The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล โรคติดเชื้อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Memi Jeemee, 2022-08-04 05:24:39

ตำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล โรคติดเชื้อ

ตำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล โรคติดเชื้อ

ต�ำรา
อาชวี อนามยั ในโรงพยาบาล

โรคติดเช้อื ในโรงพยาบาล

ส�ำหรบั บุคลากรทางการแพทย์

คณะบรรณาธิการ
1. นายแพทย ์อดลุ ย ์   บณั ฑกุ ลุ
2. นายแพทย ์กิติพงษ์   พนมยงค์
3. ดร. วรรณา   จงจิตรไพศาล
4. นายแพทย ์เปรมยศ   เป่ ยี มนธิ กิ ุล
5. นายแพทย์ ศภุ กร   ตลุ ยไ์ ตรรตั น์

ค�ำนิยม

ขอแสดงความยินดีกับสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ส่ิงแวดล้อม โรงพยาบาล
นพรัตนราชธานี  ที่ได้จัดท�ำต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล ตอน โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลขึ้น
ผมถือว่าสอดคล้องกับแนวทางของกรมการแพทย์  ท่ีได้ร่วมมือกับ สถาบันรับรองคุณภาพ
สถานพยาบาล  ซึง่ ไดจ้ ัดทำ� 2 P Safety  การปอ้ งกันโรคติดเชือ้ ในบคุ ลากรทางการแพทยถ์ อื เป็น
เรื่องส�ำคัญ เนื่องจาก แพทย์ พยาบาล ต้องให้การรักษาผู้ป่วย  และถ้าแพทย์ พยาบาล เป็น
ผู้ติดเชื้อเอง ก็อาจจะน�ำเชื้อโรคไปแพร่ให้กับผู้ป่วยด้วย  ดังจะเห็นจากกรณีแรกๆ ในการติดเช้ือ
SARS, MERS, AVIAN FLU  หรือแมแ้ ต่ COVID-19 เอง  นอกจากนใ้ี นสถานการณ์ท่ีมโี รคระบาด
ใหญ่เกิดข้ึน ทรัพยากรบุคคลด้านบุคลากรทางการแพทย์ก็ถือเป็นเร่ืองส�ำคัญ เป็นโชคดีท่ีในการ
ระบาดของ COVID-19 น้ี  เรามีมาตรการคัดกรอง แยกกัก รักษา และวัคซีน ชัดเจน  ท�ำให้
ไมต่ ้องขาดแคลนบคุ ลากรทางการแพทย์เหมอื นประเทศอ่นื
ผมขอสนับสนุนแนวทางของสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และขอให้ทางสถาบันมีการกระจายต�ำราเล่มน้ีให้มีการใช้แพร่หลาย
ต่อไปเพ่ือประโยชน์ของผู้ป่วยและประชาชน ท่ีจะได้รับบริการทางการแพทย์จากบุคลากรทาง
การแพทยท์ ี่มีสุขภาพด ี  ซึ่งทำ� ใหม้ ีการตดั สนิ ใจและการปฏิบตั งิ านทด่ี ที ั่วประเทศต่อไป

นายแพทย์สมศักด์ิ  อรรฆศลิ ป์
อธิบดีกรมการแพทย์

ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล  ตอน  โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล ก

ค�ำนิยม

ผมมีความยินดีท่ีทางสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ส่ิงแวดล้อม ได้จัดท�ำต�ำรา
อาชีวอนามัยในโรงพยาบาล ตอน โรคติดเชื้อในโรงพยาบาล   โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
ซ่ึงมีภารกิจหลักตามกฎหมายให้ดูแลด้านอาชีวเวชศาสตร์ โดยจัดเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้าน
อาชวี เวชศาสตรแ์ ละเวชศาสตร์ส่ิงแวดลอ้ ม ตามนโยบายของกรมการแพทย์
เมื่อกล่าวถึงโรงพยาบาล ส่ิงท่ีทุกคนนึกถึงคือผู้ป่วย การรักษาผู้ป่วย ซึ่งบุคลากรทาง
การแพทย์กท็ �ำหน้าท่ีน้เี ปน็ อย่างดี จนบางครง้ั ลมื นึกถงึ ตนเอง และประชาชนทว่ั ไปมักจะลมื ไปวา่
ถ้าบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ เวรเปล
และทีมสนับสนุนอื่นๆ ไม่แข็งแรง หรือเจ็บป่วย  ก็จะท�ำให้ความคิด การตัดสินใจ ไม่สมบูรณ์
100 %  ท�ำให้การรักษาได้ผลไม่เต็มท่ี  สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลเองก็จัดเป็นสิ่งแวดล้อม
ที่ไม่ปลอดภัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านสิ่งคุกคามทางชีวภาพ ซ่ึงได้แก่เชื้อโรค ซึ่งทาง
โรงพยาบาลไม่มีทางห้ามไม่ให้เข้ามาในโรงพยาบาลได้ ท�ำให้บุคลากรทางการแพทย์ มีการสัมผัส
และเกิดการติดเชื้อในโรงพยาบาลข้ึน ตัวอย่างส�ำคัญคือการระบาดของ COVID-19 ในช่วงตั้งแต่
ปี 2563 จนถึงขณะน้ีคือสิ้นปี 2564  ก็ยังคงระบาดอยู่  และมีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อไป
แลว้ ทว่ั ประเทศ เกอื บสองพนั คน และท่ัวโลกอีกเป็นแสนคน  การป้องกนั บุคลากรทางการแพทย์
ถอื เปน็ เรื่องจรงิ จงั โดยเฉพาะจากสิ่งคุกคามด้านโรคตดิ เชอ้ื และยงั มีสงิ่ คุกคามด้านอืน่ ๆ อกี
ผมหวังว่า  ผู้สนใจคงจะน�ำต�ำราเล่มนี้ไปใช้ประโยชน์ได้  และถือเป็นภารกิจของ
โรงพยาบาล ในการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ ทง้ั ในโรงพยาบาลเอง และช่วยเหลอื โรงพยาบาล
อ่นื ๆ ท่ัวประเทศด้วย

นายแพทย์เกรยี งไกร  นามไธสง

ผอู้ �ำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

ข ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล  ตอน  โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล

ค�ำน�ำ

ต�ำราอาชีวอนามยั ในโรงพยาบาล ตอน โรคตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาลน ี้  เป็นตำ� ราดา้ น
อาชีวเวชศาสตร์ ท่ีจัดท�ำข้ึนในโครงการ อาชีวอนามัยส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์  ใน
สถานพยาบาลน้ัน มีสงิ่ คุกคามหลายชนิดซึง่ มีผลต่อผูป้ ฏบิ ตั ิงาน ทั้งสงิ่ คุกคามดา้ นกายภาพ
ได้แก่ แสงสว่าง เสียงดัง ความร้อน  ส่ิงคุกคามด้านสารเคมี เช่น glutaraldehyde  ที่ใช้
ลา้ ง scope  หรือ formalin ทใี่ ช้แช่ชิน้ เนอ้ื หรอื ดองศพ  นอกจากนี้ยงั มสี ารเคมีอ่นื ๆ ใน
โรงพยาบาลอีกกว่า 700 ชนิด  สิ่งคุกคามด้าน biomechanic  เช่น การยกผู้ป่วย การ
เขน็ รถอาหาร ส่ิงคกุ คามดา้ นจติ สงั คม ไดแ้ ก่งานกะ งานหนัก ภาระงานท่ตี อ้ งรบั ผิดชอบสงู
และท่ีส�ำคัญซ่ึงเป็นแนวทางหลักในต�ำราฉบับน้ีคือส่ิงคุกคามทางชีวภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
ในโรงพยาบาล คือการดูแลรักษาผู้ป่วย  เรื่องความเสี่ยงของโรคติดเชื้อ ต่อบุคลากรทาง
การแพทย์เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว  โรคติดเชื้อท่ีรู้จักกันดี และยังเป็นปัญหาอยู่จนถึง
ปัจจุบันคือ วัณโรค โรคเอดส์ โรคตับอักเสบจากไวรัส  นอกจากนี้ยังมีโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
คือ Emerging Disease ในอดีตคือ SARS, MERS, Avain Flu  และท่ีก�ำลังระบาดใน
ปัจจุบันคือ COVID-19  ซึ่งโรคติดต่อเหล่าน้ี บุคลากรทางการแพทย์คือคนกลุ่มแรกที่มี
โอกาสติดเช้ือ จากการที่ผู้ป่วยมีอาการและยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไรมารับการรักษาใน
โรงพยาบาล  จึงจ�ำเป็นท่จี ะตอ้ งมคี วามรู้เร่อื งการทำ� งานกับโรคตดิ เชอ้ื เป็นอยา่ งดี
ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล ตอน โรคติดเชื้อในโรงพยาบาล  ได้รับทุนใน
การจัดท�ำจากกองทุนสนับสนุนงานวิชาการ กรมการแพทย์  และยังได้รับความร่วมมือจาก
อาจารย์แพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์หลายท่านโดยช่วยกันเขียน และ ทบทวน  จนส�ำเร็จ
ลุล่วง  ทางคณะบรรณาธิการขอขอบพระคุณท่านอาจารย์แพทย์เป็นอย่างย่ิง และหวังว่า
ผู้ที่สนใจอ่านศึกษาคงสามารถน�ำไปใช้ประโยชน์ในการท�ำงานด้านอาชีวเวชศาสตร์ต่อไป
ดว้ ย

สถาบนั อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตรส์ ง่ิ แวดล้อม
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล  ตอน  โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล ค

ท�ำเนยี บผ้นู ิพนธ์

แพทยห์ ญิงพิชญพร  พูนนาค  พ.บ., วว. เวชศาสตรป์ ้องกนั แขนงอาชีวเวชศาสตร์
หวั หนา้ งานอาชีวปอ้ งกันควบคุมโรค กลุ่มงานอาชวี เวชกรรม โรงพยาบาลพระนครศรอี ยธุ ยา
อ.พญ. ภทั ราวลัย  สริ ินารา  MD, MPH. สาขาอาชีวอนามยั และสิ่งแวดล้อม
อาจารย์ประจำ� ภาควชิ าเวชศาสตรป์ อ้ งกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร. วรรณา  จงจติ รไพศาล  พย.บ., สส.บ., วท.บ.
พยาบาลวิชาชีพชาํ นาญการพิเศษ ด้านการพยาบาล กลุ่มภารกจิ บรกิ ารวชิ าการ
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
นายแพทย์วศิ ษิ ฏ  เนตโิ รจนกลุ  พ.บ., วท.ม., วว. เวชศาสตร์ปอ้ งกนั แขนงอาชีวเวชศาสตร์
กลมุ่ งานอาชวี กรรม โรงพยาบาลนครปฐม จงั หวดั นครปฐม
นายแพทย์สนธยา  พรงึ ลำ� ภู  พ.บ., วว. ตจวิทยา, อว. เวชศาสตรปอ งกัน แขนงอาชวี เวชศาสตร
ท่ปี รกึ ษา ส�ำนกั งานประกนั สงั คม
นายแพทย์อโณทัย  จตั พุ ร  พ.บ., วท.ม.
สาขาวชิ าเวชศาสตร์ชมุ ชน อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตรค์ รอบครัว คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยบรู พา
นายแพทย์อดุลย์  บณั ฑุกลุ  อว. ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นเวชศาสตร์ปอ้ งกนั แขนงอาชวี เวชศาสตร,์
อว. ผูเ้ ช่ียวชาญด้านเวชเภสชั พิษวิทยา, วว. ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นประสาทวิทยา
ผู้ทรงคุณวุฒดิ ้านเวชกรรมป้องกนั
นายกสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสงิ่ แวดลอ้ มแห่งประเทศไทย

