The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนการพยาบาลผู้สูงอายุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Puttiporn Pitan, 2024-04-12 03:21:35

เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ

เอกสารประกอบการสอนการพยาบาลผู้สูงอายุ

เอกสารประกอบการสอน วิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ อ.พุทธิพร พิธานธนานุกูล ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2566 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ


เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ คำนำ เอกสารประกอบการสอน วิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ รหัสวิชา 6012121 นี้ ได้เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็น ระบบ ครอบคลุมเนื้อหาตามมคอ.3 วิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้ ประกอบการสอนของอาจารย์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา เอกสารเล่มนี้ ได้แบ่งเนื้อหาในการเรียนการสอนไว้ ดังนี้ มโนทัศน์เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุ ทฤษฎีความสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการสูงอายุ การประเมินผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน ความรอบรู้ และการสื่อสารทางสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ การพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ การพยาบาล กลุ่มอาการผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ การดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง และการดูแลผู้สูงอายุ แบบประคับประคองในระยะท้าย ผู้สอนควรได้ศึกษารายละเอียดแต่ละหัวข้อเรื่องที่สอนจากเอกสาร หนังสือ ตำรา หรือสื่ออื่นๆ เพิ่มเติมอีก หวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตาม สมควร หากท่านที่นำไปใช้มีข้อเสนอแนะ ผู้เขียนยินดีรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ พุทธิพร พิธานธนานุกูล ตุลาคม พ.ศ.2566


ก สารบัญ หน้า บทที่ 1 มโนทัศน์เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 1 1 ความหมายและประเภทของผู้สูงอายุ 2 แนวคิดพฤฒิพลัง 7 สถานการณ์ผู้สูงอายุและผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ 8 การพยาบาลผู้สูงอายุ บทบาท และมาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุ 11 จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพในการดูแลผู้สูงอายุ และเจตคติต่อความสูงอายุ 14 นโยบาย แผน กฎหมาย สิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ 18 เอกสารอ้างอิง 29 บทที่ 2 ทฤษฎีความสูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 2 31 ทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพ 32 ทฤษฎีความสูงอายุเชิงจิตสังคม 37 การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสูงอายและแนวคิดหลักในการพยาบาลผู้สูงอายุ 41 เอกสารอ้างอิง 44 บทที่ 3 การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการสูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 3 45 การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย 46 การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม 54 ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ 60 การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และการเป็นผู้สูงอายุ 63 เอกสารอ้างอิง 68 บทที่ 4 การประเมินผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 4 69 การประเมินภาวะสุขภาพด้านร่างกาย 72 การประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจ 82 การประเมินการคิดรู้และสภาพสมอง 83 เอกสารอ้างอิง 88 บทที่ 5 ความรอบรู้และการสื่อสารทางสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 5 89 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 90


ข สารบัญ (ต่อ) หน้า การสื่อสารสุขภาพกับผู้สูงอายุ 99 ความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในสังคมสูงวัย 100 เอกสารอ้างอิง 101 บทที่ 6 การพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 6 103 การมีกิจกรรมทางกายและนันทนาการ 104 เพศสัมพันธ์ 115 การจัดการความเครียด 117 การได้รับวัคซีน 123 เอกสารอ้างอิง 128 บทที่ 7 การพยาบาลกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 7.1 ภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะทุพโภชนาการ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.1 129 ภาวะเปราะบาง 132 ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย 137 ภาวะทุพโภชนาการ 143 เอกสารอ้างอิง 154 7.2 ภาวะสับสนเฉียบพลัน ภาวะสมองเสื่อม และภาวะซึมเศร้า แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.2 156 ภาวะสับสนเฉียบพลัน 157 ภาวะสมองเสื่อม 164 ภาวะซึมเศร้า 168 เอกสารอ้างอิง 171 7.3 ปัญหาการมองเห็นและการได้ยิน แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.3 172 ความผิดปกติในการมองเห็นในผู้สูงอายุ 174 การสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุ 180 เอกสารอ้างอิง 185 7.4 การสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.4 186 พยาธิสรีรวิทยาของการเกิดภาวะถดถอยทางสมรรถภาพเนื่องจากขาดการเคลื่อนไหว 187


ค สารบัญ (ต่อ) หน้า แนวทางการประเมินผู้สูงอายุที่มีภาวะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว 189 ผลกระทบจากการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว และแนวทางในการรักษา ป้องกัน 189 เอกสารอ้างอิง 196 7.5 ภาวะหกล้ม แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.5 197 ผลกระทบของภาวะหกล้มในผู้สูงอายุ 198 กลไกควบคุมการทรงตัวและภาวะหกล้มในผู้สูงอายุ 199 ปัจจัยเสี่ยงของภาวะหกล้ม 201 แนวทางการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม 204 แนวทางรักษาและการป้องกันภาวะหกล้ม 210 เอกสารอ้างอิง 215 7.6 ปัญหาการขับถ่าย แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.6 216 ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ 217 ภาวะท้องผูก 227 เอกสารอ้างอิง 232 7.7 ปัญหาการนอนไม่หลับ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.7 233 การเปลี่ยนแปลงการนอนหลับในผู้สูงอายุ 236 การประเมินการนอนไม่หลับ 237 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการนอนหลับในผู้สูงอายุ 240 เอกสารอ้างอิง 241 7.8 การทารุณกรรมผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.8 242 รูปแบบและลักษณะของการถูกทำร้าย/ทอดทิ้งผู้สูงอายุ 244 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการถูกทำร้าย/ทอดทิ้งในผู้สูงอายุ 245 การประเมิน และการจัดการการถูกทำร้าย/ทอดทิ้งในผู้สูงอายุ 248 เอกสารอ้างอิง 250 7.9 ปัญหาการใช้ยา การใช้ยาและผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพอย่างสมเหตุผลในผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7.9 251


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเภสัชจลศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ที่มีผลต่อการใช้ยาใน ผู้สูงอายุ 252 ยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุและการพยาบาล 254 การพยาบาลเพื่อบริหารยาแก่ผู้สูงอายุ 261 เอกสารอ้างอิง 262 บทที่ 8 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 8 263 ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุ 264 แนวคิดการฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ 266 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 268 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 275 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง 281 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ 287 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคพาร์กินสัน 292 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม 296 เอกสารอ้างอิง 304 บทที่ 9 การดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพึ่งพิง แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 9 305 การจัดการทรัพยากรในการดูแลผู้สูงอายุตามระดับภาวะพึ่งพิง 306 ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 307 ประเภทของการดูแลระยะยาว 308 การดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชนและในสถานบริการ 309 เอกสารอ้างอิง 315 บทที่ 10 การดูแลผู้สูงอายุแบบประคับประคองในระยะท้าย แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 10 316 หลักการของการรักษาแบบประคับประคอง และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ 317 โครงสร้างและกระบวนการดูแลผู้สูงอายุแบบประคับประคอง 322 หลักการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมระยะสุดท้าย 323 เอกสารอ้างอิง 328


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 1 ~ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 1 มโนทัศน์เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุ เนื้อหา 1. ความหมายและประเภทของผู้สูงอายุ 2. แนวคิดพฤฒิพลัง 3. สถานการณ์ผู้สูงอายุและผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ 4. การพยาบาลผู้สูงอายุ บทบาท และมาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุ 5. จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพในการดูแลผู้สูงอายุ และเจตคติต่อความสูงอายุ 6. นโยบาย แผน กฎหมาย สิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายความหมาย และประเภทของผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 2. อธิบายแนวคิดพฤฒิพลังได้ถูกต้อง 3. อธิบายสถานการณ์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 4. อธิบายการพยาบาลผู้สูงอายุ บทบาท และมาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 5. ระบุประเด็นปัญหาด้านจริยธรรม เจตคติ และจรรยาบรรณวิชาชีพในการดูแลผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 6. อธิบายนโยบาย แผน กฎหมาย สิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 2 ~ การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 3 ~ บทที่ 1 มโนทัศน์เกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุ ในปัจจุบันโครงสร้างอายุของประชากรไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และก้าวเข้าสู่ภาวะประชากร สูงอายุ (population aging) เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุทำให้รัฐต้อง เผชิญกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ได้แก่ ความต้องการบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรค เรื้อรัง ความต้องการการดูแลระยะยาว รวมทั้งบริการสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วของ ประเทศ จึงมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเร่งเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้ภาครัฐเห็นความสำคัญกับการเปลี่ยนแนวคิดในการดำเนินการด้าน ผู้สูงอายุจากการสงเคราะห์ มาเป็นการส่งเสริม และพัฒนาให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีคุณภาพมากที่สุดที่จะทำได้ใน ฐานะพลังในการพัฒนาประเทศมิใช่เป็นภาระของประเทศ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ส่งเสริมให้ความรู้กับสังคม และเป็นแหล่งประโยชน์แก่สังคม (วนิชา พึ่งชมภู, 2563) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหากระบวนทัศน์มาพัฒนาศักยภาพ ผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้สูงอายุพึ่งตนเองได้ยาวนานที่สุด ไม่ เป็นภาระของสังคม และยังสามารถช่วยเหลือครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ (นิราศศิริ โรจนธรรมกุล , 2564) ❖ ความหมายและประเภทของผู้สูงอายุ 1. ความหมายของคำว่าผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมีนิยามที่แตกต่างกันไปทั้งทางชีววิทยา ทางประชากรศาสตร์ ทางการจ้างงานหรือทางสังคมวิทยา โดยนัยยะคือ ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมอันเนื่องจากกระบวนการสูงอายุปรากฏและย่อมสัมพันธ์กับอายุ ผู้สูงอายุ หรือ older persons โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง บุคคลทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้น ไป โดยนับตามปีปฏิทิน ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศจากการประชุมสมัชชาผู้สูงอายุโลกขององค์การ สหประชาชาติเมื่อพ.ศ.2525 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ขยายการกำหนดเรียก ผู้สูงอายุในมิติอื่นว่านอกจากหมายถึงผู้ที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า เมื่อนับตามวัยแล้วผู้สูงอายุยังหมายถึง ผู้ เกษียณอายุจากการทำงานเมื่อนับตามสภาพเศรษฐกิจ (retirement age) หรือผู้สูงอายุหมายถึง ผู้ที่สังคมยอมรับ ว่าสูงอายุจากการกำหนดของสังคมหรือวัฒนธรรมอีกด้วย ความหมายผู้สูงอายุสำหรับประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุพ.ศ.2546 นั้น ผู้สูงอายุหมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป การกำหนดผู้สูงอายุตามอายุปีปฏิทินนั้นมีความแตกต่าง บางประเทศกำหนดผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป บางประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาใช้เกณฑ์อายุที่ 65 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้สูงอายุ ทั้งนี้เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยของ ประชากรผู้สูงอายุในประเทศเหล่านี้ค่อนข้างสูง และเกี่ยวพันกับอายุการทำงาน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่าการ กำหนดความเป็นผู้สูงอายุนั้นแตกต่าง และปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทที่เปลี่ยนไปในอนาคต


