เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 95 ~ Gazmararian, & Baker, 2005) ความดันโลหิตสูง และข้ออักเสบเพิ่มข้ึน รวมทั้งรับรู้/รู้สึกว่าตนเองมีสภาวะทาง สุขภาพโดยเฉพาะด้านร่างกาย (Functional health status) ลดลง (Kim, 2009) ในประเทศไทยผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทยอายุ 15 ปี ข้ึนไป พ.ศ. 2560 (ระยะ ที่ 1) พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับผลลัพธ์สุขภาพ โดยพบว่ากลุ่ม ประชากรที่เจ็บป่วยด้วยโรคเร้ือรัง หรือมีภาวะอ้วนลงพุง มักมีความรอบรู้ด้านสุขภาพน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะ ดังกล่าว (วิมล โรมา, มุกดา สำนวนกลาง, และสายชล คล้อยเอี่ยม, 2561) เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่าความเสื่อมถอยของร่างกายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาการฟัง การอ่าน ปัญหาทางสายตา การได้ยิน รวมทั้งปัญหาความจำและความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่จะเพิ่มข้ึนตามอายุที่มากข้ึน แม้ผู้สูงอายุสามารถ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ แต่อาจใช้เวลานานข้ึน (พิไลพร สุขเจริญ และคณะ, 2561) ปัจจัยเหล่าน้ีล้วนเป็นปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับทักษะที่จำเป็นในการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสมรรถนะในการเรียนรู้ รู้เท่าทัน สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่แพร่หลายในปัจจุบัน และสามารถรับและเลือกใช้ข้อมูลข่าวสารสุขภาพได้เหมาะสม ส่งผลให้ผู้สูงอายุปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพ/การดูแลตนเองได้ถูกต้องสอดคล้องกับสภาวะทางสุขภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเร้ือรังหลายโรคมี ความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (แสงเดือน กิ่งแกว้ และนุสรา ประเสริฐศรี, 2558) และผู้สูงอายุที่มีความ รอบรู้ด้านสุขภาพในระดับสูง จะมีพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี (สมสุข ภาณุรัตน์ และคณะ, 2562) โดยผู้สูงอายุ จะมีทักษะด้านความรู้ความเข้าใจข้อมูลทางสุขภาพ การสื่อสารสุขภาพ (สมสุข ภาณุรัตน์ และคณะ, 2562; อุทุมพร ศรีเขื่อนแก้ว และคณะ, 2561) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ อยู่ในระดับไม่ดี (สมสุข ภาณุรัตน์ และคณะ, 2562) จึงอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มผู้สูงอายุจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิด ปัญหาความเจ็บป่วยและความรุนแรงของโรคได้มากกว่าวัยอื่นจากหลายสาเหตุ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยด้านความ เสื่อมของร่างกายตามธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อการรับ การทำความเข้าใจ โอกาสการเข้าถึงข้อมูลและใช้บริการ สุขภาพ นอกจากน้ีผลจากการไม่รู้เท่าทันสื่อสารสนเทศที่เผยแพร่กันอย่างแพร่หลาย ในสังคมปัจจุบัน อาจส่งผล ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหลงเชื่อข้อมูล แม้ผู้สูงอายุจะมีทักษะด้านการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติดีเนื่องจากเรียนรู้ จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา แต่การขาดข้อมูลสุขภาพที่เพียงพอในการคิดและตัดสินใจ และการขาดทักษะใน การสื่อสารสภาวะทางสุขภาพของตนให้ผู้อื่นเข้าใจ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับคำแนะนำที่ไม่ตรงกับ ความต้องการ ส่งผลต่อการตัดสินใจในการดูแลสุขภาพตนเองผิดพลาด ผลที่ตามมาคือการเพิ่มข้ึน ของความเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และการพ่ึงพาบริการทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซ่ึงสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวก กับคุณภาพชีวิต โดยผู้สูงอายุที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงมักจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี (กิจปพน ศรีธานี , 2560; อุทุมพร ศรีเขื่อนแก้ว และคณะ, 2561) แนวทางการประยุกต์ความรอบรู้ด้านสุขภาพสู่การพยาบาลผู้สูงอายุ ผลจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทยส่งผลให้ผู้สูงอายุจำเป็นต้องพ่ึงพาตนเองมากข้ึน แม้จะมี ความเสื่อมถอยของร่างกาย และต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเร้ือรัง/ข้อจำกัด ด้านสุขภาพที่สูงข้ึนตาม วัยที่เพิ่มข้ึน การช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพจะช่วยให้ผู้สูงอายุเหล่าน้ีสามารถดำเนินชีวิตได้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 96 ~ ด้วยตนเอง ลดภาวะพึ่งพิง และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปตามศักยภาพของตน โดยพยาบาลควรมีส่วนในการช่วย พัฒนา/ดูแลผู้สูงอายุ ดังนี้ 1. ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจข้อมูลสุขภาพให้ผู้สูงอายุที่มาใช้บริการ ผ่านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างพยาบาลกับผู้สูงอายุ ซ่ึงการสื่อสารที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าเหมาะสมกับตนเองที่สุด คือการ สื่อสารแบบเผชิญหน้ากัน (face-to-face contact) ในบรรยากาศที่เป็นมิตร (Miller, 2009) มีการสื่อสารสองทาง โดยใช้คำพูดง่าย ส้ัน กระชับ ทันสมัย ถูกต้อง และตรงประเด็นที่ต้องการสื่อสาร ในการสนทนาแต่ละคร้ังควรมี ประเด็นสำคัญไม่เกิน 2-3 ประเด็น ถ้าการสนทนาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผู้สูงอายุเคยผ่านมา จะช่วยให้ ผู้สูงอายุเข้าใจได้ง่ายข้ึน หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค สังเกตสีหน้าเพื่อประเมินความเข้าใจและพูดช้าเมื่อจำเป็น โดยไม่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายหรือไม่แสดงความเร่งรีบ นอกจากน้ีควรให้เวลาผู้สูงอายุในการคิดและตอบสนอง ซ่ึง อาจให้ผู้สูงอายุทบทวนสิ่งที่สนทนากัน เป็นการตรวจสอบความเข้าใจเบ้ืองต้น หรือให้ผู้สูงอายุถามคำถามเพื่อ ร่วมกันค้นหาแนวทางในการดูแลตนเองที่เหมาะสม (Miller, 2009; วัชราพร เชยสุวรรณ, 2560) กรณีต้องการ เพิ่มความเข้าใจด้วยวิธีสื่อสารด้วยการเขียน ควรเขียนด้วยข้อความส้ันง่ายด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าปกติ ใช้รูป หรือแผนภาพประกอบเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ใช้ตัวเลขหรือเครื่องหมายต่างๆ เพื่อแบ่งประเด็นสำคัญ และ นำเสนอเน้ือหาเป็นลำดับ ใช้เส้น สี หรือลักษณะอักษรที่แตกต่างเพื่อเน้นข้อความสำคัญ (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล, 2558; วัชราพร เชยสุวรรณ, 2560) และอาจใช้สื่อมัลติมีเดียที่ไม่ยาวเกินไปเพื่อช่วยให้ ผู้สูงอายุเข้าใจข้อมูลที่ต้องการสื่อสารและเห็นภาพของการปฏิบัติ/การดูแลตนเองได้ชัดเจนมากข้ึน ในส่วนของผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดในการสื่อสาร ซ่ึงอาจเกิดจากความบกพร่องของการได้ยิน การมองเห็น ความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวกับการพูด การเปล่งเสียง หรือความผิดปกติของระบบประสาทของสมองที่ เกี่ยวข้องกับการรับรู้ การคิด การตอบสนอง ความจำ ซ่ึงส่งผลให้ผู้สูงอายุสื่อสารกับผู้อื่นตามความต้องการได้ ลดลง ในเบ้ืองต้นพยาบาลควรทำความเข้าใจกับความเสื่อมถอยที่เกิดข้ึนกับผู้สูงอายุ ความเข้าใจน้ีจะช่วยให้ พยาบาลตระหนักถึงความยากลำบากในการสื่อสารของผู้สูงอายุ และมีทัศนคติทางบวกต่อความสูงอายุ ในขณะ สื่อสารกับผู้สูงอายุ นอกเหนือจากการใช้วีธีการสื่อสารกับผู้สูงอายุดังกล่าวข้างต้นแล้ว พยาบาลควรใจเย็น อดทน ให้เวลา และรอให้ผู้สูงอายุตอบสนอง (รวิวรรณ เผ่ากัณหา, 2561) เริ่มต้นการสนทนาด้วยการทำให้ผู้สูงอายสนใจ และพร้อมที่จะฟังในสถานที่เงียบ เสียงไม่ก้อง มีแสงสว่างพอให้เห็นใบหน้าของผู้พูดอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้สูงอายุ ฟังพร้อมกับอ่านริมฝีปากผู้พูดได้ การพูดควรใช้คาพูดที่ชัดเจน ประโยคสั้นง่ายแต่มีความหมาย จังหวะการพูดช้า ปานกลาง พูดเน้นคำสำคัญ และใช้เสียงโทนต่ำในการสื่อสารแทนการตะโกน นอกจากน้ีขณะพูดพยาบาลอาจใช้ ภาษากายในการสื่อสารร่วมด้วย เช่น การแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง จะทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจเนื้อหาที่พูดได้ดีข้ึน ก่อนสิ้นสุดการสื่อสาร ควรให้ผู้สูงอายุทบทวนประเด็นสำคัญของการสื่อสาร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายเข้าใจในสิ่งที่ ต้องการสื่อสารได้ถูกต้อง (นัยนา พิพัฒน์วณิชชา, 2555) 2. พยาบาลควรแสดงบทบาทในฐานะการเป็นผู้ให้ความรู้ การเป็นผู้อำนวยความสะดวก และการเป็นโค้ช อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะทางสุขภาพ เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของผู้สูงอายุในการจัดการ ตนเอง และช่วยสร้างการรู้เท่าทันสื่อ เนื่องจากผู้สูงอายุมักเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจสินค้าผ่านการโฆษณาชวน เชื่ออยู่เสมอ โดยพยาบาลควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองให้กระตือรือร้น ค้นหาแหล่งข้อมูล และเรียนรู้ข้อมูล สุขภาพที่ทันสมัยอยู่เสมอ จึงจะสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพให้ผู้สูงอายุรู้วิธีการค้นหาแหล่งข้อมูล ตรวจสอบ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 97 ~ ความเชื่อถือได้ของเนื้อหาข้อมูลข่าวสารและแหล่งข่าว ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลสุขภาพ และปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพได้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของตนเองโดยมีพยาบาลคอยแนะนำช่วยเหลือตาม ความต้องการอย่างเหมาะสม 3. ร่วมสร้างระบบสนับสนุน/ระบบบริการที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ พยาบาลเป็นบุคลากรสำคัญที่มีโอกาสใช้ เวลาอยู่กับผู้ใช้บริการมากกว่าบุคลากรทางสุขภาพสาขาอื่น ดังนั้นพยาบาลควรใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่าและมี ประโยชน์ต่อการดูแล/ให้คำปรึกษา/ให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุ เนื่องจากบทบาทด้านน้ีเป็นบทบาทที่พยาบาล สามารถปฏิบัติได้โดยอิสระโดยไม่ต้องรอคำสั่งในการรักษาจากแพทย์ นอกจากน้ีพยาบาลควรฝึกฝนทักษะการ สื่อสารของตนเองให้สามารถสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายต่อการเข้าใจ ฝึกทักษะการเป็นผู้ฟัง (active listening) และเป็นผู้พูดอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งสร้างบรรยากาศในการสนทนาที่ผ่อนคลาย เป็น มิตร เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรู้สึกคุ้นเคยและกล้าซักถาม อันจะนำมาซ่ึงความเข้าใจที่ถูกต้องและช่วยให้สามารถ ปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสมต่อไป แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มวัยต่างๆ ในสังคมด้วยสมรรถนะที่ลดลงจะทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงในภาพรวมสูงขึ้น และจะเกิด ผลกระทบเชิงลบ หากขาดการเตรียม การวางแผนเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมและระบบบริการสาธารณะ สิ่งที่มี ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุประการหนึ่งก็คือ การเสริมสร้าง health literacy ซึ่ง มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การพัฒนาและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้สุขภาพที่จำเป็น ข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพที่เผยแพร่สู่สาธารณะจะต้องมีความถูกต้อง ทันสมัย น่าเชื่อถือ เข้าถึงได้ ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อมูลความรู้ตามกระแสข่าวที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด หรือหลงเชื่อ มีช่องทางการเผยแพร่ที่หลากหลายทั้งสื่อบุคคล สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออีเล็กทรอนิกส์ และสื่อสารมวลชน หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพจึงควรคำนึงถึงกลุ่มผู้สูงวัย มีการ ออกแบบที่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย เช่น คำนึงถึงขนาดตัวอักษรและสีที่เหมาะสม การเว้นพื้นที่ว่าง การใช้ข้อความสั้น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ใช้แผนภาพหรือภาพถ่ายประกอบในการสื่อความรู้ เป็นต้น 2. พัฒนากลไกและกระบวนการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และบริการด้านสุขภาพ มีการสร้างความร่วมมือแบบภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันและโรงพยาบาลเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน เพื่อการเฝ้าระวัง ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารความรู้ที่ไม่ถูกต้องและเป็นภัยกับ ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำ มีการชี้แจงและให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสาธารณชนอย่าง ทันท่วงที เพื่อระงับยับยั้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียตั้งแต่ต้น รวมทั้งมีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนสถานการณ์และ แหล่งที่มาของข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ขาดเหตุผล และไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งจำเป็นต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ แล้วมาใช้บังคับ และจัดทำกฎหมายใหม่ในส่วนที่ยังไม่ครอบคลุม 3. สร้างจิตสำนึกและคุณธรรม ในการผลิต และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และบริการด้านสุขภาพ ผู้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้สุขภาพและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ บุคลากรเหล่านี้จำเป็นต้อง ได้รับการสร้างเสริมจิตสำนึกและคุณธรรมในการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และบริการด้านสุขภาพ ดังนั้น จึงต้องมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้สุขภาพ และผู้ให้บริการด้าน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 98 ~ สุขภาพใช้ความระมัดระวังและรักษามาตรฐานคุณภาพของข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัยและเชื่อถือได้ รวมทั้งมีการ ประเมินและวิเคราะห์ระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพว่ามีความเหมาะสมกับผู้ต้องการใช้หรือไม่ และมีจำนวนมากน้อยเพียงใด 4. สร้างการรู้เท่าทันสื่อให้กับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อของธุรกิจสินค้าต่างๆ อยู่เสมอ และมี แนวโน้มจะถูกชักจูงได้ง่าย ดังนั้น การคุ้มครองประชากรผู้สูงอายุให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง จึงจะต้องมี กิจกรรมพัฒนาศักยภาพให้ผู้สูงอายุได้รู้วิธีการตรวจสอบเนื้อหาข้อมูลข่าวสาร ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง มีการ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ผู้ให้ข่าว ผู้ผลิตข่าวสาร ผู้จ้างผลิต ประชากรผู้สูงอายุส่วนหนึ่งอาจเป็น กลุ่มที่มีข้อจำกัดในด้านศักยภาพ การเรียนรู้ เช่น อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ ประสิทธิภาพในการได้ยิน และการใช้สายตาด้อยกว่าปกติ หลงลืมง่าย เป็นต้น หรือมีลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ เช่น ไม่ชอบ ซักถาม ไม่ค่อยช่างสังเกต สรุปประเด็นไม่ได้หรือเล่าลำดับความไม่ถูก เป็นต้น คนกลุ่มนี้ยิ่งจะต้องได้รับการเอาใจ ใส่ดูแลมากขึ้นเป็นพิเศษ 5. ระบบบริการที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ กลุ่มบุคลากรด้านสุขภาพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข รวมทั้ง ครู สุขศึกษา และครูอนามัยโรงเรียน คือส่วนสำคัญของระบบบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน ซึ่งมีการ ทำงานทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน และควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ หาก บุคคลเหล่านี้ขาดการเอาใจใส่ในการสื่อสารกับผู้รับบริการหรือกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ก็ย่อมเกิดผลกระทบ โดยตรงกับประสิทธิผลของการให้บริการบุคลากรสาธารณสุขในระบบสุขภาพทุกวันนี้มีเวลาน้อยมาก ในการ สื่อสารกับผู้มารับบริการทำให้เกิดช่องว่างระหว่างแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ กับป่วยและญาติ หรือระหว่าง บุคลากรด้วยกันเอง อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้บริการ ส่งผลต่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงาน เช่น ผู้ป่วยกลับบ้านแล้วปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องเพราะฟังคำแนะนำไม่รู้เรื่อง อ่านฉลากยาไม่เข้าใจ เป็นต้น การปรับปรุง ทักษะการสื่อสารของกลุ่มบุคลากรด้านสุขภาพ สามารถกระทำได้ด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาการสื่อสาร สองทาง การพูดให้ช้าลง หลีกเลี่ยงคำศัพท์เฉพาะ รวมทั้งมีการทบทวนความรู้ (teach-back) ด้วยเทคนิคต่างๆ และการสร้างบรรยากาศที่ผู้รับบริการรู้สึกเป็นมิตรกล้าที่จะซักถาม (shame-free) นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมทาง กายภาพก็นับว่าเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การจัดสิ่งแวดล้อมให้ดูผ่อนคลายโดยการเลือกใช้สี และการจัดวางสิ่งของที่ไม่ มีบรรยากาศของความน่ากลัว การมีป้ายแนะนำตามจุดต่างๆ ป้ายบอกทางที่เป็นสากลในพื้นที่ที่มีคนหลายภาษา หรือหลากหลายวัฒนธรรม การจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพ และจัดให้เจ้าหน้าที่มีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ สังเกตได้ชัดเจนว่าเป็นบุคลากรของหน่วยบริการ เป็นต้น 6. การศึกษาวิจัยควรมุ่งพัฒนาเครื่องมือการวัดที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาผู้สูงอายุตามช่วงวัยที่มี ความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป การสร้างวิสัยทัศน์ในการวัดและประเมินระดับ Health literacy ของบุคคลยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง และมี ความจำเป็นต้องมองอย่างเป็นองค์รวม เนื่องจากความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนจะเกิดขึ้นจนถึงระดับที่ ประชาชนดูแลตนเองได้นั้น เกิดขึ้นทั้งจากความสามารถของปัจเจกบุคคล กลุ่ม และหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ที่จะ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านสุขภาพให้มีคุณภาพ และสร้างระบบมาตรฐานในการควบคุมคุณภาพของบริการ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 99 ~ ต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่องานสร้างเสริม Health literacy ดังนั้น จึงควรมีแผนงานวิจัยระดับชาติ และการศึกษา วิจัยในอนาคตควรมุ่งพัฒนาเครื่องมือการวัดด้านทักษะ (skill-based literacy) ในส่วนของ Interactive Health literacy และ Critical Health literacy ตามสภาพปัญหาของผู้สูงอายุแต่ละช่วงวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ไป สามารถจำแนกกลุ่มผู้ที่มี Health literacy ระดับต่ำและระดับสูงเพื่อให้การออกแบบกระบวนการดำเนินการมี ความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การสร้างเสริม Health literacy เป็นวิถีทางหนึ่งในการเพิ่มพลังให้กับประชาชนในการตัดสินใจเลือกและ ปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้นหากประชากรกลุ่มผู้สูงอายุสามารถแสวงหาและเพิ่มพูน ความรู้ที่ถูกต้อง และนำความรู้นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดพลังภายในกลุ่มสามารถ ต้านทานหรือจัดการควบคุมอิทธิพลจากสิ่งเร้าต่างๆ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพในบริบทที่ตนเองอาศัยอยู่ได้ ผู้สูงอายุก็จะมีภูมิต้านทานด้านสุขภาพที่สร้างขึ้นมาจากความรอบรู้ในการใช้ข้อมูลข่าวสารความรู้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสุขภาพของตนเอง และพึ่งพาระบบบริการสุขภาพน้อยลง ❖ การสื่อสารสุขภาพกับผู้สูงอายุ การสื่อสารเป็นเครื่องมือที่ติดต่อกันระหว่างบุคคลหรือกับกลุ่มคนโดยประกอบไปด้วยผู้ส่งสาร ผู้รับสาร ตัวสาร และช่องทางการสื่อสาร ส่วนในการสื่อสารสุขภาพจะเป็นการมุ่งหวังเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ หรือการดูแลรักษาโรค หรือรวมไปถึงการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่ ตั้งเป้าหมายของการสื่อสารที่จะกระทำออกไป ในผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีความเสื่อมถอยของระบบร่างกาย ในการ สื่อสารระหว่างบุคคลต่อบุคคล เช่นการได้ยินถดถอยลง การมองเห็นถดถอยลง ความไวในการรับรู้และแปลสาร ลดลง ผู้สื่อสารด้วยจำเป็นที่จะต้องพูดเข้าใกล้ พูดด้วยภาษาและถ้อยคำที่ชัดเจนไม่เปล่งเสียงดังจนเกินไป หรือ ค่อยจนเกินไป มีความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ สื่อสารด้วยการให้ความเคารพและความเข้าใจใน ผู้สูงอายุ ในด้านการเสพสื่อของผู้สูงอายุพบว่าผู้สูงอายุมีการใช้สื่อที่หลากหลายทั้งการใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สื่อ สังคมออนไลน์ โดยมากใช้สื่อเพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสาร (ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ และญาศิณี เคารพธรรม , 2560) ดังนั้นเรื่องสุขภาพจึงเป็นหัวข้อที่ผู้สูงอายุสนใจ เพื่อที่จะดูแลตนเองโดยอาศัยแหล่งข้อมูลสุขภาพจากสื่อ ต่างๆ รวมไปถึงสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่างๆ ด้วย โดยรายงานของชนญญา ชัยวงศ์โรจน์(2564) ได้กล่าวถึง ช่องทางการรับข่าวสารทางสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพทางรายการโทรทัศน์เป็น อันดับแรก ถัดมารับข้อมูลจากบุคลากรการแพทย์ และสื่อสังคมออนไลน์ประเภทโปรแกรมไลน์ การสื่อสารสุขภาพเป็นแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพในยุคที่การสื่อสารมีความก้าวหน้ามาก จาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และจากความต้องการที่หลากหลายของประชาชน และพฤติกรรมสุขภาพได้รับ อิทธิพลจากสิ่งที่เป็นความคิด ความรู้สึกมาก โดยการส่งผ่านในหลายระดับ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และผ่าน วัฒนธรรม จากความซับซ้อนของอิทธิพลหลายระดับ การจะส่งเสริมสุขภาพจึงต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไป ทุกระดับ ดังนั้นแนวคิดการสื่อสารสุขภาพจึงมีการศึกษาและประยุกต์ใช้มากขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้าง และในทุกระดับ การสื่อสารสุขภาพต้องมีการวิเคราะห์ และการวางแผนอย่าง เป็นระบบ การสื่อสารสุขภาพไม่ใช่การสอนสุขศึกษาในมุมมองเดิมที่เป็นเพียงการถ่ายเทสิ่งที่นักสุขศึกษาคิดว่า
