เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 245 ~ ปริมาณมากเกินไป หรือญาติไม่จัดหาแว่นตา หูฟัง หรืออุปกรณ์ที่ช่วยเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ไม้เท้าให้ผู้สูงอายุ 2.2 การทอดทิ้งหรือละเลยผู้สูงอายุโดยไม่ได้ตั้งใจ (Passive neglect) แต่มีผลกระทบต่อร่างกายและ จิตใจของผู้สูงอายุ เช่น การเตรียมอาหารเฉพาะโรคให้ผู้สูงอายุไม่ถูกต้องเนื่องจากการขาดความรู้ หรือลืมในสิ่งที่ ผู้สูงอายุขอร้อง ลักษณะของการทารุณกรรมผู้สูงอายุ 1. การทารุณกรรมทางด้านร่างกาย (Physical abuse) คือ การกระทำซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงต่อร่างกาย ทำให้ได้รับอันตรายหรือไม่สุขสบาย ตลอดจนการปล่อยปละละเลย เฉยเมย ทำไม่สนใจจนร่างกายได้รับอันตราย ซึ่งหมายรวมถึงการไม่ให้อาหาร ยา การดูแลความสะอาดร่างกาย หรือปล่อยให้เกิดแผลกดทับ และรวมถึงการ ล่วงละเมิดทางเพศ 2. การทารุณกรรมทางด้านจิตใจหรืออารมณ์ (Psychological abuse) หมายถึง การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ต่อผู้สูงอายุ เช่น กล่าวคำหยาบ การให้ร้ายทางคำพูด การด่าทอไม่ให้เกียรติ หรือการพูดยั่วให้โกรธ แสดงท่าทาง ดูถูก การแสดงออกที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกต่ำต้อย หรือพูดข่มขู่ทำให้เกิดความกลัว 3. การทารุณกรรมทางทรัพย์สินและการเอาผลประโยชน์ (Financial/Material abuse) เป็นการแสดงเจตนา ต้องการประโยชน์จากทรัพย์ เงินทอง หรือใช้ทรัพย์สินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การนำเงินไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการเข้าครอบครองสมบัติของผู้สูงอายุ ไม่ให้ผู้สูงอายุใช้ทรัพย์สินของตนเอง รวมถึงการปลอมแปลงเอกสาร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. การทอดทิ้ง (Neglect) คือ การไม่สนใจ ทอดทิ้ง ปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ต่อความต้องการของ ผู้สูงอายุทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสุขภาพ 5. การล่วงละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ (Violation of rights) คือ การปฏิเสธ หรือล่วงละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ เช่น การไม่ให้ผู้สูงอายุแสดงความคิดเห็นต่างๆ และการบังคับผู้สูงอายุให้กระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ เช่น การส่ง ผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชรา เป็นต้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทารุณกรรมผู้สูงอายุ สาเหตุของการทารุณกรรมผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และใน แต่ละสังคมวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมไทย จะพบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมทุกรูปแบบเป็นผลพวง ร่วมกันที่เกิดจากปัจจัยหลายระดับตั้งแต่ระดับในสังคม ชุมชน จนถึงลักษณะของตัวบุคคลเอง จากการทบทวน เอกสารเกี่ยวกับการทารุณกรรมผู้สูงอายุพบสิ่งที่ส่งผลให้เกิดการกระทำทารุณกรรมต่อผู้สูงอายุ ดังนี้ โครงสร้างสังคมโดยรวมในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และ อุตสาหกรรม ทำให้มีการย้ายถิ่น ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเขตอุตสาหกรรมและเขตเมือง บางครอบครัวทิ้ง ผู้สูงอายุไว้ในขนบท บางครอบครัวพาผู้สูงอายุย้ายตามมาด้วย แต่ก็ปล่อยให้อยู่บ้านตามลำพัง ซึ่งเป็นสังคมใหม่ที่ ผู้สูงอายุไม่รู้สึกคุ้นชิน ในระดับชุมชนใกล้ตัว มีปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงหรือกระทำทารุณกรรมต่อผู้สูงอายุ เช่น อัตรา การว่างงานสูง ฐานะยากจน มีแหล่งอบายมุข มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ส่งให้โอกาสที่จะเกิดการทารุณ กรรมผู้สูงอายุมีสูงกว่าในชุมชนที่ปราศจากปัญหาเหล่านี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 246 ~ ปัจจัยในระดับตัวบุคคล แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ลักษณะส่วนบุคคลในด้านของผู้กระทำทารุณกรรม และ ลักษณะบุคคลในด้านของผู้สูงอายุ 1) ลักษณะส่วนบุคคลในด้านของผู้กระทำทารุณกรรมที่มีผลผลักดันให้กระทำ พฤติกรรมที่รุนแรง คือผู้ที่มีประสบการณ์ความรุนแรงมาก่อนในวัยเด็ก การดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด การมีปัญหาความเครียดจากหน้าที่การงานในชีวิตประจำวัน และการสูญเสียสถานภาพ เช่น ตกงาน การขาด ทักษะชีวิตในการระงับความโกรธและความขัดแย้ง เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการกระทำทารุณกรรม ต่อผู้สูงอายุได้ 2) ลักษณะส่วนบุคคลในด้านของผู้สูงอายุที่ส่งผลให้ผู้สูงอายุถูกกระทำทารุณกรรมได้ คือ การที่ ผู้สูงอายุมีอายุที่ยืนยาว มีปัญหาสุขภาพ และอยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น สรุปได้ว่ามีเหตุและปัจจัยในการทำ ทารุณกรรมทั้งจากตัวผู้สูงอายุเอง และจากสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลที่ผู้วิจัยได้เลือกนำมาศึกษา สามารถ อธิบายได้ดังนี้ ปัจจัยด้านผู้สูงอายุ 1.1 อายุ การที่ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวมากขึ้นย่อมก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจากโรคที่มากับความเสื่อมและ เพิ่มการพึ่งพาผู้อื่น พิการทางด้านร่างกาย ผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้นจะมีอัตราการเกิดโรคมากกว่าหนึ่งโรคสูงขึ้น ควบคู่ไปกับความเสื่อมลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อันนำไปสู่ภาวะพึ่งพอและภาวะทุพพลภาพ ซึ่งภาวะนี้มี ผลทำให้สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกเครียดและเป็นภาระ อันนำไปสู่การแสดง พฤติกรรมที่ทารุณกรรมผู้สูงอายุได้ 1.2 เพศ จากการศึกษาต่างๆ พบว่าผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อการทารุณกรรมเป็นหญิงมากกว่าชาย เนื่องจาก ผู้สูงอายุหญิงมีอายุยืนยาวกว่าชาย และยังพบว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุหญิงต่อชายเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และ อัตราเพิ่มปรากฏชัดมากที่สุดในกลุ่มอายุ 75 ปีหรือมากกว่า การมีอายุยืนย่อมมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายและสมอง ทำให้มีโรคเรื้อรังเกิดขึ้น ซึ่งต้องอยู่ในภาวะการพึ่งพาบุคคลใน ครอบครัว นอกจากนี้ผู้สูงอายุหญิงในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมไทยเป็นสังคมที่ฝ่ายชายมีอำนาจและมี ความสำคัญ ผู้หญิงและเด็กมีสถานะทางสังคมด้อยกว่า ผู้ชายจึงมีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงในการทารุณเพศหญิง เพื่อแสดงอำนาจของตน และส่วนหนึ่งเพื่อพยายามลบล้างความรู้สึกไร้อำนาจของตน ซึ่งอาจถูกกระตุ้นโดยความ ตึงเครียดจากภายนอกครอบครัว เช่น ที่ทำงาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะก่อให้เกิดการทารุณกรรมในครอบครัวได้ ผู้สูงอายุเพศหญิงจะมีหน้าที่ดูแลครอบครัว ดูแลบ้าน ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่มีรายได้ การใช้จ่ายของผู้สูงอายุ เหล่านี้มาจากรายได้ของสามีเป็นส่วนใหญ่ เมื่อสามีเสียชีวิตลงก่อนหรือมีความเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ ผู้สูงอายุสตรีจึงไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อยลง ประกอบกับขาดทักษะในการประกอบอาชีพ ทำให้ไม่สามารถ ทำงานหาเงินได้ สตรีสูงอายุส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและจำนวนมากอ่านหนังสือไม่ออก จึงมี ความจำเป็นจะต้องพึ่งพาบุตรหลานหรือสมาชิกในครอบครัวมากขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย และทางด้านการเงิน บางครั้งอาจรู้สึกไม่มีอิสระในตนเองที่จะตัดสินใจทำสิ่งใดๆ หรือไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ บุคคลในครอบครัวมีแนวโน้มที่จะมองผู้สูงอายุหญิงว่าเป็นผู้สร้างภาระให้แก่ครอบครัวจึงทำให้ถูกทารุณกรรมได้ โดยง่าย 1.3 ภาวะสุขภาพ การที่บุคคลมีอายุยืนยาวขึ้นทำให้มีความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายและสมอง อัตราการเกิดโรคที่มากับความเสื่อมมากกว่าหนึ่งโรคจะสูงขึ้น ปัญหาสุขภาพนี้ทำให้ผู้สูงอายุต้องการความ ช่วยเหลือในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทารุณกรรมผู้สูงอายุ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 247 ~ 2. ปัจจัยด้านครอบครัวและสมาชิกในครอบครัว 2.1 สถานะทางการเงินของผู้สูงอายุและครอบครัว ครอบครัวที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ความไม่เพียงพอของ รายได้ หรือสมาชิกในครอบครัวไม่มีงานทำ ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ผู้สูงอายุ ที่มีภาวะเจ็บป่วยย่อมทำให้ครอบครัวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย ถ้าครอบครัวนั้นไม่มีเงินออมเพื่อใช้ เวลาเจ็บป่วย ย่อมมีผลกระทบต่อรายจ่ายในครอบครัว ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด อันจะนำไปสู่การทารุณกรรมได้ นอกจากนี้หากสมาชิกในครอบครัวต้องพึ่งพาผู้สูงอายุทางด้านการเงิน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการทารุณกรรม ผู้สูงอายุได้ การที่ผู้สูงอายุไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อยไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพา ลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นภาระ รู้สึกโกรธต่อผู้สูงอายุได้ในเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง ผู้สูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมักถูกแสวงหาผลประโยชน์ โดยถูกเบียดบังหรือฉ้อโกงอย่างไม่เป็น ธรรม 2.2 สภาพความเป็นอยู่ในครอบครัว ผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังมีโอกาสถูกทารุณกรรมได้น้อยกว่าผู้สูงอายุที่ อยู่อาศัยในครอบครัวที่แออัด เนื่องจากการอยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกจำนวนมาก มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ ก่อให้เกิดความตึงเครียด และความขัดแย้งระหว่างผู้สูงอายุและสมาชิกในครอบครัวได้ 2.3 ทัศนคติของสมาชิกในครอบครัวที่มีต่อผู้สูงอายุ ทัศนคติในด้านลบสามารถก่อให้เกิดการทารุณกรรม ได้ เนื่องจากในปัจจุบันลูกหลานไม่ได้มองผู้สูงอายุว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญหรือมีคุณค่าอีกต่อไป ลูกหลาน ผู้สูงอายุมีความเชื่อว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีระเบียบจัด เข้มงวด ไร้ความสุข และไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ ผู้สูงอายุกลับถูกมองว่าเป็นผู้สร้างภาระให้แก่ครอบครัว ความเป็นแหล่งทรัพยากรบุคคลของผู้สูงอายุได้ถูก มองข้ามไป เนื่องจากความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และทัศนคติของผู้สูงอายุปรับเปลี่ยนช้ากว่าลูกหลาน อีกทั้ง ลูกหลานมีการศึกษามากกว่า และสามารถแสวงหาข้อมูลข่าวสารจากแหล่งอื่นได้ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง ผู้สูงอายุและลูกหลาน ลูกหลานไม่ได้มองว่าผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ และมีอำนาจอีกต่อไป หรือ ผู้สูงอายุถูกลดความสำคัญและอำนาจลงไป ทั้งในเรื่องการตัดสินใจในการทำงาน และการให้ความเห็น การรับรู้ ของลูกหลานที่มีต่อผู้สูงอายุดังกล่าว เป็นเหตุให้สัมพันธภาพผู้สูงอายุและลูกหลานที่เคยเหนียวแน่นกลับห่างเหิน กันไป และอาจถูกทารุณกรรมได้โดยง่าย 2.4 ประวัติการเจ็บป่วยทางจิต ประวัติการดื่มเหล้าและ/หรือเสพยาของสมาชิกในครอบครัวเป็นปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการทารุณกรรมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีผลต่อการแสดงบทบาทอย่างไม่เหมาะสมต่อผู้สูงอายุ รวมถึงขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดความสามารถในการคิดตัดสินใจที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาในสถานการณ์ ต่างๆ ได้ จนเป็นเหตุให้กระทำพฤติกรรมที่รุนแรงได้ การประเมินการถูกทารุณกรรมในผู้สูงอายุ การประเมินเป็นพื้นฐานของการสืบทราบภาวะทารุณกรรมที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุซึ่งกระทำได้ยาก พยาบาล จะต้องมีความรอบคอบ มีความรู้ ช่างสังเกต สามารถแยกแยะได้ว่าลักษณะใดที่จัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกายที่ปกติของผู้สูงอายุ และลักษณะใดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติเนื่องมาจากการบาดเจ็บหรือถูกทำร้าย (physical injury) การประเมินที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยการตรวจอย่างละเอียดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของ ผู้สูงอายุ โดยประเมินไปพร้อมกันและประเมินเปรียบเทียบกับผู้ดูแลผู้สูงอายุมีลักษณะเช่นไร มีความสามารถ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 248 ~ เพียงใดในการให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ และลักษณะทางด้านจิตใจเป็นอย่างไร ถ้าตรวจพบว่ามีปัญหาควรรีบ แก้ไขก่อนเกิดเหตุร้ายขึ้นกับผู้สูงอายุ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ทำงานในการดูแลผู้สูงอายุมักจะเป็นผู้พบการ ทารุณกรรมในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามมีหน่วยงานที่จะเป็นผู้ดูแล ประเมินและตัดสินใจถึงระดับความเสี่ยง หา วิธีการป้องกันและช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรม เรียกว่าคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรม แห่งชาติ (National Committee for the Prevention of Elder Abuse, 2003) กลวิธีที่คณะทำงานนี้นำมาใช้ ประกอบด้วยวิธีการดังนี้ 1. ประเมินผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำทารุณกรรม ถึงระดับความเสี่ยงและอันตราย 2. จัดให้บริการอย่างเหมาะสมในเรื่องต่างๆ เพื่อป้องกันผู้ถูกทารุณกรรมให้อยู่ในที่ปลอดภัยและ เหมาะสม 3. รวบรวมอุบัติการณ์ และหลักฐานประกอบเหตุการณ์การกระทำทารุณกรรมผู้สูงอายุ 4. ประเมินความต้องการของผู้สูงอายุที่ถูกทารุณกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและความรุนแรง 5. จัดให้บริการต่างๆ เช่น การส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และให้ ความรู้เกี่ยวกับหน่วยบริการต่างๆ ที่พร้อมจะให้บริการตลอดเวลาเมื่อถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรม และจากการวิจัยของ Hamphryes (1997) ได้กล่าวถึงการทารุณกรรมผู้สูงอายุในแง่ที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ควร จะต้องจับตาดู และจะให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านั้นอย่างไร ฮัมฟรีย์ได้นำเสนอตารางที่ใช้พิจารณาปัจจัยเสี่ยง (risk factors) เพื่อช่วยในการประเมินทั้งผู้สูงอายุและผู้ต้องสงสัยว่าถูกทารุณกรรมหรือไม่ ดังตาราง Risk factor for elder abuse Abuser (ผู้กระทำทารุณกรรม) Victim (ผู้ถูกทารุณกรรม) History of mental illness มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิต x x Shared living arrangement ต้องแบ่งที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น x x Family history of violence มีประวัติความรุนแรงในครอบครัว x x Isolation แยกตัวเอง x x Stressful events อยู่ในสถานการณ์ที่เครียด x x Poor health สุขภาพไม่ดี x x Cognitive impairment สติปัญญาไม่สมบูรณ์ x x Substance abuse ใช้สาร/ยาผิดประเภท x x Dependency ต้องพึ่งพาผู้อื่น x x Lack of financial resource ไม่มีรายได้ x x จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยที่ควรจะต้องพิจารณาทั้งด้านผู้กระทำทารุณกรรมและผู้ถูกกระทำ ทารุณกรรม โดยเฉพาะประวัติการเจ็บป่วยทางจิต สภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ต้องอยู่อย่างแออัด ต้องแบ่ง ที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น อยู่ในครอบครัวที่มีประวัติใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา มีบุคลิกภาพแยกตัวเองไม่เข้าสังคม และมีประวัติหรือกำลังติดสารเสพติดหรือใช้ยาผิดประเภท และไม่มีรายได้ หากพิจารณาแล้วพบว่าผู้กระทำ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 249 ~ ทารุณกรรมและผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวมาแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเหตุการณ์ทารุณ กรรมได้ และการประเมินด้านผู้กระทำทารุณกรรมหากพบว่า มีภาวะสุขภาพไม่ดี สติปัญญาไม่สมบูรณ์ ย่อมทำ ให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทารุณกรรมได้มากขึ้น ดังนั้นตารางนี้จึงใช้เพื่อประเมินการถูกทารุณกรรมในผู้สูงอายุจาก ปัจจัยเสี่ยง การจัดการเมื่อเกิดการทารุณกรรมผู้สูงอายุ การจัดการเมื่อเกิดการทารุณกรรมผู้สูงอายุสามารถแบ่งเป็นการจัดการของผู้สูงอายุ และการจัดการของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาการจัดการของผู้สูงอายุเมื่อเกิดการทารุณกรรม มีดังนี้ 1. นิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบและอดทน 2. หนีออกจากบ้านและความช่วยเหลือจากผู้อื่น 3. พูดคุยทำความเข้าใจกับสมาชิกในบ้านที่ทำร้ายตนเอง 4. ตักเตือนและสอนศีลธรรม 5. แจ้งตำรวจ 6. พยายามฆ่าตัวตาย 7. ไล่สมาชิกในครอบครัวที่ทำร้ายตนเองออกจากบ้าน การจัดการของผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น สัมพันธภาพระหว่างผู้สูงอายุกับ ผู้กระทำทารุณกรรม รวมถึงแหล่งสนับสนุนทางชุมชนภาครัฐและภาคเอกชนที่จะให้ความช่วยเหลือต่อผู้สูงอายุ และครอบครัว ส่วนการจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการเมื่อผู้สูงอายุถูกทารุณ กรรมในประเทศไทย จะมีในส่วนของโรงพยาบาล หรือสถานบริการพยาบาล เมื่อผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ หรือ สถานีตำรวจเมื่อได้รับการร้องเรียนว่าถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกลักทรัพย์ นอกจากนี้จะเป็นสมาชิกผู้อื่นในบ้าน หรือเพื่อนบ้านที่จะให้การช่วยเหลือ เช่น ศูนย์คุ้มครองเด็กและสตรี โรงพยาบาลขอนแก่น ที่เริ่มจัดตั้งศูนย์ one stop crisis center (OSCC) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 ตามมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีมาตรการการแก้ไข ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และพิจารณาว่าความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนอย่าง ยิ่ง มีสาเหตุโยงใยถึงความสัมพันธ์และปัจจัยหลายอย่าง ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเป็นที่ทราบ กันโดยทั่วไปว่าเด็กและสตรีที่ถูกกระทำทารุณกรรมทั้งทางร่างกาย หรือทางเพศ เป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ดังนั้นศูนย์ OSCC จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่เด็กและสตรีที่ถูกกระทำทารุณกรรมอย่างครบวงจร ดำเนินงานโดยคณะกรรมการที่มาจากสหวิชาชีพ ให้การรักษาพยาบาลด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และบริการ ปรึกษาด้านชีวิต รวมทั้งให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ การพิทักษ์ผู้รับบริการ การปลูกจิตสำนึกให้ผู้ดูแล ครอบครัวและชุมชนเข้าใจ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ส่วนในต่างประเทศจะมีศูนย์ให้ความช่วยเหลือ ผู้สูงอายุที่ถูกทารุณกรรมอย่างครบวงจร ที่เรียกว่า National Center on Elder Abuse (NCEA) มีการให้ความ ช่วยเหลือทั้งรับร้องทุกข์ผ่านสายด่วน ตลอดจนมีกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิ์และคุ้มครองผู้สูงอายุ เมื่อพิจารณาการ จัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและต่างประเทศ จะเห็นว่าเป็นการให้การช่วยเหลือที่ปลายเหตุ หรือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ทารุณกรรมขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ยังไม่มีรูปแบบการจัดการปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 250 ~ รวมถึงรูปการปลูกจิตสำนึกให้สมาชิกในสังคมเห็นคุณค่าผู้สูงอายุ อันจะนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการ ทารุณกรรมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน การส่งเสริมและป้องกันการทารุณกรรมผู้สูงอายุ 1. ระดับบุคคล ซึ่งหมายถึงตัวผู้สูงอายุเอง เกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ คุณธรรม ของผู้สูงอายุ บทบาทของผู้สูงอายุในสังคม ทรัพย์สินและรายได้ของผู้สูงอายุ และความเชื่อเรื่องบุญกรรมของ ผู้สูงอายุ การที่ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งรง ทำให้พึ่งพาตนเองได้ บางท่านยังประกอบอาชีพเป็นรายได้หลักและรายได้ เสริม ในขณะที่ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยต้องพึ่งพาบุตรหลานและผู้อื่นมากขึ้น โอกาสที่จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ก็มีมากเช่นกัน นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญา เช่น การจักสาน การทำพานบายศรี หมอสมุนไพร หรือเป็นผู้มี บทบาทในชุมชน เป็นผู้นำหรือแกนนำในชุมชน จะได้รับการเคารพยกย่องจากบุตรหลานมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มี บทบาทในสังคม ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพและการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญที่จะทำให้ ผู้สูงอายุมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี เป็นที่พึ่งของลูกหลาน 2. ระดับครอบครัว คือ การอยู่อาศัยของบุตรหลาน การที่ผู้สูงอายุมีบุตรหลานอาศัยอยู่ด้วย ลูกหลานจะ ช่วยดูแลผู้สูงอายุทั้งในเรื่องอาหารการกิน และการทำงานบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ลูกหลานที่อาศัยอยู่ด้วยเป็น ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด หากผู้สูงอายุถูกปล่อยอยู่ตามลำพัง เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่มีคนดูแล สัมพันธภาพในครอบครัวก็มีส่วนสำคัญ เพราะสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวเกิดจาก การเลี้ยงดูลูกที่ดี หากพ่อแม่เอาใจใส่ลูกในวัยเด็ก ให้ความรักความอบอุ่น ไม่ให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่มีความลำเอียง ก็ จะทำให้ลูกมีความรักความผูกพัน และมีความกตัญญูรู้คุณ รวมถึงทำหน้าที่ของลูกได้เป็นอย่างดี และการที่พ่อแม่ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก จะทำให้ลูกซึมซับสิ่งที่ดีงาม และปฏิบัติต่อพ่อแม่เช่นเดียวกับที่ได้รับการปฏิบัติตั้งแต่เด็ก 3. ระดับชุมชน คือ การตระหนักและเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ การที่ชุมชนเห็นว่าผู้สูงอายุมีคุณค่า มี ศักยภาพก็จะพยายามให้ผู้สูงอายุได้แสดงศักยภาพ โดยอาจมีกลุ่มของผู้สูงอายุหรือจัดกิจกรรมเพื่อเสริมคุณค่า ของผู้สูงอายุ และเครือข่ายในชุมชน ชุมชนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติที่ดีหรือไม่ดี ถ้าเครือข่าย ในชุมชนเข้มแข็งสามารถสานสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวได้ และพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพา ตนเองให้มากขึ้น ส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัวและชุมชนให้เข้มแข็ง มีชมรมผู้สูงอายุที่สามารถดึงผู้สูงอายุให้ เข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนยังมีคุณค่าและมีความสำคัญ ได้รับการยอมรับจากครอบครัวและชุมชน มากกว่าที่จะได้รับการยอมรับและการช่วยเหลือจากสังคมเพราะว่าสงสารในความสูงอายุและความยากจน เอกสารอ้างอิง ศิริพันธุ์ สาสัตย์. (2564). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางในการดูแล (พิมพ์ครั้งที่ 4). โรง พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วณิชา พึ่งชมภู. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: การสร้างเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพ เล่ม 1. เอ็น.พี.ที.ปริ้น ติ้ง. นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 251 ~ แผนการสอนประจำบทที่ 7 การพยาบาลกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 7.9 ปัญหาการใช้ยา การใช้ยาและผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพอย่างสมเหตุผลในผู้สูงอายุ เนื้อหา 1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านเภสัชจลศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ที่มีผลต่อการใช้ยาในผู้สูงอายุ 2. ยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุและการพยาบาล 3. การพยาบาลเพื่อบริหารยาแก่ผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางด้านเภสัชจลศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ที่มีผลต่อการใช้ยาในผู้สูงอายุได้ ถูกต้อง 2. ระบุการพยาบาลกลุ่มยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 3. วิเคราะห์แนวทางการพยาบาลในการบริหารยาแก่ผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดอันตราย ได้เหมาะสม วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบปลายภาค
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 252 ~ บทที่ 7 การพยาบาลกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 7.9 ปัญหาการใช้ยา การใช้ยาและผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพอย่างสมเหตุผลในผู้สูงอายุ ❖ การใช้ยาในผู้สูงอายุ ปัญหาการใช้ยาหลายขนาน (polypharmacy) และไม่เหมาะสมเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจาก ผู้สูงอายุมักมีโรคเรื้อรังหลายโรค มีภาวะทุพพลภาพ ร่วมกับความสามารถในการพึ่งพาตนเองน้อยกว่าผู้ใหญ่ ข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ใช้ยาอย่างน้อย 1 ชนิดต่อสัปดาห์ และในกลุ่มนี้ร้อยละ 44 และ 57 ในเพศชายและเพศหญิงตามลำดับ ใช้ยาอย่างน้อย 5 ชนิด และร้อยละ 12 ของ ทั้งเพศหญิงและชายใช้ยา 10 ชนิดขึ้นไปต่อสัปดาห์ จำนวนยาที่ใช้มากขึ้นสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ผลไม่พึงประสงค์จากยา ปฏิกิริยาระหว่างยา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น สาเหตุที่ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาจากการใช้ยามากกว่าวัยผู้ใหญ่เนื่องจาก 1. การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชพลศาสตร์ (pharmacokinetics) และเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacodynamic) 2. ผู้สูงอายุมีกำลังสำรองลดลง จึงมีโอกาสเกิดความเจ็บป่วยได้ง่ายและรุนแรง 3. ผู้สูงอายุมักมีพยาธิสภาพหลายอย่างจึงเสี่ยงต่อการใช้ยาหลายขนาน 4. อาการและอาการแสดงไม่ชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนและได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็น 5. ปัญหาในการสื่อสารเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของตน 6. ปัญหาสติปัญญาบกพร่อง ทำให้ไม่เข้าใจการใช้ยา หรือสื่อสารความผิดปกติของตนได้ไม่ถูกต้อง 7. ผู้สูงอายุมักซื้อยาเอง และมีการใช้ยาสมุนไพรร่วมด้วย 8. แพทย์ที่ดูแลผู้สูงอายุมีหลายคน จึงมีโอกาสใช้ยาหลายขนานมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ที่มีผลต่อการใช้ยาในผู้สูงอายุ เมื่อผู้สูงอายุได้รับยา ต้องผ่านขบวนการเภสัชจลนศาสตร์ได้แก่ กระบวนการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด การ กระจายของยาไปทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงยา และสุดท้ายยาจะถูกขับออกจากร่างกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใน ผู้สูงอายุส่งผลต่อระดับความเข้มข้นของยาในเลือด ระยะเวลาที่ยาอยู่ในร่างกาย การออกฤทธิ์ และการเกิด อันตรายจากพิษของยาได้ เภสัชจลนศาสตร์ การเปลี่ยนแปลง ผลทางคลินิก ตัวอย่างยา การดูดซึม (absorption) การหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ลดลง การดูดซึมยาบางชนิดลดลง ketoconazole, itraconazole, ferrous sulphate การดูดซึมที่ลำไส้เล็กลดลง ไม่มีผลทางคลินิกที่มีนัยสำคัญ - การไหลของเลือดไปที่ลำไส้เล็ก ลดลง ไม่มีผลทางคลินิกที่มีนัยสำคัญ - การกระจายตัวของยา (distribution) เนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น ทำให้ยาที่ ละลายในไขมันกระจายตัวมากขึ้น ค่าครึ่งชีวิตของยาที่ละลายได้ดี ในไขมันมากขึ้น diazepam flurazepam
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 253 ~ เภสัชจลนศาสตร์ การเปลี่ยนแปลง ผลทางคลินิก ตัวอย่างยา ปริมาตรน้ำในร่างกายลดลง และ การกระจายตัวของยาที่ละลายได้ดี ในน้ำลดลง ความเข้มข้นของระดับยาที่ ละลายได้ดีในน้ำมากขึ้น ethanol มวลทั้งหมดของร่างกายที่ไม่รวม ไขมัน (lean body mass) และการ กระจายตัวของยาที่จับกับ กล้ามเนื้อลดลง ลดปริมาณยาที่ให้ครั้งแรก digoxin ระดับอัลบูมินในเลือดลดลง ปริมาณยาที่จับกับโปรตีน (acidic drugs) ลดลง phenytoin warfarin ระดับ a1-acid glycoprotein มาก ขึ้น ปริมาณยาที่จับกับโปรตีน (basic drugs) มากขึ้น lidocaine propranolol การเปลี่ยนแปลงยา (metabolism หรือ biotransformation) การเปลี่ยนแปลงยาขั้นตอนที่ 1 ลดลง (hydroxylation, oxidation, alkylation, reduction) เพิ่ม drug bioavailability เพิ่มค่าครึ่งชีวิตของยา labetalol propranolol ไม่มีการเปลี่ยนแปลงยาขั้นตอนที่ 2 (conjugation) ค่าครึ่งชีวิตของยาไม่ เปลี่ยนแปลง digoxin gentamycin ACE inhibitors การขับถ่ายยา (excretion) เลือดไปเลี้ยงที่ไตและอัตราการ กรองที่ไตลดลง เพิ่มค่าครึ่งชีวิตของยา digoxin gentamycin ACE inhibitors การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชพลศาสตร์ (pharmacodynamics) ในผู้สูงอายุ การออกฤทธิ์ของยามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อผู้สูงอายุมีอายุมากขึ้น โดยพบว่าการตอบสนองต่อยากลุ่ม βadrenoceptor agonist ลดลงเนื่องจากการทำงานของ α2-adrenoceptor ที่บริเวณก่อนจุดประสานประสาท (presynaptic) ลดลง ทำให้ noradrenaline สะสมที่ปลายประสาทมากขึ้น β-adrenoceptor ลดลง (downregulation) ดังนั้นการใช้ยาต้านการทำงานของ β-adrenoceptor ในผู้สูงอายุจึงมีการตอบสนองต่อยาลดลง อีกทั้ง กลไกการรักษาสมดุลของร่างกาย (homeostatic mechanism) ลดลง ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยา มากกว่าคนอายุน้อย การตอบสนองต่อยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมีจำนวนจุด ประสานประสาทและ dopamine ในสมองลดลง จึงมีโอกาสเกิดอาการทาง extrapyramidal symptoms มากและ รุนแรงขึ้น ดังนั้นการใช้ยากลุ่มรักษาโรคจิต (neuroleptics) และ metoclopramide ต้องให้อย่างระมัดระวัง ผู้สูงอายุ ที่ได้รับยากลุ่ม benzodiazepines เช่น diazepam จะง่วงซึมและเกิดประสาทสั่งการช้า (psychomotor retardation) มากกว่าคนอายุน้อย แม้จะให้ในระยะสั้น ยากลุ่ม opioids เช่น morphine พบมีการกระจายตัวของยาน้อยกว่าคน อายุน้อย ระดับยาในเลือดจึงสูงกว่าและใช้เวลานานกว่าในการขับออกจากร่างกาย การตอบสนองต่อยากลุ่ม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 254 ~ anticholinergics เพิ่มขึ้น เช่น ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic และยารักษาโรคจิต เพราะปริมาณ acetylcholine ที่ปลาย ประสาทลดลง ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น ดังนั้นการให้ยาในผู้สูงอายุควรให้ปริมาณน้อยและค่อยๆ เพิ่มช้าๆ ร่วมกับสังเกตว่ามีผลข้างเคียงของยาร่วมด้วยหรือไม่ ยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุและการพยาบาล ตัวอย่างยาที่ใช้บ่อยในผู้สูงอายุและมักพบว่าทำให้เกิดอาการข้างเคียงบ่อย ได้แก่ (Eliopoulos, 2010; Williams, 2002) 1. ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก (anticholinergic) ยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะใช้ในการรักษาโรคหรืออาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ คือ โรคพาร์กินสัน ภาวะ ซึมเศร้า ความผิดปกติทางด้านจิตใจ หัวใจเต้นผิดปกติ โรคหอบหืด อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ภาวะกลั้น ปัสสาวะไม่ได้ ท้องเสีย เป็นต้น ฤทธิ์ของยาในกลุ่มนี้ที่มีต่อประสาทส่วนปลาย ได้แก่ ทำให้ปากแห้ง เยื่อบุช่องปาก ถูกทำลายและฟันผุซึ่งอาจมีผลต่อภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก เพิ่มขึ้นเนื่องจากฤทธิ์ในการทำลายเชื้อโรคของน้ำลายลดลง ม่านตาขยาย ทำให้การปรับตัวต่อแสงช้าลงและการ มองเห็นบกพร่อง ซึ่งเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และยังอาจกระตุ้นให้ผู้ที่มีภาวะต้อหินชนิดมุมแคบ (glaucoma) เกิดอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน สำหรับผลต่อระบบทางเดินอาหารนั้นทำให้การเคลื่อนไหวของอวัยวะในระบบ ทางเดินอาการช้าลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการท้องผูกหรืออุจจาระแข็งตัวอุดแน่น ผลต่อหัวใจ คือทำให้อัตราการ เต้นของหัวใจเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอมีอาการเลวลง นอกจากนี้ยากลุ่มนี้ยังอาจทำให้เกิดความดันโลหิตขณะเปลี่ยนท่า ซึ่งมีความสำคัญในผู้สูงอายุเพราะอาจเป็น สาเหตุของการพลัดตกหกล้มได้ และมีผลทำให้การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายบกพร่อง ซึ่งทำให้ไม่สามารถขับ ความร้อนออกไปทางเหงื่อได้ ดังนั้นอาจพบว่าผู้สูงอายุมีอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติ ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ที่มี ต่อประสาทส่วนปลายอีกประการหนึ่งก็คือ ทำให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เนื่องจากยาไปปิดกั้นการทำงานของ โคลิเนอร์จิกที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะหดตัว นอกจากนั้นฤทธิ์ของยาในกลุ่มต้านโคลิเนอร์จิก ที่มีต่อประสาท ส่วนกลาง ได้แก่ ทำให้เกิดอาการง่วงนอน สับสน เพ้อและไม่มีสมาธิ ซึ่งส่งผลให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกลัมและ กระดูกหักได้ ผู้สูงอายุรายใดที่มีภาวะสมองเสื่อมอยู่ก่อนแล้ว ถ้าได้รับยาในกลุ่มนี้ด้วยจะทำให้อาการสับสนและ ความจำเสื่อมเป็นมากขึ้น การพยาบาล ได้แก่ การสังเกตอาการข้างเคียง ระวังอาการหน้ามืด หกล้ม 2. ยาแก้ปวดขนิดเสพติด (narcotic analgesic agent) ยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะใช้ระงับความเจ็บปวดชนิดรุนแรง ขณะเดียวกันก็จะกดการทำงานของสมอง อาการข้างเคียงที่สำคัญคือ ง่วงนอน สับสน หลงลืม หน้ามืดเป็นลม อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปวด ศีรษะ หน้าแดง เหงื่อออก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น และในกรณีที่ได้รับยาขนาดสูงๆ อาจกดการหายใจได้ (Chau, Walker, Pai, & Cho, 2008) ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ที่มีผลทำให้เกิดอาการง่วงนอนและสับสนซึ่งคล้ายกับ อาการของภาวะสมองเสื่อม (pseudodementia) ได้แก่ codeine, morphine, oxycodone, propoxyphene และ meperidine ยา meperidine hydrochloride (pethidine) อาจสะสมในร่างกายผู้สูงอายุที่มีการทำงานของไตลดลงได้ และเป็นสาเหตุของอาการสับสนเฉียบพลัน กระสับกระส่าย ดังนั้นขนาดของยาชนิดนี้ที่ให้ในผู้สูงอายุควรเป็นหนึ่ง ในสี่ หรือครึ่งหนึ่งของขนาดที่ให้ในวัยผู้ใหญ่ (Chau et al.,2008) และไม่ควรให้ติดต่อกันนานๆ การใช้ยานี้เป็น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 255 ~ เวลานานในผู้ที่มีปัญหาเรื้อรังอาจทำให้เกิดปัญหาติดยาได้ ดังนั้นถ้าต้องการลดอาการปวดที่ไม่รุนแรงมาก เช่น ปวดจากข้ออักเสบควรเลือกใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม acetaminophen หรือ ยาต้านการอักเสบอื่นๆ ก่อนจะเลือกใช้ยา ในกลุ่มนี้ การพยาบาล ได้แก่ ประเมินระดับความปวดรวมทั้งสาเหตุของอาการปวดและกำจัดหรือลดสาเหตุดังกล่าว ใช้วิธีการลดปวดโดยไม่ใช้ยาก่อน เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนวด เป็นต้น สังเกตอาการข้างเคียงของยาที่ พบบ่อย เช่น ท้องผูก 4. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory agents) หรือ NSAIDS มักนิยมใช้ในการรักษาข้ออักเสบในผู้สูงอายุโดยช่วยบรรเทาอาการปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และลด การอักเสบ ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ได้แก่ ibuprofen (motrin), naproxen (naprosyn), diclofenac sodium (voltaren), piroxicam (feldene), indomethacin (indocin), cyclooxygenase-I (COX-2) inhibitors เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้ทุกตัวจะ มีฤทธิ์คล้ายกันแต่จะแตกต่างกันที่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ ฤทธิ์ข้างเคียงที่สำคัญซึ่งทำให้เกิดอันตรายก็คือยา ในกลุ่มนี้จะไปห้ามการหลั่งพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ในทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกระเพาะอาหารซึ่ง อาจจะทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบจนถึงมีเลือดในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาตัวยยา ในกลุ่ม NSAIDร ควรมีการติดตามประเมินค่า hemoglobin/hematocrit และสังเกตอาการหรืออาการแสดงของ ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารอย่างใกล้ชิด ฤทธิ์ข้างเคียงอื่นที่พบได้ในผู้สูงอายุที่ใช้ยา NSAID โดยเฉพาะในคนที่มีโรคซึ่งต้องให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่น้ำ น้อยๆ เช่น หัวใจวายเลือดคั่ง ได้แก่ ฤทธิ์ต่อการทำหน้าที่ของไต ปกติเมื่อร่างกายขาดน้ำจะมีการตอบสนองผ่าน การชดเชยโดยฤทธิ์ของ พรอสตาแกลนดิน ที่หลั่งจากไต ซึ่งจะไปทำให้หลอดเลือดที่ไปยังไตขยายตัว เป็นการเพิ่ม ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงไตแต่ถ้าได้รับยาในกลุ่ม NSAIDร ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการหลั่งพรอสตาแกลนดินที่ไต ทำให้ เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ แต่ภาวะนี้จะหายไปเมื่อหยุดยาในขณะเดียวกันกลไก ดังกล่าวก็มีผลทำให้โซเดียมคั่งซึ่งจะทำให้อาการของหัวใจวายเลือดคั่ง และไตวายเฉียบพลันรุนแรงมากขึ้น เช่น จะพบว่ามีอาการบวมน้ำ ของเสียคั่ง และปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น แม้ว่าฤทธิ์ข้างเคียงทางระบบประสาทของ NSAID จะไม่ค่อยพบ แต่ก็มีรายงานว่ายา indomethacin, ibuprofen, naproxen และ sulindac ทำให้เกิดอาการง่วง ซึมและสับสนเฉียบพลันได้ การพยาบาล 1. ยา NSAIDS มีช่วงการรักษาแคบ ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษจากยาได้เร็วถึงแม้จะได้ในขนาดน้อย ควรประเมิน อาการข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เช่น อาการระบบทางเดินอาหาร การได้ยินบกพร่อง หรืออาการทางระบบประสาท ส่วนกลาง 2. ผู้สูงอายุที่มีภาวะไตวาย ความดันโลหิตสูง หรือหัวใจล้มเหลวหากได้รับยานี้ร่วมด้วยอาจจะทำให้อาการ ของโรคดังกล่าวรุนแรงมากขึ้น ควรเฝ้าระวัง 3. ควรรับประทานพร้อมอาหารหรือพร้อมนมเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร 4. หากได้รับยา indomethacin, meclofenamate, piroxicam, หรือ tolmetin ระยะเวลานาน ระวังอาการของ ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ปวดศีรษะ มึนงง หน้ามืด สับสน 5. ควรติดตามเฝ้าระวังผู้สูงอายุที่ได้รับยานอนหลับอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหกล้ม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 256 ~ 6. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 6.1 ยา NSAIDร จะเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด อินซูลิน ยาลดน้ำตาลในเลือด cyclosporine, lithium, penicillin, phenytoin, และ sulfa แต่จะลดฤทธิ์ของยาขับปัสสาวะ และ beta blockers 6.2 หากใช้ยา celecoxib ร่วมกับ aspirin, lithium, หรือ fluconazole จะเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียง เพิ่มขึ้น 6.3 ยา oxyphenbutazone จะทำให้ฤทธิ์ของ digoxin ลดลง 4. ยากลุ่ม sedative/hypnotic ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ benzodiazepines ใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือกระวนกระวายอยู่ ไม่สุข โดยยาจะไปลดอาการทางร่างกายที่เป็นผลมาจากความวิตกกังวล เช่น อาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และ อาการของระบบทางเดินอาหาร ในผู้สูงอายุจะไวต่อฤทธิ์ข้างเคียงของยากลุ่มนี้มาก จึงจำเป็นต้องให้ในขนาดต่ำ กว่าคนที่อายุน้อยกว่าและค่อยๆ เพิ่มขนาด ยากลุ่มนี้แบ่งตามระยะเวลาในการออกฤทธิ์ได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ยาที่ ออกฤทธิ์สั้นและยาที่ออกฤทธิ์นาน ตัวอย่างยาที่ออกฤทธิ์สั้นได้แก่ Ativan (Lorazepam) และ serax (oxazepam) ซึ่งเหมาะสมที่จะใช้ในผู้สูงอายุ เนื่องจากยาเหล่านี้ละลายในไขมันได้น้อยกว่าอีกกลุ่ม จึงสะสมในร่างกายน้อยกว่า ทำให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงน้อยกว่ายาที่ออกฤทธิ์นาน สำหรับยาที่ออกฤทธิ์นาน เช่น diazepam, flurazepam และ chlordiazepoxide ไม่ควรใช้ในผู้สูงอายุ เนื่องจากยาดังกล่าวจะสะสมในร่างกายมากทำให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงได้มาก เช่น มีอาการสับสน เป็นต้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ยาที่ออกฤทธิ์ในระยะสั้นจะใช้ได้ดีในผู้สูงอายุ แต่ถ้าหยุดยา ทันทีทันใดจะเกิดอาการถอนยา (withdrawal symptoms) ได้มากกว่ายาที่ออกฤทธิ์นานกว่า อาการถอนยานี้อาจ เกิดขึ้นเมื่อใช้ยาไปนาน 4-8 สัปดาห์ โดยจะกลับมามีอาการวิตกกังวลซ้ำเหมือนเดิม มีกล้ามเนื้อสั่นกระตุก สับสน เฉียบพลัน หรือมีอาการชักได้ (Matteson, McConnell, Linton 1996) ดังนั้นเมื่อใช้ยานี้ไปนานๆ และต้องการหยุด ยาจะต้องค่อยๆ ลดขนาดของยาลงเพื่อป้องกันอาการถอนยาดังกล่าว ฤทธิ์ข้างเคียงของยากลุ่ม benzodiazepines ได้แก่ ซึมหลับ เดินเซ พูดลำบาก กะระยะไม่ค่อยได้ และสับสน การพยาบาล 1. ก่อนใช้ยานี้ควรประเมินสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนไม่หลับ และแก้ไขสาเหตุดังกล่าวเช่นปรับ สิ่งแวดล้อม เพิ่มกิจกรรมในช่วงกลางวัน ลดอาการปวดที่เป็นสาเหตุ เป็นต้น 2. ควรติดตามเฝ้าระวังผู้สูงอายุที่ได้รับยานอนหลับอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหกลัม 3. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ยาร่วมกับยาต่อไปนี้ 3.1 ยานอนหลับจะเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแก้แพ้ และยาแก้ปวด แต่จะลดฤทธิ์ของ ยา cortisone 3.2 ฤทธิ์ของยานอนหลับจะเพิ่มขึ้นมื่อรับประทานพร้อมกับแอลกอฮอล์ ยาแก้แพ้ และ phenothiazine 5. ยากลุ่ม beta-adrenergic blocking แม้ว่ายา B blockers จะใช้ได้ผลดีในผู้สูงอายุ แต่ก็จำเป็นจะต้องเฝ้าสังเกตอาการข้างเคียงอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ละลายในไขมันได้ดีทำให้สามารถผ่านเยื่อหุ้มสมองเข้าไปในสมองได้มาก (เช่น ยา propranolol และทำให้เกิดอาการซึมเศร้า สับสนหรือง่วงนอนได้ ในผู้สูงอายุที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการบีบตัวของหัวใจ ถ้า ได้รับยานี้จะยิ่งทำให้อาการแย่ลงเนื่องจากยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ความแรงในการบีบตัวของหัวใจลดลง นอกจากนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 257 ~ ยาบางชนิด เช่น propranolol หรือ nadolol ยังทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ในผู้สูงอายุ และทำให้หลอดลม หดเกร็ง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่มีโรคของระบบทางเดินหายใจมีอาการเลวลง นอกจากฤทธิ์ข้างเคียงดังกล่าวข้างตัน แล้วยากลุ่มนี้ยังอาจทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน ท้ องร่วง ท้องผูกหรือมือเท้าเย็น 6. ไดจอกซิน (Digoxin) ไดจอกชินใช้ในการรักษาความผิดปกติในการเต้นของหัวใจและภาวะหัวใจวาย อาจเป็นยาอีกตัวหนึ่งที่ทำให้ ผู้สูงอายุเกิดอันตรายได้ถ้าใช้โดยไม่มีการเฝ้าระวังอย่างรอบคอบ อาการข้างเคียงรวมทั้งพิษที่เกิดจากยาตัวนี้พบ ได้บ่อยเมื่อใช้ในผู้สูงอายุโดยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่ความเข้มข้นของยาในเลือดอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากความไวที่ ตำแหน่งที่ออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นจากการที่ไดจอกซินเป็นยาที่ละลายในน้ำ ซึ่งผู้สูงอายุมีปริมาณน้ำใน ร่างกายลดลง จึงทำให้ความเข้มข้นของยาสูงขึ้น ซึ่งอาจพบว่าการเปลี่ยนแปลงของอาการทางคลินิกในผู้สูงอายุ เช่น การมองเห็นบกพร่อง เป็นลมหมดสติ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร อาจแสดงว่าเกิดพิษจากยานี้ ขนาดของยาที่ ใช้ในผู้สูงอายุไม่ควรเกิน 0.125 มิลลิกรัมต่อวัน ยกเว้นในรายที่ใช้ควบคุมอาการหัวใจห้องบนต้นผิดปกติ หรือ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจห้องล่าง และยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหาไตทำงานบกพร่อง ภาวะหัวใจล้มเหลวที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุอาจมีสาเหตุมาจากการคลายตัวของหัวใจผิดปกติไม่ใช่การบีบ ตัวผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีความบกพร่องของการที่ทำให้เลือดเข้าสู่หัวใจห้องล่าง ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการบีบ ตัวซึ่งไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาไดจอกซิน เพราะจะทำให้อาการเลวลงมากกว่าดีขึ้น การพยาบาล 1. ตรวจสอบหรือแนะนำให้ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลจับชีพจรเพื่อดูอัตราการเต้น จังหวะ ความสม่ำเสมอทุกครั้ง ก่อนรับประทานยานี้ 2. ค่าครึ่งชีวิดของยานี้จะนานขึ้นในผู้สูงอายุซึ่งเสี่ยงต่อพิษจากยา จึงควรสังเกตอาการพิษจากยาได้แก่ หัว ใจเต้นช้า ท้องเสีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง สับสนเฉียบพลัน กระสับกระส่าย มองเห็นภาพหลอน ปวดศีรษะ พักไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันร้าย พูดไม่ได้ เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรงและปวด หัวใจเต้นผิดจังหวะ 3. ภาวะโปตัสเขียมในเลือดต่ำอาจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาได้เพิ่มขึ้น ควรแนะนำให้รับประทาน อาหารที่มีโปตัสเชียมสูง และตรวจเช็คระดับยาอย่างสม่ำเสมอ 4. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 4.1 ฤทธิ์ของยาไดจอกซินจะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับยา alprazolam, amphotericin, benzodiazepines, carvedilol, cyclosporine, erythromycin, ethacrynic acid, fluoxetine, guanethidine, ibuprofen, indomethacin, phenytoin, propranolol, quinidine, tetracycline, tolbutamide, trazodone, trimethoprim, verapamil 4.2 ฤทธิ์ของไดจอกซิน จะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับยาลดกรด cholestyramine, kaolin-pectin, ยา ระบาย neomycin, phenobarbital, phenylbutazone, rifampin 4.3 ความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาจะเพิ่มมากขึ้นถ้าใช้ร่วมกับยา cortisone, diuretic, calcium, reserpine และยาไทรอยด์ 7. ยาขับปัสสาวะ (diuretic)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 258 ~ ยาขับปัสสาวะใช้ในผู้สูงอายุเพื่อรักษาภาวะผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจ ล้มเหลว ยาขับปัสสาวะแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 7.1 กลุ่ม thiazides ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดกลับของโซเดียมบริเวณ ascending loop of Henle แต่เพิ่ม การขับคลอไรด์และโปตัสเซียม ตัวอย่างยากลุ่มนี้ได้แก่ chlorothiazide, hydrochlorothiazide, metolazone 7.2 กลุ่ม loop diuretic ออกฤทธิ์โดยห้ามการดูดกลับของคลอไรด์และโซเดียมบริเวณส่วนต้นของ ascending loop of Henle ตัวอย่างยากลุ่มนี้ได้แก่ furosemide (lasix), bumetanide 7.3 กลุ่ม potassium-sparing diuretic ออกฤทธิ์คล้าย aldosterone บริเวณหลอดไตส่วนปลาย โดยขับน้ำ และโซเดียมออกแต่ไม่ขับโปตัสเซียม ตัวอย่างยากลุ่มนี้ได้แก่ amiloride, spironolactone (Aldactone), triamterene การพยาบาล 1. เฝ้าระวังปริมาณน้ำที่เข้าออกจากร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับน้ำอย่างเพียงพอ 2. แนะนำผู้สูงอายุและผู้ดูแลสังเกตอาการขาดน้ำและอาการไม่สมดุลของอิเล็คโตรไลท์ เช่น ช่องปากแห้ง สับสน กระหายน้ำ อ่อนเพลีย มีนงง กระสับกระส่าย เป็นตะคริว กล้ามเนื้อไม่มีแรง ความดันโลหิตต่ำ ปัสสาวะ ออกน้อย ชีพจรช้า 3. ระวังอาการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้ ควรแนะนำให้ เปลี่ยนท่าช้า ๆ 4. ควรประเมินการได้ยินในผู้ที่ได้รับยากลุ่ม loop diuretic เนื่องจากมีพิษต่อหู 5. ควรเฝ้าระวังอาการในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคต โรคเก๊าท์ โรคของตับอ่อน เนื่องจากทำให้อาการรุนแรงมาก ขึ้น และอาจทำให้น้ำตาลเพิ่มขึ้นในโรคเบาหวาน 6. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 6.1. ยาขับปัสสาวะจะเพิ่มฤทธิ์ของยาลดความดันโลหิต แต่จะลดฤทธิ์ของยา allopurinol, digoxin, probenecid, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด 6.2. ฤทธิ์ของยาขับปัสสาวะจะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับยาแก้ปวดและ barbiturate แต่ฤทธิ์จะ ลดลงเมื่อใช้ร่วมกับ cholestyramine และการใช้แอสไพริน ในขนาดสูงๆ (ควรให้ยาเหล่านี้ก่อนให้ยาขับปัสสาวะ 1 ชั่วโมง) 8. ยาลดความดันโลหิต ยาลดความดันโลหิตที่ใช้ในผู้สูงอายุคล้ายกับที่ใช้ในวัยอื่นๆ แบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มดังนี้ 8.1 Centralα-agonists ยาลดความดันโลหิตที่ออกฤทธิ์ต่อ centralα-agonists เช่น clonidine, guanabana guanfacine และ methyldopa อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงที่แตกต่างกันไปในผู้สูงอายุที่ไวต่อยานี้ อาการ ข้างเคียงที่พบได้บ่อยได้แก่ อาการง่วงซึมและสับสน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มได้ง่าย ส่วนอาการ ข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ท้องผูก ความผิดปกติด้านเพศสัมพันธ์ ภาวะสมองเสื่อมเทียม เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับยาเหล่านี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจเต้นช้า อาการเจ็บหน้าอกและอาการหัวใจล้มเหลวเลวลง และซึมเศร้า ดังนั้นยาในกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับการพิจารณาให้เป็นยากลุ่มแรกที่จะใช้รักษาในผู้สูงอายุ 8.2 Angiotensin-converting enzyme inhibitors (ACE) และ alpha receptor blocker (ARB) ยาทั้งสองกลุ่มนี้ ใช้ในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงและหัวใจล้มเหลวในผู้สูงอายุ นอกจากนั้นปัจจุบันยังใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 259 ~ และไตวาย (Dickerson & Roth-Yousey, 2005) อาการข้างเคียงของยากลุ่มนี้ที่พบบ่อยได้แก่ อาการไอแห้งๆ ไม่มี เสมหะ วิงเวียนศีรษะ ผื่นแดง และการรับรสผิดปกติ ผู้สูงอายุที่มีความผิดปกติในการทำงานของไตและได้รับยาก ลุ่มนี้ ควรต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะเสี่ยงต่อไตวาย 8.3 Calcium channel blocker เป็นยาที่ทำให้หลอดเลือดแดงขยายตัว ใช้ได้ผลดีในการรักษาความดันโลหิต สูง ใช้ในผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวาน และใช้ได้ดีในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงที่ไว ต่อการรับประทานโซเดียม ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ amlodipine, nifedipine, verapamil อาการข้างเคียงที่พบ บ่อยของยากลุ่มนี้คือ ปวดศีรษะ มึนงง น้ำคั่ง ยา nifedipine อาจจะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า บวมส่วนปลาย และเหงือกบวม ส่วน verapamil พบว่าทำให้เกิดท้องผูกได้บ่อยในผู้สูงอายุ (Dickerson & RothYousey, 2005) 8.4 Beta blocker ยากลุ่มนี้ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง ใช้ใน ผู้สูงอายุที่สี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด และภาวะหัวใจล้มเหลว ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ propranolol (Inderal), atenolol (tenormin), bisoprolol (zebeta), metoprolol (Lopressor, Toprol XL) beta blocker เป็นยาที่ละลายในไขมันดังนั้นจึงสามารถผ่านเยื่อหุ้มสมองได้ ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้นอนหลับ ซึมเศร้าได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้ห้ามใช้ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจที่มีอาการรุนแรง ฤทธิ์ ข้างเคียงของยาที่พบในผู้สูงอายุได้แก่ หัวใจเต้นช้า การส่งกระแสไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ และอาจพบภาวะหัวใจ ล้มเหลวได้ถ้าให้ในขนาดสูงเกินไปในผู้สูงอายุที่มีการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายผิดปกติ การพยาบาล 1. เฝ้าระวังอาการความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าในผู้สูงอายุที่ได้รับยาลดความดันโลหิต แนะนำให้เปลี่ยน ท่าช้าๆ เพื่อป้องกันการหกล้ม 2. เฝ้าระวังอาการข้างเคียงของยาแต่ละชนิด 3. แนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแผนการรักษาถึงแม้จะไม่มีอาการใดๆ 4. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 4.1 ยาสุดความดันโลหิตจะเพิ่มฤทธิ์ของยา barbiturate, insulin, ยาลดน้ำตาลในเลือด ยานอนหลับ และ ยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ 4.2 ฤทธิ์ของยาลดความตันโลหิตจะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับยาลดกรด ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด amphetamine, ยาต้านซึมเศร้าไตรไชคลิก 4.3 verapamil ทำให้ระดับของยาไตจอกชินในเลือดสูงขึ้น 4.4 ฤทธิ์ของยา propranolol จะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับ cimetidine, ciprofloxacin ยาขับปัสสาวะ 4.5 ไม่ควรรับประทานยากลุ่ม Calcium channel blocker ร่วมกับน้ำ grapefruit เนื่องจากมีผลต่อสัดส่วน ของยาที่เข้าสู่กระแสเลือด 9. ยารักษาโรคจิตประสาท การใช้ยารักษาโรคจิตในผู้สูงอายุใช้มากในผู้ที่มีภาวะสับสนเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม เพื่อ ช่วยควบคุมอาการ การใช้ควรต้องคำนึงถึงอาการข้างเคียงหลายอย่าง เช่น นอนหลับมากกว่าปกติ วิงเวียน สับสน ความดันโลหิตลดลงขณะเปลี่ยนท่า ซึ่งเป็นผลจากฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก นอกจากนั้นยังมีอาการที่เกิดจาก
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 260 ~ extrapyramidal effect ได้แก่ อาการพาร์กินโซนิซึ่ม เช่น อาการสั่น เกร็ง เคลื่อนไหวช้า และการทรงตัวไม่ดี ยาที่ เหมาะสมที่จะใช้ในผู้สูงอายุได้แก่ haloperidol (haldol) เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิกน้อย ยากลุ่มนี้ทำให้ ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มและระดับสติปัญญาบกพร่อง ยากลุ่มนี้แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1 First-generation (conventional ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ได้แก่ chlorpromazine, flumezapine, haloperidol, loxapine 2. Second-generation (atypical) ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ได้แก่ aripiprazole, clozapine, olanzapine, risperidone ยาในกลุ่มที่ 2 ทำให้เกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่ายากลุ่มแรกจึงนิยมใช้ในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามอาจจะพบ อาการข้างเคียงได้ในกลุ่มนี้คือ ความดันโลหิตต่ำ ง่วงนอน ทำให้เกิดหกล้มได้ การพยาบาล 1. ยาในกลุ่มนี้มีค่าครึ่งชีวิตนาน ดังนั้นจึงควรให้ได้รับในขนาดที่ต่ำที่สุด 2. ยาในกลุ่มนี้อาจจะมีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก ซึ่งผู้สูงอายุจะไวต่อฤทธิ์เหล่านี้ ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการ ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ตามัว นอนไม่หลับ มีไขั สับสน การรับรู้ลดลง เห็นภาพซ้อน เป็นต้น และอาจจะ เสี่ยงต่อการเกิด extrapyramidal symptom เช่น เดินเซ กล้ามเนื้อไม่มีแรง หรือมีอาการคล้ายโรคพาร์กินสันได้ 3. ผู้สูงอายุที่ได้รับยากลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการหกล้ม เนื่องจากความดันโลหิตต่ำและง่วงนอน และควรแนะนำ ให้รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง 4. ควรสังเกตการขับถ่ายเนื่องจากอาการข้างเคียงที่พบบ่อยของยากลุ่มนี้คือ ท้องผูก 5. ผู้สูงอายุเพศชายที่มีปัญหาต่อมลูกหมากโต หากได้รับยากลุ่มนี้อาจจะทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะคั่งได้ ควรสังเกตการขับถ่ายปัสสาวะ 6. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 6.1. ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้จะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับย1 anticholinergic, phenytoin และยาลดกรด 6.2 ยารักษาโรคจิตประสาททำให้เพิ่มฤทธิ์ของยานอนหลับและยาลดความดันโลหิต แต่ลดฤทธิ์ของยา ลีโวโดปา (levodopa) 6.3 แอลกอฮอล์จะเพิ่มฤทธิ์การนอนหลับและทำให้มีอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 11. ยาลดน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวานชนิดที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ คือ เบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน ซึ่งเบาหวานชนิดนี้มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดในการรักษา ยากลุ่มนี้บางตัวไม่เหมาะสมที่จะใช้กับผู้สูงอายุ เช่น acetohexamide และ chlorpropamide เนื่องจาก chlorpropamide มีค่าครึ่งชีวิต (half-life) มากกว่า 35 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นเวลานานในผู้สูงอายุ นอกจากนั้นยังทำให้โซเดียมในเลือดต่ำเนื่องจากผลของฤทธิ์ของ intrinsic ADH acetohexamide เป็นยาที่ถูกเผาผลาญได้เร็วและถูกขับออกทางไต ซึ่งถ้าให้ในผู้สูงอายุที่มีความ บกพร่องของไตอาจเกิดการสะสมของยาและทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นเวลานานได้ ยาทั้งสองอย่างข้างต้น จึงไม่นิยมให้ในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน แต่จะให้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ในเวลาอันสั้นแทน เช่น ยากลุ่ม glyburide หรือ glipizide การพยาบาล
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 261 ~ 1. แนะนำให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสังเกตอาการน้ำตาลในเลือดต่ำหรือน้ำตาลในเลือดสูง ชี้แจงให้ทราบถึง ความแตกต่างระหว่างยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานและอินซูลิน 2. แนะนำให้พกบัตรประจำตัวที่ระบุว่าเป็นโรคเบาหวานติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้อื่นทราบข้อมูลและ สามารถให้การช่วยเหลือได้ในกรณีที่พบว่ามีอาการสับสนหรือไม่รู้สึกตัว 3. ในกรณีที่ใช้อินซูลิน ควรแนะนำให้สังเกตผิวหนังบริเวณที่ฉีดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบอาการแพ้ เช่น ปวด แดง บวม หรือเป็นก้อน 4. ควรแจ้งอาการหรือความผิดปกติต่อไปนี้ให้แพทย์ทราบเพื่อปรับยาให้เหมาะสม ได้แก่ มีไข้ ท้องเสียหรือ อาเจียนเป็นเวลานาน การทำหน้าที่ของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ เป็นโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคตับ 5. แนะนำให้หลีกเสี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดสดลง 6. สังเกตปฏิกิริยาต่อกันเมื่อใช้ร่วมกับยาต่อไปนี้ 6.1 ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับ แอลกอฮอล์ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด cimetidine, Isoniazid, phenylbutazone, ranitidine, sulfinpyrazone หรือได้รับยาแก้ปวดในขนาดสูง 6.2 ฤทธิ์ของยากลุ่มนี้จะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับ chlorpromazine, cortisone, furosemide (lasix), phenytoin, thiazide diuretic, thyroid preparation, ยาแก้ไอ ยาแก้หวัด 6.3 ยาลดน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด การเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยากับยา และยากับอาหารในผู้สูงอายุ ในแง่ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยากับยา มีผู้ศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ได้รับยาหลายชนิดมักได้รับอันตรายจากพิษ และผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ อาจจากตัวยาเองหรือเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยากับยา โดยเฉพาะการใช้ยารักษา โรคระบบประสาทส่วนกลาง ยาที่มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือด ยาระงับประสาท ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาอื่น เช่น aspirin ถ้าได้รับร่วมกับ heparin, warfarin จะทำให้เกิดผลข้างเคียง ที่ไม่พึงประสงค์ เลือดออกง่ายหยุดยาก ยากลุ่ม cardiac glycosides ถ้าได้รับร่วมกับยา quinidine จะทำให้ได้รับ พิษจากยา cardiac glycosides มากขึ้น เป็นต้น ส่วนปฏิกิริยาของยากับอาหาร พบว่าอาหารบางชนิดทำให้ค่าความ ว่างของกระเพาะอาหารเปลี่ยนแปลง เพิ่มความหนืดในกระเพาะ เปลี่ยนค่าความเป็นกรดของกระเพาะ รบกวน การดูดซึมยา ยับยั้งหรือเหนี่ยวนำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ในตับเปลี่ยนแปลง เป็นต้น การพยาบาลเพื่อบริหารยาแก่ผู้สูงอายุ จัดรูปแบบการสอน อธิบายเฉพาะรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม และควรให้ครอบครัวของผู้สูงอายุมีส่วนร่วมใน การรับฟังด้วย อาจมีสื่อการสอน จัดโปรแกรมการสอน ควรกระตุ้นให้ทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวเห็นความสำคัญ ของการใช้ยาที่ถูกต้อง ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย ขณะสอนต้องแสดงตัวอย่างยาที่ ผู้สูงอายุได้รับตามแผนการรักษาทุกชนิด เปิดโอกาสให้ซักถาม โดยอธิบายเกี่ยวกับ - จุดประสงค์ของการใช้ยาแต่ละชนิด - ขนาดของยาที่ได้รับ เช่น ความหมายของช้อนโต๊ะ ช้อนชา จำนวนครึ่งเม็ด จำนวนแคปซูล จำนวนหยด เป็นต้น ไม่ใช้ยาเกินหรือน้อยกว่าขนาดในแผนการรักษา เน้นถึงอันตรายของการใช้ยาไม่ถูกขนาด เพราะจะเกิด ผลเสียตามมา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 262 ~ - กำหนดเวลาในการได้รับยาและความหมายต่างๆ พร้อมกับผลเสียของการใช้ยาไม่ถูกเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร ก่อนนอน เพื่อป้องกันการหลงลืม ควรทำปฏิทินหรือสมุดเล่มเล็กๆ หรือตารางข้อความเกี่ยวกับชนิด ของยา ขนาด จำนวน เวลาที่ได้รับไว้ให้เห็นชัดเจน การแบ่งใส่ภาชนะเป็นมื้อๆ ตั้งนาฬิกาปลุก หรือวิธีอื่นๆ ที่ช่วย ป้องกันลืมใช้ยา - ใช้ยาถูกชนิด ระวังการใช้ยาผิด ยาที่ใช้รับประทานต้องแยกอย่างชัดเจนกับยาใช้ภายนอก - ใช้ยาถูกคน ยาชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน ออกฤทธิ์ทำให้เกิดผลในการรักษาและอันตรายจากการใช้ยา ในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน แม้จะอายุเท่ากัน เพราะอาจมีปัจจัยอื่น ได้แก่ น้ำหนัก เพศ พยาธิสภาพ การ ทำงานของร่างกาย ประวัติการใช้ยา แพ้ยา เป็นต้น - สังเกตฤทธิ์และอาการไม่พึงประสงค์จากยา ถ้ามีต้องปรึกษาแพทย์ อาจได้รับการหยุดยาหรือเปลี่ยนยา ชนิดอื่นแทน เช่น ผู้สูงอายุที่ได้รับยา digitalis ประมาณร้อยละ 20-30 จะเกิดพิษจากยา มีผลทำให้คลื่นไฟฟ้า หัวใจเปลี่ยนแปลง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีผลข้างเคียงทางจิตได้ ผู้สูงอายุที่ได้รับยาลดความดันโลหิต อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า ทำให้วิงเวียน เป็นลม ซึมเศร้าได้ ต้องแนะนำให้ผู้สูงอายุค่อยๆ เปลี่ยนท่าช้าๆ - ไม่ซื้อยารับประทานเอง ไม่ใช้ยาของคนอื่น นอกจากนี้การใช้สมุนไพร อาหารเสริม ควรบอกให้แพทย์ ผู้รักษาทราบ เพราะสมุนไพรและผลิตภัณฑ์บางชนิดยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างสมบูรณ์ในเรื่องความปลอดภัย - สังเกตการเสื่อมสภาพและการหมดอายุของยา เช่น สี กลิ่น รูปทรงที่เปลี่ยนแปลง ลักษณะเม็ดยา และ วันหมดอายุ เป็นต้น ยาบางชนิด เช่น aspirin ถ้าเก็บไว้ในที่ชื้น ถูกแสงแดดและถูกความร้อนจะเปลี่ยนสภาพเป็น salicylic acid ซึ่งมีฤทธิ์กัดกระเพาะอย่างแรง หรือยาปฏิชีวนะบางชนิดถ้าเก็บไว้นานจะทำให้เกิดพิษได้ เช่น tetracycline จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน กระเพาะอาหารเป็นแผล มีอันตรายต่อไตได้ เอกสารอ้างอิง Mauk, K.L. (2022). Gerontological Nursing: Competencies for Care (5th ed.). Jones & Bartlett Learning. ศิริรัตน์ ปานอุทัย (บ.ก.). (2561). การพยาบาลผู้สูงอายุ เล่ม 2 (พิมพ์ครั้งที่ 2). คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 263 ~ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 8 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ เนื้อหา 1. ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุ 2. แนวคิดการฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ 3. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 4. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 5. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง 6. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ 7. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคพาร์กินสัน 8. การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายการเกิดภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 2. วิเคราะห์การพยาบาลเพื่อชะลอความเสื่อมและการฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ตรงประเด็น วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาคและปลายภาค
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 264 ~ บทที่ 8 การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพ (rehabilitation) เป็นที่ยอมรับทั่วไปในกลุ่มวิชาชีพทั้งหลายสาขา พยาบาลวิชาชีพจึงควรพัฒนาความรู้และทักษะเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ พยาบาลให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้มากที่สุด ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพ จะช่วยส่งเสริมด้านบริการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยลดระยะเวลาของความเจ็บป่วยลง ช่วยลด อาการแทรกซ้อนและความพิการทางกายและจิตใจ ลดภาระของครอบครัว ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งของผู้ป่วย ครอบครัว และในระดับประเทศ ❖ ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุ แนวคิดของโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค (Multimorbidity) ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค ในภาษาไทยมีการแปลมาจากคําศัพท์ในภาษาอังกฤษที่หลากหลาย เช่น Multiple chronic diseases, Multiple chronic conditions, Multiple chronic health conditions, Multiple conditions, Comorbidity, Polypathology, และ Multimorbidity ซึ่ง Feinstein (1967) เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่มีการใช้คําศัพท์ที่ เกี่ยวกับการมีภาวะโรคเรื้อรังหลายโรค ได้ศึกษาและรวบรวมเป็นคํานิยามของ Comorbidity ว่าเป็นการเกิดขึ้นของ โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเพิ่มเติมจากโรคยืนพื้นเดิมที่มีอยู่ (An index disease) จากนั้น Van den Akker, Buntinx, และ Knottnerus (1996) ได้มีการรวบรวมความหมายของ Comorbidity จากการศึกษาต่างๆ และได้ให้ความหมายเชิง สนับสนุนเพิ่มเติมความหมายของ Comorbidity ดังนี้ “The occurrence of medical conditions additional to an index disease” หรือโรคที่เกิดขึ้นมาเพิ่มเติมโรคเดิมที่มีอยู่ พร้อมอธิบายตัวอย่างเพื่อความกระจ่างมากยิ่งขึ้น เช่น ในกรณีบุคคลหนึ่งมีโรคเบาหวานเป็นโรคยืนพื้นเดิมแล้วต่อมาพบว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นตามมาซึ่งโรค หลอดเลือดหัวใจอาจมีความสัมพันธ์กันหรือเป็นผลพวงมาจากโรคเบาหวานที่มีอยู่เดิม จึงเรียกโรคหลอดเลือด หัวใจว่า Comorbidity จะเห็นได้ว่าความหมายของ Comorbidity มีการให้ความสําคัญกับโรคและการเรียงลําดับ การเกิดของโรคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยแตกต่างจากแนวคิดใหม่ที่ใช้คําาว่า Multimorbidity ซึ่งเริ่มพัฒนาขึ้นมา จากความหมายเดิม แต่เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการมุ่งเน้นการจัดการที่โรคในแบบการให้ความสนใจใน ภาวะความทุกข์ทรมานของบุคคลหนึ่งที่มีโรคเรื้อรังร่วมกันหลายโรคในเวลาเดียวกัน ในปัจจุบันมีการใช้คําว่า Multimorbidity แพร่หลายมากกว่าคําว่า Comorbidity และมักหมายถึงความซับซ้อนในการมีโรคเรื้อรังสองโรคขึ้น ไปที่เกิดขึ้นร่วมกันในตัวบุคคลหนึ่ง รวมทั้งการให้ความสําคัญรวมถึงความผิดปกติต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมด้วย ดังนั้นอาจสรุปความเบื้องต้นได้ว่า ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค หมายถึง การที่ บุคคลหนึ่งมีโรคเรื้อรังเกิดขึ้นร่วมกัน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมากกว่าหรือเท่ากับสองโรค โดยไม่มีการจัดเรียง ตามลําดับการเกิดของโรค หรือมีการระบุโรคต้นกําเนิดหรือโรคดั้งเดิมซึ่งภาวะนี้ทําให้เกิดความซับซ้อนขึ้นทั้ง อาการ ความไม่สุขสบาย อารมณ์ สังคม จิตใจ การใช้ยา การจัดการดูแล และการรักษา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 265 ~ สถานการณ์ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงตามวัยในวัยสูงอายุ ส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายมีประสิทธิภาพการทํางานลดลงทั้ง ด้านกายภาพและด้านความรู้คิด เกิดการเจ็บป่วยเฉพาะลักษณะของผู้สูงอายุ หรือเกิดกลุ่มอาการสูงอายุ (geriatric syndromes) อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคตามมาได้ สถานการณ์ ของภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุมีความชุกสูงในหลายประเทศ ทั้งในประเทศในภูมิภาคยุโรปและ อเมริกา ความชุกของภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการสํารวจในปี 2012 โดย The National Health Interview Survey (NHIS) พบว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกัน (ร้อยละ 49.8) ที่เป็นผู้ใหญ่มีภาวะโรค เรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค และหนึ่งในสี่ของคนจํานวนนี้ (ร้อยละ 25.5) มีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค หรือมีภาวะ โรคเรื้อรังร่วมกันมากกว่าสองโรคขึ้นไปและผู้ที่มีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคจะมีจํานวนร้อยละเพิ่มขึ้นตามอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย สําหรับประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลสถิติแห่งชาติในการสํารวจสถานการณ์ของการเกิดภาวะโรค เรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรายงานโรคเรื้อรังต่างๆ ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และเป็น ลักษณะการรายงานแบบแยกเป็นแต่ละโรค (comorbidity) มากกว่าการสํารวจการเกิดภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลาย โรค (multimorbidity) อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่รายงานการเกิดภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในประเทศไทยใน ผู้สูงอายุ พบว่าปีพ.ศ.2553 มีร้อยละ 11.5 และปีพ.ศ.2557 มีร้อยละ 25.3 ของจํานวนผู้สูงอายุทั้งหมดที่ ทําการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคของผู้สูงอายุไทยกับนานาชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีความชุกของภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคต่ำมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะการศึกษาวิจัยสถานการณ์การ เกิดภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคยังไม่แพร่หลายมากนักในประเทศไทย ผลกระทบการมีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคในผู้สูงอายุ 1. ระดับบุคคล ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคเป็นเหตุให้มีการทําหน้าที่ของร่างกายลดลง มีการเข้ารับ บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น มีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น มีการ เกิดความซึมเศร้า มีคุณภาพชีวิตที่ลดลง และมีอัตราการสูญเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1.1 การไม่สุขสบายจากการมีอาการหลายอาการ (Multiple symptoms burden) เนื่องด้วยภาวะโรค เรื้อรังร่วมหลายโรคเป็นกลุ่มภาวะที่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน นอกจากนี้ ความเสื่อมจากการสูงอายุที่มี การเปลี่ยนแปลงในกลไกการทํางานของร่างกายในหลายระดับ ได้แก่ ระดับโมเลกุล (molecular level) ระดับเซลล์ (cellular level) ระดับระบบของร่างกาย (systemic level) และระบบเชิงสรีรวิทยา (organismal level) จนทําให้เกิด การอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในร่างกายอาจมีผลด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะเปราะบางหรือหง่อมในผู้สูงอายุ (frailty) ได้ ซึ่งบ่อยครั้งที่อาการของภาวะเปราะบางหรือหง่อมในผู้สูงอายุและอาการจากภาวะโรคเรื้อรังแต่ละโรคเกิดขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกัน และบ่อยครั้งที่โรคแต่ละโรคส่งผลต่อกัน (disease-disease interactions) ยาส่งผลต่อโรค (drug-disease interactions) หรือยาแต่ละชนิดส่งผลต่อกันเอง (drug-drug interactions) ซึ่งจากสาเหตุต่างๆ ดังที่ กล่าวมาล้วนทําให้เกิดอาการที่หลากหลาย และบางครั้งไม่สามารถจําแนกออกจากกันอย่างชัดเจนได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุอาจมีการวินิจฉัยอาการของตนเองและมีการจัดการตนเองเมื่อมีอาการได้ยากขึ้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 266 ~ 1.2 ปัญหาการจัดการตนเองเกี่ยวกับภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค (self-management related multimorbidity) ดังที่ได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการที่หลากหลายและความไม่สุขสบายที่เกิดขึ้น อาจทําให้ การจัดการตนเองไม่มีประสิทธิภาพ 2. ระดับผู้ดูแล/ครอบครัว ความยุ่งยากในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค (difficulty assisting with health care tasks) เนื่องด้วยความซับซ้อนของภาวะและอาการที่หลากหลาย ตลอดจนมีการใช้ยาหลายชนิดไม่เพียงแต่ทําให้ เกิดความยุ่งยากในการจัดการสําหรับตัวผู้สูงอายุเอง แต่ยังมีผลต่อการจัดการการดูแลของผู้ดูแลอีกด้วย 3. ระดับระบบบริการสุขภาพ 3.1 การวินิจฉัยและการรักษาที่ผิดพลาด (misdiagnosis and mistreatment) ซึ่งอาการทั้งหลายที่ เกิดขึ้นร่วมกันเป็นสาเหตุหลักของความไม่สุขสบายของผู้ที่มีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค หรือเรียกว่าภาวะ Symptom burden ซึ่งบางครั้งอาการที่เกิดขึ้นร่วมกันไม่สามารถวินิจฉัยหรือจําแนกออกมาได้ชัดเจนว่าเป็นอาการ ที่เกิดขึ้นจากภาวะโรคใด 3.2 การใช้ยาหลายชนิด (polypharmacy) เมื่อมีภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคเกิดขึ้น แพทย์มักมีการ รักษาโดยการใช้ยาเพื่อควบคุมหรือรักษาอาการและอาการแสดงที่ตรวจพบ ทําให้พบว่ามีการใช้ยาหลายขนาน ซึ่งในบางครั้งอาการข้างเคียงของยา หรือปฏิกิริยาของตัวยาแต่ละชนิดอาจผลส่งต่อกัน 3.3 มีความขัดแย้งในแผนการรักษา (conflicting recommendation) ปัญหาอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อผู้ที่มี ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค และอาจเป็นผลที่กระทบมาจากปัญหาดังที่กล่าวก่อนหน้า ได้แก่ การมีผู้ทําการ รักษาหลายคน และการประสานงานกันระหว่างผู้ทําการรักษา ทําให้เกิดความขัดแย้งกันในแผนการรักษา การใช้ ยา หรือคําแนะนําการปฏิบัติต่างๆ ได้ สิ่งเหล่านี้ทําให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเกิดความสับสน ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิบัติ ตัวตามแผนการรักษาไม่ต่อเนื่อง (in adherence) หรือการไม่ไปตามเวลานัด (loss of appointment) 3.4 ใช้บุคลากรทางสุขภาพมากและมีการประสานที่ไม่มีประสิทธิภาพ (multiple providers and poor co-ordination) การจัดการการดูแลของผู้ที่ภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคนั้น มีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า การจัดการการดูแลผู้ที่มีภาวะโรคแบบเดี่ยว ซึ่งภาวะโรคเรื้อรังร่วมหลายโรค อาจต้องใช้บุคลากรทางสุขภาพ มากกว่าโรคเรื้อรังแบบเดี่ยว และอาจมีแนวทางการรักษาหลายแผน โดยผู้ทําาการรักษาอาจไม่ได้ให้ความสําคัญ ในการวางแผนร่วมกันรักษา แต่ใช้ลักษณะของการรักษาแยกตามการรักษาโรคเรื้อรังในแต่ละโรคไม่ได้มีการ ประสานงานกันระหว่างผู้ทําการรักษาและมีการวางแผนการรักษาร่วมกัน จากการใช้บริการบุคลากรทางสุขภาพ ในลักษณะแยกตามโรคเรื้อรังแต่ละโรคนั้น อาจส่งผลทําให้เกิดปัญหาของการใช้ยาหลายขนานมีกําหนดนัดมา ตรวจซ้ำซ้อนหรือถี่เกินไป และสูญเสียงบประมาณโดยไม่จําเป็น ❖ แนวคิดการฟื้นฟูสภาพในผู้สูงอายุ ความพึงพอใจสูงสุดของบุคคลในวัยสูงอายุคือ ความสามารถในการทำกิจกรรมที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลอื่นเมื่อเกิดภาวะทุพพลภาพไม่ว่าสาเหตุใดก็ตาม ดังนั้นผู้ป่วยสูงอายุจึงปรารถนาที่จะ ลดภาวะทุพพลภาพและด้อยโอกาสลงให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ภาวะทุพพลภาพอาจบรรเทาหรือฟื้นกลับคืนมา ได้อันเนื่องมาจากลักษณะทางธรรมชาติของโรคที่เรียกว่า การฟื้นตัวเอง (spontaneous or intrinsic recovery) การ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 267 ~ ปรับตัวโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใกล้เคียงทำงานทดแทนหรือกลวิธีที่มีการใช้ส่วนอื่นของร่างกายทดแทน ซึ่งเรียกว่า การฟื้นฟูโดยการปรับตัว (adaptive recovery) อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยกายอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความ สะดวกหรือการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาวะทุพพลภาพและภาวะด้อยโอกาสของผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ การ ฟื้นฟูสภาพในผู้สูงอายุจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตได้และ พึ่งพาบุคคลอื่นน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูสภาพตัวเอง การฝึกฝนให้เกิดการปรับตัว การฝึกการใช้อุปกรณ์และกายอุปกรณ์ ตลอดจนการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ความหมายของการฟื้นฟูสภาพ การฟื้นฟูสภาพ หมายถึง กระบวนการที่กำหนดขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการปรับสภาพทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ กลับคืนสู่สภาพเดิมเท่าที่จะทำให้ช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมได้มากที่สุด ที่พึง กระทำได้ตามอัตภาพแต่ละคน การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือผู้สูงอายุให้พัฒนาความสามารถในการทำหน้าที่ ได้สูงสุด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากที่สุด เพื่อดำรงชีวิตได้อย่างมีความผาสุก ความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพต่อผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีแนวโน้มสมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี ขึ้นไป ทำให้ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง เช่น การยืน การเดิน ผู้สูงอายุมีความแตกต่างจากวัยหนุ่มสาวไม่ เพียงแต่ด้านร่างกายเท่านั้น ยังรวมถึงทางด้านจิตใจ สังคม และการปรับตัวกระบวนการสูงอายุ หรือความชรา เป็นสาเหตุที่ทำให้ความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะเครียดและการรักษาสมดุลของร่างกายลดลง และผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 มีโรคเรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค ที่นำไปสู่การเกิดปัญหาความพิการ การรับรู้และความเข้าใจ ลดลง การสับสนและการหลงลืมมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นร่วมกับความเจ็บป่วย ทางด้านสังคมผู้สูงอายุอาจทุกข์ ทรมานจากการสูญเสีย การจากไปของคู่ครอง อาจต้องอยู่กันตามลำพังและมาได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับ ความช่วยเหลือแต่น้อยลงทางด้านการปรับตัว วัยสูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ สภาพเศรษฐกิจ ครอบครัว ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตัว ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการฟื้นฟูสภาพในผู้สูงอายุ เพื่อชะลอความเสื่อมถอย คงความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง และความสามารถในด้านอื่นๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลดการพึ่งพา ผู้อื่น อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูสภาพต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อกระบวนการฟื้นฟูสภาพ เช่น ความสามารถ บนพื้นฐานเดิม รวมถึงศักยภาพผู้สูงอายุ เช่น ความสามารถในการเรียนรู้ และจดจำสิ่งที่ได้รับรู้ หลักการฟื้นฟูสภาพในผู้สูงอายุ - ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ - ดูแลรักษาพยาธิสภาพเพื่อควบคุมโรคและความพิการ - ป้องกันความเสื่อมถอยและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ - ฟื้นคืนสภาพสิ่งที่ผิดปกติ (พิการถาวร) ให้ทำหน้าที่ได้สูงสุด - ช่วยเหลือให้ปรับตัวกับครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น หลักการฟื้นฟูสภาพพอจะสรุปได้เป็นหลักการปฏิบัติดังนี้ 1. Specific treatment การดูแลรักษาพยาธิสภาพหรือการได้รับบาดเจ็บโดยเฉพาะ เพื่อการควบคุมโรคหรือ ความพิการ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 268 ~ 2. Prevention การป้องกันความพิการที่อาจจะเกิดตามมา เนื่องจากการดูแลรักษาที่ไม่ถูกต้อง หรือละเลย ภาวะที่ทำให้เกิดความพิการตั้งแต่แรก 3. Restoration การฟื้นคืนสภาพ สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือฟื้นฟูการทำหน้าที่ให้ได้ตามปกติเท่าที่จะ ทำได้ในกรณีที่เกิดความพิการอย่างถาวร 4. Adaptation ช่วยเหลือผู้สูงอายุให้ปรับตัวกับครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น ชั่วคราวหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระและมีความสุข ปัจจัยแห่งความสำเร็จต่อการฟื้นฟูสภาพในผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสภาพเพื่อช่วยลดหรือป้องกันการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการกระตุ้นให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างอิสระนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ 1. การดูแลผู้สูงอายุในฐานะที่เป็นบุคคลครอบคลุมทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม พยาบาลต้องเข้าใจในความ แตกต่างและมองเห็นความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย มีความเมตตากรุณาและอดทนแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุ เป็นคนสำคัญ ของครอบครัวและสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยให้โอกาสรับรู้การดูแลตนเองเหล่านี้จะช่วย ให้ได้รับความร่วมมือจากผู้สูงอายุและครอบครัวเป็นอย่างดี ทำให้ปฏิบัติการพยาบาลบรรลุเป้าหมาย 2. การดูแลผู้สูงอายุให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้การฟื้นฟูสภาพต้องเริ่มตั้งแต่การรับผู้สูงอายุไว้ในความดูแล เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือได้รับภาวะผิดปกติทางร่างกาย พยายามส่งเสริมให้กำลังใจไม่ให้มีภาวะจิตใจซึมเศร้า เมื่อ ผู้สูงอายุได้รับการดูแลโดยเร็วจะช่วยป้องกันความพิการไม่ต้องนอนพักในเตียงนานเกินไป มีความสนใจและ กระตือรือร้น เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุข 3. ผู้สูงอายุมีความอิสระสามารถดูแลตนเองได้มากที่สุด ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความสามารถที่จะปฏิบัติ กิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ ทำให้ผู้สูงอายุ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเป็นที่ต้องการของครอบครัวและสังคม พยาบาลต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงทาง บุคลิกภาพเป็นผลมาจากการเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความพิการ และความสูงอายุ จะมี อิทธิพลเกี่ยวกับความสามารถในการดูแลตนเอง 4. ผู้สูงอายุเกิดแรงจูงใจมีความกระตือรือร้นที่จะฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้สูงอายุมีความ รับผิดชอบเกี่ยวกับการดูแลตนเอง และปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ พยาบาลควรกระตุ้นและจูงใจให้ผู้สูงอายุบริหาร ร่างกายด้วยตนเองถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้พยาบาลหรือผู้ดูแลจึงให้การช่วยเหลือ ❖ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก และพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ส่งผลกระทบ ต่อจิตใจ และอารมณ์ มีความเครียดจากโรคและปัญหาในครอบครัว ดังนั้นพยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญในการ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับโรค ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรวมทั้งอัตราการเสียชีวิต
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 269 ~ ความหมายของโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นความผิดปกติทางเมตะบอลิซึมที่มีลักษณะสำคัญคือ ระดับกลูโคสใน กระแสเลือดสูง (hyperglycemia) ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องในการหลั่งอินชูลินหรือความผิดปกติในการออก ฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งสองปัจจัยร่วมกัน (American Diabetes Association, 2011) การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะ อาศัยการตรวจพบน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล. (Lueckenotte, 2000: 523 อ้างใน จันทนา รณฤทธิวิชัย, 2552) อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ จากการสำรวจ ในประเทศแถบตะวันตกที่มีจำนวนประซากรสูงอายุในอัตราส่วนที่สูง เช่น ประเทศ สหรัฐอเมริกาจาการสำรวจปี ค.