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 4 ~ คำเรียกขานผู้สูงอายุมีหลายคำ และมีนัยยะกำหนดควบคู่คำไว้ด้วย เช่น การเรียกผู้สูงอายุตามลักษณะ กายภาพ เช่น คนแก่ คนชรา คนเฒ่า (the aged, ageing, old man) การเรียกตามอายุปีปฏิทิน เช่น ผู้สูงอายุ (elderly, older persons) การเรียกตามสถานภาพทางสังคม เช่น ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส (senior citizen) อย่างไรก็ตาม วงการนานาชาติได้ตกลงใช้คำว่า older persons ในการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ในประเทศไทยคำที่ใช้กันบ่อยๆ ยังมีความต่าง เช่น คำว่า "ผู้สูงอายุ" "คนแก่" และ "คนชรา" โดย "ผู้สูงอายุ" สื่อความหมายว่าบุคคลยังมีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงก็ยังคงมีบทบาทที่เข้มแข็งในสังคม "คนแก่" สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และภาวะสุขภาพที่เสื่อมถอย ซึ่งซ่อนความหมายว่าผู้ที่เป็นคนแก่ มักจะมีสถานภาพและบทบาทในสังคมลดลง ส่วน "คนชรา" นั้นให้ความหมายในทางที่เป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุด ซึ่ง ทั้ง 3 ลักษณะนี้สอดคล้องกับความสูงอายุที่มีภาวะของการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่เสื่อมสภาพ ประเทศไทยในปัจจุบันใช้คำว่า "ผู้สูงอายุ" เป็นส่วนใหญ่ด้วยเป็นคำกลางๆ (ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2554) ส่วนการวิจัยเรื่อง มโนทัศน์ใหม่ของนิยามผู้สูงอายุ : มุมมองเชิงจิตวิทยาสังคมและสุขภาพ ผลการวิจัยได้ นำข้อมูลเชิงคุณภาพที่เก็บรวบรวมมาแสดงให้เห็นว่า นิยามผู้สูงอายุที่ใช้อายุ 60 ปีเป็นเกณฑ์น่าจะต้อง ปรับเปลี่ยนเสียใหม่ให้สอดคล้องกับพัฒนาการต้านสุขภาพอนามัยของคนไทย และควรขยับอายุของผู้สูงอายุจาก 60 ปีให้สูงขึ้นเป็น 65 ปี (โดยไม่ไปตัดสิทธิประโยชน์ที่คนอายุ 60 ปี จะพึ่งได้ตามนิยามเดิม) สอดคล้องกับมูลนิธิ สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ผู้สูงอายุไทย ทำไมต้อง 60 ปี" โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีผู้แทนจากหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเพื่อทบทวน ความเหมาะสมเกณฑ์ผู้สูงอายุที่กำหนดไว้ 60 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่โดยที่ประชุมเสนอให้นิย ามคำว่า "ผู้สูงอายุ" ใหม่ โดยเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุด้วยช่วงชีวิตข้างหน้า หรือการขยายนิยามผู้สูงอายุเดิมจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ซึ่งจะทำให้จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านคน หรือสัดส่วนแรงงานต่อประซากรทั้งหมดเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 67.4 เป็นร้อยละ 71.3 ทันที และเมื่อคิดเป็นอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุหรือจำนวนผู้สูงอายุที่คนวัย ทำงาน 100 คนจะต้องดูแลได้ เหลือเพียง 11.1 จากเดิม 17.5 คน ทั้งนี้การเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 ปี เป็น การเพิ่มโอกาสการทำงานในอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้ของผู้สูงอายุ และ เพิ่มระยะเวลาการออมมากขึ้น จึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างรายไต้ให้แก่ ตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงบุตรหลานหรือภาครัฐมากนัก และยังเป็นการสร้างพลังอำนาจให้แก่ผู้สูงอายุได้ด้วย (นิรา ศศิริ โรจนธรรมกุล, 2564) 2. ความหมายของคำว่า สังคมสูงอายุ คำว่า “สังคมสูงอายุ” และ “สังคมสูงวัย” มีความหมายเหมือนกัน และใช้แทนกันได้ องค์การสหประชาชาติ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยให้นิยามของระดับต่างๆ ซึ่งประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้ความหมาย เดียวกันในการนิยามระดับของสังคมสูงอายุ ดังนี้ ระดับที่ 1 สังคมสูงอายุ (aged society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด (หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 7) ระดับที่ 2 สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด (หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 14)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 5 ~ ระดับที่ 3 สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20) สังคมสูงวัย (ageing society) มีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ หมายถึง สังคมที่ประชากรกำลังมีอายุสูงขึ้น สังเกตได้จากอัตราส่วนร้อยละของประชากรสูงอายุเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทย จากผลสำรวจ พ.ศ. 2557 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (ageing society) ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 โดยมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 10.4 ของประชากรทั้ง ปี 2565 ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมี จำนวน 12,698,362 คน หรือคิดเป็นจำนวน 19.21% ของประชากรทั้งหมด 66,090,475 คน และคาดว่าจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ใน พ.ศ. 2576 3. การแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ การแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ สามารถกำหนดได้หลายแบบตามลักษณะที่ต้องการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 3.1 การแบ่งตามสภาพร่างกาย วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของร่างกาย การทำหน้าที่ ของร่างกายลดลง มีการเจ็บป่วยบ่อยขึ้น นักชราวิทยาแบ่งช่วงสูงอายุออกเป็น 4 ช่วง คือ 3.1.1 ช่วงไม่ค่อยแก่ (The young - old) อายุประมาณ 60 - 69 ปี เป็นช่วงที่ต้องประสบกับความ เปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เป็นภาวะวิกฤตหลายด้าน เช่น การเกษียณอายุ รายได้ลดลง การจากไปของมิตรสนิท คู่ครอง โดยทั่วไปยังเป็นคนที่แข็งแรงแต่อาจต้องพึ่งพิงผู้อื่นบ้าง สำหรับบุคคลที่มีการศึกษารู้จักปรับตัว ยังเข้า ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคมได้ทั้งครอบครัวและนอกครอบครัว 3.1.2 ช่วงแก่ปานกลาง (The middle- aged old) อายุประมาณ 70- 79 ปี เป็นช่วงที่คนเริ่มเจ็บป่วย เข้าร่วมกิจกรรมของสังคมน้อยลง 3.1.3 ช่วงแก่จริง (The old -old) อายุประมาณ 80 - 90 ปี ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อมยากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนอายุขั้นนี้ต้องมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้สูงอายุ ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่าวัยที่ผ่านมา เริ่มย้อนคิดถึงอดีดมากขึ้น 3.1.4 ช่วงแก่จริงๆ (The very old - old) อายุประมาณ 90 -99 ปี ผู้ที่มีอายุยืนจำนวนค่อนข้างน้อย เป็นระยะที่มักมีปัญหาทางสุขภาพ ผู้สูงอายุในวัยนี้ควรทำกิจกรรมที่ไม่ต้องมีการแข่งขัน ควรทำกิจกรมอะไรที่ ตนเองมีความสนใจและต้องการทำ เป็นระยะแห่งความสุขสงบ 3.2 การแบ่งตามช่วงอายุ เฟรดและคณะได้ศึกษาผู้สูงอายุตามคำนิยามของประเทศแถบภาคพื้นยุโรปและ อเมริกา พบว่าการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุมีการแบ่งตามความเสื่อมถอย และความสามารถในการทำหน้าที่ของ ร่างกายเช่นกัน ช่วงอายุที่นิยมใช้สำหรับการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ มีดังนี้ 3.2.1 กลุ่มผู้สูงอายุตอนตัน (The young-old group) หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 65 -74 ปี 3.2.2 กลุ่มผู้สูงอายุตอนกลาง (The middle-old or old-old group) หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 75 -84 ปี 3.2.3 กลุ่มผู้สูงอายุตอนปลาย (The oldest-old group or frail elderly) หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้น ไป สำหรับประเทศไทยพบว่ามีการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ ดังนี้ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดว่าผู้สูงอายุหมายถึงบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย ทั้งนี้ผู้สูงอายุมิได้มีลักษณะเหมือนกันหมด แต่จะมีความแตกต่างกันไปตาม "ช่วงอายุ" โดยแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่ม คือ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 6 ~ 1) ผู้สูงอายุวัยตัน (อายุ 60-69 ปี) เป็นช่วงที่ยังมีพลัง ช่วยเหลือตนเองได้ 2) ผู้สูงอายุวัยกลาง (อายุ 70-79 ปี) เริ่มเข้าสู่วัยเสื่อม กล่าวคือเริ่มมีอาการเจ็บป่วย ร่างกายเริ่ม อ่อนแอ มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง 3) ผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) เข้าสู่วัยเสื่อม เจ็บป่วยบ่อยขึ้น อวัยวะเสื่อมสภาพ อาจมี ภาวะทุพพลภาพ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้แบ่งผู้สูงอายุโดยทั่วไปออกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงวัย คือ 1) ผู้สูงอายุวัยตัน (อายุ 60-69 ปี) มีประมาณร้อยละ 59.1 2) ผู้สูงอายุวัยกลาง (อายุ 70-79 ปี) มีประมาณร้อยละ 31.1 3) ผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ 80 ปี ขึ้นไป) มีประมาณร้อยละ 9.8 ซึ่งแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันในเรื่องศักยภาพ ความต้องการ และภาวะสุขภาพ ดังนี้ 1) กลุ่มผู้สูงวัยที่ยังมีพลัง (active aging) อายุ 60 -69 ปี ผู้สูงอายุในช่วงวัยนี้จะช่วยเหลือตนเองได้ดี และยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย ทั้งด้านการเป็นแรงงานและศักยภาพในการผลิต ซึ่งหลายคนถือว่าเป็นจุดสูงสุดใน การแบ่งปั่นประสบการณ์ ภูมิปัญญา และการสร้างประโยชน์ต่อสังคม 2) กลุ่มผู้สูงอายุวัยกลาง (70-79 ปี) เป็นช่วงที่สุขภาพโดยรวมค่อนข้างดี แม้จะเริ่มอ่อนแอหรือมี ความเจ็บป่วยมารบวนการดำเนินชีวิตประจำวันไปบ้าง บางคนเริ่มสูญเสียความคล่องแคล่วทางร่างกายจากความ เสื่อมสภาพของร่างกาย ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหว การมองเห็นและการได้ยินลดลง มีปัญหาเกี่ยวกับการ บดเคี้ยว และข้อเข่าเสื่อม แต่ความจำตลอดจนความคิดวิเคราะห์ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี บางรายอาจมีโรค เรื้อรังประจำตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยเฉพาะในด้านการเคลื่อนไหวและการทำ กิจวัตรประจำวัน การทำงานที่ไม่ต้องออกแรงที่บ้านได้ 3) กลุ่มผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) เริ่มมีความเจ็บป่วยบ่อยขึ้น มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่าง ๆ ปรากฎชัดขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านอาจทุพพลภาพ ดังนั้นจึงต้องการการช่วยเหลือและการดูแลจากผู้อื่นในการ ดำรงชีวิต ต้องพึ่งพิงผู้อื่นมาก 4. ประเภทของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการในหลาย ๆ ระบบของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงใน ระยะแรกของวัยชราจะตรวจวัดได้ยาก และมีความแตกต่างระหว่างบุคคลสูง มีกลุ่มสุขภาพดี กลุ่มสุขภาพไม่ดี กลุ่มที่ต้องการการดูแลทางสุขภาพและสังคม การแบ่งประเภทของผู้สูงอายุจึงเป็นไปตามความจำเป็นตามบริบท ของงาน ซึ่งมีการแบ่งประเภทผู้สูงอายุไว้หลายประเภท 4.1 การแบ่งตามความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม (Well elder) เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี มีการดำเนิน ชีวิตในสังคมได้โดยอิสระ และมักมีการเข้าร่วมกิจกรรมในสังคมได้ต่อเนื่อง ในด้านสุขภาพ เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ทั่วไป หรือเป็นผู้สูงอายุที่มีสภาวะที่ไม่มีโรคเรื้อรัง หรือเป็นผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังแต่ก็ยังสามารถ ควบคุมดูแลได้ ในด้านสังคม กลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม สามารถช่วยเหลือครอบครัวและ สังคมได้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 7 ~ กลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน (Home-bound elder) เป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้ หรือต้องการความ ช่วยเหลือเพียงบางอย่าง เป็นกลุ่มที่มีความจำกัดในบางด้านของการดำเนินชีวิตในสังคม และมีภาวะทางด้าน สุขภาพเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อน โรคเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้ และมีกลุ่มอาการสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวได้โดย อิสระ กลุ่มที่ 3 ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง (Bed-bound elder) เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการ ทำกิจวัตรประจำวันได้ต้องการความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้าย และ/หรือการทำกิจวัตรพื้นฐานประจำวันอื่น และเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคและมีภาวะแทรกซ้อน ภาวะหง่อม/เปราะบาง 4.2 การแบ่งตามลักษณะทางกายภาพ ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ สุทธิรัตน์ โทชนบท และ พนิดา แน่นอุดร ได้รวบรวมการจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุไว้ในรายงานวิจัยการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในแต่ละช่วงวัย ว่าการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุนั้น มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะทางกายภาพ ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ของผู้สูงอายุ เช่น การแบ่งตามสภาพสุขภาพร่างกาย การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต ความต้องการความ ช่วยเหลือ และช่วงอายุซึ่งสามารถอธิบายดังรายละเอียดต่อไปนี้ 4.2.1 การแบ่งตามสภาพทางเศรษฐกิจหรือการประกอบอาชีพ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่ร่างกายแข็งแรงและยังประกอบอาชีพอยู่เดิมหรืออาชีพใหม่ที่เปลี่ยนแปลงให้ เหมาะสมกับสภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นอาชีพ 2) กลุ่มผู้สูงอายุที่ร่างกายแข็งแรง แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพ เนื่องจากต้องการพักผ่อน หรือไม่ก็ มอบหมายให้บุคคลอื่นทำแทน อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุในกลุ่มนี้บางคนอาจช่วยทำงานบ้านเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ ให้แก่บุตรหลาน 3) กลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ หรือถ้าพิจารณาตามสภาพทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรายได้และรายจ่ายของผู้สูงอายุ แบ่ง ออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่มีรายได้เพียงพอสำหรับใช้จ่าย และเหลือเก็บ 2) กลุ่มที่มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย แต่ไม่เหลือเก็บ 3) กลุ่มที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และต้องเป็นหนี้สิน 4.2.2 การแบ่งตามความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ในชุมชน แบ่งออกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มปลอดภัย เป็นกลุ่มที่สามารถอยู่ได้ในชุมชนอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะต้องพึ่งพาผู้อื่นหรือไม่ก็ ตาม สำหรับผู้ที่ทุพพลภาพหรือต้องพึ่งพาจะมีครอบครัวและชุมชนคอยดูแล จึงไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าสู่สถาน บริการ 2) กลุ่มพ่ายแพ้ เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะมีเหตุด้านสังคมหรือ สุขภาพ ไต้แก่ ขาดแคลนผู้ดูแล ครอบครัวหรือชุมชนไม่สามารถรับภาระ หรือมีสถานะทางสุขภาพแย่เกินกว่า ผู้ดูแลจะจัดการได้ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าหากได้รับการสงเคราะห์จากสถานบริการ 3) กลุ่มเสี่ยง เป็นผู้สูงอายุในกลุ่มปลอดภัยจำนวนหนึ่งที่มีโอกาสที่จะกลายเป็นกลุ่มพ่ายแพ้ใน อนาคต ลักษณะเสี่ยง ได้แก่ เพศหญิง อ่านไม่ออก/เขียนไม่ได้ อาศัยอยู่คนเดียว ไร้ญาติ ฐานะยากไร้ มีปัญหาทาง สุขภาพมาก มีภาวะทุพพลภาพ โดยผู้สูงอายุที่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 8 ~ กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ร้อยละ 15.4 มีรายได้ต่ำกว่า 1,234 บาทต่อเดือน โดยเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 16 ส่วนใหญ่จะอยู่ในอายุระหว่าง 60 - 69 ปี กลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้นับว่าน่าเป็นห่วง เพราะหากศึกษาข้อมูลด้านประชากรอย่างละเอียดจะพบว่า เด็กเกิดน้อยลง ญาติก็ลดน้อยลง ทำให้ไม่มีผู้ดูแล ฉะนั้นในครอบครัวจึงมีแต่ผู้สูงอายุดูแลกันเอง กลุ่มที่ 3 ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพ นอนติดเตียง โดยขณะนี้พบว่า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมากขึ้นถึงร้อยละ 31 4.2.3 การแบ่งตามลักษณะความต้องการความช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (Active Aging) เป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (Young Old) อายุ 60 -69 ปี มี รายได้เพียงพอต่อการพึ่งพาตนเอง ไม่ยากจน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม 2) กลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้ (Independent Living for Elderly) เป็นผู้สูงอายุกลุ่มที่พอช่วยเหลือ ตนเองได้ แต่ยังไม่มีบทบาทในการพัฒนาสังคมส่วนรวม 3) กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Disabled Elderly) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคเกษตรและผู้ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ยากจน ขาดคนเลี้ยงดู หรือประสบปัญหาต่างๆ เช่น พิการ ทุพพลภาพ ถูก ทำร้าย เป็นต้น ❖ แนวคิดพฤฒิพลัง (active aging) 1. ความหมายของพฤฒิพลัง (active aging) พฤฒิพลัง (active aging) เป็นคำที่ได้รับการบัญญัติโดยองค์การอนามัยโลกเมื่อปีพ.ศ.1990 และกำหนด กรอบนโยบายพฤฒิพลังขึ้นในปี ค.ศ.2002 โดยให้ความหมายว่า พฤฒิพลัง(active aging) เป็นกระบวนการที่ เหมาะสมที่นำไปสู่การมีสุขภาพดี (healthy) การมีส่วนร่วม (participation) และการมีหลักประกันที่มั่นคง (security) ในการที่จะเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเมื่อสูงวัย (WHO, 2002) ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดกรอบองค์ประกอบ พื้นฐานของพฤฒิพลังไว้ 3 ด้าน (WHO, 2002) ดังนี้ 1.1 ด้านสุขภาพ (health) คือ การส่งเสริมให้ประชาชนลดปัจจัยเสียงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง และการเสื่อม หน้าที่ของอวัยวะต่างๆ โดยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อ การเกิดโรค และการส่งเสริมให้ป้องกันโรค ได้แก่ การออกกำลังกาย นำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพที่ดี เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ 1.2 ด้านการมีส่วนร่วม (participation) ในกิจกรรมด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ตาม สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คือ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนตามความสามารถ ความต้องการและความ ถนัดของบุคคล 1.3 ด้านหลักประกัน (security) คือ การสร้างหลักประกันให้กับประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อเข้าสู่ วัยผู้สูงอายุจะได้รับการปกป้อง การเคารพ ได้รับการดูแลเมื่อไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรืออยู่ในภาวะที่ต้อง พึ่งพาผู้อื่น โดยการสร้างนโยบายที่เน้นหลักประกันสังคม การเงิน และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัย ตาม ความต้องการและสิทธิของประชาชน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 9 ~ 2. การส่งเสริมพฤฒิพลัง การส่งเสริมพฤฒิพลังนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งเป็นมิติของการสร้างหลักประกันว่า จะมีสุขภาพ การเงิน การงาน ที่อยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับวัยโดยต้องมีการวางแผนและเตรียม ความพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่วัยสูงอายุให้เร็วที่สุด (กมล สุกิน, 2554) ประกอบด้วย 2.1 การออมด้านสุขภาพ คือ การดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ มีการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่ เหมาะสม และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเริ่มทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงการออมต้านสุขภาพ ทางใจและสังคมด้วย ซึ่งกิจกรรมที่ทางชมรมผู้สูงอายุจัดขึ้นด้านสุขภาพ ได้แก่ การตรวจสุขภาพด้วยกายและ จิตใจประจำปี การจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย การแนะนำการบริโภคอาหารตามธงโภชนาการ การจัด กิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด และการจัดกิจกรรมให้สมาชิกชมรมผู้สูงอายุได้พบปะสังสรรค์ เป็นต้น 2.2 การออมด้านเศรษฐกิจ คือ การสร้างหลักประกันทางด้านการเงินให้เพียงพอเมื่อก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่ง กิจกรรมที่ทางชมรมผู้สูงอายุจัดขึ้นด้านเศรษฐกิจได้แก่ การออมทรัพย์ การสร้างเสริมรายได้ เป็นต้น 2.3 การออมด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม คือ การเตรียมความพร้อมเรื่องบ้าน และชุมชนที่อยู่อาศัย ให้เหมาะสมกับวัยสูงอายุ โดยเริ่มตั้งแต่การคิดจะมีบ้าน ซึ่งกิจกรรมที่ทางชมรมผู้สูงอายุจัดขึ้นด้านที่อยู่อาศัยและ สภาพแวดล้อม ได้แก่ การสำรวจความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ลักษณะที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม รวมทั้งการให้ คำแนะนำจัดสภาพแวดล้อมที่สำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น แนวคิดพฤฒิพลังของชมรมผู้สูงอายุนั้น เป็นแนวคิดเชิงรุกที่เน้นเรื่องการป้องกัน และเตรียมความพร้อม ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ หากชมรมผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งและยั่งยืนจะทำให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพฤฒิพลังได้อย่างมี คุณภาพ โดยสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังและโรคสมองเสื่อม ลดอัตรา การตาย ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเองได้ ซึ่งสามารถลดการพึ่งพาผู้อื่นและดำรงชีวิตได้อย่างมีอิสระ ซึ่งการเข้าร่วม กิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุนั้นเป็นการช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคม ลดภาวะซึมเศร้า คงไว้ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ทาง สังคมที่ดี ความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความผาสุกทางใจมากขึ้นเช่นกัน (Maier & Klumb, 2005; Vagel et al, 2009) นอกจากนี้ การที่ชมรมผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งนั้นยังประโยชน์ต่อชุมชน โดยการใช้แหล่ง ประโยชน์ในชุมชนร่วมกัน ทำให้กลายเป็นชุมชนที่เอื้อประโยชน์ให้กับทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดจำนวน ผู้สูงอายุที่มีภาวะเจ็บป่วยทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการบริการสุขภาพในชุมชน สิ่งสำคัญอีก ประการหนึ่งคือ ผู้สูงอายุจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์และภูมิปัญญาที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นเป็นการเอื้อประโยชน์ใน ชุมชน (วนิชา พึ่งชมภู, 2563) ❖ สถานการณ์ผู้สูงอายุและผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ประชากรสูงอายุในโลก การสูงวัยของประชากรเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในรอบทศวรรษนี้ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ กลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์เกือบทั้งหมด ประเทสกำลังพัฒนามีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก อัตราการเกิดลดต่ำลง และผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประชากรโลกกำลังมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2021 โลกของ เรามีประชากรรวมทั้งหมด 7,875 ล้านคน โดยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 1,082 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 10 ~ ประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุวัยปลายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากถึง 151 ล้านค้น หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของ ประชากรทั้งหมด ในปี 2021 ทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว คือ มีอัตราผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงกว่าร้อยละ 20 ทวีปอื่นๆ เป็นสังคมสูงอายุทั้งหมด ยกเว้นแอฟริกาทวีปเดียวที่ยังมีอัตราผู้สูงอายุไม่ ถึงร้อยละ 10 ประเทศที่มีอัตราผู้สูงอายุสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่นร้อยละ 35 อิตาลีร้อยละ 30 และ โปรตุเกสร้อยละ 30 ประชากรสูงอายุในอาเซียน ในปี 2021 อาเซียนมีประชากรรวมทั้งหมด 671 ล้านคน โดยอาเซียนเป็นสังคมสูงอายุแล้ว คือ มีผู้สูงอายุ มากถึงร้อยละ 11 ของประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุวัยปลายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 7.6 ล้าน คน ในปี 2020 เป็น 8.6 ล้านคน ในปี 2021 ซึ่งเท่ากับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13 ในปี 2021 ประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ เป็นสังคมสูงอายุแล้ว คือมีอัตราผู้สูงอายุเกินร้อยละ 10 ได้แก่ สิงคโปร์ (ร้อยละ 22) ไทย (ร้อยละ 19) เวียดนาม (ร้อยละ 13) มาเลเซีย (ร้อยละ 11) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 10) เมียนมา (ร้อยละ 10) และบรูไน (ร้อยละ 10) ประชากรสูงอายุในประเทศไทย สังคมผู้สูงอายุ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาความเจริญทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม และการสาธารณสุข ทำให้จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข้า สู่สังคมผู้สูงอายุ สถานการณ์ผู้สูงอายุสำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 ได้กลายเป็นสังคมสูงอายุแล้ว ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” (complete aged society) แล้ว โดยมีประชากรอายุ มากกว่า 60 ปี กว่า 12.9 ล้านคน หรือร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565) และมีการคาดประมาณว่าในอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” (super aged society) เมื่อสัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2562) ในอีก 20 ปี ข้างหน้า ประชากรรวมของประเทศไทยจะเพิ่มช้าลง อัตราเพิ่มประชากรจะลดต่ำลงจนถึงขั้นติดลบ แต่ประชากร สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชากรยิ่งมีอายุสูงยิ่งเพิ่มขึ้นเร็ว ในขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเฉลี่ยร้อย ละ 4 ต่อปี ผู้สูงอายุวัยปลาย 80 ปีขึ้นไป จะเพิ่มด้วยอัตราเฉลี่ยถึงร้อยละ 7 ต่อปี (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุไทย, 2564) พบว่าอายุคาดหมายเฉลี่ยการมีสุขภาพดี (health average life expectancy: HALE) ของ ประชากรไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ เพศหญิงมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดสูงกว่าเพศชาย เพศหญิงมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อ แรกเกิดเท่ากับ 75.2 ปี และเพศชายเท่ากับ 68.4 ปี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตสำหรับ ผู้สูงอายุ พัฒนาระบบบริการการดูแลต่อเนื่องในระยะฟื้นฟูภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล และต่อเนื่องใน ระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแล ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงประชากรไทยและผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงประชากรไทย ทำให้มีผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ดังนี้ 1. การเตรียมการรองรับสังคมสูงอายุ (aging society) แนวโน้มประชากรไทยที่พบการเกิดลดลง ประชากรวัยทำงานมีจำนวนลดลงและประชากรวัยผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมา คือ รัฐสังคม และครอบครัวจะต้องเตรียมวางมาตรการให้ความมั่นคงในชีวิตแก่ผู้สูงอายุใน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 11 ~ ด้านต่างๆ ทั้งด้านการมีรายได้ สุขภาพอนามัยและการอยู่อาศัย ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีรายได้เพื่อยังชีพอย่าง เพียงพอ และเมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีอัตราป่วยที่ต้องได้รับการดูแลรักษาเพิ่มสูงขึ้น 2. การเพิ่มสัดส่วนประชากรสูงอายุและผู้สูงอายุที่ทุพพลภาพอยู่ในภาวะพึ่งพิง จากการเพิ่มของจำนวนประชากรสูงอายุ มีปัจจัยที่นำไปสู่การสูงอายุทางประชากร 2 ปัจจัย ได้แก่ การ ลดลงอย่างรวดเร็วของการเกิด และการลดภาวะการตายของประชากร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ประกอบกับมี ความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี ทำให้สามารถป้องกันโรคติดต่อ การฟื้นจากความเจ็บป่วยและการ รอดชีวิตเพิ่มขึ้น ประชากรสูงอายุและผู้ทุพพลภาพ/พิการจึงเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบภาวะทุพพลภาพในผู้สูงอายุ ระหว่างปี พ.ศ.2550 กับปี พ.ศ.2554 พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยผู้สูงอายุกลุ่มพี่งตนเองได้ (กลุ่มติดสังคม) มีประมาณร้อยละ 78 กลุ่มพี่งตนเองได้บ้าง (กลุ่มติดบ้าน) มีร้อยละ 20 ขณะที่กลุ่มพึ่งพาผู้อื่น ไม่ สามารถทำกิจกรรมด้วยตนเอง (กลุ่มติดเตียง มีร้อยละ 2 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มที่จะอายุยืนกว่าชาย แต่มีภาวะทุพพลภาพในสัดส่วนที่สูงกว่า ในขณะที่ ประชากรวัยแรงงานที่ดูแลผู้สูงอายุนั้นลดลง จากปี พ.ศ.2553 มีประชากรแรงงานโดยเฉลี่ย 6 คน ต่อการดูแล ผู้สูงอายุ 1 คน จะลดลงเหลือแค่เพียง 2 คน ในปีพ.ศ.2573 ซึ่งส่งผลให้คนวัยแรงานมีภาวะที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้สูงอายุไทยนั้นมีอายุยืนขึ้น และกลุ่มผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลายเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลต่อ ความจำเป็นสำหรับการดูแลต่อเนื่องระยะยาว 3. ผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวและชุมชนมีจำนวนลดลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอายุที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการกระจายตัวประชากรตามพื้นที่ต่างๆ มี นัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เพราะนำไปสู่จุดเปลี่ยนทางสังคมของประเทศด้วย เนื่องจาก ครอบครัวจะมีบุตรน้อยลง สังคมไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุและดำเนินชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่มากขึ้น สภาพ ดังกล่าว มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทย และรูปแบบการอยู่อาศัยหรือครัวเรือนเช่นกัน โดยพบว่า ครอบครัวมีลักษณะที่ประกอบด้วย สมาชิกเป็นผู้สูงอายุและเด็ก หรือมีเฉพาะสมาชิกผู้สูงอายุอยู่กันตามลำพังซึ่ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในครอบครัวและชุมชน 4. ข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและการใช้นโยบายการวินิจฉัยกลุ่มโรคร่วม การวินิจฉัยกลุ่มโรคร่วมเป็นระบบการแบ่งกลุ่มผู้ป่วย (Patient Classification System) ที่อาศัยข้อมูล เกี่ยวกับโรคหลัก โรคร่วม และภาวะแทรกซ้อนมาจัดกลุ่มผู้ป่วยเพื่อกำหนดว่าผู้ป่วยในกลุ่มเดียวกัน จะใช้เวลา นอนในโรงพยาบาลใกล้เคียงกัน และสิ้นเปลืองค่ารักษาหรือทรัพยากรใกล้เคียงกัน นโยบายดังกล่าวเพื่อมุ่งลด จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล แต่จากการที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคความดัน โลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต/อัมพฤกษ์ และโรคมะเร็ง การลดจำนวนวันนอน พยาบาล และจำหน่ายผู้ป่วยส่วนหนึ่งออกไป ทั้งที่ยังมีภาวะเจ็บป่วยหรือภาวะทุพพลภาพหลงเหลืออยู่ บางราย อาจสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่บางรายใช้ชีวิตได้อย่างจำกัด และต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการ ดำเนินชีวิต จึงทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้มีความต้องการการดูแลที่หลากหลาย จากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ดูแลซึ่งส่วนใหญ่มักมีข้อจำกัดในการดูแลต่อเนื่องจากความไม่พร้อมด้านต่างๆ เช่น ด้าน สุขภาพ เวลา ความรับผิดชอบ เศรษฐกิจ ความรู้ความสามารถในการดูแล และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดูแล ทำให้ ภาระการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมีมากเกินกำลังของผู้ดูแล


