาทองและคณะ
4.2 การสร้างและหาคณุ ภาพของแบบทดสอบวัดมโนทศั นท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์
ผู้วิจัยดาเนนิ การสร้างแบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบตา่ งๆ
ในร่างกายมนษุ ย์และสตั ว์ สาหรบั นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 มีขน้ั ตอนการสรา้ งดงั ต่อไปนี้
4.2.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางการเรียนเพื่อกาหนด
ชนิดของแบบทดสอบวดั มโนทัศน์ทางการเรยี น
4.2.2 สร้างแบบวัดมโนทศั นต์ ามเนอ้ื หาทีก่ าหนดไว้ โดยแบบวดั เปน็ แบบทดสอบแบบปรนยั
ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก
4.2.3 ตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) โดยนาแบบทดสอบ
ที่สร้างข้ึนให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและวัดผล จานวน 1 ท่าน
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จานวน 1 ท่าน และครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ จานวน 1 ท่าน โดยให้
ผทู้ รงคณุ วฒุ พิ จิ ารณาความสอดคล้อง ดงั น้ี
+1 หมายถึง มคี วามสอดคล้องระหว่างขอ้ คาถามกบั จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
0 หมายถงึ ไม่แน่ใจว่ามีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์เชิง
พฤตกิ รรม
-1 หมายถงึ ไม่มีความสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ คาถามกบั จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
จากน้ันนามาคานวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (item-objective congruence index: IOC)
เพ่อื ตรวจสอบความตรง ทง้ั นเ้ี กณฑใ์ นการคดั เลอื กข้อคาถามที่มีคุณภาพควรมีค่าดัชนีควาสอดคล้องมากกว่าหรือ
เท่ากบั 0.5 ขน้ึ ไป พบวา่ ค่าดัชนมี คี วามสอดคลอ้ งอยู่ระหวา่ ง 0.67-1.00 ซึง่ ผา่ นเกณฑ์คุณภาพทุกขอ้
4.2.4 นาแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 จานวน 40 คน ท่ีไม่ใช่
กลุ่มตวั อยา่ งในการวิจัย แล้วนามาตรวจใหค้ ะแนน โดยขอ้ ทีต่ อบถกู ให้ 1 คะแนน ส่วนขอ้ ท่ตี อบผิด ไมต่ อบ
หรือตอบเกิน 1 ตัวเลือก ให้ 0 คะแนน แล้วนาผลมาวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบรายข้อและท้ังฉบับ
ประกอบด้วย
4.2.4.1 ค่าความยากง่าย (difficulty) โดยคัดเลือกข้อสอบท่ีมีค่าความยากง่ายอยู่
ระหวา่ ง 0.2-0.8 พบวา่ มีค่าความยากง่ายอยรู่ ะหว่าง 0.42-0.70
4.2.4.2 คา่ อานาจจาแนก (discrimination) โดยคดั เลือกขอ้ สอบท่ีมคี า่ อานาจจาแนก
ตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป พบว่า มีคา่ อานาจจาแนกระหวา่ ง 0.2-0.50
4.2.4.3 คา่ ความเชอื่ มั่น (reliability) โดยใชส้ ูตรคเู ดอร์รชิ ารด์ สัน (KR-20) พบว่า มคี า่
ความเชือ่ ม่ันท้ังฉบับ เท่ากับ 0.75
ท้งั นจ้ี ากการตรวจสอบคุณภาพ พบวา่ แบบทดสอบวดั มโนทัศน์ทางการเรยี นที่ผู้วิจยั พฒั นาข้ึนมี
คุณภาพและมคี วามเหมาะสมทีจ่ ะนาไปใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตอ่ ไป
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 277
5. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การวิจยั น้ีมคี วามม่งุ หมายเพือ่ พฒั นามโนทศั นท์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้การจดั การเรยี นรู้
5 ขัน้ ตอน รว่ มกบั การโคช้ และจติ ตปัญญาศึกษา โดยใช้เวลาในการทดลองสอนทั้งสิ้น 12 ชว่ั โมง ทง้ั นี้ไมร่ วมเวลา
ทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน โดยมีขนั้ ตอนการดาเนนิ การทดลอง ดังน้ี
5.1 ทดสอบวัดมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดมโนทัศน์
ทางการเรียนร้ทู ี่ผู้วจิ ัยสร้างขนึ้
5.2 ดาเนนิ การสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ 5 ข้นั ตอน รว่ มกับการโคช้ และจิตตปัญญาศึกษาใน
ชั่วโมงเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ระหว่างวนั ท่ี 21 มกราคม 2561 ถงึ วนั ที่ 15 กมุ ภาพันธ์ 2562
5.3 เมอื่ ดาเนนิ การสอนครบทุกหน่วยการเรียนรแู้ ลว้ ผู้วจิ ยั จงึ ทาการทดสอบวัดมโนทัศน์ทางการ
เรยี นวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรียน โดยใช้แบบทดสอบวดั มโนทัศนท์ างการเรียนชดุ เดียวกับท่ใี ชท้ ดสอบก่อนเรยี น
6. การวิเคราะห์ข้อมลู
ผวู้ จิ ยั ดาเนินการวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป ดังน้ี
6.1 วิเคราะหค์ ่าสถิติพน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ คะแนนเฉลยี่ ( X ) ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD)
6.2 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนจาก
แบบทดสอบวัดมโนทศั นท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 5 ขน้ั ตอน (5 STEPs) ร่วมกบั
การโค้ชและจิตตปัญญาศึกษา ด้วยการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบทีแบบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน
(t-test for dependent samples)
ผลการวิจัย
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนจาก
แบบทดสอบวัดมโนทศั น์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนรู้ 5 ขน้ั ตอน (5 STEPs) ร่วมกบั
การโค้ชและจิตตปัญญาศึกษา ด้วยการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบทีแบบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกนั
ซ่ึงผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้
ดังนี้
คะแนนเฉลยี่ มโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนก่อนได้รบั การจัดการเรยี นรู้ 5 ข้ันตอน
ร่วมกับการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษา มีค่าเท่ากับ 5.70 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ .131
คะแนน และภายหลังได้รับการจัดการเรยี นรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษาแล้วมีค่าเท่ากับ
8.60 คะแนน และ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.60 คะแนน
ท้ังนี้ เมื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ระหว่างกอ่ นและหลงั การจดั การเรยี นรู้ 5 ขั้นตอน รว่ มกับการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษาด้วยสถติ ทิ ดสอบทีแบบ
สองกลุ่มที่ไม่เป็นอสิ ระต่อกัน พบว่า คะแนนเฉลย่ี มโนทศั นท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์หลงั การทดลองมีค่าสูงกว่า
ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ .05
278 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พรพมิ ล จนั ทาทองและคณะ
ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนและหลัง
การจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน (5 STEPs) ร่วมกับการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 (จานวน 40 คน)
การทดสอบ ค่าเฉลี่ย SD t
กอ่ นเรียน 5.70 1.31 13.94*
หลังเรยี น 8.60 1.60
* มีนัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05
สรปุ และอภปิ รายผลการวิจยั
จากการวิจัย พบว่า นักเรียนท่ีเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน ร่วมกับการโคช้
และจิตตปัญญาศึกษามีคะแนนมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยนักเรียนมีคะแนนมโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังการเรียนซ่ึงมี
คะแนนเฉล่ีย 8.60 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.60 คะแนน สูงกว่าก่อนการเรียนซ่ึงมีคะแนนเฉล่ีย
5.70 คะแนน และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 1.31 คะแนน เปน็ ไปตามสมมติฐานการวิจัยทต่ี งั้ ไว้ ทง้ั นี้ การจัดการ
เรยี นรู้ 5 ขนั้ ตอน รว่ มกบั การโคช้ และจิตตปัญญาศึกษา สามารถพฒั นามโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของ
นกั เรยี นไดเ้ นื่องจาก การจดั การเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เปน็ แนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีสนับสนนุ ด้วยทฤษฎกี ารสร้าง
ความรู้ (constructivism) ที่มีความเช่ือเกี่ยวกับการเรียนรู้ว่า นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองอย่าง
กระตือรือร้น (actively construct their knowledge) จากประสบการณ์ส่วนบุคคลท่ีได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคล
และส่ิงแวดล้อมรอบตัวมากกว่าการเป็นผู้รับความรู้ (passively receiving knowledge) (Woolfolk, 2007;