ง ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล  ตอน  โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล

สารบญั หน้า
1
เร่อื ง 29
59
บทท่ี 1 หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์
(Principal of Occupational Health in Health Workers) 89

บทท่ี 2 การประเมนิ ความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 123
(Health Risk Assessment in Infectious Diseases) 145
213
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตรอ์ ุตสาหกรรมส�ำหรบั การติดเช้อื ในโรงพยาบาล 237
การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 269
(Ventilation in Hospital)

บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ยี ง ตรวจคัดกรอง วัคซนี
อุปกรณป์ อ้ งกันสำ� หรับบุคลากรทางการแพทย์
(Infectious prevention, vulnerable, screening,
vaccine and PPE for health workers)

บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้อื ในโรงพยาบาล
(Hospital-acquired infections: Investigation and Surveillance)

บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเขา้ ท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเปน็ โรคติดเช้ือ
(Diagnosis of Occupational Infectious Diseases and Return to work)

บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้อื
(Biological Hazard and Stress)

บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
(Occupational epidemiology)

บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
(Relevant Laws)

ต�ำราอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล  ตอน  โรคติดเช้ือในโรงพยาบาล จ



บทท่ี หลักการด้านอาชวี อนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

1 (Principal of Occupational Health in Health Workers)
ดร. วรรณา  จงจิตรไพศาล

นายแพทย์อดุลย์  บัณฑุกุล

บทน�ำ

โรงพยาบาลจัดเป็นงานในประเภทอตุ สาหกรรมทางการแพทย ์  ซง่ึ จัดเป็นอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่
ประเภทหน่ึง และมีการด�ำเนินกิจกรรมหลายชนิดภายในโรงพยาบาล  ในบทนี้จะกล่าวถึงบุคลากร
ในโรงพยาบาลเท่าน้ัน  โดยบุคลากรโรงพยาบาลจะประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์  บุคลากรใน
ส�ำนกั งาน บุคลากรในงานสนบั สนุนบรกิ าร แมบ่ า้ น วศิ วกร ยาม กลา่ วคือทุกคนท่ที �ำงานเพอื่ โรงพยาบาล
ถือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ (Healthcare Personal) หรือ บางคร้ังก็เรียกว่า บุคลากรสุขภาพ
(Health personal) เนื่องจากมีธุรกรรมหลายชนิดในโรงพยาบาล  โรงพยาบาลจึงเปรียบเสมือนนิคม
อุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยโรงงานหลายแห่งท่ีมีกระบวนการท�ำงานท่ีมีความสลับซับซ้อนหลายๆ
ประเภท รวมอยู่ท่ีเดียวกัน ได้แก่ งานบริการดูแลผู้ป่วย งานส�ำนักงาน งานโภชนาการ งานซักฟอก งาน
ซ่อมบ�ำรุง การก�ำจัดขยะและของเสียต่างๆ เป็นต้น  ซ่ึงเป็นงานท่ีก่อให้เกิดสิ่งคุกคาม ท้ังด้านกายภาพ
ชีวภาพ เคมี ท่าทางการท�ำงาน และจิตสังคม ท่ีเป็นความเส่ียง มีผลกระทบต่อสุขภาพและความ
ปลอดภัยของบุคลากรโรงพยาบาล ดังนั้นการดูแลและป้องกันบุคลากรจึงเป็นเรื่องส�ำคัญ  ในต�ำราเล่มนี้
จะเน้นเรือ่ ง  อาชีวเวชศาสตร์ในโรงพยาบาล  ซง่ึ จะกล่าวถึงเฉพาะโรคท่ีพบบอ่ ย

ความสำ� คัญ

บุคลากรทางการแพทย์  เป็นผู้ท่ีให้การดูแลและบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยใน
โรงพยาบาล ทั้งโดยตรง เช่น เป็นแพทย์ หรือพยาบาล  หรือทางอ้อม เช่น ผู้ช่วยเหลือคนไข้ เวรเปล
เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าท่ีการเงิน หรือ เจ้าหน้าท่ีรักษาความปลอดภัย  ท่ัวโลกจะมีบุคลากร
ทางการแพทย์กว่า 59 ล้านคน   องค์การอนามัยโลกเอง ก�ำหนดให้ปี 2006 - 2015  เป็นทศวรรษของ
ทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์ ซ่ึงท�ำงานให้บริการท�ำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น แล้วพวกเขาเองมี
สุขภาพดีหรือไม่ บุคลากรทางการแพทย์สัมผัสกับส่ิงคุกคามหลายชนิดในการท�ำงาน ต้ังแต่การสัมผัส
กับเชื้อโรค เช่น วัณโรค โรคเอดส์ และโรคติดเช้ือต่างๆ (เช่น COVID -19)   สัมผัสกับสารเคมี เช่น
glutaraldehyde และ ethylene oxide (ใช้ท�ำความสะอาด เครื่องมือ scope ต่างๆ และใช้อบเพื่อ
ฆ่าเช้ือ ตามล�ำดับ)  สัมผัสกับส่ิงคุกคามทางกายภาพ เช่น รังสี หรือ เสียง และความเส่ียงในการท�ำงาน
ในท่าทางท่ีผิดหลักการยศาสตร์ (ergonomic) เช่น การยกหรือเคล่ือนย้ายผู้ป่วย การยืนผ่าตัดเป็นเวลา
นาน  นอกจากนี้ยังมีส่ิงคุกคามสุขภาพอ่ืนๆ เช่น ความเครียด หรือ การท�ำงานกะ  จึงมีความจ�ำเป็นต้อง
ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ให้มีสุขภาพดีที่สุด โดยใช้หลักการทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 1

เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ   จากรายงานของ WHO พบว่า บุคลากรทางการแพทย์เกิดอุบัติเหตุเข็มท่ิมต�ำ
หรือของมีคมบาดประมาณ 3 ล้านคร้ังต่อปี  และสาเหตุของการติดเช้ือ ตับอักเสบ บี  ตับอักเสบ ซี  และ
โรคเอดส์ ในบุคลากรทางการแพทย์จากเข็มท่ิมต�ำและของมีคมบาดประมาณ 30 %, 3 % และ 0.3 %
ตามล�ำดับ  และเป็นโชคไม่ดีที่มีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจากการติดเช้ือโรคเอดส์จากการท�ำงาน
ประมาณปีละ 1,000 คน ซึ่งทั้งหมดสามารถป้องกันได้   นอกจากน้ี บุคลากรทางการแพทย์กว่า 80 %
ยังไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน ในพ้ืนท่ีหลายส่วนของโลก ตัวอย่างอ่ืนของโรคจากการท�ำงานท่ีส�ำคัญคือ วัณโรค
ในประเทศไทยเคยมีการตรวจหาวัณโรคแฝงในบุคลากรทางการแพทย์ด้วยวิธี Interferon- Gamma
Release Assay หรือ IGRA  ซึ่งเป็นการตรวจสาร Interferon - Gamma ที่จ�ำเพาะต่อเช้ือวัณโรค  โดย
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ที่โรงเรียนพยาบาลจ�ำนวน 4 แห่ง พบการติดเชื้อวัณโรคเฉลี่ย
ร้อยละ 31.41  มีการศึกษาข้อมูลอัตราการเกิดวัณโรคในเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ในช่วง
ระหว่างปี พ.ศ. 2531 - 2545  พบอัตราป่วยด้วยวัณโรคทุกระบบเท่ากับ 188 ต่อประชากรแสนคนต่อปี
โดยสถานท่ีปฏิบัติงานท่ีมีความเส่ียงมากที่สุดคือ ห้องฉุกเฉิน  ส่วนวิชาชีพที่มีอัตราป่วยด้วยวัณโรคสูงสุด
2 อันดับแรก คือ เจ้าหน้าท่ีห้องปฏิบัติการคลินิก (869 ต่อประชากรแสนคนต่อปี)  และพยาบาล (236
ต่อประชากรแสนคนต่อปี)  นอกจากโรคติดเช้ือ และสิ่งคุกคามต่างๆ แล้ว บุคลากรทางการแพทย์
ยังมีโอกาสเป็นโรคเร้ือรังอื่นๆ ได้จากการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่มีเวลาออกก�ำลังกายอีกด้วย
กรมควบคุมโรคเคยส�ำรวจปัจจัยเสี่ยงในบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถาม
ส�ำรวจโรงพยาบาล 253 แห่ง พบว่า โรงพยาบาลรายงานปัจจัยเส่ียงด้านท่าทางการท�ำงานเท่ากับ
90.9 %   ปัจจัยเสี่ยงทางชีวภาพเท่ากับ 88 %   ปัจจัยเสี่ยงทางเคมีเท่ากับ 83 %  และปัจจัยเส่ียงทาง
จิตสังคมเท่ากับ 78 %   ส�ำหรับปัจจัยเส่ียงทางกายภาพ มีความร้อนท่ีสูงเกินเท่ากับ 79 %  เสียงดัง
เทา่ กับ 77.5 %  และแสงสว่างน้อยเทา่ กบั 76 %   เม่อื สอบถามรายบุคคล พบวา่ บคุ ลากรทางการแพทย์
(88,667 คน) ในโรงพยาบาลเหล่านี้พบว่า มีอุบัติการณ์น้อยกว่าท่ีรายงานโดยโรงพยาบาลท้ังหมด  โดย
32 % รายงานวา่ ไดร้ ับผลกระทบจากความเสี่ยงจากทา่ ทางการท�ำงาน  26 % รายงานวา่ ได้รับผลกระทบ
จากปัจจัยเสี่ยงด้านชีวภาพ   12 % รายงานว่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยเส่ียงด้านเคมี   18 % รายงาน
ว่าได้รับผลกระทบด้านจิตสังคม  และ 18 % รายงานถึงสภาพการท�ำงานที่ไม่ปลอดภัย  โดยส่วนใหญ่
(91.5 %) จะรายงานว่าได้รับการตรวจสุขภาพประจ�ำปี มีเป็นความดันโลหิตสูง 3.6 %  เบาหวาน 3.8 %
ไตรกลีเซอไรด์สูง 9.6 %  และวัณโรคปอด 0.1 %  ในคนที่ตรวจทางอาชีวเวชศาสตร์พบว่า มีสมรรถภาพ
ปอดผิดปกติ 15.6 %  มีหูตึง 5 %  และโรคท่ีเก่ียวเนื่องจากการท�ำงาน ได้แก่ ความเครียด 3.5 %  โรค
กลา้ มเน้ือและกระดกู 1.8 %  ถกู เข็มทม่ิ ต�ำ 1.5 %  โรคผวิ หนัง 0.1 %  และการบาดเจบ็ อื่นๆ  0.3 %
บุคลากรในโรงพยาบาลจะเสี่ยงต่อส่ิงคุกคามมากมายดังแสดงในตารางที่ 1  อย่างไรก็ตามในงาน
ท่ีเป็นวิชาชีพเดียวกัน เช่น แพทย์ ท่ีเป็นทันตแพทย์ แพทย์ศัลยกรรม แพทย์อายุรกรรมท่ีมีกระบวนงาน
ท่ีแตกต่างกัน ท�ำให้มีความเส่ียงท่ีแตกต่างกัน หรือบุคลากรที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันแต่มีกระบวนการ
ท�ำงานที่แตกต่างกัน เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ แม่บ้าน ธุรการ  ในงานอายุรกรรมก็พบว่า
มีความเสี่ยงท่ีแตกต่างกัน  แต่จะมีบุคลากรบางวิชาชีพท่ีต้องสัมผัสสิ่งคุกคามหลายอย่าง เช่น ช่าง

