The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orawan Nimtalung, 2022-06-19 02:44:52

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

78
4. ความคุ้มค่าในการออกแบบ การออกแบบที่ดีควรมีความเหมาะสมระหว่างทรัพยากร
ท่ีมีอยู่ และวิธีการ โดยการวางแผนหลักสูตรต้องคานึงถึงสิ่งต่างๆ และวิธกี ารใชอ้ ย่างคุ้มค่า อันได้แก่
วัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ อาคาร สถานท่ี ทรัพยากรบคุ คลและส่งิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งอื่นๆ
5. การจัดรายละเอียดของการออกแบบ การออกแบบที่ดีควรมีการออกแบบคู่มอื การใช้
อย่างดี เพ่ือให้ผู้ใช้หลักสูตรมีความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน โดยการสร้างคู่มือต่างๆ ประกอบการใช้
หลกั สตู รเชน่ คูม่ ือการใชห้ ลกั สูตร คมู่ ือการจัดกิจกรรม และคู่มือการประเมนิ ผล เป็นต้น
6. การกาหนดโครงสร้างหลักสูตร การออกแบบที่ดีควรเน้นโครงสร้างที่กลมกลืนกับ
วฒั นธรรมและความต้องการสังคม เช่น การให้แต่ละท้องถิ่นได้เลือกเรยี นวิชาเกี่ยวกับศาสนาท่ีชุมชน
นบั ถอื การเปิดโปรแกรมให้ผเู้ รียนเลอื กเรยี นวชิ าชีพของตนเองในแตล่ ะท้องถน่ิ ได้ เปน็ ตน้
7. การทันต่อเหตุการณ์ การออกแบบที่ดีไม่ควรส้ินเปลืองเวลา เพราะหลักสูตรมีการ
เปล่ียนแปลงไปตามบริบทของสังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี การใช้เวลา
ออกแบบนานเกนิ ไป อาจทาให้หลกั สตู รนัน้ ล้าสมยั ได้
สรุปได้ว่าหลักการในการออกแบบหลักสูตรที่ดีน้ันต้องออกแบบวัตถุประสงค์ให้เหมาะสม
กับประเภทและระดับของหลักสูตร มีความสอดคล้องกลมกลืนของทุกองค์ประกอบหลักสูตร
ออกแบบให้งา่ ยต่อการนาไปใช้ ให้ผูใ้ ชห้ ลักสูตรมคี วามเข้าใจที่ถกู ต้องชัดเจน มโี ครงสรา้ งที่กลมกลืน
กับวัฒนธรรมและความต้องการสังคมทันต่อเหตุการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และการ
ออกแบบท่ีดีต้องใช้เวลาที่เหมาะสมใหท้ ันกับการเปลย่ี นแปลงของบริบทสังคม วัฒนธรรม การเมือง
และเทคโนโลยีท่ีเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา

แนวคิดในการออกแบบหลกั สูตร

การออกแบบหลกั สตู รเป็นขัน้ ตอนสาคญั อยา่ งย่ิงในกระบวนการพัฒนาหลักสตู ร นกั พัฒนา
หลักสูตรต้องพิจารณากรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองต่อสภาพของสังคม
ปจั จบุ ันและสามารถตอบโจทย์การพฒั นาผูเ้ รียนให้พรอ้ มดาเนินชวี ิตในอนาคตได้ อย่างสอดคลอ้ งและ
กลมกลนื

ธารง บัวศรี (2542 : 173 – 175) ได้รวบรวมแนวคิดของนักศึกษาในการออกแบบ
หลกั สตู รไวต้ า่ งกันดงั นี้

1. แนวคิดท่ียึดวิชาหรือสาขาเป็นหลัก (Designs Focused on Discipline and
Subject) แนวความคิดน้ีมีความเห็นว่า สิ่งท่ีต้องการให้ผู้เรียนได้เรียน คือ ความรู้ท่ีมีอยู่ในวิชาต่างๆ
ดังน้ันรูปแบบของหลักสูตรจะต้องสะท้อนให้เห็นเนื้อหาวิชาที่ถูกจัดไว้เป็นระเบียบในกรอบของแต่ละ
วิชา โดยเรยี งลาดับตามหลักเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ เช่นเรียงลาดบั ตามความยากง่ายหรือตามข้ันของการ
พัฒนาการและความเจริญเติบโต ตามแนวความคิดน้ีทาให้เกิด หลักสูตรรายวิชา (Subject Curriculum)
ซ่ึงต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไข ทาให้เกิดหลักสูตรอีกหลายรูปแบบ คือ หลักสูตรสัมพันธ์วิชา
(Correlated Curriculum) และหลักสตู รกว้าง (Broad-Field Curriculum)

2. แนวความคิดท่ียึดกิจกรรมและปัญหาของสังคมเป็นหลัก (Designs Focused on
Social Activities and Problem) แนวความคิดน้ีแตกต่างกับแนวคิดแรกตรงท่ีไม่ได้มุ่งที่ความรู้แต่
มุ่งท่ีสังคม เป็นความพยายามที่จะปลีกตัวออกจากการเป็นหลักสูตรรายวิชา เพื่อให้หลุดพ้นจาก

79

ปัญหาทีห่ ลักสตู รรายวิชาประสบอยู่ จดุ เน้นสาคัญ คอื หนา้ ทข่ี องบคุ คลในสังคมปัญหาของสังคม และ
การเสริมสร้างสังคม แนวความคิดดังกล่าวมีผลทาให้เกิดหลักสูตรท่ีเรียกว่า หลักสูตรแกน (Core
Curriculum) ซ่ึงเป็นหลักสูตรที่บังคับให้ทุกคนต้องเรียน เพราะถือว่าปัญหาสังคมเป็นปัญหารว่ มของ
ทุกคน

3. แนวความคิดที่ยืดความต้องการและความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก (Designs
Focused on Individual Needs and Interests) แนวความคิดน้ี ความสนใจของผู้เรียนในปัจจุบัน
มคี วามสาคัญกว่าส่ิงใด เป็นการยดึ ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่จะบรรจุในหลักสตู รจะ
เป็นส่ิงท่ีเก่ียวข้องกับตัวผู้เรียนและปัญหาที่ผู้เรียนสนใจ หลักสูตรจะไม่กาหนดอะไรไว้แน่นอน
เป็นเร่ืองท่ีผู้สอนและผู้เรียนจะตกลงกัน หลักสูตรน้ีมีช่ือว่า หลักสูตรประสบการณ์ (Experience
Curriculum) หรอื หลกั สตู รท่ียดึ เด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered Curriculum)

4. แนวความคิดท่ียึดความสามารถเฉพาะของผู้เรียนเป็นหลัก (Designs Focused on
Specific Competencies) แนวความคิดน้ีการออกแบบหลักสูตรมีการกาหนดเกณฑ์ความสามารถท่ี
ผู้เรียนพึงกระทาขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นทักษะในด้านต่างๆ จัดเรียงตามลาดับหรือตามความสอดคล้อง
กลุ่มวิชาหรือหมวดวิชาตามแต่จะสะดวก ตามแนวความคิดน้ีจะได้หลักสูตรท่ีเรียกว่าหลักสูตรเกณฑ์
ความสามารถ (Competencies-Based Curriculum)

5. แนวความคิดท่ียึดทักษะในกระบวนการเรียนรู้เป็นหลัก (Designs Focused on
Process Skill) การออกแบบหลักสูตรตามแนวความคิดน้ีมุ่งในเรื่องของวิธีการมากกว่าเนื้อหาวิชา
โดยถือว่าความรู้เป็นเพียงพาหะท่ีนาไปสู่จุดประสงค์ของการเรียนการสอน ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
หลักสูตรท่ีเกิดจากแนวความคิดแบบนี้เรียกกว่า หลักสูตรที่มุ่งกระบวนการ (Process Approach
Curriculum)

6. แนวความคิดท่ียึดหลักการผสมผสานท้ังในด้านกระบวนการและความรู้ (Designs
Focused on Integration of Knowledge and Process) ตามแนวความคิดนี้การออกแบบต้ังอยู่
บนพ้ืนฐานของจิตวิทยาศาสตร์ ซ่ึงต้องการเห็นภาพรวมของเน้ือหาและกระบวนการในการเรียน
การสอน ทาให้มองไม่เหน็ วา่ มีการแยกวิชาออกจากกนั หลักสตู รตามแนวความคิดน้ีเรียกว่า หลกั สูตร
บรู ณาการ (Integrated Curriculum) ตัวอย่างของหลกั สูตรแบบนี้ไดแ้ ก่ หลักสูตรเพ่ือชีวิตและสังคม
(Social Process and Life Function Curriculum)

ประเภทของหลกั สตู ร

ในการจัดทาหลักสูตรของแต่ละยุคสมัย นักพัฒนาหลักสูตรจาเป็นต้องพิจารณาให้
หลักสูตรนั้นมีความเหมาะสมสอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง จาก
การศึกษาวิวัฒนาการของหลักสูตร พบวา หลักสูตรมีรูปแบบท่ีหลากหลายเปล่ียนแปลงไปตาม
แนวคิดของนักการศึกษาท่ีมีความเช่ือมต่อปรัชญาการศึกษาและทฤษฎีทางการศึกษาท่ีแตกต่างกัน
ผู้เขียนได้วิเคราะห์ประเภทหลักสูตร ที่นักการศึกษาไทยและนักการศึกษาต่างประเทศเสนอไว้ได้แก่
แนวคิดของ วิชัย ดิสสระ (2535) , ธารง บัวศรี (2542), รุจิร์ ภู่สาระ (2545) , บุญชม ศรีสะอาด
(2546) , วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554) , ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2556) , ทาบา (Taba ,1962), ชายส์ (Zais,

80
1976) และ เซย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวิส์ (Saylor, Alexander and Lewis ,1981) โดยเสนอ
ในรปู แบบตารางวเิ คราะหป์ ระเภทของหลกั สูตร ดงั ตารางท่ี 6
ตารางท่ี 6 วเิ คราะหป์ ระเภทของหลักสตู ร

ประเภทหลกั สตู ร วิชัย ดิสสระ
ธารง ับวศรี
ุรจิร์ ภู่สาระ
ุบญชม ศรีสะอาด
วิชัย วงษ์ให ่ญ
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์
ทาบา
ชายส์
เซ ์ยเลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวิส์
รวม

หลกั สูตรเนอ้ื หาวชิ า/ // / //// 7
หลกั สูตรรายวชิ า 4
(Subject Curriculum) // // 5
หลักสูตรหมวดวิชา 5
(Fusion Curriculum) / / /// 6
หลกั สตู รสัมพนั ธว์ ชิ า / 3
(Correlated / // / / 3
Curriculum) / // / / /
หลักสูตรหมวดวชิ า/ / //
หลักสตู รกวา้ ง (Broad
Fields Curriculum) //
หลกั สูตรแกน (Core
Curriculum)
หลักสูตรประสบการณ์
(Experience
Curriculum)
หลกั สตู รบูรณาการ
(Integration
Curriculum)

81
ตารางท่ี 6 วเิ คราะหป์ ระเภทของหลักสูตร (ตอ่ )

ประเภทหลกั สตู ร วิชัย ดิสสระ
ธารง ับวศรี
รุ ิจร์ ภู่สาระ
ุบญชม ศรีสะอาด
วิชัย วงษ์ให ่ญ
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์
ทาบา
ชายส์
เซ ์ยเลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวิส์
รวม

หลกั สตู รท่ียึดผู้เรียนเปน็ /
ศูนย์กลาง (Child 1
Centered Curriculum)
5
หลกั สตู รเกณฑ์
ความสามารถ 3
(Competency- Based / / / /
5
Curriculum)
2
หลักสูตรทีม่ ่งุ กระบวนการ // / 2
(Process Approach 2
Curriculum) 2
3
หลกั สูตรเพ่อื ชวี ิตและ
สงั คม (Social Process
and Life Function /// //

Curriculum)

หลกั สูตรทเ่ี นน้ ความ / /
ต้องการและความสนใจ
ของแตล่ ะบคุ คล
หลกั สตู รผสมผสาน / /
หลกั สตู รวชิ าแกน / /
หลักสตู รทเี่ น้นวชิ าเป็น
ศูนยก์ ลาง(Subject- / /
Centered Design)

หลกั สตู รแบบสาขาวิชา / //
(Discipline Design)

82
ตารางที่ 6 วิเคราะห์ประเภทของหลกั สูตร (ตอ่ )

ประเภทหลักสตู ร วิชัย ิดสสระ
ธารง ับวศรี
รุ ิจร์ ภู่สาระ
บุญชม ศรีสะอาด
วิชัย วงษ์ให ่ญ
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์
ทาบา
ชายส์
เซย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวิส์
รวม

หลกั สตู รท่ีเนน้ ผู้เรยี นเป็น // 3
ศูนย์กลาง(Learner – / // 2
Centered Design) 1
หลักสูตรทเี่ น้นปัญหาเป็น / 2
ศนู ยก์ ลาง(Problem – // 2
Centered Design) // 2
หลกั สูตรทีเ่ น้นเทคโนโลยี 1
เปน็ ศนู ย์กลาง //
(Technology Centered /
Design)
หลักสตู รแบบเอกตั ภาพ
(Individualized
หลกั สตู รสว่ นบคุ คล
(Personalized
Curriculum)
หลกั สูตรกิจกรรม/
ประสบการณ์ (Learning
Activity/Experience
Curriculum)
หลักสูตรการเรียนรู้ตลอด
ชวี ติ

จากตารางท่ี 6 พบว่าแนวคิดข้างต้นของนักการศึกษา นักพัฒนาหลักสูตรได้กล่าวถึง
ประเภทของหลักสูตรไว้หลากหลายประเภท ซ่ึงความคิดหลักมีความสอดคล้องกัน ผู้เขียนเสนอ
ประเภทหลักสูตรทสี่ าคญั ไว้ 8 ประเภท โดยมีรายละเอยี ด ดังนี้

83

1.หลักสตู รรายวชิ า (Subject Curriculum)
หลักสูตรรายวิชา เป็นหลักสูตรท่ีใช้มานานที่สุด ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาการศึกษา

กลุ่มสารัตถนิยม (Essentialism) โครงสร้างหลักสูตรแยกเป็นรายวิชา แต่ละรายวิชาจะไม่มี
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นหลักสตู รท่ีเน้นเนอ้ื หาสาระเป็นหลกั กระบวนการจัดการเรยี นรู้ เน้นครู
เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ จุดหมายของหลักสูตรต้องการพัฒนาด้านสติปัญญา ความรคู้ วามจาของผู้เรียน
มากกว่าการนาประโยชนข์ องความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน

การประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนรู้ของนักเรียน จึงมุ่งเน้นด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการ
เรียนเป็นหลกั การประเมินผลการเรียนรู้ มีความสะดวก เครื่องมือวัดไมยุ่งยาก เนื่องจากเด็กทุกคน
ตอ้ งเรียนทุกส่ิงทุกอย่างที่เหมือนๆ กันและจะต้องมีความรู้สอบผ่านข้อสอบเดียวกัน จากสาระเน้ือหา
เดยี วกนั ไม่มกี ารจัดเนือ้ หาสาระทีค่ านงึ ถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล

จุดเด่นของหลักสูตรรายวิชา คือ การจัดการเรียนการสอนเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว เพราะ
เน้ือหาวชิ าถกู จัดไว้อย่างเปน็ ระบบ ทาใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนมคี วามคิดรวบยอดในเรอื่ งนัน้ ถกู ต้องตรงกัน

ข้อจากัดของหลักสูตรรายวิชา คือ การเรียนเนื้อหาแต่ละรายวิชาไม่สามารถ เช่ือมโยงให้
สมั พันธ์กันและนาไปประยุกต์ใชแ้ ก้ปัญหาในชีวติ ประจาวันได้ ผู้เรียนขาดทักษะการคดิ แก้ปัญหา ทงั้ น้ี
เน่ืองจากหลักสูตรจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อเน้ือหาวิชาเปล่ียนแปลงไป ไม่ใช่เปล่ียนแปลงจากความ
ต้องการหรือความผนั แปรในสังคม

2.หลักสตู รสัมพันธว์ ิชา (Correlated Curriculum)
หลักสูตรสัมพันธวิชา เน่ืองจากหลักสูตรรายวิชามีข้อบกพร่องหลายด้าน นักพัฒนา

หลักสูตรจึงพยายามแก้ไขปรับปรุงให้รายวิชาต่างๆ ในหลักสูตรมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมากข้ึน
เช่น ในกรณีผสู้ อนอยา่ งนอ้ ยสองรายวชิ าร่วมกันวางแผนจัดการเรียนการสอนร่วมกัน โดยสอนหัวเร่อื ง
เดียวกันมีการเชื่อมโยงไปสู่รายวิชาที่เก่ียวข้องกัน ตัวอย่าง “การสอนเร่อื งเงา” ครูวทิ ยาศาสตร์สอน
การเกิดเงา ครูคณิตศาสตร์สอนการวัดระยะทางโดยการวัดเงาคิดคานวณเร่ืองเงาในช่วงเวลาต่างๆ
จดั ทากราฟของเงาในระยะต่างๆ ครศู ิลปะสอนเทคนคิ การวาดรูปท่ีมีเงา เปน็ ต้น หลักสตู รสัมพันธ์วิชา
ยึดแนวคิดหลักการของปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม โครงสร้างหลักสูตรยังจัดแยก เป็นรายวิชาแต่
นาหัวข้อของรายวิชาต่างๆ มาเช่ือมโยงกัน ผู้สอนยังคงรับผิดชอบรายวิชาของตนเอง และเน้น
บทบาทการสอนของครูเปน็ สาคัญ

การประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนรู้ของนักเรียน คือ การวัดความสาเร็จด้วยคะแนน
ความจดจาเนื้อหาวิชาแต่ละวิชา ใครมีความสามารถจดจาแล้วถ่ายทอดออกมาได้มาก ก็ถือว่ามี
ความสามารถมาก ถา้ ใครจดจาและถา่ ยทอดออกมาได้น้อย กถ็ อื วา่ ไมม่ ีความสามารถหรอื ไม่เกง่

จุดเดนของหลักสูตรสัมพันธ์วิชา คือ ช่วยให้ผู้เรียนสนใจในบทเรียนมากข้ึน การเรียน
มีความหมายมากขึน้ เพราะสามารถเชอ่ื มโยงความรู้จากวชิ าหนง่ึ ไปสู่อกี วชิ าหนึ่งได้

ข้อจากัดของหลักสูตรสัมพันธ์วิชาา คือ เร่ืองเวลาของการวางแผนร่วมกันของผู้สอน
การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ยังคงเน้นการวัดการจดจาเนื้อหา สาระความรู้ อาจส่งผลต่อ
ผู้เรยี นไมส่ ามารถนาความรู้ไปปรบั ใช้ในการดาเนินชวี ติ ได้

84

3.หลักสูตรกว้าง (Broad-Field Curriculum)
หลักสูตรหมวดวิชาหรือหลักสูตรกว้าง เป็นหลักสูตรท่ีพัฒนาขึ้นเพ่ือแก้ข้อบกพร่องของ

หลักสูตรรายวิชา ด้วยการรวมเอาวิชาท่ีมีลักษณะ เนื้อหาคล้ายกันหรือใกล้เคียงกันมารวมไว้ในหมวด
วิชาเดียวกัน เช่น หมวดวิชาสังคมศึกษาประกอบด้วยวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง
และศีลธรรม หมวดวิชาคณิตศาสตร์ประกอบด้วยวิชาเลขคณิต พีชคณิต เรขาคณิต และตรีโกณมิติ
เป็นต้น หลกั สูตรประเภทนี้ยงั คงมแี นวคิดของการจัดการศึกษาตามปรชั ญาการศึกษาแบบสารัตถนยิ ม
คือมุ่งเนน้ การถ่ายทอดความรู้ เนอื้ หาวิชาเปน็ สาคญั