Moreno, 2010) และนักเรยี นพยายามท่ีจะสร้างความเข้าใจหรือมโนทศั น์กับประสบการณ์ที่ได้รับนั้น เช่น การ
อภิปรายร่วมกับครูหรือเพื่อนท่ีอาจจะนาไปสู่ความขัดแย้งทางปัญญา (cognitive conflict) ซึ่งจะกระตุ้น
นักเรยี นใหพ้ ยายามท่ีจะแก้ปัญหาความไม่สมดุล (disequilibrium) ท่ีเกดิ ขึ้น โดยการปรบั เปลี่ยนโครงสรา้ งของ
ความรู้ (knowledge structure) ดว้ ยตวั เอง ผ่านกระบวนการทเ่ี รยี กว่า การปรบั ตวั (Adaptation) ซ่งึ เป็นการ
ปรับตัวเองให้สอดคล้องกับประสบการณ์ที่ได้รับเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล (equilibrium) โดยการปรับตัวนี้
ประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ กระบวนการดูดซึม (Assimilation) และกระบวนการปรับโครงสร้างทาง
ปญั ญา (accommodation) ซง่ึ กระบวนการดูดซึมเป็นกระบวนการทีเ่ ด็กพยายามเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่เข้า
ส่โู ครงสร้างทางปัญญาเดิมท่ีมีอยู่ (existing scheme) ส่วนกระบวนการปรับโครงสร้างเปน็ กระบวนปรับเปล่ียน
โครงสร้างทางปัญญาท่ีมีอยู่ให้สอดคล้องกับประสบการณ์ใหม่ (Mclnerney, and Mclnerney, 2002: 26-27)
ส่วนบทบาทของครูตามมุมมองของการเรียนรู้นี้ ครูควรจะเป็นผู้จัดเตรียมสื่อการเรียนการสอน รวมถึงเตรียม
สิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการเรยี นรู้ (supportive learning environment) ที่จะช่วยนักเรียนในการสรา้ งความรู้
ด้วยตัวเอง มากกว่าการถ่ายโอนความคิดหรือความเช่ือของครูไปยังนักเรียน (Moreno, 2010: 299; citing
DeVires, 1997) ซ่ึงกระบวนการเรียนรู้ 5 ข้ันตอนนั้นมีความสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ที่กล่าวมา
กล่าวคือ ในกระบวนการเรียนรู้จะเร่ิมจากการกระตุ้นนักเรียนให้เกิดปัญหาความไม่สมดุล ที่เรียกว่า
“Disequilibrium” ซึ่งสอดคล้องกับข้ันท่ี 1 การเรียนรูร้ ะบคุ าถาม (learning to question) ซึ่งเปน็ การกระตุ้น
ให้นักเรียนเกิดข้อสงสัยและนาไปสู่การค้นหาคาตอบเพ่ือตอบคาถามในข้ันตอนต่อไป ซ่ึงในขั้นตอนต่อไป คือ
นักเรียนจะพยายามทจ่ี ะแก้ปญั หาความไม่สมดลุ (disequilibrium) ทเ่ี กดิ ข้นึ โดยการปรบั เปลยี่ นโครงสร้างของ
วารสารวจิ ยั และพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 279
ความรู้ด้วยตัวเองเพื่อใหเ้ กิดภาวะสมดุล (equilibrium) ซ่ึงสอดคล้องกับข้ันที่ 2 การเรียนรแู้ สวงหาสารสนเทศ
(learning to search) ขน้ั ท่ี 3 การเรยี นรเู้ พอ่ื สร้างความรู้ (learning to construct) และขน้ั ที่ 4 การเรยี นรู้เพื่อ
ส่ือสาร (learning to communicate) ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีนักเรียนจะแสวงหาข้อมูลเพ่ือตอบคาถามในสิ่งที่
สงสัยโดยสร้างออกมาในรปู แบบของคาอธบิ ายและส่ือสารสิ่งที่นักเรียนสร้างข้ึนใหก้ ับเพื่อนสมาชิกในชั้นเรียนได้
เรียนรู้ ซ่ึงการท่ีครูให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าหาคาตอบด้วยตนเองได้ช่วยให้นักเรียนพัฒนาความเข้าใจเก่ียวกับ
เรอ่ื งทเี่ รยี นแล้วเกดิ การสร้างมโนทศั นท์ างการเรียนดว้ ยตนเอง ทัง้ นก้ี ารจัดการเรียนรู้ 5 ขน้ั ตอน ยงั มีขนั้ ท่ี 5 การ
เรียนรู้เพ่ือตอบแทนสังคม (learning to service) ซึ่งเป็นการประยกุ ต์ความรู้ไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
ซึ่งจะชว่ ยให้เขา้ ใจเก่ียวกับเร่อื งที่เรยี นหรือเกดิ มโนทศั น์ทางการเรยี นทลี่ ึกซ้งึ ย่ิงขึ้น
นอกจากการจัดการเรียนรู้ 5 ข้ันตอนแล้ว ในการวิจัยนี้ได้นาแนวคิดการโค้ชและจิตตปัญญาศกึ ษา
มาใชใ้ นการจัดการเรียนรู้ เนอ่ื งจากผู้วิจัยเลง็ เห็นวา่ การสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนเป็นปัจจัยท่ีสาคัญต่อ
ประสทิ ธิภาพการสอน การเรียนการสอนจะดาเนินอย่างมีชวี ติ ชีวาและราบร่ืน ครกู ับนักเรียนตอ้ งมคี วามสัมพันธ์
กันและมีปฏิสัมพันธ์กัน เป็นบรรยากาศของการให้ความร่วมมือกัน (พิมพันธ์ เดชะคุปต์และพเยาว์ ยินดีสุข,
2558) ซึ่งแนวคิดการจัดการเรียนรู้ทั้งสองนั้นช่วยส่งเสริมให้ห้องเรียนเกิดบรรยากาศเชิงบวก (positive
atmosphere) ในการวจิ ยั น้คี รูผู้สอนไดป้ รบั เปล่ียนบทบาทของตนเองโดยนาการโค้ชมาร่วมในการจัดการเรียนรู้
เพอื่ สรา้ งความสมั พันธ์กบั นักเรยี นท่ีช่วยใหเ้ รยี นรู้ได้ง่ายข้ึน ตลอดจนคอยใหค้ าชแี้ นะจนนักเรียนบรรลุเป้าหมาย
ของการเรยี น ซึ่งกระบวนการนส้ี ร้างใหบ้ ุคคลมคี วามเข็มแข็งข้ึน ภูมใิ จในตนเอง แสดงความสามารถซง่ึ เปน็ ผลต่อ
การทางานที่จะตามมา กระบวนโค้ชจึงเป็นกระบวนการเสริมพลังอานาจ (Mink, Owen and Mink, 1993) ซึ่ง
ในระหวา่ งกระบวนการโคช้ นน้ั ได้หลอมรวมกระบวนการหลักตามแนวจติ ตปญั ญาศึกษามาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้
ด้วย ได้แก่ การฟังอย่างลึกซ้งึ (deep listening) ครูรับฟงั นกั เรยี นอยา่ งต้งั ใจ มีสติ ใจกว้าง เปิดรับ โดยพยายาม
ละวางการตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์ เพ่ือเปิดพ้ืนที่ให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดของตนเองอย่างอิสระ
สนุ ทรยี สนทนา (dialogue) ครพู ดู คุยกบั นกั เรยี นอย่างให้เกียรติ เปดิ โอกาสให้ทุกคนในวงสนทนาได้แลกเปล่ียน
กันอยา่ งทั่วถงึ และการสะท้อนการเรยี นรู้ (reflection) ครใู หน้ กั เรียนค้นหาว่า สง่ิ ทีไ่ ด้เรยี นรู้นน้ั มีความหมายต่อ
ตนเองอย่างไร รสู้ กึ อยา่ งไร และมีความคดิ ใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ โดยจดั ใหม้ กี ารสะท้อนทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม
จะเหน็ ได้ว่า การนาแนวคิดการโค้ชและจติ ตปัญญาศึกษามาใชใ้ นการจัดการเรียนรู้ ชว่ ยใหค้ รูผสู้ อนเป็นผู้ที่มีใจ
เปิดกว้าง อ่อนน้อมยอมรับ และให้เกียรตินักเรียนทุกคน นาไปสู่สัมพันธภาพทางบวกท่ีสร้างให้เกิดพ้ืนท่ีของ
ความรู้สึกปลอดภัยไว้วางใจ อบอุ่น และนักเรียนจะก้าวออกจากพ้ืนที่ปลอดภัยเพ่ือเข้าสู่พ้ืนที่ของการเรียนรู้ท่ี
แท้จรงิ ได้ (จุมพล ภทั รชวี ิน, 2553) ซึ่งช่วยให้การเรียนการสอนมีประสทิ ธิภาพและนักเรียนใชก้ ระบวนการเรียนรู้
เพอ่ื สรา้ งมโนทศั น์ทางการเรยี นดว้ ยตนเอง
ข้อเสนอแนะ
จากข้อค้นพบการวิจัยเร่ือง การศึกษามโนทัศน์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยการจัดการเรียนรู้ 5 ขนั้ ตอน ร่วมกับการโคช้ และจติ ตปญั ญาศกึ ษา ผวู้ จิ ัยจึงมขี อ้ เสนอแนะ
ดังนี้
1. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การนาผลการวิจยั ไปใช้
1.1 จากข้อค้นพบจากงานวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องเร่มิ ต้นจากคาถามหรือข้อสงสยั
แล้วจงึ กระต้นุ ให้นักเรียนแสวงหาข้อมูลเพื่อตอบคาถามในส่ิงท่ีสงสยั ด้วยตนเองโดยครมู บี ทบาทเป็นเพียงโคช้ ซงึ่
280 | ปที ี่ 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) พรพมิ ล จนั ทาทองและคณะ
การที่ครูให้นักเรยี นศึกษาค้นคว้าหาคาตอบด้วยตนเองไดช้ ่วยใหน้ ักเรียนพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับเรอื่ งทีเ่ รยี น
อย่างถอ่ งแทเ้ กิดการสร้างมโนทศั น์ทางการเรยี นดว้ ยตนเอง
1.2 จากข้อค้นพบจากงานวิจยั พบวา่ การจัดการเรยี นรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกบั การโค้ชและ จิตต
ปัญญาศกึ ษาใหป้ ระสบความสาเร็จนน้ั ครูจะต้องปรับเปล่ียนบทบาทจากผถู้ ่ายทอดความรเู้ ป็นโคช้ ทีค่ อยกระตุ้น
ให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศเชิงบวกท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ อีกทั้งครูต้องคอยให้กาลังใจ
นักเรยี นอยา่ งสมา่ เสมอเพื่อให้นกั เรยี นรสู้ ึกอนุ่ ใจเมื่อประสบความยากลาบากในการเรยี นรู้
2. ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยครัง้ ต่อไป
ควรทาการศกึ ษาวิจัยตัวแปรอื่นๆ นอกเหนือจากมโนทศั น์ทางการเรยี น เชน่ ทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ เปน็ ตน้ ซึง่ ตวั แปรเหล่าน้ีจะพัฒนาไดจ้ ากการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน
หรืออาจศึกษาวิจัยตัวแปรอ่ืนๆ เช่น ความสุขในการเรียน เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ซ่ึงตัวแปรเหล่านี้จะ
พฒั นาไดจ้ ากแนวคิดการโค้ชและจิตตปัญญาศึกษา
เอกสารอ้างอิง
กุณฑรี เพ็ชรทวีพรเดช. (2550). สุดยอดวิธีสอนวิทยาศาสตร์นาไปสู่...การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่.
กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน.์
จมุ พล ภทั รชวี นิ . (2553, กันยายน 11). ยกระดับคุณภาพผบู้ รหิ ารสถานศึกษาผ่าน. กระบวนการทางจิตต
ปัญญาศึกษา (2). มตชิ น.
พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ตแ์ ละพเยาว์ ยนิ ดสี ขุ . (2558). การจดั การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์แหง่
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สานักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2561). สรปุ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขน้ั พืน้ ฐาน ปี
การศกึ ษา 2561. เขา้ ถงึ ได้จาก
http://www.newonetresult.niets.or.th/AnnouncementWeb/PDF/SummaryONETP6_25
61.pdf
Mink, O.G., Owen, K.Q., and Mink, B.P. (1993). Developing high–performance People: The art
of coaching. Massachusetts: Addison–Wesley.
Mclnerney, D.M., and Mclnerney, V. (2002). Educational Psychology: Constructing Learning.
French: Prentice-Hall.
Moreno, R. (2010). Educational Psychology. New York: John Wiley & Sons.
Woolfolk, A.H. (2007). Educational Psychology. . New York: Pearson.
วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 281
แบบจำลองควำมสัมพันธเ์ ชงิ สำเหตขุ องกำรจำ่ ยคำ่ ตอบแทนกบั ผลกำรปฏบิ ัติงำนของบคุ ลำกรทป่ี ฏบิ ัตงิ ำน
ในธุรกิจโรงแรมในภำคตะวนั ตกของประเทศไทย
สอำด บรรเจดิ ฤทธ์ิ1*
Received : June 11, 2019
Revised : July 7, 2019
Accepted : July 31, 2019
บทคดั ยอ่
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการ
ปฏิบตั ิงานของบคุ คลากรในธุรกจิ โรงแรม ภาคตะวนั ตกของประเทศไทย ศกึ ษาอทิ ธิพลทางตรง อิทธพิ ลทางอ้อม
และอิทธิพลรวมของแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติ งานของ
บคุ คลากรในธุรกจิ โรงแรม ภาคตะวนั ตกของประเทศไทย ตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจาลองกบั ข้อมูลเชิง
ประจักษ์ และ พัฒนาแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของ
บคุ คลากรในธุรกจิ โรงแรม ภาคตะวนั ตกของประเทศไทย การศกึ ษานเ้ี ป็นการวิจัยแบบผสมเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคือบคุ คลากรทีป่ ฏบิ ัตงิ านในธุรกิจโรงแรม ภาคตะวนั ตกของประเทศไทยซ่ึง
ไมท่ ราบจานวนทแี่ น่นอน กลุ่มตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวิจัยเชงิ ปริมาณจานวน 392 คน เกบ็ ขอ้ มูลดว้ ยแบบสอบถาม
วเิ คราะห์ขอ้ มูลด้วยโปรแกรมลิสเรลโดยใชเ้ ครื่องมือทางเทคนคิ สถิติตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง สว่ นผู้ให้ข้อมูล
สาคัญที่ใชใ้ นการวิจยั เชิงคุณภาพเป็นผู้บรหิ ารระดับสงู จานวน 8 คนเปน็ ตวั แทนระดบั จงั หวดั เก็บข้อมลู จากการ
สนทนากลมุ่ โดยใชแ้ บบสมั ภาษณ์ก่ึงโครงสร้างเป็นเครื่องมือในกาหนดประเดน็ อภิปรายรว่ มกัน ผลการวิจัยพบว่า
แบบจาลองความสัมพนั ธ์เชิงสาเหตขุ องการจา่ ยคา่ ตอบแทนกับผลการปฏบิ ัติงานของบุคคลากรทป่ี ฏิบัติงานใน
ธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทยท่ีผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึนมาจากแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมีความ
สอดคลอ้ งกลมกลืนกับข้อมลู เชงิ ประจักษ์ โดยมคี า่ ดัชนคี วามกลมกลืนทั้ง 6 ดชั นที ผี่ ่านเกณฑ์ การยอมรบั คือค่า
ดัชนี 2/df = 0.616, CFI = 1.00, GFI = 1.00, AGFI = 0.98, RMSEA = 0.000 และ SRMR = 0.011 ดังนั้น
สรุปได้ว่าแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรที่
ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย มีความเหมาะสม กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์
แบบจาลองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น คือ PAY-P Model (Payment of Performance Model) มี 4 องค์ประกอบ
หลัก 14 องค์ประกอบย่อย ดังนี้ (1) บรรยากาศองค์กร (OCL) มี 6 องค์ประกอบย่อย (2) สภาพแวดล้อมทาง
ธุรกิจ (BEN) มี 2 องค์ประกอบย่อย (3) การจ่ายค่าตอบแทน (PCO) มี 3 องค์ประกอบย่อย และ (4) ผลการ
ปฏบิ ตั ิงาน (PER) มี 3 องคป์ ระกอบยอ่ ย
คำสำคัญ : แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ การจ่ายค่าตอบแทน ผลการปฏิบัติงาน ธุรกิจโรงแรมในภาค
ตะวันตก และ PAY-P Model
1 รองคณบดบี ัณฑิตวิทยาลยั หลักสตู รบริหารธุรกจิ มหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั นานาชาติ
แสตมฟอร์ด จังหวดั เพชรบรุ ี
*ผนู้ ิพนธ์หลกั e-mail: [email protected]
282 | ปที ่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สอาด บรรเจิดฤทธิ์
A CASUAL RELATIONSHIP MODEL OF COMPENSATION TOWARD PERFORMANCE
OF PERSONNEL IN HOTEL INDUSTRY IN WESTERN REGION, THAILAND
Sa-ard Banchirdrit1*
Abstract
The purposes of this research were to study the casual relationship of compensations
toward performance of personnel in hotel industry in western region of Thailand, to study direct
relation, indirect relation and total relation of the casual relationship model of compensation
toward performance of personnel in hotel industry in western region of Thailand, to check
harmonization of the model with empirical data, to develop the casual relationship model of
compensations toward performance of personnel in hotel industry in western region of
Thailand. This is a mixed method research. The populations were personnel who are working in
hotel industry in western region of Thailand. The sample sizes for quantitative research were
392 personnel in the hotel industry. Questionnaires were used for data collection. LISREL
program and SEM technique were employed for data analysis. For qualitative approach, key
informances were 8 executives of 8 hotels, one per each province. Data collection came up
from focus group forum, semi - interviewed forms were used for getting opinion of each
participant and then select relevant topic for discussion.
The results showed the causal model of compensation with the performance of
personnel working in the Hotel Industry in the western part of the country. The researchers
have developed concepts and theories that are in harmony with the empirical data. The index
harmonized with a 6 index and passed the acceptance criteria of the 2/df = 0.616, CFI = 1.00,
GFI = 1.00, AGFI = 0.98, RMSEA = 0.000 and SRMR = 0.011, therefore concluding the model had
a causal relationship with the compensation paid for the performance of personnel working in
the Hotel Industry had appropriate harmony with the empirical data. The model developed by
researcher is PAY-P Model (Payment of Performance Model) which includes four core elements
and fourteen sub-elements as follows: (1) The organizational climate (OCL) has 6 sub-
components. (2) The business environment (BEN) has two sub-components. (3) The Payment
(PCO) has three subcomponents and (4) The performance (PER) has three sub-components.