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 100 ~ จำเป็นลงไปยังผู้รับการสอน แต่เป็นการสอนสุขศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผู้รับสารเพื่อประเมินความ สอดคล้องเหมาะสมของสารที่ต้องการสื่อลงไป การสื่อสารสุขภาพที่ผ่านมาเน้นการสื่อสารทางเดียว ซึ่งมีจุดด้อยไม่เหมาะต่อการสื่อสารสำหรับปัญหา สุขภาพที่ซับซ้อน การสื่อสารสองทาง ซึ่งเป็นต้นแบบของการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม เป็นกระบวนการ คุณลักษณะการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม 1. เป้าหมายการสื่อสาร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความรู้สึกร่วมกันสร้างความผูกพัน 2. ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วม 3. เป็นการเข้าร่วมในหลาย ๆ บทบาทในแต่ละขั้นตอน 4. การไหลของข้อมูล ข่าวสารเป็นแบบรอบทิศทาง 5. ข่าวสาร เนื้อหาข้อมูล เกี่ยวข้องกับชุมชน 6. ผู้รับสาร และผู้ส่งสารผลัดเปลี่ยนบทบาทกัน ❖ ความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในสังคมสูงวัย รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อรองรับสังคมสูงวัยหลายเรื่อง เช่น ส่งเสริมการจ้างงาน สร้างที่พักอาศัย สำหรับผู้สูงอายุ และบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญเพื่อส่งเสริมการออม สร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้สูงอายุ สำหรับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ตัวผู้สูงอายุจะต้องมีหรือเร่งเสริมสร้างขึ้นมา คือ การรู้เท่า ทันสื่อเพื่อให้รู้จักการประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพราะการขาดทักษะการใช้สื่อและบริโภค ข่าวสารอย่างรู้เท่าทันจะทำให้ผู้สูงวัยมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง โดยเฉพาะข่าวปลอม ซึ่งเป็นเรื่องที่ ใกล้ตัวของผู้สูงอายุจากสื่อใหม่หรือสื่อดิจิทัล เช่น ไลน์เฟซบุ๊ก ยูทูป ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้สูงวัยเข้าถึงได้ง่ายในยุคปัจจุบัน ที่ผ่านมา มีงานวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงวัยหลายฉบับ งานวิจัยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเป็นของคณะนิเทศศาสตร์และ นวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ (สสส.) ที่สำรวจการรับรู้ข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้สูงวัยไทย โดยสำรวจกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป 817 คน เมื่อเดือนเมษายน 2564 พบว่าผู้สูงวัยต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในระดับมาก และเห็นว่า ข่าวสุขภาพที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์มีความทันสมัย และมีรูปแบบการเขียนที่น่าสนใจติดตาม ร้อยละ 70 มีความ เชื่อข่าวปลอมที่เกี่ยวกับสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมะเร็งและโรคโควิด-19 สื่อที่ผู้สูงวัยเปิดรับมากที่สุด คือ ไลน์ รองลงมา คือ เฟซบุ๊ก ยูทูป เว็บไซต์และ สื่อออนไลน์อื่น ๆ เช่น ทวิตเตอร์ และติ๊กต็อก นอกจากนี้ผู้สูงวัย ยังเชื่อว่า สื่อที่มีข่าวปลอมมากที่สุด คือ เฟซบุ๊ก ตามด้วยไลน์ และสื่อโทรทัศน์ ผลการสำรวจยังพบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 66.2 แชร์ข่าวปลอมซ้ำ เพื่อเตือนคนใกล้ตัวที่ได้รับข้อมูลนั้น ร้อยละ 54.7 เพิกเฉย ไม่สนใจ เลื่อนข้ามไป และมีเพียงร้อยละ 24.5 ที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยการสอบถามจากคนใกล้ชิด อ่านความเห็นในโพสต์ข่าว และค้นหาบทความที่คล้ายคลึงกันในเว็บไซต์ ผลการสำรวจชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้สูงวัยจะต้องมีทักษะของการรู้เท่าสื่อ ไม่ให้ถูกหลอกลวงจากพวก มิจฉาชีพที่หลอกขายสินค้าจากการโฆษณาที่เกินจริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือรู้จักใช้วิจารณญาณ ในการแชร์ข่าว เพื่อไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและมีการแชร์ออกไปจนเป็นข่าวลวงวนซ้ำกันในกลุ่มต่าง ๆ การ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 101 ~ เสริมทักษะการรู้เท่าสื่อจะทำให้ผู้สูงวัยรู้จักการเลือกรับข่าวสาร รู้จักการพิจารณาเนื้อหา เพื่อนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน รศ.ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ สถาบันวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำ ให้ผู้สูงอายุจดจำคำ 4 คำ ง่ายๆ "หยุด คิด ถาม ทำ" เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ "หยุด" คือ การยับยั้งชั่ง ใจอย่าด่วนเชื่อในข้อมูลที่ได้รับมา "คิด" คือ การคิดถึงความจำเป็น ข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนผลกระทบที่ตามมา "ถาม" คือ การหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการถามเพื่อน ผู้รู้ หรือจากสื่ออื่น ๆ อย่าเชื่อข้อมูลมาจากสื่อเพียงแหล่งเดียว และ "ทำ" คือ เมื่อคิดทบทวนและถามหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว จึงตัดสินใจว่า จะแชร์ต่อหรือไม่ 4 คำนี้จะช่วยให้ผู้สูง วัย ได้มีเวลาฉุกใจคิดก่อนที่จะเชื่อ หรือแชร์ข่าวออกไป มีเวลาที่จะพิจารณากลั่นกรองเนื้อหาของข่าวสาร การ สร้างภูมิต้านทานด้านสื่อให้กับผู้สูงวัยจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตดี สามารถใช้ประโยชน์จาก สื่อและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว เพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพดูแลตัวเอง ได้และยังสามารถเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนสังคมร่วมกับคนในวัยอื่น ๆ ได้อีกด้วย แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสำคัญกับผู้สูงอายุอย่างไร 2. ให้นักศึกษาอธิบาย หลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” มีความจำเป็นต่อการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุอย่างไร เอกสารอ้างอิง ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ และญาศิณี เคารพธรรม. (2560). สื่อกับผู้สูงอายุในประเทศไทย. วารสารนิเทศศาสตร์ ธุรกิจบัณฑิตย์, 11(2), 367-87. สุภาพร ครุสารพิศิฐ. (2565). ความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในสังคมสูงวัย. Retrieved from https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/71055. วิมลรัตน์ บุญเสถียร และอรทัย เหรียญทิพยะสกุล. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: สถานการณ์และผลกระทบ ต่อสภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท., 2(1), 1-19. ชนญญา ชัยวงศ์โรจน์. (2564). การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ: การสื่อสารสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดนครนายก. วารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม, 9(1), 80-7. สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. (2561). ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ. การประชุม สมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 11 วันที่ 25 กรกฎาคม 2561. วัชราพร เชยสุวรรณ. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: แนวคิดและการประยุกต์สู่การปฏิบัติการพยาบาล. วารสารแพทย์นาวี, 44(3), 183–197. ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. (2556). การสำรวจความแตกฉานด้านสุขภาพ (Health literacy) ในกลุ่ม ประชากรตัวอย่างสำหรับใช้วิเคราะห์ Psychometric เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง. รายงานการสำรวจเสนอ ต่อสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล. (2558). การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในประชากรผู้สูงวัย. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 9(2), 1–8. World Health Organization. (1998). Health promotion glossary. Geneva: WHO.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 102 ~ กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. (2561). การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรม สุขภาพ. นนทบุรี: ม.ป.ท. Lee, A. (2013). Literacy and competencies required to participate in knowledge societies. In Alice Lee, Jesus Lau, Toni Carbo, & Natalia Gendina (Eds.), Conceptual relationship of information literacy and media literacy in knowledge societies (pp. 3–74). Paris, France: UNESCO. Richard, A. A., & Shea, K. (2011). Delineation of Self-Care and Associated Concepts. Journal of Nursing Scholarship, 43(3), 255–264. Marcus, E. N. (2006). The silent epidemic-The health effects of illiteracy. N Engl J Med, 355(4), 339–341.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 103 ~ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 6 การพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ เนื้อหา 1. การมีกิจกรรมทางกายและนันทนาการ (Physical activity (Exercise) and recreation) 2. เพศสัมพันธ์ 3.แนวทางการจัดการความเครียด (Stress management) 4. การได้รับวัคซีน (Vaccination) วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายหลักการออกกำลังกายและกิจกรรมนันทนาการในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายในผู้สูงอายุที่มีผลต่อบทบาททางเพศได้ถูกต้อง 3. อธิบายปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องในการทำหน้าที่ทางเพศของผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 4. วางแผนการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีความพร่องในการทำหน้าที่ทางเพศได้ถูกต้อง 5. วิเคราะห์การพยาบาลเพื่อจัดการความเครียดในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 6. อธิบายหลักการให้วัคซีนในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 104 ~ บทที่ 6 การพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ❖ นันทนาการและการออกกำลังกาย กิจกรรมนันทนาการในผู้สูงอายุ ความสูงอายุเป็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง การรักษา ระดับสมรรถภาพทางกายและจิตใจของผู้สูงอายุให้คงที่จึงมีความสำคัญ ประกอบกับการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อสร้างบทบาทใหม่ทางสังคมจะเป็น การสร้างคุณค่าและความพึงพอใจในชีวิตของผู้สูงอายุได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนหรือความต่อเนื่องในการเข้าร่วม กิจกรรมล้วนต้องเกิดจากความต้องการของผู้สูงอายุเอง โดยความต้องการนั้นเป็นความรู้สึกของบุคคลที่ประสงค์ จะรับหรือกระทำสิ่งใด ซึ่งเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกวัยทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ ซึ่งแต่ละวัยก็มีความ ต้องการที่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุจึงสามารถใช้เวลาว่างที่มีในการทำกิจกรรมใดๆ (Activities) ที่ตนเองสนใจ ทำแล้วเกิดประโยชน์ กับตนเอง คนรอบตัว หรือสิ่งแวดล้อม โดยที่กิจกรรมนั้นจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น และต้องไม่ขัดต่อ วัฒนธรรม หรือกฎระเบียบ เราเรียกกิจกรรมที่ทำในเวลาว่างเหล่านี้ว่า กิจกรรมนันทนาการ (Recreation) ซึ่งเมื่อ ทำกิจกรรมนันทนาการแล้วผู้สูงอายุจะเกิดความสุข ความพึงพอใจหรือความรู้สึกด้านบวก ทำให้เวลาว่างที่มีอยู่ มีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับตนเองขึ้นได้ (Leisure) ความหมายของนันทนาการ สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (2547) กล่าวถึงความหมายของนันทนาการ ได้แก่ (1) นันทนาการ หมายถึงการทำให้สดชื่นหรือการสร้างพลังขึ้นมาใหม่ (Re+Fresh, Re+Creation) หรือสร้างความ สดชื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง (2) นันทนาการ หมายถึง กิจกรรม (Activities) ซึ่งมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย บุคคล หรือชุมชนที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามความสนใจของตนจะก่อให้เกิดการพัฒนาอารมณ์สุข สนุกสนาน และสุข สงบ (3) นันทนาการ หมายถึง กระบวนการ (Process) ในการพัฒนาประสบการณ์ หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของ บุคคลหรือสังคม โดยอาศัยกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เป็นสื่อในช่วงเวลาว่าง (Leisure Time) เวลาอิสระ (Free Time) โดยเข้าร่วมด้วยความสมัครใจหรือมีแรงจูงใจและ (4) นันทนาการ หมายถึง สวัสดิการสังคม (Social Welfare) ซึ่งรัฐบาลและฝ่ายบริหารท้องถิ่นจะต้องมีหน้าที่จัดการให้บริการชุมชนเพื่อสร้างบรรยากาศของเมือง และของประเทศให้น่าอยู่ มีความอบอุ่นใจ เช่น จัดอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน ศูนย์เยาวชนสวนสาธารณะ เป็นต้น กล่าวได้ว่ากิจกรรมนันทนาการเป็นกิจกรรมที่กระทำในยามว่าง สร้างความสนุกสนานรื่นเริง ทำให้ได้ พักผ่อนหย่อนใจ และเติมพลังให้กับชีวิต เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคคลด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม คุณลักษณะของนันทนาการ นันทนาการจะต้องมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1) ต้องมีการกระทำ (Activity) คือ มีการแสดงออกถึงการกระทำ หรือกระทำ ปฏิบัติ เช่น ต้องมีการ เคลื่อนไหวร่างกายเป็นรูปแบบการปฏิบัติ 2) ต้องเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ (Voluntary)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 105 ~ 3) กิจกรรมนั้นต้องกระทำในเวลาว่าง (Free Time) คือ เวลานอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน 4) เป็นกิจกรรมที่ให้การศึกษา (Education Activities) คือ ไม่เป็นอบายมุขและก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้าน การศึกษา 5) กิจกรรมนั้นต้องสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยตรงและทันที (Immediate and Direct Satisfaction) 6) กิจกรรมที่กระทำต้องไม่เป็นอาชีพ (Amateurism) 7) กิจกรรมนันทนาการต้องมีจุดมุ่งหมาย (Objectives) เพื่อให้มีทิศทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องตามความ ต้องการ 8) กิจกรรมมีความยืดหยุ่นสามารถดัดแปลงปรับให้เข้ากับสภาพที่เป็นอยู่ได้ (Flexibility) 9) นันทนาการมีผลพลอยได้อีก (Byproduct) การจัดกิจกรรมเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งอาจจะได้ผลด้านอื่นด้วย เช่น การทำสิ่งประดิษฐ์ เป็นการฝึกการใช้ฝีมือด้านศิลปะสร้างสรรค์ที่อาจส่งผลด้านการสร้างความสามัคคีหรือ การร่วมมือร่วมใจกันได้ ประเภทของกิจกรรมนันทนาการ การแบ่งประเภทของกิจกรรมนันทนาการโดยสำนักนันทนาการ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา (2563) ได้แบ่งกิจกรรมนันทนาการเป็น 11 ประเภท ดังนี้ 1) กิจกรรมเกมกีฬาและการละเล่น เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ความเสื่อมของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผูสูงอายุจึงจําเปนตองออกกําลัง กายเปนประจําสมํ่าเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยจะทำให้เกิดผลดีทั้งต่อระบบ หลอดเลือดและการหายใจ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ในส่วนของระบบกล้ามเนื้อ สามารถเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อ และรักษามุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อให้อยู่ในภาวะปกติ อีกทั้งยังเป็นการลด ไขมันในร่างกาย รักษาระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ ช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์ดี ซึ่งส่งผลให้เกิด ความต้านทานต่อโรคได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การออกกำลังกายของผู้สูงอายุได้ประโยชน์อย่างเต็มที่และ ไม่เกิดอันตราย ผูสูงอายุจึงควรเลือกประเภทของการออกกําลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง รู้จักข้อควรระวังและ วิธีการสังเกตความผิดปกติต่างๆที่อาจเกิดขณะออกกำลังกาย 2) กิจกรรมการเต้นรำ การเต้นรำอาจเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมเข้าจังหวะใช้การเคลื่อนไหวร่างกายไปตามเสียงดนตรี การเต้นรำจึง เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างสุขให้สูงวัยได้มาก เพราะนอกจากการแสดงท่าทางต่างๆ จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ ในทุกส่วน เสริมสร้างทักษะการเคลื่อนไหวและการทรงตัวของร่างกายแล้ว ยังได้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียด รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสในการเข้าสังคมอีกด้วย การเต้นรำที่เหมาะกับวัยผู้สูงอายุนั้นมี มากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเตนลีลาศ การรายรํา โดยเฉพาะรำวง ที่ผู้สูงอายุคุ้นเคยและสามารถสร้าง ความสนุกสนานได้ในทุกเทศกาล การเต้นจังหวะบาสโลบ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศลาว นอกจากนี้ยังมี Line Dance ซึ่งเป็นการเต้นที่ผสมผสานระหว่างแอโรบิคกับลีลาศ ช่วยบริหารสมองในการฝกจำท่วงท่า และยังทำให้ เกิดความกระฉับกระเฉงด้วย 3) กิจกรรมศิลปะและหัตถกรรม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 106 ~ ศิลปะ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถระบายความรู้สึกนึกคิดได้อย่างเต็มที่ การทำงานศิลปะ ทำให้เกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สร้างความภาคภูมิใจ และความมั่นใจในตนเอง นั่นเพราะศิลปะจะช่วย พัฒนาสมองซีกขวา ซึ่งทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งส่งผลให้เกิดการยอมรับนับถือและเห็นคุณค่าใน ตนเองเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสมาธิและลดความวิตกกังวลได้ ศิลปะบำบัดเป็นการใช้วิธีการทางศิลปะเข้ามารักษา เยียวยามนุษย์ในด้านอารมณ์ สังคม จิตใจ ความคิด หรือพฤติกรรม กิจกรรมศิลปะบำบัดมีประโยชน์กับมนุษย์ทุก เพศ ทุกวัย สำหรับผู้สูงอายุมีงานวิจัยรองรับมากมายว่า ศิลปะสามารถช่วยเยียวยาผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความบกพร่อง ทางร่างกาย สมอง จิตใจ อารมณ์ และสังคมได้ หลายคนค้นพบและประสบความสำเร็จด้านศิลปะในวัยสูงอายุแม้ ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อนเลย การทำงานศิลปะทำให้เกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สร้างความภาคภูมิใจ และ ความมั่นใจในตนเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดการยอมรับนับถือ และเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น 4) กิจกรรมการร้องเพลงและดนตรี ดนตรีมีผลต่อจิตใจมนุษย์ สามารถกระตุ้นจิตใจให้เกิดพลังสร้างสรรค์ ความสุข ความผ่อนคลาย ความฮึก เหิม สร้างความสามัคคี และกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในวัยสูงอายุ ดนตรีจึงมีประโยชน์มหาศาล ดังงานวิจัย มากมายที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีสามารถช่วยบำบัดอาการต่างๆ ในผู้สูงอายุได้ เช่น อาการซึมเศร้า ช่วยการนอน หลับ ช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือด ฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ และมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี มีทั้งการร้องเพลง เล่นดนตรี และฟังเพลง แต่ละ กิจกรรมล้วนเกิดประโยชน์ทั้งสิ้น ผู้สูงอายุควรเริ่มจากดนตรีในแนวที่ชอบ ให้ดนตรีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ฮอร์โมนแห่งความสุข หรือฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphins) ก็จะหลั่งออกมาทำให้เกิดความสุข ความ กระชุ่มกระชวย 5) กิจกรรมภาษาและวรรณกรรม แม้ว่าการอ่าน การเขียนในวัยสูงอายุจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก ด้วยความเสื่อมของสายตา แต่การใช้ เวลาว่างทำกิจกรรมภาษาและวรรณกรรมให้ประโยชน์กับผู้สูงอายุได้มาก โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมทักษะ ทางความคิด จินตนาการ และสามารถพัฒนาสมองได้อีกด้วย ผู้สูงอายุสามารถเริ่มต้นง่ายๆ จากการอ่านหนังสือประเภทที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย โคลง กลอน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่บทความออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ การเขียน ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ดี ผู้สูงอายุอาจเริ่มต้นจากการเขียนบันทึกประจำวัน (ไดอารี) ซึ่งเป็นการช่วยกระตุ้นความจำจากการลำดับ เหตุการณ์ และยังใช้เป็นการระบายอารมณ์สุข ทุกข์ได้ การเขียนบันทึกส่งผลให้จังหวะหัวใจเต้นเป็นปกติ ซึ่งส่งผล ดีต่อสุขภาพร่างกาย อีกทั้งยังพบว่า ผู้ที่เขียนบันทึกต่อเนื่องประมาณ 1 เดือน มีความรู้สึกเป็นสุขมากยิ่งขึ้น แต่ละ วันรู้สึกแจ่มใสกว่าแต่ก่อนมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่าเดิม หรือหากใครมีสาระความรู้ประสบการณ์ อยากแบ่งปันให้ เพื่อนได้อ่าน ก็สามารถเขียนเป็นบทความลงบนเว็บไซต์ เฟสบุค แอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์ต่อ ตนเองแล้ว ก็ยังให้ประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย 6) กิจกรรมการแสดงและการละคร การแสดงและการละคร คือ การแสดงออกทางร่างกาย ท่วงท่าการเคลื่อนไหว ท่าเต้น ท่ารำ ซึ่งสื่อถึง เรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก อาจแสดงร่วมกับดนตรีและการขับร้องหรือไม่ก็ได้ สำหรับผู้สูงอายุ การเป็นผู้แสดง จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นคนกล้าแสดงออก มีความกล้า มั่นใจในการใช้ชีวิตร่วมกับคนในวัยอื่นๆ ได้ความ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 107 ~ ภาคภูมิใจในตัวเองและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ส่วนผู้ชมจะได้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้หัวเราะ ได้รอยยิ้ม ได้ความอิ่มเอมใจ โดยเรื่องราวในบทละครที่ผู้แสดงถ่ายทอดออกมา สามารถให้แง่คิด เกิดการเรียนรู้ ประสบการณ์ชีวิตผ่านตัวละคร นอกจากนี้การละครยังสะท้อนค่านิยมและสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ ซึ่งถือว่า เป็นการกล่อมเกลานิสัยด้วยสิ่งที่เป็นสุนทรีย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือผู้ชม ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิด ประโยชน์กับตัวเรามากมาย 7) กิจกรรมงานอดิเรก ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมงานอดิเรกตามความสนใจของตนเองได้ งานอดิเรกนั้นมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมของต่างๆ เช่น ของเก่า ของที่ระลึก ภาพเก่า งานศิลปะ เป็นต้น การประดิษฐ์สิ่งของเพื่อ นำมาใช้งาน การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เช่น สร้างเมนูอาหารใหม่ๆ การหาเทคนิคการถ่ายภาพใหม่ๆ อีกทั้งการศึกษา เรียนรู้สิ่งต่างๆ ยังเป็นส่วนหนึ่งของงานอดิเรก ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุมีทักษะเพิ่มเติม เป็นการพัฒนาสมองอีกทาง หนึ่ง เช่น การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี การเรียนภาษาเพิ่มเติม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหลากหลายใน รูปแบบที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ตกแต่งบ้าน กิจกรรมงานอดิเรก เป็นกิจกรรม ที่จะทำให้เกิดความชำนาญพิเศษบางอย่างแก่ผู้สูงอายุ ช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าในชีวิต สร้างเสริม ประสบการณ์ พัฒนาสุขภาพจิตและความคิดสร้างสรรค์ ในบางครั้งอาจนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นได้ 8) กิจกรรมกลางแจ้ง/นอกเมือง การอยู่บ้านทุกวันอาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเบื่อหน่าย ควรลองเปลี่ยนบรรยากาศออกไปทำกิจกรรม กลางแจ้ง/นอกเมืองบ้าง จะทำให้พบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตได้ อาจพูดได้ว่า กิจกรรมกลางแจ้ง/นอกเมือง ก็คือการ ออกไปท่องเที่ยวนั่นเอง ผู้สูงอายุสามารถใช้เวลาว่างที่มีอยู่มากมายในการท่องเที่ยวได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพะวงกับ การงานอย่างวัยหนุ่มสาว อีกทั้งการท่องเที่ยวในแบบสูงวัยยังมีข้อดีหลายประการ ส่วนหนึ่งก็คือ สถานที่ ท่องเที่ยวหลายแห่งจะไม่เก็บค่าเข้าชมหรือเก็บค่าเข้าชมเพียงครึ่งเดียว นอกจากนั้นยังมีบริการรถนั่งเข็น รถ กระเช้า รวมทั้งค่าโดยสารรถไฟ รถประจำทาง รถปรับอากาศ ยังลดราคาให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย ผู้สูงอายุสามารถ เลือกไปเที่ยวตามสถานที่ที่ตนเองชอบ และเหมาะกับตนเอง เช่น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติ ต่างๆ หรือจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เช่น โบราณสถาน ศาสนสถาน ตลาดน้ำ ตลาดเก่า พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจุบันการท่องเที่ยวต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ผู้สูงอายุจะได้พบสิ่ง แปลกใหม่ในต่างแดน สร้างความสุข ความตื่นเต้นได้มากทีเดียว 9) กิจกรรมทางสังคม การเข้าสังคมเป็นกิจกรรมที่จำเป็นมากสำหรับผู้สูงอายุ เพราะในวัยเกษียณ สังคมจะแคบลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ผู้สูงอายุควรพบปะเพื่อนฝูงอยู่เสมอ หาเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนใหม่ๆ บ้าง เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดี เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นการ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กิจกรรมทางสังคมนั้นสามารถทำได้หลากหลาย เช่น นัดทานข้าวกับ เพื่อนๆ ไปงานเลี้ยงสังสรรค์ งานเลี้ยงรุ่น การเข้าร่วมกิจกรรมที่ชุมชนของตนเองจัดขึ้น งานทำบุญหมู่บ้าน หรือจะ เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ก็จะได้พบปะกับเพื่อนในวัยเดียวกันที่มีความชอบเหมือนกัน ได้พูดคุยเรื่องที่สนใจ นอกจากนี้ การพูดคุยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การ Video call หากันโดยใช้สมาร์ทโฟน ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งใน การเข้าสังคมได้เช่นกัน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 108 ~ 10) กิจกรรมพิเศษตามเทศกาล เทศกาลสำคัญในบ้านเราถูกจัดขึ้นตลอดทั้งป ผู้สูงอายุควรหาโอกาสไปร่วมงานพิเศษๆ เหล่านี้ เพราะ นอกจากจะได้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และยังเป็นการสืบ สานประเพณีวัฒนธรรมอันดีอีกด้วย ตัวอย่างกิจกรรมพิเศษ เช่น งานเทศกาลประจำป ไม่ว่าจะเป็น งานปใหม่ งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานบุญบั้งไฟ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลกินเจ หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา เช่น งานแห่เทียนพรรษา งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การเวียนเทียน เทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม เทศกาล คริสต์มาสและวาเลนไทน์ นอกจากนี้ ยังมีงานที่จัดขึ้นเป็นโอกาสพิเศษ ซึ่งบางงานอาจไม่ได้ต่อเนื่องในเวลาเดิม ของทุกป เช่น งานเทศกาลดนตรีต่างๆ มหกรรมกีฬา หรืองานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษของชาติ เป็นต้น 11) กิจกรรมการบริการอาสาสมัคร การบริการอาสาสมัคร เป็นกิจกรรมที่ปราศจากสินจ้างรางวัล เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริมในเรื่องของการเป็นผู้ให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ และ เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น กิจกรรมประเภทนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าในตนเองให้กับผู้สูงอายุ เพราะในวัยสูงอายุจะมี การสูญเสียบทบาททางสังคม ทำให้ความเชื่อมั่นในตนเองลดลง ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในตนเอง วิตกกังวล เกิดความกลัว อารมณ์เศร้าและสิ้นหวัง แต่หากผู้สูงอายุทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้เสียสละ และใช้ ความสามารถสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคม ก็จะทำให้เกิดความคิดในด้านบวกต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองมี คุณค่า สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ เป็นการสร้างเปาหมายในชีวิตและลดอาการซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ การรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ยังได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ เกิดการติดต่อประสานงาน สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตนเองกับคนในชุมชน และเกิดการอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข ทั้งนี้ สังคมมักมองบุคคลที่ทำกิจกรรมอาสาสมัครว่าเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม เห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวม จึงเชื่อมโยงไปถึงคุณลักษณะทางบวกอื่นๆ เช่น มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบ อ้อมอารี ซึ่งมุมมองจากผู้อื่นเหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุเกิดความคิดที่ดีต่อตนเอง ประโยชน์ของกิจกรรมนันทนาการต่อผู้สูงอายุ กิจกรรมนันทนาการมีประโยชน์ทั้งต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้สูงอายุ โดยเมื่อปฏิบัติ กิจกรรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ป้องกันโรคหลอดเลือด สมอง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน รวมถึงพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันภาวะซึมเศร้า ไป จนถึงพัฒนาความจำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะนอนไม่หลับ ในด้านจิตใจกิจกรรมนันทนาการ นำไปสู่การมองโลกในแง่ดี ความรู้สึกมีอิสระที่จะเลือกหรือกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ความรู้สึกมีคุณค่าใน ตนเอง ลดความรู้สึกว้าเหว่และการแยกตัวจากสังคม นอกจากนี้ นันทนาการยังช่วยรักษาความสมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ก่อให้เกิดแรงจูงใจในชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์ หรือกระตุ้นความคิดใหม่ๆ เปิด โอกาสแก่ผู้สูงอายุในการมีบทบาทในสังคม ได้ช่วยเหลือสังคมของตน เกิดความภาคภูมิใจ และปรับตัวเข้ากับ สังคมได้ดี การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการดังกล่าวข้างต้น จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ส่งเสริมให้ ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี มีส่วนร่วม และมีความมั่นคงหรือมีหลักประกันในชีวิตได้ (ตามแนวคิดของ active aging) กิจกรรมนันทนาการนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้มีองค์กรด้าน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 109 ~ นันทนาการหรือแหล่งนันทนาการที่มีมาตรฐานเป็นหน้าที่อันพึงกระทำของภาครัฐ หากแต่ต้องคำนึงถึงการเข้าถึง ได้ของผู้ใช้บริการ การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการ และธรรมชาติของช่วงวัย การให้บริการ โดยบุคลากรที่มีความรู้ด้านการจัดกิจกรรมนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ การจัดสถานที่ และสิ่งอำนวยความ สะดวกที่เหมาะสม เพื่อให้บริการสาธารณะเป็นบริการที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากอัตราการเสื่อมโทรมมีมากกว่าความเจริญเติบโต จึง ทำให้เกิดพยาธิสภาพในอวัยวะต่าง ๆ โดยทั่วไปและเกิดโรคที่พบเสมอ เช่น หลอดเลือดตีบแข็ง ข้อติดขัด โรคหัวใจ เสื่อมสภาพ และโรคถุงลมโปงพอง เป็นตัน เป็นการยากที่จะพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายทำให้คนมีอายุ ยืนขึ้นได้ แต่มีหลักฐานแน่นอนว่าผู้ที่ออกกำลังกายโดยถูกต้องเป็นประจำแม้มีอายุแล้วก็ยังมีความกระฉับกระเฉง มีสมรรถภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจมีโรคภัยเบียดเบียนน้อย สามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไปอีกแทนที่จะ เป็นภาระแก่สังคม นอกจากนี้การออกกำลังกายสามารถทำให้ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพทางร่างกายดีขึ้น ชะลอการ เสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ และสามารถฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมไปแล้วให้ดีขึ้น วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูก สูญเสียแคลเซียมจากกระดูก เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย กล้ามเนื้อเหี่ยวลีบลดความยืดหยุ่น ข้อต่าง ๆ มีแคลเซียมมาเกาะทำให้ข้อติดแข็งเคลื่อนไหวได้ยากลำบาก การ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ถ่ายเทออกซิเจนไปสู่ส่วน ต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มความสามารถทางร่างกายของผู้สูงอายุ ร่างกาย มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้ บรรเทาอาการเมื่อยล้า นอนหลับได้ตี และมีอารมณ์ที่ เบิกบาน ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว 1. ประโยชน์ของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายของ 1.1 ทำให้มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ 1.2 ทำให้มีสมรรถภาพทางกายด้านต่าง ๆ สูง ทำงานได้มากขึ้น 1.3 ความเหนื่อยน้อยลง แรงกล้ามเนื้อมากขึ้น และความแข็งแรงมากขึ้น 1.4 ช่วยควบคุมน้ำหนักตัวและทรวดทรง 1.5 ป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อ เสื่อมต่างๆ 1.6 ช่วยฟื้นฟูสภาพในผู้ที่มีโรคจากความเสื่อม ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสภาพร่างกายของผู้สูงอายุดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการชะลอ "ความชรา" เนื่องจากความชราไม่ได้ตัดสินตัวอายุตามนาฬิกาอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบอีก 3 อย่าง คือ รูปกาย จิตใจ และสมรรถภาพทางกาย ซึ่งผลของการออกกำลังกายที่ถูกต้องจะทำให้องค์ประกอบทั้งสามดีขึ้นได้ แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางการทดลองที่แน่นอนว่าการออกกำลังกายจะสามารถยึดอายุให้ยืนยาวออกไป แต่ จากผลของการออกกำลังกายต่าง ๆ ที่พิสูจน์ได้ และประโยชน์จากการออกกำลังกายดังสรุปข้างตัน รวมทั้งจาก การปฏิบัติการพื้นฟูสภาพ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยการออกกำลังกาย แสดงว่าสามารถทำให้ผู้ป่วยตัง กล่าวมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปอย่างมีสมรรถภาพ ทำให้เชื่อได้ว่าการออกกำลังกายสามารถยืดอายุให้ยืนยาวออกไป ได้อีก หลักการปฏิบัติในการออกกำลังกาย (ฝึกฝนร่างกาย) ของผู้สูงอายุที่นิยมปฏิบัติกันอยู่มีหลายวิธี ได้แก่ การ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 110 ~ บริหาร การฝึกแรงกล้ามเนื้อ โดยไม่ใช้อุปกรณ์และใช้อุปกรณ์ การฝึกความอดทนทั่วไป การเล่นกีฬา การใช้ แรงกายในชีวิตประจำวัน หรืองานอดิเรก 2. ชนิดของการออกกำลังกาย การเข้าถึงการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น และเพื่อพัฒนาความ กระฉับกระเฉงนั้น อีริม (Erim) จัดแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 2.1 Lifestyle modification หมายถึงการแสวงหาโอกาสที่จะอยู่อย่างแข็งแรง กระฉับกระเฉงจากการ ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติ ตัวอย่างเช่น ลงจากรถไฟใต้ตินหรือรถประจำทางก่อนถึงจุดหมายปลายทางหนึ่ง ป้าย จอดรถในลานจอดรถในบริเวณไกลที่สุดของลานจอดรถ ดูดฝุ่นหรือถูพื้นบ้านโดยก้าวเร็ว ๆ ผู้สูงอายุ ดังนี้ 2.2 Resistance training ระหว่างการฝึกหัดแบบต้านทานจะเพิ่มความแข็งแรงไปกับระยะเวลาการ ฝึก โดยค่อย ๆ เพิ่มความต้านทานที่กล้ามเนื้อออกแรง ตัวอย่างเช่น สามารถยกน้ำหนักและเพิ่มจำนวนของ น้ำหนักขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ วัน การฝึกหัดแบบต้านทาน สามารถลดการลีบของกล้ามเนื้อและมวลของ กระดูกซึ่งมักจะเกิดร่วมกับการเข้าสู่วัยชรา การฝึกหัดแบบต้านทานอย่างเบาที่สุดให้ผลคุ้มค่า เนื่องจากทำให้เพิ่ม ความแข็งแรง การทรงตัว และมวลของกระดูก และเป็นการป้องกันต่อการหกลัมและการแตกหักของกระดูก สะโพกที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุตัน ๆ ของการที่ผู้สูงอายุกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ 2.3 Aerobic exercise การออกกำลังกายโดยวิธีเต้นแอโรบิค ส่งผลให้มีการเพิ่มจังหวะการเต้นของ หัวใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และรวมถึงกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ และกระโดดเชือก การออกกำลังกายอีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ ไทเก็ก (Tai Chi) ซึ่งนิยมใช้ในประเทศแถบตะวันออกและใน ประเทศไทยก็เป็นที่นิยมของผู้สูงอายุ เป็นศิลปะการป้องกันตัวและถูกนำมาใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อการ ออกกำลังกาย ส่วนมากจะแพร่หลายในผู้สูงอายุที่มีเชื้อชาติเอเชีย เพื่อการปรับปรุงการทรงตัวและความ กระฉับกระเฉง ปัจจุบันสามารถเรียนรู้ได้ในสโมสรเพื่อสุขภาพหลายแห่งและตามชมรมผู้สูงอายุ 3. การวางแผนการออกกำลังกาย การวางแผนที่จะทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ก็คือ ทำในสิ่งที่ชอบ และอย่าหยุดการทำงานที่ใช้กำลังรอบ ๆ บ้านและในสนามหญ้า ขั้นแรก โดยการทำกิจกรรมที่ทำให้หายใจแรงขึ้นอย่างน้อย 30 นาที หลาย ๆ วัน หรือทุก ๆ วันใน แต่ละสัปดาห์ นั่นเรียกว่า "กิจกรรมคงทน" โดยวิธีนี้ท่านสามารถทำกิจกรรมสิ่งที่จำเป็นต้องทำและชอบที่จะทำ ถ้าไม่สามารถกระทำได้ครบ 30 นาทีในครั้งเดียว ก็สามารถทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาทีหลาย ๆ ครั้ง ถ้า เลือกที่จะทำกิจกรรมครั้งละ 10 นาที ก็ให้แน่ใจว่าได้ทำจนครบ 30 นาที เมื่อสิ้นสุดวันนั้น ขั้นที่สอง ได้แก่ การพยายามใช้กล้ามเนื้อ โดยทั่วไปคนเราจะสูญเสียกล้ามเนื้อของตนเองไป ร้อยละ 20-40 นักวิทยาศาสตร์ได้คันพบสาเหตุหลักที่คนเราสูญเสียกล้ามเนื้อ ก็เพราะพวกเขาหยุดทำกิจกรรมใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องใช้แรงงานจากกล้ามเนื้อ โดยไม่ใช่สาเหตุเพียงเพราะอายุมากขึ้น แต่เมื่อ ขาดการใช้งาน กล้ามเนื้อก็จะเสื่อมสลายไป ขั้นที่สาม เป็นการกระทำที่ช่วยในการทรงตัว ตัวอย่างเช่น ยืนบนขาข้างเดียว แล้วสลับข้าง โดยไม่ ยึดเหนี่ยวอะไรเลยเพื่อพยุงตัว ยืนขึ้นจากการนั่งเก้าอี้ โดยใช้มือยันกับที่ท้าวแขน และเดินแบบที่เรียกว่า "walk heel-to-toe" บ่อย ๆ คือ การเดินโดยที่ปลายเท้าของเท้าหลังเกือบแตะกับส้นเท้าของเท้าหน้า ขั้นที่สี่ เป็นการเดินก้าวยาว แม้ไม่ได้สร้างความคงทนของกล้ามเนื้อ แต่ช่วยทำให้แข็งแรงขึ้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 111 ~ ข้อแนะนำในการออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น การวิ่งเหยาะ ๆ การเดินเร็ว การขี่จักรยาน หรือการ ว่ายน้ำ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ควรใช้เวลาในการออกกำลังกายประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกาย เบา ๆ เช่น การเดิน การทำความสะอาดบ้าน การทำสวน การเต้นรำ ก็เป็นประโยชน์ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ หา กิจกรรมใดก็ได้ที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว 4. วิธีการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความสนใจของผู้สูงอายุแต่ละคน วิธีการออกกำลัง กายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ 4.1 การเดิน การเดินที่จัดเป็นการออกกำลังกาย คือการเดินก้าวยาว ๆ เร็วพอสมควร ในระยะแรก ควรใช้เวลาเดินประมาณ 15- 30 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพร่างกายเดิมของแต่ละคน เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น แล้วจึงเพิ่มระยะเวลาเดินให้นานขึ้น ควรหาสถานที่เดินในที่โล่ง เช่น สนามกีฬา ริมถนนที่มีต้นไม้ ร่มรื่น เป็นตัน การเดินเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เป็นการเพิ่มสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุได้ดีที่สุด วิธีหนึ่ง แต่ต้องเดินเร็วจนทำให้หัวใจเต้นเพิ่มขึ้น โดยควรใส่รองเท้าที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการออกกำลังกาย เฉพาะส่วนเท้าเป็นส่วนใหญ่ การแกว่งแขน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนคอและหน้าอกขณะเดินจะช่วยให้ เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน 4.2 การขี่จักรยาน เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก มีความปลอดภัยสูง เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อ ต่อ เช่น ข้อเข่า การขี่จักรยาน สามารถใช้วัดสมรรถภาพทางกายได้ มี 2 วิธี คือ 1) การขี่จักรยานนอกบ้าน หรือการขี่จักรยานไปตามถนน เป็นวิธีที่มีประโยชน์ แต่เสี่ยงต่อการได้รับ อุบัติเหตุ 2) การขี่จักรยานชนิดตั้งอยู่กับที่ เป็นวิธีที่สะดวก สามารถปฏิบัติได้ง่าย สามารถตั้งความฝืดของวง ล้อ เพื่อให้หัวใจทำงานเท่าที่ต้องการไว้ 4.3 โยคะ เป็นการออกกำลังกายที่ฝึกกายและจิตให้ประสานเป็นหนึ่งเดียว มีลักษณะเป็นการดัดตน ในท่าต่าง ๆ อย่างช้า ๆ ให้สัมพันธ์กับการหายใจโดยอาศัยสมาธิค่อนข้างมาก เป็นการออกกำลังกายที่นำไปสู่ ภาวะสงบนิ่งของจิต เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุอีกชนิดหนึ่ง 4.4 ไทเก็ก เป็นหลักการออกกำลังกายที่อาศัยการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ประกอบเป็นกระบวนท่า ต่าง ๆ 128 ท่า โดยใช้การเกร็งกล้ามเนื้อและข้อต่อ ซึ่งเมื่อปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ข้อต่อ เคลื่อนไหวไม่ติดขัด กระดูกแข็งแรง ดีต่อระบบย่อยอาหารและทางเดินหายใจ ทำให้หัวใจและการหมุนเวียนเลือด สะดวก จิตใจแจ่มใส และมีสมาธิ 5. ขั้นตอนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของผู้สูงอายุการออกกำลังกายที่ถูกต้องและทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกายเกิดความแข็งแรง มีอายุยืนยาวและชะลอความชราได้ การออกกำลังกายที่ถูกต้องประกอบด้วย ขั้นตอน 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ช่วงอบอุ่นร่างกาย (warm up) การออกกำลังกายทุกชนิดต้องเริ่มต้นด้วยการอบอุ่น ร่างกาย เพราะเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย กล่าวคือ ทำให้ปริมาณเลือดไหลเวียน ไปยังกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เพิ่มอุณหภูมิแก่กล้ามเนื้อและร่างกาย ผู้สูงอายุจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อ การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย การอบอุ่นร่างกายจะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกาย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 112 ~ ลดการบาดเจ็บของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และลดการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การอบอุ่นร่างกายทำได้ โดยการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวที่เลียนแบบกีพาที่กำลังจะเล่น เช่น การวิ่งเหยาะเบา ๆ ก่อนจะวิ่งจริง การซ้อมหวดไม้เทนนิสหรือไม้แบดมินตันก่อนการเล่นจริง เป็นต้น การอบอุ่น ร่างกายที่พอเหมาะใช้เวลาประมาณ 10 - 15 นาที หรือมีเหงื่อซึมเล็กน้อยก่อนการออกกำลังกาย ขั้นตอนที่ 2 การออกกำลังกายอย่างจริงจัง การจะทำให้การออกกำลังกายสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ แก่ร่างกาย จะต้องเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้อาหารในร่างกาย โดยใช้ออกซิเจนในอากาศด้วยการหายใจ เข้าไป เพื่อทำให้เกิดพลังงานจนถึงระดับหนึ่ง การที่จะออกกำลังกายได้ถึงระดับนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ออกกำลัง กายจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง การออกกำลังกายไม่ว่าจะโดยวิธีใดจะเกิดการทำให้กล้ามเนื้อพร้อมทั้งข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายหดและยืด เกิดการเคลื่อนไหวได้ วิธีนี้ร่างกายจะต้องใช้พลังงานทำให้ร่างกายยืดหดอยู่ได้ พลังงาน ดังกล่าวได้มาจากการเผาผลาญอาหารที่กินเข้าไป และจะถูกนำไปในตำแหน่งที่ใช้พลังงาน โดยใช้ออกซิเจนใน เลือด การออกกำลังกายที่มีผลทำให้หัวใจและปอดทำงานมากขึ้นเช่นนี้ เรียกว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ขั้นตอนที่ 3 ช่วงผ่อนกำลัง (cool down) ภายหลังการออกกำลังกายควรจะมีระยะเวลาที่ค่อย ๆ ลด การออกกำลังกายลง มักใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที ในรูปแบบการยืดเหยียดกล้ามเนื้อทั้งตัว ไม่เน้นส่วนใดส่วน หนึ่ง จุดมุ่งหมายของการออกกำลังในช่วงผ่อนกำลังนี้คือ 1) ไม่ให้มีเลือดมาค้างอยู่ตามแขนขา 2) ป้องกันการเป็นลมจากการขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจหรือสมอง เพราะเมื่อออกกำลังกาย ปริมาตร เลือดจากหัวใจและเลือดที่ไหลกลับจะลดลง 3) ช่วยกำจัดสิ่งที่เหลือจากการใช้พลังงาน และสร้างพลังงานชดเชยส่วนที่ใช้ไป 4) ช่วยไม่ให้หัวใจขาดเลือด หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ 6. หลักการออกกำลังกายทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกล่าวถึงการออกกำลังกายให้ ถูกวิธี มีหลักการปฏิบัติดังนี้ 6.1 ความถี่ในการออกกำลังกาย หมายถึง จำนวนวันในการออกกำลังกาย สำหรับผู้ไม่เคยออก กำลังกายมาก่อน ควรปฏิบัติสัปดาห์ละ 1-2 วัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายที่จะเกิดผลดีต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3- 4 วัน 6.2 ความหนักเบาในการออกกำลังกาย