The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orawan Nimtalung, 2022-06-19 02:44:52

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

26

เอกสารอา้ งองิ

แกว้ ตา คณะวรรณ. (2535). การสรา้ งหลกั สตู ร. ขอนแกน่ : มหาวิทยาลัยขอนแกน่
คณะศกึ ษาศาสตร์.

ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ์. (2539). การพฒั นาหลกั สตู ร: หลกั การและแนวปฏิบัติ. กรงุ เทพมหานคร :
ภาควชิ าบริหารการศกึ ษาคณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

ชัยวฒั น์ สุทธริ ัตน์. (2556). การพฒั นาหลกั สูตร ทฤษฎสี ่กู ารปฏิบตั .ิ กรงุ เทพมหานคร : วีพรินท์.
ธวชั ชัย ชยั จริ ฉายากลุ . (2540). ประมวลสาระชดุ วิชา การพฒั นาหลกั สตู รและวทิ ยวธิ ีทาง

การสอน(Curriculum Development and Instructional Methodology)
หน่วยท่ี 1-2. พิมพค์ รง้ั ที่ 2 นนทบุรี : สาขาศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ธารง บัวศรี. (2542). ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและพัฒนา. พิมพ์ครง้ั ท่ี 2 กรงุ เทพมหานคร :
สานกั พมิ พ์พฒั นาศึกษา.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2546). การพัฒนาหลักสตู รและการวจิ ยั เกี่ยวกับหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร :
สวุ รี ิยาสาสน์.
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. (2540). ประมวลสาระชุดวิชา การพฒั นาหลกั สตู รและวิทย
วิธีทางการสอน (Curriculum Development and Instructional Methodology)
หน่วยท่ี 1-2.พิมพค์ รั้งที่ 2 นนทบุรี : สาขาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช.
รงุ่ ทวิ า จนั ทน์วฒั นวงษ.์ (2552). เอกสารประกอบการสมั มนา แนวทางการพัฒนาหลักสูตร
ระดับช้นั เรียนทีอ่ ิงมาตรฐาน. อดุ รธานี : สานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาอดุ รธานี เขต 3.
วารีรตั น์ แกว้ อไุ ร. (2549). เอกสารคาสอน การพฒั นาหลักสตู รและการสอน. พษิ ณุโลก : ภาควชิ า
การศึกษาคณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
วิชัย วงษ์ใหญ.่ (2537). กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรและการเรยี นการสอน ภาคปฏบิ ัต.ิ
กรุงเทพมหานคร : สวุ รี ยิ าสาสน์.
. (2554). การพัฒนาหลักสตู รระดับอุดมศึกษา. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2 กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท
อาร์ แอนด์ ปริ้นท์ จากัด.
สงดั อุทรานนั ท์. (2530). ทฤษฎีหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร : ภาควชิ าบรหิ ารการศึกษา
คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
. (2532). พืน้ ฐานและการพัฒนาหลกั สูตร. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 3 กรงุ เทพมหานคร : มิตรสยาม
สมุ ติ ร คุณานุกร. (2523). หลกั สตู รและการสอน. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 4 กรงุ เทพมหานคร : ศกึ ษติ สยาม
จากัด.
อมรา เล็กเริงสนิ ธ์ุ. (2540). หลักสตู รและการจัดการมัธยมศกึ ษา. พมิ พค์ รัง้ ที่ 3 กรงุ เทพมหานคร :
ฝา่ ยเอกสารและตารา สถาบันราชภฏั สวนดสุ ิต.
Beauchamp,G.A (1981). Curriculum Thoery. 4th ed. Llinois. F.E. Peacock. Publisher.
Glatthorn A. Allan. (2004). Developing a Quality Curriculum. Waveland Press, Inc.

27

Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. 3rd ed. New York : McGraw-Hill
Book.

Marsh, Collin. and Willis, George (1995). Curriculum Alternative Approaches,
Ongoing Issues. New York : Simon & Schuster Company

McNeil, John D. (1981). Curriculum : A Comprehensive Introduction. Boston : Little,
Brown and Company.

Oliva, Peter F. (2009). Developing the Curriculum. 7th ed. Boston : Allyn and Bacon.
Posner, G.L (1992). Analyzing the Curriculum. Mc Graw – Hill. Inc
Saylor, J.G. Alexander, W.M. (1974). Planning Curriculum for School. New York :

Holt Rinehart and Winston.
. W.M. and Arthur J. Lewis. (1981). Curriculum Planning for Better
Teaching and learning. 4th ed. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Stark, J.S. and Lattuca, L.R. (2009). Shaping the College Curriculum : Academic
Plans in Action.MA : Allya and Bacon.
Taba, Hilda. (1962). Curriculum Development : Theory and Practice. New York :
Harcourt,Brace And World.
Tanner, D. and Tanner, L.N. (1980). Curriculum Development : Theory into
Practice. 2nd ed.,New York : Macmillan.
Tyler , R.W. (1949). Basic Principle of Curriculum and Instruction. Chicago :
University of Chicago Press.

แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 2
ปจั จยั พ้นื ฐานในการพัฒนาหลักสตู ร

จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม

หลังศกึ ษาบทเรยี นน้แี ลว้ นกั ศึกษาควรมีความสามารถ ดงั นี้
1. อธบิ ายปัจจยั พืน้ ฐานสาคญั ท่เี กี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสตู รได้
2. วิเคราะหป์ ัจจยั พ้นื ฐานที่มอี ิทฺธพิ ลต่อการพัฒนาหลักสตู รได้
3. วิเคราะห์ เปรียบเทียบลักษณะเด่นของปัจจัยพ้ืนฐานมีความสาคัญอย่างไรต่อ
การพฒั นาหลักสูตรได้
4. วิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา จิตวิทยา
สังคมและวัฒนธรรม การเมืองและการปกครอง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ
องค์ประกอบหลักสูตรได้
5. เสนอแนวคิดพร้อมกับยกตัวอย่างปัจจัยพ้ืนฐานท่ีส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตร
ในปจั จุบนั ได้
6. งานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ไดแ้ ละมคี วามรับผดิ ชอบตอ่ งานท่ีได้รับมอบหมาย

เน้อื หา

ปัจจัยพืน้ ฐานที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาหลักสตู ร
1. พน้ื ฐานทางดา้ นปรชั ญาการศึกษา
2. พนื้ ฐานทางดา้ นจิตวทิ ยา
3. พน้ื ฐานทางด้านสงั คมและวฒั นธรรม
4. พ้ืนฐานทางด้านการเมอื งและการปกครอง
5. พนื้ ฐานทางด้านเศรษฐกิจ
6. พน้ื ฐานทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

วิธีการสอน

1. วิธสี อน
1.1. วธิ สี อนแบบอภิปราย
1.2 วิธีสอนแบบบรรยาย
1.3 วิธสี อนแบบกลุม่ เรียนรู้

2. เทคนคิ การสอน
2.1 การใชค้ าถาม
2.2 การใช้ผังกราฟฟกิ

30
3. กจิ กรรมการเรียนการสอน

ชน้ั นา
3.1 นักศึกษาทบทวนความรู้เดิมโดยการถามตอบเกี่ยวกับความสาคัญ และ
องค์ประกอบสาคัญของหลักสูตรพร้อมแสดงความคิดเห็นว่า “แต่ละองค์ประกอบของหลักสูตรได้มา
อย่างไร”
3.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์ พร้อมนาเสนอเนื้อสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และช้ินงาน
ทีจ่ ะเกดิ ขึ้นในการเรยี นรคู้ รงั้ น้ดี ว้ ย Microsoft Power Point
ขัน้ สอน
3.3 ผู้สอนชวนนักศึกษาสนทนาเก่ียวกับการสร้างหลักสูตรที่ดีตามแนวคิดของ
นกั ศกึ ษาควรมีปจั จยั อะไรบ้างเข้ามาเก่ยี วขอ้ ง
3.4 ผู้สอนนาเสนอผังกราฟฟิกภาพรวมของปจั จยั พืน้ ฐานท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นา
หลักสตู ร ให้นกั ศึกษาเหน็ มโนมตกิ วา้ งของปัจจัยที่เกยี่ วขอ้ ง
3.5 นักศึกษาแบง่ กล่มุ ย่อยศึกษาปัจจยั พ้นื ฐานที่เกย่ี วข้องกบั การพฒั นาหลกั สูตร

พื้นฐานทางดา้ นปรัชญาการศึกษา
พื้นฐานทางด้านจติ วิทยา
พ้ืนฐานทางดา้ นสังคมและวัฒนธรรม
พื้นฐานทางดา้ นการเมืองและการปกครอง
พืน้ ฐานทางดา้ นเศรษฐกจิ
พ้ืนฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในประเด็น หลักการสาคัญ จุดมุ่งหมายของการศึกษา เน้ือหาวิชา และการจัดการเรียนการสอน
โดยศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนและสืบค้นจาก Internet เขียนลงกระดาษ โปสเตอร์
ในรูปแบบผงั กราฟฟิก หรอื ตาราง พรอ้ มยกตวั อย่างประกอบแลว้ นาเสนอกล่มุ
3.6 นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันอภิปราย วิเคราะห์ เปรียบเทียบลักษณะเด่นของ
ปัจจยั พน้ื ฐานมคี วามสาคัญอยา่ งไรต่อการพฒั นาหลักสตู ร
ข้นั สรุป
3.7 ผู้สอนนาเสนอสรุปเน้ือหาของบทเรียน ด้วย Microsoft Power Point พร้อม
ซกั ถาม
3.8 นักศึกษาวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของปัจจัยพ้ืนฐานกับองค์ประกอบ
หลักสูตรของไทเลอร์ หรือนักการศึกษาท่านอ่นื นาเสนอในรปู แบบตามทต่ี นถนัด (งานเด่ยี ว)
3.9 นักศึกษาตอบคาถามทา้ ยบท และบันทกึ การเรยี นรู้ (Learning Log)

สื่อการเรียนการสอน

1. Microsoft Power Point ปจั จัยพ้ืนฐานท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั การพัฒนาหลกั สตู ร
1.1 พน้ื ฐานทางดา้ นปรัชญาการศกึ ษา
1.2 พ้ืนฐานทางด้านจิตวิทยา
1.3 พนื้ ฐานทางดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม

31

1.4 พื้นฐานทางด้านการเมอื งและการปกครอง
1.5 พ้ืนฐานทางด้านเศรษฐกิจ
1.6 พืน้ ฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. เอกสารประกอบการสอนการพัฒนาหลักสตู ร
3. Internet และ Website ทางการศึกษา

การวดั และประเมนิ ผล

หลงั ศกึ ษาบทเรยี นนแี้ ล้ว นกั ศกึ ษาควรมีความสามารถตามวตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม ดงั น้ี

พฤตกิ รรม วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารผา่ น
1. อธบิ ายปจั จยั พ้นื ฐานสาคญั ที่
เกย่ี วข้องกับการพัฒนาหลักสูตรได้ สังเกต แบบสงั เกต พฤติกรรมการ
2. วิเคราะหป์ ัจจัยพน้ื ฐานที่มีอทิ ธฺ พิ ล การตอบ พฤติกรรม/ แสดงออกทั้งการ
ต่อการพัฒนาหลักสูตรได้ คาถาม แบบประเมนิ ตอบคาถาม /
3. วิเคราะห์ เปรยี บเทียบลักษณะเด่น และภิปราย/ ชิ้นงาน การร่วม
ของปัจจยั พ้นื ฐานมคี วามสาคัญ ตรวจช้ินงาน อภปิ ราย/การ
อย่างไรต่อการพัฒนาหลักสตู รได้ ทางานกล่มุ ผ่าน
4. วเิ คราะหเ์ ช่อื มโยงความสัมพนั ธ์ เกณฑร์ ้อยละ 80
ของปจั จยั พ้นื ฐานดา้ นปรัชญา ชนิ้ งานทีท่ า
การศกึ ษา จติ วิทยา สังคมและ สอดคล้องกับ
วัฒนธรรม การเมืองและการปกครอง วัตถุประสงค์
เศรษฐกจิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมเน้อื หา
กับองคป์ ระกอบหลักสูตรได้ เสนอความ
คิดเหน็
5. เสนอแนวคดิ พร้อมกบั ยกตัวอย่าง ตรวจช้นิ งาน / แบบประเมนิ ชดั เจน
ปัจจัยพนื้ ฐานที่สง่ ผลตอ่ การพัฒนา บันทกึ การเรยี นรู้ ชิน้ งาน สง่ งานตรงเวลา
หลักสูตรในปจั จุบันได้ (Learning Log) แบบสังเกต ผา่ นรอ้ ยละ 80
6. ทางานรว่ มกบั ผอู้ ื่นไดแ้ ละมีความ สังเกตการทางาน พฤติกรรม/
รับผิดชอบต่องานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย กลุ่ม /ตรวจ แบบประเมนิ
ช้ินงาน/บันทึกการ ช้ินงาน
เรียนรู้
(Learning Log)



บทที่ 2
ปัจจยั พื้นฐานในการพัฒนาหลกั สตู ร

การพัฒนาหลักสูตรเป็นงานท่ีมีขอบเขตกว้างขวางมาก เน่ืองจากหลักสูตรมีหลายระดับ
การทาหลักสูตรให้มีคุณภาพน้ัน ผู้พัฒนาหลักสูตรต้องศึกษาข้อมูลหลายด้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลจริง
เก่ียวกับผู้เรียน ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นข้อมูล
พื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร ฉะน้ันนักการศึกษา นักพัฒนาหลักสูตร นักวิชาการ ผู้บริหาร ครูที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรจาเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ วิจัย สภาพพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อให้
ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอท่ีจะใช้สนับสนุน อ้างอิงในการตัดสินใจดาเนินการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ได้
หลักสตู รท่ีมปี ระสิทธิภาพ สาหรับใช้ในการพฒั นาคุณภาพคนในประเทศต่อไป ในบทนนี้ าเสนอความรู้
เกยี่ วกบั ปัจจยั พืน้ ฐานในการพฒั นาหลกั สูตร ดงั นี้

ปจั จยั พ้ืนฐานทีเ่ ก่ยี วข้องกับการพัฒนาหลักสตู ร

การพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทของสังคม ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับหลักสตู ร
จาเป็นต้องศึกษา สารวจ วิจัย สภาพปัจจัยพื้นฐานด้านต่างๆ เพ่ือให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอในการ
พัฒนาให้ได้หลักสูตรทดี่ ีมีคุณภาพ ขอ้ มูลพืน้ ฐานในการพัฒนาหลกั สตู รนัน้ ผู้เขยี นได้วเิ คราะห์แนวคิด
นักศึกษาไทยและนักการศึกษาต่างประเทศ ได้แก่ สุมิตร คุณากร (2523), สงัด อุทรานันท์ (2532),
ธารง บวั ศรี (2542), บุญชม ศรสี ะอาด (2546), วิชยั วงษ์ใหญ่ (2554), ทาบา (Taba, 1962), ออสเตน
และฮันกินส์ (Ornstein and Hunkins,1993) โดยเสนอไว้ในรูปแบบตารางวิเคราะห์ปัจจัยพ้ืนฐานที่
เกีย่ วขอ้ งกับการพัฒนาหลกั สตู ร ดงั ตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 วเิ คราะห์ปัจจยั พื้นฐานทีเ่ กี่ยวข้องกบั การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคดิ นักการศึกษา

ปัจจัยพนื้ ฐานท่ีเก่ียวขอ้ งกบั
หลกั สูตร
ุส ิมตร ุคณากร
สงัด อุทรานัน ์ท
ธารง บัวศ ีร
ุบญชม ศ ีรสะอาด
วิชัย วง ์ษให ่ญ
ทาบา
ออสเตนและฮัน ิกน ์ส
รวม

พนื้ ฐานทางปรัชญา //// / 5
พื้นฐานทางสังคมและวฒั นธรรม /// // 5
พื้นฐานทางจิตวิทยา, จิตวิทยา
การเรยี นรู้ / // / 4

พื้นฐานความร้แู ละวิทยาการ / 1
พื้นฐานทางเทคโนโลยี // 2

34
ตารางท่ี 3 วเิ คราะหป์ จั จัยพืน้ ฐานที่เกี่ยวขอ้ งกับการพัฒนาหลักสตู รตามแนวคิดนักการศกึ ษา

(ต่อ)

ปจั จยั พื้นฐานทเ่ี ก่ียวข้องกับหลักสตู ร สุมิตร คุณากร
ส ังด อุทรานันท์
ธารง ับวศรี
บุญชม ศรีสะอาด
วิชัย วงษ์ให ่ญ
ทาบา
ออสเตนและฮันกินส์
รวม

พื้นฐานทางการเมือง/การปกครอง / // / 3
พืน้ ฐานเกีย่ วกบั พัฒนาการของผู้เรียน 1
พ้นื ฐานเก่ยี วกับทฤษฎกี ารเรียนรู้ / / 2
พ้ืนฐานธรรมชาติของความรู้ / / 2
ข้อมลู ท่ีได้จากนักวชิ าการแต่ละสาขา / 1
ข้อมูลได้จากสังคมของผเู้ รียน / 1
ข้อมูลได้จากการศึกษาความต้องการ
และความสนใจของผ้เู รยี น / 1

สิ่งกาหนดหลักสูตรดา้ นเปา้ หมายและ / 1
อุดมการณ์ของชาติ
ส่ิงกาหนดหลักสูตรด้านเศรษฐกิจและ 1
สงั คม /
1
สง่ิ กาหนดหลกั สตู รดา้ นวิชาการ / 1
สิ่งกาหนดหลักสตู รดา้ นเทคโนโลยี / 1
ส่งิ กาหนดหลักสตู รด้านจิตวิทยา /
สิ่งกาหนดหลักสูตรด้านคุณธรรมและ 1
จริยธรรม /

จากตารางที่ 3 พบว่าแนวคิดข้างต้นของนักการศึกษา นักพัฒนาหลักสูตรที่กล่าวถึง
ปัจจัยพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาหลักสูตรโดยความคิดหลักมีความสอดคล้องกัน ผู้เขียนจึงได้
สรุปปัจจัยหลักสาคัญไว้ 6 ประการ โดยมีรายละเอยี ด ดังนี้

1. พื้นฐานทางด้านปรชั ญาการศกึ ษา
2. พน้ื ฐานทางดา้ นจิตวิทยา
3. พื้นฐานทางดา้ นสังคมและวฒั นธรรม
4. พื้นฐานทางด้านการเมอื งและการปกครอง
5. พ้นื ฐานทางดา้ นเศรษฐกจิ
6. พืน้ ฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

35

พ้นื ฐานทางดา้ นปรัชญาการศกึ ษา

คาว่า “ปรัชญา” (Philosophy) มาจากคาศัพท์ในภาษากรีกว่า “Philosophia” แปลตาม
คาศัพท์แปลว่า Love of Wisdom หรือ ความรักท่ีมีต่อภูมิปัญญา ความหมายในเชิง “ปรัชญา”
หมายถงึ การศึกษาหาความจริงหรือแก่นแท้ของสรรพส่งิ ที่มีอยใู่ นโลกและจักรวาลอยา่ งมีระบบ (ธารง
บัวศรี, 2531) ในปัจจุบันพบว่ามีการนาเอาหลักความคิดของปรัชญา มาประยุกต์ใช้ในด้านสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ซึ่งทาให้เกิดเป็นแนวคิดใหม่ เช่น ปรัชญาการเมือง ปรัชญาเศรษฐกิจ
ปรัชญาสงั คม และปรชั ญาการศกึ ษา เป็นตน้

ปรัชญาการศึกษา (Educational Philosophy) หมายถึง แหล่งรวบรวม อุดมการณ์
อุดมคติ อันสูงสุด เป็นปัจจัยพื้นฐานท่ีส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรการสอนทั้งในอดีต ปัจจุบันและ
อนาคต การพฒั นาหลกั สตู รทกุ ระดบั ตอ้ งอาศัยปรัชญาการศึกษาหลายปรชั ญามาบูรณาการ โดยใช้
ปรัชญาการศึกษาเป็นตัวกาหนดทิศทางในการจัดการศึกษา เป็นพ้ืนฐานในการกาหนดองค์ประกอบ
สาคญั ต้งั แต่ นโยบายการบริหารการศกึ ษา เปา้ หมาย จดุ มงุ่ หมาย หลักการของหลักสูตร เน้ือหาสาระ
ความรู้ การจัดการเรียนรู้ และแนวทางในการประเมินผล (Ornstein and Hunkins, 1993 : 14 -15)
ปรชั ญาการศกึ ษาท่ีมผี ลตอ่ การพัฒนาหลักสูตร มี 5 สาขา ดงั น้ี

1. ปรัชญาการศกึ ษาสาขาสารัตถนิยม (Essentialism)
2. ปรชั ญาการศึกษาสาขานริ ันตรนิยม (Perenialism)
3. ปรัชญาการศึกษาสาขาพพิ ฒั นาการนิยม (Progressivism)
4. ปรชั ญาการศึกษาสาขาปฏริ ปู นยิ ม (Reconstructionism)
5. ปรัชญาการศึกษาสาขาอตั ถภิ าวนยิ ม (Existentialism)
1. ปรัชญาการศึกษาสาขาสารตั ถนิยม (Essentialism)

ปรัชญาการศึกษาสาขาสารัตถนิยม มีแนวคิดมาจากปรัชญา 2 กลุ่มคือ 1) จิตนิยม
(Idealism) ซ่งึ มคี วามเชอื่ ว่า จิตเปน็ สว่ นท่ีสาคัญทส่ี ดุ ในชวี ิตของคน การที่จะรแู้ ละเห็นความจริงได้ก็
ดว้ ยความคิด (Ideas) และ2) วัตถนุ ิยม (Realism) ซง่ึ มีความเช่ือในเรื่อง วตั ถุนยิ ม วัตถุในธรรมชาติท่ี
เราเห็น สัมผัส หรือมีประสบการณ์ต่อส่ิงนั้น นักปรัชญาทั้งสองกลุ่ม เช่ือว่าความรู้เป็นสิ่งที่มีคณุ คา่
มีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคม ดังนั้นเยาวชนในสังคมจึงควรต้องได้รับการ
ถ่ายทอดเนือ้ หาวชิ า ค่านยิ ม วัฒนธรรม ความเชอ่ื ตลอดจนอุดมการณข์ องสังคมทไี่ ดร้ ับการกลน่ั กรอง
มาดีแล้วหรือเป็นวิทยาการท่ีได้รับยกย่องในอดีตว่าเป็นวิทยาการชั้นสูง โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา
มีหน้าท่ีอนุรักษ์วัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบในการถ่ายทอดหลักการและมาตรฐานของ
วฒั นธรรมใหแ้ กค่ นรุ่นหลังให้มีความรู้ ทง้ั นเ้ี พอ่ื เปน็ การเตรยี มชวี ิต โดยมีนกั การศึกษาไทยได้แก่ ธารง
บัวศรี (2531), รุจิร์ ภู่สาระ (2545), สุวรรณา รัตนธรรมเมธี (2554), อภิภา ปรัชญาพฤทธ์ิ (2555)
และ ชัยวัฒน์ สทุ ธิรตั น์ ,(2556) ไดเ้ สนอแนวคิดไวส้ อดคล้องเปน็ ไปในแนวทางเดยี วกัน ดังน้ี

1.1 หลักการจดั การศกึ ษา
ปรัชญาการศึกษาสาขาสารัตถนยิ ม มหี ลักการสาคัญ 4 ประการ ดงั นี้