Keywords : model, causal relationships, payment, performance, hotel industry western region
and PAY-P Model
1 Associate Dean of Post Graduate Studies, Master of Business Administration, Faculty of Business and
Technology, Stamford International University
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 283
บทนำ
ปจั จบุ ันธรุ กิจโรงแรมเผชิญแรงกดดนั ในดา้ นต่างๆซ่งึ มีแนวโน้มเพม่ิ สูงขึน้ โดยเฉพาะอย่างย่ิง การเข้า
สตู่ ลาดของผปู้ ระกอบการรายใหม่ทีเ่ ห็นโอกาสในการลงทุนธรุ กิจโรงแรม ส่งผลใหผ้ ู้ประกอบการในตลาดธุรกิจ
โรงแรมต้องดาเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง จานวนโรงแรมและห้องพักที่เพิ่มสูงข้ึนในระยะท่ีผ่านมา สง่ ผลให้การ
แข่งขนั ในธรุ กิจโรงแรมรุนแรงขึ้น โดยพบว่าธรุ กิจโรงแรมเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเคล่ือนไหวอย่างผันผวน ทั้ง
การซ้ือขาย ควบรวมกิจการ ไปจนถงึ มผี ้ปู ระกอบการจานวนไม่น้อยไมป่ ระสบความสาเร็จในการประกอบธุรกิจ
กระทั่งเลิกกิจการไป โดยการแข่งขันอย่างรุนแรงนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มปรับกลยุทธ์ในรูปแบบ
แตกตา่ งกัน โดยในปี 2560 ผปู้ ระกอบการโรงแรมรายใหญบ่ รรเทาความเสี่ยงในการประกอบธุรกจิ ดว้ ยการมุ่ง
เพ่มิ สดั สว่ นรายไดจ้ ากการรบั บริหารโรงแรมมากข้ึน นอกจากน้ี ผปู้ ระกอบการโรงแรมรายใหญย่ ังใหค้ วามสาคัญ
กบั การกระจายการลงทุนธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศเพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และบรรเทาการพง่ึ พิงรายไดจ้ ากธุรกิจ
โรงแรมในประเทศไทยเป็นหลัก และใหค้ วามสาคญั กบั การเพม่ิ รายได้จากการใหบ้ รกิ ารอ่ืนๆ อย่างสถานทจี่ ัดงาน
ประชมุ และสัมมนา งานแตง่ งาน และงานอีเวนท์ ตา่ งๆ สาหรบั ธรุ กจิ โรงแรมขนากกลางและขนาดเล็ก ตอ้ งเผชิญ
กับความทา้ ทายดา้ นการแข่งขันจากบริการท่พี ักประเภทอ่ืนๆ เชน่ คอนโดมิเนยี ม บา้ นพกั เซอรว์ ิสอพารท์ เมนท์
เป็นตน้ ดงั นัน้ การบรหิ ารธุรกิจโรงแรมให้ชนะคู่แขง่ ขันได้น้ัน มีความสาคญั อย่างย่ิงต่อความสาเร็จขององค์กร
ปจั จยั ชข้ี าดความสามารถในการแข่งขันที่สาคัญประการหนึ่งคือ ทรพั ยากรบคุ คล เนื่องจากบคุ ลากรขององค์กร
เป็นทรัพยากรท่ีมีค่ามหาศาล อีกทั้งยังเป็นส่ิงท่ีองค์กรต้องรักษาและต้องลงทุนเพ่ิมเติมอย่างสม่าเสมอ เพ่ือ
พัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะท่ีเหมาะสมกับความต้องการขององค์กรในระยะยาว การที่องค์กรต้องสูญเสีย
บคุ ลากรทมี่ ีความรู้ ความสามารถไปด้วยสาเหตุใดก็ตาม ยอ่ มเท่ากับวา่ องค์กรต้องสูญเสียทรัพยากรที่มคี ่าน้ันไป
ในขณะเดียวกันกลับต้องลงทุนอีกหลาย ๆ ด้านเพ่ือท่ีจะสรรหา คัดเลือก ฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรเข้ามา
ทดแทน ทาให้ องค์กรสูญเสียเวลาและผลประโยชน์มากพอสมควร (กรกฏ พลพานิช, 2540) ให้กับระบบการ
บริหารงาน เพื่อใหส้ ามารถดาเนินกิจการให้บรรลเุ ปา้ หมายขององค์กร ทั้งน้จี ากมาตรการสง่ เสริมการท่องเท่ียว
ของภาครัฐทป่ี ระกาศเพ่อื สร้างรายได้เข้าส่ปู ระเทศ ซึ่งธรุ กจิ โรงแรมถือเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งท่ไี ดผ้ ลประโยชน์จาก
มาตรการนี้ และเมอ่ื ธรุ กิจเติบโตขนึ้ ผู้ประกอบการจะต้องอาศยั บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการใหบ้ ริการ
นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผู้ที่เก่ียวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์จาเป็นต้องเสาะแสวงหาวิธีการในการ
บริหารค่าตอบแทนให้ดที ี่สุดเพื่อจงู ใจพนักงานให้ปฏิบัติงานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล อาจกล่าวได้
ว่าคุณภาพและผลการปฏิบัติงานของคนเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความสาเร็จขององค์กร (นัทชา เถาสมบัติ , 2551)
และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเกิดความสนใจท่ีจะเข้ามาร่วมปฏิบัติงานใน
องค์กร ซง่ึ ไม่เพียงแตจ่ ะส่งผลต่อผลการดาเนินงานขององค์กรแต่ยังเป็นที่มาของความไดเ้ ปรียบทางการแข่งขัน
อยา่ งยัง่ ยนื ขององค์กรอีกด้วย นอกจากน้ันจากการศึกษาของ สอาด บรรเจดิ ฤทธิ์ (2560) พบว่าผลตอบแทนทั้ง
3 ประเภท กล่าวคือ ผลตอบแทนท่ีเปน็ ตัวเงินโดยตรง ผลตอบแทนท่ีเปน็ ตัวเงินโดยอ้อม และผลตอบแทนท่ไี ม่
เปน็ ตัวเงนิ ตา่ งมผี ลตอ่ ผลการปฏบิ ัติตงิ านทัง้ สิ้น แตท่ ้งั นีไ้ มท่ ราบระดับความสมั พนั ธใ์ นระดบั ความเป็นเหตุเป็นผล
และมปี ัจจยั อื่นใดหรือไมท่ ่เี กยี่ วขอ้ งกับระบบค่าตอบแทนและผลการปฏิบตั ิงานของบคุ คลากร
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาวิจัย แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ
การจ่ายคา่ ตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของบคุ ลากรทีป่ ฏิบตั งิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศ
ไทยโดยผลการวิจัยท่ีได้ในครัง้ นี้ จะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ได้แบบจาลอง
ความสมั พันธ์เชิงสาเหตขุ องการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบตั ิงานของบุคลากรท่ปี ฏิบตั งิ านในธรุ กจิ โรงแรมใน
ภาคตะวนั ตกของประเทศไทย และข้อมูลจากงานวิจยั น้ี สามารถนาไปใช้เป็นข้อมูล ในการพฒั นาปรบั ปรุง และ
พัฒนาการจ่ายค่าตอบแทนตลอดจนกระบวนการบริหารจัดการของธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศ
ไทยใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ และเกดิ ประสิทธผิ ลมากยง่ิ ขน้ึ ตลอดจนหน่วยงานท่ีเกยี่ วข้องสามารถนาผลการวิจัยไปใช้
284 | ปที ่ี 14 ฉบับที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สอาด บรรเจดิ ฤทธิ์
ในการกาหนดนโยบายทั้งในระดับ มหภาค และระดับจุลภาค เพื่อเพ่ิมศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และ
บังเกดิ ประสิทธผิ ลในทางปฏิบัตไิ ดม้ ากยิ่งขนึ้
วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ยั
1. เพอื่ ศกึ ษาความสัมพันธ์เชงิ สาเหตขุ องการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบตั ิงาน ของบคุ ลากรท่ี
ปฏิบตั ิงานในธุรกจิ โรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย
2. เพ่ือศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของแบบจาลองความสัมพันธ์เชิง
สาเหตุของการจา่ ยค่าตอบแทนกับผลการปฏบิ ัติงานของบุลากรทีป่ ฏิบัติงานในธรุ กิจโรงแรมในภาคตะวันตกของ
ประเทศไทย
3. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจาลองที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ของการจ่าย
คา่ ตอบแทนกับผลการปฏบิ ัตงิ านของบลุ ากรที่ปฏบิ ตั ิงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวนั ตก ของประเทศไทย
4. เพื่อพัฒนาแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน ของ
บคุ ลากรท่ีปฏิบตั งิ านในธุรกจิ โรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย
วธิ ดี ำเนนิ กำรวิจัย
การวจิ ยั เร่ืองแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตขุ องการจ่ายคา่ ตอบแทนกับผลการปฏิบัตงิ านของ