การประเมินผลของการศึกษาหรือการเรียนร้ขู องนักเรียน ยึดเนื้อหาสาระของรายวิชาเป็น
หลัก เนน้ การวดั ความรคู้ วามจาเน้อื หาสาระของวชิ าเดิม

จุดเด่นของหลกั สูตรกวา้ ง คือ เปน็ หลกั สูตรท่ีรวบรวมรายวิชาท่มี คี วามสัมพนั ธ์กนั ถอื เป็น
ศาสตร์เดียวกันมาจัดไว้ในหมวดวิชาเดียวกัน ทาให้ง่ายต่อการบริหารจัดการหลักสูตร ผู้เรียนเห็น
ความเช่อื มโยงเนอ้ื หาสาระการเรียนรูส้ ามารถนาไปปรบั ใช้ในชวี ติ ประจาวันได้

ข้อจากัดของหลักสูตรกว้าง คือ การจัดกิจกรรมตามเป้าหมายหลักสูตรกว้างทาได้ยาก
เพราะต้องอาศัยความชานาญและประสบการณ์ของครูในการออกแบบกิจกรรมท่ีเช่ือมโยงเนื้อหา
สาระของศาสตร์น้ันได้ พบว่าในทางปฏิบัติครูก็ยังคงสอนแบบแยกเป็นรายวิชา ส่งผลต่อการวัดและ
ประเมนิ ผลของครยู ังคงแยกประเมนิ ตามเนื้อหาสาระทต่ี นเองรับผดิ ชอบ

4. หลกั สตู รแกน (Core Curriculum)
หลักสูตรแกน เป็นหลักสูตรอีกรูปแบบหน่ึงที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของหลักสูตร

รายวิชาในระยะแรก การจัดทาลักสูตรแกนจะเร่ิมจากการนาเนื้อหาของวิชาต่างๆ มา เช่ือมโยงกัน
กาหนดหัวข้อใหม่เอาวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นวิชาแกนแล้วนาวิชาอ่ืนๆ มาสัมพันธ์กัน โดยคานึงถึงความ
ต้องการและความสนใจของผู้เรียนเป็นแกนของหลักสูตร เน้นวิธีการแก้ปัญหานาเอาบทบาท
หน้าท่ีของบุคคลในสังคมและปัญหาของสังคมเป็นแกนของหลักสูตร บทบาทของครูก็จะเปลี่ยนไป
เป็นผู้คอยให้คาแนะนา เป็นที่ปรึกษาท้ังเป็นรายบุคคลหรือรายหมู่ นักเรียนจะมีประสบการณ์ใน
การแก้ปัญหาโดยตรง ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรตามปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม หลักสูตร
แกนเป็นหลักสูตรที่บังคับให้ทุกคนต้องเรียน เช่น หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544
เป็นหลักสูตรท่ีประกอบด้วยความรู้ ทักษะ และเจตคติ ท่ีได้เลือกสรรแล้วเห็นว่ามีความจาเป็น
สาหรับผเู้ รยี นทกุ คน จัดหลักสูตรเปน็ กลุ่มประสบการณ์ คือ กลมุ่ ทักษะท่ีเปน็ เครอ่ื งมอื การเรยี นรู้
กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย และกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ
โดยจัดเนอื้ หาเปน็ หน่วยการเรียนรู้

การประเมนิ ผลการศึกษาหรือการเรียนร้ขู องนักเรียน เน้นการประเมินทักษะกระบวนการ
ในการแกป้ ญั หา ประเมนิ เพือ่ ตรวจสอบพัฒนาการการเรยี นรู้มากขนึ้

จุดเด่นของหลักสูตรแกน คือ เน้ือหาสาระในหลักสูตรมีความสัมพันธ์ระหว่างวิชาต่างๆ
และมีการผสมผสานเนื้อหาวิชากับประสบการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับผู้เรียนและสังคมให้สามารถนาความรู้ไปใช้
ในชวี ิตประจาวันการเรยี นรเู้ น้นการแก้ปัญหาของสังคมมากขน้ึ ผเู้ รียนมีโอกาสศึกษาเนื้อหาที่ตนสนใจ
ความถนดั และความตอ้ งการมากข้ึน

85

ข้อจากัดของหลักสตู รแกน คอื การจัดการเรียนการสอนของครูต้องใชค้ วามรู้ความสามารถ
สูง ตลอดจนหลักสูตรประเภทนี้ต้องใช้เวลาในการวางแผนการทากิจกรรมการเรียนการสอนมาก
เนื่องจากต้องวางแผนการปฏิบัติงานร่วมกันกับบุคลากรหลายฝ่าย ผู้เรียนอาจได้รับเน้ือหาน้อย
เนือ่ งจากเน้นการจัดกจิ กรรมและกระบวนการเรียนรู้

5. หลกั สูตรประสบการณ์ (Experience Curriculum)
หลักสูตรประสบการณ์ เป็นหลักสูตรท่ีนักพัฒนาหลักสูตรต้องการแก้ไขข้อบกพร่องของ

หลักสูตรแบบเดิมที่เอาเน้ือหารายวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไม่คานึงถึงความต้องการและความสนใจของ
ผู้เรียน หลักสูตรนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม เช่ือว่านักเรียน
ควรเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือประสบการณ์ใดๆ
ก็ตาม ต้องจัดข้ึนเพ่ือสนองความต้องการของผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียนเจริญงอกงามในทุกด้านและ
สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการดารงชีวิต หลักสูตรประสบการณ์จาเป็นต้องให้ผู้เรียน
มบี ทบาทและส่วนร่วมในการเลือกหากิจกรรมการเรียนท่ีมีประโยชน์และตรงกับจุดมุ่งหมายที่กาหนด
ไว้ในหลักสูตร ลักษณะการร่วมกิจกรรมน้ันต้องอยู่บนรากฐานของความถนัดและความสนใจของ
นักเรียน เน้นการเรียนร้ผู ่านประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติ (Learning by Doing) จะทาให้เกิด
การเรยี นรูทม่ี ีประสทิ ธิภาพ ผู้เรียนจะเรียนรู้วิธกี ารคิดแกป้ ญั หาทเี่ กดิ ขึ้นกับตนเองหรอื สงั คม

การประเมนิ ผลการศกึ ษาหรือการเรียนรขู้ องนักเรยี น เนน้ การประเมินทักษะการคดิ ทกั ษะ
การแกป้ ญั หา ผู้เรียนมสี ว่ นรวมในการประเมินตนเอง

จดุ เด่นของหลกั สูตรประสบการณ์ คือ เป็นหลกั สูตรที่เน้นประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติ
ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่สนใจและเกิดประโยชนต่อการดารงชีวิตประจาวัน ส่งเสริมทักษะการคิด
เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนมสี ว่ นรวมในการวางแผนการเรียนและเลอื กกจิ กรรมการเรยี นของตน

ข้อจากัดของหลักสูตรประสบการณ์ คือ มีความยุ่งยากในการกาหนดสาระการเรียนรู้
เนื่องจากความสนใจ ความถนัดของผู้เรียนท่ีหลากหลาย ตลอดจนความพร้อมด้านความสามารถใน
การพฒั นาหลักสตู รของครู ทรัพยากร ส่อื แหลง่ การเรียนรู้ และการจดั ตารางเรยี น

6. หลักสูตรเกณฑค์ วามสามารถ (Competencies-Based Curriculum)
ห ลั กสู ต ร เก ณ ฑ์ คว า ม ส าม า รถ เป็ น ห ลั ก สู ต ร ท่ี ยึ ด ค ว าม ส าม า ร ถข อ งผู้ เรี ย น เป็ น ห ลั ก

การออกแบบหลักสูตรตามแนวคิดนี้จะมีการกาหนดเกณฑ์ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้
หลักสูตรน้ีเรียกว่า หลักสูตรเกณฑ์ความสามารถท่ีจัดทาขึ้นเพ่ือความแน่ใจว่าผู้ท่ีจบการศึกษาระดับ
หน่ึงๆ นั้น จะมีทักษะและความสามารถในด้านต่างๆตามความต้องการ เป็นหลักสูตรที่ไม่ได้มุ่งเน้น
ความรู้หรือเน้ือหา แต่มุ่งทักษะความสามารถ เจตคติและค่านิยม อันจะมีประโยชน์ต่อชีวิตปัจจุบัน
และอนาคตของผ้เู รยี นในอนาคตถึงแมว้ า่ ความรเู้ ปลีย่ นแปลงพัฒนาไป แตผ่ ้เู รียนยงั คงสามารถปรับตัว
ทันความต้องการของสังคมได้ ตัวอย่างของหลักสูตรประเภทนี้คือ หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2544 และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรเหลา่ น้ีมี
โครงสร้างซึ่งแสดงให้เห็นถึงเกณฑ์ความสามารถในด้านต่างๆ ท่ีต้องการให้ผู้เรียนมีในแต่ละระดับ
การศึกษาและในแต่ละชั้นเรียน ทักษะและความสามารถในแต่ละช้ันเรียนจะถูกกาหนดให้มี

86

ความต่อเนื่องกัน โดยใช้ทักษะและความสามารถท่ีได้รับการฝึกฝนอบรมเบื้องต้นเป็นฐานสาหรับ
การเพิ่มพูนทักษะและความสามารถในอันดับต่อไป หลักสูตรน้ีไดรับอิทธิพลจากแนวคิดของปรัชญา
การศึกษาพิพฒั นาการนยิ ม และปรัชญาการศึกษาอตั ถิภาวนิยม

การประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนรู้ของนักเรียน เน้นการประเมินทักษะความสามารถ
เจตคติและค่านิยม ตามเกณฑ์มาตรฐานสมรรถนะท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตรตามระดับการศึกษาของ
ผู้เรียน ใช้การวัดผลแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced) ในการประเมินผลความสาเร็จของ
ผู้เรยี นแตล่ ะคน

จุดเด่นของหลักสูตรเกณฑ์ความสามารถ คือ มีการกาหนดผลการเรียนรู้อย่างชัดเจนว่า
ผเู้ รยี นสามารถทาอะไรได้เมื่อจบหลักสตู ร (Course Outcomes) ใช้มาตรฐานสมรรถนะเป็นกรอบใน
การพัฒนาหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนการสอนทาให้การเรียนการสอนเช่ือมโยงกับการ
ประเมนิ ผลและการรบั รองคณุ ภาพ มีเกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria) ใช้ในการประเมนิ ผล
ผูเ้ รยี นทแ่ี น่นอน

ข้อจากัดของหลักสูตรเกณฑ์ความสามารถ คือ การออกแบบการจัดกิจกรรมต้องมี
ความหลากหลายและสอดคล้องกบั ศักยภาพและความต้องการผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อใหผ้ ู้เรียนแต่
ละคนปฏบิ ัติภาระงานให้สาเร็จตามเกณฑ์การ ปฏิบัติงานทีก่ าหนด ครูผู้สอนต้องมีความรคู้ วามเข้าใจ
ผู้เรยี นและความชานาญในการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้

7. หลกั สตู รบูรณาการ (Integrated Curriculum)
หลักสูตรบูรณาการเป็นหลักสูตรที่หลอมรวมความรู้และประสบการณ์จากรายวิชาต่างๆ

เข้ามาจัดเป็นกลุ่มหรือเป็นหมวดหมู่เดียวกันให้มีความสัมพันธ์เป็นเร่ืองเดียวกัน และจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในลักษณะที่เป็นองค์รวม สามารถนาความรู้ความเข้าใจไป
ประยุกต์ในชีวิตประจาวัน หลักสูตรบูรณาการ คือ หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521
เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เนื้อหาที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต จัดเนื้อหาในลักษณะหัวข้อเร่ืองหรือ
โครงงาน หรือบูรณาการโดยเน้นสิ่งท่ีต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้ เช่น ศาสนา เทคโนโลยี เป็นต้น
ครูผู้สอนต้องมีการวางแผนร่วมกัน มิฉะน้ันจะเกิดความทับซ้อน แม้จะใช้การบูรณาการแบบคู่ขนาน
คือ ผู้สอนต่างคนต่างสอนโดยนาเนื้อหาของอีกวิชาหนึ่งมาบูรณาการ แต่ก็ต้องตกลงกันในส่วนของ
เน้ือหาท่ีจะนาไปบูรณาการเพ่ือหลีกเล่ียงความซ้าซ้อน จะบูรณาการด้วยวิธีใดก็มักใช้วิธีการสอน
แบบกาหนดหัวข้อเรื่อง (Themes) เป็นส่วนใหญ่ หลักสูตรนี้ไดรับอิทธิพลจากแนวคิดของปรัชญา
การศึกษาปฏิรูปนิยม ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม และปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม
เปน็ ลักษณะของการผสมผสานปรัชญา

การประเมนิ ผลการศึกษาหรือการเรยี นรูข้ องนกั เรียน วธิ ีการประเมินผลการเรียนการสอน
ที่ดีที่สุดคือ การประเมินจากการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง (Performance Assessments) และใช้
เกณฑ์การประเมิน (Rubrics) เป็นแนวทางในการให้คะแนน ซึ่งการกาหนดเกณฑ์การประเมินต้อง
คานึงถึงผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และความสามารถของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ันด้วย ประเมินโดย
ตัวผู้เรียนเอง ประเมินโดยเพ่ือน และประเมินโดยครู ประเมินในประเด็นเดียวกันหรือต่างกันก็ได้
เพือ่ ดูความสอดคลอ้ งของผลการประเมิน

87

จดุ เด่นของหลักสูตรบูรณาการ คือ เนื้อหามีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplinary)
ทาให้ผู้เรียนมีขอบข่ายการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลายสอดคล้อง
กับความตอ้ งการและความสนใจของผู้เรียน และสามารถนาประโยชน์จากการเรียนไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน

ข้อจากัดของหลักสูตรบูรณาการ คือ การนาหลักสูตรบูรณาการไปใช้มีการหลอมรวม
เนื้อหาในวิชาต่าง เขามาผสมผสานกันทาได้ยากเน่ืองจากผู้สอนต้องมีความเข้าใจหลักการบูรณาการ
ประกอบกับการบูรณาการต้องมีการวางแผนร่วมกัน มีการเตรียมการสอนเป็นอย่างดีและยากต่อ
การจัดการบริหารหลักสูตร ปัญหาท่ีเป็นข้อโต้แย้งของนักการศึกษาและสังคมบางกลุ่มเห็นว่า
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทาให้ผเู้ รียนขาดความลุ่มลึกในองค์ความรูข้ องรายวิชาต่างๆ

8. หลักสตู รเพ่ือชีวิตและสังคม (Social Process and Life Function Curriculum)
การจัดหลักสตู รเพื่อชวี ิตและสังคมเปน็ หลักสูตรท่ียดึ ชวี ติ จริงของผู้เรยี นและสังคมเป็นหลัก

เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ และสามารถดารงชีวิตอยู่
ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมท้ังมสี ่วนร่วมในวัฒนธรรมของสังคม เป็นแนวทางในการจัดหลักสูตร
เน้นให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์และสังคม การจัดเน้ือหาวิชาเน้น
เนื้อหาสาระให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียนในสังคมหรือประสบการณ์จริงให้มากท่ีสุด
มุ่งเน้นการแก้ปัญหาของสังคม การจัดการเรียนรู้เน้นการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem –
Based Learning) ยึดผูเ้ รียนเปน็ ศูนยก์ ลาง คานงึ ถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล หลักสูตรทาหนา้ ท่ี
เตรียมผู้เรียนให้ร่วมมือกับสังคม เพื่อให้เรียนรู้เก่ียวกับหน้าท่ีทางสังคม กระบวนการทางสังคม หรือ
ปัญหาทางสังคม หลักสูตรประเภทนี้ได้อิทธิพลจากแนวคิดของปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการ
นยิ มและปรัชญาการศึกษาปฏริ ปู นิยม

การประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการของ
ผู้เรียนทงั้ ดา้ นสตปิ ญั ญา ร่างกาย อารมณ์และสงั คม รวมถึงการคิดแก้ปญั หา

จุดเด่นของหลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม คือ เป็นหลักสูตรที่ช่วยเสริมสร้างความรู้และ
ประสบการณ์ของผู้เรียนได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning คือการเรียนอย่างกระตือรือร้น ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเรียนรู้ บรรยากาศในการเรียนมีชีวิตชีวา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนศึกษาความซับซ้อนและ
ความเป็นจริงของสังคม มีความยืดหยุ่น สามารถปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
เปน็ แนวคิดพ้นื ฐานทสี่ นบั สนุนให้เกดิ โรงเรียนชมุ ชนข้นึ

ข้อจากัดของหลักสูตรเพ่ือชีวิตและสังคม คือ ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน
สังคมได้เพียงบางส่วนเท่าน้ันเน่ืองจากกิจกรรมในการดาเนินชีวิตของคนในสังคมมีหลากหลาย
ไม่สามารถนามาสอนได้ทั้งหมด เน้ือหาสาระอาจจะขาดความสมบูรณ์ไป เน่ืองจากการจัดการเรียนรู้
มงุ่ เพ่ือความสนใจในการปฏิบตั ขิ องผูเ้ รยี นมากเกนิ ไป

88

บทสรปุ

บทน้ีได้กล่าวถึง ความหมายของการออกแบบหลักสูตร ประโยชน์การออกแบบหลักสูตร
หลักการการออกแบบหลักสูตรทดี่ ี และประเภทของหลักสูตรตามลาดับเพอ่ี ให้ผู้อา่ นไดท้ าความเข้าใจ
และเห็นความเหมือน ความแตกต่างหรือแนวคิดของการออกแบบหลักสูตร เพ่ือเป็นข้อมูลใน
การตัดสินใจในการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องและเหมาะสมกับเป้าหมายและความต้องการของ
การใช้หลักสูตร

สรุปได้ว่าความหมายการออกแบบหลักสูตรซ่ึงหมายถึงการจัดองค์ประกอบของหลักสูตร
ทงั้ วัตถุประสงค์ เน้อื หา กิจกรรมการเรียนการสอนและการวดั การประเมินผลให้มีความสอดคล้องกัน
ในการออกแบบหลักสูตรนักพัฒนาหลักสูตรตอ้ งคานึงถึงหลักการของการออกแบบหลักสูตรท่ีดี ได้แก่
การประสานกลมกลืนขององค์ประกอบหลักสูตร และความคุ้มค่าในการออกแบบ หากออกแบบ
หลักสูตรบนหลักการท่ีดีจะช่วยสร้างความม่ันใจว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นสามารถเป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติได้เพิ่มโอกาสในความสาเร็จในการจัดการศึกษาและช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการ
พัฒนาหลักสูตร การออกแบบหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์สาหรับผู้ใช้หลักสูตรให้มากที่สุด นักพัฒนา
หลักสูตรต้องรู้และเขา้ ใจแนวคดิ จดุ เด่น ข้อจากัดของหลกั สูตรแต่ละประเภทกอ่ นการพัฒนาหลักสูตร
ทั้งนี้หลักสูตรแต่ละประเภทต่างมีแนวคิด หลักการและเป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียนต่างกัน
การออกแบบโครงสร้างหลักสูตรอาจจะแตกต่างกันไปรวมถึงวิธีการบริหารจัดการหลักสูตร เช่น
หลกั สูตรรายวิชา (Subject Curriculum) เป็นหลักสตู รทีใ่ ห้ความสาคญั การถ่ายทอดเน้นเน้อื หาให้แก่
ผู้เรียน ครูมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ หลักสูตรสัมพันธ์วิชา (Correlated Curriculum)
เป็นหลักสูตรที่นาเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กันมาออกแบบการสอนรวมกัน ช่วยให้ผู้เรียนสนใจใน
บทเรียนมากขึ้น การเรียนมีความหมายมากขึ้นเพราะสามารถเชื่อมโยงความรู้วิชาหนึ่งไปสูอีกวิชา
หน่ึงได้ หลักสูตรกว้าง (Broad-Field Curriculum) เน้นการผสมผสานเนื้อหาวิชาในกลุ่มวิชาท่ี
คล้ายคลึงกันหรือในศาสตร์ด้วยกันรวมเป็นหมวดวิชา เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความเช่ือมโยงเนื้อหาสาระ
การเรียนรู้สามารถนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันได้ หลักสูตรแกน (Core Curriculum) เป็นหลักสูตร
ท่ีกาหนดให้มีวิชาแกนซ่ึงทกุ คนต้องเรียน เน้นวิธีการแก้ปัญหานาเอาบทบาทหนา้ ท่ีของบุคคลในสังคม
ปัญหาของสังคมเป็นแกนของหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาโดยตรง
หลักสูตรประสบการณ์ (Experience Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ีเอาผู้เรียนเป็นตัวตั้ง เน้นการ
เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนจะเรียนรู้วิธีการคิดแก้ปัญหาท่ี เกดิ ขึ้นกับตนเอง
หรือสังคม หลักสูตรเกณฑ์ความสามารถ (Competencies-Based Curriculum) เป็นหลักสูตรที่
ยึดความสามารถของผู้เรียนเป็นหลัก การออกแบบหลักสูตรตามแนวคิดน้ีจะมีการกาหนดเกณฑ์
ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้ หลักสูตรบูรณาการ (Integrated Curriculum) เป็นหลักสูตร
ที่หลอมรวมความรู้และประสบการณ์จากรายวิชาต่างๆ จัดเป็นกลุ่มหรือเป็นหมวดหมู่เดียวกัน
ผสมผสานให้มีความสัมพันธ์เป็นเร่ืองเดียวกัน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความ
เข้าใจในลักษณะที่เป็นองค์รวม สามารถนาความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ในชีวิตประจาวัน และ
หลักสูตรเพ่ือชีวิตและสังคม (Social Process and Life Function Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ียึด
ชีวิตจริงของผู้เรียนและสังคมเป็นหลัก เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้และประสบการณ์ไปใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้ และสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังน้ันในการพัฒนาหลักสูตร

