The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orawan Nimtalung, 2022-06-19 02:44:52

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

382

บทสรุป

บทน้ีได้กล่าวถึงกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซ่ึงเป็นหลักสูตรที่ใช้ในการจัด
การเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งการจัดทาหลักสูตรจะต้องสะท้อนความเป็นท้องถิ่น ตอบสนอง
ความต้องการของชุมชน และมีความสอดคล้องตามหลักการ มาตรฐานตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซ่ึงเป็นการศึกษาหลักสูตรแกนกลางของชาติ การพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาจึงต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่าย เข้ามามีส่วนรวมในการพัฒนา อันได้แก่ ครูท่ีเป็น
ผู้เชี่ยวชาญในการสอน ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ วิทยากรท้องถิ่น นักวิชาการหรือนักพัฒนา
หลักสูตรจากสถาบันการศึกษาในท้องถ่ิน รวมถึงผู้ปกครอง และนักเรียน เพ่ือทาการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการกาหนดองค์ประกอบสาคัญ เช่น วิสัยทัศน์ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา คาอธิบายรายวิชา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเกณฑ์การจบ
การศกึ ษา ท้ังนี้เพอ่ื ใหไ้ ด้หลกั สตู รท่มี คี ุณภาพสาหรบั พฒั นาผเู้ รยี น

383

คาถามทบทวน

1. จงอธบิ ายความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษา
2. จงอธิบายความสาคัญของหลกั สูตรสถานศกึ ษาพร้อมยกตัวอย่าง
3. จงอธบิ ายขัน้ ตอนการพัฒนาหลกั สตู รสถานศึกษา
4. จงอธิบายกระบวนการการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา
5. จงอธิบายกระบวนการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
6. จงวเิ คราะห์องค์ประกอบสาคัญของหลักสตู รสถานศึกษามีอะไรบ้างและมีความจาเป็น
อยา่ งไร
7. จงอธิบายการกาหนดวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาที่สะท้อนความเป็นท้องถ่ินและ
สอดคล้องกับมาตรฐานหลกั สูตรชาตคิ วรทาอยา่ งไร
8. จงอธบิ ายการกาหนดคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ได้มาอย่างไร
9. จงอธิบายถึงการกาหนดรายวิชาเพ่ิมเตมิ /กิจกรรมเพม่ิ เตมิ มีความจาเปน็ หรือไม่อย่างไร
10. นกั ศึกษาคิดว่าหลักสตู รสถานศกึ ษามคี วามสาคัญต่อใครบ้าง เพราะเหตใุ ด
จงอธิบาย

384

เอกสารอ้างอิง

ชยั วฒั น์ สทุ ธริ ัตน์. (2556). การพัฒนาหลักสตู ร ทฤษฎีสกู่ ารปฏบิ ัติ. กรุงเทพมหานคร :วพี รินท์.
ถวัลย์ มาศจรสั . (2545). คู่มอื การเขียนและการจัดทาหลักสูตรสถานศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร :

บรษิ ัท 21 เซน็ จูรจี่ ากัด.
ธวชั ชัย ชยั จิรฉายากลุ ปราณี สงั ขะตะวรรธน์ และประภาพรรณ เอ่ียมสภุ าษติ . (2545).

ชุดฝึกอบรมครู : ประมวลสาระ บทที่ 5 หลักสตู รสถานศึกษา. กรงุ เทพมหานคร :
สานกั พิมพห์ า้ งหุ้นส่วนจากัดภาพพิมพ์.
ปารชิ าต ประเสริฐ์สังข์. (2556). การออกแบบหลักสูตร. ร้อยเอด็ .รุจีวีการพมิ พ์
โรงเรียนบ้านโคกสว่างนาดี. (2552) .หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านโคกสวา่ งนาดี พทุ ธศกั ราช 2552
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. อดุ รธานี : สานักงาน
เขตพื้นท่กี ารศึกษาอดุ รธานี เขต 3
โรงเรยี นบา้ นดุงวิทยา. (2552). หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นดุงวิทยา พุทธศกั ราช 2552 ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. อุดรธานี : สานักงานเขตพน้ื ที่
การศึกษาอดุ รธานี เขต 3
วิชัย วงษใ์ หญ.่ (2554). การพัฒนาหลักสตู รระดบั อุดมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั อาร์ แอนด์ ปร้ินท์ จากัด
สงัด อทุ รานนั ท.์ (2532). พนื้ ฐานและการพฒั นาหลกั สตู ร. พิมพ์คร้ังที่ 3 กรงุ เทพมหานคร :
มติ รสยาม
สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั . (2553) . หลกั สูตรการศึกษา
นอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 แนวทางการพฒั นาหลักสตู ร
สถานศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร :ไทย พบั บลิค เอด็ ดูเคช้ัน จากัด.
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.(2552). แนวทางการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรถานศึกษา
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด.
. (2552). แนวทางการจดั กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา
ขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมชนสหกรณก์ ารเกษตร
แห่งประเทศไทย จากดั .
. (2553). ชุดฝึกอบรมวทิ ยากรแกนนา เร่ือง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551 หนว่ ยที่ 1 หลกั สตู รแกนกลางส่กู ารปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพ์ชมุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .
. (2553). แนวทางการบรหิ ารจัดการหลกั สตู ร ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์ชมุ ชนสหกรณ์การเกษตร
แห่งประเทศไทย จากดั .

385
อัญชลี สารรัตนะ.(2547). เอกสารคาสอน วิชา 211722 : การประเมินหลักสูตร (Curriculum

Evaluation).สาขาวิชาหลักสตู รและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
Skilbeck, Malcolm.(1984). School – Based Curriculum Development. London :

Harper & Row, Publishers

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 11
แนวโนม้ หลกั สูตรในศตวรรษที่ 21

วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

หลงั ศึกษาบทเรียนน้แี ล้ว นักศึกษาควรมีความสามารถ ดังนี้
1. อธบิ ายกรอบความคิดหลักสาหรับทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ได้
2. วเิ คราะห์และอธบิ ายทกั ษะและคณุ ลกั ษณะท่สี าคัญของผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 ได้
3. วิเคราะหแ์ นวโน้มในการพัฒนาหลกั สตู รในศตวรรษที่ 21 ได้
4. วิเคราะห์หลักสูตรมาตรฐานชาติตอบสนองความต้องการของสังคมไทยในศตวรรษ

ท่ี 21 ได้
5. ทางานร่วมกบั ผอู้ ่ืนได้และมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานท่ีได้รบั มอบหมาย

เน้อื หา

กรอบความคดิ หลกั สาหรับทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
คุณลักษณะทส่ี าคัญของผูเ้ รยี นและครูในศตวรรษท่ี 21
แนวโนม้ หลักสตู รในศตวรรษที่ 21
หลักสูตรมาตรฐานมาตรฐานชาติกับการตอบสนองความต้องการของสังคมในศตวรรษ
ที่ 21

วธิ ีสอน

1. วิธสี อน
1.1 วิธีสอนแบบอภิปราย
1.2 วธิ ีสอนแบบบรรยาย
1.3 วิธสี อนแบบกลุ่มเรียนรู้

2. เทคนคิ การสอน
2.1 การใช้คาถาม
2.2 กระบวนการกลุ่ม
2.3 การจดั นิทรรศการ

3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขน้ั นา
3.1 ผ้สู อนทบทวนความรเู้ ก่ียวกับการพัฒนาหลกั สูตรในภาพรวมท่เี รียนมาแล้ว โดย

การซักถาม
3.2 ผู้สอนเช่ือมโยงเน้ือหากับบทเรียน พร้อมแจ้งจุดประสงค์ นาเสนอเน้ือสาระ

กจิ กรรมการเรียนรู้และช้ินงานท่จี ะเกดิ ขนึ้ ในการเรียนร้คู ร้งั น้ดี ้วย Microsoft Power Point

388

ขนั้ สอน
3.3 นกั ศกึ ษาชมวดิ ที ัศน์ “การจัดการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21”
3.4 ผู้สอนและนักศึกษาร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาสาระท่ีนาเสนอใน วิดีทัศน์
ในประเด็น คุณลักษณะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เน้ือหาสาระที่จะเรียนรู้ แนวคิดการจัดการเรียนรู้
และแนวโน้มของหลกั สตู รทีค่ วรจะเป็น
3.5 นักศึกษาเข้ากลุ่ม 5-6 คน เลือกประเด็นที่กลุ่มสนใจและร่วมวิเคราะห์สรุป
องค์ความในรปู แบบผังกราฟฟกิ พรอ้ มยกตวั อย่าง ดังนี้
กลมุ่ ท่ี 1 กรอบความคิดหลกั สาหรับทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
กลุม่ ที่ 2 คณุ ลกั ษณะทีส่ าคญั ของผู้เรยี นในศตวรรษท่ี 21
กลุม่ ที่ 3 แนวโนม้ หลกั สูตรในศตวรรษที่ 21
กลมุ่ ที่ 4 หลักสูตรมาตรฐานชาตกิ ับการตอบสนองความตอ้ งการของสังคมในศตวรรษ
ที่ 21
3.6 กลุ่มนาเสนอรายงานผลการศึกษา สมาชิกในชั้นร่วมกันอภิปรายซักถาม ผู้สอน
เติมเตมิ ในสว่ นท่สี าคัญ
ขนั้ สรุป
3.7 ผู้สอนสรุปประเด็นสาคัญของเน้ือหาแนวโน้มหลักสูตรในศตวรรษท่ี 21
ด้วย Microsoft Power Point พรอ้ มซักถาม
3.8 นกั ศึกษาทกุ คนสรปุ องค์ความรูท้ ไ่ี ดใ้ นรปู แบบผังกราฟฟิกเปน็ ของตนเอง
3.9 นักศกึ ษาตอบคาถามท้ายบท และบนั ทึกการเรียนรู้ (Learning Log)

สอ่ื การเรยี นการสอน

1. Microsoft Power Point แนวโนม้ หลักสูตรในศตวรรษท่ี 21
2. เอกสารประกอบการสอนการพฒั นาหลกั สตู ร
3. วดิ ีทัศน์ “การจดั การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21”
4. Internet และ Website ทางการศกึ ษา

การวัดและประเมินผล

หลงั ศกึ ษาบทเรยี นนแี้ ลว้ นักศึกษาควรมีความสามารถ ดงั น้ี

พฤติกรรม วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์การผา่ น
1. อธิบายกรอบความคดิ หลกั สาหรับ พฤติกรรมการ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ได้ สังเกต แบบสังเกต แสดงออกท้ังการ
2. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายทักษะและ การตอบคาถาม พฤติกรรม/ ตอบคาถาม /การ
คุณลักษณะท่ีสาคญั ของผเู้ รียนใน และอภิปราย/ แบบประเมิน ร่วมอภปิ ราย/การ
ศตวรรษท่ี 21 ได้ ช้นิ งาน ทางานกล่มุ ผ่าน
เกณฑ์ร้อยละ 80

389

พฤตกิ รรม วธิ ีการ เครื่องมอื เกณฑ์การผา่ น
3. วิเคราะห์แนวโนม้ ในการพัฒนา ตรวจชิ้นงาน/ ชน้ิ งานท่ีทา
หลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ได้ บนั ทกึ การเรียนรู้ สอดคล้องกบั
4. วเิ คราะหห์ ลกั สูตรมาตรฐานชาติ (Learning Log) วัตถุประสงค์
ตอบสนองความต้องการของสังคมไทย ครอบคลุมเนอ้ื หา
ในศตวรรษท่ี 21 ได้ เสนอความ
คดิ เหน็
5. ทางานรว่ มกับผู้อ่นื ได้และมีความ สังเกตการทางาน ชดั เจน
รับผดิ ชอบต่องานทไี่ ด้รบั มอบหมาย กลมุ่ /ตรวจช้ินงาน สง่ งานตรงเวลา
บันทกึ การเรยี นรู้ ผ่านร้อยละ 80
(Learning Log)



บทท่ี 11
แนวโนม้ หลกั สตู รในศตวรรษที่ 21

กรอบความคิดหลักสาหรับทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21

ปัจจุบันเป็นยุคท่ีโลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อันสืบเนื่องมาจากการใช้
เทคโนโลยีเพ่ือเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน กระแสการปรับเปล่ียนทาง
สงั คมที่เกิดข้ึนในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถกี ารดารงชีพของสังคมอย่างท่ัวถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัว
และเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสาหรับการออกไป
ดารงชวี ติ ในโลกในศตวรรษท่ี 21 ทเ่ี ปล่ยี นไปจากศตวรรษท่ี 20 และ 19 โดยทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
ที่สาคัญท่ีสุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปล่ียนแปลงการจัดการเรียนรู้
เพื่อให้เด็กในศตวรรษท่ี 21 มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจาเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูป
เปล่ียนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรยี มความพรอ้ มด้านต่างๆ ที่เป็นปัจจัย
สนับสนนุ ทจี่ ะทาใหเ้ กดิ การเรียนรดู้ ังกลา่ ว

วิจารณ์ พานชิ (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพอื่ การดารงชวี ิตในโลกยุคศตวรรษท่ี 21
ว่า ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (Content หรอื Subject Matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้า
เองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนา และช่วยออกแบบกิจกรรมท่ชี ่วยให้นกั เรียนแตล่ ะคนสามารถประเมิน
ความก้าวหน้าของการเรยี นรู้ของตนเองได้ ซึ่งทักษะเพ่ือการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย
3 ทกั ษะ ได้แก่

1. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกาหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่
โลกการทางานทีม่ ีความซบั ซ้อนมากข้ึนในปจั จุบัน ได้แก่

ความรเิ ร่มิ สรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and Innovation)
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem
Solving)
การสอื่ สารและการรว่ มมอื (Communication and Collaboration)
2. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูล
ข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิด
อย่างมวี จิ ารณญาณและปฏิบตั งิ านไดห้ ลากหลาย โดยอาศยั ความรู้ในหลายดา้ น ดังนี้
ความรู้ด้านสารสนเทศ (Information Literacy)
ความรู้เกย่ี วกับส่อื (Media Literacy)
ค ว าม รู้ด้ าน เท ค โน โล ยี (Information, Communications and Technology,
Literacy)
3. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดารงชีวิตและทางานในยุคปัจจุบันให้ประสบ
ความสาเรจ็ นักเรยี นจะต้องพฒั นาทกั ษะชีวติ ที่สาคัญดังต่อไปนี้
ความยืดหยนุ่ และการปรับตัว (Flexibility and Adaptability)

