The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orawan Nimtalung, 2022-06-19 02:44:52

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

การพัฒนาหลักสูตร รุ่งทิวา อุดร

180

7. การจัดสรรงบประมาณ โดยคานึงถึงการใช้หลักสูตรเป็นสิ่งสาคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า
อาคารสถานที่

8. การจัดโครงการในการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน ตั้งแต่ผู้สอน ผู้เรียน เจ้าหน้าที่
นักการภารโรง รวมท้ังผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคลในชุมชน หน่วยงานทางราชการและเอกสาร
ทเี่ กีย่ วข้อง และผ้ปู กครองนกั เรยี น ใหเ้ ข้าใจการเปลย่ี นแปลงการจัดการศึกษาในยคุ ปฏริ ูปการศึกษา

2. งานดาเนนิ การเรยี นการสอนตามหลกั สูตร
งานที่สาคัญที่สุดในระบบการพัฒนาหลักสูตรคือการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร จากหลักสูตร

ท่ีเป็นเอกสารสู่การนาไปปฏิบัติจริงในห้องเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการจัดประสบการณ์
ตามเป้าหมายของหลักสูตร ซ่ึงมีผู้บริหารเป็นตัวสนับสนุนให้บริหารงานวิชาการทั้งน้ีเพื่ อเกิด
ความคล่องตัวในการใช้หลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบท และความต้องการของชุมชนท้องถ่ิน โดยมี
ขอบขา่ ยในการดาเนนิ งานดังน้ี

1. การปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพท้องถนิ่ เพ่ือให้หลักสูตรมีความสอดคล้อง
กับ ส ภ าพท้ องถิ่ น แล ะสน องค วามต้ องการของผู้ เรีย น จึงค วรได้ มี กา รป รับ ป รุงห ลั กสู ตรก ลางให้
เหมาะสมกบั สภาพของทอ้ งถน่ิ

2. การบรหิ ารงานวชิ าการ (รุจิร์ ภู่สาระ และจนั ทรานี สงวนนา, 2545 : 154-172) เสนอแนะ
ดังนี้

2.1 การจัดช้ันเรียน หรอื การจัดกลุ่มผู้เรียน ทาได้หลายลักษณะขึ้นอยกู่ ับกิจกรรม
ทกี่ าหนดไวใ้ นแตล่ ะกล่มุ สาระการเรยี นและนโยบายของโรงเรียนซ่งึ มีแนวทางจัดชนั้ เรยี น ดงั น้ี

2.1.1 จัดกลุ่มผู้เรียนเป็นชั้น การจัดกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ง่ายและสะดวก
ทุกฝา่ ยเขา้ ใจตรงกัน จึงเป็นทน่ี ยิ มในการจัดการเรียนการสอนมาก

2.1.2 จัดกลุ่มผู้เรียนตามความสามารถ วิธีการจัดการแบบนี้ไม่คานึงถึง
อายุของผู้เรียน แต่คานึงถึงความสามารถของผู้เรียนท่ีมีอยู่ใกลเ้ คียงกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน วิธีการ
คดั เลอื กอาจทดสอบด้วยการใชแ้ บบทดสอบคัดเลือก การใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ของผูเ้ รียน
ในช้นั เรยี นตอนต้น ๆ

2.1.3 จัดกลุ่มผู้เรียนตามความสนใจ การจัดกลุ่มแบบน้ี หมายถึงผู้เรียน
สนใจวิชาใดก็อาจรวมกลมุ่ กันใหโ้ รงเรียนจัดประสบการณ์การเรียนให้ เป็นการจดั กลุ่มทคี่ านึงถงึ หลัก
จิตวิทยาท่ีว่า ผู้เรียนย่อมเรียนได้ดีถ้ามีความสนใจที่จะเรียน การจัดกลุ่มวิชาให้ผู้เรียนเลือกตาม
ความสนใจ นบั ว่าเป็นการจดั ที่ตอบสนองความถนัดและความสนใจของบุคคล

2.2 การจดั ครูเขา้ สอน มแี นวทางการจดั ครเู ขา้ สอน ดงั น้ี
2.2.1 การจัดผู้สอนประจาชั้น เป็นการจัดที่ทาคู่กับการจัดกลุ่มผู้เรียนแบบมีชั้น

โดยปกตกิ ารบรรจผุ ู้สอนมักจะยึดเกณฑ์ให้พอดีกับจานวนชั้นและในแต่ละชั้นจะกาหนดจานวนผเู้ รยี น
ไวด้ ้วย

2.2.2 การจัดครูแนะแนว เพื่อให้คาแนะนาในการจัดกลุ่มสาระการเรียนรู้
การเลือกวิชาทส่ี นใจ การซ่อมเสริมส่วนที่บกพร่อง นอกจากน้ันยังช่วยเสนอแนะการจัดกจิ กรรมเพ่ือ

181
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ร่วมมือกับครูประจาช้ันในการจัดกิจกรรมวิชาการนอกห้องเรียน
การประสานงานกบั ผู้ปกครองและภารกิจอน่ื ๆ ทีค่ รแู นะแนวจะปฏิบัติได้ตามขอบเขตของความรบั ผิดชอบ

2.2.3 การจัดครูประจากลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูประจากลุ่มสาระการเรียนรู้น้ี
มักจะเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ในกลุ่มวิชาน้ันๆ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงาน
อาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ การจัดครูประจากลุ่มสาระการเรียนรู้จะทาให้ผู้เรียน
ได้รบั ทราบสาระการเรยี นรู้ ประสบการณ์ แนวคดิ จากครูอย่างลึกซึ้งมากกว่าเพราะครูประจาวิชาต่าง
ก็มุ่งสอนเฉพาะวิชาของตนทาให้ขาดการผสมผสานความรู้เข้าด้วยกัน ผู้เรียนจะต้องนาไปบูรณาการเอง
ทาให้ขาดการผสมผสานความรู้เข้าด้วยกัน ถ้าครูคนเดียวสอนก็สามารถผสมผสานและตัดเน้ือหา
บางส่วนออกไปได้การจัดครูสอนประจากลุ่มสาระการเรียนรู้ อาจแก้ไขข้อจากัดนี้ได้ คือ ครูจะต้อง
วางแผนการเรยี นร้รู ่วมกัน

2.2.4 การจัดครูสอนเป็นคณะ หมายถงึ การจัดครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปทาหน้าที่
วางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน สอนร่วมกัน วัดและประเมินผลร่วมกันรับผิดชอบต่อการปฏิบัติและ
พฤตกิ รรมของผเู้ รียนรว่ มกนั

2.2.5 การจัดตารางสอนหรือตารางเรียน ตารางสอนหรือตารางเรียน หมายถึง
ตารางกาหนดวิชาและเวลาท่ีเรียนในแต่ละวันตลอดสัปดาห์ เพื่อนามาใช้เป็นแนวทางในการดาเนิน
การสอน

1) ตารางส อน แบ บ ต ายตัว (Block Schedule or Traditional
Schedule) เป็นตารางท่ีมีช่วงเวลาเรียนเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเรียนวิชาใด การจัดช่วงเวลาเรียนอาจ
เรียกเป็นคาบหรือชั่วโมง ถ้าเรียกเป็นคาบจะต้องกาหนดด้วยว่า แต่ละคาบใช้เวลากี่นาทีกี่ชั่วโมง
ทง้ั นขี้ นึ้ อยู่กบั วัยและความพร้อมของผเู้ รยี น

2) ตารางสอนแบบยึดหยุ่น (Flexible Schedule) เป็นการจัดตาราง
ที่ไม่กาหนดตายตัวว่าจะมีก่ีคาบ คาบละก่ีนาที/ช่ัวโมง การจัดตารางแบบนี้มาจากความคิดท่ีว่า
เน้ือหาวิชา กิจกรรมต่างๆ ใช้เวลาและความพยายามในการเรียนต่างกันเป็นการจัดตารางท่ีเน้น
ผเู้ รียนเป็นสาคญั โดยยดึ หลกั จิตวทิ ยาการเรยี นรู้ และจิตวทิ ยาพฒั นาการของผูเ้ รยี น

3. การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเอกสารสาคัญท่ีสุดสาหรับครูท่ีจะใช้สอน
เพื่อให้บรรลุผลตามหลักสูตร เพราะแผนการจัดการเรียนรู้จะบอกถึงส่ิงที่จะต้องสอน กระบวนการสอน
และกาหนดเวลาในการสอนไว้อย่างครบถ้วน ในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องนาหลักสูตร
มาวเิ คราะห์ และอาจจัดทาเป็นหน่วยการเรยี นแล้วเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ใหส้ อดคล้องกับสภาพ
ของท้องถ่ิน ซึ่งบุคลากรทางการศึกษาในท้องถ่ินนั้นๆ อาจมีส่วนร่วมด้วย ซ่ึง รุจิร์ ภู่สาระ และ
จันทรานี สงวนนาม (2545) เสนอแนะว่าการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ครูจะต้องวางแผน
การจัดการเรียนรู้ให้ครอบคลุมสาระการเรียนรู้และให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมบรรลุตามจุดมุ่งหมาย
ทก่ี าหนดไวใ้ นหลกั สตู ร

4. การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นส่วนสาคัญท่ีจะช่วย
ให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ท่ีเรียนได้เป็นอย่างดี ในการจัดกิจกรรมแต่ละคร้ังจะต้องพิจารณาถึง
จุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ว่าการสอนในครั้งน้ันๆ มีจุดประสงค์

182

การเรียนรู้สาคัญอย่างไร การท่ีจะให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น จะต้องให้ผู้เรียนทา
กิจกรรมอะไรบ้าง บางคร้ังการที่จะให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ใดจุดมุ่งหมายหนึ่ง อาจจะ
สามารถจัดกิจกรรมได้หลายๆ ชนิด แต่ละชนิดอาจจะแตกต่างกันในเร่ืองของการใช้เวลา การใช้
แรงงาน การใช้ทรพั ยากร ตลอดถึงการใชง้ บประมาณ

5. การวัดและประเมินผลการเรยี นการสอน การวัดผลประเมินผลเป็นส่วนท่ีจะใช้ในการ
พิจารณาตัดสินว่าผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายของการสอนท่ีกาหนดไว้หรือไม่เพียงใดการวัดผล
ประเมินผลจึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนการสอนซึ่งจาเป็นต้องจัดให้เป็น
ระบบท่ีชัดเจน เหมาะสม เพ่ือประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลของการเรยี นการสอนอันเป็นสว่ นสาคัญ
ของการนาหลกั สตู รไปใช้

3. งานสนับสนนุ และสง่ เสริมการใช้หลักสตู ร
การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตรเป็นส่ิงจาเป็นประการหนึ่งท่ีผู้บริหารสถานศึกษา

และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต้องทาหน้าที่ ในการนิเทศและการติดตามผลการใช้หลักสูตร โดยเฉพาะ
หน่วยงานส่วนกลางในฐานะผู้พัฒนาหลักสูตร ควรมีการจัดเจ้าหน้าท่ีไปให้คาแนะนาเก่ียวกับการใช้
หลักสูตรให้แก่โรงเรียนระหว่างข้ันตอนการใช้หลักสูตร และติดตามผลการใช้หลักสูตรในโรงเรียน
ว่าได้ดาเนินไปด้วยความถูกต้องหรือไม่ หรือมีปัญหาใดบ้างจะได้หาทางปรับปรุงแก้ไข ในส่วนของ
ผู้บริหารศึกษามีความจาเป็นอย่างยิ่งในการนิเทศ ติดตามให้คาปรึกษาแก่คณะครูในการใช้หลักสูตร
ทั้งนี้เพื่อการนาหลักสูตรไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง รุจิร์ ภู่สาระ และจันทรานี สงวนนาม
(2545) ไดส้ รปุ หลกั การในการนเิ ทศการใช้หลกั สูตรไว้ ดังนี้

1. ช่วยให้ผู้สอนและบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องเข้าใจหลักการ และจุดมุ่งหมายท่ีแท้จริงของ
หลักสูตร วิธีการนิเทศใช้การประชุมช้ีแจงปรึกษาหารือ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแสดง
ความคดิ เหน็ ตอ่ การใช้หลกั สูตร

2. กระต้นุ ให้ผ้สู อนเป็นผูน้ าทางวิชาการให้แกผ่ ้เู รยี นและชุมชนท่อี ยู่ใกล้เคียง
3. ชว่ ยใหผ้ ู้สอนกลา้ แสดงออกในการอภปิ รายปัญหาตา่ งๆ ทีเ่ กดิ จากการนาหลักสตู รไปใช้
4. ช่วยทาใหก้ ารพัฒนาหลกั สูตรสถานศกึ ษาเปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
5. จัดกิจกรรมอื่นๆ ทีส่ ่งเสรมิ งานวชิ าการ ได้แก่

5.1 การให้รางวัลชมเชยแก่ผู้ท่ีมีพฤติกรรมดีเด่นหรือเปล่ียนแปลงพฤติกรรมไป
ในทางทีด่ ีข้ึน

5.2 กาหนดนโยบายการให้การบ้านผเู้ รียนให้ชัดเจนว่าควรทาหรือไม่ ถา้ จัดทาควร
จดั รปู แบบใดทจี่ ะทาให้ผู้เรียนรกั ในการศกึ ษาคน้ ควา้ มากกวา่ เป็นภาระทั้งของผ้เู รยี นและผปู้ กครอง

5.3 จดั กิจกรรมสง่ เสรมิ ในด้านคณุ ธรรม จริยธรรมนอกเหนือจากกจิ กรรมที่ผ้สู อนจัด
ในช้นั เรียน

5.4 จดั สร้างเครือข่ายวิชาการภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบทางเทคโนโลยีเข้ามา
ให้ผู้เรยี นได้เรยี นรู้

183
วัชรี บูรณสิงห์ (2544 : 125-134) ได้เสนอแนะว่า วิธีการที่จะช่วยให้ผู้บริหารสนใจว่า
ผู้สอนในโรงเรยี นสามารถแปลงหลักสูตรไปสู่การสอนไดแ้ ละสามารถนาแผนการจัดการเรยี นรู้ไปใช้ได้
อย่างดี มปี ระสทิ ธิภาพกค็ ือ การนิเทศการใชห้ ลกั สูตรและการสอนซงึ่ มรี ายละเอียด ดังนี้
1. ความจาเป็นในการนิเทศการใช้หลกั สตู ร

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าความสาเร็จของการใช้หลักสูตรน้ันข้ึนอยู่กับผู้สอนซ่ึงผู้สอน
ต้องทาความเข้าใจหลักสูตร ใช้หลักสูตรเป็น และสามารถแปลงหลักสูตรไปสู่การสอนได้แต่ในทาง
ปฏิบัติตามความเป็นจริง ปรากฏวา่ หลักสูตรและเอกสารประกอบหลักสตู รมักจะถูกใช้อยู่ในวงจากัด
ผู้สอนมักจะใช้หลักสูตรน้อยหรืออาจจะไม่ได้ใช้เลย หรือผู้สอนบางคนอาจจะไม่เคยเห็นหลักสูตร
คดิ ว่าแบบเรยี นคอื หลักสตู ร ถ้าสอนได้จบตามหลักสูตร ดังนน้ั ผูบ้ รหิ ารจงึ จาเป็นตอ้ งทาการนเิ ทศการ
ใช้หลักสูตรเป็นผู้นาการใช้หลักสูตร ควบคุมดแู ล และสง่ เสริมให้ผู้สอนใช้หลกั สูตรให้ถูกตอ้ ง เพอื่ ให้
ผู้เรียนมผี ลการเรียนบรรลจุ ุดม่งุ หมายของหลกั สูตรทีก่ าหนดไว้

2. บทบาทของผบู้ รหิ ารในการนิเทศการใชห้ ลักสูตร
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาเปน็ บุคคลที่สาคญั ทส่ี ดุ ในการเป็นผนู้ าการใชห้ ลักสูตรจึงมีบทบาท

ท่สี าคญั ในการดาเนินการ ดังนี้
2.1 แนะนาและส่งเสริมให้ผู้สอนทุกคนในโรงเรียนได้รู้จัก เข้าใจและใช้หลักสูตรให้

เปน็ โดยจะต้องจัดให้มกี ารประชมุ ชีแ้ จง และปฏิบัตกิ ารตามหลักสูตรอย่างนอ้ ยปีละ 1 ครงั้
2.2 จัดให้มีเอกสารหลักสูตรให้ครบถ้วนและมีจานวนเพียงพอท่ีจะให้ผู้สอนใช้ได้

อย่างสะดวก เอกสารหลักสูตรต่าง ๆ นั้น ควรได้รับการตรวจสอบทุกปีการศึกษาเพื่อโรงเรยี นจะได้
จัดหาเพิ่มเติมและตัดส่วนที่ล้าสมัยออก นอกจากนี้หากเป็นไปได้ควรจัดให้มีบริการให้คา
ปรกึ ษาหารอื เกย่ี วกับการใชห้ ลกั สูตรสาหรบั ผ้สู อนทต่ี อ้ งการความชว่ ยเหลอื

2.3 จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเก่ียวกับการทาแผนการจัดการเรียนให้ผู้สอน
ได้มคี วามรูแ้ ละทาได้อย่างถูกต้อง

2.4 ควบคุมและตรวจสอบการทาแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนทุกคนและ
ทุกรายวชิ า

2.5 ใหผ้ ู้สอนเข้าสอนตลอดเวลา
2.6 กากับ ติดตาม และส่งเสริมใหผ้ ู้สอนดาเนินการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไป
ตามแผนการจัดการเรยี นรู้
2.7 จัดระบบการนิเทศการใช้หลักสูตรและการนิเทศอย่างสม่าเสมอ
2.8 คิดคน้ เทคนิคและเครอ่ื งมอื ในการนเิ ทศให้เกดิ ประสทิ ธิภาพ
2.9 ประเมนิ ผลการนเิ ทศการใช้หลักสูตรของผู้สอนและพยายามหาทางปรับปรงุ งาน
อยูเ่ สมอ
3. วิธีการนเิ ทศการใช้หลกั สตู ร
เป้าหมายของการนิเทศการใช้หลักสูตร คือ การดูแลให้ผู้สอนสามารถนาหลักสูตรไป
ใช้ได้อย่างเหมาะสมถกู ต้อง การนิเทศติดตามดูแลการใช้หลักสูตรของผู้สอนอย่างสม่าเสมอจะช่วยให้
ผู้บริหารสามารถแก้ไขปัญหาการใช้หลักสูตรได้อย่างทันท่วงที และช่วยทาให้นาไปสู่การพัฒนาวิธี
ปฏบิ ัติทเ่ี หมาะสมตอ่ ไป วธิ กี ารนเิ ทศและติดตามการใชห้ ลักสตู รมหี ลายวธิ ี ดงั น้ี

184
3.1 การเย่ียมชมช้ันเรียน การตรวจดูสภาพการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนใน
ห้องเรียนนั้น ผู้บริหารสามารถทาได้ง่าย เป็นปกติและทาได้อย่างสม่าเสมอ ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่มี
ประสบการณ์ในการบริหารมานานย่อมทราบถึงข้อเท็จจริงและสภาพการณ์ต่างๆ ในห้องเรียนได้เป็น
อย่างดี แม้แต่เพียงเดินผ่านหน้าห้องเรียน สภาพต่างๆ เหล่าน้ันจะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจได้ทันทีว่า
ผู้สอนใชห้ ลกั สตู รได้ถูกตอ้ งหรอื ไม่
3.2 การสังเกตพฤติกรรมของผู้สอน พฤติกรรมของผู้สอนหรือการแสดงออกของ
ผู้สอนทัง้ ในและนอกห้องเรียนสามารถใช้เป็นเคร่ืองบ่งบอกถงึ การใชห้ ลกั สตู รของผู้สอนได้
3.3. การสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พฤติกรรมของผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน
จะเปน็ ตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การจัดการเรยี นการสอนของผู้สอนเป็นอยา่ งไรการใช้หลักสูตรของโรงเรียน
บรรลุจุดหมายตามท่ีได้ตั้งไว้หรือไม่ หากพฤติกรรมของผู้เรียนไม่เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตร
ผบู้ ริหารจะตอ้ งปรับพฤติกรรมการบริหารหลักสูตรของตนและปรับพฤติกรรมการสอนของผู้สอนด้วย
วิธกี ารต่าง ๆ
3.4 ตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนล่วงหน้าก่อนที่ผู้สอนนาไปใช้สอน
จริงว่าวางแผนได้ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องตามหลักสูตรหรอื ไม่ และตามผลว่าผูส้ อนไดจ้ ัดกจิ กรรม
การเรยี นการสอนตามทบี่ นั ทกึ ไวห้ รอื ไม่
3.5 การรับฟังข้อมูลจากบุคคลอ่ืนๆ เช่น ผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์หรือแม้แต่
บุคลากรอ่ืนๆ ในโรงเรียน การรบั ฟังขอ้ มูลตา่ งๆ เหล่าน้ันจะช่วยให้เห็นปัญหาหรอื ขอ้ เท็จจริงเกี่ยวกับ
การจัดการศึกษาของโรงเรียน ซ่ึงจะเป็นทางหน่ึงท่ีทาให้ทราบถึงการใช้หลักสูตรว่ามีประสิทธิภาพ
หรือไม่
3.6. สังเกตจากผลการปฏิบัติงานของผู้สอน รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน
ว่าจะนาไปสูจ่ ดุ หมายของหลกั สตู รมากนอ้ ยเพียงใด
4. การจัดต้ังศูนย์วิชาการเพ่ือสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตร ภารกิจที่สาคัญอีก
อย่างหนึ่งของหน่วยงานส่วนกลาง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาหลักสูตรก็คือ การจัดต้ังศูนย์วิชาการที่จะช่วย
ส่งเสริมสนับสนุนผู้ใช้หลักสูตรให้ดาเนินการใช้หลักสูตรด้วยความมั่นใจศูนย์วิชาการดังกล่าวน้ีอา จ
จัดเปน็ ลักษณะของศูนยใ์ ห้บรกิ าร แนะนา ชว่ ยเหลอื หรอื จดั ตงั้ โรงเรียนตวั อยา่ ง
จากแนวคิดข้างต้นจะเหน็ ได้วา่ งานหลักท้งั 3 งานของการนาหลักสูตรไปใช้ คอื งานบริหาร
และบริการหลักสตู ร งานดาเนนิ การเรียนการสอนตามหลักสตู ร และงานสนับสนุนและส่งเสริมการใช้
หลักสูตรน้ันเป็นงานที่ครอบคลุมขอบข่ายทั้งหมดของการใช้หลักสูตรการนาหลักสูตรไปใช้จึงนับเป็น
องค์ประกอบท่ีสาคัญ เพราะเป็นกระบวนการที่นาหลักสูตรสู่การปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนการสอน
นับเป็นหัวใจสาคัญของการนาหลักสูตรไปใช้ หลักสูตรจะสัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายของผู้สร้าง
หลักสูตรมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการสอนของครู ขณะเดียวกันการสอนของครูต้องยึดจุดมุ่งหมาย
ของหลกั สตู รเพื่อพฒั นาใหผ้ ู้เรียนมคี ณุ ลกั ษณะตามทหี่ ลักสูตรกาหนดไว้

185

บทบาทหนา้ ทีข่ องผบู้ ริหารสถาน ก าและครูผู้สอนในการนาหลกั สตู รไปใช้

1. บทบาทหนา้ ท่ีของผู้บริหารสถาน ก าในการใชห้ ลกั สูตร
จากภาระหน้าที่หลักของผู้บริหารสถานศึกษาอันได้แก่ งานบริหารและบริการหลักสูตร

งานดาเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร และงานสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตรให้มี
ประสิทธิภาพบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ผู้บริหารต้องมีวิธีการในการควบคุมและส่งเสริม
การใช้หลักสูตรของบคุ คลการในโรงเรียน ดังน้ี (อมรา เล็กเรงิ สินธุ,์ 2540:150-152)

1. การสง่ เสรมิ ให้เกดิ ความเข้าใจ
ผู้บริหารจาเป็นจะต้องรับบทบาทผู้นาการใช้หลักสูตร จะต้องมีการประชุมชี้แจง

ทบทวนการปฏิบตั ติ ามหลักการ จดุ หมายของหลกั สตู ร และจุดมุง่ หมายของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ต่างๆ
โดยผู้บริหารต้องมีการประชุมชี้แจงและปฏิบัติการเตรียมการใช้หลักสูตรอย่างน้อย ปีละ 1 คร้ัง
ก่อนเริ่มปีการศึกษา รวมทั้งประชาสัมพันธ์หลักสูตรใหม่ให้ผู้ปกครองและผู้เรียนได้ทราบ เพ่ือจะได้
สง่ เสริมใหก้ ารใชห้ ลกั สูตรเกดิ ผลดยี ิ่งข้ึน