36
1.1.1 การศึกษาถือว่าการเรยี นรู้ คือการทางานหนักและนาไปประยกุ ต์ใช้ได้
(Hard Work and Application)
1.1.2 การศึกษาอยู่ทีค่ รูมากกว่าอยูท่ ี่ผูเ้ รยี น
1.1.3 การศึกษาตอ้ งมหี ลกั สูตรการเรียนการสอนชดั เจน เป็นระบบ
1.1.4 การจัดศึกษาโรงเรียนควรยึดหลักอบรมจิตใจให้มีระเบียบวินัยที่จะ
ก่อให้เกิดการเรียนร้แู ละสติปัญญา
1.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษา เป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและค่านิยมให้
คงไวซ้ ึง่ สรุปจดุ ม่งุ หมายดังนี้
1.2.1 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อให้ส่ิงท่ีเป็นเนื้อหาสาระ ( Essential
Subject Matter) อันไดจ้ ากมรดกทางวฒั นธรรม
1.2.2 เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือการเรียนรู้ในเรื่องของความเช่ือ ทัศนคติ
และค่านยิ มของสังคมในอดตี
1.2.3 เปน็ การจัดการศึกษาเพื่อธารงรักษาสิง่ ตา่ ง ๆ ในอดีตไว้
1.3 เน้อื หาวชิ า เนือ้ หาเน้นเกี่ยวกับสาระ ความร้พู น้ื ฐาน เชน่ ภาษา ประวัตศิ าสตร์
คานวณ ศิลปะ ค่านิยม วัฒนธรรมของสังคมที่ควรรักษาไว้ และความรู้พ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติ เป็นต้น
1.4 การจดั การเรียนการสอน เนน้ การถา่ ยทอดความรู้พืน้ ฐานสูผ่ ูเ้ รยี นอยา่ งเป็น
ระบบ การเรียนรู้ของผู้เรียนข้ึนอยู่กับครูเป็นสาคัญ ครูเป็นผู้ท่ีรู้เน้ือหาท่ีถูกต้องท่ีสุด วิธีการเรียน
การสอนจงึ เนน้ การสอนแบบบรรยายเป็นหลัก
ผู้เรียนจะต้องเช่ือฟังคาสั่งสอนของครูหรือผู้ใหญ่ ผู้เรียนเป็นผู้รับฟังและทา
ความเขา้ ใจในเนื้อหาวชิ า ผเู้ รียนไมจ่ าเปน็ ต้องมคี วามคิดริเร่มิ คอยรับฟงั และจดจาไว้เทา่ นน้ั
1.5 หลักสตู รตามปรัชญาการศึกษาสาขาสารัตถนิยม เป็นหลกั สูตรแบบรายวชิ า
(Subject Curriculum) ยึดเน้ือหาวิชาท่ีเห็นว่า “เป็นส่ิงท่ีจาเป็นและสารัตถะ” ได้แก่ ภาษา
คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ วรรณคดี ศาสนา เปน็ ต้น
2. ปรัชญาการศึกษาสาขานิรนั ตรนยิ ม (Perenialism)
ปรัชญาการศึกษาลัทธินิรันตรนิยม เป็นปรัชญาการศึกษาท่ีสะท้อนแนวคิดทาง
การศึกษาในยุคเริ่มแรก มีแนวคิดมาจากปรัชญากลุ่มสัจจนิยม (Realism) เน้นความรู้เกี่ยวกับ
หลักการ ความจริง ความดี และความงามที่ได้รับยกย่องในอดีตว่าเป็นวิทยาการชั้นสูง นักปรัชญา
การศึกษามีความเช่ือว่า มนุษย์มีความสามารถใช้เหตุผลตัดสิน แยกแยะสิ่งต่างๆได้ และเช่ือว่า
ธรรมชาติของมนุษย์มีพลังธรรมชาติอยู่ในตัว พลังในท่ีนี้คือสติปัญญา การจัดการศึกษาควรพัฒนา
คุณสมบัติเชิงสติปัญญาและเหตุผลในตัวมนุษย์ การศึกษาจาเป็นต้องฝึกฝนอบรมให้ผู้เรียนเป็นผู้นา
ทางปัญญา ความสามารถในการใช้เหตุผลมากกว่าจะเน้นเรื่องการถ่ายทอดวัฒนธรรมในสังคม ท้ังน้ี
เพ่ือให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ และเป็นการเตรียมตัวเพ่ือชีวิตข้างหน้า โดยมีนักการศึกษาไทยได้แก่
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2523), ธารง บัวศรี (2531), รุจิร์ ภู่สาระ (2545), สุวรรณา รัตนธรรมเมธี
(2554), อภิภา ปรัชญาพฤทธิ์ (2555) และ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2556 ) ได้เสนอแนวคิดไว้สอดคล้อง
กันดงั นี้

37
2.1 หลกั การจดั การศกึ ษา

ปรัชญาการศึกษาสาขาสานิรนั ตรนยิ ม มหี ลกั การสาคัญ 4 ประการ
2.1.1 การศึกษาควรเป็นแบบอย่างเดียวกันสาหรับทุกคน แม้ว่าในสภาพ
แวดล้อมทีแ่ ตกต่างกันออกไป แตธ่ รรมชาติของมนุษยย์ อ่ มจะเหมือนกันในทุกแหง่ หน
2.1.2 การศึกษาทาหน้าท่ีเป็นการแสวงหาและการนามาซ่ึงความจริงอันเป็น
นิรนั ดร
2.1.3 การศึกษาเป็นการเตรียมตัวเพ่ือชีวติ
2.1.4 การศึกษาต้องให้ผู้เรียนได้เรียนรวู้ ชิ าพื้นฐานบางวิชา เพ่ือให้เข้าใจและ
คนุ้ เคยกบั สิง่ ทคี่ งทนถาวรของโลก
2.2 จุดมงุ่ หมายของการศึกษา ปรชั ญาสาขานีม้ ีจดุ ม่งุ หมายในการสรา้ งคนท่ีสมบูรณ์
ดงั น้ี
2.2.1 เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือให้ผู้เรียนรู้จักและทาความเข้าใจกับตนเอง
มากทีส่ ุด โดยเฉพาะในเรือ่ งของเหตุผลและสตปิ ัญญา
2.2.2 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสติปัญญาและเหตุผลในตัวมนุษย์ให้ดี
ข้ึนสูงขนึ้ สมบูรณ์ข้นึ เพื่อความเป็นคนท่ีสมบรู ณ์
2.3 เนื้อหาวิชา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ศิลปะภาษา ประกอบด้วย ไวยากรณ์
วาทศิลป์ ตรรกศาสตร์ และ 2) ศิลปะทางคานวณ ซ่ึงประกอบด้วย เลขคณิต เรขาคณิต ดาราศาสตร์
และดนตรี เน้ือหาวิชาตามปรัชญานี้เป็นเนื้อหาเช่นเดียวกับพวกสารัตถนิยมแต่แตกต่างกันตรงท่ี
สารัตนิยมน้ันเน้นเพื่อการเรียนรู้ เข้าใจในฐานะเป็นมรดกของสังคมแต่ละพวกนิรันตรนิยมถือว่า
เนอ้ื หาเปน็ เครือ่ งมือท่นี าไปสคู่ วามสามารถทางปัญญา
2.4 การจัดการเรียนการสอน วิธีการสอนท่ีสาคัญเนน้ การสง่ เสริมการใช้เหตุผลและ
สติปญั ญา เปน็ หลกั สาคญั วธิ กี ารสอนเน้นการบรรยาย การอภิปราย ถกเถียง ใช้เหตุผลและสติปญั ญา
โต้แย้งกันครูเป็นผู้นาในการอภิปราย ต้ังประเด็นและย่ัวยุให้มีการอภิปราย ดังน้ันครูต้องเป็นผู้ใฝ่รู้
ใฝ่เรยี นอยเู่ สมอ เข้าใจเนอ้ื หาวชิ าทสี่ อนอยา่ งถกู ต้องชดั เจน เปน็ แบบอยา่ งในการประพฤติปฏิบตั ิทด่ี ี
ผู้เรียนโดยธรรมชาติเป็นผู้มีเหตุผล มีสติ มีศักยภาพในตัวเอง สามารถพัฒนา
ไปสู่ความมีเหตุผล ถือว่าผู้เรียนมีความสนใจใคร่เรียนรู้ การเรียนการสอนจึงต้องพัฒนาส่ิงที่ผู้เรียนมี
อยู่อย่างเต็มที่ โดยมุ่งพัฒนาเป็นรายบุคคลฝึกฝนคุณสมบัติที่มีอยู่ โดยการสอนและการแนะนา
ของครู ผเู้ รียนทุกคนมีโอกาสเรียนเท่าเทียมกนั หมด
2.5 หลักสูตรตามปรัชญาการศึกษาลัทธินิรันตรนิยม เป็นหลักสูตรแบบสัมพันธ์วิชา
(Correlated Curriculum) เนน้ วิชาทีช่ ว่ ยพัฒนาความสามารถในการหาเหตุผล
3. ปรัชญาการศกึ ษาสาขาพพิ ฒั นาการนยิ ม (Progressivism)
ปรัชญาการศึกษาสาขาพิพัฒนาการนิยม มีแนวคิดมาจากปรัชญากลุ่มปฏิบัตินิยม
(Pragmatism) เชื่อว่าโลกนี้มีการเปล่ียนแปลง ไม่มีความจริงที่เป็นสากล บุคคลสามารถแสวงหา
ความรู้ได้จากประสบการณ์ ประสบการณ์จะนาไปสู่ความรู้ และความรู้เป็นกระบวนการท่ีต่อเนื่อง
ถือว่าโรงเรยี นเป็นเครือ่ งมือของสงั คม ทาหน้าทเ่ี ป็นแบบจาลองสังคมทีด่ ีงามของชวี ิต เปา้ หมายสาคัญ
ของการศึกษาคือ การสร้างความก้าวหน้าให้แก่ผู้เรียน เป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลไปตลอดชีวิต

38
ไม่ใช่การเตรียมเพ่ือชีวิต แต่เป็นการเตรียมมนุษย์ท่ีสมบูรณ์มีพัฒนาการทุกด้าน นักการศึกษา
ที่สนับสนุนการจัดการศึกษาตามปรัชญาการศึกษานี้คือ จอห์น ดิวอ้ี (John Dewey), วิลเล่ียม
คิลแพรทริค (William Kilpatrick) และ จอห์น ชายด์ (John Child) เป็นบุคคลสาคัญในกลมุ่ น้ี โดยมี
นักการศึกษาไทย ได้แก่ เมธี ปลนั ธนานนท (2523), ไพฑูรย์ สินลารัตน, (2523), ธารง บวั ศรี (2531),
รุจิร์ ภู่สาระ (2545), สุวรรณา รัตนธรรมเมธี (2554), อภิภา ปรัชญาพฤทธิ์ (2555) และ ชัยวัฒน์
สุทธริ ัตน์ (2556 ) ได้เสนอแนวคดิ ไวส้ อดคล้องในแนวทางเดยี วกันดังน้ี

3.1 หลกั การจัดการศกึ ษา
ปรัชญาการศกึ ษาสาขาพิพัฒนาการนิยม มีหลกั การสาคัญ 6 ประการ
3.1.1 การศึกษาคอื ชีวติ ไม่ใชเ่ ป็นการเตรียมตัวเพ่อื ชวี ิต
3.1.2 การศึกษาเน้นการเรียนในสิ่งท่ีมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสนใจ

ของผเู้ รียน
3.1.3 การศกึ ษาเน้นการเรียนรจู้ ากวธิ แี กป้ ัญหามากกวา่ การเรียนร้จู ากการวิธี

ท่องจาเน้อื หาวชิ า
3.1.4 การศึกษาเน้นบทบาทหน้าท่ีของครูเป็นเพียงผู้ทาหน้าที่ให้คาแนะนา

และคาปรึกษา
3.1.5 การศึกษาถือว่าโรงเรียนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความร่วมมือ ไม่ใช่

สง่ เสริมให้เกดิ การแขง่ ขัน
3.1.6 การศึกษาจึงเป็นวิถีทางแบบประชาธปิ ไตย สาหรับการพัฒนา ส่งเสรมิ

ให้เกิดความสมั พนั ธ์กบั แนวทางความคดิ และบุคลกิ ภาพอยา่ งเสรีของผ้เู รยี น
3.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษา ปรัชญาสาขาน้ีมีจุดมุ่งหมายในการสร้างคนให้เป็น

มนุษยท์ สี่ มบรู ณ์ ดังนี้
3.2.1 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนทุกด้าน ท้ังทางด้าน

รา่ งกาย อารมณ์ สงั คม อาชพี และสติปัญญา
3.2.2 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถดารงชีวิตและปรับตัวได้ใน

สภาพหรือบรบิ ทของสงั คม ชุมชนน้ันๆ อย่ไู ดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
3.2.3 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาตามศักยภาพ ความสนใจ ความถนัด

และลกั ษณะพเิ ศษของผ้เู รียน
3.3 เน้ือหาวิชา เนือ้ หาวิชาท่ีจัดในหลักสูตรจะต้องสัมพันธ์สอดคล้องกับชีวติ ประจาวัน

และสภาพสังคมของผู้เรียน ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย และส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและ
สังคม สาหรับสามารถใช้ในการปรับตวั เข้ากบั สังคมได้อย่างมีความสุข เนอ้ื หาวิชาทีค่ วรจัดกค็ ือ สังคม
ศกึ ษา การใช้ภาษา วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ และเนื้อหาทเ่ี ก่ยี วกับสภาพและปญั หาตา่ งๆ ของสงั คม

3.4 การจัดการเรียนการสอน เป็นจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
(Child Center Approach) เป็นการเรียนท่ีเน้นการปฏิบัติ (Learning by Doing) จัดกิจกรรมต้อง
เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับความต้องการ ความสามารถของผู้เรียน เปน็ กจิ กรรมที่กระตุ้นและสง่ เสริม
ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ตามที่ต้องการ รวมถึงการจัดสภาพห้องเรียนและ

39
บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ท้ังนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสารถในการแก้ปัญหาในบทเรียน และ
สามารถนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ผู้เรียน

ปรัชญาน้ีให้ความสาคัญแก่ผู้เรียนมาก ถือว่าผู้เรียน โดยธรรมชาติมีความ
กระตือรือร้นในการท่ีจะสืบเสาะแสวงหาประสบการณ์และพร้อมที่จะรับประสบการณ์โดยการลงมือ
กระทาด้วยตนเอง (Learning by Doing) ผู้เรยี นควรมีอิสระในการเลอื กตัดสินใจตามความถนดั ความ
สนใจและความสามารถของผเู้ รียน

3.5 หลักสูตรตามปรัชญาการศึกษาสาขาพิพัฒนาการนิยม เป็นหลักสูตรกิจกรรม
หรือหลักสูตรประสบการณ์ (Experience or Activity Curriculum) เน้ือหาวิชาที่บรรจุในหลักสูตร
มีลักษณะที่ เน้นการคิดแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความเฉลียวฉลาด และเสริมสร้าง
ประสบการณท์ างสงั คม วชิ าที่จัดใหเ้ รียน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศกึ ษา ภาษา เป็นต้น
ทง้ั นีต้ อ้ งพิจารณาจากความต้องการของผเู้ รียนและสงั คมควบคู่ไปดว้ ย

4. ปรชั ญาการศึกษาสาขาปฏริ ูปนยิ ม (Reconstructionism)
ปรัชญาการศึกษาลัทธิปฏิรูปนิยม มีแนวคิดมาจากปรัชญากลุ่มปฏิบัตินิยม

คล้ายปรัชญาพิพัฒนาการนิยม หากมีความแตกต่างที่เป้าหมายการจัดการศึกษามุ่งเน้นให้เกิดความ
ตระหนักในสังคม มีความรู้ความสามารถในการออกไปปฏิรูปสังคมได้ การศึกษาจึงมีหน้าท่ีส่งเสริม
การปฏิรูปสังคม หรือเป็นเคร่ืองมือสาหรับเปลี่ยนแปลงสังคม กาหนดวิถีทางของสังคม การศึกษา
จะตอ้ งนาสังคม ฉะน้ันการศึกษาต้องทาให้ผู้เรยี นเข้าใจและมุ่งมั่นที่เป็นสมาชิกของสงั คม สรา้ งสงั คม
อุดมคติ และสามารถปฏิรูปสังคมให้ดีข้ึน โดยนักการศึกษาไทยและนักศึกษาต่างประเทศได้แก่
ไพฑรู ย์ สนิ ลารัตน (2523), ธารง บัวศรี (2531), รุจิร์ ภ่สู าระ (2545), สวุ รรณา รัตนธรรมเมธี (2554),
อภิภา ปรัชญาพฤทธิ์ (2555), ชัยวฒั น์ สุทธริ ัตน์ (2556) และ Kneller (1971) ไดเ้ สนอแนวคดิ ไวด้ ังนี้

4.1 หลกั การจดั การศกึ ษา
ปรัชญาการศกึ ษาสาขาปฏริ ูปนยิ ม มีหลกั การสาคัญ 3 ประการ
4.1.1 การศึกษาทาหน้าที่สร้างสรรค์ระบบสังคมใหม่ ให้สอดคล้องกับภาวะ

ทางเศรษฐกจิ และสังคมของโลกในยุคใหม่ สอดคลอ้ งกบั คุณคา่ ขนั้ พนื้ ฐานของวัฒนธรรมเดมิ
4.1.2 การศกึ ษาทาหนา้ ทสี่ ร้างสังคมประชาธปิ ไตยอยา่ งแทจ้ ริง
4.1.3 การศึกษาเน้นให้ผู้เรียนมองเห็นความถูกต้องและความจาเป็นที่จะ

สรา้ งสรรคส์ งั คมใหม่
4.2 จดุ มุง่ หมายของการศึกษา
4.2.1 เป็นการจัดการศกึ ษาเพื่อช่วยแกป้ ญั หาของสังคมทเี่ ปน็ อยู่
4.2.2 เป็นการจดั การศกึ ษาเพอื่ สง่ เสริมพัฒนาสังคมโดยตรง
4.2.3 เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างระเบียบใหม่ของสังคมจากพ้ืนฐานเดิม

ทม่ี อี ยู่และจะตอ้ งอย่บู นรากฐานของประชาธปิ ไตย
4.2.5 เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือให้ผู้เรียนเห็นความสาคัญของสังคมควบคู่ไป

กบั ตนเอง

40
4.3 เนื้อหาวิชา เนือ้ หาวิชาจะเกีย่ วกับสภาพและปัญหาของสังคมเป็นสว่ นใหญ่ซึ่งจะ
เน้นในวิชาสังคมศึกษา นอกจากนั้นก็จะเน้นเน้ือหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา มนุษยสัมพันธ์
และวิชาทเี่ กย่ี วกบั เทคนคิ และวธิ ีการตา่ งๆ
4.4 การจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem Based Learning) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เทคนิควิธีการเรียนรู้ท่ีหลากหลายเพื่อ
ส่งเสริมความสามารถในการวางแผน การคาดคะเน การกาหนดแนวทางที่จะรับมือกับเหตุการณ์
ข้างหนา้ ได้ ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนทกุ คนมสี ว่ นรว่ มวางแผนในการแก้ปัญหา และเห็นความจาเป็นทจี่ ะต้อง
สร้างสรรค์สงั คมขนึ้ มาใหม่ ตามวิถที างแหง่ ประชาธิปไตย

ปรัชญาน้เี ชื่อวา่ ผู้เรียนคอื ผู้ทม่ี สี ่วนในการปฏิรูปสังคมให้ดีขน้ึ ผเู้ รยี นจึงควรถูก
ปลูกฝังให้ตระหนักในปัญหาสังคม เรียนรู้วิธีการทางานร่วมกัน ร่วมหาข้อสรุปและตัดสินใจเลือก
แนวทาง วธิ ีการในการแกป้ ัญหาสังคม

4.5 หลักสูตรตามปรัชญาการศึกษาสาขาปฏิรูปนิยม เป็นหลักสูตรที่เน้นชีวิตและ
สังคม (Social Process and Life Function Curriculum) เน้ือหาของหลักสูตรเน้นความรู้ท่ีมี
ความสัมพันธ์กับปัญหาสังคมที่มีแนวโน้มท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบันและในอนาคต รวมท้ังกระบวนการทาง
สังคมและการเปลี่ยนแปลงสังคม ครอบคลุมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเสมอภาคและ
อนาคตของสังคม รวมถึงทักษะท่ีจาเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมโลกอย่างสันติ ได้แก่ รายวิชา
การเรียนรรู้ ะบบของสงั คม การเมือง เศรษฐกิจ การตดิ ต่อส่อื สาร ศิลปะในชีวติ ประจาวนั ระบบนิเวศ
และปัญหาของโลก (Ornstein and Hunkins,1993 ) ฉะน้ันสรุปได้ว่าทุกวิชาท่ีปรากฏในหลักสูตร
จะต้องให้มสี ว่ นเกี่ยวขอ้ งกบั การพัฒนาสงั คมเสมอ

5. ปรัชญาการศกึ ษาสาขาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism)
ปรัชญาอัตถิภาวะนิยมเป็นกลุ่มแนวคิดปรัชญาใหม่ มีความเช่ือว่าธรรมชาติของคน

และสภาพแวดล้อมทางสังคมเป็นส่ิงท่ีไม่ตายตัว ทุกส่ิงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปรัชญาน้ีจึงเน้นถึง
การดาเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นการที่มนุษย์จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ต้องปรับตัวได้ตาม
สภาพสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไป นอกจากนั้นยังเน้นถึงความมีอิสระของบุคคลท่ีจะเลอื กกาหนดชีวิตของ
ตนเองได้ การจัดการศึกษาจึงมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตนเอง แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมี
อิสรภาพในการเลือกส่ิงที่เรียนด้วยตนเอง และต้องรับผิดชอบในการกระทาของตนเอง (ไพฑูรย์
สินลารัตน 2523, ธารง บัวศรี 2531, รุจิร์ ภู่สาระ 2545, สุวรรณา รัตนธรรมเมธี 2554, อภิภา
ปรชั ญาพฤทธิ์ 2555, ชยั วฒั น์ สทุ ธริ ัตน์ 2556, เนลเลอร์,(Kneller, 1971))

5.1 หลกั การจัดการศึกษา
5.1.1 การศึกษาทาหน้าที่ส่งเสริมความเป็นอิสระและเสรีภาพในตัวผู้เรียนใน

การเรยี นรู้ รวมถึงการดาเนนิ ชีวิต
5.1.2 การศึกษาจะต้องเกิดจากความต้องการและความสนใจของผู้เรียนโดย

ปราศจากการบังคับ
5.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษา ปรัชญาสาขานี้มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาความเป็น

เอกัตบุคคลของแตล่ ะคน ดงั น้ี

41

5.2.1 เปน็ การจดั การศกึ ษาเป็นไปเพ่ือดารงชวี ิตในปัจจบุ ันเทา่ นนั้ เพือ่ ผเู้ รียน
ไดก้ ารพฒั นาตนเอง และความรบั ผดิ ชอบในการเรยี นรู้

5.2.2 เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียนมีอิสรภาพ เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนเลือกเองอย่างอิสระเสรี และมีความเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตตนเองและรับผิดชอบ
ในการกระทาของตน

5.2.3 เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือกระตุ้นให้ผูเ้ รียนได้มีความเจริญงอกงามในแง่
ของการมอี ิสระ มคี วามคิดสร้างสรรค์

5.3 เน้ือหาวิชา เนื้อหาวิชาเป็นไปตามความสนใจของผู้เรียน เน้ือหาประกอบด้วย
ทุกสาขาวิชาท่ีช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และโดยเฉพาะเข้าใจตนเอง เช่น
วชิ าประวตั ิศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญาและศลิ ปะ