392

การรเิ รม่ิ สร้างสรรคแ์ ละเปน็ ตวั ของตวั เอง (Initiative and Self-Direction)
ทักษะสงั คมและสงั คมข้ามวฒั นธรรม (Social and Cross-Cultural Skills)
การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิตและความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Productivity and
Accountability)
ภาวะผูน้ าและความรบั ผิดชอบ (Leadership and Responsibility)
ท่ีกล่าวมาข้างต้นเป็นภาพรวมของทักษะของคนท่ัวโลกท่ีควรมีในยุคแห่งศตวรรษท่ี 21
สาหรับประเทศไทย ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2557 : 26 - 29) ได้กล่าวถึง ทักษะของคนไทยท่ีควรได้รับ
การพฒั นามี 7 ประการท่ีจะทาใหเ้ ยาวชนไทยทส่ี ามารถดาเนินชวี ิตอยูไ่ ด้ในศตวรรษที่ 21 ดงั น้ี
1. ทักษะในการคิดวิจารณญาณและการประเมิน (Critical Thinking & Evaluation)
การที่สังคมไทยเป็นสังคมบริโภคนิยม ทาอะไรตามอย่างคนอ่ืนโดยเฉพาะตามอย่างต่างประเทศน้ัน
จาเป็นที่จะต้องสง่ เสริมให้เด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมีวิจารณญาณให้เขารู้จักวิเคราะห์และ
ประเมินสิ่งที่เขาเห็น รู้และใช้ ว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด การเน้นผู้บริโภคท่ีฉลาดเป็นสิ่งจาเป็นมาก
ในสังคมไทย ไม่ใช่ตามอย่างท้ังในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยไม่ไตร่ตรอง ทั้งน้ีรวมถึง
การวเิ คราะหส์ ภาพการเมอื ง เศรษฐกิจในประเทศด้วยพรอ้ มกัน
2. ทักษะการคิดวิเคราะห์และสงั เคราะห์ (Analysis and Synthesis) เม่ือใชว้ จิ ารณญาณ
ในการมองปัญหาแลว้ เด็กไทยในอนาคตตอ้ งมคี วามสามารถในการวิเคราะห์ดว้ ยการแยกแยะประเด็น
และมมุ มองต่างๆอย่างหลากหลายมองเห็นท่มี าท่ีไป มองเห็นความเก่ียวเนื่องและเช่ือมโยงกัน รวมถึง
มองความสัมพันธ์ขององคป์ ระกอบและกิจกรรมของสงั คมไทยและสังคมโลกไดอ้ ย่างมคี ุณภาพ
3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์และมีจิตนาการ (Creativity and Imagination) สังคมไทย
มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดข้ึนในสังคม และถ้าเราเพียงวิเคราะห์ เราไม่สร้างอะไรใหม่ข้ึนมา ก็ยาก
ท่ีจะพัฒนาได้เต็มท่ีและเราก็จะเป็นผู้ซื้อของต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา จึงมีความจาเป็นที่เราต้อง
ส่งเสริมคนของเราให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการไปในอนาคต คิดไปจนถึงจุดที่ไม่รู้เพ่ือ
นาไปสู่การสร้างสรรคใ์ หมๆ่ ให้แก่โลกได้
4. ทักษะการผลิตและคิดนวัตกรรม (Productivity and Innovation) เป็นทักษะ
ท่ีสืบเน่ืองกันมาจากข้อที่ 3 เมื่อคิดสร้างสรรค์แล้วต้องนาความคิดสร้างสรรค์นั้นให้เป็นรูปธรรมด้วย
การพัฒนาผลผลิตใหม่และนาไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) ขึ้นมาให้ได้ และมีคุณภาพสูง
พอทจี่ ะแขง่ กับโลกได้ เพ่ือท่ีสังคมไทยจะได้ไม่เป็นแค่กบั ดักทางเทคโนโลยีของฝรงั่ ซ่ึงจะทาให้เราต้อง
ตามอย่างตะวันตกตลอด ทักษะนี้เป็นทักษะสาคัญท่ีสังคมไทยต้องเนน้ พิเศษที่จะทาให้เราก้าวข้ามกับ
ดกั ตะวันตกไปให้ได้
5. ทักษะการเปลี่ยนแปลงและแกป้ ัญหา (Change and Problem-Solving) ทักษะการ
เปล่ียนแปลงและการแกป้ ัญหาน้ีสาคัญมาก สังคมโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไม่มีทางหลกี หนี
จากการเปล่ียนแปลงได้ปัญหาของเด็กจะต้องรับหรือชักนาการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต
ใหเ้ กิดผลดีงามแกส่ งั คมและแกต่ ัวเอง
6. ทักษ ะการสื่อสารและความม่ันใจใน ตนเอง (Communication and Self –
Confidence) โลกในศตวรรษที่ 21 มีเทคโนโลยีนาการส่ือสารจึงต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูง
โดยเฉพาะการสือ่ สารโดยเทคโนโลยีแต่เราต้องรู้ทันกับเทคโนโลยีเหลา่ น้ดี ้วยพรอ้ มกันไป นอกจากนั้น

393

การที่เรามี Product เพื่อนาเข้าสโู่ ลกและโลกขยายไปอย่างกว้างขวางเราตอ้ งส่ือสารกบั โลกได้ดี และ
มีความม่นั ใจในสิง่ ท่ีเราคดิ และทาอย่างเพียงพอ

7. ทักษะทางคุณธรรมและความรับผิดชอบ (Ethics and Responsibility) คุณธรรม
และความรับผิดชอบเป็นทักษะสาคัญของอาเซียน เราต้องยึดมั่นในแนวทางนี้ไว้เพื่อสร้างคนของเรา
ให้มีคุณค่ากับสังคมอยา่ งแท้จริงให้เป็นสังคมของคนมีคุณภาพและความรับผิดชอบ เสียสละและมีจิต
สาธารณะ เราต้องไม่เห็นแก่ตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย ซ่ึงตะวันตกเน้นตัวนี้น้อยมากอันเป็นที่มาของ
ความไม่สงบสขุ ในโลกปจั จุบนั

สรุปทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่ได้กล่าวมาข้างต้นท้ังท่ีเป็นทักษะของคน
ในภาพรวมของโลกและทักษะสาหรับคนไทย ควรมีทักษะสาคัญ 3 ประการ คือ 1) ทักษะ
ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ประกอบด้วย ทักษะในการคิดวิจารณญาณและการประเมิน ทักษะ
การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ และ ทักษะการคิดสร้างสรรค์และมีจิตนาการ 2) ทักษะ
ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ประกอบด้วย ทักษะการส่ือสารและความมั่นใจในตนเอง และ
3) ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ประกอบด้วย ทักษะการเปล่ียนแปลงและแก้ปัญหาและทักษะทาง
คณุ ธรรมและความรบั ผดิ ชอบ

ส่วนเนือ้ หาสาระที่เป็นองค์ความรู้ทผ่ี ู้เรียนในยคุ แหง่ ศตวรรษท่ี 21 ควรได้เรยี นรู้ คอื
สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบดว้ ย
การรอบรู้สาระวิชามีความสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิงต่อความสาเร็จของนักเรียน สาระวิชาหลัก
ไดแ้ ก่

ภาษาแม่และภาษาโลก
ศลิ ปะ
คณิตศาสตร์
เศรษฐศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์
ภูมศิ าสตร์
ประวตั ศิ าสตร์
รัฐและความเป็นพลเมืองดี
โดยวิชาแกนหลักนี้จะนามาสู่การกาหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สาคัญต่อ
การจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสาหรับศตวรรษท่ี 21
โดยการส่งเสรมิ ความเข้าใจในเน้ือหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เข้าไปใน
ทุกวชิ าแกนหลกั ดงั นี้
ความรู้เกย่ี วกบั โลก (Global Awareness)
ความรู้เก่ียวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial,
Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)
ความรู้ดา้ นการเป็นพลเมอื งทด่ี ี (Civic Literacy)
ความรู้ดา้ นสขุ ภาพ (Health Literacy)
ความรดู้ า้ นสงิ่ แวดล้อม (Environmental Literacy)

394
ส่วนทักษะท่ีทุกคนจะต้องเรยี นรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R คือ (R) eading (อ่านออก),
(W) Riting (เขียนได้), และ (A) Rithemetics (คิดเลขเป็น) ซ่ึงกรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้
แห่งศตวรรษที่ 21 ที่แสดงผลลัพธ์ของนักเรียนและปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนในการจัดการเรียนรู้
เพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 ดังภาพท่ี 26 (http://www.qlf.or.th/ , สืบค้นเมื่อ วันท่ี13 เมษายน
2557 เวลา 12.25 น. )

ภาพท่ี 26 กรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21
จากภาพที่ 26 เห็นได้ว่ากรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สาหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นท่ี
ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นท่ียอมรับอย่างกว้างขวางเน่ืองด้วยเป็น
กรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ท่ีเกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก
(Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ท่ีจะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมในหลากหลาย
ด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการเรียน
การสอน การพัฒนาครู สภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมตอ่ การเรียนในศตวรรษที่ 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ตอ้ งกา้ วข้าม “สาระวิชา” ไปสูก่ ารเรียนรู้ “ทักษะแหง่ ศตวรรษ
ที่ 21” (21st Century Skills) ซ่ึงครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอานวยความสะดวก
(Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วย
ของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities :
PLC) เกิดจากการรวมตวั กนั ของครูเพ่ือแลกเปล่ยี นประสบการณ์การทาหน้าท่ีของครูแต่ละคนน่นั เอง

395

คณุ ลกั ษณะทีส่ าคัญของผเู้ รียนและครูในศตวรรษท่ี 21

จากแนวคิดของนักการศึกษาและผู้ท่ีเกี่ยวข้องได้กล่าวถึงคุณลักษณะท่ีสาคัญของนักเรียน
และครูในศตวรรษท่ี 21 ไว้ดังนี้ (ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2556 : 9- 15)

คุณลักษณะของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21
คณุ ลักษณะของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 มีลกั ษณะสาคญั 8 ประการสาหรับผเู้ รียนยุค Gen
Net/Tweenies มนี ักการศึกษากล่าวไวด้ งั น้ี
1. ความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเองในการเรียนรู้ (Autonomous Learning) หมายถึง
ความสามารถของผู้เรียนในการวางแผนการเรียนรู้ของ ตนเอง ต้ังเป้าหมายการเรียนรู้ของตน รู้จัก
วิธกี ารในการไปถงึ เป้าหมายนนั้ ๆ อยา่ งยืดหยุ่น ตลอดจนการมวี ินยั ในการเรียนรู้ ของตนเอง โดยทีไ่ ม่
ต้องให้มีผู้ใดมาบังคับ รวมทั้งการมีความเป็นผู้ใหญ่ภายในตนเอง ทักษะประการแรกน้ี ถือว่า
มีความสาคัญมาก เป็นอันดับแรกและเป็นทักษะท่ีต้องการ การปลูกฝังไม่เพียงแต่จากครูผู้สอน
จากระบบการศึกษา หรือจากสังคมเท่านั้น หากยัง ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ
ปลกู ฝังจากครอบครวั เปน็ สาคัญ
2. ทักษะด้านการคิด (Thinking Skills) หมายถึง การท่ีผู้เรียนสามารถพัฒนาหรือได้รับ
การฝึกฝนทักษะการคิดอย่างมีระบบ ส่งผลให้สามารถคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกฝนทักษะ
ด้านการคิดน้ันประกอบไปด้วยการคิดในหลาย ได้แก่ การพัฒนาทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ (Creative
Learners) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinkers) การคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) รวมทั้ง
ทักษะในการคิดแกป้ ญั หา (Problem Solvers)
3. ทักษะในการทางานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Collaborators)
หมายถึง การที่ผู้เรียนมีความสามารถในการประสานงานกับผู้อ่ืน ได้เป็นอย่างดี มีทักษะของการเป็น
ผูน้ า รวมทั้งการเป็นผู้ตามที่ดี สามารถส่ือสารกับผู้อื่นในการดาเนินงานตา่ งๆ เช่น การมอบหมายงาน
การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ เป้าหมายร่วมกัน ให้กบั ผรู้ ว่ มงานอื่นๆ ได้ รวมท้ังการเปน็ ผูฟ้ ังและ
ผู้รว่ มปฏบิ ัติงาน ที่ดี โดยผูเ้ รยี น Gen Net/Tweenies ควรได้รบั การฝึกใหม้ ีทกั ษะในการเรียนรู้แบบมี
ส่วน ร่วม (Collaborative Learning) โด ยทั กษ ะท่ี ต้ องมุ่ งเน้ น ได้แ ก่ ทั กษ ะพื้ น ฐาน ด้ าน
การส่อื สาร (Communication Skill) อย่างมีประสิทธภิ าพ
4. ทักษะในการสืบเสาะค้นหา (Enquirers) หมายถึง การท่ีผู้เรียนมีคุณลักษณะของ
การเป็นนักสารวจที่ดี ชอบที่จะศึกษาค้นคว้าส่ิงต่างๆ เพ่ือพิสูจน์สมมติฐานของตน โดย สังเกต
เปรียบเทียบความเหมือนความแตกต่าง รวมทั้งสืบค้นเพื่อการศึกษาค้นคว้าความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ
ทม่ี ีอยู่อย่างมหาศาล ทั้งในปัจจุบนั และในอนาคต ทักษะสาหรบั การสืบเสาะค้นหาน้ี ครอบคลมุ การที่
ผู้เรียนจะต้องมีทักษะในการเลือกสรร/คัดกรองสารสนเทศที่เหมาะสม เพ่ือให้สามารถค้นหา
สารสนเทศทตี่ ้องการไดอ้ ยา่ งเที่ยงตรง รวดเรว็ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
5. ความกระตือรือร้น (Active Learners) หมายถึง การท่ีผู้เรียนจะต้องเป็นผู้เรียนใน
ลกั ษณะเชิงรุก กลา่ วคอื ไมเ่ ป็นเพียงผู้ฟัง (น่ิงๆ) ท่ดี ีในชนั้ เรยี นหรอื ในการเรียนออนไลน์ ผเู้ รียนเชิงรุก
หมายถึงการท่ีผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ร่วมมือที่ดีของ ผู้เช่ียวชาญในการเรียนรู้ด้วยตนเอง สาหรับใน
การเรียนจากผู้เช่ียวชาญนั้น ผู้เรียนควรให้ความใส่ใจในการเรียนรู้ (Attentive) ศึกษาเน้ือหา

396
รู้จักถาม/ตอบคาถามในบริบทท่ีเอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้ที่มีความหมายให้ดีย่ิงขึ้น รวมทั้งการฝึกฝน
ทักษะในดา้ นการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสมและถกู กาลเทศะ

6. ทักษะพ้ืนฐานด้านไอซีที (ICT Skills) ในที่นี้ไม่ได้หมายเฉพาะถึงการท่ีผู้เรียนมีทักษะ
พ้ืนฐานในด้าน การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ หรือโปรแกรมสานักงาน เท่าน้ัน หากหมาย
รวมถึงการที่ผู้เรียนสามารถดูแลรักษาเครอ่ื งมือ และ/หรือระบบต่างๆ ได้ในระดับพ้ืนฐาน นอกจากน้ี
ยังหมายถงึ ความสามารถของผู้เรียนในการใช้เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์และ สื่อสารโทรคมนาคมในการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ทักษะต่างๆ ที่เก่ียวข้อง ได้แก่ ทักษะในการสืบค้น (Search
Skills) ทักษะในด้านการใช้เคร่ืองมือติดต่อสื่อสารผ่าน ICT และ/ หรือ ทักษะในการเลือกใช้
ซอฟตแ์ วรท์ ี่เหมาะสม เปน็ ตน้