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 12 ~ 5. ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ดูแลขาดความพร้อมในการดูแลต่อเนื่อง ผลการศึกษาการจัดบริการและต้นทุนบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ผู้ป่วยภายใต้ระบบประกัน สุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุมีจำนวนวันนอนเฉลี่ยในโรงพยาบาล ระหว่าง 4.6-5.87 วัน และขณะอยู่โรงพยาบาล ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับบริการฟื้นฟู และบริการที่ได้รับก็จำกัดเพียงการพื้นฟูการเคลื่อนไหว แต่ไม่ สามารถฟื้นฟูให้สามารถกลับมาปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ สอดคล้องกับการศึกษาความพร้อมและความต้องการ ของผู้ป่วยที่ได้รับการจำหน่ายจากโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่ม ตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการจำหน่าย แต่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ จำนวน 1,186 คน อายุเฉลี่ย 54.4 ปี และร้อย ละ 40 เป็นผู้สูงอายุ ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวผู้ป่วย ร้อยละ 26.3 ไม่มีความพร้อมในการดูแล โดยมีเหตุผล สำคัญ ได้แก่ ไม่มีผู้ดูแลผู้ป่วย หรือมีแต่ผู้ดูแลไม่มีความสามารถในการดูแลที่ซับซ้อน เช่น การทำแผล ฉีดยาป้อนยา ป้องกันแผลกดทับ การให้อาหารทางสายยาง การดูแลสายสวนปัสสาวะ การดูดเสมหะ การดูแลผู้ป่วย เจาะคอ และการให้ออกซิเจน รวมไปถึงการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วย โดยผู้ดูแล 1 ใน 3 ต้องการความ ช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังขาดความพร้อมของอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วย ที่พักอาศัยไม่เหมาะสม รวมถึงอุปสรรคการ เดินทางในการพาผู้ป่วยรักษาต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายการลดจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลดังกล่าว มีผลทำให้ ผู้ป่วยสูงอายุและผู้ดูแลที่ไม่มีความพร้อม ต้องการการดูแลต่อเนื่อง ❖ การพยาบาลผู้สูงอายุ บทบาท และมาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุ การพยาบาลผู้สูงอายุเป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญและมีความเป็นมา ดังนี้ 1. ทิศทางของการพยาบาล การบริการของพยาบาลมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางและ แนวโน้มของความต้องการกลุ่มประชากรผู้รับบริการ ปัจจุบันมีแนวโน้มการเพิ่มจำนวนประชากรวัยสูงอายุ แต่ อัตราการเกิดลดลง ความสูงอายุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายไปในทางที่เสื่อมลง รวมทั้งการ เปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจสังคม ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพร่างกายและจิตใจในผู้สูงอายุ จะเห็นได้ว่า ประชากรกลุ่มนี้มีความต้องการพยาบาลและความช่วยเหลือจากวิชาชีพพยาบาลอย่างมาก อีกทั้งมาตรา 11 ใน พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กล่าวว่า "ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความคุ้มครองการส่งเสริมการสนับสนุนใน ด้านบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จัดไว้ โดยให้ความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ" ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการบรรจุการเรียนการสอนในเนื้อหารายวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ ในหลักสูตรระดับพยาบาลศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเตรียมความรู้และทักษะใน การให้การพยาบาลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุเป็นสำคัญ 2. ประวัติความเป็นมา ประวัติการพัฒนาด้านการพยาบาลผู้สูงอายุเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ. 1950 ได้มีการให้คำ นิยามสำหรับ Geriatric nursing ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Newton's Textbook และในช่วงปีค.ศ. 1950s-1960s เริ่มมีการ ทำวิจัยแพร่หลายในเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบของการป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่อผู้สูงอายุ ต่อมาปีค.ศ. 1966 สมาคม พยาบาลอเมริกัน (American Nursing Association, ANA) ได้เริ่มก่อตั้งแผนการพยาบาลผู้สูงอายุขึ้น (Division of Geriatric Nursing Practice) เป็นครั้งแรก และต่อมา ANA ได้เปลี่ยนจากการใช้คำว่า Geriatric ไปเป็น Gerontology ในปีค.ศ. 1976 เพื่อให้ตรงกับความหมายของการพยาบาลที่มุ่งเน้นในด้านสุขภาพมากกว่าโรคหรือความเจ็บป่วย และการพยาบาลสามารถให้บริการทั้งผู้ที่มีสุขภาพดีและผู้ที่เจ็บป่วย จนกระทั่งปีค.ศ. 1984 ได้มีการเปลี่ยนแปลง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 13 ~ จากแผนการพยาบาลผู้สูงอายุไปเป็นสภาพยาบาลผู้สูงอายุ (Council on Gerontological Nursing) และเริ่มมีการ เขียนมาตรฐานพยาบาลผู้สูงอายุขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพทางการพยาบาลผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยการพยาบาลผู้สูงอายุเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 แต่เป็นเนื้อหาที่รวมอยู่ในวิชาการ พยาบาลอายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ และมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันที่มีเนื้อหาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในหลักสูตรระดับปริญญาตรี มีหลักสูตรเฉพาะทางการพยาบาลผู้สูงอายุ และมีหลักสูตรการพยาบาล ผู้สูงอายุในระดับปริญญาโทในสถาบันต่างๆ การพยาบาลผู้สูงอายุมุ่งเน้นให้การบริการแบบองค์รวม (holistic care) ซึ่งเป็นการดูแลทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และสังคมเศรษฐกิจของผู้ป่วยและญาติ ดังนั้นพยาบาลต้องพัฒนาศักยภาพให้มี ศักยภาพในการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ให้คำปรึกษา สามารถประเมินปัญหาและความต้องการ การวางแผนและ ให้การพยาบาล และการช่วยเหลือที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยมีความสามารถให้การพยาบาลได้ทั้งผู้ป่วยแบบ เฉียบพลัน (acute care) และแบบเรื้อรัง (chronic care) สามารถให้การพยาบาลทั้งในสถานพยาบาลและในชุมชน รวมทั้งการติดตามและประเมินผลเพื่อนำไปปรับปรุงการให้บริการ และการพัฒนารูปแบบจากการพยาบาลแบบ ตั้งรับไปเป็นการพยาบาลแบบเชิงรุก เพื่อให้การป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าและไม่ คุ้มค่ากับการลงทุน 3. การศึกษาทางด้านการพยาบาลผู้สูงอายุ (gerontological nursing) การศึกษาทางด้านพฤฒาวิทยาเป็น การศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์สูงอายุที่รวมถึงด้านเวชกรรม ชีววิทยา สังคมวิทยา และเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นการ พยาบาลผู้สูงอายุจึงเป็นการศึกษาปรากฏการณ์สูงอายุที่ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของ ผู้สูงอายุ จิตวิทยาผู้สูงอายุ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาผู้สูงอายุ เศรษฐศาสตร์สุขภาพ และนโยบายด้านสุขภาพ และสังคม ดังนั้นในการศึกษาทางด้านผู้สูงอายุจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากวัยอื่นๆ ที่พยาบาลจะต้องตระหนัก ถึงความเป็นสหสาขาที่มีความเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่น โดยใช้ปัญหาเป็นหลักมากกว่าการใช้ทฤษฏีมาชี้นำ เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่นำไปสู่การดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวมได้อย่างครอบคลุม การพยาบาลผู้สูงอายุเป็นสาขาวิชาหนึ่งของการพยาบาล มีการใช้คำเกี่ยวกับการพยาบาลผู้สูงอายุที่ให้ ความหมายที่ต่างกันอยู่ 2 คำ คือ Gerontological nursing และ Geriatric nursing ซึ่ง Gerontological nursing หมายถึง การดูแลผู้สูงอายุที่เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิต และมีความผาสุกสูงสุด ส่วน Geriatric nursing เป็นการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย บทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุ มี 5 บทบาท ดังนี้ 1. ผู้เยียวยา (healer) ให้การพยาบาลแบบองค์รวมโดยคำนึงถึงร่างกาย อารมณ์ สังคม วัฒนธรรม และจิต วิญญาณ พยาบาลมีบทบาทในการช่วยผู้สูงอายุให้สามารถเอาชนะหรือเผชิญกับโรค รักษาไว้ซึ่งการทำหน้าที่ ค้นหาความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิต รวมทั้งการรวบรวมแหล่งประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกมาใช้ พยาบาลต้องยอมรับว่าร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพ และการเยียวยา 2. ผู้ดูแล (care giver) พยาบาลใช้ทฤษฎีการพยาบาลผู้สูงอายุโดยใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแล ผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุและบุคคลที่มีความสำคัญกับผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญ และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแล ตนเองได้สูงสุด


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 14 ~ 3. ผู้ให้ความรู้ (educator) พยาบาลมีบทบาทในการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ ภาวะสูงอายุปกติ พยาธิสรีรวิทยา ยา แหล่งประโยชน์ ในการกระทำบทบาทนี้พยาบาลต้องมีความสามารถ ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การฟัง การมีปฏิสัมพันธ์ การทำให้เกิดความชัดเจน การชี้แนะ การ ชี้แนะเหตุผล และการประเมิน 4. การพิทักษ์สิทธิ์ (advocate) พยาบาลมีบทบาทในการพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ เช่น พิทักษ์สิทธิให้ ผู้สูงอายุได้รับบริการตามสิทธิที่ควรจะเป็นเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด 5. สร้างนวัตกรรม (innovator) บทบาทนี้เป็นบทบาทเฉพาะทาง บทบาทของพยาบาลที่ให้การพยาบาลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย (geriatric nursing) มีทั้งบทบาทการพยาบาล ผู้สูงอายุทั่วไป (generalist) และเฉพาะทาง (specialist) สำหรับพยาบาลที่มีความชำนาญเฉพาะทางต้องมีการ พัฒนาให้มีความรู้ความสามารถ สำหรับประเทศไทยหรือในต่างประเทศมีแนวทางในการพัฒนาที่คล้ายกัน เช่น การอบรมเฉพาะทาง การศึกษาในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ยกตัวอย่างบทบาทการพยาบาลทั่วไป และ บทบาทเฉพาะดังนี้ 1. การพยาบาลทั่วไป 1.1 ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ได้แก่ สรีรวิทยาที่ปกติและผิดปกติ จิตสังคม วัฒนธรรม 1.2 ความรู้และทักษะเกี่ยวกับกระบวนการพยาบาล การประสานงานและความเป็นผู้นำ การสื่อสาร ทฤษฎีพลวัตรของครอบครัว การสอน การประกันคุณภาพ ธุรกิจ การจัดการ การตลาด และการวิจัย 1.3 ความสามารถในการทำงานร่วมกับสหสาขาวิชา 1.4 พัฒนาวิชาชีพ 2. การพยาบาลเฉพาะในบทบาท 2.1 พยาบาลเวชปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ (geriatric nurse practitioner) พยาบาลต้องมีความรู้ และทักษะการพยาบาลทั่วไป และการพยาบาลปฐมภูมิที่ ambulatory clinics และ long-term care facilities ให้การ ดูแลผู้สูงอายุต่อเนื่อง ประสานงาน เป็นผู้จัดการในการดูแล (case management) เป็นผู้พิทักษ์สิทธิ (patient advocacy) 2.2 พยาบาลชำนาญเฉพาะทาง (gerontologic clinical nurse specialist) พยาบาลต้องมีความรู้และ ทักษะการพยาบาลทั่วไป และการดูแลผู้สูงอายุ (direct patient care) ทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน เป็นที่ปรึกษา (consultation) เป็นผู้ประสานงาน (coordination) วางแผนการจำหน่าย และเป็นผู้จัดการในการดูแล (discharge planning, case management) เป็นผู้พิทักษ์สิทธิ (patient advocacy) มาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุ สมาคมพยาบาลแห่งสหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุ ( ANA Standards of Gerontological Nursing Practice) ดังนี้ 1. มาตรฐานการพยาบาลผู้สูงอายุทางคลินิก มาตรฐานที่ 1 การประเมินปัญหา (assessment) เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วย มาตรฐานที่ 2 การวินิจฉัยปัญหา (diagnosis) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่ประเมินมาและให้การวินิจฉัยปัญหา