5.4 การจัดการเรยี นการสอน เน้นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเอง มงุ่ สง่ เสริม
ใหผ้ เู้ รียนพัฒนาตนเอง รูจ้ กั ปัญหาและไดฝ้ ึกฝนกระทาในสิ่งที่จะต้องออกไปเผชิญในชีวิตจริง ครจู ะให้
อิสรภาพผู้เรียนมากที่สดุ การสอนมีความยดื หยนุ่ ชนั้ เรยี นจะมหี รือไม่มกี ไ็ ด้

ตามปรัชญานี้ผู้เรียนเป็นผู้ที่สาคัญที่สุดในกระบวนการศึกษาเช่ือว่าผู้เรียนเป็น
ผู้ที่มีความคิด เป็นผู้ท่ีเลือกแนวทางที่จะพัฒนาตนเองด้วยตนเอง เพ่ือผู้เรียนจะรู้จักตนเองเข้าใจ
ตนเอง แตท่ ้งั น้จี ะตอ้ งมวี ินยั ในตนเอง รบั ผิดชอบตอ่ การกระทาและผลทีเ่ กิดขนึ้

5.5 หลักสูตรตามปรัชญาการศึกษาสาขาอัตถิภาวะนิยม เน้นสาขามนุษยศาสตร์
ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี และปรัชญา เนื่องจากวิชาดังกล่าวสามารถทาให้มีความเข้าใจมนุษย์
ลึกซึ้ง หลักสูตรไม่กาหนดขอบข่ายเนื้อหาท่ีตายตัว และถือว่าไม่มีวิชาใดมีความสาคัญมากกว่าวิชาใด
ทกุ วชิ ามคี วามเหมาะสมเทา่ เทยี มกนั ทงั้ น้ขี ึน้ อยกู่ ับความสนใจและความตอ้ งการของผู้เรียน

จากปรัชญาการศึกษาทั้ง 5 สาขา สุวรรณา รัตนธรรมเมธี (2554 : 84 ) ได้ให้ข้อสังเกตแต่
ละปรัชญาวา่ มคี วามเหมอื น ความต่าง ความสอดคล้อง ดงั ตารางท่ี 4
ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบลักษณะสาคัญของแตล่ ะปรชั ญาการศกึ ษาต่อการพัฒนาหลักสตู ร

ปรัชญาการศึกษาสาขา ปฏิรปู นิยม อัตถภิ าวนยิ ม
สารตั ถนยิ ม นิรันตรนิยม พิพฒั นาการนยิ ม
(Essentialism) (Perenialism) (Progressivism) (Reconstructionism) (Existentialism)

1. กระบวนการ 1. ความศรัทธา 1. ประสบการณ์ 1. การจัดการเรียนการ 1. เน้นความมี
เรียนรูผ้ ่านจติ เป็นหลกั ของมนษุ ย์เป็น สอนใหม้ ุ่งไปท่ีการ อสิ รเสรีภาพ
โดยใช้ ญาณและ เบอ้ื งต้นของ พ้ืนฐานของ สร้างการบูรณาการ อยา่ งสมบรู ณ์
แรงบนั ดาลใจ ความมเี หตผุ ล ความรู้ สว่ นร่วมแกผ่ เู้ รียน ของผ้เู รียน
2. จิตผู้เรียน ของมนุษย์ และ 2. เชือ่ ว่า 2. การเรยี นการสอน 2. การจัดการ
พัฒนามากขน้ึ เปน็ ท่มี าของ สภาพการณ์ของ เนน้ การทางานกลมุ่ เรยี นการสอน
เทา่ ไรจะทาให้ ความรู้ สิ่งต่างๆในโลกน้ี 3. การจดั การเรียนการ เนน้ ความ
กาลัง สอนตอ้ งสอดคล้องกับ แตกต่างระหวา่ ง

42

ตารางท่ี 4 การเปรยี บเทียบลักษณะสาคญั ของแตล่ ะปรัชญาการศึกษาตอ่ การพฒั นาหลกั สูตร
(ตอ่ )

ปรัชญาการศึกษาสาขา
สารตั ถนิยม นิรันตรนิยม พพิ ัฒนาการนิยม ปฏริ ปู นยิ ม อัตถภิ าวนิยม
(Essentialism) (Perenialism) (Progressivism) (Reconstructionism) (Existentialism)

จติ สมบรู ณ์ 2. กระบวนการ เปล่ียนแปลง หลักพฤติกรรมศาสตร์ บุคคล
มากข้ึน เรยี นรูอ้ าศัยการ 3. การเรียนรู้ 4. การจัดการศึกษามุง่
3. เน้นปรมิ าณ ขู่บงั คบั ไม เน้นการมสี ว่ น สรา้ งสังคมใหม่
ความรูเ้ ป็น เสรมิ ความเป็น ร่วมในการคิด (เน้นมสี ่วนรว่ มในการ
สาคัญ ประชาธปิ ไตย 4. โรงเรียนเป็น แกป้ ญั หาและการสรา้ ง
4. การจัดการ 3. การอา่ น สถาบนั ทาง สงั คม)
ศกึ ษาเพื่อ เขยี น คดิ เลข จึง สงั คมและเปน็
เตรยี มการ มคี วามสาคญั สถาบนั ต้นแบบ
ดารงชวี ิต ระดับ ของ
ประถมศึกษา ประชาธปิ ไตย
4. การจัดการ (เนน้ การปรับตัว
ศกึ ษาเพ่ือเตรยี ม สามารถอยูร่ อด
เด็กให้เปน็ ผ้ใู หญ่ ในสงั คมท่ี
ทีดีในอนาคต เปลย่ี นแปลง)
(เน้นการคิด การ
ใชเ้ หตุผล)

กลา่ วโดยสรุป ปรัชญาการศกึ ษาทั้ง 5 สาขา เป็นปัจจัยพน้ื ฐานสาคัญทนี่ ักการศึกษา นักพฒั นา
หลักสูตรนามาพิจารณากาหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตร ดังนั้นการศึกษาพ้ืนฐานทางปรัชญา
และทาความเข้าใจท่ีมา หลกั การ แนวคิดการจดั การศึกษาของแต่ละปรชั ญาอย่างถ่องแท้มากขึน้ จะทาให้
ทราบว่าปรัชญาการศึกษาแต่ละกลุ่มมีแนวคิดและจุดแข็งจุดอ่อนที่แตกต่างกัน เช่น ปรัชญาสารัตถนิยม
เน้นว่าการจัดการศึกษาเป็นการเตรียมเพ่ือการดาเนินชีวิต ปรัชญานิรันตรนิยม การจัดการศึกษาเพื่อ
เตรียมเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ท่ีดีในอนาคตจึงเน้นการคิด การใช้เหตุผลเป็นสาคัญ ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม มี
แนวคิดในการจัดการศึกษาเน้นท่ีการปรับตัวสามารถอยู่รอดในสังคมที่เปล่ียนแปลง ปรัชญาปฏิรูปนิยม
เสนอแนวคิดการจัดการศึกษามุ่งสร้างสังคมใหม่ เน้นมีส่วนร่วมในแก้ปัญหาและการสร้างสังคม และ
ปรัชญาอัตถิภาวะนิยม การจัดการศึกษาเน้นท่ีการพัฒนาความเป็นเอกกัตบุคคลของแต่ละคนใน
การพัฒนาตนเอง และความรับผิดชอบของผู้เรียน การเรียนรเู้ ป็นไปเพ่ือดารงชวี ติ ในปัจจุบันเท่าน้ัน ฉะน้ัน
ปรัชญาการศึกษาจึงเป็นปัจจัยที่นามากาหนดองค์ประกอบสาคัญของหลักสูตร คือ การกาหนด
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร เมื่อมีความชัดเจน เรื่องวัตถุประสงค์แล้วการกาหนดองค์ประกอบอ่ืนๆ ก็จะ
ง่ายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในการพัฒนาหลักสูตรแต่ละคร้ังไม่ได้ยึดปรัชญาการศึกษาใดโดยเฉพาะ

43

แตจ่ ะเนน้ การผสมผสานแนวคิดของแต่ละปรชั ญาการศึกษา เพ่อื นาไปใชป้ ฏิบัติให้สอดคล้องกับบรบิ ทของ
การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื งการปกครอง

พ้นื ฐานทางดา้ นจิตวทิ ยา

การพัฒนาหลักสูตรจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนาปัจจัยด้านจิตวิทยาเข้ามาเป็น
ตัวกากับในการกาหนดองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งน้ีโดยความเชื่อว่าหลักสูตรเป็นตัวกาหนด
ทิศทาง แนวทางสาหรับใช้ในการจดั การศึกษาให้แก่คนในสังคมเพ่ือพัฒนาให้เขาเป็นมนุษย์ทีส่ มบรู ณ์
การรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ ท้ังด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาจะช่วย
ให้การออกแบบและพัฒนาหลักสูตรมีความสอดคล้องเหมาะสมกับท่ีจะนาไปพัฒนาความเป็นมนุษย์
ใหส้ มบรู ณไ์ ด้

จิตวิทยาเป็นพื้นฐานสาคัญประการหน่ึงของการพัฒนาหลักสูตร ทั้งน้ีเพราะจิตวิทยา
ชว่ ยใหน้ กั พัฒนาหลกั สตู รมีความเขา้ ใจเกี่ยวกบั กระบวนการจดั การเรยี นการสอน จติ วิทยาท่เี กี่ยวข้อง
กบั การศกึ ษามีหลายสาขา ผ้เู ขียนไดว้ เิ คราะหป์ จั จัยพ้ืนฐานทางด้านจิตวทิ ยาที่เก่ียวข้องกับการพัฒนา
หลักสูตร จากแนวคิดนักการศึกษา นักจิตวิทยา ได้แก่ ธารง บัวศรี (2531), วิชัย ดิสสระ (2535),
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2538), รุจิร์ ภู่สาระ (2545), บุญชม ศรีสะอาด (2546), วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554)
และ สวุ รรณา รตั นธรรมเมธี (2554) นาเสนอการวิเคราะห์ดงั ตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5 วเิ คราะหป์ ัจจัยพน้ื ฐานทางดา้ นจิตวทิ ยาทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การพัฒนาหลกั สูตร

ปัจจัยพ้ืนฐานทางด้านจิตวิทยาท่ีเก่ียวข้อง ธารง บัวศรี
กับหลกั สตู ร วิชัย ดิสสระ
พรร ีณ ชูทัย เจนจิต
ุรจิ ์ร ูภ่สาระ
บุญชม ศ ีรสะอา
ิวชัย วง ์ษใหญ่
สุวรรณา ัรตนธรรมเมธี
รวม

จิตวิทยากลมุ่ พฤตกิ รรมนิยม /// 3
จิตวทิ ยากลุ่มปญั ญานิยม / // 3
จิตวิทยากลมุ่ มนุษยนิยม // 2
จติ วทิ ยากลมุ่ โครงสรา้ งจิต 1
จิตวทิ ยากลุ่มหน้าทข่ี องจติ / 1
จิตวิทยากลุ่มจติ วิเคราะห์ / 1
จิตวิทยาพัฒนาการ / 4
จิตวทิ ยาการเรยี นรู้ //// 3
จติ วทิ ยาบุคลกิ ภาพ /// 2
จติ วิทยาสงั คม // 2
จิตวทิ ยาพฒั นาการดา้ นศีลธรรมและ //
จรยิ ธรรม 1
/

44

จากตารางที่ 5 สรุปได้ว่านักการศึกษาหลายท่านที่กล่าวถึงปัจจัยทางจติ วทิ ยามีบทบาทตอ่
การพัฒนาหลักสูตรมีมุมมองท่ีคล้ายกัน ทั้งน้ีเน่ืองจากจิตวิทยาที่เก่ียวข้องกับการศึกษามีหลายสาขา
แต่ในบทน้ี ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง จิตวิทยาสาขาที่มีความสาคัญเก่ียวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร
มากทส่ี ดุ คอื

1. จติ วทิ ยาพฒั นาการ (Developmental Psychology)
1.1 ทฤษฎีพฒั นาการทางปัญญาของเพยี เจต์ (Piaget)
1.2 ทฤษฎพี ัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Kohlberg

2. จติ วิทยาการเรยี นรู้ (Psychology of Learning)
2.1 ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ลุม่ พฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism)
2.2 ทฤษฎีการเรยี นรูก้ ล่มุ พทุ ธินิยม (Cognitivism)
2.3 ทฤษฏกี ารเรียนร้กู ลมุ่ มนษุ ยนยิ ม (Humanism)

1. จติ วิทยาพฒั นาการ (Developmental Psychology)
เป็นการศึกษาถึงพัฒนาการในวยั ต่างๆมีความสาคัญต่องานด้านหลกั สตู รและการสอน

ทฤษฎีท่สี าคญั ในกลุม่ นถ้ี กู นามาใช้ในการจดั การศกึ ษามากทสี่ ดุ ไดแ้ ก่
1.1 ทฤษฎพี ฒั นาการทางปัญญาของเพยี เจต์ (Piaget)
1.2 ทฤษฎพี ฒั นาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ (Kohlberg)
1.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของ เพียเจต์ (Piaget’s Theory of Intellectual

Development)
การพัฒนาทางปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) เป็นผลมาจากการวิเคราะห์

พัฒนาการทางชีววิทยาท่ีกล่าวว่า การเจริญทางปัญญาคือการเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งความรูค้ วามคิด
(Cognitive Structure) กระบวนการท่ีสาคัญท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างความรู้ความคิด คือ
กระบวนการทางปัญญา มีลกั ษณะดังน้ี

1.1.1 การซึมซับหรือการดูดซึม (Assimilation) เป็นกระบวนการทางสมอง
ในการรบั ประสบการณ์ และขอ้ มลู ต่างๆเขา้ มาสะสมไวเ้ พื่อใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป

1.1.2 การปรับเปล่ียน (Accommodation) เป็นกระบวนการทางสมองใน
การปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ ให้เข้ากันเป็นระบบเครือข่ายทางปัญญา จนเกิด
โครงสรา้ งทางปญั ญาใหม่ (Schema/structure)

1.1.3 ค ว า ม ส ม ดุ ล (Equilibration) เ ป็ น ส ภ า พ ก า ร ณ์ ท่ี เ กิ ด ขึ้ น จ า ก
การผสมผสานความคิดใหม่ให้กลมกลืนเข้าได้กับความคิดเก่าหรือประสบการณ์เดิม การที่มนุษย์มี
การปรับเปลี่ยนและทาให้อยู่ในสภาพท่ีสมดุลเช่นน้ี จะนาไปสู่พัฒนาการทางสติปัญญาและ
การเปล่ียนแปลงน้ีจะนาไปสวู่ ฒุ ิภาวะ

1.1.4 ความสามารถทางสมองในการแกป้ ัญหา (Operation) เป็นหวั ใจสาคัญ
ของพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ เป็นสภาพท่ีแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสมองที่คิด
แก้ปัญหาต่างๆได้ เช่น สามารถคิดกลับระหว่างจุดสุดท้ายกับจุดเริ่มต้นได้ (วิชัย ดิสสระ, 2535 : 78
-79)

45
เพียเจต์ (Piaget, 1952 : 405 อ้างใน สุวรรณา รัตนธรรมเมธี, 2554 : 91 –
92) ได้กาหนดข้นั การพัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ แบง่ เป็น 4 ข้นั ตามวัยตา่ งๆ เป็นลาดับขั้นดังนี้
1. ข้ันรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไว (Sensorimotor Stage)
เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงแรกเกิดถึงอายุ 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ข้ึนอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็น
ส่วนใหญ่ เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทา ลักษณะเด่นของพัฒนาการในวัยน้ีคือ
ระยะของการยดึ ตนเองเป็นศนู ยก์ ลาง (Egocentricity) ยังไมส่ ามารถเขา้ ใจความคดิ เห็นของผู้อืน่
2. ข้ันก่อนปฏิบัติการคิดแบบเหตุผล (Preoperational Stage) เป็นขั้น
พัฒนาการในช่วงอายุ 2-7 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถท่ี
จะใช้เหตุผลการคิดแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้งหรือคิดแบบย้อนกลับได้ แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์
ได้ ลักษณะเด่นของเด็กวัยนี้คือ พัฒนาการทางภาษา ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการคิด เลียนแบบ
พฤติกรรมของผใู้ หญท่ ีอ่ ย่รู อบข้าง
3. ข้ันการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปธรรม (Concrete Operational Stage)
เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 7 – 11 ปี เป็นขั้นที่การคิดของเด็กไม่ข้ึนอยู่กับการรับรู้จากรูปร่าง
เท่าน้ัน เด็กสามารถสร้างภาพในใจ ให้สมองคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหากับส่ิงต่างๆ ท่ีเป็น
รูปธรรม สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนย่อยกับส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยน้ีคือ
ความสามารถในการคิดย้อนกลับ มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแบ่งหมู่และจัดหมู่ โดยมีเกณฑ์อย่างใด
อย่างหนึง่ เปน็ หลัก
4. ข้ันการคิดแบบเหตุผลเชิงนามธรรม (Formal Operational Stage)
เป็นข้ันพัฒนาการในช่วงอายุ 11 ปีขึ้นไป วัยน้ีเด็กจะมีพัฒนาการทางด้านความรู้ความเข้าใจถึงระดับ
สงู สดุ มคี วามสามารถทจ่ี ะคดิ อย่างมีเหตุผลกับปัญหาทุกชนดิ สามารถแกป้ ัญหาอย่างมีระบบระเบียบ
เร่ิมมีความคิดแบบผู้ใหญ่ คิดหาเหตุผลนอกเหนือข้อมูลที่มีอยู่ มีความสามารถคิดแบบตั้งสมมุติฐาน
ขึ้นมาแลว้ หาข้อสรุป มคี วามพอใจทจี่ ะคิดถงึ สงิ่ ท่ไี ม่มตี วั ตน หรือสง่ิ ที่เป็นนามธรรมได้
พัฒนาการทางปัญญาของเพียเจต์กับการประยกุ ต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
การเรยี นรู้ของเด็กจึงเปน็ ไปตามพฒั นาการทางปัญญา ซง่ึ จะมพี ัฒนาการไปตาม
วัยเป็นลาดับขั้น พัฒนาการเป็นส่ิงที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งรัดเดก็ ให้ข้ามจากพัฒนาการ
ขั้นหนึ่งไปสู่อีกข้ันหน่ึง จะทาให้เกิดผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็ก แต่การจัดประสบการณ์เพื่อ
การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงท่ีเด็กกาลังพัฒนาไปสู่ขั้นท่ีสูงกว่า สามารถทาให้เด็กพัฒนาการ
ไปได้อย่างรวดเร็ว เพียเจต์ กล่าวว่า จากวัยทารกจนถึงวัยผู้ใหญ่ เด็กพยายามปรับตัวให้เหมาะสมกบั
ส่ิงแวดล้อมที่อยู่รอบตัว โดยจะเก็บรวบรวมเอาความคิดต่างๆที่ได้จากส่ิงแวดล้อมมาประมวลเป็น
ระบบ กระบวนการรวบรวมความรู้และประสบการณ์ที่มีส่วนสาคัญ ทาให้เกิดการพัฒนาการทาง
สติปัญญาในตัวเด็ก ส่ิงที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางปัญญา คือ วุฒิภาวะ (Maturation) จากแนวคิด
ดงั กลา่ วนามาประยกุ ต์ใชใ้ นการศกึ ษา ดงั นี้
1. การจัดการเรยี นการสอน เพยี เจต์ เนน้ ว่า เดก็ เปน็ ผู้มีความอยากรอู้ ยากเห็น
และแรงจูงใจภายในที่จะเรียนรู้หรือสร้างความเข้าใจในสิ่งรอบตัวด้วยตนเอง การเรียนการสอนใน
โรงเรียนควรเป็นไปในลักษณะที่เด็กเป็นผู้ปฏิบัติการ ค้นคว้า มีส่วนร่วมในการแสวงหาความรู้
มากกวา่ กระบวนการเรียนรู้ท่คี รูเปน็ ผบู้ อกหรอื บรรยายแต่เพยี งผูเ้ ดยี ว

46
2. การพัฒนาหลักสูตร นักพัฒนาหลักสูตรควรคานึงถึงความสอดคล้อง
ระหว่างเน้ือหา ประสบการณ์ท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตร กับระดับความสามารถทางปัญญาของเด็ก
แตล่ ะวัย เชน่

2.1 ระดับอนุบาล ซึ่งมีพัฒนาการทางปัญญาอยู่ในข้ันก่อนการคิดแบบ
เหตุผล จะเรียนรู้ส่ิงต่างๆ จากการเล่นและสารวจ (Explore) สิ่งรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สนใจเฉพาะสิ่งท่ีเป็นรูปธรรมท่ีสามารจับต้องหรือสัมผัสได้ ฉะนั้น หลักสูตรของเด็กวัยนี้จึงต้องมี
เน้ือหาท่ีเป็นรูปธรรม และมีกิจกรรมที่เด็กจะเรียนรู้ด้วยการได้ลงมือกระทา ด้วยการได้สัมผัสให้
มากทีส่ ุด

2.2 ระดับประถมศึกษา ซึ่งมีพัฒนาการทางปัญญาอยู่ระหว่างตอนปลาย
ของข้นั ก่อนการคิดแบบเหตุผล กับข้นั ต้นของการคดิ แบบเหตุผลเชิงรปู ธรรม เด็กสามารถคดิ อยา่ งเป็น
ระบบเพิ่มข้ึน สามารถเข้าใจกฎเกณฑ์ การใช้สัญลักษณ์แทนสิ่งต่างๆ และวาดภาพในใจได้ เด็กใน
ระดับนี้สามารถเข้าใจหลักการพื้นฐานหลายประการทางคณิตศาสตร์ได้ ร่วมถึงการมีพัฒนาการทาง
ภาษาและการจา จดจาคา ข้อความหรือสิ่งต่างได้อย่างง่าย สามารถเข้าใจการสอนอย่างเป็นทางการ
ได้ การกาหนดเนื้อหาและกิจกรรมการสอนต้องสอดคล้องกับโครงสร้างความร้ทู ี่มีอยู่ในสมองของเด็ก
หลีกเล่ียงกาหนดเนือ้ หาและกิจกรรมที่สูงเกนิ วา่ ระดบั พัฒนาการทางปัญญาของเดก็

2.3 ระดับมัธยมศึกษา ซึ่งมีพัฒนาการทางปัญญาถึงข้ันการคิดแบบ
เหตุผลเชิงนามธรรม เดก็ สามารถเรยี นรูส้ ่ิงตา่ งๆด้วยการวเิ คราะห์เหตุและผลได้ สามารถคิดหาเหตุผล
ตามหลักตรรก และค้นหาคาตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาและกิจกรรมในหลักสูตร
จงึ มรี ะดับความซับซ้อนที่ทา้ ทายความสามารถของเด็ก

1.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางจรยิ ธรรมของโคลเบอร์ก (Kohlberg)
พัฒนาการทางจริยธรรมของของโคลเบอร์ก (Kohlberg,1976: 34 – 35)

ได้กล่าวถึงความหมาย จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์ในการตัดสินการถูกผิดของการกระทา
ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั กฎเกณฑ์น้ีขึน้ อยู่กับพฒั นาการทางปัญญา ซึง่ ผูกพันกับอายขุ องบคุ คล โคลเบอร์ก
ไดย้ ึดถอื ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของเพียเจต์ เป็นหลกั ในการสร้างทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม
โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 3 ระดับ ภายในแต่ละระดับแบ่งพัฒนาการทางจริยธรรมเป็น 2 ข้ัน
รวมกนั เป็น 6 ข้ันดงั นี้

