The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orawan Nimtalung, 2022-06-19 02:44:52

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

332

ตวั อย่างคาอธบิ ายรายวชิ าพื้นฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1

คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน
อ11101 ภาษาองั กฤษ กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 1 จานวน 40 ช่ัวโมง/ปี
ระบุตวั อกั ษรและเสียงตัวอักษรของภาษาอังกฤษและภาษาไทย อ่านออกเสียง สะกดคาง่ายๆ
เลอื กภาพตรงตามความหมายของคาและกลมุ่ คาท่ีฟัง ปฏบิ ัติตามและใช้คาสั่งงา่ ยๆ บอกความต้องการ
ง่ายๆ ของตนเอง พดู ขอและให้ขอ้ มลู ในการส่ือสารระหว่างบคุ คลเกย่ี วกับตนเองและเรื่องใกล้ตวั ใน
สถานการณ์ง่าย ๆ ที่เกิดข้นึ ในห้องเรยี น พร้อมทง้ั ทาทา่ ทางประกอบตามวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา
บอกชือ่ รวบรวมคาศัพท์และตอบคาถามเกีย่ วกบั เร่ืองใกลต้ ัว กลุม่ สาระการเรยี นรู้อืน่ และเทศกาล
สาคญั ของเจา้ ของภาษาอยา่ งงา่ ยๆ และเข้าร่วมกจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมทเ่ี หมาะสมกับวัย
ถกู ต้องตามกาลเทศะ
โดยใชท้ ักษะกระบวนการทางภาษา ได้แก่ ทักษะการฟัง การพดู การอ่าน และ การเขียน
ในการส่ือสาร สืบค้น คน้ ควา้ หาความรู้
เพ่อื ให้เป็นผทู้ มี่ คี วามรู้ ความคิด มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม มวี นิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มัน่ ใน
การทางาน รกั ชาติศาสน์ กษัตริย์ และรักความเป็นไทย

รหสั ตวั ช้วี ดั
ต1.1 ป. 1/1, ป. 1/2, ป. 1/3, ป. 1/4
ต1.2 ป. 1/1, ป. 1/2, ป. 1/3, ป. 1/4
ต1.3 ป. 1/1
ต2.1 ป. 1/1, ป. 1/2, ป. 1/3
ต2.2 ป. 1/1
ต3.1 ป. 1/1
ต4.1 ป. 1/1
ต4.2 ป. 1/1

รวมท้งั หมด 12 ตัวชวี้ ัด

333
ตัวอยา่ งคาอธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1

คาอธิบายรายวิชาพื้นฐาน
อ21101 ภาษาองั กฤษ กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 60 ช่ัวโมง จานวน 1.5 หน่วยกิต

ศกึ ษา คาแนะนา คาช้แี จง คาขอร้อง ตามหลักภาษา สาเนียง กริยาและทา่ ทางสื่อสาร
สนทนาแลกเปลีย่ นข้อมลู ในสถานการณจ์ าลอง สถานการณจ์ รงิ ตามมารยาทสังคมในการสร้าง
ความสมั พันธร์ ะหว่างบคุ คล การปฏบิ ัติตามคาสั่ง คาขอรอ้ ง คาแนะนา คาชแี้ จง ขอและให้ ขอ้ มูล
ตอบรบั และปฏิเสธความชว่ ยเหลอื และบริการผอู้ นื่ การอ่านออกเสียง คา วลี สานวนง่ายๆ ประโยค
ข้อความ นทิ าน บทร้อยกรอง บทอ่าน เร่อื งราวสน้ั ๆ ตามหลักการอ่านออกเสยี ง การพูดและเขียน
แสดงความต้องการ ขอ ตอบรบั และปฏิเสธความช่วยเหลอื และบริการ การแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับข้อมูลของตนเอง ข่าวสาร เหตุการณส์ าคญั ตา่ งๆ ในชวี ิตประจาวัน ประสบการณ์ส่วนตัว
สง่ิ แวดลอ้ มใกล้ตัว ความเหมือน ความแตกตา่ งวัฒนธรรมไทย และวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา
กจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ

โดยใชท้ ักษะการสอื่ สาร ทักษะทางภาษา สามารถใช้เปน็ เคร่อื งมือแสวงหาความรูเ้ พ่ิมเติม
และเช่ือมโยงกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่ืน

เห็นคุณค่าของภาษาองั กฤษ ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มัน่ ในการทางาน มีความรับผิดชอบ มีคณุ ธรรม
จริยธรรม และมีเจตคติทด่ี ตี ่อการเรียนภาษาต่างประเทศ

รหสั ตวั ช้ีวัด
ต1.1 ม.1/1, ม.1/2
ต1.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4
ต1.3 ม.1/1
ต2.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3
ต2.2 ม.1/1
ต4.1 ม.1/1

รวมทั้งหมด 12 ตวั ชีว้ ัด

334
ตัวอย่างคาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4

คาอธิบายรายวชิ าพน้ื ฐาน

อ31101 ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาตา่ งประเทศ
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 40 ช่วั โมง จานวน 1.0 หน่วยกิต
ศกึ ษา วเิ คราะห์ คาแนะนา คาอธิบาย คาบรรยาย ประกาศ สลากตา่ ง ๆ ทัง้ จาก
การฟังและการอา่ น สบื คน้ อเิ ทอร์เน็ตเกยี่ วกับไวยกรณพ์ ื้นฐาน ได้แก่ Modal Verb Direct
and Indirect Speech การอ่านข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง บทละครสัน้ (Skit)
การใช้พจนานุกรม การออกเสียงภาษาอังกฤษ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล เชน่
การทักทาย การพูดแทรกอย่างสภุ าพ สนทนาและเขยี นข้อมลู เกย่ี วกับตนเอง เร่ืองใกลต้ ัว
ประสบการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ การเลอื กใช้คาขอร้อง คาแนะนา คาชีแ้ จง และ
คาอธบิ ายท่ีซับซ้อน การนาเสนอข้อมูลเกีย่ วกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์
เรื่องที่อยใู่ นความสนใจของสังคม ไดแ้ ก่ การเดินทาง การรบั ประทานอาหาร การใชภ้ าษา
นา้ เสยี งและกิรยิ าทา่ ทางในการสนทนา ระดบั ของภาษา มารยาทสังคมและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษา ได้แก่ การขอบคุณ ขอโทษ การแสดงความชอบ ไมช่ อบ
โดยใชท้ ักษะการสอื่ สาร ทักษะทางภาษา การสารวจคน้ หา การสืบค้นข้อมูล
การสังเกตการคดิ วิเคราะห์ คิดสรา้ งสรรค์ การประยุกตใ์ ช้ความรู้และทักษะการเช่อื มโยง
กบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่ืน
เห็นคุณค่าของภาษาอังกฤษ ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งม่ันในการทางาน รบั ผดิ ชอบ มคี ุณธรรม
จรยิ ธรรม และเจตคติท่ีดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ใชเ้ ป็นเครอื่ งมอื นาไปประยุกตใ์ ช้ใน
ชวี ติ ประจาวัน

รหสั ตัวช้ีวัด
ต1.1 ม.4 – 6/1 , ม.4 – 6/2
ต1.2 ม.4 – 6/1, ม.4 – 6/2
ต1.3 ม.4 – 6/1
ต2.1 ม.4 – 6/1,
รวมท้ังหมด 6 ตัวชี้วดั

335
ตวั อย่างคาอธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เติม
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1-3

คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
ง20221 งานออกแบบและเทคโนโลยี กลมุ่ สาระการเรียนรูก้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1-3 เวลา 20 ชว่ั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ภาพรวมของเทคโนโลยี ธรรมชาติของเทคโนโลยี ระบบ
เทคโนโลยีกระบวนการเทคโนโลยี การเลอื กใช้เทคโนโลยี รวมท้งั หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
และการนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวติ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสารวจ
ตรวจสอบการสืบค้นข้อมลู และการอภปิ ราย
ปฏบิ ัตกิ ารใชก้ ระบวนการเทคโนโลยีเพ่ือสร้างและพัฒนา ปรับปรงุ วัสดุ-อุปกรณ์
สิ่งของเครอ่ื งมอื เครือ่ งใช้ หรือวิธกี ารเพ่ือใช้ในการดารงชีวิต ใชเ้ ทคโนโลยที ่ีเหมาะสมอย่าง
สร้างสรรค์ตอ่ ชวี ิตสังคมและส่ิงแวดลอ้ ม บนพื้นฐานหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง และสามารถ
ใชซ้ อฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบ การรายงานผลหรือการนาเสนอผลงาน
มคี ่านยิ มท่ดี ีทางเทคโนโลยี คุน้ เคยกบั การเป็นผู้สรา้ งเทคโนโลยีมากกว่าการ
เป็นผู้บรโิ ภคเลอื กใช้เทคโนโลยที ่เี หมาะสมอยา่ งสรา้ งสรรค์ต่อชีวติ สังคมและมคี ุณธรรม มลี กั ษณะ
นสิ ัยท่ดี ีในการทางาน ขยัน อดทน รบั ผิดชอบและซ่ือสตั ย์
ผลการเรยี นรู้
1. สืบคน้ ข้อมลู สารวจตรวจสอบ อภิปรายและอธิบาย ภาพรวมของเทคโนโลยี ธรรมชาติ
ของเทคโนโลยี ระบบเทคโนโลยี และกระบวนการเทคโนโลยี
2. สบื ค้นข้อมูล สารวจตรวจสอบ อภปิ รายและอธบิ าย การเลอื กใชเ้ ทคโนโลยี รวมทง้ั
หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง และการนามาประยุกตใ์ ช้ในการดาเนินชวี ิต
3. ปฏบิ ตั กิ ารใช้กระบวนการเทคโนโลยีเพ่ือสร้างและพัฒนา ปรับปรุงวัสดุ-อปุ กรณ์ ส่งิ ของ
เครือ่ งมือเครือ่ งใช้ หรือวิธีการเพ่ือใช้ในการดารงชวี ิต
4. ปฏิบตั ิการใชเ้ ทคโนโลยที ีเ่ หมาะสมอยา่ งสร้างสรรคต์ ่อชีวติ สังคมและส่ิงแวดล้อม
บนพนื้ ฐาน หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
5. ปฏบิ ัตกิ ารใชซ้ อฟต์แวร์ชว่ ยในการออกแบบ การรายงานผลหรอื การนาเสนอผลงาน
รวมท้ังหมด 5 ผลการเรยี นรู้

336
ตัวอยา่ งคาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กล่มุ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5

คาอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ

ง15201 การร้อยมาลยั ดอกไมส้ ด กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 เวลา 40 ชั่วโมง
ศึกษา ศิลปวฒั นธรรมท่ีเกยี่ วข้องกับการร้อยมาลัย การเลอื กดอกไม้ ใบไม้และวสั ดุ
ตกแต่ง วิธกี ารรอ้ ยมาลัยดอกไมส้ ดแบบต่างๆ การใช้และการบารงุ รกั ษาอปุ กรณ์ การบรรจุสาหรบั
จาหน่ายปฏบิ ตั ิงาน เตรยี มวสั ดุอปุ กรณ์รอ้ ยมาลยั แบบต่างๆ มาลัยซีก คานวณคา่ ใชจ้ ่าย จดบันทึก
การปฏิบตั ิงาน และประเมนิ ผลเพอ่ื ให้มีความรู้ความเขา้ ใจ และมีทักษะร้อยมาลัยดอกมาลยั ดอกไม้
สด พฒั นางาน วิธีการทางาน ปรับปรุง ประเมนิ ผล ทางานไดอ้ ยา่ งมรี ะบบ มีความขยนั ซ่ือสตั ย์
อดทน พึ่งตนเองได้ประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน เพ่ือการประกอบอาชีพ และศึกษาตอ่ ในขั้นสูง
ตอ่ ไป
โดยใชก้ ระบวนการทางาน กระบวนการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการสืบคน้ ข้อมลู
กระบวนการเรียนรูจ้ ากประสบการณจ์ ริง กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคดิ กระบวนการ
แก้ปัญหาและการจัดการ
เพือ่ ให้เกดิ ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบช้ินงาน มีมารยาทในการทางาน
ใชพ้ ลังงานและทรพั ยากรอยา่ งประหยัดและคุม้ คา่ มคี ุณธรรมในการประกอบอาชพี มีความซ่อื สตั ย์
มคี วามขยัน มีความอดทน มีความรับผดิ ชอบ
ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายประวตั ิและความเป็นมาของศิลปวัฒนธรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการร้อยมาลัยดอกไม้
2. อธิบายหลักการเลือกดอกไม้ ใบไม้ วัสดตุ กแต่งและสามารถร้อยมาลัยดอกไม้สดได้
3. เลอื กวัสดอุ ปุ กรณใ์ นการร้อยมาลยั ดอกไม้สดได้
4. เก็บรักษาดแู ลวสั ดุอุปกรณ์ในการร้อยมาลยั ดอกไมส้ ด
5. สามารถออกแบบและวางแผนในการร้อยมาลัยดอกไม้สด
6. นักเรยี นมีทักษะกระบวนการทางานและปฏิบตั งิ านตามลาดับขน้ั ตอนเสรจ็ สมบูรณ์
ผลงานมคี วามสวยงาม
7. นักเรียนมคี วามสามารถพฒั นาช้นิ งานเพื่อเพ่ิมมลู คา่ ผลผลิตไปสูอ่ าชีพได้

337

การจัดทาคาอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดเพื่อกาหนดขอบข่ายคาอธิบายวิชาพื้นฐาน
การจัดทาคาอธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน ในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเน้ือหาได้จากวิเคราะห์ องค์ประกอบของ
1) มาตรฐานการเรยี นรู้ และ 2) ตัวช้ีวดั โดยวเิ คราะหใ์ น 3 ประเด็น
ผู้เรยี นรู้อะไร คือ สว่ นที่เปน็ เน้ือหา/สาระการเรียนรู้
ผเู้ รียนทาอะไรได้ คือ ส่วนท่เี ป็น ทกั ษะ/กระบวนการ
ผู้เรียนควรมคี ณุ ลกั ษณะอย่างไร คือ สว่ นที่เป็น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

ตวั อยา่ ง : การวิเคราะห์ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชว้ี ัดสู่การกาหนดขอบข่ายคาอธบิ ายรายวิชา
กลมุ่ สาระการรวู้ ิทยาศาสตร์ (รหัสวชิ า ว11101 วิทยาศาสตร)์
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1

สาระท่ี 1 ส่ิงมชี ีวติ กบั กระบวนการดารงชวี ิต
มาตรฐาน ว1. 1 เข้าใจหน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และ
หน้าที่ของระบบต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตท่ีทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ส่ือสารส่ิงท่ี
เรยี นรแู้ ละนาความร้ไู ปใชใ้ นการดารงชวี ิตของตนเองและดูแล

ช้ัน ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ป. 1 1. เปรยี บเทยี บความแตกต่าง - สง่ิ มีชวี ติ มลี ักษณะแตกต่างจากสิง่ ไม่มีชวี ิต
ระหว่างสง่ิ มชี วี ิตกับสิ่งไม่มชี ีวิต โดยสง่ิ มชี วี ิตจะมีการเคลื่อนท่ี กินอาหาร
(ว1.1 ป.1/1) ขับถา่ ย หายใจ เจริญเตบิ โต สืบพันธุ์และ
ตอบสนองตอ่ ส่งิ เร้า แต่ส่ิงไมม่ ีชีวติ จะไม่มี
ลักษณะดังกล่าว

วิธที ี่ 1 วเิ คราะห์ เปน็ รายองค์ประกอบ
ตัวอย่าง การวเิ คราะห์ มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว1. 1 เขา้ ใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่
ของระบบต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตท่ีทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้
และนาความรไู้ ปใชใ้ นการดารงชวี ติ ของตนเองและดูแลส่ิงมชี ีวิต