89
นกั พัฒนาหลกั สูตรตอ้ งศึกษาประเภทของหลักสตู รให้เข้าใจอย่างชัดเจนจะช่วยให้การพัฒนาหลักสูตร
ได้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และความเจริญทางวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี รวมถึงความต้องการของตัวผู้เรียน เพ่ือให้ได้หลักสูตรท่ีนามาพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

90

คาถามทบทวน

ตอบคาถามต่อไปน้ี
1. จงบอกความหมายของการออกแบบหลักสูตรและประโยชน์ของการออกแบบหลักสูตร
2. จงสรปุ หลักการการออกแบบหลกั สูตรทดี่ ีพร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ
3. จงอธบิ ายถึงลักษณะสาคัญของหลกั สตู รแตล่ ะประเภทพรอ้ มยกตัวอย่าง
4. จงอธิบายถึงบทบาทของครู และเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนของหลกั สูตรรายวชิ า
5. จงอธบิ ายถึงบทบาทของครู และเป้าหมายในการพฒั นาผู้เรียนของหลักสูตรประสบการณ์
6. จงอธิบายถึงบทบาทของครู และเป้าหมายในการพฒั นาผู้เรยี นของหลกั สูตรบูรณาการ
7. จงอธิบายถึงบทบาทของครู และเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนของหลักสูตรเพื่อชีวิต
และสงั คม
8. จงวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักสูตรแต่ละประเภทตามประเด็น แนวคิด ปรัชญา
การศึกษา จดุ เด่น ข้อจากัด และยกตัวอยา่ ง โดยออกแบบนาเสนอตามทต่ี นถนัด
9. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรประเภทใด
จงวเิ คราะหแ์ ละยกตวั อยา่ งเพื่อสนับสนุนแนวคดิ
10. นกั ศึกษาคดิ วา่ ในศตวรรษท่ี 21 หลกั สตู รทพี่ ฒั นาขนึ้ ควรมีลักษณะอยา่ งไร

91

เอกสารอ้างอิง

ชยั วฒั น์ สุทธิรัตน์. (2556). การพฒั นาหลกั สตู ร ทฤษฎีส่กู ารปฏบิ ตั ิ. กรงุ เทพมหานคร :วีพรนิ ท์.
ธารง บวั ศรี. (2542). ทฤษฎีหลกั สตู ร : การออกแบบและพฒั นา. พิมพค์ รง้ั ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร :

พัฒนาศกึ ษา.
บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การพฒั นาหลกั สตู รและการวจิ ัยเก่ียวกบั หลักสตู ร. กรงุ เทพมหานคร :

สวุ ีรยิ าสาสน์.
บุญเล้ียง ทมุ ทอง. (2553). การพฒั นาหลักสูตร Curriculum Development. กรงุ เทพมหานคร :

สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ปราณี สงั ขะตะวรรธน์ และสริ วิ รรณ ศรพี หล (2545). “การออกแบบหลักสตู ร” ในประมวลสาระชุด

วชิ าการพฒั นาหลักสูตรและวิทยาวิธีทางการสอน หน่วยท่ี 2 นนทบุรี : บัณฑติ ศึกษา
สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
ปารชิ าติ ประเสริฐสงั ข์ (2556). การออกแบบหลกั สตู ร. รอ้ ยเอด็ : รุจรวกี ารพมิ พ์.
ไพฑูรย์ สนิ ลารตั น์. (2554). การจัดการหลักสูตรและการสอน. พมิ พค์ รง้ั ที่ 3 กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.(2536) ประมวลสาระชุดวิชา : ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั ิในการ
บริหารการศกึ ษา หน่วยท่ี 5 - 8 นนทบรุ ี : มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช.
รุจิร์ ภู่สาระ. (2545). การพฒั นาหลักสตู ร : ตามแนวปฏิรูปการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร :
บริษทั บคุ๊ พอยทจ์ ากัด.
วิชัย ดสิ สระ. (2535). การพัฒนาหลกั สตู รและการสอน. กรงุ เทพมหานคร : สวุ รี ยิ าสาสน์.
วชิ ัย วงษใ์ หญ.่ (2554). การพัฒนาหลักสตู รระดับอุดมศกึ ษา. พมิ พค์ ร้ังที่ 2 กรงุ เทพมหานคร :
บรษิ ทั อาร์แอนดป์ ริน้ ท์ จากดั
Pratt, (1994). Curriculum Planning a Handbook for Professionals. Fort Worth,
Philadelphia :Harcort Brace College Publishers
Saylor, I.G. Alexander, W.M. and Lewis, A.J. (1981). Curriculum Planning for Better
Teaching and learning. 4th New York : Holt, Rinehart and Winston.
Taba, Hilda. (1962). Curriculum Development : Theory and Practice. New York :
Harcourt, Brace And World.
Zais, R.S. (1976). Curriculum : Principles and Foundations. New York : Harper &
Row.Publishers.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 4
รูปแบบการพัฒนาหลักสตู ร

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

หลงั ศึกษาบทเรยี นนี้แลว้ นักศึกษาควรมีความสามารถ ดังน้ี
1. อธบิ ายและสรุปความหมาย หลักการของการพฒั นาหลักสูตรได้
2. วเิ คราะห์องคป์ ระกอบสาคัญการพฒั นาหลักสูตรรูปแบบต่างๆ ได้
3. วเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นและขอ้ จากดั การพัฒนาหลกั สตู รรปู แบบตา่ งๆ ได้
4. วเิ คราะห์เปรียบเทียบขั้นตอนหรือวิธีการพัฒนาหลักสูตรของแต่ละรูปแบบการพัฒนา
หลกั สูตรได้
5. สงั เคราะหร์ ูปแบบการพัฒนาหลักสตู รตามความเข้าใจของตนเองในรปู แบบผังกราฟฟิกได้
6. ทางานร่วมกับผู้อืน่ ไดแ้ ละมคี วามรบั ผิดชอบต่องานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย

เนอื้ หา

ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร
หลักการพัฒนาหลกั สตู ร
รปู แบบการพัฒนาหลักสตู รของนักการศกึ ษาตา่ งประเทศ

รปู แบบการพฒั นาหลกั สูตรของ ไทเลอร์ (Tyler)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ ทาบา (Taba)
รปู แบบการพฒั นาหลักสูตรของ โอลิวา (Oliva)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ เชย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (Saylor Alexander
and Lewis)
รปู แบบการพฒั นาหลักสตู รของนักการศกึ ษาไทย
รูปแบบการพัฒนาหลกั สตู รของ สงัด อทุ รานนั ท์
รปู แบบการพฒั นาหลักสูตรของ วิชยั วงษใ์ หญ่
รปู แบบการพฒั นาหลกั สูตรของ ธารง บวั ศรี
รูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รของ ไพฑูรย์ สินลารตั น์

วิธีการสอน

1. วธิ ีสอน
1.1 วิธีสอนแบบอภปิ ราย
1.2 วธิ ีสอนแบบบรรยาย
1.3 วธิ ีสอนแบบกลมุ่ เรยี นรู้

2. เทคนิคการสอน

94
2.1 การใช้คาถาม
2.2 การใชผ้ ังกราฟฟกิ
2.3 กระบวนการกลุ่ม
3. กจิ กรรมการเรียนการสอน
ขน้ั นา
3.1 นักศึกษาทบทวนเก่ียวกับความสาคัญของการออกแบบหลักสูตรและลักษณะ
เดน่ และข้อจากัดของการออกแบบหลักสูตรประเภทต่างๆโดยการถามตอบ
3.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์ พร้อมนาเสนอเนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียนรู้และ
ช้นิ งานทจี่ ะเกดิ ข้นึ ในการเรยี นรคู้ รั้งนีด้ ว้ ย Microsoft Power Point
ข้ันสอน
3.3 นักศึกษาช่วยกันนาเสนอวิธีการพัฒนาหลักสูตรตามประสบการณ์หรือตามที่ได้
รบั รูม้ า เช่น “หลักสตู รการประดิษฐข์ องเลน่ ” “หลกั สตู รการเพาะเห็ด” “หลักสูตรการเป็นลูกทด่ี ี”
3.4 ผู้สอนและนักศึกษาร่วมกันสรุป ข้ันตอนหรือวิธีการพัฒนาหลักสูตรที่เพ่ือน
นาเสนอเหมือนกนั หรือตา่ งกนั อยา่ งไร
3.5 นักศกึ ษาเขา้ กล่มุ ๆละ 4 คน ศึกษารูปแบบการพัฒนาหลักสตู ร

(กลุ่มละ 1 แนวคิด )
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ ไทเลอร์ (Tyler)
รปู แบบการพัฒนาหลกั สตู รของ ทาบา (Taba)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ โอลิวา (Oliva)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ เชย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (Saylor
Alexander and Lewis)
รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของ สงัด อุทรานันท์
รปู แบบการพัฒนาหลกั สตู รของ วชิ ัย วงษ์ใหญ่
รูปแบบการพัฒนาหลกั สตู รของ ธารง บัวศรี
รูปแบบการพฒั นาหลกั สูตรของ ไพฑรู ย์ สินลารตั น์
ศึกษาใน 3 ประเด็นนาเสนอในรูปแบบผงั กราฟฟิค
1. แนวคิดการออกแบบหลกั สูตร
2. ข้นั ตอน/วธิ กี ารของการออกแบบหลักสูตร
3. ลักษณะสาคัญการออกแบบหลักสตู รทด่ี ี
โดยศึกษาจากเอกสารประกอบการสอนและศึกษาจาก Internet เขียนใน
กระดาษโปสเตอร์ลักษณะผงั กราฟฟิก
3.6 กลุ่มนาเสนอผลการศกึ ษาทีละรปู แบบ ผ้สู อนร่วมอภิปราย/ซักถาม /เพิม่ เติม
3.7 นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันอภิปราย วิเคราะห์ เปรียบเทียบลักษณะเด่นความ
สอดคล้องของรปู แบบการพัฒนาหลกั สตู รแต่ละแนวคดิ
ข้ันสรุป
3.8 นักศกึ ษาและผสู้ อนร่วมกนั สรุป “ความหมายของการพัฒนาหลกั สตู ร”

95

3.9 ผู้สอนนาเสนอสรุปเน้ือหาของบทเรียน ด้วย Microsoft Power Point พร้อม
ซักถาม

3.10 นักศึกษา สังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรตามความเข้าใจของตนเอง
ตอบคาถามท้ายบท และบันทึกการเรียนรู้ (Learning Log)

ส่อื การเรียนการสอน

1. Microsoft Power Point ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการพัฒนา
หลกั สูตร

2. เอกสารประกอบการสอนการพฒั นาหลักสตู ร
3. Internet และ Website ทางการศกึ ษา

การวัดและประเมินผล

หลงั ศกึ ษาบทเรียนน้ีแล้ว นกั ศึกษาควรมีความสามารถ ดังนี้

พฤติกรรม วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารผา่ น
1. อธบิ ายและสรุปความหมาย สังเกต พฤตกิ รรมการ
หลักการของการพัฒนาหลกั สูตรได้ การตอบคาถาม แบบสงั เกต แสดงออกท้ังการ
2. วเิ คราะห์องค์ประกอบสาคญั การ และอภปิ ราย/ พฤติกรรม/ ตอบคาถาม /การ
พัฒนาหลักสูตรรปู แบบต่างๆได้ ตรวจชิ้นงาน/ แบบประเมนิ ร่วมอภิปราย/
3. วิเคราะห์ลกั ษณะเดน่ และข้อจากดั บันทึกการเรียนรู้ ชิน้ งาน การทางานกลุม่
การพฒั นาหลักสูตรรปู แบบต่างๆ ได้ (Learning Log) ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ
4. วเิ คราะห์เปรียบเทียบข้นั ตอนหรอื 80
วธิ ีการพฒั นาหลักสตู รของแต่ละรูปแบบ
การพฒั นาหลักสตู รได้

5. สงั เคราะหร์ ูปแบบการพฒั นา ตรวจชิ้นงาน แบบประเมนิ ชิ้นงานทีท่ า
หลกั สูตร ตามความเข้าใจของตนเองใน ชนิ้ งาน สอดคลอ้ งกบั
รปู แบบผงั กราฟฟิกได้ วัตถุประสงค์
6. ทางานรว่ มกบั ผู้อนื่ ได้และมีความ สงั เกตการทางาน แบบสงั เกต ครอบคลุมเนื้อหา
รบั ผดิ ชอบต่องานที่ไดร้ ับมอบหมาย กลุ่ม /ตรวจ พฤติกรรม/ เสนอความ
ชน้ิ งาน/ แบบประเมนิ คิดเห็น
บนั ทกึ การเรียนรู้ ชิ้นงาน ชดั เจน
(Learning Log) ส่งงานตรงเวลา
ผา่ นรอ้ ยละ 80



บทที่ 4
รปู แบบการพัฒนาหลกั สตู ร

หลักสูตรถือเป็นหัวใจของการจัดการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือสาคัญในการกาหนด
ทิศทางในการจัดการศึกษา เพื่อวางรากฐานผู้เรียนให้มีทักษะพื้นฐานด้านความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ
ท่ีสาคัญจาเป็นในการดารงชีวิต สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคมได้ ดังน้ัน หลักสูตร
จึงจาเป็นต้องปรับปรุง พัฒนาเปล่ียนอยู่เสมอท้ังน้ีเพ่ือให้มีความสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงทาง
ทางสงั คม เศรษฐกจิ การเมอื งของประเทศ รวมถึงคานึงถึงความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพชวี ติ และ
สังคมของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน และอนาคต กระบวนการพัฒนาหลักสูตรจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อ
การจดั การศึกษา

ความหมายของการพัฒนาหลกั สูตร

การพัฒนาหลักสูตรเป็นภารกิจของหน่วยงานทางการศึกษา สถานศึกษาที่จะต้อง
ดาเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ที่เก่ียวข้องจึงมีความจาเป็นต้องมีความเข้าใจในความหมายของการ
พฒั นาหลักสตู ร ซง่ึ มนี กั การศึกษาให้ความหมายการพฒั นาหลกั สตู รไว้หลายกรณี ดังน้ี

วิชัย วงษ์ใหญ่ (2525 :10) กล่าวว่า การพัฒนาหลักสตู ร คอื การพยายามวางโครงการที่จะ
ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตรงตามจุดหมายที่กาหนดไว้ หรือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนคือระบบ
โครงสรา้ งของการจัดโปรแกรมการสอน กาหนดจุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ การปรับปรุงตาราแบบเรียน
คู่มือครู ส่ือการเรียนและการวัดและประเมินผลการใช้หลักสูตร การปรับปรุงแก้ไขและการให้
การอบรมครูผู้ใช้หลักสูตรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาหลักสูตรและการสอน รวมท้ัง
การบรหิ ารและบรกิ ารหลักสูตร

สันต์ ธรรมบารุง (2527 : 92) ได้กล่าวถึงความหมาย การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum
Development) มีความหมายครอบคลุมถึงการสร้างหลักสูตร การวางแผนหลักสูตร การปรับปรุง
หลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรซ่ึงเป็นการปรับปรุงคุณภาพของหลักสูตรให้ดีขึ้นท้ังระบบ ต้ังแต่
จดุ มุง่ หมาย การเรยี นการสอน การใชส้ ่อื การเรยี นการสอน การวัดและประเมินผล

สงัด อุทรานันท์ ( 2532 : 30) กล่าวว่าการพัฒนาหลักสูตรมีความหมายอยู่ 2 ลักษณะ คือ
1) การทาหลักสูตรท่ีมีอยู่แล้วให้ดีข้ึนหรือสมบูรณ์ขึ้น และ 2) การสร้างหลักสูตรข้ึนมาใหม่โดยไม่มี
หลักสตู รเดิมเป็นพืน้ ฐาน

กาญจนา คุณารักษ์ (2540 : 334) กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง กระบวนการ
วางแผน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกประเภท เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตาม
ความมุ่งหมายและจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ ตลอดจนการวางแผนประเมินผล เพ่ือให้ทราบชัดว่า
พฤติกรรมที่เปล่ียนแปลงน้ัน ตรงตามความมุ่งหมาย และจุดประสงค์จริงหรือไม่ เพื่อผู้ที่มีหน้าที่
เก่ียวขอ้ งไดพ้ ัฒนาในโอกาสตอ่ ไป

98
กูด คาร์เตอร์ วี (Good Carter V. ,1973 : 157 ) ได้ให้ความเห็นว่า การพัฒนาหลักสูตร
เกิดข้ึนได้ 2 ลักษณะ คือ 1) การปรับปรุงหลักสูตรเป็นวิธีการพัฒนาหลักสูตรอย่างหน่ึง เพ่ือให้
เหมาะสมกับโรงเรียนหรือระบบโรงเรียน จุดหมายของการสอน วัสดุอุปกรณ์ วิธีสอนรวมท้ัง
การประเมินผล และ 2) การเปล่ียนแปลงหลักสูตร หมายถึงการแก้ไขหลักสูตรให้แตกต่างไปจากเดิม
เป็นการสร้างโอกาสทางการเรยี นขน้ึ ไป
ทาบา ฮิลดา (Taba Hilda, 1962 : 82 ) ได้กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรหมายถึง การ
เปล่ียนแปลงและปรับปรุงหลักสูตรเดิมให้ได้ผลดีย่ิงขึ้นท้ังในด้านการวางจุดมุ่งหมาย การจัดเน้ือหา
วชิ าการเรยี นการสอน การวัดผลและการประเมนิ ผลอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายอนั ใหมท่ ี่วางไว้
จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตร เป็นการปรับปรุงหรือ
เปลี่ยนแปลงหลักสูตรท่ีใช้อยู่เดิมทั้งองค์ประกอบ เร่ิมต้นท่ีการปรับเปลี่ยนจุดประสงค์ เนื้อหา
กิจรรมการเรียนการสอนรวมถึงการวัดประเมินผลเพ่ือให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองภายในท้องถ่ิน
ภายในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงการให้การอบรมครูผู้ใช้หลักสูตรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ของการพฒั นาหลกั สูตรและการสอน รวมท้ังการบรหิ ารและบริการหลกั สตู ร