1.2.1 ระดับก่อนกฎเกณฑ์ทางสังคม (Preconventional Level) ระดับน้ี
เป็นระดับท่ีบุคคลตัดสินใจเลือกกระทาในส่ิงที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ไม่คานึงถึงผลท่ีจะ
เกิดขึ้นแก่ผ้อู ่ืน ขั้นการใช้เหตผุ ลเชงิ จรยิ ธรรมในระดับน้มี ี 2 ข้ันคือ

ข้ันที่ 1 ขั้นการหลบหลีกการถูกลงโทษ (2 - 7 ปี) คือ การตัดสินใจ
โดยมุง่ ทจ่ี ะหลบหลกี ไมใ่ หต้ นเองถูกลงโทษ และจากการใช้อานาจของผมู้ อี านาจ

ขน้ั ที่ 2 ข้นั การแสวงหารางวัล (7 - 10 ปี) คือ การตัดสนิ ใจโดยมีความ
มุ่งหมายท่ีจะได้ผลตอบแทนที่ตนพอใจหรือต้องการท่ีอยากจะได้ เพ่ือสนองความต้องการและความ
สนใจของตนเอง โดยตระหนักวา่ คนอื่น ก็มีความต้องการและความสนใจของเขาดว้ ยเชน่ กัน

47
1.2.2 ระดับกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) ระดับน้ีเป็นระดับท่ี
บุคคลตัดสินใจเลือกกระทาส่ิงใดสิ่งหนึ่งโดยคานึงถึงกฎเกณฑ์ของกลุ่มย่อย แต่ก็ยังต้องการ
การควบคมุ จากภายนอก ขัน้ การใชเ้ หตผุ ลเชงิ จรยิ ธรรมในระดับนี้มี 2 ขั้นคอื

ขัน้ ที่ 3 ขน้ั การทาตามท่ผี อู้ ื่นเห็นชอบ (10 - 13 ปี) คือการตัดสินใจโดย
การคล้อยตามความเห็นชอบหรือการชักจูงของผู้อ่ืนโดยเฉพาะเพื่อน คนใกล้ชิด เพราะต้องการเป็น
คนดีในทรรศนะของตนเองและผูอ้ น่ื ปฏบิ ตั ติ ่อผู้อื่นเหมือนกับที่ตอ้ งการให้ผู้อื่นปฏิบัตติ ่อตนเอง

ข้ันท่ี 4 ขั้นการทาตามหน้าที่ทางสังคม (13 - 16 ปี) คือการตัดสินใจ
โดยถือว่าตนมีหน้าท่ีที่จะทาส่ิงน้ัน ในฐานะที่ตนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมนั้นและสังคมน้ันคาดหมาย
ที่จะให้ตนทาหน้าท่ีตามกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อพยุงรักษาสถาบันโดยส่วนรวมให้ดาเนินไปได้ หลีกเลี่ยง
การแตกแยกของระบบ

1.2.3 ระดับเหนือกฎเกณฑ์ (Postconventional Level) ระดับนี้เป็นระดับ
ทีบ่ ุคคลตัดสินใจเลือกกระทาสงิ่ ใดส่งิ หนึ่งโดยการคิดไตรต่ รองด้วยตนเองว่าสิ่งใดสาคัญกวา่ กัน ขัน้ การ
ใช้เหตุผลเชงิ จรยิ ธรรมในระดบั น้ีมี 2 ขน้ั ตอนคอื

ข้ันที่ 5 ขั้นการทาตามคาม่ันสัญญา (16 ปีขึ้นไป) คือการตัดสินใจโดย
เห็นแก่ประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่ทาตนให้ขัดต่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของผู้อื่น บุคคลที่มีจริยธรรมใน
ข้ันน้ีจะสามารถควบคุมใจตนเองได้ เพราะเกิดความสานึกในพันธะผูกพันกับกฎระเบียบสังคม
เน่ืองจากตนมีสัญญาทางสังคมในการสร้างกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อความผาสุขของสังคมและเพ่ือ
ปกปอ้ งสิทธขิ องปวงชน

ข้ันที่ 6 ข้ันการยึดอุดมคติสากล (ผู้ใหญ่) คือการตัดสินใจเพื่อ อุดมคติ
อันยิ่งใหญ่ท่เี ปน็ หลักประจาใจของตน ผ้ทู ี่มีจรยิ ธรรมในขนั้ น้ี ถอื เปน็ ผู้มีจรยิ ธรรมในข้ันสูงสุด เพราะ
มีความเช่ืออย่างมีเหตุผลว่า หลักจริยธรรมสากลเป็นสิ่งท่ีถูกต้อง และเกิดความสานึกในส่วนตนว่ามี
พนั ธะที่จะปฏิบตั ติ ามหลักการดังกล่าว

โคลเบอร์ก (1976) เชือ่ ว่า พฒั นาการของการใช้เหตุผลทางจรยิ ธรรม
จะดาเนินไปตามขั้นตอน จากขั้นท่ีหนึ่งเร่ือยไปจนถึงข้ันที่หก จะย้อนกลับและข้ามขั้นไม่ได้ และ
พัฒนาการอาจหยุดชะงักอยู่ในขั้นใดขั้นหน่ึงก็ได้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถทางสติปัญญาและ
เหตุการณ์ทางสังคม ซึ่งพัฒนาการทางจริยธรรมนั้นข้ึนอยู่กับการรับรู้ทางสังคม การมีบทบาททาง
สงั คมและมีความสัมพนั ธก์ ับพฒั นาการทางสตปิ ัญญาอีกด้วย

พัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์กกับการประยุกต์ใช้ในการพฒั นาหลักสูตร
พัฒนาการทางปัญญาของบุคคลนั้นมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางจริยธรรม
อย่างมาก เป็นส่วนสาคัญจาเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางจริยธรรม ตามแนวคิดทฤษฎีนี้เห็นว่า
การพัฒนาปัญญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงท่ีจะทาให้จริยธรรมของบุคคลพัฒนาไปได้ด้วยดี จะต้องมี
สิ่งกระตุ้นหรือสภาวะจากภายนอกร่วมด้วย ซ่ึงเพียเจต์และโคลเบอร์ก ต่างก็มองพัฒนาการทาง
จริยธรรมว่าเป็นผลิตผลของอิทธิพลร่วมระหว่างพัฒนาการของสติปัญญา (Cognitive Development)
กับประสบการณ์ทางสังคม (Social Experience) ส่วนด้านประสบการณ์ทางสังคมน้ัน โคลเบอร์ก
กล่าวว่าการได้เก่ียวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมทาให้บุคคล มีความสามารถในการสวมบทบาท
ทางสังคม (Social Role Taking) จากแนวคิดดังกล่าวนามาประยกุ ต์ใชใ้ นการศกึ ษา ดังนี้

48

1. การจัดการเรียนการสอน ควรมีการบูรณาการสอดแทรกการพัฒนาจริยธรรม
ควบคู่กับการพัฒนาการทางสติปัญญา กิจกรรมควรสอดคล้องกับข้ันการพัฒนาสติปัญญาและเหตผุ ล
เชิงจรยิ ธรรมของผเู้ รียน อยา่ งต่อเน่ืองเป็นไปตามลาดบั ควรมกี ารส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นได้มปี ระสบการณ์
ทางสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นการจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้มีความสาคัญต่อการพัฒนาทาง
จริยธรรม

2. การพัฒนาหลักสูตร เป้าหมายสาคัญของหลักสูตรควรเน้นการพัฒนาการ
ทางปัญญาควบคกู่ บั การพฒั นาการทางจริยธรรม โดยเน้นทีเ่ หตผุ ลเชงิ จริยธรรม สาหรับการสรา้ งคนดี
มีปัญญา (ความรู้คู่คุณธรรม) นอกจากเน้ือหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรูเ้ พ่ือ
แสวงหาเอกลักษณ์และอัตมโนทัศน์แล้ว เด็กยังต้องเรียนรู้ผู้อื่น ระเบียบกฎเกณฑ์ และจริยธรรมที่จะ
อย่รู ่วมกบั ผู้อ่นื ในสังคม

2. จติ วทิ ยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning)
จิตวิทยาการเรียนรู้เป็นจิตวิทยาท่ีเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการเรียนรู้ ทฤษฏี

การเรยี นรู้ที่มีอทิ ธพิ ลต่อการพัฒนาหลักสตู รโดยเฉพาะการจัดการศึกษาแบ่งเปน็ 3 กลมุ่ ดังนี้
2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้กลุม่ พฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
2.2 ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ลุม่ พทุ ธนิ ยิ ม (Cognitivism)
2.3 ทฤษฏกี ารเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)
2.1 ทฤษฎกี ารเรยี นรกู้ ลมุ่ พฤตกิ รรมนิยม (Behaviourism)
นักจิตวิทยากลุ่มน้ีเน้นท่ีการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ที่สามารถสังเกตเห็นได้

เป็นหลกั โดยมีความเชื่อว่าปจั จยั หลักท่ีมผี ลต่อพฤติกรรมของมนุษยน์ ั้นมาจากส่ิงเรา้ ในสภาพแวดล้อม
ในเอกสารฉบับน้ีนาเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ท่ีสาคัญ 3 ทฤษฏี โดยรวบรวมจากแนวคิดของ ประสาท
อิศรปรีดา (2546) สุรางค์ โค้วตระกูล, (2552), วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554), อภิภา ปรัชญาพฤทธิ์ (2555)
และ แอนนติ า้ อี วูลฟอล์ค (Anita E.Woolfolk ,1998 ) ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้

2.1.1 ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสสิค (Classical Conditioning) ของ
พาฟลอฟ (Pavlov) ได้ทาการทดลองโดยส่ันกระด่ิงก่อนที่จะเอาอาหาร (ผงเน้ือ) ให้แก่สุนัข
เวลาระหว่างการส่ันกระด่ิงและการให้ผงเนื้อแก่สุนัขต้องเป็นเวลาท่ีกระช้ันชิดมากประมาณ 0.25 ถึง
0.50 วินาที ทาซ้าควบคู่กันหลายคร้ัง และในท่ีสุดหยุดให้อาหารเพียงแต่ส่ันกระดิ่งก็ปรากฏว่าสุนัข
ก็ยังคงมีน้าลายไหลได้ โดยที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้าลายไว้
ปรากฏการณ์เชน่ นเี้ รยี กวา่ พฤตกิ รรมของสุนัขถูกวางเง่ือนไข (Pavlov, 1972) หรือทเ่ี รยี กวา่ สนุ ัขเกิด
การเรียนร้แู บบวางเงือ่ นไขแบบคลาสสิค เปน็ หลักสาคญั ของ S - R Theory (Stimulus – Response
Theory) มกี ฎเกณฑ์ 4 ประการณ์สาคัญ ดังนี้

1) กฎการสรุปกฎเกณฑ์ท่ัวไป (Law of Generalization) หรือการ
แผ่ขยาย (Generalization) คือ ความสามารถของอินทรีย์ท่ีจะตอบสนองในลักษณะเดิมต่อสิ่งเร้าที่มี
ความคล้ายคลึงกันได้ เม่ือสุนัขเกิดการเรียนรู้ว่าเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้อาหารสุนัขมีแนวโน้มทีจ่ ะ
สนองตอบตอ่ เสยี งใดๆกไ็ ด้ทค่ี ล้ายกบั เสียงกระด่ิง

49
2) กฎการจาแนกความแตกต่าง (Law of Discrimination) คือ
ความสามารถของอนิ ทรีย์ในการทจ่ี ะจาแนกความแตกต่างของส่ิงเร้าได้ การสอนให้สุนขั รู้จักแยกเสียง
ทต่ี ้องการใหเ้ รียนรูจ้ ากเสยี งอื่นๆ ใหใ้ ช้การเสริมแรงภายหลงั สิง่ ทตี่ อ้ งการ
3) กฎการลดภาระ (Law of Extinction) หรือ การลบพฤติกรรม
ชั่วคราว (Extinction) คือ การที่พฤติกรรมตอบสนองลดน้อยลงอันเป็นผลเน่ืองจากการที่ไม่ได้รับส่ิง
เร้าทไ่ี ม่ไดถ้ ูกวางเง่ือนไข ซ่งึ ในท่ีนี้กค็ ือรางวลั หรือสิ่งที่ต้องการน่นั เอง
4) กฎการฟื้นคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ (Law of Spontaneous
Recovery) หรือ การตอบสนองท่ีวางเง่ือนไข (Spontaneous Recovery) หลังจากการลบพฤติกรรม
ชั่วคราว แล้ว สักระยะหนึ่งพฤติกรรมท่ีถูกลบเง่ือนไขแล้วอาจฟื้นตัวขึ้นมาอีกเมื่อได้การกระตุ้นโดย
สง่ิ เรา้ ทวี่ างเงือ่ นไข
แนวคิดการเรียนรู้ท่ีเรียกว่า Classical Conditioning หมายถึง
การเรียนรใู้ ดๆ กต็ ามซึง่ มลี ักษณะการเกดิ ตามลาดับขั้นดังน้ี
1) ผเู้ รียนมีการตอบสนองตอ่ สิง่ เร้าใดส่ิงเร้าหนึ่ง โดยไม่สามารถบังคับ
ได้ มีลักษณะ Reflex เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการเรียนรู้ (Unconditioned ) เป็นไปโดยอัตโนมัติ ผู้เรียน
ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ พฤติกรรมชนิดน้ีมีท้ังในสัตว์และในคน เช่น สุนัขเห็นอาหารแล้ว
น้าลายไหล หรอื การทค่ี นกะพริบตาเพราะมลี มผา่ นหรอื การทข่ี ากระตุกเมื่อโดนเคาะบริเวณหัวเข่า
2) การเรียนรู้เกิดข้ึนเพราะความใกล้ชิดและการฝึกหัด โดยการนาส่ิง
เร้าที่มีลักษณะเป็นกลาง คือไม่สามารถทาให้เกิดการตอบสนองได้มาเป็นเงื่อนไข โดยนามาควบคู่กับ
สิ่งเรา้ ทท่ี าใหเ้ กิดการตอบสนองโดยอัตโนมตั ิในเวลาใกล้เคยี งกัน และทาซา้ ๆ ในทสี่ ดุ สง่ิ เร้าทีเ่ ปน็ กลาง
จะมีผลทาให้ผู้เรียนเกิดการตอบสนอง ในช่วงที่ผู้เรียนเกิดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เคยเป็นกลางน้ัน
เรียกว่าเกิดการเรยี นรู้ชนดิ มีเง่ือนไข
สรุปว่า การเรียนรู้ของส่ิงท่ีมีชีวิตเกิดจากการตอบสนองต่อส่ิงเร้าที่
วางเงอื่ นไข (Conditional Stimulus) การเรียนรู้เป็นเรื่องของการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม
2.1.2 ทฤษฎีการเช่ือมโยงของธอรน์ ไดค์ (Thorndike’s Classical
Connectionism) ธอร์นไดค์ (Thorndike ,1961) ทาการทดลองโดยนาแมวไปขงั ไว้ในกรงท่ีสร้าง
ขึน้ แลว้ นาปลาไปวางลอ่ ไว้นอกกรงใหห้ า่ งออกพอประมาณ โดยใหแ้ มวไม่สามารถยืน่ เท้าไปเขีย่ ได้ จาก
การสังเกต พบว่าแมวพยายามใช้วธิ ีการตา่ งๆ เพ่อื จะออกไปจากกรง จนกระทง่ั เทา้ ของมนั ไปเหยียบ
ถูกคานไม้โดยบงั เอญิ ทาให้ประตเู ปดิ ออก หลังจากน้นั แมวก็ใชเ้ วลาในการเปดิ กรงไดเ้ ร็วข้นึ จากการ
ทดลอง ธอรน์ ไดค์ อธบิ ายวา่ การตอบสนองซง่ึ แมวแสดงออกมาเพ่ือแกป้ ญั หา เปน็ การตอบสนองแบบ
ลองผิดลองถกู การท่ีแมวสามารถเปดิ กรงได้เร็วขนึ้ ในช่วงหลงั แสดงวา่ แมวเกดิ การสร้างพนั ธะหรือ
ตัวเชือ่ มขึ้นระหวา่ งคานไม้กับการกดคานไม้
กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ บุคคลจะต้องมีการลองผิดลองถูก
ปรับเปล่ียนไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลท่ีพึงพอใจมากท่ีสุด เม่ือเกิด
การเรียนรู้แล้ว บุคคลก็จะใช้รูปแบบการตอบสนองท่ีเหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะใช้รูปแบบ
น้นั เชอื่ มโยงกบั สิ่งเร้าในการเรยี นรู้ตอ่ ไปเรื่อยๆ ธอร์นไดด์สรปุ กฎการเรยี นรู้ ดังน้ี

50
1) กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ดี
ถา้ ผู้เรียนมคี วามพรอ้ มทั้งทางรา่ งกายและจิตใจ
2) กฎแห่งการฝึกหัด (Low of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทา
บ่อยๆ ด้วยความเข้าใจจะทาให้การเรียนรู้นัน้ คงถาวร ถ้าไม่ได้กระทาซ้าบ่อยๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คง
ถาวร และในทส่ี ดุ อาจจะลืมได้
3) กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect) เมื่อบุคคลได้รับผลท่ี
พงึ พอใจย่อมอยากจะเรียนร้ตู ่อไป แต่ถา้ ไดร้ ับผลทไ่ี มพ่ ึงพอใจ จะไมอ่ ยากเรยี นรู้ ดังน้นั การไดร้ บั ผลท่ี
พงึ พอใจ จึงเป็นปจั จยั สาคัญในการเรยี นรู้
สรุปการเรียนรู้ตามแนวคิดของธอร์นไดค์ การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยง
ระหว่างส่ิงเร้า (Stimulus) กับการตอบสนอง (Response) ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่
กฎแห่งผล (Law of Effect) น้ันคือ ถ้าการสนองตอบได้รับผลท่ีพึงพอใจ ความพึงพอใจจะเป็น
ตัวกระตุ้นให้เกิดการเช่ือมโยงระหวา่ งส่ิงเร้ากับการตอบสนอง (S-R) แน่นข้ึน แต่ถ้าการตอบสนองน้ัน
ได้รับผลท่ไี มพ่ ึงพอใจ จะทาให้การเชอ่ื มโยงระหว่างสิง่ เรา้ กบั การตอบสนอง (S-R) ก็จะอ่อนแอลง
2.1.3 ทฤษฎีการวางเงือ่ นไขของสกนิ เนอร์ (Operant Conditioning)
สกินเนอร์ทาการทดลองโดยจบั หนูท่ีกาลงั หิวใส่ในกรงทดลองซ่งึ ภายใน
มีคานไม้ซึ่งถ้าหนูกดลงไปแลว้ จะทาให้มีอาหารหล่นมาในกรงหนึ่งเม็ดและเมื่อใดก็ตามท่ีหนบู ังเอิญไป
กดคาน อาหารก็จะหล่นมาหน่ึงเม็ดทุกคร้ัง จากการทดลองของสกินเนอร์ พบว่า หลังจากผ่านไป
ระยะหน่ึงแล้วเมื่อหนูหวิ หนูสามารถเดินไปกดคานได้เลยโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีก นั้นหมายถึงวา่
หนูเกิดการเรียนรู้แล้วและในการทดลองนี้ส่ิงที่สกินเนอร์ให้ความสาคัญมากว่าเป็นสิ่งท่ีช่วยให้
การเรียนรู้ คือ อาหารซ่ึงเขาเรียกว่า ตัวเสรมิ แรง (Reinforcer) ซงึ่ มีบทบาทในการกระตนุ้ ให้หนูแสดง
พฤติกรรมตอบสนองท่ีต้องการ ซึ่งสกินเนอร์ได้ให้ความสาคัญของการเสริมแรงและการลงโทษใน
การกระตนุ้ ใหห้ นแู สดงพฤติกรรม
การเสริมแรง (Reinforcement) เปน็ สภาวการณ์ทมี่ ีการใหต้ วั เสรมิ แรงใน
การกระทาพฤติกรรมของอินทรีย์ โดยการเสริมแรงจะแบ่งออกตามลักษณะของการวางเงื่อนไขได้เป็น
2 ประเภท
1) การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เป็นการให้สิ่ง
ที่จะช่วยเพิม่ แนวโน้มของการตอบสนอง และมักจะเป็นการให้สิ่งดีๆ เชน่ ของขวญั เงิน อาหาร เปน็ ตน้
2) การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เป็นการนาส่ิง
ที่ไม่พอใจ ไม่ชอบออกไปหรือเป็นการปรับสภาวะจากลบ (Negative) ไปเป็นกลาง (Neutral)
แล้วเพ่ิมแนวโน้มของการตอบสนองที่ต้องการ เช่น นาความร้อนออกไปโดยการติดเครอ่ื งปรับอากาศ
ในฤดูรอ้ น ทาให้พนกั งานพอใจกบั สภาพแวดล้อมการทางานมากข้ึน เป็นต้น
การลงโทษ (Punishment) เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจ หรือเป็นการเปล่ียน
สภาพปกติ (Neutral ) ให้เป็นสภาวะที่เป็นลบ (Negative) เช่น การดุด่า การตี เป็นต้น การลงโทษ
อาจช่วยระงับยับย้ังพฤติกรรมท่ีเป็นไปทางลบได้ในระยะส้ันๆ เช่น การดุด่าเด็กเม่ือเด็กเล่นรุนแรง
ทาให้เด็ก เลิกเล่นความรุนแรงไปได้ช่ัวครู่ แล้วไม่นานนักเด็กก็จะกลับมาเล่นรุนแรงอีก นอกจากนี้

51
การลงโทษยังก่อให้เกิดความรู้สึกทางลบให้แก่เด็ก ดังน้ันในการปรับพฤติกรรมของเด็กจึงไม่ควรใช้
การลงโทษแต่ควรนาการเสริมแรงมาใช้ซง่ึ จะใหผ้ ลดกี ว่า

สรุป การเรียนรู้ตามแนวคิดของ สกินเนอร์ (Skinner) การเรียนรู้ที่เกิด
จากการที่ผู้เรียนต้องเป็นผู้กระทาเอง ไม่ต้องรอให้สิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น เรียกว่า Operant
Conditioning เน้นว่าสิ่งสาคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ คือ การเสริมแรง (Reinforcement) โดยสรุป
เป็นกฎแห่งการเรยี นรู้ได้ว่าการกระทาใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) ย่อมมแี นวโน้มที่
จะเกิดการกระทาน้ันอีก ส่วนการกระทาที่ไม่มีการเสริมแรง การกระทานั้นมีแนวโน้มจะลดลงและ
หายไปในทส่ี ุด

ทฤษฎีการเรียนรกู้ ล่มุ พฤติกรรมนยิ มกบั การประยกุ ตใ์ ช้ในการพัฒนา
หลกั สตู ร

แนวคดิ ทฤษฎีการเรียนรู้แนวพฤติกรรมนิยมมีอิทธิพลต่อวงการศึกษาเป็น
อย่างมาก มีความเช่ือว่าการเรียนรู้และพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดข้ึนและสามารถเปล่ียนแปลงได้
ถ้าไดร้ ับสิ่งแวดล้อมทเ่ี หมาะสม การพัฒนาหลักสตู รควรมลี กั ษณะ ดงั นี้

1) หลักสูตรจะเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆให้
เหมาะสม เม่อื ผเู้ รยี นเรยี นเนือ้ หาหลายสว่ นแล้วจะเกิดการเรยี นรใู้ นสง่ิ ที่เปน็ ภาพรวมข้ึนมาเอง

2) หลักสูตรควรเรียนรู้เป็นรายบุคคล เม่ือเรียนรู้สาเร็จในแต่ละข้ัน
ควรจะได้รับการเสริมแรงทันที โดยมีการให้รางวัลเพื่อเสริมแรงเมื่อผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่
พึงประสงค์ และ ลงโทษเม่ือผู้เรียนแสดงพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ จึงเป็นการพัฒนาหลักสูตร
เชิงสมรรถนะ

