242
ตอนที่ ๓
เอกสาร/ความรู้เสริมสําหรับครู
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
243
ตอนท่ี ๓.๑
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วดั ช้ันปี และสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ ๒
สาระท่ี ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่อื นาํ ไปใชต้ ดั สินใจ แกป้ ัญหา
ในการดาํ เนินชีวิต และมีนิสยั รักการอ่าน
ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรอง การอ่านออกเสียง ประกอบดว้ ย
ไดถ้ กู ตอ้ ง – บทร้อยแกว้ ที่เป็นบทบรรยายและบทพรรณนา
– บทร้อยกรอง เช่น กลอนบทละคร กลอนนิทาน
กลอนเพลงยาว และกาพยห์ ่อโคลง
๒. จบั ใจความสาํ คญั สรุปความ และอธิบาย การอ่านจบั ใจความจากส่ือต่าง ๆ เช่น
รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน – วรรณคดีในบทเรียน
๓. เขียนผงั ความคิดเพ่ือแสดงความเขา้ ใจ – บทความ
ในบทเรียนต่าง ๆ ท่ีอ่าน – บนั ทึกเหตุการณ์
๔. อภิปรายแสดงความคิดเห็นและขอ้ โตแ้ ยง้ – บทสนทนา
เก่ียวกบั เรื่องท่ีอ่าน – บทโฆษณา
๕. วเิ คราะห์และจาํ แนกขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ มูล – งานเขียนประเภทโนม้ นา้ วใจ
สนบั สนุน และขอ้ คิดเห็นจากบทความ – งานเขียนหรือบทความแสดงขอ้ เทจ็ จริง
ที่อ่าน – เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้
๖. ระบุขอ้ สงั เกตการชวนเช่ือ การโนม้ นา้ ว ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน
หรือความสมเหตุสมผลของงานเขียน
๗. อ่านหนงั สือ บทความ หรือคาํ ประพนั ธ์ การอ่านตามความสนใจ เช่น
อยา่ งหลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือ – หนงั สืออ่านนอกเวลา
แนวคิดท่ีไดจ้ ากการอ่าน เพ่ือนาํ ไปใชแ้ ก้ – หนงั สือที่นกั เรียนสนใจและเหมาะสมกบั วยั
ปัญหาในชีวติ – หนงั สืออ่านท่ีครูและนกั เรียนกาํ หนดร่วมกนั
๘. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน
สาระท่ี ๒ การเขียน 244
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอ่ ความ และเขียนเร่ืองราว
ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ ควา้
อยา่ งมีประสิทธิภาพ
ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. คดั ลายมือตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั การคดั ลายมือตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั ตาม
รูปแบบการเขียนตวั อกั ษรไทย
๒. เขียนบรรยายและพรรณนา การเขียนบรรยายและพรรณนา
๓. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความเก่ียวกบั ประสบการณ์
๔. เขียนยอ่ ความ การเขียนยอ่ ความจากส่ือต่าง ๆ เช่น
๕. เขียนรายงานการศึกษาคน้ ควา้ นิทาน คาํ สอน บทความทางวิชาการ
บนั ทึกเหตุการณ์ เรื่องราวในบทเรียน
๖. เขียนจดหมายกิจธุระ ในกลุม่ สาระการเรียนรู้อื่น นิทานชาดก
การเขียนรายงาน
๗. เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ – การเขียนรายงานจากการศึกษาคน้ ควา้
ความคิดเห็น หรือโตแ้ ยง้ ในเร่ืองที่อ่าน – การเขียนรายงานโครงงาน
อยา่ งมีเหตุผล การเขียนจดหมายกิจธุระ
– จดหมายเชิญวทิ ยากร
๘. มีมารยาทในการเขียน – จดหมายขอความอนุเคราะห์
การเขียนวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้
ความคิดเห็น หรือโตแ้ ยง้ จากสื่อต่าง ๆ เช่น
– บทความ
– บทเพลง
– หนงั สืออ่านนอกเวลา
– สารคดี
– บนั เทิงคดี
มารยาทในการเขียน
สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพดู 245
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึก
ในโอกาสต่าง ๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์
ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. พดู สรุปใจความสาํ คญั ของเร่ืองท่ีฟังและดู การพดู สรุปความจากเรื่องท่ีฟังหรือดู
๒. วิเคราะห์ขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็น และความ การพดู วเิ คราะห์และวจิ ารณ์จากเรื่องท่ีฟัง
น่าเชื่อถือของข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ และดู
๓. วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องท่ีฟังและดู การพดู ในโอกาสต่าง ๆ เช่น
อยา่ งมีเหตุผล เพื่อนาํ ขอ้ คิดมาประยกุ ตใ์ ช้ – การพดู อวยพร
ในการดาํ เนินชีวติ – การพดู โนม้ นา้ ว
– การพดู โฆษณา
๔. พดู ในโอกาสต่าง ๆ ไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
การพดู รายงานการศึกษาคน้ ควา้
๕. พดู รายงานเร่ืองหรือประเดน็ ที่ศึกษาคน้ ควา้ จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ
จากการฟัง การดู และการสนทนา
มารยาทในการฟัง การดู และการพดู
๖. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพดู
สาระท่ี ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา และ
พลงั ของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. สร้างคาํ ในภาษาไทย การสร้างคาํ สมาส
๒. วเิ คราะห์โครงสร้างประโยคสามญั ลกั ษณะของประโยคในภาษาไทย
ประโยครวม และประโยคซอ้ น – ประโยคสามญั
– ประโยครวม
– ประโยคซอ้ น
๓. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ
๔. ใชค้ าํ ราชาศพั ท์ คาํ ราชาศพั ท์
๕. รวบรวมและอธิบายความหมายของ คาํ ท่ีมาจากภาษาต่างประเทศ
คาํ ภาษาต่างประเทศท่ีใชใ้ นภาษาไทย
สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม 246
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่า
และนาํ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตจริง
ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๑. สรุปเน้ือหาวรรณคดีและวรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกบั
ท่ีอ่านในระดบั ที่ยากข้ึน – ศาสนา
– ประเพณี
– พธิ ีกรรม
– สุภาษิต คาํ สอน
– เหตุการณ์ประวตั ิศาสตร์
– บนั เทิงคดี
– บนั ทึกการเดินทาง
๒. วเิ คราะห์และวิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรม การวิเคราะห์คุณค่าและขอ้ คิดจากวรรณคดี
และวรรณกรรมทอ้ งถิ่นท่ีอา่ น พร้อม วรรณกรรม และวรรณกรรมทอ้ งถิ่น
ยกเหตุผลประกอบ
๓. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม
ท่ีอ่าน
๔. สรุปความรู้และขอ้ คิดจากการอ่าน
ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง
๕. ท่องจาํ บทอาขยานตามที่กาํ หนดและ บทอาขยานและบทร้อยกรองท่ีมีคุณค่า
บทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ – บทอาขยานตามท่ีกาํ หนด
– บทร้อยกรองตามความสนใจ
247
ตอนท่ี ๓.๒
กระบวนการจดั การเรียนรู้ โครงงาน และแฟ้ มสะสมผลงาน
๑. กระบวนการจัดการเรียนรู้ทใ่ี ช้ในกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
วิธีการหรือเทคนิคที่นาํ มาใชใ้ นกระบวนการเรียนรู้ภาษาไทย มีอยมู่ ากมายหลายวิธี ซ่ึงแต่ละวธิ ี
จะมีประสิทธิภาพในการสร้างความรู้ ทกั ษะ ประสบการณ์ และการใหโ้ อกาสนกั เรียนไดแ้ สดงบทบาท
แตกต่างกนั ออกไป ดงั น้นั ในการพิจารณาเลือกวิธีการใดมาใช้ ครูตอ้ งวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ก่อนวา่
ตอ้ งการใหน้ กั เรียนเกิดพฤติกรรมใด ในระดบั ใด จึงจะนาํ มาปรับใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั นกั เรียน ท้งั น้ีเพอ่ื ให้
การเรียนรู้ของนกั เรียนบรรลุตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ที่กาํ หนด
ในคมู่ ือครู แผนการจดั การเรียนรู้เล่มน้ี ไดบ้ ูรณาการเทคนิควิธีการจดั การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สอดคลอ้ ง
กบั กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ ซ่ึงแต่ละเทคนิควิธีการจดั การเรียนรู้ มีสาระพอสงั เขป ดงั น้ี
๑. กระบวนการเรียนภาษา (Language Learning Process)
กระบวนการเรียนภาษา เป็นกระบวนการที่มุง่ ใหเ้ กิดการพฒั นาทกั ษะทางภาษา ซ่ึงมีข้นั ตอน
ดงั น้ี
๑) ทาํ ความเขา้ ใจสญั ลกั ษณ์ สื่อ รูปภาพ รูปแบบ เครื่องหมาย
นกั เรียนจะรับรู้ความหมายของคาํ กลุ่มคาํ ประโยค และถอ้ ยคาํ สาํ นวนต่าง ๆ
๒) สร้างความคิดรวบยอด
นกั เรียนจะเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์นาํ มาสู่ความเขา้ ใจและเกิดเป็นภาพรวมเก่ียวกบั
สิ่งท่ีตนเรียนรู้
๓) สื่อความหมาย ความคิด
เมื่อนกั เรียนเขา้ ใจหรือสร้างความคิดรวบยอดไดแ้ ลว้ สามารถท่ีจะถ่ายทอดออกมาเป็น
ภาษาใหผ้ อู้ ่ืนเขา้ ใจได้
๔) พฒั นาความสามารถ
นกั เรียนเกิดการเรียนรู้ตามข้นั ตอน คือ เกิดความรู้ ความจาํ ความเขา้ ใจ การนาํ ไปใช้
การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า
๒. วธิ ีสอนโดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion)
วธิ ีน้ีเป็นกระบวนการที่ครูใชใ้ นการช่วยใหน้ กั เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวตั ถุประสงคท์ ี่กาํ หนด
โดยการจดั นกั เรียนเป็นกลุ่มเลก็ ๆ ประมาณ ๔–๘ คน ใหน้ กั เรียนในกลุ่มพดู คุยแลกเปลี่ยนขอ้ มลู
ความคิดเห็น และประสบการณ์ในเร่ืองหรือประเดน็ ที่กาํ หนด แลว้ สรุปผลการอภิปรายออกมาเป็นขอ้ สรุป
ของกลุ่ม ซ่ึงการจดั การเรียนรู้โดยใชก้ ารอภิปรายกลุ่มยอ่ ยน้ี จะช่วยใหน้ กั เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
เรียนรู้อยา่ งทว่ั ถึง มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแลกเปล่ียนประสบการณ์ จะช่วยใหน้ กั เรียนเกิดการเรียนรู้
ในเร่ืองที่เรียนกวา้ งข้ึน ซ่ึงมีข้นั ตอนดงั น้ี
๑) ครูจดั นกั เรียนออกเป็นกลุ่มยอ่ ย ๆ ประมาณ ๔–๘ คน ควรเป็นกลุ่มที่ไม่เลก็ เกินไป และไม่
ใหญ่เกินไป เพราะถา้ กลุ่มเลก็ จะไม่ไดค้ วามคิดท่ีหลากหลายเพียงพอ ถา้ กลุ่มใหญ่สมาชิกกลุ่มจะมีโอกาส
248
แสดงความคิดเห็นไดไ้ ม่ทวั่ ถึง ซ่ึงการแบ่งกลุม่ อาจทาํ ไดห้ ลายวิธี เช่น วิธีสุ่มเพอ่ื ใหน้ กั เรียนมีโอกาสได้
ร่วมกลุ่มกบั เพ่ือนไม่ซ้าํ กนั จาํ แนกตามเพศ วยั ความสนใจ ความสามารถ หรือเลือกอยา่ งเจาะจงตาม
ปัญหาท่ีมีกไ็ ด้ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั วตั ถุประสงคข์ องครูและสิ่งที่จะอภิปราย
๒) ครูหรือนกั เรียนกาํ หนดประเดน็ ในการอภิปราย ใหม้ ีวตั ถุประสงคข์ องการอภิปราย
ที่ชดั เจน โดยท่ีการอภิปรายแตล่ ะคร้ังไม่ควรมีประเดน็ มากเกินไป เพราะจะทาํ ใหน้ กั เรียนอภิปรายได้
ไม่เตม็ ที่
๓) นกั เรียนเริ่มอภิปรายโดยการพดู คุยแลกเปล่ียนความคิดเห็นและประสบการณ์กนั ตามประเดน็
ท่ีกาํ หนด ในการอภิปรายแต่ละคร้ังควรมีการกาํ หนดบทบาทหนา้ ท่ีที่จาํ เป็นในการอภิปราย เช่น ประธาน
หรือผนู้ าํ ในการอภิปราย เลขานุการ ผจู้ ดบนั ทึก และผรู้ ักษาเวลา นอกจากน้ีครูควรบอกใหส้ มาชิกกลุ่มทุกคน
ทราบถึงบทบาทหนา้ ท่ีของตน ใหค้ วามรู้ ความเขา้ ใจ หรือคาํ แนะนาํ แก่กลุ่มก่อนการอภิปราย และควรย้าํ
ถึงความสาํ คญั ของการใหส้ มาชิกทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการอภิปรายอยา่ งทว่ั ถึง เพราะวตั ถุประสงค์
หลกั ของการอภิปรายคือการใหน้ กั เรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นอยา่ งทว่ั ถึง และไดร้ ับฟังความคิดเห็น
ท่ีหลากหลาย ซ่ึงจะช่วยใหน้ กั เรียนมีความคิดท่ีลึกซ้ึง และรอบคอบข้ึน ในกรณีท่ีมีหลายประเดน็ ควรมี
การจาํ กดั เวลาของการอภิปรายแต่ละประเดน็ ใหม้ ีความเหมาะสม
๔) นกั เรียนสรุปสาระท่ีสมาชิกกลุ่มไดอ้ ภิปรายร่วมกนั เป็นขอ้ สรุปของกลุ่ม ครูควรใหส้ ญั ญาณ
แก่กลุ่มก่อนหมดเวลา เพื่อท่ีแต่ละกลุ่มจะไดส้ รุปผลการอภิปรายเป็นขอ้ สรุปของกลุ่ม หลงั จากน้นั อาจให้
แต่ละกลุ่มนาํ เสนอผลการอภิปรายแลกเปล่ียนกนั หรือดาํ เนินการในรูปแบบอื่นต่อไป
