The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนการพยาบาลผู้สูงอายุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Puttiporn Pitan, 2024-04-12 03:21:35

เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ

เอกสารประกอบการสอนการพยาบาลผู้สูงอายุ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 45 ~ แผนการสอนประจำบทที่ 3 การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการสูงอายุ เนื้อหา 1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตสังคม 2. ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ 3. การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และการเป็นผู้สูงอายุ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตสังคมในผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 2. อธิบายลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 3. ระบุแนวทางการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และการเป็นผู้สูงอายุได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 46 ~ บทที่ 3 การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการสูงอายุ กระบวนการเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน และแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายตั้งแต่ระดับเซลล์ เนื้อเยื่อจนถึงอวัยวะ โดยการ เปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากอิทธิพลของปัจจัยภายใน ได้แก่ พันธุกรรม และปัจจัยภายนอก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม วิถีการ ดำเนินชีวิต เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายอันเนื่องจากวัยสูงอายุนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายก็อาจส่งผลต่อทางจิตใจและสังคม หรือในทาง กลับกันการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคมก็อาจส่งผลต่อทางด้านร่างกายได้เช่นกัน ❖ การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ในผู้สูงอายุร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมมากกว่าการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงของ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของแต่ละคนจะเกิดขึ้นไม่เท่ากัน เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายส่วนใหญ่ทำงานลดลงและมี จำนวนน้อยลงเมื่อเทียบกับวัยหนุ่มสาว ขนาดของเซลล์ที่เหลือจะใหญ่ขึ้น เพราะมีไขมันมาสะสมมากขึ้น ปริมาณ ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น แคลเซียมสลายออกจากกระดูกเพิ่มขึ้นทำให้น้ำหนักกระดูกลดลงและผุง่ายขึ้น ปริมาณน้ำ ภายในเซลล์ลดลงแต่ปริมาณน้ำภายนอกเซลล์ยังคงเดิมหรือลดลงเล็กน้อย จึงทำให้ปริมาณน้ำทั้งหมดภายใน ร่างกายลดลง ผู้สูงอายุจึงเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสูงอายุนี้จะเริ่มเห็นได้หลังอายุ 40 ปี การเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามระบบและปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมีดังต่อไปนี้ 1. ระบบผิวหนัง (integumentary system) การเปลี่ยนแปลง - ผิวหนังบางลง ความเหนียวของผิวหนังเพิ่มขึ้น อัตราการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เดิมลดลง ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เส้นใยอีลาสตินลดลง แต่เส้นใยคอลลาเจนใหญ่และแข็งตัวมากขึ้น จึงทำให้ความยืดหยุ่นของ ผิวหนังไม่ดี น้ำและไขมันใต้ผิวหนังลดลง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวและมีรอยย่นมากขึ้น สามารถมองเห็นปุ่มกระดูกได้ชัด ขึ้น รวมทั้งการไหลเวียนเลือดที่ผิวหนังลดลง - ต่อมเหงื่อมีจำนวนและขนาดลดลง การทำงานลดลง ทำให้ไม่สามารถขับเหงื่อได้ ดังนั้นการระบาย ความร้อนโดยวิธีการระเหยจึงไม่ดี ทำให้การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่ดี - เซลล์สร้างสี (melanocyte) มีจำนวนลดลง ทำงานลดลง และกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้สีผิวจางลง เฉพาะที่และในบางตำแหน่ง อาจมีรงวัตถุสีดำหรือสีน้ำตาลสะสมเป็นแห่งๆ มักพบบริเวณใบหน้า แขน และหลัง มือ เรียกว่า ตกกระ (lentigo senilis) - ผมและขนมีจำนวนลดลง อัตราการเจริญของผมและขนลดลงตามอายุ เม็ดสี (pigment) ลดลงทำให้ผม และขนทั่วไปสีจางลงกลายเป็นสีเทาหรือสีขาว เส้นผมร่วงและแห้งง่ายเนื่องจากการไหลเวียนเลือดบริเวณหนัง ศีรษะลดลง ผมหงอกและผมบางเป็นกระบวนการชรา แต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องมาจากความแตกต่าง ทางพันธุกรรมและเพศ ในระยะหมดระดู ขนบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศลดลง แต่บริเวณหน้าอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายจากต่อมหมวกไตเพิ่มขึ้น


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 47 ~ - เล็บแข็งและหนาขึ้น เล็บงอกช้าลง - การรับความรู้สึกต่ออุณหภูมิ การสั่นสะเทือน และความเจ็บปวดที่ผิวหนังลดลง เนื่องจากการทำงาน ของตัวรับการกระตุ้นที่ผิวหนังและการไหลเวียนเลือดส่วนปลายลดลง ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - ผิวหนังแห้ง คัน แตกง่าย มีโอกาสเกิดแผลได้ง่าย การหายของแผลช้า ทนต่อความเย็นได้ลดลง - เกิดอาการลมแดด (heat stroke) ได้ง่าย 2. ระบบประสาทและประสาทสัมผัส (nervous system and special sense) ระบบประสาท - มีการเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทส่วนปลาย การส่งกระแสประสาทช้าลง - จำนวนของเซลล์สมองลดลงร้อยละ 1 ต่อปี หลังอายุ 50 ปี - ประสิทธิภาพของไฮโปธาลามัสลดลงในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย อุณหภูมิกายลดลงกว่าในวัย หนุ่มสาว การวัดอุณหภูมิทางทวารหนักและรูหูให้ค่าที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ - ความสามารถในการตอบสนองต่ออากาศเย็นลดลง เนื่องจากหลอดเลือดขาดประสิทธิภาพในการหด ตัว cardiac output ลดลง การสั่นลดลง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังลดลง - เซลล์ประสาท (neuron) ใน cerebral cortex หายไปร้อยละ 20 - corneal reflex ช้าลง - pain threshold เพิ่มขึ้น - สารสื่อประสาท (neurotransmitters) ในผู้สูงอายุมีระดับเปลี่ยนแปลง จากการศึกษาพบว่าระดับ norepinephrine ซึ่งเป็น active precursor ของ epinephrine ในก้านสมองมีระดับลดลง จึงเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุมี โอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า (depression) ได้มากขึ้น นอกจากนั้นการลดระดับของ dopamine และสารตั้งต้นของ epinephrine อื่นๆ ในสมองส่วนกลาง มีผลให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดโรคพาร์คินสัน (parkinson) เพิ่มขึ้นตามอายุ รวมทั้งการลดลงของ acetylcholine ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะสมองเสื่อม (dementia) ได้ - การไหลเวียนเลือดและการใช้ออกซิเจนของสมอง (cerebral blood flow) ลดลง ซึ่งอาจเกิดจากหลอด เลือดสมองเสื่อมหน้าที่เนื่องจากมีภาวะหลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้นตามอายุ ทำให้สมองได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง หรือขาดเลือด ทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ง่าย - ความไวของการรับความรู้สึกเจ็บปวด อุณหภูมิ สัมผัส และการสั่นลดลงชัดเจนหลังอายุ 40 ปี และ ลดลงมากเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ - ความไวของการรับความรู้สึกที่ซับซ้อนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ได้แก่ ความสามารถในการรับรู้ตำแหน่ง ที่ต่างกัน (somatic spatial discrimination ability; two-point discrimination test) ความสามารถในการรับรู้วัตถุ (complex tactoperceptual ability; stereognosis) และความสามารถรับรู้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (ability to recognize body parts; double simultaneous) - ระยะการนอนหลับลดลง มีการเปลี่ยนแปลงของ non-rapid eye movement (non-REM) โดยมีระยะที่ 1 และ 2 ยาว ในขณะที่ระยะที่ 3 และ 4 สั้นมาก ทำให้ช่วงหลับลึกสั้นลงและตื่นง่าย และ REM sleep ลดลง การมองเห็น


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 48 ~ - ลูกตามีขนาดเล็กลงและลึกเพราะไขมันของลูกตาลดลง หนังตามีความยืดหยุ่นลดลง ทำให้หนังตาตก - รูม่านตาเล็กลง ปฏิกิริยาตอบสนองของม่านตาต่อแสงลดลง ทำให้การปรับตัวสำหรับการมองเห็นใน สถานที่ต่างๆ ไม่ดี โดยเฉพาะในสถานที่มืดหรือกลางคืน - แก้วตาเริ่มขุ่นมัวมีสีเหลืองมากขึ้น ร่วมกับมีการเสื่อมของ retinal cones ทำให้ความสามารถในการ เทียบสีลดลง จึงแยกสีที่คล้ายกันได้ยากขึ้น โดยทั่วไปผู้สูงอายุจะสามารถแยกสีแดง สีส้ม และสีเหลืองได้ดีกว่าสี น้ำเงิน สีม่วง และสีเขียว ดังนั้นการเลือกใช้สีที่เห็นได้ชัดเจนจะช่วยลดอันตรายจากอุบัติเหตุภายในบ้านได้ - ความยืดหยุ่นของแก้วตาลดลง การรับรู้ที่กระจกตาลดลง ทำให้เกิดแผลได้ง่าย บริเวณรอบๆ ของ กระจกตาจะเห็นเป็นวงสีขาวหรือเทา (arcus senilis) ที่เกิดจากการสะสมของสาร lipid เมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งไม่มี ผลต่อการมองเห็น - กล้ามเนื้อลูกตาเสื่อมหน้าที่ สายตายาวขึ้นมองเห็นภาพใกล้ไม่ชัดเจน (presbyopia) ความสามารถใน การอ่านและลานสายตาลดลง ความไวในการมองตามภาพลดลง การผลิตน้ำตาลดลง ทำให้ตาแห้งและเกิดการ ระคายเคืองต่อเยื่อบุตาได้ง่าย การได้ยิน - การได้ยินลดลง หูตึง (presbycusis) มากขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากการเสื่อมของ organ of corti และ basilar membrane ซึ่งเป็นอวัยวะในหูชั้นในร่วมกับมีการเสื่อมของเส้นประสาทคู่ที่ 8 (auditory nerve) ระดับเสียง สูงจะสูญเสียการได้ยินมากกว่าระดับเสียงต่ำ - มีการเสื่อมโครงสร้างของระบบหู (auditory system) ทั้งหมด หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในเกิดภาวะ แข็งตัว ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ประกอบกับ vestibular system ทำงานลดลง ผู้สูงอายุจึงมักมีอาการเวียน ศีรษะได้ง่าย การดมกลิ่นและการรับรส - เซลล์เยื่อบุและเซลล์ประสาทของ olfactory bulb ซึ่งทำหน้าที่ในการรับกลิ่นมีจำนวนลดลง - ต่อมรับรสมีจำนวนลดลง ประมาณ 2 ใน 3 ของต่อมรับรสจะตายเมื่ออายุ 70 ปี และส่วนที่เหลือจะฝ่อ ลีบลงจึงทำหน้าที่ได้ลดลง ผู้สูงอายุจะสูญเสียการรับรสหวานก่อนรสเปรี้ยว รสขม และรสเค็ม จึงส่งผลให้ ผู้สูงอายุรับประทานอาหารรสจัดขึ้น ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - มีปัญหาเกี่ยวกับความจำระยะสั้น (recent memory) บ้าง ส่วนความจำทันที (immediate memory) และความจำระยะยาว (remote memory) ยังปกติ สามารถเรียนรู้ได้แต่ช้าลง - มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย - มีปัญหาการนอนไม่หลับ - สูญเสียการได้ยินกับเสียงความถี่สูง - เกิดภาวะเบื่ออาหาร 3. ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (musculoskeletal system) การเปลี่ยนแปลง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 49 ~ - หลังอายุ 30 ปี จำนวนและขนาดเส้นใยของกล้ามเนื้อลดลง มีเนื้อเยื่อพังผืด ไขมัน และคอลลาเจนเข้า แทนที่มากขึ้น มวลกล้ามเนื้อลดลง มีการสะสมของสาร lipofuscin มากขึ้น กำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ระยะเวลาที่ใช้ในการหดตัวแต่ละครั้งนานขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ช้าลง ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจาก การทำงานของระบบต่อมไร้ท่อลดลง ร่างกายขาดการออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร และที่สำคัญคือ ประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ในกล้ามเนื้อ (myosin ATPase) ลดลง ปริมาณไกลโคเจนและโปรตีนที่สะสม ในกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ร่างกายของผู้สูงอายุเกิดภาวะเสียสมดุลไนโตรเจนได้ง่าย กล้ามเนื้อมีอาการสั่น (tremor) เอ็นแข็งตัวทำให้ reflex ลดลง และกล้ามเนื้ออาจแข็งเกร็งได้ - หลังอายุ 40 ปี อัตราการเสื่อมของกระดูกจะมากกว่าอัตราการสร้าง เซลล์กระดูกลดลง แคลเซียมมี การสลายออกจากกระดูกมากขึ้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ เนื่องจากแคลเซียม ถูกดูดซึมจากลำไส้น้อยลง และมีการสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นทั้งทางลำไส้และทางไต เพราะขาดวิตามินดี ซึ่งเป็น ปัจจัยสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้และดูดกลับแคลเซียมที่ไต สำหรับเพศหญิง สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ osteoblasts ลดลงหลังหมดประจำเดือน กระดูกของ ผู้สูงอายุจึงเปราะและหักง่าย - แคลเซียมที่สลายจากกระดูกมักไปเกาะบริเวณกระดูกอ่อนในอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญ เช่น บริเวณกระดูก อ่อนชายโครง จึงเป็นเหตุให้ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยลง การหายใจลำบากขึ้นต้องอาศัยการทำงานของกระบังลม มากขึ้น บริเวณผนังหลอดเลือดทำให้ความยืดหยุ่นลดลง - กระดูกสันหลังผุมากขึ้นทำให้หลังค่อมมากขึ้น กระดูกมีโอกาสเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ - บริเวณข้อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและส่วนประกอบ ข้อใหญ่ขึ้น กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่างๆ บางลงและเสื่อมมากขึ้นตามอายุ น้ำไขข้อลดลง เป็นเหตุให้กระดูกเคลื่อนที่มาสัมผัสกัน จึงได้ยินเสียงกรอบแกรบ ขณะเคลื่อนไหว เกิดการเสื่อมของข้อ การเคลื่อนไหวของข้อต่างๆ ไม่สะดวกเกิดการติดแข็ง ข้ออักเสบและติดเชื้อ ได้ง่าย ทำให้มีอาการปวดตามข้อ ข้อที่พบว่ามีการเสื่อมได้บ่อย คือ ข้อเข่า ข้อสะโพก และข้อกระดูกสันหลัง ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - กระดูกของผู้สูงอายุเปราะและหักง่าย - มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย 4. ระบบการไหลเวียนเลือด (cardiovascular system) การเปลี่ยนแปลง - ความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจเสียไป เนื่องจากมีการหลั่งแคลเซียมซึ่งจำเป็นใน การหดตัวของกล้ามเนื้อจาก sarcoplasmic reticulum ช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น มีไขมันและเนื้อเยื่อพังผืด (fibrous tissue) ที่ SA node, AV node และ bundle branches มากขึ้น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงและกล้ามเนื้อ หัวใจมีความไวต่อสิ่งเร้าลดลง ดังนั้นในภาวะที่ต้องมีการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ภาวะเครียด การออก กำลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจจะไม่สามารถเพิ่มได้มากเหมือนในวัยหนุ่มสาว รวมทั้งใช้เวลานานหลังออก กำลังกายกว่าอัตราการเต้นของหัวใจจะกลับเข้าสู่ปกติ - คลื่นไฟฟ้าหัวใจมีการเปลี่ยนแปลงคือ PR, QRS และ QT interval เพิ่มขึ้น ความกว้างของ QRS complex ลดลง มีการเอียงของแกน QRS ไปทางซ้าย


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 50 ~ - cardiac output ลดลง ร้อยละ 30-35 เมื่ออายุ 70 ปี - ลิ้นหัวใจแข็งและหนาตัวขึ้น ทำให้ลิ้นปิดไม่สนิท (จะได้ยินเสียง systolic murmur) - ผนังของหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้นร้อยละ 25 ระหว่างอายุ 30-80 ปี - เลือดไหลผ่าน coronary artery ลดลง ร้อยละ 35 ระหว่างอายุ 20-60 ปี ทำให้หัวใจได้รับออกซิเจน ลดลงร่วมกับประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือดและตายได้ - หลอดเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลง ผนังหลอดเลือดฝอยหนาขึ้นทำให้การแลกเปลี่ยน อาหารและของเสียลดลง ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นลดลง เพราะมีเส้นใยคอลลาเจนมากขึ้น และมีการเชื่อม กันตามขวางของเส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้ด้วย เส้นใยอีลาสตินมีแคลเซียมมาเกาะมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะหลอด เลือดแดงแข็งตัว - ความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้น ทำให้ความดันภายในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่ม ปริมาณเลือดให้เพียงพอกับการทำงานของร่างกาย ดังนั้น systolic blood pressure และ diastolic blood pressure จึงเพิ่มขึ้น - การตอบสนองของ baroreceptor (อยู่ที่ผนัง carotid sinus และ aortic arch) ต่อการเปลี่ยนแปลงความ ดันโลหิตในผู้สูงอายุลดลง ร่วมกับความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดลดลง จึงทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดภาวะ ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (postural hypotension) ได้ง่าย - ปริมาณเลือดในร่างกายคงที่ เม็ดเลือดแดงมีอายุคงที่ แต่การสร้างทดแทนเซลล์เก่าจะช้าลง เนื่องจาก ขาดสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ธาตุเหล็ก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและระดับ ฮีโมโกลบินลดลง ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - เกิดภาวะลิ้นหัวใจตีบและรั่วจึงเป็นเหตุให้พบภาวะ emboli และ thrombosis ในผู้สูงอายุได้บ่อยขึ้น - เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่ายโดยเฉพาะในกรณีที่หัวใจต้องทำงานมากขึ้นหรือในภาวะฉุกเฉิน - มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะการปิดกั้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างสมบูรณ์ได้ - มีโอกาสเกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ง่าย - มีโอกาสเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่ายขึ้น 5. ระบบทางเดินหายใจ (respiratory system) การเปลี่ยนแปลง - หลอดลมและปอดมีขนาดใหญ่ขึ้น ความยืดหยุ่นของเนื้อปอดลดลงเพราะมีเส้นใยอีลาสตินลดลง ความ แข็งแรงและกำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจเข้าและหายใจออกลดลง การเปลี่ยนแปลงของ กระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงตามวัยจะทำให้ทรวงอกมีลักษณะผิดรูป ผนังทรวงอกแข็งขึ้น การเคลื่อนไหวของ กระดูกซี่โครงลดลงเพราะมีแคลเซียมมาเกาะที่กระดูกอ่อนชายโครงมากขึ้น รูปร่างของทรวงอกเปลี่ยนเป็นรูปถัง มากขึ้น เยื่อหุ้มปอดแห้งและทึบ กล้ามเนื้อหายใจทำงานลดลง จากสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวมีผลทำให้ความยอมตาม ของปอด (lung compliance) ลดลง ปอดยืดขยายและหดตัวได้น้อยลง การระบายอากาศ (ventilation) ลดลง ซึ่ง สามารถพบได้มากขึ้นในผู้สูงอายุที่มีภาวะหลังค่อมเนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อม