3) การจัดหลักสูตรและประสบการณ์การเรียนรู้ควรจัดให้สอดคล้อง
กับวุฒิภาวะของผู้เรียน การจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและทบทวนในส่ิงท่ีเรียนไปแล้วในเวลาอัน
เหมาะสม

4) ครูเป็นศูนย์กลาง ควบคุมกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจะพัฒนา
ผู้เรียนไปตามที่กาหนดไว้

5) ครูมีบทบาทสาคัญในการออกแบบสภาพแวดล้อมทางการเรียน
และการวางเงอื่ นไขใหผ้ ู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีกาหนดไว้

6) ครูควรมีการกาหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและเกณฑ์
การประเมนิ ผลการเรียนตามวตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรม เพอื่ ใหก้ ารเรียนการสอนเปน็ ไปตามเป้าหมาย
หลกั สตู ร

2.2 ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ลมุ่ พทุ ธนิ ิยม (Cognitivism)
กลุ่มพุทธินิยม หรือกลุ่มความรู้ความเข้าใจ เป็นกลุ่มที่เน้นกระบวนการทาง

ปัญญาหรือความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการทางานภายในของสมอง นักจิตวิทยากลุ่มน้ีมีความเช่ือว่า
การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เป็นเร่ืองของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อส่ิงเร้าเพียง
เท่าน้นั การเรียนรู้ของมนุษย์มีความสลบั ซับซ้อนเพราะการเรียนรเู้ ปน็ กระบวนการทางความคิดที่เกิด
จากการสะสมข้อมูล การสร้างความหมายและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทาและการแก้ปญั หา

52
ต่างๆ ทฤษฎีท่ีสาคัญในกลมุ่ น้ี ประสาท อศิ รปรดี า (2546), สรุ างค์ โคว้ ตระกลู (2552), วิชยั วงษใ์ หญ่
(2554) และอภิภา ปรชั ญาพฤทธิ์ (2555) ไดเ้ สนอไว้ดังน้ี

2.2.1 ทฤษฎีเกสตัลท์ (Gestalt Theory) นักจิตวิทยาท่ีสาคัญเช่น โคห์เลอร์
(Kohler) คอฟฟ์กา (Koffka) และเลวิน (Lewin) แนวคิดท่ีสาคัญของทฤษฎีเกสตัลท์ คือ การเรียนรู้
เป็นกระบวนการทางความคิดซ่ึงเป็นกระบวนการภายในสมอง การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ
การรบั รู้ (Perception) และการหย่ังเห็น (Insight)

การรับรู้ (Perception) เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาทสัมผัสรับ
สิ่งเร้าแล้วถ่ายโยงเข้าสู่สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด ตีความหมาย และตอบสนองออกไป
การตีความน้ี มักอาศัยประสบการณ์เดิม ดังนั้น แต่ละคนอาจรับรู้ในสิ่งเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้
แล้วแตป่ ระสบการณเ์ ดิม

การหย่ังเห็น (Insight) เป็นการค้นพบหรือเกิดความเข้าใจในช่อง
ทางการแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเน่ืองจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้
กระบวนการทางความคดิ และสตปิ ญั ญาของบุคคลนั้น

การเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ เน้น"การรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่า
ส่วนย่อย" สรุปเป็นกฎการเรียนรู้ ออกเป็น 5 กฎ เรียกว่ากฎการจัดระเบียบเข้าด้วยกัน (The Laws
of Organization) ดังนี้

1) กฎแห่งความแน่นอนหรือชัดเจน (Law of Pragnanz) การเรยี นรู้
ที่ดตี อ้ งมคี วามชดั เจนและแนน่ อน เพราะผเู้ รยี นมีประสบการณเ์ ดมิ แตกต่างกัน

2) กฎแห่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) เป็นการวางหลักการ
รบั รู้ในสิง่ ทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั เพ่ือจะได้รู้วา่ สามารถจัดเข้ากลุ่มเดียวกนั

3) กฎแห่งความใกล้ชิด (Law of Proximity) เป็นการกล่างถึงว่าถ้า
ส่ิงใดหรือสถานการณใ์ ดทม่ี คี วามใกล้ชดิ กนั ผเู้ รยี นมแี นวโน้มทจ่ี ะรับรู้ส่งิ นนั้ ไวแ้ บบเดยี วกนั

4) กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity) ส่ิงเร้าที่มีทิศทางใน
แนวเดียวกนั ซึ่งผ้เู รยี นจะรับรู้ว่าเปน็ พวกเดียวกัน

5) กฎแหง่ ความสมบรู ณ์ (Law of Closur) ส่งิ เร้าท่ขี าดหายไปผู้เรียน
สามารถรบั รู้ใหเ้ ป็นภาพสมบูรณ์ไดโ้ ดยอาศัยประสบการณ์เดมิ

2.2.2 ทฤษฎกี ระบวนการประมวลสาร (Information Processing Theory)
ทฤษฏีน้ีมีแนวคิดว่า การทางานของสมองมนุษย์มีความคล้ายคลึงกับ

การทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ คลอสเมียร์ (Klausmeier,1985:108 อ้างใน ทิศนา แขมมณี,
2553 : 80 - 81) ได้อธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์โดยเปรียบเทียบการทางานของคอมพิวเตอร์กับการ
ทางานของสมอง ซ่งึ มกี ารทางานเป็นข้นั ตอนดงั นี้ คือ

1) การรบั ขอ้ มูล (Input)
2) การเขา้ รหัส (Encoding)
3) การส่งขอ้ มูลออก (Output)

53
1) การรับข้อมูล (Input) โดยผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูล
กระบวนการประมวลข้อมูลเริ่มต้นจากการท่ีมนุษย์รับส่ิงเร้าเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 สิ่งเร้าท่ี
เข้ามาจะได้รับการบันทึกไว้ในความจาระยะส้ัน ซ่ึงการบันทึกนี้จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ
คือ การรู้จัก (Recognition) และ ความใส่ใจ (Attention) ของบุคคลที่รับสิ่งเร้า ส่ิงเร้าน้ันจะได้รับ
การบันทึกลงในความจาระยะส้ัน (Short – Term Memory) ซ่ึงจะอยู่ในระยะเวลาที่จากัด ในการ
ทางานท่จี าเป็น ต้องเก็บข้อมูลไว้ใช้ช่ัวคราว อาจจาเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆในการชว่ ยจา เช่น การจัด
กลุ่มคาหรือการทอ่ งซา้ ๆซง่ึ จะช่วยให้จาได้
2) การเข้ารหัส (Encoding) ทาได้โดยอาศัยชุดคาสั่ง หรือซอฟแวร์
(Software) การเก็บข้อมูลไว้ใช้ในภายหลัง ทาได้โดยข้อมูลน้ันต้องได้รับการประมวล และเปลี่ยนรูป
โดยการเข้ารหัส เพื่อนาไปเก็บไว้ในความจาระยะยาว (Long – Term Memory) ซ่ึงอาจต้องใช้
เทคนิคต่างๆเข้าช่วย เช่น การทาข้อมูลให้มีความหมายกับตนเอง โดยการสัมพันธ์สิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับ
ส่ิงเก่าท่ีเคยเรียนรู้มาก่อน ซึ่งเรียกว่าเป็นกระบวนการขยายความคิด (Elaborative Operations
Process) ความจาระยะยาวมี 2 ชนิด คือ ความจาที่เก่ียวกับภาษา (Semantic) และความจาท่ี
เกี่ยวกับเหตกุ ารณ์ (Episodic) ความจาระยะยาวมี 2 ประเภท คือ ความจาประเภทกลไกทเ่ี คลื่อนไหว
(Motoric Memory) หรอื ความจาประเภทอารมณ์ ความรสู้ กึ (Affective Memory)
3) การส่งขอ้ มลู ออก (Output) ทาได้โดยผา่ นทางอุปกรณ์ เม่อื ขอ้ มูล
ได้รับการบันทึกไว้ ในความจาระยะยาวแล้วบุคคลจะสามารถเรียกข้อมูลต่างๆออกมาใช้ได้ การเรียก
ข้อมูลออกมาใช้ บุคคลต้องถอดรหัสข้อมูล (Decoding) จากความจาระยะยาวนั้น และส่งผลต่อไปสู่
ตัวก่อกาเนิดพฤติกรรมตอบสนอง ซ่ึงจะเป็นแรงขับหรือกระตุ้นให้บุคคลมีการเคล่ือนไหวหรือการพูด
สนองตอบต่อสง่ิ แวดล้อมตา่ งๆ
รปู แบบความจา มี 3 รปู แบบ คอื
1) ความจาจากการสัมผัส (Sensory Memory) เป็นความจาท่ีเกิด
จากประสาทรับสัมผัส คือ หู ตา จมูก ล้ินและกาย โดยการจาแบบน้ีเป็นระบบการจาข้ันแรกที่จะเก็บ
ข้อมูลในลักษณะถอดแบบส่ิงที่ได้เห็นหรือ ได้ยินทุกอย่างเอาไว้ในช่วงสั้นๆ เพ่ือถ่ายทอดข้อมูลต่อไป
ยังระบบการจาอ่ืนๆ
2) ความจาระยะสั้น (Short-term Memory) ทาหน้าท่ีคล้ายคลังข้อมูล
ชั่วคราวที่เก็บข้อมูลได้ในจานวนจากัด (สามารถจาได้ประมาณ 7 ตัว เรียกว่า มีความจาระยะส้ันใน
ระดับเฉล่ีย) โดยในระยะแรกจะเก็บข้อมูลในลักษณะจินตภาพ ซ่ึงความจาระยะสั้นน้ีจะช่วยป้องกัน
ไม่ให้เราสับสนเก่ียวกับ ช่ือ วันที่ หมายเลขโทรศัพท์และเรื่องเล็กๆ น้อย นอกจากน้ันยังเป็นความจา
ในส่วนปฏิบัติงานเรยี กวา่ Working Memory
3) ความจาระยะยาว (Long-term Memory) ทาหน้าท่ีเหมือน
คลังข้อมูลถาวรซ่ึงบรรจุทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับโลกเอาไว้เป็นระบบที่สามารถเก็บข้อมูลความจาได้
นานและไม่จากัด โดยจะเก็บข้อมูลไว้บนพ้ืนฐานของความหมายและความสาคัญของข้อมูล (ทิศนา
แขมมณ,ี 2553)
สรุปทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ศึกษาเกี่ยวกับ
กระบวนการพฒั นาสตปิ ญั ญาของมนุษย์ มแี นวคดิ ว่าการทางานของสมองของมนุษย์มีความคล้ายคลึง

54

กับการทางานของคอมพิวเตอร์ หลักการจัดการเรียนการสอนควรจัดส่ิงเร้าในการเรียนรู้ให้ตรงกับ
ความสนใจของผู้เรียน สอนใหฝ้ ึกการจาโดยใช้วธิ กี ารทห่ี ลากหลาย หากต้องการใหผ้ เู้ รยี นจดจาเนื้อหา
สาระใดๆ ได้เป็นเวลานาน สาระนั้นจะต้องได้รับการเข้ารหัส ( Encoding) เพื่อนาไปเข้า
หน่วยความจาระยะยาว วิธีการเข้ารหัสสามารถทาไดห้ ลายวธิ ี เชน่ การท่องจาซ้าๆ การทบทวน หรือ
การใชก้ ระบวนการขยายความคดิ

2.2.3 ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal
Learning) ของเดวิด ออซูเบล (David Ausubel) ออซูเบล เน้นความสาคัญของการเรียนรู้อย่างมี
ความเข้าใจและมีความหมาย การเรียนรู้เกิดข้ึนเม่ือผู้เรียนได้เช่ือมโยง (Subsume) ส่ิงท่ีเรียนรู้ใหม่
หรือข้อมูลใหม่กับความรู้เดิมท่ีอยู่ในสมองของผู้เรียนอยู่แล้ว ทฤษฎีของออซูเบลบางคร้ังเรียกว่า
"Subsumption Theory" การเรียนรู้อย่างมีความหมาย นั่นคือ ผู้เรียนได้เชื่อมโยง (Subsumme)
สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ใหม่ หรือข้อมูลใหม่ กับความรู้เดิมท่ีมีมาก่อนท่ีมีในโครงสร้างในสติปัญญาของ
ผู้เรียนมาแล้ว โดย พรรณี ชูทัย เจนจิต (2538), ประสาท อิศรปรีดา (2546) และ ทิศนา แขมมณี
(2553) เสนอแนวคดิ การเรยี นรูข้ อง ออชูเบล ไว้ดงั น้ี

ออชูเบล กลา่ วว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมาย( Meaningful Learning)
เป็นการเรียนทีผ่ ู้เรยี นได้รับมาจากการท่ีผู้สอน อธบิ ายส่ิงทีจ่ ะตอ้ งเรียนรู้ให้ทราบและผู้เรียนรับฟังด้วย
ความเข้าใจ โดยผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของส่ิงที่เรียนรู้กับโครงสร้างพุทธิปัญญาท่ีได้เก็บไว้ใน
ความทรงจา และจะสามารถนามาใช้ในอนาคต ออซเู บลไดช้ ี้ใหเ้ ห็นว่าทฤษฎีน้ีมีวัตถุประสงคเ์ พื่อท่ีจะ
อธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา ตัวแปรท่ีมีความสาคัญในการเรียนรู้ คือ การรับอย่างมีความหมาย
การเรียนร้อู ยา่ งมีความหมายข้นึ อยูก่ ับตัวแปร 3 อยา่ ง ดังต่อไปนี้

1) สิ่งที่เรียนรู้ ที่จะต้องเรียนรู้จะต้องมีความหมาย ซ่ึงหมายความว่า
จะต้องเป็นส่ิงที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งท่ีเคยเรียนรู้และเก็บไว้ในโครงสร้างพุทธิปัญญา (Cognitive
Structure)

2) ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์และมีความคิดที่จะเช่ือมโยงหรือจัด
กลุ่มสิ่งทีเ่ รียนรใู้ หม่ให้สัมพันธก์ ับความร้หู รือสิง่ ทเี่ รียนรู้เก่า

3) ความตั้งใจของผู้เรียนและการที่ผู้เรียนมีความรู้ คิดที่จะเช่ือมโยง
สิง่ ทเ่ี รยี นรูใ้ หมใ่ หม้ คี วามสัมพนั ธ์กบั โครงสร้างพุทธปิ ญั ญา ทีอ่ ยู่ในความทรงจาเดิม

นอกจากตัวแปรท้ัง 3 อย่างดังกล่าว ออซูเบลกล่าวว่า การสอนจะต้อง
คานึงถึงวัยของนักเรียนด้วย เพราะถ้าหากนักเรียนไม่พร้อมท่ีจะรับหรือรับโดยไม่เข้าใจ ก็อาจจะเป็น
การท่องจาแบบนกแกว้ นกขุนทอง

ประเภทของการเรียนรูโ้ ดยการรบั อย่างมีความหมาย
ออซูเบลได้แบง่ การเรยี นรู้อยา่ งมีความหมายออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) Subordinate Learning เป็ นการเรี ยนรู้ โ ดยการรั บอย่ า งมี
ความหมาย โดยมีวิธีการ 2 ประเภท คอื

(1) Derivative Subsumption เป็นการเชื่อมโยงส่ิงที่จะต้อง
เรียนรู้ใหม่กับหลักการหรือกฎเกณฑ์ท่ีเคยเรียนมาแล้ว โดยการได้รับข้อมูลมาเพิ่ม เช่น มีคนบอก
แล้วสามารถดูดซึมเขา้ ไปในโครงสรา้ งทางสติปญั ญาทม่ี อี ยู่แลว้ อย่างมีความหมาย โดยไม่ตอ้ งทอ่ งจา

55
(2) Correlative Subsumption เป็นการเรียนรู้ท่ีมีความหมาย
เกิดจากการขยายความ หรอื ปรับโครงสร้างทางสตปิ ญั ญาท่ีมีมาก่อนให้สมั พนั ธ์กับส่ิงทีจ่ ะเรยี นรูใ้ หม่
2) Superordinate Learning เป็นการเรียนรู้โดยการอนุมาน โดย
การจัดกลุ่มสิ่งท่ีเรียนใหม่เข้ากับความคิดรวบยอดท่ีกว้างและครอบคลุมความคิด รวบยอดของส่ิงที่
เรยี นใหม่ เช่น สุนัข แมว หมู เป็นสตั ว์เลยี้ งลูกด้วยนม
3) Combinatorial Learning เป็นการเรียนรู้หลักการ กฎเกณฑ์ต่างๆ
เชิงผสม ในวิชาคณิตศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ โดยการใช้เหตุผล หรือการสังเกต เช่น การเรียนรู้
เกย่ี วกับความสัมพนั ธ์ระหว่างน้าหนกั กบั ระยะทางในการทที่ าให้เกดิ ความสมดุล
สรุปทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล การจัดการ
เรียนรู้ควรเป็นการเรียนรู้ท่ีมีความหมาย โดยการเรียนรู้ส่ิงใหม่ มีการเช่ือมโยงพื้นฐานความรู้เดิมท่ีมี
มาก่อนกบั สิง่ ที่จะต้องเรยี นรใู้ หม่
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยมกับการประยุกต์ใช้ในการพัฒนา
หลกั สตู ร
การเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยมหรือปัญญานิยมมีความเช่ือในเร่ืองการใช้
เหตุผล การเรียนรู้จะเกิดจากการรับรู้ การทาความเข้าใจ การแก้ปัญหา ซึ่งเป็นกระบวนการทางด้าน
ความคิดและสติปัญญา การพฒั นาหลักสูตรควรมลี กั ษณะ ดังนี้
1) หลักสูตรจะมีลักษณะเน้นพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ครูเป็น
ผู้อานวยการการเรยี นรู้และจัดเตรียมเนื้อหา การวเิ คราะหแ์ ละจัดโครงสร้างเน้ือหาสาระการเรียนรู้ให้
เหมาะสม
2) การจัดหลักสูตรแบบเกลยี ว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถ
สอนเน้ือหาหรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ผ้เู รียนทุกวัยได้ โดยต้องจัดเนื้อหาความคิดรวบยอดและ
วิธสี อน ใหเ้ หมาะสมกับขน้ั พฒั นาการของผเู้ รยี น
3) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับ
ความพรอ้ มของผู้เรยี น และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปญั ญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรยี นรู้เกิด
ประสิทธิภาพ
4) กิจกรรมของหลักสูตรเน้นให้ผู้เรียนได้มีโอกาสค้นพบข้อความรู้
ดว้ ยตนเอง สง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นไดค้ ดิ อย่างอิสระให้มาก เพือ่ ช่วยสง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ของผ้เู รยี น
5) การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนเป็นส่ิงจาเป็นในการ
จัดประสบการณ์การเรยี นรใู้ หแ้ ก่ผเู้ รยี น
6) ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีดีต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีดีมี
ความหมายสาหรบั ผเู้ รยี น
2.3 ทฤษฏกี ารเรยี นรูก้ ลุ่มมนษุ ยนิยม (Humanism)
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความสาคัญกับความเป็นมนุษย์ ความเป็นปัจเจกบุคคล
มองมนุษย์ว่ามีคุณค่า มีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการและมีแรงจูงใจภายในท่ีจะพัฒนา
ศักยภาพของตน นักจิตวิทยาคนสาคัญเช่น มาสโลว์ (Maslow) โรเจอร์ส (Rogers) และนีล (Neil)
เป็นต้น ในบทนี้นาเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ ซ่ึงถือว่าเป็นแนวคิดที่ใช้ในวงการศึกษา

56
มากที่สุด โดยเฉพาะระดับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงพรรณี ชูทัย เจนจิต (2538),
ประสาท อศิ รปรดี า (2546) และ ทิศนา แขมมณี (2553), ไดเ้ สนอไว้ดงั น้ี

ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ (Maslow) มองว่าธรรมชาติแล้วมนุษย์เกิดมาดี
และพร้อมที่จะทาส่ิงดี ถ้าความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ ความดีท่ีอยู่ใน
ตัวมนุษย์เป็นส่ิงท่ีติดตัวมาแต่กาเนิด การเรียนรู้หรือการแสดง พฤติกรรมเกิดจากแรงผลักดันภายใน
ตัวบุคคล แรงผลักภายในท่ีจะไปถึงสภาพการณ์ที่เรียกว่า "การรู้จักตนเองตรงตามสภาพท่ีเป็นจริง
(Self Actualization)" หรือความต้องการท่ีจะตระหนักในความสามารถของตนเอง ซึ่งหมายถึง
ความสามารถที่จะเข้าใจตนเอง ยอมรับตนเอง ท้ังใน ส่วนบกพร่องและส่วนดี รู้ทั้งจุดอ่อนและ
ตระหนักในความสามารถของตนเอง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน ท่ีมีต่อตนเอง มาสโลว์ได้
กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการและจะสนองความต้องการให้กับตนเองท้ังสิ้น ซ่ึงความ
ต้องการเรียงจากความต้องการข้ันต่าสุดขึ้นไปหาความต้องการข้ันสูงสุดดังน้ี มาสโลว์ได้เสนอแนวคิด
ของการจดั ลาดบั ขนั้ ของความต้องการ (Hierarchy of Needs) 5 ข้ัน ดังนี้

ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) คือความต้องการ
ปัจจัยพื้นฐานในการดารงชีวิต เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ ความต้องการพ้ืนฐานนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง
ร่างกายของมนุษย์ก็ไม่สามารถทางานได้ หรือทางานได้ไม่ดี ได้แก่ อากาศ น้า อาหาร เป็นส่ิงท่ี
ร่างกายต้องการใช้ในกระบวนการสร้างร่างกาย เพอ่ื ให้มนุษย์สามารถมชี วี ิตอยู่ได้ เส้ือผ้าเคร่ืองนุ่นห่ม
และที่พกั จะให้การปกปอ้ งท่จี าเปน็ กบั มนษุ ย์ จากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

ขนั้ ท่ี 2 ความตอ้ งการความม่ันคงปลอดภยั (Safety and Security Needs) คอื
ความต้องการท่ีจะมีชีวิต ที่ม่ันคงปลอดภัย จะมีอิทธิพลกับพฤติกรรม ถ้าไม่มีความปลอดภัยทาง
กายภาพ เช่น อาชญากรรม สงคราม การก่อการร้าย ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือ ความรุนแรงใน
ครอบครัว ความต้องการความม่ันคงปลอดภัย รวมถึง ความม่ันคงปลอดภัยส่วนบุคคล ความม่ันคง
ปลอดภัยทางการเงิน สุขภาพและความเป็นอยู่ ระบบรับประกัน-ช่วยเหลือ ในกรณีของอุบัติเหตุ/
ความเจบ็ ป่วย เป็นต้น

ข้ันท่ี 3 ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ (Love and Belonging
Needs) มนุษย์เม่ือเข้าไปอยู่ในกลุ่มใดก็ต้องการให้ตนเป็นที่รักและยอมรับในกลุ่มท่ีตนอยู่ มนุษย์
ต้องการท่ีจะรู้สึกเป็นเจ้าของและถูกยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับ ความสัมพันธ์ทางสังคมเล็กๆ เช่น
สมาชิกในครอบครัว คู่ชีวิต พ่ีเล้ียง เพ่ือนสนิท หรือ กลุ่มสังคมใหญ่ เช่น สโมสร กลุ่มศาสนา องค์กร
สายอาชีพ ทีมกีฬา แก็งส์ มนุษย์ต้องการท่ีจะรักและถูกรักจากคนอ่ืน ถ้าขาดความต้องการเรื่องนี้ไป
หลายคนกลายเปน็ คนข้เี หงามปี ัญหาการเข้าสงั คม และ เปน็ โรคซึมเศรา้