2 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

คนทำ� ความสะอาด ซ่ึงจะตอ้ งหมุนเวียนเขา้ ทำ� งานในหน่วยงานต่างๆ ทำ� ใหต้ ้องได้รบั อนั ตรายในหนว่ ยงาน
ที่เข้าไปให้บริการด้วย  นอกจากนั้นในบางหน่วยงานโดยเฉพาะงานสนับสนุนบริการที่ไม่น่ามีปัญหาใน
เร่ืองการสัมผัสกับเช้ือโรค เช่น งานโภชนาการ งานการเงิน  แต่ถ้ามีการวิเคราะห์กระบวนงานจะพบว่า
มีกระบวนงานที่ต้องสัมผัสผู้ป่วย เช่น กระบวนงานเก็บเงิน กระบวนส่งและเก็บอาหาร  ซึ่งท�ำให้บุคลากร
ได้รับอันตรายในการสัมผัสสิ่งคุกคามทางชีวภาพ ได้แก่ โรคติดต่อทางกระแสเลือด เชื้อโรคเอดส์
เชื้อตับอักเสบชนิดต่างๆ โรคท่ีติดต่อทางอากาศ เช่น วัณโรค และไวรัส โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
หลายชนิด นอกจากนั้น ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังมีห้องปฏิบัติการท่ีมีสัตว์ทดลอง บุคลากรจึงสัมผัส
กบั สารก่อภูมแิ พ้จากสัตวแ์ ละโรคจากสัตวช์ นิดต่างๆ

ตารางท่ี 1   สง่ิ คุกคามในโรงพยาบาล

ส่ิงคุกคาม ความหมาย ตัวอยา่ ง

1. ดา้ น การติดเช้อื หรอื สารทางชีวภาพ เช่น - วัณโรค
ชวี ภาพ แบคทเี รีย ไวรสั เชอ้ื ราหรอื พยาธิ - โรคตับอักเสบ
ที่ติดต่อโดยการสมั ผสั หรอื ปนเปอ้ื น - โรคภูมิคุม้ กนั บกพรอ่ ง (AIDS)
เลือด / สารคัดหลงั่ จากตัวผู้ปว่ ย - อีสกุ อใี ส หดั เยอรมันและหวัด

2. ด้าน สิง่ คกุ คามในส่ิงแวดล้อมการท�ำงาน - เสียง แสงสวา่ ง ความร้อน ความสนั่ สะเทอื น
กายภาพ ที่กอ่ ให้เกิดการบาดเจ็บตอ่ เนอื้ เยอ่ื - ฝุน่ ผ้า ฝุ่นไม้ ฝุ่นเหลก็ ฝุ่นควันจากการปรุง
ของร่างกาย อาหาร
- ไฟฟา้ รงั สี เลเซอร์

3. ด้านเคม ี สารเคมีท่ีอยใู่ นสถานะตา่ งๆ รวมทัง้ - ยาทีใ่ ช้ เช่น ยาฆ่ามะเรง็ Latex จากถุงมอื ยาง
ยา สารละลายและกา๊ ซต่างๆ ทม่ี ี - น�้ำยาท�ำความสะอาด / น�ำ้ ยาฆา่ เชอ้ื
ศกั ยภาพกอ่ ใหเ้ กดิ ความเปน็ พษิ - กา๊ ซที่ใชใ้ นการดมยา อบก๊าซ กา๊ ซหงุ ต้มและ
หรอื การระคายเคืองตอ่ รา่ งกาย ก๊าซออกซิเจน
ผปู้ ระกอบอาชพี - ตะกว่ั จากงานบัดกรี ทนิ เนอร์ แลคเกอร์ สี
- ปรอทจากงานทันตกรรมและงานซ่อมเครอ่ื ง
วดั ความดันโลหติ
- นำ�้ ยาล้างจาน / น�้ำยาซักลา้ ง / ดา่ งฟอกขาว
- ยาฆ่าแมลง / ปุ๋ย

4. ด้านจติ ปัจจัยหรือสถานการณ์ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง - ความขดั แยง้ กับเพือ่ นรว่ มงาน/การประสานงาน
สังคม กบั งานหรือสิ่งแวดลอ้ มในการทำ� งาน - ความขดั แย้งกับผ้ปู ่วยและญาติ
ท่มี ีผลกระทบก่อให้เกิดความเครียด - การท�ำงานเป็นกะ
ความวติ กกงั วล ความคบั ข้องใจและ - งานท่มี ีความรบั ผิดชอบสูง
ปญั หาดา้ นการปรับตวั

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 3

ตารางที่ 1   สง่ิ คุกคามในโรงพยาบาล (ต่อ)

สงิ่ คุกคาม ความหมาย ตวั อยา่ ง

5. ทา่ ทาง เปน็ การศึกษาพฤตกิ รรมและลกั ษณะ - การยก เชน่ คนไข้ ยกหรอื เข็นของหนัก
การ ทางสรรี วิทยาของมนุษยเ์ พ่อื ออกแบบ - ท่าทางการน่ังและยืนทำ� งานนานๆ ไม่เหมาะสม
ท�ำงาน สภาพงานและสิง่ แวดลอ้ มในการ - ใช้สายตากบั จอคอมพิวเตอร์หรอื กล้อง
ท�ำงานใหเ้ หมาะสมกบั ผปู้ ฏบิ ัตงิ าน จุลทรรศนน์ านๆ
- เอ้ือมมอื ยกของบ่อยๆ
- ทา่ ทางในการขับรถ

6. อุบตั เิ หต ุ อบุ ตั ิการณ์ทเ่ี กดิ ข้ึนโดยบงั เอิญไมม่ ี - อุบัตเิ หตุจากของมคี ม เชน่ เขม็ มดี การลน่ื
มาตรการ หรอื แผนการควบคุมไว้ หกลม้ ตกจากที่สูง
กอ่ นในสถานทท่ี ำ� งาน มผี ลท�ำให้ - การถูกทำ� รา้ ยจากคนไขจ้ ิตเวช
ผูป้ ฏบิ ัติงานเกดิ การบาดเจบ็ พกิ าร - การระเบิดของหม้อไอน�้ำ ถงั บรรจุกา๊ ซ
หรือถึงข้ันเสยี ชีวติ และอาจทำ� ให ้ ออกซิเจนหรอื ก๊าซหุงต้ม
ทรพั ย์สนิ เสยี หาย

ส�ำหรับจ�ำนวนบุคลากรทางการแพทย์นั้น พบ รูปท ี่ 1 จ�ำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อ
ว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ค่อน ประชากร 1,000 คน เปรียบเทยี บ
ข้างต่�ำ เม่ือเปรียบเทียบกับหลายประเทศ จากรูปที่ 1 จาก https://www.hfocus.org/
จะเห็นว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนของบุคลากรทางการ content/2019/03/16922
แพทย์ต่อประชากรหน่ึงพันคน โดยมีสัดส่วนคือเป็น
แพทย์ 0.5 คน ทนั ตแพทย์ 0.1 คน เภสัชกร 0.2 คน
และพยาบาล 2.4 คน จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ
สัดส่วนในประเทศกลุ่มองค์การความร่วมมือพัฒนา
และเศรษฐกิจ (OCED) เรายังมีน้อยกว่ามาก  และใน
กลุ่มอาเซียนเอง เรายังน้อยกว่าประเทศบรูไนดารุส-
ซาลาม ประเทศสงิ คโปร์ และมาเลเซยี อยู่มาก อยา่ งไร
ก็ตาม จ�ำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย
ก็ยังมีเป็นจ�ำนวนมาก  จากข้อมูลของส�ำนักนโยบาย
และยุทธศาสตร์ ส�ำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
พบว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีแพทย์ 36,938 คน
หรือคิดเป็นสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร 1 : 1,771 คน
มีพยาบาลวิชาชีพ 165,541 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน
พยาบาลวิชาชีพต่อประชากร 1 : 395 คน  พยาบาล

4 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

เทคนคิ 7,257 คน หรือคิดเป็นสัดสว่ นต่อประชากร 1 : 9,013 คน  มีทันตแพทย์ 7,720 คน หรอื คิดเปน็
สดั ส่วนตอ่ ประชากร 1 : 8472 คน และมเี ภสัชกร 14,314 คน หรือคดิ เป็นสัดสว่ นต่อประชากร 1 : 4,569
คน  นอกจากน้ียังพบว่า ในปี 2561 กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีแพทย์มากที่สุดในประเทศ  ด้วยจ�ำนวน
แพทย์มากถึง 9,273 คน  ส่วนจังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่มีแพทย์น้อยท่ีสุดเพียง 67 คนเท่านั้น และเมื่อ
มองไปที่ความพร้อมของเตียงในการรองรับผู้ป่วยค้างคืน  กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีเตียงผู้ป่วยมากที่สุด
เช่นกันด้วยจ�ำนวน 28,275 เตียง จากสถานพยาบาล 119 แห่ง  ส่วนสตูลเป็นจังหวัดที่มีเตียงผู้ป่วย
น้อยที่สุดคือ 400 เตียง จากสถานพยาบาล 7 แห่ง  นอกจากน้ี ข้อมูลของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ยงั พบว่าคนไทยใชจ้ ่ายด้านสุขภาพเพม่ิ ขน้ึ เฉลย่ี 7 - 8 % ตอ่ ปีเชน่ กนั

ความหมายของอาชวี อนามยั

อาชีวอนามัยในโรงพยาบาล คือ การร่วมกันดูแลของบุคลากรหลายวิชาชีพในการให้บริการ
อาชีวอนามัยแก่บุคลากรในโรงพยาบาลเพื่อให้บุคลากรทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
ท�ำงานในสถานท่ีท�ำงานซ่ึงปลอดภัยปราศจากโรคและอุบัติเหตุ รวมท้ังสามารถด�ำรงชีวิตในสังคมได้อย่าง
เหมาะสม
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : ให้ความหมายของอาชีวอนามัย หมายถึง
การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ รวมท้ังการธ�ำรงไว้และส่งเสริมสมรรถภาพในการท�ำงานของผู้ประกอบ
อาชพี รวมถงึ การดแู ลความปลอดภยั และสงิ่ แวดล้อมการท�ำงานท้ังมวล ดังนน้ั การจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั
ส�ำหรับบุคลากรโรงพยาบาล จึงเป็นกิจกรรมที่ใช้ท้ังศาสตร์และศิลป์ โดยบุคลากรหลายสาขาวิชาชีพ
ประสานงานกันทั้งในด้านการบริหาร การจัดองค์กร การจัดบริการเพื่อให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุง
ระบบ ในการจัดระบบการดูแลสุขภาพอนามัยของบุคลากรโรงพยาบาล โดยใช้หลักการป้องกัน การ
ส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งการธ�ำรงไว้ซ่ึงสภาพร่างกายและจิตใจท่ีสมบูรณ์ โดยมีแนวคิดว่าเมื่อบุคลากร
โรงพยาบาลมีสุขภาพที่ดี งานท่ีท�ำก็จะได้คุณภาพท่ีดี แต่ถ้างานท่ีท�ำไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเน้ืองาน วัตถุดิบ
หรือวธิ ีการ ก็จะท�ำให้สขุ ภาพของบคุ ลากรโรงพยาบาลไม่ดีด้วย นนั่ คอื งานเป็นปฏภิ าคโดยตรงกบั สุขภาพ