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 51 ~ - ถุงลมมีจำนวนลดลง ถุงลมที่เหลือจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ผนังถุงลมแตกง่ายเนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ ห่อหุ้มถุงลมลดลง และมีการเชื่อมต่อกันตามขวาง (cross-linkage) มากขึ้น จึงเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้ง่ายขึ้น การไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ถุงลม หรือการกำซาบเลือด (perfusion) ลดลง การซึมซ่านของก๊าซผ่าน ถุงลมและหลอดเลือดฝอย (diffusion) ลดลง เนื่องจากเนื้อที่ที่ใช้ในการซึมซ่านลดลง ร่วมกับผนังหลอดเลือดฝอย หนาและแข็งตัวมากขึ้น อัตราส่วนระหว่างการระบายอากาศและการกำซาบเลือดไม่ได้สัดส่วนกัน (ventilationperfusion mismatching) ส่งผลให้การอิ่มตัวของออกซิเจน (oxygen saturation) ลดลงร้อยละ 5 - การทำงานของเซลล์ขน (cilia) ตลอดทางเดินหายใจลดลง reflex การไอลดลง ประสิทธิภาพการไอ ลดลง เนื่องจากมีการแข็งตัวของผนังทรวงอก และการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจออกลดลง ทำให้ การกำจัดสิ่งแปลกปลอมภายในทางเดินหายใจไม่ดี ประกอบกับปริมาณ Ig A ในสารคัดหลั่ง และ alveolar macrophage ลดลง จึงเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - การกำจัดมูก ฝุ่นละออง และสารที่มาระคายเคืองได้ลดลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดและมีการอุดตัน ของสารคัดหลั่ง (mucus plugs) - การขยายของทรวงอกลดลง ทำให้ elastic recoil ลดลง 6. ระบบทางเดินอาหาร (digestive system) การเปลี่ยนแปลง - ฟันเกิดการกร่อนและรากฟันเปราะแตกง่าย เนื่องจากเคลือบฟันบางลง (tooth enamel) พบว่า alveolar bone ของกรามมีมวลกระดูกลดลง ทำให้การยึดเกาะของฟันลดลงเกิดการหลุดร่วงได้ง่าย เหงือกร่น (recession of gum) - เยื่อบุผิวในช่องปากบางและฝ่อ - การหลั่งน้ำลายลดลง ตุ่มรับรสที่ลิ้นฝ่อและรับรสได้ลดลง ความไวในการรับรสจากมากไปน้อย ตามลำดับดังนี้ รสเค็ม-รสขม-รสเปรี้ยว-รสหวาน - เกิดการทำงานไม่ประสานกันของกล้ามเนื้อในการกลืนตั้งแต่ระดับกล้ามเนื้อลายของหลอดคอ (pharynx) รอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อลายกับกล้ามเนื้อเรียบของหลอดอาหาร (esophagus) และ gag reflex ลดลง - การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง เยื่อบุกระเพาะอาหารโดยเฉพาะบริเวณ antrum และ fundus บางและฝ่อลีบส่งผลให้การหลั่งกรดไฮโดรคลอริกและเอนไซม์เป็ปซินลดลง จึงมีการดูดซึมแคลเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 และบี 2 ลดลง - การไหลเวียนเลือดตลอดทางเดินอาหารลดลง หลอดเลือดบางแห่งโป่งพองทำให้มีโอกาสเกิดการตก เลือดในทางเดินอาหารได้ง่าย เยื่อบุทางเดินอาหารบางลงและเสื่อมหน้าที่ เนื่องจากการแบ่งตัวของเซลล์ลดลง ซึ่งจะพบมากบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในลำไส้เล็กไม่ดี จึงเกิดภาวะ ขาดสารอาหารได้ การบีบตัวของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ลดลง การหดตัวของกล้ามเนื้อหูรูดปากทวารหนักไม่ดี ประกอบกับกำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องลดลง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 52 ~ - ตับมีขนาดและน้ำหนักลดลง จำนวนเซลล์ตับลดลง ความสามารถในการสร้างเซลล์ตับทดแทน (regeneration) ลดลง ปริมาณเลือดที่ผ่านตับลดลง เอนไซม์จากตับที่ใช้ในกระบวนการ oxidation และ reduction ลดลง - ความต้องการพลังงานลดลง 200 แคลอรี่ต่อวัน เนื่องจากมีกิจกรรมลดลง ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - ปากแห้ง เกิดแผลและติดเชื้อในช่องปากได้ง่าย - รับประทานอาหารรสหวานและเค็มจัดมากขึ้น อาจมีผลต่อความดันโลหิต - เกิดอาการกลืนลำบากหรือสำลักได้บ่อย ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ - มีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนและโลหิตจาง (pernicious anemia) ได้ง่าย - ท้องผูก และภาวะกลั้นอุจจาระไม่ได้ - การเมตาบอลิสมของยาลดลง ทำให้ฤทธิ์ของยามากขึ้นและมีฤทธิ์นานเพราะยาถูกกำจัดออกในอัตราที่ ลดลง 7. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ (genitourinary system) การเปลี่ยนแปลง - ขนาดของไตลดลง อัตราการกรองของไตลดลง (glomerular filtration rate) ลดลง เลือดไปที่ไตลดลง ร้อยละ 53 เนื่องจาก cardiac output ลดลง และหลอดเลือดแข็ง (artherosclerosis) หน่วยไตที่ทำงานได้ (fuctioning nephrons) ทั้งขนาดและจำนวนลดลง การทำงานของท่อไตลดลง ทำให้การดูดกลับของสารต่างๆ ลดลง ความสามารถในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นลดลง ส่งผลให้ปัสสาวะเจือจางมากขึ้น (ความถ่วงจำเพาะของ ปัสสาวะลดลง) ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำและ electrolyte ได้ - กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนกำลังลง กำลังการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง ทำให้มีปัสสาวะ ค้างในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น ร่วมกับขนาดของกระเพาะปัสสาวะลดลง ความจุของกระเพาะปัสสาวะจึงลดลง - เพศชาย ต่อมลูกหมากโตขึ้นทำให้ถ่ายปัสสาวะลำบาก ถ่ายปัสสาวะบ่อย และผลิตสารคัดหลั่งได้ น้อยลง ถุงอัณฑะเหี่ยวและมีขนาดเล็กลงทำให้การสร้างอสุจิลดลงร้อยละ 48-69 ระหว่างอายุ 60-80 ปี - เพศหญิง ขนที่อวัยวะเพศน้อยลง labia majora แบนราบ เนื้อเยื่อของช่องคลอดหดตัวและสูญเสีย ความยืดหยุ่น ช่องคลอดฝ่อ บาง และเมือกลดลง ทำให้ไม่สุขสบายเวลาร่วมเพศ ภายในช่องคลอดมีสภาวะเป็น ด่างมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย ปากมดลูกฝ่อ การสร้างเมือกเพื่อช่วยในการหล่อลื่นเสียไป endometrium และ myometrium บางลง ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - ถ่ายปัสสาวะบ่อย มีการคั่งของปัสสาวะ - ขนาดยาที่ใช้ปกติในคนทั่วไป จำเป็นต้องปรับขนาดลงและเพิ่มความระมัดระวังเมื่อใช้ในผู้สูงอายุ 8. ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) การเปลี่ยนแปลง - สูญเสียความสามารถที่จะจำและทำลาย mutant cell, natural killer cells ลดลง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 53 ~ - ต่อมธัยมัสเริ่มมีขนาดเล็กลงหลังจากวัยรุ่น และส่วนใหญ่จะฝ่อไปหลังอายุ 40 ปี การเปลี่ยนแปลงของ ต่อมธัยมัสทำให้ธัยมิกแฟกเตอร์ลดลง ซึ่งส่งผลให้การสร้าง lymphokines และ interferons ลดลง ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของ stem cells, T-helper cells และ B-cells เป็นผลให้การสร้าง antibodies ลดลง และทำให้ T-killer cells และ natural killer cells มีจำนวนลดลง - มีการลดลงของจำนวนและหน้าที่ของ T-lymphocytes ชนิด T-killer cells และมีการเพิ่มขึ้นของหน้าที่ ของ T-suppresor cells เป็นผลให้การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม (antigen) ลดลง ระบบภูมิคุ้มกันชนิด เซลล์ (cell-mediated immunity) เสื่อมลง delayed-type hypersensitivity reaction ลดลง และลดการกระตุ้น Blymphocytes ทำให้การผลิต antibodies ลดลง - ต่อมน้ำเหลืองและม้ามมีขนาดเล็กลง - ไขกระดูกมีไขมันมาแทนที่มากขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นได้ในสถานการณ์ที่ถูก กระตุ้นด้วยฮอร์โมน การขาดออกซิเจน เลือดออก เม็ดเลือดแดงแตก ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - อุบัติการณ์ของ autoimmune antibody เพิ่มสูงขึ้น - อุบัติการณ์ของมะเร็งเพิ่มขึ้น - โอกาสติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น อาจเกิดจากการสร้าง antibodies ลดลง และ/หรือการเสื่อมลงของภูมิคุ้มกัน ชนิดเซลล์ 9. ระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) การเปลี่ยนแปลง - น้ำหนักต่อมใต้สมองลดลงร้อยละ 20 มีเนื้อเยื่อพังผืดเข้าแทนที่มากขึ้น การไหลเวียนเลือดที่ต่อมใต้ สมองลดลง การผลิตฮอร์โมนต่างๆ ลดลง - ต่อมธัยรอยด์มีน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงแต่มีเนื้อเยื่อพังผืดมาสะสมมากขึ้น การทำงานของต่อมธัยรอยด์ ลดลงตามอายุเนื่องจากกลไกการกระตุ้นต่อมธัยรอยด์จาก TSH ล้มเหลว ทำให้ระดับ T3 มีปริมาณลดลง แต่ ระดับ T4 ยังคงที่ อัตราการสร้างและสลายของธัยรอยด์ฮอร์โมนในผู้สูงอายุลดลง ดังนั้น basal metabolic rate จึง ลดลงร้อยละ 20 จากอายุ 20-90 ปี - ต่อมพาราธัยรอยด์ฮอร์โมนทำงานลดลงตามอายุ แต่การทำงานของฮอร์โมนพาราธัยรอยด์จะเพิ่มขึ้น ในวัยสูงอายุ เพราะระดับเอสโตรเจนซึ่งออกฤทธิ์ต้านการทำงานของฮอร์โมนพาราธัยรอยด์มีระดับลดลง - อัตราการหลั่งของ cortisol ลดลงร้อยละ 25 - การหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนช้าลงและไม่เพียงพอ และเชื่อว่าเนื้อเยื่อมีความไวต่อ อินซูลินลดลงความสามารถในการใช้น้ำตาล (metabolize) ลดลง ความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (glucose tolerance) เกิดจากความผิดปกติระดับ post-receptor ทำให้การนำกลูโคสเข้าเซลล์ลดลง - ระดับเอสโตรเจนลดลง ทำให้ไม่มีประจำเดือน อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เสื่อมลงและสูญเสียหน้าที่ ผู้สูงอายุบางรายมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ เช่น หงุดหงิด โกรธง่าย ซึมเศร้า เป็นต้น สำหรับเพศชายการ เปลี่ยนแปลงเกิดน้อยกว่าเพศหญิง เพราะการหลั่งฮอร์โมนเพศชายค่อยๆ ลดลงทีละน้อย แต่มีผลทำให้ลักษณะ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 54 ~ ของเพศชาย (secondary sex characteristic) ลดลง ความรู้สึกทางเพศในผู้สูงอายุอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับ สิ่งแวดล้อมและการหาทางออกของพฤติกรรมในแต่ละคน ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง - เกิดภาวะ hypothyroidism ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดได้ - ระดับน้ำตาลในเลือดสูง - เกิด coronary thrombosis และ osteoporosis ❖ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจของผู้สูงอายุอาจได้รับอิทธิพลจากภาวะสุขภาพโดยทั่วไป ปัจจัยด้านยีน การศึกษา กิจกรรม การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและสังคม ความบกพร่องของอวัยวะรับความรู้สึกจะเป็น อุปสรรคต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลอื่น ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไร้ค่าและการแยกตัวได้ การ เปลี่ยนแปลงด้านจิตสังคมในวัยสูงอายุ ได้แก่ 1. การปลดเกษียณหรือการออกจากงาน การปลดเกษียณหรือการออกจากงานเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการทำงานทำให้บุคคลมีความมั่นคง และ มีศักดิ์ศรีในตัวเองที่สามารถพึ่งตนเองได้ การปลดเกษียณหรือการออกจากงานถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการที่ผู้สูงอายุค่อยๆ ถอยตัวเองออกจากงานและเป็นไปด้วยความสมัครใจ จะมีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงด้านจิตสังคมไม่มากนัก แต่ในทางตรงข้าม หากเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดหรือเกิดตามกำหนดอายุ ซึ่งบุคคลยังไม่ต้องการให้เกิดขึ้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต ทำให้บุคคลปรับตัวไม่ทันและเกิด ความรู้สึกสูญเสียใน 4 ด้านดังนี้ 1.1 สูญเสียสถานภาพและบทบาททางสังคม จากที่เคยเป็นบุคคลที่มีบทบาท และตำแหน่งต่างๆ มากมาย เคยเป็นผู้นำ มีคนเคารพนับถือในสังคม ต้องลดบทบาทของตนเองลง เปลี่ยนเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ทำให้สูญเสียความมั่นคงของชีวิต รู้สึกว่าตนเองหมดความสำคัญในสังคม 1.2 สูญเสียการสมาคมกับเพื่อนฝูง เมื่อปลดเกษียณหรือออกจากงาน โอกาสที่ผู้สูงอายุจะสมาคมกับ เพื่อนฝูงลดลง เนื่องจากปัญหาทั้งทางด้านร่างกาย มีโรคประจำตัว ทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้ลดลง การเคลื่อนไหว ช้า ไม่สะดวกในการเดินทาง นอกจากนั้นปัญหาทางด้านจิตใจ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจก็มีส่วนทำ ให้ผู้สูงอายุพบปะกับเพื่อนลดลง 1.3 สูญเสียสภาวะทางการเงินที่ดี เนื่องจากขาดรายได้หรือรายได้ลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการ ดำรงชีพเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น 1.4 แบบแผนการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะไม่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ทำให้ผู้สูงอายุต้อง ปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตใหม่ ทำให้ขาดความคุ้นเคยและเกิดความรู้สึกอึดอัดใจ การสูญเสียทั้ง 4 ด้านดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาและความทุกข์ใจให้แก่ผู้สูงอายุได้อย่างมาก โดยเฉพาะในรายที่ไม่ยอมรับและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการเปลี่ยนแปลงหลังปลดเกษียณหรือออก จากงานได้ 2. การเปลี่ยนแปลงของสังคมครอบครัว


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 55 ~ ในปัจจุบันสังคมครอบครัวเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ทำให้ ผู้สูงอายุต้องอยู่กันตามลำพัง ถูกทอดทิ้งและขาดที่พึ่ง โดยเฉพาะในรายที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหาของ ผู้สูงอายุจะมีมากขึ้น นอกจากนั้นการตายจากไปของคู่ครอง จะทำให้ผู้สูงอายุที่ยังมีชีวิตต้องประสบกับความเหงา ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีความผูกพันกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยและสังคมชุมชนที่เคยชิน ไม่อยากเปลี่ยนแปลงหรือลดบทบาทของตนเองจากหัวหน้าครอบครัวไปเป็นสมาชิกครอบครัว จึงไม่อยากจาก บ้านไปอยู่รวมกับครอบครัวของลูกหลาน ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาการไม่ให้เกียรติกัน ขาดความเคารพนับ ถือ ขาดความสนใจและเกื้อกูลต่อกันภายในครอบครัว ดังนั้นผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ในรายที่ ไม่สามารถทำได้ และจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น อาจทำให้เกิดความกดดันทางด้านจิตใจ ถ้าผู้สูงอายุไม่ยอมรับบทบาท ที่เปลี่ยนไป 3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ความ เจริญก้าวหน้ามีมากขึ้น ลูกหลานเริ่มมีเจตคติต่อผู้สูงอายุเปลี่ยนไป ผู้สูงอายุมีคุณค่าลดลง เพราะไม่ต้องพึ่งพา การถ่ายทอดความรู้ อาชีพ และประสบการณ์เหมือนในอดีต ผู้สูงอายุมีประโยชน์เพียงเป็นคนเฝ้าบ้าน ช่วยดูแล ลูกหลาน การเคารพนับถือและการกตัญญูรู้คุณมีน้อยลง มโนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ในสังคมเปลี่ยนแปลง ยึดถือ ด้านวัตถุนิยม คือเศรษฐกิจเป็นสำคัญ วัดคุณค่าของคนโดยอาศัยความสามารถในการทำงานหาเงิน ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงถูกมองว่าขาดคุณค่า ขาดความสามารถ ทำให้ผู้สูงอายุแยกตัวเองออกจากสังคมกลายเป็นสมาชิก กลุ่มน้อย และมีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปตามแบบอย่างของสมาชิกกลุ่มน้อย คือ มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ใจน้อย มีความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย คิดถึงแต่ตนเอง มีความวิตกกังวลสูง โกรธง่าย พึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจมากน้อยแตกต่างกันขึ้นกับสภาวะเหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม และภาวะวิกฤตซึ่ง แต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ ความสามารถในการเผชิญกับปัญหา ความรู้สึกมีคุณค่ามีศักดิ์ศรีของตนเอง ปรัชญาใน การดำรงชีวิต ความเชื่อ ความหวังและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม ในรายที่มีแรงกดดันมากๆ และผู้สูงอายุ ปรับตัวไม่ได้ บุคลิกภาพจะเสียมากขึ้น กลายเป็นภาระต่อสังคม ก่อให้เกิดปัญหาทางจิต อาจทำลายตัวเองและ ผู้อื่นได้ 4. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ปัจจุบันวัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงเป็นวัฒนธรรมทางตะวันตกมากขึ้น ในขณะที่ผู้สูงอายุยังมีความ คิดเห็นที่คงที่ ยึดมั่นกับคตินิยมของตนเอง ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งเป็นผลมาจาก ความสามารถในการเรียนรู้ และความจำเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ลดลง แต่สามารถจำเรื่องราวเก่าซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจ ได้ดี จึงทำให้ผู้สูงอายุเกิดการต่อต้านความคิดใหม่ๆ ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น ผู้สูงอายุกลายเป็นคน ล้าสมัย ขี้บ่น ทำให้ลูกหลานไม่อยากเลี้ยงดู กลายเป็นส่วนเกินของครอบครัว ผู้สูงอายุจึงแยกตัวเองและเกิด ความรู้สึกท้อแท้มากขึ้น 5. การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ได้แก่ 5.1 บุคลิกภาพ (personality) รูปแบบของบุคลิกภาพของผู้สูงอายุ สามารถแบ่งได้ 4 แบบ คือ - บุคลิกภาพแบบผสมผสาน (integrated personalities) เป็นบุคลิกภาพที่ดีซึ่งสามารถพบได้ในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 3 แบบ คือ 1) reorganizers คือกลุ่มที่ค้นหากิจกรรมเพื่อปรับปรุงความสามารถดั้งเดิมที่หายไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 56 ~ จะมีการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันสูง และมีความพึงพอใจค่อนข้างมาก 2) focused เป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมและ ระดับความพึงพอใจปานกลาง 3) disengaged เป็นกลุ่มถดถอยตนเองออกจากสังคม มีกิจกรรมน้อยแต่มีระดับ ความพอใจสูง - บุคลิกภาพแบบต่อต้าน (armored or defended personalities) บุคลิกภาพแบบนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1) holding on เป็นกลุ่มที่เกลียดกลัวความชรา พยายามยึดรูปแบบบุคลิกภาพของตนในวัยกลางคนไว้ และมี ความพึงพอใจในระดับสูงต่อการยึดถือเช่นนี้ 2) constricted เป็นกลุ่มที่เกลียดกลัวความชรา ชอบจำกัดบทบาท และพฤติกรรมของตนเอง จะมีความพึงพอใจสูงถ้าบทบาทของตนเองมีน้อยตามที่คาดหวังไว้ - บุคลิกภาพเฉยชาและพึ่งพาบุคคลอื่น (passive dependent personalities) บุคลิกภาพแบบนี้แบ่ง ออกเป็น 2 แบบ คือ 1) succurance seeking เป็นกลุ่มที่พึ่งพาบุคคลอื่นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์ ของตนเอง 2) apathic or rocking chair เป็นกลุ่มที่แสดงพฤติกรรมเฉยชา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมน้อย มี ความพอใจระดับปานกลางและต่ำ - บุคลิกภาพแบบขาดการผสมผสาน (integrated personalities) พบในผู้สูงอายุที่ไม่สามารถปรับตัวให้ ยอมรับความชราของตนเองได้ ขาดการควบคุมอารมณ์ มีความบกพร่องด้านการคิดอ่านและสภาวะจิตใจอย่าง เห็นได้ชัด มีพฤติกรรมและความพึงพอใจต่อชีวิตอยู่ในระดับต่ำ โดยปกติแล้วบุคลิกภาพไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ผู้สูงอายุที่มีความเมตตาและอ่อนโยนช่วงที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน บุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปต้องแยกจากกระบวนการของโรค ผู้สูงอายุที่มีลักษณะ เข้มงวด (rigidity) มักเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านร่างกายและจิตใจมากกว่าบุคลิกภาพเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพของผู้สูงอายุอาจเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อตนเอง เช่น การ เกษียณอายุ การเสียชีวิตของคู่สมรส การพึ่งตนเองไม่ได้ รายได้ลดลง และความพิการที่เกิดขึ้น ไม่มีชนิดของ บุคลิกภาพใดที่สามารถนำไปใช้อธิบายสำหรับผู้สูงอายุทุกคนได้ ศีลธรรมจรรยา ทัศนคติ และความรู้สึกมีคุณค่า ในตนเองมีแนวโน้มมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต 5.2 ความจำ (memory) ความจำ หมายถึง กระบวนการเก็บข้อมูลและเอาข้อมูลออกมา ชนิดของความจำ ได้แก่ 1) ความจำระยะ สั้น (short-term memory) เป็นความจำที่จำได้ในช่วง 30 วินาที-30 นาที 2) ความจำระยะยาว (long-term memory) เป็นความจำที่เกิดจากการเรียนรู้ มีการเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นระยะเวลานาน 3) ความจำเกี่ยวกับ ความรู้สึก (sensory memory) เป็นความจำที่ผ่านมาทางอวัยวะรับความรู้สึก ความจำนี้สิ้นสุดได้รวดเร็วมากเพียง สองสามวินาที ผู้สูงอายุมีปัญหาเกี่ยวกับความจำในระยะสั้นบ้าง ส่วนความจำทันทีและความจำระยะยาวยังปกติ แต่ความจำระยะยาวอาจช้าลง โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ความพร่องในเรื่องความจำเป็นผลมา จากปัจจัยต่างๆ มากกว่ากระบวนการสูงอายุปกติ 5.3 สติปัญญา (intelligence) ในผู้สูงอายุจะเกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาการเรียนรู้ในอดีตประสบการณ์ในการแก้ปัญหา และสภาวะ สุขภาพในขณะนั้น โดยทั่วไปการเสื่อมทางสติปัญญาจะค่อยเป็นค่อยไปไม่เท่ากันทุกคน คุณลักษณะความเสื่อม ทางปัญญาที่พบในผู้สูงอายุได้แก่ - ความสามารถในการใช้เหตุผล (inductive reasoning)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 57 ~ - ความสามารถในการคำนวณบวกลบตัวเลข (numerical ability) - ความสามารถในการคิดเรื่องนามธรรม (abstract ability) - ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ลดลง (creative ability) แต่จะดีขึ้นถ้าผู้สูงอายุใช้ ประสบการณ์ เดิมที่ผ่านมาช่วย อย่างไรก็ตามก็ยังใช้เวลาในการคิดนานกว่าวัยหนุ่มสาว - ความสามารถในการคิดตัดสินใจช้าลง (judgment ability) ต้องให้บุคคลอื่นช่วยในการตัดสินใจ 5.4 การเรียนรู้ (learning) ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้สูงอายุไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก มีปัจจัยอื่นๆ ที่รบกวนความสามารถใน การเรียนรู้ของผู้สูงอายุ ได้แก่ แรงจูงใจ ช่วงความสนใจ การส่งผ่านข้อมูลของสมองช้าลง ความบกพร่องในการ รับรู้ และความเจ็บป่วย ในระยะแรกของการเรียนรู้ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มในการเรียนรู้ยากกว่าในวัยหนุ่มสาว แต่เมื่อ เวลาผ่านไปนานขึ้นผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ได้ทัน การเรียนรู้จะเกิดได้อย่างดีที่สุดเมื่อข้อมูลที่เรียนรู้ นั้นมี ความสัมพันธ์กับข้อมูลที่เคยเรียนรู้มาแล้ว 5.5 ช่วงความสนใจ (attention span) ผู้สูงอายุมีความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังได้ลดลง คือไม่เกินระยะเวลา 45 นาที ถูก ทำให้เสียสมาธิจากสิ่งกระตุ้นที่ไม่เกี่ยวข้องได้ง่าย และความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนลดลง 5.6 ด้านสมรรถภาพการรับรู้ข้อมูลและการนำความรู้สู่การปฏิบัติ (competence and performance) ลดลง โดยส่วนใหญ่สมรรถภาพในการนำความรู้สู่การปฏิบัติต่ำกว่าสมรรถภาพการรับรู้ข้อมูลเนื่องจากหลาย ปัจจัย เช่น สมองทำงานลดลง การรับรู้น้อยลง ความจำสั้นลง การตอบสนองช้าลง ผู้สูงอายุมักกลัวสิ่งที่ตนเองไม่ รู้และตื่นเต้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าตนเองจะตอบสนองได้หรือไม่ กลัวความ ล้มเหลวผู้สูงอายุจึงต้องการการส่งเสริมสนับสนุนและต้องการแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นในการทำกิจกรรมใหม่ๆ 5.7 ด้านเจตคติ ความสนใจ และคุณค่า (attitude, interest and values) พบว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละ บุคคลซึ่งมีอิทธิพลมาจากเพศ สังคม อาชีพ เชื้อชาติ และวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงเจตคติของผู้สูงอายุไม่ใช่สิ่ง ง่าย การสอนเพื่อให้ผู้สูงอายุรับรู้เรื่องราวใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงเจตคติของผู้สูงอายุ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนเจตคติได้ 5.7 ด้านการรับรู้เกี่ยวกับตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-concept and self-esteem) ถ้า เป็นไปในทางบวกจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวและแก้ปัญหาได้ดี ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองมีผลมาจาก กระบวนการความคิด อารมณ์ความปรารถนา คุณค่า และพฤติกรรม นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับงานและสังคม ของผู้สูงอายุด้วย ดังนั้นการเตรียมงานที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความรู้สึกที่ มีคุณค่าในตัวเอง เช่น การทำงานอดิเรก การเป็นอาสาสมัครทำงานช่วยเหลือสังคม การทำงานที่ผู้สูงอายุชอบ เป็นต้น ปัญหาที่พบจากการเปลี่ยนแปลงทางจิตสังคมในวัยสูงอายุ เนื่องจากวัยสูงอายุต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคมหลายประการ ซึ่งผู้สูงอายุจำเป็นที่ จะต้องมีการปรับตัวให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในกรณีที่ผู้สูงอายุปรับตัวไม่ได้จะเกิดผลกระทบทางด้าน จิตสังคม ทำให้เกิดปัญหาทางจิต ซึ่งพอสรุปสาเหตุ ดังนี้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 58 ~ 1. ขาดความสามารถทางด้านร่างกาย (physical disability) เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดและพบมากที่สุด ส่วน ใหญ่เกิดจากการมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ทำให้ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง ไม่สามารถทำกิจวัตร ประจำวันได้ด้วยตนเอง ต้องมีผู้ดูแลช่วยเหลือ ในรายที่ไม่มีผู้ดูแลจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้น ความเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความคับข้องใจได้มาก เนื่องจากในวัยสูงอายุ เมื่อเกิดความเจ็บป่วยจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานาน ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ และต้องพึ่งพา ผู้อื่นมากขึ้น ความเจ็บป่วยเรื้อรังของผู้สูงอายุจะมีผลทำให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกสูญเสียหลายด้าน เช่น สูญเสีย ความเป็นอยู่ที่ดี ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิตของตนเอง สูญเสียอิสระและการพึ่งพาตนเอง ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น สูญเสียความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในรายที่ต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ร่วมกับ ลูกหลาน หรือต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล สูญเสียความสุขสบาย สูญเสียด้านจิตใจทำให้เกิดความวิตก กังวลและซึมเศร้า สูญเสียอัตมโนทัศน์แห่งตน ทำให้การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ภาพลักษณ์ ความรู้สึกภาคภูมิใจ การ ยอมรับคุณค่าตนเองและความสำเร็จเปลี่ยนไป สูญเสียบทบาทในสังคมและครอบครัว ทำให้ไม่สามารถทำงาน เข้าสังคมรวมกลุ่มกับบุคคลอื่น และไปเที่ยวพักผ่อนได้ตามต้องการ 2. ขาดความสามารถทางด้านจิตใจ (mental disability) พบได้มากจากภาวะเครียดในวัยสูงอายุ ซึ่งอาจ เกิดจากความเจ็บป่วยที่เกิดอย่างกะทันหันอย่างเรื้อรัง สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มีความผิดปกติในการรับรู้ เช่น สายตาไม่ดี หูตึง มีภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาทางจิต ทำให้เกิดความลำบากในการปรับตัว และเกิดปัญหาทางจิต ตามมา 3. ขาดความสามารถทางด้านสังคม (social incompetence) เป็นผลจากปัญหาทั้งทางด้านร่างกายและ จิตใจ บางรายอาจขาดความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ ทำให้ขาดความสามารถในการเรียนรู้ 4. บุคลิกภาพที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง (difficult personalities) ได้แก่ บุคลิกภาพที่ดื้อรั้น แข็งกร้าว และ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง พฤติกรรมต่อต้านสังคม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว เงียบ นิ่งเฉย พฤติกรรมเหล่านี้จะทำ ให้เกิดภาวะเครียดกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือผู้ดูแล ❖ การพยาบาลผู้สูงอายุตามการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการชรา การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการชรา การพยาบาล ปริมาณน้ำภายในเซลล์ลดลง - ป้องกันการขาดน้ำโดยให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1,500 มล. ไขมันชั้นใต้ผิวหนังลดลง ทำให้ฉนวนธรรมชาติลด น้อยลง - สวมเสื้อผ้าให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น Cardiac output และ stroke volume ลดลง แรง ต้านของหลอดเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้น - มีช่วงพักระหว่างมีกิจกรรม - ติดตามประเมินความดันโลหิต อาการบวม ฟังปอด - แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ได้แก่ การ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค หลีกเลี่ยงอาหารมัน หวาน เค็มจัด


