215 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุมหัศจรรย์ เรื่องเมื่อวัสดุร้อนขึ้น คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกิน กำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
216 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
217 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องวัสดุมหัศจรรย์ เวลา 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 24 เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.1 ป.3/2 อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็นลง โดย ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุเย็นลง วัสดุจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มอุณหภูมิทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะจาก ของแข็งเป็นของเหลว ถ้าให้ความร้อนต่อไปอีก น้ำจะเปลี่ยนเป็นไอน้ำ ส่วนการลดอุณหภูมิจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงตรงกันข้ามกับการเพิ่มอุณหภูมิ โดยที่ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำและน้ำแข็งตามลำดับ ซึ่ง เราสามารถนำความรู้เรื่องการทำให้วัสดุร้อนขึ้น หรือเย็นลงไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การเป่าแก้ว การขึ้นรูปแก้ว การหลอมเหลวเหล็ก เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้เย็นลงได้(K) - นักเรียนสามารถทดลองการทำไอศกรีมแสนอร่อย (P) - นักเรียนตระหนักถึงประโยชน์ในการทำให้วัสดุได้รับความร้อนขึ้นหรือเย็นลง (A)
218 สาระการเรียนรู้ เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุเย็นลง วัสดุจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำรูปไอศกรีมหลากหลายรสชาติ หลากหลายรูปแบบมาให้นักเรียนดู แล้วตั้งประเด็น คำถามว่า “นักเรียนชอบทานไอศกรีมหรือไม่ และรู้วิธีในการทำไอศกรีมหรือไม่” 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
219 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นให้นักเรียนเตรียมกิจกรรมการทดลอง เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย โดยมีขั้นตอน ดังนี้ - นักเรียนแต่ละกลุ่มเทน้ำหวานใส่ถุงซิปล็อก ปิดให้สนิท สังเกตถุงน้ำหวานถุงซิปล็อก แล้วบันทึกผลการทดลอง - นำน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติก ใส่เกลือแล้วคนให้เข้ากัน โดยเกลือจะช่วยให้อุณหภูมิลดลงต่ำ กว่า 0 องศาเซลเซียส - นำถุงซิปล็อกที่บรรจุน้ำหวาน ใส่ในถังพลาสติก แล้วหมุนถังพลาสติกประมาณ 5 นาที - นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วบันทึกผลการทดลอง ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย 6. ครูอธิบายเรื่องเรื่องไอศกรีมแสนอร่อย โดยอธิบายว่าเมื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำลง จะทำให้วัสดุเกิด การเปลี่ยนแปลง ทั้งรูปร่าง สี หรือกลิ่นได้ โดยส่วนมากที่เห็นได้ชัดเจน คือการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ในทีนี้ เมื่อเติมเกลือลงไปในน้ำแข็ง เกลือจะช่วยให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสเกลือต้องการความ ร้อน สำหรับช่วยในการละลายตัว ให้หมดโดยเร็ว ดังนั้นเมื่อเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำแข็ง จึงทำให้ เกลือที่ ต้องการละลายตัว ไม่สามารถจะหาความร้อนที่ไหนมาช่วยละลายได้ จึงดึงความร้อนจากน้ำแข็ง น้ำแข็ง ซึ่งเย็นอยู่แล้วจึงยิ่งเย็นลงไปอีก และเย็นลงเรื่อยๆ และเมื่อเราแช่ไอศกรีมน้ำหวานของเราลงไป จึงทำให้ แข็งตัวเร็วนั่นเอง ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการทำไอศกรีม 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนฟังว่า วัตถุบางอย่าง เมื่อได้รับความร้อนอาจเกิดการ เปลี่ยนแปลงรูปร่าง แต่สมบัติของวัตถุที่ทำให้กลับสภาพคงเดิมได้ เช่น เทียนไข เมื่อได้รับความร้อน จะ หลอมเหลว และเมื่อเทียนไขเย็นตัวลง ก็จะแข็งตัวและมีสมบัติคงเดิม แต่วัตถุบางอย่างนั้น เมื่อได้รับความ ร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง สี กลิ่น ไม่สามารถคงสมบัติเดิมได้ เช่น ไม้ หรือหญ้า เมื่อถูกเผาจะ กลายเป็นเถ้าถ่าน ที่มีสมบัติแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเราสามารถนำความรู้เรื่องการทำให้วัสดุร้อนขึ้น หรือ เย็นลงไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การเป่าแก้ว การขึ้นรูปแก้ว การหลอมเหลวเหล็ก เป็นต้น