7. ทักษะในด้านการใช้ภาษาสากล (Second Language Skills) หมายถึง การพัฒนา
ผูเ้ รยี นใหม้ ีทักษะ ความรู้ และความสามารถในการใช้ภาษาทีส่ อง เปน็ ภาษาทีไ่ ม่ใช่ภาษาแม่หรือภาษา
หลัก ของสังคมท่ีตนอาศัยอยู่ในระดับท่ีสามารถติดต่อส่ือสารกับผู้อ่ืนได้เป็นอย่างดี ภาษาสากล
สาหรับสังคมไทยที่ถือได้ว่าสาคัญมากท่ีสุด คือ ภาษาอังกฤษ เพราะถือเป็นภาษาสากลท่ีได้รับการ
นาไปใช้อยา่ งแพรห่ ลายมากทส่ี ุดในโลกอินเทอรเ์ น็ต ดังน้ันในการเตรียมความพรอ้ มของผู้เรียนสาหรับ
การเรยี นร้ใู นยุคสมัย หน้านัน้ ควรมกี ารเตรียมพร้อมผ้เู รยี นในดา้ นภาษาอังกฤษ

8. ความสนใจในวัฒ นธรรม (Engaged with Cultures) และความตระหนักถึง
ความเป็นไปในโลก (World Awareness) หมายถึง การปลูกฝังให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่ใส่ใจและเห็นคุณค่า
ใน วัฒนธรรมของตนเอง อย่างน้อยในระดับที่เพียงพอท่ีจะทาให้รู้จัก ตนเอง รู้จัก “ราก” หรือ
ประวัติศาสตร์ของตนเองและสังคมท่ีอาศัยอยู่ (Self-Identity) เพื่อจะได้สามารถเปรียบเทียบความเหมือน
หรอื แตกต่างกับสังคม/โลกรอบตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ (Globalization)
ซึ่งการเช่ือมต่อกันบนโลกสามารถ เกิดขึ้นได้ภายในพริบตา ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนับวันจะ
น้อยลงทุกที การท่ีพลเมืองในสังคมใดสามารถจะคงไว้ในวัฒ นธรรม ท่ีดีของตนเองไว้ได้
ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดรับวัฒนธรรมและความเป็นไปในทางท่ีดีของโลกภายนอกได้ ก็จะทาให้
สงั คมน้ันมีความได้เปรียบเหนอื สังคมท่ีไม่รู้จักเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมของตนเอง และคอยที่จะรบั เอา
วฒั นธรรมของคนอน่ื ๆ เข้ามาเพียงทางเดียว

คุณ ลักษณ ะจาเป็น 8 ประการของผู้เรียนในอนาคต หรือ Gen Net/Tweenies
เป็นคณุ ลักษณะท่ีสาคัญต่อการเรียนรใู้ นส่ิงแวดลอ้ มของศตวรรษ ท่ี 21 อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

คณุ ลักษณะของผู้สอนในศตวรรษที่ 21 (21st Century Teachers)
เมื่อผู้เรียนยุค Gen Net/Tweenies ต้องการคุณลักษณะท่ีจาเป็น 8 ประการเพื่อ
การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในสิ่งแวดล้อมของศตวรรษที่ 21 ผู้สอนก็จาเป็นต้องมีทักษะ
8 ประการด้วยกัน เพ่ือที่จะสร้าง/ส่งมอบ/ถ่ายทอดความรู้และทักษะให้แก่ผู้เรียนได้ เรียกว่า
เป็นผู้สอนพันธ์ุ C (C-Teachers) C-Teachers ในที่น้ีไม่ได้หมายถึงผู้สอนระดับซีแต่อย่างใด
หากหมายความถึงผู้สอนท่ีมีทักษะต่างๆ ซ่ึงมีความจาเป็นต่อการเรียนการสอนใน อนาคตน่ันเอง
C-Teachers ประกอบไปด้วยทักษะที่จาเป็น 8 ประการได้แก่
1. C-Content หมายถึง การท่ีผู้สอนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเน้ือหาที่ตนรับผิดชอบในการสอน
C-Content ถือเป็นลักษณะที่จาเป็นอย่างท่ีสุดและขาดไม่ได้สาหรับผู้สอน เพราะถึงแม้ผู้สอนจะมี

397
ทักษะ C อนื่ ท่ีเหลือทั้งหมด แต่หากขาดซึ่งความเช่ียวชาญในเนื้อหาการสอนของตนแล้ว เป็นไปไม่ได้
เลยที่ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้จากกิจกรรมที่เกิดข้ึนจากผู้สอนที่ไม่แม่นในเน้ือหา หรือไม่เข้าใจในส่ิงที่
ตนพยายามถ่ายทอด/ส่งผา่ นใหแ้ ก่ผู้เรียน

2. C-Computer (ICT) Integration หมายถึง การท่ีผู้สอนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์
ในการบูรณาการ กับการเรียนการสอนในชั้นเรียน เหตุผลสาคัญที่ผู้สอนจาเป็นต้อง มีทักษะด้านการ
ประยุกต์คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือหนึ่งในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากจะเป็นการติด
อาวุธด้านทักษะในการใช้ ICT โดยทางอ้อมให้แก่ผู้เรียนแล้ว หากมีการ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพกย็ งั สามารถ ส่งเสริมทกั ษะกระบวนการคดิ ของผ้เู รียนได้เป็นอย่างดี

3. C-Constructionist หมายถึง การท่ีผู้สอนเป็นผู้สร้างสรรค์มีความเข้าใจเกี่ยวกับ
แนวคิด Constructionism ซึ่งมุ่งเน้นว่าการเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้น้ันเป็นเร่ืองภายในของตัวบุคคลจาก
การที่ได้ลงมือทากิจกรรมใด ๆ ให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ท่ีเช่ือมโยงกับประสบการณ์หรือ
ความรเู้ ดิม ที่อยู่ในตัวบคุ คลน้ันมาก่อน ผู้สอนท่ีเป็นผสู้ ร้างสรรค์ไม่เพียงแต่ใช้ทักษะนี้ในการพัฒนาใน
ด้านของเนื้อหาความรู้ใหม่สาหรับผู้เรียน หากยังสามารถนาไปใช้ในการสร้างแผนการเรียนรู้ต่าง ๆ
ซ่ึงครอบคลุมกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ข้ึนใน ตนเอง ผ่านการลงมือผลิตชิ้นงาน
ต่างๆ เชน่ งานศิลปะ การเขียน โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ ฯลฯ

4. C-Connectivity หมายถึง การท่ีผู้สอนมีทักษะในการจัดกิจกรรมท่ีเชื่อมโยงระหว่าง
ผู้เรยี นดว้ ยกัน เพ่ือนอาจารย์ทั้งในสถานศึกษาเดียวกนั และต่างสถานศึกษา หรือเช่ือมโยงสถานศกึ ษา
บ้าน และ/หรือ ชุมชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้เรียน เน่ืองจากแนวคิดท่ีว่า
การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้อย่างดี เมื่อส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความสัมพันธ์โดยตรง หรือเก่ียวข้องกับความสนใจ
ประสบการณ์ ความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรมของผู้เรียน การท่ีผู้สอนสามารถ เชื่อมโยงส่ิงท่ีผู้เรียน
เรียนรู้ในชั้นเรียนกับเพ่ือน อาจารย์ใน สถานศึกษา บ้านและสังคมแวดล้อมท่ีผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่ง
ได้มาก เท่าใด ก็ย่อมทาให้ผู้เรียนเกิดการเช่ือมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนรู้กับ ประสบการณ์ตรงได้มาก
เทา่ น้ัน

5. C-Collaboration หมายถึง การที่ผู้สอนมีความสามารถในการเรยี นรู้แบบร่วมมือกัน
กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ผู้สอนจะต้องมีทักษะ ในบทบาทของการเป็นโค้ช หรือ
ท่ีปรึกษาท่ีดีในการเรียนรู้ (ส่วน ใหญ่จะอยู่ในลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง) ของผู้เรียนรวมทั้ง
การเป็นผู้เรียนเองในบางคร้ัง ทักษะสาคัญของการเป็นโค้ช หรือที่ปรึกษาท่ีดีน้ัน ได้แก่ การสร้างฐาน
การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เป็นระยะ อย่างเหมาะสม อานวยให้ผู้เรียนเกิดฐานการเรียนรู้ที่จะ ต่อยอด
การเรียนรแู้ บบมสี ่วนร่วมขนึ้ ได้ ทงั้ นี้การเรยี นร้จู ะเกิดข้นึ ในผเู้ รียนได้อย่างจากัดหากปราศจากซงึ่ ฐาน
การเรยี นรู้ที่เหมาะ สมจากผสู้ อน

6. C-Communication หมายถึง การท่ีผู้สอนมีทักษะในการส่ือสารกับผู้เรียนได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ซึ่งมิใช่เฉพาะการพัฒนาให้เกิดทักษะของเทคนิค การสื่อสารที่ดี เช่น การอธิบายด้วย
คาพูด ข้อความ ยกตัวอย่าง ฯลฯ เท่านั้น หากยังหมายรวมถึงการเลือกใช้สื่อ (Media) ที่หลากหลาย
ที่ชว่ ยให้ผู้สอนสามารถส่งผ่านเน้ือหาสาระที่ต้องการจะนาเสนอ หรือสร้างส่ิงแวดล้อมท่ีเอ้ือให้ผู้เรียน
เกดิ การเรยี นรูด้ ้วย ตนเองได้อย่างเหมาะสม

398
7. C-Creativity หมายถึง การที่ผู้สอนเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะบทบาทของ
ผู้สอนในยุคสมัยหน้าน้ันไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นผู้ป้อน/ส่งผ่านความรู้ให้กับผู้เรียนโดยตรง หากมุ่งไปสู่
บทบาทของการสร้างสรรค์ออกแบบส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ของผเู้ รียน ผู้สอนจะได้รับการคาดหวงั ใหส้ ามารถที่จะรังสรรค์กิจกรรมใหมๆ่ ทส่ี ่งเสริมการเรยี นรู้ของ
ผ้เู รียน
8. C-Caring หมายถึง การท่ีผู้สอนจะต้องมีความมุทิตา ความรัก ความปรารถนา และ
ความห่วงใยอย่างจริงใจแก่ผู้เรียน ในทักษะทั้งหมดท่ีได้กล่าว มานั้น ทักษะ Caring นับว่าเป็นทักษะ
ที่สาคัญที่สุด ทั้งน้ีเพราะ ความมีมุทิตา รัก ปรารถนาดี และห่วงใยกับผู้เรียนของผู้สอนน้ัน จะทาให้
ผู้เรียนเกิดความเช่ือใจต่อผู้สอน ส่งผลให้เกิดส่ิงแวดล้อม การเรียนรู้ในลักษณะการตื่นตัวอย่าง
ผ่อนคลาย แทนความรู้สึก วิตกกังวลในสิ่งท่ีจะเรียนรู้ ซึ่งการตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย ถือว่า
เปน็ สิ่งแวดล้อมทเ่ี หมาะสมท่ีสุดทจ่ี ะทาใหส้ มองเกิดการเรียนรู้ได้ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

แนวโน้มหลักสตู รในศตวรรษท่ี 21

จากข้อสรุปคุณลักษณะของผู้เรียนและครูในศตวรรษท่ี 21 ที่ควรจะได้รับการพัฒนามี
สามด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะการเรียนรู้และการคิด และด้านทักษะชีวิต ชัยวัฒน์ สิทธิรัตน์
(2556 : 379-392) ได้นามาเรียบเรยี งท่แี สดงให้เห็นถงึ แนวโนม้ หลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ดังน้ี

1. จุดมุง่ หมายของหลกั สูตร
เน่ืองจากโลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ

การสื่อสารจนเรียกได้ว่าโลกน้ีเกิดความเป็นพลเมืองดิจิตอล (Digital Citizenship)เราจึงได้รบั ขอ้ มูล
ข่าวสารจานวนมากที่เข้ามาอย่างไร้ระเบียบ รวดเร็ว ซ่ึงอาจตรงกับความต้องการของเราบ้าง
ไม่ตรงกับความต้องการบ้าง หรืออาจมีท้ังความจริง และความเท็จที่ต้องการมีการกล่ันกรองใหม่
ดังน้ันหลักสูตรในศตวรรษท่ี 21 จึงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ที่กว้างและลึกในหลากหลายเรื่อง
มีทักษะในการจาแนกแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเช่ือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพมีระบบการ
คดิ ที่ดที ั้งคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรคแ์ ละตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลหรือมีการคิดอย่างมี
วิจารณญาณ รวมท้ังมีทักษะชีวติ ท่ีจะชี้นาตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับส่ิงแวดล้อมที่ดี มีทักษะใน
การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อ่ืน รวมท้ังมีจิตแห่งความเคารพ (Respectful Mind) ตนเองและ
ผูอ้ ืน่ รวมทั้งมีจิตแห่งจรยิ ธรรม (Ethical Mind) เพือ่ ความเป็นพลเมอื งที่ดขี องประเทศและของโลก

2. เนอ้ื หาของหลกั สูตร
เราจะเห็นว่าโลกมีสิ่งใหม่ปรากฏขึ้นมากมายในแต่ละวัน ซึ่งผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้

ไดจ้ บสิ้นดังนัน้ การสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนจาได้ในบางส่ิงทคี่ รสู อนจึงเป็นท่ไี ม่ถูกต้องนัก แต่สิง่ ท่คี วรนาไป
สอนผู้เรียนยังมีอีกมากมายและไม่สามารถสอนจนหมดสน้ิ ภายในเวลาเรียนท่กี าหนด ดังน้ันเน้ือหาใน
การสอนผู้เรียนจึงควรมุ่งเน้นที่การส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นบุคคลที่มีเครื่องมือใน
การสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก มีความสามารถในการสกัดและคัดกรองข้อมูลท่ีควรเรียนรู้
ครจู ึงควรมุ่งสอนเกี่ยวกับกระบวนการแสวงหาความรู้เพ่ือให้ผู้เรยี นมีความอยากท่ีจะเรียนรู้ มีจติ แห่ง
วิทยาการ เกิดการรู้คิด สอนเกี่ยวกับการคิดขั้นสูง การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา การจัดการ
แก้ไขปัญหา การสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การทางานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น การสร้างเครือข่าย