๕) นาํ ขอ้ สรุปของกลุ่มมาใชใ้ นการสรุปบทเรียน หลงั จากการอภิปรายสิ้นสุดลง ครูจาํ เป็นตอ้ ง
เชื่อมโยงความรู้ที่นกั เรียนไดร้ ่วมกนั คิดกบั บทเรียนท่ีกาํ ลงั เรียนรู้ โดยนาํ ขอ้ สรุปของกลุ่มมาใชใ้ นการสรุป
บทเรียนดว้ ย
๓. กระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving Process)
วิธีน้ีเนน้ ใหน้ กั เรียนฝึกการคิดแกป้ ัญหาอยา่ งมีข้นั ตอน มีเหตุผล ซ่ึงเป็นแนวทางในการ
นาํ ไปใชแ้ กป้ ัญหาในชีวิตประจาํ วนั ได้ โดยอาศยั แนวคิดแกป้ ัญหาดว้ ยการนาํ วธิ ีสอนแบบนิรนยั
(Deductive) คือ การสอนจากกฎเกณฑไ์ ปหาความจริงยอ่ ยไปผสมผสานกบั วิธีการสอนแบบอุปนยั
(Inductive) คือ การสอนจากตวั อยา่ งยอ่ ยมาหากฎเกณฑ์ กระบวนการคิดท้งั สองอยา่ งน้ีรวมกนั ทาํ ใหเ้ กิด
รูปแบบการสอนแบบแกป้ ัญหา ซ่ึงมีข้นั ตอนดงั น้ี
๑) ทาํ ความเขา้ ใจปัญหา
ครูเนน้ ใหน้ กั เรียนทาํ ความเขา้ ใจถึงสภาพของปัญหาวา่ ปัญหาเกิดจากอะไร มีขอ้ มูลใดแลว้
บา้ ง และมีเง่ือนไขหรือตอ้ งการขอ้ มลู ใดเพ่ิม
๒) วางแผนแกป้ ัญหา
เป็นการนาํ ขอ้ มูลจากข้นั ตอนที่ ๑ และขอ้ มลู ความรู้ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาน้นั มาใชป้ ระกอบ
การวางแผนแกป้ ัญหา ถา้ ปัญหาน้นั ตอ้ งตรวจสอบโดยการทดลอง ในข้นั วางแผนกจ็ ะประกอบดว้ ยการ
ต้งั สมมุติฐาน กาํ หนดวธิ ีการทดลอง และกาํ หนดแนวทางในการประเมินผลการแกป้ ัญหา
๓) ดาํ เนินการแกป้ ัญหาและประเมินผล 249
นาํ ขอ้ มูลที่รวบรวมไดม้ าวเิ คราะห์และทดสอบสมมุติฐานและประเมินวา่ วธิ ีการแกป้ ัญหา
หรือผลการทดลองเป็นไปตามสมมุติฐานที่ต้งั ไวห้ รือไม่ อยา่ งไร
๔) ตรวจสอบการแกป้ ัญหา
ครูและนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบวธิ ีการแกป้ ัญหา และผลจากการแกป้ ัญหาวา่ มีผลกระทบ
ต่อสิ่งอ่ืนหรือไม่ รวมไปถึงการนาํ วิธีการแกป้ ัญหาไปประยกุ ตใ์ ชต้ ่อไป
๔. กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative Learning)
วิธีการน้ีเป็นการผสมผสานหลกั การอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมและความสามารถทางวชิ าการเขา้
ดว้ ยกนั โดยใหน้ กั เรียนท่ีมีความรู้ความสามารถแตกต่างกนั มาทาํ งานร่วมกนั คนท่ีเก่งกวา่ จะตอ้ ง
ช่วยเหลือคนที่อ่อนกวา่ ทุกคนตอ้ งมีโอกาสไดแ้ สดงความสามารถ ร่วมแสดงความคิดเห็นและปฏิบตั ิจริง
โดยถือวา่ ความสาํ เร็จของแต่ละบุคคล คือ ความสาํ เร็จของกลุ่มซ่ึงมีข้นั ตอน ดงั น้ี
๑) ข้นั เตรียม
นกั เรียนแบ่งกลุม่ แนะนาํ แนวทางในการทาํ งานกลุ่ม บทบาทหนา้ ท่ีของสมาชิกในกลุ่ม
และแจง้ วตั ถุประสงคข์ องการทาํ งาน
๒) ข้นั สอน
นาํ เขา้ สู่บทเรียน แนะนาํ เน้ือหาสาระ แหล่งความรู้ แลว้ มอบหมายงานใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่ม
๓) ข้นั ทาํ กิจกรรม
นกั เรียนร่วมกนั ทาํ กิจกรรมในกลุ่มยอ่ ย โดยสมาชิกแต่ละคนมีบทบาทหนา้ ท่ีตามที่ไดร้ ับ
มอบหมาย ซ่ึงในการทาํ กิจกรรมกลุ่มครูจะใชเ้ ทคนิคต่าง ๆ เช่น คู่คิด เพื่อนเรียน ปริศนาความคิด
กลุ่มร่วมมือ การทาํ กิจกรรมแต่ละคร้ังจะตอ้ งเลือกเทคนิคใหเ้ หมาะสมกบั วตั ถุประสงคใ์ นการเรียนแต่ละ
เร่ือง โดยอาจใชเ้ ทคนิคเดียวหรือหลายเทคนิครวมกนั กไ็ ด้
๔) ข้นั ตรวจสอบผลงาน
เม่ือทาํ กิจกรรมเสร็จแลว้ ตอ้ งมีการตรวจสอบการปฏิบตั ิงานวา่ ถูกตอ้ งครบถว้ นหรือไม่
โดยเร่ิมจากการตรวจภายในกลุ่มและระหวา่ งกลุ่ม เพ่ือนาํ ขอ้ บกพร่องในการปฏิบตั ิงานไปปรับปรุง
ใหด้ ีข้ึน
๕) ข้นั สรุปบทเรียนและประเมินผล
ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปบทเรียน ครูอธิบายเพมิ่ เติมในส่วนท่ีนกั เรียนยงั ไม่เขา้ ใจ
และช่วยกนั ประเมินผลการทาํ งานกลุ่มวา่ จุดเด่นของงานคืออะไร และอะไรคือส่ิงที่ควรปรับปรุงและ
แกไ้ ข
ตวั อยา่ งเทคนิคการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ
๑) เพอ่ื นเรียน (Partners)
ใหน้ กั เรียนเตรียมจบั คูก่ นั ทาํ ความเขา้ ใจเน้ือหาและสาระสาํ คญั ของเร่ืองท่ีครูกาํ หนดให้
โดยคู่ท่ียงั ไมเ่ ขา้ ใจอาจขอคาํ แนะนาํ จากครูหรือคู่อ่ืนที่เขา้ ใจดีกวา่ เม่ือคู่น้นั เกิดความเขา้ ใจดีแลว้ กถ็ ่ายทอด
ความรู้ใหเ้ พอื่ นคู่อ่ืนต่อไป
๒) ปริศนาความคิด (Jigsaw) 250
แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่มโดยคละความสามารถ เก่ง–อ่อน เรียกวา่ “กลุ่มบา้ น”
(Home Groups) ครูแบ่งเน้ือหาออกเป็นหวั ขอ้ ยอ่ ย ๆ เท่ากบั จาํ นวนสมาชิกกลุ่ม ใหส้ มาชิกในกลุ่มศึกษา
หวั ขอ้ ที่แตกต่างกนั นกั เรียนท่ีไดร้ ับหวั ขอ้ เดียวกนั มารวมกลุ่มเพ่ือร่วมกนั ศึกษา เรียกวา่ “กลุ่มผเู้ ชี่ยวชาญ”
(Expert Groups) เมื่อร่วมกนั ศึกษาจนเขา้ ใจแลว้ สมาชิกแต่ละคนออกจากลุ่มผเู้ ช่ียวชาญกลบั ไปกลุ่มบา้ น
ของตนเอง จากน้นั ถ่ายทอดความรู้ท่ีตนศึกษามาใหเ้ พ่อื น ๆ ในกลุ่มฟังจนครบทุกคน
๓) กลุ่มร่วมมือ (Co-op Co–op)
แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่มโดยคละความสามารถกนั แต่ละกลุ่มเลือกหวั ขอ้ ที่จะศึกษา
เม่ือไดห้ วั ขอ้ แลว้ สมาชิกในกลุ่มช่วยกนั กาํ หนดหวั ขอ้ ยอ่ ย แลว้ แบ่งหนา้ ท่ีกนั รับผดิ ชอบ โดยศึกษาคนละ
๑ หวั ขอ้ ยอ่ ย จากน้นั สมาชิกนาํ ผลงานมารวมกนั เป็นงานกลุ่ม ช่วยกนั เรียบเรียงเน้ือหาใหส้ อดคลอ้ งกนั
และเตรียมทีมนาํ เสนอผลงานหนา้ ช้นั เรียน เม่ือนาํ เสนอผลงานแลว้ ทุกกลุ่มช่วยกนั ประเมินผลการทาํ งาน
และผลงานกลุ่ม
๔) กลุ่มร่วมกนั คิด (Numbered Heads Together: NHT)
วธิ ีน้ีเหมาะสาํ หรับการทบทวนความรู้ใหน้ กั เรียน ซ่ึงมีข้นั ตอนดงั น้ี
(๑) แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๔ คน คละความสามารถกนั แต่ละคนมีหมายเลข
ประจาํ ตวั
(๒) ครูถามคาํ ถามหรือมอบหมายงานใหท้ าํ
(๓) นกั เรียนช่วยกนั อภิปรายในกลุ่มยอ่ ยจนมนั่ ใจวา่ สมาชิกทุกคนมน่ั ใจในคาํ ตอบ
(๕) ครูสุ่มถามโดยเรียกหมายเลขประจาํ ตวั คนใดคนหน่ึงในกลุ่มตอบ
(๖) ครูใหค้ าํ ชมเชยแก่สมาชิกในกลุ่มที่สามารถตอบคาํ ถามไดม้ ากท่ีสุด และอธิบาย
ขอ้ คาํ ถามที่นกั เรียนยงั ไม่เขา้ ใจ
๒. โครงงาน (Project Work)
โครงงานเป็นการจดั การเรียนรู้ที่ส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดล้ งมือปฏิบตั ิและศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง
ตามแผนการดาํ เนินงานที่นกั เรียนไดจ้ ดั ข้ึน โดยครูช่วยใหค้ าํ แนะนาํ ปรึกษา กระตุน้ ใหค้ ิด และติดตามการ
ปฏิบตั ิงานจนบรรลุเป้ าหมาย โครงงานแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๑. โครงงานประเภทสาํ รวจ รวบรวมขอ้ มูล
๒. โครงงานประเภททดลอง คน้ ควา้
๓. โครงงานท่ีเป็นการศึกษาความรู้ ทฤษฎี หลกั การหรือแนวคิดใหม่
๔. โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์
การเรียนรู้ดว้ ยโครงงาน มีข้นั ตอนดงั น้ี 251
๑. กาํ หนดหัวข้อที่จะศึกษา นกั เรียนคิดหวั ขอ้ โครงงาน ซ่ึงอาจไดม้ าจากความอยากรู้อยากเห็น
ของนกั เรียนเองหรือไดจ้ ากการอ่านหนงั สือ บทความ การไปทศั นศึกษาดูงาน โดยนกั เรียนตอ้ งต้งั คาํ ถาม
วา่ “จะศึกษาอยา่ งไร” “ทาํ ไมตอ้ งศึกษาเรื่องดงั กล่าว”
๒. ศึกษาเอกสารทีเ่ กย่ี วข้อง นกั เรียนศึกษาทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งและปรึกษาครู หรือผทู้ ่ีมี
ความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาน้นั ๆ
๓. เขียนเค้าโครงของโครงงานหรือสร้างแผนผงั ความคดิ โดยทว่ั ไปเคา้ โครงของโครงงานจะ
ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ต่าง ๆ ดงั น้ี
๑) ช่ือโครงงาน
๒) ชื่อผทู้ าํ โครงงาน
๓) ชื่อท่ีปรึกษาโครงงาน
๔) ระยะเวลาดาํ เนินการ
๕) หลกั การและเหตุผล
๖) วตั ถุประสงค์
๗) สมมุติฐานของการศึกษา (ในกรณีที่เป็นโครงงานทดลอง)
๘) ข้นั ตอนการดาํ เนินงาน
๙) ปฏิบตั ิโครงงาน
๑๐) ผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับ
๑๑) เอกสารอา้ งอิง/บรรณานุกรม
๔. ปฏิบตั โิ ครงงาน ลงมือปฏิบตั ิงานตามแผนงานที่กาํ หนดไว้ ในระหวา่ งปฏิบตั ิงานควรมีการจดบนั ทึก
ขอ้ มูลต่าง ๆ ไวอ้ ยา่ งละเอียดวา่ ทาํ อยา่ งไร ไดผ้ ลอยา่ งไร มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไร และมีแนวทางแกไ้ ข
อยา่ งไร
๕. เขยี นรายงาน เป็นการรายงานสรุปผลการดาํ เนินงาน เพื่อใหผ้ อู้ ื่นไดท้ ราบแนวคิด วิธีดาํ เนินงาน
ผลท่ีไดร้ ับ และขอ้ เสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกบั โครงงาน ซ่ึงการเขียนรายงานน้ีควรใชภ้ าษาที่กระชบั เขา้ ใจง่าย
ชดั เจน และครอบคลุมประเดน็ ท่ีศึกษา
๖. แสดงผลงาน เป็นการนาํ ผลของการดาํ เนินงานมาเสนอ อาจจดั ไดห้ ลายรูปแบบ เช่น การจดั นิทรรศการ
การทาํ เป็นส่ือส่ิงพมิ พ์ สื่อมลั ติมีเดีย หรืออาจนาํ เสนอในรูปของการแสดงผลงาน การนาํ เสนอดว้ ยวาจา
บรรยาย อภิปรายกลุ่ม สาธิต
๓. แฟ้ มสะสมผลงาน (Portfolio)
แฟ้ มสะสมผลงาน หมายถึง แหล่งรวบรวมเอกสาร ผลงาน หรือหลกั ฐาน เพ่ือใชส้ ะทอ้ นถึงผลสมั ฤทธ์ิ
ความสามารถ ทกั ษะ และพฒั นาการของนกั เรียน มีการจดั เรียบเรียงผลงานไวอ้ ยา่ งมีระบบ โดยนาํ ความรู้
ความคิด และการนาํ เสนอมาผสมผสานกนั ซ่ึงนกั เรียนเป็นผคู้ ดั เลือกผลงานและมีส่วนร่วมในการประเมิน
252
แฟ้ มสะสมผลงานจึงเป็นหลกั ฐานสาํ คญั ท่ีจะทาํ ใหน้ กั เรียนสามารถมองเห็นพฒั นาการของตนเองได้
ตามสภาพจริง รวมท้งั เห็นขอ้ บกพร่อง และแนวทางในการปรับปรุงแกไ้ ขใหด้ ีข้ึนต่อไป
ลกั ษณะสําคญั ของการประเมินผลโดยใช้แฟ้ มสะสมผลงาน
๑. ครูสามารถใชเ้ ป็นเครื่องมือในการติดตามความกา้ วหนา้ ของนกั เรียนเป็นรายบุคคลไดเ้ ป็นอยา่ งดี
เน่ืองจากมีผลงานสะสมไว้ ครูจะทราบจุดเด่น จุดดอ้ ยของนกั เรียนแต่ละคนจากแฟ้ มสะสมผลงาน และ
สามารถติดตามพฒั นาการไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง
๒. มุ่งวดั ศกั ยภาพของนกั เรียนในการผลิตหรือสร้างผลงานมากกวา่ การวดั ความจาํ จากการทาํ แบบทดสอบ
๓. วดั และประเมินโดยเนน้ ผเู้ รียนเป็นศนู ยก์ ลาง คือ นกั เรียนเป็นผวู้ างแผน ลงมือปฏิบตั ิงาน รวมท้งั
ประเมินและปรับปรุงตนเอง ซ่ึงมีครูเป็นผชู้ ้ีแนะ เนน้ การประเมินผลยอ่ ยมากกวา่ การประเมินผลรวม
๔. ฝึกใหน้ กั เรียนรู้จกั การประเมินตนเองและหาแนวทางปรับปรุงพฒั นาตนเอง
๕. นกั เรียนเกิดความมน่ั ใจและภาคภมู ิใจในผลงานของตนเอง รู้วา่ ตนเองมีจุดเด่นในเร่ืองใด
๖. ช่วยในการสื่อความหมายเก่ียวกบั ความรู้ ความสามารถ ตลอดจนพฒั นาการของนกั เรียนใหผ้ ทู้ ี่
เก่ียวขอ้ งทราบ เช่น ผปู้ กครอง ฝ่ ายแนะแนว ตลอดจนผบู้ ริหารของโรงเรียน
ข้นั ตอนการประเมนิ ผลโดยใช้แฟ้ มสะสมผลงาน
การจดั ทาํ แฟ้ มสะสมผลงาน มี ๑๐ ข้นั ตอน ซ่ึงแต่ละข้นั ตอนมีรายละเอียด ดงั น้ี
๑. การวางแผนจัดทําแฟ้ มสะสมผลงาน การจดั ทาํ แฟ้ มสะสมผลงานตอ้ งมีส่วนร่วมระหวา่ งครู
นกั เรียน และผปู้ กครอง
ครู การเตรียมตวั ของครูตอ้ งเร่ิมจากการศึกษา และวเิ คราะห์หลกั สูตร คู่มือครู คาํ อธิบายรายวชิ า
วธิ ีการวดั และประเมินผลในหลกั สูตร รวมท้งั ครูตอ้ งมีความรู้และความเขา้ ใจเก่ียวกบั การประเมินโดยใช้
แฟ้ มสะสมผลงาน จึงจะสามารถวางแผนกาํ หนดชิ้นงานได้
นักเรียน ตอ้ งมีความเขา้ ใจเก่ียวกบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ เน้ือหาสาระ การประเมินผลโดยใช้
แฟ้ มสะสมผลงาน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ การกาํ หนดชิ้นงาน และบทบาทในการทาํ งาน
กลุ่ม โดยครูตอ้ งแจง้ ใหน้ กั เรียนทราบล่วงหนา้
ผู้ปกครอง ตอ้ งเขา้ มามีส่วนร่วมในการคดั เลือกผลงาน การแสดงความคิดเห็น และรับรู้พฒั นาการ