2. การบรกิ ารเกี่ยวกบั หลกั สตู ร
เอกสารหลักสูตรประกอบด้วย เอกสารหลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร คู่มือการวัดผล

ประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชาต่างๆ และเอกสารอ่ืนๆ ควรจัดไว้ในที่ท่ีผู้สอนทุกคนสามารถ
หยิบนาไปใช้ได้สะดวก ซึ่งวัชรี บูรณสิงห์ (2544 : 47-49) เสนอว่าการให้บริการและการจัดทาวัสดุ
หลักสูตรนัน้ ผู้บริหารในฐานะผู้นาการใช้หลกั สูตร ซ่งึ นอกจากจะต้องทาความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักสูตร
แล้วยังตอ้ งทาหน้าท่ีในการบริหารหลักสูตรด้วย ในหน้าท่ีนี้งานแรกและเป็นงานที่สาคัญกอ่ นเร่ิมงาน
อย่างอน่ื ๆ กค็ ือ การหาวิธกี ารทจ่ี ะทาใหผ้ สู้ อนและผเู้ กีย่ วขอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจในหลักสูตรกิจกรรม
ท่ีสามารถทาได้มีหลายวิธี เช่น อาจใช้วิธีช้ีแจงให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร อาจเรียกประชุมชี้แจง
หรือจดั บรรยาย อบรมหรือสมั มนาเกีย่ วกับความรู้ทางด้านหลักสตู รและแนวทางปฏิบตั ิ รวมตลอดท้ัง
การประชมุ เชงิ ปฏิบตั ใิ นการแปลงหลักสตู รไปสูก่ ารสอน

นอกจากนี้ผู้บริหารจึงต้องให้บริการและสนับสนุนในการจัดให้มีการทาวัสดุหลักสูตร
ด้วย ซ่งึ วัสดุประกอบหลักสูตรคือสิ่งต่างๆ ท่ีนามาใช้ประกอบกับหลกั สูตรเพื่อให้ผลของการเรียนการสอน
บรรลถุ งึ จุดหมายของหลักสตู รประกอบด้วย

2.1 เอกสารประกอบหลักสูตร ได้แก่ หนังสือเรียน คมู่ ือการใช้หลักสูตร คู่มือการวัด
ประเมินผลการเรียน คู่มือการจัดกิจกรรม คู่มือการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ คู่มือการบรหิ ารจัดการ
แนะแนว คู่มือการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน คู่มือการบริหารหลักสูตรคู่มือผู้สอน คู่มือผู้ปกครอง
และเอกสารอื่นทใ่ี ชป้ ระกอบหลักสูตร

2.2 สื่อการเรียนการสอน ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนการสอน หนังสือ
ส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่านเพิ่มเติม แบบฝึก บทเรียนสาเร็จรูป ใบงานและอุปกรณ์การสอน เช่น
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน บทเรียนอิเลคทรอนิคส์ บทเรียนออนไลน์ ชุดการสอน เป็นตน้

การให้บริการด้านวัสดุหลักสูตรนี้ ผู้บริหารจะต้องจัดหาฉบับที่เป็นปัจจุบัน ให้มี
จานวนครบถ้วนทุกประเภท และให้มีจานวนมากพอท่ีผู้สอนจะศึกษาหาความรู้และนาไปใช้ได้หาก
โรงเรยี นได้รับจากหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวข้องจานวนไมม่ ากนกั ผู้บริหารควรทาสาเนาเพ่ิมขึ้นและแจกให้แก่

186
กลุ่มสาระการเรียนรู้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยแห่งละ 1 ชุด หากกลุ่มสาระการเรียนรู้ใดมี
ผู้สอนมากอาจจะต้องให้เพ่ิมข้ึน นอกจากน้ีต้องมีการประชุมชี้แจงและทบทวนให้ผู้สอนได้ใช้และ
ใช้ให้เป็น ผู้บริหารอาจมอบหมายผู้ช่วยฝ่ายวิชาการและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ดูแล
ใหค้ าแนะนาปรึกษาแกผ่ ู้สอนด้วย

การจัดทาส่ือการเรียนการสอน ถือเป็นหน้าท่ีท่ีผู้สอนจะต้องวางแผนว่าจะใช้อะไรจะ
จัดหาโดยการจัดซื้อจัดจ้าง หรือผลิตขึ้นเองและจะนามาใช้ในการกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไร
ผสู้ อนอาจไม่มีแนวคดิ หรือไมร่ ู้จักวิธีการผลิตหรือการใช้ส่ือการเรียนการสอนหรือใช้แล้วไม่ประสบผล
ผู้บริหารควรจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ เพ่ือส่งเสริมให้มีการจัดทา ผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน
ใหม้ ีประสิทธภิ าพ กจิ กรรมที่อาจทาได้ ดงั นี้

2.2.1 กาหนดเป็นนโยบายของโรงเรียนท่ีจะให้ผู้สอนจัดหา ผลิต และใช้สื่อ
การเรยี นการสอนในแต่ละหมวดวชิ า

2.2.2 จัดสรรงบประมาณในการจดั หาและผลติ สอื่
2.2.3 ช่วยอานวยความสะดวกในด้านต่างๆ เท่าท่ีโรงเรียนจะทาได้ เช่น
ช่วยประสานงาน จดั หาผพู้ ิมพ์ตน้ ฉบับและทาสาเนา จดั หาวัสดอุ ุปกรณ์ในการจัดทา เป็นต้น
2.2.4 จัดโครงการฝึกอบรม อบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ให้ทดลองทาและ
นาไปใช้
2.2.5 เชิญวิทยากรผู้ประสบความสาเร็จในด้านการสร้าง และใช้ส่ือการเรยี น
การสอนมาเสนอผลงานและสาธติ การนาไปใชท้ ถี่ ูกตอ้ ง
2.2.6 นาผู้สอนไปศึกษาสถานที่ต่างๆ ท่ีมีการผลิตและใช้ส่ือการเรียนการสอน
ทไ่ี ดผ้ ล เพื่อย่วั ยใุ ห้ผ้สู อนสนใจและเกดิ แรงบนั ดาลใจ
2.2.7 จดั ประกวดการผลติ และการใช้ส่ือการเรียนการสอน
2.2.8 สร้างแรงจูงใจทงั้ ภายในและภายนอกดว้ ยวธิ กี ารต่างๆ
3. การบริหารเกีย่ วกบั อาคารสถานที่
เม่ือผู้สอนมีความเข้าใจหลักสูตรชัดเจนแล้ว ผู้บริหารและกรรมการวิชาการของ
สถานศึกษา จะต้องมาพิจารณาร่วมกันว่า ควรมีการปรับปรุงอาคารสถานท่ีและกาหนดใช้อย่างไร
การเรียนการสอนในบางรายวิชาอาจต้องมีห้องพิเศษ เช่น ห้องเรียนศิลป์ ห้องปฏิบัติการวิชาการงาน
อาชีพและเทคโนโลยี ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนทางภาษา ห้องพุทธศาสนา เป็นต้น ซ่ึงการ
เตรยี มสถานท่ีทด่ี ีจะช่วยใหก้ ารจัดการเรียนการสอนมีประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ
4. การสนบั สนนุ ด้านวัสดอุ ุปกรณ์และเอกสารประกอบการสอน
หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้กับผูส้ อนแต่ละรายวิชาจะต้องชว่ ยกันคิดทารายการเสนอ
ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการพิจารณาขอต้ังงบประมาณ กรรมการงบประมาณจะช่วยกันพิจารณาจัดให้ตาม
ความเหมาะสมและจาเป็น ผู้อานวยการสถานศึกษา ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการและหัวหน้ากลุ่มสาระ
การเรียนรู้จะต้องคอยควบคุมดูแลให้การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ตรงตามโครงการทีว่ างแผนไว้

187

5. การนิเทศการสอน
กระบวนการนาหลักสูตรไปใช้นั้น จุดสาคัญอย่างหน่ึงอยู่ท่ีการเรียนการสอน

การปรับปรุงวิธีสอนของผู้สอนให้ก้าวทันและสอดคล้องกับหลักสูตรเป็นวิธีการท่ีค่อนข้างจะซับซ้อน
และต้องใช้เวลาการนิเทศกันเองภายในโรงเรยี นซงึ่ อาจได้ผลในระดบั หนงึ่ ผู้บริหารจึงควรสง่ ผสู้ อนไป
เข้ารับการอบรมทางวิชาการในเร่ืองต่างๆ เช่น การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ การวจิ ัยในช้ันเรยี น การสอนซ่อมเสริม การจดั การชั้นเรียน จิตวิทยาในการจัดการ
เรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารงานวิชาการจะต้องรู้จักการกระตุ้นและสนับสนุน หาทางให้ผู้สอนเกิด
ความรสู้ ึกอยากปรับปรงุ การสอนของตนเองโดยมีผู้บรหิ ารคอยส่งเสรมิ และให้กาลังใจ

เราคงยอมรับกันว่าความสาเร็จของการบริหารหลักสูตรขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการสอนของ
ผสู้ อนและกระบวนการเรียนของผู้เรียน ดังนน้ั ผบู้ รหิ ารจงึ ต้องดูแลใหก้ ารจัดการเรยี นการสอนดาเนิน
ไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เน่ืองจากผู้สอนในโรงเรียนมีความแตกต่างกันท้ังในด้านคุณวุฒิ
ความสามารถ และประสบการณ์ต่างๆ ซึง่ จะมีผลตอ่ การจดั การเรยี นการสอนและสงิ่ ท่ีผ้เู รยี นจะไดร้ ับ
นอกจากน้ีเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการศึกษา เนื้อหา นวัตกรรมและเทคโนโลยี ความจาเป็นใน
การจัดการปรับปรุงและช่วยเหลือผู้สอนให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงต่างๆ เหล่าน้ันย่อมมีเพ่ิมมากขึ้น
ผู้บริหารจึงต้องมีบทบาทท่ีต้องนิเทศการสอน หรือจัดให้มีการนิเทศการสอนเพ่ือช่วยเหลือผู้สอนใน
ด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์หลักสูตรและตัวช้ีวัด การเลือกและปรับปรุงสาระการเรียนรู้ การพัฒนา
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล
การเรยี น เปน็ ตน้

2. บทบาทหน้าทข่ี องครูผสู้ อนในการใช้หลกั สูตร
ผู้สอนเป็นบุคคลสาคัญในการท่ีจะนาอุดมการณ์ เป้าหมายของหลักสูตรที่เป็นลายลักษณ์

อักษรไปสู่การปฏิบัติจริงให้เกิดข้ึนในตัวผู้เรียนได้ประสบผลสาเร็จหรือไม่ ผู้สอนจึงเป็นกลไกลสาคัญ
ในการแปลงหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ ฉะน้ันนอกจากผู้สอนจะต้องได้เรียนรู้ฝึกฝนและทาความเข้าใจ
ในหลักการ แนวคิด ทิศทางการพัฒนาผู้เรียน วิธีการสอน การวัดและประเมินผลของหลักสูตรอาจ
ยังคงไม่เพียงพอ ผู้สอนจะต้องเขา้ ใจและตระหนักในบทบาทหน้าที่ในการนาหลักสตู รไปสูก่ ารปฏิบัติ
ดงั น้ี

1. ศกึ ษาทาความเข้าใจกับหลกั การ จุดหมาย โครงสรา้ ง แนวดาเนนิ การของหลักสูตรใหม่
2. ศกึ ษาทาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั วิธสี อนท่ีเอือ้ ต่อหลกั สตู ร
3. คิดคน้ ควา้ และแสวงหาแนวทางและวธิ ใี หมๆ่ มาใช้จัดการเรยี นการสอน
4. ศึกษาแผนการจดั การเรียนรู้ คู่มือครู ใหเ้ ข้าใจชดั เจนก่อนทาการสอน
5. เตรียมการสอน จดั กจิ กรรมการเรียนการสอน ตามแนวหลักสูตรใหม่
6. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชวี้ ดั และเลอื กกระบวนการเรยี นการสอนท่ีเหมาะสม
และสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
7. ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน ให้เหมาะสมสอดคล้องกับตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้
และตัวผู้เรยี น

188

8. วางแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกาลสมัย และก้าวทันต่อการเปล่ียนแปลง
ของวทิ ยาการใหม่

9. ใช้แหล่งวิทยากรที่มีอยู่ในโรงเรียน ในท้องถ่ิน ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
ใหม้ าก

10. สง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียนมีความเข้าใจในชุมชนของตนและชุมชนอนื่ ๆ
11. สง่ เสรมิ ผู้เรียนเข้าไปมีสว่ นร่วมและรว่ มมือในกิจกรรมต่างๆ อนั เป็นประโยชนต์ ่อสังคม
และชุมชนของตน
อาจจะสรุปได้ว่าหลักสูตรจะถูกนาไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพหรือไม่ ผู้บริหารสถานศึกษา
ครูผู้สอนเป็นบุคคลสาคัญท่ีต้องทาหน้าท่ีให้สอดประสานกัน วัชรี บูรณสิงห์ (2544 : 47-48) ได้สรุป
บทบาทหน้าที่ทส่ี าคญั ในการใชห้ ลักสตู รของผบู้ ริหารและครผู ู้สอนได้ ดงั ตารางท่ี 8
ตารางท่ี 8 หนา้ ท่ขี องผบู้ รหิ ารและครูผ้สู อนในการใชห้ ลักสตู ร

หนา้ ท่ีของผูบ้ รหิ าร หน้าท่ีของครูผ้สู อน
1. เปน็ ผู้นาในการใชห้ ลกั สตู รและการเปลี่ยนแปลง 1. ใช้หลักสูตรตามที่ได้รบั มอบหมาย
แกไ้ ขหลกั สูตร 2. ศกึ ษาและทาความเข้าใจองคป์ ระกอบของ
2. ศกึ ษาและทาความเขา้ ใจในหลักสตู รอย่าง หลกั สตู รทุกสว่ น
กระจ่างชัดสามารถควบคุมดูแล และให้คาแนะนา
แก่ผูส้ อนให้ดาเนนิ การจนบรรลุจุดหมายของ 3. ปฏบิ ัตติ ามแนวทางที่โรงเรียนกาหนด
หลักสูตร 4. ใช้วัสดุหลกั สตู รอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
3. กาหนดมาตรการและแนวปฏบิ ตั ิในการใช้ 5. วเิ คราะหห์ ลักสูตร แปลความและตคี วาม
หลกั สตู ร หลกั สตู รสู่แนวปฏิบัตแิ ละเลอื กใชว้ ธิ ีการสอน
4. จัดหาวัสดุหลักสูตรท่ีทนั สมยั และให้มีจานวน และเทคนิคการสอนที่เหมาะสม
เพียงพอต่อจานวนผสู้ อน 6. ประเมินผลการเรียนการสอนเพื่อนาไปสู่
5. ควบคมุ ดูแลติดตามผลการใชห้ ลักสตู รสนับสนนุ การประเมนิ ผลการใชห้ ลักสตู รและการพัฒนา
ส่งเสริมและนิเทศการใช้หลักสตู รและการสอน หลกั สูตร
วธิ ีการใหก้ าลังใจและช่วยแก้ไขปัญหาทีเ่ กิดข้ึน
6. ประเมนิ ผลการใชห้ ลักสูตรและพัฒนาหลักสตู ร
สาหรบั โรงเรยี นของตน

ปั หาการนาหลักสตู รไปใช้

มีคากล่าวไว้ว่าหลักสูตรที่มีกระบวนการสร้างท่ีดีมีคุณภาพทาให้ได้หลักสูตรที่ดีคุณภาพ
มีความเชื่อมั่นว่าจะสร้างคนที่มีคุณภาพได้หรือไม่อาจจะตอบได้ยาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ท่ีตัวหลักสูตร
หากแตป่ ัญหาอยู่ท่ีการนาหลักสูตรไปใช้ ในการจัดการเรียนการสอน โดยในท่ีนี้ได้เสนอผลงานวิจัยท่ี
เกยี่ วกบั ปัญหาการนาหลกั สตู รไปใช้ดงั นี้ (ร่งุ นภา นุตราวงศแ์ ละคณะ, 2553 )

189
1. ปญั หาด้านครผู สู้ อน

1.1 ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร และขาดหลักสูตรกับเอกสาร
ประกอบหลักสูตร เช่น คู่มือการใช้หลักสูตร เป็นต้น ซ่ึงทาให้การสอนของครูไม่มีประสิทธิภาพ
เทา่ ท่ีควร

1.2 ครูไม่ยอมเปล่ียนพฤติกรรมการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร ยังคงยึดถือวิธี
สอนแบบ “ยดึ ตวั ครูเป็นศูนยก์ ลาง” ในการสอน

1.3 ครไู ม่มเี วลาศึกษาหลกั สตู รกอ่ นสอน
2. ปัญหาดา้ นผบู้ ริหารโรงเรยี น

2.1 ผูบ้ ริหารมีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรน้อย ทาให้ไม่สามารถสนับสนุนการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนไดด้ เี ทา่ ท่ีควร

2.2 ผบู้ ริหารมีความรู้ความสามารถในการนเิ ทศและการให้คาแนะนาเกยี่ วกับการใช้
หลักสูตรแกค่ รู และ/หรอื นเิ ทศนอ้ ยไมท่ ่ัวถงึ และไม่ต่อเนื่อง

2.3 ผู้บริหารไม่ได้ให้การสนับสนุนการใช้หลักสูตรของคณะครู เช่น การจัดหา
เอกสารประกอบหลักสูตรประเภทต่าง ๆ และการจัดหาจัดทาวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนให้
เพียงพอกบั ความต้องการของครู การจัดครูเข้าสอนไม่เหมาะสม การไม่ได้รบั การสนับสนุนการพัฒนา
บุคลากรในโรงเรยี น เป็นตน้

3. ปัญหาด้านศกึ ษานเิ ทศก์
ศึกษานิเทศก์นิเทศการใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่างๆ ไม่ท่ัวถึง ศึกษานิเทศก์ไม่มีความรู้

ความเขา้ ใจเก่ียวกับหลกั สตู รอย่างถอ่ งแท้ และไม่มคี วามรู้ความสามารถในการนิเทศและให้คาแนะนา
แกค่ รทู ่ีดเี ท่าท่คี วร

4. ปัญหาดา้ นหนว่ ยงานส่วนกลาง ระดบั จงั หวดั และระดับอาเภอ
4.1 สง่ เอกสารหลกั สูตรและเอกสารประกอบล่าชา้ และไมเ่ พยี งพอต่อความต้องการ

ของโรงเรยี น
4.2 ขาดการประชาสัมพันธ์หลักสูตร โดยเฉพาะกับผู้ปกครองทาให้ไม่ได้รับความ

รว่ มมอื เก่ียวกบั การใชห้ ลักสูตร
4.3 ขาดงบประมาณทจี่ ะสนบั สนุนการใชห้ ลกั สูตร
4.4 การฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการนาหลักสูตรไปใช้แก่ครูและ

บุคลากรที่เกี่ยวข้องยงั ไม่ท่ัวถึง และ/หรอื ไม่ตรงกับความต้องการของครูและบคุ ลากรทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
นอกจากนี้ ชยั วัฒน์ สุทธิรตั น์ (2556 : 274) ได้สรปุ ปญั หาการนาหลกั สตู รไปใชน้ ั้นมปี ญั หา

ทุกขั้นตอนกาใชห้ ลกั สูตรโดยเฉพาะขั้นตอนการเตรียมความพรอ้ มในการนาหลักสูตรไปใช้ ซึ่งมีปญั หา
ในการเตรียมความพรอ้ มให้ผบู้ ริหารและผู้สอน รวมทัง้ การเตรียมสื่อการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
และปัญหาระหว่างการนาหลักสูตรไปใช้ ได้แก่ ปัญหาในการนาภูมิปัญญาท้องถ่ินมาใช้ในการจัด
การเรียนรู้ ปัญหาการจัดการเรียนรู้ ปัญหาการวัดประเมินผล และปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งคือ
การนเิ ทศติดตามการใชห้ ลกั สตู รท่ีไม่เป็นปจั จุบันและต่อเน่ืองนัก

กล่าวโดยสรุปปัญหาการนาหลักสูตรไปใช้ มีปัญหาทุกข้ันการใช้หลักสูตรรวมถึงปัญหาที่
เกี่ยวข้องกับผู้ที่เก่ียวข้อง คือ ผู้สอนไม่เปล่ียนแปลงพฤติกรรมการสอน ขาดสื่อและแหล่งเรียนรู้

190
ขาดเอกสารประกอบการเรียนรู้ ผู้สอนไม่เข้าใจการวัดประเมินผลการเรียนรู้ที่ถูกต้องจึงควรมี
การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผูส้ อน มีการนิเทศติดตามการจดั การเรียนรู้ของผู้สอน จดั ทา
สื่อการเรียน และอบรมการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ครูไม่มีความมั่นใจในการนาหลักสูตรไปใช้
ผเู้ ขา้ มารว่ มทุกฝา่ ยยงั ขาดความเข้าใจในวิธีการ กระบวนการข้ันตอนการดาเนนิ งาน

บทสรปุ

บทน้ีได้กล่าวถึงระบบการพัฒนาหลักสูตรในส่วนของระบบการนาหลักสูตรไปใช้ ซึ่งเป็น
ขน้ั ตอนสาคัญในการแปลงอดุ มการณ์ เป้าหมายของหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรยี น ห้องเรยี น
ผู้บริหาร และครูผู้สอนจึงเป็นบุคคลสาคัญที่จะขับเคล่ือนหลักสูตรการใช้หลักสูตรอย่างมีประสิทธิ
ผู้บริหารมีบทบาทโดยตรงในงานบริหารและบริการหลักสูตรอันได้แก่การบริหารงานบุคคลเตรียม
บุคลากรในการใช้หลักสูตร งบประมาณ รวมไปถึงงานบริการ อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ สื่อ
การเรียนรู้อานวยความสะดวกให้แก่ครูและนกั เรียน งานดาเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร ได้แก่
งานการจัดการชั้นเรียน จัดครู/นักเรียนเข้าชั้นเรียน จัดทาตารางเรียน จัดทาแผนการสอน
งานดาเนินการสอน และการวดั และประเมนิ ผล งานสนับสนุนและสง่ เสริมการใช้หลักสูตร เพราะเมื่อ
ครูดาเนินการ ถือว่าผู้บริหารมีบทบาทสาคัญในการนิเทศ ติดตามให้คาปรกึ ษาในการใช้หลักสูตรเพ่ือ
รับทราบปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร หรือให้คาปรึกษาเพ่ือการ
ขบั เคลื่อนหลักสตู รให้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ ส่วนผสู้ อนซงึ่ เป็นผู้ทม่ี ีบทบาทหน้าที่สาคัญในการแปลง
หลักสูตรไปสู่ห้องเรียนจริงทาให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ จะต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอท้ังนี้เพื่อได้
เรยี นรู้ฝึกฝนและทาความเข้าใจในหลกั การ แนวคิด ทิศทางการพัฒนาผู้เรียน วิธีการสอน การวัดและ
ประเมินผลของหลักสูตร พร้อมตระหนักในบทบาทหน้าที่ของความเป็นครูที่เป็นท้ังผู้สร้างและผู้ใช้
หลักสูตรในขณะเดียวกันซึ่งปัญหาในระบบการพัฒนาหลักสูตรอยู่ที่ปัญหาการนาหลักสูตรไปใช้ อาจ
กล่าวได้ว่าการนาหลักสูตรไปใช้จะได้ผลบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตรหรือไม่ อยู่ท่ีความรู้ ความ
เข้าใจแนวคิดแนวปฏิบัติของหลักสูตรอย่างแท้จริงของผู้ใช้หลักสูตรและกระบวนการนิเทศติดตาม
รวมถงึ การตระหนกั ในบทบาทของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาและผสู้ อนในการใชห้ ลักสูตร

191

คาถามทบทวน

1. จงอธิบายความหมาย แนวคิด และหลักการการนาหลกั สตู รไปใช้
2. จงอธบิ ายหลกั การบริหารและบริการหลกั สูตร
3. จงเขียนสรปุ แผนภมู ิบรหิ ารและบริการหลักสูตร
4. จงอธิบายหลักเกณฑ์ในการดาเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรในประเด็น การจัด
ชน้ั เรยี น

4.1 การจัดชั้นเรียน
4.2 การจัดครูเข้าสอน
4.3 การจัดทาแผนการจดั การเรียนรู้
4.4 การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
4.5 การวดั และประเมินผลการเรยี นการสอน
5. จงยกตัวอย่างกิจกรรมทีส่ นบั สนนุ และการสง่ เสรมิ การใชห้ ลกั สูตร
6. จงอธิบายถึงความสาคัญจาเป็นของกระบวนการนิเทศการใช้หลักสูตรท่ีส่งผลต่อการ
พฒั นาคณุ ภาพการจดั การเรยี นการสอนตามหลกั สูตร
7. จงยกตัวอย่างบทบาทหน้าที่ท่ีสาคญั ของผู้บริหารสถานศึกษาในการใช้หลักสูตรให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสดุ
8. จงวิเคราะห์และยกตัวอย่างบทบาทหน้าท่ีสาคัญของผู้สอนในการใช้หลักสูตรอันส่งผล
ตอ่ ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
9. การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ท่านคิดว่าปัญหา
การนาหลกั สูตรไปใช้ไม่เกดิ ประสิทธิภาพมากนกั เพราะเหตุใด ควรแก้ปัญหาอย่างไร จงอธิบาย

192

เอกสารอ้างอิง

ชยั วัฒน์ สุทธริ ตั น์. (2556). การพั นาหลักสตู ร ทฤ สี ู่การปฏบิ ัติ. กรุงเทพมหานคร :วพี รินท์.
ธารง บวั ศรี. (2531). ทฤ หี ลักสตู ร : การออกแบบและพั นา. กรุงเทพมหานคร :

เอราวัณการพิพม.์
รุ่งนภา นตุ ราวงศ์และคณะ. (2553). รายงานสรุปผลการวิจัยนาร่องการใชห้ ลกั สูตรแกนกลาง

การ ก าขั้นพ้ืน าน พุทธ ักราช 2551 กรุงเทพมหานคร : สานักวชิ าการและมาตรฐาน
หลักสูตรสานกั งานคณะการการประถมศึกษาแห่งชาติ.
รจุ ริ ์ ภู่สาระ และจนั ทรานี สงวนนาม. (2545). การบริหารหลักสูตรในสถาน ก า.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทบุค๊ พอยท์ จากัด.
วัชรี บรู ณสงิ ห์. (2544). การบริหารหลกั สูตร. พมิ พค์ รัง้ ที่ 2 กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
สงัด อทุ รานนั ท.์ (2532). พื้น านและการพั นาหลักสูตร. พมิ พ์คร้งั ที่ 3 กรุงเทพมหานคร :
มติ รสยาม
สันติ ธรรมบารุง. (2527). หลักสูตรและการบริหารหลักสูตร. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ ิตรสยาม.
อมรา เล็กเรงิ สินธ.ุ์ (2540). หลกั สูตรและการจดั การมัธยม ก า. พมิ พ์ครง้ั ที่ 3 กรงุ เทพมหานคร :
ฝา่ ยเอกสารและตารา สถาบันราชภฎั สวนดสุ ิต.
Beauchamp, G. A.(1975). Curriculum Theory. 3 th ed. Wilmette Illinoid : The Kagg
Press.