399
มีทักษะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยได้เรียนเกี่ยวกับการใช้ไอซีทีเป็นเคร่ืองมือในการช่วยแสวงหา
ความรแู้ ละนามาสร้างองค์ความรู้ ฝึกการวางแผนการทางาน ได้เรียนรู้เก่ียวกับวิธีการจัดการความรู้
เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ท่ีต้องการ รวมทั้งได้เรียนรู้วิธีการวิเคราะห์แนวโน้มและสามารถคาดการณ์
ความเปน็ ไปไดใ้ นอนาคต

2.1 ความรู้ ท่ีควรส่งเสรมิ ให้แก่ผเู้ รยี น
2.1.1 จิตสานกึ ต่อโลก
2.1.2 การเงิน เศรษฐกิจ ธรุ กจิ และการเปน็ ผปู้ ระกอบการ
2.1.3 ความเปน็ พลเมอื ง
2.1.4 วัฒนธรรมมนษุ ยแ์ ละโลกทางกายภายและโลกธรรมชาติ
2.1.5 สขุ ภาพและสวัสดิภาพ
2.1.6 วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร
2.1.7 ความรู้พื้นฐานเชิงทัศนาการ
2.1.8 ความรู้พื้นฐานทางขอ้ มลู ข่าวสาร
2.1.9 ความรู้พน้ื ฐานทางพหุวัฒนธรรม
2.1.10 ความร้พู น้ื ฐานในเรือ่ งปริมาณ

2.2 ทักษะและการกระบวนการเรยี นรู้ ทีค่ วรสง่ เสรมิ ให้แกผ่ ู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ประกอบดว้ ย

2.2.1 ความอยากรูจ้ ิตแหง่ วิทยาการ
2.2.2 การคิดระดบั สงู
2.2.3 การคดิ เชงิ วพิ ากษ์
2.2.4 ทักษะการแก้ปัญหา จัดการและแกไ้ ขความขัดแย้ง
2.2.5 ทักษะการสงั เคราะห์
2.2.6 ทกั ษะการคดิ เชิงสรา้ งสรรค์
2.2.7 ทักษะการทางานเปน็ ทมี /การทางานรว่ มกัน/การสร้างเครอื ข่าย
2.2.8 ทักษะปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล/การเรยี นรแู้ บบมสี ่วนร่วม
2.2.9 ทกั ษะการเรียนรตู้ ามบริบท
2.2.10 ทกั ษะดา้ นไอซที ี
2.2.11 ทักษะการใชว้ ธิ กี ารเรียนรู้
2.2.12 ทักษะการใช้ข้อมลู ขา่ วสารและการส่อื สาร
2.2.13 ทักษะการผลติ นวตั กรรม
2.2.14 ทักษะการจัดลาดบั ความสาคญั
2.2.15 ทักษะการวางแผนและการจดั การเพือ่ มุ่งผลลัพธ์
2.2.16 ทักษะการใชเ้ ครอื่ งมือจรงิ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
2.2.17 ทกั ษะการสร้างผลผลติ ท่ีมีคณุ ภาพและเหมาะสม
2.2.18 ทกั ษะการต้งั คาถามและการวิเคราะห์
2.2.19 ทักษะการหาแนวโน้มและคาดการณ์ความเปน็ ไปได้

400
2.3 ทักษะชีวติ ทค่ี วรส่งเสริมใหแ้ กผ่ ู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย

2.3.1 ความเปน็ ผูน้ า
2.3.2 ความสามารถในการปรบั ตวั
2.3.3 การใช้เหตผุ ลทด่ี ี
2.3.4 ความรบั ผิดอบต่อตนเอง สงั คม และในฐานะพลเมือง
2.3.5 การเขา้ ถึงคนและความสามารถในการเจรจา
2.3.6 การสร้างความสัมพันธอ์ ันดีกบั ผู้อนื่
2.3.7 ความสามารถในการชี้นาตนเอง
2.3.8 ความกล้าเสีย่ ง
2.3.9 การจัดการความซับซอ้ น
2.3.10 การรู้จักเพิม่ พูนประสิทธิผลของตนเอง
2.3.11 ความสามารถในการสอ่ื สารแบบโตต้ อบ/การโต้ตอบโดยอสิ ระ
2.3.12 การมีสว่ นรว่ มในฐานะพลเมอื ง ในระดับท้องถ่ินและโลก
2.3.13 ความเปน็ พลเมอื ง
2.3.14 จติ แห่งความเคารพ
2.3.15 จิตแห่งจรยิ ธรรม
3. การจัดการเรยี นรูข้ องหลกั สูตร
การจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 น้ันผู้สอนต้องตระหนักอย่างมากถึง
ความเจริญของโลกที่เปล่ียนไปอย่างรวดเร็วและต่อเน่ือง ดังนั้นการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม
การเรียนรูข้ องผเู้ รยี น และวิธกี ารจัดการเรียนรู้ตอ้ งปรับใหท้ ันกับความเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ดังนี้
3.1 การจดั สภาพแวดล้อมท่ีส่งเสริมการเรียนร้ขู องผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ปจั จุบันในตา่ งประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษไดห้ ันมาสนใจการสร้างแหล่ง
เรียนรู้แห่งอนาคต โดยหันมาลงทุนการสร้างโรงเรียนแห่งอนาคต (Building Schools of the
Future : BSF) มากขึ้น ส่วนในอเมริกาก็ได้หันมาสนใจมากขึ้นเช่นกัน โดยมีโครงการ Big
Picture Learning โดยเน้นการออกแบบอาคารเรียนท่ีมีผลต่อการเรียนรู้อย่างมากรวมท้ังมีผลต่อ
นกั เรยี นและผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียน โดยมีการออกแบบที่หลีกเล่ียงการสอนแบบกลุ่มใหญ่ทม่ี ีครูคอย
กากับ ไปสกู่ ารสร้างพื้นทขี่ องวัฒนาธรรมการทางานรว่ มกันซงึ่ มผี เู้ รียนเป็นศนู ย์กลาง
การออกแบบโรงเรียนและสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้สาหรับศตวรรษที่ 21
ควรเร่ิมต้นด้วยการกาหนดผลลัพธ์ก่อน โดยการถามตนเองว่า “ความรู้และทักษะอะไรที่จาเป็น
สาหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21” และต้องตอบคาถามสาคัญต่อไปน้ีให้ได้ (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
และอธปิ จิตตฤกษ์, 2554 : 204-207) ได้แก่
1. การสอน หลักสูตร กิจกรรม และประสบการณ์อะไรบ้างท่ีช่วยส่งเสริม
การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21
2. วิธีประเมินการเรียนรู้แบบไหน ท้ังในระดับโรงเรียนและระดับชาติที่จะ
ชว่ ยสนับสนุนการเรียนรู้ตามผลลัพธ์ท่ตี อ้ งการ การมีส่วนร่วมของนกั เรยี นและการชนี้ าตนเอง

401
3. จะใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการสอน การออกแบบหลักสูตรและ
การประเมนิ ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ มท่รี ่วมกันเรียนรู้สาหรบั ศตวรรษที่21 ได้อยา่ งไร
4. สภาพแวดล้อมทางกายภาพในการเรียนรูช้ นิดใดบ้าง (ห้องเรยี น โรงเรียน
และโลกความจริง) ที่ช่วยสนบั สนุนการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 ของนกั เรียน
จากการกาหนดผลลัพธ์ข้างต้น สรุปประเด็นหลักซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบ
สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ร่วมกันในศตวรรษท่ี 21 ได้ดัง ภาพที่ 27 : (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ
อธิป จิตตฤกษ์ , 2554 :205 อา้ งใน ชัยวฒั น์ สุทธิรตั น์, 2556 : 383)

ความรแู้ ละทักษะ

การสอนและหลักสตู ร

การประเมนิ ผล

เทคโนโลยี

สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้
ภาพที่ 27 เกณฑ์การออกแบบสภาพแวดล้อมในการเรียนร้รู ่วมกนั ในศตวรรษท่ี 21

ในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ไม่ได้
หมายถึง การเปล่ียนแปลงทางภายภาพเท่านั้น แต่ผู้สอนควรปรับเปล่ียนแปลงตนเองโดยการ
“แปลงรูปแบบการสอนให้กลายเป็นสิ่งอานายความสะดวก” ซ่ึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบใหม่
ศูนย์วิจัยรูบิด้า (Rubida Research) ได้แบ่งการสอนออกเป็นห้ามิติ คือ การถ่ายทอด (Delivering)
การประยุกต์ใช้ (Applying) การสร้างสรรค์ (Creating) การส่ือสาร (Communicating) และ
การตัดสินใจ (Decision Making) โดยสภาพแวดล้อมในการเรียนแบบใหม่จะต้องมีความสะดวกใน
การเคลื่อนยา้ ย และสามารถปรับรปู แบบในการใช้พ้ืนที่ในห้องเรียนได้อย่างงา่ ยดาย มีประสิทธิภาพ

402
ในการเรยี น โดยโตะ๊ เกา้ อีอ้ าจมีล้อเลือ่ นหรือใชโ้ ตะ๊ ทพ่ี ับได้ ซงึ่ จะเออ้ื ต่อการเรียนรู้แบบโครงงานหรือ
การเรยี นร้ดู ้วยผูเ้ รียนมากกวา่ การเรยี นทเ่ี น้นเน้ือหา

ดังน้ันสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้ใช้วิธีการเรียนได้อย่างคล่องตัว เช่น การมอง การคิด การจับคู่ การฟัง การค้นหา การพูดคุย
การทางานเป็นทมี การมปี ฏสิ มั พนั ธ์กับเพอื่ นๆ และอาจมีการส่งเสรมิ การเรยี นรู้ด้วยตนเองของผู้เรยี น
ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การปรบั เปลย่ี นพ้ืนท่เี รียน หอ้ งเรียนยดื หยุ่นในการเรยี นของแต่ละทีม การปลีก
ตัวไปคิดคนเดียว การเคล่ือนตัวเข้าหาเครื่องมือที่จาเป็นต่อการเรียนรู้ เป็นต้น หรืออาจมีการจัด
สภาพแวดล้อมท่ีแตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับการทางานของผู้เรียน 3 แบบคือ
สภาพแวดล้อมที่ผู้เรียนต้องใช้สมาธิในการเรียน สภาพแวดล้อมสาหรับงานท่ีต้องร่วมมือกันทางาน
และสภาพแวดลอ้ มสาหรบั งานโครงการที่ต้องลงมือปฏบิ ตั ิ

นอกจากนีส้ ถานศึกษาจะต้องมองให้เหน็ กิจกรรมของผู้เรียนในมุมตา่ งๆ อีก เช่น
ผู้เรียนอาจทากิจกรรรมการเรียนของตนเองอยู่ที่บ้าน ในสตูดิโอการเรียนรู้ของชุมชนลานการเรียนรู้
ในโรงเรียนหรือในห้องสมุดเอกชน หรืออาจเลือกพื้นท่ีการเรียนรู้และพื้นที่การทางานร่วมกันตาม
ความต้องการของสมาชิกกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นห้องวางแผนการทางานที่มีไวท์บอร์ดไว้ขีดเขียน ห้อง
ปฏิบัติ ห้องแสดงผลงานที่มีคอมพิวเตอร์ กล้อง กระดานอิเลคทรอนิคส์ พื้นท่ีการทางานเป็นกลุ่ม
พื้นท่ีพักผ่อนหย่อนใจที่เป็นส่วนตัวเพ่ือลดความเครียดในการเรียน หรือผู้เรียนอาจทากิจกรรใน
ห้องสมุดสื่อท่ีผู้เรียนและทีมงานสามารถทางานในพ้ืนที่โล่งขนาดใหญ่ ท่ีเต็มไปด้วยโต๊ะ เก้าอี้
หลายแบบและมีเคร่ืองมือท่ีทันสมัยในการทางาน เป็นต้น ซ่ึงผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงหรือติดต่อกับ
ครูหรือเพ่ือนหรือบุคคลอ่ืนๆ ได้ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wireless) คอมพิวเตอร์หรือ
โทรศัพท์มอื ถอื ตลอดเวลา

สรุปได้ว่าสถานศึกษาต้องพยามทาให้ทุกพ้ืนที่ของโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่ง
การเรียนรู้ที่มีประสทิ ธิภาพไม่เว้นแม้กระทั่ง ทางเดนิ ที่สามารถทางานได้ มุมห้องทมี่ โี ซฟานง่ั พกั ผอ่ น
หรือทางานร่วมกัน ห้องน้า โรงอาหาร สวนเกษตร พ้ืนท่ีพักผ่อน สนามกีฬา เป็นต้น โดยอาจมี
การออกแบบห้องเรยี นท่ีเปิดมีพื้นโล่ง ลดฉากก้ันให้น้อยลง ทาใหห้ ้องเรียนมีสภาพเสมือนสานักงาน
บริษัท หอศิลป์ ร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟที่มากกว่าตึกแบบทึบๆ อุดอู้ แต่เป็นห้องเรียนท่ีสามารถ
มองทะลุผ่านไปอีกส่วนหน่ึงได้ เช่น ใช้กระจากกั้นระหว่างห้องเรียนกับทางเดินหรือสวนพักผ่อน
เพ่ือให้ผู้เรยี นคนอื่นๆ ผู้ปกครอง คนในชุมชน ครู ผู้บริหารสามารถมองเห็นกิจกรรมดีๆ ในห้องเรียน
ซึ่งอาจเห็นนกั เรียนกาลงั วางแผนทางานกาลังทาโครงงาน หรอื นาเสนอผลงาน โดยอาจมีครูอยู่ทาตัว
เสมือนผู้จดั การโครงการ หรืออาจเปน็ ห้องเรยี นที่นกั เรยี นกาลงั ทางานอย่างอสิ ระ

3.2 การจดั กจิ รรมการเรียนรูส้ าหรับผเู้ รียนในศตวรรษที่21
กิจกรรมการจัดการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 น้ันนับว่ามีความสาคัญ

มากหากครูยังใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ถ่ายทอดผ่านตัวครูไปสู่เด็กเป็นสาคัญแล้วผู้เรียนใน
ศตวรรษที่ 21 จะไม่มีคุณลักษณะตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กาหนดไว้แน่นอนซ่ึง โฟการ์ต้ี
(Fogarty) กล่าวถึงตวั อย่างกรอบวิสัยทศั น์ดา้ นการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ 4 ประการ ท่ีสร้างข้ึน
เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ประกอบด้วย (Ministry of
Education, 2004 อา้ งใน ชัยวฒั น์ สทุ ธิรตั น์, 2556 : 385)