หมายถึงการเพิ่มขึ้นของการปฏิบัติในการออกกำลังกาย ซึ่ง ขึ้นอยู่กับประเภทและวัตถุประสงค์ของการออกกำลังกาย เช่น ออกกำลังกายเพื่อให้เกิดพละกำลังมากขึ้น ต้อง เพิ่มความหนักโดยการยกน้ำหนักมากขึ้นบ่อยขึ้น แต่ถ้าออกกำลังกายเพื่อให้เกิดความทนทานของกล้ามเนื้อต้อง เพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้น การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มพละกำลังของผู้สูงอายุต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่หัก โหม เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ผู้สูงอายุที่มีเส้นเลือดที่สมองเปราะแข็ง อาจทำให้เส้นเลือดแตกเกิด อัมพาตได้ สำหรับผู้สูงอายุการออกกำลังกายเพื่อความทนทานของการไหลเวียนเลือดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำ ให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายได้รับเลือดอย่างเพียงพอ สำหรับผู้สูงอายุให้ใช้ท่าที่ร่างกายตนเองถนัดเป็นหลัก เพราะสามารถควบคุมได้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 113 ~ 6.3 ระยะเวลาของการออกกำลังกาย ในการออกกำลังกายแต่ละครั้งควรนานติดต่อครั้งละ 20-30 นาที แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย ควรเริ่มทำครั้งละน้อย ๆ เท่าที่ทำได้ อาจเป็น 10-15 นาทีแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนสามารถออกกำลังกายได้นานติดต่อกัน 20-30 นาที การออกกำลังกายมิใช่ยาวิเศษที่จะออกฤทธิ์ทันที แต่จะใช้เวลานานพอสมควร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุหมายถึงความเสื่อมที่ได้สะสมมาหลายปี ในเวลาชั่วขณะเดียวจะไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่าง หนักเพื่อให้เกิดผลทันที เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นการออกกำลังกายควรค่อย ๆ เริ่มอย่างค่อยเป็น ค่อยไป อย่าใจร้อนหรือหักโหม ควรรู้ข้อจำกัดของตนเอง รู้ว่าการออกกำลังกายแบบใดที่อาจจะมีผลเสียต่อ ตนเอง และควรรู้ว่าต้องหยุดออกกำลังกายทันทีในเวลาใด คนที่ขาดการออกกำลังกาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจพอ ๆ กับคนที่มีความดันโลหิตสูง การหันมาออกกำลังกายแม้เพียงพอประมาณก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล โดยประโยชน์ของการออกกำลัง กายสามารถสรุปได้ดังนี้ คือ 1) ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน คลอ เรสเตอรอลสูง และภาวะเครียด เป็นต้น 2) เพิ่มหรือคงระดับความแข็งแรง ความทนทาน และเพิ่มระดับพลังงานของ 3) ปรับปรุงร่างกายและเพิ่มความรู้สึกของการมีสุขภาพดี 4) ช่วยให้หลับสบายขึ้น 5) ทราบปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย 6) เพิ่มความกระฉับกระเฉง ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 7) เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก 7. ข้อควรระวังในการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกล่าวว่าการออกกำลังกายใน ผู้สูงอายุอาจมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับวัย ถ้าหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ข้อควรระวังในการ ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุมีดังนี้ 7.1 ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องออกแรงเกร็งหรือเบ่ง เช่น การยกน้ำหนัก กระโดด หรือวิ่งด้วย ความเร็วสูง เพราะจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ 7.2 ไม่ควรออกกำลังกายที่ออกแรงกระแทก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อเข่า เช่น กระโดด ขึ้นลงบันได สูงมาก ๆ บ่อย ๆ หรือนั่งยอง ๆ เนื่องจากมีการเสื่อมของข้อตามวัยอยู่แล้ว 7.3 ไม่ควรบริหารร่างกายที่ต้องใช้ความเร็วสูง ต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน หรือการเดินทาง ลาด กล้ามเนื้อของผู้สูงอายุจะมีการหดตัวช้าลง ทำให้การรักษาสมดุลของร่างกายทำได้ช้า การใช้ความเร็วสูงจะ ทำให้เกิดการเคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ ได้ 7.4 การประมาณตน สภาพร่างกายและความเหมาะสมกับชนิดกีฬาต่างๆ ของแต่ละคนแตกต่างกัน แม้ในคนคนเดียวกันในช่วงเวลาหนึ่งกับอีกช่วงเวลาหนึ่งก็แตกต่างกันได้ ดังนั้นจะต้องเป็นไปตามความเหมาะสม กับสภาพร่างกาย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 114 ~ 7.5 ไม่ควรออกกำลังกายในที่มีอากาศร้อนอบอ้าวหรือแดดจัด ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือ แร่ได้มาก เนื่องจากระบบการระบายความร้อนและไตเสื่อมลง ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและการ ขับถ่ายของเสียลดลง ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงระหว่างออกกำลังกายได้ 7.6 ผู้สูงอายุที่สายตาพร่ามัว สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทเสื่อมลง สมอง สั่งงานช้าลง จึงไม่ ควรออกกำลังกายที่มีการแข่งขัน เพราะจะทำให้เกิดอันตรายจากการแข่งขันได้ เนื่องจากการหลบหลีกทำได้ช้าลง เช่น วิ่งชนสิ่งกีดขวาง โดนลูกบอลหรือลูกเทนนิสกระแทก เป็นต้น 7.7 เลือกเวลาในการออกกำลังกาย ควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เพราะมีผลต่อการปรับตัวของ ร่างกาย ควรออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง 7.8 สภาพของกระเพาะอาหาร ในเวลาอิ่มไม่ควรออกกำลังกาย เพราะจะทำให้เกิดผลเสียคือ กระเพาะอาหารซึ่งอยู่ใต้กระบังลมขยายตัว ทำให้การขยายของปอดไม่ดีเท่าที่ควร เพราะกระบังลมไม่อาจหดตัว ต่ำลงได้มากในขณะเดียวกันการไหลเวียนของเลือดส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ในการย่อยและดูดซึมอาหาร 7.9 การดื่มน้ำ ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ 7.10 ไม่ควรสูบบุหรี่ในขณะออกกำลังกาย หรือในระหว่างพักเหนื่อย และถ้า 7.11 ไม่ควรออกกำลังกายในขณะที่ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียหรือไม่สบาย 7.12 อย่าแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อเอาแพ้เอาชนะ เพราะอาจทำให้เกิดการหักโหมและเป็นอันตรายได้ ควร ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของตนเอง 7.13 ขณะที่ออกกำลังกาย ถ้าเกิดอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรหยุดออกกำลังกายทันที แล้วปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำต่อไป 8. การส่งเสริมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ คนส่วนมากรับรู้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญของการมีสุขภาพดี แต่การรับรู้นี้ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ผู้ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเริ่มต้นหรือ คงการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว โดยปัจจัยหลักที่ช่วยให้ผู้ที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถคงพฤติกรรมนี้ไว้ได้ มีดังนี้ 8.1 การสนับสนุนทางสังคม หากผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวหรือเพื่อนจะทำให้ ผู้สูงอายุสามารถคงการเคลื่อนไหวร่างกายในระยะยาวได้ เช่น การชวนเพื่อนออกกำลังกาย และบอกให้เพื่อนชวน เพื่อนมาร่วมออกกำลังกายด้วย 8.2 ความมั่นใจในสมรรถภาพของตนเอง (self-efficacy) ผู้สูงอายุที่มีความมั่นใจว่าสมรรถภาพของ ร่างกายตนเองเพียงพอกับการออกกำลังกาย จะสามารถเริ่มและคงการออกกำลังกายได้ การตั้งเป้าหมายของ การออกกำลังกายและการให้ทางเลือกจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความมั่นใจในสมรรถภาพของตนเอง 8.3 การให้ทางเลือก การเลือกชนิดของการออกกำลังกายหรือกีฬาให้ตรงกับความต้องการและ ความสนใจของผู้สูงอายุ เป็นแรงจูงใจที่ดีในการเริ่มต้นและคงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รูปแบบการออก กำลังกายอาจเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล รวมทั้งความชอบด้านสถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น 8.4 การตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย ควรเป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง มีวิธีปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุป้าหมาย รวมทั้งมีระยะเวลากำกับ การบันทึกกิจกรรมที่ทำได้เป็นระยะลงในปฏิทินจะเป็นการบันทึก ความก้าวหน้าของการออกกำลังกาย และยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 115 ~ 8.5 ความรู้สึกปลอดภัยขณะออกกำลังกาย ถ้าผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการออก กำลังกายจะเป็นอุปสรรคต่อการออกกำลังกาย บุคลากรควรให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการออกกำลังกาย และสอนให้ผู้ปฏิบัติรู้จักประเมินระดับความแรงของการออกกำลังกาย 8.6 การให้คำติชมอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ผู้สูงอายุทราบและสามารถประเมินความก้าวหน้าของการ ออกกำลังกายได้ ควรเป็นคำติขมในแง่บวกที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถคงการออกกำลังกายและประสบ ความสำเร็จในการออกกำลังกายได้ตามเป้าหมาย 8.7 ส่งเสริมในด้านบวก เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้สูงอายุคงการออกกำลังกายในระยะยาว ตัวอย่างการ ส่งเสริมที่มีประสิทธิผล เช่น การให้รางวัลเมื่อสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ประกาศเกียรติคุณเมื่อสามารถคงการ ออกกำลังกายไว้ได้ ❖ เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ (sexual relation) sexuality มีความหมายมากกว่ากิจกรรมทางเพศ (physical act) ได้แก่ ความรัก (love) ความอบอุ่น (warmth) และการแบ่งปัน (sharing) ระหว่างบุคคล ในสังคมโดยทั่วไปไม่สนทนากันเรื่องเพศอย่างเปิดเผย เพราะ ถือเป็นเรื่องส่วนตัวและอาจดูไม่สุภาพ แต่เมื่อคนเกิดความเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย เช่น ความถี่ของจุดสุดยอดลดลง ผู้สูงอายุชายมีการตื่นตัวทางเพศลดลง การแข็งตัวของอวัยวะเพศช้าลง ผู้สูงอายุ หญิงอาจมีอาการเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) เนื่องจากมีสารหล่อลื่นลดลง การยืดขยายของ อวัยวะเพศลดลง และผนังช่องคลอดบางลง ซึ่งส่งผลต่อการแสดงบทบาททางเพศและการมีเพศสัมพันธ์ พยาบาล จึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการทำหน้าที่ทางเพศของผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่ส่งผลต่อการตอบสนองทางเพศของผู้สูงอายุ วงจรการตอบสนองทางเพศ (sexual response cycle) เมื่อมีเพศสัมพันธ์ของผู้สูงอายุมี 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ระยะตื่นตัว (excitement phase) เป็นระยะที่มีการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ผู้สูงอายุมีการ ตอบสนองคือ clitoris และ nipple ขยายขึ้นเหมือนหญิงอายุน้อย การคั่งของเลือดที่ผิวหนัง (sex flush) ไม่มีหรือ ลดลง สารหล่อลื่นในช่องคลอดขับออกมาช้าหรือลดลง labia มีการคั่งเลือด (vasocongestion) ลดลง ผู้สูงอายุชาย มีการตอบสนองคือ ใช้เวลาในการทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัว (erection) ยาวนานขึ้นถึง 2-3 เท่า การแข็งตัวของ อวัยวะเพศลดลง ใช้เวลาในการทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานก่อนจะมีการหลั่งน้ำกาม (ejaculation) ถ้าอวัยวะเพศ อ่อนตัวลงไปก็มีความยากลำบากเพิ่มขึ้นในการทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวใหม่ sex flush ลดลง มีเลือดคั่ง scrotum และ testis ลดลง ระยะที่ 2 ระยะพลาโต (plateau phase) เป็นระยะที่มีความตึงตัว (tension) ของร่างกายจากกิจกรรมทาง เพศ ถ้าถึงจุดสูงสุดอาจถึงจุดสุดยอดได้ (orgasm) ถ้าความตึงตัวลดลงก็จะถึงระยะสิ้นสุด (resolution) ผู้สูงอายุมี การตอบสนองคือ tension ลดลง เลือดคั่งที่ areola และที่ labia ลดลง การยกของมดลูกลดลง สารคัดหลั่งจาก Bartholin’s gland ลดลง การตอบสนองของผู้สูงอายุชายจะช้าลงหมด ได้แก่ อวัยวะเพศแข็งตัวอย่างเต็มที่อาจไม่ เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงระยะก่อนหลั่งน้ำกาม ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง การยกของลูกอัณฑะน้อยลงและช้าลง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 116 ~ ระยะที่ 3 ระยะถึงจุดสุดยอด (orgasmic phase) เป็นระยะที่จะสิ้นสุดหรือหมดไปภายใน 2-3 วินาที การ ตอบสนองที่สำคัญอยู่ที่อวัยวะเพศ การตอบสนองของผู้สูงอายุหญิง คือ มีการหดเกร็งของช่องคลอดเช่นเดียวกับ คนอายุน้อย แต่ความแรงและระยะเวลาลดลง มีความตึงตัวของอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเล็กน้อย ผู้สูงอายุชายมี การตอบสนองคล้ายกับวัยหนุ่มแต่ช้าลง การขับน้ำกามมีลักษณะซึมออกมามากกว่าการพุ่งแรงๆ การถึงจุดสุด ยอดอาจไม่เกิดทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ ความถี่ของการหดเกร็ง rectal sphincter ลดลง ระยะที่ 4 ระยะสิ้นสุด (resolution phase) เป็นระยะที่มีความตึงตัวของร่างกายจากการร่วมเพศหายไป ผู้สูงอายุหญิงมีการขยายตัวของ nipple ออกไปอีกเป็นชั่วโมง ผู้สูงอายุชายมีอวัยวะเพศอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ลูกอัณฑะเคลื่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาเกี่ยวกับความบกพร่องในการทำหน้าที่ทางเพศ 1. Erectile dysfunction (ED) อาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการไร้หรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (impotence) เป็น ภาวะที่เพศชายไม่สามารถทำให้องคชาตแข็งตัวเพียงพอที่จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ (sexual intercourse) สาเหตุ การเกิด ได้แก่ หลอดเลือดแข็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง multiple sclerosis ต่อมธัยรอยด์ทำงาน ผิดปกติ โรคพิษสุราเรื้อรัง (alcoholism) CKD ยาบางชนิด (anticholinergics, diphenhydramine, haloperidol, sedatives, thiazide diuretics, tranquilizers, antidepressants) และปัจจัยทางด้านจิตใจ 2. การหมดประจำเดือน (menopause) หมายถึง การหยุดมีประจำเดือนอย่างถาวรภายในระยะเวลา 1 ปี เกิดขึ้นกับหญิงทุกคนที่มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป เมื่อระดับของ estrogen ลดลง และจำนวน ovarian follicles สูญเสียความสามารถในการตอบสนองต่อการกระตุ้นของ gonadotropic hormone ก่อนหมดประจำเดือน แหล่ง ของเอสโตรเจน คือ estradiol ซึ่งสร้างโดยรังไข่ เมื่อรังไข่ลดการทำงานลง อาการที่เกี่ยวข้องกับการหมดประจำเดือนประกอบด้วยอาการด้านร่างกาย และอาการด้านอารมณ์และ สมอง อาการด้านร่างกาย ได้แก่ ร้อนวูบวาบ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะแบบไมเกรน มีอาการปวดข้อ ใจสั่น เจ็บ หน้าอก ช่องคลอดแห้งและคัน สูญเสียไขมันใต้ผิวหนังที่ labia นอนไม่หลับ อัตราการเผาผลาญลดลง น้ำหนักขึ้น มีไขมันสะสมที่ท้องและต้นขา มีอาการของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ชนิด stress และ urge UI อาการด้านอารมณ์และสมอง ได้แก่ อารมณ์ไม่ดี ซึมเศร้า มีปัญหาเรื่องความจำ โกรธง่าย วิตกกังวล กระสับกระส่าย ไม่มีสมาธิ มีความกลัวมากกว่าปกติ (panic disorder) หวาดระแวง (paranoid) มีอาการ ทางจิต (psychosis symptoms) การรักษาเพื่อลดอาการที่เกิดจากการหมดประจำเดือน โดยให้เอสโตรเจนทดแทน แต่การให้เอสโตรเจน เพียงอย่างเดียวทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่ endometrium ดังนั้นจึงมักให้เอสโตรเจนร่วมกับ progestin ปัจจุบัน เชื่อว่าการให้ฮอร์โมนทดแทน (hormone replacement therapy : HRT) เป็นเวลานานกว่า 10 ปี จะเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งเต้านม แม้ว่าความเสี่ยงของการเกิดจะมีอิทธิพลจากปัจจัยส่วนบุคคลด้วย การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีความพร่องในการทำหน้าที่ทางเพศ 1. ประเมินปัญหาโดยซักประวัติเกี่ยวกับเรื่องเพศ ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างคู่ ความสนใจในเรื่องเพศ แบบแผนการทำหน้าที่ทางเพศ การแสดงความรักความอบอุ่นต่อกัน ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเพศ ปัญหา สุขภาพ (ใช้สาเหตุของปัญหาเป็นแนวทางประเมิน) การใช้ยาและผลข้างเคียงต่อการทำหน้าที่ทางเพศ สภาพจิต การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ทางเพศ สมรรถภาพทางเพศ อาการและอาการแสดงของการทำหน้าที่ทางเพศ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 117 ~ บกพร่อง เช่น อาการเจ็บปวดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ การแข็งตัวของอวัยวะเพศ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่อง เพศ ความรู้สึกต่อปัญหาความบกพร่องการทำหน้าที่ทางเพศ ความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ทางเพศ ความ ต้องการความช่วยเหลือพยาบาล 2. ใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินปัญหามาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ให้ข้อมูลและตอบคำถาม สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ โดยผู้สูงอายุสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติและขึ้นกับภาวะสุขภาพ 3. ส่งเสริมให้มีอัตมโนทัศน์ที่ดี เช่น ดูแลให้สุขภาพแข็งแรง ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพในการดูแลตนเอง 4. ให้ข้อมูลธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมการจัดการที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในวัย สูงอายุ เช่น การใช้ครีมหล่อลื่นช่องคลอดที่มีปัญหาแห้งและลดการทำลายช่องคลอดที่บางอีกด้วย นอกจากนี้การ ดูแลการมีเพศสัมพันธ์ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อให้น้อยลงโดยดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล 5. แนะนำ เป็นที่ปรึกษาและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง นอกจากการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงและธรรมชาติการมีเพศสัมพันธ์ของผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือ ประคับประคองแล้ว การเตรียมสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้สูงอายุมีทั้งอิสระและขอบเขตบทบาทเพศ ที่ สอดคล้องกับวัยและวัฒนธรรม ยังคงมีความจำเป็นเพื่อให้ผู้สูงอายุแสดงบทบาทเหมาะสมและอิสระ ไม่กดดัน หรือถูกกระตุ้นเกินสมรรถภาพของวัยเพื่อให้ผู้สูงอายุยอมรับภาวะสุขภาพ กับบทบาททางเพศ และสามารถดำเนิน ชีวิตได้อย่างผาสุก ❖ การจัดการความเครียด (Stress management) จากกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงและข้อจำกัดด้านสุขภาพที่เกิดขึ้น อาจส่งผล กระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งร่างกาย และจิตใจ ทั้งในกลุ่มที่มีสุขภาพดี กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วย ปัญหา สุขภาพจิตของผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ ในการดูแลผู้สูงอายุต้องมีแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ สุขภาวะสมบูรณ์ ทั้งการเตรียมตัวของผู้สูงอายุเองตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เตรียมครอบครัว ชุมชน และสังคม สำหรับการจัดกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาวะทางจิตที่ตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุ มีความเหมาะสมกับวิถี การดำเนินชีวิตและบริบทที่แตกต่างของแต่ละบุคคล เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ทันท่วงที โดยทั่วไปผู้สูงอายุถือเป็นการดำเนินชีวิตในบั้นปลาย และเป็นวัยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ความ เสื่อมถอยของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันลดลง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงของสุขภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปัจจัยภายใน หมายถึง ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุโดยตรง ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1.1 องค์ประกอบทางกาย ได้แก่ องค์ประกอบที่เป็นมาตั้งแต่เกิดของผู้สูงอายุ และจะเป็นอยู่เช่นนั้น ตลอดไปโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ 1) พันธุกรรม มีผลต่อสุขภาพของวัยสูงอายุทั้งในทางบวกและทางลบ ในทางบวก เช่น การมีอายุ ยืนยาว ส่วนผลในทางลบ ได้แก่ โรคที่ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม เช่น เบาหวาน ธาลัสซีเมีย เป็นต้น 2) เพศ โรคบางโรคพบบ่อยในเพศใดเพศหนึ่ง 3) อายุ และระดับพัฒนาการ เช่น วัยกลางคนเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบมากกว่าวัยหนุ่ม สาว