220 ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนทำใบงาน เรื่องการเปลี่ยนแปลงวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้น หรือเย็นลง 10. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น วัสดุจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน หรือเกิดกลิ่น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มอุณหภูมิทำให้น้ำเปลี่ยน สถานะจากของแข็งเป็นของเหลว ถ้าให้ความร้อนต่อไปอีก น้ำจะเปลี่ยนเป็นไอน้ำ ส่วนการลดอุณหภูมิจะ เกิดการเปลี่ยนแปลงตรงกันข้ามกับการเพิ่มอุณหภูมิ โดยที่ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำและน้ำแข็ง ตามลำดับ สำหรับไอศกรีม เป็นการลดอุณหภูมิให้ต่ำลง จะทำให้วัสดุเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเติมเกลือ ลงไปในน้ำแข็ง เกลือจะช่วยให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสเกลือต้องการความร้อน สำหรับช่วย ในการละลายตัว ให้หมดโดยเร็ว ดังนั้นเมื่อเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำแข็ง จึงทำให้ เกลือที่ต้องการละลายตัว ไม่สามารถจะหาความร้อนที่ไหนมาช่วยละลายได้ จึงดึงความร้อนจากน้ำแข็ง น้ำแข็งซึ่งเย็นอยู่แล้วจึงยิ่ง เย็นลงไปอีก และเย็นลงเรื่อยๆ และเมื่อเราแช่ไอศกรีมน้ำหวานของเราลงไป จึงทำให้แข็งตัวเร็วนั่นเอง 11. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน - จงบอกประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงวัสดุเมื่อทำให้วัสดุร้อนขึ้น หรือเย็นลง สื่อและแหล่งเรียนรู้q 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. ถุงซิปล็อก น้ำหวาน กระติก ยางรัด เกลือ ถุงพลาสติก 3. ภาพไอศกรีม 4. คลิปวิดีโอเรื่องการทำไอศกรีม https://www.youtube.com/watch?v=2NSP5TTRR0w
221 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายการ เปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ เย็นลงได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม การทดลอง เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถทดลอง การทำไอศกรีมแสนอร่อย (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม การทดลอง เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนตระหนักถึง ประโยชน์ในการทำให้วัสดุ ได้รับความร้อนขึ้น หรือเย็นลง (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรม ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
222
223
224 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุมหัศจรรย์ เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
225 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุมหัศจรรย์ เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกิน กำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
226 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
227 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องวัสดุมหัศจรรย์ เวลา 5 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 25 เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.1 ป.3/2 อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็นลง โดย ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุเย็นลง วัสดุจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มอุณหภูมิทำให้น้ำเปลี่ยนสถานะจาก ของแข็งเป็นของเหลว ถ้าให้ความร้อนต่อไปอีก น้ำจะเปลี่ยนเป็นไอน้ำ ส่วนการลดอุณหภูมิจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงตรงกันข้ามกับการเพิ่มอุณหภูมิ โดยที่ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำและน้ำแข็งตามลำดับ ซึ่ง เราสามารถนำความรู้เรื่องการทำให้วัสดุร้อนขึ้น หรือเย็นลงไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การเป่าแก้ว การขึ้นรูปแก้ว การหลอมเหลวเหล็ก เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นและเย็นลงได้(K) - นักเรียนสามารถทดลองเรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็นได้(P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจการกิจกรรมเรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น (A)
228 สาระการเรียนรู้ เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อนขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุเย็นลง วัสดุจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำรูปหม้อที่เดือดจัด และมีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาให้นักเรียนดูแล้วตั้งประเด็นคำถามว่า “นักเรียนเคยเห็นเหตุการณ์ในภาพนี้หรือไม่ และถ้าเคยเห็นมันเกิดจากอะไร” 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