เน้อื หา/สาระการ ทักษะ/กระบวนการ จากการวเิ คราะห์
เรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้
และตวั ชวี้ ดั จะเห็นวา่
ไมไ่ ดก้ าหนด
คณุ ลกั ษณะอันพงึ
ประสงค์ ซง่ึ ครูสามารถ
กาหนดเองได้

338
ตวั อย่าง การวิเคราะห์ ตวั ชวี ดั
สาระท่ี 1 สิ่งมชี วี ติ กบั กระบวนการดารงชีวติ
ว1.1 ป.1/1 เปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างสิง่ มีชวี ิตกบั สงิ่ ไม่มชี วี ติ

ทกั ษะ/กระบวนการ เน้ือหา/สาระการเรียนรู้

วิธีท่ี 2 วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของมาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วัด สมรรถนะสาคัญของ
ผูเ้ รยี นและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

ตัวชว้ี ดั ผู้เรียนรอู้ ะไร/ทาอะไรได้ สมรรถนะสาคัญ นาไปสู่ คุณลักษณะ
ว1.1 ป.1/1 ผูเ้ รียนรู้อะไร (เน้ือหา/
เปรียบเทียบความ สาระการเรียนรู้) ของผเู้ รียน อันพงึ ประสงค์
แตกต่างระหว่าง - สงิ่ มีชีวติ - ความสามารถใน ใฝ่เรียนรู้
ส่งิ มชี วี ิตกบั สิ่งไม่มชี ีวิต - สงิ่ ไมม่ ีชีวติ การคดิ มุ่งมัน่ ในการทางาน
-ความแตกต่างระหวา่ ง
ส่ิงมชี วี ิตกับส่งิ ไม่มชี ีวติ
ผู้เรยี นทาอะไรได้
(ทกั ษะ/กระบวนการ)
เปรียบเทียบความ
แตกต่างระหว่างสิ่งมชี วี ิต
กบั สง่ิ ไม่มีชวี ิต

วิธีท่ี 3 วิเคราะห์ความเช่ือมโยงของมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้
(ความรู้ /ทักษะกระบวนการ / ตัวบ่งชีพ้ ฤตกิ รรมการเรยี นรู้ และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

339

ตวั ช้ีวดั ความรู้ สาระการเรียนรู้ คณุ ลกั ษณะ
(วิชาพนื้ ฐาน) (เนือ้ หา/สาระ ทกั ษะ/กระบวนการ/ อันพงึ ประสงค์
ว1.1 ป.1/1 การเรียนรู้) ตัวบง่ ชีพ้ ฤตกิ รรม ใฝ่เรยี นรู้
เปรยี บเทียบความ ความแตกต่างระหว่าง ม่งุ มนั่ ในการทางาน
แตกต่างระหว่าง ส่ิงมชี วี ติ กบั การเรียนรู้
สิ่งมชี ีวิตกบั สงิ่ ไม่มชี วี ิต การสังเกต
ส่งิ ไมม่ ีชวี ติ การเปรียบเทยี บ
ว1.1 ป.1/2 สงั เกต
และอธบิ ายลกั ษณะ ลกั ษณะและหน้าที่ การสงั เกต ใฝ่เรียนรู้
และหน้าที่ของ -โครงสรา้ งภายนอก การอธิบาย มุ่งมั่นในการทางาน
โครงสรา้ งภายนอก ของพืช การเปรียบเทยี บ
ของพืชและสัตว์ -โครงสรา้ งภายนอก
ของสตั ว์

วธิ ีที่ 4 วิเคราะห์เชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวัด กับ แก่นความร/ู้ ความคดิ หลัก/
ประเดน็ สาคัญ ทกั ษะ/กระบวนการ/สมรรถนะสาคัญ และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

ตัวชี้วัด แก่นความร/ู้ ความคดิ หลกั / ทักษะ/กระบวนการ/ คณุ ลักษณะ
ว1.1 ป.1/1 ประเด็นสาคญั สมรรถนะสาคัญ อนั พงึ ประสงค์
เปรียบเทียบความ ใฝ่เรียนรมู้ ่งุ มน่ั
แตกต่างระหว่าง ความแตกตา่ งระหว่าง การสังเกต ในการทางาน
ส่งิ มีชวี ิตกบั ส่งิ ไม่มชี ีวติ ส่ิงมชี ีวิต กับ ส่งิ ไมม่ ีชีวติ การเปรยี บเทียบ ใฝ่เรียนรู้
ว1.1 ป.1/2 สงั เกต ลกั ษณะและหนา้ ที่ ความสามารถในการคิด มุ่งมนั่ ใน
และอธบิ ายลกั ษณะ -โครงสรา้ งภายนอกของพชื การสังเกต การทางาน
และหน้าทขี่ อง -โครงสร้างภายนอกของสตั ว์ การอธิบาย
โครงสรา้ งภายนอก การเปรียบเทยี บ
ของพชื และสตั ว์ ความสามารถในการคิด

นาผลจากการวเิ คราะห์ มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด ไปเขียนคาอธบิ ายรายวชิ า ในส่วนที่ 2 ซง่ึ
ประกอบด้วย 3 ตอนคือ

ตอนที่ 1 ความร้/ู เนือ้ หา/สาระการเรียนรู้
ตอนที่ 2 ทกั ษะ/กระบวนการ
ตอนที่ 3 คุณลักษณะอนั พึงประสงค์

340
ตวั อย่าง
คาอธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1

ว 11101 วิทยาศาสตร์
รายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ สว่ นที่ 1
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 จานวน 80 ช่วั โมง /ปี ส่วน 2
ศึกษา สารวจ สังเกต ระบุ จาแนก เปรียบเทียบ อธิบาย 1/22
ตอนที่ 1 ความแตกตา่ งระหว่างสิ่งมีชวี ติ กับส่งิ ไมม่ ชี ีวิต ลักษณะหน้าทข่ี อง
โครงสรา้ งภายนอกของพืชและสตั ว์ ลกั ษณะหน้าที่และความสาคญั สว่ น 3
ของอวยั วะภายนอกของมนุษยต์ ลอดจนการดูแลรกั ษาสุขภาพระบุ
เน้อื หา/สาระ ลกั ษณะของส่ิงมีชีวติ ในท้องถ่ิน และนามาจดั จาแนกโดยใช้ลกั ษณะ
การเรยี นรู้ ภายนอกเปน็ เกณฑ์การจาแนกสง่ิ มีชีวิตในท้องถ่ิน และการนาไปใช้

ประโยชน์ ลกั ษณะสมบัตขิ องวัสดุทีใ่ ช้ทาของเลน่ ของใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
ตอนที่ 2 ทดลอง อธิบายการดึงการผลักวัตถุ องคป์ ระกอบและสมบัติของดิน
การใชป้ ระโยชน์ จากดนิ ในท้องถ่ิน ระบุในท้องฟ้ามีดวงอาทติ ย์
ดวงจนั ทร์และดวงดาว
ทักษะ/ โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้
กระบวนการ การสารวจ ตรวจสอบการสบื ค้นขอ้ มลู เพ่ือการตัดสินใจ รวมถึงกระบวน

การคดิ กระบวนการปฏิบัติ และกระบวนการวิจยั
คุณลกั ษณะ เพอื่ ใหผ้ ้เู รียนนาความร้ไู ปใชใ้ นชีวิตประจาวัน มีวินยั มีความ
อนั พงึ ประสงค์ รบั ผิดชอบ ใฝ่รูใ้ ฝเ่ รียน มุ่งม่ันในการทางานและมีจิตวทิ ยาศาสตร์ ม่งุ มั่น
ในการอนรุ ักษ์สงิ่ แวดล้อม

ตอนที่ 3 ตวั ช้วี ดั
ว1.1 ป.1/1 , ป.1/2 , ป.1/3
ว1.2 ป.1/1
ว3.1 ป.1/1 , ป.1/2
ว4.1 ป.1/1
ว6.1 ป.1/1
ว7.1 ป.1/1
ว8.1 ป.1/1 , ป.1/2 , ป.1/3 , ป.1/4 , ป.1/5 , ป.1/6 , ป.1/7
รวม 16 ตัวช้ีวดั

341

การเขยี นส่วนท่ี 2 ของคาอธิบายรายวชิ า เขียนไดส้ อนแบบคือ
แบบที่ 1 แยกเป็น 3 ตอน

เน้ือหา/สาระ ศกึ ษา สารวจ สังเกต ระบุ จาแนก เปรียบเทียบ อธิบาย
การเรยี นรู้ ความแตกต่างระหว่างสงิ่ มีชวี ติ กบั ส่ิงไม่มชี วี ติ ลกั ษณะหนา้ ทีข่ องโครงสร้าง
ภายนอกของพชื และสัตว์ ลักษณะหนา้ ที และความสาคญั ของอวยั วะ
ทักษะ/ ภายนอกของมนุษยต์ ลอดจนการดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ ระบุลกั ษณะของ
กระบวนการ สิง่ มชี วี ติ ในทอ้ งถิน่ และนามาจดั จาแนกโดยใชล้ กั ษณะภายนอกเป็นเกณฑ์
คณุ ลกั ษณะอัน การจาแนกส่ิงมีชวี ิตในท้องถน่ิ และการนาไปใช้ประโยชน์ ลักษณะสมบัติ
พงึ ประสงค์ ของวสั ดทุ ใ่ี ชท้ าของเล่นของใช้ในชวี ิตประจาวนั ทดลอง อธิบายการดึง
การผลกั วัตถุ องค์ประกอบและสมบัตขิ องดิน การใชป้ ระโยชน์จากดินใน
ทอ้ งถน่ิ ระบใุ นท้องฟ้ามดี วงอาทติ ย์ ดวงจันทร์และดวงดาว

โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้
การสารวจ ตรวจสอบ การสืบคน้ ข้อมูลเพ่ือการตดั สินใจ รวมถงึ
กระบวนการคดิ กระบวนการปฏบิ ัติ และกระบวนการวจิ ัย

เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนนาความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวัน มีวนิ ยั มคี วาม
รบั ผดิ ชอบ ใฝ่รู้ใฝ่เรยี น มงุ่ ม่ันในการทางานและมีจติ วิทยาศาสตร์ ม่งุ มั่นใน
การอนุรักษส์ ่งิ แวดล้อม

แบบที่ 2 เขยี นหลอมรวมกันทัง้ 3 ตอน

เนือ้ หา/สาระการ ศึกษา สารวจ สังเกต ระบุ จาแนก เปรยี บเทยี บ อธบิ าย
เรียนรู้ ความแตกตา่ งระหว่างส่งิ มชี วี ิตกับสง่ิ ไมม่ ีชีวิต ลักษณะหน้าท่ขี อง
โครงสรา้ งภายนอกของพืชและสัตว์ ลักษณะหน้าทแี่ ละความสาคัญ
ทักษะ/ กระบวนการ ของอวยั วะภายนอกของมนุษย์ตลอดจนการดูแลรกั ษาสุขภาพ ระบลุ ักษณะ
คุณลกั ษณะอนั ของส่ิงมีชวี ิตในท้องถิน่ และนามาจัดจาแนกโดยใช้ลักษณะภายนอกเปน็
พงึ ประสงค์ เกณฑ์การจาแนกสง่ิ มีชวี ติ ในทอ้ งถ่ิน และการนาไปใชป้ ระโยชน์ ลักษณะ
สมบัติของวัสดทุ ใี่ ชท้ าของเลน่ ของใช้ในชวี ติ ประจาวนั ทดลอง อธบิ าย
การดงึ การผลักวัตถุ องคป์ ระกอบและสมบัติของดนิ การใช้ประโยชน์จาก
ดินในท้องถิน่ ระบุในท้องฟ้ามดี วงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์และดวงดาว โดยใช้
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสารวจ ตรวจสอบ
การสบื คน้ ข้อมูลเพอ่ื การตดั สินใจ รวมถงึ กระบวนการคิด กระบวนการ
ปฏบิ ัติ และกระบวนการวจิ ยั เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนนาความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน
มวี นิ ัย มีความรับผิดชอบ ใฝ่รใู้ ฝเ่ รยี น มุง่ มนั่ ในการทางานและมจี ติ วิทยา
ศาสตร์ มงุ่ มน่ั ในการอนรุ ักษ์ส่ิงแวดล้อม

342

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ
สาระท่ี 1 ภาษาเพือ่ การสอื่ สาร
มาตรฐาน ต1.1 เข้าใจและตคี วามเร่อื งที่ฟังและอ่านจากสอื่ ประเภทต่างๆ และแสดงความ
คิดเหน็ อย่างมเี หตุผล

มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง/ท้องถ่นิ
(วิชาพน้ื ฐาน) ทกั ษะ / กระบวนการ / คณุ ลกั ษณะ
ความรู้ ตัวบง่ ชี้พฤติกรรมการเรียนรู้ อันพึงประสงค์
ต1.1 ป.1/1 ปฏบิ ตั ิ คาสั่งง่ายๆ ปฏิบัติตาม มีวนิ ยั
ตามคาสงั่ งา่ ยๆ ท่ฟี ัง ตวั อักษรและ
ต1.1 ป.1/2 ระบุ เสยี ง คางา่ ยๆ ระบ/ุ อ่านออกเสียง/สะกด
ตวั อกั ษรและเสยี ง
อ่านออกเสียงและ คาและกลมุ่ คา ใฝ่เรียนรู้
สะกดคางา่ ยๆ ถูกต้อง มุ่งม่ันในการทางาน
ตามหลกั การอ่าน เรื่องใกล้ตวั
ต1.1 ป.1/3 เลอื กภาพ เลือกภาพตรงตามความหมาย
ตรงตามความหมาย
ของคาและกลุ่มคาท่ีฟงั ตอบคาถาม
ต1.1 ป.1/4 ตอบ
คาถามจากการฟัง
เรื่องใกล้ตวั

ฯลฯ

วิธที ่ี 1 เคราะห์ เป็นรายองค์ประกอบ เนอื้ หา/สาระการเรยี นรู้
ตวั อยา่ ง การวิเคราะห์ มาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 ภาษาเพอ่ื การสอ่ื สาร
มาตรฐาน ต1.1 เขา้ ใจและตีความเร่ืองที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ
คิดเหน็ อย่างมีเหตุผล
ทักษะ/กระบวนการ

สาระที่ 1 ภาษาเพือ่ การสื่อสาร เนอื้ หา/สาระการเรยี นรู้

ต1.1 ป.1/2 ระบุตัวอกั ษรและเสยี ง อา่ นออกเสยี งและสะกดคาง่ายๆ ถูกตอ้ งตามหลักการอา่ น

ทักษะ/กระบวนการ

343

วิธีที่ 2 วิเคราะห์ความเช่ือมโยงของมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด สมรรถนะสาคัญ
ของผเู้ รียน และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

สาระที่ 1 ภาษาเพอ่ื การสื่อสาร
มาตรฐาน ต1.1 เข้าใจและตีความเรอ่ื งที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ
คดิ เห็น อย่างมเี หตผุ ล

มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง/ทอ้ งถ่ิน
(วิชาพน้ื ฐาน) ทกั ษะ / กระบวนการ / คณุ ลักษณะ
ความรู้ ตวั บง่ ช้พี ฤตกิ รรมการเรียนรู้ อันพึงประสงค์
ต1.1 ป.1/1 ปฏบิ ัตติ าม คาสัง่ ง่ายๆ ปฏิบตั ติ าม มวี ินยั
คาส่งั งา่ ยๆ ที่ฟัง ตัวอกั ษรและ
ต1.1 ป.1/2 ระบุ เสยี ง คางา่ ยๆ ระบุ / อ่านออกเสยี ง /สะกด
ตวั อักษรและเสียง อ่าน
ออกเสียงและสะกดคา คาและกลมุ่ คา เลือกภาพตรงตามความหมาย ใฝ่เรียนรู้
งา่ ยๆ ถกู ต้องตาม มุ่งมั่นใน
หลกั การอ่าน เรื่องใกล้ตวั การทางาน
ต1.1 ป.1/3 เลือกภาพ
ตรงตามความหมายของ ตอบคาถาม
คาและกลมุ่ คาที่ฟัง
ต1.1 ป.1/4 ตอบ
คาถามจากการฟังเร่ือง
ใกล้ตวั
ฯลฯ