ข้ันที่ 4 ความต้องการท่ีจะเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self -
Esteem Needs) มนษุ ย์ทุกคนตอ้ งการท่จี ะไดร้ ับการยอมนบั ถือ เคารพใหเ้ กียรติ และเหน็ คุณค่าโดย
คนอ่ืน มนุษย์จึงทากิจกรรมที่ทาใหร้ ู้สกึ ว่าเขาได้มีส่วนทาประโยชน์ เพื่อจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่
ว่าจะเปน็ อาชีพ หรือ งานอดเิ รก มาสโลว์ไดก้ ลา่ วถึงความต้องการความเคารพนับถอื ใน 2 ระดับ คือ

1) ระดับล่าง เป็นความต้องการความนับถือจากคนอ่ืน ความต้องการสถานะ
การยอมรบั ชือ่ เสยี ง ศกั ด์ศิ รี และ ความสนใจ

57
2) ระดับสูง เป็นความต้องการความเคารพตัวเอง ความต้องการความแข็งแกร่ง
ความสามารถ ความเช่ียวชาญ ความมั่นใจในตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเอง และอิสระ ซึ่งเป็น
ความสามารถภายในมากกว่า ซึ่งได้มาโดยผ่านประสบการณ์ ซ่ึงความต้องการในข้ันนี้ถ้าได้รับจะ
ก่อให้เกิดความภาคภมู ใิ จในตนเอง
ข้ันที่ 5 ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง (Self-Actualization Needs)
ความต้องการน้ีเก่ยี วกับศักยภาพสูงสดุ ของบุคคล และ การตระหนักถงึ ศักยภาพน้นั คือความต้องการ
ท่ีปรารถนาจะเป็นมากกว่าที่เขาเป็นอยู่ เป็นความปรารถนาที่จะเป็นทุกๆอย่างท่ีเขาจะสามารถเป็น
โดยเพง่ เลง็ ประโยชน์ของคนอน่ื และของสังคมส่วนรวมเป็นสาคัญ
มาสโลว์ได้กล่าวเน้นว่า ความต้องการต่างๆ เหล่านี้ต้องเกิดเป็นลาดับขั้น และ
จะไม่มกี ารข้ามข้ัน ถ้าขั้นที่ 1 ไม่ไดร้ ับการตอบสนอง ความต้องการในลาดบั ขนั้ ที่ 2-5 ก็ไม่อาจเกิดข้ึน
ได้ การตอบสนองที่ได้รับในแต่ละขั้นไม่จาเป็นต้องได้รับทั้ง 100% แต่ต้องได้รับบ้างเพ่ือจะได้เป็น
บนั ไดนาไปสูก่ ารพัฒนาความต้องการในระดับท่ีสูงข้ึนในลาดับข้ันต่อไป
สรปุ ตามแนวคิดของมาสโลว์ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพ้ืนฐานตามธรรมชาติ
เป็นลาดับขนั้ ตอน คอื ข้นั ความตอ้ งการทางรา่ งกาย ข้นั ความตอ้ งการความม่นั คง ปลอดภยั ขั้นความ
ต้องการความรัก ข้ันความต้องการยอมรับและการยกย่องจากสังคม และข้ันความต้องการในการ
เข้าใจและรู้จักตนเอง หากความต้องการข้ันพ้ืนฐานได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียงสาหรับตนใน
แต่ละข้ัน มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนไปสู่ขั้นที่สูงข้ึน พร้อมท่ีจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ในตนเองทา
ประโยชนใ์ หก้ บั สังคมไดอ้ ย่างเตม็ ที่
ทฤษฏกี ารเรียนรกู้ ลมุ่ มนษุ ยนิยมกบั การประยุกต์ใชใ้ นการพฒั นาหลักสูตร
กลุม่ มนุษยนิยมเน้นความเป็นคนของคน เชอ่ื ว่ามนษุ ย์เกดิ มาพรอ้ มความดี และ
มีอิสระที่สามารถนาตนเอง พ่ึงตนเอง และทาประโยชน์ในสังคม การพัฒนาหลักสูตรควรมีลักษณะ
ดังน้ี
1) หลักสูตรควรเป็นลักษณะหลักสูตรท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (Child Centered
Designs) หลกั สูตรเน้นประสบการณ์ (Experience – Centered Designs) หลกั สูตรแบบมนุษยนิยม
(Humanism Designs)
2) การศึกษาควรเป็นการศึกษาตลอดชีวิตแบบเป็นไปตามธรรมชาติ โดยให้
โอกาสในการศึกษาเลา่ เรยี นแก่บุคคลอยา่ งเต็มที่
3) กิจกรรมหรอื ประสบการณ์เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้มีโอกาสในการเลือกเรยี นในส่ิงที่
ตนสนใจ และผู้สอนจาเป็นต้องกระตุ้นและจัดบรรยากาศการเรียนรู้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียน
ดงั นัน้ การจดั การเรียนคือ การสอนทีเ่ ดก็ เปน็ ศนู ย์กลาง
4) การจัดบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการเรียนรู้และเน้นให้ผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลาง โดยครูเป็นผู้ชี้แนะและทาหน้าท่ีอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนและ
การเรยี นรู้จะเน้นกระบวนการเป็นสาคญั
5) การจัดสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย บริบูรณ์ด้วยความรัก มีอิสรภาพ
และเสรีภาพ ผเู้ รียนจะพัฒนาไปในทางท่ีดีท้งั ตอ่ ตนเองและสังคม

58
จติ วิทยากบั การประยกุ ตใ์ ช้ในการพัฒนาหลกั สูตร
ปัจจัยทางจิตวิทยามีอิทธิพลในการเปล่ียนแปลงจุดมุ่งหมายการศึกษาให้ใกล้
ความเป็นจริงและปฏิบัติได้มากข้ึนและมีวิธีการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับผู้เรียน และส่งเสริมให้
ผู้เรียนเกิดความคงทนในการเรียนรู้ ซึ่งในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะตอ้ ง
อาศัยหลักจิตวิทยาเข้ามาช่วย เพราะจิตวิทยาเป็นรากฐานท่ีสาคัญอย่างหนึ่งในการวางหลักสูตร
รากฐานทางจิตวิทยาดงั กล่าว คือ พัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นในการพัฒนาหลักสูตร
นักพฒั นาหลกั สตู รจึงควรนาแนวปฏบิ ตั ิตามหลักจิตวิทยาไปใชด้ งั น้ี (ชยั วฒั น์ สทุ ธริ ตั น์, 2556 : 41)
1) ต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) ของ
ผู้เรียนรวมทั้งความแตกต่างของระดับพัฒนาการในด้านต่างๆ ภายในตัวของผู้เรียนแต่ละคนต้อง
กาหนดหลักสูตรให้ยึดหยุ่น เพ่ือให้เหมาะสมกับความสามารถในการเรียนของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนมี
โอกาสเลอื กเรยี นวิชาต่างๆ ตามความถนดั ความสนใจและความสามารถของตน
2) ต้องกาหนดขอบเขตเน้ือหาวิชาให้กว้างขวางในระยะต้น เพื่อให้ผู้เรียน
มองเห็นส่วนรวมและได้มีประสบการณ์ขั้นพ้ืนฐานเพียงพอ เม่ือเรียนช้ันสูงจึงมีการจัดวิชาเฉพาะ
สาหรับเลือกหรือหาความชานาญ ซึ่งสอดคล้องกับกฎที่ว่าพัฒนาการเริ่มต้นจากการตอบสนองท่ัวๆ ไป
กอ่ นการตอบสนองเฉพาะ
3) ต้องกาหนดวิชาต่างๆ ไว้อย่างมีระเบียบ โดยการจัดตามลาดับความยากง่าย
และสอดคล้องกับลาดับข้ันของพัฒนาการผู้เรียนโดยคานึงถึงวุฒิภาวะของผู้เรียนแต่ละวัยตลอดจน
ความพร้อมของผ้เู รียน
4) ต้องคานึงถึงผลทีผ่ ู้เรียนไดร้ ับ โดยต้ังความมุ่งหมายไว้ใหผ้ ู้เรียนเจรญิ เติบโต
ได้สว่ นสมั พันธก์ นั ทกุ ด้าน ไมเ่ นน้ ในด้านใดดา้ นหนึ่งจนเกนิ ไปจนลืมด้านอ่นื ท้ังนีเ้ พราะการเจรญิ เติบโต
และพัฒนาการเปน็ เร่อื งท่ีสัมพนั ธ์กนั
5) ต้องคานึงถึงความต่อเนื่องของประสบการณ์ท่ีจัดให้ผู้เรียนทุกระยะ เพราะ
พัฒนาการของผู้เรียนในระยะใดก็ตามย่อมอาศัยพัฒนาการเดิมเป็นรากฐาน การจัดประสบการณ์ให้
ต่อเนอ่ื งกนั จึงเท่ากับเป็นการสง่ เสริมความต่อเนื่องของพัฒนาการไปในตัว เชน่ จดั ลาดับกจิ กรรมและ
เน้ือหาวิชาให้ตอ่ เน่อื งกบั ส่ิงท่ผี เู้ รียนไดเ้ รียนมาก่อนแลว้
6) ตอ้ งคานึงถงึ อัตราความเร็วของความเจริญเติบโตและพัฒนาการในวัยต่างๆ
โดยถือว่าในวัยผู้เรียนเป็นวัยที่การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ที่จัด
ใหผ้ ู้เรียนจึงควรมหี ลากหลายและแปรเปลีย่ นอยเู่ สมอ
7) ต้องคานึงถึงความแตกต่างทางเพศของผู้เรียน โดยกาหนดวิชาและ
ประสบการณ์ให้เหมาะสมกับเพศ เช่น วิชาคหกรรมศาสตร์สาหรับผู้เรียนผู้หญิง วิชาช่างสาหรับ
ผเู้ รียนผชู้ าย วชิ าบางอย่างเหมาะสาหรับทั้งสองเพศ เชน่ ศลิ ปะ ภาษา คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ เป็น
ตน้ ซึ่งควรกาหนดให้เหมอื นกนั
8) ต้องคานึงถึงการปรุงแต่งบุคลิกภาพของผู้เรียน โดยพิจารณาจากพ้ืนฐาน
ของผเู้ รยี นและวัฒนธรรมของสังคมท่เี ป็นอยใู่ นขณะนนั้
9) ต้องมุ่งส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ของผู้เรียน โดยการจัดวิชาให้เหมาะสม
กับผู้เรียนไม่ยากหรือง่ายเกินไป เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับความพึงพอใจจากผลสาเร็จในงานท่ีตนกระทา

59
ประสบการณ์ที่จัดให้ผู้เรียนควรเป็นประเภทท่ีท้าทายหรือเชิญชวนให้ผู้เรียนอยากทดลองกระทาโดย
ไมร่ ู้สึกเบือ่ หน่ายหรอื รู้สกึ ว่าเป็นสิ่งทีป่ ราศจากความหมายแก่ตน

10) ควรเน้นในแง่ของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้กระทาสิ่งต่างๆ มากกว่าการท่องจา
เน้อื หาวชิ า

11) ควรมีเรอ่ื งราวทเี่ กย่ี วพันกบั ชวี ติ ประจาวนั ของผู้เรียน มคี วามหมายมากกว่า
เรือ่ งราวอยา่ งอื่นที่ไกลตวั ผู้เรยี น

กล่าวโดยสรุป ความรู้ด้านจิตวิทยาเป็นข้อมูลพ้ืนฐานที่สาคัญในการพัฒนา
หลักสูตรและจัดการเรียนการสอน นักพัฒนาหลักสูตรควรนาเอาแนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ
และจิตวิทยาการเรียนรู้ มาผสมผสานกันเพื่อให้การออกแบบหลักสูตรมีความเหมาะสมกับผู้เรียนใน
แต่ละระดับ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาตรงตามความต้องการของผู้เรียน เพ่ือให้การจัด
การศกึ ษาเกิดประโยชน์ตอ่ ผู้เรยี นมากทีส่ ุด

พืน้ ฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

การศกึ ษามบี ทบาทในการอนรุ ักษ์และถ่ายทอดวฒั นธรรมของสงั คมไปสู่สมาชกิ รุน่ หลังของ
สงั คม และการศกึ ษายังมีบทบาทต่อการปรบั ปรุงเปลีย่ นแปลงสังคม วัฒนธรรมให้สอดคล้อง กา้ วทัน
กับการเปล่ียนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้นการศึกษาจึงมีบาทบาทสาคัญใน
การขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางท่ีพึงปรารถนา หลักสูตรท่ีใช้สอนในโรงเรียนจึงไม่สามารถแยกส่วน
ออกจากสังคม วัฒนธรรมปัจจุบันที่ผู้เรียนเป็นอยู่ การเตรียมสาหรับสังคมในอนาคต วิชัย ตันศิริ
(2549 : 11- 12) ได้สะทอ้ นภาพอดุ มคติของสังคมไทยในอนาคตวา่ ควรประกอบดว้ ย 4 ประการ คือ

1. สังคมแห่งปัญญาชน (Intellectual Society) เป็นสังคมที่ยกย่องนักคิด นักปราชญ์
มีบรรยากาศท่ีส่งเสริมความรู้และการเรียนรู้ ผู้นาทางความคิดสามารถจัดต้ังตักศิลา (Academic)
หรอื วิทยาลัย (lyceum) ของตนเอง มกี ารแลกเปลยี่ นผลงานวจิ ยั ซึ่งกันและกนั

2. สังคมวิทยาศาสตร์ (Scientific Society) เป็นสังคมท่ีพื้นฐานการศึกษายึดกระบวนการ
วทิ ยาศาสตร์ ซึ่งทาใหค้ นในสงั คมเป็นคนมีเหตผุ ล หลกั ฐานข้อมูลเป็นขอ้ พิสูจนส์ ิง่ ถูกผดิ และมีอทิ ธิพล
ตอ่ แนวทางการดาเนนิ ชีวิตของเขา

3. สังคมแห่งความเป็นพลเมืองดี (Civil Society) เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมของความเป็น
พลเมืองดีท่ีมีคุณธรรม เป็นสังคมที่ยึดกฎหมาย พลเมืองมีจิตสาธารณะ (Public Spirit) เอ้ืออาทร
เพื่อนมนุษย์ ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ

4. สงั คมแห่งนักบกุ เบกิ ทางเศรษฐกิจ (Entrepreneurial Society) เปน็ สังคมทส่ี มาชกิ ใน
สงั คมมบี คุ ลกิ ภาพของการแสวงหา กลา้ คดิ กลา้ ทา กลา้ เสี่ยงต่อการบุกเบิกแนวคิดใหมๆ่

หลักสูตร รูปแบบการเรียนการสอน สาระความรู้ ส่ือ เทคนิควิธีการต่างๆที่ใช้จึงมีความ
แตกต่างไปตามพลวัตรของสังคม ท่ามกลางกระแสของการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกที่
เรียกว่าโลกไร้พรมแดน (Borderless World) หรือ โลกาภิวัตน์ (Globalization) มีความเป็นสากล
(Internationalization) การศึกษาจึงมีบทบาทหน้าที่ต้องเตรียมความพร้อมเยาวชนในสังคมให้มี
ความพร้อมในการใช้ชีวิตและยอมรับการเปล่ียนแปลงของสังคมท่ีเกิดข้ึน อาไพ อินทรประเสริฐ

60
(2545 : 25) ได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างคุณลักษณะของสังคมท่ีมีคุณภาพ
7 ประการ คือ

1. สังคมที่ใช้ฐานความรู้ (Knowledge – Based Society) สังคมคุณภาพประกอบด้วย
คนท่ีใช้ความรู้เป็นรากฐานสาคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความรู้ช่วยสร้างรายได้
รากฐานความรู้ที่จาเป็นในสังคมสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศ

2. สังคมแห่งภูมิปัญญา (Intellectual Society) สังคมคุณภาพต้องประกอบด้วยสังคม
ที่มีความรู้หลากหลาย รู้จักใช้สหวิทยาการให้เป็นประโยชน์พร้อมรับ-แก้-ปรับเปล่ียน อย่างมีเหตุผล
คนในสังคมคุณภาพต้องใช้หลัก “ตรรกะ” มากกว่า “อัตตะ” รู้จักแสวงหาความรู้และนามาใช้อย่าง
ชาญฉลาดให้เหมาะสมกับตนและชมุ ชนทอ้ งถน่ิ

3. สังคมแหง่ การเรียนรู้ (Learning Society) สงั คมคณุ ภาพต้องประกอบไปดว้ ยคนที่ใฝ่รู้
ใฝ่เรียน และปิติในความรู้ที่ได้รับ ใช้วัฒนธรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านสื่อ ที่หลากหลาย
คนในสงั คมมีการถ่ายทอดแลกเปลย่ี นความรอู้ ันนามาซ่ึงการรบั รูแ้ ละมีความเขา้ ใจท่ีดตี อ่ กัน

4. สังคมแห่งความร่วมมือ (Co-Operative Society) สังคมคุณภาพต้องประกอบด้วยคน
ทรี่ ูบ้ ทบาทและหนา้ ทีข่ องตน กระทาสิ่งท่ีเป็นคุณประโยชนต์ ่อสังคม ให้ความรว่ มมือแกส่ ังคม รว่ มแรง
ร่วมใจสรา้ งสรรค์และพัฒนางานให้กา้ วหนา้ ยึดหลักคณุ ธรรมในการทางาน

5. สังคมสมานฉันท์และเอ้ืออาทร (Frabic and Mercy Society) สังคมที่มีคุณภาพต้อง
ประกอบด้วยคนทม่ี ีความรักความห่วงใย มีไมตรีเก้อื กูลกัน ช่วยเหลอื ผู้ทด่ี อ้ ยโอกาสและประสบปัญหา
มองโลกในแง่ดี

6. สงั คมแห่งการรูร้ ักษ์ส่ิงแวดล้อม (Environment and Maintenance Society) สงั คม
ท่ีมีคุณภาพต้องประกอบด้วยคนท่ีมีความตระหนักในความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม รบั ร้แู ละเข้าใจอยา่ งลึกซ้ึง ถึงความสัมพันธข์ องมนษุ ยก์ ับสิ่งแวดล้อม เน้นคุณคา่ และรูร้ ักษ์
ส่งิ แวดล้อมเพอื่ การดารงชีพทีผ่ าสกุ

7. สังคมแห่งสันติสุข (Peaceful Society) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีความเจริญ
รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันท่ีทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดความขัดแย้งกัน สังคม
คุณภาพ ต้องประกอบด้วยคนที่รักความสงบสันติ แก้ไขปญั หาต่างๆโดยใช้หลกั เหตผุ ลและ หลกั ขนั ติธรรม

สังคม วฒั นธรรมกับการประยุกต์ใชใ้ นการพัฒนาหลักสูตร
นักการศึกษาได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพ้ืนฐานทางด้านสังคม วัฒนธรรมต่อการพัฒนา
หลกั สตู รไว้สอดคล้อง สงัด อทุ รานนั ท์ (2532), บญุ มี เณรยอด (2536) และชัยวัฒน์ สทุ ธิรัตน์ (2556)
กล่าวไว้สอดคลอ้ งกนั ดังน้ี
1. หลักสูตรต้องสนองความต้องการและความเป็นจริงของสังคม ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคม
เกษตรกรรม ท่ีกาลังปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมอุตสาหกรรม ดังน้ันการพัฒนาหลักสูตรเกษตรกรรม ท่ี
กาลังปรับเปล่ียนไปสู่สงั คมอุตสาหกรรม การพัฒนาหลักสตู ราจึงต้องมองสังคมในลักษณะที่กว้างและ
ครอบคลุม เพื่อจะได้สนองความต้องการของสงั คมได้อย่างทว่ั ถงึ
2. หลักสตู รจะต้องเน้นในเรื่องความรักชาติ รักประชาชน การให้ความสาคัญกับความรักชาติ
เท่ากบั จะต้องรักประชาชนในชาติ ประชาชนในชาติประสบปัญหาอย่างไรและควรทจ่ี ะให้ความรักโดย

61
การแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง เป็นส่ิงท่ีหลักสูตรจะต้องให้ความสาคัญชาติในความหมายท่ีเป็นส่วนรวม
เป็นประเทศ

3. หลักสูตรจะต้องแก้ปัญหาให้กับสังคมไม่ใช่สร้างปัญหาให้กับสังคม ทุกวันน้ีสังคมไทย
ประสบกบั ภาวะวา่ งงาน ผ้ทู ส่ี าเรจ็ การศึกษาจบไปแล้วหางานทาไม่ได้หลักสูตรย่อมเป็นสว่ นประกอบ
หนึ่งท่ีก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ หลักสูตรจะแก้ปัญหาเหล่าน้ีได้โดยกาหนดให้ผู้สาเร็จการศึกษามี
ความสามารถท่ีจะสร้างงานให้กบั ตนเองได้ไม่เลอื กงาน

4. หลักสูตรจะต้องปรุงแต่งสังคม ลักษณะด้อยของสังคมไทยในส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อถือ
ก็คือ คนไทยยังตกอยู่ในอิทธิพลของความเช่ือทางไสยศาสตร์ โชคลาง ของขลัง ขาดเหตุผล หลักสูตร
จะตอ้ งมบี ทบาทในการแก้ไขสิง่ เหล่านี้ และเนน้ ในเรือ่ งความคดิ ทีเ่ ป็นวิทยาศาสตร์

5. หลักสูตรจะต้องสร้างความสานึกในเร่ืองของการเปล่ียนแปลงทางสังคมท่ีเกิดการ
เปล่ียนแปลงตลอดเวลา ไม่มีใครท่ีจะสามารถรักษาสภาพของสังคมไว้ได้โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
หลกั สตู รจะตอ้ งสร้างความสานึกให้ไดว้ ่าการเปลย่ี นแปลงทางสังคมนนั้ เป็นปรากฎการณธ์ รรมดาไม่ใช่
เป็นเร่อื งร้ายแรง

6. หลักสูตรจะต้องชี้นาในการเปล่ียนแปลงประเพณีและค่านิยม มีประเพณีและค่านิยม
บางอย่างในสังคมไทยที่ปฏิบัติไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เช่น ประเพณีบวชนาคการแต่งงาน
มักจะปฏิบัติกันท่ีเรียกว่า “ตาน้าพริกละลายแม่น้า” สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์หลักสูตรจะต้อง
ชนี้ าใหเ้ ลกิ ปฏบิ ัตสิ ง่ิ ท่ีเปน็ คา่ นิยมที่ไม่ถูกตอ้ งเหมาะสมเหล่านห้ี รือปฏิบตั ดิ ้วยความประหยดั

7. หลักสูตรจะต้องถ่ายทอดวัฒนธรรม เป็นสิ่งท่ีสังคมได้สั่งสมกันมาหลายช่ัวอายุคนส่ิง
ที่ดีที่เหมาะสมก็ยังคงอยู่ถึงสภาพปัจจุบัน จึงเป็นหน้าที่ของหลักสูตรท่ีจะต้องเลือกเอาสิ่งที่เหมาะสม
กับสภาพปัจจบุ ันมาถา่ ยทอดใหก้ ับเยาวชน

8. หลักสูตรจะต้องปลูกฝังในเรื่องความซ่ือสัตย์และยุติธรรมในสังคม สังคมที่ล้าหลัง
ประเทศท่ีด้อยพัฒนา มักเป็นสังคมที่ขาดความซ่ือสัตย์และขาดความยุติธรรมซ่ึงเป็นหน้าที่หลักของ
หลักสตู ร ท่ีจะต้องปลูกฝังความซื่อสัตยแ์ ละยตุ ธิ รรมในสังคม