ของนกั เรียนอยา่ งต่อเนื่อง ดงั น้นั ก่อนทาํ แฟ้ มสะสมผลงาน ครูตอ้ งแจง้ ใหผ้ ปู้ กครองทราบหรือขอความ
ร่วมมือ รวมท้งั ใหค้ วามรู้ในเรื่องการประเมินผลโดยใชแ้ ฟ้ มสะสมผลงานแก่ผปู้ กครองเม่ือมีโอกาส
๒. การรวบรวมผลงานและจัดระบบแฟ้ ม ในการรวบรวมตอ้ งออกแบบการจดั เกบ็ หรือแยก
หมวดหมู่ของผลงานใหด้ ี เพอ่ื สะดวกและง่ายต่อการนาํ ขอ้ มลู ออกมาใช้ แนวทางการจดั หมวดหมู่ของ
ผลงาน เช่น
๑) จดั แยกตามลาํ ดบั วนั เวลา ที่สร้างผลงานข้ึนมา
๒) จดั แยกตามความซบั ซอ้ นของผลงาน เป็นการแสดงถึงทกั ษะหรือพฒั นาการของนกั เรียน
ที่มากข้ึน
๓) จดั แยกตามวตั ถุประสงค์ เน้ือหา หรือประเภทของผลงาน
253
ผลงานท่ีอยใู่ นแฟ้ มสะสมผลงานอาจมีหลายเรื่อง หลายวชิ า ดงั น้นั นกั เรียนจะตอ้ งทาํ เคร่ืองมือ
ในการช่วยคน้ หา เช่น สารบญั ดชั นีเรื่อง จุดสี แถบสีติดไวท้ ่ีผลงานโดยมีรหสั ท่ีแตกต่างกนั
๓. การคดั เลอื กผลงาน ในการคดั เลือกผลงานน้นั ควรใหส้ อดคลอ้ งกบั เกณฑห์ รือมาตรฐานท่ี
โรงเรียน ครู หรือนกั เรียนร่วมกนั กาํ หนดข้ึนมา และผคู้ ดั เลือกผลงานควรเป็นนกั เรียนเจา้ ของแฟ้ มสะสม
ผลงาน หรือมีส่วนร่วมกบั ครู เพอื่ น และผปู้ กครอง
ผลงานท่ีเลือกเขา้ แฟ้ มสะสมผลงาน ควรมีลกั ษณะดงั น้ี
๑) สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาและวตั ถุประสงคข์ องการเรียนรู้
๒) เป็นผลงานชิ้นที่ดีที่สุด มีความหมายต่อนกั เรียนมากที่สุด
๓) สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงพฒั นาการของนกั เรียนในทุกดา้ น
๔) เป็นส่ือท่ีจะช่วยใหน้ กั เรียนมีโอกาสแลกเปล่ียนความคิดเห็นกบั ครู ผปู้ กครอง และเพื่อน ๆ
ส่วนจาํ นวนชิ้นงานน้นั ใหก้ าํ หนดตามความเหมาะสม ไม่ควรมีมากเกินไป เพราะอาจจะทาํ ให้
ผลงานบางชิ้นไม่มีความหมาย แต่ถา้ มีนอ้ ยเกินไปจะทาํ ใหก้ ารประเมินไม่มีประสิทธิภาพ
๔. การสร้างสรรค์แฟ้ มสะสมผลงานให้มเี อกลกั ษณ์ของตนเอง โครงสร้างหลกั ของแฟ้ มสะสม
ผลงานอาจเหมือนกนั แต่นกั เรียนสามารถตกแต่งรายละเอียดยอ่ ยใหแ้ ตกต่างกนั ตามความคิดสร้างสรรค์
ของแต่ละบุคคล โดยอาจใชภ้ าพ สี สติกเกอร์ ตกแต่งใหส้ วยงามเนน้ เอกลกั ษณ์ของเจา้ ของแฟ้ มสะสม
ผลงาน
๕. การแสดงความคดิ เห็นหรือความรู้สึกต่อผลงาน ในข้นั ตอนน้ีนกั เรียนจะไดร้ ู้จกั การวิพากษ์
วจิ ารณ์ หรือสะทอ้ นความคิดเกี่ยวกบั ผลงานของตนเอง ตวั อยา่ งขอ้ ความท่ีใชแ้ สดงความรู้สึกต่อผลงาน
เช่น
๑) ไดแ้ นวคิดจากการทาํ ผลงานชิ้นน้ีมาจากไหน
๒) เหตุผลที่เลือกผลงานชิ้นน้ีคืออะไร
๓) จุดเด่น จุดดอ้ ยของผลงานชิ้นน้ีคืออะไร
๔) รู้สึกพอใจกบั ผลงานชิ้นน้ีมากนอ้ ยเพยี งใด
๕) ไดข้ อ้ คิดอะไรจากการทาํ ผลงานชิ้นน้ี
๖. การตรวจสอบความสามารถของตนเอง เป็นการเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดป้ ระเมินความ
สามารถของตนเอง โดยพิจารณาตามเกณฑย์ อ่ ย ๆ ที่ครูและนกั เรียนช่วยกนั กาํ หนดข้ึน เช่น นิสยั
การทาํ งาน ทกั ษะทางสงั คม การทาํ งานเสร็จตามระยะเวลาที่กาํ หนด การขอความช่วยเหลือเม่ือมีความ
จาํ เป็น นอกจากน้ีการตรวจสอบความสามารถตนเองอีกวิธีหน่ึง คือ การใหน้ กั เรียนเขียนวเิ คราะห์จุดเด่น
จุดดอ้ ยของตนเอง และส่ิงท่ีตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ข
๗. การประเมนิ ผลงาน เป็นข้นั ตอนที่สาํ คญั เน่ืองจากเป็นการสรุปคุณภาพของงานและความ
สามารถหรือพฒั นาการของนกั เรียน การประเมินแบ่งออกเป็น ๒ ลกั ษณะ คือ การประเมินโดยไม่ให้
ระดบั คะแนน และการประเมินโดยใหร้ ะดบั คะแนน
๑) การประเมินโดยไม่ให้ระดับคะแนน ครูกลุ่มน้ีมีความเชื่อวา่ แฟ้ มสะสมผลงานมีไวเ้ พ่ือ
ศึกษากระบวนการทาํ งาน ศึกษาความคิดเห็นและความรู้สึกของนกั เรียนท่ีมีต่อผลงานของตนเอง
254
ตลอดจนดูพฒั นาการหรือความกา้ วหนา้ ของนกั เรียนอยา่ งไม่เป็นทางการ ครู ผปู้ กครอง และเพอ่ื น
สามารถใหค้ าํ ช้ีแนะแก่นกั เรียนได้ ซ่ึงวธิ ีการน้ีจะทาํ ใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรู้และปฏิบตั ิงานอยา่ งเตม็ ที่ โดยไม่
ตอ้ งกงั วลวา่ จะไดค้ ะแนนมากนอ้ ยเท่าไร
๒) การประเมินโดยให้ระดับคะแนน มีท้งั การประเมินตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ การประเมิน
ระหวา่ งภาคเรียน และการประเมินปลายภาค ซ่ึงจะช่วยในวตั ถุประสงคด์ า้ นการปฏิบตั ิเป็นหลกั การประเมิน
แฟ้ มสะสมผลงานตอ้ งกาํ หนดมิติการใหค้ ะแนน (scoring rubrics) ตามเกณฑท์ ี่ครูและนกั เรียนร่วมกนั
กาํ หนดข้ึน การใหร้ ะดบั คะแนนมีท้งั การใหค้ ะแนนเป็นรายชิ้นก่อนเกบ็ เขา้ แฟ้ มสะสมผลงาน และการให้
คะแนนแฟ้ มสะสมผลงานท้งั แฟ้ ม ซ่ึงมาตรฐานคะแนนน้นั ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคก์ ารจดั ทาํ แฟ้ ม
สะสมผลงาน และมุ่งเนน้ พฒั นาการของนกั เรียนแต่ละคนมากกวา่ การนาํ ไปเปรียบเทียบกบั บุคคลอื่น
๘. การแลกเปลย่ี นประสบการณ์กบั ผ้อู น่ื มีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ เปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดร้ ับฟังความ
คิดเห็นจากผทู้ ี่มีส่วนเก่ียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ เพ่อื น ครู และผปู้ กครอง อาจทาํ ไดห้ ลายรูปแบบ เช่น การจดั ประชุม
ในโรงเรียนโดยเชิญผทู้ ่ีมีส่วนเกี่ยวขอ้ งมาร่วมกนั พิจารณาผลงาน การสนทนาแลกเปลี่ยนระหวา่ งนกั เรียน
กบั เพอ่ื น การส่งแฟ้ มสะสมผลงานไปใหผ้ ทู้ ี่มีส่วนเก่ียวขอ้ งช่วยใหข้ อ้ เสนอแนะหรือคาํ แนะนาํ
ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์น้นั นกั เรียนจะตอ้ งเตรียมคาํ ถามเพ่ือถามผทู้ ี่มีส่วนเก่ียวขอ้ ง
ซ่ึงจะเป็นประโยชนใ์ นการปรับปรุงงานของตนเอง ตวั อยา่ งคาํ ถาม เช่น
๑) ท่านคิดอยา่ งไรกบั ผลงานชิ้นน้ี
๒) ท่านคิดวา่ ควรปรับปรุงแกไ้ ขส่วนใดอีกบา้ ง
๓) ผลงานชิ้นใดที่ท่านชอบมากที่สุด เพราะอะไร
๙. การปรับเปลยี่ นผลงาน หลงั จากท่ีนกั เรียนไดแ้ ลกเปล่ียนความคิดเห็น และไดร้ ับคาํ แนะนาํ จาก
ผทู้ ี่มีส่วนเก่ียวขอ้ งแลว้ จะนาํ มาปรับปรุงผลงานใหด้ ีข้ึน นกั เรียนสามารถนาํ ผลงานที่ดีกวา่ เกบ็ เขา้ แฟ้ ม
สะสมผลงานแทนผลงานเดิม ทาํ ใหแ้ ฟ้ มสะสมผลงานมีผลงานที่ดี ทนั สมยั และตรงตามจุดประสงคใ์ น
การประเมิน
๑๐. การประชาสัมพนั ธ์ผลงานของนักเรียน เป็นการแสดงนิทรรศการผลงานของนกั เรียน โดยนาํ
แฟ้ มสะสมผลงานของนกั เรียนทุกคนมาจดั แสดงร่วมกนั และเปิ ดโอกาสใหผ้ ปู้ กครอง ครู และนกั เรียน
ทว่ั ไปไดเ้ ขา้ ชมผลงาน ทาํ ใหน้ กั เรียนเกิดความภาคภมู ิใจในผลงานของตนเอง
ผทู้ ี่เริ่มตน้ ทาํ แฟ้ มสะสมผลงานอาจไม่ตอ้ งดาํ เนินการท้งั ๑๐ ข้นั ตอนน้ี อาจใชข้ ้นั ตอนหลกั ๆ
คือ การรวบรวมผลงานและการจดั ระบบแฟ้ ม การคดั เลือกผลงาน และการแสดงความคิดเห็นหรือ
ความรู้สึกต่อผลงาน
255
องค์ประกอบสําคญั ของแฟ้ มสะสมผลงาน มีดงั น้ี
๑. ส่วนนํา ประกอบดว้ ย
– ปก
– คาํ นาํ
– สารบญั
– ประวตั ิส่วนตวั
– จุดมุง่ หมายของการทาํ
แฟ้ มสะสมผลงาน
๒. ส่วนเนือ้ หาแฟ้ ม ประกอบดว้ ย
– ผลงาน
– ความคิดเห็นท่ีมีต่อผลงาน
– Rubrics ประเมินผลงาน
๓. ส่วนข้อมลู เพมิ่ เตมิ ประกอบดว้ ย
– ผลการประเมินการเรียนรู้
– การรายงานความกา้ วหนา้ โดยครู
– ความคิดเห็นของผทู้ ่ีมีส่วนเกี่ยวขอ้ ง
เช่น เพ่ือน ผปู้ กครอง
256
ตอนท่ี ๓.๓
ผงั การออกแบบการจดั การเรียนรู้และรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้รายช่ัวโมง
๑. ผงั การออกแบบการจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ Backward Design
ผงั การออกแบบการจดั การเรียนรู้
หน่วยการเรียนรู้ที่
ข้นั ที่ ๑ ผลลพั ธ์ปลายทางทีต่ ้องการให้เกดิ ขึน้ กบั นักเรียน
ตวั ชี้วดั ช้ันปี
๑.
๒.
ความเข้าใจที่คงทนของนักเรียน คาํ ถามสําคญั ท่ที ําให้เกดิ ความเข้าใจทคี่ งทน
นักเรียนจะเข้าใจว่า… ๑.
๑. ๒.
๒.
ความรู้ของนักเรียนท่นี ําไปสู่ความเข้าใจที่คงทน ทักษะ/ความสามารถของนักเรียนท่ีนําไปสู่ความ
นักเรียนจะรู้ว่า… เข้าใจท่ีคงทน นักเรียนจะสามารถ...
๑. ๑.
๒. ๒.
๓. ๓.
ข้นั ท่ี ๒ ภาระงานและการประเมนิ ผลการเรียนรู้ซึ่งเป็ นหลกั ฐานที่แสดงว่านักเรียนมผี ลการเรียนรู้
ตามที่กาํ หนดไว้อย่างแท้จริง
๑. ภาระงานท่ีนักเรียนต้องปฏิบัติ
๑.๑
๑.๒
๒. วธิ ีการและเคร่ืองมอื ประเมนิ ผลการเรียนรู้
๒.๑ วธิ ีการประเมินผลการเรียนรู้ ๒.๒ เคร่ืองมือประเมินผลการเรียนรู้
๑) ๑)
๒) ๒)
๓. สิ่งท่มี ุ่งประเมนิ
๓.๑)
๓.๒)
ข้นั ท่ี ๓ แผนการจดั การเรียนรู้
257
๒. รูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้รายช่ัวโมง
เม่ือครูออกแบบการจดั การเรียนรู้ตามแนวคิด Backward Design แลว้ ครูสามารถเขียนแผน
การจดั การเรียนรู้รายชวั่ โมงโดยใชร้ ูปแบบของแผนการจดั การเรียนรู้แบบเรียงหวั ขอ้ ซ่ึงมีรายละเอียดดงั น้ี
ชื่อแผน... (ระบุชื่อและลาํ ดบั ท่ีของแผนการจดั การเรียนรู้)
ช่ือเรื่อง... (ระบุช่ือเรื่องท่ีจะทาํ การจดั การเรียนรู้)
กลุ่มสาระ... (ระบุกลุม่ สาระที่ใชจ้ ดั การเรียนรู้)
ช้ัน... (ระบุช้นั ท่ีจดั การเรียนรู้)
หน่วยการเรียนรู้ท่ี... (ระบุช่ือและลาํ ดบั ที่ของหน่วยการเรียนรู้)
เวลา... (ระบุระยะเวลาท่ีใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ต่อ ๑ แผน)
สาระสําคญั ... (เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทศั นข์ องหวั เรื่องที่จะจดั การเรียนรู้)
ตวั ชี้วดั ช้ันปี ... (ระบุตวั ช้ีวดั ช้นั ปี ท่ีใชเ้ ป็นเป้ าหมายของแผนการจดั การเรียนรู้)
จุดประสงค์การเรียนรู้... (กาํ หนดใหส้ อดคลอ้ งกบั สมรรถนะสาํ คญั และคุณลกั ษณะอนั พึง
ประสงคข์ องนกั เรียนหลงั จากสาํ เร็จการศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช
๒๕๕๑ ซ่ึงประกอบดว้ ยดา้ นความรู้ (Knowledge: K) ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (Affective: A)
และดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Performance: P))
การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้... (ระบุวธิ ีการและเคร่ืองวดั และประเมินผลท่ีสอดคลอ้ งกบั
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ท้งั ๓ ดา้ น)
สาระการเรียนรู้... (ระบุสาระและเน้ือหาที่ใชจ้ ดั การเรียนรู้ อาจเขียนเฉพาะหวั เรื่องกไ็ ด)้
แนวทางบูรณาการ... (เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุ่มสาระอ่ืนที่บูรณาการร่วมกนั )
กระบวนการจดั การเรียนรู้... (กาํ หนดใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติของกลุ่มสาระและการบูรณาการ
ขา้ มสาระ)
กจิ กรรมเสนอแนะ... (ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นกั เรียนควรปฏิบตั ิเพ่ิมเติม)
สื่อ/แหล่งการเรียนรู้... (ระบุสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งการเรียนรู้ที่ใชใ้ นการจดั การเรียนรู้)
บันทึกหลงั การจดั การเรียนรู้... (ระบุรายละเอียดของผลการจดั การเรียนรู้ตามแผนที่กาํ หนดไว้
อาจนาํ เสนอขอ้ เด่นและขอ้ ดอ้ ยใหเ้ ป็นขอ้ มูลที่สามารถใชเ้ ป็นส่วนหน่ึงของการทาํ วิจยั ในช้นั เรียนได)้
258
ตอนท่ี ๓.๔
แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียนประจาํ หน่วยการเรียนรู้
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๑ พยางค์ คาํ และการสร้างคาํ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดมพี ยางค์ ต่างจากข้ออื่น ๖. “ฉันจะซือ้ ดินสอไม่ใช่ปากกา” ข้อความนี้
ก บา้ น พยางค์ใดท่ีต้องการเน้นนํา้ หนัก
ข สมุด ก ฉนั ค ดินสอ
ค ดินสอ ข ซ้ือ ง ปากกา