หลกั การพฒั นาหลักสตู ร

การพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการทางานท่ีเป็นระบบและอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลาย
ฝา่ ย ทัง้ นี้เพือ่ ใหไ้ ด้หลกั สตู รท่ีมีคุณภาพ นักการศกึ ษาได้เสนอหลักการสาคัญในการพฒั นาดังนี้

ชัยวัฒน์ สุทธริ ัตน์ (2556 : 75 –76) ได้เสนอหลักการพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการที่มี
ขั้นตอนการพัฒนาอย่างเป็นระบบซ่ึงการที่จะพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพนั้นต้องคานึงถึงหลักการ
พัฒนาหลกั สูตรตอ่ ไปนี้

1. การพัฒนาหลักสูตรจาเป็นต้องมีผู้นาท่ีเช่ียวชาญและมีความสามารถในการพัฒนา
หลกั สตู รเป็นอยา่ งดี

2. การพัฒนาหลกั สตู รจาเป็นตอ้ งไดร้ ับความช่วยเหลือและประสานงานอยา่ งดีจากบคุ คล
ทีเ่ กี่ยวขอ้ งทุกฝ่ายทกุ ระดบั

3. การพัฒนาหลักสูตรจาเป็นต้องมีการดาเนินงานเป็นระเบียบแบบแผนต่อเน่ืองกันไป
เริ่มตั้งแต่การวางจุดมุ่งหมายในการพัฒนาหลักสูตรจนถึงการประเมินหลักสูตร ในการดาเนินงาน
จะต้องคานึงถึงจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงว่า การพัฒนาหลักสูตรจะเริ่มที่จุดใด จะเป็นการพัฒนา
สว่ นย่อยหรือการพัฒนาทั้งระบบและจะดาเนินการอย่างไรในขั้นต่อไป ส่ิงเหล่านี้เปน็ สิ่งท่ีผู้มหี น้าท่ีใน
การพัฒนาหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นผู้เช่ียวชาญทางด้านการจัดหลักสูตร ครูผู้สอน หรือนักวิชาการ
ทางด้านการศึกษาและบุคคลต่างๆท่ีเกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันพิจารณาอย่างรอบคอบและ
ดาเนินการอย่างมรี ะเบยี บแบบแผนทีละข้นั ตอน

4. การพัฒนาหลักสูตรจะตอ้ งรวมถึงผลงานต่างๆทางด้านหลกั สูตรท่ีได้สร้างข้ึนใหม่อย่าง
มีประสทิ ธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหลกั สูตร เน้ือหารายวิชา การทาการทดลองหลักสูตร การนาหลักสูตร
ไปใช้หรือการจดั การเรียนการสอน

99

5. การพัฒนาหลักสูตรท่ีมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการฝึกอบรมครูประจาการให้มีความรู้
ความเข้าใจในหลักสูตรใหม่ การพัฒนาหลักสูตรจะจัดต้องคานึงประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจและ
ทศั นคตขิ องผ้เู รยี นดว้ ย

รูปแบบของการพฒั นาหลกั สูตรของนกั การศกึ ษาตา่ งประเทศ

การพัฒนาหลักสูตรมีวิธีการ ขั้นตอนการพัฒนาเป็นไปตามลาดับขั้นตอนท่ีสาคัญ
นักพัฒนาหลักสูตรหลายท่านได้ให้ แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาหลักสูตร (Models of
Curriculum Development) ไว้หลายรูปแบบ ซ่ึงมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันบ้าง ดังรูปแบบ
การพฒั นาของนักการศกึ ษาตา่ งประเทศ ดงั น้ี

1. รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของราลฟ ไทเลอร (Ralph Tyler) เป็นท่ีรู้จักกันอย่าง

กว้างขวางในวงการพัฒนาหลักสูตร แนวคิดในการวางกรอบโครงร่างหลักสูตรของไทเลอร์ โดยใช้
วิธีการท่ีเรียนว่าเทคนิควิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Technical – Scientific Models) ไทเลอร์ได้เขียน
หนังสือเก่ียวกับหลักสูตรและการสอน ชื่อว่า Basic Principles of Curriculum and Instruction
หลักการพัฒนาหลักสูตรของ ไทเลอร์ เริ่มด้วยการหาคาตอบจาก คาถามพ้ืนฐาน 4 ประการคือ
(Ornstein and Hunkins. 1993 : 267)

คาถามที่ 1 มีวตั ถปุ ระสงค์ทางการศึกษาอะไรทีโ่ รงเรียนควรจะบรรจุและกาหนด
คาถามท่ี 2 จะมีวิธีเลือกประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์บรรลุตาม
วัตถปุ ระสงค์
คาถามท่ี 3 จะดาเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไร เพ่ือจะทาให้การเรียนการสอน
มปี ระสิทธิภาพ
คาถามที่ 4 ประสบการณก์ ารเรียนรูท้ มี่ ีประสิทธภิ าพจะถกู ประเมนิ อย่างไร
จากคาถามพ้ืนฐานทั้ง 4 ข้อนี้ แสดงถึงกระบวนการพัฒนาหลักสูตร 4 ขั้นตอน
การพัฒนาหลักสูตรในแต่ละข้ันตอนต้องคานึงถึง การกาหนดจุดมุ่งหมาย การกาหนดประสบการณ์
ทางการศึกษาการจัดประสบการณ์ทางการศึกษาให้ผู้เรียน และการประเมินสัมฤทธ์ิผลของหลักสูตร
ซ่ึงรูปแบบของการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ นาเสนอได้ดังภาพที่ 2 (Oliva, 2001 : 144 อ้างใน
ชัยวฒั น์ สทุ ธิรตั น์ , 2556 : 84)

100

แหล่งขอ้ มลู แหลง่ ข้อมลู แหล่งขอ้ มลู
นักเรยี น สังคม เนื้อหาวิชา

วัตถปุ ระสงค์ช่ัวคราว

แหล่งขอ้ มูล แหลง่ ข้อมูล
ปรชั ญากงารศกึ ษา จติ วิทยาการเรยี นรู้

วัตถปุ ระสงคแ์ ทจ้ ริง

การคัดเลือก
ประสบการณ์
การเรยี นรู้
การจัดลาดับ
ประสบการณ์
การเรยี นรู้
การกาหนดทศิ ทาง
ของประสบการณ์

การเรียนรู้
การประเมนิ ผล
ประสบการณ์

การเรยี นรู้
ภาพที่ 2 รปู แบบการพัฒนาหลักสตู รของไทเลอร์

101
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทยเลอร์ ในภาพท่ี 2 อธิบายรายละเอียดในแต่ละ
ประเด็นไดด้ ังนี้ (วิชยั วงษ์ใหญ่ , 2554 ; ชัยวัฒน์ สุทธิรตั น์, 2556)
1. การกาห น ดวัตถุป ระสงค์ (Identify General Objectives) เป็ น การคัดเลือก
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ก่อนจะกาหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรจะต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานจาก
3 แหล่ง คือ แหล่งข้อมูลด้านเน้ือหาวิชา แหล่งข้อมูลทางด้านสังคม ได้แก่ ค่านิยม ความเช่ือ
ดารงชีวิตในสังคม โครงสร้างที่สาคัญในสังคม และความมุ่งหวังทางสังคม และแหล่งข้อมูลด้าน
ตัวผู้เรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการความสนใจ ความสามารถและคุณลักษณะผู้เรียน
ท่ีประเทศชาติต้องการ แล้วนาข้อมูลน้ันมาประมวลเข้าด้วยกันจนเป็นจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆ
ของหลักสูตรหรือวัตถุประสงค์ชั่วคราว (Tentative General Objectives) เมื่อเลือกได้แล้วต้อง
นามากลั่นกรองโดยใช้เกณฑ์การพิจารณา 2 ด้าน คือ ปรัชญาการศึกษาของโรงเรียน ปรัชญาทาง
สังคมและจิตวิทยาการเรียนรู วัตถุประสงค์ที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว จะได้วัตถุประสงค์ที่เจาะจงมากข้ึน
ซง่ึ ไทเลอร์เรียกวา่ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นการสอน (Instructional Objectives)
2. การเลือกและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Selection Of Educational Experiences)
การเลือกและการจัดประสบการณ์การเรียนที่คาดหวังจะให้ผู้เรียนมีประสบการณ์อย่างไร กิจกรรม
ท่ีจัดทั้งในการเรียนการสอน และส่วนเสริมหลักสูตรนั้น ทั้งนี้ก็เพ่ือจะให้กระบวนการเรียนการสอน
ดาเนินไป เพ่ือตอบสนองวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ ไทเลอร์ได้เสนอเกณฑ์ในการพิจารณาเลือก
ประสบการณ์การเรยี นรูไ้ ว้ ดงั นี้

2.1 ผูเ้ รยี นควรมีโอกาสฝึกพฤติกรรมและเรียนรู้เนอ้ื หาตามทีร่ ะบุไว้ในวตั ถุประสงค์
2.2 กิจกรรมและประสบการณ์ น้ันควรจะทาให้ผู้เรียนพึงพอใจที่จะปฏิบัติตาม
พฤติกรรมท่ไี ด้ระบไุ วใ้ นวตั ถปุ ระสงค์
2.3 กิจกรรมและประสบการณ์นน้ั ควรจะอยูใ่ นขอบขา่ ยความพอใจที่พงึ ปฏิบตั ิได้
2.4 กิจกรรมและประสบการณ์หลายๆ ด้านของการเรียนรู้อาจนาไปสู่วัตถุประสงค์
ทกี่ าหนดไวเ้ พียงขอ้ เดยี ว
2.5 กิจกรรมและประสบการณ์การเรยี นรู้เพยี งหนึ่งอย่างอาจตอบสนองวัตถุประสงค์
หลายๆ ขอ้ ได้
นอกจากนั้น ไทเลอร์ ยังเน้นเกี่ยวกับการพิจารณาการจัดประสบการณ์เรียนรู้ว่าต้อง
คานึงความสัมพันธ์ในด้านเวลาต่อเวลา และเนื้อหาต่อเนื้อหา เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบ แนวตั้ง
(Vertical) กับแนวนอน (Horizontal) ซงึ่ มีเกณฑใ์ นการพจิ ารณาดงั น้ี
1. ความต่อเน่ือง (Continuity) หมายถึง ความสัมพันธ์ในแนวต้ังขององค์ประกอบ
ของตัวหลกั สูตรจากระดับหนึ่งไปยังอีกระดบั หนึง่ ทส่ี ูงขึ้นไป เช่น ในวิชาทักษะต้องเปิดโอกาสให้มีการ
ฝึกทกั ษะในกิจกรรมและประสบการณ์บอ่ ยๆ และต่อเนอ่ื งกัน
2. การจัดช่วงลาดับ (Sequence) หมายถึง ความสัมพันธ์ในแนวต้ังของส่วน
องค์ประกอบของตัวหลักสูตรจากส่ิงทเี่ กิดก่อนไปสสู่ ่ิงทีเ่ กิดขึ้นภายหลังหรือจากสิ่งท่ีมีความง่ายไปสู่สิ่ง
ท่มี คี วามยาก ดังน้ันการจัดกจิ กรรมและประสบการณ์มกี ารเรียงลาดับกอ่ นหลังกเ็ พ่ือให้ไดเ้ รียนเน้ือหา
ท่ีมคี วามลกึ ซง้ึ ย่งิ ข้นึ

102

3. การบรูณาการ (Integrtion) หมายถึง ความสัมพันธ์ในแนวตั้งของส่วนองค์ประกอบ
ของตัวหลักสูตร จากหัวข้อเน้ือหาหน่ึงไปยังอีกหัวข้อเน้ือหาหนึ่งของรายวิชาหรือจากรายวิชาอ่ืนๆ
ท่ีมีความเกี่ยวข้องกัน การจัดประสบการณ์จึงเป็นลักษณะท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้เพ่ิมพูนความคิดเห็น
และได้แสดงพฤติกรรมทส่ี อดคล้องเนื้อหาท่ีเรยี นเปน็ การเพ่ิมพนู ความสามารถท้ังหมดของผู้เรียนท่ีจะ
ได้ใช้ประสบการณ์ในสถานการณ์ท่ีแตกต่างกันประสบการณ์เรียนรู้จึงเป็นแบบแผนของปฏิสัมพันธ์
(Integration) ระหว่างผ้เู รยี นกบั ประสบการณแ์ วดล้อม

3. การจัดเรียงลาดับประสบการณ์การเรียนรู้ (Organization of Learning Experiences)
เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เรียงตามลาดับขัน้ ตอน ต้องมเี นอ้ื หาครบทุกด้าน
ทั้งด้านความคิด หลักการ ค่านิยม และทักษะ ต้องมีความสัมพันธ์ สอดคลองกับธรรมชาติของ
ผู้เรยี น และธรรมชาติของเน้อื หาท่ีมีความแตกตา่ งกนั

4. การประเมินผล เพ่ือท่ีจะตรวจสอบว่าการจัดการเรียนการสอนได้บรรลุจุดประสงค์
ตามทกี่ าหนดไวห้ รือไม่ สมควรจะมกี ารปรับแกไ้ ขในสว่ นใดบา้ ง ควรพิจารณาจากส่ิงต่อไปน้ี

4.1 กาหนดจุดประสงค์ท่ีจะวดั และพฤติกรรมที่คาดไว้
4.2 วดั และวเิ คราะหส์ ถานการณท์ จี่ ะทาใหเ้ กดิ พฤติกรรมเหลา่ นนั้
4.3 สารวจข้อมูลเพื่อสร้างเคร่ืองมือที่จะวัดพฤตกิ รรมเหลา่ นน้ั ได้อยา่ งเหมาะสม
4.4 ตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือโดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจากความเป็นปรนัย
ความเชอื่ มั่น และความเทย่ี งตรง
4.5 การพิจารณาการประเมินให้เป็นประโยชน์เพ่ืออธิบายผลการเรียนรู้เป็นรายบุคคล
หรือเป็นกลุ่ม การอธิบายถึงส่วนดีของหลักสูตรหรือสิ่งท่ีต้องปรับแก้ไขเป็นแนวทางในการปรับปรุง
หลักสูตรใหม้ คี ณุ ภาพยง่ิ ขน้ึ
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ เขาได้ใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายในการคัดเลือก
วัตถุประสงค์ โดยอาศัยข้อมูลด้านเน้ือหาวิชา ข้อมูลทางด้านสังคม และข้อมูลด้านตัวผู้เรียน
มาช่วยในการกาหนดวัตถุประสงค์ช่ัวคราวแล้วมีการกลั่นกรองด้วยข้อมูลด้านปรัชญาการศึกษา และ
จิตวิทยาการเรียนรู้ อีกคร้ังเพ่ือกาหนดเป็นวัตถุประสงค์ท่ีแท้จริงของหลักสูตร ต่อมาจึงดาเนินการ
เลือกและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้หลักความต่อเน่ืองจากระดับหน่ึงไปยังอีกระดับหน่ึงท่ี
สูงขึ้น จากสิ่งที่เกิดก่อนไปสู่ส่ิงท่ีเกิดข้ึนภายหลัง หรือจากสิ่งท่ีมีความง่ายไปสู่สิ่งที่มีความยากและ
บูรณาการและมีการประเมินผลโดยยึดหลักการใช้เครื่องมือท่ีมีความเป็นปรนัย มีความเชื่อม่ันได้
และมีความเที่ยงตรง
2. รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา (Taba)
ทาบา (Taba, 1962 : 12 อ้างใน รุจิร์ ภู่สาระ , 2546 : 61-64 ) เป็นนักการศึกษา
อกี ผู้หนึ่ง ท่ีมีแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาหลกั สูตรทเ่ี รียกว่าวิธีการจากลา่ งสูบ่ น (Grass-Roots
Approach) เป็นการพัฒนาหลักสูตรจากระดับปฏิบัติ แล้วเสนอข้ึนไปสู่กระดับผู้บริหาร ทาบา กล่าวว่า
ครเู ปน็ ผู้นาหลกั สตู รไปสู่การปฏิบตั ิ จงึ ควรเปน็ ผ้มู สี ่วนร่วมในการพฒั นาหลกั สูตร มีวธิ ีการขัน้ ตอนการ
พัฒนาหลักสูตรคล้ายรูปแบบของไทเลอร์ ซึ่งประกอบด้วย 7 ข้ันตอน สรุปได้ดังภาพท่ี 3 (Taba,
1962 : 438 อา้ งใน วชิ ยั วงษใ์ หญ่ , 2545 : 50)

103

การวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนและสงั คม
การกาหนดจดุ ประสงค์
การเลือกเน้อื หาสาระ
การจดั เนื้อหาสาระ

การเลือกประสบการณก์ ารเรยี น
การจัดประสบการณ์การเรยี น
การกาหนดสิ่งที่จะประเมนิ และวธิ ีการประเมินผล การประเมินผลเพ่ือตรวจสอบ
ภาพที่ 3 รูปแบบหลักสูตรของทาบา
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา ในภาพท่ี 3 อธิบายรายละเอียดในแต่ละประเด็น
ไดด้ ังน้ี (Taba, 1962 : 12 อา้ งใน รุจริ ์ ภ่สู าระ, 2546 และ ศศธิ ร ขันตธิ รางกูร , 2554)
ข้ันท่ี 1 การวินิจฉัยความต้องการ (Diagnosis of Needs) เป็นการตรวจสภาพปัญหา
ความต้องการและความจาเป็นต่าง ๆ ของสังคมและผู้เรียน เน่ืองจากหลักสูตรเป็นการออกแบบ
เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ดังน้ันเมื่อเด็กแต่ละคนมีภูมิหลังท่ีแตกต่างกันจึงเป็นส่ิงจาเป็นท่ีนักพัฒนา
หลักสูตรจะต้องวินิจฉัยความแตกต่าง ขอ้ บกพร่องและความแตกต่างของภูมิหลังของเด็ก การวินิจฉัย
ดังกล่าวจะทาใหส้ ามารถกาหนดหลกั สตู รให้เหมาะสมกับเด็กทจี่ ะเรียนจากหลักสูตรน้ันได้
ขั้นท่ี 2 การกาหนดจุดประสงค์ (Formulation of Objective) เป็นการกาหนดจุดมุ่งหมายให้
ชัดเจนหลังจากได้ศึกษาวิเคราะห์ความต้องการแล้ว ในขั้นน้ีทาบาอธิบายว่านอกเหนือจาก
การวินิจฉัยความต้องการของเด็กเพื่อนามากาหนดเป็นจุดประสงค์ของหลักสูตรแล้ว สิ่งที่นักพัฒนา
หลักสูตรจะต้องศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดคือการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับ สังคม
วัฒนธรรม ทฤษฎีพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กและธรรมชาติของความรู้ ซ่ึงจากข้อมูลดังกล่าว
จะทาให้สามารถกาหนดเป้าหมายทั่วไปซ่ึงโรงเรียนควรจะได้นามาพิจารณาจาแนกแยกแยะอย่าง

104

เข้าใจแล้วกาหนดเป็นจุดประสงค์ของหลักสูตรท่ีจะเป็นจริงและเหมาะสมได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลตาม
ระดบั ของความสามารถเฉพาะของเด็กแต่ละกลุ่มจดุ เน้นท่ีจาเป็นตามประสบการณเ์ ด็ก

ข้ันท่ี 3 การเลือกเน้ือหาสาระ (Selection of content) เป็นขั้นตอนการกาหนดเลือก
เนอื้ หาซ่งึ ถือว่าเป็นส่วนสาคญั และเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของหลักสูตร ทาบากล่าวว่าจุดประสงค์
ทีก่ าหนดอย่างชัดเจนและกว้างขวางครอบคลุมจะเปน็ ตัวพิจารณาตัดสินใจและชว่ ยเหลือในการเลือก
เน้ือหาสาระ ซึ่งนอกจากจะต้องให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ วัยและความสามารถของผู้เรียนแล้ว
ยงั ต้องมคี วามเชือ่ ถือและมีความสัมพันธต์ อ่ ผเู้ รียนดว้ ย