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 59 ~ การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการชรา การพยาบาล ความยืดหยุ่นและการขยายของปอดลดลง อากาศ เข้าไปที่ส่วนฐานของปอดน้อย ปอดและช่องอกแข็ง การแลกเปลี่ยนก๊าซและการไอมีประสิทธิภาพ ลดลง - กระตุ้นให้หายใจลึกๆ ไออย่างมีประสิทธิภาพ - ระวังการสำลักขณะรับประทานอาหาร - ประเมินอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อใน ระบบทางเดินหายใจ ฟันเปราะ เหงือกร่น - ประเมินช่องปาก - แนะนำให้พบทันตแพทย์ปีละครั้ง ความไวในการรับรสลดลง - ควบคุมการรับประทานอาหารที่มีรสหวานและเค็มจัด ปากแห้ง - ให้ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารและกระเพาะ อาหารลดลง การหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ลดลง - ประเมินการย่อยอาหาร - จัดแบ่งมื้ออาหารเป็นวันละ 5-6 มื้อ - ไม่นอนหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 1 ชม. ลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนไหวลดลง - กระตุ้นให้ขับถ่ายเป็นเวลา - ประเมินและเฝ้าระวังความถี่ ความสม่ำเสมอ และ ปริมาณของการขับถ่าย ขนาดของไต จำนวนของหน่วยไต (nephrons) เลือด มาที่ไต อัตราการกรอง การทำงานของท่อไตลดลง - พิจารณาขนาดของยาที่ผู้สูงอายุได้รับ - สังเกตผลข้างเคียงของยา - สังเกตค่า creatinine clearance ที่ลดลง และระดับของ BUN ที่สูงขึ้น ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ - ช่วยดูแลให้ผู้สูงอายุได้ขับถ่ายปัสสาวะ ระวังความ ปลอดภัยเมื่อไปปัสสาวะในเวลากลางคืน - สังเกตอาการแสดงของการติดเชื้อในระบบทางเดิน ปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต ช่องคลอดแห้งและบอบบาง ช่องคลอดมีความเป็นด่างมากขึ้น - แนะนำการตรวจต่อมลูกหมากทุกปี - ใช้สารหล่อลื่นเพื่อความสุขสบายเวลามีเพศสัมพันธ์ - สังเกตอาการของช่องคลอดอักเสบ (vaginitis) กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และ มวลกล้ามเนื้อลดลง - กระตุ้นให้มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ให้ใช้ กล้ามเนื้อมากเกินไป มวลกระดูกและเกลือแร่ในกระดูกลดลง - แนะนำเรื่องความปลอดภัยเพื่อป้องกันการล้มและ กระดูกหัก - แนะนำการรับประทานแคลเซียมและการออกกำลัง กาย ระยะที่ 3 และ 4 ของ NREM ลดลง - ประเมินปริมาณและคุณภาพการนอน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 60 ~ การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการชรา การพยาบาล การปรับของสายตาลดลง การมองเห็นในที่มืด ลดลง - ให้ตรวจตาประจำปี - จัดของใช้ให้อยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน - จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ สูญเสียการได้ยินกับเสียงความถี่สูง - พูดเสียงดัง แต่ความถี่ต่ำกับผู้สูงอายุ (low-pitched voice) การรับความรู้สึกปวดและแรงกดลดลง - สังเกตการตอบสนองต่อความปวด - ระวังการเกิดแผลกดทับ ภูมิคุ้มกันลดลง - ใช้เทคนิคการป้องกันการติดเชื้อ - ส่งเสริมภาวะโภชนาการ อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลง - แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีพลังงาน มากเกินไป มีการเปลี่ยนแปลงของการหลั่งอินซูลินและเมตา บอลิสมของน้ำตาล - แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตมากเกินไป - สังเกตอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง และต่ำ ผิวแห้ง - ใช้สบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ความรู้สึกไร้ค่า แยกตัว ภาวะซึมเศร้า - ส่งเสริมการดูแลตนเอง สนับสนุนให้ผู้สูงอายุดูแล ตนเองอย่างถูกต้อง เพิ่มความสามารถของผู้สูงอายุ - ส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าและความสามารถของ ผู้สูงอายุ โดยการให้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัวและสังคม - ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการรับรู้ ป้องกันปัญหาการแยกตัว ❖ ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีววิทยาและพฤติกรรมที่แตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมาก และเป็น สิ่งที่พยาบาลต้องตระหนักและนำมาใช้ในการพยาบาล ในเบื้องต้นต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้สูงอายุ นั้นมาจาก 1) กระบวนการของโรคที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอยู่ 2) การไม่ได้ใช้งานหรือการไม่มีกิจกรรม ที่จะเป็นมาก ขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และ 3) กระบวนการสูงอายุที่เกิดกับมนุษย์ทุกคน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากความ สูงอายุนี้เสริมโรค และการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้งานให้เกิดผลลัพธ์มากขึ้น ผู้สูงอายุแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกันถึงแม้จะมีอายุใกล้เคียงกัน ด้วยอัตราการเสื่อมของอวัยวะ ในแต่ละคนแตกต่างกัน รวมทั้งเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่อายุค่อนข้างมากจะมีลักษณะ ทางคลินิกที่แตกต่างจากผู้ป่วยที่อายุน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง จากวัยอื่นนี้ เพื่อทำความเข้าใจสภาพความแตกต่างของแต่ละบุคคล และแต่ละวัย เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมเป็น