403
วิสัยทัศน์ที่ 1 วิสัยทัศน์เพื่อชาติ : โรงเรียนนักคิดประเทศแห่งการเรียนรู้ซ่ึงถือ
เป็ นปรัชญ าการศึกษาที่เป็นความภาคภูมิในของโรงเรียนในป ร ะเทศสิงคโป ร์ทุกแห่งโดยโรงเรียน
นักคิด ประเทศแห่งการเรียนรู้ เป็นวิสัยทัศน์ที่เก่ียวกับการสร้างชุดทักษะชีวิตท่ีสาคัญให้แก่ผู้เรียน
ได้แก่ การคิด การสร้างสรรค์ และการแก้ไขปัญหา สร้างเจคติ จากการทางานร่วมกัน และ
การสรา้ งความสนใจใคร่รู้ รวมทง้ั การสรา้ งนสิ ัยใหเ้ ปน็ คนทีอ่ ดทนตอ่ ความไม่ชัดเจน และมีความเพยี ร
พยายาม ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังความคิดเร่ืองนวัตกรรมและความกระหายส่ิงใหม่ๆ ท่ีเป็นส่วนสาคัญ
ต่อความมงั่ คัง่ และสวัสดิภาพของบุคคลและประเทศโดยรวม
วิสัยทัศน์ท่ี 2 วิสัยทัศน์เพ่ือการศึกษา : สอนให้น้อยลง.เรียนรู้ให้มากข้ึน
เป็นวิสัยทัศน์ที่มีความสาคัญต่อวิสัยทัศน์แรกและตรงกับเป้าหมายของ “การสอนในแบบที่ช่วย
นักเรียนให้เรียนรู้โดยไม่ต้องสอน” ซ่ึงต้องมีกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะ
การเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะการการทางาน ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี รวมท้ัง
ทกั ษะชีวติ ทีใ่ ช้ไดจ้ ริงกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และเทศชาติ
วิสยั ทัศน์ที่ 3 วิสัยทศั น์เพื่อการปฏิบัติ : กลยุทธ์ตึงสลับหย่อน เปน็ การกลา่ วถึง
การปฏิรูปโรงเรียนด้วยเป้าหมาย “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” ซึ่งจะไม่ยั่งยืนหากไม่รู้จักยึดหยุ่น
พอที่จะรับมือกับความต้องการอันหลากหลายของโรงเรียนท้องถิ่นหรือรองรับเง่ือนไขท่ีตายตัว สูตร
“ตึง หย่อน ตึง” จึงเป็นส่วนผสมระหว่างการยึดมั่นในหลักการของส่วนกลาง (ตึง) กับการโอนอ่อน
ตามความจาเปน็ ทรพั ยากร และข้อจากดั และลกั ษณะเฉพาะตัวของโรงเรียนหรือเขต (หย่อน)
วสิ ัยทัศน์ที่ 4 วิสัยทัศน์เพื่อความร่วมมือ : ชุมชนการเรียนรูท้ างวิชาชีพ ชุมชน
การเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) โดยบุคคลในโรงเรียนใน
ประเทศสิงคโปร์ได้รับการพัฒนาทางวิชาชีพตามแผนปฏิรูประดับชาติ เพ่ือให้สามารถทางานตาม
แนวคิดชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมีโรงเรียนนาร่อง TLLM และทีมวางแผนการพัฒนาวิชาชีพ
ภายในโรงเรียนของตนเองในทุกแห่ง โดยโรงเรียนประกอบด้วยทมี เรยี นรู้ (คลังสมอง) ที่สมาชิกต่าง
ร่วมมือกับแบบพึ่งอาศัยเพื่อผลักดันการทางานร่วมกันและทุกโรงเรียนจะมีภาระรับ ผิดชอบในการ
แสดงผลการปฏิบตั ิงานตอ่ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยจะต้องแสดงหลกั ฐานความกา้ วหน้าทุกๆ ปี
จากตัวอย่างจากการจัดการเรียนรู้ในประเทศสิงคโปร์น้ันแสดงให้เห็นว่าผู้เรียน
ในศตวรรษที่ 21 นั้น ต้องเป็นบุคคลทีใ่ ฝ่เรียนรู้ ต้องเป็นนักคิด ซึ่งจะเปน็ ฐานความรูส้ าคัญในการ
พัฒนาประเทศ ดังน้ันกิจกรรมแรกที่สาคัญที่สิงคโปร์ทาคือการพยายามสร้างชุมชนการเรียนรู้
ทางวิชาชีพข้ึนเพ่ือไปผลักดันให้เกิด “การสอนที่น้อยลง แต่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองมากข้ึน”
ซึ่งครตู ้องไปจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ี่ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ท่ีจะเรียนรู้ด้วยตนเองติดตัวไปใช้ใน
ชีวิตจริงในอนาคตใหไ้ ด้
นอกจากน้ี เพร์ลแมน (Pearlman) ยังได้กล่าวถึงผู้เรียนในศตวรรษใหม่ที่คน
เปน็ คนยคุ ดจิ ิตตอล เป็นมนุษย์เครือขา่ ย กระตอื รือรน้ ที่จะทางานด้วยตนเองหรอื รว่ มมือกับผ้อู ่ืนโดย
เม่ืออยู่บ้านเขาจะขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ไอพอด และสมาร์ทโฟน แต่เม่ืออยู่
โรงเรียนเขากลับต้องถูกบังคับให้น่ังท่ีโต๊ะตัวเล็กๆ เพื่อขีดเขียนด้วยดินสอปากกาและทางานตาม
ใบงานท่ีได้รับคาส่ังจากครู ซ่ึงเขาได้กล่าวถึงงานวิจัยด้านการศึกษาจานวนมากที่แสดงให้เห็นถึง
พฤติกรรมและศักยภาพใหม่ๆ ของผู้เรียนในปัจจุบันว่า “นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขามี

404
ส่วนร่วม” ซึ่งต่อมาเพรนสก้ี (Prensky, 2001) ได้เรียกร้องให้ครูเปลี่ยนวิธีสอนจาก “การบอกให้
ทาหรอื การบรรยาย” ไปสกู่ ารสอนแบบใหม่ที่ “ปล่อยให้ผเู้ รียนสอนตวั เอง โดยมคี รูคอยแนะนา”

ซ่ึงต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรปก็ได้ลองสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยได้ลองนา
“การเรียนรู้จากโครงงาน (Project-based learning : PBL) มาควบคู่กับวิธีการประเมินผลการ
ปฏิบัติงาน ซ่ึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างการมีส่วนร่วม สร้างความท้าทายและประสบการณ์
การเรียนรู้ที่นาไปสู่ความรู้และทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 และมีข้อค้นพบว่า “นักเรียนสามารถทางาน
และเกิดคามร้ไู ด้ดีท่ีสดุ เมอื่ ได้เรียนร้โู ครงงาน” ซ่ึงในอังกฤษได้มหี น่วยพฒั นานวัตกรรม (Innovation
Unit) ซงึ่ ไดอ้ ธบิ ายว่าเหตทุ ี่สอนให้ผเู้ รยี นพัฒนานวัตกรรมกเ็ พ่ือ “ให้คนหนุม่ สาวเกิดแรงบันดาลใจ”

สถาบันดา้ นการศึกษาบัค (Buck Institute of Education) ในอเมรกิ า ได้ให้คานิยาม
การเรียนรู้จากโครงการว่าคือ “วิธีการสอนอย่างเป็นระบบท่ีให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
เน้ือหาและทักษะผ่านข้ันตอนการแสวงหาอย่างต่อเน่ือง โดยใช้คาถามที่ซับซ้อน และผลงานหรือ
ภารกิจทอี่ อกแบบมาเป็นอย่างดี”

สาหรับในประเทศไทย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543 อ้างใน
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2556 : 387) ได้ให้แนวคิดไว้ว่า ผู้เรียนในอนาคตต้องถูกส่งเสริมและกระตุ้นให้
เขาได้มีบทบาทในการควบคุมการเรียนของตนเองมากข้ึน และในปีเดียวกันยังได้เสนอแนะไว้อีกว่า
การสอนต้องเน้นทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีผลงานวิจัยท่ียืนยันว่าทักษะการคิดเก่ียวข้องกับ
ผลลัพธ์การเรียนรู้ในทางบวก ซ่ึงต่อมา กฤษณพงศ์ กีรติกร (2552 อ้างใน ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2556:
387 ) ได้สรุปว่าคนในยุคศตวรรษท่ี 21 จะมีพฤติกรรมการเรียนรู้เปล่ียนไป ดังนั้น จึงต้องสอนให้
ผเู้ รยี นเรียนรดู้ ้วยตนเองโดยการหาขอ้ มูลอยา่ งมวี จิ ารญาณและเกดิ ปัญญา ไม่สาลกั ข้อมูลที่มีมากมาย
ท่วมทัน และยังแยกข้อมูลได้มากกว่าในอดีตที่แยกแยะเฉพาะโลกจริงและโลกจินตนาการ แต่ใน
ศตวรรษท่ี 21 ต้องแยกได้เพ่ิมอีกคือโลกเสมือนจริง (Surrealistic) ที่เป็นเหมือนความจริง ซึ่งมนุษย์
จะอยู่กับโลกเสมอื นจริงมากขึ้นในอนาคต

ดังนั้นการสอนที่จะทาให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรอู้ ย่างดีน้ันต้องมีกระบวนการท่ีให้ผู้เรยี นได้มี
ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนโดยการศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง ด้วยตนเอง อย่างต่อเน่ือง และ
สร้างผลงานของตนเองออกมาอย่างมีคุณภาพ การสอนในศตวรรษที่ 21 จึงน่าจะเห็นภาพของ
ผู้เรียนที่มุ่งม่ันในการทางานของตนเอง จากการเขียนบันทึกออนไลน์การค้นคว้าบนอินเทอร์เน็ต
การเรียนผ่านโลกเสมือนจริง การประชุมกลุ่มเพ่ือวางแผนทาเว็ปไซต์การนาเสนอผลงานของตนเอง
ผ่านส่ือดิจิตอล หรือกาลังร่วมกันประเมินทักษะการทางานร่วมกันและการนาเสนอผลงานของ
เพื่อน ๆ แต่ท้ังน้ีห้องเรียนก็อาจจะยังมีการเรียนจากครูเช่นกันในบางรายวิชาที่เป็นรายวิชาแบบ
สหวทิ ยาการทต่ี อ้ งสอนร่วมกนั เปน็ ทมี

4. การประเมินผลของหลักสูตร
วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ท่ีมีประสิทธิภาพผลจะช่วย

ให้ผู้เรียนทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนของตนเองอย่างทันท่วงที และเช่ือมโยงไปยังเกณฑ์ที่จาเป็น
เพอ่ื ปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดยี ิ่งขึ้น ดังน้นั ผลการเรียนของนักเรยี นจึงควรให้นกั เรียนสามารถดเู กรด
การเรียนของตนเองได้ทันทีในเว็ปไซต์ โดยมีการอัพเดตให้มีข้อมูลท่ีใหม่เสมอ โดยดู ได้ทั้งราย

405
จดุ ประสงค์ รายบคุ คล และรายวิชา รวมทั้งผู้ปกครองสามารถดูผลการเรียนของนักเรียนของตนเอง
ไดจ้ ากทุกท่ีทกุ เวลา

4.1 หลักการประเมินผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในศตวรรษที่ 21 ผปู้ ระเมินหรือครตู อ้ งคานงึ ถงึ หลักการต่อไปน้ี

4.1.1 การประเมนิ ท่ีแปรเปลยี่ น ไมใ่ ชป่ ระเมินตามเง่ือนไขมาตรฐานเดยี วกัน
เน่ืองจากผู้เรียนบางคนหรือบางกลุ่มต้องใช้เวลาในการทางานท่ีมากขึ้นเพ่ือความสาเ ร็จของงานที่ไม่
เหมือนกับเพ่ือนหรือเป็นงานท่ีท้าทายหรือมีความยากง่ายต่างจากเพอื่ นๆ กลุม่ อื่นๆ ครผู ู้ประเมินต้อง
มีมาตรฐานการให้คะแนนท่ีแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ก ารคิด
เชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์และการแก้ปัญหาในการทางาน และต้องมีความเข้าใจในเรื่องของการ
ประเมนิ ท่ผี ันแปรไปตามเวลา บริบท และกระบวนการประเมินผลงาน

4.1.2 การประเมินท้ังระดับบุคคลและทีมงาน เน่ืองจากโลกในศตวรรษท่ี
21 การวัดผลงานความสาเร็จของคนไม่ได้วัดจากผลงานของคนคนเดียว แต่มักเป็นผลงานที่ได้ร่วม
คิดและพัฒนาขึ้นจากทีมงาน ซึ่งอาจมีการให้ผลตอบแทนจากการพัฒนาชิ้นงานเป็นทีมและความ
ร่วมมือเป็นสาคัญ ดังนั้นการประเมินความสาเร็จจากผลงานของทีมผู้ประเมินจึงต้องใช้ความสาคัญ
อยา่ งมากและมากกวา่ การประเมินรายบุคคล

4.1.3 การประเมินที่เปิดเผย การประเมินผลการเรียนของผู้เรียนจะไม่เป็น
ความลับสาหรับเขาอีกต่อไป การประเมินในศตวรรษท่ี 21 ต่างไปจากการประเมินในศตวรรษที่
20 ที่มุ่งเน้นการทดสอบต้องเป็นความลับ แต่คุณค่าของการประเมินหรือแบบทดสอบด้วย และให้
ผู้เรียนได้นาสิ่งท่ีจะสอบไปศึกษา พิจารณาและตอบมาอย่างรอบคอบ ดังนั้นการรู้คาถามก่อนการ
สอบจึงไม่ใช่การโกงข้อสอบอีกต่อไป แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบและความรอบคอบของผู้สอน
และเปน็ การทาใหผ้ ูเ้ รยี นทกุ คนมีโอกาสประสบความสาเรจ็ ทางการเรยี นอยา่ งเป็นธรรม

4.2 กรอบการประเมินผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 แก่นของการประเมินทักษะผู้เรียน
ในศตวรรษท่ี 21 มี 5 มิติ คือ ประเมินการสารวจ การสร้างสรรค์ การเรียนรู้ การเข้าใจและการแบ่งปัน
ดังภาพท่ี 28 (วรพจน์ วงศ์กิจรุง่ เรอื ง และ อธปิ จติ ตฤกษ์, 2554 : 444 - 445 )

ภาพที่ 28 กรอบการประเมนิ ทักษะผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21

406
จากภาพท่ี 28 การประเมินทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 แต่ละมิติ อธิบายได้
ดังน้ี
4.2.1 การเรียนรู้

การประเมนิ ทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ยังคงต้องประเมินในความรู้
เชิงเน้ือหาแต่เงื่อนไขการประเมินจะใช้มาตรฐานเดียวไม่ได้ แต่ควรเป็นการประเมินที่ผันแปรได้
เน่ืองจากการใช้แบบทดสอบมาตรฐานเพื่อตรวจสอบความรู้แต่ละส่วนแยกกันมีข้อจากัด ดังน้ัน
เง่อื นไขตอ้ งแปรเปลี่ยนไดต้ ามความตอ้ งการเพื่อสะท้อนถึงการประยุกต์ท่ีแทจ้ ริง