ขั้นท่ี 4 การจัดเน้ือสาระ (Organization of Content) เป็นขั้นตอนการพิจารณาความ
ต่อเน่ืองและการจัดลาดับการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าเนื้อหาสาระท่ีกาหนดไว้ในหลักสูตรจะต้องนามา
จัดลาดับ โดยคานึงถึงความต่อเนื่อง ความยากง่าย วุฒิภาวะ ความสามารถ ความสนใจ รวมถึง
ความหลากหลายของความสามารถทจ่ี ะเรยี นรขู้ องเด็ก

ขั้นท่ี 5 การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ (Selection of Learning Experiences)
เป็นการเลือกประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการนาเอาหลักการเรียนร้ไู ปใช้ ซึ่งทาบาอธิบายว่า
ครูผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องคัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเน้ือหาวิชาและ
จุดประสงคข์ องหลกั สูตร

ขั้นที่ 6 การจัดประสบการณ์ เรียนรู้ (Organization of Learning Experiences)
เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือให้บรรลุจุดประสงค์ ขั้นตอนนี้ครูผู้สอนหรือผู้ที่เก่ียวข้องจะต้อง
แปลงเนื้อหาไปสู่การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถหรือแรงจูงใจใน
การเรียนรูข้ องผูเ้ รียน รวมถงึ สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ของหลักสตู ร

ข้ันท่ี 7 การกาหนดสิง่ ทจ่ี ะประเมินและวิธกี ารประเมินผล (Determination of What to
Evaluate and of the Ways and Means of Doing it) เป็นการตัดสินใจว่าจะต้องประเมินอะไร
เพ่ือตรวจสอบวา่ บรรลุตามจุดมุง่ หมายท่ีกาหนดไว้หรือไม่ และกาหนดด้วยว่าจะใชว้ ิธปี ระเมนิ อย่างไร
ทาบาได้ต้ังคาถามเพื่อหาคาตอบเก่ียวกับการประเมินผลหลักสูตร เช่น จะประเมินคุณภาพของ
การเรียนรู้ได้อย่างไรว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่กาหนดไว้ ประสบผลสาเร็จ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า
จุดหมายและจุดประสงค์ของหลักสูตรมีความสอดคล้องกันและเด็กได้บรรลุผลตามจุดหมายและ
จุดประสงค์นั้นๆ เพื่อให้การจัดหลักสูตรเป็นไปเพื่อให้โอกาสที่ดีท่ีสุดแก่เด็กทุกคนตามเป้าหมายของ
แต่ละคน

จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา เป็นการจัดขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรที่
ครอบคลุมองค์ประกอบหลักสูตร ซึ่งให้ความสาคัญการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนก่อน
ดาเนินการกาหนดจุดประสงค์ และมีการกาหนดส่ิงที่จะประเมินและวิธีการประเมินผล
การประเมนิ ผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพของหลกั สตู ร

3. รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของโอลิวา (Oliva)
โอลิวาได้เสนอแนวคิดรูปแบบของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่มีองค์ประกอบท่ีสาคัญ

12 ประการ ซ่ึงเป็นกระบวนการพัฒนาหลักสูตรท่ีผู้วางแผนหลักสูตรจะต้องดาเนิ นการตาม
กระบวนการทีละขั้นตอน จากการศึกษาแหล่งข้อมูลไปจนถึงการประเมินผลหลักสูตร องค์ประกอบ

105
ของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรแต่ละ ข้ันตอน สรุปได้ดังภาพที่ 4 (Oliva , 1982 อ้างใน ชัยวัฒน์
สทุ ธริ ตั น์ , 2556 : 84- 85)

1. กาหนดเปา้ หมาย
2. วเิ คราะหค์ วามต้องการของชมุ ชน
3 - 4 กาหนดรายละเอยี ดของจดุ หมายและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
ลกั สตู ร
5. จดั การและการนาหลักสูตรไปปฏบิ ัติ
6-7. เขยี นรายละเอียดเพมิ่ เติม
8. เลือกเทคนิควิธกี ารสอน
9. เสนอแนะแนวทางในการประเมินผลการเรยี น
10. นาเทคนิคการสอนไปปฏิบตั ิ
11. ประเมนิ ผลการสอน
12. ประเมนิ ผลการสอนแบบครบวงจร

ภาพท่ี 4 รูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รของโอลิวา
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของโอลิวา ในภาพที่ 4 อธิบายรายละเอียดในแต่ละประเด็น
ได้ดงั น้ี
ข้ันท่ี 1 กาหนดเป้าหมาย โดยการกาหนดเป้าหมายของหลักสูตรท่ีคาดหวังไว้ให้เกิดกับ
ผเู้ รียน ซ่ึงกาหนดจากความตอ้ งการของสงั คมและความต้องการของแต่ละบคุ คลทีอ่ าศัยอยู่ในสงั คม
ขน้ั ที่ 2 วเิ คราะหค์ วามต้องการของชุมชน โดยวิเคราะหค์ วามต้องการของชุมชนท่โี รงเรยี น
ต้ังอยู่ ซ่ึงเป็นความต้องการเฉพาะของผู้เรียนและความต้องการเฉพาะของท้องถ่ิน ต่างจากข้ันท่ี 1
ทั้งน้ีความต้องการของผู้เรียนในแต่ละชุมชนไม่จาเป็นต้องเหมือนกับความต้องการของเด็กโดยท่ัวไป
ในสงั คมระดบั ชาติ

106

ข้ันท่ี 3 และ 4 กาหนดรายละเอียดของจุดหมาย และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรซึ่งข้ึนอยู่
กับเปา้ หมายใหญ่ ความเช่อื และความต้องการจากท่ีระบุไว้ในข้ันที่ 1 และ 2

ข้ันที่ 5 จัดการและการนาหลักสูตรไปปฏิบัติ ในข้ันตอนน้ี ส่ิงที่ต้องการทาคือการจัด
หลักสตู รและการนาหลักสตู รไปใช้ พรอ้ มท้ังกาหนดโครงสร้างในการจัดหลกั สูตร

ขั้นท่ี 6 และ 7 เขียนรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นข้ันของการเพิ่มระดับในการกาหนดส่ิงที่
เฉพาะมากข้ึนน้ันคือ การกาหนดเป้าหมายของการสอนในแต่ละระดับและแต่ละวิชาและเป็นข้ันของ
การแยกเป้าหมายและจุดประสงค์ใหช้ ัดเจนและจะตอ้ งแสดงให้เห็นว่าทงั้ สองแบบมีความแตกต่างกัน
อยา่ งไร

ข้ันที่ 8 เลือกเทคนิควิธีการสอน หลังจากระบุจุดประสงค์ของการสอนแล้ว เป็นขั้นตอน
ของการเลอื กยทุ ธศาสตร์การสอนหรอื วิธีสอนเพื่อใชส้ อนเด็กในหอ้ งเรียน

ขั้นที่ 9 เสนอแนะแนวทางในการประเมินผลการเรียนของนักเรียน ผู้วางแผนหลักสูตรต้อง
พจิ ารณาถึงวิธีทจ่ี ะประเมินผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของผูเ้ รียน

ขั้นท่ี 10 นาเทคนิคการสอนไปปฏบิ ตั ิ เปน็ การนาหลักสูตรลงสู่การปฏิบัตกิ ารสอนในชนั้ เรยี น
ขั้นท่ี 11 ประเมินผลการสอน เม่ือสอนแล้วจึงมีการติดตามประเมินผลผู้เรียนตามจุดมุ่งหมาย
ท่ีหลักสตู รกาหนดไว้
ข้ันท่ี 12 ประเมินผลการสอนแบบครบวงจร เป็นการประเมินผลการเรียนการสอนให้
ครอบคลุมทกุ เร่อื งทีห่ ลักสูตรกาหนดไว้
รูปแบบน้ีสามารถนาไปใช้ได้หลายทาง เป็นต้นว่าเป็นการนาเสนอกระบวนการของการ
พัฒนาหลักสูตรได้ครบถ้วน ผู้ท่ีมีหน้าท่ีในการพัฒนาหลักสูตรของแต่ละวิชาสามารถนาไปวางแผน
หลกั สตู ร และออกแบบตงั้ แต่ต้นจนถึงการประเมินผลการเรยี นในขณะเดียวกนั กส็ ามารถนามาพัฒนา
หลักสูตรร่วมกันทั้งโรงเรียน หรืออาจให้มีการบูรณาการเน้ือหาเข้าด้วยกัน เช่น การจัดการศึกษา
เพื่ออาชีพ การแนะแนว และกิจกรรมนอกห้องเรียน นอกจากน้ีแล้วรูปแบบนี้ ยังมุ่งประเด็นไปที่
ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สามารถนามาใช้ในการตัดสินใจ และยังช่วยให้ผู้พัฒนาหลักสูตร
หันมาใหค้ วามสาคัญกบั องค์ประกอบของการสอนมากขน้ึ
4. รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของเชยเ์ ลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวิส (Saylor Alexander
and Lewis)
เซเลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (Saylor, Alexander and Lewis. 1981 : 28-39)
ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเขามีแนวคิดว่าหลักสูตรเป็นแผนการในการจัดโอกาส
การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น หลักสูตรจึงต้องมีการกาหนดไว้อย่างเป็นระบบ ได้เสนอขั้นตอนการ
พัฒนาหลักสูตรไว้ 4 ระบบ สรปุ ดงั ภาพที่ 5 (Saylor , Alexander and Lewis , 1981 : 30)

107

เปา้ หมาย และ การใช้หลกั สูตร การประเมนิ หลักสูตร
วัตถปุ ระสงค์ (การเรียนการสอน) - นกั พัฒนาหลกั สูตรและ
การออกแบบหลกั สูตร - ผสู้ อนนาหลกั สตู รไปใช้ ผสู้ อนเลือกวธิ กี าร
โดยตดั สินใจเลอื ก เคร่อื งมอื ประเมนิ ผล
- ผู้เก่ยี วข้องและ ประสบการณ์ หรือสาระ ประสิทธิภาพของหลกั สตู ร
นกั พัฒนาหลกั สตู ร การเรยี นรู้ แผนการสอน -ครผู ู้สอนมคี วามรบั ผดิ ชอบ
ตัดสินใจในการออกแบบ เลือกสื่อ วธิ ีการสอน ที่จะ ในประเมนิ ความกา้ วหน้า
หลักสตู รโดยการเลอื ก ช่วยทาให้ผ้เู รยี นเกดิ การ ของผู้เรยี น
เนื้อหา ประสบการณ์ที่ เรียนรู้ -นักพฒั นาหลกั สูตรและ
สอดคลอ้ งกับเป้าหมายท่ี - ผู้สอนมีส่วนรับผดิ ชอบ ผูส้ อนมคี วามรบั ผิดชอบ
กาหนดไว้ เหมาะกับการ การตดั สนิ ใจเก่ียวกบั ตดั สินใจเก่ียวกบั วิธีการ
เรียนรู้ การวางแผนหลกั สตู ร ประเมินหลกั สตู ร
- การใช้ขอ้ มูลเกยี่ วกับ เลือกการจดั แหล่ง -ผลการประเมนิ จะเป็นฐาน
การเมืองและสงั คมเป็นสง่ิ ทรัพยากร สาหรบั ผ้สู อน ในการตัดสินใจวางแผน
พจิ ารณาขน้ั สดุ ทา้ ย และผเู้ รียน หลักสตู รใน อนาคต
สาหรับการออกแบบ
หลกั สูตร

ภาพท่ี 5 รปู แบบการพัฒนาหลักสตู รของเซยเ์ ลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของเซย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวีส ในภาพที่ 5
อธิบายรายละเอยี ดในแตล่ ะประเดน็ ไดด้ ังนี้
1. การกาหนดเป้าหมาย จุดมุ่งหมายและขอบเขต (Goals, Objectives and Domains)
การพัฒนาหลักสูตรควรกาหนดเป้าหมาย และจุดมุ่งหมายหลักสูตรเป็นสิ่งแรก เป้าหมายแต่ล ะ
ประเด็น จะบง่ บอกถงึ ขอบเขตหน่ึงๆ ของหลักสูตร ซ่ึงเซเลอร์ อเล็กซานเดอรแ์ ละเลวิสได้เสนอไว้วา่ มี
4 ขอบเขตท่ีสาคัญ คือ พัฒนาการส่วนบุคคล (Personal Development) สมรรถภาพทางสังคม
(Social Competence) ทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง (Continued Learning Skills) และความ
เช่ียวชาญเฉพาะด้าน (Specialization) นอกจากน้ียังมีขอบเขตอ่ืนอีก ซึ่งนักพัฒนาหลักสูตรอาจจะ
พิจารณาตามความเหมาะสมกับผู้เรียนและลักษณะทางสังคม เป้าหมาย จุดมุ่งหมาย และขอบเขต

108
ต่างๆ ของหลักสูตรจะได้รับจากข้อบังคับทางกฎหมายของรัฐ ข้อค้นพบจากงานวิจัยต่างๆ ปรัชญา
ของกลมุ่ ผู้เชย่ี วชาญทางด้านหลกั สตู ร เปน็ ตน้

2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design) ผู้เกี่ยวข้องและนักพัฒนาหลักสูตรต้อง
วางแผนออกแบบหลักสูตร เม่ือกาหนดเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแล้ว ร่วมตัดสินใจ
เก่ียวกับการเลือกและจัดเนื้อหาสาระ การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ที่ เหมาะสมและความสอดคล้อง
เนือ้ หาสาระท่ีไดเ้ ลอื กมาแล้ว อยา่ งไรก็ตามการเลือกรปู แบบของหลกั สตู รจะตอ้ งเลือกใหเ้ หมาะสมกับ
เป้าหมาย จุดหมาย ความต้องการของผู้เรียนและลักษณะของ สังคมตลอดจนข้อกาหนดต่างๆ
ของสังคมและปรชั ญาทางการศึกษา

3. การใช้หลักสูตร (Curriculum Implementation) หลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบ
หลักสูตรแล้วขั้นตอนต่อไป คือการนาหลักสูตรไปใช้ ครูผู้สอนต้องวางแผนการสอน (Instructional
Plans) และจัดทาแผนการสอนตามรูปแบบต่างๆ ครูผู้สอนเลือกวิธีการสอน สื่อ วัสดุการเรียนการสอน
ท่ชี ว่ ยให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรยี นร้ตู ามทีก่ าหนดไว้

4. การประเมินหลักสูตร (Curriculum Evaluation) การประเมินหลักสูตร เป็นข้ันตอน
สุดท้ายของรูปแบบนี้ นักพัฒนาหลักสูตรและครูผู้สอนต้องเลือกวิธีการประเมินเพื่อตรวจสอบ
ความสาเร็จของหลักสูตร ซ่ึงเป็นท้ังการประเมินระหว่างดาเนินการ (Formative Evaluation) และ
การประเมินผลรวม (Summary Evaluation) ท้ังน้ี เพื่อนาผลการประเมิน ไปปรับปรุงและพัฒนา
หลกั สตู รต่อไป

สรุปว่ารูปแบบการพัฒนาหลักสูตรท่ีเป็นเชิงระบบ โดยเริ่มที่การกาหนดเป้าหมายของ
หลักสูตรไวก้ ่อน แล้วจึงออกแบบสร้างหลักสูตร หลังจากการนั้นจึงนาหลกั สูตรไปใช้ และประเมินผล
หลักสูตรตามลาดับ ซ่ึงเมื่อประเมินผลแล้วต้องมีการนาผลที่ได้จากการประเมินไปปรับปรุงหลักสูตร
อีกคร้ังหนึ่งเพื่อให้ได้หลักสูตรที่มีคุณภาพสูงขึ้น กระบวนการพัฒนาหลักสูตรน้ีจะดาเนินการ
ต่อเน่ืองกันเปน็ วงจรท่ีไม่มีที่สนิ้ สดุ

รูปแบบการพัฒนาหลักสตู รของนกั การศกึ ษาไทย

มีนักการศึกษาไทยได้นาเสนอเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรไว้หลายท่านซ่ึงมีวิธีการ
หรือข้นั ตอนที่มีความคลา้ ยคลงึ กนั ดงั รายละเอียด ต่อไปนี้

1. รปู แบบการพัฒนาหลักสตู รของ สงดั อทุ รานันท์
สงัด อุทรานันท์ (2532 : 38-43) ได้เสนอวัฏจักรของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรไว้
7 ขัน้ ตอน สรปุ ได้ดงั ภาพที่ 6 (สงดั อุทรานนั ท์ , 2532: 39)

109
ขอ้ มูลภายนอก

การประเมนิ ผล วเิ คราะห์ กาหนด
การใช้หลักสตู ร ขอ้ มูลพน้ื ฐาน จดุ มุ่งหมาย
คัดเลือกจดั
การนา ปรบั ปรงุ เนือ้ หา สาระ
หลกั สตู รไปใช้ แก้ไข และการจัด
กาหนด การเรยี นรู้
มาตรการวดั
และ
ประเมนิ ผล

ภาพที่ 6 วฏั จักรของกระบวนการพฒั นาหลกั สูตรของสงดั อุทรานนั ท์
จากรปู แบบการพฒั นาหลกั สตู รของสงัด อทุ รานันท์ ในภาพท่ี 6 อธิบายรายละเอียดในแต่
ละประเด็นได้ ดังนี้
ข้ันที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐาน เป็นกระบวนการท่ีมีความสาคัญและเป็นขั้นของ
การพัฒนาหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นการร่างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ หรือการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรที่มีอยู่
แล้วให้ดีขึ้น จาเป็นจะต้องคานึงถึงข้อมูลพ้ืนฐาน คือ ข้อมูลทางด้านประวัติและปรัชญาการศึกษา
ข้อมูลเก่ียวกับผู้เรียนและทฤษฎีการเรียนรู้ ข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรม และข้อมูลเก่ียวกับ
ธรรมชาติและเนื้อหาวชิ า
ก่อนท่ีจะมีการร่างหลักสูตรข้ึนมาใหม่ ควรจะได้ทาการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ท่ีเป็น
พ้ืนฐานของหลักสูตรเสียก่อน เพ่ือให้ทราบสภาพปัญหาและความต้องการของสังคมและของผู้เรียน
อันจะสามารถจดั หลักสูตรให้แก้ปัญหาและสนองความต้องการน้ันๆ ไดแ้ ละให้กรณีท่ีเป็นการปรบั ปรุง
แก้ไขหลักสูตรก็เช่นเดียวกัน การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ท่ีเป็นพื้นฐานของหลักสูตรก็เป็นส่ิงจาเป็น

110
เพ่ือจะทาให้หลักสูตรที่ทาการปรับปรุงแก้ไขนั้น มีความสอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ
สังคมและผเู้ รียนได้มากท่ีสุด

ขนั้ ที่ 2 การกาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นขั้นตอนท่ีกระทาหลังได้วิเคราะห์และได้
ทราบถึงสภาพปัญหา ตลอดจนความต้องการต่างๆ การกาหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรน้ัน เป็นการ
มงุ่ แก้ไขปัญหา และสนองความต้องการท่ีไดจ้ ากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดังกลา่ วมาแล้ว

ขั้นท่ี 3 การคัดเลือก การจัดเนื้อหาสาระและการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระประสบการณ์
เป็นส่ิงที่มีความสาคัญเป็นอันมาก ท้ังน้ีเพราะเน้ือหาสาระท่ีจะนามาสอนเป็นเสมือนส่ือกลางที่จะพา
ผู้เรียนไปสูจ่ ุดมงุ่ หมายทีก่ าหนดไว้

ขั้นที่ 4 การกาหนดมาตรฐานการวัดผลประเมินผล เป็นการกาหนดมาตรการให้ทราบว่า
ควรจะวัดผลและประเมินผลอะไรบ้าง จึงจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ หรือความมุ่งหมายของ
หลักสูตรในตาราท่ีว่าด้วยการพัฒนาหลักสูตร โดยท่ัวไปจะไม่กล่าวถึงการวัดผลการเรียนโดยตรง
เพราะการวัดผลการเรียนเป็นงานท่ีจะทาโดยนักวัดผล และในทางปฏิบัติเก่ียวกับการวัดผลและ
ประเมนิ ผลการเรียนนั้น มักจะจัดทาระเบยี บการปฏิบัตทิ ่ีแยกออกมาจากเอกสารหลกั สตู รโดยเฉพาะ