หลักในการด�ำเนินงานอาชวี อนามยั  ประกอบด้วยสงิ่ ส�ำคญั  3 ด้าน คือ

1. การตระหนัก (Recognition)  ตระหนักว่าในการท�ำงานนั้นจะมีสิ่งคุกคามท่ีเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพอนามัยของคนท�ำงาน ซึ่งอาจเกิดจากส่ิงแวดล้อมในที่ท�ำงานท้ังด้านกายภาพ ด้านเคมี
ด้านชีวภาพ ด้านวิธีการท�ำงาน โดยเฉพาะโรคติดเช้ือซึ่งเป็นส่ิงคุกคามท่ีมีลักษณะจ�ำเพาะของ
บคุ ลากรทางการแพทย์
2. การประเมิน (Evaluation) การประเมินถงึ อนั ตรายอันอาจจะเกิดจากส่ิงคุกคามทอี่ ยูใ่ นส่งิ แวดล้อม
ในการทำ� งานนนั้ วา่ มขี นาดอนั ตรายเพียงใดและเกินกว่ามาตรฐานหรอื ไม่
3. การควบคมุ (Control)  การควบคมุ อนั ตรายของสิง่ แวดลอ้ มและสภาพในการทำ� งาน

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 5

การบรกิ ารอาชวี อนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health Service)

องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Off ice - ILO) ได้ให้นิยามค�ำว่า บริการ
อาชีวอนามัย (Occupational Health Service – OHS)  ตาม ILO Convention 161  ว่า OHS  เป็น
บริการซึ่งจะท�ำให้คนงานท�ำงานมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี โดยเน้นด้านป้องกัน และให้ค�ำแนะน�ำ
แก่นายจ้างตามความเหมาะสม (ตามกฎหมาย หลักวิชาการ ฯลฯ)  เพื่อให้การท�ำงาน และสภาพการ
ท�ำงานมีความปลอดภัย ท�ำให้คนงานท�ำงานอย่างมีความสุข และจะช่วยในการปรับงานให้เข้ากับสภาพ
รา่ งกายและจิตใจของคนงานด้วย
บริการอาชีวอนามัย (OHS) หมายถึง การท�ำกิจกรรมในที่ท�ำงานโดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้อง
และส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของคนงาน โดยปรับปรุงกระบวนการท�ำงานและสภาพการท�ำงาน
ซ่ึงเป็นการให้บริการโดยผู้เช่ียวชาญซึ่งท�ำงานเพียงคนเดียว หรือเป็นส่วนของหน่วยงานพิเศษภายใน
ของสถานประกอบการหรือจากภายนอก  ในทางปฏิบัติ OHS มีขอบเขตกว้างกว่า  และไม่เพียงเป็น
กิจกรรมที่ท�ำโดยหน่วยงานเดียว  แต่เป็นการปฏิบัติโดย สหวิชาชีพจากหลายภาคส่วนทั้งในและนอก
สถานประกอบการ โดยผู้ท่ีได้รับการรับรอง นายจ้าง คนงาน และผู้แทนสหภาพ  โดยมีการจัดองค์กร
ภายในสถานประกอบการใหเ้ กดิ การมีส่วนร่วม  ในประเทศไทย เรามีกฎกระทรวงกำ� หนดมาตรฐานในการ
บริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน พ.ศ. 2549
ซ่ึงก�ำหนดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานของสถาน
ประกอบกิจการ ซึ่งเป็นการท�ำงานร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการ
ท�ำงาน แต่ก็ยังมีวิชาชีพท่ีเก่ียวข้องไม่ครบ เช่น ไม่มีพยาบาล อาชีวอนามัย หรือแพทย์อาชีวเวชศาสตร์
เข้าเป็นคณะกรรมการในสถานประกอบการ ดังนั้นคณะกรรมการท่ีก�ำหนดโดยกฎหมายฉบับนี้จึงยังไม่ใช่
คณะกรรมการด้าน OHS  ตามนิยามของ ILO   ซ่ึง คณะกรรมการท่ีดูแล OHS นี้จะต้องประกอบด้วย
ผู้บริหาร คนส�ำคัญท่ีเกี่ยวข้องในแผนการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และฝ่ายปฏิบัติการ
กฎกระทรวงน้ีมกี ารบงั คบั ใช้ในสถานพยาบาลด้วย  ดังนั้น โรงพยาบาลจึงควรมคี ณะกรรมการชุดนี้
ในปี 1950 องค์กรแรงงานระหว่างประเทศและองค์การอนามัยโลก ได้ก�ำหนดวัตถุประสงค์ของ
การท�ำงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยดังนี้ “อาชีวอนามัยเป็นการส่งเสริมและคงไว้ส�ำหรับ
คนงานในทุกอาชีพให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ทางสังคมให้ดีท่ีสุด”  โดยมี
1. เป็นการป้องกนั ไม่ให้คนงานออกจากงานเพราะเหตุดา้ นสุขภาพที่เกิดจากสภาพการทำ� งาน
2. เป็นการป้องกันคนงานจากปัจจัยเส่ยี งในงานท่ีมผี ลเสียต่อสขุ ภาพ
3. เป็นการช่วยให้คนงานสามารถท�ำงานได้ในสภาพแวดล้อมในการท�ำงานที่ปรับให้เข้ากับความ
สามารถทางกายภาพและจิตใจของคนงานนัน้ ๆ
กล่าวโดยสรุปคือ “การปรับงานให้เข้ากับคนแต่ละคนในงานของเขา”  ต่อมามีการปรับเปลี่ยน
และเสริมวตั ถุประสงคข์ อง OHS หลายคร้ังในปี 1959, 1980 และ 1995   ซึ่งเน้ือหาสามารถสรปุ ได้ว่า
OHS  ควรมีบริการดังน้ีคอื

6 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

1. ป้องกันสุขภาพของคนงานจากส่ิงคุกคามสุขภาพในสถานท่ีท�ำงาน (ใช้หลักการปกป้องและ
ป้องกนั )
2. ปรับงานและสภาพแวดล้อมในการท�ำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของคนงาน (ใช้หลักการ
ปรบั สภาพงาน)
3. ท�ำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ในสังคมของคนงานให้ดีขึ้น (ใช้หลักการส่งเสริม
สขุ ภาพ)
4. ท�ำให้ผลเสียจากส่ิงคุกคาม อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และโรคที่เกิดหรือเก่ียวเนื่องจากการท�ำงาน
ให้น้อยที่สดุ (ใชห้ ลกั การรกั ษาและฟ้ืนฟ)ู
5. ให้บริการด้านสุขภาพทั่วไป ทั้งการรักษาและป้องกัน ในสถานท่ีท�ำงาน หรือจากสถานบริการ
ใกลๆ้ แก่คนงานและครอบครวั (ใช้หลักการดูแลปฐมภูมิ)
ในปี 2017  มีการส�ำรวจ OHS  ในประเทศสมาชิกของ International Commission on
Occupational Health (ICOH)  49 ประเทศ พบว่า บริการอาชีวอนามัยในผู้ตอบแบบสอบถามเป็น
แบบผสมผสานคอื ทงั้ การป้องกนั และการรกั ษา เป็นการทำ� งานโดยสหวิชาชีพและ 82 % ตอบการปฏิบัติ
ดา้ น OHS ร่วมกนั 10 อย่างคือ การปอ้ งกนั การประเมินความเสย่ี ง การเฝ้าระวงั สิง่ แวดล้อมการทำ� งาน
และสุขภาพคนงาน การให้ความรู้และข้อมูลด้านสุขภาพ การวินิจฉัยโรคจากการท�ำงาน และการป้องกัน
อุบัติเหตุ

การจัดบรกิ ารอาชวี อนามัยส�ำหรบั บุคลากรโรงพยาบาล

บุคลากรทางการแพทย์ นับเป็นคนท�ำงานท่ีมีโอกาสสัมผัสความเสี่ยงในการท�ำงานเป็นจ�ำนวน
มาก ซึ่งควรมีระบบการจัดบริการอาชีวอนามัยท่ีชัดเจน เพื่อจัดท�ำมาตรการในการควบคุม ป้องกันโรค
จากการท�ำงานและอุบัติเหตุจากการท�ำงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลภาครัฐเป็น
หน่วยงานที่ไม่มีการก�ำหนดให้มีการจัดบริการอาชีวอนามัยส�ำหรับบุคลากรโรงพยาบาลตามกฎหมาย จึง
ท�ำให้ไม่ได้รับความส�ำคัญในการจัดระบบที่ชัดเจน แต่โรงพยาบาลภาครัฐมักจะมีการจัดท�ำมาตรฐาน
การรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ซ่ึงมีข้อก�ำหนดในการจัดบริการอาชีวอนามัย ปัจจุบันโรงพยาบาลศูนย์
โรงพยาบาลท่ัวไปจะมีการจัดบริการอาชีวอนามัยส�ำหรับบุคลากรโรงพยาบาล โดยมีการด�ำเนินการหลาย
รูปแบบ ได้แก่ การด�ำเนินการตามรูปแบบของส�ำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมซ่ึงจะมี
การประเมินทุกปี การด�ำเนินการเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ การด�ำเนินการตามรูปแบบนพรัตน์ โมเดลของ
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบางแห่งมีการจัดบริการอาชีวอนามัยส�ำหรับบุคลากรตามมาตรฐาน
มอก. 18000 ซึ่งเป็นระบบท่ีชัดเจน  ปัจจัยเสี่ยงในการท�ำงานท่ีเห็นได้ชัดคือเร่ือง โรคติดเชื้อ โดยเฉพาะ
ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) คือเร่ือง COVID -19  เนื่องจากถ้าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ปลอดภัย ก็จะท�ำให้
ผูป้ ่วยไมป่ ลอดภัยไปดว้ ย

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 7

ตัวอยา่ งการจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ส�ำหรบั บุคลากรโรงพยาบาล :  รูปแบบนพรตั น์  โมเดล :
อาชวี อนามัยสำ� หรบั บุคลากรโรงพยาบาล

โรงพยาบาลนพรตั นราชธานี มกี ารจัดบริการอาชวี อนามยั ส�ำหรบั บุคลากรโรงพยาบาล โดยมีการ
จัดโครงสร้างคณะกรรมการอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม มีคณะท�ำงานเป็นเครือข่าย
อาสาสมัครอาชีวอนามัยในแต่ละหน่วยงาน ซ่ึงสามารถให้บุคลากรโรงพยาบาลมีส่วนร่วมในการด�ำเนิน
งาน  โดยจดั โครงสรา้ งการบริหารจัดการ ดังนี้