344

วิธีที่ 3 วิเคราะห์ความเช่ือมโยงของมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้
(ความรู้ /ทักษะกระบวนการ / ตัวบ่งช้พี ฤติกรรมการเรยี นรู้ และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

สาระที่ 1 ภาษาเพือ่ การสื่อสาร
มาตรฐาน ต1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟงั และอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ
คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตุผล

ตวั ชี้วัด ผเู้ รียนรู้อะไร/ สมรรถนะสาคัญ นาไปสู่ คุณลกั ษณะ
ทาอะไรได้
ของผเู้ รียน อนั พึงประสงค์
ต1.1 ป.1/1 ปฏบิ ตั ิ ผู้เรยี นร้อู ะไร มีวนิ ัย
ตามคาส่งั งา่ ยๆ ท่ฟี ัง คาสง่ั งา่ ยๆ
ผู้เรียนทาอะไรได้
ปฏิบัติตามคาส่ังง่ายๆ
ต1.1 ป.1/2 ระบุ ผเู้ รียนรูอ้ ะไร ความสามารถ
ตวั อักษรและเสียง ตัวอกั ษรและเสยี งคา ในการส่ือสาร
อ่านออกเสียงและ ง่ายๆ
สะกดคางา่ ยๆ ถูกต้อง ผเู้ รียนทาอะไรได้ ใฝ่เรยี นรู้
ตามหลักการอ่าน ระบตุ ัวอักษรและเสยี ง มุง่ มั่นในการทางาน
อา่ นออกเสียงและ
สะกดคา
ต1.1 ป.1/3 เลอื ก ผู้เรียนรอู้ ะไร
ภาพตรงตาม คาและกลุ่มคา
ความหมายของคา ผ้เู รียนทาอะไรได้
และกล่มุ คาที่ฟงั เลือกภาพตรงตาม
ความหมาย
ต1.1 ป.1/4 ตอบ ผเู้ รยี นรู้อะไร
คาถามจากการฟัง เร่ืองใกล้ตวั
เร่ืองใกล้ตวั ผเู้ รียนทาอะไรได้
ตอบคาถาม

345

วิธีท่ี 4 วิเคราะห์เชื่อมโยงมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด กับ แก่นความรู้/ความคิด
หลกั /ประเด็นสาคญั ทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะสาคัญ และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

ตัวชี้วัด แกน่ ความรู/้ ความคิด ทักษะ/ คณุ ลกั ษณะ
ต1.1 ป.1/1 ปฏิบตั ิ หลกั /ประเด็นสาคัญ กระบวนการ/ อันพึงประสงค์
ตามคาสง่ั ง่ายๆ ทฟี่ ัง คาสง่ั ง่ายๆ สมรรถนะสาคญั วนิ ัย
ต1.1 ป.1/2 ระบุ ตวั อักษรและเสยี งคางา่ ยๆ การฟัง
ตัวอักษรและเสยี ง การอ่านออกเสยี งและ การอ่าน ใฝเ่ รยี นรู้
อ่านออกเสียงและ สะกดคา ความสามารถ มุ่งม่ันใน
สะกดคาง่ายๆ ในการสื่อสาร การทางาน
ถูกต้องตามหลักการ คาและกล่มุ คา
อ่าน
ต1.1 ป.1/3 เลือก เร่ืองใกล้ตวั
ภาพตรงตาม
ความหมายของคา
และกลุ่มคาที่ฟงั
ต1.1 ป.1/4 ตอบ
คาถามจากการฟัง
เรื่องใกล้ตวั

เมือ่ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวัดทกุ ตวั ในระดับชนั้ น้ันๆ ครูผสู้ อนสามารถ จัดกลุ่ม
ส่ิงท่ีผู้เรียนต้องรู้ : ความรู้ (เนื้อหา) สิ่งท่ีต้องปฏิบัติ : ทักษะกระบวนการ และเจตคติที่ต้องการให้
เกิด : คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ส่ิงเหล่าน้ีทาให้มองเห็นขอบเขตและทิศทางในการจัดการเรียน
การสอนตลอดปีการศึกษาหรือภาคเรยี น หากวิเคราะหพ์ บวา่ ตัวช้ีวัดใดกาหนดให้สอนสาระการเรยี นรู้
ท้องถิ่น ในการเขียนคาอธิบายรายวิชา ควรมีการสอดแทรกเน้ือหาที่เป็นท้องถิ่นให้ปรากฏใน
คาอธบิ ายรายวชิ า

4. การจดั กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมท่ีมุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนา

อย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ท้ังร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้
เปน็ ผมู้ ีศลี ธรรม จริยธรรม มีระเบียบวนิ ัย ปลกู ฝงั และสร้างจิตสานึกของการทาประโยชนเ์ พื่อสังคม
สามารถจดั การตนเอง ได้ และอยู่รว่ มกับผอู้ ื่นอย่างมีความสขุ โรงเรียนได้จดั กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน โดย
แบ่งออกเป็น 3 ลกั ษณะ ดงั นี้ (สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา , 2552 : 2 - 10 )

4.1 กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์
ส่ิงแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กาหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และ

346
อาชีพสามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากน้ียังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ท้ังยังเป็น
กิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้คาปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียนนักเรียน ทุกคนต้อง
เขา้ รว่ มกจิ กรรมแนะแนว

แนวการจัดกจิ กรรมแนะแนว
1. สารวจสภาพปญั หา ความต้องการ ความสนใจและธรรมชาตขิ องผู้เรียน
2. ศึกษาวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนท่ีได้จากการ
สารวจ
3. กาหนดสัดสว่ นสาระของกิจกรรมในแต่ละดา้ น
4. กาหนดแผนการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมแนะแนว
5. การจดั ทารายละเอียดของแตล่ ะกจิ กรรม
6. ปฏิบตั ติ ามแผน วดั และประเมินผล และสรุปรายงาน
4.2 กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมตาม
ความถนัด และความสนใจโดยเน้นเร่ืองคุณธรรมจริยธรรม ไม่เห็นแก่ตัว มีระเบียบวินัย มีความเป็น
ผู้นา ผู้ตามท่ีดี มีความรับผิดชอบ การทางานร่วมกัน รู้จักการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความมีเหตุผล
การช่วยเหลือแบง่ ปนั เออ้ื อาทรและสมานฉันท์

4.2.1 กิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด/ผู้บาเพ็ญประโยชน์/นักศึกษา
วิชาทหารเป็นกิจกรรมที่มุ่งปลูกฝังระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์เพื่อการอยู่ร่วมกันให้รู้จักการเสียสละ
และบาเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและวิถีชีวิตในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการจัดกิจกรรมลุกเสือ
เนตรนารี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสานักงานลูกเสือแห่งชาติรวมท้ังให้สอดคล้องกับหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ดงั น้ี

ลูกเสอื สารอง ช้ันประถมศึกษาปีท1่ี -3
ลกู เสือสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6
นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนตอนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี/
ยุวกาชาด/ผู้บาเพ็ญประโยชน์ ส่วนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เลือกเรียนระหว่าง
กจิ กรรมลูกเสือ/เนตรนาร/ี ยุวกาชาด/ผูบ้ าเพ็ญประโยชน์/วิชาทหาร กับกิจกรรมชมุ นุม/ชมรม
แนวการจัดกจิ กรรมลูกเสือ เนตรนารี
1) คาปฏิญาณและกฎ ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ลูกเสือทุกคนให้คาม่ัน
สัญญาว่าจะปฏิบัติ ตามกฎ ของลูกเสือ กฎของลูกเสือมีไว้ให้ลูกเสือเป็นหลักในการปฏิบัติ ไม่ได้
“ห้าม” ทา หรอื “บังคับให้” ทา แต่ถ้า “ทา” ก็จะทาใหเ้ กิดผลดีแก่ตัวเอง เป็นคนดี ไดร้ บั การยกยอ่ ง
วา่ เป็นผ้มู เี กียรติเชอื่ ถอื ได้
2) เรียนรู้จากการกระทา เป็นการพัฒนาส่วนบุคคล ความสาเร็จหรือไม่
สาเร็จของผลงานอยู่ท่ีการกระทาของตนเอง ทาให้มีความรู้ที่ชัดเจน และสามารถแก้ปัญหาต่างๆ
ดว้ ยตนเองได้และทา้ ทายความสามารถของตนเอง
3) ระบบหมู่ เป็นรากฐานอันแท้จริงของการลูกเสือ เป็นพื้นฐานใน
การอยู่ร่วมกัน การยอมรับซ่ึงกันและกัน การแบ่งหน้าท่ีความรับผิดชอบ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ซ่ึงเปน็ การเรียนรู้ การใชป้ ระชาธิปไตยเบอ้ื งตน้

347
4) การใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ฝึกความเป็นหน่ึงเดียวในการเป็น
สมาชิกลูกเสือ เนตรนารี ด้วยการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ได้แก่ เคร่ืองแบบ เคร่ืองหมาย การทาความ
เคารพ รหัส คาปฏิญาณ กฎ คติพจน์ คาขวัญ ธง เป็นต้น วิธีการน้ีจะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักและ
ภาคภูมิใจในการเป็นสมาชิกขององค์การลูกเสือแห่งโลก ซ่ึงมีสมาชิกอยู่ท่ัวโลกและเป็นองค์กรที่มี
จานวนสมาชิกมากทส่ี ุด
5) การศึกษาธรรมชาติ คือ สิ่งสาคัญอันดับหน่ึงในกิจกรรมลูกเสือ
ธรรมชาติอันโปร่งใสตามชนบท ป่าเขา ป่าละเมาะ และพุ่มไม้ เป็นที่ปรารถนาอย่างย่ิงในการทา
กิจกรรมกับธรรมชาติ การปีนเขา ต้ังค่ายพักแรมในสุดสัปดาห์ หรือตามวาระของการอยู่ค่ายพักแรม
ตามกฎระเบียบ เปน็ ที่เสน่หาแก่เด็กทกุ คน ถ้าขาดส่ิงน้แี ลว้ ก็ไม่เรยี กว่าใชช้ ีวติ แบบลูกเสอื
6) ความก้าวหน้าในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม กิจกรรมตา่ งๆทจี่ ัดให้เดก็ ทา
ต้องให้มีความก้าวหน้าและดึงดูดใจ สร้างให้เกิดความกระตือรือร้น อยากที่จะทาและวัตถุประสงค์ใน
การจัดแต่ละอย่างให้สัมพันธ์กับความหลากหลายในการพัฒนาตนเอง เกมการเล่นที่สนุกสนาน
การแข่งขนั กนั ก็เปน็ สิ่งดึงดูดใจและเป็นการจงู ใจท่ีดี
7) การสนับสนุนโดยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ช้ีแนะหนทางท่ีถูกต้องให้แก่เด็ก
เพื่อให้เขาเกิดความม่ันใจในการท่ีจะตัดสินใจกระทาสิ่งใดลงไปทั้งคู่มีความต้องการซ่ึงกันและกันเด็ก
ต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยชีน้ า ผใู้ หญ่เองก็ตอ้ งการนาพาใหไ้ ปสู่หนทางที่ดี ให้ได้รับการพฒั นาอย่างถูกต้อง
และดที ี่สดุ จึงเป็นการรว่ มมือกนั ทงั้ สองฝา่ ย
4.2.2 กิจกรรมชุมนุม ชมรม เป็นกิจกรรมท่ีผู้เรียนรวมกลุ่มกันจัดข้ึนตาม
ความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน เพื่อเติมเต็มความรู้ ความชานาญ ประสบการณ์
ทักษะ เจตคติ เพ่ือพัฒนาตนเองตามศักยภาพนักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม ยกเว้น
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เลือกอย่างใดอย่างหน่ึงระหว่างกิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี/
ยวุ กาชาด/ผบู้ าเพ็ญประโยชน/์ วิชาทหาร กับกจิ กรรมชุมนมุ ชมรม
แนวการจดั กิจกรรมชุมนมุ ชมรม
1. สารวจความสนใจของผเู้ รยี นในการเลือกเขา้ ร่วมชมุ นมุ ชมรม
2. ให้ผู้เรียนดาเนินกิจกรรมได้หลากหลายทั้งภายในและภายนอก
ห้องเรียน
3. มีครทู ป่ี รกึ ษา ชมุ นุม ชมรม
4. แลกเปลยี่ นเรยี นรูแ้ ละเผยแพรก่ ิจกรรม
5. ครทู ่ปี รึกษากิจกรรมประเมนิ ตามหลกั เกณฑ์การประเมนิ ผล
(หมายเหตุ สามารถระบุชื่อกิจกรรมชุมนุมท่ีโรงเรียนจัดให้นักเรียนเลือกเรียน หรือชื่อ
กิจกรรมชุมนุมท่ี โรงเรียนจดั ให้มี)
4.3 กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
บาเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในลักษณะอาสาสมัครเพ่ือ
ช่วยขัดเกลาจิตใจของผู้เรียนให้มีความเมตตากรุณา มีความเสียสละ และมีจิตสาธารณะเพื่อช่วย
สร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพ่ือสังคมและ

348

สาธารณประโยชน์ ตามเง่ือนของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
ไดก้ าหนดเวลาเรียนกจิ กรรมพฒั นาเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์ ดังน้ี

โครงสร้างเวลาการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

กจิ กรรม ป.1 ประถมศึกษา ป.6 มธั ยมศกึ ษา มัธยมศกึ ษา
ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ตอนต้น ตอนปลาย

กิจกรรมแนะแนว ม.1 ม.2 ม.3

กจิ กรรมนักเรียน
กิจกรรมเพอ่ื สังคม
และ 60 ชว่ั โมง 45 ช่วั โมง 60 ชวั่ โมง
สาธารณประโยชน์
รวม 120 120 120 120 120 120 120 120 120 360

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดโครงสร้างเวลา
เรยี นในการจดั กิจกรรมพฒั นาผ้เู รียนในแต่ละระดบั ชัน้ ดังน้ี
ระดับประถมศกึ ษา (ป.1– ป.6) รวม 6 ปี จานวน 60 ชวั่ โมง
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้อน (ม.1– ม.3) รวม 3 ปี จานวน 45 ชั่วโมง
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4 – ม.6) รวม 3 ปี จานวน 60 ช่วั โมง
การจัดสรรเวลาของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้ขึ้นกับการบริหารจัดการของสถานศึกษา แต่ท้ังนี้ผู้เรยี น
ต้องได้รับการพัฒนาและฝึกปฏิบัติกิจกรรมทั้ง 3 กิจกรรมอย่างต่อเน่ืองทุกปีจนจบการศึกษาตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
แนวการจดั กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์
1. จดั กิจกรรมในลกั ษณะบูรณาการใน 8 กลุ่มสาระ
2. จดั กจิ กรรมลกั ษณะโครงการ โครงงาน หรือกิจกรรม
3. จัดกจิ กรรมร่วมกบั องค์กรอื่น

เอกสารแนะนาสาหรบั ศึกษารายละเอยี ดกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน
“แนวการจดั กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาชน้ั พ้ืนฐาน

พุทธศกั ราช 2551” จดั ทาโดย สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สานักคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2552