การทดลองใช้หลักสูตร โดยมากมักจะไม่ค่อยมีข้ันตอนของการทดลอง กล่าวคือ หลังจาก
ร่างเสร็จและดาเนินการประเมินคุณภาพข้ันต้นแล้วก็จะนาเอาหลักสูต รไปใช้ในสถานการณ์จริงเลย
อย่างไรก็ตามหลักของการพัฒนาหลักสูตรท่ีดีแล้ว การทดลองใช้หลักสูตรถือว่ามีความสาคัญและ
จาเป็นอย่างย่ิง เพราะเป็นการศึกษาหาจุดออ่ นหรือหาข้อบกพร่องต่างๆ เพอ่ื หาทางแก้ไขให้ดีขึ้น เม่ือ
ถงึ เวลานาเอาหลักสูตรไปใช้จริงๆก็จะไม่มีปัญหาหรือข้อบกพร่องน้อยท่ีสุด ในประเทศไทยหลักสูตรท่ี
ได้กาหนดขั้นตอนของการทดลองใช้หลักสูตรไว้อย่างเด่นชัดก็คือ หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521
และหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ในโรงเรียนตน้ แบบการใชห้ ลักสตู ร)

การประเมินหลักสูตรหลังจากท่ีได้ร่างหลักสูตรแล้ว หรือได้ทาการทดลองใช้หลักสูตรแล้ว
ก็ควรจะได้ทาการประเมินหลักสูตรว่าเป็นอย่างไร มีส่วนที่ควรจะได้รับการปรับปรุงแก้ไขบ้าง ถ้ามี
จดุ ออ่ น หรอื ไม่เหมาะสมตรงไหนกจ็ ะตอ้ งปรบั ปรุงให้เหมาะสมก่อนนาไปใช้จรงิ ต่อไป

การปรับปรุงหลักสตู รกอ่ นนาไปใช้ หลังจากได้มีการตรวจสอบและประเมินผลเบ้อื งต้นแล้ว
หากพบว่าหลักสูตรมีข้อบกพร้องหรือมีจุดอ่อนอย่างไร ก็ควรจะได้ทาการปรับปรุงแก้ไขให้มีความ
ถกู ต้อง หรอื เหมาะสมกอ่ นทจี่ ะไดน้ าไปใชจ้ ริง ท้งั นีเ้ พอ่ื ใหก้ ารใช้หลักสูตรบรรลุผลตามเปา้ หมาย

ข้ันที่ 5 การนาหลักสูตรไปใช้ เป็นข้ันตอนของการนาเอาหลักสูตรไปสู่ภาคปฏิบัติหรือไปสู่
การเรียนการสอนในโรงเรียน การนาหลักสูตรไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องอาศัยกิจกรรมและ
กระบวนการต่างๆ หลายประเภท เช่น การจัดทาเอกสารและคู่มือการใช้หลักสูตร การเตรียม
บคุ คลากรและผูเ้ รยี นเพียงใด

ขั้นท่ี 6 การประเมินผลการใช้หลักสูตร ต้องมีความมุ่งหมายที่จะประเมินผลสัมฤทธิ์ของ
หลักสูตร เพ่ือให้ทราบว่ามีผลผลิตที่ได้จากหลักสูตรนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ หรือจุดมุ่งหวังของ
สงั คมและผู้เรยี นเพียงใด ถ้าผลของการประเมินได้พบข้อบกพรอ่ งหรือมจี ุดอ่อนตรงไหนจะส่งผลให้มี
กิจกรรมการปรบั ปรงุ แก้ไขหลกั สตู รในลาดับต่อไป

ขน้ั ท่ี 7 การปรับปรงุ แก้ไขหลักสูตร เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงหลักสตู รท่ีใช้อยู่
ให้มีความเหมาะสม หรือให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมมากขึ้น กระบวนการในการปรับปรุงแก้ไข

111

หลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตร ซ่ึงจะเริ่มปรับปรุงแก้ไขในขั้นตอนใดของ
กระบวนการพัฒนาหลกั สตู รก็ได้ แต่เม่อื เริ่มตรงขน้ั ตอนไหนก็จะตอ้ งดาเนินการในข้นั ตอนต่อไปจนจบ
ครบทุกกระบวนการในวัฏจักรของกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ใช้หลักสูตรมี
ความเห็นว่า เนื้อหาสาระที่กาหนดไว้ในหลักสูตรไม่มีความเหมาะสมกับสภาพของสังคมและผู้เรียน
อาจจะเร่ิมทาการปรับปรุง แก้ไขในส่วนท่ีเป็นเน้ือหาสาระในหลักสูตรเป็นอันดับแรก ต่อจากน้ันก็จะ
ดาเนินการปรับปรุง แก้ไขหลักสูตรในข้ันตอนอ่ืนต่อไป คือ การกาหนดมาตรการวัดและประเมินผล
การนาหลกั สูตรไปใช้ การประเมลิ ผลการใชห้ ลกั สตู รและการกาหนดจุดมงุ่ หมายตามลาดบั

จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่าข้ันตอนของการพัฒ นาห ลักสูตรควรประกอบด้วยข้ันตอน
หลกั ๆ คอื การวเิ คราะห์ขอ้ มูลพืน้ ฐาน การกาหนดจุดมุ่งหมายของหลกั สูตร การคัดเลอื กเนอ้ื หาสาระ
การกาหนดแนวทางการวัดผลการประเมินผลการทดองใช้และการปรับปรุงแก้ไข การนาหลักสูตรไปใช้
และนามาปรับปรุงแก้ไข ซ่ึงเป็นข้ันตอนการพัฒนาหลักสูตรที่มีความเป็นระบบ มีการตรวจสอบ
ปรับปรุงในทุกข้นั ตอน ท้งั น้เี พอ่ื ให้ไดห้ ลกั สตู รท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ

2. รปู แบบการพัฒนาหลกั สูตรของ วชิ ัย วงษ์ใหญ่
วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554 : 57-59) ได้นาเสนอแนวคิดและขั้นตอน กระบวนการพัฒนา

หลักสูตรระดับผู้ปฏิบัติ สาหรับใช้เป็นฐานคิดในการพัฒนาหลักสูตร ได้สรุปข้ันตอนสรุปดังภาพที่ 7
(วิชยั วงษใ์ หญ่ , 2554 : 59)

112

คณะกรรมการพฒั นาหลักสตู ร สภาพปัญหา
กาหนดจุดมุ่งหมายหลกั การและ และความต้องการของสงั คม
โครงสรา้ งของหลักสูตร

ยกร่างเนือ้ หาสาระ วางแผนการสอน กล่มุ รายวิชา หนว่ ย
สรา้ งสือ่ การเรียน และค่มู ือผู้สอน

ทดลองใช้และแก้ไขปรบั ปรุง ผลการเรยี นรู้
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา/เสนอ จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
ข้อคิดเห็น หรอื จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
แผนการจัดการเรียนร้แู ละสอ่ื
อบรมผ้สู อนเพือ่ ใช้หลักสูตร
กจิ กรรมการเรยี น
การปฏิบตั ิการสอน กลมุ่ รายบุคคล
การบรหิ ารและบริการ
หลักสูตร การประเมินผล

การประเมนิ ผล

ภาพที่ 7 รูปแบบกระบวนการพฒั นาหลกั สตู รของวิชัย วงษใ์ หญ่

113
จากรูปแบบการพฒั นาหลักสตู รของวิชยั วงษ์ใหญ่ ในภาพที่ 7 อธิบายรายละเอยี ดในแต่ละ
ประเดน็ ไดด้ ังน้ี
1. คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกาหนดจุดมุ่งหมาย หลักการและโครงสร้างและ
การออกแบบหลักสูตรขึ้นมา โดยอาศัยข้อมูลจากสภาพปัญหาและความต้องการของสังคมปัจจุบัน
โดยปรึกษาหารือกับผู้เชีย่ วชาญแต่ละวิชาสมา่ เสมอ
2. ยกร่างเนื้อหาสาระ แต่ละกลุ่มประสบการณ์ แต่ละหน่วยการเรียน และแต่ละรายวิชา
โดยปรึกษาหารือจากผู้เช่ียวชาญแต่ละสาขาวิชา คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เช่ียวชาญ
แต่ละสาขาวิชาเป็นผู้กาหนดผลการเรียนรู้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์การเรียนรู้
วางแผนการสอน ทาบันทึกการสอน ผลิตส่ือการสอน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นกลุ่มหรือ
รายบุคคล
3. นาหลักสูตรท่ีพัฒนาได้แล้วไปทดลองใช้ในสถานศึกษานาร่อง (สถานศึกษาทดลองใช้
หลักสูตรใหม่) โดยคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกาหนดไว้ ถ้ามีข้อบกพร่องก็ทาการแก้ไข ปรับปรุง
โดยการหารอื ผเู้ ช่ียวชาญเฉพาะสาขาอยูต่ ลอดเวลา
4. อบรมผูส้ อน ผู้บรหิ ารทุกระดับ และบคุ ลากรทางการศึกษาให้เขา้ ใจหลักสตู รใหม่ เพื่อ
จะได้ใช้หลักสูตรใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร รวมทั้งการประชาสัมพันธ์
หลักสตู รใหผ้ ทู้ ่เี ก่ียวขอ้ งทราบ
5. นาหลักสูตรไปใช้ปฏิบัติการสอนท่ีสถานศึกษาก่อนประกอบการใช้หลักสูตร สนับสนุน
ให้ผู้บริหารและผู้สอนนาหลักสูตรไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในสถานศึกษาต่อไป กิจกรรมการใช้
หลักสตู รใหม่มี 4 ประการคอื

5.1 การแปลงหลกั สูตรไปสกู่ ารสอน คือ จัดทาวสั ดุหลักสูตร ได้แก่ เอกสารหลกั สตู ร
สื่อและอุปการณก์ ารสอนที่จาเปน็ ทีจ่ ะต้องใชป้ ระกอบการเรยี นการสอน

5.2 ผู้บริหารจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เช่น บุคลากร วัสดุหลักสูตร และบริการต่างๆ
เริ่มตั้งแต่อบรมผู้สอน และบุคลากรฝ่ายสนับสนุนการใช้หลักสูตร จัดห้องสมุด ห้องเรียน
ห้องปฏิบัติการ แหล่งเรียนรู้ และส่ือการสอนทุกชนิด รวมท้ังจัดงบประมาณสนับสนุนการบริหาร
หลกั สตู ร

5.3 การสอน เป็นหน้าท่ีของผสู้ อนประจาการท่ัวไปท่ีจะต้องดาเนินการจัดการเรียน
การสอนให้ประสบความสาเร็จ ตามจดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร

5.4 การประเมินผล เพ่ือให้ทราบข้อบกพร่องของหลักสูตร แล้วดาเนินการแก้ไข
ปรับปรุงต่อไป การประเมินผลมี 2 ประเภท คือ การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และ
การประเมินผลหลักสูตร การประเมินผลหลักสูตร ได้แก่ การประเมินเอกสารหลักสูตร ประเมินผล
การนาหลักสูตรไปใช้ ประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ประเมินผลการใช้หลักสูตร ในการประเมินผล
หลักสูตรนั้นจะต้องประเมินผลอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง เพราะว่าทุกส่ิงทุกอย่างในสังคมปัจจุบัน
ย่อมมีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เครื่องมือสื่อสาร เครื่องอานวยความสะดวกในการดาเนินชีวิต และ
การประกอบอาชีพแต่ละสาขาวิชา กม็ กี ารเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

114

จากแนวคิดการพฒั นาหลักสตู รวชิ ยั วงษ์ใหญ่ เปน็ ขั้นตอนการพฒั นาหลักสูตรทมี่ คี วาม
สมบูรณ์เป็นระบบครอบคลุมทั้งระบบการสร้างหลักสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้ และระบบการ
ประเมินหลกั สตู ร ซงึ่ มาสามารถจัดทาได้ทง้ั หลกั สตู รระดบั สถานศึกษาและระดับช้ันเรียน

3. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ ธารง บวั ศรี
ธารง บัวศรี (2542: 151) ได้เสนอวงจรการพัฒนาหลักสูตรว่าไม่ได้แค่การจัดทาหลักสูตร

ต้นแบบและหลักสูตรแม่บทเท่าน้ัน กระบวนการทั้งหมดของการพัฒนาหลักสูตรต้องประกอบด้วย
กจิ กรรมท่ีสาคัญอกี สองขัน้ ตอนคือการนาหลักสูตรไปใช้และการประเมินผลหลักสูตร กระบวนการพัฒนา
หลกั สตู รของ ธารง บัวศรี สรุปเป็นภาพที่ 8 (ธารง บัวศรี, 2542 : 151)

การจดั ทาหลักสูตรต้นแบบ

การประเมนิ ผล การจัดทา
หลกั สตู ร หลักสตู รแมบ่ ท

การนาหลกั สตู รไปใช้
ภาพท่ี 8 กระบวนการพัฒนาหลกั สตู รของ ธารง บัวศรี
สาหรับการจัดทาหลักสูตรต้นแบบน้ัน ขั้นตอนในการดาเนินงานก็คือการดาเนินงานเพอ่ื ให้
ไดม้ าซ่งึ องคป์ ระกอบต่างๆ ของหลักสูตร โดยมีขั้นตอนในการปฏบิ ัติ 10 ขัน้ ตอน ดังต่อไปนี้
1. การวเิ คราะหข์ ้อมลู พน้ื ฐาน
2. การกาหนดจุดม่งุ หมายของหลกั สูตร
3. การกาหนดรูปแบบและโครงสรา้ งของหลักสูตร
4. การกาหนดจุดประสงคข์ องวชิ า
5. การเลอื กเนื้อหา
6. การกาหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
7. การกาหนดประสบการณ์เรียนรู้
8. การกาหนดยทุ ธศาสตร์การเรยี นการสอน
9. การประเมนิ ผลการเรียนรู้
10. การจดั ทาวัสดหุ ลกั สตู รและสื่อการเรียนการสอน

115

เมอ่ื ดาเนนิ การครบทั้ง 10 ขนั้ ตอนแลว้ กจ็ ะได้หลกั สตู รตน้ แบบ ซึง่ มีทกุ สง่ิ ทกุ อย่างพร้อมท่ีจะนาไปทา
การทดลองเพอื่ ให้ได้หลกั สตู รแมบ่ ทสาหรบั ใชไ้ ด้ท่วั ไปในระบบการศึกษาต่อไป

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรของ ธารง บัวศรี มีลักษณะเป็นวัฎจักรโดยเร่ิมต้นด้วยการ
จัดทาหลักสูตรต้นแบบไปจนกระทั้งถึงการประเมินผลหลักสูตรแล้วจึงย้อนกลับมาจัดทาหลักสูตร
ตน้ แบบอีกครั้ง และหมนุ เป็นวงจรอยา่ งต่อเน่ืองตอ่ ไป

4. รูปแบบการพัฒนาหลกั สูตรของไพฑูรย์ สนิ ลารัตน์
การพัฒนาหลักสตู ร ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2554 : 18 – 19) ไดก้ ล่าวถงึ กระบวนการ หลักใน

การพัฒนาหลักสูตรทุกระดับมีกระบวนการหลัก 4 ขั้นตอน คือ การดาเนินการจะเริ่มต้นด้วยการ
กาหนดวัตถปุ ระสงค์ (Objective) เป็นจุดเริ่มตน้ ก่อน เม่ือกาหนดวัตถุประสงคแ์ ล้ว จึงกาหนดเนื้อหา
สาระ (Content) โดยพิจารณาว่าสาระท่ีจัดน้ัน ทาได้ตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงไร จากน้ัน
จึงเป็นการนาสาระไปจัดให้เกิดการเรียนรู้ (Method) หรือการสอนที่ต้องเน้นให้สอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมายและเนื้อหาควบคู่กันไปเพ่ือกาหนดวัตถุประสงค์ สาระและจัดระบบการเรียนการสอน
และประเมินภาพรวมของหลักสูตร (Evaluation) ว่าสัมพันธ์สอดคล้องกันเพียงไร เม่ือพิจารณาท้ัง
ระบบแล้วจงึ จะนาหลักสตู รไปใช้ โดยการประเมนิ ผลจะมี 2 ข้ันตอน คือ การประเมินความพร้อมให้
ชัดเจนก่อนนาไปใช้ เมื่อใช้แล้ว ต้องมีการประเมินอีกคร้ังเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาท้ังระบบ
สรปุ เปน็ ภาพท่ี 9 (ไพฑรู ย์ สนิ ลารัตน์ , 2554 : 19)

วัตถุประสงค์ กระบวนการพฒั นาหลกั สูตร
1. กาหนดวตั ถุประสงค์ (Objective)
เนอ้ื หาสาระ วธิ ีการสอน 2. กาหนดเน้อื หา (Content)
3. กาหนดระเบยี บวิธกี ารสอน (Method)
การประเมิน 4. กาหนดแนวการประเมนิ ผล (Evaluation)

ภาพที่ 9 กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรของ ไพฑรู ย์ สินลารตั น์
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ในภาพที่ 9 อธิบายรายละเอียด
ในแต่ละประเดน็ ไดด้ ังนี้
1. การกาหนดวัตถุประสงค์ (Objective) การต้ังวัตถุประสงค์ที่ดีควรแสดงคุณลักษณะท่ี
เป็นเป้าหมายของบุคคลที่พึงประสงค์ไว้ให้ชัดเจน ปัญหาท่ีพบในการพัฒนาหลักสูตรระดับโรงเรียน
ส่วนใหญท่ ีเกีย่ วกับวตั ถุประสงค์ คือ

1.1 วัตถปุ ระสงค์ขาดจุดเดน่ ทที่ าให้ผ้ปู ฏิบัตจิ าได้หรอื ปฏิบัตติ าม
1.2 วัตถุประสงค์มีความหลากหลายและมีจานวนมากเกินไป