229 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นให้นักเรียนเตรียมกิจกรรมการทดลอง เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น โดยมีขั้นตอน ดังนี้ - นำน้ำใส่ขวด สังเกตลักษณะของน้ำ แล้วนำน้ำไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง เมื่อผ่านไป สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกผลการทดลอง - นักเรียนแต่ละกลุ่มเทนำน้ำแข็งใส่จาน สังเกตลักษณะของน้ำแข็ง แล้วนำน้ำแข็งที่ เตรียมไว้ไปวางกลางแจ้ง เมื่อผ่านไป 10 นาที สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกผลการทดลอง - นำน้ำใส่ลงในหม้อ สังเกตลักษณะของน้ำ แล้วนำน้ำไปต้มในเตาที่เตรียมไว้ เมื่อผ่านไป 10 นาที หรือจนน้ำเดือด สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกผลการทดลอง - นำน้ำใส่ลงในหม้อ สังเกตลักษณะของน้ำ ทำต่อจากขั้นตอนที่แล้ว โดยนำจานไปอังไอ น้ำที่เกิดขึ้น ทิ้งไว้ 3 นาที สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกผลการทดลอง ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น 6. ครูอธิบายเมื่อน้ำร้อนและเย็น โดยอธิบายว่า - นำน้ำใส่ขวด น้ำจะเป็นของเหลว แล้วนำน้ำไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง เมื่อผ่านไป น้ำ จะเป็นของแข็ง เนื่องจากเกิดการแข็งตัว (Fleezing) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็น ของแข็ง ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อน - นักเรียนแต่ละกลุ่มเทนำน้ำแข็งใส่จาน ลักษณะของน้ำแข็งจะเป็นของแข็ง แล้วนำ น้ำแข็งที่เตรียมไว้ไปวางกลางแจ้ง เมื่อผ่านไป 10 นาที น้ำแข็งจะละลาย และกลายเป็นน้ำ ซึ่งเป็น ของเหลว ถือเป็นการหลอมเหลว (Melting) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว โดย เมื่อเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก้วซึ่งบรรจุน้ำแข็ง น้ำแข็งจะดูดกลืนความร้อนนี้ไว้ - นำน้ำใส่ลงในหม้อ สังเกตลักษณะของน้ำ ซึ่งเป็นของเหลว แล้วนำน้ำไปต้มในเตาที่ เตรียมไว้ เมื่อผ่านไปจนน้ำเดือด สังเกตพบว่าจะเกิดไอน้ำลอยขึ้นมา ซึ่งเป็นการระเหย (Evaporation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะของเหลวเป็นแก๊ส เกิดขึ้นโดยการได้รับความร้อนเข้าไปในระบบ - นำน้ำใส่ลงในหม้อ สังเกตลักษณะของน้ำ ซึ่งเป็นของเหลว เมื่อผ่านไปจนน้ำเดือด สังเกตพบว่าจะเกิดไอน้ำลอยขึ้นมา ซึ่งเป็นการระเหย เมื่อนำจานไปอังไอน้ำที่เกิดขึ้น ทิ้งไว้ 3 นาที สังเกต พบว่าที่จานเกิดเป็นหยดน้ำขึ้นมา ซึ่งเป็นการควบแน่น (Condensation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะ แก๊สเป็นของเหลว ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อนแฝง
230 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอการวัฏจักรของน้ำในธรรมชาติจากโปรแกรม Youtube (ยูทูป) https://www.youtube.com/watch?v=d4fwsMOImfY ขั้นประเมินผล (Evaluate) 8. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า น้ำสามารเปลี่ยนแปลงลักษณะได้ เมื่อได้รับความร้อนและ เกิดการคายความร้อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของน้ำไปจากเดิม ดังนี้ การหลอมเหลว (Melting) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว โดยเมื่อเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก้วซึ่ง บรรจุน้ำแข็ง น้ำแข็งจะดูดกลืนความร้อนนี้ไว้การระเหย (Evaporation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะ ของเหลวเป็นแก๊ส เกิดขึ้นโดยการได้รับความร้อนเข้าไปในระบบ การควบแน่น (Condensation) คือ การ ที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะแก๊สเป็นของเหลว ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการ คายความร้อนแฝง และการแข็งตัว (Fleezing) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง ซึ่ง น้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อน 9. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ป.3 2. เตา น้ำ น้ำแข็ง ขวด จาน ถุงพลาสติก 3. หม้อที่เดือดจัด และมีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมา 4. คลิปวิดีโอเรื่องวัฏจักรของน้ำ https://www.youtube.com/watch?v=d4fwsMOImfY
231 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายการ เปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ ร้อนขึ้นและเย็นลงได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม การทดลอง เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถทดลอง เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็นได้(P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม การทดลอง เรื่องเมื่อน้ำร้อนและเย็น แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจการ กิจกรรมเรื่องเมื่อน้ำร้อนและ เย็น (A) สังเกตพฤติกรรมจาก กิจกรรม การทดลองเรื่อง เมื่อน้ำร้อนและเย็น แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
232
233