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 118 ~ 1.2 องค์ประกอบทางจิต เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุ ได้แก่ 1) อัตมโนทัศน์ (self-concept) เป็นผลรวมของความรู้สึกนึกคิด และการรับรู้ที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ที่บุคคลมีต่อตนเอง และมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดพฤติกรรม คือการที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร นั้น ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นรับรู้เกี่ยวกับตนเองอย่างไร อัตมโนทัศน์มีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างยิ่ง เช่น อัตมโน ทัศน์ด้านการยอมรับนับถือตนเอง (self-esteem) เป็นการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าของตนเอง บุคคลจะประเมินคุณค่า ของตนเองจากลักษณะที่ตนเป็นอยู่และเปรียบเทียบลักษณะที่ตนอยากให้เป็น และระดับการยอมรับนับถือตนเอง นี้จะสามารถเปลี่ยนอัตมโนทัศน์ต่างๆ ได้ การที่บุคคลมีความแตกต่างเกี่ยวกับลักษณะที่ตนเป็นอยู่กับลักษณะที่ ตนอยากให้เป็นนี้จะเป็นแรงผลักดันให้บุคคลนั้นแสวงหาความรู้เพื่อปฏิบัติให้ตนได้เป็นตามที่อยากจะเป็น ถ้าสิ่งที่ แสวงหานั้นเป็นเรื่องของสุขภาพ บุคคลนั้นก็จะมีสุขภาพที่ดีในอนาคต 2) การรับรู้ (perception) การที่ผู้สูงอายุจะมีพฤติกรรมเช่นใดนั้นขึ้นอยู่กับการรับรู้ของตนต่อสิ่ง ต่างๆ การรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพคือรับรู้ว่าตนเองมีสุขภาพเช่นไร ก็จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่คนคนนั้นจะกระทำ คนแต่ละคนมีการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพแตกต่างกัน โดยเฉพาะกับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน จะรับรู้เกี่ยวกับ อาการป่วยและการตัดสินใจรับการรักษาต่างกัน 3) ความเชื่อด้านสุขภาพ (health belief) คือ ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพที่คนแต่ละคนยึดถือว่าเป็น ความจริง ความเชื่อดังกล่าวอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ บุคคลจะปฏิบัติตามความเชื่อที่ตนมีอยู่ไม่ว่าจะอยู่ใน สถานการณ์เช่นใดก็ตาม และจะรู้สึกไม่พอใจถ้าใครไปบอกว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือแนะนำให้เขา เลิกปฏิบัติตามความเชื่อ หรือให้ปฏิบัติในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพในสังคมไทยมี มากมาย ความเชื่อเหล่านี้บางอย่างมีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่บางอย่างก็อาจไม่มีผลเสียหายต่อสุขภาพ 4) เจตคติ (attitude) เจตคติเป็นความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งต่างๆ อาจเป็นบุคคล สิ่งของ หรือ นามธรรมใดๆ ก็ได้ การเกิดเจตคติอาจเกิดจากประสบการณ์ หรือเกิดจากการเรียนรู้จากบุคคลใกล้ตัว เจตคติมี ผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการประพฤติปฏิบัติต่างๆ เช่น ผู้สูงอายุมีเจตคติไม่ดีต่อการ รักษาแผนปัจจุบันก็จะไม่ยอมรับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย เป็นต้น 5) ค่านิยม (value) คือ การให้คุณค่าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ค่านิยมของบุคคลได้รับอิทธิพลมาจาก สังคม บุคคลพยายามแสดงออกถึงค่านิยมของคนทุกครั้งที่มีโอกาส ค่านิยมของสังคมใดสังคมหนึ่งจะมีอิทธิพล ต่อการประพฤติปฏิบัติของบุคคลในสังคมนั้นๆ อย่างมาก ค่านิยมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ค่านิยมการกินที่ ผิดๆ ที่เชื่อว่าจะทำให้อายุยืนยาว เป็นต้น 6) ความเครียด (stress) ภาวะเครียดมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้สูงอายุมากทั้งทางด้านบวกและ ด้านลบ เช่น ในระยะพัฒนาการของร่างกายและจิตใจตามวัยนั้นก็เป็นการก่อความเครียดแก่ร่างกาย ซึ่งถ้า สามารถเรียนรู้และปฏิบัติภาระงานพัฒนาการจนผ่านพ้นไปได้ บุคคลนั้นจะเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินใน ชีวิต แต่ะละระยะพัฒนาการจะเต็มไปด้วยความเครียด ซึ่งจะต้องเรียนรู้และเอาชนะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ พัฒนาการในขั้นต่อไป 1.3 องค์ประกอบทางพฤติกรรมหรือแบบแผนการดำเนินชีวิต (life style) พฤติกรรมหรือแบบ แผนการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะเป็นองค์ประกอบที่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ พบว่าประมาณร้อยละ 50 ของประชากรที่เสียชีวิตในอเมริกา มีสาเหตุมาจากแบบแผนการดำเนิน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 119 ~ ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น พฤติกรรมเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล การรับประทานอาหาร การขับถ่ายอุจจาระและ ปัสสาวะ การพักผ่อนนอนหลับ พฤติกรรมทางเพศ และพฤติกรรมอื่นๆ เป็นต้น 2. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยด้านสังคม ประกอบด้วยระบบย่อย หรือสถาบันสังคมที่สำคัญ 6 ระบบ ซึ่ง สุขภาพของคนในสังคมจะได้รับอิทธิพลจากระบบต่างๆ เหล่านี้ แต่ละระบบจะกระทบต่อสุขภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐาน (norm) ของสังคมนั้น จากพัฒนาการทางจิตของผู้สูงอายุตามทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอิริคสัน ผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่ อยู่ในขั้นของพัฒนาการ เป็นช่วงวัยแห่งการทบทวนประสบการณ์ในอดีต และหากเผชิญและปรับตัวตามบทบาท ของผู้สูงอายุได้ จะมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตอย่างแน่นอน หากเผชิญกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ อาจส่งผลต่อ ความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง (despair) สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จาก อุบัติการณ์ของปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวชในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่ง แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาพื้นฐานของปัญหาสุขภาพจิต และ ภาวะของโรคต่างๆ คือ ความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บุคคล รู้สึกกดดัน วุ่นวายใจ กลัวหรือวิตกกังวล จากสิ่ง เร้าที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ความเครียดสามารถจำแนกได้เป็น 4 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง สูง และรุนแรง พิจารณาการวัดระดับความเครียดโดยการใช้แบบประเมินวัดความเครียดสวนปรุง ซึ่งเป็นแบบประเมิน ความเครียดมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อวัดระดับความเครียดตามมิติเชิงชีวภาพ จิตใจ และสังคม ปัจจุบันการศึกษา แนวทางการจัดการความเครียดในกลุ่มผู้สูงอายุมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามลักษณะของการดำเนิน ชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี และปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุ ดังนั้นการเลือก แนวทางการจัดการความเครียดที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ความหมายของความเครียด ความเครียดเป็นปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่บุคคลไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และมีผลทั้งด้านบวกและด้าน ลบแก่บุคคล กล่าวคือ การที่บุคคลมีความเครียดในระดับที่พอเหมาะ จะมีแรงกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายเกิดการ ตื่นตัวเพื่อการตอบสนองหรือเตรียมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถกระทำกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายได้ แต่ ในทางตรงกันข้ามถ้าบุคคลมีความเครียดมากเกินไป ไม่สามารถจัดการกับความเครียดหรือปรับลดพฤติกรรมที่ ก่อให้เกิดความเครียดได้นั้น ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ทั้งในตัวบุคคลที่อาจเกิดภาวะกดดัน วุ่นวายใจ กลัว วิตกกังวล หรือในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บทบาทหน้าที่ในสังคม การประกอบอาชีพ ต่างๆ เป็นต้น โดยเฉพาะสถานการณในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางด้าน สังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์มีความเร่งรีบและเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ประกอบกับการขาดการพักผ่อน หรือการทำกิจกรรมนันทนาการที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสร้างความสุขให้กับ ตนเอง จนทำให้บุคคลประสบปัญหาด้านความเครียดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ความเครียดเป็นปฏิกิริยาที่มีการตอบสนองต่อร่างกาย จิตใจ ความคิดและพฤติกรรมของบุคคลที่มา จากสิ่งแวดล้อมหรือเหตุการณ์ที่บุคคลได้พบเจอทั้งจากเหตุการณ์เล็กๆ จนถึงเหตุการณ์สำคัญหรือเหตุการณ์ที่มี ความร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล โดยแสดงออกในรูปแบบของความกดดัน ความคับข้องใจ ความ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 120 ~ ขัดแย้ง ความวิตกกังวล ความทุกข์ใจ และไม่สบายใจ ทำให้บุคคลต้องมีการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลของตนเองไว้ หากไม่สามารถต่อสู้กับภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมนำไปสู่การเสียสมดุลในการดำเนินชีวิตในสังคมอย่างแน่นอน การประเมินระดับความเครียด ความเครียดของบุคคลสามารถวัดได้จากพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือเหตุการณ์ โดยการ แสดงออกในรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่สามารถควบคุมตนเองได้ จนกระทั่งไม่สามารถ ควบคุมตนเองได้ ทั้งนี้ความเครียดสามารถจำแนกออกเป็น 4 ระดับ ตามเกณฑ์มาตรฐานของแบบประเมิน ความเครียดสวนปรุง (Suanprung Stress Test-20: SPST-20)21 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1 ) ระดับน้อย (0–23 คะแนน) ความเครียดขนาดเล็กน้อย และหายไปในระยะเวลาอันสั้น เป็นความเครียด ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและไม่คุกคามต่อการดำเนินชีวิต บุคคลจะมีการปรับตัวอย่างอัตโนมัติด้วยความเคยชิน 2) ระดับปานกลาง (24 – 41 คะแนน) ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีสิ่งคุกคามหรือพบ เหตุการณ์สำคัญๆ ในสังคม บุคคลจะมีปฏิกิริยาตอบสนองออกมาในลักษณะความวิตกกังวลหรือความกลัว ถือ ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป ไม่รุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย เป็นระดับความเครียดที่ทำให้บุคคลเกิดความ กระตือรือร้น 3) ระดับสูง (42 – 61 คะแนน) เป็นความเครียดที่บุคคลได้รับ และก่อให้เกิดความเครียดสูง ไม่สามารถ ปรับตัวให้ลดความเครียดลงได้ในระยะเวลาอันสั้น และอยู่ในระดับอันตรายหากไม่ได้รับการบรรเทา น ำไปสู่ ความเครียดเรื้อรัง 4) ระดับรุนแรง (62 คะแนนขึ้นไป) เป็นความเครียดระดับสูงที่มีระยะเวลาติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ บุคคลมีความล้มเหลวในการปรับตัวจนเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดอาการ ทางกายหรือโรคภัย นอกจากนี้ ยังมีแบบวัดเหตุการณ์ความเครียดในชีวิตในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา จำนวน 43 ข้อ โดยแบ่งตัวชี้วัด ในแบบประเมินออกเป็น 5 มิติ คือ สุขภาพ ครอบครัว เศรษฐกิจ อาชีพ และสังคม จำนวน 7 12 6 10 และ 8 ข้อ ตามลำดับ และแบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 20 ข้อ ประกอบด้วย 3 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม จำนวน 10 9 และ 1 ข้อ ตามลำดับ โดยจำแนกการประเมิน ระดับความเครียดออกเป็น 4 ระดับ คือ ไม่เครียด (0 คะแนน) เป็นครั้งคราว (1 คะแนน) เป็นบ่อย (2 คะแนน) และ เป็นประจำ (3 คะแนน) รวม 60 คะแนน เป็นต้น 3) แนวทางการจัดการความเครียดในกลุ่มผู้สูงอายุ จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาแนวทางการจัดการความเครียดในผู้สูงอายุ สามารถสรุปเนื้อหา จำแนกออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ มิติด้านร่างกาย เป็นพฤติกรรมที่บุคคลพึงปฏิบัติและมีผลต่อความรู้สึกของตนเอง กิจกรรมที่ส่งเสริมหรือ แนวทางในการจัดการความเครียดตามมิติด้านร่างกาย ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เช่น การปลูกต้นไม้ การอ่านหนังสือ การคลายกล้ามเนื้อ การออกกำลังกาย การนวด การออกกำลังกายกล้ามเนื้อขา การฝึกหายใจ เป็นต้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 121 ~ มิติด้านจิตใจ เป็นภาวะที่บุคคลให้ความรู้สึกพึงพอใจต่อสิ่งที่ตนได้กระทำ โดยมีแนวทางการจัดการ ความเครียดโดยมิติด้านจิตใจ ได้แก่ การทำสมาธิ การสวดมนต์ไหว้พระ การร้องเพลง การฟังวิทยุ การฟังดนตรี เป็นต้น มิติด้านสังคม เป็นมิติที่บุคคลจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งแวดล้อม หรือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบมาจาก ปัจจัยด้านสังคมที่บุคคลไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งกิจกรรมที่สามารถส่งเสริม หรือลดความเครียดในผู้สูงอายุ เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันของบุคคลในสังคม เช่น การให้ความรู้ในการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารร่วมกัน การมีสัมพันธภาพที่ดีต่อคนในครอบครัว การพูดคุยกับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเดียวกัน การทำกิจกรรมร่วมกันใน สังคม การติดตามการเยี่ยมบ้าน การจัดประกวดแข่งขันการออกกำลังกาย เป็นต้น มิติด้านจิตวิญญาณ เป็นภาวะของจิตใจที่มาจากผลของการกระทำหรือการรับรู้จากสิ่งภายนอก จนเกิด เป็นความรู้สึกนึกคิดของตนเอง จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาที่สามารถลดความเครียดในมิติด้านจิต วิญญาณ ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือการมีความเชื่อในพระพุทธศาสนา และการยอมรับความจริง เป็นต้น รจนารถ ร่วงลือ ศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีวิธีลดความเครียดให้กับตนเองด้วยวิธีต่างๆ และวิธีที่มักปฏิบัติมาก ที่สุด คือ การวางเฉยต่อเหตุการณ์นั้นและการมองโลกในแง่ดี ซึ่งผู้สูงอายุจะต้องเข้าใจและยอมรับความจริงใน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งความไม่แน่นอนต่างๆ เกี่ยวกับสภาพของตนเอง ครอบครัวและสังคม ผู้สูงอายุ ควรฝึกตนฝึกจิตให้อยู่ในหลักธรรม ไม่หลงอยู่ในลาภยศสรรเสริญ ทำความดี สร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเอง นอกจากนั้นต้องทำตนให้เป็นที่เคารพรักของคนทั่วไปด้วยความเมตตากรุณาซึ่งสามารถแสดงออกได้ทางกาย วาจา ใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน และมีความเคารพในความเห็นของบุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้สูงอายุควรเตรียมตัวใน การเผชิญกับความเจ็บป่วยต่างๆ การคุกคามของโรคประจำตัวและการเตรียมตัวสำหรับการเผชิญกับความตาย ในบั้นปลายของชีวิต แนวทางการช่วยเหลือ 1. หลังจากสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุมาขอรับคำแนะนำเรื่องเครียดวิตก กังวล นอกจากการกล่าวทักทายโดยทั่วไปแล้ว อาจเพิ่มความไว้วางใจจากผู้สูงอายุด้วยวิธีการสร้างสัมพันธภาพ กับผู้สูงอายุ วิธีง่ายๆ และให้ผลดี คือการถามสารทุกข์สุกดิบ จากนั้นให้บุคลากรสาธารณสุขใช้ทักษะการสื่อสาร เพื่อสำรวจปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นด้วยการถามคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุได้สำรวจและบอกเล่า ความคิดความรู้สึกของตนเอง เช่น การใช้คำถาม "อะไร" หรือ "อย่างไร" เช่น "คุณป้า พอจะเล่ารายละเอียดของ อาการที่เกิดขึ้นให้ดิฉันฟังได้ไหมคะ" "อาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรอีกคะ" เป็นต้น 2. ใช้ทักษะในการสื่อสาร เช่น การทวนซ้ำ หรือการสะท้อนอารมณ์ เพื่อยืนยันความรู้สึกที่เกิดขึ้นของ ผู้สูงอายุ และทำให้ผู้สูงอายุมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองชัดขึ้น 3. สรุปความเพื่อให้ผู้สูงอายุได้เข้าใจปัญหาโดยเฉพาะสาระสำคัญปัญหา 4. ช่วยเหลือผู้สูงอายุให้สามารถเชื่อมโยงถึงที่มาของปัญหา เกิดความเข้าใจในปัญหาและยอมรับสิ่งที่ เกิดขึ้นได้ โดยบุคลากรสาธารณสุขอาจใช้ทักษะการตอบโต้ ดังนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 122 ~ 1) การให้ข้อมูล เช่น "จากที่ฟังมาดูเหมือนว่าคุณป้าจะหงุดหงิด โกรธที่หลานไม่ให้ความสำคัญ/ไม่ให้ ความเคารพ/ไม่มาเยี่ยมเยียน/ไม่พอใจการกระทำของลูกหลาน จนทำให้คุณป้าเกิดอาการนอนไม่หลับ ตื่นมาก็มึน หัว ปวดท้ายทอย" 2) การหาผลจากการกระทำ เช่น “ลองนึกอีกครั้งซิคะว่าอะไรที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณป้าเกิด ความเครียด เช่น ไม่พอใจอะไร/ไม่พอใจใคร/ไม่พอใจการกระทำแบบไหนของ......” 3) การให้ข้อมูลย้อนกลับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของบุคลากรสาธารณสุข เช่น "จากที่คุณป้าเล่ามา ทั้งหมดแสดงว่าอาการนอนไม่หลับ ตื่นมาก็มึนหัว ปวดท้ายทอย เกิดขึ้นหลังจากที่รู้สึกไม่พอใจกับพฤติกรรมของ คุณลุง" 4) การตีความสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น "จากที่คุณป้าเล่ามาทั้งหมดนี้ ดูเหมือนการกระทำของลูกหลานเรื่อง ... ทำให้คุณป้าหงุดหงิด ไม่พอใจ เก็บเอามาคิดจนเกิดความเครียด และทำให้นอนไม่หลับ" 5. การวางแผนในการแก้ปัญหา ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขสามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกในการ แก้ปัญหามากขึ้น ตระหนักถึงผลที่จะตามมาจากการเลือกในการแก้ปัญหาในแต่ละทาง ซึ่งบุคลากรทางการ แพทย์อาจใช้วิธีดังต่อไปนี้ 1) การให้ความรู้ เช่น การแนะนำเรื่องที่เป็นสาเหตุของความเครียด วิธีการปฏิบัติตัว การนอนใน บรรยากาศที่เหมาะสม วิธีการพูดคุยกับลูกหลาน/คู่ชีวิตแบบสร้างสรรค์ 2) การให้คำแนะนำ เช่น ให้ผู้สูงอายุลองนึกถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นให้ถาม ตัวเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตัวเองมีส่วนในปัญหามากน้อยแค่ไหน และจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เช่น กรณีที่ ผู้สูงอายุไม่พอใจเรื่องลูกหลานไม่มาเยี่ยม/ไม่เคารพไม่ดูแล 3) การแนะแนวทาง เช่น การให้คำแนะนำเรื่องการปรับมุมมองให้กว้างขึ้น และให้ลูกหลาน/คู่ชีวิต ได้รับรู้ปัญหาและเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การฝึกทักษะการตั้งคำถาม เพื่อไม่ให้เป็นคนที่น่าเบื่อ/วิธีการ คลายเครียด เป็นต้น 4) การชักจูง เช่น "ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาเรื่องการกระทำของคนอื่นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก และยิ่ง ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งตึงเครียด หรือกระตุ้นให้คุณป้ารู้สึกเครียดมากขึ้นดูเหมือนไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ลองแก้ไขที่ความคิดความรู้สึกของตัวเองจะง่ายกว่าหรือเปล่าคะ ลองรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ เอาใจใส่กับผู้อื่นให้ น้อยลง แต่เพิ่มความห่วงใยต่อสุขภาพและจิตใจของตัวเองให้มากขึ้น” 5) การฝึกวิธีการจัดการกับความเครียดที่เหมาะสม เช่น การฝึกลมหายใจ การฝึกสติ เป็นต้น แนวทางการจัดการความเครียดและวิธีการผ่อนคลายความเครียด 1. พยายามทำความเข้าใจและเปิดใจยอมรับกับสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ยอมรับในสิ่งที่ ยังแก้ไขไม่ได้ ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2. วางแผนแก้ไขปัญหาและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน 3. จดบันทึกเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้สูงอายุเครียดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วดูว่าอะไรจะทำให้เกิดความเครียด กับผู้สูงอายุอีก สิ่งเหล่านั้นพอจะหลบหลีกได้หรือไม่ อย่างไร 4. หาที่ปรึกษา เพื่อน หรือคนที่ไว้วางใจ เพื่อรับฟังหรือช่วยตัดสินใจในบางเรื่อง 5. หางานอติเรกที่ชอบทำ สำหรับผู้ที่มีงานประจำมากควรให้เวลากับตัวเองบ้าง จัดเวลาให้เหมาะสม
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 123 ~ 6. ออกกำลังกายเบา ๆ เป็นประจำและสม่ำเสมอ 7. การฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ 8. ฝึกโยคะ หรือทำสมาธิ ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบและสบาย 9. ฝึกการหายใจ จินตนาการในทางบวกหรือสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย 10. นอนหลับ 11. ปล่อยวาง 12. ลูกหลาน คนใกล้ชิด ควรแสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน เอาใจใส่ เช่น กอด หอม การสัมผัส ชวน พูดคุย รับฟังความรู้สึกของผู้สูงอายุ พาไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในสถานที่ที่ผู้สูงอายุชอบ เช่น พาไปทำบุญที่วัด ใกล้บ้าน หรือสถานที่ปฏิบัติธรรม สวนสาธารณะที่ร่มรื่น 13. หากไม่สามารถหาสาเหตุของความเครียด หรืออาการเครียดยังไม่ลดลง ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหา สาเหตุและบำบัดรักษา ❖ วัคซีนในผู้สูงอายุ วัคซีนในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด วัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงของโรคที่ อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ ลดลง ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อและจะมีโอกาสป่วยหนักหรือเสียชีวิตมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วย กลุ่มอื่น ดังนั้นวัคซีนจึงมีบทบาทในการป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงในการเกิดโรค ลดการนอนโรงพยาบาล หรือลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุได้รับความสนใจและสนับสนุนให้ฉีดมากขึ้น จากคำแนะนำ การให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (Recommended Adult and Elderly Immunization Schedule) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 ได้แนะนำวัคซีนที่ควรฉีดในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 65 ปีขึ้นไปไว้ 4 ชนิด ได้แก่