เจา้ หนา้ ทโ่ี รงพยาบาลมีสุขภาพท่ดี ที ง้ั ร่างกาย จติ ใจ และสังคม  ทำ� งานในสถานท่ีปราศจาก
อันตรายและมีความเสี่ยงนอ้ ยที่สดุ

p

นโยบายอาชวี อนามยั ของโรงพยาบาล
p

คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล
p

คณะกรรมการสงิ่ แวดล้อม ความปลอดภยั และอาชีวอนามัย
p
การประชมุ ประจ�ำของคณpะอาสาสมคั รอาชวี อนามัย
pppp

อาสาสมัครอาชีวอนามยั อาสาสมคั รอาชีวอนามัย อาสาสมัครอาชีวอนามัย อาสาสมัครอาชวี อนามัย
เจา้ หนา้ ท่ีโรงพยาบาล ทุกคน ทกุ หนว่ ยงาน คัดเลือกตัวแทนอาสาสมคั รอาชีวอนามยั

รูปท่ี 2   โครงสร้างการบรหิ ารจดั การด้านอาชีวอนามยั ความปลอดภยั และสงิ่ แวดลอ้ ม
รูปแบบส�ำคัญของนพรัตน์ โมเดล ซึ่งจะมีการจัดต้ังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย
และอาชีวอนามัย  เป็นทีมที่ส�ำคัญในการจัดบริการทั้งด้านนโยบาย การวางแผนและการจัดระบบส่ือสาร
ให้กับทุกหน่วยงานอย่างครอบคลุมทั้งองค์กร  และมีคณะท�ำงานโดยการสร้างเป็นเครือข่ายอาชีวอนามัย
ซึ่งเป็นทีมอาสาสมัครอาชีวอนามัยในหน่วยงาน เป็นตัวแทนของหน่วยงานและเป็นผู้ประสานงาน  ใน
การน�ำนโยบาย  รูปแบบจากคณะกรรมการไปด�ำเนินการในหน่วยงาน  โดยคณะกรรมการส่ิงแวดล้อม
ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย  จะประกอบด้วยทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ดังน้ี
1. ตวั แทนจากงานบริหาร ซึง่ ตอ้ งดแู ลระบบการซอ่ มบำ� รงุ การเบกิ จา่ ยพัสดุ การบริหารจัดการ
2. ตัวแทนจากงานทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานในการดูแลบุคลากรเป็นหลักทั้งการพัฒนา
สมรรถนะและประสานงานส่งเสรมิ สขุ ภาพในการดแู ลสุขภาพบุคลากร
3. ตัวแทนจากงานควบคุมและป้องกันการติดเช้ือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
ในการควบคมุ ปอ้ งกนั โรคติดเชือ้ ซึ่งเป็นความเส่ียงท่ีสำ� คัญของบุคลากรโรงพยาบาล
4. ตัวแทนจากงานฝ่ายการพยาบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรโรงพยาบาลมากท่ีสุด และ
สามารถชว่ ยในการประสาน ให้เกดิ ระบบได้ชดั เจน

8 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

5. ตัวแทนจากงานอาชีวอนามัย งานส่งเสริมสุขภาพในบุคลากรโรงพยาบาล เป็นเลขาของคณะ
กรรมการ เพอื่ สามารถตดิ ตามและประสานกบั หน่วยงานท่เี กี่ยวขอ้ งไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
คณะกรรมการจะมีการประชุมโดยเน้นในด้านการก�ำหนดโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการ
ด�ำเนนิ งาน รวมท้งั มีการตดิ ตามปญั หา อปุ สรรค ของคณะทำ� งานซึ่งคอื ทีมอาสาสมัครอาชีวอนามัย รวม
ท้ังมีการสรปุ ผลงานน�ำเสนอคณะกรรมการบรหิ าร เพื่อเกดิ ชอ่ งทางการสอ่ื สารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ นอกจากน้ี
มีการจัดประชุมวิชาการและงานสัปดาห์ความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ ประสบการณ์ด้าน
อาชีวอนามัย รวมท้ังมีการน�ำเสนอผลการด�ำเนินงานด้านอาชีวอนามัยของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเป็นการ
เผยแพรร่ ูปแบบ และเป็นการสร้างขวัญและก�ำลงั ใจให้กบั อาสาสมัครอาชวี อนามยั ในแต่ละหนว่ ยงาน โดย
คณะกรรมการมกี ารก�ำหนดยุทธศาสตร์ในการดำ� เนินงานท่ีส�ำคญั  3 ยทุ ธศาสตร์ ดงั ตารางท่ี 2  ด้านล่าง

กลวิธใี นการดูแลสขุ ภาพบุคลากรในโรงพยาบาล

วิธีรุก คือ การให้สุขศึกษาแก่บุคลากรในโรงพยาบาล เร่ือง สุขภาพ ท้ังบุหรี่ เหล้า  การออก-
ก�ำลังกาย  การให้ความรู้เกี่ยวกับส่ิงคุกคามต่างๆ ในหน่วยงานที่ตนเองท�ำงานอยู่   การควบคุมดูแล
สิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การควบคุมก๊าซในห้องผ่าตัด  การส่งเสริมให้มีการดูแลตนเองขณะท�ำงาน  การ
ใช้  Standard Precaution  โดยควรจะมีการตรวจสอบอยเู่ สมอ
วิธีรับ ได้แก่ การตรวจสุขภาพบุคลากรในโรงพยาบาลทั้งก่อนเข้างาน ระหว่างท�ำงาน หลังจาก
เจ็บป่วยหรือคลอดบุตร จนกระทั่งก่อนออกจากงานหรือย้ายแผนก  การปรับปรุงชนิดของสารเคมีท่ีใช้
การให้ภูมิคุ้มกันตั้งแต่เข้าท�ำงานหรือในผู้ท่ีท�ำงานแล้ว มีการบันทึกสุขภาพที่ถูกต้องส�ำหรับบุคลากรใน
โรงพยาบาล เปน็ ตน้

ตารางที่ 2   ยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบบรกิ ารอาชวี อนามยั ส�ำหรบั บุคลากรโรงพยาบาล

ยทุ ธศาสตร์ ผลลัพธ์

การสร้างเครือข่ายอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล 1. การมสี ว่ นร่วมในขอ้ มูล

2. การเปน็ หุน้ ส่วนด้านสขุ ภาพ

3. การบรหิ ารจัดการเพอ่ื การแก้ไข

4. การรายงานและตดิ ตาม

การเสริมสร้างสมรรถนะด้านอาชีวอนามยั 1. ส�ำรวจและเกดิ แผนการให้ความรูท้ ่ที นั สมัย

2. การพฒั นารปู แบบการให้ความรู้

3. มีการกำ� หนดเปน็ ตวั ชว้ี ดั

การเปลี่ยนมุมมองใหมใ่ นการรับรเู้ รอ่ื ง 1. เครือ่ งมอื และแนวทางการประเมินและจดั การ
ความเส่ียงต่อสุขภาพ ความเสยี่ ง

2. การก�ำกบั และเฝา้ ระวัง

3. การสรา้ งเสริมสุขภาพและปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรม

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 9

ส�ำรวจ / วดั  / รายงานผล pp แก้ไข
p ตดิ ตาม

p  การเจบ็ ป่วย

สิ่งแวดล้อม เฝา้ ระวัง pp -  ตรวจก่อนเข้าทำ� งาน
p -  ตรวจรา่ งกายประจำ� ปี
-  ตรวจตามความเสี่ยง
งานอาชีวอนามัยความปลอดภยั -  รวบรวมและข้อมูลการเจบ็ ป่วย
และสง่ิ แวดล้อมในโรงพยาบาล
p

p p -  จัดอบรม / ปรับพฤตกิ รรม อุบตั ิเหตุ
สุขภาพ -  ชมรมจริยธรรม
-  ของมีคม / เขม็ ตำ�
p -  สารเคมี
-  สารคัดหลัง่
สร้างเสริม -  ลื่นลม้
-  กระแทก

รูปที่ 3 แสดงกรอบการด�ำเนินงานอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ตามนพรัตน์ โมเดล
กรอบการด�ำเนนิ งานอาชวี อนามยั  ความปลอดภัยและสงิ่ แวดล้อม

เปา้ หมาย / ความคาดหวังจากการด�ำเนินงานอาชวี อนามยั สำ� หรบั บุคลากรในโรงพยาบาล

1. การบาดเจบ็ หรือโรคที่เกดิ จากการทำ� งานมีน้อยมากหรือไม่มเี ลย
2. บคุ ลากรในโรงพยาบาลมีความพึงพอใจต่อการทำ� งานมากขึน้ โดยดไู ดจ้ าก
2.1 อตั ราการขาดงานโดยไมจ่ �ำเป็นน้อยลง
2.2 อัตราการเขา้ ร่วมในกจิ กรรมต่างๆ ของโรงพยาบาลมากขน้ึ
2.3 อตั ราความผิดพลาดทเ่ี กดิ จากการเจ็บป่วยหรืออุบตั เิ หตุลดลง
3. เกิดระบบอาชีวอนามยั ส�ำหรับบุคลากรในโรงพยาบาลอยา่ งสมบรู ณ์
3.1 เกิดระบบการตรวจร่างกายที่มีประสิทธิภาพโดยดูจากนโยบายของโรงพยาบาล คู่มือการ
ตรวจสุขภาพประจำ� ปี
3.2 เกิดระบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับส่ิงคุกคามและความเส่ียงท่ีเกิดขึ้นในการท�ำงานโดย
ดจู ากนโยบาย การจัดท�ำแผน และคู่มือการปฏิบัติงาน
3.3 เกิดระบบเฝ้าระวังทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในการท�ำงานโดยมีการปฏิบัติอย่างเป็น
รปู ธรรม  รวมทง้ั มีคู่มือในการปฏบิ ตั ิงาน

10 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

4. ผูบ้ รหิ ารเหน็ ความส�ำคญั ของงานอาชวี อนามยั  โดยดจู าก
4.1 มีการบรรจเุ รื่องลงในการประชมุ ของผบู้ รหิ าร
4.2 มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนนุ
4.3 มีการจดั ตง้ั สายงานดา้ นอาชวี อนามัย
5. เจ้าหน้าที่มีความสนใจเรื่องสขุ ภาพและป้องกนั โรคจากการทำ� งานมากขนึ้
5.1 มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่างๆ เกิดมากขึ้น
5.2 อัตราการตดิ บุหรี่ สุรา ยาเสพติดตา่ งๆ ลดลง

โรคและปญั หาทพ่ี บบอ่ ยในบุคลากรโรงพยาบาล

จากตารางที่ 1  จะพบว่า บุคลากรโรงพยาบาล ต้องสัมผัสส่ิงคุกคามหรืออันตราย ครบทุกด้าน
ซ่ึงอนั ตรายทีม่ อี ยทู่ ำ� ให้บคุ ลากรมโี รคและอาการเจบ็ ป่วยที่พบบ่อย ทง้ั โรคจากการติดเช้อื โรคจากสารเคมี
เชน่ กา๊ ซดมยา ยาฆา่ มะเร็ง ยารักษาโรค ยาฆา่ เชอ้ื นำ้� ยาท�ำความสะอาด เป็นตน้  โรคจากอนั ตรายทาง
กายภาพ ได้แก่ เสียงดงั ฝุ่น รงั สี ความรอ้ น เป็นตน้  ปญั หาสขุ ภาพจากท่าทางการท�ำงาน ปญั หาสุขภาพ
จากการท�ำงานเป็นกะ ซึ่งต้องมีระบบในการประเมินความเสี่ยง ควบคุมและบริหารจัดการความเสี่ยงและ
เฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อสามารถวางแผนในการพัฒนาระบบการบริการอาชีวอนามัยส�ำหรับ
บุคลากรโรงพยาบาลได้อย่างต่อเน่ือง  ในบทนี้จะกล่าวถึงปัญหาส่ิงคุกคามทางชีวภาพคือ โรคจากการ
ติดเชือ้