234 สังเกตแล้วระบุการเปลี่ยนแปลงของวัสดุตามกิจกรรมที่กำหนดให้ กิจกรรมของน้ำ ลักษณะของวัสดุ การได้รับความร้อน หรือ คายความร้อน ก่อนทดลอง การเปลี่ยนแปลง 1. น้ำแข็ง เมื่อนำไปวางกลางแจ้ง รับความร้อน คายความร้อน 2. น้ำ เมื่อนำไปต้ม รับความร้อน คายความร้อน 3. นำจาน มาอังไอน้ำ รับความร้อน คายความร้อน 4. นำน้ำไปแช่ตู้เย็น รับความร้อน คายความร้อน ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่อง เมื่อน้ำร้อนและเย็น สรุปและอภิปรายผล .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ...............................................................................................................................................
235 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุมหัศจรรย์ เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
236 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัสดุมหัศจรรย์ เรื่องไอศกรีมแสนอร่อย คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกิน กำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
237 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 26 เรื่องการใช้แรงกระทำ เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายลักษณะของแรงที่ใช้กระทำได้(K) - นักเรียนทดลองการออกแรงที่ใช้กระทำได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทดลองการออกแรงที่ใช้กระทำได้ (A)
239 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่าการออกแรงลักษณะต่างๆ ให้นักเรียนดู เช่น ยกแขน กระโดด เขียนหนังสือ หวีผม โยนสิ่งของ เป็นต้น แล้วทำการตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า ในการทำกิจกรรมต่างๆ ข้างต้น นักเรียน ต้องมีสิ่งใด (มีการออกแรง) แล้วถ้าไม่มีแรงนักเรียนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้หรือไม่ 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับบัตรภาพ และคำกิจกรรมที่เป็นโจทย์ให้แต่ละกลุ่มได้ปฏิบัติ (เตะฟุตบอล เปิดหน้าต่าง ไกวชิงช้า ลากท่อนซุง เล่นชักเย่อ การดึงรถของเล่น) 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องการใช้แรงกระทำ ตามบัตรภาพที่นักเรียนได้รับ แล้ว ให้แต่ละกลุ่มได้ลองทำท่าดังกล่าว เพื่อช่วยกันสรุปและอภิปรายภายในกลุ่มว่า ลักษณะของแรงที่ใช้ กระทำกิจกรรมดังกล่าวเป็นอย่างไร
240 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องการใช้แรงกระทำ 7. ครูอธิบายเรื่องการใช้แรงกระทำ โดยอธิบายว่าแรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิด การเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิด จากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบนท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้ เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนเข้าใจมากขึ้น โดยการให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอจาก โปรแกรมยูทูป เรื่องของขวัญจากดิน https://www.youtube.com/watch?v=qszthWnshDg แล้วให้ นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอมีอะไรบ้าง แล้วในแต่ละกิจกรรมมีการ ออกแรงลักษณะใดบ้าง ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึง เชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน ในคำถามดังนี้ - ในกิจวัตรประจำวันของนักเรียนมีกิจกรรมใดที่ใช้แรงกระทำบ้าง
241 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. บัตรภาพการออกแรง 3. คลิปวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=qszthWnshDg การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายลักษณะ ของแรงที่ใช้กระทำได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่องการใช้ แรงกระทำ แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนทดลองการออก แรงที่ใช้กระทำได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่องการใช้ แรงกระทำ แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการ ทดลองการออกแรงที่ใช้ กระทำได้ (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรม เรื่องการใช้แรงกระทำ แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
242
243 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องการใช้แรงกระทำ คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
244 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องการใช้แรงกระทำ คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
245 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
246 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 27 เรื่องแรงดึง แรงผลัก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนจำแนกชนิดของแรงดึงและแรงผลักได้(K) - นักเรียนสร้างแผนผังความคิดเรื่องชนิดของแรงดึงและแรงผลักได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำกิจกรรมชนิดของแรงดึงและแรงผลัก (A)