ง ยางลบ ๗. พยางค์ในข้อใดทอ่ี ่านออกเสียงลดนํา้ หนัก
๒. พยางค์ใดมอี งค์ประกอบ แตกต่างจาก ไม่ได้
พยางค์อนื่ ก ไม่ไปหรอก
ก ฟ้ า ข กลบั บา้ นจะ้
ข ลม ค ไปไหนเหรอ
ค ดิน ง ไปตลาดไหม
ง เมฆ ๘. พยางค์ในข้อใดออกเสียงหนักเบาเหมอื น
๓. “ปฏิบัติงาน” มกี ค่ี าํ กพ่ี ยางค์ “ประวัติศาสตร์ ”
ก ๑ คาํ ๔ พยางค์ ก ธนาลงกรณ์
ข ๑ คาํ ๕ พยางค์ ข วปิ ัสนา
ค ๒ คาํ ๔ พยางค์ ค พฒั นาการ
ง ๒ คาํ ๕ พยางค์ ง นาฬิกาทราย
๔. คาํ ใดมจี ํานวนพยางค์เท่ากบั คาํ ว่า“มาตรฐาน” ๙. “เราจะกลบั บ้านไม่ใช่ไปเท่ียว” พยางค์ใด
ก ภาษาถิ่น ท่ีต้องการเน้นนํา้ หนัก
ข อิสรภาพ ก ไม่ใช่ ค ไปเที่ยว
ค อดีตกาล ข เราจะ ง กลบั บา้ น
ง เจตนารมณ์ ๑๐. คาํ สมาสมสี นธิมลี กั ษณะสําคญั ท่แี ตกต่างจาก
๕. พยางค์ที่เป็ นตวั หนาข้อใดเป็ นพยางค์หนัก คาํ สมาสธรรมดาในเร่ืองใด
ก องุ่น ก การออกเสียง
ข มะม่วง ข การเรียงลาํ ดบั คาํ
ค แตงโม ค การแปลความหมาย
ง สบั ปะรด ง การเปลี่ยนรูปสระระหวา่ งคาํ
๑๑. คาํ ใดเป็ นคาํ สมาสมสี นธิ 259
ก ศกั ดาวธุ
ข ทิวาวาร ๑๕. “ในเดือนกมุ ภาพนั ธ์จะมีพิธีพทุ ธาภิเษก
ค อาณาจกั ร พระพทุ ธรูปสาํ คัญหลายองค์” ข้อความนีม้ ี
ง สุธาโรจน์ คาํ สมาสกค่ี าํ
ก ๒ คาํ
๑๒. คาํ ใดมลี กั ษณะเดียวกบั คาํ ว่า “เหตกุ ารณ์” ข ๓ คาํ
ก สมาคม ค ๔ คาํ
ข อเนก ง ๕ คาํ
ค นเรนทร์
ง บรรพชา ๑๖. “บายศรี” เป็ นคาํ สมาสหรือไม่ เพราะอะไร
ก เป็น เพราะ เป็นคาํ บาลีท้งั ๒ คาํ
๑๓. “ธันวาคม” แยกคาํ สมาสได้ตามข้อใด ข เป็น เพราะ เป็นคาํ บาลีและคาํ สนั สกฤต
ก ธนั +วาคม ค ไม่เป็น เพราะ เป็นคาํ ที่ไม่ใช่บาลีสนั สฤต
ข ธนู+อาคม ท้งั ๒ คาํ
ค ธนั +อาคม ง ไม่เป็น เพราะ เป็นคาํ สนั สกฤตกบั คาํ ภาษา
ง ธนั วา+อาคม เขมร
๑๔. ข้อใดแยกคาํ ผิด
ก มโนมยั = มน+อุปมยั
ข กรรมกร = กรรม+กร
ค พุทโธวาท = พทุ ธ+โอวาท
ง ธรรมาภรณ์ = ธรรม+อาภรณ์
260
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ พยางค์ คาํ และการสร้างคาํ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดเป็ นคาํ ๒ พยางค์ ๖. พยางค์ลดนํา้ หนักมวี ธิ ีการออกเสียงอย่างไร
ก สนุก ก ออกเสียงก่ึงเสียง
ข สโมสร ข ลงเสียงหนกั กวา่ เดิม
ค ราชนาวี ค ออกเสียงใหส้ ้นั กวา่ เดิม
ง สมาคม ง ลากเสียงใหย้ าวข้ึนกวา่ เดิม
๒. ข้อใดเป็ นพยางค์หนักทุกคาํ ๗. “เธอจะไปไหนหรือ” เมอ่ื พูดพยางค์ใด
ก จงอย เป็ นพยางค์ลดนํา้ หนัก
ข กหุ ลาบ ก เธอ–ไหน
ค พดุ ซอ้ น ข จะ–หรือ
ง เกียรติยศ ค ไป–ไหน
๓. ข้อใดอกเสียงพยางค์เบาเหมอื นคาํ ว่า ง เธอ–หรือ
“กระดาษขาด” ๘. “หรือ” ถ้าแปรเสียงจะออกเสียงว่าอะไร
ก ขนมจีน ก รึ
ข กะทิสด ข ฤๅ
ค น้าํ ยาป่ า ค หรือ
ง แกงเขียวหวาน ง เหรอ
๔. พยางค์ท่ีเป็ นตวั หนาในข้อใดแตกต่างจาก ๙. ข้อใดเป็ นคาํ สมาส
ข้ออ่ืน ก การงาน
ก เขาจะมาม้ยั ข รากฐาน
ข เธอจะมาเมื่อไหร่ ค คดั เลือก
ค ยายเป็นยังไงบา้ ง ง โทรศพั ท์
ง เธอสบายดีอยนู่ ะ ๑๐. “พลศึกษา” พยางค์ใดเป็ นคาํ ต้งั
๕. “เธอช่างแล้งนา้ํ ใจจริง ๆ” พยางค์ใดเมอื่ นําไป ก ษา ค ศึก
พูดจะเป็ นพยางค์ลดนํา้ หนกั ข พล ง ศึกษา
ก ช่าง–น้าํ ๑๑. ข้อใดไม่ใช่ คาํ สมาส
ข ช่าง–แลง้ ก นกั กีฬา
ค เธอ–เสีย ข นพคุณ
ง แลง้ –จริง ๆ ค ชลเนตร
ง ญาติมิตร
๑๒. คาํ ว่า “ธนาคาร” เป็ นการสนธิระหว่างคาํ ใด 261
ก ธนา+คาร
ข ธน+อคาร ๑๕. “ราชวัง” เป็ นคาํ สมาสหรือไม่ เพราะอะไร
ค ธน+อาคาร ก เป็น เพราะมีการอ่านคาํ ต่อเนื่องกนั
ง ธนา+อาคาร ข เป็น เพราะเป็นคาํ บาลีประสมกบั
คาํ สนั สกฤต
๑๓. คาํ ในข้อใดมวี ธิ ีสมาสแบบเดียวกบั ค ไม่เป็น เพราะคาํ วา่ วงั เป็นคาํ ไทยแท้
“นร + อินทร์” ง ไม่เป็น เพราะไม่ไดแ้ ปลความหมาย
ก เทพธิดา จากหลงั ไปหนา้
ข นครบาล
ค ปฐมฤกษ์ ๑๖. คาํ สมาสมสี นธิในข้อใดแยกคาํ ถูกต้อง
ง พงศาวดาร ก จราจร = จรา+จร
ข ชนมายุ = ชนม+อายุ
๑๔. คาํ ในข้อใดเป็ นคาํ สมาสมสี นธิ ค คมนาคม = คมนา+อาคม
ก ทศพล ค จตุรพธิ ง กลั ปาวสาน = กลั ป+อวสาน
ข ธนชาติ ง ธนาณตั ิ
262
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๒ ประโยคและการสื่อสาร
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดเป็ นประโยค ๖. ข้อใดเป็ นประโยคบอกเล่า
ก กลอ้ งถ่ายรูปดิจิทลั ก อยา่ เปิ ดน้าํ ทิ้งไว้
ข เดก็ ผหู้ ญิงทาํ งานฝีมือ ข เดก็ ไทยไม่ชอบอ่านหนงั สือ
ค ภาพวาดธรรมชาติสวยหรู ค อาหารทะเลมีความปลอดภยั หรือ
ง ความสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ ง ชาวบา้ นชกั ชวนใหม้ าปลกู ป่ าชายเลน
๒. ข้อใด ไม่เป็น ประโยค ๗. ข้อใดเป็ นประโยคปฏิเสธ
ก พระอาทิตยต์ ก ก ผสู้ ูงอายอุ อกกาํ ลงั กายหนกั ไม่ได้
ข ทอ้ งฟ้ ามืดคร้ึม ข ยาเสพติดไม่ไดห้ มดไปจากสงั คมไทย
ค หนา้ หนาวหมอกหนา ค การเล่นน้าํ สงกรานตไ์ ม่ไดม้ ีเฉพาะใน
ง น้าํ คา้ งตกบนยอดหญา้ กรุงเทพฯ
๓. ข้อใดเป็ นประโยค ไม่มี กรรม ง รัฐบาลไมม่ ีความสามารถในการแก้
ก ใบไมร้ ่วงลงพ้ืน ปัญหาสงั คม
ข เดก็ ๆ ควรดื่มนมทุกวนั ๘. ข้อใดเป็ นประโยคบอกเล่า
ค เขาหยบิ กระดาษมาซบั น้าํ มนั ก เธอไม่ไดส้ อบตก
ง แม่คา้ ยกถงั ไอศกรีมวางบนโตะ๊ ข ฉนั ไม่ใช่ประธานนกั เรียน
๔. ประโยคในข้อใด ไม่มี กริยาช่วย ค แม่ไม่ไดบ้ อกใหฉ้ นั ไปช่วยงาน
ก พอ่ คงจะกลบั มาถึงบา้ นเยน็ น้ี ง ฉนั ไม่อยากเป็นกรรมการนกั เรียน
ข ดอกกระเจียวบานในฤดูหนาว ๙. ข้อใดเป็ นประโยคทใ่ี ช้กริยาอาศัยส่วนเติมเตม็
ค หมอกในตอนเชา้ อาจจะทาํ ใหเ้ กิดอุบตั ิเหตุ ก สุกิจเป็นคนขยนั
ข้ึนได้ ข เดก็ ๆ ว่ิงตามกนั เป็นกลุ่ม
ง เด็ก ๆ ตอ้ งใส่เส้ือกนั หนาวเม่ืออากาศเริ่ม ค เขาจาํ เป็นตอ้ งซ้ือของฝากยาย
เยน็ ลง ง ความเป็นอยขู่ องพวกเราค่อนขา้ งขดั สน
๕. ประโยคใดมีผู้ถูกกระทําอยู่หน้ากริยาทาํ หน้าที่ ๑๐. ข้อใดเป็ นประโยคคาํ ถาม
ประธานและผู้กระทํา ก ถึงอยา่ งไรเรากไ็ ม่ทิ้งเขา
ก กลว้ ยหอมลูกน้ีกินได้ ข ใครใครกอ็ ยากมีเพื่อนดี
ข ลูกเป็นที่รักของพอ่ แม่ ค เธอจะมาหาฉนั เมื่อไหร่ก็ได้
ค เกิดสึนามิท่ีฝ่ังอนั ดามนั ง เธอจะไม่บอกฉนั สกั คาํ หรือ
ง ยายไมไ่ ดอ้ ยใู่ นบา้ นหลงั น้ี
๑๑. ประโยคคาํ ถามในข้อใดต้องการคาํ ตอบ 263
ต่างจากข้ออ่ืน
ก เธอจะมาทาํ งานเมื่อไร ๑๕. “ท้ังเดก็ และผ้ใู หญ่ชอบฟังนิทานของลงุ ท้วม”
ข คุณอยากเป็นรัฐมนตรีไหม ประโยครวมนีม้ เี นือ้ ความลกั ษณะใด
ค ใครเป็นผอู้ าํ นวยการโรงเรียน ก ขดั แยง้ กนั
ง เราจะรู้ไดอ้ ยา่ งไรวา่ จะเกิดวาตภยั ข คลอ้ ยตามกนั
ค เป็นเหตุผลแก่กนั
๑๒. ข้อใดคอื ลกั ษณะของประโยครวม ง เลือกอยา่ งหน่ึงอยา่ งใด
ก มีใจความสาํ คญั เพยี งใจความเดียว
ข ประกอบดว้ ยประโยคหลกั และประโยค ๑๖. ข้อใดเป็ นประโยคซ้อน
ยอ่ ย ก บา้ นของฉนั อยทู่ ่ีทา้ ยตลาด
ค ประกอบดว้ ยประโยคสามญั ท่ีมี ข การเดินเร็วเป็นการออกกาํ ลงั กายวธิ ีหน่ึง
ใจความแยกจากกนั ค แม่ถือกล่องของขวญั ที่ยายฝากมาใหฉ้ นั
ง ประกอบดว้ ยประโยคสามญั ๒ ประโยค ง เขาไม่อยากข้ึนรถไฟฟ้ าแต่เขาอยากข้ึนเรือ
ท่ีมีใจความเป็นเอกเทศและเช่ือมกนั ดว้ ย โดยสารมากกวา่
สนั ธาน
๑๓. ข้อใดเป็ นประโยครวม
ก สุนทรภ่แู ต่งนิราศภเู ขาทอง
ข เธอเชื่อคาํ สงั่ สอนของยายซ่ึงเป็นผมู้ ี
พระคุณ
ค เธอจะเดินกลบั บา้ นหรือนงั่ รถเมลก์ ลบั
บา้ น
ง ชาวบา้ นหนั มาใหค้ วามสนใจเร่ืองสิ่ง
แวดลอ้ มมากข้ึน
๑๔. ข้อใดเป็ นประโยครวมที่มใี จความเลอื ก
อย่างหน่ึงอย่างใด
ก เขาไม่ไดไ้ ปตลาดน้าํ เพราะฝนตกหนกั
ข เขาทาํ งานหนกั จนลม้ ป่ วยแต่กไ็ ม่เคย
ยอ่ ทอ้
ค ฉนั ชอบคนมีสมั มาคารวะและความ
รับผิดชอบ
ง เรื่องสามก๊กหรือราชาธิราชที่ไดร้ ับการ
ยกยอ่ งจากวรรณคดีสโมสรวา่ เป็นยอด
แห่งความเรียงร้อยแกว้
264
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๒ ประโยคและการส่ือสาร
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดเป็ นประโยคท่ีใช้กริยาที่มบี ทกรรม ๖. “เขาหวงั ผลกาํ ไรจากการค้าขาย แต่แล้วเขาก็
ก กอ้ ยชอบชกมวย ขาดทุน” ประโยครวมข้างต้นข้อใดเป็ น
ข กอ้ ยเป็นนอ้ งคนเลก็ คาํ เช่ือม
ค กอ้ ยมีพ่นี อ้ งหลายคน ก แต่...ก็
ง กอ้ ยชอบรังแกเพ่อื นท่ีออ่ นแอกวา่ ข แต่แลว้
๒. ข้อใดเป็ นประโยคที่มกี ริยาช่วย ค แต่แลว้ ...ก็
ก แมร่ ักลูก ๆ ทุกคน ง เพราะ...แลว้
ข พอ่ สอนใหล้ กู เป็นคนดี ๗. “ง่วงกน็ อนเสียหรือไม่กล็ กุ ขึน้ ล้างหน้า”
ค บา้ นเป็นท่ีที่ปลอดภยั ท่ีสุด ข้อใดเป็ นประโยคย่อยของประโยครวม
ง เขาจะไปทาํ งานท่ีต่างจงั หวดั ข้างต้น
๓. ข้อใดเป็ นประโยคบอกเล่า ก ลุกข้ึนลา้ งหนา้
ก แมไ่ ม่อยบู่ า้ นค่ะ ข ถา้ ง่วงก็นอนเสีย
ข อยา่ เขา้ ไปในหอ้ งน้นั ค ไม่กล็ ุกข้ึนลา้ งหนา้
ค ชายทะเลมีอากาศบริสุทธ์ิ ง หรือไม่ก็ลุกข้ึนลา้ งหนา้
ง ลูกชิ้นไม่มีสารบอแร็กหรือ ๘. ข้อใดเป็ นประโยคซ้อน
๔. ข้อใดเป็ นประโยคคําถาม ก ลกู ๆ ไปโรงเรียน
ก เธอจะกินขนมอะไรบา้ ง ข ฉนั ตดั สินใจไดแ้ ลว้
ข เขาไม่ชอบกินอาหารรสเผด็ จดั ค ฉนั ไม่ชอบคนเอาเปรียบผอู้ ่ืน
ค สวนสนุกไม่ไดม้ ีเฉพาะในกรุงเทพฯ ง เธอจะทาํ งานหรือจะอ่านหนงั สือ
ง ชาวบา้ นไม่มีความสามารถในการแก้ ๙. “เขาทาํ ท่าราวกับเป็นเจ้าของบ้าน”
ปัญหาขยะในชุมชน เป็ นประโยคชนิดใด
๕. ข้อใดเป็ นประโยคคาํ สั่ง ก ประโยคสามญั
ก หา้ มทิ้งขยะ ข ประโยครวม
ข พอ่ ไม่อยเู่ หรอ ค ประโยคซอ้ น
ค ไปตลาดไดแ้ ลว้ ง ประโยคแสดงเงื่อนไข
ง ช่วยหยบิ กล่องใหห้ น่อย ๑๐. ประโยคจากข้อ ๙ มคี าํ ใดเป็ นคาํ เชื่อม
ก ราว
ข กบั
ค ราวกบั
ง ราวกบั วา่
265
๑๑. “คนไข้ไม่ยอมกินยาตามหมอสั่ง” ประโยคนี้ ๑๔. ข้อใดมคี าํ นามขยายบทประธาน
มคี าํ ใดเป็ นคาํ เช่ือม ก น้าํ นิ่งไหลลึก
ก ก็ ข พอ่ เล้ียงของเขาเป็นคนดี
ข ตาม ค รถบรรทุกขนทรายเขา้ วดั
ค เพราะ ง ละครโทรทศั นเ์ ป็นท่ีนิยมกนั ทวั่ ไป
ง ไม่มีขอ้ ใดถูก
๑๕. ข้อใดมบี ทขยายกรรม
๑๒. “แมวสีดาํ จุดขาวชอบกินปลาย่าง” ก ปลากินอาหารเมด็
ข้อใดคอื ส่วนขยายของประโยคนี้ ข พอ่ ชอบเล้ียงปลาสวยงาม
ก สีดาํ ค ลกู เป็ดสีขาวไม่กินขา้ วเปลือก
ข ชอบ ง ลูกหมากินเน้ือเร็วมาก
ค ปลายา่ ง
ง สีดาํ จุดขาว ๑๖. ข้อใดมบี ทขยายเป็ นกล่มุ คาํ
ก ชา้ งเป็นสตั วท์ ี่อายยุ นื มาก
๑๓. ข้อใดมปี ระโยคขยายบทประธานและ ข สุนขั พนั ธุ์บางแกว้ เล้ียงง่าย
บทกรรม ค นกกระจอกเทศตวั ใหญ่มาก
ก แมวที่บา้ นของฉนั ชอบกินขา้ วคลุกปลาป่ น ง เขานง่ั เรือลอ่ งแม่น้าํ เจา้ พระยา
ข ทหารในสนามรบขบั ไล่ขา้ ศึกท่ีลอบรุกล้าํ
ชายแดน
ค หนงั สือซ่ึงฉนั ยมื จากห้องสมุดมีภาพ
ประกอบหลายภาพ
ง คนซ่ึงประกอบแต่กรรมดียอ่ มไดร้ ับแต่
ส่ิงท่ีตนปรารถนา
266
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๓ คาํ ราชาศัพท์และคาํ สุภาพ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. คาํ ราชาศัพท์ ไม่ได้ ใช้กบั บุคคลใด ๖. คาํ ว่า “ข้าพระพทุ ธเจ้า” ใช้กบั ผ้ฟู ังระดับช้ันใด
ก ขนุ นาง ก พระมหากษตั ริย์
ข พระสงฆ์ ข พระบรมวงศานุวงศ์
ค พระมหากษตั ริย์ ค สมเดจ็ พระสงฆร์ าชเจา้
ง ไม่มีขอ้ ใดถกู ง ถูกทุกขอ้
๒. ข้อใดมพี ยางค์ ต่างจากข้ออื่น ๗. ผ้หู ญงิ พดู กบั พระบรมวงศานุวงศ์ช้ันหม่อมเจ้า
ก บุหรี่–พระมวน ใช้สรรพนามแทนตวั เองว่าอะไร
ข ตดั ผม–ทรงเครื่อง ก หม่อมฉนั
ค น้าํ หอม–พระสุคนธ์ ข กระหม่อมฉนั
ง หนา้ ผาก–พระเมโท ค เกลา้ กระหมอ่ ม
๓. คาํ ว่า “ยารักษาโรค” ใช้เป็ นคาํ ราชาศัพท์ ง เกลา้ กระหม่อมฉนั
สําหรับพระเจ้าแผ่นดินว่าอะไร ๘. “ข้าพระพทุ ธเจ้าขอ_____ถวายเครื่อง
ก พระโอสถ คอมพิวเตอร์แด่พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว”
ข พระเสโท ควรเติมคาํ ใดลงในช่องว่าง
ค พระสุหร่าย ก ทูลเกลา้ ทลู กระหม่อม
ง พระวิเลปนะ ข นอ้ มเกลา้ นอ้ มกระหม่อม