สงิ่ คุกคามทางชวี ภาพ  โรคจากการติดเช้อื

การติดเช้ือเป็นปัญหาท่ีส�ำคัญและเป็นเรื่องยากในการบริหารจัดการความเสี่ยงของบุคลากรใน
โรงพยาบาล เน่ืองจากผู้รับบริการทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคติดเช้ือท่ีสามารถแพร่กระจายเช้ือได้ ทั้งทาง
อากาศ และทางกระแสเลือด  ดังแสดงไว้ในตารางท่ี 3
โรคติดเชื้อที่มีการแพร่กระจายทางเลือดนั้น นอกจากบุคลากรทางการแพทย์จะรับการปนเปื้อน
จากการสัมผัสเลือด สารคัดหล่ังจากตัวผู้ป่วยแล้ว ยังมีโอกาสได้รับการปนเปื้อนเลือด และสารคัดหลั่ง
จากการได้รับอุบัติเหตุและบาดเจ็บจากของมีคมและเข็มท่ิมต�ำ เน่ืองจากเข็มและของมีคมเป็นเคร่ืองมือ
ที่ส�ำคัญของบุคลากรโรงพยาบาล ท�ำให้บุคลากรโรงพยาบาลมีโอกาสปนเปื้อนโรคติดเช้ือจากการสัมผัส
เลือดและสารคัดหล่ังท่ีมีความรุนแรง ได้แก่ โรคเอดส์  โดยมีหลักฐานเกิดการติดเช้ือโรคเอดส์จากการ
สัมผัสเลือด และสารคัดหลั่งในการท�ำงาน 0.3 %  โรคไวรัสตับอักเสบซี 3 %  และโรคไวรัสตับอักเสบซี
30 %

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 11

ตารางท่ี 3 แสดงโรคติดเช้ือทีแ่ พร่กระจายทางเลือด อากาศในบคุ ลากรโรงพยาบาลกลุม่ เสี่ยง

โรค เชื้อกอ่ โรค อาการทางคลนิ ิก บคุ ลากรทาง
การแพทยท์ เ่ี ส่ียง

Adenovirus Adenovirus คัดจมกู นำ้� มูกไหล เจ็บคอ ทกุ คน โดยเฉพาะคน
ออ่ นเพลีย มผี ืน่ ข้นึ ไอ ทที่ �ำงานในหอผปู้ ่วย
เดก็ และ คลินกิ และ
หอผู้ปว่ ยแผนกตา

ไขห้ วดั ใหญ ่ Influenza virus ไข้ หนาวสนั่ อ่อนเพลยี ทุกคน โดยเฉพาะ
ปวดเมือ่ ยตามตวั ไอ แพทยแ์ ละพยาบาล

หดั (Rubeola) Rubeola virus ไข้ มผี ืน่ ขนึ้ ออ่ นเพลยี ปวดเมอ่ื ย ทกุ คน
(แพร่กระจายทาง ตามตวั ตาแดง มี Koplik’s
อากาศ) spots, ต่อมนำ้� เหลอื งโต มีผล
ขา้ งเคียงทางระบบประสาท

โรคไข้กาฬหลังแอน่ Neisseria มีไข้ ปวดศีรษะ อาเจยี น สบั สน บุคลากรแผนกห้อง
(Meningococcal Meningitis ชัก มีจดุ เลอื ดออก มีผื่นขึ้น ฉุกเฉนิ
Disease) คอแข็ง

คางทมู Mumps virus ต่อมน้ำ� ลายโต เจ็บ ทกุ คน โดยเฉพาะ
ลกู อัณฑะอกั เสบ กมุ ารแพทยแ์ ละแผนก
มี meningoencephalitis เดก็ ทนั ตแพทย์

ไอกรน Pertussis อ่อนเพลีย ไอ ปวดเมอ่ื ยตามตวั ทกุ คน โดยเฉพาะ
Bordetella ตอ่ มน�้ำเหลอื งโต ไอเสยี งเหมือน บคุ ลากรในแผนกเดก็
กรน

Parvovirus B19 Parvovirus B19 ไขอ้ อกผ่ืน aplastic anemia ทกุ คน โดยเฉพาะ
ข้ออกั เสบ ปวดเมอ่ื ยกล้ามเน้อื พยาบาล

Respiratory RSV ส่วนใหญไ่ ม่มอี าการ หรือ ทุกคน โดยเฉพาะ
Syncytial Virus มีอาการทางเดินหายใจ บุคลากรในแผนกเด็ก
(โดยเฉพาะการ
แพร่กระจายจาก
การสัมผสั )

หดั เยอรมนั Rubella virus ไข้ ออ่ นเพลีย ปวดเม่อื ยตามตวั ทกุ คน
มีผื่น

12 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

ตารางที่ 3 แสดงโรคติดเชือ้ ทแ่ี พร่กระจายทางเลอื ด อากาศในบคุ ลากรโรงพยาบาลกลมุ่ เสี่ยง (ต่อ)

โรค เชอ้ื กอ่ โรค อาการทางคลินกิ บุคลากรทาง
การแพทยท์ ี่เสีย่ ง

Tuberculosis Mycobacterium ไข้ น�ำ้ หนักตวั ลด อ่อนเพลยี ทกุ คน โดยเฉพาะ
(แพรท่ างการ species มีอาการในปอด หรอื นอกปอด พยาบาล เจ้าหน้าที่
หายใจ) ไดแ้ ก่ ตอ่ มนำ�้ เหลือง ระบบ หอ้ งปฏบิ ตั ิการ
ปัสสาวะ ประสาท กระดกู เจ้าหนา้ ทที่ �ำความ
ชอ่ งทอ้ ง และกระจายทว่ั ตัว สะอาด

อสี กุ อใี ส Varicella zoster มีตมุ่ ข้ึนตามตวั หรอื ลักษณะ ทกุ คน
(ตดิ ต่อทางการ virus คล้ายเริม
หายใจและการ
สมั ผสั )

ตบั อักเสบ บี Hepatitis B Virus อ่อนแรง ปวดขอ้ เบ่อื อาหาร ทุกคนโดยเฉพาะ
คลน่ื ไส้ อาเจียน ทอ้ งเสียหรือ พยาบาล เจ้าหน้าท่ี
ท้องผกู มผี ืน่ ไข้ ปวดทอ้ ง ตวั ห้องปฏิบัติการ
เหลอื ง ตับโต ตอ่ มน้ำ� เหลอื งโต ศลั ยแพทย์ ทันตแพทย์
เจ้าหน้าท่ีไตเทียม

ตับอกั เสบ ซ ี Hepatitis C virus ส่วนใหญ่ไมม่ ีอาการ ถา้ มอี าการ ทกุ คนโดยเฉพาะ
จะมีอาการคลา้ ยโรคตบั อกั เสบบ ี ศัลยแพทยช์ อ่ งปาก

โรคติดเชอ้ื เอดส์ Human ตอ่ มน�ำ้ เหลอื งโต มไี ข้ น้ำ� หนกั ทกุ คนโดยเฉพาะ
Immunodeficiency ตัวลด อ่อนแรง ท้องเสียเรอื้ รัง พยาบาลและเจ้าหนา้ ท่ี
Virus ซีด เม็ดเลือดขาวตำ่� มเี ช้ือรา ห้องปฏิบัติการ
ในปาก ติดเชื้อฉวยโอกาส
มะเร็ง และอาการทางสมอง

โรคไข้เลอื ดออก ไวรสั ชนดิ ต่างๆ มีอาการได้หลายแบบ แต ่ ทุกคน ยกเวน้ พยาบาล
รวมท้ัง Lassa ทงั้ หมดจะมีเลอื ดออกและมผี ล
fever, Marburg ข้างเคยี งจากการเสียเลือด
virus, Crimean
hemorrhagic
fever, Ebola
virus

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 13

ตารางท่ี 3 แสดงโรคตดิ เชอื้ ที่แพร่กระจายทางเลือด อากาศในบคุ ลากรโรงพยาบาลกลุ่มเสย่ี ง (ต่อ)

โรค เช้ือกอ่ โรค อาการทางคลนิ กิ บคุ ลากรทาง
การแพทย์ท่เี สย่ี ง

โรคอื่นๆ ท่มี กี ารถา่ ยทอดโดยการถกู ของ Blastomycosis, Brucellosis, Cryptococcosis,
มีคมหรือเขม็ ทิ่มต�ำ (หอ้ งปฏบิ ตั ิการ Diphtheria, Gonorrhea, Herpes Simplex,
ห้องวจิ ยั ) Leptospirosis, Malaria, Mycoplasmosis, Rocky
Mountain Spotted Fever, Scrub Typhus, Herpes
B Virus, Sporotrichosis, Staphylococcal Disease,
Streptococcal Disease, Syphilis, Toxoplasmosis,
Tuberculosis, Yellow Fever, Creutzfeldt-Jacob
disease

Helicobacter Helicobacter pylori โรคแผลในกระเพาะอาหาร บุคลากรหน่วยงาน
pylori สอ่ งกล้อง

ตับอกั เสบ เอ Hepatitis A virus อาการทางเดินอาหาร ออ่ นเพลีย ทุกคนโดยเฉพาะ
ตวั เหลอื ง ตับโต พยาบาลแผนกเด็กเล็ก

Norovirus Norovirus อาการทางระบบทางเดินอาหาร ทกุ คน โดยเฉพาะ
พยาบาล

โปลโิ อ Poliomyelitis virus อ่อนแรง ปวดศีรษะ คอแขง็ ไข้ ทุกคน
คล่นื ไส้ และอาเจียน เจ็บคอ

Salmonellosis Salmonella species อาการทางระบบทางเดินอาหาร ทุกคน โดยเฉพาะ
มไี ข้ มเี ช้อื ในกระแสเลอื ด และ พยาบาลและแผนก
ยังพบคนทเี่ ป็นพาหะ ซักฟอก

Shigellosis Shigella species อาการทางระบบทางเดินอาหาร ทุกคนโดยเฉพาะ
พยาบาล และแผนก
nursury

โรคตดิ เช้อื ที่กอ่ โรคทางผิวหนงั

เรมิ ทีร่ มิ ฝปี าก Herpes simplex เจ็บ คัน ทุกคนโดยเฉพาะ
Vesicles ทนั ตแพทย์

เกล้ือน Microsporum, รอยโรครูปวงแหวน หรือเป็น ทุกคน
(Tinea corporis) trichophyton เกล็ดบนลำ� ตัว
ringworm species

14 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

ตารางที่ 3 แสดงโรคตดิ เช้อื ที่แพร่กระจายทางเลอื ด อากาศในบุคลากรโรงพยาบาลกลุม่ เสยี่ ง (ต่อ)

โรค เชื้อก่อโรค อาการทางคลินิก บคุ ลากรทาง
การแพทย์ทเ่ี ส่ยี ง

โรคติดเชื้อท่กี อ่ โรคทางผวิ หนัง

หดู Papilloma virus มอี าการทางผวิ หนงั ในรูปแบบตา่ งๆ แพทย์โรคผวิ หนัง

Staphylococcal MSSA, MRSA, รอยโรคท่ีผิวหนัง มกี ารติดเชอื้ ทกุ คน
Infections VISA, VRSA รุนแรงหรอื เปน็ โรคตดิ เช้อื ใน
กระแสเลือด