349
แนวทางการประเมนิ ผลกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 เป็นการประเมินการปฏิบัติกิจกรรมหรือผลงานช้ินงาน/คุณลักษณะของผู้เรียนเป็นระยะอย่าง
ต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ผู้เรียนค้นหาศักยภาพของตน สะท้อนแนวคิดจากการปฏิบัติกิจกรรมการทางาน
กลุ่ม และการมีจิตสาธารณะ โดยให้ทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องมีส่วนร่วมในการประเมิน ดังภาพที่ 25
(สานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา , 2552 : 11 - 13 )

กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น

กิจกรรมแนะแนว กจิ กรรมนักเรียน กิจกรรมเพ่อื สังคมและ
ซ่อมเสริม ประเมิน สาธารณประโยชน์
ไมผ่ า่ น เกณฑก์ ารประเมนิ
ผ่าน
1. เวลาเขา้ ร่วมกิจกรรม
2. การปฏิบตั กิ ิจกรรม
3. ผลงาน/ชนิ้ งาน/คณุ ลักษณะ
ของผ้เู รยี น

สง่ ผลการประเมนิ

ภาพที่ 25 แสดงข้นั ตอนการวดั และประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน
การประเมินกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2 แนวทาง คือ
1. การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นรายกิจกรรม มีแนวปฏบิ ัติ ดงั น้ี

1.1 ตรวจสอบเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียนให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา
กาหนด

1.2 ประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงาน/
คุณลักษณะของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนดด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เน้นการมีส่วนร่วมใน
การปฏิบตั กิ ิจกรรม

350
1.3 ผู้เรียนที่มีเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม มีการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ช้ินงาน/
คุณลักษณะตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนดเป็นผผู้ ่านการประเมินกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนรายกิจกรรม
และนาผลการประเมิน ไปบนั ทึกในระเบยี นแสดงผลการเรยี น
1.4 ผู้เรียนที่มีผลการประเมินไม่ผ่านในเกณฑ์เวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ
กิจกรรมและผลงาน/ช้ินงาน/คุณลักษณะตามท่ีสถานศึกษากาหนดการประเมินผลกิจกรรมพัฒนา
ผูเ้ รียน ครู หรือผู้รับผิดชอบตอ้ งดาเนินการซ่อมเสริมและประเมินจนผ่าน ทั้งนคี้ วรดาเนินการให้เสร็จ
สิน้ ในปกี ารศึกษานนั้ ๆ ยกเวน้ มเี หตสุ ุดวสิ ยั ใหอ้ ยูใ่ นดุลพินจิ ของสถานศกึ ษา
2. การประเมินกิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนเพ่ือการตดั สนิ
ก า ร ป ร ะ เมิ น กิ จ ก ร ร ม พั ฒ น า ผู้ เรี ย น เพ่ื อ ตั ด สิ น เลื่ อ น ชั้ น แ ล ะ จ บ ก า ร ศึ ก ษ า เป็ น
การประเมินการผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค เพื่อสรุปผลการผ่านในแต่ละกิจกรรม
สรุปผลรวมเพื่อสรุปผลการผ่านในแต่ละกิจกรรม สรุปผลรวมเพื่อเลื่อนชั้นและประมวลผลรวมในปี
สุดทา้ ยเพอื่ การจบแต่ละระดับการศึกษา โดยการดาเนนิ การดงั กล่าวมีแนวทางปฏิบตั ิ ดงั นี้
2.1 กาหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรยี นของผูเ้ รยี นทกุ คนตลอดระดับการศึกษา
2.2 ผู้รับผิดชอบสรุปและตัดสินผลการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของผู้เรียนเป็น
รายบุคคลตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด เกณฑ์การจบแต่ละระดับการศึกษาท่ีสถานศึกษากาหนด
ผู้เรยี นต้องผา่ นกิจกรรม 3 กจิ กรรมสาคญั ดังนี้

2.1.1 กจิ กรรมแนะแนว
2.2.2 กจิ กรรมนักเรียน ไดแ้ ก่ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผู้บาเพ็ญ
ประโยชน์ และนักศกึ ษาวชิ าการทหาร และกจิ กรรมชมุ นมุ ชมรม
2.2.3 กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์
2.5 ผู้รับผิดชอบเสนอผลการประเมินต่อคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้และ
กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี นเพอ่ื ใหค้ วามเห็นชอบ
2.6 ผู้รับผิดชอบเสนอผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาเพื่ออนุมัติผลการประเมิน
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนผา่ นเกณฑก์ ารจบแต่ละระดับการศึกษา
เกณฑก์ ารตดั สนิ
1. กาหนดเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนดไว้ 2 ระดับ
คือ ผ่าน และ ไม่ผ่าน
2. เกณฑ์การตัดสินผลการประเมนิ รายกจิ กรรม
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมครบตามเกณฑ์ ปฏิบัติกิจกรรม และ
มผี ลงาน/ชนิ้ งาน/คณุ ลกั ษณะตามเกณฑท์ ่สี ถานศกึ ษากาหนด
ไมผ่ า่ น หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเขา้ รว่ มกจิ กรรมไม่ครบตามเกณฑ์ ไมผ่ ่านการ
ปฏิบัติกจิ กรรมหรอื มีผลงาน/ช้นิ งาน/คณุ ลักษณะไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ท่สี ถานศึกษากาหนด
3. เกณฑก์ ารตดั สนิ ผลการประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รยี นรายป/ี รายภาค
ผา่ น หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินระดับ “ผ่าน” ในกิจกรรมสาคัญท้ัง 3 กิจกรรม
คอื กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรมนกั เรยี น และกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์

351
ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินระดับ “ไม่ผ่าน” ในกิจกรรมสาคัญใด
กิจกรรมหนึ่ง ใน 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพ่ือสังคมและ
สาธารณประโยชน์
4. เกณฑก์ ารตดั สนิ ผลการประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพ่ือจบระดับการศึกษา
ผ่าน หมายถึง ผเู้ รียนมผี ลการประเมินระดบั “ผา่ น” ทุกชัน้ ปใี นระดับ การศึกษาน้ัน
ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรยี นมีผลการประเมินระดบั “ไมผ่ า่ น” บางชั้นปีในระดับการศึกษานน้ั

ตวั อย่างการจดั กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน
ตวั อย่างการจัดทากิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน ระดบั ประถมศึกษา
โรงเรยี นบ้านโคกสวา่ งนาดี อาเภอหนองหาน จงั หวัดอุดรธานี
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น เป็นกจิ กรรมทม่ี ุ่งใหผ้ ู้เรียนพฒั นาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอยา่ ง
รอบดา้ นเพ่ือความเปน็ มนุษย์ท่ีสมบรู ณ์ ทั้งร่างกาย สตปิ ัญญา อารมณ์ และสงั คม เสรมิ สร้างให้เปน็
ผู้มศี ีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝงั และสรา้ งจิตสานึกของการทาประโยชนเ์ พ่ือสงั คม
สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกับผูอ้ ืน่ อย่างมคี วามสุข
โรงเรียนบ้านโคกสวา่ งนาดี อาเภอหนองหาน จงั หวดั อุดรธานี ได้จดั กิจกรรมพฒั นา
ผูเ้ รยี น โดยแบง่ ออกเปน็ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกจิ กรรมทส่ี ง่ เสรมิ และพัฒนานักเรยี นใหร้ ูจ้ ัก เข้าใจ รกั และ
เหน็ คณุ ค่าในตนเองและผู้อ่ืน สามารถวางแผนการเรยี น อาชีพ รวมทั้งการดาเนนิ ชวี ิตในสงั คม
ปรับตวั ได้อย่างเหมาะสมและอยู่รวมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมสี ุข
แนวการจัดกจิ กรรมแนะแนว
1) สารวจสภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจ และธรรมชาติของผเู้ รยี น
2) ศกึ ษาวิสัยทศั นข์ องโรงเรียนและวิเคราะห์ขอ้ มลู ของผู้เรียนทีไ่ ด้จากการสารวจ
3) กาหนดสดั ส่วนสาระของกิจกรรมในแตล่ ะดา้ น
4) กาหนดแผนการปฏิบตั กิ ิจกรรมแนะแนว
5) การจัดทารายละเอยี ดของแตล่ ะกิจกรรม
6) ปฏิบตั ิตามแผน วัดและประเมินผล และสรปุ รายงาน
2. กจิ กรรมนกั เรยี น เป็นกิจกรรมที่สง่ เสริมและพัฒนานักเรียนให้มรี ะเบียบวินัย
มคี วามเปน็ ผูน้ าผู้ตามทีด่ ี มคี วามรับผิดชอบ มีทักษะการทางานรว่ มกนั รู้จกั การแกป้ ญั หา มีเหตุผล
ตดั สนิ ใจท่ีเหมาะสม ช่วยเหลอื แบง่ ปัน เออ้ื อาทรและสมานฉนั ท์ ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้ผู้เรยี นมี
คุณธรรม จริยธรรม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ปฏบิ ัติกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจ
กจิ กรรมนักเรียนประกอบดว้ ย

352
(ต่อ)

2.1 กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี เป็นกระบวนการพฒั นาเยาวนให้เป็นพลเมอื งดี
โดยไมค่ านึงถงึ เช้อื ชาติ ศาสนา ทั้งที่เป็นไปตามความประสงค์ หลักการและวธิ ีการ ซงึ่ ลูกเสือโลกได้
กาหนดไว้ กระบวนการทางลกู เสอื เป็นกระบวนการซึ่งมุง่ พัฒนาสมรรถนะของบุคคลทัง้ ทางสมอง
ร่างกาย จิตใจ และศลี ธรรม เพือ่ ให้เปน็ บคุ คลท่ีมคี วามประพฤตดิ งี าม ไม่กระทาตนให้เป็นปัญหา
ต่อสังคม และดารงชวี ิตอย่างมคี วามหมายและสุขสบายนักเรียนระดับประถมศึกษาทุกคนตอ้ ง
เขา้ ร่วมกิจกรรม ดงั นี้

ลูกเสือสารอง เปน็ กจิ กรมเพ่ือเตรยี มลกู เสือสารอง ดาวดวงที่ 1-3 ชน้ั ป.1 -3
เรยี นวิชาพเิ ศษ 18 วิชา

ลูกเสือสามัญ ลูกเสือตรี ลูกเสือโท ลูกเสอื เอก ชน้ั ป.4 -6 เรียนวิชาพเิ ศษ 54
วิชา

แนวการจดั กิจกรรมลูกเสอื – เนตรนารี
1. การจัดกจิ กรรมลกู เสือ เนตรนารี ตามหลกั สตู รโรงเรียนบ้านโคกสว่างนาดี
เพอ่ื เปน็ การฝึกความมรี ะเบยี บวินัยในตนเองโดยปฏิบัตติ ามขั้นตอน ดังนี้

1.1 พิธีเปดิ (ชกั ธงขึ้น สวดมนต์ สงบนง่ิ ตรวจ แยก)
1.2 เกมหรือเพลง
1.3 เรียนตามหลักสูตร
1.4 การเลา่ เร่ืองสนั้ ที่เป็นประโยชน์
1.5 พิธีปดิ (นัดหมาย ตรวจ ชักธงลง เลกิ )
2. กิจกรรมอยคู่ ่ายพักแรม
การเดนิ ทางไกลและอยู่คา่ ยพักแรม มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อฝึกให้ลกู เสือ –
เนตรนารี มีความอดทน อยู่ในระเบยี บวินยั รูจ้ กั ชว่ ยตนเอง รูจ้ ักอยแู่ ละทางานรว่ มกบั ผู้อ่ืน
ตลอดจนเรียนวิชาลกู เสอื เพ่ิมเติม ในการเดนิ ทางไกลและอยคู่ ่ายพกั แรมปที ่หี นง่ึ ไม่น้อยกวา่ 1 ครง้ั
ครง้ั หนงึ่ อยู่คา่ ยพักแรมไมร่ ้อยกว่า 1 คนื
3. กิจกรรมพธิ กี าร
โรงเรียนโคกสว่างนาดีไดจ้ ัดพิธกี ารลกู เสอื เนตรนารี เชน่ พธิ เี ข้าประจา
(ตก่ออ)งพิธที บทวนนาปฏิญาณและสวนสนาม พิธถี วายราชสดุดี พธิ ปี ระดบั เครื่องหมายต่าง ๆ เพอ่ื ให้
ลกู เสือ – เนตรนารีมคี วามภาคภูมใิ จและเหน็ คณุ คา่ ในการเป็นลกู เสือ – เนตรนารี
4. กจิ กรรมบาเพญ็ ประโยชน์
โรงเรียนบา้ นโคกสว่างนาดจี ดั กิจกรรมให้ลูกเสือ – เนตรนารไี ดบ้ าเพ็ญ
ประโยชนต์ ามอุดมการณ์ของลูกเสอื – เนตรนารี
5. ผบู้ ังคบั บญั ชาลกู เสือตอ้ งผ่านการฝกึ อบรมวิชาผู้กากับลกู เสอื ข้นั ความรู้
เบ้อื งตน้ ในแตล่ ะประเภท
6. จัดใหม้ ีการจดั ตั้งกลมุ่ หรือกองลูกเสอื ตามข้อบังคบั คณะลูกเสอื แห่งชาติ
ระยะเวลาการจดั กิจกรรม 1 ภาคเรยี นหรือ 1 ปกี ารศึกษา

353
(ตอ่ )

2.2 กิจกรรมชมุ นมุ เป็นกิจกรรมทีผ่ ู้เรียนรวมกลุม่ จดั ข้ึนตามความสามารถความ
ถนัดและความสนใจของผเู้ รียน เพ่ือเติมเต็มความรู้ ความชานาญ ประสบการณ์ ทักษะ เจตคตเิ พ่ือ
พัฒนาตนเองตามศกั ยภาพ

แนวการจัดกจิ กรรมชมุ นุม
1. สารวจความสนใจของผูเ้ รยี นในการเลอื กเขา้ รว่ มชุมนุม
2. ผู้เรียนดาเนนิ กจิ กรรมได้หลากหลาย ท้งั ภายในหรือภายนอกห้องเรยี นและ
ถอดประสบการณ์แลกเปล่ยี นเรยี นรแู้ ละเผยแพร่กิจกรรม
3. กจิ กรรมเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์ เปน็ กจิ กรรมที่ส่งเสริมและพฒั นา
นักเรียนใหบ้ าเพญ็ ประโยชนต์ ่อครอบครวั โรงเรยี น ชุนชน สังคมและประเทศชาติ นกั เรียน
ออกแบบการจดั กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชนอ์ ย่างสร้างสรรค์ ตามความถนัดและ
ความสนใจในลักษณะอาสาสมคั ร พฒั นาศักยภาพในการจัดกิจกรรมเพ่อื สงั คมและ
สาธารณประโยชนอ์ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชนจ์ นเกิด
คณุ ธรรม จรยิ ธรรมตามคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ มีจิตสาธารณะและใช้เวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
แนวการจัดกิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์
โรงเรยี นบา้ นโคกสวา่ งนาดีจัดกจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ทัง้ ในโรงเรยี น
โดยบูรณาการในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น จดั เป็นโครงการ/โครงงาน/กิจกรรม
และจัดกิจกรรมรว่ มกับองคก์ รอื่น ซงึ่ มีเงื่อนไขดังนี้
1. จดั กจิ รรมอย่างตอ่ เน่ือง
2. มคี รทู ีป่ รกึ ษากิจกรรมทุกกจิ กรรม
3. เน้นนักเรียนเปน็ ผจู้ ดั กจิ กรรม รายงานผลงานตนเองและมชี ้ินงาน
4. จัดกจิ กรรมเวลาใดก็ได้ ไมจ่ ากัดเวลา สถานท่แี ละรปู แบบกิจกรรม
แนวทางการประเมนิ ผลกิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น
1. นกั เรยี นมเี วลาเชา้ ร่วมกิจกรรมรอ้ ยละ 80 ของเวลาเรยี นทั้งหมด
2. ปฏิบัติกิจกรรมตามท่คี รูมอบหมายมีผลการประเมนิ อยใู่ นระดับ ผา่ น ถา้ ไม่ผ่านให้
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมซา้ หรือปฏบิ ตั เิ พม่ิ เติม
3. มชี ิน้ งาน/ผลงาน/คุณลักษณะตามท่คี รูมอบหมายให้ปฏิบตั ิ