๔. ข้อใดเป็ นคาํ นามราชาศัพท์ ค โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม
ก ประชวร ง เหนือเกลา้ เหนือกระหม่อม
ข ลงพระนาม ๙. ข้อใดใช้คาํ ราชาศัพท์ถูกต้อง
ค โครงการหลวง ก นายกลงพระนามในขอ้ ตกลงความสมั พนั ธ์
ง เกลา้ กระหมอ่ ม ไทย–ลาว
๕. “ประชาชนต่างเฝ้ ารับเสดจ็ พระบาทสมเดจ็ ข สมเดจ็ พระบรมราชินีนาถทรงสนทนาธรรม
พระเจ้าอย่หู ัวในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา” กบั พระราชมุนี
คาํ ว่า “วนั เฉลิมพระชนมพรรษา” ใช้คาํ ใด ค พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รับสง่ั ใหอ้ ธิบดี
แทนได้ กรมชลประทานเขา้ เฝ้ า
ก วนั ประสูติ ง นายกรัฐมนตรีกราบทูลรายงานเร่ืองภยั พิบตั ิ
ข วนั พระราชสมภพ แด่พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
ค วนั ฉลองพระชนมายุ
ง วนั พระบรมราชสมภพ
267
๑๐. “สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้ามี_____ถึงเจ้าราชา ๑๕. “พระสงฆ์กาํ ลงั ฉัน ”
คณะจังหวดั ทั่วประเทศเร่ืองวินัยของพระสงฆ์
ในปัจจุบัน” ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่าง ข้อใดเตมิ แล้วได้ความ ไม่ถกู ต้อง
ก พระลิขิต
ข ลายพระหตั ถ์ ก จงั หนั
ค พระหตั ถเลขา
ง พระสมณสาสน์ ข จตุปัจจยั
๑๑. “เวลา ๖ โมงเยน็ พระสงฆ์จะสวดมนต์___” ค ภตั ตาหาร
ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่าง
ก จาํ วดั ง คิลานเภสชั
ข ทาํ วตั ร
ค วปิ ัสสนา ๑๖. ข้อความใดเป็ นภาษาพูดหรือภาษาปาก
ง กรรมฐาน
ก พระฉนั เพลหรือยงั
๑๒. ข้อใดใช้คาํ ราชาศัพท์ที่สําหรับพระสงฆ์
ไม่ถกู ต้อง ข พระสงฆก์ าํ ลงั ทาํ วตั รเชา้
ก กินอาหาร–ฉนั
ข ตาย–มรณภาพ ค เจา้ อาวาสมารับบิณฑบาตในวนั ปี ใหม่
ค โกนผม–ปลงผม
ง ลาบวชสามเณร–ลาสิกขา ง ครูสอนใหเ้ ดก็ ๆ ประเคนของแด่พระสงฆ์
๑๓. ข้อใดเป็ นคําสุภาพ
ก แตงโม ค ปลีกลว้ ย
ข ปลาไหล ง ดอกสลิด
๑๔. ข้อใดใช้คาํ ไม่เหมาะสม กบั บุคคล
ก พอ่ ไปนิมนตพ์ ระสงฆม์ าสวดมนตเ์ ยน็
ที่บา้ น
ข พระสงฆต์ อ้ งจาํ พรรษาที่วดั เป็นเวลา
๓ เดือน
ค สมเด็จพระสงั ฆราชสิ้นพระชนมด์ ว้ ย
ความสงบ
ง สมเดจ็ พระสงั ฆราชมีลายพระหตั ถถ์ ึง
พระราชาคณะทุกจงั หวดั
268
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๓ คาํ ราชาศัพท์และคาํ สุภาพ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดใช้คาํ ว่า “ทรง” เป็ นคาํ ราชาศัพท์ ๖. ข้อใดใช้คาํ ราชาศัพท์สําหรับพระมหากษัตริย์
ไม่ถกู ต้อง ถูกต้อง
ก ทรงกีฬา ก ลายพระหตั ถ์
ข ทรงเสดจ็ ข พระนามาภิไธย
ค ทรงผนวช ค พระราชภารกิจ
ง ทรงพระครรภ์ ง ตราประจาํ พระองค์
๒. คาํ ว่า “พระหัตถเลขา” ตรงกบั คาํ สามญั ว่าอะไร ๗. คาํ ใดเป็ นคาํ นามราชาศัพท์
ก โอวาท ก เสดจ็ นิวตั ิ
ข คาํ สอน ข ฝ่ าพระบาท
ค ประกาศ ค ขอพระราชทาน
ง จดหมาย ง พระราชกรณียกิจ
๓. เมอ่ื หม่อมเจ้าตรัสด้วย ผ้ชู ายจะใช้คาํ ขานรับว่า ๘. “ประชาชนรอส่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า
อะไร โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาต”ุ คาํ ทพี่ มิ พ์
ก กระหม่อม ตวั หนาควรใช้คาํ ราชาศัพท์คาํ ใด
ข ขอรับใส่เกลา้ ก รอส่งเสดจ็
ค ขอรับกระหม่อม ข เฝ้ าส่งเสดจ็
ง ขอรับใส่กระหม่อม ค เฝ้ าฯ ส่งเสด็จ
๔. คาํ ว่า “ทรงเคร่ืองใหญ่” ใช้คาํ สามญั ว่าอะไร ง เฝ้ าทลู ละอองธุลีพระบาทส่งเสด็จ
ก ตดั ผม ๙. “สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
ข อาบน้าํ กมุ ารี ในการพระราชนิพนธ์
ค แต่งตวั พระอักษร” ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่าง
ง รับประทานอาหาร ก ทรงปรีชา
๕. คาํ ใดใช้ ไม่ถกู ต้อง ข ทรงพระสามารถ
ก ทรงกีฬา ค พระปรีชาสามารถ
ข ทรงพระผนวช ง ทรงพระปรีชาสามารถ
ค ทรงพระประชวร ๑๐. คาํ ตอบในข้อ ๙ จัดเป็ นคาํ ราชาศัพท์ชนิดใด
ง ทรงมีพระราชปฏิสนั ถาร ก คาํ นามราชาศพั ท์
ข คาํ กริยาราชาศพั ท์
ค คาํ วิเศษณ์ราชาศพั ท์
ง คาํ สรรพนามราชาศพั ท์
269
๑๑. “___ญาติโยม ท่ีมาช่วยกันทาํ บญุ ในวนั พระ” ๑๕. “เม่ือได้เข้าไปชมพระท่ีนั่งวิมานเมฆ กระผม
ควรเติมคาํ ใดลงในช่องว่าง ร้ ูสึ กประทับใจเป็ นพิเศษเมื่อได้ชมภาพถ่าย
ก ขอรับ ของรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงประกาศเลิกทาส”
ข เจริญพร ข้อความนีค้ าํ ใดที่ใช้ ไม่เหมาะสม
ค นมสั การ ก รู้สึก
ง อาราธนา ข ไดช้ ม
ค ภาพถ่าย
๑๒. “สมเดจ็ พระสังฆราช___อย่ทู ่ีโรงพยาบาล ง พระท่ีนง่ั วมิ านเมฆ
จุฬาลงกรณ์” ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่าง
ก อาพาธ ๑๖. ถ้าจะขออนุญาตกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งต่อ
ข ประชวร นายกรัฐมนตรี ควรใช้คาํ กล่าวใด
ค ทรงอาพาธ ก ขออนุญาต
ง ทรงพระประชวร ข ขอประทานโอกาส
ค ขอประทานวโรกาส
๑๓. ข้อใดใช้คาํ ราชาศัพท์ ไม่ถกู ต้อง ง ขอประทานอนุญาต
ก ทศกณั ฐต์ ายในตอนจบเรื่อง
ข สุนขั ถูกยาเบื่อตายไป ๓ ตวั
ค ชา้ งถูกทาํ ร้ายไดร้ ับบาดเจบ็ ลม้ ไปหลาย
เชือก
ง พระเกจิอาจารยช์ ื่อดงั มรณภาพเม่ือ
เดือนที่แลว้
๑๔. คาํ ว่า “รากดิน” ตรงกบั คาํ สามญั ว่าอะไร
ก กิ้งกือ
ข ตะขาบ
ค ไสเ้ ดือน
ง แมงกะชอน
270
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๔ คาํ ไทยแท้และคาํ ท่ีมาจากภาษาต่างประเทศ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใด ไม่ใช่ ลกั ษณะของคาํ ไทยแท้ ๖. คาํ ในข้อใดเกดิ จากการกร่อนเสียง
ก เป็นคาํ โดด ก กะตุด = ตะกรุด
ข มีตวั สะกดตรงตามมาตรา ข ตวั ขาบ = ตะขาบ
ค แปลความหมายมาจากดา้ นหลงั ค หมากม่วง = มะม่วง
ง ไม่มีขอ้ ใดถกู ง นกจาบ = นกกระจาบ
๒. คาํ ว่า “กิน” เป็ นคาํ ไทยแท้ เพราะมคี ุณสมบัติ ๗. ข้อใด ไม่มี คาํ พยางค์เดยี วท่มี าจากภาษาอน่ื
ตรงกบั ข้อใด รวมอยู่ด้วย
ก เป็นคาํ โดด ก ชาวนาเตรียมเพาะปลูกตน้ กลา้
ข มีหลายความหมาย ข แม่อุ่นอาหารดว้ ยเตาไมโครเวฟ
ค ทาํ หนา้ ท่ีไดห้ ลายอยา่ ง ค เดก็ ๆ ช่วยกนั เกบ็ ท่ีนอนหมอนมุง้
ง ใชต้ วั สะกดตรงตามมาตรา ง ลกู เสือชาวบา้ นช่วยกนั สร้างสะพาน
๓. คาํ ในข้อใดเป็ นคาํ ไทยแท้ทุกคาํ ขา้ มแม่น้าํ
ก เจริญ ก๊อก กาํ ลงั ๘.“ผอบ กาํ นัน ดาํ เนิน” มาจากภาษาใด
ข กาแฟ โกโก้ ใบชา ก ภาษาไทย
ค สดใส ตะวนั ใบตอง ข ภาษาบาลี
ง กอลฟ์ เทนนิส ตะกร้อ ค ภาษาเขมร
๔. คาํ ในข้อใดเป็ นคาํ ภาษาเขมรทุกคาํ ง ภาษาสนั สกฤต
ก ตะเขบ็ ธรณี เดิน ๙. คาํ บาลี ต่างจาก คาํ สันสกฤตในข้อใด
ข วรรณ เทคนิค ขจร ก คาํ บาลีไม่มี ศ ษ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ
ค โปรด เผชิญ สญั จร ข คาํ บาลีมีสระและพยญั ชนะนอ้ ยกวา่
ง ประมลู สมควร ตาํ บล คาํ สนั สกฤต
๕. ข้อใดเป็ นคาํ ไทยแท้ที่มพี ยางค์เดียวท้ังหมด ค คาํ บาลีมีกฎเกณฑเ์ รื่องตวั สะกดและ
ก แม่ไปโรงพยาบาล ตวั ตามตายตวั
ข ฉนั ไม่ชอบทาํ งานบา้ น ง ถูกท้งั ขอ้ ข และ ค
ค ตาํ รวจเป็นฝ่ ายปราบปราม ๑๐. คาํ ใดเป็ นคาํ ภาษาบาลที ุกคาํ
ง ทหารเป็นที่พ่งึ ของประชาชน ก อิทธิ ธรณี
ข ครุฑ วิทยา
ค กีฬา เกษตร
ง แพทย์ ภริยา
271
๑๑. “กระทรวงศึกษาธิการมอบนโยบายแก่ ๑๔. ข้อใดมาจากภาษาองั กฤษทุกคาํ
โรงเรียนท่ัวประเทศ” คาํ ใดเป็ นภาษาเขมร ก เชิ้ต สูท ยนี ส์
ก นโยบาย ข หวย สบู่ เลหลงั
ข โรงเรียน ค โคช้ กระบอง ฟตุ บอล
ค กระทรวง ง เตน้ ท์ กระโจม แคมป์
ง ศึกษาธิการ
๑๕. คาํ ในข้อใดใช้ภาษาเดียวกนั มากท่ีสุด
๑๒. คาํ ในข้อใดเป็ นภาษาเดียวกนั ก ซุปร้านน้ีอร่อยมาก
ก โรงเรียน ประเทศ ข เตี่ยชอบกินบะหมี่เก๊ียว
ข กระทรวง ประเทศ ค ทีมของเรามีโคช้ ท่ีเก่งมาก
ค ศึกษาธิการ นโยบาย ง สมรชอบกินขนมปังลกู เกด
ง กระทรวง ศึกษาธิการ
๑๓. ข้อใดเป็ นคาํ ท่ีมาจากภาษาจีนทุกคาํ
ก ตวั๋ เชค็ พาสปอร์ต
ข โกโก้ โอเล้ียง กาแฟ
ค ขนุน แอปเปิ้ ล ทุเรียน
ง เตา้ หู้ ก๋วยเต๋ียว บะหมี่
272
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ คาํ ไทยแท้และคาํ ท่ีมาจากภาษาต่างประเทศ
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ภาษาไทยมลี กั ษณะคล้ายภาษาใดมากท่สี ุด ๗. ข้อใดเป็ นคาํ ท่ีมาจากภาษาญ่ีป่ ุนทุกคาํ
ก จีน ก โฮเตล็ ซูชิ โจ๊ก
ข เขมร ข โควตา ลิตร โป๊ ะ
ค ชวา–มลายู ค กะลาสี ซามูไร หา้ ง
ง บาลี–สนั สกฤต ง ยโู ด กิโมโน สุกียากี
๒. จากคาํ ตอบในข้อ ๒ เพราะเหตุผลใด ๘. ข้อใดมาจากภาษาเปอร์เซียทุกคาํ
ก มีเสียงวรรณยกุ ต์ ก บดั กรี เสวย
ข เป็นคาํ พยางคเ์ ดียว ข กงสุล กะลาสี
ค ไม่นิยมออกเสียงควบกล้าํ ค กหุ ลาบ ลกู เกด
ง มีตวั สะกดตรงตามมาตรา ง หญา้ ฝร่ัน ต้วั โผ
๓. ข้อใดมคี าํ ภาษาอน่ื ปนอยู่ด้วย ๙. “พิธีเปิ ดกีฬาสีของโรงเรียนได้เริ่มขึน้ แล้วโดยมี
ก เรื่องใกลต้ วั วงโยธวาทิตบรรเลงเพลงมาร์ชนาํ ขบวนนักกีฬา
ข ชา้ งมีหลายเชือก เข้าสู่สนาม และมีการบรรจุกีฬาเทควนั โด้ลง
ค แทง้ กน์ ้าํ สกปรก แข่งขนั ด้วย” ข้อความนี้ ไม่มี คาํ ภาษาใด
ง บา้ นใกลเ้ รือนเคียง ก จีน ค องั กฤษ
๔.“พระภิกษุ ๑๐ รูป” ข้อความนีต้ รงกบั ลกั ษณะ ข เขมร ง บาลี–สนั สกฤต
ของคาํ ไทยแท้ในข้อใด ๑๐. “ร้านนีข้ ายบะหมี่เกี๊ยว เกาเหลา เยน็ ตาโฟ
ก มีลกั ษณนาม ซาลาเปา ซ่าหร่ิม เฉาก๊วย และการแฟเยน็ ”
ข เป็นคาํ พยางคเ์ ดียว คาํ ใดไม่ใช่ภาษาจีน
ค เปลี่ยนเสียงวรรณยกุ ต์ ก ซ่าหริ่ม กาแฟ
ง มีตวั สะกดตรงตามมาตรา ข บะหมี่ ซ่าหริ่ม
๕. คาํ ว่า “วชิระ” ในภาษาบาลี ไทยนํามาใช้เป็ น ค ซาลาเปา กาแฟ
คาํ ใด ง เกาเหลา เฉาก๊วย
ก วชั ร ค วชั รา ๑๑. ข้อใดใช้สํานวนภาษาต่างประเทศ
ข วิชา ง วิเชียร ก รถยนตร์ ุ่นน้ีมีสมรรถนะสูง
๖. “บุหงา มาลี ” ถ้าจะเตมิ คาํ ภาษา ข ร้านน้ีมีของสมนาคุณลูกคา้ เสมอ
เขมรทีม่ คี วามหมายเหมอื นคาํ ท่ีกาํ หนดให้ ค ในความคิดของขา้ พเจา้ ทุกฝ่ ายควรหนั
ควรเตมิ คาํ ใด หนา้ เขา้ หากนั
ก ผกา ค มาลตี ง การแสดงความคิดเห็นจะตอ้ งไม่ละเมิด
ข บุหงนั ง กรรณิการ์ สิทธิของผอู้ ่ืน
๑๒. คาํ ภาษาองั กฤษในข้อใดใช้ภาษาไทยแทนได้ 273
ก ซิป แทก็ ซี่
ข เสิร์ฟ ชอลก์ ๑๔. ข้อใดเป็ นชื่อกฬี าทเ่ี ป็ นภาษาเดียวกนั ทุกคาํ
ค แบงก์ โฮเตล็ ทุกคาํ
ง ปิ กนิก แบตเตอรี่ ก ยโู ด ซูโม่
ข คาราเต้ ซามูไร
๑๓. ข้อใดมคี าํ ภาษาเปอร์เซียอยู่ในประโยค ค ไทเกก็ เทนนิส
ก ดอกกระดงั งากล่ินหอมมาก ง ยมิ นาสติก ปัญจศิละ
ข แม่เตรียมอาหารใส่ปิ่ นโตไปวดั
ค พอ่ ชอบฟังเพลงบุหลนั ลอยเล่ือน ๑๕. “เขาส่งการ์ดอวยพรปี ใหม่ให้เพื่อน ๆ ทุกคน”
ง คนไทยสมยั ก่อนนิยมสร้างบา้ นเป็นเรือน คาํ ทพ่ี มิ พ์ตวั หนาใช้คําไทยในข้อใดแทนได้
ป้ันหยา ก นามบตั ร
ข บตั รเชิญ
ค บตั รอวยพร
ง บตั รสมนาคุณ
274
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ การพฒั นาทักษะการฟังและการดู
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. เพอื่ นร้องเพลงให้นักเรียนฟัง เป็ นการฟังเพอ่ื ๕. การฟังและการดูเร่ืองใดทช่ี ่วยยกระดับจิตใจ
จุดประสงค์ใด คนเราให้สูงขนึ้
ก รับความรู้ ก บทกวี
ข ความเพลิดเพลิน ข งานศิลปะ
ค จรรโลงใจและคติชีวติ ค เทศนม์ หาชาติ
ง ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจาํ วนั ง เพลงกล่อมเดก็
๒. “ป๋ ุมดูรายการเคลด็ ลบั การตกแต่งของใช้แล้ว ฟังเรื่องราว แล้วตอบคาํ ถามข้อ ๖–๙
นาํ เคลด็ ลบั นั้นมาประดิษฐ์กระเป๋ าขึน้ ใช้เอง” “ถ้าประชาชนไม่ต่ืนตวั ที่จะลกุ ขึน้ มาปกป้ อง
การกระทําของป๋ ุมตรงกบั หลกั การฟังและการดู ประเทศ แล้วใครล่ะจะช่วยเรา”
ข้อใด ๖. สาระสําคญั ของข้อความนีค้ อื อะไร
ก ต้งั จุดประสงคใ์ นการฟังและการดู ก รัฐบาลไมป่ กป้ องประชาชน
ข ต้งั ใจและมีสมาธิในการฟังและการดู ข ประชาชนทุกคนเป็นเจา้ ของประเทศ
ค รู้จกั เลือกและวิเคราะห์เร่ืองที่ฟังและดู ค เรียกร้องใหป้ ระชาชนมีความเป็นธรรม