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 15 ~ มาตรฐานที่ 3 การกำหนดผลลัพธ์ของการพยาบาล (outcome identification) เป็นการกำหนดผลลัพธ์ที่คาด ว่าจะเกิดขึ้นภายหลังให้การดูแลผู้สูงอายุ มาตรฐานที่ 4 การวางแผน (planning) เขียนแผนการพยาบาลที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ของการพยาบาลที่ กำหนดไว้ มาตรฐานที่ 5 การปฏิบัติ (implementation) ปฏิบัติการพยาบาลตามแผนการพยาบาล มาตรฐานที่ 6 การประเมินผล (evaluation) ประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ กำหนดไว้ 2. มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของการดูแล (quality of care) ประเมินคุณภาพการดูแลอย่างเป็นระบบ และ ประเมินประสิทธิภาพของการปฏิบัติการพยาบาล มาตรฐานที่ 2 การประเมินผลการปฏิบัติ (performance appraisal) พยาบาลประเมินการปฏิบัติการ ปฏิบัติการพยาบาลของตนเองที่สอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานที่ 3 การให้ความรู้ (education) พยาบาลต้องคงไว้ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลที่ เป็นปัจจุบัน มาตรฐานที่ 4 การพัฒนาวิชาชีพ (collegiality) พยาบาลต้องช่วยพัฒนาเพื่อนร่วมงาน มาตรฐานที่ 5 จริยธรรม (ethics) การตัดสินใจและการปฏิบัติของพยาบาลต้องอยู่ภายใต้หลักจริยธรรม มาตรฐานที่ 6 การประสานงาน (collaboration) พยาบาลประสานงานกับผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และทีมสหสาขา วิชาชีพเพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม มาตรฐานที่ 7 การวิจัย (research) พยาบาลแปรผล และประเมินผลการวิจัยเพื่อนำไปพัฒนาการปฏิบัติการ พยาบาลให้ดีขึ้น มาตรฐานที่ 8 การใช้แหล่งทรัพยากร (source utilization) พยาบาลให้การพยาบาลโดยคำนึงถึงปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการวางแผนและให้การดูแล ❖ จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพในการดูแลผู้สูงอายุ และเจตคติต่อความสูงอายุ จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพในการดูแลผู้สูงอายุ วัยสูงอายุเป็นช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพได้ ง่าย ทั้งปัญหาทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยพบว่าเจตคติหรือความคิดเห็น รวมทั้งการปฏิบัติของคนในสังคมมี ส่วนทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไร้ค่า ความภาคภูมิใจในตนเองลดลง และเกิดภาวะซึมเศร้าได้ง่าย ส่งผลให้ละเลยต่อการ ดูแลตนเอง ทำให้สุขภาพเสื่อมถอยลงเร็วขึ้น ปัญหาด้านจริยธรรมทางการพยาบาลเป็นปัญหาที่พยาบาลต้อง พิจารณาใคร่ครวญว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบด้านต่างๆ ของปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่มองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง นอกจากนี้ปัญหาจริยธรรมทางการพยาบาลยังหมายถึงสถานการณ์ขัดแย้งที่ต้อง ตัดสินใจเลือกการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง องค์ประกอบที่เป็นพื้นฐานทางจริยธรรมเพื่อช่วยให้พยาบาลตัดสินใจกระทำสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับผู้สูงอายุ ควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 16 ~ 1. ตระหนักถึงคุณค่าของความสูงอายุเพื่อดำรงความมีศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจโดย - ให้ความเคารพยกย่องคำนึงถึงคุณค่าของความสูงอายุที่สั่งสมความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์มายาวนาน - ยอมรับความสูงอายุ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวงจรชีวิตของมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างส่วน บุคคล ซึ่งแตกต่างทั้งความสามารถ ความคิด ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและบุคลิกลักษณะเฉพาะตน - ดำรงรักษาความสามารถของผู้สูงอายุไว้ให้นานที่สุด โดยส่งเสริมความสามารถในการทำหน้าที่ ของร่างกาย (functional ability) ยอมรับความคิดเห็นหรือความต้องการของผู้สูงอายุ รวมทั้งให้โอกาสผู้สูงอายุได้มี ส่วนร่วมในการดูแลรักษาหรือตัดสินใจด้วยตนเอง - ปฏิบัติต่อผู้สูงอายุในฐานะบุคคลคนหนึ่ง ที่มีสิทธิที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพอนามัยที่มีคุณภาพ เท่าเทียมกับบุคคลวัยอื่น 2. ปฏิบัติการพยาบาลโดยมีหลักธรรมประจำใจ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจชีวิต ตระหนักในคุณค่าของความเป็น มนุษย์ คุณค่าของความสูงอายุ อันจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน มีความเอื้ออาทรห่วงใย มีความเห็นอกเห็นใจ ผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และยอมรับในความแตกต่างเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ไม่รู้สึกขุ่นเคืองหรือไม่พอใจ เมื่อผู้สูงอายุลังเลหรือไม่ปฏิบัติตาม และไม่ด่วนตัดสินใจแทนผู้สูงอายุ แม้ว่าสิ่งนั้นพยาบาลจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี และเหมาะสม หลักธรรมนั้นได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 3. ศึกษาหาความรู้ และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการทั้งด้านที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ด้านจริยธรรม และ ด้านอื่นๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจผู้สูงอายุดีขึ้น เข้าใจประเด็นปัญหาทางจริยธรรมเพื่อสามารถประยุกต์ใช้ในการ พยาบาลได้อย่างเหมาะสม 4. รักและศรัทธาในวิชาชีพ เห็นคุณค่าของวิชาชีพว่าเป็นวิชาชีพที่มีประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ตระหนักถึง ความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และรับผิดชอบต่อข้อบัญญัติในจรรยาบรรณเพื่อส่งเสริมคุณภาพการ พยาบาลทั้งตัวบุคคลและวิชาชีพ เจตคติต่อความสูงอายุ การพยาบาลผู้สูงอายุต้องการพยาบาลที่มีเจตคติที่ดีต่อความสูงอายุ นอกเหนือจากการตระหนักและเข้าใจ ในความสูงอายุ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความสูงอายุเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ และความสูงอายุไม่ใช่โรค และต้องการพยาบาลที่เป็นปากเป็นเสียงในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุและความสูงอายุแก่บุคลากรด้าน สุขภาพและสังคมได้ ข้อตกลงเกี่ยวกับความสูงอายุจะเป็นตัวกำหนดปรัชญาในการให้การพยาบาลผู้สูงอายุ ซึ่งข้อตกลงที่เป็น เบื้องต้น เช่น ความสูงอายุเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดกับมนุษย์ทุกคนที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยืนยาว ความสูงอายุเป็นกระบวนการความเสื่อมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถทำให้กลับคืนและเกิดขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิ การเปลี่ยนแปลงในความสูงอายุนั้นเกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ความสูงอายุ ในผู้สูงอายุแต่ละคนจะแตกต่างกัน (individual is different) และในผู้สูงอายุคนเดียวกันกระบวนการเสื่อมของแต่ ละอวัยวะก็ยังแตกต่างกันด้วย ผู้สูงอายุสามารถสูงวัยโดยมีการทำหน้าที่ของจิตใจและร่างกายอย่างมีสมรรถนะ ได้ ผู้สูงอายุแสวงหาความสำเร็จในตน และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสามารถและต้องการตัดสินว่าจะอยู่ อย่างไรและจะเสียชีวิตอย่างไร ผู้สูงอายุมักจะมีประสบการณ์ต่อการเผชิญสถานการณ์ทั้งหลากหลาย เฉียบพลัน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 17 ~ และเรื้อรังมาก่อน และผู้สูงอายุตอบสนองต่อโรคและความเจ็บป่วยในอาการที่แปลกและแตกต่างจากวัยอื่น และ มักจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ล่าช้า สำหรับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับผู้สูงอายุมีหลายด้าน เช่น ความเชื่อผิดๆ ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับความสูงอายุ เช่น ความสูงอายุถูกตัดสินโดยพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ความเชื่อผิดๆ ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับผู้สูงอายุด้านร่างกาย เช่น ผู้สูงอายุเหมือนกันทั้งเพศชายและเพศหญิง ผู้สูงอายุที่สุดแล้วจะมีความบกพร่องด้านสติปัญญา ผู้สูงอายุส่วน ใหญ่มีภาวะกลั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ ด้านจิตปัญญา เช่น ผู้สูงอายุไม่สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ ผู้สูงอายุดื้อรั้นและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผู้สูงอายุไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่สามารถทำ อะไรให้กับสังคมต่อไปได้อีกแล้ว ตัวอย่าง ageism หรืออคติและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอันเนื่องมาจากอายุหรือวัย ageism ความเป็นจริง ใช้ตัวเลขที่อายุ 60 ระบุความสูงอายุ การรับรู้และระบุความสูงอายุ อาศัยสุขภาพและ ความสามารถในการทำกิจกรรมหรือการทำหน้าที่มากกว่า การตัดสินจากอายุที่เป็น ความมีอคติต่อผู้สูงอายุเป็นไปอย่างแพร่หลายใน ทุกสังคม ความอคติต่อผู้สูงอายุพบบ่อยในประเทศอุตสาหกรรม นักวิชาการทางด้านวิทยาการว่าด้วยความสูงอายุ สามารถอธิบายความสูงอายุด้วยทฤษฎีเดียว ทฤษฎีชีวภาพมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ค้นพบทฤษฎีที่ อธิบายความสูงอายุด้านชีวภาพ และไม่สามารถอธิบายความ สูงอายุจากทฤษฎีเดียว ผู้สูงอายุทุกคนก็คล้ายๆ กันหมด ความคล้าย คือ กระบวนการสูงอายุที่เกิดเหมือนกันทุกคน แต่ความสูงอายุของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไม่เท่าไหร่ ในสังคมปัจจุบัน ครอบครัวไม่ได้ให้การดูแล ผู้สูงอายุ ในประเทศสหรัฐอเมริกาผู้สูงอายุร้อยละ 80 ได้รับการดูแล จากครอบครัว และผู้สูงอายุไทยประมาณร้อยละ 96-98 อยู่ กับครอบครัวและได้รับเงินจากบุตรสูงถึงร้อยละ 87 เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ บุคคลต้องแยกจากสังคม เนื่องจากผู้สูงอายุมีลักษณะเฉพาะ จึงมีการตอบสนอง แตกต่างกันในแต่ละสังคม ยิ่งอายุมากยิ่งมีประสาททั้ง 5 เสื่อมลง เวลาอายุมากขึ้นต้องมีความเสื่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน คาด เฉลี่ยว่าความสูงจะลดลงประมาณ 2 นิ้ว ปริมาณกล้ามเนื้อ ลดลงร้อยละ 30 การรับรสของลิ้นลดลงร้อยละ 70 สมรรถภาพปอดลดลงร้อยละ 17 ปริมาณแสงเข้าไปถึงจอตา ลดลงร้อยละ 70 แต่ความสูงอายุทำให้ความสามารถในการ ทำหน้าที่ลดลงเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ส่วนหรือ ร้อยละ 60-70 มาจากโรค (disease) และการไม่ได้ใช้งาน (disuse)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 18 ~ ageism ความเป็นจริง ภาวะทุพพลภาพในผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับความสูงวัยอย่าง เดียว ความสามารถในการทำกิจกรรมบกพร่องจากความสูงอายุ และปัจจัยเสี่ยง เช่น การเกิดโรคและอาการไม่พึงประสงค์ จากการใช้ยา เป็นเรื่องปกติที่ผู้สูงอายุจะเกิดการเสื่อมถอยของ ความสามารถในการรู้คิดและสติปัญญา หรือไม่ สามารถสอนสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้สูงอายุได้หรือมีภาวะ สมองเสื่อม ความสามารถทางการรู้คิดและสติปัญญาอาจเสื่อมถอย บางส่วนเพียงเล็กน้อย และบางอย่างอาจดีขึ้น เพียงแต่ เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้หรือการให้ความรู้ที่เหมาะสมเท่านั้น การลืมบ้างเป็นสิ่งปกติในผู้สูงวัย แต่ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากความ สูงอายุ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิด เช่น การมีโรค พันธุกรรม วิถีชีวิต และปัจจัยแวดล้อม ผู้สูงอายุมักดื้อ ไม่เห็นด้วย และไม่เป็นมิตร ในวัยหนุ่มสาวก็มีผู้ที่มีลักษณะเช่นนี้ และการมีพฤติกรรม เช่นนี้ในผู้สูงอายุนั้น อาจเกิดจากกระบวนการป้องกันตนเอง หรือการเผชิญกับปัญหา ซึ่งต้องการการประเมินและการทำ ความเข้าใจโดยไม่มีทัศนคติทางลบแต่เริ่มต้น ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ซึมเศร้า และภาวะซึมเศร้าเป็น การตอบสนองปกติที่เกิดจากการสูญเสียหลายสิ่ง หลายอย่างอันเนื่องจากความสูงอายุ ภาวะซึมเศร้าไม่ได้มีสาเหตุจากการสูญเสียเพียงอย่างเดียว มี ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 ที่มีภาวะซึมเศร้า แต่สามารถรักษาได้ ความลำเอียงและการเหมารวมของสังคมที่มีต่อผู้สูงอายุโดยอาศัยอายุเป็นหลักนั้นอาจจะทำให้เกิดเจตคติ ทางลบต่อผู้สูงอายุ (ageism) โดยเจตคติทางลบต่อผู้สูงอายุนั้นหมายถึงการรังเกียจ (prejudices) และการเหมา รวม (stereotype) ที่ใช้กับผู้สูงอายุโดยอาศัยอายุเป็นหลัก และเป็นผลลัพธ์จากความทันสมัยของโลกปัจจุบันที่มี เจตคติทางลบ และมองผู้สูงอายุเป็นผู้ทุพพลภาพและมีผลต่อทุกคนที่มีอายุยืน เจตคติทางลบต่อผู้สูงอายุพบได้ บ่อยในประเทศที่มีสังคมอุตสาหกรรม อันเนื่องจากการเหมารวมและค่านิยมทางวัฒนธรรม เจตคติทางลบนี้จะทำให้มีการมองผู้สูงอายุเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือทางลบ และเจตคติทางลบนี้จะมีผลต่อ ผู้สูงอายุหรือเกิดกับทุกคนที่อายุยืนโดยขาดการไตร่ตรองอย่างแท้จริง และจะเป็นอุปสรรคต่อการดูแลผู้สูงอายุ อีกทั้งยังเป็นที่มาของ iatrogenesis หรือผลข้างเคียงจากการดูแลรักษาผู้สูงอายุ การที่สังคมมีเจตคติว่าผู้สูงอายุมี ความเสื่อมทางด้านร่างกายและมีระดับความสามารถลดลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มวัย อื่น จึงนำไปสู่การเหมารวม (stereotype) ผู้สูงอายุขึ้น แม้ว่าผลที่เกิดจากการเหมารวมยากที่จะวัดได้ แต่มี ผลกระทบต่อความภาคภูมิใจของผู้สูงอายุ ผู้ให้การบริการสุขภาพจำนวนไม่น้อยที่ยังมีทัศนคติทางลบต่อความสูงอายุและผู้สูงอายุ โดยได้รับอิทธิพล จากสังคมและจากประสบการณ์การดูแลที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ การมีทัศนคติเชิงลบเช่นนี้มีผลต่อการ บำบัดรักษาที่พึงให้กับผู้สูงอายุ เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการรักษาพยาบาลเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีอายุน้อย กว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการบำบัดรักษาควรตั้งอยู่ในเหตุผลของความเจ็บป่วย ความพร้อมของการรักษา และสมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ทัศนคติทางลบต่อความสูงอายุมักมาจากความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับความ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 19 ~ สูงอายุ ดังนั้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสูงอายุและผู้สูงอายุที่ถูกต้องแก่บุคคลต่างๆ รวมทั้งทีมสุขภาพ สามารถ ทำให้เจตคติเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกได้ ❖ นโยบาย แผน กฎหมาย สิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติถึงเรื่องสิทธิของผู้สูงอายุ ในหมวดของสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับความช่วยเหลือ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการนำเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิของผู้สูงอายุตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลักการของ สหประชาชาติ ปฏิญญามาเก๊าของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค แผนงาน นโยบาย และมาตรการต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ไปสู่การปฏิบัติ ผู้แทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรผู้สูงอายุ และผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมกันจัดทำปฏิญญาผู้สูงอายุไทย ซึ่งมีข้อกำหนดรวม 9 ข้อ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 เพื่อถือปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้สูงอายุดังนี้ 1. ผู้สูงอายุต้องได้รับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ได้รับการพิทักษ์และคุ้มครอง ให้พ้นจากการถูกทอดทิ้งและละเมิดสิทธิ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถ พึ่งตนเองหรือครอบครัวได้ รวมทั้งผู้พิการที่เป็นผู้สูงอายุด้วย 2. ผู้สูงอายุควรอยู่กับครอบครัว โดยได้รับความเคารพรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทร การดูแลเอาใจใส่ การยอมรับบทบาทของกันและกัน ระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในการอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุข 3. ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการศึกษา เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนอย่างต่อเนื่อง เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารและบริการทางสังคมอันเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบด้าน เพื่อสามารถปรับบทบาทของตนให้สมวัย 4. ผู้สูงอายุควรได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้สังคม มีโอกาสได้ทำงานที่เหมาะสมกับวัยตาม ความสมัครใจ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความภูมิใจและเห็นชีวิตมีคุณค่า 5. ผู้สูงอายุควรได้เรียนรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ต้องมีหลักประกัน และสามารถเข้าถึง บริการด้านสุขภาพอนามัยอย่างครบวงจรโดยเท่าเทียมกัน รวมทั้งได้รับการดูแลจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่าง สงบตามคตินิยม 6. ผู้สูงอายุควรได้มีบทบาทและส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะการ รวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู และความเข้าใจอันดีระหว่างผู้สูงอายุด้วยกัน และกับบุคคลทุกวัย 7. รัฐ โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคเอกชน ประชาชน สถาบันสังคม ต้องกำหนดนโยบายและแผนหลัก ด้านผู้สูงอายุ ส่งเสริมและประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้บรรลุผลตามเป้าหมาย 8. รัฐ โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคเอกชน ประชาชน สถาบันสังคม ต้องตรากฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ เพื่อเป็นหลักประกันและบังคับใช้ในการพิทักสิทธิ์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และจัดสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ 9. รัฐ โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคเอกชน ประชาชน สถาบันสังคม ต้องรณรงค์ปลูกฝังค่านิยม ให้ สังคมตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุตามวัฒนธรรมไทยที่เน้นความกตัญญูกตเวที และความเอื้ออาทรต่อกัน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 20 ~ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บทบัญญัติที่บรรจุหลักการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ จำนวน 2 หมวด ดังนี้ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 27 วรรคสาม การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นde เนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานภาพของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ วรรคสี่ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้ เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองความสะดวกให้แก่ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาสย่อมไม่ ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ มาตรา 48 วรรคสอง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 71 วรรคสาม รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และ ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือ ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 - 2580 ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนาให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และเป้าหมายการพัฒนา ประเทศ จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาวจำนวน 6 ยุทธศาสตร์ โดยมียุทธศาสตร์ที่ เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุจำนวน 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่งและมีคุณภาพ โดย คนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรมและเป็นพลเมืองดีของชาติ มี หลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3 และอนุรักษ์ภาษา ท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตสู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็น นวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่ และอื่นๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง 2) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญที่ให้ความสำคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ประชา สังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อ ส่วนรวม การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติสุขภาพ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 21 ~ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพสามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและ ทั่วถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) หลักการพัฒนาประเทศที่สำคัญในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ที่ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 - 11 และยึด หลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพิ่มผลิตภาพการ ผลิตบนฐานการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ งานด้านผู้สูงอายุ จำนวน 2 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1) การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ แนวทางการพัฒนาสำคัญ ประกอบด้วย (1) ปรับเปลี่ยนค่านิยมคนไทยให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย จิต สาธารณะ และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (2) พัฒนาศักยภาพ คนให้มีทักษะ ความรู้ และความสามารถในการ ดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า (3) ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (4) ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ (5) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบสุขภาพ ภาครัฐ และปรับระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ (6) พัฒนาระบบการดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ สังคมสูงวัย (7) ผลักดันให้สถาบันทางสังคมมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศอย่างเข้มแข็ง 2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แนวทางการพัฒนาสำคัญ ประกอบด้วย (1) การเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายประชากรร้อยละ 40 ที่มี รายได้ต่ำสุด สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพของรัฐและมีอาชีพ (2) การกระจายการให้บริการภาครัฐทั้งด้าน การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมและทั่วถึง (3) เสริมสร้างศักยภาพชุมชน การ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างความเข้มแข็งการเงินฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีสิทธิในการจัดการทุนที่ดินและทรัพยากรภายในชุมชน แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552 แผนผู้สูงอายุแห่งชาติถือเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ ในช่วง พ.ศ. 2545 – 2564 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 โดยแผนดังกล่าวได้ให้ความสำคัญต่อ “วงจร ชีวิต” โดยมีวิสัยทัศน์ “ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม” ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ ซึ่งมีสาระ สำคัญ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ (1) หลักประกันด้านรายได้เพื่อวัยสูงอายุ (2) การให้การศึกษาและการเรียนรู้ตลอด ชีวิต (3) การปลูกจิตสำนึกให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 6 มาตรการ คือ (1) ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วย และดูแลตนเองเบื้องต้น (2) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างความเข้มแข็งของ องค์กรผู้สูงอายุ (3) ส่งเสริมด้านการทำงานและการหารายได้ของผู้สูงอายุ (4) สนับสนุนผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (5)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 22 ~ ส่งเสริมสนับสนุนสื่อทุกประเภทให้มีรายการเพื่อผู้สูงอายุและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้และสามารถเข้าถึง ข่าวสารและสื่อ (6) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยุทธศาสตร์ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ (1) คุ้มครองด้านรายได้ (2) หลักประกันด้านสุขภาพ (3) ด้านครอบครัว ผู้ดูแล และการคุ้มครอง (4) ระบบบริการ และเครือข่ายการเกื้อหนุน ยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการ ระดับชาติ และการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 2 มาตรการ คือ (1) การบริหารจัดการเพื่อการ พัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติ (2) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์ด้านการประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และการ ติดตามประเมินผลการดำเนินการตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ (1) สนับสนุนและ ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุสำหรับการกำหนดนโยบายและการพัฒนาการบริการ หรือ การดำเนินการที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ (2) ดำเนินการให้มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผน ผู้สูงอายุแห่งชาติที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง (3) พัฒนาระบบข้อมูลทางด้านผู้สูงอายุให้ถูกต้องและทันสมัย โดยมี ระบบฐานข้อมูลที่สำคัญด้านผู้สูงอายุที่ง่ายต่อการเข้าถึงและสืบค้น แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2566-2580) ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ "ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันมั่นคง เป็นพลังพัฒนาสังคม" โดยมี วัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง 2) เพื่อเพิ่มคุณค่าและศักดิ์ศรี ของผู้สูงอายุ 3) เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ 4)เพื่อรองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มี อายุตั้งแต่ 25 – 59 ปี ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผู้สูงอายุในอีก 1 - 35 ปีข้างหน้า ให้ได้ตระหนักและเตรียมพร้อมการ ใช้ชีวิตที่ดีในยามสูงอายุ สำหรับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุฯ ฉบับนี้ จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ แผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนใน 5 ปีแรก (พ.ศ.2566-2570) และแผนปฏิบัติการระยะ 15 ปี (พ.ศ.2566-2580) ซึ่งประกอบด้วยแผนปฏิบัติการย่อย 4 แผน ดังนี้ แผนปฏิบัติการย่อยที่ 1 เตรียมความพร้อมของประชากรก่อนสูงวัย ประกอบด้วย 5 มาตรการ ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้ประชากรอายุ 25 - 59 ปี เตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุในมิติทางเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมการออม เพื่อยามชราภาพ พัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติแบบหลายชั้น เป็นต้น 2)เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจถึง กระบวนการชราภาพ ตระหนักถึงคุณค่า ศักดิ์ศรีและมีความรับผิดชอบต่อผู้สูงอายุ 3)ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ และศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง รู้เท่าทันและสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากสื่อสารสนเทศและเทคโนโลยี ดิจิทัล 4)เร่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5)ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสมกับวัยสูงอายุ แผนปฏิบัติการย่อยที่ 2 ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทุกมิติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ประกอบด้วย 4 มาตรการ ดังนี้ 1)ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านเศรษฐกิจ เช่น ปฏิรูปหลักประกันยามชราภาพ เป็นต้น 2) ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านสุขภาพ เช่น พัฒนาระบบสุขภาพรองรับสังคมสูงวัยเชิงรุกที่สอดคล้องกับความ ต้องการของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม เป็นต้น 3)ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านสังคม 4)ยกระดับคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุด้านสภาพแวดล้อม เช่น ปรับสภาพที่อยู่อาศัยทั้งภายในและภายนอก