ทีม่ า โรงเรียนโคกสว่างนาดี (2552 : 88 – 89)

354
ตัวอยา่ งการจดั ทากิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้

โรงเรียนบ้านดงุ วทิ ยา อาเภอบ้านดุง จงั หวัดอุดรธานี
กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น

กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน เปน็ กจิ กรรมที่มุ่งใหผ้ ู้เรยี นพัฒนาตนเองตามศกั ยภาพ พัฒนาอยา่ ง
รอบดา้ นเพอื่ ความเป็นมนุษย์ทสี่ มบูรณ์ ทงั้ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสงั คม เสรมิ สรา้ งให้เปน็
ผมู้ ศี ีลธรรม จริยธรรม มรี ะเบียบวินยั ปลูกฝังและสร้างจติ สานกึ ของการทาประโยชนเ์ พ่ือสงั คม
สามารถจดั การตนเองได้ และอยู่รว่ มกับผอู้ ่ืนอยา่ งมคี วามสุข

โรงเรยี นบา้ นดงุ วทิ ยา อาเภอบา้ นดุง จงั หวดั อุดรธานี ได้จัดกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น โดยแบ่ง
ออกเปน็ 3 ลักษณะ ดังน้ี

1. กิจกรรมแนะแนว เปน็ กจิ กรรมทส่ี ง่ เสริมและพฒั นานักเรียนใหร้ ู้จักตนเอง รูร้ กั
สง่ิ แวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กาหนดเปา้ หมาย วางแผนชีวิตทัง้ ด้านการเรียนและ
อาชพี สามารถปรบั ตนได้อยา่ งเหมาะสม นอกจากนย้ี งั ช่วยใหค้ รรู จู้ ักและเข้าใจผ้เู รยี นท้งั ยังเป็น
กิจกรรมทชี่ ว่ ยเหลอื และใหค้ าปรึกษาแกผ่ ปู้ กครองในการมีส่วนร่วมพฒั นาผู้เรยี น

นักเรียนทุกคนต้องเขา้ ร่วมกจิ กรรมแนะแนว โดยนกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
เขา้ รว่ มกจิ กรรม 20 ชัว่ โมงตอ่ ภาคเรียน ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมกจิ กรรม 30 ชัว่ โมงต่อ
ภาคเรยี น

แนวการจัดกจิ กรรมแนะแนว
1) สารวจสภาพปญั หา ความต้องการ ความสนใจ และธรรมชาตขิ องผู้เรยี น
2) ศกึ ษาวสิ ยั ทศั นข์ องโรงเรยี นและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนทีไ่ ดจ้ ากการสารวจ
3) กาหนดสดั ส่วนสาระของกิจกรรมในแต่ละด้าน
4) กาหนดแผนการปฏบิ ัติกิจกรรมแนะแนว
5) การจัดทารายละเอียดของแต่ละกจิ กรรม
6) ปฏบิ ตั ิตามแผน วัดและประเมินผล และสรปุ รายงาน
2. กจิ กรรมนกั เรยี น เปน็ กจิ กรรมทสี่ ง่ เสริมและพฒั นานักเรยี นให้เข้าร่วมกิจกรรมตาม
ความถนัด ความสนใจ โดยเนน้ เรอื่ งคุณธรรม จรยิ ธรรม ไม่เหน็ แกต่ ัว มีระเบียบวนิ ัย มีความเปน็ ผนู้ า
ผู้ตามทีด่ ี มคี วามรบั ผิดชอบการทางานร่วมกนั ร้จู ักการแก้ปัญหา การตดั สนิ ใจ ความมเี หตผุ ล
การชว่ ยเหลอื แบ่งปัน เอ้ืออาทรและสมานฉันท์
กจิ กรรมนักเรยี นประกอบดว้ ย
2.1 กจิ กรรมลกู เสือ เนตรนารี นักเรียนระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้นทกุ คนต้องเขา้ รว่ ม
กจิ กรรม โดยนักเรียนชายเข้ารว่ มกจิ กรรมลูกเสือ นักเรียนหญงิ เข้าร่วมกจิ กรรมเนตรนารี ภาคเรียน
ท่ี 1 จานวน 10 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรียน และภาคเรยี นท่ี 2 จานวน 15 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรียน

แนวการจดั กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี
การจดั กจิ กรรมลกู เสอื เนตรนารี มแี นวทางการจดั กิจกรรมตามวิธกี ารลกู เสอื
(Scout Method) ซึง่ มอี งค์ประกอบ 7 ประการ คือ

355

(ต่อ)
แนวการจดั กิจกรรมลูกเสอื เนตรนารี
การจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี มแี นวทางการจัดกจิ กรรมตามวธิ ีการลกู เสอื

(Scout Method) ซงึ่ มีองคป์ ระกอบ 7 ประการ คือ
1) คาปฏิญาณและกฎ ถือเป็นหลกั เกณฑท์ ี่ลูกเสือทุกคนใหค้ ามั่นสญั ญาว่าจะปฏบิ ัติ

ตามกฎของลูกเสือ กฎของลกู เสือมไี ว้ให้ลกู เสือเปน็ หลักในการปฏบิ ัติ ไม่ได้ “ห้าม” ทา หรือ
“บงั คบั ให้” ทา แต่ถา้ “ทา” ก็จะทาให้เกิดผลดแี กต่ นเอง เป็นคนดี ไดร้ ับการยกย่องวา่ เปน็ ผมู้ ีเกียรติ
เชอ่ื ถอื ได้ ฯลฯ

2) เรียนรูจ้ ากการกระทา เป็นการพฒั นาส่วนบคุ คล ความสาเร็จหรอื ไมส่ าเร็จของ
ผลงานอยทู่ ่กี ารกระทาของตนเอง ทาให้มคี วามรู้ทีช่ ดั เจน และสามารถแก้ปญั หาต่างๆ ดว้ ยตนเองได้
และท้าทายความสามารถของตนเอง

3) ระบบหมู่ เปน็ รากฐานอันแท้จรงิ ของการลูกเสอื เป็นพ้ืนฐานในการอยู่ร่วมกนั
การยอมรับซง่ึ กันและกัน การแบง่ หนา้ ทคี่ วามรับผดิ ชอบ การชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกันซงึ่ เป็นการ
เรยี นรู้การใช้ประชาธปิ ไตยเบื้องต้น

4) การใช้สัญลกั ษณ์ร่วมกัน ฝกึ ให้มีความเป็นหน่ึงเดยี วในการเปน็ สมาชิกลูกเสือ
เนตรนารี ด้วยการใช้สัญลกั ษณ์รว่ มกัน ได้แก่ เครื่องแบบ เครอื่ งหมาย การทาความเคารพ รหสั
คาปฏญิ าณ กฎ คติพจน์ คาขวัญ ธง เป็นต้น วธิ ีการน้ีจะช่วยให้ผู้เรยี นตระหนกั และภาคภมู ใิ จ
ในการเปน็ สมาชิกขององคก์ ารลกู เสือแหง่ โลก ซง่ึ มีสมาชิกอยู่ทว่ั โลกเปน็ องคก์ รทม่ี ีจานวนสมาชิก
มากทสี่ ดุ ในโลก

5) การศึกษาธรรมชาติ คือ สิ่งสาคญั อนั ดบั หนึ่งในกจิ กรรมลูกเสอื ธรรมชาตอิ นั โปรง่ ใส
ตามชนบท ป่าเขา ปา่ ละเมาะ และพมุ่ ไม้ เปน็ ท่ีปรารถนาอย่างย่งิ ในการไปทากจิ กรรมกับธรรมชาติ
การปีนเขา ตั้งค่ายพกั แรมในสุดสัปดาห์ หรอื ตามวาระของการอยู่ค่ายพักแรม ตามกฎระเบียบ
เปน็ ที่เสน่หาแกเ่ ด็กทุกคน ถ้าขาดสิง่ นแี้ ลว้ ก็ไม่เรียกว่าใช้ชวี ติ แบบลกู เสือ

6) ความกา้ วหน้าในการเขา้ ร่วมกิจกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ที่จดั ให้เด็กทาตอ้ งให้มี
ความกา้ วหนา้ และดงึ ดดู ใจ สร้างให้เกดิ ความกระตือรือร้น อยากทจี่ ะทา และวตั ถปุ ระสงคใ์ นการจัด
แต่ละอย่าง ใหส้ มั พนั ธก์ ับความหลากหลายในการพฒั นาตนเอง เกมการเลน่ ท่ีสนุกสนาน การแขง่ ขัน
กันกเ็ ปน็ สงิ่ ดึงดดู ใจและเป็นการจูงใจที่ดี

7) การสนบั สนนุ โดยผู้ใหญ่ ผใู้ หญเ่ ป็นผู้ทชี่ ี้แนะหนทางทถ่ี ูกตอ้ งให้แกเ่ ด็ก เพ่ือใหเ้ ขา
เกิดความมั่นใจในการทจี่ ะตัดสินใจกระทาสงิ่ ใดลงไป ทั้งคู่มีความตอ้ งการซึ่งกันและกนั เด็กกต็ ้องให้
ผู้ใหญช่ ี้แนะนา ผใู้ หญ่เองก็ต้องนาพาใหไ้ ปสู่หนทางที่ดี ให้ได้รบั การพฒั นาอยา่ งถูกตอ้ งและดที ี่สดุ
จึงเปน็ การร่วมมือกันท้งั สองฝ่าย

2.2 กิจกรรมนักศกึ ษาวิชาทหาร เป็นกิจกรรมที่มุง่ ให้ผ้เู รียนมีระเบยี บวนิ ัย เชอ่ื ฟัง
และปฏิบตั ติ ามคาสงั่ ปฏิบตั ติ นอยใู่ นกรอบของประเพณี และวัฒนธรรมท่ีดี และมีสุขภาพและ
พลานามัยท่ีแขง็ แรง เปน็ กจิ กรรมทีจ่ ดั ขึ้นตามความสามารถ ความถนดั และความสนใจของผูเ้ รยี น
(ตโ2่อด0)ยชนวั่ กั โเมรงียตน่อรภะาดคับเชร้นัียนมัธยมศึกษาตอนปลายทสี่ มัครใจ และไดร้ บั การคัดเลือกเข้ารว่ มกิจกรรม

356

(ต่อ)
แนวทางการจดั กจิ กรรม

การสมัครเข้าร่วมกจิ กรรมนกั ศกึ ษาวชิ าทหาร ต้องมีคณุ ลักษณะและคุณสมบัติ ดังน้ี
1. เปน็ ชายหรือหญงิ ท่ีมสี ัญชาติไทย
2. ไม่พิการ ทุพพลภาพ หรอื มีโรคซงึ่ ไม่สามารถจะรับราชการทหารได้ ตามกฎหมายวา่ ด้วย
การรับราชการทหาร
3. มีขนาดรอบตวั นา้ หนกั และความสูงตามสว่ นสัมพนั ธ์ ดงั น้ี

ชาย หญิง
อายุปี ความขยายของอก (ซม.) นา้ หนกั ความสูง นา้ หนกั ความสงู
หายใจเข้า หายใจออก (ก.ก.) (ซม.) (ก.ก.) (ซม.)
ไมเ่ กิน 15 75 72 42 155
16 76 73 44 156 41 148
17 77 74 46 158 42 149
18 78 75 48 160 43 150
19 ถึง 22 79 76 49 161 44 151
45 152

4. มีความประพฤติเรียบร้อย
5. กาลงั ศกึ ษาอยู่ในสถานศึกษาที่หนว่ ยบญั ชาการกาลังสารองเปิดทาการฝกึ วชิ าทหาร
6. สาเร็จการศึกษาต้ังแตช่ ัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 หรือเทียบเท่าข้ึนไป และมีผลการศึกษา
ของชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าตัง้ แต่ 1.00 ข้นึ ไป หรือนกั เรยี นทเ่ี คยเปน็ ลกู เสือสามญั รุ่นใหญ่
และสอบไดว้ ชิ าพิเศษไม่น้อยกวา่ 8 วิชา จะต้องมผี ลการศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 หรอื เทียบเท่า
ไม่ต่ากว่า 1.5 เวน้ แต่ผซู้ งึ่ สาเร็จการศกึ ษาตั้งแตช่ ัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 หรือเทียบเทา่ ขึน้ ไป และกาลัง
ศึกษาอยโู่ รงเรยี นช่างฝีมือทหารของกระทรวงกลาโหม หรือกาลงั ศึกษาอยู่ในโรงเรียนที่
กระทรวงกลาโหมกาหนด ไม่ต้องมีผลการศกึ ษาของชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 หรือเทยี บเท่าตามที่
กองทพั บกกาหนด
7. นกั ศึกษาวชิ าทหารจะต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางรา่ งกาย ตามท่กี าหนด ดงั นี้
7.1 ลกุ -นัง่ 34 ครง้ั ภายในเวลา 2 นาที
7.2 ดันพน้ื ที่ 22 คร้งั ไม่กาจดั เวลา
7.3 วงิ่ ระยะทาง 800 เมตร ใชเ้ วลาไม่เกนิ 3 นาที 15 วินาที
8. นกั ศึกษาหญิง จะตอ้ งผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางรา่ งกายตามท่กี าหนด ดังน้ี
8.1 ลุก-นั่ง 25 ครั้ง ภายในเวลา 2 นาที
8.2 ดนั พืน้ ที่ 15 ครัง้ ภายในเวลา 2 นาที (เดมิ ไมก่ าจัดเวลา)
8.3 วิ่งระยะทาง 800 เมตร ใช้เวลาไมเ่ กิน 4 นาที (เดิม 5 นาที)

357

(ต่อ)
2.3 กจิ กรรมชุมนมุ นักเรียนทุกคนตอ้ งเข้ารว่ มกจิ กรรมชุมนมุ 20 ชวั่ โมงตอ่ ภาคเรียน

โดยเลอื กชุมนมุ ตามความถนัดและสมคั รใจ กิจกรรมชุมนุมที่โรงเรยี นบา้ นดงุ วทิ ยา จัดให้นกั เรยี น
เลอื กเข้ารว่ มกิจกรรมแบง่ ตามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดงั น้ี