ง นาํ ความรู้ที่ไดจ้ ากการฟังและการดูมาปรับใช้ ในสงั คม
ในชีวติ ประจาํ วนั ง เรียกร้องใหป้ ระชาชนตอ่ สูเ้ พอื่ ประเทศ
๓. การฟังและการดูเรื่องใดเพอ่ื รับความรู้ ของตนเอง
ก ดูการ์ตนู ๗. ผ้พู ูดมจี ุดประสงค์ต่อบุคคลกล่มุ ใด
ข ดูรายการเกมโชว์ ก เยาวชน
ค ฟังการบรรยายธรรมะ ข ขา้ ราชการ
ง ดูละครจกั ร ๆ วงศ์ ๆ ค นกั การเมือง
๔. การฟังและการดูในชีวติ ประจาํ วนั ส่วนใหญ่ ง ประชาชนทวั่ ไป
เพอ่ื วตั ถุประสงค์ใด ๘. คาํ ว่า “ตื่นตัว” มคี วามหมายตรงกบั ข้อใด
ก รับความรู้ ก รู้เท่าทนั
ข ความเพลิดเพลิน ข กระตือรือร้น
ค ติดต่อส่ือสารในชีวิตประจาํ วนั ค ใหค้ วามร่วมมือ
ง ถูกทุกขอ้ ง ยอมรับขอ้ เสนอ
275
๙. ข้อความนีผ้ ้พู ูดต้องการปลุกจติ สํานึก ๑๒. นักเรียนคดิ ว่า การเขียนหนังสือหวดั เป็ นเรื่อง
ในเรื่องใด เสียหายหรือไม่ เพราะอะไร
ก ความรักชาติ ก เสียหาย เพราะเป็นการดูถูกคนอ่าน
ข ปกป้ องสิทธ์ิของตนเอง ข เสียหาย เพราะทาํ ใหก้ ารส่ือสารผดิ พลาด
ค ต่อตา้ นการทุจริต ค ไม่เสียหาย เพราะปัจจุบนั มีเครื่องพิมพ์
ง ต่อสูเ้ พ่ือความเป็นธรรม ง ไม่เสียหาย เพราะคนใกลช้ ิดจะชินกบั
ลายมือ
ฟังข้อความ แล้วตอบคาํ ถามข้อ ๑๐–๑๑
“ลงุ ชมเป็นครูภาษาไทยท่ีชอบเขียนหนังสือหวัด ๑๓. นักเรียนคิดว่า ลุงชมเป็ นคนเช่นไร
ก เยอ่ หยงิ่
ลกู ศิษย์จะบอกเสมอว่าอ่านไม่ออก แต่ลงุ ชมกไ็ ม่ ข เห็นแก่ตวั
เคยสนใจ ยงั คงเขียนลายมือหวัดอย่รู ่ําไร เม่ือ ค หลงตวั เอง
เกษียณอายรุ าชการลงุ ชมเลีย้ งหลานชายและสอน ง ไม่ยอมรับความจริง
หนังสือหลานชายอย่เู ป็นประจาํ ทุกวนั วันหนึ่งเขา
สอนหลานชายให้คัดลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทัด ๑๔. การใช้สื่ออนิ เทอร์เน็ตควรระมดั ระวงั ในเรื่อง
ลงุ ชมคัดข้อความให้หลานดูเป็นต้นแบบ และให้
หลานนาํ ไปคัดตาม หลานชายแม้จะคุ้นกบั ลายมือ ในมากท่สี ุด
ของลงุ ชมแต่บางตวั กอ็ ่านไม่ออกจึงต้องไปถาม ก มารยาท
ลงุ ชมเพ่งดลู ายมือของตนเองอยู่นานกย็ งั อ่านไม่ ข การใชภ้ าษา
ออก จึงอารมณ์เสียตาํ หนิหลานชายว่า “ทาํ ไมไม่ ค ความน่าเชื่อถือของขอ้ มลู
รีบถามตงั้ แต่แรก” ง การใชเ้ ทคโนโลยใี นทางที่ผดิ
๑๐. จากเร่ืองนีผ้ ู้เขียนมเี จตนาอย่างไร ๑๕. ข้อใดเป็ นความคดิ เห็น
ก เดก็ ๆ ชอบดูการ์ตูนมากกวา่ รายการท่ีมี
ก ลอ้ เลียนลุงกบั หลาน
ข ลอ้ เลียนครูสอนภาษาไทย เน้ือหาสาระ
ค ตาํ หนิคนเขียนหนงั สือหวดั ข การฟังเพลงขณะนอนหลบั ทาํ ใหอ้ วยั วะ
ง ลอ้ เลียนคนเขียนหนงั สือหวดั
ในหูสนั่ สะเทือนและสมองตื่นตวั ตลอดเวลา
๑๑. การทีล่ ุงชมตาํ หนิหลานชายว่ามาถามช้าน้ัน ค การดูโทรทศั นท์ ่ีมีภาพเคลื่อนไหวมาก มี
นักเรียนคดิ ว่าเป็ นการกระทาํ เพอ่ื อะไร
ก โยนความผดิ ใหห้ ลานชาย แสงจา้ และการดใู นท่ีมืดทาํ ใหเ้ สี่ยงต่อการ
ข ระบายอารมณ์โกรธของตนเอง ตาบอด
ค กลบเกล่ือนความขายหนา้ ของตนเอง ง การใชโ้ ทรศพั ทเ์ ป็นเวลานานทาํ ใหค้ ล่ืน
ง อบรมใหห้ ลานชายทาํ งานใหเ้ สร็จโดยเร็ว แม่เหลก็ ไฟฟ้ าจากโทรศพั ทเ์ ขา้ ไปรบกวน
ระบบประสาทหู อาจทาํ ลายเซลลป์ ระสาท
หูได้
276
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๕ การพฒั นาทักษะการฟังและการดู
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. การฟังครูสอนในช้ันเรียน เป็ นการฟังเพอื่ จุด ๔. การฟังเพลงนีฟ้ ังเพอื่ จุดมุ่งหมายใด
ประสงค์ใด ก ความรู้
ก รับความรู้ ข ความจรรโลงใจ
ข ความเพลิดเพลิน ค ความเพลิดเพลิน
ค จรรโลงใจและคติชีวติ ง ติดต่อส่ือสารระหวา่ งกนั
ง ติดต่อส่ือสารในชีวิตประจาํ วนั ๕. เนือ้ เพลงนีเ้ ป็ นเพลงประเภทใด
๒. สื่อในข้อใดทตี่ ้องใช้วจิ ารณญาณในการฟัง ก เพลงรบ
หรือดูมากกว่าสื่ออน่ื ๆ ข เพลงชาติ
ก วทิ ยุ ค อินเทอร์เน็ต ค เพลงกีฬา
ข โทรทศั น์ ง ถกู ทุกขอ้ ง เพลงปลุกใจ
๓. ส่ือในข้อใดที่ให้ข้อมูลทร่ี วดเร็วทันเหตุการณ์ ๖.“สู้ตรงนีส้ ู้ท่ีนี่สู้จนตาย” หมายความว่าอย่างไร
กว่าส่ืออนื่ ๆ ก ตอ้ งต่อสูป้ ้ องกนั บา้ นเมืองไวด้ ว้ ยชีวิต
ก วิทยุ ค อินเทอร์เน็ต ข ตอ้ งต่อสูป้ ้ องกนั บา้ นเมืองโดยไม่เห็นแก่
ข โทรทศั น์ ง ถูกทุกขอ้ ชีวิต
ฟังเพลง แล้วตอบคาํ ถามข้อ ๔–๑๐ ค ตอ้ งต่อสูป้ ้ องกนั บา้ นเมืองจนตวั ตายบน
บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ แผน่ ดิน
ปกบ้านป้ องเมืองคุมเหย้า ง ตอ้ งต่อสูป้ ้ องกนั บา้ นเมืองโดยไม่ถอยหนี
เสียเลือดเสียเนือ้ มิใช่เบา ถึงแมจ้ ะตอ้ งตาย
หน้าท่ีเรารักษาสืบไป ๗. เราต้องรักษาเอกราชของประเทศชาติไว้เพราะ
ลกู หลานเหลนโหลนภายหน้า เหตผุ ลข้อใดเป็ นสําคญั
จะได้มีพสุธาอาศยั ก เพอื่ แสดงศกั ด์ิศรีของคนไทย
อนาคตจะต้องมีประเทศไทย ข เพ่ือใหเ้ ป็นมรดกแก่ลูกหลาน
มิยอมให้ผ้ใู ดมาทาํ ลาย ค เพอื่ แสดงความเป็นนกั สูท้ ี่ไม่กลวั ความตาย
ง เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษที่
ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรกไ็ ม่หวั่น
จะสู้กันไม่หลงหนีหาย ปกป้ องบา้ นเมืองไวด้ ว้ ยชีวติ
สู้ตรงนีส้ ู้ที่นี่สู้จนตาย ๘. เนือ้ เพลงนมี้ ใี จความสําคัญอย่างไร
ถึงเป็นคนสุดท้ายกล็ องดู
ก ให้รักษามรดกไวใ้ หล้ ูกหลาน
บ้านเมืองเราเราต้องรักษา ข ใหร้ ักษาเกียรติศกั ด์ิไวด้ ว้ ยชีวติ
อยากทาํ ลายเชิญมาเราสู้ ค ใหร้ ักษาประเทศชาติไวด้ ว้ ยชีวติ
เกียรติศักด์ิของเราเราเชิดชู ง ใหเ้ ป็นนกั ต่อสูท้ ่ีเขม้ แขง็ เดด็ เดี่ยว
เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว
277
๙. คาํ ว่า “อนาคตจะต้องมีประเทศไทย” ๑๒. เมอ่ื ฟังข้อความนีแ้ ล้วควรทาํ อย่างไรจึงจะ
หมายความว่าอย่างไร เกดิ ผลมากท่สี ุด
ก ประเทศไทยจะตอ้ งคงเอกราชไวไ้ ด้ ก ต้งั จุดประสงคใ์ นการฟังและการดู
ข ต้งั ใจและมีสมาธิในการฟังและการดู
ตลอดไป ค รู้จกั เลือกและวิเคราะห์เร่ืองที่ฟังและดู
ข เราจะมีชีวิตอยไู่ ม่ไดห้ ากประเทศไทย ง นาํ ความรู้ที่ไดจ้ ากการฟังและการดูมาปรับ
ถกู ทาํ ลาย ใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั
ค ประเทศไทยจะตอ้ งเจริญยง่ิ ใหญ่ในเวลา ๑๓. ข้อใดเป็ นความคดิ เห็น
ขา้ งหนา้ ก ชะเอมเทศเป็นสมุนไพรที่มีฤทธ์ิเยน็
ง ความเจริญกา้ วหนา้ ของประเทศไทยเป็น ข เมื่อนาํ มานวดหรือห่อพนั บริเวณร่างกายยงิ่
ความหวงั ของเรา ช่วยกระตุน้ การไหลเวยี นโลหิตไดด้ ี
ค ช่วยปรับสภาพผวิ ทาํ ใหผ้ วิ เนียนเรียบ
๑๐. ข้อใดเป็ นมารยาทท่ีดใี นการฟังและการดู
ก ปรบมือเม่ือผพู้ ดู เดินข้ึนเวที สวยใส และคืนความชุ่มชื่นใหผ้ วิ อีกดว้ ย
ข ปรบมือทุกคร้ังท่ีผพู้ ดู พดู ถกู ใจ ง เซลลไู ลตเ์ ป็นไขมนั ที่สะสมอยใู่ นร่างกาย
ค ปรบมือเม่ือมีการแนะนาํ ตวั และเมื่อพดู จบ
ง ปรบมือเมื่อผพู้ ดู แสดงอาการเหน่ือยอ่อน จากการกินอาหารท่ีมีไขมนั สูง
หรือการพดู หยดุ ชะงกั ๑๔. การฟังข้อความนีค้ วรทาํ อย่างไรก่อนท่ีจะเชื่อ
ฟังข้อความ แล้วตอบคาํ ถามข้อ ๑๑–๑๕ หรือปฏิบตั ติ าม
ครีมนา้ํ มนั ชะเอมสามารถสลายเซลลไู ลต์ ก ทดลองทาํ ตาม
ข สอบถามจากผรู้ ู้
ซึ่งเป็นไขมนั ท่ีสะสมอย่ใู นร่างกายจากการกิน ค หาขอ้ มลู เพิ่มเติม
อาหารที่มีไขมนั สูง ชะเอมเทศเป็นสมนุ ไพรท่ีมี ง รู้จกั วิเคราะห์เร่ืองที่ฟัง
ฤทธ์ิเยน็ มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมนั เม่ือนาํ มา
นวดหรือห่อพันบริเวณร่ างกายย่ิงช่วยกระต้นุ ๑๕. ข้อความนีน้ ่าเชื่อถอื หรือไม่ เพราะอะไร
การไหลเวียนโลหิตได้ดี และยงั ช่วยปรับสภาพผิว ก น่าเช่ือถือ เพราะชะเอมเทศเป็นสมุนไพร
ทาํ ให้ผิวเนียนเรียบสวยใส และคืนความชุ่มช่ืนให้ ที่มีสรรพคุณช่วยกระตุน้ การไหลเวยี นของ
ผิวอีกด้วย นอกจากนีถ้ ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึน้ ควรทาํ โลหิตได้
อย่างต่อเนื่องทุกวนั อย่างน้อย ๑–๒ สัปดาห์ ข น่าเช่ือถือ เพราะชะเอมเทศเป็นสมุนไพรที่มี
ประกอบกบั การลดอาหารท่ีมีไขมนั กจ็ ะช่วยลด ฤทธ์ิเยน็ ช่วยละลายไขมนั ได้
เซลลไู ลต์ลงได้ ค ไม่น่าชื่อถือ เพราะการสลายไขมนั ตอ้ ง
๑๑. ข้อความนีม้ จี ุดประสงค์ใดในการนําเสนอ ควบคุมการกินอาหาร
ง ไม่น่าชื่อถือ เพราะการสลายไขมนั ตอ้ ง
ก รับความรู้ อาศยั การออกกาํ ลงั การช่วยเผาผลาญอาหาร
ข ความเพลิดเพลิน
ค จรรโลงใจและคติชีวติ
ง ติดตอ่ ส่ือสารในชีวติ ประจาํ วนั
278
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖ การพฒั นาทักษะการพูด
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดเป็ นศิลปะการพูดท่ผี ้ฟู ังพงึ พอใจที่สุด ๕. “ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศ
ก มีคาํ พดู ตลกแทรกอยเู่ สมอ ที่กาํ ลงั พฒั นา ถ้าประชาชนไม่ยอมสะท้อนถึง
ข พดู ใหเ้ ขา้ ใจง่ายและกระชบั ปัญหาท่ีแท้จริง ใครล่ะจะแก้ปัญหาให้คุณได้
ค แสดงความเป็นกนั เองกบั ผฟู้ ัง ตรงจุด” ข้อความนีเ้ ป็ นการพูดลกั ษณะใด
ง พดู แต่เน้ือหาสาระอนั เป็นประโยชน์ ก ทิ้งทา้ ยใหค้ ิด
๒. ถ้าจะพูดให้นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๖ ฟัง ข บอกถึงสาเหตุ
ควรจะเลอื กพูดในเร่ืองใด ค สรุปถึงปัญหา
ก ราคาน้าํ มนั วนั น้ี ง หาแนวทางแกไ้ ข
ข การดูแลเดก็ ทารก ๖. การพูดในลกั ษณะใดที่ผู้พดู ต้องมสี ่ือประกอบ
ค การเกิดแผน่ ดินไหว การพดู
ง การเลือกอาชีพในอนาคต ก สาธิตสินคา้
๓. “นกพูดให้ครูฟังถึงสาเหตทุ ่ีไปสัมภาษณ์ ข อธิบายวธิ ีทาํ บตั รประชาชน
ปราชญ์ชาวบ้านตามที่ครูมอบหมายให้ทาํ ได้” ค อธิบายวธิ ีขอใชโ้ ทรศพั ทบ์ า้ น
การพูดของนกเป็ นการพูดเพอ่ื วตั ถุประสงค์ใด ง อธิบายวธิ ีการใชง้ านอินเทอร์เน็ต
ก ช้ีแจง ๗. การปฏิบัตติ ามข้อใดสําคัญท่ีสุดท่ีจะทําให้พดู ได้
ข ให้ความรู้ อย่างประสิทธิภาพ
ค โนม้ นา้ วใจ ก เตรียมตวั ใหพ้ ร้อม
ง ใหค้ วามบนั เทิง ข มีความเชื่อมนั่ ในตนเอง
๔. ใครพดู เกร่ินนําได้น่าสนใจ ค เลือกเฟ้ นคาํ พดู ใหส้ ละสลวย
ก ปอเกริ่นนาํ ดว้ ยการเล่านิทาน ง รู้ความตอ้ งการที่แทจ้ ริงของผฟู้ ัง
ข แป้ งเกริ่นนาํ ดว้ ยความหมายของคาํ ศพั ท์ ๘. ข้อใดเป็ นการพดู เชิงวเิ คราะห์วจิ ารณ์
ค เป๊ี ยกเกร่ินนาํ ดว้ ยเหตุผลท่ีตอ้ งมาพดู เร่ืองน้ี ก นุชรายงานข่าวที่น่าสนใจแน่แต่ละวนั
ง ป๊ อกเกริ่นนาํ ดว้ ยทางสรุปผลลพั ธ์ของ ข แนนเล่าละครเวทีท่ีไปดูใหเ้ พ่อื นฟัง
เรื่องท่ีพดู ค นิดอ่านอนั ดบั เพลงยอดฮิตประจาํ สปั ดาห์
ให้เพ่อื นฟัง
ง นอ้ งบอกขอ้ ดีขอ้ เสียของละครเร่ือง ความ
สุขของกะทิ
279
๙. “...ขอให้เป็นร่มโพธ์ิร่มไทรแก่พวกเรา ๑๓. การพูดในท่ีประชุมควรพูดลกั ษณะใด
ตลอดไป” ข้อความนี้ ไม่ใช่ การอวยพร ก ตาํ หนิความคิดเห็นท่ีต่างจากความคิดเห็น
บุคคลใด ของตน
ก ป่ ยู า่ ข พยายามแสดงความคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์
ข เพ่อื น ต่อที่ประชุม
ค พอ่ แม่ ค พยายามพดู ใหท้ ี่ประชุมยอมรับความคิดเห็น
ง ครูบาอาจารย์ ของตน
ง เสนอความคิดเห็นของตนเองโดยไมส่ นใจ
๑๐. การพูดของพธิ ีกรในรายการโทรทัศน์เป็ น ความคิดเห็นของเพอ่ื นในกลุ่ม
การพดู แบบใด
ก พดู แบบท่องจาํ ๑๔. ใครเป็ นผู้ชี้ขาดในการประชุม
ข พดู อยา่ งฉบั พลนั ก ประธาน
ค พดู แบบอา่ นจากตน้ ฉบบั ข เลขานุการ
ง พดู แบบเตรียมตวั ล่วงหนา้ ค รองประธาน
ง ผเู้ ขา้ ร่วมประชุม
๑๑. เมอื่ ถูกเชิญไปพดู แสดงความคดิ เห็นหน้า
ช้ันเรียนเกยี่ วกบั การรายงานของเพอื่ นกลุ่มอน่ื ๑๕. “ร่างกายของคนเราประกอบด้วยอวยั วะสาํ คัญ
เป็ นการพดู แบบใด ต่าง ๆ ที่ทาํ งานประสานสัมพนั ธ์ซึ่งกันและกนั
ก พดู แบบท่องจาํ วิธีท่ีเราจะดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีและแขง็ แรง
ข พดู อยา่ งฉบั พลนั คงจะเป็นเรื่องของการออกกาํ ลงั กายและการ