โรคเอดส์

ในประเทศสหรฐั อเมรกิ ามกี ารศึกษาพบว่า บุคลากรทางการแพทย์ ประมาณ 0.3 % มีการตดิ เช้ือ
โรคเอดส์ จากการสัมผัสในการท�ำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มีการสัมผัสจากการได้รับอุบัติเหตุจากของมีคมทิ่ม-ต�ำ
บางส่วนเกิดจากสารคัดหล่ังกระเด็น เม่ือมีการสัมผัสต่อเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่มีเช้ือโรคเอดส์
จะต้องมีการป้องกันด้วยยาต้านไวรัส  มีการศึกษาแบบ case control  เพ่ือประเมินปัจจัยเสี่ยงที่จะติด
เช้ือโรคเอดส์จากผู้ป่วย พบว่า คนท�ำงานท่ีติดเช้ือโรคส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ (zidovudine)
เพื่อป้องกัน นอกจากนี้ยังมีการทดลองกับสัตว์ พบว่า ยาจะลดประสิทธิภาพลงถ้าไม่เริ่มให้หลัง 48 - 72
ช่ัวโมงหลังการสัมผัส อย่างไรก็ดีอาจจะพบปัญหาท่ีเกิดจากการด้ือยาของไวรัส การเร่ิมให้ยาช้าเกินไป
การให้ยาไม่นานพอ หรือ มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนจ�ำนวนมาก  ซึ่งต้องเฝ้าระวังอาการแพ้ยาและผลข้างเคียง
ตามตารางท่ี 4  ดังน้ัน เมื่อบุคลากรสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยจะต้องมีแนวทางเพื่อการ
ป้องกันให้เร็วที่สุดหลังการสัมผัส นอกจากนี้ต้องท�ำการประเมินสภาพของผู้ป่วยที่เป็นแหล่งโรค ติดตาม
บุคลากรทงั้ ผลข้างเคียงและตรวจเลือดของผู้สมั ผัสเป็นระยะดว้ ย

ตารางท่ี 4 ผลข้างเคยี งของยาต้านไวรสั เอดส์

ชนดิ ของยาตา้ นไวรสั ผลข้างเคยี งและพษิ ท่ีส�ำคัญ

Nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTIs)

Zidovudine (Retrovir™; ZDV; AZT) ซดี นวิ โตรฟิลตำ่� คลนื่ ไส้ เวยี นศรี ษะ ปวดศรี ษะ นอนไม่หลบั
ปวดกลา้ มเนอื้ และอ่อนแรง

Lamivudine (Epivir™; 3TC) ปวดท้อง  คลืน่ ไส้  ท้องเสยี  มีผืน่ ขึน้  และตบั ออ่ นอักเสบ

Stavudine (Zerit™; d4T) ปลายประสาทอักเสบ  ปวดศรี ษะ  ท้องเสยี  คลืน่ ไส้
เบ่ืออาหาร  ตับอ่อนอักเสบ  มคี ่าเอนไซมต์ ับเพมิ่  ซีด
และนวิ โตรฟลิ ต่ำ�

Didanosine (Videx™; ddI) ตับอ่อนอกั เสบ  ภาวะเลอื ดเปน็ กรดจากกรดแลคตกิ
เสน้ ประสาทอกั เสบ  ท้องเสยี  ปวดท้องและคลื่นไส้

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 15

ตารางที่ 4 ผลข้างเคยี งของยาตา้ นไวรสั เอดส์ (ต่อ)

ชนิดของยาตา้ นไวรัส ผลข้างเคียงและพิษทส่ี �ำคัญ

Nonnucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTIs)

Nevirapine (Viramune™ ; NVP) มีผื่นข้ึน (มีรายงานเป็น Stevens - Johnson syndrome)
มไี ข้ คลน่ื ไส้ ปวดศีรษะ ตับอกั เสบและมคี ่าเอนไซม์ตบั เพ่มิ

Delavirdine (Rescriptor™ ; DLV) มีผ่ืนข้ึน (มีรายงานเป็น Stevens - Johnson syndrome)
คล่นื ไส้ ทอ้ งเสยี ปวดศีรษะ อ่อนเพลยี มีค่าเอนไซมต์ ับเพิม่

Efavirenz (Sustiva™ ; EFV) มีผื่นข้ึน (มีรายงานเป็น Stevens - Johnson syndrome)
นอนไม่หลบั ซมึ มนึ งง ไมม่ สี มาธิและฝันผิดปกติ

Protease inhibitors (PIs)

Indinavir (Crixivan™ ; IDV) คล่นื ไส้ ปวดทอ้ ง มนี ่ิวในไต และมีค่า indirect bilirubin สงู

Nelfinavir (Viracept™ ; NFV) ทอ้ งเสีย คล่ืนไส้ ปวดทอ้ ง ไม่มีแรง และมผี ืน่ ขึ้น

Ritonavir (Norvir™ ; RTV) ไม่มีแรง ท้องเสีย คล่ืนไส้ มีชารอบปาก การรู้รสเปลี่ยน
และมีคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์เพ่ิมในเลือด

Saquinavir (Fortovase™ ; SQV) ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ น�้ำตาลในเลือดสูงและมีค่า
เอนไซม์ตบั ขน้ึ สงู

Amprenavir (Agenerase™ ; AMP) คล่ืนไส้ ท้องเสีย มีผ่ืนขึ้น ชารอบปาก การรู้รสเปลี่ยนและ
มอี าการซึมเศร้า

Lopinavir / Ritonavir (Kaletra™) ทอ้ งเสยี อ่อนแรง ปวดศีรษะ คลน่ื ไส้ และมีคลอเรสเตอรอล
และไตรกลเี ซอไรดส์ งู

ส�ำหรับมาตรฐานในการป้องกันโรคเอดส์ส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์น้ันมีอ้างอิงได้จากหลายสถาบัน
โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ท่ี http://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/rr5409a1.
htm  และ http://www.cdc.gov/hiv/

ตับอักเสบบี

ประเทศสหรัฐอเมริกาพบความชุกของการติดเชื้อตับอักเสบบีในบุคลากรทางการแพทย์ลดลงมาก
ตั้งแต่ทศวรรษท่ี 1980 จนเป็นอัตราท่ีต่�ำกว่าประชากรทั่วไป โดยการใช้ standard precautions  และ
การให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี ซึ่งในอดีตความชุกในแพทย์ผ่าตัดมีสูงถึง 13 - 18 %  ซ่ึงเกิดจากการ
สัมผัสเลือดเป็นประจ�ำ  โดยพบว่า การสัมผัสกับเลือดท่ีมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะมีความเสี่ยงในการ
ตดิ เชอื้ 1 - 6 %  ถ้าเลือดมี e - antigen  ซงึ่ มกี ารแบ่งตัวไวรสั มาก  โดยไวรสั ตับอักเสบบจี ะทนตอ่ ความแหง้
อุณหภูมิห้อง ผงซักฟอกธรรมดา แอลกอฮอล์ และอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อม โดยอยู่ได้นานถึง 1 สัปดาห์

16 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

ซ่ึงทนมากกว่าเช้ือไวรัสตับอักเสบซี เช้ือโรคเอดส์  ดังนั้น วัตถุมีคมสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้เป็น
เวลา  2 - 3 วนั หลงั มีการใช้
ระยะฟักตัวของไวรัส เป็นเวลา 7 - 23 สัปดาห์  และน้อยกว่าคร่ึงหนึ่งของผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการ
แบบเฉียบพลัน โดยมักจะมีอาการอ่อนแรง ตัวเหลือง เบ่ืออาหารนาน 2 - 3 สัปดาห์  และประมาณ 1 %
ของผู้ป่วยจะกลายเป็นตับอักเสบแบบรุนแรง (fulminant hepatitis)  มีผู้ป่วย 5 % มีภาวะติดเช้ือเร้ือรัง
และมี surface antigen ต่อเช้ือไวรัสตับอักเสบบีในเลือดตลอดไป   ส�ำหรับผู้ที่ไม่กลายเป็นการติดเช้ือ
เรื้อรังจะพบ hepatitis B surface antibody   การตรวจพบ IgM antibodies   แสดงว่ามีการติดเชื้อ
เร็วๆ น้ี ขณะท่ีการตรวจพบ IgE antibodies  แสดงว่าเคยมีการติดเชื้อแล้ว   ในคนที่ติดเชื้อเร้ือรังจะ
กลายเปน็ ตับแขง็  20 - 35 %   และ 20 %  จะกลายเปน็ มะเร็งตับชนดิ hepatocellular carcinom
การให้วคั ซนี ปอ้ งกันตับอกั เสบบี ซงึ่ เปน็ recombinant ของ surface antigen  จำ� นวน 3 ครง้ั
ซึง่ จะท�ำใหเ้ กิดภูมคิ ุ้มกนั ในคนมากกวา่ 90 %  ภมู ิค้มุ กันจะอย่ไู ดป้ ระมาณ 12 ปี หลงั ใหว้ ัคซนี และแม้ว่า
ระดับภูมิคุ้มกันจะลดลงหรือตรวจวัดไม่ได้ แต่ก็ไม่มีข้อแนะน�ำเพ่ือให้กระตุ้นซ้�ำ ส�ำหรับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
หลังใหว้ ัคซนี ควรให้ซ�้ำอกี 3 ครง้ั กรณคี นทภ่ี ูมิคมุ้ กันยังไม่ขึ้น ควรไดร้ ับ hepatitis B immunoglobulin
และให้วัคซีนอีกครั้ง ถ้ามีการสัมผัสเลือดท่ีมีเชื้อไวรัสบีทางผิวหนังหรือเย่ือเมือก และจะต้องให้เร็วท่ีสุด
ซึ่งจะมีประสิทธิภาพดีเม่ือให้วัคซีนก่อน 7 วันหลังสัมผัส  ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 75 %  ในคนที่ยังไม่มี
ภูมคิ ุ้มกนั ตอ่ ตบั อกั เสบบี