116
1.3 วตั ถปุ ระสงคม์ ีลกั ษณะกลางๆ ไมแ่ สดงเอกลกั ษณะเฉพาะของสถานศึกษานนั้ ๆ
1.4 มบี คุ ลากรบางส่วนไมเ่ หน็ ดว้ ยกับวัตถปุ ระสงค์บางประการ
1.5 บุคลากรไมส่ ามารถปฏบิ ตั ไิ ดต้ ามวัตถปุ ระสงคท์ ีต่ ้งั ไว้
ดังน้ันในการกาหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ควรกาหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนก่อน
วิสยั ทัศนค์ ือแนวคดิ ความคิด ความเช่ือ ท่มี องไปในอนาคตท่ีไม่ไกลนกั สามารถเป็นไปได้จรงิ สะทอ้ น
ให้เห็นสิ่งท่ีดีข้ึนกว่าเดิมและมีขั้นตอนการปฏิบัติท่ีเป็นรูปธรรม สะท้อนเอกลักษณะเฉพาะของ
สถานศึกษา การกาหนดวิสัยทัศน์ข้ึนอยู่กับปรัชญาและความเชื่อพ้ืนฐาน ซึ่งเป็นอุดมคติของโรงเรียน
ปรัชญาจะสะท้อนความเช่ือ วัฒนธรรม การปฏิบัติที่ผ่านมา รวมทั้งเอกลักษณะเฉพาะตนของ
สถานศึกษานั้น ๆ ต้ังแต่อดีต ปจั จุบนั และอาจนาไปสู่อนาคต อย่างไรก็ดี โรงเรยี นบางแห่งไมม่ ีจดุ เด่น
หรอื เอกลักษณะที่จะสามารถสร้างเป็นวสิ ัยทัศน์ได้ จึงไม่จาเป็นต้องบังคับให้ทุกโรงเรียนมีวิสัยทศั นแ์ ต่
ควรมีเป้าหมายท่ีชัดเจน เป้าหมายท่ีชัดเจนจะต้องสร้างคนให้อยู่ในสังคมยุคใหม่ได้อย่างมีความสุขใน
ขณะเดียวกันบุคคลในสังคมใหม่ควรต้องเป็นผู้ที่มีผลผลิตสร้างสรรค์ (Creative and Productive)
ดว้ ยโดยสรุปการกาหนดวตั ถุประสงค์ ควรคานงึ ถึง
1. แสดงความมงุ่ มัน่
2. แสดงใหเ้ หน็ ความเปลีย่ นแปลงในตัวผเู้ รียน
3. ชดั เจน
4. ตรงประเด็น
5. มีความสมบูรณ์
6. ไดร้ ับการยอมรบั
2. การกาหนดเนื้อหา (Content) ในการพัฒนาเนื้อหาสาระของหลักสูตร ควรคานึงใน
ประเด็นตอ่ ไปนี้
ประการแรก คือ สาระต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย คุณลักษณะ และวิสัยทัศน์
หากเป้าหมายไม่ชัดเจนสาระกไ็ มช่ ดั เจนตามไปดว้ ย
ประการท่ีสอง คือ การให้ในส่ิงท่ีผู้เรียนสนใจและต้องการอย่างเหมาะสม โดยจัดให้
สอดคลอ้ งกบั พัฒนาการของผู้เรียน
ประการที่สาม คือ ต้องให้สาระตรงตามหลักเกณฑ์ (Discipline) ของแต่ละวิชา ดงั นั้น
ขอ้ เท็จจริงตามหลกั วิชา (Discipline Oriented) จึงเป็นสิ่งจาเป็น
3. การกาหนดวิธีการสอน (Method) การเลือกวิธีการจัดการเรียนการสอนเป็นบทบาท
หลักของครแู ละผู้เรียน โดยครจู ะตอ้ งเปน็ ผู้จัดการหลักในห้องเรียน ดังนน้ั ครจู ึงจาเปน็ ตอ้ งพร้อมท่จี ะ
จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมกับธรรมชาติและวัตถุประสงค์ของรายวิชาและธรรมชาติ
ผู้เรียน จึงนับว่าเป็นครูท่ีมีประสิทธิภาพตามคากล่าวท่ีว่า Best teacher is the best manager
เพราะฉะนั้นการสอนจึงไม่มีวิธีการสอนใดดีท่ีสุดแต่เป็นวิธีการท่ีครูจะจัดการให้ผู้เรียนเรียนอย่างไร
ที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ต่างๆ ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนเม่ือมีเป้าหมายท่ีชัดเจนแล้ว
ควรเปดิ โอกาสใหค้ รเู ปน็ ผูจ้ ัดการและดาเนนิ การเรียนการสอนเอง แม้กระทัง้ หลกั สูตรสถานศกึ ษา
กเ็ ชน่ เดียวกัน เม่อื กาหนดเป้าหมายทชี่ ดั เจน เขาก็จะมแี นวทางและสามารถจัดการเรียนการสอนได้

117
4. การกาหนดการประเมิน (Evaluation) การประเมินหลักสูตร เป็นกระบวนการ
ตรวจสอบว่าหลักสูตรที่ดาเนินการและใช้อยู่เป็นอย่างไรมีจุดอ่อนจุดแข็งท่ีไหนบ้าง เพ่ือที่จะแก้ไข
ปรับปรุงในส่วนที่เป็นจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งให้มีความสมบูรณ์ย่ิงข้ึน กระบวนการประเมิน
จึงประเมินว่าวัตถุประสงค์เป็นอย่างไร กระบวนการที่จะนาไปสู่หลักสูตรน้ันครบถ้วนได้ผลตามท่ี
กาหนดไว้หรือไม่ เปรียบเทียบผลผลิตของหลักสูตรกับเป้าหมายทีกาหนดไว้ และรวมถึงการประเมิน
บริบทในอนาคตด้วยว่าควรมีทิศทางการดาเนินการต่อไปอย่างไร เพ่ือกาหนดแนวทางการพัฒนา
หลกั สูตรไดอ้ ยา่ งชดั เจน สอดคลอ้ งกบั สภาพบริบทของสงั คมทเี่ ปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของนักการศึกษาต่างประเทศและในประเทศไทยข้างต้น
ผ้เู ขยี นนามาสรุป รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรนั้นต้องดาเนินการอย่างเป็นระบบเป็นวัฏจักรที่สามารถ
พัฒนา เปลี่ยนแปลงหลักสูตรได้เสมอในทุกส่วนโดยในรูปแบบก ารพัฒนาหลักสูตรนั้นจะ
ประกอบด้วย 3 ระบบหลัก คือ ระบบการสร้างหลักสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้ และระบบ
การประเมินหลกั สูตร สรปุ รูปแบบการพัฒนาหลกั สตู ร ตามภาพที่ 10

การสรา้ งหลกั สูตร การนาหลักสตู รไปใช้ การประเมนิ หลกั สตู ร
1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 1. จัดทาเอกสาร 1. ประเมินเอกสาร
2. รา่ งหลกั สตู ร หลกั สตู ร หลักสูตร
กาหนดจดุ มงุ่ หมาย 2. ประชาสมั พันธ์ 2. ประเมินการใช้
เลือก/จดั เน้ือหา/ หลักสตู ร หลักสูตร
ประสบการณ์ 3. เตรียมบุคลากร 3. ประเมินผลสัมฤทธ์ิ
วิธปี ระเมนิ ครู ผปู้ กครอง นกั เรยี น ของหลักสตู ร
3. ตรวจสอบเอกสาร แหลง่ เรียนรู้ สื่อ 4. ประเมนิ ระบบ
หลกั สตู ร อุปกรณ์การสอน หลักสตู ร
4. ทดลองการใช้ เครื่องมอื ประเมนิ
หลักสตู ร 4. บรหิ ารและบรกิ าร
5. ประเมิน/ปรับปรงุ หลักสูตร
หลกั สูตร 5. ดาเนนิ การสอนตาม
หลกั สูตร
6 นิเทศการใช้
หลักสูตร

ข้อมลู ย้อนกลบั /ปรบั ปรงุ
ภาพที่ 10 ระบบการพัฒนาหลกั สูตร

118
ซ่ึงท้ังสามระบบน้ีจะต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่จาเป็นต่อการพัฒนาหลักสูตร อันได้แก่
ข้อมูลด้านปรัชญาการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
รวมท้ังพัฒนาการและความสนใจของผู้เรียน มาเป็นพ้ืนฐานสาคัญต่อการดาเนินการร่างหลักสูตรจน
แล้วเสร็จ แล้วจึงนาไปใช้และประเมินผลหลักสูตรในที่สุด การพัฒนาหลักสูตรใน 3 ระบบ
ดาเนนิ การดังน้ี
1. ระบบการสร้างหลักสูตร เริ่มท่ีการนาข้อมูลพ้ืนฐานที่จาเป็นในการพัฒนาหลักสูตร
มาวิเคราะห์เพื่อนาไปกาหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตรรวมท้ังเป็นแนวทางในการเลือกและการจัดเนื้อหา
การเลือกและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการกาหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
หลังจากได้หลักสูตรฉบับร่างแล้วจึงนาไปตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลั กสูตร
นั้น เพื่อช่วยกลั่นกรองความสมบูรณ์ของหลักสูตรอีกครั้ง ซ่ึงอาจมีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ
แล้วจึงจาไปทดลองใช้ (Try out) กับกล่มุ ตัวอยา่ งที่คล้ายกับผู้เรียนที่จะนาไปใชจ้ ริง แล้วนาผลการ
ทดลองใช้ท่ไี ดม้ าปรับปรงุ แก้ไขอกี ครง้ั หนง่ึ ซึ่งจะทาใหไ้ ดห้ ลกั สูตรทส่ี มบูรณแ์ ละมีคณุ ภาพสูงขนึ้
2. ระบบการนาหลักสูตรไปใช้ เรมิ่ ท่ีการขออนุมัติใชห้ ลักสูตรจากหน่วยงานทมี่ ีอานาจใน
การอนุมัติใช้หลักสูตร หลังจากนั้นจึงมีการวางแผนการใช้หลักสูตร มีบุคลคากรท่ีเก่ียวข้อง ครู
นักเรียน ผ้ปู กครอง หรือสถานประกอบเพื่อสร้างความเขา้ ใจในหลักการแนวคิดของหลักสูตร ร่วมไป
ถึงการเตรียมอาคารสถานที่ แหล่งเรียนรู้ และส่ืออุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดวางตัวครูผู้สอน
การดาเนินการใช้หลักสูตรครูผู้สอนต้องการวางแผนออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และผู้บริหาร
ดาเนินการบริหารการใช้หลักสูตร ผู้บริหารควรเป็นผู้อานวยความสะดวก สนับสนุนการจัดกิจกรรม
ของครู จัดหางบประมาณ เสริมให้ครูผู้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอน ร่วมถึง
การนิเทศกากบั ตดิ ตาม ใหค้ าปรึกษาครูเพื่อให้ประสบผลสาเรจ็ ตามจดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร
3. ระบบการประเมินหลกั สูตร เริม่ ดว้ ยการวางแผนประเมินหลักสูตร การสรา้ งเคร่ืองมือ
ประเมินหลักสูตร ให้ครอบคลุมประเด็นสาคัญต่างๆ ในการประเมิน แล้วจึงดาเนินการประเมิน
หลักสูตร การวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินหลักสูตรและการนาเสนอผลการประเมินหลักสูตรไป
ปรบั ปรุงแก้ไขหรือเปล่ียนแปลงหลักสตู รต่อไปซึง่ อาจมกี ารปรับปรงุ ส่วนใดสว่ นหนงึ่ ของหลักสูตร หรือ
อาจกระทาการแก้ไขท้ังระบบการสร้างหลักสูตร ระบบการนาหลกั สูตรไปใช้ และระบบการประเมิน
หลกั สูตรเลยกไ็ ดข้ ึน้ อยกู่ บั ผลการประเมินหลกั สูตรทไ่ี ด้
สรุปได้ว่าการพัฒนาหลักสูตรต้องดาเนินการอย่างมีหลักการ มีระบบ และพัฒนาอย่าง
ต่อเน่ืองโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้เก่ียวข้องทุกฝ่ายมาช่วยในการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งการพัฒนา
หลักสูตรตอ้ งดาเนินการให้ครบท้ัง 3 ระบบ คือระบบการสรา้ งหลักสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้
และระบบการประเมินหลักสูตร ซ่ึงหลักสูตรที่พัฒนาข้ึนต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย
อยู่เสมอเป็นวัฏจักรการพัฒนาที่ไม่หยุดย้ังเพ่ือให้ได้หลักสูตรท่ีทันต่อการเปล่ียน แปลงของโลกอยู่
ตลอดเวลา

119

บทสรปุ

บทน้ีได้กล่าวถึงความหมายของการพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ
นักการศึกษาตา่ งประเทศ และนักการศึกษาไทย สรุปว่าการพัฒนาหลักสูตรต้องดาเนนิ การอย่างเป็น
ระบบ มีหลกั การ อาศยั การพฒั นาอย่างต่อเนือ่ ง จากผู้มสี ่วนเก่ียวข้องหลายฝ่ายเพอื่ ช่วยให้การพัฒนา
หลักสูตรมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของสังคม การพัฒนาหลักสูตรประกอบด้วย 3
ระบบคือ ระบบการสร้างหลักสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้ และระบบการประเมินหลักสูตร
หลักสูตรเม่ือสรา้ งขึ้นแล้วก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยตามการเปล่ียนแปลงของสภาพ
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาหลักสูตรสามารถเลือก
ตัดสินใจพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดใดขึ้นอยู่กับระดับหลักสูตรท่ีจัดทาหรือรูปแบบการพัฒนาที่
ตอบสนองความต้องการได้ เช่น รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler) รูปแบบการพัฒนา
หลักสูตรของทาบา (Taba) ท่ีมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากครูผู้สอนสามารดาเนินการออกแบบได้ครอบคลุมกับ
การออกแบบหลักสูตรระดับปฏิบัติการเช่น แผนการสอน ส่วนรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ โอลิ
วา (Oliva) และ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ เชย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (Saylor
Alexander and Lewis) จะเป็นการออกแบบหลักสูตรที่เป็นระบบของหลักสูตรในภาพรวม เป็น
หลักสูตรระดับสถานศึกษาหรือระดับชาติ ซึ่งรวมไปถึง รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ
สงัด อุทรานันท์ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ วิชัย วงษ์ใหญ่ และรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ
ธารง บัวศรี การพัฒนาหลักสูตรครอบคลุมท้ัง 3 ระบบอย่างครบถ้วนคือ มีการสร้าง การใช้และการ
ประเมินหลกั สูตร รวมถึงข้ันตอนการประเมินหลักสตู รท้ังระบบ ส่วนรปู แบบการพฒั นาหลักสูตรของ
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เน้นไปท่ีระดับปฏิบัติการโดยครูผู้สอนเป็นผู้สร้าง ผู้ใช้และผู้ประเมินหลักสูตร
อาจจะสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรเป็นภารกิจของสถานศึกษา ครูผู้สอน ผู้ท่ีเก่ียวข้องจะต้อง
ดาเนนิ การอยา่ งต่อเนือ่ ง เพ่อื ใหก้ ารพฒั นาหลกั สตู รเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

120

คาถามทบทวน

ตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. จงอธบิ ายความหมายของการพฒั นาหลกั สตู ร
2. จงสรุปรปู แบบการพฒั นาหลักสตู รของนกั การศกึ ษาต่างประเทศและนกั การศึกษาไทย
3. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ ไทเลอร์ (Tyler)
พรอ้ มเขียนแผนภมู แิ สดงขน้ั ตอนการพัฒนาประกอบ
4. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ ทาบา (Taba) เขียน
แผนภมู ิแสดงข้นั ตอนการพฒั นาประกอบ
5. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ โอลิวา (Oliva) เขียน
แผนภูมิแสดงขั้นตอนการพฒั นาประกอบ
6. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ เชย์เลอร์ อเล็กซาน
เดอร์ และเลวสิ (Saylor Alexander and Lewis) เขียนแผนภมู ิแสดงขนั้ ตอนการพัฒนาประกอบ
7. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ สงัด อุทรานันท์
เขียนแผนภูมแิ สดงขัน้ ตอนการพฒั นาประกอบ
8. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ วิชัย วงษ์ใหญ่ เขียน
แผนภมู แิ สดงขั้นตอนการพัฒนาประกอบ
9. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ ธารง บัวศรี เขียน
แผนภมู แิ สดงข้ันตอนการพัฒนาประกอบ
10. จงอธิบายถึงลักษณะสาคัญและแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์
เขยี นแผนภูมิแสดงขน้ั ตอนการพัฒนาประกอบ
11. จงวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบการพัฒนาของไทเลอร์กบั รูปแบบการพฒั นาหลกั สูตร
ของนกั การศกึ ษาไทย 2 รปู แบบ มีความเหมือนความต่างกันอยา่ งไร ออกแบบนาเสนอตามทต่ี นถนดั
12. นักศึกษาคิดว่าการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ควรใช้รูปแบบใดเหมาะสมท่ีสุด
จงอธบิ ายพอสงั เขป

121

เอกสารอา้ งอิง

กาญจนา คณุ ารกั ษ์. (2540). หลกั สูตรและการพฒั นา. พิมพ์ครงั้ ที่ 2 นครปฐม : มหาวทิ ยาลยั
ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร.์

ชัยวัฒน์ สทุ ธิรตั น์. (2556). การพฒั นาหลักสตู ร ทฤษฎสี ู่การปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพมหานคร :วีพรินท.์
ธารง บวั ศรี. (2542). ทฤษฎหี ลักสูตร : การออกแบบและพฒั นา. พมิ พ์คร้ังที่ 2 กรุงเทพมหานคร :

พฒั นาศึกษา.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2554). การจดั การหลกั สตู รและการสอน. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 3 กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
รจุ ิร์ ภู่สาระ. (2546). การพัฒนาหลกั สตู ร : ตามแนวปฏิรปู การศึกษา = Curriculum

Development : Education Reform. พิมพค์ รัง้ ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั บุค๊
พอยท์ จากัด.
วิชยั วงษ์ใหญ่. (2525). การพฒั นาหลักสตู รและการสอน- มติ ใิ หม.่ กรงุ เทพมหานคร :
โอเดียนสโตร์.
. (2554). การพัฒนาหลักสตู รระดบั อุดมศึกษา. พมิ พค์ รัง้ ที่ 2 กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั อาร์ แอนด์ ปริน้ ท์ จากัด
ศศิธร ขนั ติธรางกูร.(2554). หลกั สูตรและการพัฒนาหลกั สูตร. เลย : มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย.
โครงการจัดทาตาราและงานวิจยั เฉลิมพระเกยี รติ 84 พรรษา พระบาทสมเดจ็
พระเจ้าอยหู่ ัว มหาวทิ ยาลัยราชภัฏกลมุ่ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื .
สงดั อทุ รานันท์. (2532). พื้นฐานและการพัฒนาหลักสตู ร. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3 กรุงเทพมหานคร :
มติ รสยาม
สนั ต์ ธรรมบารงุ . (2527).หลักสูตรและการบริหารหลักสูตร. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พส์ ยาม.
Good.Carter V. (1973).Dictionary of Education.3Rd New York : McGraw-Hill Book.
Oliva, Peter F. (2009). Development the Curriculum. 7th ed Boston : Ally and Bacon.
Ornstein and Hunkins. (1993). Curriculum: Foundation, Principles and Issue. 2 th
Boston : Allyn and Bacon.
Saylor, I.G. Alexander,W.M. and Lewis,A.J (1981).Curriculum Planning for Better
Teaching and Learning. 4th New York.: Holt, Rinehart and Winston.
Taba, Hilda. (1962). Curriculum Development : Theory and Practice. New York :
Harcourt, Brace And World.