บุคลากรทป่ี ฏบิ ัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ในคร้งั น้ี ใช้การศึกษาท้ังเชิงคุณภาพและ
การศกึ ษาเชิงปรมิ าณ มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
1. การศึกษาเชงิ คุณภาพ
การศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
ของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของ
ประเทศไทย ดังนี้
1.1 การค้นคว้าเอกสาร (Documentary Research) เป็นการรวบรวม ค้นคว้าข้อมูล เอกสาร
ต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับวัตถุประสงค์ และขอบเขตการวิจัยตามที่ได้ระบุไว้แล้วข้างต้น รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อการศึกษาและการเขียนรายงานการวิจัย สาหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารน้ัน
ผู้วิจัยใช้วิธีการประมวลวิเคราะห์ และอภิปรายสรุปผลร่วมกันตลอดจนใช้วิธีการตีความ เพื่อหาข้อสรุปท่ีเป็น
ประโยชน์สามารถนามาใชป้ ระกอบการเขียนรายงาน เพอ่ื ให้ไดร้ ายละเอียดทส่ี มบูรณค์ รบถว้ นมากทสี่ ุด
1.2 การจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) ท้ังน้ีผู้วิจัยจัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group)
ผู้บริหารที่ปฏิบัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทยทเี่ ปน็ กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้รวบรวมข้อมลู
เก่ยี วกบั แบบจาลองความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตุของการจ่ายคา่ ตอบแทนกบั ผลการปฏิบตั ิงานของบุลากรทีป่ ฏิบัติงาน
ในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารท่ีปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาค
ตะวนั ตกของประเทศไทยทีเ่ ปน็ กลุ่มตวั อย่าง จังหวดั ละ 1 แหง่ แห่งละ 1 คน รวมทัง้ ส้ิน 8 คน โดยผวู้ จิ ยั ใช้แบบ
สัมภาษณ์ ที่ประกอบด้วยหัวข้อการสัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการ
ปฏบิ ัตงิ านของบุลากรท่ปี ฏบิ ัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ท้ัง 4 ด้าน ประกอบด้วย (1)
ด้านบรรยากาศองค์การ (2) ด้าน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ 3) ด้านการจ่ายค่าตอบแทน และ 4) ด้านผลการ
ปฏิบัติงาน
1.3 การวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนแลว้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค
การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) จากข้อมูลท่ีบันทึกไว้ โดยทาการแยกแยะจัดกลุ่มข้อมูล เชื่อมโยง
ความคดิ ขยายความเช่ือมโยง หาความหมายและหาข้อสรปุ
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ | 285
สรุปความวา่ ผลจากการศึกษาเชงิ คุณภาพ ทาใหไ้ ดก้ รอบแนวคิดเกี่ยวกบั ความสัมพันธ์เชงิ สาเหตุ
ของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัตงิ านของบุคคลากรในธุรกิจโรงแรม ภาคตะวันตกของประเทศไทย ใน
เบอ้ื งตน้ เพ่ือใชใ้ นการศึกษาเชิงปริมาณต่อไป
2. การศึกษาเชงิ ปรมิ าณ
เคร่อื งมือทใ่ี ช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกีย่ วกบั แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการ
จ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบตั ิงานของบลุ ากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย
ประกอบไปดว้ ย 5 ส่วน ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 เป็นข้อคาถามเก่ียวกบั สถานภาพทั่วไปของกลมุ่ ตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ
อายุ สถานภาพการสมรส ระดบั การศกึ ษา และระยะเวลาในการปฏบิ ตั งิ าน มีลกั ษณะเปน็ แบบตรวจสอบรายการ
(Check List)
ส่วนท่ี 2 เป็นข้อคาถามเก่ียวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ใน 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้าน
สภาพแวดล้อมทเี่ ปล่ยี นแปลงเป็นพลวตั ร และด้านสภาพแวดล้อมทเ่ี น้นการแข่งขัน มลี ักษณะเป็นแบบมาตรวัด
ประมาณค่า 5 ระดบั ได้แก่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง (5) เหน็ ด้วย (4) ไมแ่ น่ใจ (3) ไม่เหน็ ดว้ ย (2) และไมเ่ หน็ ดว้ ยอย่าง
ยง่ิ (1)
ส่วนท่ี 3 เป็นข้อคาถามเก่ียวกับบรรยากาศองค์กร ใน 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้าง
องค์กร ด้านมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ ด้านการได้รบั การยอมรับ ดา้ นการไดร้ บั การสนับสนุน
และด้านความยึดม่ันผูกพัน มีลักษณะเป็นแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ เห็นด้วยอย่างย่ิง (5) เห็น
ดว้ ย (4) ไมแ่ นใ่ จ (3) ไมเ่ ห็นดว้ ย (2) ไมเ่ หน็ ดว้ ยอย่างยง่ิ (1)
ส่วนที่ 4 เปน็ ขอ้ คาถามเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทน ใน 3 ดา้ น ประกอบด้วย (1) คา่ ตอบแทน
ในรปู ตวั เงินโดยตรง (2) ค่าตอบแทนในรูปตัวเงินทางอ้อม และ (3) ค่าตอบแทนในรูปไมใ่ ช่ตัวเงนิ มลี กั ษณะเป็น
แบบ มาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ไดแ้ ก่ เหน็ ด้วยอย่างย่ิง (5) เห็นด้วย (4) ไม่แน่ใจ (3) ไม่เหน็ ดว้ ย (2) ไม่เห็น
ดว้ ยอย่างยิง่ (1)
ส่วนที่ 5 เป็นข้อคาถามเก่ียวกับผลการปฏิบัติงาน ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านประสิทธิผล
ของงาน ด้านคุณภาพของงาน และด้านความสามารถเก่ียวกับงาน มีลักษณะเป็นแบบ มาตรวัดประมาณค่า 5
ระดับ ไดแ้ ก่ เห็นดว้ ยอยา่ งยง่ิ (5) เหน็ ดว้ ย (4) ไม่แนใ่ จ (3) ไมเ่ ห็นด้วย (2) ไม่เห็นดว้ ยอย่างยิ่ง (1)
3. ประชากร
ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจยั ครง้ั น้ี ได้แก่ บุคคลากรทปี่ ฏิบัติงานในธุรกจิ โรงแรมในภาคตะวันตกของ
ประเทศไทย จานวน 66 แห่ง โดยการวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยเลือกแจกแบบสอบถามุคลากรท่ีปฏิบัติงาน ในธุรกิจ
โรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย แห่งละ 6 คน ในสดั ส่วนทเ่ี ทา่ กนั ไดก้ ลุ่มตัวอย่างทัง้ หมด 396 ตัวอยา่ ง
และผู้วิจัยจะทาการคัดเลือกแบบสอบถามท่ีสมบูรณ์ท่ีสุด จานวน 392 ชุด เพ่ือทาการวิเคราะห์ข้อมูลในลาดบั
ตอ่ ไป
4. การเลอื กกลุ่มตัวอย่าง
กลมุ่ ตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั ครัง้ นี้ ไดแ้ ก่ บุคคลากรทีป่ ฏบิ ตั ิงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตก
ของประเทศไทย จานวน 392 คน
5. สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู
ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ
การจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงานของบุลากรที่ปฏิบัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศ
ไทย มีรายละเอยี ดตามลาดบั ดังต่อไปนี้
286 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สอาด บรรเจดิ ฤทธ์ิ
1. การพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูลท่ีจะใช้เทคนิค Factor Analysis พิจารณาค่า KMO
(Kaiser-Meyer-Olkin) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความเหมาะสมของข้อมูลตัวอย่างที่จะนามาวิเคราะห์โดยเทคนิค
Factor Analysis (รชั นีกลู ภิญโญภานวุ ฒั น์ สภุ มาส อังศโุ ชติ และสมถวลิ วิจติ รวรรณา,2554).)