4.2.2 การเขา้ ใจ
การประเมินทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 มีแนวโน้มเปิดกว้าง

นักเรียนไม่เพียงแต่รู้งานก่อนการประเมิน แต่เขาน่าจะมีส่วนในการออกแบบเกณฑ์การให้คะแนนที่
ท้าทายและร่วมสร้างแบบประเมินด้วย เพ่ือให้เขาเข้าใจตนเองได้ด้วยในการทางาน ดังนั้น รายการ
ประเมินต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ทั้งทักษะและความเข้าใจ ซ่ึงความเข้าใจของ
ผเู้ รียนนั้นน่าจะมาจากความสามารถในการอธิบายส่ิงท่ีเขาได้เรยี นร้แู ก่ผู้อน่ื หลักฐานของความเข้าใจ
ของแต่ละคนจงึ เป็นเพยี งสว่ นหนง่ึ ของการประเมิน

4.2.3 การสารวจ
การท่องจาไม่ใช่การเรียนรู้ แต่นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเขาได้สารวจ

สิ่งที่เรียนรู้ ครูจึงมีหน้าท่ีจะเป็นผู้ช่วยเปิดประตูไปสู่ดินแดนแห่งการสารวจที่พ้นจากเง่ือนไขแบบ
มาตรฐานเดียวให้แก่ผู้เรียน โดยครูใช้คาถามท่ีท้าทาย โดยการสารวจท่ีดีนั้นต้องอาศัยความร่วมมือ
จากหลายฝ่าย ต้องอาศัยการชว่ ยเหลือกัน การร่วมแสดงความคิดเห็น และการใหแ้ รงบันดาลใจแก่
กันระหว่างผู้สารวจด้วยกัน และเมื่อสารวจแล้วผู้เรียนต้องนามาเปิดเผยแก่ผู้อื่น ไม่ใช่เก็บไว้เป็น
ความลบั

4.2.4 การสรา้ งสรรค์
ในเร่ืองของการประเมินจะเป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่มีความลับ ผู้เรียน

จึงมีส่วนร่วมในการการออกและสร้างการประเมิน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับการประเมิน ดังน้ันในบริบท
ของการประเมิน การทดสอบความคิดสร้างสรรค์ด้วยการทดสอบแบบมาตรฐานเดียวจึงเป็นสิ่งที่ไม่
ถูกต้อง แต่ครูจะต้องท้าทายให้ผู้เรียนพิจารณาขอบเขตส่ิงท่ีพวกเขากาลังทาอยู่เพ่ือหาแนวทางการ
ประเมินตนเอง และท่ีสาคัญผู้สอนต้องคานึงถึงว่าการประเมินนั้นจะต้องสนับสนุนข้อผิดพลาด
มากกว่าการนาไปลงโทษผู้เรียน เพราะข้อผิดพลาดในการทางานน้ันถือว่าเปน็ หลักฐานสาคญั ที่แสดง
ว่าผู้เรียนกล้าเสี่ยงใช้เนื้อหาหรือการทางานที่ยากในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ใช่หลักฐานความล้มเหลว
และครูต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนทางานร่วมกันเพราะการทางานร่วมกันจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรี ยนเกิด
มุมมองใหม่ต่างๆ และความคิดเห็นท่ีเป็นทางเลือกและการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นตัวกระตุ้นสาคัญให้
ผู้เรยี นเกิดความคดิ สร้างสรรค์

4.2.5 การแบง่ ปัน
ผู้สอนต้องเปล่ียนแปลงความคิดผู้เรียนจากการไม่เคยแบ่งปันงานของ

ตนเองกบั ผอู้ ื่นมาเป็น “วันนคี้ ุณได้แบ่งปันงานของคณุ กบั ใครบ้างแลว้ หรอื ยงั ” โดยครูต้องไม่คิดแค่ว่า
ผู้เรียนเป็นเพียงผู้บริโภคการศึกษา แต่ยังแบ่งปันความเข้าใจกระบวนการ และความคิดกับนักเรียน

407
และครูในห้องเรียนและท่ัวโลก ดังน้นั ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผเู้ รียนและผูส้ อนเปล่ียนจากการแลกเปลี่ยน
สองทางไปเป็นการสนับสนุนเครือขา่ ยการเรยี นรู้โดยนักเรียนเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรยี นพิสูจน์คณุ ค่า
ใหค้ รูรู้ แตเ่ พื่อให้ผเู้ รียนมีส่วนช่วยเหลือชุมชนการเรียนรู้

5. การใหข้ ้อมูลย้อนกลบั จาการประเมนิ
เม่ือมีการสอบแล้ว ส่ิงสาคัญต่อไปคือการแจ้งผลการเรียนแก่ผู้เรียน ซ่ึงผลการ

ประเมินผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจะต้องสามารถดูเกรดการเรยี นของตนเองได้ทุกวันและตรวจ
เกณฑ์การให้คะแนนได้ทางออนไลน์ตลอดเวลา ดังนั้นการทาให้เกณฑ์การประเมินโปร่งใสและเข้าใจ
ไดง้ ่ายและชว่ ยให้ผูเ้ รียนสามารถตัดสนิ ใจเลือกเป้าหมายหรอื ระดับของงานที่พวกเขาตอ้ งการบรรลุผล
การให้ความคิดเห็นตอบกลับอย่างทันท่วงทีบวกกับเกณฑ์การประเมินทาให้นักเรียนได้รับข้อมูลท่ี
จาเป็นเพ่ือนาไปกากับพฤติกรรมของตนเอง

สาหรับการประเมินงานประเภทโครงงาน ในช่วงท้ายของโครงการควรให้นักเรียนได้
นาเสนอผลงานแก่กลมุ่ ผู้เก่ียวข้องกบั งานท่ีเขาทา เช่น ผเู้ ชีย่ วชาญ ผปู้ กครอง บุคคลหรือองค์กรใน
ชมุ ชน เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนได้ฝึกการนาเสนอผลงานซ่ึงเป็นทักษะการสื่อสารทัง้ การพดู การเขียน การอ่าน
ทักษะการทางานร่วมกันเป็นทีม โดยผู้เรียนจะได้รับการประเมินและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้
เขานาไปเปน็ ข้อสนเทศสาหรับตนเองในการปรบั ปรงุ และพัฒนางานใหด้ ยี ่ิงข้นึ ไปอีก

กล่าวโดยสรุปแล้วหลักสูตรในศตวรรษท่ี 21 น้ี จะมุ่งพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะทั้ง
สามด้านคือมีทั้งความรู้ ทักษะการเรียนรู้ การคิด และมีทักษะชีวิต โดยจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ที่กว้างและลึกในหลากหลายเรือ่ ง รวมท้ังมีทักษะในการจาแนกแยกแยะ
ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบการคิดท่ีดีทั้งคิดวิเคราะห์
สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ และตัดสินใจอย่างสมเหตสุ มผลหรอื มีการคิดอยา่ งวิจารณญาณ มจี ิตแห่ง
ความเคารพ (Respectful Mind) มีจิตแห่งจริยธรรม (Ethical Mind) เพ่ือความเป็นพลเมืองที่ดี
ของประเทศและของโลก สาหรับเน้ือหาในหลักสูตรจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนท่ีมีเคร่ืองมือในการ
นาไปสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก โดยใช้ไอซีทีเป็นเคร่ืองมือในการช่วยแสวงหาความรู้ โดยใน
หลักสูตรต้องมีการหลีกเล่ยี งการสอนแบบกลุ่มใหญ่ท่ีมีครูคอยกากับไปสู่การสร้างพ้ืนท่ีของวัฒนธรรม
การทางานร่วมกันซึ่งมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนจะแปลงรูปแบบการสอนให้กลายเป็นสิ่ง
อานายความสะดวกโดยมีสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่มีความสะดวกในการเคลื่อนย้าย สามารถ
ปรับรูปแบบในการใชพ้ ื้นท่ีในห้องเรียนได้อย่างง่ายดาย โต๊ะเก้าอี้อาจมีล้อเล่ือนหรือใช้โต๊ะที่พับได้ซ่ึง
จะเอื้อต่อการเรียนรู้แบบโครงงานหรือการเรียนรู้ดว้ ยตนเองของผู้เรยี นมากกว่าการเรียนทเ่ี น้นเนือ้ หา
ส่วนการประเมินผลการเรียนจะมีการประเมินที่แปรเปลี่ยนได้โดยไม่ใช่การประเมินตามเ งื่อนไข
มาตรฐานเดียวกัน และมีการประเมินท้ังระดับบุคคลและทีมงาน รวมทั้งเป็นการประเมินที่เปิดเผย
โดยใหผ้ ู้เรียนได้เข้ามามสี ว่ นร่วมในการสรา้ งและประเมินหรือแบบทดสอบดว้ ยและให้ผู้เรียนได้นาส่ิงที่
จะสอบไปศึกษา พิจารณาและตอบมากอย่างรอบคอบให้ได้คาตอบที่ถูกต้องสมเหตุสมผลมากท่ีสุด
ซึ่งเป็นการแสดงศักยภาพที่แท้จริงของเขาออกมาก และผู้เรียนสามารถนาองค์ความรู้และ
ประสบการณท์ ่ีได้ไปใชใ้ นชีวติ จริงได้

408

หลักสตู รมาตรฐานชาติกับการตอบสนองความตอ้ งการของสังคมในศตวรรษท่ี 21

การให้การศึกษาสาหรบั ศตวรรษท่ี 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน
เป็นการศึกษาที่จะทาให้โลกเกิดการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย และปัญหา
รวมท้ังโอกาสและส่ิงที่เป็นไปได้ใหม่ ๆ ท่ีน่าตื่นเต้น โรงเรียนในศตวรรษท่ี 21 จะเป็นโรงเรียนท่ีมี
หลักสูตรแบบยึดโครงงานเป็นฐาน (Project Based Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ีให้นักเรียน
เก่ียวข้องกับปัญหาในโลกท่ีเป็นจริง เป็นประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับความเป็นมนุษย์ และคาถามเก่ียวกับ
อนาคตเชิงวัฒนธรรม สังคม และสากลภาพของโรงเรียนจะเปล่ียนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพ
ของการเป็นศูนย์รวมคลังสมอง ที่ไม่จากัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะเชื่อมโยงครู นักเรียนและชุมชน
เข้าสู่ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก ครูเองจะเปลี่ยนจากการเป็น ผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้สนับสนุน
ช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถเปลี่ยนสารสนเทศเป็นความรู้ และนาความรู้เป็นเครื่องมือสู่การปฏิบัติ
และให้เป็นประโยชน์ เป็นการเรียนรู้เพ่ือสร้างความรู้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการสืบค้น
(Create a Culture of Inquiry) (http://lripsm.wix.com/21st#!about_us/cjg9 สื บ ค้ น เมื่ อ
วันท่ี 13 เมษายน 2557 เวลา 15.05 น.)

เมื่อพิจารณ าถึงการจัดการศึกษาของไทยในปั จจุบั นตามห ลัก สูตรแกน กลางการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้นาเสนอแนวทางการจัดการเรียนรูโ้ ดยเน้น “การจดั การเรียนรู้ที่
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ” โดยผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ีหลากหลายเป็นเคร่ืองมือท่ีจะ
นาพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตรซ่ึงกระบวนการเรียนรู้ท่ีจาเป็นสาหรับผู้เรียน ได้แก่
กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการกระบวนการการสร้างรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม
กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการ
ปฏิบัติ ลงมือทาจริงกระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และ
กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553 : 25) ซึ่งผู้สอนจาเป็นต้องศึกษาทา
ความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ตา่ ง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจดั กระบวนการเรียนรไู้ ด้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เม่อื นามาเทียบเคียงกับทกั ษะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 ทคี่ วรไดร้ ับการพัฒนาแล้วนับว่า
เป็นหลักสูตรที่มีความพยายามให้ครูผู้สอนได้พัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้โดยผ่าน
กระบวนการเรียนรู้ของตนเองมากข้ึน แต่ยังไม่เน้นย้าที่ชัดเจนในเร่ืองของทักษะสาคัญในการใช้
เทคโนโลยใี นศตวรรษท่ี 21 ซึ่งการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของโรงเรียนในปัจจุบันน้ี
ยังถือว่าเป็นแนวทางเดิมแบบศตวรรษท่ี 20 การใช้ไอซีทีเป็นเคร่ืองมือเพิ่มประสิทธิผลของการสอน
แบบเก่า เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคาเพ่ือเพิ่มผลงาน การใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน การใช้
โปรแกรมช่วยคานวณขอ้ มลู เป็นเพียงการเพ่มิ ความสะดวกในการทางานแตก่ ารใช้เทคโนโลยีดังกล่าว
ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากไอซีทีได้อย่างเต็มที่ ในการแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ตีความ ตัดสินใจ และใช้สารสนเทศในการสร้างสรรค์ช้ินงานซึ่งเป็นทักษะท่ีจาเป็นอย่างย่ิงใน
การทางานและการใช้ชีวิตของตนในศตวรรษที่ 21 ดังน้ันแนวโน้มการปรบปรุงแก้ไขหลักสูตร
การศึกษาข้ันพื้นฐาน จึงจาเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทาการพัฒนาครูและผู้เรียนให้ทันต่อการ
เปลยี่ นแปลงของโลกในอนาคต