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 7
การประเมนิ หลักสูตร

วตั ถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม

หลงั ศึกษาบทเรยี นน้แี ลว้ นกั ศกึ ษาควรมีความสามารถ ดังนี้
1. วเิ คราะห์และบอกความหมายของการประเมนิ หลกั สูตรได้
2. วิเคราะหจ์ ดุ มุ่งหมาย ลกั ษณะและระยะเวลาของการประเมินหลักสูตรได้
3. เขียนผังกราฟฟิกสรุปความรู้เก่ียวกับความหมาย จุดมุ่งหมาย ลักษณะและระยะเวลา
ของการประเมนิ หลักสูตรได้
4. วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายข้ันตอนการประเมนิ หลกั สตู รของแตล่ ะรปู แบบได้
5. วเิ คราะห์ลกั ษณะเดน่ และข้อจากดั ของการประเมินหลักสูตรแตล่ ะรูปแบบได้
6. วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างและความเหมือนของรูปแบบการประเมินหลกั สตู รได้
7. วเิ คราะหว์ ิธกี ารและเคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการประเมนิ หลักสูตรแตล่ ะระยะได้
8. อธบิ ายและยกตัวอย่างเกณฑ์การประเมินคณุ ภาพหลักสตู รได้
9. เสนอข้อคดิ สาหรับความจาเป็นในการประเมนิ หลกั สูตรได้
10. ทางานรว่ มกับผอู้ ่ืนได้และมีความรบั ผิดชอบต่องานท่ไี ด้รบั มอบหมาย

เน้อื หา

ความหมายของการประเมนิ หลักสูตร
จุดม่งุ หมายของการประเมนิ หลักสตู ร
ลักษณะสาคัญของการประเมนิ หลกั สูตร
ระยะเวลาในการประเมนิ หลกั สูตร

การประเมนิ กอ่ นการใชห้ ลกั สตู ร
การประเมินระหว่างดาเนินการใช้หลกั สตู ร
การประเมนิ หลงั การใชห้ ลกั สูตร
การประเมนิ หลักสูตรท้งั ระบบ
รปู แบบของการประเมินหลกั สูตร
รูปแบบการประเมนิ หลกั สตู รของ ไทเลอร์
รปู แบบการประเมนิ หลักสตู รของ แฮมมอนด์
รปู แบบการประเมนิ หลักสูตรของ ครอนบัค
รปู แบบการประเมินหลักสูตรของ โรเบริท์ สเตค
รูปแบบการประเมินหลักสูตรของ สตฟั เฟิลบีม
เกณฑ์การประเมนิ คณุ ภาพหลักสูตร

194

วธิ กี ารสอน

1. วิธสี อน
1.1 วธิ ีสอนแบบอภิปราย
1.2 วธิ ีสอนแบบบรรยาย
1.3 วิธีสอนแบบกลมุ่ เรยี นรู้

2. เทคนคิ การสอน
2.1 การใชค้ าถาม
2.2 การใชผ้ ังกราฟฟิก
2.3 กระบวนการกลุม่
2.4 การจัดนทิ รรศการ

3. กจิ กรรมการเรียนการสอน
ขน้ั นา
3.1 ผู้สอนนาข่าวที่เก่ียวกับการประเมินหลักสูตร ให้นักศึกษาอ่าน แล้วแสดงความ

คดิ เหน็ เก่ยี วกบั ข่าว
3.2 ผู้สอนเชื่อมโยงเนื้อหากับบทเรียน พร้อมแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ นาเสนอ

เนอื้ สาระกิจกรรมการเรยี นรูแ้ ละชิน้ งานทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในการเรยี นรคู้ ร้ังน้ีด้วย Microsoft Power Point
ขน้ั สอน
3.3 ผู้สอนบรรยายเกี่ยวกับ ความหมายของการประเมินหลักสูตรจุดมุ่งหมายของ

การประเมินหลักสูตร ลักษณะของการประเมินหลักสูตร ระยะเวลาในการประเมินหลักสูตร ด้วย
Microsoft Power Point

3.4 ผู้สอนซักถามในประเด็นสาคัญพร้อมให้นักศึกษาสรุปความรู้ ในรูปแบบของ
ผังกราฟฟิก (ความหมาย และระยะเวลาของจุดมุ่งหมาย ลักษณะ การประเมิน) โดยการศึกษา
เพ่ิมเติมดว้ ยการสืบคน้ จากเอกสารประกอบการสอน Internet ดว้ ย Smart Phone หรือ Tablet

3.5 นักศึกษาเข้ากลุ่มๆ ละ 6 คน เลือกประเด็นท่ีกลุ่มสนใจและร่วมวิเคราะห์และ
สรุปองค์ความรู้ในรูปแบบผังกราฟฟิกลงในโปสเตอร์ (กรอบในการศึกษาได้แก่ แนวคิด วิธีการและ
เครอื่ งมอื ประเมนิ ) ดงั นี้

กลุ่มที่ 1 รปู แบบการประเมนิ หลกั สูตรของ ไทเลอร์
กลุ่มที่ 2 รปู แบบการประเมนิ หลักสูตรของ แฮมมอนด์
กลุม่ ท่ี 3 รูปแบบการประเมนิ หลกั สตู รของ ครอนบัค
กลุ่มที่ 4 รปู แบบการประเมินหลักสูตรของ โรเบริท สเตล
กล่มุ ที่ 5 รูปแบบการประเมนิ หลักสูตรของ สตฟั เฟิลบมี
ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอน และ Internet ผ่าน Smart phone หรอื Tablet
3.6 ผู้สอนและนักศึกษาร่วมกันวิเคราะห์แนวคิดความเหมือนความต่างของรูปแบบ
การประเมินหลกั สตู ร 5 รูปแบบ พร้อมสรุปผ้ทู ่เี ก่ียวข้องกบั การประเมนิ หลักสตู ร
3.7 นักศึกษาแต่ละกลุ่มอ่านกระบวนการประเมินหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 โดยนาความร้เู ร่ืองรปู แบบการประเมินหลักสูตรมาวิเคราะห์ พรอ้ มนาเสนอ

195

3.8 นักศึกษาเชื่อมโยงวิธีการประเมินตามรูปแบบการประเมินที่เรียนผ่านมากับ
วิธีการประเมนิ หลกั สตู รของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 พร้อมร่วมกัน
วพิ ากษ์

ข้นั สรุป
3.9 ผู้สอนสรุปประเด็นสาคัญของรูปแบบการประเมินหลักสูตรด้วย Microsoft
Power Point พร้อมซักถาม
3.10 นกั ศกึ ษาตอบคาถามท้ายบท และบันทกึ การเรียนรู้ (Learning Log)

สอ่ื การเรียนการสอน

1. Microsoft Power Point การประเมนิ หลักสูตร
2. เอกสารประกอบการสอนการพฒั นาหลกั สตู ร
3. ข่าวการศึกษาเก่ยี วกบั การประเมินหลักสูตร
4. รายงานวิจยั การประเมินหลักสตู รชาติ
5. Internet และ Website ทางการศึกษา

การวัดและประเมินผล

หลงั ศึกษาบทเรยี นน้แี ล้ว นักศกึ ษาควรมีความสามารถ ดงั น้ี

พฤตกิ รรม วธิ ีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารผ่าน
1. วิเคราะห์และบอกความหมายของ แบบสังเกต พฤติกรรมการ
การประเมนิ หลักสตู รได้ พฤติกรรม/ แสดงออกท้ังการ
2. วิเคราะห์จดุ มุง่ หมาย ลักษณะและ แบบประเมิน ตอบคาถาม /การ
ระยะเวลาของการประเมนิ หลกั สตู รได้ ช้นิ งาน ร่วมอภปิ ราย/
3. เขียนผังกราฟฟกิ สรปุ ความรู้ การทางานกลมุ่
เก่ยี วกบั ความหมาย จดุ มงุ่ หมาย สังเกต ผา่ นเกณฑร์ ้อย
ลกั ษณะและระยะเวลาของการ การตอบ ละ 80
ประเมินหลกั สตู รได้ คาถาม ช้ินงานท่ีทา
4. วเิ คราะหแ์ ละอธิบายข้นั ตอนการ และอภปิ ราย/ สอดคล้องกับ
ประเมินหลักสูตรของแต่ละรูปแบบได้ บันทกึ การ วตั ถปุ ระสงค์
5. วเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นและขอ้ จากัด เรยี นรู้ ครอบคลุมเนอ้ื หา
ของการประเมนิ หลักสูตรแตล่ ะ (Learning เสนอความ
คิดเห็น
รูปแบบได้ Log) ชดั เจน
สง่ งานตรงเวลา
6. วิเคราะห์เปรียบเทยี บความ
แตกต่างและความเหมือนของรปู แบบ
การประเมนิ หลักสูตรได้

196

พฤตกิ รรม วิธกี าร เครือ่ งมือ เกณฑ์การผา่ น
7. วิเคราะหว์ ธิ กี ารและเครื่องมือที่ใช้ สงั เกตการตอบ แบบสังเกต ผ่านรอ้ ยละ 80
ในการประเมนิ หลกั สูตรแตล่ ะระยะได้ คาถามและ พฤติกรรม/
8. อธบิ ายและยกตัวอยา่ งเกณฑ์การ อภปิ ราย/ แบบประเมิน
ประเมนิ คุณภาพหลักสูตรได้ บันทกึ การเรยี นรู้ ชน้ิ งาน
9.เสนอขอ้ คิดสาหรับความจาเปน็ ใน (Learning Log)
การประเมนิ หลกั สูตรได้ สังเกตการทางาน
10.ทางานร่วมกับผู้อ่ืนไดแ้ ละมีความ กล่มุ
รบั ผิดชอบต่องานท่ีได้รบั มอบหมาย บนั ทึกการเรยี นรู้
(Learning Log)

บทที่ 7
การประเมินหลกั สตู ร

การประเมินหลักสูตรมีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาคุณภาพของหลักสูตรเพราะ
การประเมินหลักสูตรเป็นการพิจารณาตัดสินคุณค่าหรือคุณภาพของหลักสู ตรที่ได้รับการออกแบบ
พัฒนาข้ึนและค้นหาข้อบกพร่องของหลักสูตรว่ามีส่วนใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขเม่ือมีการประเมิน
ตรวจสอบหลกั สูตรแลว้ จะสามารถตอบคาถามไดว้ า่ หลักสตู รท่ีพฒั นาขึน้ นั้นสามารถนาไปใช้ได้ดีจริง
หรือไม่เพียงใดและผลท่ีเกิดข้ึน จากการใชห้ ลักสูตรน้ันจะเป็นอย่างไรบรรลตุ ามจดุ หมายของหลักสูตร
ท่ีกาหนดไว้หรือไม่ข้อมูลที่ได้จากการประเมินหลักสูตรน้ีจะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการพัฒนา
ปรบั ปรุงหลกั สตู รให้มคี ณุ ภาพสงู ขน้ึ ในบทนจ้ี งึ กลา่ วถงึ ระบบการประเมนิ หลักสูตร

ท ้ี ่ วถึง

# ก าขอมลู พืน้ าน •จัดทาเอกสารหลกั สูตร •* ประเมนิ เอกสารหลกั สตู ร
* ประชาสมั พันธห์ ลกั สตู ร •ประเมนิ การ ชหลกั สตู ร
ประวตั ิ ปรัช าการ ก า สงั คม *เตรียมบคุ ลากร ครู ผูปกครอง •ประเมนิ ผลสมั ฤทธขิ องหลักสูตร
วั นธรรม ทฤ กี ารเรียนรู นกั เรยี น •ประเมนิ ระบบหลกั สตู ร
ความรูเก่ยี วกับผเู รยี น ความ *แหล่งเรียนรู สื่อ อุปกรณก์ าร
ตองการสังคมชมุ ชนทองถ่นิ สอน เครอ่ื งมือประเมิน
* บรหิ ารและบริการหลักสตู ร
# รา่ งหลักสูตร * ดาเนินการสอนตามหลกั สตู ร
* นเิ ท การ ชหลักสูตร
วเิ คราะหข์ อมูลพื้น าน
กาหนดจุดม่งุ หมายของหลกั สูตร
เลือก จดั เนอ้ื หา ประสบการณ์
วิธีประเมนิ

# ทดลอง ชหลกั สูตร

ประเมินหลกั สตู รก่อนนา ป ช
ปรับปรุงหลกั สูตรกอ่ นนา ป ช

ภาพท่ี 14 ระบบการพั นาหลักสูตร

198

ความหมายของการประเมนิ หลกั สูตร

วิชัย วงษ์ใหญ่ (2523 : 192) ให้ความหมาย “การประเมินหลักสูตร ว่าเป็นการพิจารณา
คุณค่าของหลักสูตรโดยอาศัยการรวบรวมข้อมูลและใช้ข้อมูลจากการวัดในแง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่
ประเมนิ เพ่ือนามาพิจารณาร่วมกัน และสรุปว่าจะให้คุณค่าของหลักสูตรทพี่ ัฒนาข้ึนมาน้ันเป็นอย่างไร
มีคุณภาพดีหรือไม่เพียงใดหรือได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดหรือไม่ มีส่วนใดท่ีจะต้องปรับปรุง
แก้ไข”

สงัด อุทรานันท์ (2532 : 279) สรุปว่าการประเมินหลักสูตรจะทาให้ร้คู ุณค่าของหลักสตู ร
ว่าเป็นอย่างไร สามารถจะนาไปใชไ้ ด้ดีเพียงใด ผลที่ได้จากการใชห้ ลักสตู รเป็นอย่างไร ซ่ึงข้อมูลท่ีได้
จากการประเมินหลกั สูตรจะเปน็ ประโยชน์ต่อการปรบั ปรุงหลกั สตู รให้มีคุณค่าสงู ข้นึ

รุจิร์ ภู่สาระ (2545 : 143) ให้ความหมายของการประเมินหลักสูตรว่าหมายถึงประเด็น
ตอ่ ไปนี้

1. การวัดผลการปฏบิ ตั ิของผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ในเชิงปรมิ าณ
2. การเปรยี บเทียบพฤติกรรมการปฏบิ ัตขิ องผ้เู รียนกบั มาตรฐาน
3. การอธิบายและการตัดสนิ ใจเกย่ี วกบั หลกั สตู ร
4. การอธิบายการตัดสินใจเก่ียวกับหลักสูตร และการเลือกการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับ
การตดั สินใจเรอ่ื งหลักสตู ร
5. การใช้ความรู้เก่ียวกับวิชาชีพในการตัดสินใจเก่ียวกับการนาหลักสูตรไปใช้ของหลักสูตร
ต่อผู้เรียนว่ามีมากน้อยเพียงใด หลักสูตรสามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้จริงหรือไม่
ซงึ่ ข้อมลู การประเมินหลักสตู รจะไปสู่การตัดสนิ ใจทจ่ี ะปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรใหม้ ีคุณภาพสูงขึน้
จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การประเมินหลักสูตร เป็นการพิจารณาคุณค่าของหลักสูตร
ต่อผู้เรียนว่ามีมากน้อยเพียงใด หลักสูตรสามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้จริงหรือไม่
ซ่ึงขอ้ มูลการประเมนิ หลกั สูตรจะนาไปสู่การตดั สนิ ใจทีจ่ ะปรบั ปรงุ แก้ไขหลกั สูตรให้มีคณุ ภาพสงู ขน้ึ

จุดมุ่งหมายของการประเมินหลกั สูตร

นักวิชาการที่มีชื่อเสียงในสาขาหลักสูตร หลายท่าน กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการประเมิน
หลกั สตู รไว้ในลักษณะต่างๆ ดังน้ี

วิชัย วงษใ์ หญ่ (2537 : 218-219) กลา่ วว่า การประเมินหลักสูตรโดยทว่ั ๆ ไปจะมจี ุดมุ่งหมาย
ดังนี้

1. เพือ่ หาคณุ คา่ ของหลกั สูตร โดยตรวจสอบดวู ่าหลักสตู รทีพ่ ฒั นาข้นึ มานัน้ สามารถบรรลุ
ตามวัตถุประสงค์หรอื ไม่

2. เพื่อวัดผลดูว่าการวางเค้าโครงและรูปแบบระบบของหลักสูตร รวมทั้งวัสดุประกอบ
หลกั สตู ร การบริหารและบรกิ ารหลักสูตร เปน็ ไปในทางท่ถี กู ต้องแลว้ หรอื ไม่

3. การประเมินผลจากผู้เรียนเอง หรือการประเมินผลผลิตเพื่อตรวจสอบดูว่ามีลักษณะ
ทพี่ งึ ประสงค์ เป็นไปตามจดุ มุ่งหมายของหลักสูตรหรอื ไม่เพียงใด

ใจทิพย์ เช้ือรัตนพงษ์ (2539 : 192) กล่าวว่า โดยทั่วไปการประเมินหลักสูตรใดๆ ก็ตามจะ
มจี ดุ มุ่งหมายสาคัญท่ีคลา้ ยคลึงกันดังนี้ คอื

199
1. เพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขส่ิงบกพร่องท่ีพบในองค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตร
การประเมินผลในลักษณะนีม้ ักจะดาเนินในช่วงการพัฒนาหลักสูตรยังคงดาเนนิ อยู่ เพ่ือท่ีจะพิจารณา
ว่าองค์ประกอบต่างๆ ของหลักสูตร เช่น จุดหมาย โครงสร้าง เน้ือหา การวัดผล เป็นต้น ว่ามี
ความสอดคลอ้ งและเหมาะสมหรอื ไม่ สามารถนามาปฏิบตั ิในชว่ งการนาหลักสูตรไปทดลองใชห้ รือใน
ขณะท่ีการใช้หลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนกาลังดาเนินอยู่มากน้อยเพียงใดหรือได้ผลเพียงใด
และมีปญั หาอุปสรรคอะไร จะไดเ้ ป็นประโยชน์แก่นกั พฒั นาหลักสตู รและผู้ท่เี กย่ี วข้องในการปรับปรุง
เปลย่ี นแปลงองค์ประกอบตา่ ง ๆ ของหลักสูตรใหม้ คี ุณภาพดขี น้ึ ไดท้ ันท่วงที
2. เพ่ือหาทางปรับปรุงแก้ไขระบบการบริหารหลักสูตร การนิเทศกากับดูแลการจัด
กระบวนการเรียนการสอนใหม้ ีประสทิ ธภิ าพย่ิงขนึ้ การประเมนิ ผลในลกั ษณะนจ้ี ะดาเนนิ การในขณะท่ี
มกี ารนาหลักสูตรไปใช้ จะไดช้ ่วยปรบั ปรงุ หลกั สูตรให้บรรลุเปา้ หมายทว่ี างไว้
3. เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารว่าควรใช้หลกั สูตรต่อไปอีกหรือควรยกเลิกการใช้
หลักสูตรเพียงบางส่วน หรือยกเลิกท้ังหมด การประเมินผลในลักษณะนี้จะดาเนินการหลังจากที่ใช้
หลักสูตรไปแล้วระยะหนึ่งแล้วจึงประเมินสรุปผลตัดสินใจว่าหลักสตู รมีคุณภาพดีหรือไม่ดี บรรลุตาม
เปา้ หมายที่หลกั สูตรกาหนดไว้มากน้อยเพยี งใด สนองความต้องการของสังคมเพียงใด และเหมาะสม
กบั การนาไปใช้ต่อหรือไม่
4. เพื่อต้องการทราบคุณภาพของผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสูตรว่า มีการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมไปตามความมุ่งหวังของหลักสูตรหลังจากผ่านกระบวนการทางการศึกษามาแล้วหรือไม่ อย่างไร
การประเมินผลในลกั ษณะน้ีจะดาเนินการนาหลักสตู รไปใชห้ รือหลงั จากท่ีใช้หลักสูตรไปแล้วระยะหนึ่ง
กไ็ ด้
ทาบา (Taba. 1962 : 310) กล่าวว่า การประเมินผลหลักสูตร กระทาข้ึนเพ่ือศึกษา
กระบวนการต่างๆ ที่กาหนดไว้ว่าการเปล่ียนแปลงใดบ้างท่ีสอดคล้องหรือขัดแย้งกับวัตถุประสงค์
ทางการศึกษา ซึ่งการประเมิน ดังกล่าวจะครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหลักสูตรและกระบวนการ
ต่างๆ ที่เก่ียวขอ้ งซึง่ ไดแ้ ก่ จดุ ประสงค์ขอบเขตของเนอื้ หาสาระ คณุ ภาพของผู้บรหิ ารและผูใ้ ช้หลกั สูตร
สมรรถภาพของผูเ้ รยี น ความสัมพันธข์ องวิชาตา่ ง ๆ การใชส้ อ่ื และวัสดุการสอน ฯลฯ
แมคนีล (Mcneil. 1981 : 153) กล่าวว่า การประเมินหลักสูตรมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็น
เครื่องมือประกอบการตัดสินในการเลือกหลักสูตร เพ่ือนักพัฒนาหลักสูตรได้รู้ว่า ควรจะปรับปรุง
หลกั สูตรตรงไหนและอย่างไร และเพอ่ื ใหค้ รูใชห้ าคาตอบเกยี่ วกับการเรยี นรู้ของนักเรียน
สรุปได้ว่า การประเมินหลักสูตร เป็นข้ันตอนท่ีสาคัญอย่างหน่ึงของกระบวนการพัฒนา
หลักสูตร ซึ่งการประเมินหลักสูตรจะทาให้ทราบคุณภาพของผู้เรียนซ่ึงเป็นผลผลิตของหลักสูตรว่ามี
คุณลักษณะตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือไม่ และผลการประเมินหลักสูตรน้ีจะนาไปสู่การ
ตดั สนิ ใจของผู้เก่ียวข้องในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อใช้ในการปรับปรงุ แกไ้ ข หรอื อาจจะเปล่ียนแปลง
หลักสูตร