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 61 ~ รายๆ ไป ซึ่งลักษณะเฉพาะทางคลินิกของผู้ป่วยสูงอายุนี้มีความสำคัญ และเพื่อให้สามารถจำนำไปใช้ได้ง่าย มี การเสนออักษรช่วยจำไว้ คือ RAMPS ได้แก่ 1. Reduced body reserve พลังงานสำรองของร่างกายลดลง ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายวิภาค และทางสรีรวิทยาเนื่องจากความชรา ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีลักษณะทางเวชกรรมแตกต่างจากผู้ป่วยวัยอื่น ทำให้เกิด การเจ็บป่วยได้ง่ายและรุนแรงกว่าวัยอื่น เมื่ออายุมากขึ้นสมรรถภาพสำรองจะลดลง แม้สมรรถภาพที่มีอยู่จะ เพียงพอในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโรคหรือสภาพแวดล้อม และมีความจำเป็นต้องใช้ สมรรถภาพสำรองแล้ว ระบบอวัยวะและความสมดุลในร่างกายผู้สูงอายุจะแปรปรวนและล้มเหลวได้รวดเร็ว ดังนั้นผู้สูงอายุจึงไวต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ง่าย 2. Atypical presentation อาการนำ อาการแสดงของโรคและความผิดปกติหลายอย่างในผู้สูงอายุ ไม่เป็นไป ตามแบบฉบับที่เคยพบในผู้ป่วยอายุน้อย ซึ่งอาจจะเป็นผลเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายเนื่องจากสูง วัย เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่อาจจะมีภาวะสับสนเฉียบพลัน และไม่ยอมลุกจากเตียง เป็นต้น ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพสำรองต่ำ เมื่อเกิดความผิดปกติของ ระบบอวัยวะหนึ่งอาจมีผลต่อระบบอวัยวะอื่นด้วย ทำให้มีอาการของหลายระบบเกิดขึ้น และเกิดความสับสนใน อาการที่พบ อาการและอาการแสดงทางคลินิกไม่ชัดเจน (atypical presentation) ข้อมูลในผู้สูงอายุไทยที่มาพบแพทย์ที่ ห้องฉุกเฉินพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมาด้วยอาการไม่ซัดเจน โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม และ ผู้สงอายุที่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สัมพันธ์กับอาการและอาการแสดงทางคลินิกที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้การวินิจฉัยล่าช้า วินิจฉัยผิดพลาด นำไปสู่การดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม โดยผู้สูงอายุมีอาการและอาการ แสดงได้เป็น 2 ลักษณะดังนี้ - อาการไม่จำเพาะกับโรคที่พบในผู้ป่วยทั่วไป เช่น อาการไทรอยด์เป็นพิษ ผู้สูงอายุอาจมาด้วยอาการ เบื่ออาหาร อารมณ์เศร้า ไม่มีอาการใจสั่น ซึ่งเรียกว่า apathetic hyperthyroidism นอกจากนี้โรคโดยทั่วไปผู้ป่วย ควรมีไข้ เช่น โรคติดเชื้อ กลับไม่พบในผู้สูงอายุได้ถึงประมาณ 1 ใน 3 - อาการที่พบปอยในผู้สูงอายุที่ไม่จำเพาะต่อระบบอวัยวะใดชัดเจน ซึ่งเรียกว่า geriatric giants โดย เรียกภาพรวมของอาการที่พบบ่อยเหล่านี้ว่าเป็นกลุ่มอาการสูงอายุ (geriatric syndromes) ประกอบตัวย instability (ภาวะหกลัม), immobility (การสูญเสียดวามสามารถในการเคลื่อนไหว), intellectual impairment (การรู้คิด บกพร่อง), incontinence (ภาวะกลั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้), in appetite หรือ inanition (ภาวะไม่เจริญอาหาร นำไปสู่การขาดสารอาหาร), insomnia (การนอนไม่หลับ) iatrogenesis (โรคหรือภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติทาง การแพทย์) นอกจากนี้ยังมีอีกภาวะหนึ่งคือ ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่กล่าวถึงกันไม่ นานนักและมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน กลุ่มอาการสูงอายุเหล่านี้มักมีสาเหตุจากความผิดปกติหลาย ระบบในร่างกาย ทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและดูแลรักษา ตัวอย่างเช่นในผู้สูงอายุที่มีโรคติดเชื้อ อาการที่พบบ่อยในวัยอื่น ได้แก่ ไข้ และ ชีพจรเต้นเร็ว ซึ่งเป็นอาการ ที่อาจไม่พบในผู้สูงอายุแต่มาด้วยกลุ่มอาการสูงอายุเป็นอาการนำเพียงอย่างเดียว ได้แก่ ภาวะหกล้ม ภาวะสับสน เฉียบพลัน ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง หรือบางรายมาด้วยภาวะขาดสารน้ำรุนแรง โดยไม่พบ อาการที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อชัดเจน (ตารางที่ 3.1) ผู้สูงอายุที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีเพียง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 62 ~ ร้อยละ 20 ที่มาด้วยอาการที่จำเพาะคือ อาการเหนื่อยง่ายและเจ็บหน้าอก ส่วนใหญ่มักมาด้วยอาการไม่ชัดเจน (ตารางที่ 3.2) คือ ไม่เจ็บหน้าอก หรือเจ็บหน้าอกเล็กน้อย บางรายมาด้วยภาวะสับสนเฉียบพลัน อาจมีอาการ เหนื่อยเล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจไม่พบลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด คลื่นไฟฟ้า หัวใจแบบ left bundle branch block (LBBB) พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่อายุเกิน 65 ปีที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน เมื่อเทียบกับคนที่อายุน้อยกว่า (ร้อยละ 5) ดังนั้นในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงควรได้รับการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้ก่อน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจครั้งอื่นๆ ทำให้การวินิจฉัยได้รวดเร็วและ ถูกต้องมากขึ้น ตารางที่ 3.1 อาการจำเพาะและไม่จำเพาะที่พบในผู้สูงอายุที่มีการติดเชื้อ ความผิดปกติ อาการจำเพาะ อาการไม่จำเพาะ โรคปอดอักเสบ ไข้ ไอ หอบ เสมหะปริมาณมาก ไม่มีอาการจำเพาะ มีแต่อาการเหนื่อย เพลีย เบื่ออาหาร สับสน โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะ เป็นเลือด ปัสสาวะไม่ขัด มีภาวะกลั้นปัสสาวะ ไม่ได้ สับสน เบื่ออาหาร โรคติดเชื้อโดยรวม ไข้ ชีพจรเต้นเร็ว จำนวนเม็ดเลือดขาว สูง ไม่มีไข้ หรืออุณหภูมิกายต่ำกว่าปกติ ชีพจรเต้นไม่เร็ว เม็ดเลือดขาวในเลือด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตารางที่ 3.2 อาการที่จำเพาะและไม่จำเพาะในผู้สูงอายุที่มาด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อาการจำเพาะ อาการไม่จำเพาะ เจ็บหน้าอก เจ็บหน้าอกเล็กน้อย หรือไม่เจ็บเลย เจ็บหน้าอกร้าวไปที่คอ กราม หรือแขนซ้าย สับสนเฉียบพลัน หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย เหนื่อยเล็กน้อย หรือไม่เหนื่อยเลย คลื่นไฟฟ้าหัวใจบ่งชี้ว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ หรือมีลักษณะ non-Q wave infarction 3. Multiple pathology การมีหลายโรคหลายปัญหา อายุมากขึ้นทำให้โอกาสได้รับผลกระทบจาก สภาพแวดล้อมและการติดเชื้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งโรคเรื้อรังและสมรรถภาพที่ถดถอยจะปรากฏมากขึ้นในวัยสูงอายุ ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีโรคหรือปัญหาหลายอย่าง นอกจากผู้สูงอายุจะมีพยาธิสภาพหลายชนิดในหลายระบบอวัยวะ ในเวลาเดียวกันแล้ว พยาธิสภาพนั้นยังมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งจากพยาธิสภาพและการดูแลรักษา 4. Polypharmacy การที่ผู้สูงอายุมีหลายโรคจึงมักจะได้รับยาหลายชนิด ซึ่งยาที่ผู้สูงอายุใช้นอกจากมาจาก แพทย์ อาจมาจากการซื้อหาเอง ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลเสียจากการใช้ยา หรือการมีปฏิกิริยา ระหว่างกันของยา (adverse drug reaction) ได้บ่อยและมักมีความรุนแรง ซึ่งอาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุต้อง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 63 ~ มาพบแพทย์ด้วยอาการบางอย่าง เช่น มีภาวะสับสนเฉียบพลัน (acute confusion) ภาวะหกล้มมีขาหัก (เพราะยา ทำให้เกิด orthostatic hypotension) ซึม ไม่รู้ตัว (ยาทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ/โซเดียมต่ำ/แคลเซียมสูง) เป็นต้น ผลเสียจากการใช้ยาหรือการมีปฏิกิริยาระหว่างกันของยาเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การได้รับยา หลายขนานร่วมกัน (polypharmacy) การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic) และทางเภสัช พลศาสตร์ (pharmacodynamic) เนื่องจากความสูงอายุ และเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (human error) พบว่าการใช้ยาหลายขนานร่วมกันเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดต่อการเกิดผลเสียจากการใช้ยาหรือการมีปฏิกิริยา ระหว่างกันของยาในผู้สูงอายุ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ได้ยาหลายขนานนั้น อาจเกิดจากการได้รับยาที่มีข้อบ่งชี้ไม่ เหมาะสม การซื้อยาใช้เอง ดังนั้นการดูแลรักษาผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาให้ยาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และผู้ที่ให้ยา ต้องทราบ pharmacokinetic ของยาในผู้สูงอายุเป็นอย่างดี 5. Social adversity การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมที่เกิดจากการเกษียณอายุจากการทำงาน การมีรายได้ ลดลง การแยกบ้านของลูก การจากไปของคู่สมรส การห่างเหินจากกลุ่มเพื่อน ความสามารถในการช่วยเหลือ ตัวเองลดลง อาจทำให้ผู้สูงอายุต้องพึ่งพาบุคคลอื่น จึงอาจมีความจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือมีความ จำกัดในการที่จะได้รับการดูแลที่เหมาะสม ดังนั้นในการดูแลผู้สูงอายุจึงต้องเกี่ยวข้องกับญาติและผู้ดูแล โดย ต้องการการประเมินความสัมพันธ์ของเครือญาติ และเครือข่ายทางสังคมที่สนับสนุนผู้สูงอายุ ตลอดจนเศรษ ฐานะ สังคมสิ่งแวดล้อม และยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย มาตรการการช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่ ผู้สูงอายุควรได้รับจากครอบครัว ชุมชน และภาครัฐด้วย ❖ การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และการเป็นผู้สูงอายุ การเตรียมการที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ 1. การเตรียมรับมือกับโรคเรื้อรัง/ต้องพึ่งพาผู้อื่นที่อาจจะเกิดขึ้น โรคเรื้อรัง หมายถึงโรคที่มีระยะเวลาการดำเนินโรคยาวนาน มีการดำเนินโรคช้า โดยจะมีการสะสมและก่อ ตัวของโรคเกิดขึ้นทีละน้อยไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาเป็นเพียงการประคับประคองเพื่อไม่ให้สูญเสีย การทำงานของร่างกายมากขึ้น โรคเรื้อรังที่สำคัญมี 4 ประเภท ได้แก่ (1) โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง (2) โรคมะเร็ง (3) โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น โรค ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด และ (4) โรคเบาหวาน ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคในกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น โดยที่ผู้ป่วยมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โรคในกลุ่มไม่ ติดต่อเรื้อรังที่คนไทยป่วยกันมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองมากขึ้น กล่าวได้ว่าคนไทยในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมการกิน อาหารที่เปลี่ยนไป สะดวกซื้อกินมากกว่าทำเอง รวมถึงมีพฤติกรรมการกินอาหารมันและเค็มมากขึ้น ออกกำลัง กายน้อย ดังนั้นเมื่อป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแล้ว จึงมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนจากโรคไม่ ติดต่อเรื้อรังด้วย เช่น โรคไขมันในเลือดสูง กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการ เส้นเลือดสมองแตก ขณะที่อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน มีทั้งอาการเบาหวานที่ตา อาการชาตามปลายนิ้ว มือและนิ้วเท้า หรือเป็นแผลง่าย รักษายาก จำต้องตัดอวัยวะในส่วนที่เป็นแผลทิ้ง เป็นต้น เมื่อเป็นโรคความดัน โลหิตสูงไปนานๆ จะมีอาการแทรกซ้อนของโรคเพิ่มเข้ามา และมีความเสียงต่อการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 64 ~ วิธีป้องกันโรคเรื้อรังและโรคแทรกช้อนจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตประจำวัน เลือกรับประทานอาหารแต่ละประเภทให้เหมาะสม อาหารที่มีรสชาติเข้มข้น ประกอบด้วย เครื่องปรุงรสหลายอย่าง ซึ่งการทานหวาน มัน เค็ม เป็นเรื่องอันตรายและเหตุก่อโรค จึงไม่ควรเลือกทานบ่อย หรือหากมีเวลาประกอบอาหารเอง ใช้วิธีการอบหรือนึ่งจะดีกว่าการทอด ควรมีผักหรือผลไม้ในอาหารทุกมื้อ หลีกเสี่ยงอาหารจานด่วน เช่น พิซซ่า งดน้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส พักผ่อนให้ เพียงพอ ปรับลดพฤติกรรมเสียงอย่างสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ 2. การเตรียมการด้านเศรษฐกิจ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการเกษียณอายุจากการทำงาน ทำให้รายได้ที่เคยมีอยู่กลับขาด หายไป จากเป็นผู้ที่หารายได้ตัวยตนเองต้องกลับกลายมาพึ่งพิงบุคคลอื่น โดยส่วนใหญ่รายได้มาจากบุตร รองลงมาได้จากการทำงาน เบี้ยยังชีพ เงินบำนาญ คู่สมรส เงินออม ดอกเบี้ย เงินออม ญาติพี่น้อง และอื่นๆ แต่ ในสถานการณ์ปัจจุบัน แหล่งรายได้หลักที่ได้รับจากบุตรมีแนวโน้มลดลง และในทางกลับกันรายได้จากการทำงาน กลับเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากวัยผู้สูงอายุตอนต้นจะยังคงทำงานอยู่มากกว่าครึ่งของวัยผู้สูงอายุทั้งหมด ถึงแม้ว่า ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังคงทำงานอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเข้าสู่วัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะไม่สามารถทำงานได้อีก และภาวะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุก็จะต่ำลง ประกอบกับข้อมูลสำรวจสถานการณ์ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ผู้สูงอายุ ก็ยังมีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน มีจำนวนถึงร้อยละ 34.3 จึงเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงได้ส่งผลถึงผู้สูงอายุ ทั้ง ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ จึงเกิดจากปัจจัยที่ผสม รวมกัน ออกมาเป็นผู้สูงอายุแต่ละคนที่ดำเนินชีวิตในสังคมต่อไป การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงด้านเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุทำให้ผู้สูงอายุมีความยากลำบากในการปรับตัว และส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสังคมกับผู้สูงอายุอย่างมาก รัฐจึงจำเป็นต้องเพิ่มความสนใจในการเตรียมการป้องกัน และแก้ปัญหาของประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเชิงเศรษฐกิจของผู้สูงอายุของไทย พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ดูได้จากผู้ที่ทำงานราชการเมื่อเกษียณอายุรายได้จะ ลดลง ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้สูงอายุที่ยากจนไม่มีเงินสะสมไว้ในขณะที่ทำงานได้ ปัญหา เศรษฐกิจจะเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุประสบความลำบากในเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องอาหารการกิน และ ปัญหากายและใจ ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้สูงอายุมีความเป็นห่วงและ กังวลมากที่สุด เมื่อพูดถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ เรามักหมายถึงความไม่เพียงพอของรายได้เมื่อเทียบกับรายจ่าย และมักรวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่นอนหรือผันผวนของรายได้และรายจ่ายด้วย ปัจจัยทางเศรษฐกิจจึง ถือเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ควรสร้างหลักประกันทางรายได้ของผู้สูงอายุ และระบบส่งเสริมการ ออมก่อนวัยผู้สูงอายุ (ระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ) ส่งเสริมการประกันตนเองก่อนสูงอายุ ในรูปแบบที่มีความ หลากหลายกว่าการประกันชีวิตและประกันสุขภาพ โดยศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในช่วงวัยต่างๆ เพื่อสร้าง หลักประกันในวัยสูงอายุ และเป็นกระบวนการสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และสมควร ดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนของตนได้อย่างมีคุณภาพ เช่น ขยายการจ้างงานในระบบหลังการเกษียณอายุการทำงาน พิจารณาเงินบำนาญผู้สูงอายุรายเดือน การออมระยะยาว มีการจัดสรรเงินสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุทุกคนที่มี รายได้เพื่อช่วยในการยังชีพ จัดตั้งกองทุนบำนาญระดับชาติให้เป็นองค์กรใหม่เป็นนิติบุคคลที่มีระบบและระเบียบ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 65 ~ การบริหารจัดการที่ชัดเจนและโปร่งใส มีคณะกรรมการบริหารกองทุนระดับมืออาชีพเพื่อสร้างความแก่ประชาชน ทุกคน การเก็บเงินออมนั้นคงต้องขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากเข้าถึงประชาชนได้ อย่างทั่วถึงและมีความสามารถติดตามดีกว่าส่วนกลาง จะทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นไปได้สูงกว่าและถูก กว่าการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง รัฐควรสนับสนุนด้านงบประมาณต่อปัญหาและความต้องการ ของผู้สูงอายุ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐต้องขยาย "ความเป็นธรรมของ ค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ" โดยควรต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายในทุกส่วนของการบริการสุขภาพ ได้แก่ ค่ายา ค่า รักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง การเตรียมความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากรายได้ ลดลงจากการเกษียณอายุ การไม่ได้ทำงานแล้วอาจจะทำให้ขาดรายได้ และยิ่งไปกว่านั้นหากผู้สูงอายุยังคิดจะ ทำงานอยู่ รายได้ที่สูงเช่นเดิมก่อนการเกษียณอายุย่อมเป็นไปได้ยาก ประกอบกับสมรรถภาพทางร่างกายที่สดลง การทำงานที่จะเป็นรูปแบบเดิมอาจะเป็นไปได้ยากขึ้น อีกทั้งผู้สูงอายุมักไม่คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจของตนเองว่ามี การเปลี่ยนแปลง และเมื่อเข้าสู่วัยนี้จริงๆ แล้ว อาจจะเกิดความกังวลตามมาว่า รายได้ที่มีอยู่จะเพียงพอต่อ รายจ่ายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และยิ่งความชราเพิ่มขึ้นย่อมสวนทางกับรายได้ที่ลดลงเรื่อยๆ ประกอบการมีสุขภาพ ร่างกายที่เสื่อมลง จะต้องรักษาอยู่บ่อยครั้ง เงินจึงเป็นปัจจัยในการดูแลรักษาสุขภาพ สถานะทางเศรษฐกิจที่ มั่นคง จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขมากขึ้น จึงมีแนวทางการเตรียมตัวทางรายได้ หลายแนวทางด้วยกัน ดังนี้ 2.1 การจัดการงบประมาณ การวางแผนงบประมาณรายรับ-รายจ่าย หลังการเกษียณอายุโดยการ วางแผนจากความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเกษียณอายุ ซึ่งควรรู้ว่ารายได้-รายจ่ายเป็นอย่างไร และ ต้องคาดคะเนถึงอนาคตอันใกล้ที่มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากหลังเกษียณอายุไม่กี่เดือน โดยการจัดทำ งบประมาณเป็นรายปี ซึ่งจัดทำแบบคร่าวๆ ก่อน แล้วจึงค่อยทำรายละเอียดภายหลัง ดูว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้น หากรายจ่ายเกินจากรายรับจะต้องอย่างไร หารายได้เพิ่มหรือว่าจะตัดรายจ่ายลง และการทดลองใช้เงินที่คาดว่า จะได้รับหลังเกษียณอายุช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อสำรวจว่าสามารถจัดการได้อย่างไรให้เหมาะสม 2.2 การประหยัดรายจ่าย วิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ได้แบบไม่เดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ วิธีหนึ่ง โดยการลดรายจ่ายที่พุ่มเฟือย ไม่ควรประมาทเรื่องการใช้จ่าย อันเนื่องมาจากติดนิสัยจากการใช้จ่ายที่ เคยเป็นก่อนหน้าที่ผ่านมา อย่างเช่นการใช้จ่ายทางสังคม แต่เมื่อความจำเป็นทางสังคมหมดไปในวัยนี้ ก็ควรงด การใช้จ่ายนั้นๆ ลง และจะเป็นการปฏิบัติที่ง่ายขึ้น หากจะลดการใช้จ่ายโดยเริ่มจากการลดรายจ่ายที่เป็นรายจ่าย เล็กๆ กว่า ซึ่งจะง่ายกว่ารายจ่ายใหญ่ๆ ลดสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่างอบายมุขทั้งหลาย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การ พนัน การสูบบุหรี่ เพราะนอกจากมีโทษทางร่างกายแล้ว ยังเป็นสิ่งพุ่มเฟือยและไม่จำเป็น 2.3 การเตรียมเงินสำรอง/สะสมทรัพย์ เงินสำรองสำหรับคำรักษาพยาบาล รวมถึงเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉิน เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น โดยมีรูปแบบการสะสมเงินหลายรูปแบบ ทั้งการออม การซื้อพันธบัตร การประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ซึ่งการออมควรจะเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเป็นเวลา 5-10 ปี เพื่อให้มี หลักทรัพย์ที่มั่นคง เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำอะไรก็จะยังมีเงินไว้ใช้จ่าย 3. การสร้างนิสัยในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 66 ~ การดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าของผู้สูงอายุไทย จะช่วยสร้างเสริมให้ผู้สูงอายุไทยดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยตัวของผู้สูงอายุเป็นหลัก ประกอบด้วยวิธีการที่สำคัญ 3 ข้อ ตามลำดับต่อไปนี้ 3.1 การสร้างเสริมให้ตนเองมีเจตคติที่ดีต่อการมีชีวิตยืนยาว ผู้สูงอายุควรดำเนินการสร้างเสริมให้ ตนเองมีเจตคติที่ดีต่อการดำรงชีวิตยืนยาว ด้วยขั้นตอน 3 ประการ ตามลำดับดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 แสวงหาความรู้ใหม่และข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เกี่ยวกับประโยชน์ของการมีชีวิตยืนยาว โดย แสวงหาจากบุคคลอื่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือ และประสบการณ์ตรงของ ตนเอง เป็นต้น ประโยชน์ของการมีชีวิตยืนยาวซึ่งผู้สูงอายุจะได้เรียนรู้ เช่น 1) การมีเวลามากขึ้นที่จะเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามความสนใจและความต้องการ 2) การมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้น ซึ่งปลอดโปร่งจากพันธนาการและภารกิจจำเป็นต่างๆ ซึ่งตน ได้แบกรับภาระมาเนิ่นนาน 3) การมีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน และสังคมได้มากขึ้น และยาวนานขึ้น ขั้นตอนที่ 2 ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจต่อการมีชีวิตยืนยาว เมื่อผู้สูงอายุเห็นประโยชน์ของการมี ชีวิตยืนยาวแล้ว ผู้สูงอายุควรได้รับการส่งเสริมจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ให้มีโอกาสได้สังเกต และเรียนรู้จากผู้สูงอายุ ต้นแบบที่เป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ความรู้สึกพึงพอใจต่อการมีชีวิตยืนยาว ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นกับ ผู้สูงอายุ เช่น 1) ความชื่นชอบการมีชีวิตยืนยาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาได้ตักตวงกำไรของชีวิต 2) ความพอใจที่จะดูแลรักษาตนเองให้มีชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุข 3) ความอยากเอาอย่างผู้สูงอายุต้นแบบที่มีชีวิตยืนยาวและมากด้วยคุณค่า ขั้นตอนที่ 3 หมั่นกระทำพฤติกรรมซึ่งสนับสนุนเจตคติที่ดีต่อการมีชีวิตยืนยาว เมื่อผู้สูงอายุเกิด ความรู้สึกพึงพอใจต่อการมีชีวิตยืนยาวแล้ว ผู้สูงอายุน่าจะมีแนวโน้มที่จะหมั่นกระทำพฤติกรรมซึ่งสนับสนุนเจต คติที่ดีต่อการมีชีวิตยืนยาว ตัวอย่างเช่น 1) การกำหนดเป้าหมายเพื่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุข ทั้งเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว ควรกำหนดครั้งละ 1 เป้าหมาย และควรเป็นเป้าหมายที่สามารถทำให้สำเร็จได้ 2) การวางแผนสู่เป้าหมายเพื่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุข 3) ความมุ่งมั่นลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จตามแผน เช่น การดูแลคนเองให้พร้อมเสมอที่จะพึ่งพาดนเองได้ ดี ทั้งตันสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุข 4) การให้กำลังใจ/รางวัล แก่ตนเองทุกครั้ง เมื่อเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 5) การกำหนดเป้าหมายลำดับต่อไป แล้วดำเนินการอย่างต่อเนื่องเรื่อยไปไม่หยุดยั้ง 3.2 การมุ่งมั่นเป็นผู้ให้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ผู้สูงอายุควรมุ่งมั่นเป็นผู้ให้ที่ดีอย่างต่อเนื่องได้ ตัวอย่างเช่น 1) การให้ความรู้ ความคิด ให้แนวทาง ให้คำแนะนำ ให้การปรึกษา ให้ข้อคิดจากการมีชีวิตยืนยาว ตลอดจนแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่ขอร้อง 2) การให้ความรักความอบอุ่น ให้ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ให้ความเอาใจใส่ให้กำลังใจแก่ สมาชิกในครอบครัว ผู้ร่วมงาน และผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม 3) การให้สิ่งที่มีมากเกินพอแก่ผู้อื่น ที่มีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 67 ~ 3.3 การปฏิบัติตนเป็นผู้รับที่ดีอยู่เสมอ ผู้สูงอายุควรปฏิบัติตนเป็นผู้รับที่ดีอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น 1) การน้อมรับคำแนะนำ ความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ด้วยดี เมื่อประสบปัญหาที่เกินกำลัง และ สติปัญญาของตนเพียงลำพังที่จะแก้ไขได้ โดยไม่อวดดี อวดรู้ อวดหยิ่ง 2) การยอมรับความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ตนสามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับการ เปลี่ยนแปลงของโลก 3) การรับความไม่แน่นอน และความไม่สมหวังที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติและสงบ 4) การยินดีรับเพื่อนใหม่ได้ ผูกมิตรเป็น ทั้งกับบุคคลวัยเดียวกันและต่างวัยกันที่จะช่วยให้ตนมีชีวิตชีวา ขึ้น และช่วยเพิ่มความหมายในการดำรงชีวิต 5) การรับธรรมะเข้ามาหล่อเลี้ยงใจได้อย่างถูกต้อง เพียงพอ และเหมาะสมกับโอกาส เพื่อให้จิตมี คุณภาพสูง และมีพลัง การดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง ดูแลตนเองได้ดี เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมี ความสุขพอสมควรในบั้นปลายของชีวิต โดยมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงตามวัยที่ เป็นไปในทางเสื่อมถอยของทั้งร่างกายและจิตใจ ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คือผู้สูงอายุมีความสุขความพอใจ ตามอัตภาพ มีความสามารถในการทำประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุประกอบด้วย การมีสุขภาพที่ดี การมีส่วนร่วมในการประกอบกิจการงานต่างๆ และมีความมั่นคงในชีวิต ผู้สูงอายุ ต้องเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมแวดล้อม รวมถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้ผู้สูงอายุ ต้องปรับตัวและยอมรับในความสูงอายุว่าเป็นไปตามปกติของชีวิต ยอมรับและเตรียมรับมือกับความเจ็บป่วยที่จะ เกิดขึ้นอย่างหลีกเสี่ยงไม่พ้น ผู้สูงอายุจึงควรมีความสามารถในการดูแลตัวเองได้ด้วยตัวของผู้สูงอายุเอง โดยยึด หลักสำคัญก็คือ ผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด และมีความสุขกายสบายใจ ในบั้นปลายของชีวิต เนื่องจากความสูงอายุเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทุก ระบบ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม มีความสำคัญต่อพยาบาลในการนำไปใช้เป็นแนวทางการ ประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ และใช้ประกอบการวางแผนการพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเพื่อให้การพยาบาลมี ความเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ปัจจัยที่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในวัยสูงอายุที่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการ หกล้มมีอะไรบ้าง พร้อมทั้งให้คำแนะนำหรือการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุ 2. ผู้สูงอายุชาย อายุ 70 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงและข้อเข่าเสื่อม ชอบซื้อยาแก้ปวดและยาลดกรดจาก ร้านขายยามารับประทานเอง รู้สึกว่าตนเองแก่เกินวัย เมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน พบว่าตนเองมีริ้วรอย มากกว่าและผมหงอกเร็วกว่า มีตกกระขึ้นบริเวณใบหน้าและหลังมือ ซึ่งบิดามารดาของตนเองก็มีลักษณะแบบนี้ เช่นเดียวกัน จากสถานการณ์นี้ให้นักศึกษาอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของผู้สูงอายุรายนี้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 68 ~ 3. ผู้สูงอายุหญิง อายุ 62 ปี ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ ย้ายมาอาศัยอยู่กับบุตรชาย ชอบไปไหนตาม ลำพัง เนื่องจากไม่รู้จักสมาชิกในหมู่บ้าน บ่นเหงาเมื่ออยู่คนเดียวและอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยออกสังคม เหมือนเคย นานๆ ถึงจะไปพบเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง มีความสุขกับการเลี้ยงไก่ ดูแลต้นไม้และนั่งสมาธิ จาก สถานการณ์นี้ให้นักศึกษาอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคมของผู้สูงอายุรายนี้ เอกสารอ้างอิง วณิชา พึ่งชมภู. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: การสร้างเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพ เล่ม 1. เอ็น.พี.ที.ปริ้นติ้ง. นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ: ไทยควอ ลิตี้บุ๊คส์.