247 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ซื่อสัตย์สุจริต 2. มีวินัย 3. ใฝ่เรียนรู้ 4. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่าการออกแรง 2 ลักษณะ ให้นักเรียนดู เช่น เปิดหน้าต่าง และปิดหน้าต่าง แล้วทำการ ตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า การออกแรงทั้ง 2 กิจกรรม เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และกิจกรรม ใดจัดเป็นแรงดึง และแรงผลัก 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับอุปกรณ์ที่ เป็นโจทย์ให้แต่ละกลุ่มได้ปฏิบัติ (ลากโต๊ะ เข็นโต๊ะ โยนลูกบอล ดึงเชือก ถูพื้น) 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องแรงดึง แรงผลัก แล้วให้แต่ละกลุ่มได้ลองทำท่า กิจกรรมดังกล่าว แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนบันทึกผลว่ากิจกรรมแต่ละอย่างเป็นการออกแรงดึง หรือ แรงผลัก หลังจากนั้นให้ทุกคนในกลุ่มช่วยกันสรุปและอภิปรายผลที่ได้
248 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก 7. ครูอธิบายเรื่องการใช้แรงกระทำ โดยอธิบายว่าแรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิด การเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิด จากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้ว ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น ส่วนในกิจกรรมที่ให้นักเรียนทดลอง พบว่าลาก โต๊ะ ดึงเชือก เป็นการออกแรงดึง ส่วนการเข็นโต๊ะ โยนลูกบอล เป็นการออกแรงผลัก และการถูพื้น เป็น กิจกรรมที่ต้องใช้ทั้งแรงดึงและแรงผลัก ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนเข้าใจมากขึ้น โดยการให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอเรื่องมอล ลี่กับยักษ์ https://www.youtube.com/watch?v=tQaFYBpjeW0 แล้วให้นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอมีอะไรบ้าง แล้วในแต่ละกิจกรรมมีการออกแรงลักษณะใดบ้าง สามารถจำแนกได้ว่ากิจกรรมใดเป็นการออกแรงดึง และแรงผลัก และครูอธิบายโดยใช้สื่อการสอนชนิด ของแรง ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้ วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัว ผู้กระทำ โดยในกิจกรรมที่ให้นักเรียนทดลอง พบว่าลากโต๊ะ ดึงเชือก เป็นการออกแรงดึง ส่วนการเข็นโต๊ะ โยนลูกบอล เป็นการออกแรงผลัก และการถูพื้น เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ทั้งแรงดึงและแรงผลัก 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน ในคำถามดังนี้ - ในกิจวัตรประจำวันของนักเรียนมีกิจกรรมใดที่ใช้แรงดึง กิจกรรมใดใช้แรงผลัก
249 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. โต๊ะ ลูกบอล เชือก ไม้ถูพื้น 3. คลิปวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=tQaFYBpjeW0 4. สื่อการสอน เรื่องชนิดของแรง การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนจำแนกชนิดของ แรงดึงและแรงผลักได้ (K) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากใบงาน เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสร้างแผนผัง ความคิดเรื่องชนิดของแรง ดึงและแรงผลักได้ (P) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน การทำกิจกรรมชนิดของ แรงดึงและแรงผลัก (A) สังเกตพฤติกรรมจาก จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
250
251 ให้นักเรียนสังเกตภาพและระบุกิจกรรมว่าจัดเป็น แรงดึง หรือ แรงผลัก ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่อง แรงดึง แรงผลัก 1. เตะฟุตบอล 2. ชักเย่อ 3. เข็นรถเข็น ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… 4. ลากกระเป๋า 5. เปิดหน้าต่าง 6. หวีผม ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….……
252 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องแรงดึงและแรงผลัก คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
253 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องแรงดึงและแรงผลัก คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
254 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
255 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 28 เรื่องผลของการออกแรง เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายผลของการออกแรงได้(K) - นักเรียนสามารถปฏิบัติเพื่อทดสอบหาผลของการออกแรงได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทดสอบหาผลของการออกแรง (A)
256 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่ากิจกรรมการออกแรง ให้นักเรียนดู เช่น เข็นเก้าอี้แล้วทำการตั้งประเด็นคำถามกับ นักเรียนทั้งห้องว่า การออกแรงในกิจกรรมดังกล่าว จัดเป็นแรงดึง และแรงผลัก และมีผลของแรงอย่างไร 2. นักเรียนทุกคนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับสื่อการ เรียนรู้เรื่องผลของการออกแรง ดังนี้ - กรณีที่ 1 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่หยุด นิ่ง วัตถุจะเกิดการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแรงที่มากระทำ เช่น การเตะฟุตบอล การตีกอล์ฟ ในทางกลับกัน เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุนั้นที่กำลังเคลื่อนที่ วัตถุสามารถหยุดนิ่ง เช่น การใช้มือรับบอล ที่เคลื่อนที่กำลังเคลื่อนที่ การใช้เท้าหยุดลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น