9. หลักสูตรจะต้องใหค้ วามสาคัญในเรื่องผลประโยชน์ในสงั คม ทุกวันน้ีสังคมไทยยังไม่ได้
กระจายผลประโยชน์ในสังคมได้อย่างท่ัวถึง ผลประโยชน์มักจะตกอยู่กับชนกลุ่มน้อย ผู้มีอานาจ
ผู้ผลิตไม่ได้รับการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนกลาง หลักสูตรจะต้องมี
ส่วนในการแกไ้ ขสิ่งเหลา่ นีเ้ พื่อความมน่ั คงและความสขุ ของสังคม

กล่าวโดยสรุป พ้ืนฐานทางสังคม วัฒนธรรมเป็นข้อมูลสาคัญในการพัฒนาหลักสูตร
เนื่องจากการศึกษาเป็นสถาบันทางสังคมท่ีมีส่วนร่วมสร้างร่วมผลิตสมาชิกในสังคมให้มีคุณลักษณะ
มีศักยภาพไปตามเปา้ หมายทส่ี งั คมวางไว้ รวมท้งั การสร้างภูมิต้านทานต่อวัฒนธรรมท่ีไม่พึงประสงค์ให้
เกิดข้ึนในตัวผู้เรียนด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน
ด้วยเหตุดังกล่าวนักพัฒนาหลักสูตรในหลักสูตรทุกระดับ จึงควรต้องคานึงถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคม
ไดแ้ ก่ การจัดระบบสังคม คา่ นิยม สภาพการณต์ ่างๆ รวมทงั้ ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อเยาวชนซ่ึง
เป็นผลผลิตของหลักสูตรน้ันด้วย

62

พน้ื ฐานทางด้านการเมอื งและการปกครอง

การเมืองและการปกครอง เป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับระเบียบการอยู่ร่วมกันในสังคมของคนหมู่มาก
จึงจาเป็นต้องมีระเบียบแบบแผนหรือกติกาต่างๆ สาหรับสมาชิกในสังคมยึดเป็นแนวปฏิบัติต่อกัน
เพอ่ื ความสงบเรียบร้อยของสังคมและอยู่อยา่ งสนั ตสิ ุข ระบบการเมืองและการปกครองจงึ เป็นระบบท่ี
ช่วยสนับสนุนเกื้อกูลให้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุ กและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ซึ่งแต่ละสังคมจะมีระบบการเมือง และการปกครองเป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง และแตกต่างจาก
สังคมอื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากระบบการเมือง และการปกครองต่างกันเน่ืองด้วยพัฒนามาจาก
พื้นฐานของความรู้สึกนึกคิดของคนท่ีมีสภาพสังคมและวัฒนาธรรมต่างกัน ดังน้ันข้อมูลด้านการเมือง
และ การปกครองที่ควรนามาเป็นพื้นฐานประกอบการพิจารณาในการพัฒนาหลักสูตร ได้แก่ ระบบ
การเมือง ระบบการปกครอง รากฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตย นโยบายของรัฐ เป็นต้น
ซง่ึ สงดั อุทรานันท์ (2532 : 77-93) กล่าวไวด้ ังนี้

การเมืองและการปกครองกับการประยุกตใ์ ชใ้ นการพฒั นาหลกั สูตร
การเมืองและการปกครองมีความสัมพันธ์กับการศึกษาในฐานะท่ีการศึกษามีหน้าที่ ผลิต
สมาชิกที่ดีให้แก่สังคม การศึกษาจึงช่วยให้ผู้เรียนทราบว่าตนมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่อ
สั งคมอย่างไรแล ะคว รแส ดงแ นว คิดหรื อปฏิบัติตน อย่า งไร ในร ะบ บก ารปก คร องรา กฐ า น ข อ ง
ประชาธิปไตย (ชัยฤทธ์ิ พรมมา, 2548 ; ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2556 ) กล่าวได้ว่าแนวคิดการพัฒนา
หลกั สูตรต้องเป็นไปเพ่อื การส่งเสรมิ ระบบการเมืองและการปกครองของชาติ
1. หลกั สตู รมาตรฐานชาติจึงควรบรรจุเนื้อหาวชิ าและประสบการณ์ท่ีจะปลูกฝังให้ผู้เรียน
อย่รู ่วมกันในสังคมได้ดว้ ยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสันตสิ ุข
2. หลักสูตรมีหลักการ เน้นการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับระบบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย ควรยึดหลกั การดงั น้ี

2.1 จดั การศึกษาให้เท่าเทยี ม ท่วั ถึง
2.2 ให้อานาจในการจัดการศกึ ษากระจายไปถงึ ท้องถนิ่
2.3 ใหเ้ สรภี าพ เสถียรภาพแก่บคุ คล ให้โอกาสแสดงความคิดเหน็
2.4 การเรียนการสอนควรใหโ้ อกาสผู้เรียนในการแสวงหาความรู้
2.5 สง่ เสริมใหแ้ กป้ ญั หาดว้ ยตนเอง
2.6. จัดหลักสูตรให้ยดื หยนุ่ ได้ง่าย
2.7 เน้นวชิ ามนุษยสมั พนั ธ์และจรยิ ธรรมเป็นพเิ ศษ
3. การเรียนการสอน ควรเน้นอบรมส่ังสอนผู้เรียนให้เกิดความตระหนักและเห็นความสาคัญ
ของความเปน็ ประชาธิปไตย ดว้ ยวิธีการดังต่อไปน้ี
3.1. ช้ีให้เห็นประโยชน์ของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยการให้คาแนะนา
และฝกึ ปฏิบัติ
3.2 สรา้ งนสิ ยั ใหม้ ีความกระตือรือร้น สนใจในเรื่องราวของบ้านเมือง ตดิ ตามขา่ วสาร
3.3 ปลูกฝงั การมวี ินยั และการเคารพสทิ ธิ เสรีภาพของผอู้ นื่
3.4 ฝึกให้เข้มงวดในเรื่องการเคารพต่อกฎของโรงเรยี น กฎหมายและการเสยี ภาษี
3.5 กระตุ้นและปลกู ฝงั ความตัง้ ใจเรยี น ซ่ือสตั ย์ รบั ผดิ ชอบต่อตนเอง

63
ครอบครวั และประเทศชาติ ฝกึ ให้สนใจและร่วมกันพจิ ารณาปญั หาตา่ งๆ ของสงั คมและหาทางแกไ้ ข

3.6 เปิดโอกาส ใหร้ ่วมมอื ประกอบกิจกรรมเพอื่ ประโยชน์ส่วนรวม
3.7 ให้ความรู้และกระตุ้นให้สนใจการเมือง โดยคานึงถึงหลักการ วิธีการ สิทธิ
หน้าที่ ในฐานะพลเมืองของประเทศ
3.8 ปลูกฝังให้มีความพร้อมท่ีจะมีส่วนร่วมในขบวนการทางเมือง ทั้งในระดับท้องถ่ิน
และระดบั ประเทศชาติ เชน่ การเลือกตัง้ กานัน ผใู้ หญบ่ ้าน สมาชกิ สภาจังหวัด สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
3.9 เน้นให้เห็นถึงความสาคัญของการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยถือว่าเสียงแต่ละเสียง
ทาให้เกิดการเปล่ยี นแปลงได้
สรุปว่าการเมืองและการปกครองเป็นข้อมูลพื้นฐานสาคัญและจาเป็นต่อการออกแบบ
พัฒนาหลักสูตรมากในฐานเป็นตัวขับเคล่ือนส่งเสริมระบบการปกครองของประเทศเพ่ือให้คนอยู่ใน
สังคมได้อย่างมีสันติสุข ข้อมูลพื้นฐานทางการเมืองการปกครองจึงจัดเป็นท้ังเน้ือหา กิจกรรมและ
ประสบการณ์ที่กาหนดไว้ในหลักสูตร เพ่ือให้ผู้เรียนซ่ึงจัดเป็นผลผลิตได้มีคุณภาพท่ีสอดคล้องกับ
ระบอบการปกครองของประเทศ

พืน้ ฐานทางดา้ นเศรษฐกจิ

การศึกษาและเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กัน การศึกษาเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนา
เศรษฐกจิ การศกึ ษาเป็นเครอ่ื งมือสาคัญในการพัฒนาคน คณุ ภาพของคนเป็นส่วนประกอบที่สาคัญใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมที่มีสภาพเศรษฐกิจดี จะทาให้สามารถจัดการศึกษาให้กับคนในสังคมได้
อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เพราะการศึกษาเป็นจักรกลสาคัญในการพัฒนาคน ซึ่งเป็น
ส่วนประกอบท่สี าคญั ทส่ี ุดในทุกระบบเศรษฐกจิ ระบบเศรษฐกจิ จะเจริญก้าวหน้าได้เพียงใดขึ้นอยู่กับ
คุณภาพของคนในสังคมน้ัน การพัฒนาหลักสูตรจึงต้องพัฒนาให้สอดคล้องเหมาะสมกับพ้ืนฐานทาง
เศรษฐกจิ

สงัด อุทรานนท์ (2532 : 77- 93) และ อมรา เล็กเริงสิทธุ์ (2540 : 26-27) ได้สรุปความ
เกี่ยวขอ้ งด้านเศรษฐกจิ ทมี่ ตี อ่ การพัฒนาหลักสตู ร ไวด้ งั น้ี

1. การเตรียมกาลังคน การให้การศึกษาเป็นส่ิงสาคัญในการผลิตกาลังคนในด้านต่างๆ
ใหเ้ พยี งพอ พอเหมาะ และสอดคลอ้ งกับความต้องการในแตล่ ะสาขาวิชาชีพ เพอ่ื ป้องกนั การสญู เปล่า
ทางการศกึ ษา และเพ่ือลดปัญหาการวา่ งงานอันเปน็ อปุ สรรคต่อการพฒั นาประเทศ

หลักสูตรต้องเป็นการเตรียมกาลังคนที่จะสนองกับความต้องการของประเทศ
เหมาะสมกับระดับความสามารถท่ีต้องการ ซึ่งมีท้ังระดับผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการสาขาต่างๆ ระดับ
ช่างฝีมือและระดับกรรมกร รวมท้ังต้องพิจารณาถึงแนวโน้มความต้องการทางเศรษฐกิจของสังคมใน
อนาคตด้วย

2. การพัฒนาอาชีพ ประเทศไทยพืน้ ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นท่ีทางการเกษตร และประชาชน
ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรอาศัยในชนบท ส่วนอาชีพอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการบริการท่ีอยู่
ชมุ ชนเมอื งมีน้อย

หลักสูตรควรเน้นการส่งเสริมอาชีพส่วนใหญ่ของคนในประเทศเพ่ือยกระดับรายได้ให้
สูงข้ึน เพ่ือลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ปัญหาการโยกย้ายถ่ินที่อยู่ เข้ามาสู่การทางาน

64
ด้านอุตสาหกรรมมากจนเกินความจาเป็น ซ่ึงอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การถูกเอารัดเอา
เปรียบ ชมุ ชนแออัด ส่ิงแวดล้อมเป็นพิษ เด็กเรร่ อ่ น ปญั หาทางครอบครัว เป็นต้น

3. การใช้ทรัพยากร เศรษฐกิจเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจากัดให้เกิด
ประโยชน์สงู สดุ เพ่อื สนองความต้องการทไี่ ม่จากัดของมนุษย์

หลักสูตรควรจัดเนื้อหาวิชา กิจกรรมประสบการณ์ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด และเน้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีครบวงจร อันได้แก่ การผลิต การจาหน่าย การบริโภค
การแลกเปลีย่ น และการบริหารโดยเน้นการปฏิบตั จิ รงิ

4. การพัฒนาคุณลักษณะของบุคคลในระบบเศรษฐกิจของคนไทย ยังต้องพัฒนาคนให้มี
คณุ ลกั ษณะที่สอดคล้องกับอาชีพ ทัง้ ทางเกษตรกรรม อตุ สาหกรรมและการบริการ

หลกั สตู รควรคานงึ ถึงการปลุกจิตสานึกในความรับผิดชอบรว่ มกนั สรา้ งค่านิยมในการ
ทางานร่วมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีความขยันหมั่นเพียร รู้จักอดออม มีสติปัญญาในการริเริ่ม
สร้างสรรค์ มคี วามสามารถในการผลิต การสรา้ งงานและการประกอบอาชพี

5. การลงทุนทางการศึกษา การจัดการศึกษาในทุกระดับต้องใช้งบประมาณของรัฐ
โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ซ่ึงเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า การจัดการศึกษาควรคานึงถึง
งบประมาณเพอ่ื การศึกษา แหลง่ เงนิ ท่ีจะช่วยเหลอื ของรฐั ในรปู งบประมาณ

หลักสูตร ควรจัดด้านอุปกรณ์และวิธีการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับงบประมาณ
ของรัฐ เพื่อให้การใชห้ ลักสูตรเปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และต้องคานึงผลตอบแทนจากการลงทุนใน
ดา้ นกาลังคน ปริมาณ และคุณภาพ

สรุปว่าการพัฒนาหลักสูตรจึงจาเป็นต้องใช้ข้อมูลพ้ืนฐานทางด้านเศรษฐกิจมาใช้ใ นการ
กาหนดจุดหมายของหลักสูตร ว่าจะเป็นข้อกาหนดให้เกิดโครงสร้าง หลักสูตร และแนวการจั ด
กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณลักษณะของบุคคลในระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับ
สภาพท่เี ปน็ จรงิ ของสงั คม

พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความเจริญกา้ วหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปจั จัยสาคัญประการหน่ึงที่ทา
ให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การศึกษาจึงต้องทาหน้าที่พัฒนาคนในสังคมให้สามารถ
ปรับตวั เขา้ กบั การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนดว้ ยการจดั การศึกษาทเ่ี พ่มิ พนู ความรู้ ทกั ษะ และเกิดทศั นคติ
ใหม่ๆ อันสอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พื้นฐานทางด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเก่ียวข้องกับการจัดทาหลักสูตรใน 2 ลักษณะคือ เป็นข้อมูลในการ
พัฒนาหลักสูตรเพ่ือพัฒนาคนให้พร้อมรับกับความเปลย่ี นแปลงในสังคม และการนาวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน ดังน้ัน การศึกษา
ขอ้ มูลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทง้ั ในปจั จุบนั และแนวโน้มความเจริญในอนาคต จงึ เปน็ ส่ิง
ท่ีจาเป็นในการพัฒนาหลักสูตรท่ีสอดคล้องกับพัฒนาคนในสังคมให้สามารถปรับตัวเข้ากับการ
เปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี จันทร์เพ็ญ เช้ือพานิช และ
คณะ (2536), สุจิตรา จงอยู่สุข (2542), ธารง บัวศรี (2542) และชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2556) ได้เสนอ
วา่ หลักสตู รที่จะพฒั นาควรมีลักษณะดงั นี้

65
1. หลักสูตรควรใช้ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประกอบการกาหนด
เนื้อหาของหลักสูตร และวิธีการจัดการเรียนรู้ กล่าวคือกาหนดเนื้อหาท่ีพอเพียง ทันสมัย ให้ผู้เรียน
ได้ทราบถึงผลกระทบท่ีเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีตอ่ สังคมและ
สง่ิ แวดล้อม
2. หลักสูตรควรมีความหลากหลาย เปิดโอกาสผู้เรียนได้เลือกเรียนรู้ตามศักยภาพ
ความสนใจ ความต้องการและตามโอกาส โดยใช้ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ใน
การออกแบบ เช่น การสอนแบบทางไกล การสอนแบบจุลภาค (Micro Teaching) การสอนแบบ
โปรแกรม (Programmed Instruction) และการสอนระบบออนไลน์ แบบ E-Learning เปน็ ตน้
3. หลักสูตรปัจจุบันต้องมีการนาส่ือและอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยมาใช้ในการเรียน
การสอน เพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ และเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ได้อย่าง
กว้างขวางมากขึน้ โดยเฉพาะส่อื และอุปกรณ์การเรียนใหม่ เครื่องมอื เคร่ืองใช้ทางอิเลคทรอนิคส์ต่างๆ
เช่น โทรทัศน์ วิดีทัศน์ คอมพิวเตอร์ การเรียนรู้ทางไกลผ่านดาวเทียม การเรียนรู้ผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การสอนโดยใช้หนังสืออิเลคทรอนิคส์
(E-book) และการสอนโดยใช้แท็บเล็ต (Tablet) เปน็ ตน้
4. หลักสูตรจึงต้องบรรจุวิชาวิทยาศาสตร์ท่ีจาเป็นเข้าไปด้วย โดยกาหนดลาดับขั้นให้
สอดคลอ้ งกบั ความต้องการในการเรียนรเู้ ทคโนโลยใี นอนาคต
5. การนาหลักสูตรไปใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรมีการเตรียมครูและนักเรียนใน
การใชส้ ่อื การเรียนและอปุ กรณท์ ่ีทนั สมัยเหล่านี้ใหเ้ ขา้ ใจการใช้ประโยชนท์ ี่ชัดเจน
6. การเลือกใช้เทคโนโลยีที่จะนามาจัดการเรียนการสอน ธารง บัวศรี (2542 : 141)
ได้เสนอแนะว่า นักพัฒนาหลักสูตรต้องมีความรอบรู้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีของประเทศเจริญอยู่ใน
ระดับใด เทคโนโลยีพื้นฐานที่จาเป็นควรนามาสอนมีอะไรบ้างและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามีอะไรบ้าง
ซง่ึ ตอ้ งเลอื กนามาใชอ้ ยา่ งเหมาะสมกับผูเ้ รียน
ดังน้ันกลา่ วโดยสรุปวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยยี งั มคี วามสมั พันธก์ บั ชีวิตของมนุษย์อกี มาก
ทั้งด้านการสื่อสาร การแพทย์ การศึกษา การเกษตร และด้านอ่ืน ๆ ซึ่งหน่วยงานทางการศึกษาต้อง
คานึงถึงการพัฒนาหลักสูตรให้คนของประเทศมีความรู้และความสามารถที่เท่าทันและรองรับ
พัฒนาการของเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดย้ัง โดยมีการพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านวทิ ยาศาสตรท์ ่ี
ใชเ้ ปน็ ฐานในการเรียนรู้เทคโนโลยี เพือ่ ให้คนในประเทศมคี วามสามารถในการผลติ และใช้เทคโนโลยี
ได้อย่างดมี ปี ระสิทธิภาพ ซงึ่ จะสง่ ผลต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วย

บทสรุป

บทน้ีได้กล่าวถึงปัจจัยพื้นฐาน 6 ด้านท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตร
ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยด้านปรัชญาการศึกษา จิตวิทยา สังคมและวัฒนธรรม การเมือง และ
การปกครอง เศรษฐกิจ และ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญสาหรบั นักพัฒนาหลักสูตร
ต้องศึกษาและทาความเข้าใจอย่างลึกซ้ึง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการพัฒนาหลักสูตรในแต่
ละขั้นตอน ซ่งึ ปจั จยั ดงั กลา่ วข้างตน้ จะมบี ทบาทสาคญั ในการกาหนดจดุ ม่งุ หมายของหลกั สตู ร เนอ้ื หา
สาระในหลักสูตรการจัดกิจกรรม และการวัดประเมินผล หากนักพัฒนาหลักสูตรและผู้เกี่ยวข้องมี

66
การศึกษาปัจจัยพ้ืนฐานและวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วจะสามารถทาให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรท่ีมี
คณุ ภาพมคี วามสอดคล้องกับความต้องการของสังคม เศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง วฒั นธรรม
ความต้องการและพัฒนาการของผู้เรียน และทันสมัยต่อความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีที่พฒั นาอย่างไม่หยุดยัง้

67

คาถามทบทวน

ตอบคาถามต่อไปนี้
1. จงอธิบายปัจจยั พ้ืนฐานอะไรบ้างที่ต้องนามาพิจารณาในการพัฒนาหลักสตู ร เพราะเหตุใด
2. จงวิเคราะห์ความสาคัญจาเป็นของปัจจัยพื้นฐานแต่ละปัจจัยมีความสาคัญต่อการ
พัฒนาหลกั สตู รอย่างไร
3. จงอธิบายพื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา เป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการจัดการศึกษา
อยา่ งไร และนาไปส่กู ารพัฒนาองคป์ ระกอบใดของหลักสตู ร
4. จงวิเคราะห์หลักการ แนวคิดการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ยดึ ปรชั ญาการศึกษาใด
5. จงอธิบายพ้ืนฐานดา้ นจิตวทิ ยา เปน็ ปัจจัยทมี่ อี ิทธพิ ลตอ่ การพฒั นาองคป์ ระกอบใดของ
หลักสูตร
6. จงวิเคราะห์หลักการ แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษา ขัน้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 ยดึ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มใด พรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ
7. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างการพัฒนาหลักสูตรมีความสอดคล้องกับสภาพสังคม
ปจั จุบนั และเตรียมมนษุ ย์สาหรบั สังคมอนาคตอย่างไร
8. จงอธิบายพ้ืนฐานด้านการเมืองและการปกครอง และด้านเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการ
พฒั นาหลักสูตรเหมอื นกนั หรือแตกต่างกันอย่างไร
9. จงยกตัวอย่างความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันท่ี
นกั พฒั นาหลกั สูตรตอ้ งนามาใชใ้ นการพัฒนาหลกั สูตร
10. จงอธิบายเช่ือมโยงข้อความนี้กับการปัจจัยพื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร “เสริมวัคซีน
เด็กไทย พ้นหลุมพรางยคุ เสอ่ื มส่ือดิจติ อล”

68

เอกสารอ้างอิง

จนั ทร์เพญ็ เชอ้ื พานิช และคณะ. (2536). ประมวลบทความหลกั สตู ร : สาระรว่ มสมยั .
กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

ชยั ฤทธิ์ พรมมา. (2548). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา หลักสตู รและการจดั การศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน. สรุ นิ ทร์ : คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุรินทร์.

ชัยวฒั น์ สทุ ธริ ัตน์. (2556). การพัฒนาหลกั สูตร ทฤษฎีสูก่ ารปฏิบัต.ิ กรงุ เทพมหานคร : วีพรนิ ท.์
ทศิ นา แขมมณ.ี (2553). ศาสตร์การสอน : องคค์ วามรเู้ พ่อื การจดั กระบวนการเรียนรทู้ มี่ ี

ประสิทธิภาพ.กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ธารง บวั ศร.ี (2531). ทฤษฎหี ลกั สตู ร : การออกแบบและพฒั นา. กรุงเทพมหานคร : เอราวัณ

การ พมิ พ์.
. (2542). ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและพัฒนา. พิมพค์ ร้ังท่ี 2 กรุงเทพมหานคร :
สานักพิมพพ์ ัฒนาศกึ ษา.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2546). การพฒั นาหลกั สูตรและการวจิ ัยเก่ยี วกับหลักสตู ร. กรงุ เทพมหานคร :
สุวีริยาสาสน์.
บญุ มี เณรยอด. (2536). ขอ้ มลู พ้นื ฐานด้านต่างๆในการพัฒนาหลกั สตู ร. กรงุ เทพมหานคร :
สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประสาท อศิ รปรดี า. (2546). สารัตถะจิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครงั้ ท่ี 3. มหาสารคาม : โครงการ
ตาราง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสารคาม.
พรรณี ชทู ยั เจนจติ . (2538). จติ วิทยาการเรยี นการสอน. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4 กรุงเทพมหานคร : ต้นอ้อ
ไพฑูรย์ สินลารัตน. (2523). ปรชั ญาการศึกษาเบ้อื งตน้ . กรงุ เทพมหานคร : คณะครศุ าสตร์
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
เมธี ปลันธนานนท. (2523). ปรัชญาการศกึ ษาสาหรับครู. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.
รุจิร์ ภู่สาระ. (2545). การพัฒนาหลักสูตร : ตามแนวปฏริ ูปการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั บุ๊ค
พอยทจ์ ากัด.
วชิ ัย ดสิ สระ. (2535). การพฒั นาหลักสูตรและการสอน. กรุงเทพมหานคร : สวุ ีริยาสาสน.์
วชิ ัย ตนั ศิร.ิ (2549). อดุ มการณท์ างการศกึ ษา : ทฤษฎี และภาคปฏิบัติ. กรงุ เทพมหานคร :
สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วชิ ยั วงษใ์ หญ.่ (2554). การพัฒนาหลักสูตรระดบั อดุ มศึกษา. พมิ พ์คร้ังท่ี 2 กรุงเทพมหานคร :
บริษัท อาร์ แอนด์ ปรนิ้ ท์ จากดั .
สงัด อุทรานนั ท์. (2532). พืน้ ฐานและการพัฒนาหลักสูตร. พมิ พ์คร้ังท่ี 3 กรงุ เทพมหานคร :
มิตรสยาม
สุจิตรา จงอยสู่ ุข. (2542). เอกสารตาราเร่อื งหลกั สูตรประถมศึกษา. นครสวรรค์ : คณะครศุ าสตร์
สถาบันราชภฏั นครสวรรค.์
สมุ ติ ร คุณากร. (2523). หลกั สูตรและการสอน. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พช์ วนพิมพ์.