ค พดู แบบอ่านจากตน้ ฉบบั รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ ซึ่งอาหารท่ีเรา
ง พดู แบบเตรียมตวั ล่วงหนา้ รับประทานในแต่ละวนั อาจมีสารอาหารไม่
ครบถ้วน อาหารเสริมจากประเทศญี่ป่ ุนจะช่วย
๑๒. ในการเรียนหนังสือ การพูดแบบใดที่นักเรียน ดแู ลคุณให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน
ได้ฝึ กบ่อยท่ีสุด อย่างแน่นอน” ข้อความนีเ้ ป็ นการพูดแบบใด
ก การโตว้ าที ก พดู โนน้ นา้ วใจ
ข การเป็นพธิ ีกร ข การเป็นพธิ ีกร
ค การอภิปรายกลุ่ม ค การอภิปรายกลุม่
ง การพดู รายงานหนา้ ช้นั เรียน ง พดู รายงานหนา้ ช้นั เรียน
280
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๖ การพฒั นาทักษะการพูด
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใด ไม่ใช่ ลกั ษณะของผ้พู ูดที่ดี ๕. เหตผุ ลสําคญั ที่สุดท่ีต้องมกี ารประเมนิ ผล
ก มีบุคลิกภาพดี การพดู คอื ข้อใด
ข มีความเชื่อมน่ั ในตนเอง ก เพ่ือหาผทู้ ่ีพดู ไดด้ ีที่สุด
ค เป็นบุคคลท่ีมีชื่อเสียงในวงสงั คม ข เพ่อื หาเอกลกั ษณ์ในการพดู ของผพู้ ดู แต่ละคน
ง มีความรู้เกี่ยวกบั เร่ืองที่จะพดู เป็นอยา่ งดี ค เพอื่ เปรียบเทียบขอ้ ดีและขอ้ เสียของผพู้ ดู
๒. ข้อใดเป็ นข้อมลู ปฐมภูมิ แต่ละคน
ก ตาํ รา ง เพอื่ หาขอ้ ดีและขอ้ บกพร่องของตนเองจะได้
ข หนงั สือพิมพ์ นาํ มาปรับปรุงใหด้ ีข้ึน
ค การสมั ภาษณ์ ๖. การพูดเชิงวเิ คราะห์วจิ ารณ์ข้อใดมคี วามสําคญั
ง รายงานการประชุม มากท่ีสุด
๓. การพูดของบุคคลใดน่าสนใจมากท่สี ุด ก ใชว้ ธิ ีพดู แบบพรรณนาโวหารและบรรยาย
ก “เพลงที่ติดอนั ดบั ในช่วงน้ีคือ เพลง__” โวหาร
ข “ถนนราชดาํ เนินเป็นถนนท่ีมีประวตั ิศาสตร์ ข วางโครงเรื่องอยา่ งมีระเบียบท้งั ที่เป็นส่วนคาํ
ยาวนาน เรามารู้จกั ถนนราชดาํ เนินกนั ” นาํ เน้ือเร่ือง สรุป
ค “บทสรุปของการต่อสูข้ องประชาชนกค็ ือ ค ใชภ้ าษาท่ีเขา้ ใจง่ายและมีตวั อยา่ งประกอบ
การสูญเสีย” หรือมีเหตุผลสนบั สนุนอยา่ งเพียงพอ
ง “ภยั พิบตั ิทางธรรมชาติท่ีคร่าชีวติ มนุษยชาติ ง พดู ตามลาํ ดบั ข้นั เช่น เม่ือกล่าวถึงปัญหา
มากมายและยากท่ีหาทางป้ องกนั ไดก้ ค็ ือ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ควรพดู ถึงสาเหตุ ผลที่
แผน่ ดินไหว” เกิดข้ึนและวิธีแกป้ ัญหา
๔. ถ้านักเรียนจะพดู เรื่องการก่อสร้างอนุสาวรีย์ ๗. ข้อใด ไม่จัด เป็ นการพดู ในที่ประชุมชน
ประชาธิปไตย แล้วนําเสนอตามข้อใด ก การกล่าวอวยพรวนั เกิด
ก ตามลาํ ดบั เวลา ข การปราศรัยหาเสียงเลือกต้งั
ข ตามลาํ ดบั สถานที่ ค การปราศรัยเน่ืองในวนั อนามยั โลก
ค ตามลาํ ดบั เหตุการณ์ ง ไม่มีขอ้ ใดถกู
ง ตามลาํ ดบั ความสาํ คญั ๘. การพูดตามข้อใดเป็ นการเริ่มต้นของการฝึ กพดู
ทดี่ ที ่ีสุด
ก การเป็นพิธีกร
ข การเสนอขายสินคา้
ค การพดู หนา้ ช้นั เรียน
ง การปราศรัยหาเสียงประธานนกั เรียน
281
๙. ข้อใดเป็ นข้อควรปฏิบัตทิ ่ีสําคญั ที่สุดของ ๑๓. ถ้านักเรียนเป็ นประธานนักเรียนต้องการ
จะกล่าวรายงานเปิ ดการแข่งขนั กฬี าสี
ผ้เู ข้าประชุม ในโรงเรียน นักเรียนจะเลอื กการพูดแบบใด
ก ไม่ผกู ขาดการพดู ไวแ้ ต่ผเู้ ดียว ก พดู แบบท่องจาํ
ข แสดงความคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ ข พดู อยา่ งฉบั พลนั
ค จดขอ้ ความสาํ คญั ท่ีพดู กนั ในท่ีประชุม ค พดู แบบอ่านจากตน้ ฉบบั
ง ไม่พดู กระซิบกระซาบกบั คนขา้ งเคียงโดยไม่ ง พดู แบบเตรียมตวั ล่วงหนา้
จาํ เป็น ๑๔. การพูดหน้าช้ันเรียนให้เพอ่ื นฟังควรเลอื กเรื่อง
๑๐. ข้อใด ไม่ใช่ หลกั การประชุม ลกั ษณะอย่างไร
ก เร่ืองท่ีเพ่อื นสนใจ
ก การเสนอญตั ติแทรกซอ้ นในท่ีประชุม ข เรื่องท่ีเก่ียวกบั วิชาท่ีเรียน
จะตอ้ งมีผรู้ ับรองในท่ีประชุม ค เร่ืองหรือเหตุการณ์ที่กาํ ลงั เป็นข่าวอยใู่ น
ขณะน้นั
ข ผเู้ ขา้ ประชุมอาจปรึกษาหารือหรือพดู ง ถูกทุกขอ้
ระหวา่ งกนั เองไดใ้ นบางคร้ัง
๑๕. การประเมนิ ผลการพดู มผี ลดตี ่อตวั นักเรียนเอง
ค ประธานของท่ีประชุมอาจไดร้ ับแต่งต้งั มา อย่างไร
ก่อนหรือเพิ่งไดร้ ับเลือกจากที่ประชุม ก ไดร้ ู้จกั ตนเองมากข้ึน
ข ทาํ ใหก้ ารพดู ไมเ่ ป็นธรรมชาติ
ง ผเู้ ขา้ ประชุมที่ตอ้ งการพดู จะตอ้ งขออนุญาต ค ทาํ ใหข้ าดความมนั่ ใจในการพดู
จากประธานโดยการยนื ข้ึนหรือยกมือ ง จะไดร้ ู้จุดดีจุดดอ้ ยของตนเองแลว้ นาํ ไป
ปรับปรุง
๑๑. ข้อใดคอื การพดู ทไี่ ร้มารยาททสี่ ุด
ก พดู ไม่ตรงประเดน็
ข พดู เร่ืองส่วนตวั ผอู้ ื่น
ค พดู เรื่องตลกสองแง่สามง่าม
ง วจิ ารณ์เหตุการณ์มากเกินไป
๑๒. การพดู ให้น่าฟังต้องมอี งค์ประกอบทีส่ ําคญั ใน
ข้อใด
ก น้าํ เสียงน่าฟัง
ข มีอารมณ์ขนั พอเหมาะ
ค มีท่าทางประกอบที่เหมาะสม
ง ถกู ทุกขอ้
282
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๗ การพฒั นาทักษะการอ่าน
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ผู้อ่านควร ๖. “ธารไกลใสสะอาด มจั ฉาธาติดาษนานา
ระมดั ระวงั เรื่องใด หวนั่ หว้ายกินไคลคลา ตามกันมาให้เห็นตัว”
ก การแบ่งวรรคตอน บทร้อยกรองประเภทนีม้ วี ธิ ีการอ่านอย่างไร
ข ความถูกตอ้ งของตามอกั ขรวธิ ี ก อ่านเสียงเสมอกนั ทุกวรรค
ค การใชน้ ้าํ เสียงลีลาเหมาะสมกบั เน้ือหา ข คาํ ทา้ ยแต่ละวรรคมีการเอ้ือนเสียงใหส้ ูงข้ึน
ง ถกู ทุกขอ้ ค ๒ วรรคแรกอ่านเสียงกลาง ๒ วรรคทา้ ย
๒. “การใช้เครื่องขยายเสียงได้ยินไปไกลหลาย เสียงสูงข้ึนกวา่ เดิม
กิโลเมตร” คาํ ใดต่อไปนีต้ ้องอ่านเน้นเสียง ง วรรคแรกอ่านเสียงต่าํ วรรคทา้ ยอ่านเสียงสูง
ก ไกล ๗. “งานง่ายๆ แบบนีย้ ังจะทาํ ไม่สาํ เร็จจะมีความ
ข ไดย้ นิ สามารถทาํ งานใหญ่ ๆ สาํ เร็จหรือ”
ค กิโลเมตร ข้อความนีม้ เี นือ้ ความลกั ษณะใด
ง เครื่องขยายเสียง ก เตือน ค ปราม
๓. “การบวชประกอบด้วยวินัยน่าจะเป็นเคร่ือง ข ตาํ หนิ ง ออ้ นวอน
ช่วยควบคุมการกระทาํ ที่พล่งุ พล่านต่าง ๆ” ๘. บทร้อยกรองนีเ้ ป็ นบทร้อยกรองประเภทใด
ข้อความนคี้ ําใดท่ีเป็ นการแสดงเหตุผล ก กลอนหก
ก ช่วย ค น่าจะเป็น ข กลอนสุภาพ
ข ดว้ ย ง การกระทาํ ค กาพยย์ านี ๑๑
๔. จากข้อ ๓ คาํ ใดที่ต้องอ่านด้วยนํา้ เสียงแสดง ง กาพยฉ์ บงั ๑๖
อารมณ์ ๙. บทร้อยกรองนีเ้ ป็ นบทร้อยกรองท่ตี ้องการ
ก วนิ ยั จะเป็น สะท้อนเร่ืองใด
ข จะเป็น ควบคุม ก เห็นความสาํ คญั ของงานเลก็ ๆ
ค ควบคุม พลุ่งพล่าน ข เห็นความสาํ คญั เฉพาะงานใหญ่ ๆ
ง การบวช พลุ่งพล่าน ค เห็นความสาํ คญั ของงานทุกอยา่ ง
๕. การพลกิ เสียงกลบั จากเสียงสูงเป็ นเสียงต่าํ ง ใหเ้ ริ่มตน้ จากงานเลก็ ๆ ก่อนแลว้ ค่อย
ตรงกบั การอ่านบทร้อยกรองในข้อใด พฒั นาไปทาํ งานใหญ่
ก การครั่นเสียง
ข การหลบเสียง
ค การกระแทกเสียง
ง การทอดเสียงและเอ้ือนเสียง
283
๑๐. นักเรียนเห็นด้วยกบั บทร้อยกรองนีห้ รือไม่ ๑๓. ลกั ษณะเด่นของบทความวจิ ารณ์คอื ข้อใด
อย่างไร ก ความน่าสนใจของช่ือเร่ือง
ก เห็นดว้ ย เพราะการทาํ งานตอ้ งเริ่มจากศูนย์ ข การหยบิ ยกเฉพาะประเดน็ ที่น่าสนใจ
เสมอ ค การใหค้ วามรู้ในเร่ืองน้นั ๆ อยา่ งชดั แจง้
ข เห็นดว้ ย เพราะการต้งั ใจทาํ งานใหด้ ีที่สุด ง การพจิ ารณาส่วนดีส่วนดอ้ ยของ
ยอ่ มไดร้ ับผลดีตอบแทน เร่ืองน้นั ๆ
ค ไม่เห็นดว้ ย เพราะการทาํ งานใหญ่ ๆ มี
โอกาสแสดงความสามารถมากกวา่ งานเลก็ ๆ ๑๔. ถ้านักเรียนจะศึกษาเรื่องแรงโน้มถ่วง นักเรียน
ง ไม่เห็นดว้ ย เพราะการทาํ งานตอ้ งทาํ ไป สามารถค้นหาได้จากหนังสือเล่มใด
ตามลาํ ดบั ก สารานุกรมภมู ิศาสตร์
ข สารานุกรมวิทยาศาสตร์
๑๑. วรรณกรรมประเภทใดทีน่ ิยมแต่งเป็ น ค สารานุกรมวรรณคดีไทย
ร้อยแก้วเพยี งอย่างเดียว ง สารานุกรมประวตั ิศาสตร์
ก นิทาน
ข ตาํ นาน ๑๕. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกยี่ วกบั อนิ เทอร์เน็ต
ค ความเรียง ก ใหข้ อ้ มูลที่ทนั สมยั แต่ไม่ลึกซ้ึง
ง บทละครพดู ข เป็นแหล่งรวบรวมขอ้ มูลขนาดใหญ่
ค มีเวบ็ ไซตใ์ หบ้ ริการเป็นลา้ น ๆ เวบ็ ไซต์
๑๒. บทบรรณาธิการของหนังสือพมิ พ์จัดเป็ น ง ถูกทุกขอ้
บทความประเภทใด
ก บทความปกิณกะ
ข บทความชีวประวตั ิ
ค บทความเชิงวิชาการ
ง บทความแสดงความคิดเห็น
284
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๗ การพฒั นาทักษะการอ่าน
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดลงเสียงหนักเบาของพยางค์เหมอื นคาํ ว่า ๕. จากข้อความนีผ้ ู้พูดส่งสารด้วยอารมณ์ใด
สุขภาพ ก เยย้ หยนั
ก อนาคต ข ยกยอ่ งช่ืนชม
ข ประชาชน ค เห็นอกเห็นใจ
ค เสื่อมสภาพ ง เป็นห่วงเป็นใย
ง เครื่องแต่งกาย ๖. การอ่านอย่างละเอยี ดถีถ่ ้วนจัดเป็ นการอ่าน
อ่านข้อความ แล้วตอบคําถามข้อ ๒–๕ ประเภทใด
“...เราท้ังหลายอย่าคบเพื่อนเกเรเลย อย่าคบ ก การอ่านตีความ
คนตา่ํ ช้าเลย มีแต่จะพาให้เสียคนเท่าน้ัน คนท่ีคบ ข การอ่านวิเคราะห์
คนพาล ประพฤติตามคนพาล กต็ ้องเสียใจไปนาน ค การอ่านประเมินค่า
การอย่รู ่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ เหมือนกบั อย่กู ับ ง การอ่านจบั ใจความ
ศตั รู ดังนั้นจึงไม่ควรคบคนพาล” ๗. “หนังสือเล่มนีม้ ีเนือ้ หาสาระดี มีหลกั คิดท่ีทัน
๒. ข้อความนีค้ วรอ่านด้วยนํา้ เสียงใด สมยั เหมาะกับสังคมในปัจจุบัน”
ข้อความนีจ้ ัดเป็ นทักษะในการอ่านประเภทใด
ก อ่อนโยน ก การอ่านตีความ
ข เนน้ หนกั ข การอ่านวเิ คราะห์
ค แขง็ กร้าว ค การอ่านจบั ใจความ
ง เศร้าโศก ง การอ่านประเมินค่า
๓. “การอย่รู ่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ เหมือนกบั อยู่ ๘. “บทความนีม้ ีข้อดีที่แสดงความคิดเห็นได้ตรง
กับศัตรู” หมายความว่าอย่างไร ใจคนอ่านใช้เหตผุ ลสนับสนุนที่สมเหตุสมผล
ก การอยรู่ ่วมกนั ตอ้ งรักกนั แต่มีข้อเสียที่เสนอความคิดเห็นผิดท่ีผิดเวลา”
ข เพ่อื นที่รักกนั ตอ้ งคอยตกั เตือนกนั
ค การมีเพอ่ื นไมด่ ีมีแต่ความเดือนร้อน ข้อความนีจ้ ัดเป็ นทกั ษะในการอ่านประเภทใด
ง เพือ่ นที่มีแตค่ วามทุกขเ์ หมือนเพือ่ นที่เป็น ก การอา่ นตีความ
ศตั รูกบั เรา ข การอ่านวิเคราะห์
๔. ข้อความนีผ้ ู้พดู มเี จตนาจะส่ือในเรื่องใด ค การอ่านประเมินค่า
ก การหลีกหนีศตั รู ง การอ่านจบั ใจความ
ข การประพฤติตน
ค การเลือกคบเพือ่ น
ง การอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ่ืน
285
๙. ความรักเหมือนโรคา ๑๔. ถ้านักเรียนต้องการจะรู้เร่ือง “กาแล”
บนั ดาลตาให้มืดมน นักเรียนสามารถศึกษาได้จากสารานุกรม
ไม่ยินและไม่ยล เล่มใด
อุปสรรคะใดใด” ก สารานุกรมวฒั นธรรมไทยภาคใต้
บทร้อยกรองนีก้ ล่าวถงึ เร่ืองใด ข สารานุกรมวฒั นธรรมไทยภาคเหนือ
ก ความลุ่มหลงในความรัก ค สารานุกรมวฒั นธรรมไทยภาคกลาง
ข ความยง่ิ ใหญ่ของความรัก ง สารานุกรมวฒั นธรรมไทยภาคอีสาน
ค ความหายนะของความรัก
ง ความประเสริฐของความรัก ๑๕. การใช้อนิ เทอร์เน็ต ข้อใดที่ทาํ หน้าที่
๑๐. บทร้อยกรองข้อ ๙ ข้อใดกล่าว ไม่ถกู ต้อง เหมอื นสารบัญบอกรายละเอยี ดว่ามอี ะไรบ้าง
ก ความรักทาํ ใหค้ นมุง่ มนั่ ก เวบ็ ไซต์
ข ความรักทาํ ใหค้ นตาบอด ข โฮมเพจ
ค ความรักทาํ ใหค้ นมีความสุข ค เวบ็ เพจ
ง ความรักทาํ ใหค้ นมีความทุกข์ ง ถกู ทุกขอ้
๑๑. ข้อใดเป็ นบทความชีวประวตั ิ
ก แม่ศรีเรือน ๑๖. ข้อมูลทค่ี ้นคว้าได้จากอนิ เทอร์เน็ต
ข ชีวิตปลาช่อน มคี วามน่าเช่ือถอื หรือไม่ อย่างไร
ก เช่ือถือได้ เพราะผา่ นการตรวจสอบจากผู้
ค คลองแสนแสบ เช่ียวชาญ
ง พระยาพิชยั ดาบหกั ข เชื่อถือได้ เฉพาะขอ้ มูลจากองคก์ รหรือ
๑๒. การเขยี นบทความวจิ ารณ์ ผู้เขียนจะต้อง หน่วยงานท่ีเชี่ยวชาญเรื่องน้นั ๆ
คาํ นึงถงึ เร่ืองใดมากที่สุด ค เช่ือถือไม่ได้ เพราะบางคร้ังผทู้ ี่จดั ทาํ
ก การใหเ้ หตุผล เวบ็ ไซตไ์ ม่มีความรู้ในเรื่องท่ีทาํ ลึกซ้ึง