257 - กรณีที่ 2 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น เช่น การไกวชิงช้าที่กำลัง เคลื่อนที่ และการผลักลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 3 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลง เช่น การถีบรถจักรยาน ขึ้นเนิน - กรณีที่ 4 ผลของแรงทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ ที่กำลังเคลื่อนที่ โดยทิศทางของแรงที่กระทำไม่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะ ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เช่น การตีปิงปองให้เคลื่อนที่ในทิศทางที่ต้องการ เป็นต้น 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้จากสื่อการสอนที่มีให้ แล้วให้สมาชิกทุกคนร่วมกัน อภิปรายผลแล้วเขียนสรุปออกมาเป็นแผนผังความคิด เรื่องผลของแรง 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรมเรื่องผลของแรง 7. ครูอธิบายเรื่องผลของแรง โดยอธิบาย ดังนี้ - กรณีที่ 1 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่หยุด นิ่ง วัตถุจะเกิดการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแรงที่มากระทำ เช่น การเตะฟุตบอล การตีกอล์ฟ ในทางกลับกัน เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุนั้นที่กำลังเคลื่อนที่ วัตถุสามารถหยุดนิ่ง เช่น การใช้มือรับบอล ที่เคลื่อนที่กำลังเคลื่อนที่ การใช้เท้าหยุดลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 2 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น เช่น การไกวชิงช้าที่กำลัง เคลื่อนที่ และการผลักลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 3 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลง เช่น การถีบรถจักรยาน ขึ้นเนิน - กรณีที่ 4 ผลของแรงทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ ที่กำลังเคลื่อนที่ โดยทิศทางของแรงที่กระทำไม่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะ ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เช่น การตีปิงปองให้เคลื่อนที่ในทิศทางที่ต้องการ เป็นต้น
258 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ใน ชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับการออกแรงเสมอ โดยแรงเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เปล่า แต่สามารถสังเกตได้จากผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ โดยจากการเรียนรู้ พบว่าผลของแรงที่กระทำ ต่อวัตถุอาจมีหลายลักษณะ ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน และผลของแรง สามารถเกิดขึ้นได้หลาย ลักษณะ เช่น ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง และยัง ทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน โดยมีรูปหน้าชั้นเรียน ให้นักเรียนเขียนผลของการออกแรงดังกล่าว แล้วนำไปแปะคำตอบไว้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. กระดาษ ดินสอ สี 3. สื่อการสอน เรื่องผลของแรง
259 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายผลของ การออกแรงได้ (K) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม และแผนผังความคิด เรื่องผลของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติ เพื่อทดสอบหาผลของการ ออกแรงได้ (P) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม เรื่องผลของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการ ทดสอบหาผลของการออก แรง (A) สังเกตพฤติกรรม จากกิจกรรม เรื่องผลของแรง แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
260
261 ให้นักเรียนโยงเส้นผลของแรงให้สอดคล้องสัมพันธ์กับภาพ ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่องผลของแรง เมื่อแรงมากระทำวัตถุหยุดนิ่ง ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ทำให้วัตถุเคลื่อนที่อยู่แล้ว เคลื่อนที่ช้าลง หรือหยุดนิ่ง แรงมากระทำทิศทางตรงข้าม ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทาง การเคลื่อนที่
262 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องผลของการออกแรง คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน
263 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องผลของการออกแรง คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
264 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