200

ลกั ณะสาคั ของการประเมนิ หลกั สตู ร

นักการศึกษาได้เสนอแนะการประเมินหลักสูตรในลักษณะต่างๆ ซ่ึงครอบคลุมการประเมิน
เอกสารหลักสูตร การประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ การประเมินผลท่ีเกิดขึ้นกับนักเรียนและการประเมิน
ระบบหลกั สตู รดังนี้

สงัด อุทรานันท์ (2532 : 279 - 280) เสนอว่าการประเมินหลักสูตรควรทาให้ครอบคลุม
ระบบของหลกั สตู รทง้ั หมดและควรประเมินให้ต่อเน่ืองกัน ดังน้นั การประเมินหลักสูตรจึงควรประเมิน
ทั้ง 4 ประเด็นสาคัญ คือการประเมินเอกสารหลักสูตร การประเมินการใช้หลักสูตร การประเมิน
สมั ฤทธิผลของหลกั สูตร และการประเมินระบบหลกั สูตร ซึง่ มีรายละเอียด ดังนี้

1. การประเมินเอกสารหลักสูตร เป็นการตรวจสอบคุณภาพขององค์ประกอบต่างๆ
ของหลักสูตร เช่น จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง เน้ือหาวิชา กิจกรรม และการวัดประเมินผล เป็นต้น
ซ่ึงมักจะประเมินคุณค่าของเอกสารหลักสูตรในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ความชัดเจน ความสอดคล้อง
ท้ังในแง่ความสอดคล้องภายในหลักสูตรและความสอดคล้องภายนอกหลักสูตร ความครอบคลุม
ความซา้ ซอ้ น ความเหมาะสม และความทันสมยั โดยใชก้ ารวิเคราะหเ์ นอ้ื หา (Content Analysis)
และใชว้ ธิ ใี หผ้ ูร้ ู้ ผู้เชี่ยวชาญหรอื ผทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งประเมิน

2. การประเมินการใช้หลักสตู ร เป็นการประเมินในส่วนท่ีเกี่ยวกับการนาเอกสารหลักสูตร
ไปใช้เพื่อศึกษาดูว่าได้ดาเนินการไปตามวิธีการและข้อกาหนดต่างๆ ท่ีให้ไว้ในหลักสูตรหรือไม่
เพียงใด การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรทาอย่างไรรวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการนา
หลักสูตรไปใช้ วิธีการประเมินอาจใชก้ ารสังเกต สัมภาษณ์ การตอบแบบสอบถามของผ้ใู ช้หลักสตู ร
ไดแ้ ก่ ครู นกั เรยี น และผ้ปู กครองของนกั เรยี น เปน็ ตน้

3. การประเมินผลสัมฤทธ์ิของหลักสูตร เป็นการประเมินในส่วนท่ีเป็นผลผลิตท่ีได้จาก
หลักสูตรซึ่งประกอบด้วย สัมฤทธิ์ผลของนักเรียนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น ความรู้
ความสามารถในเน้ือหาวชิ า บคุ ลกิ ลักษณะ พฤติกรรมทางด้านศลี ธรรมจรรยา เป็นต้น

4. การประเมินระบบหลักสูตร เป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบพร้อมกันไปไม่ว่าจะ
เป็นเอกสารหลักสูตร การใช้หลักสูตร สัมฤทธิผลของนักเรียน และสิ่งที่เอ้ืออานวยต่อการเรียน
การสอนท้ังหมด เช่น การบริหาร การจัดสภาพแวดล้อม วัสดุอุปกรณ์ อาจารย์ นักเรียน และ
เจา้ หน้าทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

ใจทพิ ย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539:193) สรุปว่าการประเมินหลักสูตรน้ัน ควรทาให้ครอบคลุม
ระบบของหลักสูตรทั้งหมดและควรจะประเมินให้ต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ เพื่อลดปัญหาอันเน่ืองมาจาก
ข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของหลักสูตรที่อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัยและในระยะเวลาต่างกัน
การประเมินหลกั สตู รตามเวลาและจดุ มุง่ หมายของการประเมินจงึ แบง่ ออกเปน็ 3 ระยะ ดังน้ี

ระยะที่ 1 การประเมินหลักสูตรก่อนนาหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินตรวจสอบความเป็น
ไปได้ของหลักสูตรฉบับร่าง เพ่ือพิจารณาว่าเอกสารหลักสูตรมีข้อบกพร่องอะไรบ้างเพ่ือนาไปปรับปรุง
แก้ไขให้ดีข้ึน

ระยะที่ 2 การประเมินหลักสูตรระหว่างใช้หลักสูตร เป็นการประเมินระหว่างท่ีมีการ
ดาเนินใช้หลักสูตรเพ่ือตรวจสอบความก้าวหน้าหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จะได้นามาปรับปรุงแก้ไขได้

201
ทันท่วงที เชน่ ประเมนิ กระบวนการใช้หลักสูตรในดา้ นการบริหาร การจัดการหลักสูตร การนิเทศและ
การจัดการการเรยี นรู้

ระยะท่ี 3 การประเมินหลักสูตรหลังการนาหลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินหลักสูตรท้ัง
ระบบเพอ่ื สรุปผลตดั สนิ ว่าหลักสูตรท่พี ัฒนาขนึ้ นน้ั ควรจะดาเนินการใช้ต่อไปหรือควรปรับปรุงแก้ไขให้
ดียิ่งขึน้ หรือควรยกเลิกการนาไปใชอ้ กี

กาเย่ (Gagne, 1967:19-20) มีความเห็นว่า สิ่งท่ีสาคัญของการประเมินหลักสูตรก็คือ
หาวิธีตรวจสอบความเหมาะสมของการเลือกและการจัดเนื้อหา เพ่ือจะได้ทราบว่าเนอ้ื หาบางตอนใน
หลักสูตรน้ันไม่ส่งเสริมการเรียนร้ขู องนักเรียน ทาให้เด็กเกิดความสับสนหรอื ทาให้เด็กเรียนรู้ไดช้ ้าลง
หรือไม่ การจัดลาดับเนื้อหาในหลักสูตร ทาให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีหรือไม่ การวิเคราะห์งานเป็นไป
อย่างถี่ถ้วนเพียงใด ส่ิงเหล่าน้ีรวมทั้งหลักการในการออกแบบหลักสูตรนั้นยากท่ีจะตรวจสอบโดย
วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ แตก่ ็มคี วามจาเปน็ จะต้องหาวธิ กี ารศึกษาให้ได้

โบซอง (Beauchamp, 1975:170-171) เสนอว่าการประเมินหลักสูตรอย่างน้อยท่ีสุด
จะต้องให้ครอบคลุมใน 4 ด้าน คือ การประเมินผลการใช้หลักสูตรของครู การประเมินรูปแบบ
ของหลักสตู ร การประเมนิ ผลที่เกิดขน้ึ กบั นกั เรียน และการประเมินระบบหลกั สูตร

แพร็ท (Pratt, 1980: 400-419) ได้เสนอว่า การประเมินหลักสูตรจะมีลักษณะสาคัญ
ท่ีตอ้ งประเมนิ ดังนี้

1. การประเมินภายในตัวหลักสูตร ซึ่งจะต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ ท่ีกาหนดไว้ คือ จุดมุ่งหมาย
เหตผุ ลของการสรา้ งหลักสูตร วัตถปุ ระสงค์ เกณฑก์ ารประเมินผลการเรยี น การจัดระดับผลการเรียน
สภาวะแวดล้อม คุณลักษณะของผู้เรียน การสอน การแก้ปัญหาความแตกต่างของผู้เรียน
การจัดการทรัพยากร การทดลองใช้หลักสูตร การประเมินโปรแกรมของหลักสูตร การนาหลักสูตร
ไปใช้ และผลผลติ จากหลักสูตร ซ่ึงการประเมนิ ในข้ันน้ีจะกระทาโดยผู้เช่ยี วชาญหรือผู้ทเ่ี กย่ี วข้องกับ
หลักสตู ร เชน่ ครู บคุ ลากรในชุมชน เปน็ ตน้

2. การประเมินการทดลองใช้หลักสูตร มีการดาเนินงานเป็น 2 ข้ัน คือ การทดสอบกับ
กลุ่มเลก็ (Pilot Testing) และการทดสอบจรงิ (Field Testing)

3. การประเมินผลโปรแกรม เปน็ การประเมินประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ลของหลักสูตร
หลังจากที่ได้นาหลักสูตรไปใช้จริงแล้ว ซ่ึงการประเมินลักษณะน้ีจะต้องประเมินหลายๆ ด้าน
ท้ังจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ผลการเรียนของนักเรียน คุณลักษณะของผู้เรียน การสอนและ
การจัดการทรพั ยากร เปน็ ต้น

สรุปได้ว่า การประเมินหลักสูตรนัน้ ควรประเมินใน 4 ส่วนคือ ประการแรกคือการประเมนิ
เอกสารหลักสูตรท่ีได้รับการออกแบบหรือพัฒนาข้ึน โดยประเมินรายละเอียดต่างๆ ที่กาหนดไว้ใน
เอกสารหลักสูตร ประการที่สองควรประเมินการนาหลักสูตรไปใช้ โดยประเมินการใช้หลักสูตรของ
ครวู ่ามีการปฏบิ ัติตามคาแนะนาท่ีมีอยู่ในคู่มือการใช้หลักสตู รหรือไม่ ประการท่ีสามควรประเมินผลท่ี
เกิดข้ึนกับนักเรียน โดยประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะของผู้เรียนและพฤติกรรมของ
ผู้เรียนท่ีเปลี่ยนแปลงไป และประการสุดท้ายควรประเมินระบบหลักสูตร โดยประเมินความสัมพนั ธ์
กันขององคป์ ระกอบต่างๆ ท่ีมอี ยูใ่ นระบบและกระบวนการของหลักสูตร

202

ระยะเวลา นการประเมนิ หลักสูตร

การประเมินหลักสูตร คือกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ
ตรวจสอบวา่ หลกั สูตร และตัดสินใจว่าหลักสตู รมีประสิทธภิ าพมากน้อยเพียงใด การประเมนิ หลักสูตร
ต้องมีการประเมินเป็นระยะ ใจทิพย์ เชื้อรัตน์พงษ์ (2539) และ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2554) ได้เสนอ
ระยะเวลาการ ประเมินหลักสูตรไว้ 4 ระยะ คือ การประเมินหลักสูตรก่อนนาหลักสูตรไปใช้
การประเมินระหว่างดาเนินการใช้หลักสูตรการประเมินหลังการใช้หลักสูตร และการประเมิน
หลกั สตู รท้งั ระบบ ซึง่ มีรายละเอยี ดของการประเมนิ หลกั สตู รแตล่ ะระยะ ดังน้ี

1. การประเมนิ กอ่ นนาหลกั สตู ร ป ช
การประเมินก่อนนาหลักสูตรไปใช้ หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับความ

เหมาะสม ความเป็นไปได้ในการนาหลักสูตรไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย เป็นการประเมินก่อนท่ีจะมีการ
ใชห้ ลกั สูตรจรงิ ๆ การประเมินหลกั สตู รก่อนนาไปใช้ ดาเนินการได้ดงั นี้

1.1 วตั ถุประสงค์ของการประเมินกอ่ นนาหลักสตู รไปใช้
การประเมนิ กอ่ นนาหลักสตู รไปใช้มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อตอบคาถามสาคัญๆ ดงั นี้
1.1.1 หลักสูตรมีส่วนประกอบครบถ้วน ชัดเจน หรือไม่ และส่วนประกอบ

เหล่านน้ั มีคณุ ภาพมากนอ้ ยเพยี งใด
1.1.2 หลักสูตรมีความสอดคล้องหรือมีความสัมพันธ์กันในแต่ละส่วนหรือแต่

ละองค์ประกอบของหลกั สตู รท่ีพฒั นาหรอื จัดทาขน้ึ หรอื ไม่ เพยี งใด
1.1.3 หลักสูตรสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กรโดยแท้จริง

หรือไมเ่ พยี งใด
1.1.4 หลักสูตรมีความเป็นไปได้ คุ้มทุน ทันเวลาในการนาไปดาเนินการหรือ

นาไปใชห้ รือไมเ่ พยี งใด
1.1.5 หลักสูตรมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องมากน้อย เพียงใด เม่ือมีการนาไป

ทดลองใช้
1.2 วิธกี ารในการประเมนิ กอ่ นนาหลกั สูตรไปใช้ มีดงั น้ี
1.2.1 การใชแ้ บบตรวจสอบรายการ (Checklist)
หลังจากเขียนหลักสูตรครบถ้วนแล้ว ซึ่งประกอบด้วยจุดมุ่งหมายของ

หลักสูตร เน้ือหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล ยังไม่ถือว่าเสร็จ
ส้ินภารกิจของการร่างหลักสูตร ผู้พัฒนาหลักสูตรซึ่งเป็นผู้ร่างหลักสูตรควรศึกษาวิเคราะห์และ
ตรวจสอบหลักสูตรที่ได้สร้างข้ึนว่าครบถ้วนหรือไม่อย่างไร อาจใช้แบบตรวจสอบรายการดังตัวอย่าง
ต่อไปน้ี (สมหวงั พธิ ยิ านวุ ัฒน,์ 2540 : 136)

203

ตารางที่ 9 การประเมนิ โครงร่างหลักสตู รโดย ชแบบตรวจสอบรายการ

หวั ขอที่ประเมนิ มี ม่มี ชดั เจน ม่ชัดเจน หมายเหตุ
ก. การตงั้ จดุ ม่งุ หมาย

- จดุ มงุ่ หมายท่วั ไป
- จุดมงุ่ หมายเฉพาะ
สอดคลอ้ งกบั จดุ ม่งุ หมายทว่ั ไป
ข. เนือ้ หา
- การกาหนดความคิด
รวบยอด
- การเรียงลาดับ
ค. การจดั กจิ กรรมการเรยี น
การสอน
-
-
ง. ส่อื การเรยี นการสอน
-
-
จ. การวัดผล
-
-
ฯลฯ

มี หมายถึง ไดก้ าหนดไวเ้ ปน็ ลายลักษณ์อักษร
ชัดเจน หมายถงึ สือ่ ความหมายให้เข้าใจตรงกนั และมองเห็นแนวทางการนาไป

ปฏิบตั ิได้

1.2.2 การใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบปุยแซงค์ (Puissance Analysis
Technique)

การประเมินหลักสูตรของปุยแซงค์ เป็นการประเมินเอกสารหลักฐาน
ด้านจุดมุ่งหมาย กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล มีความเหมาะสมท่ีจะทาการ
ประเมินก่อนการนาหลักสูตรไปใช้จริง ซึ่งวิธีการประเมินหลักสูตรของปุยแซงค์เร่ิ มต้นด้วย
การวิเคราะห์องค์ประกอบ 3 ส่วนของหลักสูตร คือ จุดมุ่งหมาย กิจกรรมการเรียนการสอน และ
การประเมินผล แล้วนามาใส่ในตารางวิเคราะห์ปุยแซงค์ (The Puissance Analysis Matrix)
และคิดคานวณน้าหนักออกมาโดยใช้สูตรปุยแซงค์ ผลท่ีคานวณได้สามารถแปลความหมายหลักสตู ร
น้ันมคี ุณภาพอยูใ่ นระดบั ใด

204

1.2.3 การติดสินพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ (Expert
Judgement)

การประเมินหลักสูตรก่อนนาไปใช้ด้วยวิธีการตรวจสอบโดยผู้เช่ยี วชาญ
นิยมใช้สาหรับการพิจารณาตัวหลักสูตร เพ่ือดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาข้ึนนั้นในแต่ละส่วนมีความสอดคล้อง
สัมพันธ์กันหรือไม่ มีความเป็นเหตเุ ป็นผลเพียงใด ซึ่งโดยท่ัวไปแล้วส่วนประกอบของหลักสตู รมักจะ
ประกอบดว้ ย เปา้ หมาย จดุ มงุ่ หมายท่วั ไป จุดมุ่งหมายเฉพาะของหลักสตู ร เน้ือหา กจิ กรรมการเรียน
การสอน และการวัดประเมินผล ซ่ึงในการประเมินผลหลกั สูตรโดยการให้ผู้เชีย่ วชาญพิจารณาตัดสิน
ว่าส่วนประกอบของหลักสตู รมีความสอดคล้องกันจรงิ หรือไม่ และเหมาะสมเพียงใด ผเู้ ชี่ยวชาญที่จะ
ทาการประเมินหลกั สูตรควรประกอบด้วยผู้ท่ีมคี วามรู้ความสามารถด้านการพัฒนาหลกั สตู ร และผ้ทู ี่
มคี วามรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับเนอื้ หาสาระของวชิ าตา่ งๆ ที่บรรจไุ วใ้ นหลกั สูตร

ข้อดีของการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญก็คือ มีความง่ายต่อการนาไป
ปฏิบัติเป็นการใช้ความสามารถทางปญั ญาแบบบูรณาการของมนษุ ย์ และเปน็ การยอมรับและยกย่อง
ความเช่ียวชาญของบุคคล อย่างไรก็ดีในสังคมท่ีกาลังพัฒนามักจะประสบปัญหา การขาดแคลนผู้รู้
ผู้เช่ียวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ซ่ึงเป็นข้อจากัดประการหนึ่งของการประเมินหลักสูตรโดยใช้วิธีการน้ี
ส่วนขอ้ จากดั อื่นๆ ได้แก่ ผลการประเมินตามวธิ ีนี้อาจถูกวิพากษว์ ิจารณ์ว่าไม่สามารถตรวจสอบซ้าได้
กล่าวคือ ถ้าประเมนิ ใหมผ่ ลการประเมนิ อาจแปรเปลยี่ นไปได้ง่ายเป็นการประเมินทีม่ ีความเป็นอัตนัย
สงู และผลการประเมนิ ตามวธิ ีนอ้ี าจจะยากตอ่ การสรปุ เปน็ นัยท่ัวไป

1.2.4 การประเมนิ ความตอ้ งการจาเปน็ (Needs Assessment)
การประเมินความต้องการจาเป็นของหลักสูตร หมายถึง การศึกษา

หลักสูตรท่ีจัดทาข้ึนเป็นหลักสูตรที่สนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นผู้รับผลหรือ
รับบริการโดยแท้จริงเพียงใดประการหน่ึง อีกประการหน่ึงน้ันเป็นการศึกษาว่า หลักสูตรท่ีจัดทาข้ึน
เป็นความต้องการท่ีแท้จริงของหน่วยงานองค์กรนั้นโดยตรง และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ต่อ
กลมุ่ เป้าหมายในด้านคุณภาพชีวติ โดยรวมหรือไม่ นอกจากนีก้ ารประเมนิ ความต้องการจาเปน็ ยังเป็น
กระบวนการสาหรับการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบแน่ชัดลงไปว่าปัญหาและความต้องการใดเป็นปัญหา
และความต้องการท่ีแท้จริง ปัญหาและความต้องการใดที่มีความสาคัญกว่ากัน การประเมินความจาเป็น
เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานซ่ึงเป็นขั้นตอนขั้นแรกของกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
และมีวิธีดาเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต การทดสอบ
การประชุมสมั มนาและการศึกษาจากเอกสาร เป็นต้น

1.2.5 การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study)
การศึกษาความเป็นไปได้เป็นการประเมินที่ใช้ผลสรุปเพ่ือการตัดสินใจ

ก่อนเร่ิมกิจกรรมหรือโครงการ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดา้ นการศึกษาจะต้องพิจารณา
แยกเป็น 2 มิติ คือ มิติของ “ผู้เสนอ” โครงการ และมิติของผู้ได้รับผลจากการดาเนินงานตาม
โครงการซึ่งเรียกว่า “ผู้รับ” การวิเคราะห์ในแต่ละมิติ ให้คานึงถึงความเป็นไปได้ของทรัพยากรที่
จาเป็นต้องมีหรือต้องใช้ และการเตรียมการเพ่ือให้โครงการดาเนินไปได้ตามวัตถุประสงค์แ ละ
เปา้ หมายทีก่ าหนดซึง่ สามารถเขียนเป็นภาพท่ี 15 (Werdelin ,1977 : 281)

205

ทรพั ยากร

ความเป็นไปไดด้ า้ นเศรษฐกจิ ความเป็นไปไดด้ ้านสติปญั ญา
ความเป็นไปไดด้ ้านกาลงั คน ความเปน็ ไปไดด้ ้านภมู ิหลงั
ความเป็นไปไดด้ ้านเทคนคิ
ฯลฯ
ฯลฯ

ผ้เู สนอแผน ผู้รบั แผน

ความเป็นไปไดด้ า้ นกฎหมาย ความเป็นไปไดด้ า้ นสงั คม

การเตรียมการ
ภาพที่ 15 การวเิ คราะหค์ วามเป็น ป ดของการจัดทาแผนดานการ ก า
จากภาพท่ี 15 แสดงให้เห็นรูปแบบและปัจจัยท่ีศึกษาตามแนวความคิดของเวอร์เดลิน
(Werdelin) ซึ่งแสดงไว้ 7 ด้านด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านกาลังคน ด้านเทคนิค ด้านกฎหมาย
ด้านสติปัญญา ด้านภูมิหลัง และด้านสังคม เม่ือพิจารณาจากผู้เสนอแผน ก็ต้องมอง 2 ทาง คือ
ความเป็นไปได้ด้านทรัพยากร เช่น เศรษฐกิจ กาลังคน และเทคนิควิธี เป็นต้น อีกทางหนึ่ง คือ ด้าน
การเตรียมการในด้านกฎหมาย เป็นต้น ถ้าพิจารณาจากผู้รับแผน ก็ต้องมองความเป็นไปได้ 2 ทาง
เช่นเดียวกันคือ การศึกษาความเป็นไปได้ด้านสังคมที่แวดล้อมและเกี่ยวข้องกับโครงการ และ
การศึกษาความเป็นไปได้ด้านสติปัญญาและด้านภูมิหลังของผู้เรียนในปัจจัยแต่ละด้าน เวอร์เดลิน
(Werdelin, 1977: 282-288) ไดเ้ สนอแนะให้ศึกษาตัวแปร ดังนี้

1) ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ โดยศึกษากาลังเงินค่าใช้จ่ายของ
โครงการในดา้ นต่างๆ เช่น เงินเดือนครู อาคารสถานที่ ส่ือ เครื่องมือ อาหาร ยา และสุขภาพอนามยั
การปรับปรุงระบบขององค์การ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สิ่งดังกล่าวเหล่าน้ีต้องคาดคะเนออกมาเป็น
วงเงิน ค่าใช้จ่ายท่ีมีความคลาดเคล่ือนน้อยที่สุดและสอดคล้องกับสภาพความจาเป็นทางเศรษฐกิจ
มากท่สี ดุ และจะตอ้ งมรี ะบบทดสอบความคลาดเคล่ือนได้

2) ความเป็นไปได้ด้านกาลังคนหรือทรัพยากรมนุษย์ โดยศึกษา
ความพร้อมของผู้สอนและบุคลากรท่ีจะร่วมในโครงการ เช่น ผู้มีคุณสมบัติที่จะสร้างส่ือและผลิตวัสดุ
อุปกรณ์เพ่ือการสอนนักเรียน และการฝึกอบรมครู ครูใหญ่ ศึกษานิเทศก์ หรือบุคคลอ่ืนๆ

206
ในองค์กรให้สามารถทางานได้ เป็นต้น สิ่งเหลา่ น้ีจาเป็นต้องวางแผนดาเนินการให้รอบคอบบางเรื่อง
หรอื ท้งั หมดอาจจาเป็นตอ้ งตรวจสอบหรือทดลองก่อน

3) ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ต้องมีการตรวจสอบหรือทดสอบว่า
ส่ิงต่างๆ เช่น เคร่ืองเสียง วิทยุหรือโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ โรงงานที่จะผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์และ
บริษัทรับเหมาก่อสรา้ งอาคาร มีอยพู่ ร้อมจะดาเนนิ การไดต้ ามโครงการ

4) ความเป็นไปได้ทางด้านกฎหมาย โดยศึกษากฎหมาย ระเบียบ
ข้อตกลงและสัญญาต่างๆ รวมท้ังกลไกการบริหารที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานตามโครงการหรือสิทธิ
ของครู อานาจและหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาที่จะดาเนินการ หรือเป็น
อปุ สรรคตอ่ การดาเนินการ