409

บทสรปุ

บทน้ีจะกล่าวถึงสาระสาคัญของแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ในถึงกรอบ
ความคิดหลักสาหรบั ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ทกั ษะทส่ี าคัญจาเปน็ เพ่อื การดารงชวี ิตในศตวรรษท่ี 21
ทักษะของคนในภาพรวมของโลกและทักษะสาหรับคนไทย ควรมีทักษะสาคัญ 3 ประการ คือ
1) ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ประกอบด้วย ทักษะในการคิดวิจารณญาณและการประเมิน
ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ และ ทักษะการคิดสร้างสรรค์และมีจิตนาการ 2) ทักษะด้าน
สารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี ประกอบด้วย ทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในตนเอง และ
3) ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ประกอบด้วย ทักษะการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหา และทักษะทาง
คุณธรรมและความรับผิดชอบ สาหรับคุณลกั ษณะที่สาคัญของผูเ้ รียนและครูในศตวรรษที่ 21 สาหรับ
คุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มีลักษณะสาคัญ 8 ประการสาหรับผู้เรียนยุค Gen
Net/Tweenies ได้แก่ ความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเองในการเรียนรู้ ทักษะด้านการคิด ทักษะใน
การทางานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะในการสืบเสาะค้นหา ความกระตือรือร้น ทักษะ
พื้นฐานด้านไอซีที ทักษะในด้านการใช้ภาษาสากล ความสนใจในวัฒนธรรม ส่วนครูผู้สอนผู้สอนก็
จาเป็นต้องมีทักษะ 8 ประการด้วยกัน คือ ผู้สอนต้องเป็นผู้เช่ียวชาญเนื้อหามีทักษะในการใช้
คอมพิวเตอร์ เป็นผู้สร้างสรรค์มีความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิด Constructionism ทักษะในการจัด
กิจกรรมท่ีเช่ือมโยง มีความสามารถในการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน มีทักษะในการสื่อสารกับผู้เรียน
เป็นผู้ท่ีมีความคิดสรา้ งสรรค์ และผู้สอนจะต้องมีความมุทิตา สว่ นแนวโน้มหลักสูตรในศตวรรษที่ 21
เริ่มที่จุดมุ่งหมายของหลักสูตรสร้างขั้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ท่ีกว้างและลึกในหลากหลายเรื่อง
ต้องครอบคลุมการพัฒนาท้ัง 3 ทักษะ เนื้อหาในหลักสูตรควรเป็นท้ังเน้ือหาและทักษะท่ีมุ่งเน้น
การส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ได้เป็นบุคคลที่มีเครื่องมือในการสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็น
หลักและเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์แนวโน้มและสามารถคาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคต สภาพแวดล้อม
การเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้วิธีการเรียนได้อย่างคล่องตัว
ส่วนการประเมินผลการเรียนจะมีการประเมินท่ีแปรเปลี่ยนได้โดยไม่ใช่การประเมินตามเง่ือนไข
มาตรฐานเดียวกัน และมีการประเมินท้ังระดับบุคคลและทีมงาน รวมท้ังเป็นการประเมินท่ีเปิดเผย
สุดท้ายในบทน้ีได้กล่าวถึงในเชิงวิเคราะห์ว่าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 มีความพยายามให้ครูผู้สอนได้พัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้โดยผ่านกระบวนการ
เรียนรู้ของตนเองมากขึ้น แต่ยังไม่เน้นย้าที่ชัดเจนในเร่ืองของทักษะสาคัญในการใช้เทคโนโลยี
ในศตวรรษท่ี 21 อาจสรปุ ได้หลกั สูตรมาตรฐานชาติสามารถการตอบสนองความต้องการของสงั คมใน
ศตวรรษที่ 21 ได้บางส่วนทั้งน้ีข้ึนอยู่กับการนาไปใช้ของครูและโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยขับเคล่ือนใน
การพฒั นาศักยภาพผเู้ รยี นได้ใหส้ ามารถใช้ชีวิตได้อยา่ งมีคณุ ภาพในยคุ แห่งศตวรรษท่ี 21

410

คาถามทบทวน

1. จงเขียนแผนภูมิเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ท่ีจาเป็นสาหรับภาพรวมของประชากร
ในศตวรรษที่ 21 และประชากรในประเทศไทยมคี วามแตกตา่ งและเหมือนกันอยา่ งไร

2. จงอธิบายคุณลักษณะสาคัญผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่จาเป็นเร่งด่วนท่ีเด็กไทยควร
ได้รับการพฒั นาพรอ้ มบอกเหตุผล

3. จากคุณลักษณะสาคัญของครูผู้สอนท่านคิดว่าลักษณะสาคัญ 3 ประการใดที่มีผลต่อ
การพฒั นาผู้เรยี นมากท่ีสุดจงอธิบายพรอ้ มบอกเหตผุ ล

4. จงเขียนอธิบายแนวโน้มหรือลักษณะหลักสูตรท่ีตอบสนองต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มี
ทักษะในการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 พิจารณาใน ตามองค์ประกอบหลักสูตรของไทเลอร์
(จดุ มงุ่ หมาย เนือ้ หา/ประสบการณ์ การจดั กิจกรรม/ประสบการณ์ และการวดั และประเมินผล)

5. จงเขียนอธิบายความสอดคล้องระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กับคณุ ลักษณะทีส่ าคญั ของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21

411

เอกสารอา้ งอิง

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2553). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2550.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด.

ชยั วัฒน์ สทุ ธิรตั น.์ (2556). การพัฒนาลกั สตู ร ทฤษฎีส่กู ารปฏบิ ตั .ิ กรุงเทพมหานคร : วพี รินท์.
ถนอมพร เลาหจรัสแสง.(2556). 21st Century Skills for CMU Faculty Development

ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เพ่ือการพัฒนาอาจารยข์ องมหาวิทยาลยั เชียงใหม่. เชยี งใหม่
สานักงบรกิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่
ไพฑรู ย์ สนิ ลารัตน์. (2557). ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ต้องกา้ วใหพ้ ้นกบั ดักของตะวนั ตก.
พิมพ์ครัง้ ที่ 3 กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
วิทยาลัยครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรุ กิจบณั ฑิตย.์
วรพจน์ วงศก์ จิ รุง่ เรอื ง และ อธปิ จติ ตฤกษ์, (2554). ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศกึ ษาเพอื่
ศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ์ openworlds.
วิจารณ์ พานชิ . (2555). วธิ ีสรา้ งการเรียนรู้เพ่อื ศษิ ย์. พิมพค์ รั้งท่ี 3. กรงุ เทพมหานคร :
มูลนิธสิ ดศรี – สฤษด์ิวงศ์.
http://www.qlf.or.th/ , สบื คน้ เมอื่ วันที่13 เมษายน 2557 เวลา 12.25 น
http://lripsm.wix.com/21st#!about_us/cjg9, สบื ค้นเมือ่ วนั ท่ี13 เมษายน 2557
เวลา 15.05 น.
Prensky, M. (2001). Digital native,digital immigrants. On the Horizon, 9(5), 1-6.
Available from www marcprensky.com. ( 20015, May 12).

บรรณานกุ รม

กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2545). แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียน.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
. (2546). แนวทางการประเมนิ ผลดว้ ยทางเลือกใหม่ ตามหลกั สตู รการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
. (2540). ชุดการเขยี นแผนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถ่นิ .
พิมพค์ รัง้ 2 กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ครุ ุสภา.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2544). หลักสูตรการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 .
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพร้าว.
. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2550.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .

กาญจนา คุณารกั ษ์. (2540). หลกั สตู รและการพัฒนา. พิมพค์ ร้งั ที่ 2 นครปฐม : มหาวิทยาลัย
ศิลปากร วทิ ยาเขตพระราชวังสนามจนั ทร์.

แกว้ ตา คณะวรรณ. (2535). การสร้างหลักสตู ร. ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
คณะศกึ ษาศาสตร์.

ฆนัท ธาตทุ อง. (2550). การพัฒนาหลกั สูตรทอ้ งถิน่ (Curriculum Development for Local).
กรงุ เทพมหานคร : เพชรเกษมการพิมพ์.

จันทร์เพญ็ เชอ้ื พานิช และคณะ. (2536). ประมวลบทความหลกั สูตร : สาระรว่ มสมัย.
กรงุ เทพมหานคร : สานักพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ.์ (2539). การพัฒนาหลกั สูตร: หลกั การและแนวปฏบิ ตั ิ. กรงุ เทพมหานคร :
ภาควชิ าบริหารการศกึ ษา คณะคุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชัยฤทธ์ิ พรมมา. (2548). เอกสารประกอบการสอนรายวิชา หลักสตู รและการจัดการศึกษา
ขัน้ พน้ื ฐาน. สุรินทร์ : คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุรนิ ทร์.

ชยั วฒั น์ สุทธริ ัตน.์ (2556). การพฒั นาหลกั สูตร ทฤษฎีสกู่ ารปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพมหานคร :วพี รินท.์
ชูศรี สุวรณโชต.ิ (2544). หลักสตู รและการพัฒนาหลกั สตู ร. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัททิชชิง่ เอ็ด

จากัด
ไตรรงค์ เจนการ. (2548). การวดั และประเมินผลอิงมาตรฐานการเรียนรู้ควบคู่กับการจัดการเรียน

การสอนทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาํ คัญ. กรงุ เทพมหานคร : หา้ งหนุ้ ส่วนจากัด มารค์ เอ็ม
พรนิ้ ตงิ้ .
ถนอมพร เลาหจรสั แสง. (2556). 21st Century Skills for CMU Faculty Development
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพอ่ื การพฒั นาอาจารยข์ องมหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. เชยี งใหม่
สานักงบรกิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.

414
ถวลั ย์ มาศจรัส. (2545). คู่มอื การเขยี นและการจัดทําหลักสตู รสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร :

บริษัท 21 เซ็นจรู จ่ี ากัด.
ทศิ นา แขมมณี. (2553). ศาสตรก์ ารสอน : องคค์ วามรูเ้ พ่ือการจัดกระบวนการเรียนรู้ทมี่ ี

ประสิทธภิ าพ. กรุงเทพมหานคร : สานักพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณ์.
ธวชั ชยั ชยั จริ ฉายากลุ ปราณี สังขะตะวรรธน์ และประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษติ . (2545). ชดุ ฝกึ อบรม

ครู : ประมวลสาระ บทท่ี 5 หลกั สตู รสถานศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ์
หา้ งหนุ้ สว่ นจากัดภาพพิมพ์.
ธวัชชยั ชัยจริ ฉายากุล. (2540). ประมวลสาระชุดวชิ า การพฒั นาหลกั สตู รและวิทยวิธีทาง
การสอน (Curriculum Development and Instructional Methodology
หน่วยท่ี 1-2. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2 นนทบรุ ี : สาขาศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช.
ธารง บวั ศร.ี (2531). ทฤษฎีหลกั สูตร : การออกแบบและพฒั นา. กรุงเทพมหานคร : เอราวัณ
การพมิ พ์.
. (2542). ทฤษฎีหลักสตู ร : การออกแบบและพัฒนา. พิมพค์ รง้ั ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร :
สานักพิมพ์พัฒนาศึกษา.
บุญชม ศรสี ะอาด. (2546). การพัฒนาหลกั สตู รและการวิจยั เก่ียวกับหลักสูตร. กรงุ เทพมหานคร :
สุวีรยิ าสาสน์.
บุญมี เณรยอด. (2536). ข้อมูลพื้นฐานดา้ นตา่ งๆในการพัฒนาหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร :
สานกั พมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
บุญเล้ียง ทุมทอง. (2553). การพัฒนาหลกั สตู ร (Curriculum Development).กรุงเทพมหานคร :
สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ประสาท อิศรปรีดา. (2546). สารตั ถะจติ วทิ ยาการศกึ ษา. พมิ พ์คร้งั ที่ 3. มหาสารคาม : โครงการ
ตารง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสารคาม.
ปราณี สงั ขะตะวรรธน์ และสิริวรรณ ศรพี หล. (2545). “การออกแบบหลกั สูตร” ในประมวลสาระชดุ
วิชาการ พัฒนาหลักสูตรและวทิ ยาวิธที างการสอน หนว่ ยท่ี 2 นนทบุรี : บณั ฑิตศึกษา
สาขาวิชา ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
ปารชิ าต ประเสรฐิ ์สงั ข์. (2556). การออกแบบหลกั สูตร. ร้อยเอ็ด : รุจวี ีการพมิ พ์
พรรณี ชทู ยั เจนจติ . (2538). จิตวทิ ยาการเรยี นการสอน. พมิ พค์ รง้ั ที่ 4 กรุงเทพมหานคร : ตน้ ออ้
ไพฑูรย์ สินลารัตน. (2523). ปรัชญาการศกึ ษาเบือ้ งตน้ . กรงุ เทพมหานคร : คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
. (2554). การจดั การหลักสูตรและการสอน. พมิ พ์คร้ังที่ 3 กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์
แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
. (2557). ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ตอ้ งกา้ วให้พ้นกบั ดักของตะวันตก. พมิ พ์คร้งั ที่ 3
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิทยาลัยครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บณั ฑิตย์.
มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช. (2536) ประมวลสาระชดุ วชิ า : ทฤษฎีและแนวปฏบิ ตั ใิ นการ
บรหิ ารการศึกษา หนว่ ยที่ 5 - 8 นนทบุรี มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.

415
. (2540). ประมวลสาระชุดวชิ า การพัฒนาหลกั สตู รและ วทิ ยวธิ ที างการสอน
(Curriculum Development and Instructional Methodology) หน่วยท่ี 1-2.
พิมพ์คร้งั ท่ี 2 นนทบรุ ี : สาขาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
. (2545). ประมวลสาระชดุ วิชา การประเมนิ หลกั สตู รและการเรยี นการสอน
หน่วยท่ี 1-5. นนทบรุ ี : สานักพมิ พ์มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
. (2546). ประมวลสาระชดุ วชิ า การประเมนิ หลักสูตรและการเรยี น
การสอน หนว่ ยที่ 1-7. พมิ พ์ครั้งท่ี 2 นนทบุรี : สานกั พิมพ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
มารตุ พัฒผล. (2556). การประเมนิ หลักสตู รเพ่ือการเรียนรแู้ ละพฒั นา. พิมพ์คร้ังท่ี 2
กรุงเทพมหานคร : จรัลสนทิ วงศก์ ารพมิ พ์ จากัด.
เมธี ปลันธนานนท. (2523). ปรัชญาการศกึ ษาสาํ หรบั คร.ู กรงุ เทพมหานคร : ไทยวฒั นาพานิช.
รงุ่ ทวิ า จันทนว์ ัฒนวงษ.์ (2552). เอกสารประกอบการสมั มนา แนวทางการพัฒนาหลกั สตู ร
ระดบั ชัน้ เรยี นทีอ่ ิงมาตรฐาน. อุดรธานี : สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาอุดรธานี เขต 3.
ร่งุ นภา นุตราวงศแ์ ละคณะ. (2553). รายงานสรุปผลการวิจยั นําร่องการใช้หลักสตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : สานกั วชิ าการและ
มาตรฐานหลักสตู รสานักงานคณะการการประถมศึกษาแห่งชาติ.
ร่งุ นภา นุตราวงศ.์ (2552). “หลักสตู รอิงมาตรฐาน การพัฒนาส่คู ุณภาพ”, วารสารวิชาการ.
ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธนั วาคม), 60.
รจุ ริ ์ ภูส่ าระ และจนั ทรานี สงวนนาม. (2545). การบริหารหลกั สตู รในสถานศกึ ษา.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทบุค๊ พอยท์ จากัด.
รจุ ิร์ ภสู่ าระ. (2545). การพฒั นาหลกั สตู ร : ตามแนวปฏริ ปู การศึกษา. กรงุ เทพมหานคร :
บรษิ ทั บุค๊ พอยท์ จากัด.
. (2546). การพัฒนาหลักสูตร : ตามแนวปฏิรปู การศึกษา = Curriculum
Development : Education Reform. พมิ พค์ ร้งั ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทบคุ๊
พอยท์ จากัด.
โรงเรียนบ้านโคกสวา่ งนาดี. (2552) .หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านโคกสว่างนาดี พทุ ธศกั ราช 2552
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. อุดรธานี : สานักงาน
เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาอดุ รธานี เขต 3
โรงเรยี นบา้ นดุงวทิ ยา. (2552). หลกั สตู รโรงเรยี นบ้านดุงวิทยา พุทธศกั ราช 2552 ตามหลกั สูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551. อดุ รธานี : สานกั งานเขตพ้ืนที่
การศึกษาอุดรธานี เขต 3
วรพจน์ วงศ์กจิ รุ่งเรือง และ อธิป จติ ตฤกษ์, (2554). ทกั ษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพ่ือ
ศตวรรษท่ี 21. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ์ openworlds.