69

สรุ างค์ โค้วตระกูล. (2552). จติ วทิ ยาการศึกษา. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 8 กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์
แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

สุวรรณา รตั นธรรมเมธ.ี (2554). หลักสตู รและการจัดการ. สุรินทร์ : มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ นิ ทร.์
โครงการจดั ทาตาราและงานวิจยั เฉลมิ พระเกียรติ ค82 พรรษา พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หวั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ กลุม่ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื .

อมรา เล็กเริงสินธ์ุ. (2540). หลักสตู รและการจดั การมธั ยมศกึ ษา. พมิ พค์ รั้งท่ี 3 กรุงเทพมหานคร :
ฝ่ายเอกสารและตารา สถาบนั ราชภฏั สวนดุสิต.

อภิภา ปรัชญาพฤทธ.ิ์ (2555). หลักสตู รและการเรยี นการสอนอดุ มศกึ ษา : พาราไดมแ์ ละวิธี
ปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพมหานคร : อนิ ทภาษา.

อาไพ อนิ ทรประเสริฐ (2545). การศึกษากับสังคมคณุ ภาพ. วารสารวิชาการ “นวสาร” ปีท่ี 1
ฉบับที่ 1/2545.

Anita E.Woolfolk. (1998). Education Psychology. 7th ed. Boston : Allyn and Bacon.
Glatthorn A. Allan. (2004). Developing a Quality Curriculum. Waveland Press, Inc.
Kneller, G. F. (1971). Introduction to Philosophy of Education. New York : John Wiley

& sons.
Kohlberg,L(1976). Moral Stages and Moralization : The cognitive-Development

Approach. In Lickona,T. (Ed) Moral Development and Behavior. State
University of York at Cortland .
Ornstein and Hunkins. (1993). Curriculum: Foundation, Principles and Issue. 2 th ed
Boston : Allyn and Bacon.
Pavlov I Petrovich.(1971). Motivating Human Behavior. New York : McGraw – Hill.
Taba, Hilda. (1962). Curriculum Development : Theory and Practice. New York :
Harcourt, Brace And World.
Thorndike R.L. and Hagen, E. (1961). Measurement and Evaluation in Psychology
and Education. New York : John Wiley. & sons.

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 3
การออกแบบหลักสตู ร

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

หลังศึกษาบทเรียนน้ีแล้ว นกั ศึกษาควรมีความสามารถ ดงั น้ี
1. อธิบายและสรปุ ความหมายของการอออกแบบหลักสูตรได้
2. ระบปุ ระโยชน์ของการออกแบบหลักสตู รได้
3. อธิบายหลกั การของการออกแบบหลกั สูตรท่ีดีได้
4. วเิ คราะห์ลกั ษณะเดน่ ขอ้ จากัดของหลกั สูตรแต่ละประเภทได้
5. วิเคราะห์เปรยี บเทียบลกั ษณะหลักสตู รแตป่ ระเภทได้
6. อธบิ ายเชอื่ มโยงปัจจัยพื้นฐานกับประเภทของหลกั สตู รได้
7. เม่ือเสนอ “หลักสูตรตัวอย่าง” นักศึกษาวิเคราะห์ได้ว่าหลักสูตรดังกล่าวมาจัดอยู่ใน
หลักสูตรประเภทใด พร้อมเหตุผลและลักษณะสาคัญได้
8. ทางานร่วมกบั ผูอ้ น่ื ไดแ้ ละมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ งานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย

เนอ้ื หา

ความหมายการออกแบบหลักสตู ร
ประโยชน์ของการออกแบบหลักสตู ร
หลักการของการออกแบบหลักสูตรท่ีดี
แนวคิดในการออกแบบหลักสูตร
ประเภทของหลักสูตร

หลักสตู รรายวิชา (Subject Curriculum)
หลกั สตู รสัมพนั ธ์วชิ า (Correlated Curriculum)
หลักสตู รกว้าง (Broad-Field Curriculum)
หลกั สูตรแกน (Core Curriculum)
หลักสูตรประสบการณ์ (Experience Curriculum)
หลักสตู รเกณฑ์ความสามารถ (Competencies-Based Curriculum)
หลักสูตรบูรณาการ (Integrated Curriculum)
หลกั สตู รเพ่อื ชีวิตและสังคม ( Social Process and Life Function Curriculum)

วธิ กี ารสอน

1. วธิ ีสอน
1.1 วิธสี อนแบบอภปิ ราย
1.2 วธิ สี อนแบบบรรยาย

72
1.3 วธิ สี อนแบบกลุ่มเรยี นรู้
2. เทคนคิ การสอน
2.1 การใช้คาถาม
2.2 การใช้ผังกราฟฟกิ
2.3 กระบวนการกลุ่ม
3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขั้นนา
3.1 นักศึกษาทบทวนเก่ียวกับความสาคัญของปัจจัยพื้นฐานและจุดเด่นของแต่ละ
ปจั จยั พื้นฐานกับการพัฒนาหลกั สูตร โดยการถามตอบ
3.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์ นาเสนอเน้ือสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และช้ินงานที่จะ
เกิดขึน้ ในการเรียนร้คู ร้ังนด้ี ้วย Microsoft Power Point
3.3 ผ้สู อนนาแนวคดิ /คาตอบของนกั ศึกษาเชื่อมโยงกบั เนื้อหาของบทเรยี น
ขัน้ สอน
3.4 นกั ศกึ ษาเข้ากลุม่ ระดมสมองเกีย่ วกับประเดน็ ท่ีกาหนดให้พร้อมเสนอตอ่ กลุ่ม

3.4.1 ความหมายการออกแบบหลักสตู ร
3.4.2 ประโยชน์ของการออกแบบหลกั สูตร
3.4.3 หลักการของการออกแบบหลกั สตู รทีด่ ี
3.5 กลมุ่ นาเสนอผลการระดมสมอง สมาชิกในห้องร่วมกบั อภิปรายซักถาม
3.6 ผสู้ อนบรรยายเพ่ิมเตมิ ความรู้ ใน 3 ประเด็นด้วย Microsoft Power Point
3.7 นักศึกษาแบ่งกลุ่มย่อย 8 กลุ่ม ศึกษาประเภทของหลักสูตรท่ีได้รับมอบหมาย
วิเคราะห์ใน 3 ประเด็น คือ 1) แนวคดิ ในการพัฒนา 2) ลักษณะเดน่ 3) ขอ้ ดีและข้อจากดั
โดยศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนและศึกษาจาก Internet เขียนลง
กระดาษ โปรสเตอร์ ในรปู แบบผังกราฟฟิก หรอื ตารางพรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ
หลกั สตู รรายวิชา (Subject Curriculum)
หลกั สูตรสมั พันธว์ ชิ า (Correlated Curriculum)
หลักสูตรกว้าง (Broad-Field Curriculum)
หลกั สูตรแกน (Core Curriculum)
หลกั สตู รประสบการณ์ (Experience Curriculum)
หลักสตู รเกณฑ์ความสามารถ (Competencies-Based Curriculum)
หลกั สตู รบรู ณาการ (Integrated Curriculum)
หลกั สตู รเพ่อื ชวี ิตและสังคม (Social Process and Life Function Curriculum)
3.8 กล่มุ นาเสนองาน สมาชกิ ในห้องร่วมกับอภิปรายซักถาม
3.9 นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันอภิปราย วิเคราะห์ เปรียบเทียบความลักษณะเด่น
ของหลักสูตรแต่ละประเภท
3.10 นกั ศึกษานา “หลักสตู รตัวอย่าง” ที่กลมุ่ นามา รว่ มกันวิเคราะห์หลักสตู รที่นามา
จดั อยูใ่ นหลักสตู รประเภทใด พร้อมเหตผุ ลและลักษณะสาคัญ

73

ขนั้ สรปุ
3.11 ผู้สอนนาเสนอสรุปเนื้อหาของบทเรียน ด้วย Microsoft Power Point พร้อม
ซกั ถาม
3.12 นักศึกษาและผสู้ อนรวมกันสรุป “หลกั การของการออกแบบหลกั สตู รทีด่ ี”
3.13 นักศกึ ษาตอบคาถามทา้ ยบท และบันทกึ การเรยี นรู้ (Learning Log)

สอ่ื การเรยี นการสอน

1. Microsoft Power Point
ความหมาย ประโยชน์ แนวคดิ ในการออกแบบหลักสตู ร และประเภทของหลักสูตร

2. เอกสารประกอบการสอนการพฒั นาหลักสูตร
3. Internet และ Website ทางการศกึ ษา
4. หลกั สตู รของจริงประเภทต่างๆ

การวัดและประเมินผล

หลังศกึ ษาบทเรยี นนแี้ ลว้ นักศึกษาควรมีความสามารถ ดังน้ี

พฤติกรรม วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารผา่ น
1. อธบิ ายและสรุปความหมายของการ
อออกแบบหลักสูตรได้ สังเกต พฤตกิ รรมการ
2. ระบปุ ระโยชนข์ องการออกแบบ การตอบคาถาม แบบสังเกต แสดงออกท้ังการ
หลักสตู รได้ และอภปิ ราย/ พฤติกรรม/ ตอบคาถาม /การ
3. อธบิ ายหลักการของการออกแบบ ตรวจชน้ิ งาน/ แบบประเมิน รว่ มอภิปราย/
หลักสตู รทีด่ ีได้ บนั ทกึ การเรียนรู้ ชน้ิ งาน การทางานกลมุ่
4. วเิ คราะห์ลกั ษณะเด่น ข้อจากัดของ (Learning Log) ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ
หลักสูตรแตล่ ะประเภทได้ 80
5. วเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บลักษณะ ช้ินงานท่ที า
หลักสตู รแต่ประเภทได้ สอดคล้องกับ
6. อธิบายเชอ่ื มโยงปัจจยั พื้นฐานกับ วัตถปุ ระสงค์
ประเภทของหลักสตู รได้ ครอบคลุมเน้ือหา
7. เมอ่ื เสนอ “หลกั สูตรตัวอยา่ ง”
นักศึกษาวเิ คราะหไ์ ด้ว่าหลกั สูตร
ดงั กลา่ วมาจดั อยู่ในหลักสูตรประเภทใด
พร้อมเหตุผลและลกั ษณะสาคัญได้

74

พฤติกรรม วิธกี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์การผา่ น
8. ทางานรว่ มกบั ผูอ้ น่ื ไดแ้ ละมคี วาม สังเกตการทางาน แบบสงั เกต เสนอความ
รับผดิ ชอบตอ่ งานทีไ่ ด้รับมอบหมาย กลุม่ /ตรวจ พฤติกรรม/ คดิ เหน็
ชิน้ งาน/ แบบประเมิน ชัดเจน
บนั ทกึ การเรยี นรู้ ช้นิ งาน ส่งงานตรงเวลา
(Learning Log) ผา่ นรอ้ ยละ 80

บทที่ 3
การออกแบบหลกั สตู ร

จากการศึกษาปัจจัยพ้ืนฐานท่ีส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรทาให้นักพัฒนาหลักสูตรได้
แนวคิดและทิศทางการกาหนดรูปแบบและโครงสร้างของหลักสูตรเพราะปัจจัยเหล่าน้ีจะนามา
เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบสาคัญของหลักสูตร การออกแบบหลักสูตรจึงเป็นข้ันตอนหนึ่งใน
กระบวนการพัฒนาหลักสูตร โดยในบทน้ีจะนาเสนอแนวคิด ความหมาย ประโยชน์ หลักการของการ
ออกแบบหลักสูตร พรอ้ มนาเสนอประเภทของหลักสตู ร

ความหมายการออกแบบหลกั สูตร

การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design) มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมาย
ไว้ดงั นี้

ปราณี สังขะตะวรรธน์ และสิริวรรณ ศรีพหล (2545 : 93) อธิบายความหมายของการ
ออกแบบหลักสตู รว่า เปน็ การวางแผนเพื่อพฒั นาผเู้ รียนใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงคข์ องหลกั สตู ร

ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ (2556 : 39) กล่าวถึงความหมาย การออกแบบหลักสูตรว่า
เป็นการจัดวางตาแหน่งขององค์ประกอบแต่ละรายการในขอบข่ายเน้ือหาสาระท้ังหมดของหลักสูตร
หรือแผนการจัดการเรียน

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2556 : 50) ให้ความหมายการออกแบบหลักสูตรว่า เป็นการจัด
องค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เน้ือหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน
และการประเมนิ ผล ให้มคี วามเหมาะสม มคี วามสอดคล้องสมั พันธ์ต่อเน่ืองและกลมกลนื กัน

ทาบา (Taba, 1962 : 382) ให้ความหมายการออกแบบหลักสูตรว่า เป็นการจัด
องค์ประกอบพ้ืนฐาน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ จุดหมาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ เน้ือหา
กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล โดยหลักใหญ่ของการออกแบบ คือ การกาหนด
กรอบหรือขอบเขต การเรยี งลาดบั การพิจารณาความตอ่ เน่ืองและการบรู ณาการ

ชายส์ (Zais, 1976 : 16) ให้ความหมายการออกแบบหลักสูตรว่า เป็นการจัด
ส่วนประกอบหรือองค์ประกอบของหลักสูตร ซ่ึงประกอบด้วยจุดหมาย เนื้อหา กิจกรรมการเรียน
และการประเมนิ ผล

แพรทท์ (Pratt, 1994 : 5) ให้ความหมายของการออกแบบหลักสูตรว่า เป็นการจัดเนื้อหา
สาระและมวลประสบการณ์ในหลักสูตรเข้าเป็นหมวดหมู่ ซึ่งคานึงถึงการเรียงลาดับท่ีเหมาะสม
สมั พนั ธต์ อ่ เนอ่ื งและความกลมกลืนกนั

จากความหมายของการออกแบบหลักสูตรข้างต้นสรุปได้ว่า การออกแบบหลักสูตรเป็น
การจัดองค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่ จุดหมาย/เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ กิจกรรม
การเรียนการสอน/ประสบการณ์ และการวัดและการประเมินผลให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์
ตอ่ เนอื่ งกนั อยา่ งเหมาะสม

76

ประโยชนข์ องการออกแบบหลกั สูตร

จากความสัมพันธ์การออกแบบและพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่า
การออกแบบมีประโยชน์มากต่อการได้มาซ่ึงหลักสูตรที่มีคุณภาพ ดังน้ันการออกแบบหลักสูตร จึงมี
ประโยชน์ดังนี้ (ชัยวฒั น์ สุทธริ ตั น์ ; 2556 : 52- 53)

1. การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยสร้างความม่ันใจว่าหลักสูตรที่สร้างข้ึนสามารถเป็น
แนวทางในการปฏิบัติได้ การออกแบบหลักสูตรที่เน้นจุดมุ่งหมายของหลักสูตรเป็นสาคัญ เป็นการ
สร้างความม่ันใจว่าหลักสูตรท่ีสร้างขึ้นสามารถนาไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ เพ่ือนาไปสู่ความสาเร็จ
ทีบ่ รรลจุ ุดมุ่งหมายของการจดั การศกึ ษาได้

2. การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยเพ่มิ โอกาสความสาเร็จในการจัดการศึกษาการออกแบบ
เป็นการจัดองค์ประกอบทั้ง 4 ของหลักสูตรให้สอดคล้องกัน การออกแบบหลักสูตรท่ีดีจึงเป็น
แนวทางให้กับผู้ใช้หลักสูตรเกิดความเข้าใจง่ายและนาไปใช้ได้สาเร็จบรรลุตามจุดมุ่งหมายของ
หลกั สตู ร

3. การออกแบบหลักสูตรท่ีดีช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน การออกแบบหลักสูตรเป็น
การสร้างพิมพ์เขยี ว เพ่ือใหผ้ ู้ใชห้ ลกั สตู รได้เห็นประสบการณ์ท่ีจาเปน็ ที่ผ้เู รียนตอ้ งได้รับ ซึ่งจะช่วยให้
ผู้ใช้หลักสูตรมีความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีสามารถนาไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้
โดยไม่ต้องเสียเวลามาศึกษารายละเอียด และตีความเอาเอง ซึ่งอาจคลาดเคล่ือนไปจากจุดมุ่งหมาย
ของหลักสูตรได้

4. การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยในการสื่อสารและการประสานงาน นักพัฒนาหลักสูตร
ที่สามารถออกแบบหลักสูตร เอกสารการสอน และคู่มือต่างๆ ท่ีช่วยในการส่ือสารเพิ่มความเข้าใจ
ที่ง่ายในการนาหลักสูตรไปใช้โดยที่ครูหรือผู้นาหลักสูตรไปใช้ไม่ต้องใช้เวลามาจัดอบรมเพ่ือชี้แจง
เก่ียวกับตวั หลักสูตรและการนาหลกั สตู รไปใช้ ส่งผลให้การนาหลกั สตู รไปใช้ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

5. การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยลดความตงึ เครียด การออกแบบเป็นการวางแผนสาหรับ
การจัดการศึกษาโดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การวางแผนเป็นการทานายความต้องการ
ส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคตโดยมีข้อมูลประกอบหลายๆ ด้าน การออกแบบหลักสูตรจึงเป็นการสร้าง
พิมพ์เขียวจากส่ิงท่ีเป็นนามธรรมไปสู่การสร้างพิมพ์เขียวท่ีเป็นรูปธรรม โดยกาหนดหรือออกแบบ
โครงสร้างต่างๆ เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติสามารถนาไปปฏิบัติได้โดยไม่ยุ่งยาก และเม่ือผู้ปฎิบัติมีแนวทางและ
มองเห็นภาพความเป็นไปได้ในการปฏิบตั สิ งู และชว่ ยลดความตึงเครยี ดในการนาหลักสตู รไปใช้

บุญเลี้ยง ทุมทอง (2553 : 175 - 176) ได้กล่าวถึงผลท่ีได้จากการออกแบบและพัฒนา
หลักสูตรเป็นงานที่มีกระบวนการและขั้นตอนที่ซับซ้อน และเป็นงานท่ีอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัด
หลักสูตร นักวิชาการ นักพัฒนาหลักสูตร ให้มาทางานร่วมกับบุคคลหลายฝ่าย การพัฒนาหลักสูตร
จึงจะประสบความสาเร็จตามจดุ หมายแล้ว ยอ่ มก่อให้เกดิ ประโยชนด์ ังนี้

1. เป็นการพัฒนาการศึกษาของชาติให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามท่ีวางไว้ เพ่ือให้การศึกษา
ของชาตเิ ป็นการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาผ้เู รียนให้สอดคลอ้ งกบั ความเจรญิ ของสังคมและของโลก

2. เป็นการพัฒนาระบบการศึกษาให้เจริญก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ
โลก โดยเฉพาะในโลกยคุ ท่ีเรยี กวา่ “โลกยุคโลกาภวิ ัฒน์”

77
3. เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการพัฒนาการเรียนการสอน
แกผ่ ูเ้ รยี น

3.1 มีความสามารถเปล่ยี นแปลงทกั ษะในดา้ นตา่ งๆ
3.2 มคี วามรเู้ พยี งพอทจ่ี ะศึกษาในระดบั สงู ขึน้ ไปได้
3.3 ประพฤติเป็นพลเมอื งดีของสังคม
3.4 มีจิตใจและร่างกายทีแ่ ขง็ แรงสมบูรณ์
3.5 มคี วามเขา้ ใจและรักษาความงามตามธรรมชาติ
3.6 มวี ฒั นธรรมและศีลธรรมอนั ดีงาม
3.7 มีความสนใจและเชย่ี วชาญในด้านใดดา้ นหน่ึงเป็นพเิ ศษ
3.8 มีความสนใจในการดาเนนิ ชีวิตในสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3.9 มีความสามารถในการแก้ปญั หาในชวี ติ และในสงั คมได้
ดังนั้นการออกแบบหลักสูตรจึงมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยสร้างความม่ันใจว่า
หลักสูตรท่ีสร้างขึ้นสามารถเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้จริง ซ่ึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในความสาเร็จของ
การนาหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ อีกท้ังเป็นการช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน เน่ืองจาก
ผู้ใช้หลักสูตรมีความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของ
การศึกษาของชาติ โดยเฉพาะคุณภาพของคนในขาติให้สามารถดาเนนิ ชีวิตให้สอดคล้องกบั ความเจริญ
ของสังคมและของโลก

หลักการของการออกแบบหลกั สูตรทดี่ ี

การออกแบบหลักสูตรท่ีดีและมีประสิทธิภาพ มีหลักการสาคัญดังต่อไปน้ี (มหาวิทยาลัย
สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2536 : 95-98)

1. วัตถุประสงค์การออกแบบ การออกแบบหลักสูตรควรออกแบบวัตถุประสงค์ให้
เหมาะสมกับประเภทของหลักสูตร ลักษณะของหลักสูตรและระดบั ของหลกั สูตร เช่น การออกแบบ
ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับประถมศึกษา ก็ควรมี
ความเหมาะสมและสัมพันธ์กับความต้องการหรือจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาในระดับ
ประถมศึกษาดว้ ย

2. การประสานกลมกลืนขององค์ประกอบหลักสูตร การออกแบบหลักสูตรท่ีดีควรมี
ลักษณะประสานกลมกลืนกับส่วนประกอบท้ัง 4 ส่วนอย่างพอเหมาะ เป็นไปตามสมัยนิยมและ
สามารถปรับปรุงเปล่ียนแปลงได้ กล่าวคือ จาเป็นต้องจัดวัตถุประสงค์ เน้ือหา กิจกรรมการเรียน
การสอน และการประเมินให้สอดคล้องความสัมพันธก์ ัน โดยวตั ถปุ ระสงค์เป็นตัวกาหนดเน้อื หา และ
วิธกี ารจัดกิจกรรม และการประเมินผล ที่สามารถปรับปรุงเปล่ียนแปลงได้ตามความสนใจและเวลาท่ี
เปลย่ี นแปลง

3. ความยากง่ายในการนาไปสร้างหลักสูตร การอออกแบบท่ีดีควรมีลักษณะง่ายต่อการ
นาไปใชใ้ นการสรา้ งหลักสูตร และสอดคล้องกบั ความต้องการของสงั คม


Click to View FlipBook Version