2. วิเคราะห์ขอ้ มูลเบ้ืองต้น เกยี่ วกบั สถานภาพทั่วไปของกลุ่มตัวอยา่ งผู้ตอบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่
เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา และระยะเวลาในการปฏบิ ตั ิงาน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วย
ค่าความถ่ี และคา่ รอ้ ยละ
3. วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของตัวแปรในแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่าย
ค่าตอบแทนกับผลการปฏบิ ัติงานของบลุ ากรท่ปี ฏบิ ัตงิ านในธรุ กจิ โรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย โดยใช้
สถติ ิเชงิ พรรณนา ด้วยค่าเฉลย่ี และคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน
4. วเิ คราะหค์ วามเทีย่ งตวั แปรแฝงและค่าเฉลยี่ ของความแปรปรวนทถี่ ูกสกดั ได้
ผู้วจิ ยั พจิ ารณาความเท่ียงของตัวแปรแฝง (Construct Reliability: C) และค่าเฉลี่ยของความ
แปรปรวนทีถ่ ูกสกดั ได้ (Average Variance Extracted: V)
ผลกำรวิจัย
การศกึ ษาแบบจาลองความสัมพันธเ์ ชงิ สาเหตขุ องการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏบิ ตั ิงานของบุลา
กรท่ปี ฏิบัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวนั ตกของประเทศไทย มีผลการวจิ ัยดงั นี้
ตำรำงที่ 1 การวเิ คราะห์อทิ ธพิ ลของตัวแปรในแบบจาลองความสัมพันธเ์ ชิงสาเหตขุ องการจ่ายค่าตอบแทนกับ
ผลการปฏบิ ัตงิ าน ของบคุ ลากรทีป่ ฏบิ ัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย
ของ PAY-P Model
เหตุผล PCO PER
TE IE DE TE IE DE
OCL 0.49 - 0.49 0.78 0.09 0.69
(0.06) - (0.06) (0.06) (0.04) (0.07)
BEN 0.20 - 0.20 0.14 0.04 0.10
(0.05) - (0.05) (0.05) (0.02) (0.05)
PCO - - - 0.18 - 0.18
- - - (0.08) - (0.08)
2 = 10.11, df = 15, P = 0.81308, GFI = 1.00, AGFI = 0.97, RMR = 0.0099
ตัวแปร OCLN1 OCLN2 OCLN3 OCLN4 OCLN5 OCLN6 BENN1 BENN2 PCON1 PCON2 PCON3 PERN1 PERN2 PERN3
ควำมเทย่ี ง 0.62 0.12 0.75 0.80 0.13 0.55 0.77 0.70 0.49 0.66 0.87 0.61 1.00 0.28
สมกำรโครงสร้ำงของตวั แปร PCO PER
R2 0.46 0.66
เมทรกิ ซส์ หสมั พนั ธ์ระหวำ่ งตัวแปรแฝง
ตัวแปรแฝง OCL BEN PCO PER
OCL 1.00
BEN 0.34** 1.00
PCO 0.64** 0.42** 1.00
PER 0.80** 0.36** 0.62** 1.00
หมายเหตุ ** p < .01
วารสารวจิ ยั และพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 287
จากตารางที่ 1 แสดงการทดสอบความสอดคล้องของแบบจาลองความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตุของการจ่าย
ค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ของ
PAY-P Model พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมลู เชงิ ประจักษ์ โดยพจิ ารณา จากค่าสถิติที่ใช้ตรวจสอบความ
สอดคลอ้ งระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ไดแ้ ก่ ค่า ไคว์-สแควร์ (2) มคี ่าเท่ากบั 10.11 องศาอิสระเท่ากับ
15 ค่าน่าจะเป็น (p) เท่ากับ 0.81308 นั่นคือ ค่าไคว์-สแควร์ แตกต่างจากศูนยอ์ ย่างไม่มีนัยสาคัญ แสดงว่ายอมรบั
สมมติฐานที่ว่า แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรท่ี
ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ของ PAY-P Model ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสอดคล้อง
กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะหค์ ่าดัชนีวัดความกลมกลืน (GFI) มีค่าเท่ากับ 1.00
ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนท่ีปรบั แก้แล้ว (AGFI) มีค่าเท่ากับ 0.97 ซึ่งมีค่าเข้าใกล้ 1 และค่าดัชนีรากกาลังสองเฉล่ีย
ของส่วนท่ีเหลือ (RMR) มีค่าเท่ากับ 0.099 ซึ่งเข้าใกล้ศูนย์ โดยรายละเอียดดังกล่าวผู้วิจัยได้กล่าวไว้แล้วอย่าง
ละเอียดในส่วนของผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความกลมกลืนของแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตขุ องการจ่าย
ค่าตอบแทนกับผลการปฏบิ ัติงาน ของบุคลากรทีป่ ฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ของ PAY-
P Model ข้างต้น จากการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในแบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่าย
ค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรท่ีปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย (อิทธิพล
ทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม) ตามสมมติฐานกับขอ้ มูลเชิงประจักษ์ พบว่า โมเดลดังกล่าวมีความ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังภาพประกอบท่ี 1 แสดงการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในแบบจาลอง
ความสัมพันธเ์ ชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบตั ิงาน ของบุคลากรทป่ี ฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมใน
ภาคตะวันตกของประเทศไทย ของ PAY-P Model และตารางท่ี 1 แสดงการวิเคราะห์ อิทธิพลตัวแปรใน
แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกบั ผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรที่ปฏิบตั ิงานในธุรกิจ
โรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย (อิทธพิ ลทางตรง อิทธพิ ลทางอ้อม และอิทธพิ ลรวม) ของ PAY-P Model
ภำพท่ี 1 การวิเคราะหอ์ ทิ ธิพลของตัวแปรในแบบจาลองความสัมพนั ธ์เชิงสาเหตขุ องการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการ
ปฏิบัติงาน ของบุคลากรท่ีปฏิบัติงานในธุรกิจ โรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ของ PAY-P
Model
288 | ปีท่ี 14 ฉบับท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) สอาด บรรเจิดฤทธ์ิ
สรปุ และอภิปรำยผลกำรวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจา่ ยคา่ ตอบแทนกับผลการปฏบิ ัติงาน
ของบคุ ลากรทปี่ ฏิบตั งิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย คร้ังนี้ มีขอ้ ค้นพบทค่ี วรนามาอภิปราย
ผล ดงั นี้
ผลการวิเคราะห์ แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบตั ิงาน
ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสาคญั
4 องค์ประกอบหลัก คือ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business environment) บรรยากาศองค์กร
( Organizational climate) ก า ร จ่ า ย ค่ า ต อ บ แ ท น ( Payment compensation) ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
(Performance) เป็นไปตามสมมติฐานทีต่ ั้งไว้ และผลการศกึ ษาท่ีได้จากการศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณมี
ความสอดคล้องกัน ข้อค้นพบจากการศึกษาน้ีคือ แบบจาลองท่ีผู้วิจัยกาหนดช่ือว่า PAY-P Model (Payment
of Performance Model) ผลการศึกษาคร้ังนี้ในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างระบบค่าตอบแทนกับผล
การปฏิบัติงานยืนยันว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางตรงต่อกัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับผลการศึกษาของ
กญั ญาณัฐ ทองขาว (2560) ทไี่ ดท้ าการศึกษาเร่ือง ความสมั พันธ์ระหวา่ งค่าตอบแทนในการทางานกับผลการปฏิบัติติ
งาน กรณีศึกษาอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ในเขตอาเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่าระบบ
ค่าตอบแทนมีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงานในทางบวกอยใู่ นระดับสูงอย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01
อยา่ งไรก็ตามมีประเดน็ ย้อนแยง้ วา่ โดยความเปน็ จรงิ แล้ว ระบบผลตอบแทน กลา่ วคือผลตอบแทนท่ีเปน็ ตวั เงินโดยตรง
เช่น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา โบนัสเป็นต้น ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินโดยอ้อม เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินประกันชวี ติ