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 69 ~ แผนการสอนประจำบทที่ 4 การประเมินผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน เนื้อหา 1. การประเมินภาวะสุขภาพด้านร่างกาย (Physical health assessment) 2. การประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจ (Psychological assessment) 3. การประเมินการคิดรู้และสภาพสมอง (Mental and cognitive assessment) วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายการประเมินภาวะสุขภาพด้านร่างกายได้ถูกต้อง 2. อธิบายการประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจได้ถูกต้อง 3. อธิบายการประเมินการคิดรู้และสภาพสมองได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 70 ~ บทที่ 4 การประเมินผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุนั้น ผู้ประเมินต้องเข้าใจและมีความรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจเนื่องจากกระบวนการสูงอายุ รวมทั้งเข้าใจในความสัมพันธ์ของการเจ็บป่วย การมีโรคหลากหลาย และ ความซับซ้อนต่างๆ ที่นำผู้สูงอายุสู่ภาวะทุพพลภาพและต้องพึ่งพามากขึ้น ซึ่งสงผลกระทบต่อจิตใจทั้งผู้สูงอายุ และครอบครัวที่ต้องให้การดูแล นั่นคือ การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุนั้นต้องการข้อมูลที่ครอบคลุมสุขภาพ ทั้งด้านกาย ด้านจิตใจ ด้านความสามารถในการดำรงชีวิต และด้านสังคม กระบวนการประเมินและวิเคราะห์ ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุมีเป้าหมายเพื่อการค้นหาสถานะทางสุขภาพ นำสู่การวางแผนการรักษาพยาบาล และ ติดตามผู้สูงอายุระยะยาว โดยการประเมินจะเน้นที่การพึ่งพาตนเองและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นสำคัญ ซึ่ง การประเมินอย่างผสมผสาน ครอบคลุม และหลากหลายมิตินั้นเช่นนี้ถูกเรียกว่า การประเมินภาวะผู้สูงอายุอย่าง ครบถ้วนองค์รวม หรือสมบูรณ์แบบ (comprehensive geriatric assessment : CGA) (Rubenstein & Rubenstein, 1981 อ้างใน ประเสริฐ อัสสันตชัย, 2552; Wallace, 2008, AMHAC, 2004) ❖ การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนนั้น นำใช้ได้กับผู้สูงอายุทั่วไปและผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ดังนั้น จึงสามารถทำการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนได้ทั้งในชุมชน แผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน รวมทั้งผู้สูงอายุที่อยู่ที่สถานพักฟื้น สถาบันการดูแลระยะยาว หรือสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ การนำใช้การ ประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนในผู้สูงอายุทั่วไป หรือผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนนั้น มีเป้าหมายหลัก คือ การคัดกรองสุขภาพที่ย่อมเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และค้นหาโรคหรือความบกพร่องด้านสุขภาพ ในทุกมิติแต่เริ่มต้น ส่วนการนำใช้ในโรงพยาบาลนั้นมีเป้าหมาย คือ การวินิจฉัยปัญหาสุขภาพในทุกมิติ การบำบัด พยาบาล การป้องกันการเถิดภาวะแทรกซ้อน ตลอดจนการนำใช้เพื่อการชะลอการเสื่อมถอยในการทำงานของ ร่างกาย หรือเพื่อการฟื้นฟูสภาพ แบบประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายอย่างครบถ้วนนั้นมีหลากหลายรูปแบบทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมกับ สถานะของผู้สูงอายุ และพบว่าการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนนี้มีประโยชน์กับผู้สูงอายุทั้งใน ชุมชน โรงพยาบาล และสถาบันที่ดูแลผู้สูงอาย โดยพบว่าทำให้การวินิจฉัยปัญหาถูกต้องมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำ หน้าที่รางกายของผู้สูงอายุดีขึ้น สภาพสมองและจิตใจดีขึ้น มีการใช้ยาที่เหมาะสมมากขึ้น ลดการส่งผู้สูงอายุไป สถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ลดการใช้บริการทางการแพทย์ ลดระยะเวลาการนอนในโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่าย และในบางการศึกษาลดอัตราเสียชีวิตได้ด้วย 1. แนวทางในการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ การประเมินภาวะสุขภาพในผู้สูงอายุเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและต้องการเทคนิคพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้สูงอายุมักมีหลากโรคหลายปัญหาในเวลาเดียวกัน (multipathology) มีอาการของความเจ็บป่วยที่ไม่จำเพาะ (atypical presentation) ประกอบกับความจำกัดในด้านประสาทการรับรู้ เช่น การมองเห็น การได้ยินที่ไม่ชัดเจน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 71 ~ ตลอดจนความไวในการตอบสนองที่ช้าลง ทำให้การประเมินภาวะสุขภาพที่ต้องการการพูดคุยและความร่วมมือ ต้องมีข้อพึงตระหนักบางประการในการประเมิน เช่น - การประเมินผู้สูงอายุเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ความเป็นศาสตร์คือ การมีความรู้เกี่ยวกับความ สูงอายุ ผู้สูงอายุ ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุความเจ็บป่วยในผู้สูงอายุและเทคนิควิธีการประเมินผู้สูงอายุส่วน ความเป็นศิลป์คือ การนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละบุคคลนั่นเอง - การประเมินผู้สูงอายุนั้นแม้จะมีหลักการประเมินเช่นเดียวกับผู้รับบริการวัยอื่น แต่มีความต่างจาก วัยอื่นมากด้วย ผู้สูงอายุผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมาย ทุกสิ่งล้วนเป็นบทเรียนรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต แม้การ ประเมินผู้รับบริการทุกวัยจะเริ่มต้นที่การสร้างความไว้วางใจ แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้วต้องไว้วางใจ อย่างมี สัมพันธภาพเชิงบวกที่มีความเชื่อใจด้วย (trust relationship) และสัมพันธภาพนี้ต้องมีกับครอบครัวผู้สูงอายุด้วย - ในกระบวนการประเมินนอกจากผู้ประเมินต้องมีทักษะในการสื่อสารเป็นอย่างดีแล้ว ต้องมีความ เข้าใจและเอื้ออาทรต่อผู้สูงอาย ที่ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลาผู้สูงอายุในการคิดการไตร่ตรอง ได้มีโอกาสเล่าด้วย ภาษาและความเข้าใจของตนเอง ตามด้วยการฟังอย่างตั้งใจในสิ่งที่ผู้สูงอายุเล่า เพื่อค้นหาปมที่อยู่ในใจ ต้องไม่ ตัดสินหรือขัดให้เสียกระบวน แต่จะยอมรับและทำความเข้าใจตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ - การให้เวลาและตั้งใจฟังนี้ เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน และเพื่อให้เกิดการตระหนัก จึงมีคำแนะนำเป็น แนวทางไว้ว่า “ให้ใช้หูในการประเมินผู้สูงอายุ มากกว่าปาก” แม้แต่ครอบครัวของผู้สูงอายุ ผู้ประเมินต้องให้ ความสำคัญ ประเมินและฟังความคิดเห็นของบุคคลที่ให้การดูแลผู้สูงอายุด้วย และต้องมีทักษะในการตรวจสอบ ข้อมูลที่ได้รับมาอย่างมีจริยธรรมด้วย - ในการประเมินผู้สูงอายุนั้น ผู้ประเมินต้องรู้ว่าต้องการข้อมูลอะไร อย่างไร จะจัดลำคับก่อนหลัง อย่างไร จะต้องแบ่งช่วงเวลาหรือไม่ อย่างไร เพราะด้วยสรีระภาพของผู้สูงอายุ อาจไม่สามารถทำการประเมินได้ ยาวนาน และดูจะไม่เป็นการดีหากต้องให้ผู้สูงอายุต้องเล่าหรือถูกตรวจซ้ำ เพียงเพราะไม่มีระบบการบันทึกที่ สามารถสื่อสารกันได้ในทีมสุขภาพ - การมีเจตคติที่ดีต่อความสูงอายุและผู้สูงอายุ การตระหนักว่าผู้สูงอายุมีความแตกต่างจากวัยอื่น และมีความแตกต่างภายในกลุ่มสูงกว่าวัยอื่น ดังนั้นการตอบสนองต่อความเจ็บป่วยจึงแตกต่างกันแม้จะเจ็บป่วย ด้วยปัญหาแบบเดียวกันหรืออยู่ในวัยเดียวกัน และในการประเมินต้องไม่เหมารวมว่าวัยสูงอายุเป็นวัยของการมี โรค และต้องพึ่งพา ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ละเลยปัญหาสุขภาพในแต่ละมิติที่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ - การมีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการสูงอายุ ลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำ ให้ผู้ประเมินเข้าใจความซับซ้อน เกี่ยวพันของกาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม การมีความเข้าใจ ในธรรมชาติที่เกี่ยวข้องของผู้สูงอายุคนนั้นทั้งหมด (natural setting) โดยเฉพาะความเชื่อ วัฒนธรรมด้านสุขภาพ และสังคม จะช่วยให้เข้าใจการมีผลซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้สูงอายุและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด และนำมาใช้เพื่อ หลีกเลี่ยงการสอบถามสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเชื่อนั้น - การยอมรับนับถือ การให้ความเคารพ และการให้เกียรติ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุทุกคน ต้องการ - การถามคำถามผู้สูงอายุตัองพูดให้ขัด ใช้เสียงดังขึ้นแต่ไม่ตะโกน ถามทีละคำถามและให้เวลาใน การตอบ ไม่ถามซ้ำ (ยกเว้นกรณีที่ประเมินแล้วพบว่าไม่ได้ยิน) หรือไม่ใช้การถามที่เน้นเสียงจนเกินไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 72 ~ - การประเมินผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน ควรสัมภาษณ์ในบริเวณที่เงียบ มีเสียงอื่น รบกวนน้อย มีแสงสว่างเพียงพอที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสังเกตริมฝีปากได้ ใช้เสียงดังพอควรไม่ตะโกนข้างหู ให้พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัด คำ ใช้เสียงต่ำเพื่อให้ผู้สูงอายุสังเกตริมฝีปากได้ และควรจัดให้ผู้สูงอายุใส่แว่นตา หรือหูฟัง หรือใช้อุปกรณ์ช่วยใน การสื่อสารอื่นๆ อย่างเหมาะสมด้วย - การให้ผู้สูงอายุได้เล่าความจำในอดีตและเรื่องราวของชีวิตแต่หนหลัง (reminiscence and life review) เป็นเทคนิคหนึ่งที่ทำให้ผู้ประเมินได้เข้าใจและได้ข้อมูลอย่างละเอียดตามมุมมองของผู้สูงอายุ และใช้ได้ดี ในการถามที่เกี่ยวข้องกับการจัดการตนเองหรือการจัดการปัญหาต่างๆ แต่ต้องมีทักษะในการรักษาสมดุลระหว่าง สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการเล่าและข้อมูลที่ต้องการได้ - การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ เป้าหมายแม้จะอยู่ที่ข้อมูลภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุแต่การ ประเมินภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุนั้น เป็นกิจกรรมที่ใช้เวลา ดังนั้นต้องมีเวลาให้ผู้สูงอายุมากพอ ที่สำคัญจะต้อง ยอมรับว่าอาจต้องประเมินหลายครั้งจึงจะสมบูรณ์ และต้องมีการวางแผนจัดลำดับการประเมินที่เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้สูงอายุทั้งร่างกายและจิตใจด้วย เช่น การประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ อาจทำในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมล้างหน้า อาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น - การมีความไวในความสูงอายุ และการมีทักษะในการประเมินจะช่วยให้พยาบาลสามารถประเมิน ผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และใช้เวลาเหมาะสม โดยไม่รบกวนหรือสร้างความไม่สุขสบาย ให้กับผู้สูงอายุและครอบครัว - การประเมินผู้สูงอายุในทุกมิตินั้น มีแบบประเมินหลายแบบประเมิน ดังนั้นในการประเมินต้องมี ความรู้ความเข้าใจในการใช้แบบประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่การประมวลผลที่เหมาะสมต่อไป การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนในแต่ละมิติ คือ การประเมินภาวะสุขภาพด้านร่างกาย (physical health) ภาวะสุขภาพด้านจิตใจและสมอง (psychological and mental health) ความสามารถในการทำ หน้าที่ (functional ability) และภาวะสุขภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (social and environmental health) 1. การประเมินภาวะสุขภาพด้านร่างกาย (physical health assessment) ประกอบด้วย 1.1 การสัมภาษณ์ประวัติสุขภาพผู้สูงอายุ การสัมภาษณ์ประวัติสุขภาพผู้สูงอายุนั้น แม้จะมีหัวข้อ ต่างๆ ที่ต้องการประเมินเช่นเดียวกับวัยอื่น แต่ในการประเมินนั้นจะแตกต่าง และต้องการความเป็นองค์รวมของ ข้อมูลมากกว่า ประวัติของผู้สูงอายุอาจรวบรวมจากผู้สูงอายุ บุคคลสำคัญของผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และสำหรับการ สัมภาษณ์ประวัติสุขภาพตามหัวข้อต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้ - อาการสำคัญ ต้องสอบถามถึงเหตุผลของการมาทำการรักษา เพื่อให้ได้ปัญหาที่ผู้สูงอายุและ ครอบครัวให้ความสำคัญ เพื่อให้การบำบัดรักษาได้ถูกต้องตามต้องการ การที่ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพหลาย อย่าง และมีลักษณะเฉพาะหลายประการ ทำให้การค้นหาอาการสำคัญที่นำมาซึ่งการเข้ารับการรักษานั้นอาจจะ ไม่ชัดเจน การประเมินอาการสำคัญของผู้สูงอายุนั้น นอกจากอาการที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มาโรงพยาบาล ตามการรับรู้ของญาติหรือผู้สูงอายุแล้ว ควรให้ความสนใจกับอาการอื่นที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุด้วย นั่นคือ อาการสำคัญนำส่งอาจมีหลายอาการ และรูปแบบการบันทึกอาการสำคัญสำหรับผู้สูงอายุนั้น อาจไม่ใช่ประโยค หรือข้อความเดี่ยว ๆ ตามแนวคิดเดิมที่เป็นมา


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 73 ~ อาการนำ อาการทั่วไปและอาการแสดงในผู้สูงอายุอาจแตกต่างจากคนอายุน้อยที่ทีมสุขภาพส่วน ใหญ่คุ้นเคย อีกทั้งอาการนำในผู้สูงอายุบางคนไม่ชี้นำการเจ็บป่วยที่แท้จริง เป็นอาการแสดงที่แปลก ไม่ ตรงไปตรงมา และไม่มีอาการเด่นของโรคปรากฏเช่นคนวัยอื่น (atypical presentation) และทำให้การสอบถาม อาการนำส่งมักได้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน บางครั้งไม่อาจระบุเวลาที่เกิดขึ้นได้ หรืออาการเหล่านั้นอาจถูกละเลยด้วย ความไม่เข้าใจหรือด้วยคิดว่าเป็นปกติในวัยสูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุที่มาด้วยอาการสับสน ปัสสาวะราด อาการ เหล่านี้ญาติอาจไม่เห็นความสำคัญ ดังนั้นในการประเมินภาวะสุขภาพ จึงต้องตระหนักในประเด็นเหล่านี้ - ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน เป็นส่วนที่มีความสำคัญ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอัน เนื่องจากความสูงอายุ ร่วมกับการมีโรคเรื้อรังและปัญหาเรื้อรังหลายโรคหลายปัญหา (multipathology) เป็น ทุนเดิม ดังนั้นในการประเมินประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบันนั้น ต้องสอบถามอาการนำ อาการทั่วไป และอาการ แสดงที่พบได้ในผู้สูงอายุร่วมด้วยเสมอ ในการสัมภาษณ์ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบันต้องสอบถามทุกโรคทุกปัญหาที่ยังคงมีอยู่ การ บำบัดรักษาที่ได้รับ รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อการควบคุมโรคหรือการดูแลตนเองทั้งส่วนที่ผู้สูงอายุทำเองหรือได้รับ การช่วยเหลือจากแหล่งประโยชน์ต่างๆ นอกจากนี้ควรสอบถามการเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ถึงการดูแลตนเองที่ลดลง เช่น ความสามารถในการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร ภาวะหกล้ม ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ การนอนที่ไม่ เพียงพอและอื่นๆ ตามอาการสำคัญที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย เมื่อผู้สูงอายุมีความเจ็บป่วยหรือพยาธิสภาพ อาการแสดงที่พบเริ่มต้น คือ ความสามารถในการทำหน้าที่เปลี่ยนแปลง (functional change) และการรู้คิด เปลี่ยนแปลง (cognitive change) ดังนี้นจึงต้องการทักษะในการประเมินการทำหน้าที่ด้านร่างกายและการรู้คิด ซึ่ง สามารถใช้ทั้งการประเมินภาวะสุขภาพแรกรับและใช้เพื่อติดตามการบำบัดรักษา - ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ในการประเมินไม่ควรละเลยประวัติการเจ็บป่วยในอดีต แม้ว่าจะรับ การบำบัดรักษาแล้วก็ตาม ประวัติการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ประวัติการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ การผ่าตัด การได้รับเลือดในอดีตอาจมีผลต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกับการเจ็บป่วยในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนตัดสินว่าผู้สูงอายุ แข็งแรงดีมาตลอด ควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน นอกจากนี้ควรสอบถามประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันโรค บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม จากเชื้อ Pneumococcus ด้วยทุกครั้ง - ประวัติครอบครัว ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มีความสำคัญน้อย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อายุมากแล้ว ควรประเมินประวัติที่อาจเกี่ยวข้องและสำคัญ เช่น การเสียชีวิตอย่างกะทันหัน จากโรคหัวใจ และควรประเมินประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลที่ยังอยู่ในครอบครัว โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ใน ครอบครัวเดียวกันกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุอยู่ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่มีอยู่จะเกิด ประโยชน์มากกว่า - ประวัติส่วนตัวและสังคม สอบถามประวัติการสูบบุหรี่ การแอลกอฮอล์พฤติกรรมเสี่ยงด้าน สุขภาพ และความคิดความเข้าใจของผู้สูงอายุเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของตนเอง โดยครอบคลุมการรับรู้ภาวะ สุขภาพ ความในการดูแลสุขภาพ พฤติกรรมป้องกันโรคและความเจ็บป่วย พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพทั้งทางกาย และจิต พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความเจ็บป่วยทั้งในภาวะสุขภาพดีและในภาวะเจ็บป่วย และรวมถึงการดูแลสุขภาพใน ภาวะเจ็บป่วย รวมทั้งปัจจัยและอุปสรรคต่อการรับรู้และการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของแบบแผนอัน เนื่องมาจากความเจ็บป่วย


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 74 ~ การประเมินมิตินี้ของผู้สูงอายุนั้นจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุประกอบด้วย เช่น ต้องเข้าใจว่าผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง ต้องการพึ่งพาบุคคลรอบข้าง (social adversity) โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุที่มีอายุมาก มีความพร่องด้านการรับรู้และมีภาวะด้อยโอกาสทางสังคม ดังนั้นการดำรงหน้าที่นี้ของ ผู้สูงอายุจึงเกี่ยวพันกับญาติและครอบครัว และตระหนักว่าญาติเสมือนส่วนหนึ่งของผู้สูงอายุ ในการประเมินนั้น ต้องครอบคลุมมิติทุกมิติที่จะทำให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตได้อย่างอิสระมากที่สุด - ประวัติยา และการแพ้ ผู้สูงอายุมักได้รับยาหลายขนาน (polypharmacy) และได้มาจากหลาย แหล่ง ทั้งเป็นยาที่ใช้รักษา หรือยาอื่นเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพ (life style drug) ดังนั้นจึงต้องแนะนำให้นำยาที่ ผู้สูงอายุใช้ทั้งหมดมาตรวจสอบด้วย ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าอาจมีปัญหาสุขภาพจากการดื่มสุรา จำเป็นต้อง ประเมินข้อมูลจากญาติใกล้ชิด เนื่องจากผู้สูงอายุอาจให้ข้อมูลการดื่มที่น้อยกว่าความเป็นจริง ส่วนประวัติการแพ้ ในผู้สูงอายุนั้นต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากสิ่งที่เคยแพ้ในอดีต ที่หายไปแล้วอาจกลับมาเป็นอีก 1.2 การตรวจร่างกายในผู้สูงอายุ ในการตรวจร่างกายผู้สูงอายุนั้น ต้องแยกส่วนที่เป็นการ เปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากกระบวนการสูงอายุ และความผิดปกติจากพยาธิสภาพ และการตรวจร่างกายผู้สูงอายุ นั้นมีเทคนิคเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เพียงแต่ต้องอาศัยศิลปะและทักษะในการประเมิน และต้องไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อ ผู้สูงอายุ - ความสูงและน้ำหนัก เพื่อการคำนวณดัชนีมวลกาย ในกรณีที่มีปัญหาหลังโกงหรือค่อม อาจใช้ การวัดความยาวแขน (arm span) โดยการวัดระยะระหว่างปลายนิ้วกลางจากมือซ้าย ผ่านกลางอกไปถึงปลาย นิ้วกลางของมือขวา ขณะที่กางแขนออกเต็มที่ทางด้านข้างของลำตัว แต่ไม่สามารถใช้ได้ดีในผู้สูงอายุที่มีความ ผิดปกติของรูปแขน หรือการวัดความยาวช่วงแขน (demispan) เพื่อการคำนวณดัชนีมวลกาย Mindex และ DemiQuest โดยให้ผู้สูงอายุยืนชิดกำแพง เหยียดแขนตั้งฉากกับลำตัวและด้านนอกของแขน (extensor surface) ขนานชิดกับกำแพง วัดระยะจากจุดกึ่งกลาง suprasternal notch ถึงจุดข้อต่อ metacarpophalangeal joint ระหว่าง นิ้วชี้และนิ้วกลาง การวัดดัชนีมวลกายเป็นส่วนหนึ่งในการบ่งบอกภาวะโภชนาการเท่านั้น ซึ่งนอกจากนิยมใช้ทั้งในการ ระบุภาวะโภชนาการแล้ว ยังใช้ในการติดตามภาวะโภชนาการได้อีกด้วย ซึ่งการเพิ่มของน้ำหนักตัวในผู้สูงอายุ อาจ บ่งชี้ถึงการมีน้ำเกินหรืออาการบวม หรือภาวะท้องมานน้ำได้ในผู้สูงอายุที่มีพยาธิสภาพของหัวใจและตับ - การวัดอุณหภูมิกาย ผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่มีอายุมาก หรือหง่อม (frailty) และมีภาวะพร่อง โภชนาการมักมีอุณหภูมิกายต่ำ ทำให้เกณฑ์อุณหภูมิกายที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อได้ดีในวัยอื่นนั้น ไม่ สามารถใช้ในผู้สูงอายุได้ดี ในผู้สูงอายุควรให้ความสนใจอุณหภูมิที่เกิน 37.3 องศาเซลเซียส และการเพิ่มของ อุณหภูมิจากค่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการอื่นของไข้ร่วมด้วย นั่นคือไม่ควรดูค่าอุณหภูมิที่วัดได้เพียงอย่างเดียว - การตรวจนับชีพจร สำหรับผู้สูงอายุควรจับชีพจรเต็มนาที เพื่อค้นหาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ (dysrhythmia) และในผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง อาจต้องฟังเสียงที่หลอดเลือดแดง carotid เพื่อค้นหา carotid bruit ที่บ่งบอกการแข็งของหลอดเลือดแดง การคลำชีพจรในผู้สูงอายุอาจบ่งบอกอาการหลอดเลือดแดง แข็งกว่าปกติได้ - การนับอัตราการหายใจ การหายใจที่เร็วมากเกิน 26 ครั้งต่อนาที อาจแสดงถึงความผิดปกติ เช่น มีการติดเชื้อ และหัวใจวาย


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 75 ~ - การวัดความดันโลหิต ในผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการค้นหาภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยน ท่า (orthostatic or postural hypotension) โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง และได้รับยาลดความดันโลหิต โดยทำการวัดความดันโลหิตในท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน (2 นาทีหลังจากเปลี่ยนท่า) ในคนปกติค่าที่ได้จะใกล้เคียง กัน การวัดได้ค่าที่ต่างกันเกิน 10 มม.ปรอท ให้ถือว่าอาจผิดปกติ ควรประเมินเพิ่ม - ลักษณะทั่วไป และพฤติกรรม ให้สังเกตความซูบผอมหรือน้ำหนักลดลงมาก การแต่งตัว การ แต่งตัวที่สกปรก มีกลิ่น หรือมีคราบสกปรกติดมือและเล็บ อาจแสดงถึงการเจ็บป่วยเรื้อรัง การละเลยตัวเอง (neglect) และการดูแลที่ได้รับ การแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมอาจแสดงถึงการทำหน้าที่ของสมอง การคิดช้าพูดช้า ที่ อาจแสดงความผิดปกติของอารมณ์และสมอง ประเมินผิวหนังเพื่อค้นหาอาการบวม ความตึงตัวของผิวหนัง รอย ฟกช้ำที่มักเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด และการหกล้ม ควรให้ความสนใจผิวหนังบริเวณแขนและขา โดย ประเมินการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงส่วนนั้น ที่อาจพบอาการซีด เย็น เขียวคล้ำบริเวณปลายมือปลายเท้า และอาจ พบแผลจากการคั่งของเลือดดำ หรือจากโรคเบาหวาน รวมทั้งดูเล็บเท้าและเท้าที่อาจมีเชื้อรา หรือมีความผิดรูป ในผู้สูงอายุไม่ค่อยเคลื่อนไหว ควรประเมินผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับด้วย - การตรวจตา ในการตรวจความคมชัดของการมองเห็น (visual acuity) ในผู้สูงอายุให้สวมแว่นตาที่ เคยใช้ และตรวจทีละข้างโดยใช้ Snellen chart ตรวจลานสายตา (visual field) โดยเฉพาะที่มีประวัติการมีภาวะหก ล้มหรืออุบัติเหตุบ่อย ในกรณีที่สงสัยต้อหิน ต้อกระจกให้ส่งเพื่อทำการประเมินต่อ - การตรวจหู สังเกตการณ์พูดคุยตอบโต้ ตรวจการได้ยินโดยการถูนิ้วมือหรือกระซิบข้างหู (whisper test) การตรวจช่องหูว่ามีการอุดตันของขี้หูหรือไม่ (impact cerumen) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และทำให้เกิด ปัญหาการได้ยิน กรณีมีเครื่องช่วยฟังต้องตรวจสอบการใช้และคุณภาพของเครื่องด้วย - การตรวจช่องปาก ให้ประเมินจำนวนฟันที่สบกันหรือจำนวนฟันที่สามารถใช้เพื่อบดเคี้ยวอาหาร ในผู้สูงอายุที่มีฟันปลอม ควรดูความพอดีของฟันกับเหงือก อาจต้องถอดฟันปลอมเพื่อดูคราบหินปูน เศษอาหาร หรือร่องรอยการเสียดสี สังเกตแผลหรือก้อนที่ผิดปกติในช่องปากและริมฝีปาก ตรวจลิ้นที่อาจบ่งบอกภาวะ โภชนาการ ความสะอาด และแผลหรือความผิดปกติอื่น นอกจากนี้ต้องประเมินความสามารถในการเคี้ยวกลืน เบื้องต้น และเมื่อพบความผิดปกติต้องประเมินโดยละเอียด - การตรวจคอ ตรวจต่อมไทรอยด์ เพื่อค้นหาก้อน (nodule) การตรวจความดันในหลอดเลือดดำ jugular (jugular venous pressure) ฟังเสียง carotid bruit ในผู้สูงอายุที่มีกระดูกคอเสื่อมอาจพบการก้มเงยที่จำกัด หรือมีอาการอื่นร่วมกับการเคลื่อนไหวคอ เช่น ชาตามแขนขา วิงเวียนร่วมด้วย ซึ่งต้องการประเมินต่อ ในผู้สูงอายุ ควรตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอและไหปลาร้า ตลอดจนต่อมน้ำลายด้วย - การตรวจเต้านม ให้ดูความผิดปกติของผิวหนัง หัวนม และคลำการมีก้อน - การตรวจทรวงอกและปอด ประเมินการผิดรูปของทรวงอกและกระดูกสันหลังส่วนอกที่อาจมีผล ต่อการหายใจ การฟังเสียงปอด ในผู้สูงอายุอาจพบเสียง crepitation บริเวณชายปอด ในผู้สูงอายุที่อ่อนแอหรือ นอนติดเตียงโดยไม่มีความผิดปกติใดๆ และตรวจสอบได้โดยให้ผู้สูงอายุหายใจลึกๆ สองสามครั้ง หรือไอ แล้ว ตรวจซ้ำ ซึ่งเสียง crepitation นั้นจะหายไป