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 23 ~ แผนปฏิบัติการย่อยที่ 3 ปฏิรูปและบูรณาการระบบบริหารเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย 8 มาตรการ ดังนี้ 1)แปลงแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุสู่การปฏิบัติและผลักดันให้ทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนแผนอย่างมีบูรณาการตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับท้องถิ่น 2)ติดตามและประเมินผลนโยบายและแผนปฏิบัติ การด้านผู้สูงอายุ 3) ปฏิรูประบบกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินงานของทุกภาคส่วน 4)วางระบบกำลังคนด้าน ผู้สูงอายุทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในระดับชาติและระดับพื้นที่ 5)เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและการ จัดการงานด้านผู้สูงอายุ 6)พัฒนาระบบพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิ์ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่ม เปราะบางและกลุ่มที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง 7)พัฒนาระบบปกป้องและฟื้นฟูผู้สูงอายุและครอบครัวในยามเกิดวิกฤต 8) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ แผนปฏิบัติการย่อยที่ 4 เพิ่มศักยภาพการวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมรองรับสังคมสูงวัย ประกอบด้วย 2 มาตรการ ดังนี้ 1)ส่งเสริมการผลิตงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุเพื่อการพัฒนา ศักยภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 2)ส่งเสริมการพัฒนาระบบข้อมูลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านผู้สูงอายุที่ สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ (Royal Thai Government, 2565 from https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/54653) พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 เหตุผลความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนต่อสิทธิและประโยชน์ของผู้สูงอายุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความ ช่วยเหลือจากรัฐ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 1) นิยามผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย 2) ให้มีคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (มาตรา 4) เป็นกลไกระดับชาติ เพื่อกำหนดนโยบาย และแผนหลัก แนวทางปฏิบัติ ตลอดจนประสานงาน ติดตาม และประเมินผลเกี่ยวกับการคุ้มครองการส่งเสริม และการ สนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ 3) สิทธิผู้สูงอายุ (มาตรา 11) ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุน (1) การบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้ความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุ เป็นกรณีพิเศษ (2) การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต (3) การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม (4) การพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือ ชุมชน (5) การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ หรือการบริการสาธารณะอื่น (6) การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะตามความเหมาะสม (7) การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 24 ~ (8) การช่วยเหลือผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิ ชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง (9) การให้คำแนะนำ ปรึกษาดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีหรือในทางการแก้ไขปัญหา ครอบครัว สิทธิและสวัสดิการผูสูงอายุ ผูสูงอายุมีสิทธิไดรับการคุมครอง การสงเสริม และการสนับสนุนในดานตาง ๆ ดังตอไปนี้ 1. ดานการแพทยและสาธารณสุข ผูสูงอายุไดรับ การจัดชองทางพิเศษเฉพาะเพื่อใหผูสูงอายุไดรับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว 2. ดานการศึกษา การศาสนา และขอมูลขาวสาร ผูสูงอายุไดรับ จัดศูนยการเรียนรูในชุมชน และใหมีหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับผูสูงอายุตั้งแตการศึกษาขั้น พื้นฐาน ถึงขั้นอุดมศึกษาอยางตอเนื่อง ทั้งในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย และมีรายการตางๆ เพื่อผูสูงอายุ 3. ดานการประกอบอาชีพ ฝกอาชีพที่เหมาะสม ผูสูงอายุไดรับ ขอมูล คําปรึกษา ขาวสารตลาดแรงงาน การจัดหางาน รับสมัครงาน บริการขอมูลทาง อาชีพ ตําแหนงวางงาน การอบรมและฝกอาชีพ โดยมีศูนยกลางขอมูลทางอาชีพและตําแหนงงานสําหรับผูสูงอายุ เปนการเฉพาะ ที่สํานักงานจัดหางานทุกแหง 4. ดานการพัฒนาตนเอง การมีสวนรวมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุมในลักษณะเครือขาย/ชุมชน ผูสูงอายุไดรับ การสงเสริมและสนับสนุนกลุมหรือชมรมผูสูงอายุ ใหมีสวนรวมในกิจกรรมทางสังคมภายใน ชุมชน และ/หรือระหวางชุมชน และสงเสริมการใชศักยภาพผูสูงอายุ โดยเพิ่มการจัดกิจกรรมทางกีฬา นันทนาการ และการถายทอดภูมิปญญา 5. ดานการอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการสาธารณะอื่น ผูสูงอายุไดรับ - การจัดสภาพแวดลอมที่เหมาะสมสําหรับผูสูงอายุ - การดูแล ชวยเหลือจากเจาหนาที่ - การบริการสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย - การจัดพาหนะอํานวยความสะดวกสําหรับผูสูงอายุ 6. ดานการลดหยอนคาโดยสาร และการอํานวยความสะดวกในการเดินทาง การรถไฟแหงประเทศไทย ผูสูงอายุไดรับ การลดคาโดยสารครึ่งราคาทุกชั้นตลอดทาง ทุกสาย (ไมรวมคาธรรมเนียม) ระหวางเดือน มิถุนายน – กันยายน โดยผูสูงอายุไมตองเขาแถวรอซื้อตั๋ว มีที่นั่งรอรับตั๋ว พนักงานชวยยกสัมภาระ แอรพอรต เรล ลิงค ผูสูงอายุไดรับ การลดคาโดยสารใหผูสูงอายุครึ่งราคา โดยใชบัตรผูสูงอายุ (senior card) และยกเวนคา โดยสารวันผูสูงอายุแหงชาติ 13 เมษายน ของทุกปี รถไฟฟาใตดิน (MRT)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 25 ~ ผูสูงอายุไดรับ การลดคาโดยสารครึ่งราคาเปนไปตามขอบังคับที่กําหนด และยกเวนคาโดยสารวันผูสูงอายุ แหงชาติ 13 เมษายน ของทุกปี รถโดยสารประจําทาง ขสมก. ผูสูงอายุไดรับ - การลดคาโดยสารครึ่งราคา (ไมรวมคาธรรมเนียม) ตลอดวัน และยกเวนคาโดยสาร ในวันผูสูงอายุแหงชาติวันที่ 13 เมษายน ของทุกป - จัดที่นั่งสํารองเปนการเฉพาะ เครื่องบินการบินไทย ผูสูงอายุไดรับ - รอยละ 15 ชั้นธุรกิจ - รอยละ 35 ของอัตราคาโดยสารปกติ ในชั้นประหยัด สําหรับการเดินทางวันจันทร– พฤหัสบดี - รอยละ 30 ของอัตราคาโดยสารปกติในชั้นประหยัด สําหรับการเดินทางวันศุกร–อา ทิตย - การอํานวยความสะดวกขึ้นเครื่องเปนลําดับแรก เรือดวนเจาพระยา เรือในคลองแสนแสบ และเรือขามฟาก ผูสูงอายุไดรับ การลดคาโดยสารครึ่งราคาแกผูสูงอายุที่ใชบริการเรือโดยสารประจําทางในแมน้ําเจาพระ ยา ไดแก เรือดวนเจาพระยา (ยกเวนเรือพิเศษธงเขียว และเรือทัวรธงฟา) เรือในคลองแสนแสบ และเรือขามฟาก 7. ดานการยกเวนคาเขาชมสถานที่ของรัฐ ผูสูงอายุไดรับ การยกเวนคาเขาชมสถานที่ของรัฐ เชน พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ อุทยานแหงชาติ อุทยาน ประวัติศาสตร สถานที่ทองเที่ยวในความรับผิดชอบขององคการอุตสาหกรรมปาไม และองคการสวนพฤษศาสตร เปนตน 8. ดานการชวยเหลือผูสูงอายุ ซึ่งไดรับอันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหาประโยชนโดยมิ ชอบดวยกฎหมายหรือถูกทอดทิ้ง ผูสูงอายุไดรับ - การใหคําแนะนํา ปรึกษา และใหความชวยเหลือ - กรณีผูสูงอายุที่ถูกทารุณกรรม แสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวยกฎหมาย และถูก ทอดทิ้ง จะไดรับการชวยเหลือตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เรื่อง กําหนด หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขการคุมครอง การสงเสริม และการสนับสนุนการชวยเหลือผูสูงอายุ ซึ่งไดรับ อันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง และการให คําแนะนํา ปรึกษา ดําเนินการอื่นที่เกี่ยวของในทางการแกไขปญหาครอบครัว 9. การใหคําแนะนํา ปรึกษา ดําเนินการอื่นที่เกี่ยวของในทางคดี และในทางการแกไขปญหาครอบครัว ผูสูงอายุไดรับ - การใหคําแนะนํา ปรึกษา และใหความชวยเหลือ - กรณีผูสูงอายุที่ถูกทารุณกรรม แสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวยกฎหมาย และถูก ทอดทิ้ง จะไดรับการชวยเหลือตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เรื่อง กําหนด หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขการคุมครอง การสงเสริม และการสนับสนุนการชวยเหลือผูสูงอายุซึ่งไดรับ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 26 ~ อันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง และการให คําแนะนํา ปรึกษา ดําเนินการอื่นที่เกี่ยวของในทางการแกไขปญหาครอบครัว 10. ดานการชวยเหลือดานที่พักอาศัย อาหารและเครื่องนุงหมใหตามความจําเปนอยางทั่วถึง ผูสูงอายุไดรับ กรณีผูสูงอายุที่เดือดรอนจะไดรับการชวยเหลือตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขการคุมครอง การสงเสริม และการสนับสนุน การจัดที่พักอาศัย อาหาร เครื่องนุมหมใหผูสูงอายุตามความจําเปนอยางทั่วถึง 11. ดานการชวยเหลือเงินเบี้ยยังชีพ ผูสูงอายุซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ สัญชาติไทย ไมเปนผูไดรับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชนอื่นใดจาก หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองคกรปกครองสวนทองถิ่น (อปท.) ที่ไดจัดใหอยางเปนประจํา จะไดรับการ ชวยเหลือเงินเบี้ยยังชีพเปนรายเดือนตลอดชีวิต โดยแบงตามชวงอายุแบบขั้นบันได ดังนี้ อายุ 60 – 69 ป จะไดรับเดือนละ 600 บาท อายุ 70 – 79 ป จะไดรับเดือนละ 700 บาท อายุ 80 – 89 ป จะไดรับเดือนละ 800 บาท อายุ 90 ปขึ้นไป จะไดรับเดือนละ 1,000 บาท 12. การสงเคราะหในการจัดการศพตามประเพณี ผูสูงอายุมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ (1) มีอายุเกินหกสิบปบริบูรณขึ้นไป (2) มีสัญชาติไทย (3) ผูสูงอายุอยู ในครอบครัวที่ยากจนตามขอมูลความจําเปนพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือ กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา (4) ไมมีญาติ หรือมีญาติแตมีฐานะยากจนไมสามารถจัดการศพตามประเพณี ได ผูสูงอายุยากจนและไมไดรับการสํารวจขอมูลความจําเปนพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา ใหนายกเทศมนตรี หรือนายกองคการบริหารสวน ตําบล หรือกํานัน หรือผูใหญบาน หรือประธานชุมชน หรือผูอํานวยการสํานักงานเขต หรือนายอําเภอ หรือนายก เมืองพัทยา เปนผูออกหนังสือรับรอง จะไดรับการชวยเหลือรายละ 2,000 บาท ขอรับบริการไดที่ - สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจังหวัดทุกจังหวัด - สํานักงานเขตกรุงเทพมหานคร - ที่วาการอําเภอ - เมืองพัทยา - เทศบาล - องคการบริหารสวนตําบล 13. การจัดบริการสถานที่ทองเที่ยว การจัดกิจกรรมกีฬาและนันทนาการตามที่คณะกรรมการผูสูงอายุ แหงชาติประกาศกําหนด ดานการทองเที่ยว ผูสูงอายุไดรับ การจัดกิจกรรม โครงการสําหรับผูสูงอายุ ดานกีฬาและนันทนาการ ผูสูงอายุไดรับ - การบริการตรวจสุขภาพ ทดสอบสมรรถภาพทางรางกาย


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 27 ~ - ใชบริการในสนามกีฬา สวนสุขภาพ ลานกีฬาแอโรบิค สนามเปตอง หองออกกําลัง กาย - เขารวมกิจกรรมตางๆ เชน การแขงขันกีฬา การลีลาศ - การรับสมัครเปนสมาชิกชมรมศุภชลาสัย 14. ดานศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การจัดบริการเพื่ออํานวยความสะดวกดานพิพิธภัณฑ โบราณสถาน หอ จดหมายเหตุแหงชาติ และการจัดกิจกรรมดานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ตามที่คณะกรรมการผูสูงอายุ แห่งชาติประกาศกําหนด ผูสูงอายุไดรับ - จัดบริการโดยตรงสําหรับผูสูงอายุ เชน ลิฟต พื้นเรียบ ราวบันได ทางลาด ราวจับ ในหองน้ํา - จัดเจาหนาที่อํานวยความสะดวกและปลอดภัยสําหรับผูสูงอายุ - จัดบริการรถเข็น 15. ดานการลดหยอนภาษีเงินได และการลดหยอนภาษีใหแกผูบริจาคทรัพยสิน เงินใหแกกองทุนผูสูงอายุ บุคคลที่ไดรับ - ผูเลี้ยงดูบิดา มารดา ไดรับการลดหยอนภาษีเงินจํานวน 30,000 บาท - ผูบริจาคทรัพยสิน เงินใหแกกองทุนผูสูงอายุ สามารถนําใบเสร็จไปลดหยอนภาษีได้ 16. ดานกองทุนผูสูงอายุ ผูสูงอายุไดรับ การใหกูยืมเงินทุนประกอบอาชีพรายบุคคล และรายกลุมสําหรับผูสูงอายุ โดยตองชําระคืน เปนรายงวด ภายในระยะเวลาไมเกิน 3 ป โดยไมมีดอกเบี้ย ระบบบริการสุขภาพและสังคมสำหรับผู้สูงอายุ 1. ระบบบริการสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีระบบบริการสุขภาพและสังคมที่แยกความรับผิดชอบสังกัดกระทรวงหลักคือ กระทรวง สาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ในทางปฏิบัติการจัดบริการสุขภาพและ บริการทางสังคมของรัฐและเอกชนจะมีการดำเนินการควบคู่กัน โดยมีระบบการดูแลของครอบครัวและชุมชนเป็น ฐาน 1.1 การบริการสุขภาพภาครัฐ บริการทางสุขภาพที่รัฐจัดให้สำหรับผู้สูงอายุพิจารณาตามแหล่ง จัดบริการ แบ่งเป็นการให้บริการสุขภาพในสถาบันและการให้บริการสุขภาพในชุมชน โดยการให้บริการในสถาบัน อยู่ในรูปของโรงพยาบาล/คลินิกผู้สูงอายุ สถานพยาบาลหรือสถานบริบาลผู้สูงอายุ (nursing home) สำหรับ บริการในชุมชน เช่น ศูนย์บริการผู้สูงอายุกลางวัน การดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (home health care) โครงการ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน และชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาล/คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลไม่มีบริการที่จัดให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และให้บริการทั่วไป คือมีบริการสำหรับผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน คลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลจัดตั้งครั้งแรกที่โรงพยาบาลพญาไทปี พ.ศ.2506 ปัจจุบันมีนโยบายให้มีการจัดตั้งคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมโรงพยาบาลทั่วประเทศ สถานพยาบาลหรือสถานบริบาลผู้สูงอายุ เป็นบริการที่จัดให้เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการความ ช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือต้องการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้อาจมีความเจ็บป่วยเรื้อรัง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 28 ~ หรือไม่มีความเจ็บป่วยใดๆ เลยก็ได้ ความต้องการบริการประเภทนี้มีมากขึ้น เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน และไม่สามารถดูแลตนเองได้ ในประเทศไทยการให้บริการแบบนี้อาจมีแทรกอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา ศูนย์บริการผู้สูงอายุกลางวัน เป็นสถานบริการที่ให้การดูแลเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน จัดบริการ อื่นๆ เช่น จัดกิจกรรมสันทนาการ จัดอาหารกลางวัน ผู้สูงอายุจะมารับบริการเฉพาะในช่วงกลางวันเท่านั้น การ ให้บริการชนิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวที่บ้านในช่วงที่ลูกหลานออกไปทำงานนอก บ้าน สถานบริการประเภทนี้บางแห่งอาจจัดสำหรับผู้สูงอายุบางกลุ่มที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะ สมองเสื่อมหรือผู้สูงอายุที่พิการ เป็นต้น รูปแบบบริการแบบบูรณาการแก่ผู้สูงอายุในชุมชน เป็นบริการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้บริการแก่ผู้สูงอายุ ในชุมชนเขตเมือง โดยใช้แนวคิดยึดบ้านและผู้สูงอายุเป็นสำคัญ ให้บริการทั้งด้านสุขภาพและสังคม โดยครอบคลุม การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูในรูปแบบผู้ให้บริการขั้นต้น ประเภทของบริการประกอบด้วย การฟื้นฟู สมรรถภาพที่ศูนย์ การเยี่ยมบ้าน การรักษาและให้คำปรึกษาที่บ้าน การบริการทางสังคมที่บ้านและการ ประสานงานเพื่อจัดการปัญหาด้านสังคม การส่งเสริมสุขภาพที่บ้านและที่ศูนย์บริการ ชมรมผู้สูงอายุ บริการดูแล กลางวัน การประสานงานเครือข่ายการดูแลที่ไม่เป็นทางการในชุมชนและองค์กรต่างๆ การจัดทำแฟ้มข้อมูล ประจำตัวผู้สูงอายุและติดตามประเมินอย่างต่อเนื่อง โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน การพัฒนาระบบบริการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้านทั้งยาม ปกติและเมื่อเจ็บป่วย เพื่อส่งเสริมศักยภาพของสถาบันครอบครัว และชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุ ยังคงอยู่กับครอบครัวและชุมชนได้นานที่สุด เมื่อเจ็บป่วยเรื้อรังหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้ โดยเป็นการให้บริการ ครอบคลุมด้านสุขภาพและด้านจิตสังคม ระบบบริการสุขภาพในชุมชนจะรวมบริการทั้งทางด้านสังคมและด้านสุขภาพเข้าด้วยกันแยกอยู่ หลายกระทรวง และประเทศไทยยังไม่มีบริการที่ควรจัดให้ผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะอีกหลายอย่าง เช่น สถานดูแล ผู้สูงอายุระยะสุดท้าย (hospice care) บริการดูแลชั่วคราว (respite care) ที่เป็นบริการดูแลผู้สูงอายุเป็นการ ชั่วคราว การดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (home health care) ที่ให้บริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุภายหลังภาวะเจ็บป่วย เฉียบพลัน และได้ออกจากโรงพยาบาลกลับไปอยู่บ้านแล้ว 1.2 การบริการสุขภาพภาคเอกชน บริการหรือทางเลือกที่ภาคเอกชนจัดบริการสำหรับผู้สูงอายุ เช่น โรงพยาบาลเอกชน/โรงพยาบาลผู้สูงอายุ สถานสงเคราะห์เอกชน สถานที่รับดูแลเฉพาะผู้สูงอายุ โรงเรียนสอน ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาล มีทั้งที่ดำเนินการเชิงธุรกิจโดยตรง และที่ไม่ได้ดำเนินการเชิงธุรกิจโดยตรงที่ให้การ สงเคราะห์แก่ผู้สูงอายุฟรี โรงพยาบาลประเภทแรกให้การดูแลผู้สูงอายุในลักษณะ nursing care มีเตียงไว้ให้พัก ค้างคืน คิดอัตราค่าบริการเพื่อหวังผลกำไร จัดบริการที่พัก อาหาร เสื้อผ้า และบุคลากรดูแล ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ดูแล แต่ไม่ได้ให้บริการรักษาพยาบาล หากผู้สูงอายุเจ็บป่วยจะส่งไปรักษายังแผนกอื่นของ โรงพยาบาล บางแห่งยังให้บริการดูแลผู้สูงอายุทั้งแบบ day care คือรับส่งแบบไปกลับ หรือแบบ long term care คืออยู่ประจำที่โรงพยาบาลเลย หรือให้บริการแบบ home health care คือจัดส่งแพทย์พยาบาลไปดูแลผู้สูงอายุที่ บ้าน ปัจจุบันเริ่มมีโรงพยาบาลผู้สูงอายุเฉพาะ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นทางเลือกใหม่ในกรุงเทพมหานคร ส่วนโรงพยาบาลประเภทหลังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ โดยไม่แสวงหากำไร