ข การวางตวั เป็นกลาง ง ถกู ท้งั ขอ้ ข และ ค
ค การสอดแทรกขอ้ คิด
ง ความชดั เจนของรายละเอียด
๑๓. ข้อใดกล่าวถึงซีดรี อม ไม่ถกู ต้อง
ก เกบ็ ขอ้ มลู ไดท้ ้งั ภาพและเสียง
ข ขอ้ มูลไม่ทนั สมยั แผน่ ชาํ รุดง่าย
ค ใชส้ าํ หรับศึกษาคน้ ควา้ และอา้ งอิง
ง มีขนาดเลก็ กะทดั รัด บรรจุขอ้ มูลไดจ้ าํ นวน
มาก
286
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๘ การพฒั นาทักษะการเขยี น
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. การเขยี นให้สัมฤทธิผลคอื การเขยี นลกั ษณะใด ๖. โวหารท่ีใช้เขยี นบทความ ส่วนใหญ่เป็ นโวหาร
ก การเขียนท่ีมีเน้ือหาที่ทนั สมยั ชนิดใด
ข การเขียนที่ใหข้ อ้ มลู ในเชิงวชิ าการ ก อุปมา
ค การเขียนที่เขียนคาํ ไดถ้ ูกตอ้ งตามอกั ขรวธิ ี ข เทศนา
ง การเขียนท่ีผอู้ า่ นเขา้ ใจตรงตามท่ีผเู้ ขียน ค บรรยาย
ตอ้ งการ ง พรรณนา
๒. การโฆษณาสินค้าเป็ นการเขียนเพอ่ื จุดประสงค์ ๗. ในการเขยี นบทความจะใช้ภาษาเขยี นหรือ
ใด ภาษาพดู จะต้องพจิ ารณาจากอะไร
ก จูงใจ ก ส่ือ
ข ปลุกใจ ข สาร
ค บอกเล่าเร่ืองราว ค ผฟู้ ัง
ง แสดงความคิดเห็น ง ผพู้ ดู
๓. “คิดให้เป็นระเบียบ” มคี วามหมายตามข้อใด ๘. ข้อใดไม่มี การเปรียบเทยี บ
ก จาํ กดั ขอบเขตของเรื่องท่ีคิด ก ล้ีลบั เหมือนกบั กดู าํ ดิน
ข จดั ลาํ ดบั ความคิดก่อนหลงั ข แกวง่ ดาบวบั วบั ขยบั พลอง
ค คิดเฉพาะส่ิงท่ีรู้หรือมีประสบการณ์ ค ความโกรธน้นั มนั เหมือนทะเลบา้
ง คิดประเด็นใดประเดน็ หน่ึงเพียงประเดน็ เดียว ง เสียงเทา้ กา้ วพร้อมกนั กึก ๆ ดูพิลึกราวดินถล่ม
๔. “เร่ืองนีไ้ ด้รับการ จากคณะกรรมการ” ๙. สํานวนในข้อใดมคี วามหมายคล้ายกนั
ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่างจงึ จะเหมาะสม ก ไก่ไดพ้ ลอย คางคกข้ึนวอ
ก อนุมตั ิ ข น้าํ ท่วมปาก หมาจนตรอก
ข อนุมาน ค สุกเอาเผากิน ผกั ชีโรยหนา้
ค อนุญาต ง ปี กกลา้ ขาแขง็ เคียงบ่าเคียงไหล่
ง อนุเคราะห์ ๑๐. จดหมายในข้อใดเป็ นจดหมายกจิ ธุระ
๕. งานเขยี นประเภทใดนิยมใช้ภาษาปาก ก จดหมายตอบกลบั เพื่อน
ก นิทาน ข จดหมายขอใชน้ ้าํ ประปา
ข เร่ืองส้นั ค จดหมายขอความอนุเคราะห์
ค นวนิยาย ง จดหมายร้องเรียนผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
ง ถกู ทุกขอ้
287
๑๑. ข้อใดเป็ นข้นั ตอนแรกในการเขียนย่อความ ๑๖. “การแต่งกายของวยั รุ่นในปัจจุบันจะนิยมแต่ง
ก เขียนคาํ นาํ ในการยอ่ ความ กายเลียนแบบดาราหรือวยั รุ่นต่างประเทศที่
ข อ่านเร่ืองที่จะยอ่ ให้เขา้ ใจก่อน นิยมนุ่งน้อยห่มน้อยและรัดรูป ซึ่งขดั กับ
ค นาํ ขอ้ ความสาํ คญั มาเรียงต่อกนั วฒั นธรรมไทย” ข้อความนีเ้ ป็ นการเขยี น
ง อ่านแลว้ ขีดเสน้ ใตข้ อ้ ความสาํ คญั ลกั ษณะใด
๑๒. “การปลกู กล้วยไม้ในโรงเรือน” จดั เป็ น ก โตแ้ ยง้ ค พรรณนา
โครงงานประเภทใด ข บรรยาย ง แสดงความคิดเห็น
ก ทฤษฎี ๑๗. “ละครเร่ืองนี้ คนเขียนบทเขียนได้ดี แต่
ข สาํ รวจ นักแสดงสื่อความได้ไม่ดีเท่าที่ควร คนดูจึงไม่
ค ทดลอง ค่อยชอบด”ู
ง สิ่งประดิษฐ์ ข้อความนีเ้ ป็ นการเขยี นลกั ษณะใด
๑๓. การจดบันทกึ รายงานการประชุม ควรจด ก โตแ้ ยง้ ค บรรยาย
อย่างไร ข วจิ ารณ์ ง พรรณนา
ก จดทุกคาํ พดู ๑๘. “เราไม่เห็นด้วยท่ีจะเปล่ียนช่ือประเทศไทยเป็น
ข จดใหย้ อ่ ท่ีสุด ประเทศ สยามเหมือนสมยั ก่อน” ข้อความนี้
ค จดตามระเบียบวาระ เป็ นการเขยี นลกั ษณะใด
ง จดเฉพาะใจความสาํ คญั ก โตแ้ ยง้ ค บรรยาย
๑๔. การเกร่ินนําเรื่องท้งั หมดทจ่ี ะเขยี น ควรอยู่ใน ข วิจารณ์ ง พรรณนา
ส่ วนใดของเรียงความ ๑๙. ข้อใดกล่าว ไม่ถกู ต้อง เกย่ี วกบั กลอนสุภาพ
ก สรุป ก กลอน ๑ บท มี ๔ วรรค
ข คาํ นาํ ข บงั คบั สมั ผสั ในทุกวรรค
ค เน้ือเร่ือง ค สมั ผสั สระระหวา่ งวรรค
ง คาํ นาํ และสรุป ง วรรคส่งของบทแรกจะตอ้ ง
๑๕. “ผ้าไหมแพรวา เป็นไหมที่ทอจากฝี มือชาวบ้าน สมั ผสั กบั วรรครับของบทถดั ไป
ที่มีความประณีตงดงาม” ข้อความนีเ้ ขยี น ๒๐. มารยาทในการเขยี นข้อใดสําคญั ทีส่ ุด
ลกั ษณะใด ก ไมเ่ ขียนเพอื่ ทาํ ลายผอู้ ่ืน
ก โตแ้ ยง้ ค พรรณนา ข เขียนดว้ ยความเป็นกลาง
ข บรรยาย ง แสดงความคิดเห็น ค ตอ้ งมีความรู้ในเรื่องที่เขียน
ง ไม่แสดงความคิดเห็นหรือวจิ ารณ์ผอู้ ่ืน
288
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๘ การพฒั นาทักษะการเขียน
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. การเขยี นเล่าประวตั ขิ องตนเอง เป็ นการเขยี น ๖. “เธอเปรียบเพชรงามนา้ํ หนึ่ง หวานปานนา้ํ ผึง้
เพอ่ื จุดประสงค์ใด เดือนห้า” ข้อความนีใ้ ช้โวหารชนิดใด
ก วิเคราะห์ ก อุปมาโวหาร
ข บอกเล่าเร่ืองราว ข เทศนาโวหาร
ค แสดงความคิดเห็น ค บรรยายโวหาร
ง สร้างจินตนาการ ง พรรณนาโวหาร
๒. ข้อใดเป็ นวธิ ีการพฒั นาการเขียน ๗. “ความโกรธเป็นเคร่ืองบ่อนทาํ ลายตวั เอง ผ้ทู ่ีมี
ก หาขอ้ เทจ็ จริง ความโกรธอย่เู สมอ จะทาํ ลายตัวเองโดยไม่รู้
ข สะสมความรู้ ตวั เราควรลดความโกรธลงแล้วหันมารักตัวเอง
ค ระดมความคิด ให้มากขึน้ ” ข้อความนีใ้ ช้โวหารชนิดใด
ง สร้างความเชื่อมนั่ ก อุปมาโวหาร
๓. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกย่ี วกบั การเขยี น ข เทศนาโวหาร
ก การอ่านมากทาํ ใหม้ ีความรู้มาก ค บรรยายโวหาร
ข การอ่านมากทาํ ใหม้ ีนิสยั รักการเขียน ง พรรณนาโวหาร
ค การอ่านมากทาํ ใหม้ ีความคิดที่แตกต่าง ๘. จดหมายกจิ ธุระประเภทใดทตี่ ดิ ต่อกนั
ง การอา่ นมากทาํ ใหเ้ ห็นวิธีการเขียนที่ เรื่องธุรการงาน
หลากหลาย ก จดหมายเชิญ
๔. การพฒั นาทักษะการเขียนควรปฏิบัตอิ ย่างไร ข จดหมายขอบคุณ
ก ฝึกอ่านมาก ๆ
ข ฝึกเขียนมาก ๆ ค จดหมายนดั หมาย
ค ฝึกฟังผอู้ ื่นเสมอ
ง ฝึกพดู เป็นประจาํ ง จดหมายสมคั รงาน
๕. ข้อใดใช้คาํ ผดิ ความหมาย ๙. ข้อใด ไม่ใช่ ลกั ษณะของย่อความ
ก เธอชอบทาํ อะไรซ้าํ ซากจาํ เจ
ข คนในสงั คมปัจจุบนั จิตใจเส่ือมทรามลง ก บอกช่ือเรื่อง
ทุกวนั
ค พวกคอมมิวนิสตแ์ ทรกซึมเขา้ มาตาม ข บอกประเภทของขอ้ ความท่ียอ่
แนวชายแดน
ง เดก็ ๆ ถูกซึมซบั ความโหดร้ายจากเกม ค ใชร้ าชาศพั ทต์ ามขอ้ ความที่ยอ่
คอมพวิ เตอร์โดยไมร่ ู้ตวั
ง ใชค้ าํ ประพนั ธต์ ามชนิดของขอ้ ความที่ยอ่
๑๐. การเรียนการสอนวชิ าใดทีต่ ้องใช้การย่อความ
มากทส่ี ุด
ก สุขศึกษา ค ภาษาองั กฤษ
ข สงั คมศึกษา ง คณิศาสตร์
289
๑๑. ข้อใดเป็ นคาํ นําของย่อความประเภทจดหมาย ๑๖. ในการเขยี นเรียงความ ถ้าไม่ต้องการให้เกดิ
ความสับสน ผู้เขียนควรจะทําอย่างไร
ที่เหมาะสมทสี่ ุด ก วางเคา้ โครงเรื่อง
ข คน้ ควา้ ความรู้เป็นอยา่ งดี
ก จดหมายของ ถึง ความวา่ ค จดั ลาํ ดบั เน้ือหาตามปฏิทิน
ง เลือกใชภ้ าษาง่าย ๆ กระชบั
ข จดหมายของ ลงวนั ที่ ความวา่
๑๗. ถ้านักเรียนจะเขยี นชื่นชมความงดงามของ
ค จดหมายของ ถึง ส่งวนั ท่ี บ้านเมอื ง ควรเลอื กใช้โวหารชนิดใด
ก อุปมาโวหาร
ความวา่ ข เทศนาโวหาร
ค บรรยายโวหาร
ง จดหมายของ ถึง ลงวนั ท่ี ง พรรณนาโวหาร
ความวา่ ๑๘. “การพงั ทลายของชายฝั่งทะเลน่าจะเกิดจาก
การกดั เซาะของนา้ํ ทะเลที่ซัดมากระทบฝ่ัง
๑๒. ใครเป็ นผู้ทําหน้าที่จดบันทึกรายงานการ ไม่น่าจะเกิดจากการทรุดตัวของพืน้ ดิน”
ข้อความนีเ้ ป็ นการเขยี นแบบใด
ประชุม ก วิจารณ์
ข บรรยาย
ก ประธาน ค พรรณนา
ง แสดงความคิดเห็น
ข เลขานุการ
๑๙. “สักวาหน้าฝนถนน_________
ค รองประธาน ดแู ฉะเฉอะโคลนตมเตม็ วิถี
ท้องฟ้ าฉา่ํ อาํ่ แสง____________
ง ผเู้ ขา้ ร่วมประชุม ปฐพีชุ่มชลจนเจ่ิงนอง”
ควรเตมิ คาํ ใดลงในช่องว่างจงึ จะเหมาะสม
๑๓. การจดรายงานการประชุม วธิ ีท่ีนิยมมากที่สุด ก เลอะ–ชลธี
ข เปี ยก–รัศมี
คอื วธิ ีใด ค เปรอะ–พระสุรีย์
ง เกรอะ–พระอาทิตย์
ก จดเฉพาะเหตุผลกบั มติที่ประชุม
๒๐. บทร้อยกรองข้อ ๑๙ ดีเด่นในด้านใด
ข จดเฉพาะประเดน็ สาํ คญั ของเรื่องที่ประชุม ก ภาพพจน์ ค อุปมาอุปไมย
ข ความไพเราะ ง เลน่ สมั ผสั อกั ษร
ค จดรายละเอียดทุกคาํ พดู ของผเู้ ขา้ ร่วม
ประชุม
ง จดเฉพาะหวั ขอ้ การประชุมท้งั หวั ขอ้ ใหญ่
และหวั ขอ้ ยอ่ ย
๑๔. นักเรียนได้ประโยชน์อะไรจากการทาํ
โครงงาน
ก ไดป้ ฏิบตั ิงานจริง
ข รู้จกั วางแผนในการทาํ งาน
ค รู้จกั วธิ ีแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ
ง ถกู ทุกขอ้
๑๕. นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๒ คดิ สร้าง
เคร่ืองปอกมะละกอ การทําโครงงานของ
นักเรียนจดั เป็ นโครงงานประเภทใด
ก ทดลอง ค สาํ รวจ
ข ประดิษฐ์ ง ทฤษฎี
290
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๙ ภูมปิ ัญญาทางภาษา
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ข้อใดเป็ นภูมปิ ัญญาทางภาษา ๖. การละเล่นเพลงพนื้ บ้านทม่ี กี ารโต้ตอบระหว่าง
ก นิทาน ฝ่ ายหญงิ และฝ่ ายชายแสดงถึงความสามารถ
ข ตาํ นาน ด้านใดเด่นชัดท่สี ุด
ค เพลงพ้นื บา้ น ก การขบั ร้อง
ง ถกู ทุกขอ้ ข การใชท้ ่ารํา
๒. ข้อใดไม่สัมพนั ธ์กนั ค การใชภ้ าษา
ก ภาคเหนือ – ค่าวซอ ง การใหจ้ งั หวะ
ข ภาคกลาง – ตวั เมือง ๗. การละเล่นเพลงพนื้ บ้านใดมลี กั ษณะตามข้อ ๖
ค ภาคอีสาน – โคลงสาร ก ลาํ ตดั
ง ภาคใต้ –กาพยฉ์ บงั ข หมอลาํ
๓. วรรณคดเี ร่ืองใดมเี ค้ามาจากนทิ านพนื้ บ้าน ค เพลงซอ
ก อิเหนา ง เพลงบอก
ข รามเกียรต์ิ ๘. เพลงพนื้ บ้านใดท่ีนิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์
ค ลิลิตพระลอ ก เพลงปรบไก่
ง พระอภยั มณี ข เพลงอธิษฐาน
๔. ข้อใดเป็ นลกั ษณะของเพลงพนื้ บ้าน ค เพลงพวงมาลยั
ก ใชภ้ าษาถ่ินในการร้อง ง เพลงเตน้ กาํ รําเคียว
ข เป็นเพลงท่ีชาวบา้ นร้องสืบต่อกนั มา ๙. เพลงในข้อใดท่ใี ช้ในการส่งข่าวสารให้ชาวบ้าน
ค สะทอ้ นวฒั นธรรมความเป็ นอยขู่ องชาวบา้ น ได้รับรู้
ง ถูกทุกขอ้ ก เพลงนา ค เพลงบอก
๕. ผู้นําในการละเล่นเพลงพนื้ บ้านเรียกว่าอะไร ข เพลงซอ ง เพลงแคน
ก ลูกคู่ ๑๐. เนือ้ ร้องเพลงพนื้ บ้านส่วนใหญ่เกย่ี วกบั อะไร
ข พอ่ ครูแม่ครู ก ความยากจนขน้ แคน้ ของชาวบา้ น
ค พอ่ พิมพแ์ ม่พิมพ์ ข การถกู เอารัดเอาเปรียบจากนายทุน
ง พอ่ เพลงแม่เพลง ค ความรักความสามคั คีของคนในหมู่บา้ น
ง การเก้ียวพาราสีตดั พอ้ ต่อวา่ ระหวา่ งหนุ่ม
สาว
291
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๙ ภูมปิ ัญญาทางภาษา
คาํ ชี้แจง เลือกคาํ ตอบที่ถกู ต้องที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. วรรณกรรมท้องถิ่นเกย่ี วข้องกบั เร่ืองใด อ่านเนือ้ เพลง แล้วตอบคาํ ถามข้อ ๖–๑๐
ก ภาษาถ่ิน พ่ีเคยตักนา้ํ หาบ
ข นิทานพ้นื บา้ น เอามาอาบด้วยกนั
ค ประเพณีวฒั นธรรม แก้ห่อขมิน้ ชัน
ง ถูกทุกขอ้ เอามาย่ืนให้ ช้ ู
๒. ข้อใดเป็ นวรรณกรรมมขุ ปาฐะ พูดกนั พลางฝนกันพลาง
ก สุภาษิต น้องยงั ผินหลังให้พี่ถ–ู ทา
ข คาํ สอน ๖. เนือ้ ร้องเพลงนีม้ ลี กั ษณะใด
ค นิทานชาดก ก ตดั พอ้ ต่อวา่
ง บทกลอนสาํ หรับเดก็ ข เก้ียวพาราสี
ค ประชดประชนั
๓. ข้อใดไม่ใช่ เพลงพนื้ บ้าน ง ดถู ูกเหยยี ดหยาม
ก ลิเก ๗. จากเนือ้ เพลงนีช้ ายหนุ่มขอความเห็นใจ
ข เพลงแคน จากหญิงสาวด้วยวธิ ีใด
ค เพลงโคราช ก อวดตวั เรื่องหนา้ ตาหล่อเหลา
ง เพลงลาวดวงเดือน ข อวดตวั เร่ืองฐานะความร่าํ รวย
ค แสดงถึงความขยนั ขนั แขง็ ของตน
๔. เพลงพนื้ บ้านใดที่สะท้อนวถิ ีชีวติ ของคนใน ง แสดงความเป็นคนกวา้ งขวางมีคนนบั
ท้องถ่นิ
ก เพลงเรือ หนา้ ถือตา
ข เพลงเก่ียวขา้ ว ๘. จากเนือ้ เพลงสะท้อนชีวติ ความเป็ นอยู่
ค เพลงพวงมาลยั
ง ถูกทุกขอ้ ในเร่ืองใด
ก การลงแขกช่วยงานกนั
๕ ข้อใดไม่สัมพนั ธ์กัน ข การใชส้ มุนไพรในการประทินโฉม
ก ภาคใต–้ คาํ ตกั ค การเขา้ หาญาติผใู้ หญฝ่ ่ ายหญิงสาว
ข ภาคอีสาน–หมอลาํ ง การต้งั บา้ นเรือนอยใู่ กลแ้ มน่ ้าํ ลาํ คลอง
ค ภาคเหนือ–เพลงซอ
ง ภาคกลาง–บทสวด