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 124 ~ 1. วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus vaccine) โรคคอตีบ (Diphtheria vaccine) และโรคไอกรน (Acellular pertussis vaccine) ในประเทศไทย พบอัตราการเกิดโรคบาดทะยักเพิ่มสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ซึ่งคล้ายกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน ถึงแม้ผู้ป่วยบางคน จะมีประวัติได้รับการฉีด วัคซีนครบ 3 ครั้งก็ตาม แต่มักพบว่าผู้ป่วยมีประวัติได้รับวัคซีนครั้งสุดท้ายมานานกว่า 10 ปี โดยพบว่าภูมิคุ้มกัน โรคบาดทะยักจะลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปี ดังนั้นการฉีดวัคซีนทุก 10 ปีจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นในผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันก็พบว่าสามารถลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดโรคบาดทะยักได้ ประเทศไทยยังมีการระบาดของโรคคอตีบในหลายจังหวัด โดยโรคคอตีบมักเกิดในคนที่มีประวัติการได้รับ วัคซีนไม่ครบ โดยมีรายงานถึงอุบัติการณ์ในกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นด้วย จากการพบการระบาดดังกล่าว ในทางเวช ปฏิบัติจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและโรคคอตีบ (tetanus diphtheria toxoid: Td) ทุก 10 ปี แทน การให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (tetanus toxoids: TT) เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้อัตราการเกิดโรคไอกรน ยังพบสูงขึ้นในประเทศที่มีการให้วัคซีนป้องกันโรคไอกรนในวัยเด็ก อย่างดี ซึ่งอาจเป็นผลจากการลดลงของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคไอกรน (acellular pertussis vaccine) จึงเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อโรคและเพื่อลด อุบัติการณ์ของโรคไอกรนในผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งผลในการลดการแพร่เชื้อจากผู้สูงอายุสู่เด็กเล็ก ซึ่งเด็กเล็กมีอัตรา ป่วยตายสูงเมื่อป่วยเป็นโรค ข้อมูลวัคซีน - วัคซีนรวมมี 3 ชนิด คือ วัคซีนบาดทะยักและคอตีบ (tetanus-diphtheria vaccine; Td) และวัคซีน บาดทะยัก คอตีบและไอกรน (tetanus-diphtheria-acellular pertussis vaccine; Tdap และ TdaP)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 125 ~ - วัคซีนเดี่ยวมี 1 ชนิด คือ วัคซีนไอกรน (acellular pertussis vaccine; aP) - TdaP และ aP เป็นวัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม (recombinant) การบริหารวัคซีน - Td, Tdap, TdaP และ aP ขนาด 0.5 มล. 1 โดส ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (intramuscular) - แนะนำให้ฉีด Td ทุก 10 ปี ให้แทนด้วย Tdap หรือ TdaP 1 โดส หากไม่สามารถหา Td ได้ ให้ใช้ Tdap หรือ TdaP ทดแทนได้ทุกกรณี - อาจพิจารณาให้วัคซีนรวม Tdap เป็นการให้วัคซีนเข็มกระตุ้นโรคไอกรนด้วย และในหลายประเทศทั้งใน ยุโรปและสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ฉีด Tdap ในผู้สูงอายุแทน Td หรือ TT 1 ครั้งในช่วงชีวิตด้วย 2. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิดเชื้อตาย (Inactivated influenza vaccine) ในช่วงฤดูฝน พบอุบัติการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่พบได้ทุก ช่วงอายุ แต่การเกิดโรคนี้ในผู้สูงอายุจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อสูง รวมทั้งพบอัตราการเสียชีวิตจาก ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุสูงที่สุดด้วย ข้อมูลวัคซีน มี 2 ชนิด คือ ชนิด 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย A (H1N1), A (H3N2) และ B 1 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย A (H1N1), A (H3N2) และ B 2 สายพันธุ์ โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้มีปริมาณแอนติเจนของฮีแมกกลูตินิน (HA) 15 ไมโครกรัมต่อสายพันธุ์ การบริหารวัคซีน - ขนาด 0.5 มล. 1 โดส ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ปีละ 1 ครั้ง การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ไม่จำเป็นต้องรอ ให้ครบ 1 ปี สามารถฉีดได้เลยโดยมีระยะห่างจากโดสก่อนอย่างน้อย 6 เดือน - แนะนำให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการติดเชื้อรุนแรงหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ ได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก ๆ ได้แก่ อายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 มีโรคปอดอุดกั้น เรื้อรัง โรคหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคเลือด ธาลัสซีเมีย มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยา กดภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่สามารถแพร่โรคไข้หวัดใหญ่ไปสู่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการติดเชื้อรุนแรงหรืออาจ เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่อยู่ร่วมกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงดังกล่าว - แนะนำวัคซีนไข้หวัดใหญ่แก่ผู้ใหญ่ทั่วไปที่มีความต้องการจะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยง ต่อการเป็นโรคที่รุนแรง เนื่องจากวัคซีนช่วยลดการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ 3. วัคซีนนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Vaccine; PCV และ PPSV) เชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่รุนแรงในผู้สูงอายุ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดและการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง โดยเชื้อนิวโมคอคคัสที่ก่อโรคติดเชื้อรุนแรง เป็นเชื้อชนิด ที่มีซีโรไทป์แบบ 23-valent pneumococcal polysaccharide vaccine (PPV-23) และ 13-valent pneumococcal conjugate vaccine (PCV-13) ดังนั้นจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีน PPV-23 และ PCV-13 ในบุคคลที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อนิวโมคอคคัส โดยแนะนำให้ฉีด 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 65 ปี ขึ้นไป ข้อมูลวัคซีน - ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีวัคซีนที่ใช้ในผู้ใหญ่ 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ (13-valent
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 126 ~ pneumococcal conjugate vaccine; PCV13) บรรจุสายพันธุ์ 1, 3, 4, 5, 6A, 6B, 7F, 9V, 14, 18C, 19A, 19F และ 23F เป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงและอยู่ได้นาน ครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อนิวโม ค็อกคัสในประเทศไทยได้ร้อยละ 75 และวัคซีนชนิดพอลิแซ็กคาไรด์ 23 สายพันธุ์ (23-valent pneumococcal polysaccharide vaccine; PPSV23) บรรจุสายพันธุ์ 1, 2, 3, 4, 5, 6B, 7F, 8, 9N, 9V, 10A, 11A, 12F, 14, 15B, 17F, 18C, 19A, 19F, 20, 22F, 23F และ 33F มีข้อจำกัด คือ ภูมิคุ้มกันอาจเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน แต่ครอบคลุมสาย พันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัสในประเทศไทยได้ร้อยละ 82 - วัคซีนชนิด PCV15 (บรรจุสายพันธุ์ 22F และ 33F เพิ่มจาก PCV13) และ PCV20 (บรรจุสายพันธุ์ 8, 10A, 11A, 12F และ 15B เพิ่มจาก PCV15) ซึ่งวัคซีน 2 ชนิดนี้มีใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว และภายในพ.ศ. 2566 จะมี PCV15 ใช้ในประเทศไทย PCV15 และ PCV20 ครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส ในประเทศไทยได้ร้อยละ 75 และ 83 ตามลำดับ การบริหารวัคซีน - ขนาด 0.5 มล. ชนิดของวัคซีนและจำนวนโดสขึ้นกับอายุและภาวะร่วมที่มี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ - คำแนะนำการให้วัคซีนตามอายุและภาวะร่วมที่มี แสดงดังตารางที่ 6.1 ตารางที่ 6.1 คำแนะนำการให้วัคซีนนิวโมค็อกคัสจำแนกตามอายุและภาวะร่วมที่มีในผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนนิว โมค็อกคัสมาก่อน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 127 ~ 4. วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Varicella-zoster vaccine) โดยทั่วไป พบโรคงูสวัดในเด็กไม่บ่อยนัก แต่จะพบอุบัติการณ์ของโรคงูสวัดมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่อ อายุมากกว่า 50 ปี โดยเชื่อว่าเกิดจากมีการลดลงของภูมิคุ้มกันชนิด cell-mediated immunity (CMI) ต่อเชื้อไวรัส Varicella-zoster (VZV) ซึ่งจะลดลงตามอายุ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ คือ อาการปวดปลาย ประสาทหลังจากเป็นงูสวัด (post-herpetic neuralgia: PHN) โดยความเสี่ยงในการเกิด PHN จะเพิ่มมากขึ้นตาม อายุ ข้อมูลวัคซีน - วัคซีนมี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์สายพันธุ์ OKA (zoster vaccine live; ZVL) มีปริมาณ เชื้อไวรัสมากกว่าวัคซีนอีสุกอีใสอย่างน้อย 14 เท่า และวัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม (recombinant zoster vaccine; RZV) - ประสิทธิภาพของ ZVL ในการป้องกันงูสวัดในผู้ที่อายุ 50-59 ปี, 60-69 ปีและ 70 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อย ละ 70, 64 และ 38 ตามลำดับ ประสิทธิภาพลดลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 35 เมื่อผ่านไป 6 ปี และป้องกันอาการ ปวดเส้นประสาท (post-herpetic neuralgia) ในผู้ที่อายุ 60-69 ปีและ 70 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 65 และ 66 ตามลำดับ - ประสิทธิภาพของ RZV ในการป้องกันงูสวัดในผู้ที่อายุ 50-59 ปี, 60-69 ปีและ 70 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อย ละ 96, 97 และ 91 ตามลำดับ ป้องกันอาการปวดเส้นประสาทในผู้ที่อายุ 50 ปีและ 70 ปีขึ้นไปเท่ากับร้อยละ 91 และ 88 ตามลำดับ และป้องกันอาการอื่นๆ ได้แก่ อาการแสดงที่ตา หลอดเลือดอักเสบและการติดเชื้อแบบ แพร่กระจายในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 94 และเมื่อติดตามประสิทธิภาพของ RZV นานประมาณ 10 ปี ในผู้ที่อายุ50 ปีขึ้นไป พบว่าป้องกันงูสวัดได้ร้อยละ 89 การบริหารวัคซีน - อาจพิจารณาให้ ZVL ขนาด 0.65 มล. 1 โดส ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป - ในกรณีที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถให้วัคซีนงูสวัดได้ โดยให้เว้นระยะห่างหลังจากเป็นงูสวัดอย่าง น้อย 6 เดือน - หากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องได้รับวัคซีนงูสวัด พิจารณาให้วัคซีนอีสุกอีใสก่อน ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีน งูสวัดเพื่อป้องกันโรคอีสุกอีใส
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 128 ~ แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ผู้สูงอายุ 60 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ควรออกกำลังกายแบบใดจึงเหมาะสม พร้อมทั้งคำนวณอัตราการเต้น ของหัวใจที่เหมาะสมขณะออกกำลังกายของผู้สูงอายุรายนี้ 2. วัคซีนที่ผู้สูงอายุควรได้รับมีอะไรบ้าง ให้อธิบายการบริหารวัคซีนที่สำคัญในแต่ละชนิด เอกสารอ้างอิง นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต.กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์. สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2563). คู่มือการออกกำลังกายใน ผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ : เอส.เอส.พริ้นติ้ง แอนด์ดีไซน์. สำนักนันทนาการ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2563). สื่อนันทนาการบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : เอส.เอส.พริ้นติ้ง แอนด์ดีไซน์. ศรีเทียน ตรีศิริรัตน์. (2553). เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลสุขภาพผู้สูงอายุ. คณะพยาบาล ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. (2566). คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ. Retrieved from https://www.pidst.or.th/A1333.html
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 129 ~ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 7 การพยาบาลกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 7.1 ภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะทุพโภชนาการ เนื้อหา 1. ภาวะเปราะบาง 2. ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย 3. ภาวะทุพโภชนาการ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายพยาธิสรีรวิทยาของภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุ ได้ถูกต้อง 2. บอกแนวทางการประเมินภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุได้ ถูกต้อง 3. วิเคราะห์แนวทางการพยาบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะทุพ โภชนาการได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 130 ~ บทที่ 7 การพยาบาลกลุ่มอาการผู้สูงอายุ 7.1 ภาวะเปราะบาง ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และภาวะทุพโภชนาการ ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีววิทยาและพฤติกรรมที่แตกต่างจาก วัยผู้ใหญ่ตอนต้นมาก และเป็นสิ่งที่พยาบาลต้องตระหนักและนำมาใช้ในการพยาบาล ในเบื้องต้นต้องเข้าใจว่าการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้สูงอายุนั้นมาจาก 1) กระบวนการของโรคที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอยู่ 2) การไม่ได้ใช้งานหรือ การไม่มีกิจกรรม ที่จะเป็นมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และ 3) กระบวนการสูงอายุที่เกิดกับมนุษย์ทุกคน ซึ่งการ เปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากความสูงอายุนี้เสริมโรค และการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้งานให้เกิดผลลัพธ์ มากขึ้น ผู้สูงอายุแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกันถึงแม้จะมีอายุใกล้เคียงกัน ด้วยอัตราการเสื่อมของอวัยวะ ในแต่ละคนแตกต่างกัน รวมทั้งเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่อายุค่อนข้างมากจะมีลักษณะ ทางคลินิกที่แตกต่างจากผู้ป่วยที่อายุน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง จากวัยอื่นนี้ เพื่อทำความเข้าใจสภาพความแตกต่างของแต่ละบุคคล และแต่ละวัย เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมเป็น รายๆ ไป ซึ่งลักษณะเฉพาะทางคลินิกของผู้ป่วยสูงอายุนี้มีความสำคัญ และเพื่อให้สามารถจำนำไปใช้ได้ง่าย มี การเสนออักษรช่วยจำไว้ คือ RAMPS ได้แก่ 1) Reduced body reserve การลดลงของกำลังสำรอง เมื่ออายุมากขึ้นสมรรถภาพสำรองจะลดลง แม้ สมรรถภาพที่มีอยู่จะเพียงพอในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโรคหรือสภาพแวดล้อม และมีความ จำเป็นต้องใช้สมรรถภาพสำรองแล้ว ระบบอวัยวะและความสมดุลในร่างกายผู้สูงอายุจะแปรปรวนและล้มเหลวได้ รวดเร็ว ดังนั้นผู้สูงอายุจึงไวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ง่าย 2) Atypical presentation อาการนำ อาการแสดงของโรคและความผิดปกติหลายอย่างในผู้สูงอายุ ไม่เป็นไป ตามแบบฉบับที่เคยพบในผู้ป่วยอายุน้อย ซึ่งอาจจะเป็นผลเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายเนื่องจากสูง วัย เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่อาจจะมีภาวะสับสนเฉียบพลัน และไม่ยอมลุกจากเตียง เป็นต้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพสำรองต่ำ เมื่อเกิดความผิดปกติของ ระบบอวัยวะหนึ่งอาจมีผลต่อระบบอวัยวะอื่นด้วย ทำให้มีอาการของหลายระบบเกิดขึ้น และเกิดความสับสนใน อาการที่พบ อาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุแต่ไม่จำเพาะต่อระบบอวัยวะใดชัดเจนที่เรียกว่า geriatricgiant เนื่องจาก ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเหล่านี้ จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดจาก โรคต่างๆ ได้มากมายหลายระบบทำให้ยากต่อการวินิจฉัยแยกโรค อาการเหล่านี้อาจเรียกว่า “big I’s” ได้แก่ 2.1 instability หมายถึง ภาวะหกล้ม 2.2 immobility หมายถึง การสูญเสียความสามารถในการเดิน 2.3 incontinence หมายถึง อาการกลั้นปัสสาวะราดหรืออุจจาระไม่ได้ 2.4 intellectual impairment หมายถึงความสามารถทางสติปัญญาบกพร่อง ถ้าเป็นในระยะ เฉียบพลัน จะบ่งชี้ถึงภาวะซึมสับสนเฉียบพลัน (delirium) และถ้าเป็นเรื้อรังจะบ่งชี้ถึงภาวะสมองเสื่อม (dementia)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 131 ~ 2.5 iatrogenesis หมายถึง โรคที่เกิดจากการปฏิบัติทางการแพทย์โดยเฉพาะการเกิดผลไม่พึง ประสงค์จากยา (adverse drug reaction) 2.6 inanition หมายถึง ภาวะขาดสารอาหาร 3) Multiple pathology การมีหลายโรคหลายปัญหา อายุมากขึ้นทำให้โอกาสได้รับผลกระทบจาก สภาพแวดล้อมและการติดเชื้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งโรคเรื้อรังและสมรรถภาพที่ถดถอยจะปรากฏมากขึ้นในวัยสูงอายุ ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีโรคหรือปัญหาหลายอย่าง นอกจากผู้สูงอายุจะมีพยาธิสภาพหลายชนิดในหลายระบบอวัยวะ ในเวลาเดียวกันแล้ว พยาธิสภาพนั้นยังมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งจากพยาธิสภาพและการดูแลรักษา 4) Polypharmacy การที่ผู้สูงอายุมีหลายโรคจึงมักจะได้รับยาหลายชนิด ซึ่งยาที่ผู้สูงอายุใช้นอกจากมาจาก แพทย์ อาจมาจากการซื้อหาเอง ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลเสียจากการใช้ยา หรือการมีปฏิกิริยา ระหว่างกันของยา (adverse drug reaction) ได้บ่อยและมักมีความรุนแรง ซึ่งอาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุต้อง มาพบแพทย์ด้วยอาการบางอย่าง เช่น มีภาวะสับสนเฉียบพลัน (acute confusion) ภาวะหกล้มมีขาหัก (เพราะยา ทำให้เกิด orthostatic hypotension) ซึม ไม่รู้ตัว (ยาทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ/โซเดียมต่ำ/แคลเซียมสูง) เป็นต้น ผลเสียจากการใช้ยาหรือการมีปฏิกิริยาระหว่างกันของยาเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การได้รับยา หลายขนานร่วมกัน (polypharmacy) การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic) และทางเภสัช พลศาสตร์ (pharmacodynamic) เนื่องจากความสูงอายุ และเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (human error) พบว่าการใช้ยาหลายขนานร่วมกันเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดต่อการเกิดผลเสียจากการใช้ยาหรือการมีปฏิกิริยา ระหว่างกันของยาในผู้สูงอายุ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ได้ยาหลายขนานนั้น อาจเกิดจากการได้รับยาที่มีข้อบ่งชี้ไม่ เหมาะสม การซื้อยาใช้เอง ดังนั้นการดูแลรักษาผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาให้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และผู้ที่ให้ยา ต้องทราบ pharmacokinetic ของยาในผู้สูงอายุเป็นอย่างดี 5. Social adversity การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมที่เกิดจากการเกษียณอายุจากการทำงาน การมีรายได้ ลดลง การแยกบ้านของลูก การจากไปของคู่สมรส การห่างเหินจากกลุ่มเพื่อน ความสามารถในการช่วยเหลือ ตัวเองลดลง อาจทำให้ผู้สูงอายุต้องพึ่งพาบุคคลอื่น จึงอาจมีความจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือมีความ จำกัดในการที่จะได้รับการดูแลที่เหมาะสม ดังนั้นในการดูแลผู้สูงอายุจึงต้องเกี่ยวข้องกับญาติและผู้ดูแล โดย ต้องการการประเมินความสัมพันธ์ของเครือญาติ และเครือข่ายทางสังคมที่สนับสนุนผู้สูงอายุ ตลอดจนเศรษ ฐานะ สังคมสิ่งแวดล้อม และยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย มาตรการการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่ ผู้สูงอายุควรได้รับจากครอบครัว ชุมชน และภาครัฐด้วย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 132 ~ ภาวะเปราะบาง (frailty) ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) และภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) เป็น กลุ่มอาการที่พบได้บ่อย และมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมในผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ซึ่งพยาบาลมีบทบาทสำคัญทั้งในการป้องกัน ดูแล ฟื้นฟูเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ❖ ภาวะเปราะบาง (frailty) ภาวะเปราะบาง (frailty) คือกลุ่มอาการที่เป็นปัญหาเฉพาะหรือพบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยมีลักษณะอาการ คือ ความแข็งแรงในการกำมือต่ำ เดินช้า กิจกรรมทางกายลดลง น้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจและมีความรู้สึก อ่อนเพลียไม่มีแรง ภาวะเปราะบางส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุประมาณ 4-60% ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยพบร้อย ละ 22.10-32.10 คำจำกัดความภาวะเปราะบาง คำจำกัดความภาวะเปราะบางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในต่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทยคือคำจำกัด ความของ Fried และคณะ ได้ให้ความหมายไว้ว่า ภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ คือ ภาวะที่มีความสัมพันธ์กับความ เสื่อมถอยตามอายุที่เป็นผลมาจากความบกพร่องเชิงโครงสร้างและหน้าที่ทางกายหลายระบบแสดงออกด้วย ลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน โดยลักษณะเฉพาะของภาวะเปราะบางประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ 1) ความแข็งแรง ในการกำมือต่ำ 2) เดินช้า 3) กิจกรรมทางกายลดลง 4) น้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจ และ 5) มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง พยาธิสภาพภาวะเปราะบาง ภาวะเปราะบาง เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายลดลงตาม อายุที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบต่อสรีรวิทยาของร่างกาย เมื่อระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานลดลง อาจทำให้เกิด ความรุนแรงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุภาวะเปราะบาง เกิดจากการได้รับปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกลไก epigenetic คือการเปลี่ยนแปลง การแสดงออกของยีนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ nucleotide ของสาย DNA ซึ่งจากการทบทวน วรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่าการเปลี่ยนแปลงแบบ epigenetic เป็นส่วนสำคัญต่อกระบวนการการเกิดความชราของ เซลล์ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมโมเลกุลเพิ่มขึ้นและการทำลายของเซลล์ (cumulative molecular and cellular damage) โดยมีกลไกควบคุมที่ซับซ้อน มีกระบวนการบำรุงรักษาและซ่อมแซมของเซลล์ โดยจะส่งผลให้การ ทำงานของเซลล์บกพร่องและประสิทธิภาพการทำงานสำรองของระบบสรีรวิทยาลดลง (reduced physiological reserve) มีผลต่อสรีรวิทยาของอวัยวะต่างๆได้แก่ สมอง ต่อมไร้ท่อ ภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อลายระบบหัวใจและหลอด เลือดระบบทางเดินหายใจ และการทำงานของไต นอกจากนี้ยังพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกาย (physical activity) และปัจจัยทางโภชนาการ (nutritional factors) ที่ลดลงทำให้เกิดภาวะเปราะบาง กลไกที่กล่าวมาข้างต้นแสดงในรูป ที่ 7.1.1