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 76 ~ - การตรวจหัวใจและหลอดเลือด ในผู้สูงอายุ aortic valve อาจหนาและแข็ง เพราะการเกาะของ แคลเซียม ทำให้อาจตรวจพบ systolic murmur ที่เกิดช่วงสั้นๆ และไม่ดังมากได้ แต่การพบ diastolic murmur หรือ S3 gallop ถือว่ามีความผิดปกติที่ต้องการประเมินต่อ การคลำชีพจรส่วนปลายของผู้สูงอายุ ซึ่งความแรงของชีพจรส่วนปลายจะช่วยในการประเมินการ ไหลเวียน ในกรณีที่ชีพจรส่วนปลายเบาหรือแรงไม่เท่ากัน ต้องประเมินต่อ ควรประเมินหลอดเลือดดำบริเวณขาที่ อาจมีการขอด (varicose) สำหรับการประเมิน capillaries filling test ในผู้สูงอายุนั้น ค่าที่ได้อาจนานกว่า 2 วินาที แต่ต้องไม่เกิน 5 วินาที การตรวจหัวใจในผู้สูงอายุอาจพบหัวใจโตเล็กน้อยโดยไม่มีพยาธิสภาพได้ - การตรวจท้อง การตรวจรูปร่างของท้องหาร่องรอยการผ่าตัดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาลำไส้ติดกัน (adhesion) การพบการเต้นหรือคลื่นหลอดเลือดแดง aortic ที่ชัดเจน (prominent aortic pulsation) เกินกว่า 5 ซม. (ห้ามคลำ) โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีประวัติควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ต้องนึกถึง abdominal aneurysm ต้องส่ง ปรึกษา ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ทั่วทั้ง 4 ส่วนของท้อง การเคาะท้องอาจระบุว่ามีอุจจาระหรือลมในลำไส้ นอกจากนี้ควรตรวจการคลำกระเพาะปัสสาวะและการคลำหาก้อนอุจจาระด้วย - การตรวจทวารหนัก ในผู้สูงอายุที่มีประวัติท้องผูก ต้องตรวจหา impact feces และในผู้ที่กลั้น อุจจาระไม่ได้ให้ตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ในผู้สูงอายุชายที่มีการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ ต้องประเมินต่อมลูกหมากร่วมด้วย - การตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชายมักจะเหี่ยวลีบ หรือขนาดเล็กลง ในผู้สูงอายุ หญิงอาจพบอวัยวะยื่นโผล่ในช่องคลอด และเมื่อตรวจภายในอาจพบ cystocele, rectocele หรือ uterine prolapsed ได้ และควรตรวจ stress incontinence โดยให้ทดลองไอแล้วดูว่ามีปัสสาวะพุ่งหรือเล็ดออกมาหรือไม่ - การประเมินแขนขา ให้ความสนใจกับทุกข้อต่อ เพื่อประเมินอาการปวดและความจำกัดในการ เคลื่อนที่ของข้อต่างๆ (limit range of motion) นอกจากนี้ให้ตรวจเท้าของผู้สูงอายุด้วย เพื่อดูการผิดรูปและความ พิการของเท้า - การตรวจระบบประสาท ในผู้สูงอายุการประเมินสภาพจิตใจในเบื้องต้น เน้นการประเมินความจำ ระยะสั้น (three-word recall) เพื่อให้จำวัตถุ 3 สิ่งที่ไม่สัมพันธ์กัน แล้วถามซ้ำใน 2-5 นาที ซึ่งควรจำได้อย่างน้อย 2 สิ่ง ระดับความรู้สึกตัว ความจดจ่อ (attention) การรับรู้เวลา สถานที่ บุคคล เพื่อเป็นพื้นฐานในการประเมิน ภาวะสุขภาพสมองและจิตใจต่อไป - การตรวจประสาทสมอง ในผู้สูงอายุมีความจำเป็น โดยเฉพาะประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น การได้ยิน การรับรส และการกลืน ผู้สูงอายุที่มีการกลืนที่เปลี่ยนแปลงทั้งจากความสูงอายุและการมีพยาธิสภาพ อาจเป็นผลทำให้เกิดการสำลัก และการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ให้ตรวจประเมินการเคลื่อนที่ของ ตาด้วย ซึ่งอาจพบการกระตุกของลูกตา (nystagmus) - การตรวจประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือขาดโปรตีนจะมีการสูญ สลายของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ temporalis และ deltoid การตรวจกำลังกล้ามเนื้ออาจพบอาการอ่อน แรงของกล้ามเนื้องส่วนปลาย สำหรับการตรวจความตึงตัวของกล้ามเนื้ออาจพบการแข็งเกร็ง (rigidity) การหด


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 77 ~ เกร็ง (spasticity) อาจพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น การสั่ง (tremor) อาจทดลองให้ผู้สูงอายุติดกระดุม ผูกเสื้อ หรือหยิบปากกาเขียน ในการประเมินต้องแยกและเปรียบเทียบระหว่างสองซีกของร่างกาย - การตรวจประสาทการรับรู้ อาจพบการรับรู้การสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ แต่การพบตำแหน่งที่กดเจ็บ ลดลง ต้องมีการประเมินต่อเพื่อหาสาเหตุ - การตรวจปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ในผู้สูงอายุอาจพบการลดลงหรือไม่มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับได้ และอาจพบ palmomental reflex และ grasp reflex ได้ และถือว่าปกติได้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่มีพยาธิสภาพของ ระบบประสาท ควรใช้แบบประเมินระดับความรู้สึกตัว (Glasgow coma scale) 1.3 การประเมินทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเมื่อเจ็บป่วยและมารับการรักษา โอกาสได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาการแสดงที่ไม่เฉพาะเจาะจง และมีหลากหลายโรคที่รวมอยู่ในคนเดียว การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แม้จะมีประโยชน์ แต่การตรวจหลายอย่างเป็นการสอดใส่เครื่องมือเข้าสู่ร่างกาย และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง จากการบำบัดรักษาหรือ iatrogenesis ผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ไม่แตกต่าง จากคนหนุ่มสาว อาจมีเปลี่ยนแปลงจากวัยอื่นบ้าง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากคนหนุ่มสาว อาจมี เปลี่ยนแปลงจากวัยอื่นบ้าง ซึ่งในการแปลผลพยาบาลจำเป็นต้องทราบ จึงจะช่วยให้การประเมินสุขภาพแม่นตรง ยิ่งขึ้น 1.4 การประเมินทางเดินและการทรงตัว (gait and balance) การประเมินท่าเดินและการทรงตัวจำเป็นในผู้สูงอายุทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาภาวะหก ล้มบ่อยครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งขอการประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกาย การประเมินการเคลื่อนย้ายและการทรงตัวในผู้สูงอายุอาจประยุกต์วิธีง่ายๆ โดยการตรวจการ เคลื่อนย้าย ทำได้โดยให้ผู้สูงอายุนั่งและลุกขึ้นโดยไม่ใช้มือช่วยยันตัว การที่ไม่สามารถลุกได้อาจแสดงถึงการมี กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง (quadriceps weakness) หรือมีกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง (lower extremities weakness) สำหรับการทรงตัว ทำได้โดยให้ผู้สูงอายุยืนสองขาตามปกติและยืนขาดเดียว ดูการทำได้และอาการผิดปกติที่พบ การประเมินท่าเดิน นิยมทำ time get up and go test หรือ get up and go test การตรวจ time get up and go test ทำโดย ให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง (เก้าอี้ไม่มีที่เท้าแขน และไม่ใช้มือยันตัวในการลุกยืน) เดิน เป็นระยะทาง 3 เมตร (10 ฟุต) และหมุนตัวกลับมานั่งยังเก้าอี้เดิม ระหว่างการทดสอบต้องระมัดระวัง และป้องกัน ภาวะหกล้มในผู้สูงอายุด้วย และให้สังเกต 1) ความสมดุลของการนั่งหรือความสามารถในการควบคุมการนั่ง 2) การเคลื่อนย้ายตัวเองจากนั่งเป็นยืน ความสามารถในการควบคุมการยืน 3) การก้าวเดิน และความมั่นคงในการ เดิน สังเกตการณ์เดินอย่างยากลำบาก การไม่แกว่งแขน ระดับไหล่และสะโพกที่ไม่เสมอกัน ซึ่งจะบ่งบอกความ ผิดปกติของกระดูกสันหลัง และความสั่นยาวของขาที่อาจไม่เท่ากัน 4) ความสามารถในการหมุนตัวโดยไม่มีการ ช่วยเหลือ การโงนเงนหรือเซ การปะเมินการทำกิจกรรมตาม 1-4 ผู้ประเมินต้องมีการฝึกหัด ซึ่งคะแนนที่ให้คือ 1 = ปกติ 2 = มีความผิดปกติน้อยมาก 3 = มีความผิดปกติเล็กน้อย 4 = มีความผิดปกติปานกลาง 5 = มีความ ผิดปกติมาก และการประเมินที่ให้เป็นค่าคะแนนนี้ เรียกว่า get up and go test


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 78 ~ สำหรับระยะเวลาทั้งหมดของการทำ time get up and go test คือ ไม่เกิน หรือเท่ากับ 20 วินาที และต้องส่งต่อเพื่อการประเมิน เมื่อผู้สูงอายุใช้เวลาเกิน 30 วินาที และเวลาที่ใช้ในการทดสอบ สามารถใช้ในการ ระบุความสามารถในการเคลือนที่ได้ด้วยตนเอง โดยผู้สูงอายุที่ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที ถือว่าเคลื่อนที่ได้ปกติ ผู้ที่ ใช้เวลา 10-19 วินาที ถือว่าเคลื่อนที่ได้ดีพอใช้ (fair mobile) ส่วนผู้ที่ใช้เวลา 20-29 วินาที เคลื่อนที่อย่างมีความ ยากลำบาก (variable mobile) และเวลาเกิน 30 วินาที ถือว่าต้องพึ่งพา (dependent) time get up and go test นั้นสามารถทำได้ทุกสถานการณ์ตราบเท่าที่ผู้สูงอายุยังเดินได้ และไม่ต้อง อาศัยเครื่องมือพิเศษหรือผู้เชี่ยวชาญ เพียงมีนาฬิกาจับเวลาและการสังเกตท่าเดินเท่านั้น จึงค่อนข้างนิยมใช้ และ สามารถทดสอบซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป ใช้ประเมินผลการรักษา ซึ่งควรนำใช้ประเมินผู้สูงอายุเมื่อแรกรับเข้ารักษาใน โรงพยาบาล หรือเมื่อเกิดภาวะหกล้ม และใช้ติดตามผู้สูงอายุในชุมชนทุก 3 เดือน 1.5 การประเมินความพร่องของการมองเห็นและได้ยิน ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 95 มีการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น การบกพร่องในการมองเห็นก่อให้เกิด ปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เกิดภาวะหกล้ม แยกตัวจากสังคม และ เกิดภาวะซึมเศร้า รวมทั้งอาจจะทำให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันได้ง่ายเมื่อมีความเจ็บป่วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความ พร่องในการมองเห็น ได้แก่ สายตายา (presbyopia) ต้อกระจก ต้อหิน ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง และปัญหานี้มักไม่ได้รับความสนใจและมีการเข้าใจผิดกันอยู่มาก การประเมินเบื้องต้นเพื่อคัดกรองความพร่องในการมองเห็น คือ การวัดความชัดเจนในการมองเห็น (visual acuity) ด้วย Snellen chart ถ้าระดับการมองเห็นผิดปกติ และมากกว่า 20/40 ควรส่งต่อ ส่วนการวัดความ ดันในลูกตานั้นผู้สูงอายุควรได้รับการประสานส่งต่อ ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป และครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี มี ความพร่องในการได้ยิน ส่วนหนึ่งเกิดจากการลดลงของความไวในการรับเสียงแต่ละระดับ โดยในระยะแรกจะ ลดลงในเสียงที่มีระดับความถี่ต่ำก่อน และยะยะต่อมาเป็นเสียงที่มีระดังความถี่สูง การสูญเสียการรวบรวมเสียง เพื่อเข้าใจเสียงพูด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หูตึง คือ presbycusis ซึ่งพบในผู้สูงอายุชายมากกว่าผู้สูงอายุหญิง มี ผลต่อการสื่อสาร อาจทำให้เกิดการแยกตัวจากสังคม ความเชื่อมั่นในตนเองลดลง และมีผลต่อการทำหน้าที่ได้ใน ที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันเมื่อมีความเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นด้วย การประเมินการได้ยินควรทำในผู้สูงอายุทุกคนด้วยการสอบถาม สังเกตการณ์พูดคุย หรือการตรวจ ร่างกายอย่างง่าย โดยกระซิบข้างหู หรือดีดนิ้ว แล้วประเมินการได้ยิน หรือใช้ whisper-voice test ซึ่งทำได้โดยยืน ห่างจากผู้สูงอายุ 2 ฟุต ปิดหูด้านที่ไม่ได้ทดสอบ กระซิบอักษร 3 ตัว และตัวเลข 3 ตัว โดยการกระซิบนั้นให้ผู้ ประเมินหายใจเข้าและออกก่อน จากนั้นกระซิบด้วยลมที่เหลืออยู่ในปอด และให้ผู้สูงอายุตอบว่าได้ยินเสียง กระซิบอักษรและตัวเลขทั้งสามหรือไม่ อะไรบ้าง ถ้าตอบผิดควรประเมินซ้ำด้วยอักษรและตัวเลขใหม่ ซึ่งเมื่อพบ ความผิดปกติควรส่งปรึกษาต่อ และแบบประเมิน Hearing Handicap Inventory for the Elderly-Screening Version (HHIE-SV) ซึ่งมี 10 คำถาม ใช้ประเมินผลกระทบทางสังคมและอารมณ์ที่เกิดจากความพร่องในการได้ยิน 1.7 การประเมินภาวะโภชนาการ การประเมินภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ คือ การประเมินภาวะสุขภาพด้านโภชนาการที่เป็นผลจาก ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย ปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวข้องกับอาหาร


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 79 ~ ที่บริโภค และการใช้ประโยชน์ของสารอาหารในร่างกาย ซึ่งวิธีการประเมินภาวะโภชนาการ ได้แก่ การประเมิน ภาวะโภชนาการทางชีวเคมี (biochemical assessment) การประเมินภาวะโภชนาการทางคลินิก (clinical assessment) การประเมินภาวะโภชนาการโดยการวัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย (anthropometric assessment) การ ประเมินภาวะโภชนาการจากอาหารที่บริโภค (dietary assessment) 1) การประเมินภาวะโภชนาการทางชีวเคมี เป็นการประเมินภาวะทางโภชนาการที่ใช้หลักในการ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการหรือทดสอบหน้าที่ทางชีวภาพ หรือชีวเคมีของสารที่มีอยู่ในเลือด ปัสสาวะ และ เนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์สามารถระบุภาวะทางโภชนาการโดยตรงได้ เช่น serum albumin แสดงถึง ภาวะการขาดโปรตีน hemoglobin hematocrit แสดงถึงการขาด iron เป็นต้น 2) การประเมินภาวะโภชนาการทางคลินิก เป็นวิธีการประเมินภาวะโภชนาการโดยการตรวจ ร่างกาย อาศัยความรู้ประสบการณ์ และความชำนาญจากอาการและอาการแสดง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทางพยาธิสภาพของร่างกายที่ชัดเจนและจำเพาะของความไม่สมดุลของสารอาหารดังลักษณะอาการของทุพ โภชนาการดังตาราง ภาวะทุพโภชนาการ ลักษณะอาการ Protein energy malnutrition (PEM) - ไขมันใต้ผิวหนังลดลง - กล้ามเนื้อลีบ - ต่อมน้ำลาย parotid โต - ข้อเท้าบวม - เต้านมโตขึ้นในเพศชาย - มี % W/H ต่ำ - มีไขมันใต้ผิวหนังและกล้ามเนื้อน้อยกว่าค่า มาตรฐาน Obesity - ไขมันใต้ผิวหนังมาก - มี waist-hip ratio สูง - มี % W/H สูง - อัตราส่วนของเส้นรอบท้องต่อเส้นรอบอกสูง Vitamin A deficiency - ตาขาวแห้ง (conjunctival xerosis) - ตาดำแห้ง (corneal xerosis) - มี keratomalacia - ผิวหนังแห้ง - มีระดับ serum carotene และ vitamin A ต่ำ Vitamin B1 deficiency - บวม - มี reflex เสีย - มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง - ปวดกล้ามเนื้อน่อง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 80 ~ ภาวะทุพโภชนาการ ลักษณะอาการ - มือเท้าชา - มีความผิดปกติของการตรวจทางชีวเคมี คือ urine vitamin B1, loading test, blood pyruvate red blood Vitamin B2 deficiency - มุมปากอักเสบ - ริมฝีปากอักเสบ - ลิ้นเลี่ยน เป็นสีม่วง - ด้านข้างของจมูกอักเสบ - หางตาอักเสบ - มีความผิดปกติของการตรวจทางชีวเคมี คือ urine vitamin B2, load test Vitamin C deficiency - เหงือกยุ่ยและมีเลือดออก - มี petichiae, ecchymosis - มีความผิดปกติของการตรวจทางชีวเคมี คือ serum vitamin C, urinary vitamin C load test Iron deficiency - มี koilonychias - ลิ้นเลี่ยน (atrophic lingual papillae) - มีความผิดปกติของการตรวจทางชีวเคมี คือ hemoglobin, hematocrit, serum iron, % saturation of transferrin 3) การประเมินภาวะโภชนาการโดยการวัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาศัยหลักการที่ว่าขนาดและ ส่วนประกอบของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตามภาวะโภชนาการของบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะอาหารที่ บริโภค และการใช้ประโยชน์ของสารอาหารในร่างกายของบุคคลนั้น วิธีการวัดส่วนต่างๆ ของร่างกายที่นิยมใช้ ได้แก่ การวัดส่วนสูง การชั่งน้ำหนัก การวัดเส้นรอบวง เช่น เส้นรอบแขน ขา เอว สะโพก และการวัดความหนา ของไขมันใต้ผิวหนัง (skinfold thickness) 3.1) การชั่งน้ำหนักและส่วนสูง นำมาคำนวณดัชนีมวลกาย (Body mass index) ค่าดัชนีมวลกาย ภาวะผอม ระดับ 3 < 16 ระดับ 2 16.0-16.9 ระดับ 1 17.0-18.4


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 81 ~ ค่าดัชนีมวลกาย ค่าปกติ 18.5-24.9 ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน 25.0-29.9 อ้วน 30-39.9 อ้วนที่มีพยาธิสภาพ มากกว่าหรือเท่ากับ 40 3.2) การใช้ขนาดของรอบเอว เพศ ขนาดรอบเอว เริ่มอ้วน อ้วนมาก ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 94 ซม. (37 นิ้ว) มากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. (40 นิ้ว) หญิง มากกว่าหรือเท่ากับ 80 ซม. (32 นิ้ว) มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม. (35 นิ้ว) 3.3) การใช้สัดส่วนของรอบเอวหารด้วยรอบสะโพก ชาย อัตราส่วนควรน้อยกว่า 1.0 หญิง อัตราส่วนควรน้อยกว่า 0.8 การวัดสัดส่วนของร่างกายที่อาจใช้ในผู้สูงอายุ คือ mid-upper-arm circumference, midupper-arm muscle circumference และความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง (skin fold thickness) mid-upper-arm circumference เป็นการวัดเส้นรอบวงที่จุดกึ่งกลางของแขนท่อนบนหน่วยเป็น เซนติเมตร วัดในขณะผู้สูงอายุยืนตัวตรง งอศอกขวา 90 องศาตั้งฉากกับลำตัว ให้ฝ่ามือทาบไปกับลำตัวกำหนด จุดกึ่งกลางระกว่าง tip ของ acromion process กับ tip ของ olecranon process แล้วให้ผู้สูงอายุปล่อยแขนตาม สบาย ใช้สายเทปวัดเส้นรอบวงต้นแขน ณ จุดที่กำหนดนั้น โดยปรับให้สายเทปพันรอบต้นแขนพอดี ไม่รัดผิวหนัง แน่นเกินไป 3.4) การวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง อาศัยหลักการที่ว่าปริมาณไขมันที่กระจายอยู่ใต้ ผิวหนังทั่วร่างกายมีปริมาณครึ่งหนึ่งของไขมันในร่างกายทั้งหมด ปริมาณไขมันในร่างกายจะเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญ ของภาวะโภชนาการ โดยแสดงถึงการสะสมของไขมัน ซึ่งแปรผันตามพลังงานที่ร่างกายได้รับ ดังนั้นการวัดไขมัน ใต้ผิวหนังจึงใช้ในการประเมินความอ้วนได้ดีกว่าน้ำหนัก ตำแหน่งที่นิยมใช้วัด คือ ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อ biceps, triceps ที่ตำแหน่งใต้กระดูกสะบัก (scapular skinfold) ตำแหน่งเหนือกระดูกเชิงกราน หรือสะโพก (suprailiac) และที่บริเวณหน้าท้องระดับเหนือสะดือ (paraabdominal) การวัดใช้เครื่องมือวัดไขมันใต้ผิวหนังที่เรียกว่า skinfold caliper ซึ่งจะแสดงค่าความหนาของ ไขมันเป็นมิลลิเมตร การวัดโดยทั่วไปนิยมวัดซีกซ้ายของร่างกายแล้วเทียบกับค่ามาตรฐาน เป็นการวัดความผอม หรือความอ้วนในผู้ใหญ่ แสดงมาตรฐานความหนาของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อไตรเซปสำหรับผู้ใหญ่ เพศ ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อไตรเซปสำหรับผู้ใหญ่ มาตรฐาน 90% ของมาตรฐาน 80% ของมาตรฐาน 70% ของมาตรฐาน 60% ของมาตรฐาน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 82 ~ ชาย 12.5 11.3 10.0 8.8 7.5 หญิง 16.5 14.9 13.2 11.6 9.9 4) การประเมินภาวะโภชนาการจากอาหารที่บริโภค 4.1) ประวัติอาหาร (dietary history) เป็นการสัมภาษณ์ประวัติอาการต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติโรคประจำตัว โรคทางกรรมพันธุ์ของบุคคลอื่นๆ ในครอบครัว โดยเฉพาะที่ เกี่ยวข้องกับโรคทางโภชนาการ ข้อมูลจากประวัติอาหาร สามารถนำมากำหนดความเพียงพอด้านโภชนาการของ ผู้ป่วยที่เคยได้รับร่วมกับปริมาณอาหารที่ได้รับจริง ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับอาหาร เช่น จำนวนสมาชิกใน ครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรม กิจกรรมที่ทำ ระดับการศึกษาและสังคม ข้อมูลความสามารถ ในการช่วยเหลือตัวเอง และการคมนาคมเป็นส่วนกำหนดความสามารถในการหาและเตรียมอาหาร ส่วนข้อมูล ด้านอาชีพและกิจกรรมที่ทำจะช่วยบ่งบอกถึงปริมาณพลังงานที่ต้องการ ส่วนข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็นต้องประเมิน ได้แก่ โรคที่เป็น ยาที่กิน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ หรือปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมอาหาร ความ ต้องการ การทำลาย หรือการสูญเสียอาหาร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้จากการซักประวัติอาหาร ประวัติอาหาร มีความสำคัญ เพราะอาหารที่ได้รับและความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับยา วิถีการดำเนินชีวิต ภาวะด้านร่างกาย และจิตใจ จะช่วยกำหนดความช่วยเหลือให้แก่ผู้มีปัญหา หรือมีความเสี่ยงด้านโภชนาการอย่างแท้จริง 4.2) การสำรวจอาหารที่บริโภค (dietary survey) เป็นการศึกษาอาหารที่บริโภคเพื่อทราบว่า บุคคลที่เราต้องการสำรวจกินอาหารอะไรบ้าง มากน้อยเท่าใด มีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มี เฉพาะปัญหาการขาดสารอาหาร (ทุพโภชนาการ) แต่มีปัญหาการกินสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินพอ หรือไม่สมดุล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่มีความเกี่ยวข้องกับอาหาร (diet related disease) บางชนิด การประเมินภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุเบื้องต้น อาจทำได้ด้วยการตอบคำถามง่ายๆ ร่วมกับ การวัดเส้นรอบวงแขนและขา แบบทดสอบนี้เรียกว่า MNA (Mini Nutritional Examination) ซึ่งพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยเนสท์เล่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นวิธีการประเมินที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับจากบุคลากรทาง การแพทย์ และใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรป แต่อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุควรได้รับการตรวจร่างกายทางคลินิก และ การตรวจทางชีวเคมี (ค่า albumin และ transferrin เป็นตัวชี้วัดที่ไวที่สุดในการประเมินภาวะโภชนาการ) เพิ่มเติม เพื่อให้วิเคราะห์ได้อย่างละเอียดมากขึ้น 2. การประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจและสมอง (psychological and mental health) 2.1 การประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจ (psychological assessment) เป็นการประเมินอารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกภาพ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้สูงอายุกับคนในครอบครัว และคนอื่น การเจ็บป่วยหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความสูงอายุอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดปัญหาทางด้านจิตใจ การประเมินเพื่อค้นหาความผิดปกติแต่เริ่มต้น จะช่วยป้องกันและไม่ให้ปัญหาเป็นมากขึ้น ปัญหาด้านจิตใจของผู้สูงอายุที่พบบ่อย คือ ภาวะซึมเศร้า โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นมีหลายอย่าง โดยอาจมาจากการสูญเสีย ปัญหาครอบครัว ความเหงา พยาบาลต้องประเมินคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ทุกคน ทั้งนี้เพราะการป้องกันมีประโยชน์มากกว่าการรักษาที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาได้สูงมาก และต้องตระหนักว่าภาวะนี้เป็นๆ หายๆ และระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนั้นการประเมินต้องทำอย่าง