5) ความเป็นไปได้ทางสังคม ศึกษาบุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับผลจาก
โครงการ เช่น ผู้เรียน ครู และกลุ่มบุคคลต่างๆ เพ่ือดูว่าจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงหรือไม่เพียงใด
วิธีการศึกษา คือสุ่มตัวอย่างมาให้แสดงความคิดเหน็ หรือเจตคติเกี่ยวกับ การดาเนินงานหรือผลทไี่ ด้
จากโครงการโดยใช้เครือ่ งมือวัดทางสงั คมที่เหมาะสม มคี วามเทยี่ งตรงและเชื่อถอื ได้

1.2.5 การศกึ ษาความเปน็ ไปได้เกี่ยวกับภูมิหลังและสติปญั ญาของผู้เรยี นและ
บคุ ลากรอ่นื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง อาจไดข้ ้อมลู เก่าท่ีมีอยูแ่ ลว้ หรือบางกรณีอาจจาเปน็ ต้องรวบรวมใหม่จาก
กลุ่มตัวอย่างข้อจากัดของการศึกษาในเรอื่ งน้ีด้วย ไม่สามารถวัดภมู ิหลังและความสามารถของบุคคล
ได้ในสถานการณท์ ีเ่ ปน็ จรงิ ผลคาดคะเนจงึ คาดเคลือ่ นไปบา้ ง

การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการหรือการใช้หลักสูตร จะต้องมี
การรวบรวมความคิดเห็นจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น กลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการจากโครงการหรือรับ
ผลจากหลกั สตู ร และกล่มุ บคุ คลท่เี กี่ยวข้องทีเ่ ปน็ ผปู้ ฏิบัติโครงการหรือจัดหาหลักสตู รทง้ั นี้อาจใช้การ
สมั ภาษณ์ การสารวจโดยใช้แบบสอบถาม และการสังเกตเพือ่ เก็บรวบรวมขอ้ มูล

1.2.6 การทดลองนารอ่ ง (Pilot Study)
การทดลองนาร่องเป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจสอบและประเมินหลักสูตร

ก่อนที่จะนาไปใช้จริง การทดลองนาร่องหรือการทดลองใช้หลักสูตรหมายถึงการนาหลักสูตรน้ันๆ
ไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของหลักสูตร แต่ลดขนาดและจานวนเป้าหมายลง โดยเหลอื
เพียงจานวนน้อยและระยะเวลาส้ันลง ตลอดจนเลือกมาเฉพาะตอนใดตอนหน่ึงของหลักสูตรทา
การทดลอง วัตถุประสงค์ในการใชก้ ารนารอ่ งในการประเมินผลหลกั สูตรก่อนดาเนินการก็เพื่อจะรวู้ ่า
หากมีการดาเนินการใช้หลักสูตรแล้วจะมีผลอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอุปสรรคข้อจากัดอะไรที่อาจจะทาให้
วัตถุประสงค์ของหลักสูตรไม่ได้รับการสนองตอบ นอกจากน้ี การทดลองนาร่องยังทาให้ผู้พัฒนา
หลักสูตรไดต้ รวจสอบความเท่ียงตรง และความเชือ่ ถือได้ของเครื่องมือทสี่ ร้างขึน้ ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการ
ทดลองนาร่องจะนาไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรใหม้ ีความสมบูรณ์มากย่งิ ขน้ึ การทดลองนาร่องสาหรับ
ประเมินผลหลักสูตรน้ีจะเกี่ยวข้องกับการกาหนดออกแบบแผนการทดลอง (Experimental
Design) ในลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยนิยมใช้แบบทดสอบ
แบบสอบถาม และการสงั เกตเป็นเคร่ืองมอื และวธิ กี ารในการเก็บรวบรวมข้อมลู

207
2. การประเมินระหว่างดาเนินการ ชหลกั สตู ร

ภายหลังจากหลักสูตรที่พัฒนาได้รับการประเมินก่อนท่ีจะมีการนาไปใช้แล้วขั้นตอน
ต่อไปก็คือการนาหลักสูตรไปดาเนินการใช้กับกลุ่มเป้าหมายตามท่ีกาหนดไว้โดยในระหว่างการนา
หลักสูตรไปดาเนินการใช้ ก็มีความจาเป็นที่จะต้องทาการประเมินผลหลักสูตรเพื่อให้รู้คาตอบต่างๆ
เกย่ี วกบั การดาเนนิ การใช้หลกั สตู รว่ามีผลเป็นไปในลกั ษณะใด

การประเมินระหว่างดาเนินการใช้หลักสูตร เป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถ
นาไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ดีเพียงใด มีส่วนไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้หลักสูตรโดยมากหากพบ
ข้อบกพร่องในระหว่างการใช้หลักสูตร ก็มักจะได้รับการแก้ไขโดยทันทีเพ่ือให้การใช้หลักสูตรเป็นไป
อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

การประเมินระหวา่ งดาเนินการใชห้ ลักสตู ร บางครัง้ เรยี กว่าการประเมนิ กากับควบคุม
หลักสูตร และการประเมินผลย่อยของหลักสูตรซ่ึงตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า “Process
Evaluation, Monitoring Evaluation, และ Formative Evaluation” ตามลาดับ แต่ไม่ว่าจะ
ใช้คาใดก็ตามก็หมายถึงการประเมินผลหลักสูตร ที่กาลังอยู่ในช่วงการใช้หลักสูตร โดยมีการจัด
กิจกรรมตา่ ง ๆ กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ไดผ้ ลตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรทีก่ าหนดไว้

2.1 วตั ถุประสงคข์ องการประเมินระหวา่ งดาเนินการใช้หลักสูตร
วัตถุประสงค์หลักของการประเมินผลหลักสูตรขณะดาเนินการใช้ เพ่ือการ

ปรับปรุงหลกั สูตรในดา้ นต่างๆ โดยมงุ่ หวงั ให้ผลการใช้หลักสูตรบรรลุตามวัตถปุ ระสงคท์ ก่ี าหนดไว้หรือ
เพ่ือให้การใช้หลักสูตรปราศจากอุปสรรคใดๆ ที่จะพึงเกิดขึ้นได้ การประเมินผลหลักสูตรขณะ
ดาเนินการจะเกยี่ วข้องกับการตอบคาถามใหญ่ๆ 2 คาถาม ไดแ้ ก่

2.1.1 หลักสูตรท่ีดาเนินการน้ันนาไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม
หรอื ไม่ อย่างไร

2.1.2 หลกั สตู รที่ดาเนนิ การนัน้ กจิ กรรมการใชห้ ลกั สตู รมีการนาไปใช้ปฏิบัติ
อย่างคงเส้นคงวาตามท่ีกาหนดหรือออกแบบไวใ้ นหลักสตู รหรอื ไม่ อย่างไร

2.1.3 ทาให้ผดู้ าเนินการใช้หลักสูตรได้รับข้อมลู ท่ีสาคัญ อนั จะใชส้ าหรับการ
ตดั สินใจเปลยี่ นแปลงแนวทางปฏบิ ตั ิ หรือเปล่ยี นแปลงกิจกรรมการใช้หลักสูตรทด่ี าเนินอย่ใู นขณะนั้น

2.1.4 ช่วยให้เกิดการพิจารณาตรวจสอบวัตถุประสงค์ของหลักสูตรโดย
สม่าเสมอว่าได้รับการตอบสนองหรือบรรลุหรือไม่ โดยการต้ังคาถามในการประเมินทานองว่า
“ใครกาลังไดร้ บั อะไร อยา่ งไร”

2.1.5 บางครั้งอาจจะใช้ผลการประเมินเพ่ือนาไปประกอบการตัดสินใจ
ดาเนินการขยายหลกั สูตรใหต้ ่อเนือ่ ง หรือระงับลม้ เลกิ หลักสตู รในบางสว่ น

จากวัตถุประสงค์ของการประเมินผลหลักสูตรตามที่กล่าวน้นั จะเห็นว่าผลที่ได้
จากการประเมินจะช่วยให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรในส่วนของกิจกรรมและทรัพยากรท่ีใช้ในการ
ดาเนินการหลักสูตร ท้ังที่เป็นงบประมาณ บุคลากร ระยะเวลา ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งน้ี
การจะปรบั เปลยี่ นส่วนใดนั้นก็ข้ึนอย่กู ับวา่ ผลทไ่ี ดจ้ ากการประเมนิ ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ส่วนใดกอ่ ให้เกดิ ปัญหา
และเปน็ อปุ สรรคในการดาเนนิ งานท่จี ะให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์

208
2.2 ลกั ษณะการประเมินระหวา่ งดาเนนิ การใช้หลักสูตร

การประเมินระหว่างดาเนินการใช้หลักสูตร เป็นการตรวจสอบว่าหลักสูตร
สามารถนาไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ดีเพียงใด มีส่วนไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้หลักสูตรโดยมาก
หากพบขอ้ บกพร่องในระหว่างการใช้หลักสูตร กม็ กั จะได้รับการแกไ้ ขโดยทันทีเพื่อให้การใชห้ ลักสูตร
เปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ด้วยเหตนุ ก้ี ารประเมนิ ผลหลักสตู รขณะดาเนนิ การจงึ เปน็ การประเมินผล
หลกั สตู รทยี่ งั ไมเ่ สรจ็ สมบูรณ์หรือยังไมค่ รบถว้ นตามระยะเวลาการนาหลกั สตู รไปปฏบิ ัติ

โดยทั่วไปการประเมินผลหลักสูตรขณะดาเนินการจะเริ่มทาการประเมิน
ก็ต่อเมื่อหลักสูตรน้ันๆ ได้มีการนาไปปฏิบัติแล้วช่วงระยะเวลาหน่ึง หลังจากการน้ันก็ทิ้งช่วง
ระยะเวลาให้หลักสูตรดาเนินการต่อไป จึงทาการประเมินอีกเป็นช่วง ๆ จนกว่าจะเป็นที่ยุติหรือครบ
ตามระยะเวลาท่ีกาหนดการเว้นช่วงระยะเวลาการประเมินผลหลักสูตรขณะดาเนินการจะมีช่วง
ระยะเวลาถี่ห่างหรือมีจานวนครั้งการประเมินไม่เท่ากันก็ได้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับว่าหลักสูตรท่ีทาการ
ประเมินน้ัน เป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาการดาเนินงานระยะยาว ซ่ึงผู้ประเมินจะต้องพิจารณาให้
เหมาะสม เชน่ การนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐานไปใช้ อาจมีการประเมินภาคเรียนละ
1 คร้งั เป็นต้น

3. การประเมนิ หลงั การ ชหลกั สตู ร
หลังจากหลักสูตรได้นาไปดาเนินการใช้และมีการประเมินผลหลักสูตรขณะดาเนินการ

ตามระยะเวลาท่ีกาหนดไว้จนกระท่ังสิ้นสุดการดาเนินกิจกรรมของหลักสูตรแล้วก็มีความจาเปน็ ท่ีต้อง
ทาการประเมินผลหลักสูตรอีกครั้ง เพื่อให้รู้คาตอบต่างๆ เก่ียวกับหลักสูตรทั้งหมดในภาพรวมว่า
ผลการใชห้ ลักสตู รเปน็ อย่างไร ก่อใหเ้ กิดผลอ่นื ใดตามมาหรือไม่ ซงึ่ ก็จะเป็นการประเมินผลหลักสูตร
แบบสรปุ รวบยอดหรอื การประเมินผลหลกั สตู รหลงั ดาเนนิ การซ่ึงมีรายละเอียด ดงั นี้

3.1 วตั ถุประสงคข์ องการประเมนิ หลักสตู รหลังดาเนินการ
การประเมินผลหลักสูตรหลังดาเนินการหรือการประเมินหลักสูตรเม่ือเสร็จส้ิน

การดาเนินงานมีวัตถปุ ระสงค์ทส่ี าคญั 4 ประการ ดังน้ี
3.1.1 เพ่ือให้รู้ว่าการดาเนินงานของหลักสูตรท่ีผ่านมาท้ังหมด ได้ผลเป็นไป

ตามทก่ี าหนดไว้ในวัตถปุ ระสงค์ของหลักสูตรหรอื ไม่เพยี งใด
3.1.2 เพ่อื ใหร้ วู้ า่ ผลทเ่ี กิดข้ึนจากการดาเนินงานของหลักสูตรน้ันใช้ทรัพยากร

ในการดาเนินงานไปมากน้อยเพียงใด คุ้มค่าหรือไม่กับทรัพยากรท่ีต้องสูญเสียไป และผลที่ได้จาก
หลกั สูตรเพียงพอกับความตอ้ งการของกลุม่ เป้าหมายหรือผู้รบั บริการจากหลักสตู รหรอื ไม่

3.1.3 เพ่ือให้รู้ว่าผลท่ีเกิดข้ึนจากการดาเนินงานของหลักสูตรน้ันเป็นผลท่ี
แท้จริงจากการดาเนินการของหลักสูตรโดยตรงหรือไม่ และมีผลอื่นใดที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจาก
หลักสูตรไปทาให้เกิดข้ึนโดยมิได้มุ่งหวัง หรอื ต้องการให้เกิดขึน้ ซ่ึงเรยี กวา่ ผลกระทบหรือไม่ผลขา้ งเคยี ง

3.1.4 เพ่อื ประเมนิ องคป์ ระกอบด้านต่างๆ ของหลกั สูตรทงั้ หมด ส่วนใหญ่จะ
ทาการประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยนาเข้า (Input) ด้านกระบวนการ
(Process) และด้านผลผลติ (Product) ของหลักสตู ร

209
จากวัตถุประสงค์ทั้งส่ีประการน้ีเมื่อผู้ประเมินสามารถหาคาตอบได้แล้วก็จะ
นาไปสู่การตัดสินใจสาหรับผู้บริหารหรือผู้ท่ีเก่ียวข้องรับผิดชอบหลักสูตรในการขยายผลการใช้หรือ
ยุบเลกิ การใชห้ ลกั สตู รดังกล่าว
3.2 ลักษณะการประเมินหลังการใช้หลักสูตร
การประเมินผลหลักสูตรหลังดาเนินการ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Post
Evaluation, Summative Evaluation และ Impact Evaluation” แต่ไม่ว่าจะใช้คาใดก็ตามการ
ประเมินผลหลกั สูตรหลังการใชห้ รือหลังดาเนินการ คือ การประเมินภายหลังจากได้นาหลักสูตรไปใช้
กับกลุ่มเป้าหมายครบวงจร หรือตามระยะเวลาท่ีกาหนดไว้ การใช้หลักสูตรแต่ละหลักสูตรใช้เวลา
มากนอ้ ยแตกตา่ งกัน เชน่ หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานระดับชว่ งชัน้ ที่ 1-2 (ประถมศึกษาปที ี่ 1-6)
ใช้เวลาเรยี น 6 ปี จะดาเนนิ การประเมินเมื่อหลักสูตรใช้ไปแลว้ ครบปีท่ี 6 หรอื หลักสูตรฝกึ อบรมซ่ึง
เป็นหลักสูตรระยะส้ันอาจใช้เวลาดาเนินการ 1 เดือน ก็จะประเมินหลังจากใช้หลักสูตรครบ 1 เดือนแล้ว
เปน็ ตน้
การประเมินหลังการใช้หลักสูตรอาจแยกทาได้เป็น 2 ระยะ กล่าวคือภายหลัง
จากหลักสูตรดาเนนิ งานเสร็จสนิ้ ก็ทาการประเมินทันที หรือทง้ิ ชว่ งการประเมนิ ออกไประยะหน่ึงแล้ว
จึงค่อยทาการประเมิน นอกจากน้ันก็อาจใช้ท้ังสองลักษณะร่วมกัน คือ ทาการประเมินท้ังภายหลัง
หลักสูตรเสร็จสิ้นทันที และทิ้งช่วงระยะการประเมินออกไปตามความเหมาะสม แล้วใช้ข้อมูลจาก
2 ส่วนประกอบกัน ซ่งึ การประเมินท้งั 2 ลกั ษณะมวี ัตถุประสงคแ์ ละเทคนคิ วธิ ีการประเมินแตกต่างกัน
3.3 วธิ ีการประเมนิ หลงั การใชห้ ลกั สูตร
การประเมินผลหลังการใช้หลักสูตรมีองค์ประกอบและวิธีการในการประเมิน
3 ส่วน ต่อไปน้ี
3.3.1 การประเมนิ สัมฤทธผิ ลของหลกั สูตร

การประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตร คือการประเมินเพื่อจะให้รู้ว่า
หลักสูตรได้รับผลตามท่ีต้องการหรือไม่ ทั้งนี้โดยยึดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นหลักในการ
เปรยี บเทียบ วัตถปุ ระสงคข์ องหลกั สตู รทุกๆ ระดับมงุ่ ไปยังผลทีเ่ กิดขึ้นในตัวผเู้ รยี นในการจดั กิจกรรม
การเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมการบริหารหลักสูตรด้านต่างๆ อันเป็นข้ันตอนของการใช้
หลกั สตู รกล็ ว้ นแต่ม่งุ ไปยงั ผลทท่ี ี่จะเกิดขึ้นท่ีตัวผเู้ รยี นท้ังสิน้ ดังน้ันการประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตร
ก็คือการประเมินผลที่เกิดข้ึนท่ีตัวผู้เรียนหรือความสาเร็จของตัวผู้เรียนว่าสอดคล้องกับเป้าหมายและ
วัตถปุ ระสงค์ของหลักสตู รมากน้อยเพียงใด

คว ามส าเ ร็ จ ของตั ว ผู้เ รีย น หรื อสั มฤทธิผล ของผู้เ รี ยน ป ระกอบ ด้วย
สัมฤทธิผลทางวิชาการ (Academic Achievement) ได้แก่ ความรู้ความสามารถในวิชาการต่างๆ ที่เรียน
และสัมฤทธิผลท่ีไม่ใช่ทางวิชาการ (Non-Academic Achievement) ได้แก่ บุคลิกภาพ ความรับผิดชอบ
ความสามคั คี ความซ่อื สตั ย์ เปน็ ตน้ (ใจทพิ ย์ เชื้อรัตนพงษ,์ 2539 : 196) นอกจากน้สี ัมฤทธิผลของ
ผู้เรียนอาจแบ่งตามจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามแนวคิดของบลูม (Bloom , 1972) ซึ่งจาแนก
จุดมุ่งหมายทางการศึกษาออกเป็น 3 ด้านคือ ด้านสติปัญญา (Cognitive Domain) ด้านความรู้สึก
(Affective Domain) และด้านทกั ษะ (Psychomotor Domain) เครอ่ื งมือวัดด้านสติปญั ญา ได้แก่

210
แบบทดสอบ ดา้ นความรูส้ กึ ไดแ้ ก่ แบบวัดทศั นคติ ความสนใจ แรงจูงใจ ความนึกคดิ เกี่ยวกับตน
เปน็ ต้น และดา้ นทักษะ ไดแ้ ก่ การวดั การปฏบิ ตั ิจริงและในสถานการณจ์ าลอง เป็นตน้

การประเมินสัมฤทธิผลของหลักสูตรนั้น นอกจากจะประเมินผู้เรียน
ท่ีกาลังศึกษาอยู่แล้วอาจติดตามผลความก้าวหน้าของผู้สาเร็จการศึกษาว่าสามารถนาความรู้ท่ีได้
ศึกษาเล่าเรียนไปใช้ในการปฏิบัติงาน และประสบความสาเร็จในการทางานหรือศึกษาต่อหรือไม่
เพียงใด มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะแก้ปัญหาและปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้ดีหรือไม่ โดยติดตาม
สอบถามจากผู้เรียน ผู้สาเร็จการศึกษา นายจ้างหรือ เจ้าของสถานประกอบการซึ่งวิธีการเก็บ
รวบรวมข้อมูลได้แก่ การศึกษาเอกสารรายงานผลการวิจัย การสัมภาษณ์การใช้แบบสอบถาม
เปน็ ตน้

3.3.2 การวเิ คราะหค์ ่าใช้จา่ ย
การวเิ คราะหค์ ่าใชจ้ า่ ยมวี ธิ ีวเิ คราะหท์ สี่ าคัญอยู่ 3 วธิ คี อื
1) การวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย – ประสิทธิผลของหลักสูตร (Cost –

Effectiveness Analysis) เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้ประเมินหลักสูตรต่างๆ โดยดูจากค่าใช้จ่ายในการ
ลงทุนท่ีเสียไป เปรียบเทียบกับผลท่ีเกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือหลักสูตร เทคนิคการ
วิเคราะห์นี้ใช้ในการประเมินเพื่อเปรียบเทียบโครงการหรือหลักสูตรต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน
และสามารถใช้ตัวแปรร่วมกันในการวัดประสิทธิผลที่เกิดจากหลักสูตรเหล่านี้ได้ โดยหลักสูตรที่มี
ประสิทธิผลเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายดีท่ีสุด จะเป็นหลักสูตรท่ีสามารถดาเนินการให้ได้ผลดีกว่าแต่
เสียต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่ากับหลักสูตรอื่นๆ หรือมิฉะน้ันเป็นหลักสูตรที่ให้ผลเท่ากับหลักสูตรอื่นๆ แต่
เสยี คา่ ใช้จา่ ยน้อยกว่า

2) การวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย – ผลกาไรจากการลงทุน (Cost -
Effectiveness analysis) เปน็ การวเิ คราะหท์ ี่ใช้ประเมินโครงการ โดยดตู ้นทนุ คา่ ใช้จ่ายเปรียบเทียบ
กับผลที่เกิดข้ึน ซึ่งวัดในรูปของตัวเงิน เช่น วัดในรูปของรายได้ที่เกิดจากการนาความรู้ท่ีได้จาก
โครงการไปใชใ้ ห้เป็นประโยชน์ตอ่ การประกอบอาชีพการงาน

3) การวเิ คราะหค์ า่ ใช้จ่าย – คณุ คา่ ของโครงการ (Cost - Effectiveness
Analysis) เป็นการประเมินโครงการโดยดูค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกับคุณค่าของผลท่ีเกิดโครงการ
โดยเปน็ การประเมนิ คณุ ค่าตามความคดิ เห็นของผูป้ ระเมิน หรือกลมุ่ เปา้ หมาย

3.3.3 การประเมินผลกระทบ
การประเมินผลกระทบของหลักสูตรเป็นส่วนหน่ึงของการประเมินผล

สรุปเมื่อส้ินสุดการใช้หลักสูตรในระยะเวลาหนึ่ง และผลกระทบที่แท้จริงจะต้องสัมพันธ์กับผลผลิตท่ี
ได้รับจากหลักสูตรด้วย ซ่ึงผลของโครงการจาแนกโดยใช้ระยะเวลาของการดาเนินงานเป็นหลักแบ่ง
ออกเป็น 3 ประเภท ดงั น้ี

1) ผลผลิต (Output) เป็นผลของโครงการในช่วงเวลาท่ีการดาเนิน
โครงการเสร็จส้ินลงตัวอย่าง เช่น ผลของโครงการอ่านออกเขียนได้ หมายถึง จานวนผู้เรียนท่ีได้
ลงทะเบียนไว้อัตราการมาเรียน คะแนนที่วัดผลก่อนเรียนและหลังเรียนในแต่ละหน่วยที่มีการเรียน
การสอนซึ่งผลดังกล่าวจะเน้นว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผู้เรียนในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย มากกว่าจะจัดว่ามี
อะไรเกิดขึ้นจากโครงการบา้ ง

211
2) ผลทไี่ ดร้ ับ (Effect) เปน็ ผลของโครงการในช่วงเวลาท่ีหา่ งออกไป
ตัวอย่างเช่น ผลของโครงการอ่านออกเขียนได้ หมายถึง จานวนหรืออัตราของคนท่ีมีความสามารถ
ในการอ่านเพิ่มขึ้น การเร่ิมอ่านหนังสือพิมพ์ การเร่ิมอ่านหนังสือ คู่มือทาการเกษตร การอ่าน
หนังสือให้ลูกฟัง และลักษณะอ่ืนๆ ท่ีแสดงให้เห็นว่าการท่ีประชาชนเข้าร่วมในโครงการทาให้เขาพัฒนา
ไปในทศิ ทางท่กี าหนดไว้ในโครงการ
3) ผลกระทบ (Impact) เป็นผลของโครงการในช่วงระยะเวลาท่ีจะ
ยาวนานออกไป บางคร้ังผลกระทบดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อโครงการได้เสร็จสิ้นลงไปในช่วงเวลา
หนึ่ง และเป็นผลของโครงการทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ตัวบุคคลและชุมชน ตัวอย่างของโครงการอ่านออกเขียน
ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานทางการเกษตรซึ่งมีผลมาจากการอ่านเอกสารหรือ
หนังสอื ท่ีเกย่ี วข้องกับการเกษตร หรือการมีสว่ นรวมของประชาชนเกย่ี วกับประเพณี และวฒั นธรรม
เป็นผลมาจากการฝึกอบรมหรือการแนะให้มีการรวมกลุ่มกัน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าผลกระทบของ
โครงการจะปรากฏออกมาในด้านเศรษฐกิจ สังคม ประกอบอาชีพ การย้ายถิ่น อุปนิสัยและสภาพ
จิตใจของบุคคลและชุมชน
4) การประเมินหลักสตู รทั้งระบบ