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 133 ~ ภาพที่ 7.1.1 กลไกการเกิดภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ ปัจจัยและสาเหตุภาวะเปราะบาง ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดภาวะเปราะบาง สามารถจำแนกได้ 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยด้านบุคคล และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ดังนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล 1. เพศ ผู้สูงอายุเพศหญิงที่อยู่ในชุมชนมักจะเผชิญกับภาวะเปราะบางและมีความรุนแรงมากกว่าเพศชาย แต่กลไกที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางเพศยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน 2. ภาวะโภชนาการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพโภชนาการจะส่งผลให้เกิดภาวะเปราะบางได้ ซึ่งสารอาหารที่มี ความสำคัญต่อการเกิดภาวะเปราะบางคือ โปรตีน นอกจากนี้การขาดขาดโฟเลต วิตามินซี วิตามินอี และวิตามิน ดี ทำให้สูญเสียมวลกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และการทำกิจกรรมลดลง ทำให้เกิด sarcopenia ซึ่งเป็นสาเหตุของ การเกิดภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุได้ 3. กิจกรรมทางกาย การลดหรือการงดกิจกรรมทางกายที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จะส่งผลให้เกิดภาวะ เปราะบางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เพราะมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมอง ระบบ ต่อมไร้ท่อ และระบบภูมิคุ้มกัน 4. ภาวะสุขภาพ พบว่าหากผู้สูงอายุมีภาวะโรคเรื้อรัง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเปราะบาง โดย พบว่าหากผู้สูงอายุมีโรคร่วมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 โรคขึ้นไปจะมีโอกาสเกิดภาวะเปราะบางมากขึ้น นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้า ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้ความรุนแรงของภาวะเปราะบางเพิ่มขึ้นได้ถึง 8 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มี ภาวะซึมเศร้า ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ผู้สูงอายุที่พักในที่ไม่มีความปลอดภัย ไม่สะอาด และไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสาธารณูปโภคที่ เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น ห้องน้ำที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ทางลาด พื้นที่ทางเดินราบเรียบสม่ำเสมอ สถาน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 134 ~ ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ อีกทั้งมีข้อจำกัดการใช้ระบบขนส่งทั้งส่วนตัวและสาธารณะ และยังรวมไป ถึงอุบัติเหตุทางจราจร นอกจากนี้สภาพสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั้งครอบครัวและชุมชน ไม่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วน ร่วมในกิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้เกิดการลดหรืองดกิจกรรมของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะเปราะบางได้มาก ขึ้น เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะเปราะบาง เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะเปราะบางที่นิยมนำมาใช้ในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ได้แก่ การวินิจฉัยภาวะ เปราะบางของ Fried และคณะ โดยสามารถแบ่งระยะของภาวะเปราะบางเป็น 2 ระยะคือ ระยะก่อนเปราะบาง (pre-frailty) หมายถึง มีคุณลักษณะของภาวะเปราะบางอย่างน้อย 1 หรือ 2 ลักษณะ และระยะเปราะบาง (frailty) โดยมีลักษณะตั้งแต่ 3 ลักษณะขึ้นไปจาก 5 ลักษณะ ซึ่งลักษณะที่กล่าวมีดังต่อไปนี้ 1. น้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ (unintentional weight loss) น้ำหนักลดลงมากกว่า ร้อยละ 5 หรือลดลง มากกว่า 4.5 กิโลกรัมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา 2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง (weakness) น้อยกว่าร้อยละ 20 ของผู้สูงอายุปกติ จากการวัดแรงกำมือ (handgrip strength) โดยใช้เครื่องวัดแรงกำมือ การวินิจฉัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง พิจารณาจากความอ่อนแรงของ กล้ามเนื้อโดยคำนึงถึงเพศและดัชนีมวลกาย (body mass index: BMI) โดยผู้สูงอายุเพศหญิงที่มีภาวะกล้ามเนื้อ อ่อนแรง จะมีแรงกำมือโดยเฉลี่ยน้อยกว่าหรือเท่ากับ 21 กิโลกรัม ในผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 29 กิโลกรัม/ ตารางเมตร และผู้สูงอายุเพศชายมีแรงกำมือน้อยกว่า หรือเท่ากับ 32 กิโลกรัม ในผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 28 กิโลกรัม/ตารางเมตร 3. ความรู้สึกหมดแรง (exhaustion) เป็นความรู้สึกทางอารมณ์และความคิดต่อตนเอง ประเมินจากการ รายงานตนเอง โดยตอบคำถามเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวน 2 ข้อคือ 1) ฉันรู้สึกว่าต้องใช้ ความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ 2) ฉันรู้สึกว่าไม่อยากทำกิจกรรม การแปลผล คือ ถ้ามีความรู้สึกข้อใดข้อหนึ่ง เป็นเวลามากกว่า 3 วันขึ้นไป จะเข้าเกณฑ์ผู้ที่มีความเหนื่อยล้า อิดโรย 4. กิจกรรมทางกายต่ำ (low physical activity) เป็นการประเมินการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลาย กระดูก และข้อ โดยประเมินจากความถี่และระยะเวลาในการทำกิจกรรม ที่ทำให้มีเหงื่อหรือหายใจเร็วขึ้น เช่น การเดิน การทำงานบ้าน ทำสวน การวิ่ง การเต้น การปั่นจักรยาน แล้วนำมาคำนวณค่าในการใช้พลังงานในหน่วยกิโล แคลอรี่ต่อสัปดาห์ (Kcals/week) แยกตามเพศ โดยเพศชาย หากน้อยกว่า383 กิโลแคลลอรี่ต่อสัปดาห์ และเพศ หญิงน้อยกว่า 270 กิโลแคลลอรี่ต่อสัปดาห์ จะเข้าเกณฑ์การมีกิจกรรมทางกายต่ำ 5. การเดินช้า (slowness walking) ประเมินจากความเร็ว (เมตรต่อวินาที) ในการเดินในระยะทาง 15 ฟุต หรือ 5 เมตร การแปลผล คือ ปกติควรน้อยกว่าหรือเท่ากับ 7 วินาที หรือโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 0.8 เมตรต่อวินาที ซึ่งจะคำนึงถึงเพศ และความสูงร่วมด้วย ในเพศชายที่มีความสูงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 173 เซนติเมตร จะใช้เวลา มากกว่าหรือเท่ากับ 7 วินาที และสำหรับเพศหญิงที่มีความสูงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 159 เซนติเมตร จะใช้เวลา มากกว่าหรือ เท่ากับ 7 วินาที ถือว่ามีภาวะเปราะบาง เป้าหมายสำคัญในการประเมินผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง คือ การค้นหาผลกระทบด้านลบต่อภาวะ สุขภาพ เช่น ภาวะทุพพลภาพ การเสียชีวิต การพลัดตกหกล้ม การเข้ารักษาตัวซ้ำในโรงพยาบาล และการ เสียชีวิต เป็นต้น ดังนั้นแบบประเมินมีดังต่อไปนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 135 ~ 1. แบบประเมิน Edmonton Frailty Scale (EFS) เป็นแบบประเมินเพื่อคัดกรองเกี่ยวกับความบกพร่องในการ ทำหน้าที่ของร่างกายต่างๆ 9 ด้าน ได้แก่ ภาวะสุขภาพทั่วไป ภาวะไม่พึ่งพา การสนับสนุนทางสังคม จำนวนการใช้ ยา ภาวะโภชนาการ ความแปรปรวนทางอารมณ์ การกลั้นปัสสาวะ ความคิดความเข้าใจ และสมรรถนะทางกาย แบบประเมินนี้สามารถแบ่งความรุนแรงของภาวะเปราะบางเป็น 5 ระดับตั้งแต่ไม่มีภาวะเปราบาง จนถึงมีภาวะ เปราะบางระดับรุนแรง 2. แบบประเมิน Tilburg Frailty Indicator (TFI) เป็นแบบประเมินที่คัดกรองที่ใช้ติดตามภาวะเปราะบาง โดย การรายงานด้วยตนเอง ประกอบด้วยการประเมิน 3 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจและด้านสังคม โดยคะแนน มากที่สุดจะหมายถึงมีภาวะเปราะบางสูง 3. แบบประเมิน PRISMA-7 เป็นแบบประเมินที่คัดกรองปัญหาด้านสุขภาพที่มีผลต่อกิจวัตรประจำวัน ความต้องการการช่วยเหลือ ภาวะสุขภาพที่ทำให้ต้องอยู่บ้าน หรือต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือเช่น ไม้เท้า เป็นต้น มี ข้อคำถาม จำนวน 7 ข้อ ประกอบด้วยด้านต่างๆ ได้แก่ อายุ เพศ ปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการทำกิจวัตร ความ ต้องการการสนับสนุนอื่น ปัญหาสุขภาพที่ทำให้ต้องอยู่บ้าน ความต้องการพึ่งพาบุคคลอื่น ต้องใช้อุปกรณ์ในการ เดิน เช่น ไม้เท้า หรือรถเข็น หากคำตอบเป็นในทิศทางที่ต้องการความช่วยเหลือ จะคิดเป็น 1 คะแนน ถ้ามีคะแนน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป บ่งชี้ว่ามีภาวะเปราะบางและต้องมีการประเมินเพิ่มเติม 4. แบบประเมินภาวะเปราะบาง (Clinical Frailty scale) เป็นแบบประเมินที่คัดกรองโดยการรายงานด้วย ตนเองทั้งหมด ประกอบด้วย 5 ด้าน โดย 4 ด้านใน 5 ด้านสอดคล้องกับแบบประเมินของ Fried และคณะ ส่วนอีก หนึ่งข้อนั้นจะสอบถามเกี่ยวกับจำนวนโรคที่เจ็บป่วย สามารถจำแนกภาวะเปราะบางออกเป็น 9 ระดับตามคะแนน ตั้งแต่แข็งแรงมากจนถึงมีภาวะเปราะบางรุนแรงในขั้นสุดท้าย ที่เข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน การพยาบาลผู้สูงอายุภาวะเปราะบาง 1. ประเมินเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเปราะบาง เพื่อให้การพยาบาลในด้านต่างๆเหล่านี้ 1.1 การประเมินปัจจัยเสี่ยงและติดตามอาการของภาวะเปราะบาง จะช่วยคัดกรองความบกพร่อง ในการทำหน้าที่ของร่างกาย และแบ่งความรุนแรงของภาวะเปราะบางได้ และช่วยในการกำหนดเป้าหมายการ พยาบาลได้อย่างชัดเจนมากขึ้น 1.2 การประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น แบบประมินภาวะโภชนาการฉบับย่อ (Mini Nutritional Assessment: MNA) และการวัดค่าดัชนีมวลกาย หรือ การวัดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย (Anthropometrics Assessment) 1.3 การประเมินการพลัดตกหกล้ม จากกรณีศึกษารายนี้ มีประวัติการหกล้ม 1 ครั้งในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา ซึ่งอาจเกิดจากความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อจะลดลงตามวัย หรือการออกกำลังกาย ลดลงจากอาการเหนื่อยล้า ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ประเมินความเสี่ยงในการหกล้มที่ เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุที่บ้าน มีดังนี้ แบบประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุไทยในชุมชน (Thai falls risk assessment test; Thai-FRAT) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ (fall risk assessment tool in older people) หรือการประเมินภาวะหกล้มแบบองค์รวม (multifactorial falls risk assessment)
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 136 ~ 1.4 การประเมินภาวะซึมเศร้าและการทำหน้าที่ด้านการรับรู้และความคิดผู้สูงอายุภาวะเปราะบางมี ความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะซึมเศร้าหรือการรับรู้และความคิด (cognitive function) ซึ่งแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ที่ใช้มากในผู้สูงอายุได้แก่ แบบวัดความซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย (Thai Geriatric Depression Scale: TGDS) ส่วน แบบประเมินการทำหน้าที่ด้านการรับรู้และความคิดที่เหมาะสม ได้แก่ แบบทดสอบสภาพสมองเสื่อมเบื้องต้นฉบับ ภาษาไทย (Mini-Mental State Examination Thai version: MMSE-Thai) หรือแบบทดสอบสภาพจิตจุฬา (Chula mental test: CMT) 2. การส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกายถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการป้องกัน ชะลอ หรือลดความรุนแรงภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญเพื่อเพิ่มความ แข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสมใน ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเปราะบาง คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกและการออกกำลังกายแบบ balance exercise เช่น การรำไทชิ รำมวยจีน โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกกำลังกาย ได้แก่ 2.1 ความถี่ของการออกกำลังกาย ความถี่ของการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิด ภาวะเปราะบางคือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลาในการฝึกที่เหมาะสม คือ 3 เดือน 2.2 ช่วงระยะเวลาในการออกกำลังกาย ระยะเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกายคือ 30-45 นาที ไม่ควรใช้เวลานานเกินไปเนื่องจากจะทำให้เกิดความอ่อนล้า หรือเหนื่อยเกินไป 2.3 ความแรงในการออกกำลังกาย ควรอยู่ในระดับปานกลาง กล่าวคือ อัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ โดยการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้คือ เหงื่อออก หายใจลึกและ ถี่ขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น สามารถสนทนาได้แต่ไม่สามารถร้องเพลงได้ นอกจากนี้ พยาบาลจะต้องแนะนำให้ผู้สูงอายุสังเกตและประเมินผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการออก กำลังกาย เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการปวดหลัง ปวดเข่าหรือเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือกระดูก และการขอความช่วยเหลือหากเกิดภาวะฉุกเฉินด้วย 3. ด้านโภชนาการ บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง ถือว่า เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนการพยาบาลเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับพลังงานที่เพียงพอ (ประมาณ 21 กิโล แคลลอรี่ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน) และสารอาหารจำพวกโปรตีน ซึ่งให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการสร้าง กล้ามเนื้อ ซึ่งปริมาณที่แนะนำคือ โปรตีน 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณ 15 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับทั้งวัน ควบคู่กับวิตามินดี และแคลเซียมที่ช่วยในเรื่องของรักษาความแข็งแรงของ กระดูก นอกจากนี้โอเมก้า 3 ซึ่งพบมากในปลา ถั่ว เมล็ดพืชต่าง ๆ หรือผักใบเขียว ซึ่งยังมีส่วนในการรักษามวล กล้ามเนื้อและช่วยลดอาการของภาวะเปราะบาง 4. การป้องกันการพลัดตกหกล้มและการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน กิจกรรมทางการพยาบาลที่เหมาะสม คือส่งเสริมการออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว เพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ รวมทั้งการให้ความรู้แก่ผู้ดูแลและครอบครัวในการป้องกันการพลัดตกหกล้ม เช่น การจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ให้เหมาะสม เช่น มีแสงสว่างที่เพียงพอภายในบ้าน ให้ผู้สูงอายุพักผ่อนนอนหลับในชั้น 1 ภายในบ้านเพื่อหลีกเลี่ยง การใช้บันได รวมทั้งอยู่ใกล้กับห้องน้ำ เพื่อความสะดวกในการเข้าห้องน้ำเวลากลางคืน มีเก้าอี้ให้ผู้สูงอายุได้นั่งพัก และสามารถหย่อนขาได้ โดยเข่าควรทำมุม 90 องศากับเก้าอี้และฝ่าเท้าวางได้กับพื้นพอดี อาจจะมีกริ่งไว้ใน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 137 ~ ห้องนอนเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้หลังจากผู้สูงอายุเกิดภาวะเปราะบางแล้ว การฟื้นฟู สภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยการฟื้นฟูที่สำคัญคือการฝึกการเดินและการทรงตัวร่วมกับการออกกำลังกายใน ท่าทางที่เหมาะสม และการฝึกการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินหรือทรงตัวที่เหมาะสม 5. การป้องกันอันตรายจากการรับประทานยาหลายชนิด พยาบาลจะต้องแนะนำผู้สูงอายุในการ รับประทานยา และการสังเกตอาการข้างเคียงที่เกิดจากการรับประทานยาซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ การมีโรคร่วม และการรับประทานยาหลายชนิดในผู้สูงอายุมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะพลัดตกหกล้มและความสามารถของ ร่างกายลดลง โดยพยาบาลสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ 1) การให้ความรู้และสุขศึกษา 2) การจัดยาในแต่ละมื้อเพื่อ ความสะดวกในการรับประทาน 3) ประสานงานกับแพทย์หรือเภสัชกรกรณีผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและครอบครัวต้องการ ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการรับประทานยาหรือเกิดผลข้างเคียงจากการรับประทานยา 4) ส่งเสริมการสื่อสาร ระหว่างผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และครอบครัวเพื่อป้องกันความผิดพลาดและความต่อเนื่องในการรับประทานยา ❖ ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) เป็นภาวะที่มวลกล้ามเนื้อลาย (muscle mass) ความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อและสมรรถภาพทางกาย (physical performance) เสื่อมลงตามอายุ โดยจะเริ่มพบในผู้สูงอายุที่มีอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป และเมื่ออายุมากขึ้นความชุกของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยจะเพิ่มมากขึ้น การเกิดภาวะมวล กล้ามเนื้อน้อยมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสูงอายุ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุทำให้ จำนวนและขนาดเส้นใยของกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายผู้สูงอายุ ได้แก่ การฝ่อ และตายของเซลล์ประสาทสั่งการ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และกระบวนการอักเสบของร่างกาย ส่งผลให้ เกิดข้อจำกัดทางกายภาพนำไปสู่ภาวะเปราะบาง และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันลดลง เพิ่ม ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพลภาพและเสียชีวิตได้ เมื่อผู้สูงอายุมีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดลง ประมาณร้อยละ 3 ต่อปี และจะลดลงเพิ่มเป็น 2-5 เท่าของมวลกล้ามเนื้อทั้งหมดเมื่อผู้สูงอายุมีอายุ 75 ปี ขึ้นไป โดยพบความชุกในผู้สูงอายุที่อายุ 60-70 ปี ร้อยละ 5-13 และเมื่ออายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นรายละ 11-50 การศึกษา ในประเทศไทยพบความชุกภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วไป โดยพบร้อย ละ 32.5 ในเพศชาย และร้อยละ 34.5 ในเพศหญิง พยาธิสภาพภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยสาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อลายชนิดเส้นใย (fiber) ในร่างกายทั้ง 2 ชนิดคือ ชนิดที่ 1 (type I) เรียกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อลายชนิดทนล้าได้ (fatigue-resistant) และชนิด ที่ 2 (type II) เรียกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อกระตุกเร็ว ซึ่งกล้ามเนื้อลายชนิดที่ 2 นี้พบการเปลี่ยนแปลงมากกว่าชนิด แรก นอกจากนี้ยังมีกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ได้แก่ 1) ความผิดปกติของฮอร์โมน และระบบเผาผลาญ โดยพบว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีการผลิตฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อลดลง การสร้างโกรท ฮอร์โมน และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง ทำให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อลดลง และฮอร์โมนเทส โทสเตอโรน มีบทบาทสำคัญในการรักษามวลกล้ามเนื้ออีกด้วย 2) ความเสื่อมของระบบประสาท ส่งผลทำให้ reflex ลดลง การประสานงาน (coordination) ลดลง และการได้รับการกระตุ้นภายในเนื้อเยื่อของร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย 3) ภาวะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือภาวะดูดซึมผิดปกติ ทำให้ร่างกาย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 138 ~ ขาดสารอาหารจำพวกโปรตีนซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญคือ Leucine จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อใน ผู้สูงอายุหากเมื่อพบว่าผู้สูงอายุมีภาวะโภชนาการไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการสร้างมวลกล้ามเนื้อ 4) กล้ามเนื้อ ไม่ได้ถูกใช้งานเป็นเวลานาน ทำให้ความสามารถในการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อลดลงส่งผลให้เกิดภาวะ มวลกล้ามเนื้อน้อยได้ 5) อายุที่มากขึ้น จะมีการสร้างโปรตีนลดลงและเกิดภาวะสลายโปรตีนเพิ่มขึ้น ในเซลล์ กล้ามเนื้อมีเซลล์ไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเข้ามาแทรกมากขึ้น ทำให้กำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง การหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ระยะเวลาในการหดตัวของกล้ามเนื้อยาวนานขึ้น เนื่องจากจำนวนและขนาดของ เส้นใยประสาทลดลงจากมีการสะสมของ lipofuscin ในผู้สูงอายุ 6) การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำส่งผลให้เกิด alcoholic myopathy และก่อให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามมา และ 7) การสูบบุหรี่ ส่งผลให้ทำให้สร้างโปรตีน ของกล้ามเนื้อลดลง และส่งผลการลดและการเพิ่มองค์ประกอบของเซลล์ในร่างกายที่ส่งผลกับการคงสภาพของ มวลกล้ามเนื้อ (muscle maintenance) ชนิดของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยส่วนมากเกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นร่วมกับสาเหตุ อื่น โดยทั่วไปภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดปฐมภูมิ (primary sarcopenia) ซึ่งมี ความสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น และชนิดทุติยภูมิ (secondary sarcopenia) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพของ โรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเอดส์ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น ภาวะขาดสารอาหาร หรือเป็นผลจาก พฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม เช่น การมีกิจกรรมทางกายน้อย มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากเกินไป (sedentary lifestyle) การขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เป็นต้น เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ในปัจจุบันการวินิจฉัยภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยสามารถตรวจวัดได้หลายวิธี ได้แก่ การวัดมวลกล้ามเนื้อ (muscle mass) การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscle strength) และการวัดสมรรถภาพทางกาย (physical performance) เป็นต้น โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในประเทศไทยจะปฏิบัติตามแนวทางของ The Asian Working Group for Sarcopenia consensus (AWGS) โดยในปี 2019 ได้มีการปรับปรุงคำจำกัดความของ ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยบางส่วนจากปี 2014 ซึ่งเกณฑ์ใหม่มีดังนี้ 1. มวลกล้ามเนื้อต่ำ จากการวัดโดยเครื่องวัดองค์ประกอบของร่างกาย เพศชาย < 7.00 กิโลกรัม/เมตร2 หรือเพศหญิง < 5.0 กิโลกรัม/เมตร2 ถือว่ามีความผิดปกติ 2. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่ำจากการวัดแรงบีบมือ โดยมีเกณฑ์คือ ต่ำกว่า 28 กิโลกรัมในเพศชาย และต่ำกว่า 18 กิโลกรัมในเพศหญิง 3. สมรรถภาพทางกายต่ำ 3.1 ความเร็วในการเดิน หากต่ำกว่า 1.0 เมตร/วินาที จากระยะทาง 6 เมตร ถือว่ามีความผิดปกติ 3.2 การลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้จำนวน 5 ครั้ง หากใช้เวลามากกว่า 12 วินาที ถือว่ามีความผิดปกติ 3.3 การประเมินความสามารถทางกายฉบับย่อ หากคะแนนต่ำกว่า 9 คะแนนถือว่าผิดปกติ หลักการวินิจฉัยภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยคือต้องมีความผิดปกติของมวลกล้ามเนื้อต่ำร่วมกับความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อต่ำหรือสมรรถภาพทางกายผิดปกติ อย่างน้อย 1 ข้อ นอกจากนี้ AWGS 2019 ยังสนับสนุนให้คัด กรองผู้ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่ำ หรือสมรรถภาพทางกายต่ำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยให้คำจำกัดความว่า