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 5
การสร้างหลกั สตู ร

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม

หลงั ศกึ ษาบทเรยี นนี้แล้ว นักศึกษาควรมีความสามารถ ดงั น้ี
1. อธิบายหลกั การสร้างหลกั สตู รได้
2. วเิ คราะหเ์ ชื่อมโยงขอ้ มลู พน้ื ฐานกับกระบวนการสร้าง/พฒั นาหลักสูตรได้
3. อธบิ ายหลักการ แนวคดิ เกย่ี วกบั การกาหนดองคป์ ระกอบสาคญั ของหลักสูตรได้
4. อธิบายความสัมพันธ์สอดคล้องในการกาหนดจุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรมการเรียน
การสอน และการวัดและประเมินผลได้
5. อธิบายวธิ กี ารเลอื กและจดั เนือ้ หาสาระของหลักสตู รพร้อมยกตัวอยา่ งได้
6. อธิบายวิธีการเลือกและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน/ประสบการณ์การเรียนรู้พร้อม
ยกตัวอยา่ งได้
7. อธิบายความสาคัญของการวดั และประเมนิ ผลการเรียนร้ไู ด้
8. อธบิ ายวิธีการการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้พรอ้ มยกตัวอย่างได้
9. ระบแุ ละยกตวั อย่างเครื่องมอื การวัดและประเมินผลการเรยี นร้ไู ด้
10. วิเคราะห์บทบาทบุคคลท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาหลักสูตรได้
11. ออกแบบและกาหนดองค์ประกอบหลักสตู รไดส้ อดคล้องกนั
12. ทางานรว่ มกับผอู้ ืน่ ไดแ้ ละมีความรับผิดชอบต่องานทไี่ ด้รบั มอบหมาย

เนือ้ หา

หลักการสร้างหลกั สูตร
การสรา้ งหลกั สูตร
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู พนื้ ฐานทจ่ี าเป็นในการพัฒนาหลักสตู ร
การกาหนดจุดมุง่ หมายของหลักสูตร
การเลอื กเนือ้ หาสาระและประสบการณก์ ารเรยี นรู้
การจดั เนื้อหาสาระและประสบการณ์การเรยี นรู้
การกาหนดแนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
บุคคลท่ีเกย่ี วข้องกับการพัฒนาหลักสูตร

วธิ ีการสอน

1. วธิ สี อน
1.1 วธิ สี อนแบบอภิปราย
1.2 วธิ ีสอนแบบบรรยาย
1.3 วิธสี อนแบบกลุม่ เรยี นรู้

124
2. เทคนิคการสอน

2.1 การใช้คาถาม
2.2 การใช้ผังกราฟฟิก
2.3 กระบวนการกลุ่ม
3. กิจกรรมการเรยี นการสอน
ขั้นนา
3.1 นักศึกษาทบทวนเก่ียวกับองค์ประกอบหลักสูตร และการพัฒนาหลักสูตรตาม
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรนักการศึกษาไทยและตา่ งประเทศ
3.2 ผ้สู อนแจง้ จุดประสงค์ พร้อมนาเสนอเนื้อสาระ กิจกรรมการเรียนรูแ้ ละชิ้นงานท่ี
จะเกิดขน้ึ ในการเรียนรคู้ รง้ั นด้ี ้วย Microsoft Power Point
ขน้ั สอน
3.3 นักศึกษาร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับหลักการและวิธีการกาหนดองค์ประกอบ
หลกั สตู รตามแนวคิดของกลุม่ พรอ้ มนาเสนอ
3.4 ผู้สอนและนักศึกษาร่วมกันสรุปหลักการและวิธีการกาหนดองค์ประกอบ
หลกั สตู ร โดยอาศยั การวเิ คราะหข์ ้อมูลพน้ื ฐาน
3.5 ผู้สอนนาเสนอ Microsoft Power Point วิธีการสร้างหลักสูตร และนาเสนอ
ยกตัวอย่างหลักสูตร ทีละองค์ประกอบ โดยให้นักศึกษาเข้ากลุ่มๆละ 4-5 คน ทดลองจัดทาหลักสูตร
ไปพรอ้ มการบรรยายของผูส้ อน (หลักสตู รระยะส้นั ท่นี กั ศึกษาสนใจ)
3.6 ผู้สอนคอยตรวจสอบผลงานกลมุ่ เปน็ ระยะจนครบทกุ องคป์ ระกอบ
3.7 นักศึกษาดาเนินการจัดทาหลักสูตรให้สมบูรณ์จนครบถ้วนทุกองค์ประกอบ
โดยทาการศึกษาและตรวจสอบความเข้าใจจากเอกสารประกอบการสอนและศึกษาจาก Internet
พร้อมกับเขียนหลกั สตู รจนสมบูรณ์
3.8 กลุ่มนาเสนอผลการศึกษาและการจัดทาหลักสูตร ร่วมกันตรวจสอบตามหลักการ
จัดทา จุดมุ่งหมายของหลักสูตร การกาหนดเนื้อหาสาระ การกาหนดกิจกรรมและประสบการณ์
การเรียนรู้ และการกาหนดการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนซักถามประเด็นสาคัญและ
เตมิ เตม็
ขั้นสรุป
3.9 นักศึกษาแต่กลุ่มสรุปแผนภูมิกระบวนการสร้างหลักสูตรจากความรู้ประสบการณ์
ท่ีได้รับจากการจัดทาหลักสูตรพร้อมอธิบายความสาคัญและความสัมพันธ์ของทุกองค์ประกอบ นาไป
จดั นทิ รรศการ
3.10 ผู้สอนนาเสนอสรุปเนื้อหาของบทเรียน ด้วย Microsoft Power Point พร้อม
ซักถาม
3.11 นักศกึ ษาตอบคาถามท้ายบท และบันทึกการเรียนรู้ (Learning Log)

ส่อื การเรียนการสอน

1. Microsoft Power Point การสรา้ งหลักสตู ร

125

2. เอกสารประกอบการสอนการพฒั นาหลักสูตร
3. ตัวอย่าง หลกั สูตรฝกึ อบรมระยะสั้น หลักสูตรสถานศึกษา หลักสตู รฝกึ อาชพี เป็นตน้
4. Internet และ Website ทางการศึกษา

การวดั และประเมนิ ผล

หลังศกึ ษาบทเรียนนีแ้ ล้ว นักศึกษาควรมีความสามารถ ดังน้ี

พฤติกรรม วธิ กี าร เคร่ืองมอื เกณฑก์ ารผา่ น
1. อธบิ ายหลกั การสร้างหลกั สูตรได้
2. วิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลพ้ืนฐานกับ พฤตกิ รรมการ
กระบวนการสรา้ ง/พฒั นาหลักสูตรได้ แสดงออกท้ังการ
3. อธบิ ายหลกั การ แนวคิดเก่ียวกบั การ ตอบคาถาม /การ
กาหนดองค์ประกอบสาคญั ของหลักสูตร ร่วมอภปิ ราย/
ได้ การทางานกลมุ่
4. อธบิ ายความสมั พนั ธส์ อดคลอ้ งใน แบบสงั เกต ผ่านเกณฑ์ร้อยละ
การกาหนดจดุ มงุ่ หมาย เน้ือหา พฤติกรรม/ 80
กิจกรรมการเรยี นการสอน และการวดั แบบประเมนิ ชิน้ งานที่ทา
และประเมินผลได้ สงั เกต ช้ินงาน สอดคล้องกบั
5. อธบิ ายวธิ ีการเลือกและจดั เน้อื หา การตอบคาถาม วตั ถุประสงค์
สาระของหลักสูตรพร้อมยกตัวอย่างได้ และอภปิ ราย/ ครอบคลุมเน้ือหา
6. อธิบายวิธีการเลอื กและจัดกิจกรรม ตรวจช้ินงาน/ เสนอความ
การเรยี นการสอน/ประสบการณก์ าร บันทึกการเรยี นรู้ คดิ เห็น
เรยี นรู้พร้อมยกตัวอย่างได้ (Learning Log) ชัดเจน
สง่ งานตรงเวลา
7. อธิบายความสาคญั ของการวัดและ ผา่ นร้อยละ 80
ประเมินผลการเรยี นรู้ได้
8. อธบิ ายวธิ ีการการวดั และประเมนิ ผล
การเรียนรพู้ ร้อมยกตวั อย่างได้
9. ระบุและยกตวั อยา่ งเครอื่ งมือการวัด
และประเมนิ ผลการเรยี นรไู้ ด้
10. วเิ คราะหบ์ ทบาทบคุ คลที่เก่ยี วขอ้ ง ตรวจชนิ้ งาน แบบประเมิน
กบั การพัฒนาหลกั สตู รได้ (หลักสตู รระยะส้นั ) ชิ้นงาน
11. ออกแบบและกาหนดองค์ประกอบ สังเกตการทางาน แบบสังเกต
หลักสูตรได้สอดคลอ้ งกัน กลุ่ม /ตรวจ พฤติกรรม/
12. ทางานรว่ มกับผู้อ่นื ได้และมคี วาม ชิ้นงาน/ แบบประเมิน
รับผดิ ชอบตอ่ งานท่ไี ดร้ บั มอบหมาย บันทกึ การเรยี นรู้ ช้นิ งาน
(Learning Log)



บทท่ี 5
การสร้างหลกั สตู ร

การพัฒนาหลักสูตรน้ันสามารถกระทาได้ในสองลักษณะ คือ การดาเนินการพัฒนา
หลักสูตรเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีข้ึน หรือเป็นการจัดทาหลักสูตรใหม่ท่ีไม่มีหลักสูตรเดิมอยู่ก่อนเลยซึ่งใน
การพัฒนาหลักสูตรนักพัฒนาหลกั สูตรต้องทาอย่างมีหลักการ มีระบบ พัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยอาศัย
การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง ควรมีผู้เช่ียวชาญภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
หลักสูตร รวมทั้งมีการพัฒนาครูและผู้ที่เก่ียวข้องในการพัฒนาหลักสูตรให้มีความสามารถในการ
พัฒนาหลักสูตร ซ่ึงการพัฒนาหลักสูตรต้องดาเนินการให้ครบท้ัง 3 ระบบ คือ ระบบการสร้าง
หลักสูตร ระบบการนาหลักสูตรไปใช้ และระบบการประเมินหลักสูตร ดังภาพที่ 11 สาหรับในบทน้ี
จะกล่าวถึงเฉพาะระบบการสร้างหลักสูตร

ท ้ี ่ วถึง

# ก าขอ้ มูลพื้น าน •จดั ทาเอกสารหลักสตู ร •* ประเมินเอกสารหลกั สตู ร
* ประชาสัมพันธ์หลกั สตู ร •ประเมินการ ช้หลกั สูตร
ประวัติ ปรัช าการ ก า สังคม *เตรยี มบคุ ลากร ครู ผู้ปกครอง •ประเมินผลสมั ฤทธขิ องหลักสูตร
วั นธรรม ทฤ ีการเรยี นรู้ นกั เรียน •ประเมินระบบหลกั สูตร
ความรเู้ กี่ยวกับผเู้ รยี น ความ *แหล่งเรียนรู้ สอ่ื อุปกรณ์การ
ต้องการสงั คมชมุ ชนท้องถนิ่ สอน เคร่อื งมือประเมิน
* บรหิ ารและบริการหลกั สตู ร
# ร่างหลักสูตร * ดาเนินการสอนตามหลกั สูตร
* นิเท การ ช้หลักสตู ร
วเิ คราะห์ข้อมูลพืน้ าน
กาหนดจดุ มุ่งหมายของหลักสูตร
เลือก จดั เน้ือหา ประสบการณ์
วธิ ีประเมนิ

# ทดลอง ช้หลักสตู ร

ประเมนิ หลักสตู รก่อนนา ป ช้
ปรบั ปรงุ หลักสูตรกอ่ นนา ป ช้

ภาพที่ 11 ระบบการพั นาหลักสูตร

128

หลักการสรา้ งหลักสตู ร

การสร้างหลักสูตรเป็นกระบวนการท่ีมีช้ันตอนการพัฒนาอย่างเป็นระบบและดาเนินการ
อย่างตอ่ เนื่อง หลักสตู รมีความเปน็ พลวัตร การพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมีคุณภาพต้องดาเนนิ การอย่าง
มีหลกั การ

ชูศรี สวุ รรณโชติ (2544 : 89) ไดก้ ล่าวถึงหลักการสาคญั ของการสรา้ งหลกั สตู รไว้ดงั น้ี
1. หลักการสร้างหลักสูตรจะต้องมีการดาเนินงานเป็นขั้นตอน มีระเบียบแบบแผนและ
ดาเนนิ งานตามลาดบั ข้ันตอนจนถึงขั้นสดุ ท้ายอย่างรอบคอบ
2. หลักการสร้างหลกั สูตรจะต้องเป็นส่วนทีส่ ร้างความรแู้ ละประสบการณ์ให้ผู้เรยี นท่ีดีข้ึน
กว่าหลักสตู รเดมิ
3. หลักการสร้างหลักสูตรจะต้องคานึงถึงการอบรมครปู ระจาการให้เกิดความเข้าใจหลักสตู ร
ที่ไดพ้ ัฒนาขนึ้ ใหม่ โดยทนั ทีเมอ่ื หลักสตู รใหมไ่ ดพ้ ฒั นาขึ้นมาและจะนาเอาไปใช้
4. หลักการสร้างหลักสูตรจะต้องคานึงถึงตัวผู้เรียนที่จะได้รับผลจากหลักสูตรท่ีสร้างขึ้น
ใหม่ ท้ังนเ้ี ปน็ การไดผ้ ลทัง้ ในด้านจิตใจและด้านทศั นคติ
5. หลักการสร้างหลักสตู รจะต้องได้รบั ความร่วมมือและมีการประสานงานเปน็ อย่างดีจาก
ผทู้ ี่เกีย่ วข้อง รวมทัง้ เอกสารขอ้ มลู ตา่ งๆท่ีจะนามาดาเนนิ งานอยา่ งพร้อมเพรียง
6. หลักการสร้างหลักสูตรจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาหลักสูตรเป็นผู้นาและ
มีความสามารถเปน็ อยา่ งดี รูจ้ ักเนื้อหาสาระนน้ั อย่างลึกซ้ึงดพี อท่ีจะนามาใช้ในการพฒั นาหลกั สตู รน้นั
ชัยวัฒน์ สทุ ธริ ตั น์ (2556 : 75 -76) ไดก้ ล่าวถงึ หลกั การสร้างหลกั สูตร ไว้ดังนี้
1. การสร้างหลักสูตรจาเป็นต้องมีผู้นาท่ีเชี่ยวชาญและมีความสามารถในการพัฒนา
หลักสตู รเปน็ อยา่ งดี
2. การสร้างหลักสูตรจาเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและการประสานงานอย่างดีจาก
บคุ คลท่เี ก่ยี วขอ้ งทุกฝา่ ยทุกระดบั
3. การสร้างหลักสูตรจาเป็นต้องมีการดาเนินงานเป็นระเบียบแบบแผนต่อเน่ืองกันไป
เริ่มต้ังแต่การวางจุดมุ่งหมายในการพัฒนาหลักสูตรจนถึงการประเมินผลหลักสูตร ในการดาเนินงาน
จะต้องคานึงถึงจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงว่า การพัฒนาหลักสูตรจะเร่ิมต้นท่ีจุดใด จะเป็นการ
พัฒนาส่วนย่อยหรือการพัฒนาทั้งระบบและจะดาเนินการอย่างไรในขั้นต่อไป ส่ิงเหล่าน้ีเป็นสิ่งท่ีผู้มี
หน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดหลักสูตร ครูผู้สอนหรือ
นักวิชาการทางด้านการศึกษาและบุคคลต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง จะต้องร่วมมือกันพิจารณาอย่างรอบคอบ
และดาเนินการอย่างมรี ะเบียบแบบแผนทีละขั้นตอน
4. การสร้างหลักสูตรจะต้องรวมถึงผลงานต่างๆ ทางด้านหลักสูตรท่ีได้สร้างข้ึนมาใหม่
อย่างมปี ระสิทธิภาพ ไม่วา่ จะเป็นเอกสารหลกั สูตร เน้ือหารายวิชา การทาการทดลองหลักสูตร การนา
หลกั สตู รไปใช้ หรอื การจัดการเรียนการสอน
5. การสร้างหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีการฝึกอบรมครูประจาการให้มีความรู้
ความเข้าใจในหลักสูตรใหม่ ความคิดใหม่ แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรใหม่
การพัฒนาหลกั สูตรจะตอ้ งคานึงถงึ ประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจและทศั นคตขิ องผูเ้ รยี นด้วย

129
โอลิวา (Oliva, 1982 อ้างใน ธวัชชัย ชัยจิรฉายากุล. 2540 : 13 -19) ได้เสนอหลักการ
สร้างหลักสตู ร ไว้ 10 ประการ ดังน้ี
หลักการท่ี 1 การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเป็นส่ิงท่ีควรปรารถนาและเป็นส่ิงท่ีไม่มีใครห้ามได้
เป็นทเ่ี ชอื่ กนั โดยทัว่ ไปว่า ความเปลย่ี นแปลงเปน็ ส่ิงทีม่ ีความจาเปน็ และเปน็ ส่ิงทข่ี าดไม่ได้
หลักการที่ 2 หลักสูตรเป็นผลิตผลของแต่ละช่วงเวลา ความเช่ือหรือความจริงข้อน้ี
เก่ียวเน่ืองกับข้อแรก ซ่ึงพอจะทาความเข้าใจอย่างง่ายๆ ว่า หลักสูตรของโรงเรียนไม่เพียงแต่เป็นผล
สะท้อนเท่านั้น แตย่ ังเปน็ ผลิตผลของช่วงเวลาน้นั ๆ ด้วย แมจ้ ะมีบางคนมองว่า หลักสตู รของเรามกั จะ
เปลี่ยนแปลงช้า แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไปก็พบว่า ในความเป็นจริง หลักสูตรของเราได้เปล่ียนแปลง
ไปมากกวา่ ทเี่ ราคดิ และรบั รู้
หลักการท่ี 3 การเปล่ียนแปลงหลักสูตรที่เกิดข้ึนในช่วงแรกจะมีส่วนหนึ่งท่ีขนานและ
เกิดข้ึนร่วมกันกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมา ความจริงในประเด็นน้ีก็คือ
การเปล่ียนแปลงหลักสูตรที่ได้เกิดข้ึนในตอนแรกๆ ของช่วงระยะเวลาหน่ึง ยังสามารถดารงอยู่ร่วมกัน
ได้กับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ที่เกิดข้ึนในช่วงระยะเวลาต่อมา ซ่ึงหมายความว่า การปรับปรุง
เปล่ียนแปลงหลักสูตรมักจะไม่เป็นการเร่ิมต้นแล้วจบส้ินลงทันทีทันใด แต่ความเปล่ียนแปลงน้ันๆ
ต้องใช้เวลานานและดาเนินต่อไปในขณะที่มีการเปล่ียนแปลงหลักสูตรโครงการใหม่ที่เกิดข้ึน จึงมี
กระบวนการและขนั้ ตอนสว่ นหนงึ่ ที่เกิดข้ึนพรอ้ มกันหรือซอ้ นกันอยู่
หลักการท่ี 4 การเปล่ียนแปลงหลักสูตรเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล
หลักการนี้ต้องการจะช้ีให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่ประสบความสาเร็จนั้นจาเป็นจะต้องมี
การเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลท่ีเกี่ยวข้องด้วย ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในที่นี้หมายรวมต้ังแต่นักพัฒนา
หลักสูตรเอง เจ้าหน้าที่ทางด้านหลักสูตร ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และบุคคลอื่นท่ีเกี่ยวข้อง
นักพัฒนาหลักสูตรจึงควรเริ่มงานที่เปล่ียนตนเองและการใช้ความพยายามให้เกิดการเปล่ียนแปลงใน
ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในรูปของการให้ความรู้ การฝึกอบรม และการให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
พัฒนาหลักสูตร เพ่ือให้บุคคลเหล่านี้เกิดความรู้ใหม่ มีเจตคติและค่านิยมใหม่เกี่ยวกับหลักสูตรใหม่
เพ่ือว่าพวกเขาจะได้ดาเนินการและจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับจุดหมาย และความต้องการ
ของหลักสูตรใหม่อย่างแท้จริง
หลักการที่ 5 การพัฒนาหลักสูตรเป็นงานกลุ่มที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
โดยทั่วไปการเปล่ียนแปลงหลักสูตรที่สาคัญ ควรจะมีคนกลุ่มต่างๆ ทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าการ
เปล่ียนแปลงนั่นๆ มีผลกระทบต่อคนจานวนมากเท่าใด มีความซับซ้อนมากข้ึนเท่าใดและต้องลงทุน
มากเทา่ ใด ก็ควรจะตอ้ งมจี านวนคนและกลุ่มบคุ คลเขา้ มาเก่ยี วข้องมากขน้ึ เท่าน้นั
หลักการที่ 6 การพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการของการตัดสินใจเลือกจากทางเลือกที่มี
อยู่หลายทางเลือก โดยพ้ืนฐาน การพัฒนาหลักสูตรเป็นเรื่องของการตัดสินใจ โดยเฉพาะนักพัฒนา
หลกั สูตรท่จี ะตอ้ งทางานกบั ผคู้ นท่ีเก่ียวขอ้ งหลายๆ ฝ่าย จะตอ้ งพิจารณาตดั สินใจในเร่อื งต่อไปน้ี
1. ทางเลือกท่ีเก่ียวกับวิชาต่างๆ การท่ีหลักสูตรไม่ได้กาหนดให้มีวชิ า ปรัชญา มานุษยวิทยา
และภาษาจนี แสดงใหเ้ หน็ วา่ ได้มีการตดั สินใจเลือกแลว้ วา่ ผูเ้ รยี นควรจะเรียนวชิ าใดบ้าง
2. ทางเลือกระหว่างทรรศนะท่ีแตกต่าง เช่น นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องตัดสินใจว่า
เขาเห็นด้วยหรือไม่กับความเช่ือที่ว่าการจัดการศึกษาในลักษณะท่ีให้ใช้สองภาษาจะสนองความ


Click to View FlipBook Version