2.3.1 กิจกรรมชมุ นุมภาษาไทย
2.3.2 กจิ กรรมชุมนุมคณติ ศาสตร์
2.3.3 กิจกรรมชมุ นุมวิทยาศาสตร์
2.3.4 กิจกรรมชมุ นุมสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2.3.5 กจิ กรรมชมุ นมุ พลศึกษา
2.3.6 กิจกรรมชมุ นุมศิลปะ
2.3.7 กิจกรรมชุมนุมการงานอาชีพ และเทคโนโลยี
2.3.8 กิจกรรมชมุ นมุ ภาษาต่างประเทศ
2.3.9 กิจกรรมชมุ นมุ อน่ื ๆ ตามความสนใจของนักเรียน
(แต่ละกล่มุ สาระการเรียนรจู้ ะมีกจิ กรรมย่อยอกี ตามความสนใจของนักเรียน)
แนวทางการจัดกจิ กรรมชุมนุม
1. ใหผ้ ู้เรยี นดาเนินกิจกรรมได้หลากหลาย ท้งั รูปแบบภายในหรือภายนอกห้องเรียน
และระยะเวลาการจดั กจิ กรรม
2. โรงเรยี นสารวจความสนใจของนกั เรยี นในการเลือกเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม
3. นักเรียนสามารถรวมกันจดั ตัง้ ชุมนมุ และเชิญครเู ป็นท่ีปรกึ ษาโดยร่วมกนั ดาเนนิ
กิจกรรมชุมนมุ ตามระเบียบปฏบิ ัติทีโ่ รงเรียนกาหนด
4. ถอดประสบการณแ์ ลกเปลี่ยนเรียนรแู้ ละเผยแพร่กจิ กรรม
5. ครูทปี่ รึกษากจิ กรรมประเมนิ ตามหลักเกณฑ์การประเมนิ
3. กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกจิ กรรมที่สง่ เสรมิ และพฒั นานักเรียน
ใหส้ ามารถพฒั นาตนเองตามธรรมชาติ และเตม็ ตามศักยภาพโดยคานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล
และพฒั นาการทางสมอง เนน้ ให้ความสาคัญท้ังความรู้ และคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จัดกิจกรรมโดยให้
ผู้เรยี นคดิ สรา้ งสรรค์ ออกแบบกจิ กรรมบาเพญ็ ประโยชน์อยา่ งหลากหลายรูปแบบ เพ่ือแสดงถงึ
ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คมในลักษณะจติ อาสา
นักเรยี นทกุ คนต้องเข้ารว่ มกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์ ดงั นี้
ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) รวม 3 ปีการศึกษา จานวน 45 ชวั่ โมง ปีการศึกษาละ
15 ชว่ั โมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) รวม 3 ปกี ารศึกษา จานวน 60 ชว่ั โมง
ปกี ารศึกษาละ 20 ชั่วโมง
แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์
การจัดกจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ สามารถเลอื กจดั กจิ กรรม หรือเข้าร่วม
กิจกรรมไดท้ งั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน ดังน้ี

358

(ต่อ)
1. จัดกิจกรรมในลักษณะบรู ณาการใน 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ และประสบการณ์ของ

นกั เรียนเอง โดยผูเ้ รยี นสามารถจดั กจิ กรรมตามองค์ความรู้ท่ีได้จากการเรยี นรแู้ ละประสบการณ์
ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมได้ ดังน้ี

1.1 จดั กิจกรรมภายในโรงเรียน
1.2 จัดกิจกรรมภายนอกโรงเรียน
2. จัดกจิ กรรมลักษณะโครงการ โครงงาน หรือกจิ กรรม หมายถงึ กจิ กรรมที่ผเู้ รยี น
นาเสนอการจัดกิจกรรมต่อโรงเรยี นเพื่อขอความเหน็ ชอบในการจดั ทาโครงการ โครงงานหรือ
กิจกรรม ซึ่งมีระยะเวลาเรมิ่ ต้นและสิน้ สุดท่ชี ัดเจน โดยสามารถจัดกิจกรรมไดด้ ังนี้
2.2 จดั กิจกรรมภายในโรงเรียน
2.2 จัดกิจกรรมภายนอกโรงเรียน
3. จดั กจิ กรรมร่วมกบั องค์กรอนื่ หมายถึง กจิ กรรมทผ่ี ้เู รียนอาสาสมัครเข้ารว่ มกิจกรรม
กับหน่วยงานหรอื องค์กรอืน่ ๆ ที่จดั กจิ กรรมในลกั ษณะเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยผ้เู รียน
สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้
3.1 รว่ มกับหนว่ ยงานอน่ื ทเ่ี ข้ามาจัดกิจกรรมในโรงเรยี น
3.2 ร่วมกบั หน่วยงานอน่ื ท่จี ัดกจิ กรรมนอกโรงเรยี น
แนวทางการประเมนิ ผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
การประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น จะต้องพิจารณาทงั้ เวลาการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
การปฏิบตั กิ ิจกรรม และผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์ท่โี รงเรียนกาหนด และให้ผลการประเมนิ เปน็
ผ่าน และ ไม่ผา่ น ดังน้ี
การประเมินกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน มี 3 ลักษณะ คอื
1. กิจกรรมแนะแนว
2. กจิ กรรมนักเรียน ประกอบดว้ ย
2.1 กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี
2.2 นกั ศกึ ษาวิชาทหาร
2.3 กิจกรรมชุมนมุ
3. กิจกรรมเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์
ให้ใช้ตวั อกั ษรแสดงผลการประเมนิ ดงั นี้
“ผ” หมายถึง ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ตามทีโ่ รงเรยี นกาหนด คอื
1. ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรม ร้อยละ 80 ขึ้นไป
2. ผู้เรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรม มผี ลงานและคุณลักษณะตามเกณฑ์ คอื ร้อยละ 80 ขน้ึ ไป

“มผ” หมายถึง ไม่ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ตามทีโ่ รงเรียนกาหนด คือ
1. ผู้เรยี นเข้าร่วมกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน โดยมีเวลาเข้ารว่ มกิจกรรม ต่ากว่าร้อยละ 80
2. ผ้เู รียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรม มีผลงานและคุณลักษณะตามเกณฑ์ คือ ต่ากวา่ รอ้ ยละ 80

359
(ต่อ)
ในกรณีท่ีผู้เรยี นไดผ้ ลการเรยี น “มผ” โรงเรยี นตอ้ งจัดซ่อมเสรมิ ให้กับผู้เรียนทากิจกรรมในส่วนที่
ผูเ้ รียนไม่ไดเ้ ขา้ ร่วมหรอื ไม่ได้ทาจนครบถ้วน แล้วจึงเปลีย่ นผลการเรยี นจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้
ทง้ั นี้ดาเนินการให้เสรจ็ ส้ินภายในภาคเรียนนั้น ๆ ยกเว้นมีเหตสุ ดุ วิสยั ใหอ้ ยู่ในดลุ พนิ ิจที่จะพจิ ารณา
ขยายเวลาออกไปอีกไม่เกนิ 1 ภาคเรยี น แต่ตอ้ งดาเนนิ การใหเ้ สรจ็ ส้นิ ในปีการศึกษานัน้

ท่ีมา โรงเรยี นบา้ นดุงวิทยา (2552 : 355 – 360)
5. การจัดทาเกณฑ์การจบหลกั สูตร
ในองค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษาให้นาเสนอเฉพาะ เกณฑ์การจบหลักสูตร

เพ่ือให้เกิดความเข้าใจและสามารถกาหนดเกณฑ์การจบได้สมบูรณ์ ผู้จัดทาจะต้องเข้าใจภาพรวมของ
การวัดการประเมินตามแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เปน็ เบอ้ื งตน้ ดงั นี้

สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทาระเบียบว่าด้วยการวัดและ
ประเมนิ ผลการเรียนรตู้ ามหลักสูตรสถานศกึ ษาใหส้ อดคลอ้ ง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ
ที่เป็นข้อกาหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้บุคลากร
ทเี่ กี่ยวข้องทุกฝา่ ยถือปฏบิ ัติรว่ มกนั (ซงึ่ จะต้องจัดทาเป็นเอกสารค่มู อื สาหรับครทู ุกคน)

ระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาเป็นกรอบ
ภาระงานและแนวปฏิบัติด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งจะต้องเช่ือมโยงกับการเรียนรู้เป็น
กระบวนการเดียวกัน สาระของระเบียบดังกล่าวกาหนดบนพื้นฐานของนโยบายด้านการเรียน
การสอนและการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสตู รสถานศึกษา หลักการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ตามหลักวิชา หลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กฎระเบียบท่ีเกี่ยวข้องและแนวปฏิบัติท่ีสถานศึกษากาหนด
เพ่ิมเติม อันจะสะท้อนมาตรฐานการปฏิบัติงานของสถานศึกษาที่สร้างความม่ันใจในกระบวนการ
ดาเนินงานและความเช่ือมั่นแก่สังคม ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมาย
การจัดการศึกษาของสถานศึกษา หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนด
วา่ การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพฒั นาปรับปรงุ การเรียนร้ขู องผเู้ รียนและตดั สินว่า
ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะความสามารถ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน
บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัดในระดับใด สามารถท่ีจะได้รับการเล่ือนช้ันเรียน หรือ
จบการศกึ ษาได้หรือไม่ สถานศึกษาในฐานะผูร้ ับผิดชอบจัดการศึกษาจะต้องจัดทาระเบียบวา่ ด้วยการ
วดั และประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคลอ้ งและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติทเ่ี ป็น
ข้อกาหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยควรมีองค์ประกอบ
ดงั ต่อไปน้ี

1. การตัดสินผลการเรียน ให้ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา โดยต้องดาเนินงานเชื่อมโยงกับ
การเรียนการสอน ผู้สอนต้องเก็บข้อมูลของผู้เรียนทุกด้านอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่องในแต่ละปี/

360
ภาคเรยี น ตลอดจนมีการสอนซอ่ มเสริมผู้เรียนในดา้ นทตี่ ้องได้รับการพัฒนา และสง่ เสริมสนบั สนนุ ใน
ดา้ นท่ีเด่น เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนไดพ้ ัฒนาเต็มตามศกั ยภาพ

การตัดสินผลการเรียนเพ่ือพิจารณาเลื่อนช้ัน กาหนดให้ระดับประถมศึกษาตัดสินผล
การเรียนปลายปีเพื่อการเล่ือนชั้นเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
เรียนเป็นหน่วยกิตให้ตัดสินผลการเรียนเป็นรายภาคเรียน เพื่อนาไปใช้ในการพิจารณาการเลื่อนชั้น
เม่ือส้ินปีการศึกษา นอกจากนี้ยังกาหนดให้มีการซ้าชั้นโดยให้คานึงถึงวฒุ ิภาวะและความรู้ความสามารถ
ของผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ

2. การให้ระดับผลการเรียนในระดับประถมศึกษา สามารถให้ระดับผลการเรียนได้หลาย
ลักษณะ ข้ึนอยู่กับดุลยพินิจของสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษากาหนดให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผล
การเรียนเป็น 8 ระดับ สาหรับการอ่าน คิดวเิ คราะห์และเขียน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ใหร้ ะดับผล
การประเมินเป็นดีเยี่ยม ดี ผ่าน และไม่ผ่าน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้ระดับผลการประเมิน
เป็นผา่ นและไม่ผ่าน

3. การรายงานผลการเรียน กาหนดให้สถานศึกษารายงานผลการเรียนให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง
และผู้เก่ยี วข้องรับทราบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

4. เกณฑ์การจบการศึกษา สถานศึกษากาหนดเกณฑ์การจบการศึกษาตามหลักสูตร
สถานศึกษาให้สอดคล้องกับเกณฑ์กลางสาหรับการจบการศึกษาระดับประถมศึกษา ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

การจบการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษา
สาหรับผู้มีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสาหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตาม
อัธยาศัย ให้คณะกรรมการสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและผู้ที่เก่ียวข้องดาเนินการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานสาหรับกลุ่มเปา้ หมายเฉพาะ

5. เอกสารหลักฐานการศึกษา กาหนดให้สถานศึกษาต้องจัดทาระเบียนแสดงผลการ
เรียน ประกาศนียบัตร และแบบรายงานผู้สาเร็จการศึกษา โดยใช้แบบพิมพ์ที่กระทรวงศึกษาธิการ
กาหนด และจัดทาเอกสารหลักฐานการศึกษาอ่ืนเพ่ิมเติมเพ่ือบันทึกผลการประเมินและข้อมูลต่างๆ
เกีย่ วกบั ผเู้ รียน

6. การเทียบโอนผลการเรียน สถานศึกษาสามารถเทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียนได้ใน
กรณีต่างๆ ได้แก่ การย้ายสถานศึกษา การศึกษาจากต่างประเทศและขอเข้าศึกษาต่อในประเทศ
การย้ายหลักสตู ร การเปล่ียนรูปแบบการศึกษา การขอกลับเข้าศึกษาต่อของผู้ท่ีออกกลางคัน ตลอดจน
การเทียบโอนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์จากแหล่งการเรียนรู้อ่ืนๆ ทั้งน้ีในการเทียบโอนผลการเรียน
สถานศึกษาเดิมต้องจดั ทาเอกสารหลกั ฐานการศึกษาใหผ้ เู้ รียนเพื่อนาไปแสดงต่อสถานศึกษาแห่งใหม่

7. การประเมินคุณภาพผู้เรียน สถานศกึ ษาต้องจัดให้ผู้เรียนได้เข้ารับการประเมินระดับเขต
พนื้ ท่ีการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระดบั ชาติด้วย เพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูลและสารสนเทศของผู้เรยี นท่ี
จะนาไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนและการวางแผนพัฒนาคุณภ าพการศึกษาของสถานศึกษา
ต่อไป นอกจากนี้ สถานศกึ ษาอาจเพ่มิ เติมประเด็นอ่ืนๆ ตามความเหมาะสม

361

เอกสารแนะนาสาหรบั ศึกษารายละเอยี ดการวัดและการประเมินผล
“แนวปฏิบตั ิการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษา
ชน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551” จัดทาโดย สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา

สานกั คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2552
ตัวอยา่ งเกณฑก์ ารจบการศึกษาระดับประถมศกึ ษา

โรงเรยี นบ้านโคกสว่างนาดี อาเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
เกณฑก์ ารจบชัน้ ประถมศกึ ษา
1. ผ้เู รียนเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐาน จานวน 5,160 ชัว่ โมง และรายวชิ าเพม่ิ เติม จานวน
120 ช่ัวโมง และมีผลการประเมินรายวิชาพืน้ ฐานผ่านทุกวชิ า
2. ผเู้ รยี นต้องมีผลการประเมินการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น ระดับ “ผ่าน” ข้ึนไป
4. ผเู้ รยี นต้องมีผลการประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ระดับ “ผ่าน” ขึน้ ไป
5. ผู้เรยี นต้องเข้ารว่ มกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น และไดร้ บั การตัดสินผลการเรยี น ระดบั
“ผ่าน” ทกุ กิจกรรม

ท่มี า โรงเรียนโคกสวา่ งนาดี (2552 : 92)
ตัวอย่างเกณฑ์การจบการศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
โรงเรียนบ้านดุงวิทยา อาเภอบ้านดุง จงั หวัดอดุ รธานี

เกณฑ์การจบมัธยมศกึ ษาตอนต้น
1. ผ้เู รยี นเรียนรายวิชาพนื้ ฐาน และรายวชิ าเพ่มิ เติม จานวน 81 หน่วยกิต โดยเปน็
รายวชิ าพ้ืนฐานจานวน 66 หน่วยกิต และรายวชิ าเพิ่มเติมจานวน 15 หนว่ ยกิต
2. ผู้เรยี นต้องได้หนว่ ยกติ ตลอดหลกั สตู ร ไมน่ อ้ ยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวชิ า
พนื้ ฐานจานวน 66 หนว่ ยกิต และรายวิชาเพิม่ เติม ไม่น้อยกวา่ 11 หน่วยกติ
3. ผูเ้ รียนตอ้ งมผี ลการประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขยี น ระดบั “ผ่าน” ขนึ้ ไป
(ร้อยละ 60 ขึน้ ไป)
4. ผ้เู รยี นตอ้ งมผี ลการประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ระดบั “ผา่ น” ข้นึ ไป
(ร้อยละ 60 ขน้ึ ไป)
5. ผเู้ รียนต้องเขา้ ร่วมกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน และไดร้ ับการตัดสนิ ผลการเรยี น ระดับ
“ผ่าน” ทกุ กิจกรรม
ท่ีมา โรงเรียนบ้านดงุ วิทยา (2552 : 362)

362
ตัวอยา่ งเกณฑก์ ารจบการศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