เป็นต้น และผลตอบแทนท่ีไม่เป็นตัวเงิน เช่น ความภาคภมู ิใจในองค์กร ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และการได้รับ
การยกยอ่ งยอมรับ เป็นตน้ สง่ิ ตา่ งๆเหลา่ นี้มีความสัมพันธโ์ ดยตรงกบั ผลการปฏบิ ัตงิ านของบุคคลากรในองค์กรหรือไม่
ซึ่งความเห็นของนักทฤษฎีบางท่านเช่น Porter and Lawler (1968) อธิบายว่า ปัจจัยที่จะมีผลและมีความสัมพันธ์
โดยตรงกับผลการปฏิบัติงานของบุคคลากรแต่ละคนคือ ความสามารถ (Ability) ความเพียรพยายาม (Effort) และ
บทบาทหนา้ ท่ขี องแต่ละคน (Role Expectation) ส่วนระบบผลตอบแทนเปน็ คณุ ค่าของรางวลั (Value of Reward) ที่
จะทาให้เกิดความเพยี รพยายามและทางานอย่างเต็มความรคู้ วามสามารถ ผวู้ ิจัยมคี วามคดิ เห็นว่าแนวคดิ ของ Porter
and Lawler (1968) เป็นแนวคิดท่ีมีเหตุผลอย่างย่ิง ควรแก่การศึกษาค้นคว้าให้ถ่องแท้ว่าระบบค่าตอบแทน
(Compensation System) มคี วามเกี่ยวขอ้ งกบั ผลการปฏบิ ัติงานของบคุ คลากรในลักษณะอยา่ งไร จากน้ันนกั บรหิ าร
สามารถบริหารจดั การทรพั ยากรบคุ คลไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
อยา่ งไรกต็ ามกระบวนการศึกษาเรื่อง แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผล
การปฏิบัติงานของบคุ ลากรท่ีปฏบิ ัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ได้อธิบายให้เหน็ ว่า ระบบ
ผลตอบแทนไม่ใช่ปัจจยั อิสระเพียงกลมุ่ เดยี ว มเี กยี่ วขอ้ งสมั พันธ์กบั ผลการปฏบิ ตั งิ าน แตร่ ะบบค่าตอบแทนยงั ต้องอิง
ปัจจัยภายนอกอื่นกล่าวคือ ปัจจัยด้านบรรยากาศองค์กรอันประกอบด้วย โครงสร้างองค์กร มาตรฐานในการทางาน
ความรบั ผดิ ชอบในการทางาน การได้รบั การยอมรับ การไดร้ ับการสนับสนุนและความยดึ มั่นผูกพันองค์กร สง่ิ เหล่านี้
ล้วนมีผลกระทบต่อการจ่ายค่าตอบแทน นอกจากนั้นปัจจัยที่สาคัญมากอีกประการหน่ึงท่ีมีความสาพันธ์ทั้งทางตรง
และทางออ้ มกบั ผลการปฏบิ ัตงิ านคือ สภาพแวดล้อมทางธรุ กจิ อันประกอบดว้ ย สภาพแวดลอ้ มท่ีเปลยี่ นแปลงเป็นพล
วัตร เช่น เศรษฐกจิ สังคมและการเมือง เปน็ ต้น รวมทง้ั สภาพแวดล้อมท่เี นน้ การแข่งขัน
การศึกษานี้ยืนยันแบบจาลอง แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรทปี่ ฏิบัตงิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย ดังท่ีนาเสนอในรปู แบบจาลอง
PAY-P Model
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ | 289
ขอ้ เสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย
ผลจากการวิจัย พบว่า (1) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ อยู่ในระดับมาก แต่มีรายละเอียดบาง
ประการที่ควรปรบั ปรุงละพัฒนาเพ่ือใหม้ ีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากยิ่งข้ึน ก็ควรมีนโยบายในแตล่ ะ
ด้านดังต่อไปนี้ (1) สภาพแวดล้อมทเ่ี ปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตร ควรปรับตวั ให้เข้ากับสภาพของการเปลี่ยนแปลง
ด้านสิ่งแวดล้อมท้ังด้านสินค้า บริการ พฤติกรรมผู้บริโภค อ่ืน ๆ อยู่เสมอ (2) ด้านบรรยากาศองค์กร ควรมี
นโยบายปรับปรุงโครงสร้างองคก์ ร (3) ดา้ นการจา่ ยค่าตอบแทน ควรมนี โยบาย การสรา้ งความพงึ พอใจกบั ระดับ
ของเงินเดือนท่ีได้รับตามความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบ และอัตราค่าจ้างหรือเงินเดือนท่ีได้รับ
เหมาะสมและสอดคล้องกบั ระดับการครองชพี ในปัจจบุ ัน และ (4) ดา้ นผลการปฏบิ ตั ิงาน ควรปรับปรุงละพัฒนา
เพอ่ื ใหก้ ารบรหิ ารจดั การมปี ระสิทธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธิผลมากย่งิ ขึ้น
2. ขอ้ เสนอแนะเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
ผลการพฒั นาแบบจาลองความสมั พันธ์เชงิ สาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการปฏิบัติงาน
ของบคุ ลากรทปี่ ฏิบตั งิ านในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยใช้การวเิ คราะห์องค์ประกอบ เชงิ
สารวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ตามบริบทของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาค
ตะวันตกของประเทศไทย ผลท่ไี ด้ คอื มกี ารสร้างเปน็ ตัวแปรใหม่ในรูปขององค์ประกอบร่วมท่ีเป็น การรวมกลุ่ม
ตัวแปรที่เก่ียวข้องและสัมพันธ์กันมากมารวมกันอยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน ผู้วิจัยต้ังชื่อให้โมเดลใหม่ ที่
พัฒนาข้นึ มานวี้ ่า PAY-P (Payment of Performance Model) ดงั ภาพประกอบต่อไปน้ี
กิตติกรรมประกำศ
รายงานการวิจัยเรื่อง “แบบจาลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการจ่ายค่าตอบแทนกับผลการ
ปฏิบัติงานของบุลากรที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมในภาคตะวันตกของประเทศไทย” ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณ
มหาวทิ ยาลยั นานาชาติแสตมฟอร์ด ทไ่ี ด้มอบทนุ สนับสนุนงานวิจัยปงี บประมาณ 2561 ผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ ไว้ ณ
โอกาสนี้ ขอขอบคณุ ผูท้ รงคณุ วุฒิทุกท่าน ทไี่ ด้กรุณาสละเวลาอันมีค่ายง่ิ ของท่าน ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมอื วิจัยจน
ได้เครื่องมือท่ีมีคุณภาพ ขอขอบคุณ อาจารย์และบุคลากร ของมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด อย่างสูง ท่ี
เป็นกาลังใจและให้การสนับสนุนการทางานอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณทุกท่านท่ียังไม่ได้เอ่ยนามท่ีมีส่วนร่วมให้
งานวิจัยชิ้นนี้เสร็จส้ินสมบูรณ์ไปดว้ ยดี คุณความดีหรือประโยชน์อื่นใดอันเกิดจากงานวิจัยฉบับน้ี ผู้วิจัยขอมอบ
เป็นเครื่องบูชาคุณบิดามารดาและบูรพาจารย์ที่ให้การศึกษาอบรมส่ังสอน ให้สติปัญญาและคุณธรรมอันเป็น
เครอ่ื งช้ีนาความสาเร็จในชวี ติ ของผู้วจิ ัยต่อไป
เอกสำรอ้ำงอิง
กญั ญาณัฐ ทองขาว. (2560). ควำมสัมพันธ์ระหวำ่ งค่ำตอบแทนในกำรทำงำนกบั ผลกำรปฏบิ ตั ิงำน:
กรณศี กึ ษำอุตสำหกรรมสับปะรดกระป๋องในเขตอำเภอปรำณบุรี จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์
ภาคนพิ นธบ์ ริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลัยนานาชาติแสตมฟอรด์
กรกฎ พลพานิช. (2540). ปัจจยั ทมี่ อี ทิ ธิพลต่อควำมผูกพันต่อองคก์ ำรของพนกั งำนบังคบั บัญชำและ
พนกั งำนวชิ ำชพี กำรตลำด บรษิ ัทปนู ซเี มนต์ไทย จากัด (มหาชน).วิทยานิพนธ์วทิ ยาศาสตร์
มหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
นัทชา เถาสมบัติ. (2551). ทัศนคติของพนกั งำนโรงงำนอุตสำหกรรมในเขตจังหวัดนครปฐมทมี่ ีต่อ
คำ่ ตอบแทน. วทิ ยานิพนธ์หลักสูตรปรญิ ญาบรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
290 | ปีท่ี 14 ฉบบั ที่ 1 (พฤษภาคม – สงิ หาคม พ.ศ. 2562) สอาด บรรเจดิ ฤทธ์ิ
รชั นกี ูล ภญิ โญภานวุ ัฒน์ สุภมาส อังศุโชติ และสมถวลิ วิจิตรวรรณา. (2554). ปจั จัยที่ เกี่ยวขอ้ งกบั กำรคำนวณ
ของนักศึกษำมหำวิทยำลัยสโุ ขทยั ธรรมำธริ ำช. นนทบรุ :ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
พนชั กร สมิ ะขจรบญุ . (2554). กำรศกึ ษำค่ำตอบแทนและสวัสดกิ ำรของธุรกจิ โรงแรมประเภทแฟรนไชส์ :
กรณศี ึกษำ กรุงเทพมหำนคร. Veridian E-Journal SU Vol.4 No.1 May-August 2011.
พรรณวิภา หว่างอุ่น. (2554). กำรจ่ำยค่ำตอบแทนตำมผลกำรปฏบิ ัติงำน (P4P) ของบคุ ลำกรสำธำรณสุข ท่มี ี
ประสทิ ธผิ ล กรณีศึกษำโรงพยำบำลศูนย/์ โรงพยำบำลทวั่ ไปในเขตบริกำรสขุ ภำพที่ 6.
วิทยานิพนธว์ ิทยาศาสตรมหาบัณฑติ การพฒั นาทรพั ยากรมนุษยแ์ ละองค์การ คณะพัฒนา
ทรพั ยากรมนุษย์ สถาบันบณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร์
Kaprinis Stylianos. (2013). Employee performance appraisal in health clubs and sport
Organizations: a review. American Journal of Sports Science 2013; 1(4): 44-57.
Porter and Lawler. (1968). Expectancy Motivation Model1 อา้ งใน Michael Armstrong (2017).
“Armstrong ‘s Handbook of Human Resources Management Practices”.14 Edition.