การประเมินหลักสูตรทั้งระบบ เป็นการประเมินด้านสภาวะแวดล้อม
หรือบริบท (Context) ด้านปัจจัยนาเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต
(Product) ของหลกั สูตรซ่ึงจะประเมินองคป์ ระกอบตา่ งๆ ของหลกั สตู รทง้ั หมด คอื เอกสารหลักสูตร
วัสดุได้แก่ เอกสาร ตารา คู่มือครู หนังสือเรียน แบบฝึกหัด บุคลากร ท่ีเก่ียวข้องกับการใช้หลักสูตร
ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้เช่ียวชาญ สภาพการใช้หลักสูตรด้านการบริหาร
จัดการกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศกากับดูแล การประเมินผล การเรียนการสอน รวมท้ัง
สภาพแวดลอ้ มที่จาเปน็ ซึ่งจะเปน็ ตวั บง่ ชค้ี ุณภาพของผลผลติ

วชิ ัย วงษใ์ หญ่ (2537 : 214-217) ไดเ้ สนอแนะเก่ียวกบั รปู แบบการประเมินหลักสตู รแบบ
CIPP Model ว่าการประเมินในความคิดของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) ที่เรียกว่า CIPP
เป็นการประเมินเพ่ือรวบรวมข้อมูลทเี่ ป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ซ่ึงรูปแบบการประเมินแบบซิปป์
น้มี อี งคป์ ระกอบ 4 ส่วนสาคัญ คอื

1. การประเมินภาวะแวดล้อมหรือบริบท (Context Evaluation-C) หมายถึง สภาวะ
แวดลอ้ มทางเศรษฐกิจ สงั คม การเมืองทว่ั ๆ ไป ทจ่ี ะเป็นตวั การสาคัญในการโน้มนาการศึกษา เพราะ
สภาพแวดล้อมเป็นตัวกากับ และมีอิทธิพลต่อกิจกรรมที่เกิดข้ึนเสมอการประเมินสภาวะแวดล้อมนี้
จะทาให้ทราบทศิ ทางและช่วยในการกาหนดจดุ มงุ่ หมายของหลักสูตรไดช้ ดั เจน

2. การประเมินปัจจัยเบ้ืองต้น (Input Evaluation- I) องค์ประกอบที่จะนาไปสู่ระบบ
หรือกระบวนการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ ทักษะและสภาพแวดล้อม
ทางครอบครัวด้านอื่นๆ ของผู้เรียนก่อนที่จะเข้าสูร่ ะบบโรงเรยี นนอกจากตวั ผเู้ รียนแล้วยังมีปัจจัยด้าน
ครู และงบประมาณ เป็นต้น ซึ่งแยกรายละเอียดได้อีกมากมายผู้ประเมินจะต้องกาหนดว่าจะ
ประเมินเรอ่ื งใด และควรมีกรอบการประเมินท่ีชัดเจน

212

3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation – P) หมายถึง การประเมิน
การปฏิบตั ิกิจกรรมตา่ งๆ ตามหลกั สตู รวา่ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายได้มากน้อยเพียงใด เชน่ การประเมิน
การจัดการเรยี นการสอนของครู หรอื การประเมนิ กระบวนการติดตามนเิ ทศของผบู้ ริหาร เปน็ ตน้

4. การประเมนิ ผลผลิต (Product Evaluation – P) หมายถึง การประเมินผลผลติ เชน่
ผลสัมฤทธิ์และคุณลักษณะของผู้เรียนว่าได้ผลตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ เป็นการกระทาเพ่ือการ
ตัดสนิ ใจเพ่อื เร่ิมวงจรของการประเมินใหม่ ผปู้ ระเมนิ ตอ้ งการจะประเมินว่าผลผลิตของผู้เรียนท้ังทาง
สตปิ ญั ญา ร่างกายและเจตคติได้เปล่ียนแปลงไปตามความมุง่ หวงั ของหลักสูตรหรอื ไมเ่ พียงใด

รปู แบบของการประเมินหลกั สูตร
รูปแบบการประเมนิ หลกั สูตรของ ทเลอร์

ไทเลอร์ (Tyler, 1950 : 11) ไดใ้ ห้แนวคดิ วา่ วตั ถุประสงค์ทางการศึกษาที่กาหนดข้ึนเป็นสิ่ง
ท่ีแสดงถึงส่ิงที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนเปล่ียนแปลงพฤติกรรมหรือมีคุณลักษณะตามท่ีต้องการ ดังน้ัน
การประเมินจึงเป็นกระบวนกาหนดระดับความเปลี่ยนแปลของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในตัวผู้เรียน
เมอ่ื ไดผ้ ่านกระบวนการเรียนการสอน

อัญชลี สารรัตนะ (2547 : 133- 134) ได้สรุปรูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์ไว้
ว่ารูปแบบการประเมินหลักสูตรจึงยึดวัตถุประสงค์ทางการศึกษาหรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็น
หลักในการประเมินความสาเร็จ วัตถุประสงค์จึงสามารถนามาเป็นเกณฑ์มาตรฐานสาหรับการตัดสิน
ผลสาเร็จของการดาเนินงาน ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ประเมิน จึงต้องกาหนดในรูปของ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) เพ่ือความชัดเจน และการตัดสินผลสาเร็จของ
การดาเนินกจิ กรรม แนวคิดนีจ้ ึงมลี กั ษณะเปน็ Goal-Base (Behavioral Objective) Approach

เม่ือนารูปแบบการประเมินของไทเลอร์ มาใช้ในการประเมินหลักสูตร จึงเป็นการประเมิน
ว่าผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรหรือไม่ หากผลลัพธ์ที่
เกิดข้ึนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร แสดงว่าการบริหารหลักสูตรหรือการใช้หลักสูตรดี
รูปแบบการประเมนิ ของไทเลอร์ จงึ เปน็ การประเมนิ เปรียบเทียบระหว่าง ส่งิ ท่เี ปน็ จรงิ กับสิ่งท่คี วรเป็น
และการใช้ข้อมูลความสอดคล้องเป็นหลักในการตัดสินใจสรุปผลการดาเนินงานเก่ียวกับการบริหาร
หลักสูตร

ไทเลอร์ เป็นผู้ท่ีวางรากฐานการประเมินหลักสูตร โดยเสนอแนวคิดว่าประเมินหลักสูตร
เป็นการเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปล่ียนแปลงไป เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้
หรือไม่ โดยการศึกษารายละเอียดขององค์ประกอบกระบวนการจัดการศึกษา 3 ส่วน คือ
วัตถุประสงค์ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการตรวจสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียน
ดังภาพที่ 16 (อญั ชลี สารรัตนะ, 2547 : 134)

213
จดุ มุ่งหมายทางการศกึ ษา

ประสบการณ์การเรยี นรู้ การตรวจสอบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

ภาพท่ี 16 ความสัมพันธข์ ององคป์ ระกอบกระบวนการจัดการ ก า
นอกจากน้ี ไทเลอร์ ได้เสนอแนวคิดใหม่ว่า การประเมินหลักสูตรควรประกอบด้วย
การประเมินความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การประเมินความเป็นไปได้ของแผนการเรียนรู้
ที่จะส่งผลต่อ ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ ประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ประเมิน
ผลผลิตและผลลัพธ์ของหลักสูตร ตลอดจนการติดตามประเมินหลักสูตรเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดของไทเลอร์เก่ียวกับการประเมินหลักสูตรยึดความสาเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก ไทเลอร์
มคี วามเหน็ วา่ จุดมงุ่ หมายของการประเมนิ หลักสูตร คอื (ธารง บวั ศรี ,2531 ; ใจทพิ ย์ เชื้อรัตนพงษ์,
2539, อญั ชลี สารรตั นะ ,2547 ; ศศิธร ขนั ติธรางกงู , 2554)
1. เพ่ือตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั้น
ประสบผลสาเร็จหรือไม่ สว่ นใดทปี่ ระสบผลสาเร็จกอ็ าจเกบ็ ไวใ้ ช้ต่อไป แต่สว่ นใดทไ่ี ม่ประสบผลสาเร็จ
กจ็ ะปรับปรุงแกไ้ ขต่อไป
2. เพื่อการประเมินค่าความก้าวหน้าทางการศึกษาของกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ เพ่ือให้
สาธารณะชนได้ข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือและเข้าใจปัญหาความต้องการของการศึกษา และเพ่ือใช้ข้อมูลน้ัน
เปน็ แนวทางในการปรบั ปรุงนโยบายทางการศึกษาท่คี นส่วนใหญ่เหน็ ด้วย
ด้วยเหตุน้ีการประเมินหลักสูตรจึงเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนการสอนและการประเมิน
คุณค่าของหลักสูตร ไทเลอรไ์ ด้จัดลาดับขนั้ ตอนการเรยี นการสอนและการประเมินผล ดงั น้ี
1. กาหนดวัตถุประสงค์อยา่ งกวา้ งๆ โดยวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆในการกาหนดวตั ถุประสงค์
(Goal Screens) คอื นกั เรยี น สังคม และเนื้อหาสาระ สว่ นปัจจัยท่ีกาหนดขอบเขตของวัตถปุ ระสงค์
(Goal Screens) คอื จติ วทิ ยาการเรียนรแู้ ละปรชั ญาการศึกษา
2. กาหนดวัตถุประสงค์เฉพาะและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ซ่ึงจะเป็น
พฤตกิ รรมทต่ี ้องการวดั ภายหลังจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
3. กาหนดเนือ้ หาหรือประสบการณก์ ารเรียนรู้เพ่อื ใหบ้ รรลุจดุ มงุ่ หมายท่ตี ั้งไว้
4. เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมที่จะทาให้เน้ือหาหรือประสบการณ์ที่วางไว้
ประสบความสาเรจ็
5. ประเมนิ ผลโดยการตัดสนิ ใจด้วยการวัดผลทางการศึกษาหรือการทดสอบสมั ฤทธิผลใน
การเรยี น

214
6. ถ้าไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ก็จะต้องมีการตัดสินที่จะยกเลิกหรือปรับปรุง
หลักสูตร แต่ถ้าบรรลุตามวัตถุประสงค์ ก็อาจจะใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เพื่อปรับปรุง
การกาหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสังคมท่ีเปล่ียนแปลงหรือใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพ
ของหลกั สูตร สรุปเปน็ ภาพที่ 17 (ใจทพิ ย์ เช้อื รัตนพ์ งษ์ , 2539 : 225)

กาหนดวตั ถปุ ระสงค์

ยกเลกิ หรอื กาหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ปรบั ปรงุ
ปรับปรงุ หลกั สตู ร กาหนดเน้อื หาสาระและประสบการณ์

เลอื กวิธีการเรยี นการสอน

วัดพฤติกรรม ประเมนิ วดั พฤติกรรม
กอ่ นเรยี น ผลการเรยี นรู้ หลงั เรียน

ถา้ ผลการวดั ถ้าผลการวดั
ก่อนเรยี นดกี วา่ หลงั เรยี นดีกว่า

ภาพที่ 17 ขัน้ ตอนการเรยี นการสอนและการประเมนิ หลักสตู รของ ทเลอร์
สรุปการประเมินหลักสูตรตามแนวคิดของไทเลอร์ เน้นการตัดสินคุณค่าตามจุดมุ่งหมาย
เป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ในแผนงาน โครงการ หรือหลักสูตร การประเมินจึงมีลักษณะ
ของการ เปรียบเทียบผลที่เกิดข้ึนจริงกับผลท่ีคาดหวังไว้ เป็นการยึดความสาเร็จของผู้เรียนสว่ นใหญ่
เปน็ เกณฑใ์ นการตัดสิน โดยอาศยั การวัดพฤติกรรมก่อนและหลงั เรียน และมีการกาหนดเกณฑ์ไว้ก่อน
ล่วงหนา้ วา่ ความสาเร็จใดจงึ จะประสบความสาเร็จตามจุดมุ่งหมายท่วี างไว้ การประเมินผลในลักษณะ
น้ีจงึ เป็นการประเมนิ ผลสรปุ มากกวา่ การประเมินผลความกา้ วหนา้

215

รูปแบบการประเมินของแฮมมอนด์

แฮมมอนด์ (Hammond อ้างใน วชิ ยั วงษใ์ หญ่ , 2554 : 153 ) มีแนวคดิ ในการประเมิน
หลกั สูตรโดยยดึ จุดประสงค์เป็นหลักคล้าย ไทเลอร์ แต่ แฮมมอนด์ไดเ้ สนอแนวคิดทีต่ ่างจากไทเลอร์
โดยท่ี แฮมมอนด์ ไดเ้ สนอวา่ โครงสร้างสาหรับการประเมนิ นนั้ ประกอบด้วยมติ ิ (Dimensions) ใหญ่ๆ
หลายมิติด้วยกัน แต่ละมิติก็จะประกอบด้วยตัวแปรสาคัญๆ อีกหลายตัวแปร ความสาเรจ็ หรือความ
ล้มเหลวของหลักสูตรโดยเฉพาะนวัตกรรมทางการศึกษาที่ถูกนามาบรรจุในหลักสูตรเมื่อมีการ พัฒนา
หลักสูตรโดยเฉพาะนวัตกรรมทางการศึกษาที่ถูกนามาบรรจุในหลักสูตรเมื่อมีการพัฒนาหลักสูตร
ข้ึนกับความสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างตัวแปรในมิติต่างๆ เหล่านี้ มิติท้ัง 3 ได้แก่ มิติด้าน
การเรียนการสอน (Instructional Dimension) มิติด้านสถาบัน (Institutional Dimension)
และมิติด้านพฤติกรรม (Behavioral Dimension) แฮมมอนด์ เรียกมิติท้ัง 3 น้ีว่าโครงสร้างเพ่ือ
การประเมนิ ดงั ภาพที่ 18 (ใจทพิ ย์ เชื่อรัตนพงษ ; 2539 : 227 )

1. ส่งิ ทีป่ ระเมนิ
ส่ิงที่ประเมินประกอบด้วยปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรใน 3 มิติ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์

ยอ่ ยๆ 90 เซลล์ แตล่ ะเซลล์จะเปน็ ตัวแทนของคาถามเชงิ ประเมิน
มติ ิท่ี 2

ดานสถาบัน

มติ ทิ ี่ 1 มติ ิท่ี 3
ดานการเรียน ดานพฤตกิ รรม

การสอน

ภาพท่ี 18 ปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างตวั แปร นมติ ิตา่ ง ๆ
มติ ดิ า้ นการสอน ประกอบด้วยตัวแปรสาคญั 5 ตวั แปร คือ
1. การจัดการช้ันเรียนและตารางสอน หมายถงึ การจัดครแู ละนักเรียนให้พบกันและ
ดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ซ่ึงเกี่ยวข้องกับเวลาที่ใช้ในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
และการจดั กลุ่มนักเรยี น

216
2. เน้ือหาวิชา หมายถึง เนื้อหาวิชาท่ีจะนามาจัดการเรียนการสอน การจัดลาดับ
เนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับวุฒิภาวะของผู้เรียนและชั้นเรียนในแต่ละระดับ ซึ่งประกอบด้วย
โครงสร้างของความรู้ ความคิดรวบยอด และวิธีการแสวงหาความรู้ตามลักษณะเฉพาะของแต่ละ
สาขาวิชา การจดั ลาดับเนื้อหาให้เหมาะสมกบั วุฒภิ าวะของผู้เรยี นและชนั้ เรยี นแตล่ ะระดับ
3. วิธีการ หมายถึง หลักการเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนรวมท้ัง
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งครูกบั นักเรียน และนักเรียนกับนักเรยี น
4. ส่ิงอานายความสะดวกต่างๆ หมายถึง สถานท่ี อุปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์
พเิ ศษ หอ้ งปฏบิ ตั ิการ วสั ดสุ ิ้นเปลืองต่างๆ รวมทงั้ สงิ่ ท่ีมีผลตอ่ การใชห้ ลักสตู ร และการสอนด้านอืน่ ๆ
5. งบประมาณ หมายถงึ เงินทใี่ ช้เพ่ืออานวยความสะดวกในการจดั การเรียนการสอน
การซ่อมแซม เงินเดือนครู ค่าจา้ งบุคลากรทีจ่ ะทาใหง้ านการใช้หลกั สูตรประสบความสาเรจ็
มิติด้านสถาบัน ประกอบด้วยตัวแปรที่ควรคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร 5 ตัวแปร
คือ
1. นักเรียน มีองค์ประกอบที่ต้องคานึงถึงในการประเมินหลกั สูตร ได้แก่ อายุ เพศ
ระดับชั้นที่กาลังศึกษา ความสนใจ ความเกี่ยวข้องกับนวัตกรรม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุขภาพ
และสุขภาพจิต ภูมหิ ลังทางครอบครวั และเศรษฐกิจสังคม
2. ครู มีองค์ประกอบท่ีต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ อายุ เพศ
วุฒิสูงสุดทางการศึกษา ประสบการณ์ทางการสอน เงินเดือน กิจกรรมท่ีทาเวลาว่างๆ การฝึกอบรม
เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกบั การใช้หลักสตู รในชว่ งระยะเวลา 1-3 ปี และความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ าน
3. ผูบ้ ริหาร มอี งคป์ ระกอบทีต่ ้องคานึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ อายุ เพศ วฒุ ิ
สูงสุดการศึกษา ประสบการณ์ทางการบรหิ าร เงินเดอื น ลักษณะทางบคุ ลิกภาพการฝกึ อบรมเพ่ิมเติม
เกย่ี วกับการใช้หลกั สูตรในชว่ งระยะเวลา 1-3 ปี และความพึงพอใจในการปฏบิ ัตงิ านดา้ นวชิ าการ
4. ผู้เช่ียวชาญ มีองค์ประกอบท่ีต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ อายุ
เพศ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ลักษณะของการให้คาปรกึ ษาหรอื ช่วยเหลือ ลักษณะทางบุคลิกภาพ
และความพึงพอใจในการปฏบิ ัตงิ าน
5. ครอบครวั มอี งคป์ ระกอบทต่ี ้องคานึงถึงในการประเมนิ หลักสตู ร ไดแ้ ก่ สถานภาพ
สมรส ขนาดของครอบครัว รายได้ สถานที่อยู่ การศึกษา การเป็นสมาชิกของสมาคม การโยกย้าย
จานวนบุตรทอ่ี ยทู่ ี่โรงเรยี นน้ี และจานวนญาตทิ ีอ่ ย่รู ่วมโรงเรียน
6. ชุมชน มีองค์ประกอบท่ีต้องคานึงถึงในการประเมินหลักสูตร ได้แก่ สภาพชุมชน
จานวนประชากร การกระจายของอายุ ของประชากร ความเชื่อ (ค่านิยม ประเพณี ศาสนา ลักษณะ
ทางเศรษฐกจิ สภาพการให้บริหารสุขภาพอนามยั และการรับนวตั กรรมเทคโนโลยี)
มิติด้านพฤติกรรม มีองค์ประกอบของพฤติกรรม 3 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านความรู้
(Cognitive) พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychomotor) และพฤติกรรมด้านเจตคติ (Affective) การจัด
หลักสตู รถา้ ได้มกี ารกาหนดพฤตกิ รรมเปน็ ดา้ นๆ ไว้ จะชว่ ยใหก้ ารประเมินหลกั สูตรมีความสะดวกและ
เปน็ ระบบ

217
1. พฤติกรรมด้านความรู้ (Cognitive) ได้แก่ ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้
การวิเคราะห์ การประเมินค่าและการสร้างสรรค์ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
ในด้านองค์ประกอบย่อยของพฤติกรรมอาจจะใชแ้ บบทดสอบมาตรฐานเป็นเคร่ืองมอื การประเมิน
2. พฤติกรรมด้านทักษะ (Psychomotor) ได้แก่ การกระทาท้ังหลายที่ใช้การประสาน
ของกล้ามเนื้อ หรอื พฤตกิ รรมท่เี ก่ียวข้องกับการใช้มือและร่างกายปฏบิ ัติงานต่างๆ เช่น การออกกาลัง
กาย การเลน่ กฬี า การคดั ลายมอื การพิมพด์ ดี
3. พฤติกรรมด้านเจตคติ (Affective) ได้แก่ พฤติกรรมท่ีเก่ียวกับความสนใจ ความชอบ
ไม่ชอบ ทัศนคติ ความซาบซ้ึง และค่านิยม (ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์, 2539 ; วิชัย วงษ์ใหญ่, 2554 ;
มารตุ พัฒผล, 2556 ; March & Willis, 1995)
2. ข้นั ตอนการประเมนิ หลกั สตู ร
แนวคิดการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ เริ่มด้วยการประเมินหลักสูตรที่กาลัง
ดาเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ข้อมูลเป็นพ้ืนฐานท่ีจะนาไปสู่การตัดสินใจ แล้วจึงเริ่มกาหนด
ทิศทางและกระบวนการของการเปล่ียนแปลงหลักสูตร โดยการประเมินหลักสูตรของ แฮมมอนด์
มีข้ันตอนของการประเมินหลักสูตรมี ดงั น้ี (มารตุ พฒั ผล , 2556 ; อญั ชลี สารรัตนะ , 2557 )
2.1 การประเมินหลักสูตรที่กาลังใช้อยู่ โดยประเมินส่วนย่อยๆ ของหลักสูตร เช่น
การประเมินเพยี งรายวิชาหนง่ึ ของหลกั สูตร
2.2 นิยามลักษณะต่างๆของตัวแปร โดยอธิบายถึงตัวแปรต่างๆ ในมิติด้านการเรียน
การสอน มิตพิ ฤติกรรม และมิตดิ ้านสถาบัน
2.3 กระบวนการประเมนิ หลกั สตู ร ดาเนินการ

2.3.1 กาหนดส่ิงท่ีต้องการประเมิน ควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตร
เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และจากดั ระดับช้ันเรยี น

2.3.2 กาหนดตัวแปรในมติ ิการสอนและมิติสถาบันให้ชัดเจน
2.3.3 กาหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยระบุถึง (1) พฤติกรรมของ
นกั เรยี นทแ่ี สดงว่าประสบความสาเรจ็ ตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนด (2) เงอ่ื นไขของพฤติกรรมท่เี กิดขึ้น
(3) เกณฑข์ องพฤติกรรมทบี่ อกให้รู้วา่ นักเรยี นประสบความสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์มากน้อยเพียงใด
2.3.4 ประเมินพฤติกรรมท่รี ะบไุ ว้ในวัตถปุ ระสงค์ ผลทไ่ี ด้จากการประเมินจะ
เป็นตัวกาหนดพิจารณาหลักสูตรที่ดาเนินการใช้อยู่ เพ่ือตัดสินยกเลิกรวมหรือปรับปรุงเปล่ียนแปลง
หลกั สูตร
2.3.5 วิเคราะห์ผลภายในองค์ประกอบและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ
ตา่ งๆ เพอ่ื ให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับพฤติกรรมแท้จริงท่ีเกดิ ขึน้ ซึง่ จะเปน็ ผลสะท้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์
เชิงพฤตกิ รรมท่ตี ง้ั ไว้ และเปน็ การตดั สินวา่ หลักสตู รน้นั มปี ระสิทธิภาพเพียงใด
2.4 พิจารณาสงิ่ ท่ีควรเปล่ียนแปลงปรบั ปรุง

218

รปู แบบการประเมนิ ของครอนบัค

ตามแนวความคดิ ของ ครอนบคั (Cronbach) น้นั การประเมนิ ผลหมายถึงการเก็บรวบรวม
ข้อมูลและใช้ข้อมูลนั้นเพื่อการตัดสนิ ใจเกี่ยวกับการศึกษา อาจเป็นกิจกรรใดก็ได้ เช่น กิจกรรมการ
เรียนการสอนครอนบัคมีความเห็นว่าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีตัวแปรที่เก่ียวข้องหลาย
อย่าง