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 139 ~ possible sarcopenia ซึ่งเหมาะสำหรับการคัดกรองและให้การดูแลในชุมชนก่อนที่จะเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย จากเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยข้างต้น สามารถแบ่งความรุนแรงของภาวะมวลกล้ามเนื้อ น้อยเป็น 3 ระยะดังนี้ 1. ระยะก่อนมวลกล้ามเนื้อน้อย (pre-sarcopenia) คือ มีความผิดปกติของมวลกล้ามเนื้อ แต่ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อและสมรรถภาพทางกายปกติ 2. ระยะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) คือมีความผิดปกติของมวลกล้ามเนื้อ ร่วมกับความผิดปกติของ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือความผิดปกติของสมรรถภาพทางกาย 3. มวลกล้ามเนื้อน้อยระยะรุนแรง (severe sarcopenia) คือมีความผิดปกติทั้งมวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ และสมรรถภาพทางกาย การประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย วิธีการประเมินผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยนั้นต้องทำทั้งการประเมินทางกายภาพ และประสิทธิภาพของร่างกายร่วมกัน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ การวัดมวลกล้ามเนื้อ (muscle mass) การวัด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscle strength) และการวัดสมรรถภาพทางกาย (physical performance) มี รายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. การประเมินมวลกล้ามเนื้อ โดยใช้รังสีเทคนิคมีหลายวิธีการ แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องความเที่ยงตรงและ ราคา การประเมินทางรังสีที่สามารถประเมินการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่พบ ได้แก่ computed tomographic scanning, magnetic resonance imaging, dual-energy X-ray absorptiometry (DXA), และ bioimpedance analysis (BIA) ซึ่งในทางปฏิบัติ bioimpedance analysis (BIA) ถูกนำมาใช้มากที่สุดในชุมชน เนื่องจาก เป็นการตรวจที่ไม่ ซับซ้อน ราคาไม่สูงและเครื่องตรวจสามารถเคลื่อนย้ายได้ ไม่มีรังสีที่จะมีผลต่อผู้สูงอายุ การเตรียมตัวก่อนตรวจ ต้องงดน้ำและอาหารก่อนการทดสอบประมาณ 4-6 ชั่วโมง งดการออกกำลังกายก่อนการทดสอบเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทำการตรวจประเมิน ถอดรองเท้าถุงเท้า และวัสดุที่เป็นโลหะออกจากร่างกาย ใช้ มือจับอุปกรณ์โดยให้นิ้วมือล้อมรอบที่จับ ไม่แน่นหรือไม่หลวมจนเกินไป ประมาณ 1 นาที นำค่าของมวลกล้ามเนื้อ โดยปราศจากไขมัน (lean body mass) ของส่วนแขนและขาทั้ง 2 ข้าง คำนวณตามสูตร RASM (kg/m2 ) = ASM มวลของกล้ามเนื้อแขน+ขา (kg) / height (m2 ) 2. การประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สามารถประเมินได้ หลายวิธีการ เช่น การวัดแรงเหยียดเข่า (leg extension) โดยวิธี knee extension strength การลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ (chair stand) แต่ปัจจุบันวิธีการประเมินที่นิยม และมีความเที่ยงตรง คือ การวัดแรงบีบมือ (handgrip strength) ทำ การทดสอบโดยใช้ handgrip dynamometer วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลายโดยการหดตัว แบบเกร็งค้างไว้ (isometric contraction) ในการทดสอบ ผู้ทดสอบยืนตรงโดยที่ ไหล่ไม่กางออก และข้อศอก อยู่ใน ท่าเหยียดสุดถืออุปกรณ์ในข้างที่ถนัด ระหว่างการทดสอบไม่ควรให้มือหรือ handgrip dynamometer ถูกร่างกาย หรือใช้มือแนบลำตัว ให้ผู้ทดสอบออกแรงอย่างเต็มที่ในการวัด โดยให้ทดลองทำก่อน 1 ครั้ง จากนั้นทำการ ทดสอบ 2-3 ครั้ง บันทึกค่าที่ทำได้สูงสุดอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย หน่วยที่วัดได้เป็นกิโลกรัม ผลการ ทดสอบแรงบีบที่มือที่น้อยกว่า 28 กิโลกรัมในเพศชาย และน้อยกว่า 18 กิโลกรัมในเพศหญิงถือว่ามีความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อต่ำ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 140 ~ 3. การประเมินสมรรถภาพทางกาย 3.1 การประเมินความสามารถทางกายฉบับย่อ (short physical performance battery: SPPB) เป็น การทดสอบสำหรับผู้สูงอายุในการประเมินการทรงตัว การเดิน ความแข็งแรง และความอดทน วิธีนี้กลุ่มทำงาน ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยระหว่างประเทศ (IWGS) แนะนำให้ใช้ในการเป็นตัวชี้วัดของสมรรถนะร่างกาย (physical function) ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเปราะบาง อุปกรณ์สำหรับการประเมิน ได้แก่ นาฬิกาจับเวลา เก้าอี้มาตรฐาน ไม่มีพนักพิงแขนที่มีขนาดความสูง ประมาณ 41-48 เซนติเมตร และระยะทางสำหรับการทดสอบการเดิน 3 หรือ 4 เมตร โดยมีขั้นตอนของการประเมิน 3 ขั้นตอน ประกอบไปด้วย 1) เวลาที่ใช้ในการเดิน (gait speed) ที่ระยะทาง 3 หรือ 4 เมตร 2) เวลาที่ใช้ในการลุกนั่งจากเก้าอี้ 5 ครั้ง (repeat chair stands time) 3) ดูเวลาที่ใช้ในการทรงตัว (Balance) ทั้ง 3 อย่าง ได้แก่ การยืนเท้าชิด (side by side) การยืนต่อ เท้าแบบเฉียง (semi tandem) การยืนต่อเท้า (full tandem) โดยแต่ละการทดสอบจะมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ 0-4 คะแนน มีคะแนนรวมสูงสุด 12 คะแนน คะแนนที่ได้จากการประเมินความสามารถทางกายฉบับย่อ มีค่าสูงแสดง ถึงมีความสามารถของการใช้งานขา (lower extremity function) ที่ดี หากคะแนนรวมน้อยกว่าหรือเท่ากับ 8 คะแนน ถือว่ามีความผิดปกติ 3.2 การวัดความเร็วในการเดิน (gait speed) เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความสามารถทางกาย ฉบับย่อ มีความเที่ยงตรง น่าเชื่อถือ และ ใช้ง่าย โดยถูกนำมาใช้ในการวัดสมรรถภาพทางกาย ซึ่งระยะทางที่ AWGS แนะนำคือ 6 เมตรและทำการจับเวลาในการเดินแล้วนำมาคำนวณความเร็วเป็น เมตรต่อวินาที (m/s) การ แปลผลการทดสอบ ความเร็วในการเดินน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เมตร/วินาที 3.3 การทดสอบความสามารถในการทรงตัวขณะเดิน Time up and go (TUG) เป็นการทดสอบถึง ความคล่องแคล่วและการทรงตัวเมื่อมีการเคลื่อนไหว (agility & dynamic balance) โดยเริ่มจับเวลาเมื่อผู้ทดสอบ เริ่มลุกจากเก้าอี้ เดินเป็นระยะทาง 3 เมตร หมุนตัวกลับแล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้เหมือนเดิม การแปลผลการ ทดสอบโดยหากใช้เวลาน้อยกว่า 10 วินาที แสดงว่ามีความปกติในการเคลื่อนไหวร่างกาย หากใช้เวลาระหว่าง 11-20 วินาที แสดงว่ามีความผิดปกติเล็กน้อยถึงปานกลาง และหากใช้เวลามากกว่า 20 วินาที แสดงว่ามีความ เสี่ยงในการหกล้มสูง การพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย อาการภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยนั้นเป็นสิ่งที่ตรวจพบได้ยากจากการประเมินผ่านทางสายตาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และเมื่อตรวจพบอาการก็มักจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงหรือทำให้เกิดข้อจำกัดทางร่างกาย ที่สำคัญแล้ว ดังนั้นควรเริ่มทำเมื่อพบว่าผู้สูงอายุอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้นคือ พฤติกรรมประจำวันขณะตื่นที่มีการใช้พลังงาน ≤1.5 metabolic equivalent (METs) ขณะอยู่ในท่านั่ง เอนนอนหรือ ท่านอน หรือผู้สูงอายุเริ่มมีการรายงานว่าการทำงานของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือภาวะสุขภาพมี การถดถอย รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายเริ่มทำได้ยาก มีประวัติการพลัดตกหกล้มเกิดซ้ำ น้ำหนักลดลงโดย ไม่ได้ตั้งใจ และการทำกิจวัตรประจำวันเริ่มมีความยากลำบากมากขึ้น ส่วนผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะมวล กล้ามเนื้อน้อยที่พยาบาลควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้พยาบาล
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 141 ~ ผู้ปฏิบัติงานในชุมชนหรือพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยที่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ชิดผู้สูงอายุในชุมชน ควรค้นหาผู้สูงอายุที่มีความ เสี่ยงหรือมีอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยให้การวินิจฉัยวางแผนและให้การพยาบาล เพื่อป้องกันผลกระทบจาก ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น การพลัดตกหกล้ม หรือการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ในการพยาบาลผู้สูงอายุที่มี ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยนั้นจะเกี่ยวข้องตั้งแต่การป้องกันการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การช่วยเหลือเมื่อ เจ็บป่วย และการฟื้นฟูสภาพ โดยครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1. การประเมินและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การประเมินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะคือ 1.1 ระยะก่อนเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย โดยระยะก่อนเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยจะให้ ความสำคัญเรื่องการค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น การประเมินการทำ กิจกรรมทางกาย ประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ โดยประเมินทั้งความสามารถใน การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (basic activity of daily living: basic ADL) และความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันที่ต้องใช้อุปกรณ์ (instrumental ADL) ประเมินพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่นการมีพฤติกรรมเนือย นิ่งมากเกินไป (sedentary lifestyle) การประเมินภาวะทุพโภชนาการ การประเมินสมรรถภาพทางกาย 1.2 ระยะหลังการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย จะให้ความสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงหรือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เช่น การพลัดตกหกล้ม หรือความเสี่ยงในการเกิดโรค เรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะทุพพลภาพหรือความเสื่อมจากการไม่ใช้งาน เป็นต้น การหก ล้มจากภาวะกล้ามเนื้อน้อยพบได้บ่อย โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) ปัจจัยภายนอก (external factors) คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวของ ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการพลัดตกหกล้ม ประกอบด้วย พื้นลื่น/พื้นต่างระดับ/พื้นขรุขระ มีสิ่งกีดขวาง ทางเดิน แสงสว่างไม่เพียงพอ การสวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆ รองเท้าไม่เหมาะสม ไม่มีผู้ช่วยเหลือ อุปกรณ์ช่วยในการ เคลื่อนไหวไม่เหมาะสม 2) ปัจจัยภายใน (internal factors) คือปัจจัยเกี่ยวกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ความเสื่อม ของร่างกายย่อมมีผลต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ได้แก่ การเสื่อมของกระดูกและข้อ ข้อติดแข็ง เคลื่อนไหว ไม่สะดวก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ระบบประสาทและประสาทสัมผัสทำงานลดลง และอาการเวียน ศีรษะ เป็นต้น 3) ปัจจัยส่งเสริม ได้แก่ อายุ มีประวัติการหกล้ม กลัวการหกล้ม นอกจากนี้พบว่าเพศหญิงเสี่ยง ต่อการเกิดพลัดตกหกล้มมากกว่าเพศชายเนื่องจากเพศหญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้เกิดกระดูกพรุน 2. การส่งเสริมการทำกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย 2.1 การส่งเสริมกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกายเพื่อป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยมีหลัก สำคัญ 2 ประการคือ ต้องเป็นกิจกรรมที่มีแรงต้าน (resistance exercise) และกิจกรรมแบบแอโรบิก (aerobic exercise) โดยมีการวางแผนและฝึกปฏิบัติเป็นประจำเพื่อทำให้ร่างกายทำหน้าที่ได้ดีขึ้น อาจเริ่มจากการลุกนั่งบน เก้าอี้ การเดินขึ้นบันได เป็นต้น นอกจากนี้พยาบาลจะต้องแนะนำผู้สูงอายุให้ระวังการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (sedentary lifestyle) คือ การทำกิจกรรมที่อยู่กับที่เป็นเวลานาน เช่น ดูทีวีนานๆ จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลของ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 142 ~ กล้ามเนื้อและกระบวนการเผาผลาญในร่างกายลดลงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย โดยกิจกรรมที่มี แรงต้านและกิจกรรมแบบแอโรบิก มีรายละเอียดดังนี้ 1) การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย พยาบาล แนะนำการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักหรือแรงต้านของตนเอง เช่น ลุกนั่งบนเก้าอี้ การยกมือต้านแรงกับแรงจาก มือผู้อื่นหรือการเกร็งกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรหัก โหมมากเกินไป ควรเริ่มจากการออกแรงเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มมากขึ้น (progressive resistance training) สำหรับ ผู้สูงอายุที่ไม่เคยฝึกการออกกำลังกายชนิดนี้มาก่อน ควรเริ่มจากออกกำลังกายของข้อต่อด้วยความเร็วจากช้าถึง ปานกลาง ให้กล้ามเนื้อแต่ละมัดมีการหดตัวสั้นและยืดยาวออก (concentric-eccentric) เป็นเวลา 2-3 วินาที ให้ ออกกำลังกายในแต่ละท่า 8-12 ครั้ง ความถี่ 2-3 วัน/สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวมีความปลอดภัยเหมาะสม และมีผลในการเพิ่มมวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สิ่งที่พึงระวังคือไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้นาน เพราะ จะทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง อาจทำให้เกิดอาการมึนงงและหมดสติได้ 2) การออกกำลังกายแบบแอโรบิกในผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย ได้แก่ การ เดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ไท่จี๋ ชีกง หรือกายบริหาร เป็นต้น โดยพยาบาลแนะนำให้ออกกำลังกายในความแรงระดับ ปานกลาง 30-60 นาทีต่อครั้ง หรือแบ่งการออกกำลังกายเป็นช่วงๆ ในแต่ละวัน ช่วงละ 10 นาที จนครบเวลาใน แต่ละวัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะช่วยในการเพิ่ม aerobic capacity การทำงานของระบบหัวใจและ หลอดเลือด และควบคุมการเผาผลาญ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยความผิดปกติของกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุที่พบบ่อย ได้แก่ การสังเคราะห์หรือสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ (muscle protein synthesis) ลดลง การเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) การลดระดับของอินซูลินหรือ insulin like growth factors (IGFs) โดยปกติอินซูลินช่วยในการ ยับยั้งการสลายโปรตีน เมื่อขาดอินซูลินการขนส่งพลังงานมายังกล้ามเนื้อจึงลดลง ทำให้เกิดการสูญเสียมวล กล้ามเนื้อ และการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะช่วยชะลอการลดลงของมวล กล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะทำให้เกิดกระบวนการขนส่งพลังงานไปยังกล้ามเนื้อ เพิ่ม muscle protein synthesis เพิ่มความไวของอินซูลินในกล้ามเนื้อลาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการขยายขนาด ของกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุด้วย 2.2 การออกกำลังกายในผู้สูงอายุที่มีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย พยาบาลควรประเมินระดับความ รุนแรงของภาวะกล้ามเนื้อน้อยก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และพยาบาลควรวางแผนการออกกำลัง กายร่วมกับครอบครัวของผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้สูงอายุ 3. การส่งเสริมภาวะโภชนาการ อาหารในกลุ่มโปรตีนและวิตามินจะเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง ได้แก่ ถั่วเหลือง งา เนื้อวัว และเนื้อปลา โดยอาหารเหล่านี้มีลิวซีน (leucine) ในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น ที่ช่วยเพิ่มการสร้างโปรตีน และรักษาสมดุลของไนโตรเจน (nitrogen balance) โดยทั่วไปถ้าไม่มีข้อห้าม แนะนำให้ ผู้สูงอายรับประทานอาหารที่มีโปรตีนได้ถึง 1.5 กรัม/กิโลกรัม/วัน หรือประมาณ 25-30 กรัมต่อมื้ออาหาร นอกจากนี้อาหารที่มีวิตามินดียังช่วยในการรักษาใยกล้ามเนื้อและเพิ่มมวลกระดูก อาหารที่มีวิตามินดีพบในปลาทู ปลาทูน่า นม โยเกิร์ตหรือไข่ เป็นต้น แต่ควรระมัดระวังในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วที่ไตและภาวะแคลเซียม ในเลือดสูง โภชนบำบัดจะได้ผลดีหากปฏิบัติควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 143 ~ 4. การลด/งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น มีกิจกรรมทางกายลดลงและ บกพร่องทางโภชนาการ และการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย โดยการสูบบุหรี่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกล้ามเนื้อลายและกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย โดยการเปลี่ยนแปลงที่ กล้ามเนื้อลายจะไปลดพื้นที่ของเส้นใยกล้ามเนื้อภาคตัดขวางทั้งชนิดที่ 1 และ 2a นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังลดการ สร้างโปรตีนและการเพิ่มจำนวนตัวรับสัญญาณของสารพันธุกรรม (up-regulating genes) ที่เกี่ยวข้องกับการคง สภาพของมวลกล้ามเนื้อบกพร่อง และพบว่าผู้สูงอายุที่สูบบุหรี่จะเกิดการสลายของโปรตีนในกล้ามเนื้อลายทำให้ เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยได้ ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์มีผลทำให้มวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง มี อาการปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว มีความยากลำบากในการเดินและเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม โดยเมื่อมีการหยุด ดื่มแอลกอฮอล์ 6-12 เดือนจะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาปกติ ดังนั้นการลด/งดดื่มแอลกอฮอล์สามารถป้องกันการ เกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงอายุได้ ❖ ภาวะทุพโภชนาการ เนื่องจากวัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบและการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ใน ร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาทางโภชนาการในผู้สูงอายุ ภาวะโภชนาการเป็นปัจจัยที่มีผลต่อ สุขภาพปัจจัยหนึ่ง การคงไว้ซึ่งโภชนาการที่ดีและการประเมินปัญหาทางโภชนาการที่ถูกต้อง รวดเร็ว รวมถึงการ ให้การพยาบาลที่เหมาะสม จะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและ ใจในผู้สูงอายุให้แข็งแรงได้ 1. ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ 1.1 การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย การเปลี่ยนแปลงตามวัยด้านการเสื่อมของประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การมองเห็นลดลง การได้ยิน ลดลง เซลล์เยื่อบุและเซลล์ประสาทของ olfactory bulb ซึ่งทำหน้าที่ในการรับกลิ่นมีจำนวนลดลง จมูกได้กลิ่นที่ผิด ไปจากเดิม ทำงานได้ไม่ดี ไม่ได้กลิ่นของอาหารที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร ต่อมรับรสที่ลิ้น ซึ่งรับรู้ รสชาติอาหารจะเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีระดับการรับรู้ในเรื่องรสชาติอาหารสูงขึ้น ผู้สูงอายุจึงไม่ค่อย รับรู้รสชาติในลักษณะธรรมดา นอกจากว่าอาหารนั้นจะถูกปรุงให้มีรสชาติจัดขึ้น (Jitapunkul, 2001) ซึ่งการรับรู้ที่ ลดลงนี้ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความอยากอาหารลดลง ปัญหาสุขภาพปากและฟัน เช่น ฟันผุ หรือการใช้ฟันปลอม ทำ ให้ประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวลดลง เมื่อสุขภาพช่องปากและฟันไม่ดีย่อมส่งผลต่อการรับประทานอาหารของ ผู้สูงอายุ (Muangpaisan, 2014) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่พบในผู้สูงอายุ คือการทำหน้าที่ของกระเพาะอาหาร ลดลง มีการหลั่งกรดไฮโดรคลอริคและเปปซินลดลง ทำให้ย่อยโปรตีนได้ลดลง ร่วมกับความเป็นด่างในลำไส้เล็ก ส่วนต้นเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์ของเกลือแร่ วิตามิน และโปรตีนลดลง การดูดซึม โปรตีนที่จับกับวิตามินบี 12 และโฟเลทลดลง มีผลทำให้ผู้สูงอายุขาดธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ได้ง่าย (Rojanathammakul, 2020) ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันลดลงโดยเฉพาะการ เคลื่อนไหว ทำให้มีความยากลำบากในการจัดหาอาหารและรับประทานอาหาร (Han, Li & Zheng, 2008) รวมทั้ง การมีโรคประจำตัว อาจจะอธิบายได้ 2 สาเหตุคือ สาเหตุแรกการมีโรคเรื้อรังหรือภาวะการเจ็บป่วยต่างๆ ทำให้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 144 ~ ร่างกายต้องทำงานมากขึ้นทั้งในด้านการซ่อมแซมและกลไกการป้องกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานจากสารอาหาร ต่างๆ ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มีภาวะการเจ็บป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร ทำให้การได้รับอาหารไม่เพียงพอกับความ ต้องการของร่างกาย สาเหตุที่สองจากการใช้ยาที่ใช้รักษา และผลข้างเคียงจากยา (Schenker, 2003) 1.2 การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม และเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ บทบาททางสังคม ขาดคู่ชีวิตหรือเพื่อนที่เคยมีกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่จำกัดให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานติดต่อกันหลาย เดือน การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมลดลง ส่งผลให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียสถานภาพ สูญเสียอำนาจ สูญเสียการมี สังคมกับเพื่อน ความมีคุณค่าในตัวเองลดลง วิตกกังวล อาจจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ ผู้สูงอายุขาดแรงกระตุ้นในการรับประทานอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการได้ (Panutat, Chuto, Nuntawan, Pumsrisawat & Pruksacheva, 2017) มีการเปลี่ยนแปลงของสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การมีฐานะยากจน สูญเสียรายได้และอาชีพ การถูกทอดทิ้ง (Muangpaisan, 2014) 2. ปัญหาโภชนาการในผู้สูงอายุ 2.1 ภาวะโภชนาการเกิน (over nutrition) หมายถึง การที่ร่างกายผู้สูงอายุได้สารอาหารมากเกินไป โดยมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ มากกว่า 25 กก/ม 2 ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น 1) สาเหตุของภาวะโภชนาการเกิน - การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย - สาเหตุทางด้านจิตใจและพฤติกรรม - พันธุกรรม - พยาธิสภาพจากความเจ็บปวดที่เป็นและยาที่ได้รับ - ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) - ความผิดปกติของสมองส่วน ventromedial hypothalamus ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมความอิ่ม (satiety center) 2) ผลกระทบของการมีภาวะโภชนาการเกิน - ผลต่อสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคนิ่วในถุงน้ำดี การทำงานของปอดลดลง ปอดบางส่วน ขยายตัวไม่ดี ความดันโลหิตสูงในผู้ที่มีภาวะโภชนาการเกิน หลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของ ผู้สูงอายุ โรคของข้อ พบว่า ในผู้ที่มีภาวะโภชนาการเกินจะเพิ่มอัตราการเกิดโรคเก๊าท์ และโรคข้อเสื่อมได้ - ส่งผลต่อบุคลิกภาพ 3) การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะโภชนาการเกิน - การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น - การให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุที่มีภาวะโภชนาการเกิน เกี่ยวกับชนิดของอาหารที่รับประทาน และ จำนวนอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน - แนะนำการปรับเปลี่ยนลักษณะนิสัยการบริโภคของผู้สูงอายุ