ศ.2010 พบว่ามีผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 109 ล้านคนหรือร้อยละ 26.9 ของประชากรผู้สูงอายุในประเทศ (National Institutes of Health, 2011) สำหรับประเทศไทยผู้สูงอายุที่เป็น โรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 13.3 ในปี 2550 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2550) โดยพบว่าสูงอายุไม่ทราบว่า ตนเองเป็นโรคถึงร้อยละ 41 พยาธิสรีรวิทยาของโรคเบาหวาน ในผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีพยาธิสภาพจากความบกพร่องในการหลั่งอินซูลิน จากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน (Impaired insulin secretion) ทำให้เกิดภาวะขาดอินซูลิน ร่วมกับความไวของเนื้อเยื่อ เป้าหมาย ได้แก่ กล้ามเนื้อลาย เนื้อเยื่อตับ และเนื้อเยื่อไขมันต่ออินซูลินลดลง หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน (increased insulin resistance) ความเสื่อมของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนจากการสูงอายุ ส่งผลให้เบต้าเซลล์หลั่งอินซูสินลดลง มี ปริมาณอินชูสินไม่เพียงพอที่จะนำกลูโคสเข้าเซลล์ และไม่เพียงพอที่จะยับยั้งกระบวนการผลิตกลูโคสที่ตับ ทำให้ ร่างกายเพิ่มความต้องการใช้กลูโคสเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แอลฟาเซลล์ (alpha-cell) หลั่งกลูคากอน (glucagon) ซึ่งมี หน้าที่ในการเพิ่มกลูโคสในกระแสเลือดหรือออกฤทธิ์ต้านอินซูลินเพิ่มขึ้น (Sinclair & Croxson, 2003) พบว่าใน ผู้สูงอายุพื้นที่เบต้าเซลล์ในตับอ่อนจะลดลงถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ในผู้สูงอายุจะมีการลดลงของฮอร์โมนเปบ ไตด์-1 ที่คล้ายกลูคากอน (glucagons-like peptide-1) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยการหลั่งอินซูลินภายหลังร่างกายได้รับ น้ำตาล และมีการต้านการทำหน้าที่ของฮอร์โมนแกสตริก อินฮิบิทอรี่ โพลีเปบไตด์ (gastric inhibitory polypeptide) ของเบต้าเซลล์ (Stewen & Sally, 2006) เป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ชนิดของโรคเบาหวาน องค์การอนามัยโลกได้แบ่งชนิดของโรคเบาหวานเป็น 6 ชนิด ดังนี้ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus, T1 DM) 2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T2 DM) 3. โรคเบาหวานชนิดผสมระหว่างชนิดที่ 1 และ 2 (hybrid forms of diabetes) 4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (other specific types) 5. โรคเบาหวานที่วินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ (hyperglycemia first detected during pregnancy) 6. โรคเบาหวานที่ไม่สามารถแยกชนิดได้เมื่อได้รับการวินิจฉัย (unclassified diabetes) การระบุชนิดของโรคเบาหวาน อาศัยลักษณะทางคลินิกและการดูแลรักษาเป็นหลัก หากไม่สามารถระบุได้ ชัดเจนในระยะแรก ให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานที่ไม่สามารถแยกชนิดได้ และให้ระบุชนิดของโรคเบาหวานตาม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 270 ~ ข้อมูลที่มีเพิ่มเติมภายหลัง ในกรณีที่จำเป็นและ/หรือสามารถทำได้ อาจยืนยันชนิดของโรคเบาหวานด้วยผลตรวจ ทางห้องปฏิบัติการ 1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (T1 DM) เป็นผลจากการทำลายเบต้าเซลล์ที่ตับอ่อนจากภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยผ่านกระบวนการ cellular mediated ส่วนใหญ่พบในคนอายุน้อย รูปร่างไม่อ้วน มีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง (มักพบในวัยเด็ก) ซึ่งในบางกรณีพบภาวะเลือดเป็นกรดจาก สารคีโตน (ketoacidosis) เป็นอาการแสดงแรกของโรค หรือมีการดำเนินโรคช้าๆ จากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ปานกลาง แล้วเกิดภาวะ ketoacidosis เมื่อมีการติดเชื้อหรือสิ่งกระตุ้นชนิดอื่น ซึ่งมักจะพบการดำเนินโรคในกรณี หลังนี้ในผู้ใหญ่ โรคเบาหวานชนิดนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน ภายใน 12 เดือนแรกหลังการวินิจฉัย เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association, 2011) ได้ให้เกณฑ์การ วินิจฉัยโรคเบาหวานโดยให้เป็นไปตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ 1. ระดับฮีโมโกลบินเอวันชี (hemoglobin A1 C level) มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5% 2. ระดับน้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (fasting plasma glucose (FPG) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 3. ระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัมในการทดสอบความทนทานต่อกลูโคส 2 ชั่วโมง (oral glucose tolerance test : OGTT) มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร 4. มีอาการและอาการแสดงของการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย และน้ำหนักลด โดยอธิบายไม่ได้ด้วยสาเหตุอื่น ร่วมกับระดับน้ำตาลในเวลาใดของวันก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลา รับประทานอาหารมื้อหลังสุด (casual plasma glucose) มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สาเหตุของโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ สาเหตุของโรคเบาหวานสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ความผิดปกติของการทำหน้าที่ของอินซูลินทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ลดลง และพยายามที่จะสร้าง ออกมาให้มากขึ้น จึงเกิดภาวะดื้อต่ออินซูสิน (Insulin resistance) แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ 1.1 ความผิดปกติที่พรีรีเชพเตอร์ (pre receptor defect) ในผู้สูงอายุผนังหลอดเลือดแข็งและหนาตัว มากขึ้น ทำให้อินซูลินออกไปจับกับโปรตีนต้อนรับที่ผนังเชลล์ลดลง 1.2 ความผิดปกติที่รีเซพเตอร์ (receptor defect) ในผู้สูงอายุจำนวนรีเชพเตอร์ของโปรตีนต้อนรับ และความสามารถในการทำหน้าที่จะลดลง ทำให้อินซูลินจับได้น้อยลง 1.3 ความผิดปกติที่โพสรีเซพเตอร์ (postreceptor defect) การมีระดับอินซูลินในเลือดสูง แต่มักพบว่า เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง 2. ความเครียด มีผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางชนิดเพิ่มขึ้น ได้แก่ catecholamine, glucagon, growth hormone และ cortisol ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 4 ชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 3. ความอ้วน คนอ้วนจะมีเซลล์ไขมันจำนวนมาก ไขมันจะรวมตัวกับอินซูลินเป็นชนิด inactive insulin ทำให้ การออกฤทธิ์ของอินซูลินลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเบาหวานในผู้สูงอายุ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 271 ~ 4. ผลจากยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น คอร์ติโคสเตอร์รอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากันชัก ยาต้านแคลเซียม คาเฟอีน นิโคติน เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยากั้นเบต้า แอลกอฮอล์ จะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 5. การขาดการออกกำลังกาย การตอบสนองของเนื้อเยื่อต่ออินซูลินในผู้สูงอายุจึงลดลง 6. พันธุกรรม โดยพบว่าบุคคลที่เป็นเบาหวานจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะใน ผู้สูงอายุพบว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ อาการ และอาการแสดงของโรคเบาหวาน อาการและอาการแสดงในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานจะคล้ายคลึงหรือเหมือนกับอาการที่พบในผู้ป่วย ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ 1. ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก (polyurea) เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ และตับ มีการสร้างน้ำตาลจากการย่อยกลัยโคเจนให้เป็นกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดมีมากกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไตไม่สามารถทำหน้าที่เก็บกักไว้ได้ (renal threshold) น้ำตาลจึงถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น (osmolarity) เกิดการตึงน้ำออกจากเซลล์ และเกิดภาวะออสโมไดยูรีสิส (osmotic diuresis) ท่อไตไม่สามารถดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะจำนวนมากและบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน 2. ดื่มน้ำมาก (polydipsia) จะมีอาการคอแห้ง และกระหายน้ำซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายเสียน้ำไปจาก การปัสสาวะบ่อยและมาก จึงต้องชดเชยด้วยการดื่มน้ำบ่อย ๆ 3. น้ำหนักลด ผอมลง (weight loss) เนื่องจากในภาวะที่ขาดอินซูลินร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือด ไปใช้เป็นพลังงานได้ร่วมกับการขาดน้ำจากการปัสสาวะบ่อย ร่างกายจึงต้องนำเอาโปรตีนและไขมันที่เก็บสะสมไว้ ในเนื้อเยื่อมาใช้แทน 4. หิวบ่อย (polyphagia) เนื่องจากร่างกายขาดพลังงาน จากการที่ไม่สามารถนำกลูโคสที่ได้จากเมตาบอลิ ซึมของคาร์โบไฮเดรทไปใช้เป็นพลังงานได้ ภาวะแทรกช้อนของโรคเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก 1. ภาวะแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน 1.1 ภาวะคีโตอะชิโดสิสจากเบาหวาน (diabetes ketoacidosis: DKA) เป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและ มีคีโตนร่วมด้วย 1.2 กลุ่มอาการฮัยเปอร์กลัยซีมิค-ฮัยเปอร์ออสโมลาร์ (hyperglycemic hyperosmolar nonketotic syndrome: HHNS) การมีระดับกลูโคสในเลือดสูงมาก จนทำให้เกิดภาวะเข้มข้นสูงในเลือด มีคล้ายคลึงกับภาวะคี โตอะชิโดสิส แต่ไม่มีการผลิตคีโตนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการสลายไขมันน้อยกว่า มักพบในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่า 600 มิลลิกรัม/เดชิลิตร 1.3 ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร พบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่รับประทานยาเม็ดลดระดับน้ำตาล โดยเฉพาะยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ที่มีฤทธิ์แรง และออกฤทธิ์นานทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่รุนแรงได้ 2. ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 272 ~ 2.1 ภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดขนาดเล็ก (microvascular complications) 1) ภาวะแทรกซ้อนที่ไตจากเบาหวาน (diabetic nephropathy) 2) ภาวะแทรกซ้อนที่จอตาจากเบาหวาน (diabetic retinopathy) 3) ภาวะแทรกซ้อนที่ระบบประสาทจากเบาหวาน (diabetic neuropathy) 2.2 ภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดขนาดใหญ่ (macrovascular complication) 2.3 ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน แนวทางการประเมินโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ การประเมินโรคเบาหวานในผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุ และประเมินถึงระดับความรุนแรง รวมทั้งใช้ประกอบในการวินิจฉัย และการรักษา โดยประเมินด้วยวิธีการประเมินสภาพทั่วไป ได้แก่ การชักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1. การซักประวัติ 1.1 อาการและอาการแสดง เช่น อ่อนเพลีย หิวบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด ปัสสาวะมาก อาการ เหล่านี้มักไม่ชัดเจนในผู้สูงอายุ แต่มักมีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้าในผู้ชาย อาจมีอวัยวะเพศไม่แข็งตัว (impotence) (Luecknotte, 2000: 522) 1.2 นิสัยการรับประทานอาหาร รับประทานอาหารจุ แต่ผอมลง ชอบรับประทานอาหารประเภทแป้ง ของหวาน 1.3 ประวัติการมีแผลเรื้อรัง เป็นแผลง่ายแต่หายยาก มักเป็นฝีบ่อย ๆ โดยเฉพาะที่กลางหลังที่ เรียกว่าฝีฝักบัว (carbuncle) หรือแผลที่เท้าและขา 1.4 อาการตามัวลงเรื่อย ๆ ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ 1.5 มีการติดเชื้อง่ายหรือเจ็บป่วยบ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหญิงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อทางเดิน ปัสสาวะและช่องคลอดอักเสบ 2. การตรวจร่างกาย 2.1 ลักษณะของผิวหนังบริเวณสันหน้าแข้ง รอยโรคที่กลางหลัง ลักษณะการขาดเลือดที่บริเวณ ปลายเท้า สีผิว และชีพจรที่หลังเท้า (dorsalis pedis) 2.2 ความสามารถในการมองเห็น ตรวจดูลักษณะของเลนส์ 3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 3.1 การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า ถ้ามีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล. ให้ สงสัยว่าเป็นเบาหวาน 3.2 การทดสอบความทนต่อกลูโคส เพื่อประเมินให้ชัดเจนขึ้น ถ้าทดสอบความทนต่อกลูโคสเป็น ชั่วโมงที่ 2 พบว่ามีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล. ถือว่าผิดปกติ 3.3 การตรวจระดับน้ำตาลและสารคีโตนในปัสสาวะ 1) การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ (urine glucose) 2) การตรวจสารคีโตนในปัสสาวะ (urine ketone) 3.4 การตรวจหาระดับไขมันในเลือด
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 273 ~ 3.5 การตรวจหาระดับความดันโลหิต แนวทางการรักษาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ 1. การใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด (pharmacological treatment) 1.1 การใช้ยารับประทานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด (oral hypoglycemic agent) ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ใหญ่ ได้แก่ กลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylurea) ออกฤทธิ์โดยการจับกับ ATP-dependent potassium channel! ที่ เบต้าเซลล์ของตับอ่อน เป็นผลให้มีการหลั่งอินซูลินมากขึ้น ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ไดอะบินิส ดาโอนิล ไดอะไมครอน มินิ เตียบ อมาริล เป็นต้น 1) กลุ่มไบกัวไนต์ (biguanide) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ เมทฟอร์มิน กลูโคฝาจ 2) กลุ่มยาต้านแอลฟากลูโคซิเดส (alpha glucosidase inhibitor) ได้แก่ กลูโคเบย์ 3) กลุ่มไทเอโซลิดียไดโอน (thiazolidinedione: TZD) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ pioglitazone และ rosiglitazone 1.2 การใช้ยาฉีดอินซูลิน อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างและหลั่งจากเซลล์เบต้าของตับอ่อน มีผลในการ ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์หรือเนื้อเยื่อที่เป็น insulin sensitive tissue อินซูลินที่ใช้ใน ปัจจุบันแบ่งได้ 4 ประเภทตามระยะเวลาการออกฤทธิ์ ได้แก่ 1) อินซูลินออกฤทธิ์เร็ว (rapid acting insulin) 2) อินชูลินออกฤทธิ์ป่านกลาง (intermediate action insulin) 3) อินซูลินออกฤทธิ์นานคงที่ (long-acting insulin) 4) อินชูลินออกฤทธิ์สั้น (short acting insulin) 2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle modification) โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตัวเองให้ เหมาะสม ได้แก่ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย เพื่อควบคุมให้มีระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าใกล้เคียง กับค่าปกติมากที่สุด การพยาบาลผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 1. ควบคุมอาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน และควบคุมน้ำหนักให้หมาะสมและคงที่ เพราะน้ำหนักตัวมากทำให้ร่างกายจะต้องใช้อินซูลินเพิ่มขึ้น แต่ตัวรับของอินชูลินรีเชพเตอร์ในเนื้อเยื่อลดลง การ ออกฤทธิ์ของอินซูลินจึงลดลงไปด้วย พยาบาลจึงควรให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุและญาติในการรับประทานอาหารที่ เหมาะสม ได้แก่ 1.1 แนะนำอาหารที่ควรรับประทาน เช่น อาหารประเภทที่มีกากใยมาก ๆ 1.2 การให้ข้อมูลเรื่องอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย (simple carbohydrate) เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง 1.3 การเน้นย้ำเรื่องจำกัดผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น เงาะ ลำไย ขนุน ทุเรียน เป็นต้น 1.4 การลดอาหารที่มีไขมันมากๆ หรืออาหารทอด 1.5 การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้เท่าๆ กัน และไม่ควรเลื่อนเวลาอาหารออกไป 1.6 การควบคุมอาหารควรทำไปทีละน้อยๆ ให้เกิดความเคยชิน อาจจะใช้ตารางอาหารแลกเปลี่ยน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 274 ~ 2. การออกกำลังกาย เป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะทำให้เพิ่มจำนวนโปรตีนต้อนรับ และมีความไวต่ออินซูลิน เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดี นอกจากนี้เสือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น หัวใจและ หลอดเลือดทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น และยังช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ ทำให้น้ำหนักลดลง จิตใจแจ่มใส ไม่เครียด การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ได้แก่ การเดิน นอกจากนี้อาจจะแกว่งแขน รำมวยจีน เป็นต้น พยาบาลควรสอนผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอโดยปฏิบัติดังนี้ 2.1 ควรตรวจร่างกายจากแพทย์และแพทย์อนุญาตให้ออกกำลังกายจึงเริ่มออกกำลังกายได้ 2.2 แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับชนิดของการออกกำลังกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับของน้ำตาลใน เลือด 2.3 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควรเป็นเวลาเดียวกันในแต่ละวัน จะได้ควบคุมน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ได้ 2.4 หลีกเลี่ยงการฉีดยาอินซูลินในตำแหน่งที่ออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ลดลงอย่างรวดเร็ว 2.5 สังเกตถึงฤทธิ์ของยาลดระดับน้ำตาลในเลือดว่าออกฤทธิ์สูงสุดเวลาใด หลีกเสี่ยงการออกกำลัง กายในเวลานั้น เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงมากขึ้น เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการออกกำลังกายคือ หลังอาหาร 30 นาที 2.6 งดการออกกำลังกาย ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 250 มล./ดล. เนื่องจากผู้สูงอายุมีปัญหา เกี่ยวกับการนำอินชูลินไปใช้ ฉะนั้นการออกกำลังกายยิ่งส่งเสริมให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เนื่องจากมีการ ปล่อยกลูโคสจากตับมากขึ้น โดยขบวนการ gluconeogenesis และ glycogenosis 2.7 ถ้ารู้สึกท้องว่าง ควรงดการออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงที่น้ำตาลในเลือดต่ำอยู่แล้ว ควร รับประทานน้ำผลไม้ หรือขนมปังกรอบ 2-3 แผ่น ก่อนออกกำลังกาย 2.8 การออกกำลังกายในระยะแรก ควรเริ่มจากทีละน้อย และค่อย ๆ เพิ่ม ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น ควรหยุดออกกำลังกายทันที เพราะอาจเป็นอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจดื่ม น้ำหวานหรืออมลูกอมแทนก็ได้ 3. การใช้ยา การใช้ยาเป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่พยาบาลต้องเน้นย้ำแก่ผู้สูงอายุ 3.1 ควรเขียนฉลากยาให้ตัวโต อ่านได้ง่ายชัดเจน ป้องกันการทานยาซ้ำหรือลืมทานยา เนื่องจาก ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา และแนะนำญาติให้ช่วยเหลือผู้สูงอายุในการรับประทานยา 3.2 ผู้สูงอายุโรคเบาหวานต้องมีบัตรประจำตัวติดตัว ที่บ่งบอกว่าเป็นโรคเบาหวาน พร้อมทั้งวิธีการ ช่วยเหลือ 4. การดูแลเท้า 4.1 ผู้สูงอายุทั่วไปมักเกิดปัญหาของหลอดเลือดส่วนปลาย ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่พยาบาลควร สอนผู้สูงอายุในการดูแลเท้าได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ผู้สูงอายุควรปฏิบัติดังนี้ 1) ทำความสะอาดเท้าและซอกนิ้วด้วยสบู่อ่อน ซับให้แห้ง ไม่ควรถูแรง ๆ และใช้ครีมบำรุงผิว อย่างอ่อนนวดเบา ๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วจนถึงเข่า ยกเว้นชอกนิ้ว เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น และการไหลเวียนเลือดดี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 275 ~ 2) แช่น้ำอุ่น 1 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ควรมีญาติเตรียมน้ำอุ่นให้ เพราะผู้สูงอายุมักมีการรับความรู้สึก ลดลง และถ้ามีบาดแผลให้พบแพทย์ทันที ห้ามรักษาเอง 3) สังเกตอาการชา ซีด ผิวหนังเย็น ปวด และไม่ควรวางกระเป๋าน้ำร้อนบนเท้า 4) ตัดเล็บเท้าให้สั้นและตัดตรง อาจเกิดแผลและเลือดขบได้ เพราะผู้สูงอายุมักมีเล็บแข็ง ตัดยาก อาจแช่น้ำอุ่นก่อนตัดเล็บ 5) สวมรองเท้าก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง 6) ให้เลือกขนาดที่เท้าข้างใหญ่สวมได้พอดี สวมสบาย ยืดหยุ่นตามขนาด มีการระบายอากาศที่ ดี เท้าต้องแห้งไม่อับชื้น และไม่เดินเท้าเปล่า 7) กรณีมีอาการชาที่เท้า ควรสวมรองเท้าหุ้มส้น และถ้าสวมถุงเท้าควรเลือกให้พอดี ไม่คับแน่น และทำจากผ้าฝ้าย ไม่ใช่ไนล่อนเพราะไม่ดูดซับเหงื่อ 8) หลีกเสี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก 9) หลีกเสี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัว เกิดแผลที่เท้าง่ายขึ้น 10) บริหารเท้าเสมอ ๆ เช่น การกระดกนิ้วเท้าขึ้นลง นั่งห้อยเท้าแล้วแกว่งเท้าไปมา หรือยกเท้า ขึ้น และลงสลับกัน ครั้งละ 5-10 นาที วันละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือดที่ปลายเท้า 4.2 พยาบาลควรแนะนำการปฏิบัติตัวให้ผู้สูงอายุและญาติเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ หรือภาวะแทรกซ้อน เพื่อจะได้ให้การดูแลรักษาได้ทันท่วงที และควรมาตรวจ ตามแพทย์นัดทุกครั้ง ❖ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ อัตราการเกิดโรค และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามวัย เนื่องจากวัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ เนื้อเยื่อปอดสูญเสียความยืดหยุ่น ถุงลม ปอดมีความหนาตัวมากขึ้น ขาดความยืดหยุ่น และมีจำนวนถุงลมที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าชลดลง กระดูกชี่โครงและ กระดูกสันหลังมีความหนาแน่นลดลง กระดูกโก่งและงอ ทำให้ปริมาตรในช่องอกลดลง จึงเป็นผลให้โรคปอดอุด กั้นเรื้อรังที่เกิดขึ้นแล้วมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในผู้สูงอายุ ความหมาย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive pulmonary Disease: COPD) ตามนิยามของ GOLD Guideline 2023 เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในปอดซึ่งเกิดขึ้นแบบเรื้อรัง และมีการดำเนินไปของโรคอย่างต่อเนื่อง มักมีอาการ ทางระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ได้แก่ หายใจลำบาก ไอ มีเสมหะ เนื่องจากความผิดปกติของหลอดลม และ/หรือ ถุงลม เช่น โรคหลอดลมอักเสบ (bronchitis) โรคหลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis) และ โรคถุงลมโป่งพอง (emphysema) พยาธิสภาพโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้สูงอายุที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในระบบต่าง ๆ ส่งผลต่อการทำงานของปอด คือ มีการหนาตัวของต่อมขับเมือก และมีขนาดที่โตขึ้น goblet cells มีจำนวนมากขึ้น มีการสร้างเสมหะเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของ cilia ลดลง โดยกระดูกสันหลังมีการเสื่อม ทรวงอกผิดรูป มีการจับของแคลเซียม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 276 ~ บริเวณหลอดลม กระบังลมขาดความยืดหยุ่น มวลกล้ามเนื้อคอ หลัง และทรวงอกลดลง ทำให้ทรวงอกขยายได้ไม่ เต็มที่ โครงสร้างของผนังหลอดลมมีการหนาตัวและบวมของหลอดลม มีการเพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อเรียบของ หลอดลม เกิดการหดรั้งของพังผืด มีการทำลายเนื้อของปอด ทำให้ทางเดินลมหายใจแคบลงเกิดการอุดกั้น ทำให้ การกระจายของลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ขณะหายใจออกมีการหายใจ ออกช้า อัตราการไหลเวียนของอากาศขณะ หายใจออก (expiratory low rate) ต่ำกว่าปกติ ปริมาตรของอากาศที่สามารถหายใจออกโดยเร็วและแรงใน 1 วินาทีแรก (FEV1) ลดลง เลือดและออกซิเจนที่มาเลี้ยงปอดลดลง เมื่อมีการอุดกั้นที่หลอดลมมาก การระบาย อากาศในถุงลมลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลต่อระดับออกซิเจนในเลือดแดงต่ำลง คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้น เกิด ภาวะหายใจสำบากตามมา (อรทัย สิมะพรม, 2554) ระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease [GOLD] จำแนกความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังโดยพิจารณาจากสมรรถภาพปอด ดังตารางที่ 8.1 