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 29 ~ ให้บริการสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ยากจน และคิดค่าบริการดูแลผู้สูงอายุทั่วไปในราคาถูก ให้บริการเหมือนประเภท แรก ดำเนินการโดยสมาคมจีนในรูปมูลนิธิ สถานสงเคราะห์เอกชน มี 2 รูปแบบคือ ให้บริการฟรีและให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ยากจนฟรี และเก็บเงินบางส่วนจากผู้สูงอายุที่มีฐานะพอจ่ายได้ สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ให้บริการฟรี ส่วนใหญ่ดำเนินงาน โดยสมาคมจีน โดยให้การสงเคราะห์แก่ผู้สูงอายุที่ยากจน ไม่มีญาติ ในเรื่องที่พัก อาหาร รับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุจะต้องดูแลตนเองในเรื่องความสะอาดที่พัก เสื้อผ้า ล้างจานเอง หากผู้สูงอายุเจ็บป่วยจะติดต่อญาติให้รับไปรักษา หรือส่งต่อไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น ผู้สูงอายุจะอยู่แบบ long stay คืออยู่ไปจนกว่าจะเสียชีวิต สถานพยาบาลหรือสถานบริบาลผู้สูงอายุ รับดูแลเฉพาะผู้สูงอายุในลักษณะเป็น nursing care คือ ให้บริการที่พัก อาหาร ดูแลความสะอาด เสื้อผ้า ที่พัก จัดเจ้าหน้าที่ดูแลให้ผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้ให้บริการ รักษาพยาบาล หากผู้สูงอายุเจ็บป่วยต้องส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล ดำเนินงานโดยแพทย์และผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ คิด ค่าบริการที่หวังผลกำไร ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครเริ่มมีสถานบริบาลในโรงพยาบาลรับดูแลผู้สูงอายุเป็นการ เฉพาะ โรงเรียนสอนดูแลผู้สูงอายุ เป็นสถานศึกษาที่ดำเนินการโดยเอกชน เปิดทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจจะ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเด็กเล็กและ/หรือผู้สูงอายุ เป็นหลักสูตรระยะสั้น ใช้เวลาเรียนไม่เกิน 3-6 เดือน การบริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุภาคเอกชนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตเมือง สำหรับ ประเทศไทยที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต การจัดบริการโดยภาคเอกชนจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งกำลังอยู่ ระหว่างการพัฒนาเพื่อการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการโดยองค์กรที่เกี่ยวข้อง 2. ระบบบริการทางสังคมเพื่อผู้สูงอายุ บริการทางสังคมที่จัดให้สำหรับผู้สูงอายุพิจารณาตามแหล่งจัดบริการ แบ่งตามหน่วยงานและการ ให้บริการในสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนี้ 2.1 การบริการทางสังคมภาครัฐ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ทำหน้าที่หลักในการจัดบริการสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ดังนี้ คือ สถานสงเคราะห์คนชรา เป็นบริการทางสังคมที่รับอุปการะผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความทุกข์ยาก เดือดร้อน เช่น ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีผู้อุปการะดูแล ที่มีความสมัครใจเข้าอยู่ในสถานสงเคราะห์ โดย บริการที่จัดให้ประกอบด้วยบริการด้านปัจจัย 4 บริการตรวจสุขภาพทั่วไป การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย การ บริการด้านกายภาพบำบัด บริการให้คำแนะนำปรึกษา บริการด้านสังคมสงเคราะห์ กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมเสริมรายได้ บริการด้านศาสนกิจ บริการฌาปนกิจศพ เป็นต้น ศูนย์สาธิตด้านผู้สูงอายุ ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่จาก สถานสงเคราะห์เดิมเป็นศูนย์สาธิตด้านผู้สูงอายุ การสงเคราะห์เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องช่วยความพิการและอื่นๆ ตามสภาพปัญหาและความ ต้องการของผู้สูงอายุ โดยมีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ให้บริการตามความเหมาะสม รวมทั้งติดต่อประสานงาน หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ความช่วยเหลือต่อไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 30 ~ การจัดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ โครงการจัดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุโดยเข้ารับการฝึกอบรมในหน่วยงาน สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ และประสานให้นายจ้างที่มี ความประสงค์ต้องการต่อไป 2.2 การบริการทางสังคมภาคเอกชน งานบริการสังคมโดยเอกชนยังมีไม่มากนัก มักเป็นการร่วมมือ กับรัฐ จนคล้ายเป็นกิจกรรมของหน่วยภาครัฐ และงานหลักๆ ได้แก่ ที่อยู่อาศัยเฉพาะผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมาคมคลังปัญญาอาวุโส แห่งประเทศไทย และองค์การช่วยเหลือผู้สูงอายุระหว่างประเทศ (HelpAge International) แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงบอกความหมายและประเภทของผู้สูงอายุ 2. ปัจจัยที่ทำให้ประชากรสูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง พร้อมทั้งยกตัวอย่างผลกระทบต่อ ระบบบริการสุขภาพ เมื่อจำนวนประชากรสูงอายุของไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น 3. การป้องกันการเกิดปัญหาทางด้านจิตสังคมในผู้สูงอายุ พยาบาลควรเตรียมประชาชนก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ อย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างการมีเจตคติที่ดี และมีจริยธรรมในการดูแลผู้สูงอายุ เอกสารอ้างอิง วณิชา พึ่งชมภู. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: การสร้างเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพ เล่ม 1. เอ็น.พี.ที.ปริ้น ติ้ง. นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต.กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2565). Research Brief การเข้าถึงระบบบริการทางสังคม ของประชากรในครัวเรือนก่อนวัยสูงอายุและผู้สูงอายุ ที่มีรูปแบบการอยู่อาศัยต่างกันเพื่อนำไปสู่แนวทางการ สนับสนุนการบริการที่เหมาะสม. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). การคาดประมาณประชากรของ ประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 (ฉบับปรับปรุง). สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2565). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยพ.ศ. 2564. สถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. จันทนา รณฤทธิวิชัย. (2548). หลักการพยาบาลผู้สูงอายุ. บุญศิริการพิมพ์. บุญศรี นุเกตุ. (2550). การพยาบาลผู้สูงอายุ. โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก. อรวรรณ แผนคง. (2552). การพยาบาลผู้สูงอายุ. โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก. วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์. (2552). การพยาบาลผู้สูงอายุ ความท้าทายกับภาวะประชากรสูงอายุ. ขอนแก่นการพิมพ์.


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 31 ~ แผนการสอนประจำบทที่ 2 ทฤษฎีความสูงอายุ เนื้อหา 1. ทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพ 2. ทฤษฎีความสูงอายุเชิงจิตสังคม 3. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสูงอายและแนวคิดหลักในการพยาบาลผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพได้ถูกต้อง 2. อธิบายทฤษฎีความสูงอายุเชิงจิตสังคมได้ถูกต้อง 3. อธิบายการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพตามทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพและเชิงจิตสังคมได้ ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 32 ~ บทที่ 2 ทฤษฎีความสูงอายุ ความสูงอายุ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งเสียชีวิต เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายใน ได้แก่ พันธุกรรม และปัจจัย ภายนอก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม โดยจะปรากฏออกมาในรูปแบบของความเสื่อมต่างๆ และเกิดขึ้นกับทุกคนอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ พยายามหาเหตุผลอธิบายกระบวนการสูงอายุ (aging process) ด้วยหลากหลายแนวคิดทฤษฎีจากศาสตร์สาขาต่างๆ แต่ไม่มีทฤษฎีใดที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลง ของความสูงอายุได้ชัดเจนและครบถ้วนทุกมิติ จึงนำทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้นมาใช้อธิบายสาเหตุของความสูงอายุโดย นำมาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติในวัยสูงอายุมากขึ้น การศึกษาทฤษฎี ความสูงอายุจึงเป็นการทำความเข้าใจพฤติกรรมหรือสถานการณ์ที่บุคคลประสบ ซึ่งจำเป็นต้องมองแบบองค์รวม (holistic approach) และคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านสังคม ❖ ทฤษฎีความสูงอายุ (theories of aging) ความสูงอายุเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเข้า สู่วัยสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงมีลักษณะเฉพาะในแต่ละบุคคล แต่อาจปรากฏให้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ ชัดเจนในเวลาที่แตกต่างกัน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในเป็นส่วนใหญ่ ร่วมกับผลกระทบจากปัจจัย ภายนอก มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านพยายามหาทฤษฎีมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ แต่พบว่ายังมีทฤษฎีใดทฤษฎี หนึ่งสามารถอธิบายความสูงอายุได้อย่างครอบคลุม การอธิบายความสูงอายุจึงจำเป็นต้องใช้หลายๆ ทฤษฎีมา รวมกันทั้งทฤษฎีเชิงชีวภาพ และจิตสังคม ❖ ทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพ (biological theories of aging) ทฤษฎีความสูงอายุเชิงชีวภาพเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการชีวภาพที่เกิด ขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเมื่ออายุมากขึ้น โดยจะเน้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นระดับโมเลกุล เซลล์ หรือระบบ แนวคิด ของทฤษฎีนี้มีดังนี้ - ผลของความเสื่อมทำให้การทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตลดลง - เมื่อการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตลดลง จะมีผลทำให้เกิดความล้มเหลวของอวัยวะหรือระบบต่างๆ ทั่ว ร่างกาย - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความสูงอายุจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา - อวัยวะต่างๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ไม่เท่ากัน และอวัยวะชนิดเดียวกันในแต่ละบุคคลก็จะมี การเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ไม่เท่ากัน 1. ทฤษฎีพันธุกรรม (gene theory) ปกติยีน (gene) ของสิ่งมีชีวิตมีอยู่ 2 ชนิด คือ juvenescent gene และ senescent gene โดย juvenescent gene เป็นยีนที่ช่วยให้เกิดความแข็งแรงและสมบูรณ์ ส่วน senescent gene เป็นยีนที่ทำให้เกิดความเสื่อมของ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 33 ~ โครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย ซึ่ง juvenescent gene จะทำงานในช่วงวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ senescent gene จะทำงานมากหลังจากผ่านวัยกลางคนไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะมียีนมากกว่าหนึ่งตัวที่เป็นยีนอันตราย และเป็น สาเหตุทำให้เกิดความสูงอายุ 2. ทฤษฎีความผิดพลาด (error theory) ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าเมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในนิวเคลียสของเซลล์ซึ่งเป็นส่วนที่ ใช้บรรจุรหัสทางพันธุกรรม (genetic code) และสร้างยีน โดยความผิดพลาดจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ของการถ่ายทอดข้อความ (transcription) ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของ deoxyribonucleic acid (DNA) และ ribonucleic acid (RNA) ทำให้โปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ (polypeptide) และเอนไซม์มีลักษณะผิดไปจากเดิม ผลที่ ตามมาก็คือเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ DNA RNA polypeptide ความผิดพลาด ภาพที่ 2.1 กลไกการสร้างโปรตีนและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น 3. ทฤษฎีการผ่าเหล่า (somatic mutation theory) ทฤษฎีนี้มีความเชื่อคล้ายกับทฤษฎีความผิดพลาด แต่เพิ่มเติมว่าปัจจัยภายนอก เช่น รังสีเอกซ์เรย์ และ สารเคมี มีผลต่อการถ่ายทอดข้อความในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของ DNA ทำให้โครโมโซมเกิดความ ผิดปกติ และเซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เกิดกระบวนการที่เรียกว่าการผ่าเหล่าขึ้น กระบวนการนี้จะ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ซึ่งความผิดปกติในการทำหน้าที่ของเซลล์หรืออาจ รวมถึงอวัยวะจะปรากฏชัดเจนเมื่อบุคคลเข้าสู่วัยสูงอายุ เซลล์ที่ไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก เช่น เซลล์สมอง และ เซลล์กล้ามเนื้อ จะถูกทำลายหรือตายเร็วขึ้น ส่วนเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือด และเซลล์ผิวหนัง มีโอกาสเกิดการผ่าเหล่าในการแบ่งตัวครั้งต่อไป 4. ทฤษฎีอนุมูลอิสระ (free radical theory) ทฤษฎีอนุมูลอิสระพัฒนาขึ้นในปีค.ศ.1956 โดย Harmen ซึ่งอธิบายว่าอนุมูลอิสระเป็นส่วนประกอบของ เซลล์ที่มีความไวในการทำปฏิกิริยาสูง เกิดจากคู่ของอิเลคตรอนในอะตอมหรือโมเลกุลแยกออกจากกัน กลายเป็น อิเลคตรอนเดี่ยวที่มีอิสระในการเคลื่อนที่ และสามารถไปจับกับโมเลกุลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง แหล่งผลิตอนุมูลอิสระที่ สำคัญในร่างกาย ได้แก่ กระบวนการเผาผลาญอาหารแบบใช้ออกซิเจน (oxidation) ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้ โมเลกุลของออกซิเจนแยกตัว เกิดเป็นอิเลคตรอนเดี่ยวหรืออนุมูลอิสระที่เรียกว่า superoxide radical O2 ซึ่งจะ เคลื่อนที่ไปจับกับโมเลกุลอื่น โดยมักจับบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated lipid) ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ของไมโตคอนเดรีย ไลโซโซม และนิวเคลียสบกพร่อง รวมทั้งเยื่อหุ้มเซลล์ถูกทำลาย เกิดการซึมผ่าน ของของเหลวมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าปริมาณของเหลวในเซลล์จะมากหรือน้อยย่อมมีผลต่อการเสียสมดุลของเซลล์ อาจ นำไปสู่เซลล์แตกหรือเซลล์ตายได้ และเนื่องจากร่างกายมีการเผาผลาญอาหารตลอดเวลา จึงทำให้เกิดการสะสม การจำลองข้อมูล เพื่อสร้าง DNA การถ่ายทอดข้อความ การแปลข้อความ enzyme