โรงเรยี นบ้านดงุ วิทยา อาเภอบ้านดุง จงั หวดั อดุ รธานี
เกณฑ์การจบมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
1. ผู้เรียนเรยี นรายวิชาพืน้ ฐาน และรายวชิ าเพ่มิ เติม จานวน 81 หนว่ ยกิต โดยเปน็
รายวชิ าพน้ื ฐานจานวน 41 หนว่ ยกติ และรายวิชาเพมิ่ เติม จานวนไม่น้อยกว่า 42 หนว่ ยกติ
2. ผ้เู รียนต้องไดห้ นว่ ยกิตตลอดหลกั สตู ร ไม่นอ้ ยกว่า 77 หนว่ ยกิต โดยเป็นรายวิชา
พ้นื ฐานจานวน 41 หนว่ ยกิต และรายวิชาเพิ่มเติม ไม่น้อยกวา่ 36 หนว่ ยกติ
3. ผเู้ รยี นต้องมผี ลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี น ระดับ “ผา่ น” ขึ้นไป
(ร้อยละ 60 ขน้ึ ไป)
4. ผู้เรยี นตอ้ งมีผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ระดับ “ผ่าน” ขนึ้ ไป
(ร้อยละ 60 ขน้ึ ไป)
5. ผเู้ รยี นตอ้ งเขา้ รว่ มกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น และได้รับการตัดสินผลการเรยี น ระดับ
“ผา่ น”ทท่มี กุ ากจิ โกรรงรเรมียนบ้านดงุ วทิ ยา , 2552 : 363

การตรวจสอบคุณภาพหลกั สตู รสถานศึกษา

สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552 : 1-24) ได้จัดทาแนวทางการตรวจสอบ
องค์ประกอบหลกั สูตรสถานศึกษา โดยกล่าวว่า การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นการจัดทาเอกสาร
ในระดับโรงเรียน โดยองค์คณะบุคคลได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน คณะกรรมการ
บริหารหลักสูตรและงานวิชาการ เมื่อจัดทาเอกสารหลักสูตรโรงเรียนเสร็จเรียบร้อย การตรวจสอบ
คุณภาพหลกั สูตรสถานศกึ ษาเบื้องต้น คือการตรวจสอบเอกสารหลกั สูตรสถานศกึ ษาซ่ึงมวี ัตถปุ ระสงค์
สาคัญ 2 ประการคอื

1. เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงส่ิงท่ีพบในองค์ประกอบหลักสูตร การตรวจสอบในลักษณะน้ี
สามารถทาในขณะท่ีกาลังยกร่างเอกสารหลักสูตรหรือในขณะท่ีนาหลักสูตรไปใช้ เพื่อพิจารณาว่า
องค์ประกอบของหลักสูตรท่ีจัดทามีความเหมาะสมและสอดคล้องเพียงใด เพื่อหาแนวทางแก้ไขและ
ปรับปรุงใหด้ ีขึน้

2. เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยตัดสินใจของผู้บริหาร ก่อนการนาหลักสูตรไปใช้ เพื่อพิจารณา
วา่ หลักสูตรท่ียกร่างหรือจัดทามีความครอบคลุมหรือไม่ และเม่ือโรงเรียนใช้หลักสูตรไปได้ระยะหนึ่ง
ควรนาข้อมูลในส่วนน้ีไปสรุปรวมกบั การประเมินคณุ ภาพของหลกั สตู รว่า มีคณุ ภาพดีมากน้อยเพียงไร
บรรลุตามมาตรฐานและตัวช้ีวัดที่แกนกลางกาหนดหรือไม่ และเหมาะสมจะนาหลักสูตรนี้ไปใช้ต่อ
หรือไม่

วิธดี าเนนิ การ
1. สร้างความเข้าใจและช้ีแจงวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรให้
บุคลากรในโรงเรยี นและผู้ท่ีเกย่ี วขอ้ งทราบอย่างทัว่ ถึง

363

2. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและผู้เก่ียวข้อง
ตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรโรงเรยี น ดาเนนิ การตรวจสอบเปน็ รายบคุ คล

3. โรงเรียนนาผลการตรวจสอบ มาอภิปรายร่วมกันและสรุปเป็นภาพรวมของโรงเรียน
และพิจารณาหาแนวทางปรับปรุง และพัฒนาหลกั สตู รโรงเรยี นใหม้ คี ณุ ภาพย่งิ ขน้ึ

แนวทางการตรวจสอบองค์ประกอบหลกั สตู รโรงเรยี น
ก า ร ต ร ว จ ส อ บ พิ จ า ร ณ า อ งค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ งห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ทุ ก อ งค์ ป ร ะ ก อ บ มี
ดงั รายละเอียดในการพจิ ารณา ดังน้ี
1 ส่วนนา

1.1 ความนา แสดงความเช่ือมโยงระหว่างหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบหลักสูตรระดับทอ้ งถน่ิ จดุ เนน้ และความตอ้ งการ ของโรงเรยี น

1.2 วสิ ัยทัศน์
1.2.1 แสดงภาพอนาคตของผู้เรียนท่ีสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 อย่างชัดเจน
1.2.2 แสดงภาพอนาคตของผูเ้ รียนสอดคลอ้ งกบั กรอบหลักสูตรระดบั ท้องถิ่น
1.2.3 แสดงภาพอนาคตของผู้เรียน ครอบคลุมสภาพความต้องการของ

โรงเรียน ชุมชน ทอ้ งถน่ิ
1.2.4 มีความชัดเจนสามารถปฏบิ ตั ิได้

1.3 สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน มีความสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

1.4 คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.4.1 มีความสอดคล้องกับหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช

2551
1.4.2 มคี วามสอดคล้องกับเปา้ หมายจุดเน้นกรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ิน
1.4.3 สอดคล้องกบั วสิ ยั ทัศนข์ องโรงเรียน

2. โครงสร้างเวลาเรยี นของหลักสูตรโรงเรียน
2.1 มีการระบุรายวิชาพ้ืนฐานทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งระบุเวลาเรียน

และ/หรอื หนว่ ยกติ
2.2 มีการระบุรายวิชาเพ่ิมเติมหรือกิจกรรมเพ่ิมเติมท่ีสถานศึกษากาหนดพร้อม

ท้ังระบเุ วลาเรยี นและ/หรือหน่วยกติ
2.3 มีการระบุกิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนพรอ้ มทงั้ ระบุเวลาเรยี น
2.4 เวลาเรียนรวมของหลักสูตรโรงเรียนสอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนตาม

หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
2.5 มีการกาหนดโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ไวอ้ ย่างชัดเจน
2.6 มีการระบรุ หสั วิชา ชอื่ รายวิชา จานวนเวลาเรยี นและ/หรือหน่วยกิต ไวอ้ ยา่ ง

ถกู ตอ้ งชดั เจน
2.7 รายวชิ าเพม่ิ เติม/กิจกรรมเพ่มิ เติมสอดคล้องกับวิสยั ทัศนข์ องโรงเรยี น

364
3. คาอธิบายรายวชิ า

3.1 มีการระบุรหัสวิชา ชื่อรายวิชา และ ชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ ไว้อย่างถูกต้อง
ชัดเจน

3.2 มีการระบุช้ันปีท่ีสอนและจานวนเวลาเรียนและ/หรือหน่วยกิต ไว้อย่างถูกต้อง
ชัดเจน

3.3 การเขียนคาอธิบายรายวิชา เขียนเป็นความเรียง โดยระบุองค์ความรู้ ทักษะ
กระบวนการ และคณุ ลักษณะหรือเจตคตทิ ี่ตอ้ งการ

3.4 มกี ารจดั ทาคาอธบิ ายรายวิชาพ้ืนฐานครอบคลุมตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
3.5 มกี ารระบรุ หสั ตัวช้วี ดั ในรายวิชาพื้นฐาน และจานวนรวมของตัวชี้วดั
3.6 มกี ารระบุผลการเรียนรู้ ในรายวิชาเพ่มิ เตมิ และจานวนรวมของผลการเรยี นรู้
3.7 มีการกาหนดสาระการเรียนรทู้ ้องถิ่นสอดแทรกอยู่ในคาอธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน
หรอื รายวชิ าเพม่ิ เติม
4. กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
4.1 จัดกิจกรรมทั้ง 3 กิจกรรมตามที่กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
4.2 จัดเวลาท้ัง 3 กิจกรรมสอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนท่ีหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
4.3 มแี นวทางการจดั กจิ กรรมทช่ี ัดเจน
4.4 มแี นวทางการประเมินกจิ กรรมที่ชดั เจน
5. เกณฑ์การจบหลักสูตร
5.1 มีการกาหนดเกณฑ์การประเมินรายวิชาพ้ืนฐานครบ 8 กลุ่มสาระและรายวิชา
เพิ่มเตมิ ตามโครงสร้างเวลาเรียนทีก่ าหนด
5.2 มกี ารกาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ การอ่านคดิ วิเคราะห์ และเขียน
5.3 มกี ารกาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
5.4 มกี ารกาหนดเกณฑ์การผา่ นกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน
แนวทางในการตรวจสอบองค์ประกอบในเอกสารหลกั สตู รสถานศกึ ษา เพ่ือใหท้ ราบจดุ เด่น
จุดที่ควรพัฒนาปรับปรุงแก้ไข ให้เอกสารหลักสูตรของโรงเรียนมีความสอดคล้องกับหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 และบริบทของโรงเรียน สานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานได้กาหนดแบบตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้โรงเรยี นได้ถือ
ปฏบิ ัติ ดังน้ี

365

แบบตรวจสอบองค์ประกอบหลักสตู รสถานศึกษา
โรงเรียน …….……………………….. อาเภอ ………………………. จงั หวดั ……...............…
สังกดั ……………………………………………………………………………………………….......…...
คาชแ้ี จง
ให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้ท่ีเกี่ยวข้อง
ดาเนนิ การตรวจสอบองค์ประกอบหลักสตู รโรงเรียน ตามลาดับดังน้ี
1. ตรวจสอบองคป์ ระกอบหลักสูตรโรงเรยี นตามรายการที่กาหนด แล้วเขียนเคร่ืองหมาย
ลงในชอ่ งผลการตรวจสอบตามความเปน็ จริง
2. บันทึกแนวทางในการปรบั ปรงุ /แกไ้ ขเพอื่ ใหโ้ รงเรยี นนาไปใช้ประโยชนใ์ นการปรับปรงุ
และพัฒนาหลกั สูตรโรงเรยี นตอ่ ไป
3. สรุปผลการตรวจสอบภาพรวมองค์ประกอบหลกั สูตรโรงเรียน โดยเขียนเครื่องหมาย
 ลงในตารางแสดงผล การตรวจสอบภาพรวมองค์ประกอบหลักสตู รโรงเรียน
4. หากมขี อ้ คิดเหน็ หรือขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ ใหบ้ นั ทึกลงในช่องวา่ งท่กี าหนดให้

366

ส่วนที่ 1

ประเมินองคป์ ระกอบของหลักสตู รโรงเรยี น
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551

รายการ ผลการตรวจสอบ ข้อเสนอแนะ
1 สว่ นนา ปรากฏ ไมป่ รากฏ ปรบั ปรุง/แก้ไข

1.1 ความนา
แสดงความเชื่อมโยงระหวา่ งหลักสตู ร

แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กรอบหลักสูตรระดบั ท้องถนิ่ จุดเนน้ และความ
ตอ้ งการ ของโรงเรยี น

1.2 วิสยั ทศั น์
1.2.1 แสดงภาพอนาคตของผเู้ รยี นท่ี

สอดคลอ้ งกับวิสัยทศั น์ของหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 อยา่ ง
ชัดเจน

1.2.2 แสดงภาพอนาคตของผเู้ รยี น
สอดคล้องกับกรอบหลกั สตู รระดบั ท้องถ่ิน

1.2.3 แสดงภาพอนาคตของผเู้ รียน
ครอบคลุมสภาพความตอ้ งการของโรงเรียน ชุมชน
ท้องถ่ิน

1.2.4 มีความชัดเจนสามารถปฏิบัติได้
1.3 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน

มคี วามสอดคลอ้ งกบั หลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

1.4 คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1.4.1 มคี วามสอดคลอ้ งกับหลกั สตู ร

แกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

367

(ตอ่ )

รายการ ผลการตรวจสอบ ขอ้ เสนอแนะ
ปรากฏ ไม่ปรากฏ ปรบั ปรงุ /แกไ้ ข
1.4.2 มีความสอดคลอ้ งกับเปา้ หมาย
จดุ เน้นกรอบหลกั สูตรระดบั ท้องถน่ิ
1.4.3 สอดคลอ้ งกบั วิสยั ทศั น์ของ
โรงเรียน
2. โครงสรา้ งเวลาเรียนของหลักสูตรโรงเรียน
2.1 มีการระบุรายวิชาพน้ื ฐานทั้ง 8 กลุ่ม

สาระการเรียนรู้ พร้อมท้ังระบเุ วลาเรียนและ/หรือ
หน่วยกิต
2.2 มกี ารระบุรายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรม
เพ่ิมเติมทีส่ ถานศึกษากาหนดพร้อมท้ังระบุเวลา
เรียนและ/หรือหนว่ ยกิต
2.3 มกี ารระบุกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียนพร้อม
ท้ังระบุเวลาเรียน
2.4 เวลาเรยี นรวมของหลกั สตู รโรงเรียน
สอดคลอ้ งกบั โครงสรา้ งเวลาเรยี นตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช
2551

2.5 มกี ารกาหนดโครงสร้างกล่มุ สาระ
การเรยี นรู้ ไว้อย่างชัดเจน
2.6 มีการระบรุ หสั วชิ า ชอ่ื รายวิชา จานวน
เวลาเรยี นและ/หรอื หนว่ ยกิต ไว้อย่างถกู ต้อง
ชดั เจน
2.7 รายวิชาเพ่มิ เตมิ /กจิ กรรมเพ่มิ เตมิ
สอดคลอ้ งกบั วสิ ัยทศั น์ของโรงเรยี น
3. คาอธิบายรายวชิ า

3.1 มกี ารระบรุ หสั วชิ า ชอ่ื รายวิชา และช่อื
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ไวอ้ ยา่ งถกู ต้องชดั เจน
3.2 มีการระบุชั้นปีที่สอนและจานวนเวลา
เรียนและ/หรือหนว่ ยกติ ไว้อย่างถกู ต้องชัดเจน

368

(ต่อ) ผลการตรวจสอบ ข้อเสนอแนะ
ปรากฏ ไมป่ รากฏ ปรบั ปรุง/แกไ้ ข
รายการ
3.3 การเขยี นคาอธบิ ายรายวชิ า เขยี นเป็น
ความเรียง โดยระบอุ งคค์ วามรู้ ทกั ษะกระบวนการ
และคณุ ลักษณะหรือเจตคติทีต่ ้องการ
3.4 มีการจดั ทาคาอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
ครอบคลุมตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
3.5 มกี ารระบรุ หัสตัวชวี้ ดั ในรายวิชา
พืน้ ฐาน และจานวนรวมของตัวชีว้ ดั
3.6 มีการระบุผลการเรยี นรู้ ในรายวชิ า
เพ่ิมเติม และจานวนรวมของผลการเรียนรู้
3.7 มกี ารกาหนดสาระการเรียนรู้ท้องถ่นิ
สอดแทรกอยู่ในคาอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐานหรอื
รายวชิ าเพ่มิ เตมิ
4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
4.1 จดั กิจกรรมท้ัง 3 กจิ กรรมตามท่ี
กาหนดไว้ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
4.2 จดั เวลาทัง้ 3 กิจกรรมสอดคล้องกับ
โครงสรา้ งเวลาเรยี นท่ีหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
4.3 มแี นวทางการจัดกิจกรรมท่ีชัดเจน
4.4 มีแนวทางการประเมนิ กจิ กรรมที่
ชดั เจน
5. เกณฑ์การจบหลักสูตร
5.1 มกี ารกาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ
รายวชิ าพนื้ ฐานครบ 8 กลุ่มสาระและรายวิชา
เพิม่ เติมตามโครงสร้างเวลาเรียนที่กาหนด

369

(ต่อ)

รายการ ผลการตรวจสอบ ข้อเสนอแนะ
5.2 มกี ารกาหนดเกณฑ์การประเมิน ปรากฏ ไม่ปรากฏ ปรับปรุง/แก้ไข
การอา่ นคิดวิเคราะห์ และเขียน
5.3 มีการกาหนดเกณฑก์ ารประเมิน
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
5.4 มีการกาหนดเกณฑก์ ารผ่านกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน

เกณฑ์การตรวจสอบ
ผ่าน หมายถงึ ผลการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรโรงเรียนปรากฏข้อมูลครบ
ตามรายการท่ีกาหนดทุกรายการ
ควรรับปรงุ หมายถึง ผลการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรโรงเรียนปรากฏข้อมูลไม่
ครบหรอื ขาดบางรายการท่กี าหนด

ลงนาม ………………………………… ผ้ตู รวจสอบ
( …………………………….... )

ตาแหน่ง ...................................................
………/………../………

370

สว่ นที่ 2

สรุปผลการตรวจสอบภาพรวมองคป์ ระกอบหลักสูตรโรงเรียน
โรงเรยี น..............................................................อาเภอ....................................

สานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา………………… เขต …..

ตอนที่ 1 ตารางแสดงผล การตรวจสอบภาพรวมองคป์ ระกอบหลกั สูตรโรงเรียน

ที่ รายการตรวจสอบโรงเรียน ผลการตรวจสอบองคป์ ระกอบหลักสูตร
โรงเรยี น
1 สว่ นนา
2 โครงสรา้ งเวลาเรียนของหลักสูตรโรงเรยี น ผา่ น ควรปรบั ปรงุ
3 คาอธบิ ายรายวชิ า
4 กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน
5 เกณฑ์การจบหลกั สูตร

สรุปผลการตรวจสอบภาพรวม

ตอนที่ 2 สรุปผลการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรโรงเรียน จุดเด่น จุดที่ต้องเพ่ิมเติม
และพัฒนา

จุดเด่นของหลักสูตรโรงเรยี น
…………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………….…………………….……
……………………………………………………………………………………………………….…………………….
…………………………………………………………………………………………………….……………………….

371
(ต่อ)

จุดทีต่ อ้ งเพิ่มเติม /พฒั นา
1. ส่วนนา

1.1 ความนา
………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 วสิ ยั ทศั น์โรงเรยี น
………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.4 คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. โครงสรา้ งเวลาเรยี นของหลักสูตรโรงเรยี น

………………………………………………………………………………………………..………………………………
......………………………………………………………………………………………………………….........................
3. คาอธิบายรายวิชา

………………………………………………………………………………………………..………………………………
......………………………………………………………………………………………………………….........................
……………………………………………………………………………………………………..........................…………
4. กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน

………………………………………………………………………………………………..………………………………
......………………………………………………………………………………………………………….........................
……………………….................................................................................……………………………….......
5. เกณฑก์ ารจบหลกั สตู ร

………………………………………………………………………………………………..………………………………
......………………………………………………………………………………………………………….........................
……………………….................................................................................……………………………….......

.................................... ผูร้ บั รองข้อมล
(...................................)
ตาแหนง่ .................................................................

372

นอกจากกระทรวงศึกษาธิการโดยสานักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษาได้เสนอกรอบ
การประเมินหลักสูตรฉบับร่างให้โรงเรียนได้นาไปใช้ในการประเมินเอกสารหลักสูตรช่ึงนาเสนอไว้
เฉพาะตัวเอกสารหลักสูตรสถานศึกษา ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2556 : 245 -256) ได้เสนอแบบประเมิน
เอกสารหลักสูตรที่มุ่งไปท่ีกลุ่มสาระการเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบประเมินที่ให้ค่าคะแนนประกอบ
และกล่าวถึงการประเมินหลักสูตรก่อนนาไปใช้ อาจใช้แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) โดยนา
รายการประเมินซ่ึงโรงเรียนสามารถนาปรับใช้กับการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ดงั ตวั อย่างท่ีจะเสนอตอ่ ไปน้ี

แบบประเมินหลักสตู รสถานศกึ ษา
กลุม่ สาระการเรยี นรู้………………………..โรงเรียน…………………………..
ตาบล………………………..อาเภอ……………….จงั หวดั ………………………

************************
คาชแ้ี จง
1. แบบประเมนิ นใ้ี ช้สาหรบั ประเมนิ คณุ ภาพหลักสตู รสถานศกึ ษาของกลมุ่ สาระ

การเรียนรู้ ซงึ่ มรี ายการทจ่ี ะประเมิน ดังน้ี
1.1 วิสัยทศั น์กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
1.2 คุณภาพผขู้ องผเู้ รียน
1.3 โครงสร้างหลักสูตร
1.4 ตวั ชี้วัด
1.5 สาระการเรียนรู้
1.6 คาอธบิ ายรายวิชา
1.7 หนว่ ยการเรียนรู้
1.8 การวดั และประเมินผล
2. วิธีการประเมิน ให้ผู้ประเมินพิจารณาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้แล้วประเมินตาม
รายการที่กาหนดไว้ในข้อ 1 ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด โดยเขียนเคร่ืองหมาย  ในช่องระดับ
การประเมินทต่ี รงกับความเป็นจริง ตามเกณฑต์ อ่ ไปน้ี
5 หมายถงึ มีคุณลกั ษณะตามรายการนนั้ ร้อยละ 80 -100
4 หมายถงึ มีคณุ ลกั ษณะตามรายการน้ันร้อยละ 70 -79
3 หมายถงึ มคี ุณลกั ษณะตามรายการน้นั รอ้ ยละ 60 -69
2 หมายถึง มีคณุ ลกั ษณะตามรายการน้ันร้อยละ 50 -69
1 หมายถงึ มคี ุณลกั ษณะตามรายการนนั้ น้อยกวา่ รอ้ ยละ 50
3. ให้ผู้ประเมนิ นาผลการประเมินมาหาคา่ เฉลี่ย แล้วสรปุ ผลการประเมินในแต่ละรายการ
โดยเขียนเคร่ืองหมาย ใน โดยใช้เกณฑพ์ ิจารณาตอ่ ไปน้ี
ค่าคะแนนเฉลย่ี 4.50 – 5.00 หมายถึง ดีมาก
ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง ดี

373

ค่าคะแนนเฉล่ยี 2.50 – 3.49 หมายถึง พอใช้
ค่าคะแนนเฉล่ยี 1.00 – 2.49 หมายถงึ ปรับปรงุ

1. วสิ ยั ทัศนก์ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้

รายการ ระดับการประเมิน
5 4 32 1
วสิ ัยทัศนก์ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้
1. สอดคลอ้ งกบั วิสยั ทัศน์ของสถานศกึ ษา (80- (70- (60- (50- (นอ้ ยกว่า
2. สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาตแิ ละลักษณะเฉพาะของ 100%) 79%) 69%) 59%) 50%)
กลุ่มสาระการเรียนรู้
3. แสดงเปา้ หมายท่ีคาดว่าจะเกิดกับผเู้ รียนไว้ ดีมาก ดี
อยา่ งชดั เจน พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
4. แสดงกระบวนการการจดั การเรียนรู้ของกล่มุ
สาระการเรยี นรู้
5. นาไปปฏบิ ัตใิ ห้บรรลุผลไดจ้ ริง
รวม
คะแนนเฉลยี่
สรุปผล

ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

374

2. คณุ ภาพผ้เู รยี น

รายการ ระดบั การประเมิน
5 432 1
คุณภาพผ้เู รียน…..……..
1. สอดคลอ้ งกับวสิ ยั ทัศน์ของสถานศึกษาและ (80- (70- (60- (50- (นอ้ ยกวา่
วสิ ยั ทัศนข์ องกลุ่มสาระการเรียนรู้ 100%) 79%) 69%) 59%) 50%)
2. สอดคล้องกบั สภาพ ความตอ้ งการของชมุ ชนและ
ท้องถนิ่ ดมี าก ดี
3. เหมาะสมกับระดับวุฒภิ าวะและพฒั นาการของ พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
ผูเ้ รยี นในช่วงชน้ั
4. ครอบคลุมดา้ นพุทธพิ สิ ยั จิตพิสัย ทักษะพิสัยและ
กระบวนการ
5. นาไปปฏบิ ัติใหบ้ รรลุผลได้
รวม
คะแนนเฉลี่ย
สรุปผล

ข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

375

3. โครงสร้างหลักสูตร

รายการ ระดบั การประเมิน 1
5 43 2 (นอ้ ยกว่า
โครงสร้างหลกั สตู ร…….. 50%)
1. สอดคลอ้ งกบั วสิ ัยทศั น์ของกลุ่มสาระ (80- (70- (60- (50-
การเรยี นรู้ 100%) 79%) 69%) 59%)
2. มีรายวิชาพ้นื ฐานครอบคลมุ มาตรฐาน
การเรยี นรู้ท่ีหลักสตู รแกนกลางการศึกษา ดมี าก ดี
ขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดไว้ พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
3. มรี ายวชิ าเพ่ิมเตมิ สอดคล้องกับความตอ้ งการ
ของผู้เรียน ชมุ ชน และศักยภาพของสถานศกึ ษา
4. กาหนดสัดสว่ นเวลาเรยี นสาระการเรียนรู้
พื้นฐานและสาระการเรียนรเู้ พ่มิ เติมไวอ้ ย่าง
เหมาะสม
5. กาหนดเวลาเรยี นในแต่ละรายวิชาไวอ้ ยา่ ง
เหมาะสม
รวม
คะแนนเฉลี่ย
สรุปผล

ข้อเสนอแนะเพิ่มเตมิ
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

376

4. ตวั ช้ีวดั

รายการ ระดบั การประเมิน
5 432 1
ตัวชว้ี ดั ……..
1. สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรู้ (80- (70- (60- (50- (นอ้ ยกวา่
2. ครอบคลุมพฤตกิ รรมดา้ นพุทธิพสิ ยั จติ พสิ ยั 100%) 79%) 69%) 59%) 50%)
ทักษะพสิ ัยและกระบวนการ
3. สอดคล้องกบั พัฒนาการและความตอ้ งของผู้เรียน ดมี าก ดี
4. สอดคลอ้ งและต่อเนื่องกัน พอใช้ ควรปรับปรงุ
5. ผ้เู รียนสามารถเรียนร้ใู หบ้ รรลไุ ด้
รวม
คะแนนเฉลย่ี
สรปุ ผล

ขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

377

5. สาระการเรียนรู้

รายการ ระดบั การประเมิน
5 432 1
สาระการเรียนรู้……..
1. มีสาระการเรียนรู้พืน้ ฐานครบถ้วนตามมาตรฐาน (80- (70- (60- (50- (น้อยกวา่
การเรยี นรู้ทก่ี าหนด 100%) 79%) 69%) 59%) 50%)
2. มีสาระการเรียนรู้เพ่ิมเติมท่สี อดคล้องกบั ศักยภาพ
ของผเู้ รียน และความต้องการของทอ้ งถน่ิ ดมี าก ดี
3. สอดคล้องและครอบคลมุ มาตรฐานการเรียนรู้ พอใช้ ควรปรับปรุง
4. สอดคล้องกบั วฒุ ิภาวะและพัฒนาการของผเู้ รยี น
5. ต่อเนอื่ งและไม่ซ้าซอ้ นกันของแตล่ ะช้นั
รวม
คะแนนเฉลีย่
สรุปผล

ขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

378

6. คาอธบิ ายรายวชิ า

รายการ ระดบั การประเมิน 1
543 2 (นอ้ ยกว่า
คาอธบิ ายรายวิชา…….. 50%)
1. ครอบคลุมตวั ช้ีวดั (80- (70- (60- (50-
2. ครอบคลุมสาระการเรยี นรู้ 100%) 79%) 69%) 59%)
3. มีเวลาเรยี นหรอื หน่วยกติ เหมาะสมกับตวั ช้ีวดั
และสาระการเรียนรู้ ดมี าก ดี
4. นาไปจดั ทาหนว่ ยการเรียนรูไ้ ด้ พอใช้ ควรปรับปรุง
รวม
คะแนนเฉลยี่
สรปุ ผล

ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

379

7. หน่วยการเรยี นรู้

รายการ ระดับการประเมนิ
5 4 32 1
หน่วยการเรยี นรู้……..
1. แตล่ ะหนว่ ยการเรียนรู้สมั พันธแ์ ละตอ่ เนื่องกนั (80- (70- (60- (50- (นอ้ ยกวา่
2. มกี ารบูรณาการในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ 100%) 79%) 69%) 59%) 50%)
3. มีการบรู ณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรยี นรู้
4. มกี ารบรู ณาการกับชีวิตจริงของผเู้ รียน ดมี าก ดี
5. มเี วลาเรยี นหรอื จานวนหน่วยกติ เหมาะสมและ พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
สอดคลอ้ งกับสาระการเรยี นรู้
6. นาไปจัดทาแผนการจดั การเรียนรูไ้ ด้
รวม
คะแนนเฉล่ีย
สรปุ ผล

ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เติม
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

380

8. การวดั และประเมินผล

ระดบั การประเมนิ
5 432 1
รายการ
(80- (70- (60- (50- (นอ้ ยกว่า
100%) 79%) 69%) 59%) 50%)

การวดั และประเมนิ ผล……..
1. มกี ารกาหนดให้ใชว้ ิธกี ารวัดผลและประเมนิ ผล
ควบคูไ่ ปกบั กจิ กรรมการเรียนรู้
2. มีวธิ กี ารวัดและประเมินผลท่ีหลากหลายและเน้น
การปฏบิ ตั จิ ริง
3. มีวธิ ีการวดั และประเมินผลเหมาะสมกับ
ธรรมชาตแิ ละลักษณะเฉพาะของกลมุ่ สาระการเรียนรู้
4. เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี น พ่อแม่หรอื ผปู้ กครองและ
บคุ คลในชมุ ชนได้มสี ว่ นรว่ มในการวดั ผลและ
ประเมินผลการเรยี นรู้
รวม
คะแนนเฉลี่ย
ดีมาก ดี
สรุปผล พอใช้ ควรปรับปรุง

ข้อเสนอแนะเพมิ่ เตมิ
………………………………………….……………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
………………………………………………………………….………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..

381

สรปุ ผลการประเมินหลกั สตู รโดยรวม
สรุปผลการประเมนิ หลักสูตรโดยรวม ใช้เกณฑ์พจิ ารณาตัดสนิ คุณภาพหลกั สตู ร ดงั นี้

ค่าคะแนนเฉลยี่ 4.50 – 5.00 หมายถงึ หลกั สตู รมีคณุ ภาพดมี าก
คา่ คะแนนเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึงหลกั สตู รมคี ุณภาพดี
คา่ คะแนนเฉลยี่ 2.50 – 3.49 หมายถงึ หลักสูตรมคี ณุ ภาพพอใช้
ค่าคะแนนเฉลยี่ 1.00 – 2.49 หมายถงึ หลักสูตรมคี ุณภาพปรบั ปรงุ

รายการประเมิน คะแนนรวม คะแนนเฉล่ยี ระดบั คุณภาพหลกั สตู ร
1. วิสยั ทัศน์กลุม่ สาระการเรียนรู้ ดมี าก
2. คณุ ภาพผู้เรียน ดี
3. โครงสร้างหลักสตู ร พอใช้
4. ตวั ชีว้ ดั ปรับปรุง
5. สาระการเรียนรู้
6. คาอธบิ ายรายวิชา
7. หนว่ ยการเรียนรู้
8. การวัดและประเมินผล
รวม

ลงชือ่ ……………………………………………….ผู้ประเมนิ
(………………………………………………..)

วนั ท่ี............เดอื น.............................พ.ศ...............


Click to View FlipBook Version