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 83 ~ ต่อเนื่อง การประเมินอย่างง่ายใช้คำถามเบื้องต้น 2 คำถาม คือ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมารวมทั้งวันนี้ 1) ท่านรู้สึก หดหู่ เศร้า ท้อแท้หรือสิ้นหวังหรือไม่ 2) ท่านรู้สึกเบื่อ ทำอะไรไม่เพลิดเพลินหรือไม่ หรือการประเมินเริ่มต้นด้วย คำถามง่ายๆ ว่า “รู้สึกเบื่อ หรือไม่มีความสุขเลยหรือไม่” ซึ่งเมื่อได้คำตอบว่า “ใช่” ให้สังเกตอาการทางร่างกาย ประกอบ เช่น เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อยหรือง่าย นอนไม่หลับ หรือไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อม ให้ทำการประเมินต่อโดย ใช้แบบสอบถามภาวะซึมเศร้าสำหรับผู้สูงอายุ Thai Geriatric Depression Scale : TGDS โดยมีให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบสั้น 15 คำถาม (Short Form Geriatric Depression Scale : SGDS) และ 30 คำถาม (Geriatric Depression Scale : GDS) โดยการประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ในผู้สูงอายุที่มีภาวะสับสน เฉียบพลัน สมองเสื่อม จิตเภท หรือปัญหาด้านพฤติกรรม ดังนั้นจึงต้องตระหนักในการนำใช้ด้วย โดยทั่วไปมักทำ การทดสอบสมรรถภาพสมองก่อน 2.2 การประเมินการคิดรู้และสภาพสมอง (mental and cognitive assessment) เป็นการประเมินความจำ การรับรู้เวลา สถานที่ บุคคล การคำนวณ การมีสมาธิ และการตัดสินใจ เพื่อค้นหาความพร่องด้านการคิดรู้และสภาพสมอง ผู้สูงอายุมีความชุกของภาวะสมองเสื่อมมากกว่าคนวัยอื่น และความชุกเพิ่มตามอายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะ สมองเสื่อมจะมีการเสื่อมถอยเรื้อรังของสติปัญญา และทักษะการรับรู้ การตัดสินใจ ความจำ และมีผลกระทบต่อ การดำเนินชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีสมองเสื่อมมักไม่มีความผิดปกติของระดับความรู้สึกตัว ในขณะที่ภาวะสับสน เฉียบพลันจะมีระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และมีอาการเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด และแปรเปลี่ยนไปในแต่ละวัน สำหรับการประเมินสภาพสมองนั้นค่อนข้างซับซ้อน ในเบื้องต้นเพื่อการคัดกรองให้ทดสอบการจำ 3 ชื่อ (3 word recall) โดยให้จำวัตถุ 3 สิ่งที่ไม่สัมพันธ์กัน แล้วถามซ้ำใน 2-5 นาที ซึ่งควรจำได้ 2 สิ่ง หรือการ ทดสอบ digit span test เป็นการทดสอบความตั้งใจ โดยการให้ผู้สูงอายุนับเลขไปข้างหน้าและนับถอยหลังกลับ ทันทีหลังผู้ตรวจพูดจบ ผู้สูงอายุที่มีภาวะสับสนเฉียบพลันมักจะทำไม่ได้เนื่องจากสมาธิไม่ดี แต่ผู้สูงอายุสมอง เสื่อมยังพอทำได้ทันที แต่ถ้าทิ้งระยะนานแล้วกลับมาถาม มักจะลืม เมื่อตรวจพบความผิดปกติจึงใช้แบบประเมินที่เป็นมาตรฐานเกณฑ์เดียวกัน และมีการฝึกทักษะการ ใช้แบบประเมินให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อการประเมินที่แม่นตรง แบบประเมินที่พัฒนาได้มาตรฐานและนิยมใช้ในประเทศ ไทย คือ แบบทดสอบสมรรถภาพสมองไทย แบบทดสอบสภาพจิตจุฬา แบบทดสอบวาดหน้าปัดนาฬิกา และ แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย : MMSE-Thai 2002 แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย : MMSE-Thai 2002 นี้พัฒนาโดยใกล้เคียงกับ MMSE ต้นฉบับ สามารถใช้ได้กับผู้สูงอายุไทยที่ไม่ได้เรียนหรืออ่านหนังสือไม่ได้ และเป็นแบบทดสอบที่มีความ แม่นตรง และเชื่อถือได้อยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งมีค่าความจำเพาะอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง มีเนื้อหาที่ประเมินอยู่ 11 ประเด็น 30 คะแนน คือ 1) Orientation for time (5 คะแนน) 2) Orientation for place (5 คะแนน) 3) Registration (3 คะแนน) 4) Attention/Calculation (5 คะแนน) 5) Recall (3 คะแนน) 6) Naming (2 คะแนน) 7) Repetition (1 คะแนน) 8) Verbal command (3 คะแนน) 9) Written command (1 คะแนน) 10) Writing (1 คะแนน) 11) Visuoconstruction (1 คะแนน) โดยใช้คะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 21 คะแนน บ่งบอกว่ามีการสูญเสียการทำหน้าที่ เกี่ยวกับปัญญา (cognitive impairment) 3. การประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ (functional ability)


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 84 ~ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายจากกระบวนการชรา ทำให้ความสามารถในการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันลดลง ดังนั้นการประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ของผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญดังนี้ - การทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญ ผู้สูงอายุคิดว่า/ตัดสินว่าตนเองมีสุขภาพดีจากการที่ ยังคงทำหน้าที่ได้หรือยังช่วยเหลือตนเองได้ ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพ/ความเจ็บป่วยเรื้อรัง การทำ หน้าที่ได้หรือไม่ได้ ใช้เป็นการตัดสินคุณภาพชีวิตได้ดีกว่าการมีโรค - ความพร่องในหน้าที่ในผู้สูงอายุ หมายถึง การมีโรคหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้น - การประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ - การประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ใช้ประเมินผลการรักษา โดยดูระดับขณะเกิดอาการและ หลังการรักษาพยาบาล - ใช้กำหนดเป้าหมายที่เป็นจริงกรณีรักษาไม่หายขาด (prognosis) - ลดการดูแลแบบแยกส่วน เพราะใช้การทำหน้าที่เป็นเกณฑ์และมุ่งที่ผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง - ใช้พิจารณาตัดสินความต้องการก่อนขอคำปรึกษาหรือส่งต่อเพื่อการฟื้นฟู (rehabilitation) - เป็นเกณฑ์ในการตัดสินผู้ดูแล หรือที่พักที่เหมาะสม - ช่วยในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในประเด็นคุณภาพชีวิต และเมื่อต้องตัดสินใจรักษาหรือยุติการ รักษา ซึ่งเครื่องมือประเมินกิจกรรมที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันจำแนกเป็น 2 ระดับ คือ 1) กิจวัตรประจำวันขั้น พื้นฐาน (Basic activities of daily living, BADL) ได้แก่ ความสามารถในการสวมใส่เสื้อผ้า การรับประทานอาหาร การใช้ห้องน้ำหรือการอาบน้ำ กิจกรรมประเภทนี้จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระพอสมควรภายใน บ้านหรือที่พักอาศัย 2) กิจวัตรประจำวันต่อเนื่อง (extended หรือ Instrumental activities of daily living ,IADL) ได้แก่ ความสามารถไปจ่ายตลาด ความสามารถในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถสองแถว หรือ ความสามารถในการประกอบอาหาร กิจวัตรประจำวันต่อเนื่องจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างเป็นอิสระใน ชุมชน 3.1 การประเมินกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคือ ดัชนีบาร์เทลเอดี แอล (Barthel ADL index) ที่พัฒนาโดย ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล ได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมที่จะใช้ใน การประเมินผู้สูงอายุในประเทศไทย ประกอบด้วยข้อคำถาม 10 ข้อ โดยมีการให้คะแนนตามความสามารถในแต่ ละกิจกรรมดังนี้ 1) feeding การรับประทานอาหาร 0 ไม่สามารถตักอาหารเข้าปากได้ ต้องมีคนช่วยป้อนให้ 1 ตักอาหารเองได้ แต่ต้องมีคนช่วย เช่น ช่วยใช้ช้อนตักเตรียมไว้ให้ หรือตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ ล่วงหน้า 2 ตักอาหารและช่วยตัวเองได้เป็นปกติ 2) grooming การล้างหน้า หวีผม แปรงฟัน 0 ต้องการความช่วยเหลือ 1 ทำได้เอง (รวมทั้งที่ทำได้เองถ้าเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้) 3) transfer การลุกนั่งจากที่นอนหรือจากเตียงไปยังเก้าอี้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 85 ~ 0 ไม่สามารถนั่งได้ (นั่งแล้วจะล้มเสมอ) หรือต้องใช้ 2 คน ช่วยกันยกขึ้น 1 ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากจึงจะนั่งได้ เช่น ต้องใช้คนที่แข็งแรงหรือมีทักษะ 1 คน หรือ ใช้คนทั่วไป 2 คน พยุงหรือดันขึ้นมาจึงจะนั่งอยู่ได้ 2 ต้องการความช่วยเหลือบ้าง เช่น บอกให้ทำตาม หรือช่วยพยุงเล็กน้อย หรือต้องมีคนช่วย ดูแลเพื่อความปลอดภัย 3 ทำได้เอง 4) toilet use การใช้ห้องสุขา 0 ช่วยตัวเองไม่ได้ 1 ทำเองได้บ้าง (อย่างน้อยทำความสะอาดตนเองได้หลังเสร็จธุระ) แต่ต้องการความช่วยเหลือ ในบางสิ่ง 2 ช่วยเหลือตัวเองได้ดี (ขึ้นนั่งและลงจากชักโครกได้เอง ทำความสะอาดได้เรียบร้อยหลังจาก เสร็จธุระ ถอดใส่เสื้อผ้าได้เรียบร้อย) 5) mobility การเคลื่อนที่ภายในห้องหรือบ้าน 0 เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้ 1 ต้องใช้รถเข็นช่วยตัวเองให้เคลื่อนที่ได้เอง (ไม่ต้องมีคนเข็นให้) และจะต้องเข้าออกมุมห้องหรือ ประตูได้ 2 เดินหรือเคลื่อนที่โดยมีคนช่วย เช่น พยุง หรือบอกให้ทำตาม หรือต้องให้ความสนใจดูแลเพื่อ ความปลอดภัย 3 เดินหรือเคลื่อนที่ได้เอง 6) dressing การสวมใส่เสื้อผ้า 0 ต้องมีคนสวมใส่ให้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หรือน้อย 1 ช่วยเหลือตัวเองได้ราวร้อยละ 50 2 ช่วยเหลือตัวเองได้ดี (รวมทั้งการติดกระดุม รูดซิบ หรือใช้เสื้อผ้าที่ดัดแปลงให้เหมาะสมก็ได้) 7) stairs การขึ้นลงบันได 1 ขั้น 0 ไม่สามารถทำได้ 1 ต้องการคนช่วยเหลือ 2 ขึ้นลงได้เอง (ถ้าต้องใช้เครื่องช่วยเดิน เช่น วอล์คเกอร์จะต้องเอาขึ้นลงได้ด้วย) 8) bathing การอาบน้ำ 0 ต้องมีคนช่วยหรือทำให้ 1 อาบน้ำเองได้ 9) bowels การกลั้นอุจจาระในระยะ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 0 กลั้นไม่ได้ หรือต้องการการสวนอุจจาระอยู่เสมอ 1 กลั้นไม่ได้เป็นบางครั้ง (เป็นน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์) 2 กลั้นได้ปกติ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 86 ~ 10) bladder การกลั้นปัสสาวะในระยะ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 0 กลั้นไม่ได้ หรือใส่สายสวนปัสสาวะแต่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ 1 กลั้นไม่ได้เป็นบางครั้ง (เป็นน้อยกว่าวันละ 1 ครั้ง) 2 กลั้นได้ปกติ ค่าคะแนนรวมสูงสุดเท่ากับ 20 คะแนน โดยมีการจำแนกระดับการพึ่งพาในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน พื้นฐาน ดังนี้ 0-4 คะแนน หมายถึง ไม่สามารถปฏิบัติได้เองหรือมีภาวะพึ่งพาทั้งหมด 5-8 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติได้น้อยหรือมีภาวะพึ่งพาระดับรุนแรง 9-11 คะแนน หมายถึง ปฏิบัติได้เองปานกลางหรือมีภาวะพึ่งพาปานกลาง 12 คะแนนขึ้นไป หมายถึง ปฏิบัติได้เองเป็นส่วนใหญ่หรือมีภาวะพึ่งพาน้อย หมายเหตุ - โดยทั่วไปเป็นการสอบถามถึงกิจที่ปฏิบัติในระยะ 24-48 ชั่วโมง - จุดประสงค์เป็นการวัดระดับภาวะพึ่งพา ดังนั้นถ้าหากต้องมีคนคอยอยู่ดูแลหรือเฝ้า ระวังเวลาปฏิบัติกิจกรรม ให้ถือว่าไม่ได้คะแนนเต็ม - ถ้าหมดสติให้คะแนนศูนย์ทั้งหมด 3.2 การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันต่อเนื่อง ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันต่อเนื่องหรือความสามารถในการทำกิจกรรมที่จำเป็นซึ่งสนับสนุนการอยู่ได้อย่างอิสระและอาศัยอยู่ที่ บ้านคนเดียวได้ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินคือ ดัชนีจุฬา เอดีแอล (Chula ADL Index) ที่พัฒนาโดย ศ.นพ.สุทธิ ชัย จิตะพันธ์กุล ประกอบด้วยข้อคำถาม 5 ข้อ โดยมีการให้คะแนนตามความสามารถในแต่ละกิจกรรมดังนี้ 1) walking outdoor การเดินหรือเคลื่อนที่นอกบ้าน 0 เดินไม่ได้ 1 ใช้รถเข็นและช่วยตัวเองได้ หรือต้องการคนประคอง 2 ข้าง 2 ต้องการคนช่วยพยุง หรือไปด้วยตลอด 3 เดินได้เอง (รวมทั้งที่ใช้เครื่องช่วยเดิน เช่น วอล์คเกอร์ ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน) 2) cooking การทำหรือเตรียมอาหาร หุงข้าว 0 ทำไม่ได้ 1 ต้องการคนช่วยในการทำ หรือจัดเตรียมบางอย่างไว้ล่วงหน้าจึงจะทำได้ 2 ทำได้เอง 3) heavy house work การทำความสะอาดถูบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า 0 ทำไม่ได้ ต้องมีคนช่วย 1 ทำได้เอง 4) money exchange การทอนเงินแลกเงิน 0 ทำไม่ได้ ต้องมีคนช่วย 1 ทำได้เอง 5) public transport การใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถสองแถว


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 87 ~ 0 ไม่สามารถทำได้ 1 ทำได้แต่ต้องมีคนช่วยดูแลไปด้วย 2 ไปมาได้เอง การแปลผล 9 คะแนน หมายถึง ไม่มีภาวะพึ่งพา และน้อยกว่า 9 คะแนน หมายถึง มีภาวะพึ่งพา การประเมินความสามารถเชิงปฏิบัติ ใช้ได้ทั้งผู้สูงอายุในโรงพยาบาล สถาบันการดูแล คลินิก ผู้สูงอายุ และชุมชน การประเมินที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินจัดการดูแล และติดตามภาวะสุขภาพของ ผู้สูงอายุ 4. การประเมินภาวะสุขภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (social and environmental health) การประเมินทางด้านสังคมเป็นการประเมินลักษณะครอบครัว สัมพันธภาพในครอบครัว พฤติกรรม ความ เชื่อด้านสุขภาพ ภาวะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุและครอบครัว เครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม แหล่งประโยชน์ และระบบริการที่ผู้สูงอายุและครอบครัวเข้าถึง รวมทั้งการค้นหาผู้ดูแล ซึ่งในวัฒนธรรมไทยการดูแลผู้สูงอายุคน หนึ่งอาจมีการแบ่งความรับผิดชอบในการดูแล บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ให้การดูแลโดยตรงต่อผู้สูงอายุเกี่ยวกับ การดำรงชีวิตประจำวันนั้นจะถือเป็นผู้ดูแลหลัก และผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้การสนับสนุนจะถือว่าเป็นผู้ดูแลรอง แม้ จะเน้นที่การค้นหาผู้ดูแลหลัก แต่ในการประเมินยังให้ความสำคัญกับผู้ดูแลทุกคน ทั้งนี้เพื่อบูรณาการความ ช่วยเหลือ และสนับสนุนกันและกันในการดูแลผู้สูงอายุ การประเมินภาวะสุขภาพทางสังคมของผู้สูงอายุ ต้องตระหนักว่า ญาติคือผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุคือญาติ โดยให้ความสำคัญต่อญาติหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพา และถือว่าบุคคลทั้งสองเป็น ศูนย์กลางของการดูแล เพราะญาติเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ในการ ประเมินจึงต้องประเมินสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เช่น ความภูมิใจ และการช่วยเหลือที่ให้ บุคคลที่ เกี่ยวข้องในการดูแล การสนับสนุนที่ได้รับ ประเมินความพร้อมหรือความเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุด้วย ตลอดจน ข้อจำกัดด้านต่างๆ เช่น เวลา รวมทั้งประเมินความเครียดของญาติหรือผู้ดูแล (caregiver distress) อย่างต่อเนื่อง ด้วย ซึ่งในการประเมินนอกจากการสัมภาษณ์ และการสังเกตแล้ว อาจใช้แบบประเมินครอบครัว หรือ Family APGAR หรือแบบประเมินแหล่งประโยชน์ทางสังคมร่วมด้วยได้ สำหรับสิ่งแวดล้อมนั้น ให้เน้นการประเมินสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งสิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเป็นได้ทั้งส่วนส่งเสริมและขัดขวางการอยู่ได้อย่างอิสระของ ผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมิน และถือเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน การประเมินสิ่งแวดล้อมต้องครอบคลุม 1) ความปลอดภัยของบ้านและสิ่งแวดล้อม 2) ความเหมาะสมของ สิ่งแวดล้อมเพื่อการส่งเสริมการดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ การประเมินความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุที่หง่อม เปราะบาง หรือที่มีปัญหาเกิดการหกล้มบ่อย แม้การเกิดภาวะหกล้มจะมีสาเหตุทั้งจากปัจจัย ภายในและปัจจัยภายนอก แต่การปรับปรุงปัจจัยภายนอกนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงต้องประเมินความ เพียงพอของแสงสว่างในที่อยู่อาศัย ความเหมาะสมของบันไดและทางเดิน การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่อาจกีดขวาง ห้องน้ำมีพื้นลื่นหรือไม่ และการมีราวจับในห้องน้ำ หรือทางเดิน ความสูงอายุและลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ ทำให้การตอบสนองต่อความเจ็บป่วยของวัยสูงอายุแตกต่าง จากวัยอื่น ดังนั้นในการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ จึงต้องเข้าใจในความต่างเหล่านี้ จึงจะทำการประเมินได้


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 88 ~ อย่างถูกต้อง และการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนนั้น เป็นการประเมินที่ทุกวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับ การดูแลผู้สูงอายุให้ความสำคัญ ด้วยถือเป็นหัวใจของการประเมินที่ให้ภาพความเป็นองค์รวม โดยครอบคลุมมิติ ทั้ง 4 ด้านของผู้สูงอายุที่พึงประเมิน คือ กาย จิตใจและการรู้คิด ความสามารถในการทำหน้าที่ สังคมและ สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การเข้าใจแนวคิดของการประเมินทุกมิติ ประเด็นที่ต้องประเมินและทักษะ เทคนิควิธีการ รวมทั้งแบบประเมินที่เลือกใช้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเป็นองค์รวมที่แม่นตรงและครบถ้วน อันจะนำไปสู่การวางแผนการบำบัดรักษาที่เหมาะสมต่อไป แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายความสำคัญของการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ 2. การประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (Bathel ADL Index) ผลการประเมิน ผู้สูงอายุได้ 8 คะแนน นักศึกษาควรให้การพยาบาลดูแลผู้สูงอายุรายนี้อย่างไร 3. จงบอกความสำคัญของการประเมินการคิดรู้และสภาพสมอง พร้อมทั้งอธิบายกิจกรรมในแบบทดสอบ สภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (MMSE-Thai 2002) เอกสารอ้างอิง วณิชา พึ่งชมภู. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: การสร้างเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพ เล่ม 1. เอ็น.พี.ที.ปริ้น ติ้ง. นิราศศิริ โรจนธรรมกุล. (2563). การพยาบาลผู้สูงอายุ: ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์. ผ่องพรรณ อรุณแสง. (2550). การบันทึกกระบวนการผู้สูงอายุ: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ คลังนานาวิทยา.