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 34 ~ อนุมูลอิสระทีละน้อย และถึงแม้ว่าร่างกายจะมีกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระ เช่น ทำให้อิเลคตรอนเดี่ยวกลับมา มีสภาพเป็นกลาง การเกิดของอนมูลอิสระกลับมีมากกว่าการทำลาย ดังนั้นจึงทำให้อนุมูลอิสระมีจำนวนมากขึ้น เรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์มากขึ้นตามไปด้วย นอกจากการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์แล้ว พบว่าอนุมูลอิสระสามารถเข้าไปรบกวนการถ่ายทอดข้อความใน กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของ DNA และ RNA ทำให้โปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มีลักษณะที่แตกต่างไปจาก เดิม นักชีววิทยายังเชื่อว่าอนุมูลอิสระน่าจะมีความสัมพันธ์กับ lipofuscin ซึ่งเป็นสารรงควัตถุที่มีไขมันและโปรตีน เป็นส่วนประกอบ และมีความสัมพันธ์กับการเผาผลาญไขมันที่ไม่อิ่มตัว การสะสมของ lipofuscin ทำให้เกิดการ ยับยั้งการขนส่งสารที่จำเป็นอันเกิดจากการเผาผลาญอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเชื่อว่ากระบวนการ ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อความสูงอายุของสิ่งมีชีวิต อนุมูลอิสระนอกจากเกิดจากกระบวนการ oxidation ในร่างกาย เรายังได้อนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อม นอกร่างกาย เช่น ควันท่อไอเสียรถ ของเสียที่เกิดจากโรงงานผลิตพลาสติก โอโซนในบรรยากาศ เป็นต้น อย่างไร ก็ตามพบว่ามีสารบางอย่างสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระได้ (antioxidant) เช่น วิตามินอี วิตามินซี ไนอะซิน และ โคเอนไซม์ Q10 โดยจะช่วยยับยั้งกระบวนการ oxidation ของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าเอนไซม์บางอย่าง เช่น superoxide mutanase, catalase และ glutathione peroxidase สามารถทำให้อนุมูลอิสระมีสภาพเป็นกลาง และ ช่วยลดการทำงานของอนุมูลอิสระที่เยื่อหุ้มเซลล์ได้ 5. ทฤษฎีการเชื่อมตามขวาง (cross-linking theory) การเชื่อมตามขวางเป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้ DNA ถูกทำลายและไม่สามารถสร้างทดแทนได้อีก ซึ่งใน ที่สุดจะส่งผลให้เกิดเซลล์ตายได้ ปฏิกิริยานี้เกิดจากตัวเชื่อมตามขวาง (cross-linking agent) ไปจับกับขาข้างหนึ่ง ของ DNA ซึ่งโดยปกติกระบวนการป้องกันของร่างกายจะออกมาทำลายตัวเชื่อมตามขวางนี้ และขาของ DNA ข้าง ที่ถูกทำลายจะถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยการใช้ขาข้างที่เหลืออยู่เป็นแม่แบบ ทำให้โมเลกุลของ DNA กลับมาเป็นปกติ ได้อีก อย่างไรก็ตามเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น กระบวนการป้องกันของร่างกายออกฤทธิ์ทำลายได้ช้าลง ทำให้ ตัวเชื่อมตามขวางสามารถจับกับขาของ DNA ได้ทั้งสองข้าง มีผลให้การแบ่งตัวของเซลล์ผิดปกติ และเมื่อเวลา ผ่านไปการเชื่อมตามขวางจะมากขึ้น เกิดเป็นตาข่าย (network) ทำให้ยากต่อการทำลาย ขัดขวางการทำหน้าที่ของ เซลล์ และยับยั้งการขนส่งภายในเซลล์ การเชื่อมตามขวางสามารถเกิดขึ้นกับโมเลกุลเล็กๆ เช่น DNA จนถึงโมเลกุลใหญ่ เช่น โปรตีน ซึ่งเชื่อว่า โมเลกุลของโปรตีนที่เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ได้แก่ คอลลาเจน และอีลาสติน เกิดการเชื่อมตาม ขวาง และมีผลทำให้เกิดการเสื่อมหน้าที่ของเซลล์มากที่สุด โดยปกติคอลลาเจนจะมีลักษณะหนืดคล้ายวุ้นและอยู่ รอบๆ เซลล์ มีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ของร่างกายเพราะเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างต่างๆ และช่วยพยุง ให้ความแข็งแกร่งแก่เนื้อเยื่อ คอลลาเจนพบมากในผิวหนัง เอ็น กระดูก กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และหัวใจ จาก การศึกษาพบว่าเมื่อคนมีอายุมากขึ้นจะมีการเชื่อมตามขวางของคอลลาเจนเพิ่มขึ้นทั้งภายในเซลล์ ระหว่างเซลล์ และภายนอกเซลล์ โดยจะมีลักษณะที่แข็งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน คือ ที่ผิวหนังและผนังหลอดเลือด โดยจะพบผิวหนังแห้งและหยาบกร้าน ส่วนผนังหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดหลอดเลือด แดงใหญ่แข็งตัว (arteriosclerosis) ความดันเลือดสูง เป็นต้น ส่วนอีลาสตินเมื่อคนมีอายุมากขึ้นจะมีลักษณะ หลุดลุ่ย แตก และเปราะง่าย ตัวอย่างที่พบได้ง่ายคือ ที่ผิวหนัง จากที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เป็นมัน ตึง จะกลายเป็น