416
วัชรี บรู ณสิงห์. (2544). การบรหิ ารหลกั สตู ร. พิมพ์ครงั้ ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ์

มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
วารรี ตั น์ แก้วอไุ ร. (2549). เอกสารคําสอน การพฒั นาหลักสูตรและการสอน. พิษณโุ ลก : ภาควิชา

การศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.
วิจารณ์ พานชิ . (2555). วธิ สี ร้างการเรยี นรู้เพ่อื ศษิ ย์. พมิ พ์ครั้งที่ 3. กรงุ เทพมหานคร :

มลู นิธิสดศรี – สฤษดวิ์ งศ.์
วชิ ัย ดิสสระ. (2535). การพัฒนาหลักสตู รและการสอน. กรุงเทพมหานคร : สุวีรยิ าสาสน์.
วิชัย ตันศริ ิ. (2549). อดุ มการณ์ทางการศึกษา : ทฤษฎี และภาคปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร :

สานักพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วชิ ัย วงษ์ใหญ.่ (2523). พัฒนาหลกั สูตรและการสอน. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์รงุ่ เรืองธรรม.

. (2525). การพัฒนาหลักสูตรและการสอน- มิตใิ หม.่ กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร.์
. (2537). กระบวนการพฒั นาหลกั สตู รและการเรียนการสอน ภาคปฏบิ ตั ิ.
กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาสน์.
. (2554). การพัฒนาหลักสตู รระดับอุดมศึกษา. พิมพ์ครั้งท่ี 2 กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั
อาร์ แอนด์ ปร้ินท์ จากัด
ศศธิ ร ขนั ตธิ รางกูร. (2554). หลกั สูตรและการพัฒนาหลักสตู ร.มหาวิทยาลยั ราชภฏั เลย. โครงการ
จัดทาตาราและงานวิจยั เฉลิมพระเกยี รติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกลมุ่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื .
ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์. (2544).คมู่ ือการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการเพือ่ พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา :
เรื่อง หลกั การและเทคนคิ การประเมินทางการศึกษา. กรงุ เทพมหานคร : เดอะมาสเตอร์
กร๊ปุ
สมนกึ นนธจิ ันทร์. (2544). การเรยี นการสอน การวัดและประเมินผลจากสภาพผ้เู รยี น โดยใช้
Portfolio.กรงุ เทพมหานคร : สานักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช.
สมหวงั พิธิยานุวฒั น์, (2540). รวบรวมบทความทางการประเมินโครงการ. พิมพ์ครั้งท่ี 5
กรงุ เทพมหานคร : สานกั พิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
. (2541). วธิ วี ิทยาการประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พแ์ ห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
สงัด อทุ รานนั ท.์ (2530). ทฤษฎีหลักสตู ร. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาบริหารการศกึ ษา
. (2532). พน้ื ฐานและการพัฒนาหลกั สตู ร. พิมพ์คร้ังท่ี 3 กรุงเทพมหานคร : มติ รสยาม
สภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. (2549). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
ฉบบั ท่ี 10.
สันต์ ธรรมบารุง. (2527).หลกั สูตรและการบริหารหลกั สูตร. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์สยาม.
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ. (2542). แนวทางการประเมินตามสภาพ
ท่ีแทจรงิ . กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว.
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2547). ข้อเสนอยทุ ธศาสตรก์ ารปฏริ ูปการศึกษา.
กรงุ เทพมหานคร : เซ็นจรู ่ี.

417
สานักงานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2553) . หลักสูตรการศึกษา

นอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 แนวทางการพัฒนาหลักสูตร
สถานศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร :ไทย พับบลิค เอ็ดดเู คช้ัน จากดั .
สานกั นายกรฐั มนตรี, สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. (2542). พระราชบัญญตั ิ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรบั สง่ สินคา้
และพัสดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
สานักผู้ตรวจราชการและตดิ ตามประเมนิ ผล. (2548). การติดตามปัญหาอปุ สรรคการใช้หลักสูตร
การศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พ.ศ. 2544. บันทึก ที่ ศธ 0207/ 2692 ลงวนั ที่ 19 กันยายน
2548.
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2546ก.). สรุปผลการประชุมวิเคราะหห์ ลักสตู รการศกึ ษา
ขัน้ พ้นื ฐาน. 27-28 ตุลาคม 2546 โรงแรมตรงั กรงุ เทพมหานคร.
(2546 ข.). สรปุ ความเห็นจากการประชมุ เสวนาหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน 5 จดุ .
พฤศจิกายน 2546.
. (2547).รายงานการวิจัยโครงการวจิ ยั เชิงทดลองกระบวนการสรางหลักสตู ร
สถานศกึ ษาแบบองิ มาตรฐาน.กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพองคการรับสงสนิ คาและ
พัสดภุ ัณฑ์ (ร.ส.พ.).
. (2548 ก). รายงานการวจิ ัย การใช้หลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานตามทัศนะ
ของผู้สอน. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์องค์การรับสง่ สินค้าและพัสดภุ ัณฑ์(ร.ส.พ.).
. (2548 ข.). รายงานการวิจยั โครงการวจิ ยั เชงิ ทดลอง กระบวนการสรา้ งหลกั สูตร
สถานศึกษาแบบองิ มาตรฐาน. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรบั สง่ สนิ ค้าและ
พสั ดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
. (2549). เอกสารแนวทางการดาํ เนินงานปฏริ ูปการเรียนการสอน ตามเจตนารมณ์
ระทรวงศึกษาธิการ “2549 ปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน” : แนวทางการจัดทํา
สาระการเรียนร้ทู ้องถิน่ . พิมพ์คร้งั ท่ี 2 กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมชนสหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .
. (2552). แนวทางการตรวจสอบองคป์ ระกอบหลักสตู รสถานศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ มุ ชนสหกรณ์การเกษตรฃ
แห่งประเทศไทย จากดั .
. (2552). แนวทางการจดั กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รยี น ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมชนสหกรณก์ ารเกษตร
แห่งประเทศไทย จากัด.
. (2553). ชุดฝกึ อบรมวทิ ยากรแกนนํา เร่ือง หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 หน่วยที่ 1 หลกั สูตรแกนกลางสูก่ ารปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พช์ มุ ชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .

418

. (2553). แนวทางการบรหิ ารจัดการหลกั สูตร ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา
ข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตร
แห่งประเทศไทย จากดั .
. (2553). แนวทางการบรหิ ารจัดการหลกั สูตร ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา
ข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ชมุ ชนสหกรณก์ ารเกษตร
แห่งประเทศไทย จากัด.
สุจติ รา จงอยสู่ ขุ . (2542). เอกสารตําราเรือ่ งหลักสตู รประถมศกึ ษา. นครสวรรค์ : คณะครุศาสตร์
สถาบันราชภฏั นครสวรรค.์
สุนีย์ ภพู่ ันธ์. (2546). แนวคิดพน้ื ฐานการสร้างและการพัฒนาหลักสตู ร. เชียงใหม่ :
The Knowled Center.
สมุ ิตร คุณานกุ ร. (2523). หลกั สตู รและการสอน. พมิ พ์คร้ังที่ 4 กรงุ เทพมหานคร : ศึกษิตสยาม
จากดั
สุรางค์ โคว้ ตระกลู . (2552). จิตวิทยาการศกึ ษา. พมิ พ์ครั้งที่ 8 กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สวุ รรณา รัตนธรรมเมธี.(2554). หลักสูตรและการจัดการ. สุรินทร์ : มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุรนิ ทร.์
โครงการจดั ทาตาราและงานวิจัยเฉลิมพระเกยี รติ ค82 พรรษา พระบาทสมเดจ็
พระเจา้ อยหู่ ัว มหาวิทยาลยั ราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ.
สุวมิ ล วอ่ งวาณิช และ นงลักษณ์ วริ ชั ชัย. (2547). การประเมนิ ผลการปฏิรปู การเรยี นรู้
ตามพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 พหกุ รณศี ึกษา. เอกสาร
การประชุมทางวชิ าการการวิจยั เก่ยี วกับการปฏริ ูปการเรียนรู้ โดยสานกั งานเลขาธิการ
สภาการศกึ ษา กระทรวง ศึกษาธิการ วันท่ี 19- 20 กรกฎาคม 2547.
สุวมิ ล วอ่ งวานชิ . (2546). การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พแ์ ห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
หรรษา นิลวเิ ชียร. (2547). การพัฒนาหลักสตู รโดยใช้โรงเรยี นเปน็ ฐานหลกั การและแนวปฏบิ ัติ.
ปตั ตานี : ฝา่ ยเทคโนโลยีทางการศึกษา สานักงานวิทยบริการ
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปตั ตานี.
อนวุ ตั ิ คูณแก้ว. (2548) .หลักการวัดและประเมนิ ผลทางการศกึ ษา. เพชรบูรณ์ : มหาวิทยาลัยราช
ภัฏเพชรบูรณ์.
อภิภา ปรชั ญาพฤทธ์ิ. (2555). หลักสูตรและการเรยี นการสอนอุดมศกึ ษา : พาราไดมแ์ ละวิธี
ปฏิบตั .ิ กรงุ เทพมหานคร : อนิ ทภาษา.
อมรา เล็กเรงิ สนิ ธ.์ุ (2540). หลกั สูตรและการจัดการมธั ยมศกึ ษา. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3 กรุงเทพมหานคร :
ฝา่ ยเอกสารและตารา สถาบันราชภฎั สวนดสุ ติ .

419

อัญชลี สารรตั นะ.(2547). เอกสารคาํ สอน วชิ า 211722 : การประเมนิ หลักสูตร (Curriculum
Evaluation).ขอนแก่น : สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อาไพ อินทรประเสรฐิ . (2545). การศกึ ษากบั สงั คมคุณภาพ. วารสารวชิ าการ “นวสาร” ปที ่ี 1
ฉบับท่ี 1/2545.

Anita E.Woolfolk. (1998). Education Psychology. 7th ed. Boston : Allyn and Bacon.
Beauchamp, G. A.(1975). Curriculum Theory. 3 th ed. Wilmette Illinoid : The Kagg

Press.
. (1981). Curriculum Thoery. 4th ed. Llinois. F.E. Peacook. Pulblisher.
Bloom , B.S. (1972). Taxonomy of Education Objective Handbook 1 : Cognitive
Domain. New York : David Mckay Company Inc.
Douglas E. Harris and Judy F. Carr. (1966). How to Use Standards in the
Classroom. Alexandria, Virginia : ASCD.
Gagne, R.M & Briggs, L.J. (1974). The Principles of Instruction Design. New York, NY :
Holt.
Glatthorn A. Allan. (2004). Developing a Quality Curriculum. Waveland Press, Inc.
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. 3rd New York : McGraw-Hill Book.
http://lripsm.wix.com/21st#!about_us/cjg9, สืบคน้ เมือ่ วันที่13 เมษายน 2557 เวลา
15.05 น.
http://www.qlf.or.th/ , สืบค้นเมื่อ วนั ท่ี13 เมษายน 2557 เวลา 12.25 น
Kittisunthorn, C., (2003). Standards-based curriculum: The first experience of Thai
teachers. Doctoral Dissertation, Jamia Islamia University, Delhi, India.
Kneller, G. F. (1971). Introduction to Philosophy of Education. New York : John Wiley
& sons.
Kohlberg,L(1976). Moral Stages and Moralization : The cognitive-Development
Approach. In Lickona,T. (Ed) Moral Development and Behavior. State
University of York at Cortland.
Marsh, Collin. And Willis, George (1995). Curriculum Alternative Approaches,
Ongoing Issues. New York : Simon & Schuster Company.
McNeil, John D. (1981). Curriculum : A Comprehensive Introduction. Boston : Little,
Brown and Company.
Nutravong, R., (2002). School-based curriculum decision-making: A study of the
Thailand reform experiment. Doctoral Dissertation, Indiana University,
Bloomington. U.S.A.
Oliva, Peter F. (2009). Developing the Curriculum. 7th ed. Boston : Allyn and Bacon.
Ornstein and Hunkins. (1993). Curriculum: Foundation, Principles and Issue. 2 th

420

Boston : Allyn and Bacon.
Pavlov I Petrovich.(1971). Motivating Human Behavior. New York : McGraw – Hill.
Posner, G.L (1992). Analyzing the Curriculum. Mc Graw – Hill. Inc
Pratt. (1980). Curriculum : Design and Development. New York : Harcourt, Brace

Jovanovich.
. (1994). Curriculum Planning a Handbook for Professionals. Fort Worth,
Philadelphia : Harcort Brace College Publishers.
Prensky, M. (2001). Digtal native,digital immigrants. On the Horizon, 9(5), 1-6.
Available from : www marcprensky,com. ( 20015, May 12).
Saylor, J.G. Alexander, W.M. (1974). Planning Curriculum for School. New York :
Holt, Rinehart and Winston.
. (1981).Curriculum Planning for Better Teaching and Learning. 4th New
York.: Holt, Rinehart and Winston.
Skilbeck, Malcolm.(1984). School – Based Curriculum Development. London :
Harper & Row, Publishers.
Smith Stanlay and Shores. (1950). Fundamentals of Curriculum Development.
World Book Company, Yonkers – on – Hudson, New York.
Stark, J.S. and Lattuca, L.R. (2009). Shaping the College curriculum : Academic
Plans in Action.MA : Ally and Bacon.
Taba, Hilda. (1962). Curriculum Development : Theory and Practice. New York :
Harcourt, Brace And World.
Tanner, D. and Tanner, L.N. (1980). Curriculum Development : Theory into
Practice. 2nd ed.,New York : Macmillan.
Thorndike, R.L. and Hagen, E. (1961). Measurement and Evaluation in Psychology
and Education. New York : John Wiley.
Tyler , R.W. (1949). Basic Principle of Curriculum and Instruction. Chicago :
University of Chicago Press.
. (1950). Basic Principles of Curriculum and Instruction : Syllabus for
Education 305. Chicago : University Chicago Press.
Werdelin, I.(1977). “The Feasibility of an Education Plan” in Manual of Education
Planning : Evaluation. Linkoping, School of Education, Department of
Education Linkoping University.
Wheeler,D.K. (1974). Curriculum Process, London : University of London press Ltd.
Zais, R.S. (1976). Curriculum : Principles and Foundations. New York : Harper &
Row, Publishers.


Click to View FlipBook Version