ดังนั้นจึงเช่ือว่าการทดสอบสัมฤทธิผลในการเรียนเพียงอย่างเดียวเพื่อดูการบรรลุ
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมย่อมไม่เพียงพอสาหรับการประเมินกิจกรรม การเรียนการสอน
ควรประเมนิ ผลกระทบหรือผลข้างเคยี ง (Side Effect) (อญั ชลี สารรตั นะ, 2547 : 140 - 142 )

1. จดุ ม่งุ หมายของการประเมนิ ผล
จุดมุ่งหมายของการประเมินนน้ั อาจแยกได้ 3 ประการ คือ
1.1 เพื่อปรับปรุงรายวิชา (Course Improvement) เพ่ือตัดสินว่า อุปกรณ์การเรียน

การสอน และวธิ ีการสอนใดทน่ี ่าพอใจ และมีสว่ นใดที่ดาเนนิ การอยแู่ ลว้ ต้องแก้ไข
1.2 เพ่ือตัดสินเก่ียวกับตัวบุคคล (Decision about Individual) เช่น การตัดสินใน

การวางแผน การคัดเลือก หรือการแยกกลุ่มผู้เรียน หรือแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าส่วนใดท่ีเขาเด่น และ
สว่ นใดที่เขาควรปรบั ปรงุ แก้ไข เปน็ ตน้

1.3 เพอื่ การตดั สนิ เกย่ี วกบั ระเบยี บวธิ ใี นการบริหาร (Administrative Regulation)
เช่น เพ่ือการตัดสินว่า ระบบการศึกษาของโรงเรียนดีหรือไม่เพียงไร และครูแต่ละคนของโรงเรียน
มปี ระสทิ ธภิ าพดีหรือไม่อยา่ งไร เปน็ ตน้

2. สิ่งท่คี วรประเมิน
ครอนบัค มีความเห็นว่า การประเมินไม่ควรจากัดอยู่ท่ีการทดสอบผลสัมฤทธ์ิเพียง

อย่างเดยี ว ควรมกี ารวดั หรือศึกษาด้านอ่นื ดว้ ย โดยครอนบคั เสนอไว้ 4 ดา้ น คือ
2.1 การติดตามผลผู้ท่ีจบจากหลักสตู ร (Follow-up- Studies)
สาหรับการศึกษาเพื่อติดตามผลนั้น อาจศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างจาก

การศกึ ษารายวชิ าใดวชิ าหน่ึงโดยเฉพาะ หรอื กลมุ่ ตวั อย่างในโครงการกบั กลุ่มตวั อยา่ งอกี จานวนหน่ึงที่
มพี น้ื ฐาน (Demographic – Variables) คล้ายคลงึ กัน แล้วศกึ ษาเปรยี บเทียบดผู ลท่เี กิดข้ึนระหว่าง
กลุ่ม 2 กลุ่มน้ีว่า แตกต่างกันหรือไม่ ในความก้าวหน้าทางวิชาชีพ หรือทางความก้าวหน้าทาง
การศึกษาในระยะยาว ผลที่ได้จากการศึกษาแบบนี้ไม่มีผลโดยตรงในการปรับปรุงหลักสูตรหรือ
รายวิชาเรียน เพราะไม่ให้คาตอบท่ีทาให้ทราบได้ว่าหลักสูตร หรือรายวิชานั้นๆ ควรได้รับการ
ปรับปรุงด้านใดโดยเฉพาะบ้าง แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างหลักสูตรใหม่ เพราะอาจใช้รายวิชาเดิม
หรอื ยกเลกิ รายวิชานัน้ ๆ ก็ได้

2.2 การวัดทศั นคติ (Attitude Measurement)
การวัดทัศนคติทาได้หลายอย่าง เช่น การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม

หากใชแ้ บบสอบถาม ไม่ควรจะเชื่อผลจากแบบสอบถามมากนัก ต้องดวู ่าอตั ราส่วนของผู้ตอบในการ
แสดงความคิดเห็นแต่ละข้อ มีน้าหนักเพียงพอหรือไม่ และท่ีสาคัญก็คือทัศนคติเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
และผู้ตอบมีความลาเอียงได้มากถ้าผู้ตอบมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องด้วย ถ้าถามความคิดเห็นที่ไม่

219

เก่ียวข้องกับเน้ือหาอย่างตรงๆ จะได้ผลที่น่าเช่ือถือได้มากว่า ผลของแบบสอบถามควรดูรายเฉลี่ย
ท่ัวๆ ไปแทนทจ่ี ะดรู ายละเอียดของแต่ละบคุ คล

2.3 การวดั ความสามารถท่ัวๆ ไป (Proficiency Measurement)
การวัดความสามารถทวั่ ๆ ไป ควรใชแ้ บบทดสอบมาตรฐานและควรใช้แบบทดสอบ

ต่างฟอร์มกับนักเรียนต่างกลุ่มก็จะเป็นการดี ในการทดสอบกลุ่มตัวอย่างควรเป็นตัวแทนของ
ประชากร และข้อทดสอบควรเป็นตัวแทนของเน้ือหาวิชา ส่วนข้อสอบแบบเขียนตอบ (Essay
Types) ควรใช้วดั ความสามารถเฉพาะอย่างดว้ ย และใชก้ ลุ่มตวั อยา่ งขนาดเล็กก็พอ

เปน็ ท่นี า่ สังเกตว่าครอนบัค ให้ความสาคญั ของข้อสอบแต่ละข้อมากกวา่ คะแนน
รวมและเมื่อรู้ผลการสอบแต่ละข้อแล้ว ก็นามาปรับปรุงการเรียนการสอนได้ทันทีตลอดเวลา ดังน้ัน
การประเมินผลของครอนบคั จึงเป็นทงั้ การประเมินผลความก้าวหน้าหรือการประเมินเพื่อการปรับปรุง
ในการเรียน (Formative Evaluation) และการประเมินผลสรุปผลการเรียน (Summative
Evaluation) และ ครอนบัคเชือ่ วา่ การประเมินผลไมใ่ ช่การทดสอบหลังเรียนเพียงอยา่ งเดียวเทา่ น้ัน

3.4 การศกึ ษากระบวนการ (Process Studies)
การศึกษากระบวนการมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาสิ่งท่ีเกิดขึ้นในหลักสูตรเพ่ือ

ประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตรให้ดีขึ้น ส่วนน้ีเป็นการประเมินผลความก้าวหน้าของหลักสูตร
ซ่ึงเกิดขึ้นในขณะที่หลักสูตรกาลังดาเนินอยู่ตามความเห็นของครอนบัคน้ัน เขาเห็นว่าการประเมิน
เพ่ือการปรับปรุงหลักสูตรระดับชาติ หรือรายวิชาในการเรียนการสอนควรกระทาโดยผู้เช่ียวชาญใน
โรงเรยี นหรอื ในระดบั ทอ้ งถ่นิ น้นั ผูส้ อนควรทาหนา้ ท่ปี ระเมนิ ผลหลักสตู รที่ตนสอนเอง

ตามแนวคิดของครอนบัค นั้นอาจสรุปได้ว่า การประเมินหลักสูตรต้องการทา
การวัดหลายๆ ดา้ น (Multidimentional Studies) ไม่เพยี งแต่การวัดตามวัตถุประสงค์ทกี่ าหนดไว้เท่าน้ัน
ต้องพยายามวัดผลข้างเคียงหรือผลกระทบอ่ืนๆ ด้วย (Side Effects) เช่น ความรู้ความสามารถท่ัวๆ ไป
ทัศนคติ รวมทั้งการติดตามผลของการเรียนหลังการเสร็จสิ้นการเรียนการสอนแต่ละรายวิชาด้วยว่า
ผู้เรียนได้ผลตามจุดมุ่งหมายของการเรียนหรือไม่ เคร่ืองมือในการทดสอบก็มี Proficiency Test
แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ รวมทง้ั การเขยี นเรยี งความ เปน็ ตน้ โดยครอนบคั ให้ความสาคัญมาก
กับคะแนนที่ได้จากแต่ละข้อแทนท่ีจะเป็นคะแนนรวม และมุ่งทาการทดสอบกลุม่ ตัวอย่างขนาดใหญ่
หรือเกือบทั้งหมดด้วยเครื่องมือทแ่ี ตกต่างกัน เขาไม่เช่ือเร่ือง Micro-Studies และ Comparative
Studies เพราะคิดว่า ผลท่ีได้เชื่อถือได้ยากเพราะมีตัวแปรบางอย่างๆ เช่น Bias และ Placebos
Effect ที่ทาให้กลุ่มตัวอย่างท่ีนามาเปรียบเทียบกันเท่ากันได้ยาก นอกจากน้ีแนวความคิดท่ีน่าสนใจ
มากก็คือ เขามีความคิดว่าการกาหนดวัตถุประสงค์ท่ีมากเกินไป อาจทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้น้อยกว่า
ที่ควร เพราะผเู้ รยี นจะไม่สนใจเรยี นรสู้ ่งิ อน่ื ท่ีนอกเหนือจากสิง่ ที่ได้กาหนดไวใ้ นวัตถุประสงค์

รปู แบบการประเมินหลักสตู รของโรเบิร์ท สเตค

รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโรเบิร์ท สเตค (Roberst Stake) ยึดหลักความสัมพันธ์
(Contingency) ของส่ิงที่กาหนดไว้ก่อนแล้ว (Antecedents) กระบวนการทางาน (Transaction)
และผลผลติ (Outcomes) ท่เี กดิ ขน้ึ หลงั จากการเรยี นการสอน หลังจากการหาความสัมพันธ์ของส่ิง
3 ส่ิงดังกลา่ วแล้ว กไ็ ปหาความสอดคล้อง (Congruence) ของสิ่งทีจ่ ะประเมิน (Intents Sources)

220
กับส่ิงที่สังเกตพบเห็น (Observations Sources) และขณะเดียวกันน้ันก็หาความสัมพันธ์ในแนวต้ัง
ระหวา่ งส่ิงทีก่ าหนดไว้ก่อนกระบวนการทางานและผลผลิต เมือ่ ได้ข้อมลู โดยการบรรยายท้ังหมดแล้ว
ก็นาข้อมูลทัง้ หมดไปพิจารณาเปรยี บเทียบส่ิงท่ีเปน็ มาตรฐาน (Standards Sources) แล้วพิจารณา
ตัดสินคุณค่า (Judgements Sources) ของสิ่งท่ีจะประเมินในช่องแนวต้ังของหลักการและเหตุผล
ของโปรแกรม (Programs Rationals) ซึ่ง วิชัย ดิสสระ (2535) และรุจิร์ ภู่สาระ (2546 ) กล่าวไว้
สอดคล้องกันว่า โรเบิร์ท สเตค แบ่งตารางวิเคราะห์ออกเป็น 15 ช่อง เพื่อใช้ในการหาความสัมพันธ์
และความสอดคล้องของข้อมูลท่ีตั้งใจประเมิน (Intents Sources) ข้อมูลที่สังเกตเห็น (Observations
Sources) ข้อมูลที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน (Programs Rationales) เพ่ือพิจารณาตัดสินใจและแสดง
ความคิดเห็นต่อหลักสูตรลงในช่องตัดสินคุณค่า (Judgements Sources) ทั้งน้ี โดยการยึดรายละเอียด
ของข้อมูลที่ได้จากทั้ง 3 ช่อง ตามแนวต้ังของหลักการและหลักสูตร ของโปรแกรม (Programs
Rationales) ซงึ่ จะได้พจิ ารณาในรายละเอยี ดภาพท่ี 19 (รจุ ิร์ ภูส่ าระ, 2546 : 165)

หลักการเหตผุ ล การอธบิ าย การตดั สนิ ใจ
ส่งิ ทต่ี งั้ ใจ การสังเกต มาตรฐานการตดั สินใจ

ส่งิ ที่มีมาก่อน

กระบวนการเรียนการสอน

ผลลัพธ์

ภาพท่ี 19 รปู แบบการประเมินหลกั สูตรของโรเบริ ์ทสเตค
จากภาพที่ 19 โรเบริท์ สเตค อธิบายว่า ในส่วนของการอธิบายสามารถจาแนกออกเป็น
สิ่งที่ตั้งใจจะประเมิน และส่ิงที่สังเกตได้จริง ซ่ึงทั้งสองประเด็นน้ีจะสามารถอธิบายได้จากากร
ประเมิน ส่วนการตัดสินใจแบ่งเปน็ มาตรฐานท่ีใช้ในการประเมิน และผลจากการประเมินที่ทาให้เกิด
การตัดสินใจ ดังน้ัน ในการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการอธิบายและการตัดสินใจของ
ผู้ประเมินในข้ันตอนต่างๆ ของการนาหลักสูตรหรือโปรแกรม การสอนไปใช้ สามารถบรรลุสิ่งท่ี
กาหนดไว้ก่อน กระบวนการและผลผลิตลงในตารางท่ี 10 (รจุ ิร์ ภสู่ าระ, 2546 : 165)

221

ตารางท่ี 10 รปู แบบการประเมินหลักสูตรของโรเบิร์ท สเตค

หลกั การเหตุผลของโปรแกรม ขอมูลเชงิ บรรยายสิ่งท่ีจะ ขอมูลเชิงตัดสินส่ิงที่เป็น
(Programs Rationales) ประเมนิ สง่ิ ทสี่ ังเกตเห็น มาตร านการตัดสิน จ
สงิ่ ทก่ี าหนด วก่อน
(Antecedent)
- บคุ ลกิ ลักษณะของผูเ้ รยี น
- บคุ ลกิ ลกั ษณะของครู
- เนื้อหาวิชา
- ลักษณะของหลักสตู ร
- วัสดอุ ุปกรณ์ประกอบการเรียน
- อาคารสถานท่ี
- การบรหิ าร-การจัดการโรงเรียน
- ลกั ษณะชุมชน
กระบวนการทางาน
(Transaction)
- การส่ือสาร
- ตารางเวลาดาเนนิ การ
-ลาดบั เหตุการณ์
- ตารางเวลาเสรมิ แรง
- บรรยากาศของสง่ิ แวดลอ้ ม
ผลผลิต (Out Come)
- ผลสมั ฤทธิ์ของผู้เรยี น
- ทศั นคติของผู้เรียน
- ทกั ษะของผเู้ รียน
- ผลกระทบท่ีเกิดขึ้น
- ผลทเ่ี กดิ กับสถาบัน

ช่องแรกตามแนวต้ังของตารางน้ันจะเป็นองค์ประกอบของหลักการและเหตุผลของโปรแกรม
(Programs Rationales) ซ่ึงประกอบไปด้วยหัวข้อใหญ่ๆ 3 หัวข้อคือ ส่ิงท่ีหลักสูตรได้กาหนดไว้ก่อน
แล้ว (Antecedents) กระบวนการทางาน (Transactions) เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
และผลผลิต (Outcomes) ซ่ึงเกิดจากกระบวนการทางานหรือการใช้หลักสูตรท้ัง 3 ช่องนี้
มีลักษณะคล้ายกับการบริหารโดยท่ัวๆ ไป ที่ยึดหลักการของ Input - Process – Output นั่นเอง
สาหรบั หวั ข้อสิ่งทีห่ ลักสูตรกาหนดไวก้ ่อนแลว้ น้ัน แยกเปน็ องค์ประกอบย่อยๆ อีก 8 องคป์ ระกอบคือ
1) บุคลิกลักษณะของผู้เรียน 2) บุคลิกลักษณะครู 3) เนื้อหาวิชาของหลักสูตร 4) ลักษณะหลักสูตร

222
5) วัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน 6) อาคารสถานที่ 7) การบริหารและการจัดการโรงเรียน
8) ลักษณะชมุ ชน

ชอ่ งกระบวนการทางาน (Transaction) นั้น แบ่งออกเป็น 5 องคป์ ระกอบคือ 1) การสอื่ สาร 2)
ตารางเวลาดาเนนิ การ 3) ลาดับเหตกุ ารณ์ 4) ตารางเวลาเสรมิ แรง 5) บรรยากาศของส่ิงแวดลอ้ ม

ช่องผลผลิต (Outcomes) แบ่งออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ อีก 5 ข้อ คือ 1) ผลสัมฤทธิ์
ของผู้เรียน 2) ทัศนคติของผู้เรียน 3) ทักษะของผู้เรียน 4) ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นและ5) ผลที่เกิดกับ
สถาบนั

รายละเอยี ดทั้ง 3 หวั ข้อตามแนวต้ังของหลกั การและเหตผุ ลของโปรแกรมกค็ ือรายละเอียด
หรอื องคป์ ระกอบของหลักสูตรน้ันเอง ในแต่ละหวั ข้อหรอื แตช่ ่องอาจแบง่ แยกหรือขยายออกไปโดยให้
มีรายละเอียดมากกว่านี้ก็อาจทาได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความต้องการของผู้ท่ีจะประเมิน ที่สาคัญก็คือ
ช่องรายการต่างๆ ในช่องหลักการและเหตุผลตามแนวตั้งท้ัง 3 ช่องน้ีต้องมีความสัมพันธ์กันตามท่ีได้
กาหนดไว้ในการวางแผนพัฒนาหลักสูตรมาเป็นอย่างดีแล้ว ท้ังน้ีเพ่ือเป็นหลักหรือประเด็นที่ต้อง
ประเมินตามรายละเอยี ดท่ีระบไุ ว้

การพิจารณาและวิเคราะห์ผลการประเมินนั้นอาศัยข้อมูล 2 ชนิดมาพิจารณาเปรียบเทียบ
ความสมั พันธแ์ ละความสอดคล้องกัน ข้อมลู ทัง้ 2 ชนดิ คือ 1) ข้อมูลเชงิ บรรยาย (Descriptives Data)
2) ข้อมูลเชิงตัดสิน(Judgements Data) ข้อมูลเชิงบรรยายน้ีแยกเป็นข้อมูลของสิ่งที่จะประเมิน
(Intents Sources) และข้อมูลของสิ่งท่ีสังเกตเห็น (Observations Sources) สาหรับข้อมูล
เชิงตัดสินนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดเช่นกัน คือ ข้อมูลของสิ่งที่เป็นมาตรฐาน (Standards Sources)
และขอ้ มลู ของการตดั สินใจ (Judgements Sources) ตามภาพท่ี 20 (วชิ ัย ดิสสระ, 2535 : 120)

สิง่ ทจี่ ะประเมนิ ความสอดคล้อง สิง่ ทีส่ งั เกตเห็น
สงิ่ ทีก่ าหนดไวก้ ่อน สงิ่ ทก่ี าหนดไว้ก่อน
หลกั การ
เหตผุ ล ความสมั พนั ธ์ ความสัมพันธ์
ของ
โปรแกรม กระบวนการทางาน ความสอดคล้อง กระบวนการทางาน

ความสัมพันธ์ ความสมั พนั ธ์

ผลผลิต ความสอดคล้อง ผลผลิต

ภาพท่ี 20 การวิเคราะหห์ าความสมั พันธ์และความสอดคลองของขอมูล

223
ตามรูปแบบของการประเมินหลักสูตรของโรเบิรท์ สเตค เป็นการพิจารณาตัดสินใจใน
คุณค่าของหลักสูตร อาศัยส่วนประกอบของหลักสูตรท่ีกาหนดไว้ก่อนแล้วเป็นหลักตามรายละเอียด
ของหลกั การเหตุผลของโปรแกรม ผปู้ ระเมินตอ้ งบรรยายหรือใหร้ ายละเอยี ดของข้อมูลในช่องของสิ่งที่
จะประเมินก่อน แล้วอาศัยความรูส้ ึกนกึ คิดหรือประสบการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรนนั้ ซึ่งเป็นผลท่ี
ได้มาจากการสังเกตเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดข้ึน แล้วบรรจุข้อมูลไว้ในช่องสิ่งที่ได้จากการสงั เกตเห็น
ในทานองเดียวกันทุกๆ ช่องต้องระบุข้อมูลเชิงบรรยายตามภาพที่ 20 ซึ่ง ผลของการประเมิน
หลักสูตรจะปรากฏในช่องข้อมูลการตัดสินใจ ข้อมูล เชิงบรรยาย แต่ละหัวข้อ ตามแนวต้ังของ
หลักการเหตุผลของโปรแกรม อันเป็นผลเน่ืองจากการบรรยายความเป็นจริงในส่ิงที่ตั้งใจจะประเมิน
กับส่ิงท่ีได้สังเกตเห็นว่ามีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วนาข้อมูลที่ได้มานั้นไป
เปรียบเทียบกับข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน จึงตัดสินใจว่าส่ิงท่ีต้องการประเมินน้ันเป็นอย่างไร ควรมีการ
พิจารณาปรบั ปรงุ แก้ไขหรอื ไม่ เปน็ ตน้
ในทานองเดียวกันการประเมินหาค่าของความสัมพันธ์นั้น เป็นการแสดงความรู้สึกที่มีต่อ
ความเก่ียวพันของตัวแปรต่างๆ ในช่องของสิ่งกาหนดไว้ก่อนและช่องกระบวนการทางาน ทาไม
จึงเกิดผลผลิตดังกล่าว เช่น สภาพการเรียนการสอน วิธีการสอนของครู การจัดเตรียมในด้านต่างๆ
ในโรงเรียนท่ีสนับสนุนการเรียนการสอน ส่ิงเหล่าน้ีส่งผลต่อผลผลิตอย่างไรบ้าง การประเมินหลักสูตร
ตามรูปแบบโรเบิรท์สเตคนี้ ช่วยให้เราได้ทราบถึงผลของการวางแผนหลักสูตรว่าเราวางแผนพัฒนา
หลักสูตรไดด้ มี ากน้อยแคไ่ หนอย่างไร
ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 โรเบิรท์ สเตค ( Roberst Stake, 1976 : 310 อ้างใน รุจิร์
ภู่สาระ, 2546 : 169 -170) ได้นาเสนอรูปแบบการประเมินอีกคร้ังหน่ึง โดยรูปแบบน้ีได้เน้นย้าใน
หวั ข้อ
1. เนน้ ประเด็นทางการศกึ ษามากกวา่ จดุ ประสงค์หรอื สมมตฐิ าน
2. ใช้การสังเกตทงั้ ทางตรงและทางอ้อม รวมทง้ั การมีสว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล
3. คณุ คา่ ของมาตรฐานมีหลากหลาย ขึน้ อยูก่ บั กล่มุ ตวั อย่างทีแ่ ตกตา่ งกนั
4. ใหค้ วามเอาใจใส่อย่างตอ่ เนือ่ งเกีย่ วกบั ข้อมลู ที่คนทว่ั ไปต้องการใหม้ ีการประเมนิ
ท้ังนี้ รูปแบบนี้เหมาะสาหรับผู้ใช้ประเมินหลักสูตรในชั้นเรียน วิธีการดาเนินการนามาใช้
กับปัญหาทเ่ี กิดขึน้ เปน็ กรณีพเิ ศษ คอ่ นข้างยืดหยนุ่ และใช้วิธกี ารทางธรรมชาติในการประเมนิ ผล
อน่ึง ในปี ค.ศ. 1978 ก็ยังได้นาเสนอรูปแบบการประเมินท่ีจัดเป็นการประเมินเป็น
รายกรณีเพ่ือเป็นการเน้นเฉพาะสถานการณ์เฉพาะอย่าง เป็นการนารูปแบบท่ีโรเบิรท์ สเตคได้เคย
นาเสนอไว้ในปี ค.ศ. 1976 มาดัดแปลงรูปแบบของกรณีศกึ ษา (Case Study) มีดงั น้ี
1. อธบิ ายตัวแปรที่แตกตา่ งกนั มากมายและไม่อาจจะแยกออกไปได้
2. ข้อมูลไดม้ าจากการสงั เกตส่วนบคุ คล
3. เปน็ การเปรยี บเทยี บภายในมากกวา่ ภายนอก
4. ใหค้ วามสาคญั ในการทาความเขา้ ใจกับรายกรณี มากกวา่ จะใชก้ ารทดสอบสมมตฐิ าน
5. การขยายผลซ่ึงเป็นความคิดของผู้ประเมินนั้น ควรเป็นไปในลักษณะส่ิงนั้นเกิดข้ึนได้
อยา่ งไร ทาไมจงึ เกิด คนท่ัวไปรสู้ กึ อยา่ งไร
6. การรายงานผลการดาเนินงานอยา่ งไม่เปน็ ทางการ

224

รูปแบบการประเมินนี้จะใช้ความเป็นอตั นัยในการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างสูง มีความเหมาะสม
กับคนทีเ่ กย่ี วขอ้ งเฉพาะเรือ่ ง ผลของการประเมนิ ยงั สามารถสื่อสารใหค้ นทุกระดับเขา้ ใจได้ดดี ว้ ย