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 35 ~ แห้ง หย่อนยาน นอกจากนี้พบว่าการเชื่อมตามขวางของเนื้อเยื่อเกี่ยวกันจะมีผลต่อการซึมผ่านของเซลล์ การ ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ การบีบรัดของหัวใจ การแข็งตัวของเอ็น และความเปราะบางของฟัน สารที่ก่อให้เกิดการ เชื่อมตามขวางมักพบในไขมันชนิดไม่อิ่มตัว อะลูมินัม สังกะสี และแมกนีเซียม รวมทั้งการได้รับรังสีมากเกินไป ใน ผู้สูงอายุพบว่ายาบางชนิดมีส่วนผสมของอะลูมินัม เช่น ยาลดกรด และยาต้านการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นหาก รับประทานยาเหล่านี้เป็นประจำ โอกาสที่จะเกิดการเชื่อมตามขวางก็จะมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าการออก กำลังกาย การจำกัดอาหาร และการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี สามารถป้องกันการเชื่อมตามขวางได้ 6. ทฤษฎีความเสื่อมโทรม (wear and tear theory) ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.1882 โดยมีพื้นฐานของความเชื่อว่า เซลล์เปรียบเสมือนกับเครื่องจักร ที่มีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลาจากการถูกใช้งานเป็นเวลานาน และถึงแม้เซลล์บางชนิดจะสามารถสร้างเซลล์ ใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ แต่ความสามารถดังกล่าวมีจำกัด เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือด เซลล์เยื่อบุทางเดิน อาหาร เป็นต้น เมื่อเซลล์สะสมความเสื่อมโทรมจนถึงระดับหนึ่งจะทำให้ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกต่อไป ความเสื่อมโทรมของเซลล์นั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและการดูแล หากบุคคลมีการดูแลตนเองไม่ เหมาะสม เช่น บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีภาวะเครียด เป็นต้น จะทำให้เซลล์เสื่อมโทรมเร็วขึ้น แต่ทฤษฎีนี้มีข้อจำกัดในการอธิบายว่าทำไมการออกกำลังกายซึ่งถือเป็นกิจกรรม ที่ทำให้เซลล์ถูกใช้งาน ทำให้คนแข็งแรงมากกว่าเสื่อม จึงทำให้ปัจจุบันทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับน้อยลง 7. ทฤษฎีการสะสม (accumulative theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความสูงอายุเกิดจากการสะสมของ lipofuscin ซึ่งมีการสะสมทีละน้อย จนในที่สุดจะ ขัดขวางการทำหน้าที่ของเซลล์ ทำให้คุณสมบัติในการซึมผ่านที่เยื่อหุ้มเซลล์ลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไป รบกวนการ ทำหน้าที่ของ golgi body และ mitochondria ทำให้การขนส่งสารออกจากเซลล์บกพร่อง และทำให้การจำลอง ข้อมูลของ DNA ผิดปกติไปจากเดิม ยิ่งมี lipofuscin มากเท่าไหร่ เซลล์ยิ่งเสื่อมสภาพมากขึ้นเท่านั้น และในที่สุด อาจทำให้เซลล์ตายได้ 8. ทฤษฎีโปรแกรมความสูงอายุ (programmed aging theory) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าความสูงอายุถูกควบคุมด้วยพันธุกรรม คนมีแบบแผนทางพันธุกรรม (genetic program) ที่ กำหนดอายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) โดยกลไกภายในที่เรียกว่า genetic clock หรือ biological clock มีผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น (senescence) โดยเซลล์ที่กำเนิดขึ้นแต่ละเซลล์จะถูกกำหนดจำนวนครั้งของการ แบ่งตัวของเซลล์ ยิ่งมากอายุขัย (life span) ยิ่งยาว จากอิทธิพลของพันธุกรรมเมื่อจำกัดอิทธิพลของปัจจัย ภายนอก จึงอาจสังเกตพบว่าคู่แฝดมีอายุคาดเฉลี่ยใกล้เคียงกัน นักทฤษฎีบางท่านเชื่อว่าความสูงอายุเป็นผลจาก ร่างกายหยุดหลั่งสารที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต (growth substance) ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตและไม่ สร้างขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าความสูงอายุอาจเกิดจาก ribonucleic acid (RNA) ทำหน้าที่ในการ สังเคราะห์และแปลข่าวสารของเซลล์ผิดปกติ ปัจจุบันนักวิจัยได้ศึกษาอิทธิพลของฮอร์โมนต่อการทำงานของ ระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ และเชื่อว่าเซลล์ประสาทในสมองทำงานเหมือนเป็นตัวกระตุ้น (pacemaker) และ ควบคุมการทำงานของ biological clock จึงเสนอแนวคิดใหม่เรียกว่า Neuroendocrine control or Pacemaker theory อีกแนวคิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม คือ ความเชื่อเกี่ยวกับสาร telomere ที่ปลายโครโมโซม เมื่อเซลล์แบ่งตัว telomere จะสั้นลงจนกระทั่งสูญหายไป เซลล์ก็จะหยุดแบ่งตัวและตายไป ในขณะที่เซลล์มะเร็งสามารถสร้าง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 36 ~ เอนไซม์ telomerase ที่ทำให้ telomere ยาวขึ้นและเซลล์แบ่งตัวได้อีกต่อไป อีกทฤษฎีหนึ่งที่มีแนวคิดคล้ายทฤษฎี พันธุกรรม คือ Hayflick limit ที่เชื่อเรื่อง “programmed cell death” “adoptosis” ว่าเซลล์มีขีดจำกัดในการแบ่งตัว เมื่อถึงขีดจำกัดแล้วเซลล์ก็จะหดตัว สูญสลาย และตายไป มีผลให้มนุษย์ตายในที่สุด ปัจจุบันทฤษฎีพันธุกรรม ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้งต่อไปเพื่อพัฒนาเป็น Longevity and senescence theory โดยนักวิจัยพยายามแยก ลักษณะทางพันธุกรรมของผู้สูงอายุที่มีอายุยืน (longevity) จากผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 90-100 ปี 9. ทฤษฎีภูมิคุ้มกัน (immunity theory) ระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่ค้นหา ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม (antigen) ที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา เป็นต้น อวัยวะที่สำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ไขกระดูก ต่อมธัยมัส ม้าม และต่อมน้ำเหลือง โดย ไขกระดูกและต่อมธัยมัสเป็นด่านแรกที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย รองลงมาคือ ม้ามและต่อมน้ำเหลือง ปฏิกิริยาการตอบสนองของภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้น เมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย โดยจะมี การตอบสนอง 2 แบบ คือ ผ่านเซลล์ (cell-mediated response) และผ่านสารน้ำต่างๆ (humoral response) ในการ ตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบผ่านเซลล์นั้น เซลล์ที่ทำหน้าที่ ได้แก่ T lymphocyte ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างมาจาก ต่อมธัยมัส มีหน้าที่หลักในการชะลอการเกิดภูมิไวเกิน (hypersensitivity) และทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งแปลกปลอม และเนื้องอก ส่วนการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบผ่านสารน้ำ เซลล์ที่ทำหน้าที่ ได้แก่ B lymphocyte ซึ่งสร้างมา จากเนื้อเยื่อน้ำเหลือง (lymphoid tissue) ที่พบในตับและม้าม หน้าที่ของ B lymphocyte คือทำลายพิษของ แบคทีเรีย โดยทำให้มีสภาพเป็นกลางและทำลายโครงสร้างของแบคทีเรีย อย่างไรก็ตามพบว่าระบบภูมิคุ้มกันจะ ทำหน้าที่ได้น้อยลงหลังผ่านวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เนื่องจากต่อมธัยมัสมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ทำให้ความสามารถในการ ผลิต T lymphocyte ลดลง นอกจากนี้พบว่าเซลล์ของไขกระดูกจะทำหน้าที่ได้น้อยลงด้วย ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัย สูงอายุโอกาสเกิดภูมิไวเกินและการติดเชื้อจึงมากขึ้น ความสามารถในการต้านเซลล์เนื้องอกหรือเซลล์ผิดปกติ ลดลง ทำให้เซลล์เหล่านี้ไม่ถูกทำลาย ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเกิดโรคและมะเร็งสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า ความสามารถในการจำโครงสร้างของเซลล์ปกติของร่างกายลดลง จึงเกิดการสร้าง antibody ต่อเซลล์ของตนเอง (autoantibody) ซึ่งมีผลทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 37 ~ Bone marrow stem cells Thymus Bursa of fabricius (birds) Lymphoid tissue (humans) T cells B cells Cell-mediated response Humoral response Hypersensitivity Destroy foreign Neutralize Destroy tissue grafts bacterial bacteria and tumors toxins ภาพที่ 2.2 กลไกการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกัน 10. ทฤษฎีระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ (neuroendocrine theory) โดยปกติระบบประสาทและต่อมไร้ท่อจะทำงานประสานกันและควบคุมซึ่งกันและกัน เพื่อให้ร่างกาย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ แต่เมื่อคนมีอายุมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในการทำหน้าที่ของฮัยโปทาลามัส เซลล์ประสาท ต่อมใต้สมอง และอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนหลั่งได้ น้อยลงหรืออาจหยุดหลั่ง มีผลทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ เช่น ต่อมใต้สมอง โดยเฉพาะต่อม ใต้สมองส่วนหน้าจะเสื่อมหน้าที่ลงอย่างรวดเร็ว ฮอร์โมนต่ำ ซึ่งเป็นผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย การ ทำหน้าที่ของอวัยวะสืบพันธุ์ลดลง ต่อมไทรอยด์จะมีขนาดเล็กลงหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ น้อยลง ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคเบาหวานได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า มีการสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ❖ ทฤษฎีสูงอายุเชิงจิตสังคม (psychosocial theory of aging) ทฤษฎีความสูงอายุเชิงจิตสังคมพยายามอธิบายผู้สูงอายุเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การทำ หน้าที่ด้านสติปัญญา ความจำ กระบวนการทางจิตวิทยา อารมณ์ ความรู้สึก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการสูงอายุ โดยเชื่อว่า ความสูงอายุเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน จิตใจ และสิ่งแวดล้อม ทฤษฎีย่อยของทฤษฎีความสูงอายุเชิงจิตสังคมมีดังนี้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 38 ~ 2. ทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow's theory) มาสโลว์เชื่อว่าพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลที่เกิดจากความต้องการของบุคคล ซึ่งความต้องการ ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยเริ่มจากความต้องการด้านกายภาพหรือความต้องการพื้นฐาน (physical need) เช่น อากาศ น้ำ อาหาร การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การขับถ่าย ที่อยู่อาศัย และการมีเพศสัมพันธ์ ความ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง (safety and security needs) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (love and belonging needs) ความต้องการการนับถือในตน (self-esteem needs) และความต้องการการเข้าใจใน ตนเอง (self-actualization needs) ความต้องการทั้งหมดนี้จะต้องเรียงไปตามลำดับขั้นตอน เช่น เมื่อบุคคล สามารถตอบสนองความต้องการด้านกายภาพได้ ก็จะเข้าสู่ความต้องการด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ต่อไป ซึ่งความต้องการสูงสุด คือ ความต้องการเข้าใจแห่งตน อันได้แก่ การรับรู้ถึงความเป็นจริงในชีวิต การ ยอมรับในตนเองและผู้อื่น ความสามารถที่จะบอกได้ว่าตนเองต้องการอะไรหรือควรทำอย่างไร ความต้องการกา เป็นส่วนตัว ความพึงพอใจในชีวิต ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง เป็นต้น บุคคลที่มีการพัฒนาด้านจิตใจที่ดี คือ บุคคลที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเพื่อก้าวสู่ความต้องการที่สูงขึ้นไปได้ ภาพที่ 2.3 Maslow's Hierarchy of Needs 2. ทฤษฎีของอีริคสัน (Erikson's theory) ทฤษฎีของอีริคสันจะเน้นการพัฒนาด้านจิตใจของบุคคล โดยมีความเชื่อว่าการพัฒนาจิตใจของบุคคลจะ ไม่หยุดนิ่ง แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามช่วงอายุ และเป็นผลจากอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม อีริค สันแบ่งการพัฒนาออกเป็น 8 ระยะตามช่วงอายุ ได้แก่ 1) ความไว้วางใจ/ความไม่ไว้วางใจ (trust/mistrust) 2) ความมีเอกภาพ/ความละอายใจและไม่มั่นใจ (autonomy/shame & doubt) 3) การมีความคิดสร้างสรรค์/ความรู้สึก ถูกตำหนิ (initiative/guilt) 4) การมีความมานะบากบั่น/ความรู้สึกต่ำต้อย (industry/inferiority) 5) ความมี เอกลักษณ์/ความสับสนในบทบาท (identity/role confusion) 6) การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด/การแยกตัว (intimacy/isolation) 7) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่/การหยุดนิ่ง (generativity/stagnation) 8) ความมั่นคง/ความท้อแท้ (ego integrity/despair) ซึ่งระยะที่ 1-6 เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 25 ปี ระยะที่ 7 อยู่ในช่วงอายุ 26-64 ปี และ ระยะที่ 8 นับตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ดังนั้นจะเห็นว่าการพัฒนาด้านจิตใจในวัยสูงอายุจะคาบเกี่ยวกับวัยกลางคน ด้วย ซึ่งในระยะที่ 7 บุคคลจะมีความทะเยอทะยาน มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการความสำเร็จในชีวิต หาก ความต้องการการนับถือในตนเอง ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง ความต้องการด้านกายภาพหรือความต้องการพื้นฐาน ความต้องการความเข้าใจในตนเอง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 39 ~ บุคคลสามารถประสบความสำเร็จในระยะนี้ เช่น มีฐานะและหน้าที่การงานมั่นคง บุคคลจะเกิดความภาคภูมิใจใน ตนเอง และมีความคิดที่จะแบ่งปันและช่วยเหลือคนอื่นต่อไป (generativity) ในทางตรงข้ามหากบุคคลไม่ประสบ ความสำเร็จ เช่น มีความเป็นตัวตนอยู่สูง ห่วงแต่ความสุขส่วนตัว จะนำไปสู่ความไม่เจริญก้าวหน้าในชีวิต (stagnation of life) ส่วนระยะที่ 8 เป็นระยะที่บุคคลมองย้อนกลับไปในอดีตและสำรวจตนเอง หากบุคคลสามารถ ประสบความสำเร็จในระยะนี้ เช่น ยอมรับความเป็นจริงในชีวิต บุคคลจะเกิดความพึงพอใจ มีความมั่นคงในจิตใจ และพร้อมที่จะเผชิญกับช่วงสุดท้ายของชีวิตต่อไป ในทางตรงข้ามหากบุคคลไม่ประสบความสำเร็จ เช่น มองว่า ตลอดชีวิตมีแต่ความโชคร้าย ผิดหวัง และล้มเหลว บุคคลนั้นจะเกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ซึ่งอีริคสันอธิบายว่า แต่ละระยะของการพัฒนาด้านจิตใจจะมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของระยะต่อไป หากบุคคลมีการพัฒนาที่ ดีก็จะก้าวขึ้นไปสู่ระยะต่อไปได้ดี 3. แนวคิดของเพค (Peck’s theory) เพค (Robert Peck) ขยายแนวคิดของอีริคสันให้เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการสร้างความรู้สึกมีศักดิ์ศรีใน ตนเองว่า ผู้สูงอายุควรสร้างความรู้สึกพึงพอใจในตนเองในฐานะเป็นคนคนหนึ่ง (ego differentiation) ไม่ใช่จากการ มีบทบาทในสังคม (role preoccupation) ผู้สูงอายุควรหาความสุขทางใจมากกว่าหมกมุ่นกับความจำกัดของ ร่างกายที่เกิดขึ้นจากความสูงอายุ (body preoccupation) และควรมองหรือสะท้อนคิดถึงอดีตที่ประสบผลสำเร็จ อย่างชื่นชมแทนการมองระยะเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิต 4. ทฤษฎีบทบาท (role theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงบทบาทหน้าที่ ซึงในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราจะมีการแสดงบทบาทที่หลากหลาย เช่น พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ผู้บริหาร ลูกจ้าง เป็นต้น แต่ละบทบาทมีความสัมพันธ์กับอายุที่เปลี่ยนไป โดย บรรทัดฐานด้านอายุ (age norm) จะเป็นตัวกำหนดว่าบุคคล ณ อายุตอนนั้นควรมีบทบาทอย่างไร เช่น ผู้สูงอายุวัย 70 ปีแต่งงานกัน จะถูกมองว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนในครอบครัวและสังคม นอกจากนี้บรรทัดฐานด้านอายุยังใช้เป็นตัวกำหนดกฎหมายและนโยบายทางสังคม เช่น การจดทะเบียนสมรสจะ กระทำได้เมื่อบุคคลมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป หรือเกษียณราชการเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป การใช้บรรทัดฐานด้านอายุ เป็นตัวกำหนดบทบาทดังกล่าว บางครั้งอาจทำให้บุคคลรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมและอาจมีผลต่อจิตใจ เช่น รู้สึก โกรธ ไม่พอใจ หรือซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดจากบรรทัดฐานด้านอายุแล้ว ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับการสูญเสียบทบาทด้วย เช่น การสูญเสียบทบาทในหน้าที่การงานจากการเกษียณราชการ หรือการสูญเสียบทบาทของการเป็นคู่สมรส เนื่องจากสูญเสียสามีหรือภรรยา ซึ่งในวัยสูงอายุการสูญเสียบทบาทมักมีมากกว่าการได้รับบทบาทใหม่ และ บทบาทที่สูญเสียไปแล้วมักไม่ได้กลับคืนมา นอกจากนี้พบว่าผู้สูงอายุอาจมีปัญหาในความคลุมเครือของบทบาท เช่น มีบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่กลับต้องพึ่งพาการเลี้ยงดูจากลูกหลาน ทำให้บางครั้งไม่สามารถบอกได้ ว่าบทบาทที่แท้จริงคืออะไร 5. ทฤษฎีการถดถอยจากสังคม (disengagement theory) ทฤษฎีนี้มีพื้นฐานของความเชื่อว่า ความสามารถของบุคคลจะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และบุคคลจะ เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต เนื่องจากวัยสูงอายุเป็นวัยของการสูญเสียทั้งด้านร่างกายและจิต สังคม ผู้สูงอายุจึงพยายามที่จะแยกตัวออกจากสังคม (withdrawal) และปล่อยวางเป็นอิสระจากความคาดหวัง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 40 ~ ของสังคม และการแข่งขันที่เคยมีในอดีต เพื่อให้มีเวลาค้นหาตนเองและสัจธรรมในชีวิต (inner life) เช่น ผู้สูงอายุที่ เคยทำงานมาตลอด ปัจจุบันหยุดทำงานและอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยออกสังคมเหมือนเคย นานๆ ถึงจะไป พบเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง มีความสุขกับการดูแลต้นไม้ และนั่งสมาธิ 6. ทฤษฎีการมีกิจกรรม (activity theory) ทฤษฎีนี้มีพื้นฐานของความเชื่อว่า ผู้สูงอายุที่ชอบทำกิจกรรมจะมีความพึงพอใจในชีวิตและสามารถ ปรับตัวได้ดีกว่าผู้สูงอายุที่มีการทำกิจกรรมน้อย และส่วนใหญ่จะพยายามรักษากิจกรรมให้คงอยู่เช่นเดียวกับที่ เคยมีในช่วงวัยกลางคน หรือพยายามหากิจกรรมใหม่มาทดแทนกิจกรรมเดิมที่สูญเสียไป โดยการทำกิจกรรมถือ เป็นการส่งเสริมให้เกิดอัตมโนทัศน์ (self-concept) ในผู้สูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุที่เคยเป็นหัวหน้างาน หลังเกษียณ ราชการชอบช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าชมรมผู้สูงอายุและที่ปรึกษาพิเศษ ให้แก่ที่ทำงานเดิม ซึ่งหน้าที่ที่มีอยู่ทำให้ต้องออกสังคมอยู่ตลอดเวลา ผู้สูงอายุรู้สึกภูมิใจในตนเองที่สามารถสร้าง ประโยชน์ให้แก่สังคม 7. ทฤษฎีความต่อเนื่อง (continuity theory) ทฤษฎีความต่อเนื่องเป็นผลจากการศึกษาเพื่อหาข้อขัดแย้งของทฤษฎีการถดถอยจากสังคมและทฤษฎี การมีกิจกรรม โดยพบว่าการที่ผู้สูงอายุจะมีความสุขและมีกิจกรรมต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับลักษณะบุคลิกภาพและวิถี การดำเนินชีวิตที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งลักษณะบุคลิกภาพเป็นหัวใจสำคัญของการปรับตัวของบุคคล เช่น คนที่มี ลักษณะเฉยๆ ไม่กระตือรือร้น และไม่ค่อยมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุมักจะเก็บตัวอยู่กับบ้าน ในทางตรงข้ามหากเป็นคนกระตือรือร้น ชอบทำงาน และมีส่วนร่วมในสังคม เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุมักจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ แต่ไม่ว่าผู้สูงอายุจะเลือกปฏิบัติตัวอย่างไร หากสามารถดำรงอยู่ในความสูงอายุได้อย่างเหมาะสมก็ถือว่ามี การปรับตัวได้ดี ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีความต่อเนื่องมีรากฐานอยู่บนความผาสุกในชีวิตของบุคคล 8. แนวความคิดของภาวะธรรมทัศน์ในวัยผู้สูงอายุตามมิติด้านจิตวิญญาณ (gerotranscendence theory) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงมโนทัศน์ของภาวะธรรมทัศน์(transcendence) ในวัยผู้สูงอายุว่าเป็นภาวะที่ผู้สูงอายุ มีความเข้าใจและยอมรับปรากฏการณ์ของชีวิต ยอมรับว่าทุกสิ่งในโลกมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีวุฒิ ภาวะในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นและสังคม ภาวะธรรมทัศน์เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ โดยเริ่มขึ้น ตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น แล้วมีพัฒนาการที่สูงขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุแต่ละคนจะมีระดับพัฒนาการของ ภาวะธรรมทัศน์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่สนับสนุน เช่น การที่ผู้สูงอายุ แยกตัวออกจากสังคม มีความสนใจเฉพาะเรื่องของตนและมีการเข้าร่วมกิจกรรมในสังคมตามการตัดสินใจเลือก ของตน ย่อมส่งผลให้ผู้สูงอายุมีพัฒนาการภาวะธรรมทัศน์ ภาวะธรรมทัศน์ในวัยผู้สูงอายุประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ 1) มิติการมองโลก (cosmic dimension) การที่ผู้สูงอายุมีความเข้าใจและยอมรับว่าทุกสิ่งและทุกเหตุการณ์ ในโลกมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะเชื่อมโยงกันและมีความต่อเนื่องกัน สิ่งที่ เกิดขึ้นในอดีตจะมีผลต่อปัจจุบัน ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับบรรพบุรุษมากขึ้น เห็นความจำเป็นที่ต้องสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับบุตรหลาน มองว่าความตายเป็นเพียงสิ่งธรรมดาของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีภาวะธรรมทัศน์ในระดับสูงพบว่าการกลัวความตายจะหายไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 41 ~ 2) มิติการมองตน (self-dimension) การที่มีความเข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตน ค้นพบด้านที่ดี และไม่ดีของตนเองยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (self-centeredness) น้อยลง ยอมรับความเสื่อมและความเจ็บป่วย ของร่างกายดูแลรักษาสุขภาพ แต่ไม่ลุ่มหลงกับรูปลักษณ์ภายนอก อยู่เหนือตน เปลี่ยนจากการเห็นแก่ตัวเป็นการ ค้นหาความบริสุทธิ์ใจระลึกถึงวัยเด็กและการเปลี่ยนในวัยเด็ก ทำให้มีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเอง และบางครั้งอาจ ทำกิจกรรมอะไรที่ขัดแย้งกับวัย เช่น สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสแทนการใส่สีดำขาว และมีความซื่อสัตย์ 3) มิติการมีสัมพันธภาพต่อผู้อื่นและสังคม (social and individual relations dimension) ผู้สูงอายุจะมี ความเข้าใจและยอมรับการกระทำและความคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งมั่นใจในการกระทำของตน จึงมีความกล้าใน การเลือกทำในสิ่งที่ตนพึงพอใจ สนใจความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีความหมายและลึกซึ้งมากกว่าความสัมพันธ์ แบบผิวเผิน ขณะเดียวกันก็รักความสันโดษมากขึ้น เข้าใจในความแตกต่างระหว่างตนเองและบทบาท แม้ใน บางครั้งมีสิ่งกระตุ้นให้ละทิ้งหน้าที่ แต่ผู้สูงอายุจะมีการปรับเปลี่ยนความเข้าใจเพื่อรักษาบทบาทในชีวิตให้ประสบ ความสำเร็จ ผู้ที่มีภาวะธรรมทัศน์ในวัยผู้สูงอายุระดับสูง มีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิตสูงขึ้น ดำเนินชีวิตที่ เหลืออย่างมีความหมายและกำลังใจ ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนา (ลดารัตน์ สาภินันท์, 2545) มีความสุขกับ ชีวิตเรียบง่าย ไม่สนใจสัมพันธภาพกับผู้อื่นแบบผิวเผิน เลือกเข้าร่วมกิจกรรมในสังคมตามที่ตนสนใจ สามารถ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและสิ่งรอบข้างได้ มีสัมพันธภาพกับบุคคลทุกวัย และอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ ต่อสังคม (Tornstam, 1996 อ้างอิงจาก Wadensten, 2005: 381–388) นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีความเข้าใจความ เป็นไปของโลก ปล่อยวาง ยอมรับข้อดีและข้อด้อยของตน ไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ต้องการบรรลุถึงความ ต้องการขั้นสัจจะแห่งตน (self-actualization) ครุ่นคิดเรื่องความตายในแง่มุมที่เป็นสิ่งธรรมดาของชีวิต จึงเข้าหา หลักธรรมเพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ พร้อมเข้าสู่ความตายอย่างสงบ ซึ่งจะเห็นได้โดยทั่วไปในสังคมว่าวัย ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มองหาความสงบและมั่นคงทางจิตใจเป็นหลัก เข้าโบสถ์ วัด มัสยิด หรือสถานที่ประกอบกิจทาง ศาสนามากขึ้น ดังนั้นลักษณะงานที่เหมาะสมกับวัยผู้สูงอายุควรเป็นงานที่ทำโดยสมัครใจ และมีโอกาสได้ ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนให้กับคนรุ่นหลัง เป็นงานที่ทำประโยชน์ให้บุคคลอื่นและสังคม เช่น อาจารย์พิเศษ ปราชญ์ชาวบ้าน ก่อตั้งมูลนิธิที่ทำประโยชน์ให้สังคม จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ เป็นต้น (ธนยศ สุ มาลย์โรจน์และฮานานมูฮิบบะตุดดีน นอจิ สุขไสว, 2558) ❖ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสูงอายและแนวคิดหลักในการพยาบาลผู้สูงอายุ ทฤษฎีความสูงอายุต่างๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และบางทฤษฎีอาจขัดแย้งกันบ้าง ซึ่งควรได้รับ การศึกษาวิจัยต่อไป การศึกษาทฤษฎีความสูงอายุจะช่วยให้พยาบาลเข้าใจปัจจัยที่อาจมีผลทางบวกหรือทางลบ ต่อภาวะสุขภาพและความผาสุกของบุคคล และช่วยให้พยาบาลสามารถแยกการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เนื่องจากความสูงอายุ หรือเกิดจากการมีพยาธิสภาพ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจถือเป็นปกติในผู้สูงอายุ แต่ อาจเป็นภาวะผิดปกติหากเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งการดูแลควรแตกต่างกัน การเข้าใจกลไกของความสูงอายุตาม ความเชื่อหลายๆ รูปแบบ ทำให้พยาบาลไม่มีอคติในการดูแลผู้สูงอายุ ปราศจากความเชื่อที่ว่าผู้สูงอายุเป็นวัยแห่ง ความเสื่อมไม่สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ความรู้เรื่องทฤษฎีความสูงอายุมาใช้ในการ ดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากได้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 42 ~ ชื่อทฤษฎี การประยุกต์ใช้ทางการพยาบาล ทฤษฎีเชิงชีวภาพ - สามารถแยกการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติของความสูงอายุได้ จากความผิดปกติจากความเจ็บป่วย ทฤษฎีอนุมูลอิสระ - การแนะนำให้ผู้สูงอายุหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ปกป้องร่างกายจากรังสี แสงแดด ใช้ครีมกันแดด จะช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง รักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตนเองไว้ได้ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดี - ควรแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น อาหาร ที่มีวิตามินเอ ซี และอี ทฤษฎีการเชื่อมตามขวาง - การกระตุ้นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบยืดเหยียด (flexibility) จะ ช่วยป้องกันการยึดติดแข็งของกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อ ร่างกาย เคลื่อนไหวได้คล่องตัว ช่วยป้องกันการหกล้มได้ ทฤษฎีการเสื่อมถอย - แนะนำการชะลอความเสื่อมของร่างกาย เช่น การป้องกันข้อเข่าเสื่อม ด้วยการควบคุมน้ำหนัก ลงบันไดอย่างช้าๆ และไม่กระโดดเมื่อเต้นแอ โรบิก หรือป้องกันหลอดเลือดอุดตันโดยการลดอาหารที่มีไขมัน ทฤษฎีพันธุกรรม - เข้าใจและยอมรับว่าความชราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะเป็นการ เสื่อมตามวัย - การป้องกันไม่ให้ร่างกายเสื่อมลงเร็วกว่ากำหนด ด้วยการกำจัด ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือการใช้สารเสพติด ทฤษฎีภูมิคุ้มกัน - อายุมากขึ้นทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง ความสามารถใน การต่อต้าน/ทำลายสิ่งแปลกปลอมลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดโรคมะเร็ง และติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น - ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกแยะเซลล์ปกติกับผิดปกติออกจากกัน ได้ ร่างกายจึงสร้าง antibody มาต่อต้านเซลล์ผิดปกติ และเซลล์ปกติ ของร่างกายถูกต่อต้านไปด้วย - แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ทฤษฎีระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ - มีความรู้เรื่องผู้ป่วยสูงอายุที่มีการตอบสนองช้ากว่าปกติ และการ รักษาดูแล ทฤษฎีทางจิตสังคม - พยาบาลต้องไวต่อความรู้สึกของตนเองต่อผู้สูงอายุ แล้วพัฒนา เจตคติทางบวกต่อวัยสูงอายุว่าไม่ได้เป็นวัยแห่งการสูญเสีย ซึมเศร้า และไร้ประโยชน์ แต่เป็นวัยที่ยังมีโอกาสในการส่งเสริมให้หาความหมาย ในชีวิต และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามอัตภาพได้ - การประเมินการเปลี่ยนแปลงตามวัยของผู้สูงอายุแต่ละบุคคลอย่าง รอบคอบ ตลอดจนประเมินแบบแผนในการดำเนินชีวิตและความพึง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 43 ~ ชื่อทฤษฎี การประยุกต์ใช้ทางการพยาบาล พอใจในชีวิต จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการวางแผนการดูแล ผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพ แนวคิดของอีริกสัน - พยาบาลควรทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ผู้สูงอายุ เผชิญในแต่ละขั้นตอนของชีวิต เพื่อให้การดูแลแบบองค์รวมสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น - ผู้สูงอายุปรับตัวต่อความเจ็บป่วย การสูญเสีย การเปลี่ยนแปลง และ ยอมรับความตายได้ แนวคิดของเพค - การชี้แนะให้ผู้สูงอายุมองอดีตของตนเองอย่างชื่นชมแทนการมอง อนาคตที่เหลืออยู่อย่างเป็นทุกข์ ทฤษฎีการถดถอยจากสังคม - ผู้สูงอายุมีการตอบสนองต่อการเกษียณอายุการทำงานแตกต่างกัน พยาบาลควรให้การดูแลที่แตกต่างกัน อีกทั้งควรมีการจัดสัมมนาให้ ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเกษียณอายุการทำงาน เพื่อให้ สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทฤษฎีการมีกิจกรรม - สนับสนุนให้ผู้สูงอายุยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามวัย - กระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเลือก กิจกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของร่างกาย ทฤษฎีความต่อเนื่อง - การดำเนินงานในชมรมผู้สูงอายุ ควรประเมินบุคลิกภาพในอดีตของ สมาชิกในชมรม โดยการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับลักษณะนิสัยเดิม ของผู้สูงอายุ gerotranscendence theory - การจัดอบรมเกี่ยวกับงานและแนะแนวอาชีพ ควรจะมีเพื่อให้ผู้สูงอายุ ได้เห็นโอกาสในการทำงาน นำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและ เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ได้เลือกทำงานตามความสนใจของตน เพื่อ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเกิดความพึงพอใจในชีวิต เข้าสู่ภาวะธรรมทัศน์ใน ระดับสูง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว เนื่องจากความสูงอายุเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจทฤษฎีความสูงอายุทั้งเชิงชีวภาพ จิตวิทยา และสังคมวิทยา จึงมีความสำคัญต่อพยาบาลในการให้การดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุ โดยทฤษฎีความ สูงอายุเชิงชีวภาพจะช่วยให้ทราบว่าร่างกายของผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลทำ ให้เกิดความสูงอายุได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพและโรคภัยตามมาได้ ทฤษฎีความสูงอายุเชิง จิตวิทยาช่วยให้เข้าใจในความเชื่อและความมีคุณค่าของผู้สูงอายุ ตลอดจนทราบการพัฒนาด้านจิตใจ ส่วนทฤษฎี ความสูงอายุเชิงสังคมช่วยให้ทราบว่าผู้สูงอายุมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ซึ่งความรู้ที่ได้เหล่านี้สามารถ นำไปใช้เป็นแนวทางการประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ และใช้ประกอบการวางแผนการพยาบาลสำหรับ ผู้สูงอายุต่อไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 44 ~ แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ผู้สูงอายุประวัติรับจ้างแบกข้าวสาร 20 ปีก่อน มีอาการปวดข้อเข่าเวลายืนหรือเดินนานๆ มีเสียงเสียดสี ใน ข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว ขณะยืนเข่าทั้งสองโก่งโค้งออกนอกลำตัว สามารถอธิบายโดยใช้ทฤษฎีสูงอายุใด 2. ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดสูง รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ไม่ชอบออกไปทำ กิจกรรมนอกบ้าน บอกว่าแก่แล้ว ชอบปลูกผัก เลี้ยงสุนัข อยู่กับบ้าน พฤติกรรมดังกล่าว น่าจะเกิดจาก การสูงอายุตามทฤษฎีใด 3. หญิงไทยอายุ 55 ปี ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อชะลอความสูงอายุให้สอดคล้องกับทฤษฎีอนุมูลอิสระ (Free Radical Theory) เอกสารอ้างอิง วณิชา พึ่งชมภู. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: การสร้างเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพ เล่ม 1. เอ็น.พี.ที.ปริ้นติ้ง. นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ: ไทยควอ ลิตี้บุ๊คส์.


Click to View FlipBook Version