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 89 ~ แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 5 ความรอบรู้และการสื่อสารทางสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ เนื้อหา 1. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ - การแบ่งระดับ กระบวนการพัฒนา และทักษะที่จำเป็น - ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ - แนวทางการประยุกต์ความรอบรู้ด้านสุขภาพสู่การพยาบาลผู้สูงอายุ 2. การสื่อสารสุขภาพกับผู้สูงอายุ 3. ความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในสังคมสูงวัย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายความรอบรู้ด้านสุขภาพได้ถูกต้อง 2. อธิบายการสื่อสารสุขภาพกับผู้สูงอายุได้ถูกต้อง 3. อธิบายความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อในสังคมสูงวัยได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน ใช้คำถามเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนก่อนการนำเข้าสู่ ความรู้ใหม่ 2. ผู้สอนใช้สไลด์ประกอบการสอนเพื่อนำเสนอเนื้อหาประเด็นสำคัญ 3. ผู้สอนยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือสถานการณ์ และผู้เรียนร่วมแสดงความคิดเห็น 4. ผู้สอนสรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ 5. ทำแบบทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ 2. สไลด์บรรยายประกอบเนื้อหาประจำบท 3. สื่อวิดีทัศน์ 4. ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ในการค้นคว้าเพิ่มเติม การวัดผลและการประเมินผล 1. สังเกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น 2. ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน 3. ประเมินผลจากการสอบกลางภาค


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 90 ~ บทที่ 5 ความรอบรู้และการสื่อสารทางสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ การสื่อสารสุขภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการให้ความรู้ความ เข้าใจในการดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี การสื่อสารในกลุ่มช่วงวัยที่ต่างกันย่อมมีความต้องการและการเข้าถึง ข้อมูล และรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุจะมีความต้องการการสื่อสารที่แตกต่างจาก กลุ่มคนวัยทำงานและเด็ก ดังนั้นการสื่อสารด้านสุขภาพต้องออกแบบสารที่มีความน่าสนใจ และการรับรู้ข้อมูล ของผู้สูงอายุ จะเห็นว่าในกลุ่มผู้สูงอายุมักจะมีการแบ่งปันข้อมูลกันเองในระหว่างผู้สูงอายุ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่นการแบ่งปันข้อมูลจากโปรแกรมไลน์ ที่มีลักษณะเป็นการนำเสนอข้อมูลสุขภาพการดูแลตนเองง่าย ๆ และ ข้อมูลที่ผู้สูงอายุสนใจมักจะเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร สมุนไพร และโรคที่เป็นความเสี่ยงในช่วงวัยของ ผู้สูงอายุ ซึ่งข้อมูลที่แบ่งปันในโลกสื่อสังคมออนไลน์มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดปะปนกันอยู่ หากผู้สูงอายุ ได้รับข้อมูลความสารที่ผิดและเกิดความเชื่อถือนำไปปฏิบัติอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้สูงอายุ และหากมีการ แบ่งปันก็อาจจะยิ่งเป็นการสร้างความเสียหายไปในวงกว้าง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการศึกษาและ สร้างการสื่อสารให้กับผู้สูงอายุโดยส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ❖ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) คำว่า Health literacy ในภาษาไทยมีคำใช้หลายคำ เช่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความแตกฉานด้านสุขภาพ การรู้เท่าทันด้านสุขภาพ และความฉลาดทางสุขภาวะ ในที่นี้ขอเลือกใช้คำว่า “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ” ซึ่งเป็นคำ ที่กระทรวงสาธารณสุขใช้ในปัจจุบัน โดยในแผนปฏิรูปประเทศไทยด้านสาธารณสุขได้กำหนดเป้าหมาย แผนงาน และตัวช้ีวัดเรื่องการปฏิรูปความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสื่อสารสุขภาพไว้อย่างชัดเจน และในแผนยุทธศาสตร์ ของกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้มีการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพิงบริการ โดยมอบหมายให้กรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน (สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ, 2561) นอกจากน้ีผลจากการแพร่หลายของข้อมูลสุขภาพในโลกโซเชียล การนำ นวัตกรรมด้านสารสนเทศมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ รวมท้ังสถานการณ์สุขภาพของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสำคัญมากข้ึน (วัชราพร เชยสุวรรณ, 2560) แต่ผลการศึกษากลับพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทยด้านความสามารถในการรับบริการสุขภาพ การ ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลสุขภาพ และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ อาจยังไม่เพียงพอที่จะ นำมาใช้ในการดูแลสุขภาพ (ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต, 2556) รวมทั้งอัตราการอ่านหนังสือของคนไทย ที่ลดลงตามวัย และพบผู้สูงอายุเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่ยังคงมีการอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด ปัญหาในการรับรู้ข่าวสารด้านสุขภาพที่รุนแรงข้ึนในอนาคต (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล, 2558) แนวคิดเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเริ่มต้นพัฒนาจากประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ค.ศ. 1970 และองค์การ อนามัยโลกได้กำหนดนิยามว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นกระบวนการทางปัญญาและทักษะทางสังคมที่ทำให้ บุคคลเกิดแรงจูงใจและมีความสามารถในการเข้าถึงเข้าใจ และใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมและธำรงภาวะ


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 91 ~ สุขภาพที่ดีของตน (WHO, 1998) นอกจากน้ียังมีค่านิยามหลากหลายจากนักวิชาการที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับความ รอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หมายถึง ความสามารถและทักษะของบุคคลใน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลสุขภาพ ค้นหาคำตอบที่ต้องการ ตีความหมาย ตรวจสอบและทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับ และตัดสินใจใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพในการจัดการตนเองเกี่ยวกับสุขภาพอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ (กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข, 2561) ในมุมมองของนักวิชาการมีทัศนะต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพแตกต่าง กันเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มนักวิชาการที่ทำงานด้านคลินิก มองว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้อง แก้ไข เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเพราะมีความเสื่อมถอยและข้อจำกัดด้าน กายภาพมากกว่า กลุ่มอายุอื่น (2) กลุ่มนักวิชาการที่ทำงานด้านการสาธารณสุข และส่งเสริมสุขภาพ มองความ รอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสินทรัพย์ เป็นความสามารถที่บุคคลสะสมเพิ่มพูนข้ึนตามวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุถือว่า เป็นกลุ่มที่มีทุนทางปัญญาและความสามารถในด้านต่างๆ ที่สั่งสมมาค่อนข้างมาก มีพลังอำนาจภายในตัว และมี กระบวนการตัดสินใจที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังน้ันการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ ตระหนักรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy) จะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประโยชน์กับตนเองได้ (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล, 2558) แม้นักวิชาการทั้ง 2 กลุ่มมีมุมมองต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายในการ ดำเนินการมีความคล้ายคลึงกันคือให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการมีสุขภาพดีตามอัตภาพ การแบ่งระดับ กระบวนการพัฒนา และทักษะที่จำเป็น แนวคิดของความรอบรู้ด้านสุขภาพเริ่มมีความชัดเจนมากข้ึนเมื่อมีการจำแนกระดับโดย Nutbeam (2000) ซ่ึงแบ่งระดับของความรอบรู้ด้านสุขภาพออกเป็น 3 ระดับ คือ (1) ระดับพ้ืนฐาน (functional health literacy) มุ่งเน้นที่ทักษะพ้ืนฐานในการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซ่ึงช่วยให้ บุคคลเข้าใจข้อมูลที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเข้าใจข้อมูลสุขภาพ เช่น การอ่านฉลากยา การอ่านใบ ยินยอม การเข้าใจการให้ข้อมูลของบุคลากรทางสุขภาพ ทักษะน้ีจะส่งผลให้สามารถปฏิบัติตัวตามคำแนะนำหรือ ร่วมมือกับการรักษาของแพทย์ไ์ด้ (2) ระดับปฏิสัมพันธ์ (interactive health literacy) เป็นความสามารถด้านการค้นหา เลือกใช้ และจำแนก ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ และ (3) ระดับวิจารณญาณ (critical health literacy) เป็นทักษะทางปัญญา และทางสังคมที่สูงข้ึน บุคคลจะ สามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพที่ได้รับ และตัดสินใจใช้ข้อมูลในการจัดการหรือควบคุม สถานการณ์ในการดำเนินชีวิตของตนได้เหมาะสม ในปัจจุบันความสนใจในประเด็นการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร (media and information literacy) มี มากข้ึน เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับข้อมูลสุขภาพ คาดการณ์ว่าในอนาคตความรอบรู้ด้านน้ีจะมี ความสำคัญกับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มข้ึน เนื่องจากสังคมในอนาคตจะเป็นสังคมแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารไร้พรมแดน (ICT-based society) มีการเกิดข้ึนของสื่อสังคมออนไลน์มากมายที่สามารถเข้าถึงได้ ง่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ (Lee, 2013) กระทรวงสาธารณสุขจึงได้สร้างแนวทางในการพัฒนาสุขภาพประชาชนทุก


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 92 ~ วัยโดยใช้ V shape เพื่อช่วยพัฒนาระดับความสามารถของบุคคลในการส่งเสริมสุขภาพด้วยวิธีที่เหมาะสมกับ ตนเอง รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2561) แบบจำลอง V-shape เป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพซ่ึงเป็นทักษะสำคัญ และจำเป็น ในการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ โดยแบบจำลองน้ีประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ การเข้าถึง การเข้าใจ การตอบโต้ และแลกเปลี่ยน การตัดสินใจ การเปลี่ยนพฤติกรรม และการบอกต่อ กระบวนการน้ีจึงเป็นการสร้างทักษะให้ แสวงหาข้อมูลสุขภาพจากช่องทางต่างๆ สร้างทักษะในการวิเคราะห์แยกข้อมูลที่เป็นจริงกับข้อมูลลวง ทำให้ สามารถเลือกใช้ข้อมูลที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง และนำมามาประกอบการตัดสินใจวางแผนการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมสุขภาพ บุคคลจะสามารถบอกเล่าความสำเร็จของตนให้ผู้อื่นฟังได้ (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2561) ดังนั้นทักษะสำคัญที่ควรพัฒนาในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพควรประกอบด้วยทักษะ ดังนี้ 1. การแสวงหาข้อมูลสุขภาพจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงสามารถในการตรวจสอบความ น่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับก่อนนำมาใช้ (access skill) จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการ สุขภาพตามความต้องการและความเหมาะสมสำหรับตนเองได้ 2. การวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบอย่างมีเหตุผล (cognitive skill) จะช่วยให้ผู้สูงอายุเลือกใช้ข้อมูลสุขภาพที่ เป็นจริง ถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับการปฏิบัติตัวของตนเอง 3. การสื่อสารสองทางโดยเฉพาะกับบุคลากรทางการแพทย์ (communication skill) ซ่ึงจะช่วยให้ผู้สูงอายุ สามารถโต้ตอบ ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ตามความต้องการ ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และตัดสินใจ ปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพได้เหมาะสม 4. การจัดการตนเอง (self-management skill) เป็นทักษะในการคิด การตัดสินใจ เพื่อจัดการสถานการณ์ที่ เกิดข้ึน ร่วมกับการใช้แหล่งประโยชน์จากครอบครัวหรือเครือข่ายทางสังคม ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายให้มีสุขภาพดีหรือใช้ชีวิตร่วมกับโรคที่เป็นได้ (Richard & Shea, 2011) ซ่ึงจะช่วยให้ผู้สูงอายุ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ต้องการให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับวิถีในการดำเนินชีวิตของตน ส่งผล ให้สามารถปฏิบัติพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนได้สม่ำเสมอต่อเนื่องด้วยความเต็มใจ ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ปัจจุบันความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่ไม่เพียงพอ (low health literacy) มีการระบาดอย่างเงียบๆ ใน กลุ่มประชากรหลายวัยไม่เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ (Marcus, 2006) ซึ่งอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้าน วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้บุคคลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่แตกต่างกัน 1. ปัจจัยส่วนบุคคล จากการศึกษาที่ผ่านสามารถสรุปในเบ้ืองต้นได้ว่าระดับการศึกษา รายได้ และอายุ มี ความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยพบว่าหากบุคคลมีระดับการศึกษาสูงข้ึน และมีรายได้เพิ่มข้ึน มักจะ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่สูงกว่าคนที่มีระดับการศึกษา และมีรายได้ต่ำกว่า (Bodur, Filiz, & Kalkan, 2017; Wu et al., 2017) ซึ่งคนที่มีการศึกษาน้อย จะไม่สามารถเลือกงานที่มีรายได้สูงๆ จึงมักทำงานที่มีรายได้ น้อย ทำให้ขาดเวลาและโอกาสในการค้นคว้าและเรียนรู้ข้อมูลสุขภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงาน


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 93 ~ หาเล้ียงชีพ จึงอาจส่งผลต่อการรับข้อมูลข่าวสาร การเลือกใช้บริการสุขภาพ หรืออาจส่งผลต่อการทำความเข้าใจ ข้อมูลสุขภาพ ส่วนปัจจัยด้านอายุ พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพจะสวนทางกับอายุที่เพิ่มข้ึน ผู้สูงอายุจะมีทักษะ การอ่านลดลง ทำให้ส่งผลต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยทุกๆ ปี ที่อายุเพิ่มข้ึนค่าคะแนนเฉลี่ยของความ รอบรู้ด้านสุขภาพซึ่งวัดจากทักษะพ้ืนฐานในการอ่านและเขียน (functional health literacy) จะลดลงปีละ 1.3 คะแนน (Baker, Gazmararian, Sudano, & Patterson, 2000) จากการศึกษาในผู้สูงอายุไทยโดยใช้แบบประเมิน ความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. (การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการอารมณ์ การงดสูบ บุหรี่ และการงดดื่มสุรา) ของกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้สูงอายุไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ (กิจปพน ศรีธานี, 2560) หรือในระดับพอใช้ (อุทุมพร ศรีเขื่อนแก้ว, อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์ กุล และสาวิตรี ทยานศิลป์, 2561) โดยมีความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพอยู่ในระดับถูกต้องบ้าง มีความรอบรู้ด้าน การสื่อสารสุขภาพในระดับไม่ดี แต่ความรอบรู้ด้านการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ในระดับดี-ดีมาก (สมสุข ภาณุรัตน์ และคณะ, 2562; อุทุมพร ศรีเขื่อนแกว้ และคณะ, 2561) และผลจากการศึกษาความรอบรู้ด้าน สุขภาพจากตัวแทนผู้สูงอายุไทยที่เป็นสมาชิกของชมรมผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 440 คน โดยใช้ เครื่องมือวัดที่พัฒนาข้ึนเพื่อใช้ในการศึกษาด้วยเทคนิคเดลฟาย พบว่าเกือบทั้งหมดของผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้าน สุขภาพอยู่ในระดับพ้ืนฐาน (99.5%) ส่วนที่เหลืออยู่ในระดับปฏิสัมพันธ์ (0.5%) (วรรณศิริ นิลเนตร, 2557) 2. ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนหน่ึงที่สำคัญในการสื่อสารสุขภาพ และช่วยให้เข้าใจ สาเหตุของระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่แตกต่างกันของบุคคลที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมและมีวัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิตต่างกัน เนื่องจากความรอบรู้ด้านสุขภาพมิใช่เพียงแค่ความสามารถพ้ืนฐานในการพูด อ่าน เขียน หรือ การปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขภาพเท่าน้ัน แต่ครอบคลุมถึงมิติที่เกี่ยวข้องกับการตีความหมายข้อมูล วิ เคราะห์ เปรียบเทียบ ประเมินค่า และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง ซ่ึงสิ่งแวดล้อมที่บุคคลอาศัยอยู่ มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความคิด ความเชื่อ การสื่อความหมาย การตีความ การทำความเข้าใจ และการ ติดต่อสื่อสารของบุคคลในสังคม เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่าน้ีจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มคนใน สังคม ซ่ึงมีผลให้คนในสังคมนั้นๆ ทำความเข้าใจ/ตีความหมาย และตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่ได้รับใน ลักษณะที่แตกต่างไปจากบุคคลในสังคมอื่น เช่น ในคนไทยรุ่นเก่าที่เกิดในยุคที่มีลูกมากประมาณพ.ศ. 2489- 2507 (baby boom) หรือยุคที่เริ่มต้นการคุมกำเนิดประมาณ พ.ศ.2504-2524 (generation X) ซ่ึงอยู่ในวัยผู้ใหญ่ ตอนปลายและวัยสูงอายุในปัจจุบัน จะได้รับการสั่งสอนให้รู้จักควบคุมอารมณ์ ใจเย็น หลีกเลี่ยงการแสดงความ โกรธหรืออารมณ์รุนแรงกับผู้อื่น จึงมักยอมตามและประนีประนอมเพื่อรักษาสัมพันธภาพและลดความขัดแย้งที่ อาจเกิดข้ึน (Burnard & Naiyapatana, 2004) และเมื่ออยู่ในสถานะของผู้ป่วยจะมีความเกรงใจบุคลากรทาง สุขภาพ แม้รู้สึกไม่เห็นด้วย/ขัดแย้งกับข้อมูลสุขภาพที่ได้รับ ก็ไม่โต้แย้ง และไม่แสดงออก (Naemiratch & Manderson, 2006) ซ่ึงนับเป็นการสื่อสารทางเดียวที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ขาดโอกาสในการรับ/อภิปรายข้อมูล ข่าวสารสุขภาพกับบุคลากรทางสุขภาพ และอาจส่งผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมได้ โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ คือ ระดับต่ำ-พอใช้ (กิจปพน ศรีธานี, 2560; อุทุมพร ศรีเขื่อนแกว้ และคณะ, 2561) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีทักษะในการ ฟัง การอ่าน และการเขียนลดลงตามวัยที่เพิ่มข้ึน ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจข้อมูลสุขภาพคลาดเคลื่อน เกิด ข้อจำกัดในการสื่อสารสุขภาพโดยเฉพาะการสื่อสารสองทางกับบุคลากรทางสุขภาพ ซ่ึงข้อจำกัดในการสื่อสาร


เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 6012121 การพยาบาลผู้สูงอายุ ~ 94 ~ สุขภาพดังกล่าวนอกจากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยแล้ว ยังเป็นผลจากอิทธิพลของวัฒนธรรมและ สิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติผู้สูงอายุมีทักษะการตัดสินใจ และทักษะการเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องอยูใน ระดับดี-ดีมาก (สมสุข ภาณุรัตน์ และคณะ, 2562; อุทุมพร ศรีเขื่อนแกว้ และคณะ, 2561) ซ่ึงทักษะด้านน้ีอาจ เป็นผลจากประสบการณ์เดิมและทักษะที่สั่งสมมา ผู้สูงอายุจึงคิดตัดสินใจ และเลือกในสิ่งที่ตรงกับความต้องการ ของตนได้อย่างเหมาะสม และเมื่อจำแนกระดับของความรอบรู้ด้านสุขภาพตาม Nutbeam (2000) พบว่าเกือบ ทั้งหมดของผู้สูงอายุที่ศึกษา มีความฉลาดทางสุขภาพอยู่ในระดับพ้ืนฐาน (functional health literacy) โดยปัจจัยที่ มีความสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ คือ อายุที่เพิ่มข้ึน ระดับการศึกษา ความสามารถใน การมองเห็น ความสามารถในการเขียน และผู้ดูแล เป็นต้น (วรรณศิริ นิลเนตร, 2557) นอกจากน้ีผลการศึกษาและผลการดำเนินการเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของงานวิจัย และงานกิจกรรม/โครงการยังมีข้อจำกัดทั้งด้านความหลากหลายของนิยามที่ใช้เครื่องมือ วัดที่แตกต่างกัน หรือการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องและไม่เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ดังเช่น (1) ในส่วนของงานวิจัยจะมีการกำหนดนิยามของความรอบรู้ด้านสุขภาพที่หลากหลายต่างกัน ส่งผลต่อ การพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีขอบเขตเฉพาะบริบทที่ศึกษา และอาจไม่สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้อย่าง แพร่หลาย นอกจากน้ีแบบวัดที่สร้างข้ึน ส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพ้ืนฐาน เช่น การอ่าน การจดจำคำศัพท์ (ขวัญเมือง แก้วดำเกิง และดวงเนตร ธรรมกุล, 2558) มีเพียงบางงานวิจัยที่พัฒนาเครื่องมือ โดยใช้กรอบตามคุณลักษณะ/ทักษะสำคัญ 6 ด้านที่จำเป็นในการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพที่นำเสนอโดยสำนัก อนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซ่ึงผลการศึกษาพบว่า เครื่องมือที่พัฒนาข้ึนมีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นไปได้ ในการใช้วัดระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทย (วรรณศิริ นิลเนตร, 2557) แต่การใช้เครื่องมือดังกล่าว จำกัดเฉพาะในการวิจัยเท่านั้น ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และ (2) ในส่วนของการดำเนินกิจกรรมหรือโครงการ แม้จะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สุงอายุ แต่การ ดำเนินการส่วนใหญ่เน้นที่การให้ความรู้เป็นกลุ่ม เช่น การอบรม การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยผู้เข้าร่วม กิจกรรมจะเป็นแกนนำจากชมรม แกนนำของหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข ตัวแทนผู้สูงอายุหรือผู้ดูแล ซ่ึงการ ดำเนินงานดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ทำให้ไม่สามารถนำไป ประยุกต์ใช้ได้จริง (วรรณศิริ นิลเนตร, 2557) ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับสภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ สภาวะทางสุขภาพของผู้สูงอายุ (health status) มีความหมายครอบคลุมถึงภาวะการเจ็บป่วย การตาย หรือภาวะที่มีข้อจำกัด/ข้อบกพร่องทั้งด้านร่างกายหรือจิตใจของผู้สูงอายุ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนิน ชีวิตประจำวันหรือคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จากการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของความรอบรู้ด้าน สุขภาพกับสภาวะทางสุขภาพ พบว่าบุคคลที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับไม่เพียงพอจะมีความเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตสูงข้ึน มีการเข้ารับการรักษาในภาวะฉุกเฉิน และเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลบ่อยมากกว่าบุคคลที่มีความ รอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่เพียงพอ (AHRO, 2011; Berkman, Sheridan, Donahue, Halpern & Crotty, 2011) และ พบว่าผู้สูงอายุที่มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอจะพบอัตราการตายมากกว่าผู้สูงอายุที่มีระดับความ รอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอถึง 1.75 เท่า (Sudore et al., 2006) นอกจากน้ีผู้สูงอายุที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำ หรือจำกัด จะมีแนวโน้มของการมีสุขภาพไม่ดี มีโอกาสเกิดโรคเร้ือรัง เช่น โรคเบาหวาน ภาวะหัวใจล้มเหลว (Wolf,


Click to View FlipBook Version