P.197
วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | 291
การมสี ว่ นร่วมของประชาชนในการจัดการการทอ่ งเที่ยวเชิงวฒั นธรรมตาบลหนองบอน อ.เมือง จ.สระแกว้
บญุ อนนั ต์ บญุ สนธ1์ิ *
Received : May 4, 2019
Revised : June 7, 2019
Accepted : August 11, 2019
บทคัดย่อ
การวิจัยเร่ืองการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตาบลหนอง
บอน อ.เมือง จ.สระแก้ว มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพ่ือศึกษาบริบทของชุมชนในการจัดเส้นทางท่องเท่ียวเชิง
วัฒนธรรม ตาบลหนองบอน อาเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว และเพื่อศึกษาการพัฒนาเส้นทางการท่องเท่ียวที่
เหมาะสมกบั พ้นื ทีต่ าบลหนองบอน อาเภอเมอื ง จังหวัดสระแก้ว ผลการวจิ ยั พบว่า บรบิ ทพ้ืนทช่ี มุ ชนหนองบอนมี
ความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการท่องเท่ียวที่เหมาะสมกับพ้ืนท่ี และเกิดข้อตกลงร่วมของ
คนชมุ ชนในการพฒั นาแหลง่ ท่องเที่ยวร่วมกนั ของชุมชน ในนาไปสู่การพฒั นาเสน้ ทางการท่องเท่ียวเชิงวฒั นธรรม
ของชุมชนให้เกิดเป็นรูปธรรมประกอบกับตาบลหนองบอนไม่มีอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการ
จัดการท่องเทย่ี วเป็นอย่างมากประชาชนในชุมชนใหค้ วามร่วมมือ ร่วมปฏบิ ัตกิ บั กิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มล่องแพ
เพ่ือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม คลองห้วยใหญ่ เป็นอย่างดีแต่ขาดการสนับสนุนส่งเสริม
อย่างจริงจังจากภาครัฐและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง และในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเท่ียวและถนนของ
การเดินทางยังล่าช้า และสถานท่ีทอ่ งเท่ียวยังไม่เป็นทร่ี ู้จักมากนักแต่อย่างไรกต็ าม การจดั การเส้นทางท่องเท่ียว
ของตาบลหนองบอน ยังเป็นท่ีทอ่ งเท่ยี วแหง่ ใหม่ ทย่ี งั ไมเ่ ปน็ ท่ีรจู้ ักของนักท่องเท่ยี ว ยังขาดการประชาสมั พันธ์ใน
วงกว้าง ถึงกระนนั้ ก็ตาม มขี ้อน่าคิดว่า ในปัจจบุ นั ความทย่ี งั ไม่พร้อมท้งั ด้านการปรบั ปรงุ ภูมทิ ศั น์ สถานท่ี เพราะ
ยงั อยใู่ นระหว่างดาเนินการปรับปรงุ ภูมิทัศน์ บรเิ วณทางเข้า ตลาด ที่จอดแพ และฝายน้าล้น รวมถึงยงั ไม่มีการ
วางแผนการดาเนินงานท่ีชัดเจน ข้อเสนอแนะ หน่วยงานของรัฐและผู้ท่ีเกี่ยวข้องควรมีการพัฒนาโครงสร้าง
พ้ืนฐานและการบรกิ ารการท่องเที่ยวได้แก่ เส้นทางคมนาคมเขา้ สู่แหล่งท่องเที่ยว เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การ
บริการที่พกั การบรกิ ารอาหารและเครื่องด่มื พัฒนาปรับปรงพนื้ ที่แหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับนักท่องเท่ียว
ได้
คาสาคัญ : การมสี ่วนรว่ ม, การจัดการการทอ่ งเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรม
1 สังกัดหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
*ผ้นู พิ นธห์ ลกั e-mail: [email protected]
292 | ปีท่ี 14 ฉบบั ท่ี 1 (พฤษภาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2562) บุญอนนั ต์ บญุ สนธ์ิ
PEOPLE’S PARTICIPATION IN MANAGEMENT OF CULTURAL TOURISM
IN NONG BON SUBDISTRICT, MUEANG DISTRICT, SA KAEO PROVINCE
Boonanan Boonsonth1*
Abstract
This research on People’s Participation in Management of Cultural Tourism in Nong-
Bon Subdistrict, Muang District, Sa Kaeo Province aimed at studying community context related
to cultural tourism pathway of Nong-Bon Subdistrict, Muang District, Sa Kaeo Province and
developing suitable tourism pathway for Nong-Bon Subdistrict, Muang District, Sa Kaeo Province.
Research result depicted that community context was compatible and had potential for the
development suitable pathway and there was an agreement among local people in the
development of community tourism that can lead to the development of solid cultural tourism
pathway. The other reason that made Nong-bon Subdistrict ready for cultural tourism was the
absence of industry in this area. People in this community cooperated and joined needed
operations and management of ecological rafting for tourists in Klonghuayyai, but there was lack
of meaningful supports from public sectors and related authority, there were problems that
caused slow landscape development, and a lot of attractions still cannot catch tourists’
attentions due to lack of promotion to wider group of people. In addition, there are not enough
readiness in landscape and places development due to the developing of attractions entrance,
market, and raft pier and overflow weir at present and there is no clear development plan. This
research suggest that there should be development of infrastructure and services that support
tourists (i.e. commuting road to tourism attractions, ecological pathway, accommodations, foods
and drinks, development area around tourism attractions to serve tourists) from public sectors
and related authorities.
Keywords : Participation, Management of Cultural Tourism,
1 Under the Public Administration Program Faculty of Humanities and Social Sciences Valaya Alongkorn
Rajabhat University In the royal patronage
*Corresponding author, e-mail: [email protected]
วารสารวิจัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ | 293
บทนา
ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศึกษาวิถีชีวิตชุมชนได้รับความสนใจจากนักท่องเท่ียวมากขึ้น
และมกี ารท่องเทยี่ วหลายรปู แบบ อาทิ การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเชิงประวตั ิศาสตร์ การท่องเทยี่ วชมุ ชนเชิงเกษตร การ
ท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม ซ่ึงแท้จริงการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมก็คือการท่องเที่ยวชุมชน โดยชุมชน
เป็นเจ้าของ เป็นคนบริหารจัดการพ้ืนท่ีหรือแหล่งท่องเท่ียว เป็นการท่องเท่ียวแบบชื่นชมความงดงามทาง
วัฒนธรรม วถิ ีชวี ิตความเป็นอยู่ของชุมชน สภาพแวดล้อมของชุมชน ธรรมชาติ บ้านทา่ มะตูม ตาบลหนองบอน
อาเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ก็เป็นอีกแหล่งท่องเท่ียวหนึ่งท่ีกาลังจะเกิดขึ้น โดยความต้องการรวมกลุ่มกันของ
ชุมชน เกิดความคาดหวังของชุมชุนในการจัดการท่องเท่ียว เพ่ือให้เกิดความย่ังยืน ซ่ึงนักวิจัยได้เข้าไปศึกษาถึง
ปัญหา และความต้องการรวมถงึ การสารวจบริบทพน้ื ท่ี แห่งทอ่ งเท่ียว ความนา่ สนใจต่างๆ ในตาบลหนองบอน ก็
พบว่า ต้ังแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นต้นมาได้มีส่วนราชการหลายแหง่ อาทิ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวดั
สระแกว้ การทอ่ งเทย่ี วจังหวดั สระแก้ว กรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง ท่ีวา่ การอาเมืองสระแกว้ องคก์ ารบริหารส่วน
ตาบลหนองบอน ฯลฯ ได้เข้ามาร่วมมือกันพัฒนาแห่งท่องเที่ยว(ท่าเทียบเรือ ตลาด) ข้ึนท่ีฝายน้าล้นคลองห้วย
ใหญ่ ตรงวดั ทา่ มะตมู ซง่ึ เป็นแหง่ นา้ ตามธรรมชาตทิ ่ีสวยงาม และยังไมถ่ ูกรบกวนจากบรุ กุ โดยแกนนาชมุ ชน หมู่
10 โดยมรี องนายกโสภา และผูใ้ หญ่นัน บุญผาย ผูใ้ หญบ่ า้ นหมู่ 10 ตาบลหนองบอน รว่ มกบั ประชาชนจัดทาแพ
ยนต์ เพอ่ื ใหบ้ รกิ ารนักท่องเทย่ี ว จากการพดู คยุ โดยใช้กระบวนการแบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group) พบว่า
มีสถานที่น่าสนใจที่เป็นประวัติศาสตร์ และยังไม่เป็นที่รจู้ ัก โดยมีวัดท่ีเคยเป็นสถานท่ีพกั ทัพของสมเดจ็ พระเจ้า
ตากสนิ ซงึ่ ต่อมาไดม้ ีการสรา้ งอนุสาวรยี ์ข้นึ ไว้ (วดั ท่าแยก ตาบลหนองบอน อาเภอเมอื ง จังหวดั สระแกว้ ) สถานที่
ตอ่ มา คือสถานปฏบิ ตั ธิ รรมซึ่งมีพทุ ธรูปขนาดใหญ่ เป็นพระหยกขาวทเ่ี กาะสลักจากประเทศเมียนมาร์ และสถาน
ทีส่ ดุ ทา้ ยคือ การลอ่ งแพชมธรรมชาติบรเิ วณลาคลองห้วยใหญ่ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ซง่ึ เปน็ คลองท่ีมี
น้าไหลตลอดท้ังปี รับน้าจากเขื่อนพระปรง และน้าฝนตามฤดูกาล ซึ่งเป็นความต้องการที่ตรงกันระหว่างชุมชน
และนักวิจยั
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาบริบทของชุมชนในการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตาบลหนองบอน อาเภอ
เมือง จังหวดั สระแก้ว
2. เพ่ือศึกษาการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวท่ีเหมาะสมกับพื้นที่ตาบลหนองบอน อาเภอเมือง
จงั หวัดสระแก้ว
วธิ ีดาเนินการวิจยั
กล่มุ เปา้ หมาย
ประชาชนในเขตพ้ืนทหี่ มู่ 10 ตาบลหนองบอน อาเภอเมือง จงั หวดั สระแก้ว จานวน 10 คน องคก์ าร
บริหารสว่ นตาบลหนองบอล 1 คน และคณะกรรมการกองทุนกลุ่มล่องแพเพ่ืออนุรักษ์สง่ิ แวดล้อมคลองห้วยใหญ่
หมู่ 10 ตาบลหนองบอน อาเภอเมอื ง จังหวัดสระแกว้ จานวน 9 คน รวมทง้ั สนิ 20 คน
การดาเนนิ การโครงการ/กิจกรรม/วธิ กี ารประเมิน
1. ในการค้นหาแกนนา ในการจัดต้ังคณะกรรมการดาเนินงานการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม (From
Group) เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยทางชุมชนได้ข้อสรุปที่จะใช้คณะกรรมการกองทุนกลุ่มล่องแพเพื่ออนุรักษ์
ส่งิ แวดลอ้ มคลองห้วยใหญ่ ซง่ึ ประกอบด้วนคณะกรรมการทง้ั สน้ิ 22 คน