ตารางที่ 8.1 การจำแนกความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพิจารณาจากสมรรถภาพปอด Stage 1 รุนแรงน้อย (mild) ค่า FEV1 ≥ 80% ของค่ามาตรฐาน ร่วมกับมีอาการไอเรื้อรัง และมีเสมหะ Stage 2 รุนแรงปานกลาง (moderate) ค่า FEV1 อยู่ระหว่าง 50% ถึงน้อยกว่า 80% ของค่ามาตรฐาน ร่วมกับมีหรือไม่มีอาการไอเรื้อรัง และมีเสมหะ Stage 3 รุนแรงมาก (severe) ค่า FEV1 อยู่ระหว่าง 30% ถึงน้อยกว่า 50% ของค่ามาตรฐาน ร่วมกับมีหรือไม่มีอาการไอเรื้อรัง และมีเสมหะ Stage 4 รุนแรงมากที่สุด (very severe) ค่า FEV1 < 30% ของค่ามาตรฐาน ค่า FEV1 < 50% ของค่ามาตรฐาน ร่วมกับมีภาวะหัวใจล้มเหลว แหล่งที่มา: Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease (GOLD), Retrieved from www.goldcopd.org ส่วนความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสามารถจำแนกตามความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ได้ดังตารางที่ 8.2 (American Lung Association: ALA, 2004) ตารางที่ 8.2 การจำแนกความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังตามความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความรุนแรงระดับที่ 1 ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ ไม่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรม ไม่มี อาการหายใจลำบากขณะเดินขึ้นบันไดทางชัน แต่จะเริ่มมีอาการหายใจลำบากขณะ ทำงาน ความรุนแรงระดับที่ 2 มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมเล็กน้อย สามารถเดินบนทางราบได้แต่ไม่ กระฉับกระเฉง ไม่สามารถเดินขึ้นที่สูงหรือขึ้นบันไดได้เท่าคนในวัยเดียวกัน แต่ สามารถขึ้นตึกสูง 1 ชั้น โดยไม่มีอาการหายใจลำบาก ความรุนแรงระดับที่ 3 มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมชัดเจนขึ้น ไม่สามารถทำงานหนักหรือยุ่งยากได้ ไม่ สามารถเดินบนพื้นราบได้เท่าคนในวัยเดียวกัน มีอาการหายใจลำบากเมื่อเดินขึ้นตึก สูง 1 ชั้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 277 ~ ความรุนแรงระดับที่ 4 มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมมากขึ้น ไม่สามารถทำงานได้ เคลื่อนไหวได้ใน ขอบเขต ต้องหยุดพักเมื่อเดินขึ้นตึกสูง 1 ชั้น สามารถดูแลตนเองในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวันได้ ความรุนแรงระดับที่ 5 มีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างมาก เดินเพียง 2-3 ก้าว หรือลุกนั่งก็เหนื่อย ไม่ สามารถช่วยเหลือตัวเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เหนื่อยหอบเมื่อพูดหรือ แต่งตัว แหล่งที่มา: Chronic Obstructive Lung Disease, Retrieved from www.lungusa.org สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้สูงอายุ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของ COPD แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น เพศหญิง ความผิดปกติในการเจริญและพัฒนาของปอดในวัยเด็ก ความผิดปกติ ทางพันธุกรรม ได้แก่ การกลายพันธุ์ของยีน serine protein inhibitor-A1 (SERPINA1) ที่นำไปสู่การขาดเอนไซม์ alpha-1 antitrypsin รวมทั้งผู้สูงอายุมักมีความต้านทานต่อโรคลดลง จึงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ ได้ง่ายขึ้น มีผลให้เกิดการอักเสบ และผลิตเสมหะมากขึ้น มีการบวมของผนังหลอดลม เกิดการอุดกั้นทางเดิน หายใจ 2. ปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อม เช่น การสูบบุหรี่และควันจากการสูบบุหรี่ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 75 ของผู้ป่วย COPD เกิดจากบุหรี่ การสูดดมอนุภาคและก๊าซที่เป็นพิษจากมลพิษทางอากาศในครัวเรือนและนอกบ้าน ได้แก่ การเผาไหม้ เชื้อเพลิงในการประกอบอาหาร (biomass fuel) และสำหรับขับเคลื่อนเครื่องจักร รวมถึงยานยนต์ ต่างๆ ได้แก่ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ผลกระทบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้สูงอายุ จากพยาธิสภาพของโรค อาการและอาการแสดงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ความสามารถในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ป่วยลดลง ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตอย่างถาวร แบบแผนในการประกอบกิจวัตรประจำวันไม่เป็นปกติ ส่งผลกระทบต่อด้านผู้สูงอายุทั้งทาง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ครอบครัว และเศรษฐกิจ (อรทัย สิมะพรม, 2554) ดังนี้ 1. ผลกระทบด้านร่างกาย เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อย ๆ ทำให้การไหลเวียนของอากาศ ลดลง ปอดสูญเสียหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และเกิดภาวะหายใจ ล้มเหลวเรื้อรัง เกิดภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง ทำให้มีอาการสับสน กระวน กระวาย หากมีอาการเหนื่อยหอบมาก ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ 2. ผลกระทบด้านจิตใจและอารมณ์ เกิดความ รู้สึกกลัว ซึมเศร้า รู้สึกไร้ค่า กระวนกระวายใจ มีอารมณ์ กดดัน มีความโกรธ การขาดออกซิเจนอย่างเรื้อรังทำให้สมองเสื่อม ซึ่งการหายใจเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะ อารมณ์ของบุคคล อาจมีอารมณ์ที่รุนแรง หรือมีอารมณ์ซึมเศร้า 3. ผลกระพบด้านสังคม ผู้สูงอายุต้องดำรงชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังไปตลอดชีวิต ทำให้แบบแผนและบทบาทใน การดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนไป ถูกจำกัดสถานภาพและบทบาททางสังคม ทำให้เบื่อหน่าย แยกตัวและปฏิเสธการ เข้าร่วมกิจกรรม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 278 ~ 4. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและครอบครัว ผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักมีภาวะพึ่งพิง ต้องการการดูแล อย่างใกล้ชิดในครอบครัว ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีภาระเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัว เกิด ปัญหาในการดูแล เกิดความยุ่งยาก สมาชิกในครอบครัวต้องผลัดเปลี่ยนกันหรือจ้างผู้อื่นมาดูแล ทำให้สูญเสีย ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แนวทางการประเมินโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้สูงอายุ การประเมินโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพื่อ ค้นหาสาเหตุ และประเมินระดับความ รุนแรง รวมทั้งใช้ประกอบในการวินิจฉัย และการรักษา โดยการประเมินสภาพทั่วไป ได้แก่ การซักประวัติ การ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังมีรายละเอียดดังนี้ 1. การซักประวัติ ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ได้แก่ 1.1 ลักษณะการไอ ไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะ หรือมีเลือดปน ส่วนใหญ่จะไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นมูกสี ขาว อาการหอบเหนื่อย 1.2 อาการหายใจลำบาก อาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ผู้สูงอายุมักมีอาการเหนื่อย หายใจลำบากแม้จะอยู่เฉย ๆ 1.3 อาการปลายมือปลายเท้าเขียว (cyanosis) มักเกิดภายหลังมีอาการหายใจลำบาก โดยมีค่า PaO2 < 60 mmHg. 1.4 อาการแสดงอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไข้ เจ็บหน้าอก 2. การตรวจร่างกาย 2.1 สังเกตลักษณะการไอ สีผิว ลักษณะหายใจ รูปร่างของทรวงอก ทรวงอกขยายใหญ่ขึ้น (barrel chest) ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง หากหลอดลมอักเสบทรวงอกมักไม่เปลี่ยนแปลง สังเกตการเคลื่อนไหวของ ทรวงอก ความลึกและจังหวะการหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะหายใจออก ต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ (accessory muscle) 2.2 ตรวจดูการขยายตัวของทรวงอกลดลง ตรวจดูแรงสั่นสะเทือนของทรวงอกในขณะที่ให้ผู้ป่วย เปล่งเสียง (tactile fremitus) 2.3 การคั่งของอากาศในปอดมากผิดปกติ เมื่อเคาะจะได้เสียงโปร่ง (hyperresonance) แต่ใน ตำแหน่งที่มีเสมหะคั่งค้างก็จะได้เสียงทึบ 2.4 การหดเกร็งของหลอดลมจะได้ยินเสียงวี๊ด (wheezing) แต่ถ้ามีการคั่งค้างของเสมหะด้วยจะได้ ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) 3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 3.1 การเอ็กซเรย์ปอด (chest X-ray) จะพบว่ามีการคั่งของก๊าซในปอด และมีภาวะหัวใจโตร่วมด้วย 3.2 การวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง (Arterial Blood Gas (ABGs)) จะทำให้วิเคราะห์ respiratory acidosis หรือ ภาวะ respiratory alkalosis และการประเมินค่า oxygenation 3.3 การตรวจ pulmonary function test เพื่อดูการทำหน้าที่ของปอด
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 279 ~ แนวทางในการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้สูงอายุ การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะกำเริบ ระยะสงบ และระย ะจำหน่ายและ ติดตาม โดยจุดมุ่งหมายการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คือบรรเทาอาการให้น้อยลง การป้องกันการกำเริบของ โรค คงสมรรถภาพการทำงานของปอดไว้หรือให้เสื่อมลงช้าที่สุด การเพิ่มสภาวะสุขภาพ การป้องกันและรักษา ภาวะแทรกซ้อน การป้องกันและรักษาอาการกำเริบ ลดอัตราเสียชีวิต และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค (Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease, 2009) 1. ระยะกำเริบ 1.1 การให้ออกซิเจน ในระยะแรกเพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดให้มากกว่าหรือ เท่ากับ 90-92 เปอร์เซ็นต์ต้องระวังไม่ให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงในรายที่มีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจาก ทำให้เกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว โดยให้ความเข้มข้นไม่เกิน 28 เปอร์เซ็นต์ทางหน้ากากเวนทูริ (venture mask) หรือให้ทางสายทางจมูก (cannula) 2 ลิตรต่อนาที เพื่อให้ค่าแรง ดันออกซิเจนในเลือดอยู่ในระดับ 60 มิลลิเมตรปรอท ความเป็นกรดด่าง (pH) มากกว่าหรือเท่ากับ 7.26 1.2 การให้ยาขยายหลอดลม เช่น ซัลบูทามอล (salbutamol) ขนาด 25.5 มิลลิกรัม ทางเครื่องพ่น ละอองฝ่อย (nebulizer) หรือเครื่องพ่นละอองสำเร็จรูป (Metered Dose Inhaler: MDI) เมื่อมีอาการกำเริบและ สามารถใช้ช้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง 1.3 การใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกที่ไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจ (non-invasive positive pressure ventilation: NIPPPV) หรือการใช้ท่อหายใจและเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบรุนแรงหรือมี อาการแสดงของกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง 2. ระยะสงบ หมายถึง ระยะที่มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะสีขาว และมีอาการหายใจ ลำบากเมื่อมีกิจกรรม มากขึ้น มีอาการเหนื่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การดูแลในระยะนี้เพื่อบรรเทาอาการของโรค และป้องกันอาการ กำเริบการรักษาในระยะสงบเป็นแบบผู้ป่วยนอก หากมีการเปลี่ยนแปลงมากต้องรับไว้ในโรงพยาบาล 2.1 การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแก่ผู้ป่วยและญาติที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีทักษะในการดูแล ตนเองที่ถูกต้อง ทั้งการวางแผนในการหยุดบุหรี่และการดำเนินเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรคอย่างสงบ 2.2 การรักษาโดยการใช้ยา เพื่อควบคุมอาการ บรรเทาอาการหายใจลำบาก ลคความถี่ อาการ กำเริบของโรค เพิ่มความทนต่อกิจกรรม การเพิ่มคุณภาพชีวิต (Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease, 2009) ยาที่นิยมใช้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ยากระตุ้นตัวรับประสาทเบต้าทูซิมพาเธติก (β2-agonist) 2) ยาขัดขวางสารโคลิเนอร์จิก (anticholinergic drugs) 3) อนุพันธ์ของยาธีโอฟิลลิน (xanthine derivative sustained-release theophylline) หรือแมททิลแซนทีน (methylxanthine) การเลือกใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ มากกว่าหนึ่งชนิดรวมกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค 2.3 การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เช่น การฝึกการออกกำลังกาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอาการของโรค บรรเทาอาการหายใจลำบาก เพิ่มคุณภาพชีวิต ในการฟื้นสมรรถภาพปอดควรปรับให้มีความเหมาะสมกับผู้ป่วย แต่ละราย และระยะเวลาขั้นต่ำสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดจะทำให้เกิดผลคือ 6 สัปดาห์ สามารถทำได้ ต่อเนื่องนานกว่านั้น จะเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลได้มาก ควรมีการประเมินผลการฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เป็นระยะ โดยการประเมินจากการตรวจสมรรถภาพปอด ความสามารถในการออกกำลังกาย เช่น การทดสอบ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 280 ~ สมรรถภาพร่างกายด้วยการเดิน 6 นาที และควรมีการประเมินคุณภาพชีวิตภายหลังที่ผู้สูงอายุได้รับโปรแกรม การฟื้นฟูสภาพปอด 3. การดูแลระยะจำหน่ายและการนัดติดตาม มีการวางแผนการจำหน่ายตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาไว้ใน โรงพยาบาล โดยประเมินความพร้อมของผู้ป่วย ญาติและครอบครัวในด้านต่างๆ ก่อนการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ยา การปฏิบัติตัว การงดสูบบุหรี่ เมื่อผู้ป่วยจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ควรมีการนัดติดตามภายใน 4-6 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องออกชิเจนระหว่างนอนโรงพยาบาลด้วยอาการกำเริบ ควรติดตามการดูแล เรื่องการใช้ออกซิเจนระยะยาวต่อเนื่องที่บ้าน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน การพยาบาลเพื่อฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง วัตถุประสงค์ที่สำคัญในการพยาบาลเพื่อฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คือ การพยายามขจัด เสมหะ เพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่ง และดูแลให้ผู้ป่วยมีการหายใจที่มีประสิทธิภาพ (จันทนา รณฤทธิวิชัย, 2552) ประกอบด้วย 1. การฟื้นฟูสภาพเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งควรปฏิบัติต่อเนื่อง สม่ำเสมอ คงไว้ซึ่งหน้าที่ของระบบทางเดินหายใจที่ดี โดยพยาบาลควรสอนผู้สูงอายุ ดังนี้ 1.1 การบริหารการหายใจ (breathing exercise) 1) การหายใจโดยการเป่าปาก (pursed lip breathing) 2) การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกะบังลม (abdominal or diaphragmatic breathing exercise) 3) การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอก (costal breathing exercise) 1.2 การเคาะและการทำให้สั่นสะเทือน (percussion and vibration) 2. สอนผู้สูงอายุ และญาติในการดูแลเรื่องอาหาร อาหารในผู้สูงอายุควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย แต่มี คุณภาพสูง รับประทานครั้งละน้อย ควรเพิ่มเป็น 5-6 มื้อ/วัน และตัดอาหารให้เป็นคำเล็กๆ เคี้ยวง่าย หลีกเลี่ยง อาหารมัน และอาหารทอด ผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องเร่งรีบ การดื่มน้ำควรดูดจากหลอดมากกว่าการดื่มจากแก้วเพื่อ ป้องกันการสำลัก 3. ประเมินการป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากผู้สูงอายุมีความต้านทานต่ำ เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายอยู่แล้ว อาจรับวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อของทางเดินหายใจ 4. พยาบาลต้องประเมิน และให้การดูแลในเรื่องของการให้ออกซิเจน ในผู้ป่วยโรคนี้มักมีระดับ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งศูนย์ควบคุมการหายใจเกิดความเคยชิน และไม่สามารถ กระตุ้นศูนย์การหายใจได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxic drive) เป็นตัวกระตุ้นแทน การ ให้ออกซิเจน จึงควรให้ในอัตรา 1-2 ลิตร/นาที ทางแคนูลา (canular) นาน 15-20 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกัน เพื่อป้องกัน ภาวะที่มีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งมากเกินไปจนทำให้หมดสติได้ (carbon dioxide narcosis) 5. พยาบาลแนะนำ และเน้นย้ำการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมัก มีภาวะพร่องออกซิเจน ทำให้เกิดอาการสับสน กระสับกระส่าย ประกอบกับการทรงตัวเริ่มไม่ดี มีปัญหาการ มองเห็น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดอุบัติเหตุมาก
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 281 ~ 6. เน้นย้ำการมาตรวจตามนัด ผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมิน ผลการรักษาและความรุนแรงของโรค ดังนั้นควรอธิบายให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญและควรมาพบแพทย์ก่อนนัดทุก ครั้ง ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น อาการไอ ไข้ เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เป็นต้น ❖ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ความหมายโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง หมายถึง ภาวะที่ระดับความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าภาวะปกติอย่างต่อเนื่อง โดยที่ระดับความดันโลหิตซีสโตลิค (systolic blood pressure) คือ แรงที่เกิดจากหัวใจบีบตัวเพื่อนำเลือดและ ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มากกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันไดแอสโตลิค (diastolic blood pressure) มากกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท (Chobanian et al, 2003; WHO-ISH, 2007) โดยสามารถประเมิน ได้จากการใช้เครื่องวัดความตันโลหิตมาตรฐานชนิดปรอท (mercury sphygmomanometer) ผู้สูงอายุที่เป็นโรค ความตันโลหิตสูงคือบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีค่าความดันโลหิตมากกว่า หรือ เท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ และได้รับการรักษาด้วยยาควบคุม ความดันโลหิต (อรทัย ชูเมือง, 2554) อุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ จากอุบัติการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรปพบว่ามีผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคความดัน โลหิตสูงร้อยละ 53-72 (Babatsikou & Zavitsanou, 2010 อ้างในเสาลักษณ์ สุขพัฒนา ศรีกุล, วิไลวรรณ ทอง เจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, และวิชชุดา เจริญกิจการ, 2557) สำหรับสถิติในประเทศไทย พบผู้สูงอายุป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 48.1 (สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ, 2553 อ้างในเสาวลักษณ์ สุข พัฒนาศรีกุล, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย และวิชชุดา เจริญกิจการ, 2557) ผู้สูงอายุโรคความดัน โลหิตสูงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.70 มีอายุอยู่ในช่วง 60-64 ปี ร้อยละ 60 และร้อยละ 63.30 มี ระยะเวลาของการเป็นโรคน้อยกว่า 10 ปี คิดเป็นร้อยละ 86.60-90 (อรทัย ชูเมือง, 2554) การจำแนกชนิดของโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสามารถจำแนกชนิดได้หลายประเภท (อรทัย ชูเมือง, 2554) และแสดงในตารางที่ 5 ดังนี้ 1. จำแนกตามสาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิต แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.1 ความดันโลหิตสูงปฐมภูมิหรือความดันโลหิตสูงชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (essential or primary or idiopathic hypertension) ซึ่งเป็นชนิดความดันโลหิตที่พบมากกว่าร้อยละ 90 ของความดันโลหิตสูงชนิดอื่น พบใน ทุกวัย และพบส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุ (Kaplan, 2006) โดยอาจมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น กรรมพันธุ์ อายุ เพศ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องที่มีแอลกอฮอล์ ขาดการออกกำลังกาย 1.2 ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) หรือความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ หรือสามารถอธิบายสาเหตุของการเกิดโรคได้ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคไต และความผิดปกติของไต มีประวัติ การรับประทานยาคุมกำเนิด (oral contraceptive) ซึ่งยากลุ่มนี้จะมีผลให้ความดันโลหิตสูงตามมา การมีเนื้องอก ของต่อมหมวกไต (pheochromocytoma) ทำให้มีการหลั่งสาร ได้แก่ อิพิแนฟริน และนอร์อิพิแนฟรินมากกว่าปกติ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 282 ~ เกิดการหดรัดตัวของหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตสูงตามมา หรือการมีภาวะ (primary hyperaldosteronism) ความผิดปกติในการหายใจ และการนอนหลับ (sleep apnea syndrome) หรือจากภาวะต่อมไทรอยด์ทำงาน มากกว่าปกติ (hyperthyroidism) 2. การจำแนกตามระดับความดันโลหิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด โดยสามารถใช้เป็นแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม (Chobanian et al., 2003) ตารางที่ 8.3 แสดงการจำแนกระดับของค่าความดันโลหิต ระดับความดันเลือด ค่าความดันซิสโตลิค (systolic blood pressure) ค่าความดันไดแอสโตลิค (diastolic blood pressure) ความดันโลหิตปกติ < 120 < 80 ระยะก่อนความดันโลหิตสูง 120-139 80-89 ความดันโลหิตสูง - ระยะ 1 (mild) - ระยะ 2 (moderate) - ระยะ 3 (severe) 140-159 160-179 ≤ 180 90-99 100-109 ≥ 110 แหล่งที่มา: The seventh Report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure, Retrieved from www.nhlbi.nih.gov ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีค่าความดันโลหิตสูงเฉพาะค่าซีสโตลิค (isolated systolic hypertension) คือค่า ความดันซิสโตลิคมากกว่า 160 มม.ปรอท แต่ค่าความดันไดแอสโตลิคประมาณ 85-90 มม.ปรอท อย่างไรก็ตาม อาจพบว่าผู้สูงอายุมีความดันโลหิตสูง ทั้งค่าชิสโตลิคและไดแอสโตลิค คือมากกว่า 160/95 มม.