รปู แบบการประเมินหลักสตู รของสตัฟเฟลิ บมี

สมาคมฟาย เดลตา แคปปา (Phi Delta Kappa , 1969 อ้างใน อัญชลี สารรัตนะ, 2547 :
146) ได้ตั้งคณะกรรมการที่มีแดเนียล สตัฟเฟิลบีม (Daniel Stufflebeam) เป็นประธาน เพื่อหาวิธี
แก้ปญั หาการประเมนิ โครงการทางการศึกษา แดเนยี ล สตัฟเฟลิ บีม ได้ให้ความหมายการประเมิน คือ
กระบวนการรวบรวมและสกดั ข้อมูลเพ่ือสารสนเทศ อันนาไปสกู่ ารตดั สินใจและเชือ่ ม่นั ว่าใครก็ตามท่ี
มีสารสนเทศที่มีคุณภาพพอเพียง ครบถ้วนจะช่วยให้ผู้น้ันตัดสินใจได้ถูกต้อง และได้นาแนวคิด
เชิงระบบมาใช้ในการตัดสินใจ 4 ประเภท คือ 1) Planning Decisions 2) Structuring Decisions
3) Implementing Decisions 4) Recycling Decisions และมีประเภทการประเมิน 4 ประเภท
เช่นเดยี วกันคือ

1. การประเมินผลจุดมุ่งหมายและสภาพแวดล้อมของโครงการ ที่เรียกว่า Context
Evaluation

2. การประเมินการลงทุนเพ่ือการจดั การศึกษาท่ีเรียกวา่ Input Evaluation
3. การประเมินกระบวนการท่ีเรยี กว่า Process Evaluation
4. การประเมินผลลัพธ์หรือผลผลิตท่ีเรียกว่า Product Evaluation ได้ใช้ช่ือตัวอักษร
ยอ่ วา่ CIPP จึงเป็นรปู แบบทีเ่ หมาะสมแก่การชว่ ยตัดสนิ ใจเพื่อหาทางเลือกท่ีดีที่สุด
ตามปกติสถานการณ์ในการตัดสินใจ (Decision Settings) โดยท่ัวไปจะประกอบด้วยมิติ
ท่ีสาคญั อยู่ 2 มติ ิ คอื
1. มิติด้านข้อมูลท่ีมีอยู่ (Information Grasp) คือถ้าเราจะตัดสินใจทาอะไรสักอย่างเรา
ตอ้ งคานงึ วา่ เรามีข้อมลู เก่ยี วกบั เรอ่ื งน้ันอยู่มากน้อยเพียงใดแล้ว
2. มิติด้านปริมาณความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดข้ึน (Degree of Change) คือ
หมายความว่าถ้าเราตัดสินใจทาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องคานึงว่าเม่ือทาไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ไปจากเดมิ มากนอ้ ยสกั แคไ่ หน
ฉะนนั้ ถ้าเรามองสถานการณ์ในการตัดสินใจใน 2 มิตดิ ังกลา่ วควบคกู่ ันไปแล้ว ก็จะเห็นว่า
สถานการณ์ในการตัดสินใจนนั้ มอี ยู่ 4 อยา่ งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
1. สถานการณ์การตดั สนิ ใจทตี่ ้องการให้มีการเปลยี่ นแปลงเพียงเล็กนอ้ ย แตท่ ว่าข้อมูลท่ี
จะชว่ ยในการตัดสินใจน้ันมีอยู่หลายสถานการณ์ สถานการณ์การตัดสนิ ใจอย่างน้ีเรียกวา่ Homeostatic
2. สถานการณ์การตัดสินใจท่ีต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและข้อมูลท่ีจะ
ชว่ ยในการตัดสนิ ใจก็มอี ยูน่ อ้ ย สถานการณต์ ัดสนิ ใจอยา่ งนี้เรยี กวา่ Incremental
3. สถานการณ์การตัดสินใจท่ีต้องการให้มีการเปล่ียนแปลงอย่างมาก แต่ว่าข้อมูลท่ีจะ
ชว่ ยในการตัดสนิ ใจกม็ ีอย่มู าก สถานการณก์ ารตดั สินใจอย่างนีเ้ รยี กวา่ Neomobilistic
4. สถานการณก์ ารตดั สินใจทตี่ ้องการให้มกี ารเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และขอ้ มลู ทจ่ี ะช่วย
ในการตัดสนิ ใจกม็ ีนอ้ ย สถานการณ์ตัดสนิ ใจอยา่ งนี้เรยี กว่า Metamorphism

225

การตัดสินใจท้ังปวงทางการศึกษานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด จะจัดเน้ือหาวิชาในหลักสูตร
อย่างไร จะจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีไหน จะใช้ส่ือการเรียนการสอนอะไร จะจัดกิจกรรมเสริม
หลักสตู รอะไร ถา้ พิจารณาในแง่ของวธิ กี ารกับผลท่เี กิดข้ึนและส่ิงท่คี าดหวังกับสงิ่ ท่ีเกดิ ขึน้ จริงเราอาจ
จาแนกการตัดสินใจออกเปน็ 4 ประเภท คอื

1. Planning Decisions คือการตัดสินใจเพื่อกาหนดผลลัพธ์ท่ีคาดหวัง ในเชิงหลักสูตร
คือการตดั สนิ จุดหมายของหลักสตู ร (Curriculum Goals) คณุ ลกั ษณ์ทค่ี าดหวงั ให้เกิดข้ึนในตวั ผูเ้ รียน

2. Structuring Decisions คือการตัดสินใจเก่ียวกับการกาหนดโครงการในเชิงหลักสูตร
หรือการตัดสินรูปแบบของหลักสูตร หรือการออกแบบหลักสูตรเพื่อกาหนดวิธีที่จะทาให้หลักสูตร
บรรลจุ ุดหมายและผู้เรียนมลี ักษณะตามทคี่ าดหวัง

3. Implementing Decisions คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับการนาโครงการไปสู่การปฏิบัติ
เพื่อให้บังเกิดผล ในเชิงหลักสูตรคือการตัดสินวิธีการนาหลักสูตรไปใช้ (Curriculum Implementation)
เพอ่ื ให้การใช้หลกั สูตรนาไปส่กู ารเปลี่ยนแปลงกอ่ ให้เกิดผลตามที่คาดหวงั

4. Recycling Decisions คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเพ่ือทบทวน
โครงการว่าควรจะทาต่อไปหรือควรจะยุติ ล้มเลิก ในเชิงหลักสูตรคือการตัดสินใจผลสัมฤทธ์ิของ
หลักสูตร เช่น ความรู้ความสามารถของผู้เรียน เพื่อการปรับปรุงหลักสูตรในรอบต่อไปหรือยกเลิก
ดังภาพท่ี 21 (สมหวงั พิธิยานุวัฒน์ , 2541 อา้ งใน อญั ชลี สารรัตนะ, 2547 : 147)

สง่ิ ที่คาดหวัง สงิ่ ที่เปน็ จริง

ผลท่ีเกิดขน้ (1) (4)
การตัดสินใจเพื่อการวางแผน การตดั สนิ ใจเพ่ือทบทวนโครงการ

(Planning) (Recycling )

วิธกี าร (2) (3)
การตดั สินใจเพื่อกาหนด การตัดสนิ ใจเพื่อนาไปปฏบิ ตั ิ
โครงสร้าง
(Structuring) (Implementing)

ภาพท่ี 21 ประเภทการตดั สิน จ

ส่ิงทีค่ วรประเมนิ
ในการประเมินมสี ่ิงสาคัญที่ต้องประเมนิ อยู่ 4 ประเภท คือ (ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์, 2539 ;
สมหวัง พธิ ยิ านวุ ฒั น,์ 2541 ; บญุ ชม ศรีสะอาด, 2546 ; อัญชลี สารรตั นะ, 2547)

226

1. การประเมินสภาวะแวดลอม (Context Evaluation)
เป็นการประเมินความต้องการที่จาเป็นเพื่อนามาซึ่งหลักการเหตุผลและการกาหนด

จดุ มุง่ หมายการประเมินสภาวะแวดล้อมจะช่วยใหผ้ ูพ้ ฒั นาหลักสูตรรูว้ ่า สภาพแวดล้อมท่ีเกยี่ วข้องกับ
การจัดการศึกษามีอะไรบ้าง สภาพการณ์ที่คาดหวังกับสภาพที่แท้จริงในสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็น
อย่างไร มีความต้องการ หรือปัญหาอะไรบ้างท่ียังไม่ได้รับการตอบสนองหรือแก้ไข มีโอกาสและ
สภาพกาลังที่จาเป็นอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ถูกนามาใช้ในการจัดการศึกษา และสืบเนื่องมากจากปัญหา
อะไร ฯลฯ ในการประเมินสภาวะแวดล้อมนี้ ผ้ปู ระเมินอาจใช้วิธีดงั ตอ่ ไปนี้

1.1 การวเิ คราะห์ความคดิ รวบยอด (Conceptual Analysis)
1.2 การทาวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลจากสภาพจริงๆ เพื่อนามาวิเคราะห์ (Empirical
Studies)
1.3 การอาศยั ทฤษฎแี ละความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ การประเมนิ สภาวะแวดล้อม
น้ีจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการวางแผนหรือกาหนดจุดมุ่งหมาย (Planning
Decisions)
2. การประเมินตวั ป้อน (Input Evaluation)
เป็นการประเมินเพ่ือให้ได้ข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรหรือสรรพ
กาลังต่างๆ ที่มีอยู่เพ่ือให้บรรลุผลตามจุดหมายของหลักสูตรได้อย่างไร จะขอความช่วยเหลือ
ด้านทรัพยากรและสรรพกาลังจากแหล่งภายนอกดีหรือไม่ จะใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบใดดี
ซง่ึ เป็นการประเมนิ ตัวปอ้ นอาจกระทาได้โดย
2.1 จัดทาในรูปของคณะกรรมการ
2.2 อาศัยผลงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้องท่มี ผี ้ทู าไวอ้ ยู่แลว้
2.3 ว่าจา้ งผ้เู ช่ยี วชาญมาให้คาปรึกษา
2.4 ทาการวจิ ยั เชิงทดลองเป็นการนารอ่ ง
ให้สังเกตว่าวิธีการประเมินตัวป้อนน้ีมีแตกต่างกันออกไปมาก นับแต่การใช้วิธีง่ายๆ
โดยอาศัยความคดิ เหน็ ของผู้เชี่ยวชาญ หรือของคณะกรรมการ ไปจนถงึ วธิ ีการทซี่ ับซอ้ น เช่น การวจิ ัย
เชิงทดลอง ซ่ึงท้ังนี้ก็ข้ึนอยู่กับความต้องการให้มีการเปล่ียนแปลงมีมากน้อยเพียงไรและข้อมูลที่มีอยู่
จะนามาสนับสนุนการเปล่ียนแปลงน้ันมีอยู่มากหรือน้อยนั่นเอง ตัวอย่าง เช่น ในสถานการณ์การ
ตัดสินใจแบบ Homeostatic ท่ีต้องการให้มีการเปล่ียนแปลงเพียงเล็กน้อยแต่ทว่าข้อมูลท่ีจะนามา
ช่วยสนับสนุนน้ันมีอยู่มากแล้ว ในบางกรณีอาจไม่จาเป็นต้องประเมินผลในลักษณะที่ยุ่งยากซับซ้อน
แต่ประการใด อยา่ งไรก็ตามถา้ สถานการณ์การตัดสนิ ใจเป็นแบบ Incremental หรือ Neomobilistic
ที่ต้องการนานวัตกรรมบางอย่างมาใช้ในหลักสูตร การประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลมาสนับสนุน
จาเป็นตอ้ งใช้วิธีทรี่ อบคอบรัดกมุ ยง่ิ ขึน้ เพอื่ ให้ได้ผลทเี่ ทย่ี งตรงและเชอื่ ถือไดน้ ่ันเอง
ฉะน้ันการประเมินตัวป้อนน้ีจะช่วยให้เราได้ข้อมูลในการตัดสินใจ ถ้าเราจะจัด
การศึกษาตามหลักสูตร เราควรจะขอความร่วมมือและช่วยเหลือจากแหล่งภายนอกหรือไม่ ควรจะ
หาวธิ กี ารใด จะใช้วธิ กี ารทีม่ ีอยู่แล้วหรอื วิธีการทคี่ ดิ คน้ ขึ้นมาใหม่ การดาเนินงานในโรงเรียน เชน่ การ
บริหารความสัมพนั ธ์ระหว่างครู และนกั เรียน ฯลฯ ควรเปน็ อย่างไรจึงจะชว่ ยให้การนาหลักสตู รไปใช้

227
ประสบผลสาเร็จ การประเมินตัวป้อนน้ีจะช่วยให้ได้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการ
กาหนดโครงสร้างหรือการวางรูปแบบในการดาเนิน (Structuring Decisions)

3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation)
เปน็ การประเมินเพ่ือสบื ค้นจดุ อ่อนของรูปแบบการดาเนินงานตามที่คาดไว้เอาไว้ หรือ

จดุ อ่อนของการดาเนินงานในขนั้ ตอนทดลองใชห้ ลักสูตร เพื่อนามาใชเ้ ปน็ ข้อมลู ประกอบการตดั สินใจ
ในการเลือกวิธีการต่อไป ฉะนั้นจึงต้องมีการจดบันทึกผลการประเมินกระบวนการน้ันจาเป็นต้อง
อาศยั วิธีการหลายๆ อยา่ ง ต่างๆ กนั เช่น

3.1 การสังเกตแบบมสี ว่ นรว่ มปฏบิ ตั ิ
3.2 การวเิ คราะห์การปฏิสมั พนั ธ์
3.3 การสมั ภาษณ์
3.4 การใชแ้ บบสอบถามประเภทมาตราสว่ นประมาณคา่
3.5 การให้เขยี นรายงานประเภทปลายเปดิ
อย่างไรก็ตามในการประเมินกระบวนการน้ี บางคร้ังจาเป็นต้องตั้งคณะกรรมการใน
การประเมินผลข้ึนมาโดยเฉพาะ และให้คณะกรรมการชุดน้ีมีเวลาทาการประเมินอย่างเต็มท่ี เช่น
ถ้าเปน็ ในระดับอุดมศกึ ษาก็อาจจะได้แก่ทีมงานในหนว่ ยวิจยั ของสถาบนั นน่ั เอง แต่ถ้าเปน็ ในโรงเรียน
ระดับประถมศึกษาก็อาจจะได้แก่ศึกษานิเทศก์ของจังหวัด เพราะการตั้งครูในโรงเรียนให้ทาหน้าที่
ประเมินผลโดยเฉพาะนั้นทาได้ยากเน่ืองจากมีข้อจากัดอยหู่ ลายอย่าง เชน่ เร่อื งเวลาซึ่งมีความจาเป็นมาก
ในกรณีที่สถานการณ์การตัดสินใจเป็นแบบ Incremental และ Neomobilistic เพราะมีข้อมูลที่ช่วย
ในการตัดสนิ ใจอยู่แล้วน้อยมาก แตถ่ ้าหากสถานการณ์การตัดสนิ ใจเปน็ แบบ Homeostic ซ่งึ ต้องการ
ให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลท่ีจะนามาใช้สนับสนุนอย่างเหลือเฟือ
ผู้บริหารและครูในโรงเรียนอาจช่วยกันทาการประเมินก็ได้ การประเมินกระบวนการนี้ให้ข้อมูลที่ช่วย
ในการตดั สนิ ใจด้านการนาหลกั สูตรไปใชป้ ฏบิ ัติจริงๆ (Implementing Decisions)
4. การประเมนิ ผลผลติ หรือผลลัพธ์ (Product Evaluation)
เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบว่า ผลท่ีเกิดขึ้นกับนักเรียนน้ันเป็นไปตามที่คาดหวัง
เอาไว้มากน้อยเพียงไร อาจทาได้โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์สัมพันธ์กับหลักสูตรอ่ืนท่ีมีอยู่ก็ได้ใน
กระบวนการศึกษาน้ันการประเมินผลผลิตจะให้ข้อมูลที่นามาช่วยตัดสนิ ใจว่ามีกิจกรรมทางการศึกษา
อะไรบ้างท่ีควรทาต่อไป เลิกทา หรือควรนามาปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่นอกจากนั้นยังให้ข้อมูลที่จะ
นาไปเชื่อมหรือสานต่อเข้ากับขั้นตอนอ่ืนๆ ของกระบวนการทางการศึกษาได้อีกด้วย เช่น โรงเรียน
หนึ่งมีปัญหาครูไม่พอสอนหรือครูมีภารกิจมากจนไม่มีเวลาจะเตรียมการสอนให้ได้ ผลจึงได้คิด
นวัตกรรมทางการสอนแบบ RIT (Reduced Instructional Time) ข้ึนมาใช้ เสร็จแล้วก็ทาการ
ประเมินผลผลิตของการเรียนแบบ RIT ดูพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนนั้นอยู่ในข้ันท่ี
น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง และยังพบว่านวัตกรรมดังกล่าวมีความพร้อมท่ีจะนาไปเผยแพร่ในโรงเรียนอื่น
ๆ ท่ีประสบปัญหาอย่างเดียวกันได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทาได้ง่ายไม่ส้ินเปลืองมากนักอย่างน้ีผู้บริหาร
การศึกษาก็อาจใช้ผลจากการประเมินดังกล่าว มาช่วยในก ารตัดสิ นใจประกาศให้โรงเรียนต่า ง ๆ
นานวัตกรรมแบบ RIT ไปใช้จัดกรรมการเรียนการสอนต่อไป การประเมินผลผลิตจะให้ข้อมูลท่ีช่วย
ในการตดั สินใจวา่ จะเกบ็ รักษาไวห้ รอื เลกิ ใช้หรอื ปรบั ปรุงแก้ไขใหม่ (Recycling Decisions)

228

รปู แบบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการตดั สนิ ใจและการประเมนิ การประเมนิ แตล่ ะประเภท
ดังกล่าว จะเอ้ืออานวยต่อการนาไปตัดสินใจแต่ละประเภท ดัง รูปแบบความสัมพันธ์ ดังภาพท่ี 22
(อัญชลี สารรัตนะ, 2547 : 151)

ประเภทของการประเมิน ประเภทการตัดสนิ จ

การประเมินสภาวะแวดล้อม การตัดสนิ ใจเพ่ือการวางแผน
(Context Evaluation) (Planning Decisions)

การประเมนิ ปัจจัยเบอ้ื งตน้ / การตดั สินใจเพื่อกาหนดโครงสร้าง
ตัวปอ้ น (Structuring Decisions)

(Input Evaluation)

การประเมนิ กระบวนการ การตัดสินใจเพื่อนาโครงการ
(Process Evaluation) ไปปฏบิ ตั ิ

(Implementing Decisions)

การประเมินผลผลติ การตดั สินใจเพื่อทบทวนโครงการ
(Product Evaluation) (Recycling Decisions)

ภาพที่ 22 รูปแบบของการประเมินหลกั สูตรของสตัฟเฟิลบมี ( CIPP)

เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพหลกั สูตร

การประเมินหลักสูตรมีเกณฑ์ท่ีใช้พิจารณาคุณภาพของการประเมินหลักสูตร มี 3 ด้าน
ได้แก่ 1) เกณฑ์ความเป็นวิทยาศาสตร์ (Scientific Criteria) 2) เกณฑ์การนาไปปฏิบัติได้จริง
(Practical Criteria) 3) เกณฑ์ความคุ้มค้า (Prudential Criteria) ซึ่งก่อนท่ีจะดาเนินการประเมิน
หลักสูตรต้องมีการวางแผนการดาเนินการให้การประเมินหลักสูตรมีคุณภาพครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน
โดยแตล่ ะดา้ นมสี าระสาคัญดังนี้ (วชิ ัย วงษใ์ หญ่, 2554, Brady, 1992 อ้างใน มารุต พฒั ผล, 2556)

1. เกณฑ์ความเป็นวทิ ยา าสตร์ (Scientific Criteria) หมายถึง ความถูกต้องและเชื่อถือ
ไดข้ องการประเมินหลกั สตู ร 4 ประการ ได้แก่

229
1.1 ความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) หมายถึง การประเมินหลักสูตรได้
สารสนเทศ หรือขอ้ สรุป ตรงกับสภาพความเปน็ จริง ตรงตามปรากฏการทเี่ ปน็ ตัวแทนภายในขอบเขต
การพจิ ารณาอย่างถูกตอ้ งและเป็นจริง
1.2 ความเท่ยี งตรงภายนอก (External Validity) หมายถึง ผลการประเมินหลักสตู ร
ท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลเพียงบางส่วน เช่น เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง เป็นต้น สามารถสรุปอ้างอิง
(Generalization) ไปยังบริบทอื่นภายในหลักสูตรเดียวกันได้ เช่น สังเกตพฤติกรรมจิตอาสาของ
ผ้เู รียนบางคน แลว้ สรปุ ข้อค้นพบจากการสงั เกตนั้นไปยังผูเ้ รยี นทัง้ หมดไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
1.3 ความเชื่อม่ัน (Reliability) หมายถึง การประเมินหลักสูตรที่ใช้วิธีการหรือ
เครื่องมือท่ีแตกต่างกัน หรอื ใช้ผูป้ ระเมนิ เป็นคนละคนกัน แตไ่ ดผ้ ลการประเมินตรงกันหรือสอดคล้องกัน
1.4 ความเป็นปรนัย (Objective) หมายถึง การประเมินหลักสูตรท่ีดีความเป็น
รูปธรรม ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้ประเมินที่มีความรู้และประสบการณ์
ตลอดจนความชานาญเพียงพอ จะมคี วามเห็นตรงกนั ในผลการประเมนิ
2. เกณฑ์การนา ปปฏิบัติ ดจริง (Practical Criteria) หมายถึง หลักการที่กาหนดไว้
เพื่อให้การประเมินหลักสตู รมคี วามเป็นไปได้จริงในระดบั การปฏิบตั ิ 6 ประการ ไดแ้ ก่
2.1 ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การประเมิน ( Relevance) หมายถึง
การประเมินหลัก สูตรที่มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการประเมิน การประเมินหลักสูตร ท่ีไม่
ตรงประเดน็ หรอื ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การประเมินเปรียบเสมือนการตอบคาถามไม่ตรงกบั โจทย์
2.2 ความมีคุณค่าและความสาคัญ (Importance) หมายถึง ผลการประเมิน
หลักสูตรเปน็ ส่ิงท่มี คี ณุ คา่ และมีความสาคัญต่อผู้ทเ่ี กยี่ วข้องกบั หลักสตู ร นาไปสู่การปรบั ปรงุ หลักสูตร
ไดจ้ ริง
2.3 ความมีขอบเขต (Scope) หมายถึง การประเมินหลกั สูตรที่กาหนดขอบเขตของ
การประเมินไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมสิ่งท่ีมุ่งประเมิน ประเด็นการประเมิน รวมท้ังบุคคล ผู้ให้ข้อมลู
มาตรฐานการประเมินหรอื เกณฑ์รวมท้ังระยะเวลาของการประเมิน ซ่ึงเกณฑ์ด้านการปฏิบัติได้จริงใน
ดา้ นความตรงประเดน็ ความมคี ุณคา่ และความสาคัญและมีขอบเขตชัดเจนดังกลา่ วมคี วามสมั พันธ์กัน
และมคี วามสาคญั เท่าเทยี มกนั
2.4 ความน่าเชื่อถือ (Credibility) หมายถึง การประเมินหลักสูตรไม่ว่าจะเป็น
ข้อค้นพบจากการประเมินหรือข้อเสนอแนะท่ีมีต่อหลักสูตร มีความน่าเช่ือถือ ซึ่งเกิดมาจาก
กระบวนการประเมินทั้งหมด ตั้งแต่คณะกรรมการประเมิน วิธีการและเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล
ความเปน็ มาตรฐานของเกณฑท์ ี่ใช้การประเมนิ
2.5 ความเหมาะสมของเวลา (Timelines) หมายถึง การประเมินหลักสูตรที่มี
ระยะเวลาดาเนินการอย่างเหมาะสม และเพียงพอ ไม่น้อยเกินไปจนส่งผลทาให้เกิดความเร่งรีบ
ดาเนินการประเมินหลักสูตร และไม่ยาวนานเกินไปจนทาให้ผลการประเมินล่าช้า ไม่ทันเหตุการณ์
หรือล้าสมัย
2.6 การเผยแพร่ผลการประเมิน (Pervasiveness) หมายถึง การประเมินหลักสูตร
ท่ีเผยแพร่ผลการประเมินให้กับบุคคลทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร ชุมชน ผู้ปกครอง ผู้เรียน


Click to View FlipBook Version