ปรอท ซึ่งทั้ง 2 ภาวะนี้จะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และมีภาวะแทรกซ้อนต่อระบบต่าง ๆ ตามมาได้ สาเหตุของความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากผู้ป่วยโรคความตันโลหิตสูงยังมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไม่ถูกต้อง และเนื่องจาก โรคความดันโรคหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ผู้สูงอายุต้องการดูแลตนเองที่ต่อเนื่อง และมีความยุ่งยากในการปฏิบัติตัว จึงเกิดความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และขาดความมั่นใจในการดูแลตนเอง ส่งผลให้การดำเนินของโรคเลวลง 1. ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเมื่ออายุมากขึ้น 1.1 การเสื่อมของผนังหลอดเลือด โดยหลอดเลือดแดงตีบแข็งเนื่องจากมีสารไขมันอุด ตัน (atherosclerosis) จากวัยสูงอายุ โดยหลอดเลือดจะตีบแข็งมากขึ้น ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ขนาดของรูหลอดเลือด เล็กลง เป็นผลให้ความต้านทานปลายทางรวมของหลอดเลือดสูงขึ้น 1.2 การทำหน้าที่ของไตลดลงตามวัยสูงอายุ ทำให้อัตราการกรองของไตจะลดลง เลือดไปเลี้ยงเนื้อ ไตลดลงทำให้มีการคั่งของของเสีย และอิเล็คโตรลัยท์ จึงทำให้มีการคั่งของของเหลวในร่างกาย เพิ่มความดันใน หลอดเลือด การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของ renin angiotensin system พบว่าเมื่ออายุมากขึ้นความสามารถใน การทำหน้าที่ของเรนินจะลดลง ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นให้มีการสร้างเรนินเพิ่มขึ้น จึงกระตุ้นให้ความดันโลหิตใน ผู้สูงอายุสูงกว่าปกติ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 283 ~ 2. แผนการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูง อาหารรสเค็ม การดื่มแอลกอฮอล์ การ สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น 3. จากโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง โรคไตวาย โรคของ ต่อมธัยรอยด์ หรือโรคเบาหวาน โรคไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นต้น นอกจากนี้พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงยังมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไม่ถูกต้อง ยังคงรับประทาน อาหารที่ผ่านการหมักดอง อาหารรสเค็ม ส่วนใหญ่ขาดการออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ รับประทานยาไม่ตรงเวลาตามแผนการรักษาของแพทย์ และปรับขนาดยาลดความตันโลหิตด้วยตนเอง ซึ่ง พฤติกรรมการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว อาจเกิดจากการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้อง โดย พบว่าผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีการรับรู้สมรรถนะในการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนใหญ่ขาด ความรู้ในการดูแลตนเอง และไม่สอบถามวิธีการดูแลตนเองจากบุคลากรสุขภาพ ทำให้ขาดความมั่นใจในการดูแล ตนเอง ส่งให้ผู้สูงอายุไม่สามารถควบคุมโรคความดันโลหิตสูงได้ (เสาวลักษณ์ สุขพัฒนาศรีกุล, วิไลวรรณ ทอง เจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, และ วิชชุดา เจริญกิจการ, 2557) ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุประกอบด้วย 1. กรรมพันธุ์ โดยพบว่าผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมี โรคความดันโลหิตสูง 2. อายุ ระดับความตันโลหิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยค่าความดันโลหิตซีสโตลิคจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1-2 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตดแอสโตลิคจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.5-1 มิลลิเมตรปรอท โดยมีความสัมพันธ์ กับความเสื่อมของหลอดเลือดในวัยสูงอายุ 3. เพศ โดยพบว่าผู้สูงอายุเพศหญิงจะมีความดันโลหิตสูงกว่าผู้สูงอายุเพศชาย โดยสัมพันธ์กับวัยหมด ประจำเดือน 4. ภาวะอ้วน/การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเนื่องจาก การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ผู้สูงอายุมีน้ำหนักตัวมากขึ้น มีภาวะอ้วนมีไขมันไปเกาะตามผนังหลอด เลือด หลอดเลือดตีบแคบ ทำให้แรงดันในหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้น 5. การรับประทานอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ส่งผลให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย 6. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว เพิ่มการเต้นของหัวใจ ทำให้ความ ดันโลหิตสูงขึ้น 7. การสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินจะกระตุ้นการทำงานของระบบต่อมหมวกไต เพิ่มการหลั่งแคทีโคลา มีนมากขึ้น ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว เพิ่มการเต้นของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 8. ความเครียด เกิดความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย เลือดออกจากหัวใจต่อนาทีเพิ่มมากขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น 9. ขาดการออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมีโอกาสเสี่ยงสูงจากโรคความดันโลหิตสูง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 284 ~ อาการและอาการแสดงของโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น และจะแสดงอาการเมื่อโรคมีความรุนแรง มากขึ้นแล้ว ดังนั้นโรคความดันโลหิตสูงจึงถือว่าเป็นภัยเงียบ silent killer การวินิจฉัยส่วนใหญ่พบโดยบังเอิญ หรือ พบระหว่างการตรวจสุขภาพ โดยจะมีอาการและอาการแสดงเช่น ปวดศีรษะแบบตื้อ ๆ มีเลือดกำเดาออก สับสน งุนงง สูญเสียความจำ อาจมีอาการสั่นเล็กตามตัว ตามัว ไตวาย อัมพาต เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการรักษา หรือไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้จะนำไปสู่ภาวะแทรกช้อนที่รุนแรง (Chobanian et al, 2003) ได้แก่ 1. ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือด หัวใจล้มเหลวเนื่องจากไม่สามารถบีบตัวเพื่อให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจมีความพียงพอต่อการส่งไป เลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีอาการเลือดคั่งในปอด มีอาการหายใจหอบเหนื่อย บวม ไม่สามารถทำ กิจกรรมต่าง ๆ ได้ 2. ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบประสาท อันมีผลมาจากหลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงสมองมีการคีบแคบ อาจมี การอุดตันของลิ่มเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดสมอง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เกิดภาวะสมองขาด ออกซิเจน เซลล์สมองตาย นอกจากนั้นอาจตรวจพบผนังหลอดเลือดแดงในสมองโป่งพอง (aneurysm) 3. ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบขับถ่าย การมีความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตแข็ง และหนา ตัว ตีบแคบลง และถูกทำลาย เลือดไปเลี้ยงไตลดลง ไตเสียหน้าที่ในการรักษาสมดุลของสารน้ำ และอิเล็คโตร ลัยท์ในร่างกาย เมื่อนานเข้าไตเสียหน้าที่โดยสมบูรณ์เกิดภาวะไตวายเรื้อรังตามมา (chronic renal failure) ซึ่งจะ พบอาการบวมทั่วตัว มีน้ำในเยื่อหุ้มปอด มีภาวะสับสนจากของเสียคั่ง มีภาวะหัวใจโต และหัวใจวายตามมา 4. ภาวะแหรกซ้อนของจอรับภาพของลูกตา เนื่องจากความตันโลหิตสูงเรื้อรัง ส่งผลทำให้เกิดการตีบแคบ ของหสอดเลือดฝอยที่ตา แรงดันในหลอดเลือดที่ตาเพิ่มสูงขึ้น เกิดการแตกของหลอดเลือดที่ตา มีเลือดซึม จอ ประสาทตาเสื่อม เส้นประสาทตาบวม และอาจส่งผลให้ตาบอดได้ แนวทางการประเมินโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ การประเมินโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุ และประเมินถึงระดับความ รุนแรง รวมทั้งใช้ประกอบในการวินิจฉัย และการรักษา โดยการประเมินด้วยวิธีที่ใช้ประเมินสภาพทั่วไป ได้แก่ การซักประวัติ การตรวจร่างกาย แล การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1. การซักประวัติ ได้แก่ การซักประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ หรือการมีภาวะครรภ์เป็นพิษขณะตั้งครรภ์ ภาวะเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียด พฤติกรรมการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการรับประทานยา นอกจากนี้ควรชักประวัติการเจ็บป่วยของ บุคคลในครอบครัว 2. การตรวจร่างกาย ได้แก่การประเมิน โดยการวัดความดันโลหิตสูงโดยการตรวจวัดหลังนั่งพัก 5 นาที ใน การวัดครั้งแรกควรวัดทั้ง 2 แขน ทำการวัด 3 ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ยในการวัดใน 2 ครั้งหลัง โดยผู้สูงอายุจะต้องวัด ทั้งท่านอนและยืนเพื่อหา postural hypotension และการตรวจร่างกายถึงความผิดปกติอื่น ๆ เช่น Acromegaly,
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 285 ~ Cushing's disease, Polycystic kidney, Hydronephrosis, Renal bruit, Renal artery stenosis, Hypertension retinopathy 3. การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจปัสสาวะ (U/A, U/C), serum BUN, Creatinine, Electrolyte, DTX, FBS, ECG แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ แนวปฏิบัติของ ESH 2009 update guideline hypertension (ปกรณ์, 2554) ได้แนะนำแนวปฏิบัติในการ รักษาโรคความดันโลหิตสูงไว้ดังในตารางที่ 8.4 โดยยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ แสดงในตารางที่ 14 ได้แก่ 1. ยาที่ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) 2. ยาที่ออกฤทธิ์ที่ระบบ renin-angiotensin-aldosterone system (RAAS) 3. ยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงที่หลอดเลือดแดง (locally acting vascular mediator) ตารางที่ 8.4 สรุปแนวปฏิบัติในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง แนวปฏิบัติที่ 1 แนวปฏิบัติที่ 2 ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางจากการตรวจ ความดันโลหิตสูงใน grade 1 หรือค่าความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท ให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเป็นระยะเวลาหนึ่ง ยังไม่ต้องรักษาด้วยยา ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจากการตรวจความดันโลหิต สูงใน grade 2 หรือ grade 3 หรือค่าความดันโลหิต 140/90 มม.ปรอท ให้เริ่มการรักษาด้วยยา เป้าหมาย ของการรักษา คือการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท ควบคุมความดัน systolic ให้อยู่ ระหว่าง 130-139 มม.ปรอท และความดัน diastolic ให้อยู่ระหว่าง 80-85 มม.ปรอท การรักษาโดยไม่ใช้ยา (dietary and lifestyle change) ได้แก่ การควบคุมอาหาร และการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม ซึ่งสามารถช่วยลดความดันโลหิตและลด ความเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือด และควรใช้ ประกอบการรักษาในทุกระดับของความรุนแรงของ ความดันโลหิตสูง ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ การ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน การ รับประทานอาหารที่สดสะอาดและมีกากใย การลด ปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียม การออกกำลังกาย สม่ำเสมอ การลดหรือเลิกการดื่มแอลกอฮอล์และการ สูบบุหรี่ การรักษาโดยใช้ยา การเริ่มด้วยการใช้ยารักษาความ ดันโลหิตสูงเพียงชนิดเดียว หากผู้ป่วยสามารถควบคุม ความดันโลหิตได้ จึงเริ่มการใช้ยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โดยประเมินภาวะเสี่ยงประกอบ เช่น ประวัติผู้ป่วย ผล ของยาต่ออวัยวะเป้าหมาย และผลข้างเคียงของยา ปฏิกิริยาของยาในการเสริมฤทธิ์กัน แหล่งที่มา: "แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง" โดยปกรณ์ โล่ห์เลขา (2554), Medical progress April 2011.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 286 ~ ตารางที่ 8.5 การจำแนกชนิดของยารักษาโรคความดันโลหิตสูง Autonomic nervous system Renin-angiotensin-aldosterone system Locally acting vascular mediator - Calcium channel blockers: ได้แก่ nifedipine, amlodipine, แหล่งที่มา: "ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง" โดย ปกรณ์โล่เลขา (2554), Medical Progress April 2011. การพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูสภาพสำหรับผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ชะลออัตรา การพิการและการเสียชีวิต และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยตนเองร่วมกับการคงไว้ ซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี (Chobanian et al., 2003; อรทัย ชูเมือง, 2554) โดยพยาบาลต้องเป็นผู้วางแผน สอน แนะนำและเน้นย้ำผู้สูงอายุในการปฏิบัติตัวดังนี้ 1. พยาบาลให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และการลดปัจจัย เสี่ยงได้แก่ 1.1 การควบคุมน้ำหนักตัวในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงให้มีค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 25 กิโลกรัม/ ตารางเมตร มีรอบเอวไม่เกิน 34 นิ้ว ในผู้หญิง และไม่เกิน 39 นิ้วในผู้ชาย 1.2 การออกกำลังกาย โดยเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมทั้งอายุ และความชอบ การเดินเร็ว 30 นาที/วัน การออกกำลังแบบโนราแขก การออกกำลังกายแบบฟ้อนเจิง เป็นต้น 1.3 การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม โดยควรรับประทานเกลือโซเดียมไม่เกิน 100 มิลลิโมล/วัน (2.4 กรัมโซเดียม หรือ 6 กรัมโซเดียมคลอไรด์ (อรทัย ชูเมือง, 2554) การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มี ไขมัน และโคเลสเตอรอลสูง 1.4 การลด ละ เลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1.5 การลด และเลิกการสูบบุหรี่ 2. การจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม การทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น การฝึกสมาธิ การปฏิบัติ สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฟังเพลง ทำสวน หรือเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ 3. พยาบาลเน้นย้ำผู้สูงอายุในการดูแลตนเองเพื่อป้องกัน และควบคุมโรคร่วม เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไต ไขมันในเลือดสูง หรือหลอดเลือดหัวใจ 4. พยาบาลสอนผู้สูงอายุให้สังเกต และเฝ้าระวังการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตสูงอย่างระมัดระวัง อย่าซื้อ ยามารับประทานเอง อย่าปรับลดหรือเพิ่มขนาดของยาด้วยตนเอง 5. พยาบาลกระตุ้นเตือนผู้สูงอายุ ในการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีสม่ำเสมอ และปฏิบัติการดูแล ร่วมกับการใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 287 ~ ❖ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ ความหมายและอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือดหัวใจ ที่พบในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ คือโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ (coronary arteries) โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่ 1) Acute coronary syndrome (ACS) และ 2) Coronary artery disease (CAD) 1. โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute coronary syndrome (ACS) เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยมีอาการและอาการ แสดงของการเจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina pectoris) ที่มีอาการเฉียบพลันรุนแรง หรือมี อาการเจ็บหน้าอกขณะพัก (resting angina) นานกว่า 20 นาที (วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์, 2552) 2. โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (coronary artery disease) หมายถึง การที่หลอดเลือดโคโรนารีมีการตีบ แคบ อุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ( ischemic heart disease: IHD) (จิราพร แอชตัน, 2550) ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของไขมันในผนังของหลอดเลือดทำให้เกิดการ หนาตัวของเยื่อบุด้านในผนังหลอดเลือด มีการตีบแคบ (วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์, 2552) อุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ จากรายงานขององค์กรอนามัยโลกพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและภาวะทุพพลภาพ ในอันดับหนึ่ง (Falk & Fuster, 2001 อ้างใน จิราพร แอชตัน, 2550) พบว่าผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยจาก แพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจร้อยละ 57.6 และร้อยละ 83 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่เสียชีวิตเป็น ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี (American Heart Association, 2004 อ้างในจิราพร แอชตัน, 2550) ประเทศไทยพบผู้ป่วย เข้ารับการรักษาด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผู้สูงอายุร้อยละ 64-67 พยาธิสรีรวิทยาของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ 1. โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (acute coronary syndrome (ACS) เป็นกลุ่มโรคที่มีความสัมพันธ์กับการ เสื่อมสภาพ และ/หรือการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ (atherosclerosis) ทำให้เกิดการฉีกขาดหรือปริแตกในผนัง หลอดเลือด (plaque rupture, disruption) ทำให้บริเวณดังกล่าวมีการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด (platelet aggregation) เกิดมีลิ่มเลือด (thrombus formation) และมีการอุดกั้นเกิดขึ้นบางส่วน (partial occlusion) ทำให้เกิด การขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยจะแสดงอาการเจ็บหน้าอกแบบไม่คงที่ (unstable angina) และเมื่อมีการ อุดตันอย่างสมบูรณ์ (complete occlusion) จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute myocardial infraction: AMI) ตามมาด้วยความผิดปกติดังนี้ (วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์, 2552) 1.1 ST-elevation acute coronary syndrome เป็นความผิดปกติที่สามารถตรวจพบ ECG ที่มี ST segment elevation โดยจะไม่มี epicardia coronary flow นานกว่า 30 นาที จะนำไปสู่ acute ST elevation myocardial infarction (STEMI or acute transmural MI, Q-wave MI) 1.2 non-ST elevation acute coronary syndrome เป็นความผิดปกติที่เมื่อตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จะไม่พบ ST segment elevation แต่อาจตรวจพบ ST segment depression และ/หรือ wave inversion และอาจเกิด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน non-ST elevation MI (NSTEMI, or non-Q-wave MI) ได้หากกินเวลานาน 30 นาที และเมื่ออาการทุเลาลงอาการเจ็บหน้าอกจะไม่คงที่ (unstable angina)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 288 ~ 2. โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (coronary artery disease) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการมีหลอดเลือดแดง แข็ง (atherosclerosis) ในวัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงหลอดเลือดในทางที่เสื่อมตามวัย โดยทำให้กล้ามเนื้อเรียบ collagen และ fibroblast มีการงอกขยาย (proliferation) เคลื่อนสู่หลอดเลือดชั้นใน (intima layer) เกิดหลอดเลือด แดงแข็ง โดยในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อมีการสะสมของไขมัน การเกาะของแคลเซียมในผนังเยื่อบุด้านใน หลอดเลือดเป็นเวลานาน ร่วมกับการมีหลอดเลือดตีบแคบร้อยละ 50-70 ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ เพียงพอ (จิราพร แอชตัน, 2550) มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออก จนเป็นลม หมดสติ และเสียชีวิตได้ (วลัย พร นันท์ศุภวัฒน์, 2552) อาการและอาการแสดงโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ 1. โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome (ACS) อาการแสดงที่สำคัญ (วลัยพร นันท์ ศุภวัฒน์, 2552) คือมีอาการเจ็บหน้าอกขณะหยุดพัก หรือขณะพักนานตั้งแต่ 20 นาทีหรือมากกว่า หรืออาจจะมี อาการเจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด angina pectoris และอาการเจ็บหน้าอกครั้งต่อไปจะรุนแรง มากขึ้น โดยอาจตรวจพบ heart sound gallop หรือ murmur ได้ 2.โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี (coronary artery disease) มีอาการแสดงที่สำคัญ (วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์, 2552) คืออาการเจ็บหน้าอกแบบคงที่ (stable angina) ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลา 60 วัน โดยอาการเจ็บหน้าอกจาก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด angina pectoris ลักษณะอาการเจ็บหน้าอก จากยอดอกหรือลิ้นปี่ถึงคอ โดยเฉพาะ บริเวณกลางอกใต้กระดูก (substernal) ด้านซ้าย โดยลักษณะจะเจ็บแน่น ๆ เจ็บร้าว โดยจะร้าวไปที่แขน คอ ไหล่ ร้าวจากแขนด้านในลงฝ่ามือ หรืออาจพบว่ามีอาการเจ็บหน้าอกขณะยกของหนัก ตื่นเต้น โกรธ จะหายเมื่อหยุด พัก หรือได้รับประทานยาอมใต้ลิ้น ระยะเวลาในการเจ็บหน้าอกประมาณ 30 วินาที-15 นาที และอาจมีอาการ เหนื่อยหอบ ใจสั่น เหงื่ออก หน้ามืดเป็นลม สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งซึ่งเป็นสาเหตุมาจากมี การเปลี่ยนแปลงของผนังเลือดแดง จนทำให้หลอดเลือดแดงอุดตันจากการสะสมของไขมันและแคลเซียม โดย จำแนกปัจจัยเสี่ยงได้ 3 ประเภท (จิราพร แอชตัน, 2550) ดังนี้ 1. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง การ สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย 2. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ 2.1 อายุเมื่ออายุมากขึ้นทำให้มีการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามมา และหลอดเลือดเปราะแตกได้ ง่าย 2.2 เพศ เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไปพบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองทั้งเพศชาย และเพศ หญิงไม่ต่างกัน 2.3 กรรมพันธุ์ พบว่าการมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วยและเสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการสัมพันธ์กับ โรคหลอดเลือดหัวใจ จะสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ 3. ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 289 ~ 3.1 ภาวะเครียด และบุคลิกภาพชนิด (type A personality) เป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้สูง จะมี ความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจสูง 3.2 การมีระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือดสูง (hyperhomocysteinemia) ซึ่งจะส่งผลให้มีระดับไขมันใน เลือดสูงขึ้น ผนังชั้นในของหลอดเลือดฉีกขาดได้ เพิ่มการสร้างลิ่มเลือดนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ 3.3 การอักเสบ (inflammation) การติดเชื้อ (infection) โรคอ้วน (obesity) วิถีชีวิตที่ไม่ค่อยได้ เคลื่อนไหวร่างกาย (secondary lifestyle) ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้ในโรคหลอดเลือดหัวใจ (จิราพร แอชตัน, 2550; Eliopoulos, 2010) ได้แก่ 1. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac arrhythmia) เช่น premature ventricular contraction (PVC), ventricular tachycardia (VT), ventricular fibrillation (VF), Atrial flutter, atrial fibrillation (AF) 2. ภาวะหัวใจล้มเหลว (cardiac failure) โดยร้อยละ 30-40 มักพบหัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว (Left heart failure) และร้อยละ 5-10 พบว่ามีหัวใจห้องล่างขวาล้มเหลวซึ่งจะมีอาการหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ และหายใจ ลำบาก 3. ภาวะช็อก (cardiogenic shock) โดยมักพบร้อยละ 40 ในผู้สูงอายุที่มีอาการของกล้ามเนื้อไม่สามารถ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ซึมลง มือเท้าเย็น และปัสสาวะลดลง 4. การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน (embolism) โดยสามารถพบได้ทั้งการอุดตันของลิ่มเลือดในปอด และในระบบ ไหลเวียน โดยมักพบในภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) 5. การทะลุของผนังกั้นหัวใจห้องล่างซ้าย (rupture interventricular septum) ร่วมกับการมีภาวะหัวใจ ล้มเหลว และนอกจากนี้สามารถพบภาวะกล้ามเนื้อยึดลิ้นหัวใจฉีกขาด แนวทางการประเมินโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ 1. การซักประวัติ พยาบาลควรซักประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน อดีต และประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว แบบแผนการดำเนินชีวิต และโรคประจำตัว พร้อมยาที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งเป็นเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคหลอดเลือด หัวใจ 2. การตรวจร่างกาย ได้แก่ 2.1 สังเกตสภาพทั่วไป ปัญหาในระบบไหลเวียนเลือด อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หายใจลำบาก อาการบวม หลอดเลือดคำที่คอโปงพอง (neck vein engorged) สีผิว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีปัญหาหลอดเลือด แดงส่วนปลายตีบตัน 2.2 ประเมินชีพจรตามตำแหน่งต่าง ๆ ของหลอดเลือด ได้แก่ temporal, common carotid, brachial, radial, femoral, popliteal และ dorsalis pedis ว่าเท่ากันหรือไม่และการประเมินภาวะหัวใจโต 2.3 สังเกตจังหวะและความสม่ำเสมอของการเต้นหัวใจ เพราะบางรายอาจมีการเต้นของหัวใจไม่ สม่ำเสมอ เบาแรงสลับกัน เสียงหัวใจเต้นผิดปกติ (murmur) ในผู้ป่วยที่มีภาวะปอดบวมน้ำจะได้ยินเสียงผิดปกติ ด้วย (rare) 3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ 3.1 การตรวจเลือด เช่น CBC, FBS, BUN/Cr, HDL, LDL, Cholesterol, การตรวจ EKG
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 290 ~ 3.2 ตรวจปัสสาวะ U/A, U/C เพื่อประเมินภาวะของไต โดยดูระดับน้ำตาลและโปรตีนในปัสสาวะ 3.3 Chest x-ray EKG, echo cardiogram, cardiac catheterization (CAG) 3.4 การตรวจ cardiac biomarker เพื่อประเมิน myocardial cell damage, injury นำไปสู่การวินิจฉัย ภาวะ acute coronary syndrome โดยสามารถตรวจได้หลายชนิด เช่น total creatine kinase (CK), CK-MB, myoglobin, troponin-T, troponin-I, LH isoenzyme แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดโดยเฉพาะไปสู่กล้ามเนื้อ หัวใจให้เร็วที่สุด เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต แนวทางการรักษาประกอบด้วย 1. การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ได้แก่ streptokinase, tissue plasminogen activator, urokinase, rete phase 2. การรักษาด้วยยาในกลุ่มต่อไปนี้ 2.1 Antiplatelet agents: platelet cyclooxygenase inhibitor (aspirin, ticlopidine, clopidogrel) 2.2 Antithrombin: heparin (unfractional heparin (UFH), low molecular weight heparin (LMW/H)) 2.3 Beta-blockers 2.4 Nitroglycerin, nitrates 2.5 Angiotensin converting enzyme inhibitor (ACEI) 3. การรักษาด้วยการเปิดขยายหลอดเลือด เช่น การขยายหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ด้วยบอลลูน (Percutaneous transluminal coronary artery: PTCA) 3.2 การใส่โครงสร้างตาข่าย (Coronary stent) 3.3 การตัดเอาคราบไขมันออก (Rotational atherectomy) 3.4 การผ่าตัดทำทางเปียงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass grafting: CABG) 3.5 การขยายหลอดเลือดด้วยแสงเลเซอร์ (Coronary laser angioplasty) 4. การควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรค เช่น การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วน พฤติกรรมการ รับประทานอาหารไขมันสูง การไม่ออกกำลังกาย และภาวะเครียด การพยาบาลโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ การพยาบาลโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกเป็น 2 หลักการ ได้แก่ 1) การพยาบาลเพื่อ การจัดการอาการโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ และ 2) การพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูสภาพโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้สูงอายุโดยมีรายละเอียดดังนี้ การพยาบาลเพื่อการจัดการอาการโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ การพยาบาลเพื่อการจัดการอาการมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดการอาการเจ็บหน้าอก และให้การพยาบาลเมื่อ ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อการเปิดขยายหลอดเลือดเป็นหลัก 1. ในระยะที่มีอาการเจ็บหน้าอก พยาบาลต้องสังเกตและติดตามสัญญาณชีพ การทำงานของหัวใจ EKG เป็นระยะ ๆ ดูแลให้ผู้สูงอายุได้นอนพัก (absolute best rest) และให้ได้รับยาตามการรักษาของแพทย์ เช่น nitroglycerin เป็นต้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 291 ~ 2. ประเมินอาการปวด และบันทีกระยะเวลา ตำแหน่ง และความรุนแรงของอาการปวด 3. ในกรณีที่ได้รับการสวนหัวใจ cardiac catheterization (CAG) พยาบาลต้องประเมินสัญญาณชีพเป็น ระยะๆ สม่ำเสมอ โดยเฉพาะค่าความดันโลหิต และการประเมินชีพจรของอวัยวะส่วนปลาย อาการปวดแผล บริเวณที่ทำ สังเกตและเฝ้าระวังภาวะเลือดออกจากตำแหน่งที่ทำ ดูแลให้ได้รับน้ำมากขึ้นถ้าไม่มีข้อห้ามเพื่อขับ สารทึบแสงออกจากกร่างกาย (dye) ดูแลให้นอนพักบนเตียง และดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา 4. ในกรณีที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อเปิดขยายหลอดเลือด ชนิดการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหัวใจ (Coronary artery bypass grafting (CABG)) ดูแลประเมินสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด ดูแลการได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ประเมิน สารน้ำเข้าออกในร่างกาย เฝ้าระวังความตันโลหิต และการทำงานของหัวใจ ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา เช่น epinephrine, nitroprusside, dopamine, albumin เป็นต้น 5. ในกรณีที่ได้รับการผ่าตัดขยายหลอดเลือดแดงโคโรนารีด้วยบอลลูน (Percutaneous transluminal coronary artery (PTCA) พยาบาลต้องสังเกต และเฝ้าระวังสัญญาณชีพเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ สังเกตภาวะ เลือดออกจากตำแหน่งที่ทำ อาการเจ็บหน้าอก หรือภาวะเลือดออกจากการให้ heparin และดูแลให้ได้รับยาตาม แผนการรักษา การพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูสภาพโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้สูงอายุ การพยาบาลผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจจะประกอบไปด้วยการควบคุมและการฟื้นฟูสภาพการทำงาน ของร่างกาย (จิราพร แอชตัน, 2550) ได้แก่ 1. มีสัมพันธภาพที่ดี แจ้งผู้ป่วยให้ทราบทุกครั้ง ก่อนที่จะมีกิจกรรมการพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความ ไว้วางใจ และให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล 2. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เงียบสงบ มีการระบายอากาศที่ดี ผู้ป่วยจึงจะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ 3. ประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดหาอาหาร และแนะนำอาหารแก่ผู้ป่วย และญาติ อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ 4. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการขับถ่ายและท้องผูกมาก พยาบาลควรแนะนำให้พบแพทย์ เพราะอาจมีความ จำเป็นต้องได้รับยาระบายเพื่อป้องกันการเบ่งถ่ายอุจจาระ 5. ดูแลให้ออกซิเจน ถ้าผู้สูงอายุมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือจุกแน่น โดยทั่วไปมักให้ประมาณ 3-5 ลิตร/นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกชิเจนเพิ่มมากขึ้น และลดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ 6. การบันทีกสัญญาณชีพสม่ำเสมอ เนื่องจากผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ มักมีชีพจรเต้นเร็ว จังหวะ ความแรงไม่สม่ำเสมอ และอาจมีความดันโลหิตต่ำลง 7. การบันทึกปริมาณน้ำดื่มและน้ำปัสสาวะในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อดูความสมดุลของน้ำและอิเล็คโตรลัยท์ ในร่างกาย และประเมินภาวะบวม 8. แนะนำให้ผู้สูงอายุงดสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินจะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่ง catecholamine ซึ่งมีผลทำให้ หลอดเลือดตีบตัวมากยิ่งขึ้น 9. แนะนำหลีกเสี่ยงเครื่องดื่มที่มีผลกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ ได้แก่ ชา กาแฟ หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ และแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้หลอดเลือดแดงหดตัว แอลกอฮอล์ยังทำให้ยาต้าน การแข็งตัวของเลือด (coumadin) ออกฤทธิ์ไม่เต็มที่
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 292 ~ 10. เน้นย้ำผู้สูงอายุให้หลีกเลี่ยงความเครียด 11. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม 12. แนะนำไม่ให้นั่งไขว่ห้าง เพราะการนั่งวิธีนี้จะทำให้หลอดเลือดดงที่ข้อพักใต้เข่า (popliteal artery) ถูกกด มากขึ้น ควรมีการขยับแขนขาบ่อยๆ 13. แนะนำการรักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เพราะถ้าอากาศเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัวได้ 14. เน้นย้ำดูแลและสนใจเท้าของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เลือกรองเท้าและถุงเท้าให้เหมาะสม 15. แนะนำการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมการเกิดโรค และถ้ามีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็ควรควบคุมระดับความดันโลหิตและน้ำตาลให้ปกติเพื่อป้องกันการลุกลามของโรค 16. แนะนำการใช้ยา ผู้ป่วยมักได้ยาต้านการจับกันของเกร็ดเลือด ที่นิยมใช้คือ แอสไพริน ซึ่งการ รับประทานยาชนิดนี้เป็นประจำ จะทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่าย หรืออาจได้รับยาต้านการแข็งตัวของ เลือด เช่น coumadin เมื่อมีเลือดออกแล้วจะหยุดยากกว่าปกติ ดังนั้นควรระมัดระวังการเกิดบาดแผล หรือ หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม 17. แนะนำให้สังเกตอาการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรพบแพทย์ทันทีและมา พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ❖ การฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุโรคพาร์กินสัน โรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative disease) เนื่องจากการขาดสารโดปามีน (dopamine) ในสมอง จากการที่เซลล์สมองที่สร้างสารนี้เสื่อมสภาพลง ข้อมูลจากสมาคมโรคพาร์กินสัน (World Parkinson's disease Association) ประมาณการณ์ไว้ว่ามีชาวโลกป่วยด้วย โรคนี้กว่า 4 ล้านคน จึงนับเป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคอัลไซเมอร์ อายุที่พบเมื่อแรกมี อาการประมาณ 60 ปี โดยความเสี่ยงต่อโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ จนมีอัตราประมาณ 1 ใน 100 ในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 65 ปี และเพิ่มเป็น 1 ใน 50 ถ้ามีอายุมากกว่า 80 ปี โดยสาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด อาจ เกี่ยวกับพันธุกรรม สารพิษ การติดเชื้อไวรัสที่สมอง เป็นต้น พยาธิสรีรภาพ การเคลื่อนไหวโดยตั้งใจ (voluntary) ของร่างกายต้องอาศัยการทำงานของเบสัล แกงเกลีย (basal ganglia) ในสมองที่มีหน้าที่ในการควบคุมการส่งกระแสประสาทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายซึ่งประกอบด้วย กระแสประสาทเกี่ยวกับการกระตุ้น (excitatory) การทำงานของกล้ามเนื้อโดยการหลั่งสารสื่อโคลิเนอร์จิค (cholinergic) และกระแสประสาทเกี่ยวกับการยับยั้ง (inhibitory) การทำงานของกล้ามเนื้อโดยการหลั่งสารสื่อ ประสาทโดปามีน (dopaminergic) ซึ่งกระแสประสาททั้งสองจะต้องทำงานสมดุลกัน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ สัมพันธ์ ราบรื่น และประสานสอดคล้องกันของกล้ามเนื้อ พยาธิสรีรภาพของพาร์กินสันเกิดเนื่องจากเซลล์ประสาทสับสแทนเทียไนกรา (substantia nigra) ในเบสัล แกงเกลียเสื่อมหรือตาย ทำให้การหลั่งสารสื่อโดปามิเนอร์จิคลดลง เกิดการเสียสมดุลในการทำงานระหว่างสาร สื่อประสาทขึ้น ทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคพาร์กินสัน จากการตรวจเซลล์ประสาทบริเวณดังกล่าวพบว่า บริเวณ substantia nigra จะมีเม็ดสีเมลานินเจือจางลง (เซลล์ประสาทหายไป) และยังพบว่าเซลล์ประสาท
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 293 ~ substantia nigra และ lucus ceruleus มี eosinophilic cytoplasmic ซึ่งเรียกว่า lewy body อาจพบว่ามีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ substantia nigra อาการและอาการแสดง อาการแสดงของผู้ป่วยจะค่อยเป็นค่อยไป อาการที่เกิดในครั้งแรกและครั้งต่อไปอาจห่างกันเป็นเดือนหรือปี และอาการค่อยๆ รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ โรคพาร์กินสัน ประกอบด้วยกลุ่มอาการสำคัญ 3 อย่าง คือ อาการสั่น อาการแข็งเกร็ง และอาการเคลื่อนไหวช้า 1. อาการสั่น (tremor) โดยจะเริ่มที่นิ้วมือเป็นแบบ pill rolling motion คืออาการสั่นของมือมีลักษณะสั่นเป็น จังหวะ มีการเคลื่อนที่ของนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คล้ายกับการปั้นเม็ดยา อาการสั่นจะเกิดที่นิ้วมือด้านใดด้านหนึ่ง ก่อน ต่อมาจึงเป็นที่เท้าด้านเดียวกัน อาการจะเป็นมากขึ้นแล้วกระจายไปที่ส่วนอื่นๆ ในระยะรุนแรงจะสั่นไปหมด ทั้งตัว โดยลุกลามจากแขนไปขา ริมฝีปาก ลิ้นและคอ ผู้ป่วยจะสั่นมากขึ้นขณะพักผ่อน เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือ หลับอาการสั่นจะหยุดลง ถ้ามีอารมณ์ตื่นเต้น กระวนกระวายใจ อาการสั่นจะยิ่งมากขึ้น ความถี่ของอาการสั่น ขณะพักประมาณ 4-5 ครั้ง 2. อาการแข็งเกร็ง (rigidity) การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ทำได้ยาก เนื่องจากมีการตึงตัวของ กล้ามเนื้อ อาการแข็งเกร็งจะเป็นที่กล้ามเนื้อแขน ขา คอ 3. อาการเคลื่อนไหวช้า (bradykinesia) พบว่ามีความผิดปกติของการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจโดยเฉพาะการ เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมที่ต้องการความประณีตบรรจงได้ เช่น ติดกระดุมเสื้อ โกนหนวด เขียนหนังสือ ลักษณะหน้าตาเฉย บางรายอ้าปากกว้าง น้ำลายไหลย้อยออกมา พูด ลำบาก ไม่มีเสียงสูงต่ำ ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 4. ความผิดปกติในการทรงตัวและการเดิน (posture and gait) เนื่องจากมีการแข็งเกร็งและหดตัวของ กล้ามเนื้อ มีผลทำให้ศีรษะและคองอ ตัวจะโค้งไปด้านหน้า และพุ่งตัวไปก่อนขณะเดิน ข้อศอก สะโพกงอ ทำให้ การทรงตัวและการเดินไม่ดี พบว่าในช่วงแรกเมื่อเริ่มออกเดินจะลำบากและช้า แต่พอเดินได้จะเร็วขึ้น แต่จะก้าว สั้นๆ และช้าๆ แขนทั้งสองข้างไม่แกว่ง และมักงอ ขณะที่เดินถ้าให้ผู้ป่วยหมุนตัวกลับเพื่อเปลี่ยนทิศทางการเดินจะ เป็นไปได้ลำบากและช้า ไม่สามารถหยุดเดินได้ทันทีทันใด ในขณะที่เดินถ้าผู้ป่วยถูกผลักไปข้างหน้า จะทำให้เดิน เร็วและก้าวถี่ๆ สั้นๆ เพื่อคงสมดุลถ่วงของลำตัว ดังนั้นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะหกล้มได้ง่ายเมื่อถูกผลักหรือ กระแทก 5. อาการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทอัตโนมัติ อาจมีอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติร่วม ด้วย เช่น น้ำตาไหล น้ำลายสอ กลืนอาหารลำบาก ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก เหงื่อออกง่าย ทนความร้อนไม่ได้ โรคพาร์กินสันสามารถแบ่งความรุนแรงของโรคได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 ระดับเริ่มต้น มีอาการของโรคเกิดกับแขนขาด้านใดด้านหนึ่ง ระดับที่ 2 ระดับเล็กน้อย มีอาการของโรคเกิดกับร่างกายทั้งสองด้าน แต่การทรงตัวยังดี ระดับที่ 3 ระดับปานกลาง มีความผิดปกติของการทรงตัวและรีเฟล็กซ์การปรับท่า แต่ยังทำอะไรได้ ตามปกติ ระดับที่ 4 ระดับรุนแรง มีความผิดปกติของการทรงตัวและรีเฟล็กซ์การปรับท่าอย่างรุนแรง การเคลื่อนไหว ช้า แต่ยังคงเดินหรือยืนได้ด้วยตัวเอง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 294 ~ ระดับที่ 5 ระดับต้องพึ่งพา อาการของโรครุนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนอยู่แต่บนเตียงหรือบนรถนั่ง อาการอาจดีเป็นพักๆ จากยา แต่ตัวโรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดผู้ป่วยจะเดินไม่ไหวอยู่กับเตียง กลืน อาหารน้ำไม่ได้ ต้องใส่ NG tube อาการตั้งแต่เริ่มเป็นจนขั้นสุดท้ายใช้เวลาเฉลี่ย 5-15 ปี โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังและ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะเดินลำบาก พูดลำบาก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งจะเห็นได้ ว่าโรคพาร์กินสันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความยากลำบากในการลุกจากเตียง ทำกิจวัตร ประจำวัน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจึงอาจมีภาวะซึมเศร้า รู้สึกอ่อนแอ อารมณ์เปลี่ยนแปลง การวินิจฉัย การวินิจฉัยในระยะเริ่มแรกทำได้ยาก การเจาะเลือด หรือการ X-ray ไม่ช่วยในการวินิจฉัย นอกจากนั้น อาการเดินลำบาก อาการสั่นมักพบได้ในผู้สูงอายุ การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันจึงมักทำได้จากการซักประวัติและ ตรวจร่างกาย การซักประวัติเกี่ยวกับอาการสั่น อาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ และอาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยจะให้ ประวัติอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็น การวิเคราะห์แยกโรค เนื่องจากอาการสั่นและแข็งเกร็งอาจปรากฏ ในโรคอื่นด้วย แพทย์จึงต้องวิเคราะห์แยกโรคจากภาวะ essential tremor โรคพาร์กินสันจากสาเหตุต่างๆ เช่น จาก ยา โรคพาร์กินสันจากสมองขาดเลือด การตรวจพิเศษอื่น เช่น การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการ ถ่ายภาพผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) จะเป็นการแยกความผิดปกติของสมองจากโรค อื่นๆ การรักษา 1. การรักษาด้วยยา ยาที่ให้จะเพิ่มสารโดปามีนในสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แพทย์มักเริ่มให้ยาใน ขนาดต่ำๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับยาเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ - Levodopa ยานี้ออกฤทธิ์ในเซลล์ประสาททำให้สร้าง dopamine เพิ่ม ซึ่งสามารถลดอาการของ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้โดยเฉพาะอาการเคลื่อนไหวช้า และอาการเกร็ง แต่อาการสั่นลดลงเพียงเล็กน้อย และไม่ สามารถลดอาการเกี่ยวกับการทรงตัวและอาการอื่นๆ ได้ ยานี้เมื่อใช้อาจจะต้องเพิ่มยาเพื่อควบคุมอาการ แต่ก็ อาจจะเกิดผลข้างเคียงจากยาได้ เช่น สับสน คลื่นไส้อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ ควบคุมการเคลื่อนไหวแบบ กระตุกสั่นไม่ได้ หลังจากที่ใช้ยาระยะยาวและขนาดสูงจะเกิดอาการที่เรียกว่า on-off phenomenon คือก่อน รับประทานยาจะมีอาการเกร็งมาก เมื่อรับประทานยาอาการจะดีขึ้น แต่ระยะเวลาที่ดีขึ้นจะมีช่วงเวลาสั้นลง การ แก้ไขภาวะนี้คือ ให้รับประทานยาถี่ขึ้น แต่มีขนาดยาน้อยลง - Bromocriptine, Pergolide, Pramipexole และ Ropinirole ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์เหมือน dopamine ในสมอง อาจใช้เป็นยาเดี่ยวหรือร่วมกับ Levodopa ผลข้างเคียงของยา ได้แก่ วิตกกังวล หวาดระแวง จิตหลอน สับสน ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ (dyskinesia) คลื่นไส้อาเจียน - Anticholinergics เช่น Artane, Congestine ยานี้จะลดอาการสั่นและเกร็งได้ดี ผลข้างเคียงที่พบ ได้แก่ ปากแห้ง ตาพร่ามัว ปัสสาวะคั่ง ความจำเสื่อม 2. การรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อ แข็งแรง ข้อไม่ยึดติด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่มากนัก อาจฝึกหัดเองที่บ้านได้ เช่น ฝึกการเดิน โดยให้ยืดตัวตรงก่อน และก้าวเดินให้ยาวพอสมควร พยายามแกว่งแขน ขณะเดินห้ามหมุนตัวหรือกลับตัวเร็วๆ การเลือกรองเท้าให้