ตับอักเสบซี

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากรที่ติดเช้ือตับอักเสบซีประมาณ 1.8 %  ซ่ึงปัจจัยเส่ียงหลัก
ท่ัวไป คือ การติดยาเสพติดทางกระแสเลือด และการได้รับเลือดท่ีมีการติดเช้ือ   มีการส�ำรวจ พบว่า
ความชุกของการติดเชื้อตับอักเสบซีในบุคลากรทางการแพทย์เท่ากับประชากรท่ัวไป พบว่า ประมาณ
0 - 10% เป็นความเสี่ยงจากการถูกเข็มทิ่มต�ำ และการสัมผัสเลือดท่ีติดเช้ือ  และพบความเสี่ยง 1.8 %
จากการสัมผัสทางเยื่อเมือก
ระยะฟักตัวของตับอักเสบซีแตกต่างกันต้ังแต่ 2 - 24 สัปดาห์ และเฉล่ีย 6 - 7 สัปดาห์  โดยจะ
ตรวจพบภูมิคุ้มกันตับอักเสบซีภายใน 5 - 6 สัปดาห์ หลังติดเช้ือ  โดยจะคงท่ีไม่ว่าไวรัสจะแบ่งตัวจนมี
อาการหรอื ไม่มอี าการ  ผู้ที่ตดิ เชื้อ 85 %  จะกลายเป็นตบั อักเสบเรอ้ื รัง
ตับอักเสบซีไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกัน โดยจะท�ำการรักษาเมื่อเอนไซม์ตับขึ้นแล้วซึ่งแสดงถึงการ
อักเสบของตับ โดยใช้ยา interferon alfa - 2b  แต่ไม่มีการศึกษาว่าการให้ก่อนจะช่วยป้องกันได้หรือไม่
มีรายงานว่าการให้ยาระหว่างมีอาการเฉียบพลันภายใน 90 วัน จะสามารถรักษาให้หายได้  บุคลากร
ทางการแพทย์ท่ีสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งท่ีติดเช้ือตับอักเสบซี จากเข็มทิ่มต�ำหรือเยื่อเมือกจะต้อง
ตรวจภูมิคุ้มกันต่อตับอักเสบซีเป็นพื้นฐาน  และตรวจติดตามในเวลา 6, 12 และ 24 สัปดาห์   คนที่มี
seroconvert จะต้องตรวจ PCR  เพ่ือดูการแบ่งตัวของไวรัส และส่งต่อให้แพทย์ผู้เช่ียวชาญโรคตับ เพ่ือ
พิจารณาในการรักษาแตแ่ รกด้วย interferon  และ ribavirin

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 17

การศึกษาของ Janet Heinrich  ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การจัดบริการอาชีวอนามัย
สามารถปอ้ งกันอบุ ตั ิเหตุเขม็ ท่มิ หรือตำ� ส�ำหรับโรงพยาบาล  ได้ถึงร้อยละ 75  ดว้ ย 3 วิธกี าร ดังน้ี
1. การก�ำจดั การใชเ้ ข็มที่ไมจ่ ำ� เป็น ลดอบุ ัติเหตุได้ 25 % ลดการตดิ เชื้อ HBV 21 ราย, HCV 14 ราย
2. การใช้เขม็ อยา่ งปลอดภยั ลดอุบัตเิ หตุได้ 29 %  ลดการตดิ เชอื้ HBV 25 ราย, HCV 16 ราย
3. การใช้คู่มือการท�ำงานอย่างปลอดภัย ลดอุบัติเหตุได้ 21%   ลดการติดเชื้อ HBV 19 ราย, HCV
12 ราย
นอกจากน้ันการศึกษาของ Tarantola  ประเทศฝร่ังเศส  พบว่า การด�ำเนินงานอาชีวอนามัยโดย
ใชห้ ลกั การ Universal Precaution  และการควบคมุ ทางวศิ วกรรม ทำ� ให้การสัมผสั เลือดหรือสารคดั หลง่ั
ในพยาบาล มีอัตราลดลง จากร้อยละ 10.8  เหลือเพียง ร้อยละ 7.7   อัตราการได้รับอุบัติเหตุเข็มทิ่ม
หรือต�ำลดลงจากรอ้ ยละ 8.9  เป็นรอ้ ยละ 6.3

วัณโรค

องค์การอนามัยโลกได้ท�ำการรวบรวมสถิติในปี 1991 และปี 1998  พบว่า ประชากรโลกถึงหน่ึง
ในสาม หรอื ประมาณ 1,900 ล้านคนตดิ เช้ือวัณโรค  โดยมผี ูป้ ่วยวณั โรคใหม่ประมาณ 7 - 8 ล้านคน และ
เสียชีวิตประมาณ 2 - 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าการระบาดใหญ่ในอดีต  โดยเป็นผลท่ีเกิดจากการระบาด
ของการติดเชื้อโรคเอดส์ ในปี 1992   ประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงาน การระบาดของวัณโรคที่เชื้อดื้อ
ต่อยาหลายขนาน  จนองค์การอนามัยโลกต้องประกาศเม่ือเดือนเมษายน 1993  ว่าวัณโรคเป็นปัญหา
ฉุกเฉินระดับโลกแล้ว ส�ำหรับบุคลากรโรงพยาบาล พบว่า มีความเส่ียงในการติดเชื้อวัณโรคเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ
เนื่องจากภาวะเชื้อด้ือยาและการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่มีระบบการป้องกัน ถึงแม้ว่าการดื้อยา
หลายชนิดของเชื้อวัณโรคจะลดลง บุคลากรทางการแพทย์ก็ยังถือเป็นความเส่ียงที่จะต้องมีการควบคุม
ทางวศิ วกรรมและการบรหิ ารจดั การทดี่ ี
หน่วยงานควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC)  ได้จัดท�ำข้อเสนอแนะส�ำหรับหน่วยงาน
ด้านสุขภาพที่เส่ียงต่อการติดเชื้อวัณโรคโดยเน้นการค้นหาผู้ป่วยท่ีติดเช้ือและแหล่งแพร่กระจายเช้ือต้ังแต่
แรก การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล การเฝ้าระวังในบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มเสี่ยง
ที่มีแนวโน้มว่าจะแพร่เชื้อ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเอดส์ คนจรจัด นักโทษหรือผู้ท่ีพ้นโทษจากคุก  ผู้ท่ีอยู่ใน
สถานพยาบาล และผู้ติดยาเสพติด โดยใช้อาการและอาการแสดงของโรคเพ่ือค้นหาคนท่ีเป็นในระยะแรก
เมื่อพบผู้ป่วยนั้นจะท�ำการแยกผู้ป่วย และมีการควบคุมทางวิศวกรรม โดยจัดท�ำให้ในห้องแยกมีความดัน
บรรยากาศลบ และเพิ่มระบบการระบายอากาศในห้อง  มีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วน
บุคคลอย่างเหมาะสม เช่น หน้ากากชนิด N95  การใส่ถุงมือ  การล้างมือให้ถูกสุขลักษณะเม่ือออกมาจาก
ห้องหรือเม่ือสัมผัสผู้ป่วย สำ� หรับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจะสัมผัสกรณีมีตัวอย่างติดเชื้อเข้ามาซ่ึงจะมีการ
ฟุ้งกระจายเป็นละออง (aerosol) และหายใจเข้าไป   การควบคุมทางวิศวกรรมมักจะใช้ตู้ class I หรือ II
โดยจะต้องมีการตรวจ และซ่อมบ�ำรุงสม�่ำเสมอตามคู่มือ และมีการทดสอบประสิทธิภาพเป็นระยะ  การ
เฝ้าระวังทางการแพทย์ส�ำหรับบุคลากรโดยใช้การทดสอบที่ผิวหนังหรือ tuberculin skin test  และ
ค�ำถามเกี่ยวกับอาการ ท�ำให้สามารถค้นหาคนท่ีติดเช้ือได้ตั้งแต่เริ่มแรก  ในต่างประเทศมีค�ำแนะน�ำให้
ตรวจ tuberculin skin test  ในผู้ที่เริ่มท�ำงาน   ส�ำหรับผู้ที่เคยทดสอบแล้ว แต่เว้นระยะไป ควรมีการ

18 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

ทดสอบแบบสองข้ัน เน่ืองจากปฏิกิริยาต่อ tuberculin  จะลดลงในคนท่ีท�ำการทดสอบบ่อยๆ  โดย
ระยะเวลาการตรวจข้ึนกับความชุกของวัณโรคในชุมชนที่สถานพยาบาลนั้นตั้งอยู่  และอัตราการรับ
ผู้ป่วยวัณโรคเข้ารักษาตัวในสถานพยาบาลนั้น  โดยผู้ท่ีท�ำการทดสอบได้ผลบวกไม่ต้องตรวจซ�้ำ  แต่ให้
เฝ้าติดตามอาการ  โดยพบว่า บุคลากรห้องฉุกเฉินและหน่วยทางเดินหายใจ  มีผลการทดสอบเป็นบวกสูง
ส�ำหรับประเทศไทย การทดสอบนี้อาจไม่จ�ำเป็น เน่ืองจากเช้ือวัณโรคถือเป็นเช้ือโรคท้องถิ่นของไทย
และส่วนใหญ่จะทดสอบให้ผลบวก

เช้ือโรคทท่ี �ำใหท้ ้องรว่ ง

มีรายงานการระบาดของโรคท้องร่วงในบุคลากรโรงพยาบาล  ซ่ึงต้องเน้นการท�ำความสะอาด
หรือสุขาภิบาลในร้านอาหารของโรงพยาบาล  นอกจากนี้ต้องเน้นให้บุคลากรมีการล้างมือก่อนรับประทาน
อาหารทุกคร้ัง และบุคลากรท่ีมีอาการท้องร่วงควรท�ำการตรวจประเมินก่อนว่าสามารถกลับเข้าท�ำงานได้
หรือไม่  เพ่ือป้องกนั การแพรก่ ระจายเชอ้ื โรค

ไข้หวัดใหญ่

การให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะช่วยลดการติดเช้ือในบุคลากรทางการแพทย์  และป้องกัน
การกลายพันธุ์กรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ติดเช้ือจากผู้ป่วย นอกจากการให้วัคซีนอาจจะท�ำให้บุคลากร
ที่ได้รับเชื้อมีอาการแสดงน้อยลง ลดความรุนแรงลง ในขณะที่มีการระบาดไข้หวัดใหญ่ บุคลากรทาง
การแพทย์ควรได้รับวัคซีนทุกคนโดยเฉพาะคนท่ีท�ำงานสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง โดยอาจจะมีความจ�ำเป็น
ท่ีจะต้องให้ยาฆ่าเชื้อไวรัสเพื่อป้องกันด้วย  นอกจากนี้ต้องเพิ่มมาตรการการคัดกรองผู้ป่วย การให้ผู้ป่วย
ใส่หน้ากาก การปรับระบบระบายอากาศให้ดี และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยนานควรใส่
หน้ากากชนิด N95  และทีส่ ำ� คญั ตอ้ งป้องกันโดยใช้ standard precaution  เกยี่ วกบั ไขห้ วดั ใหญ่สามารถ
หาข้อมูลได้ที่ web site ของกระทรวงสาธารณสุข ท่ี www.moph.go.th  และของ CDC  ท่ี http://
www.cdc.gov/flu/

อสี ุกอใี ส

บุคลากรในหน่วยงานที่ต้องสัมผัสกับเด็ก ควรได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส และตรวจเลือดว่ามี
ภูมิคุ้มกันข้ึนหรือไม่  ถ้าบุคลากรติดเช้ือจากผู้ป่วย ต้องให้หยุดงานจนกว่ารอยโรคจะแห้งหรือตกสะเก็ด
และในผู้สัมผัสจะต้องหยุดงาน 10 - 21 วันหลังสัมผัสผู้ป่วย  ในบุคลากรท่ีเป็นงูสวัด (varicella zoster)
ห้ามท�ำงานกับผปู้ ่วยทมี่ ีความเสี่ยงสูง  แต่สามารถทำ� งานปกตไิ ด้โดยต้องมกี ารปิดรอยโรค
การให้วัคซีนจะท�ำให้มีภูมิคุ้มกันในระยะเวลานาน และจะค่อยๆ ลดลง  ดังน้ัน ผู้ท่ีได้รับวัคซีน
ไประยะเวลาหนึ่งก็สามารถติดเช้ือได้อีก จึงควรมีการเฝ้าระวังและมีแบบสอบถามในบุคลากรท่ีเสี่ยงเป็น
ระยะ  หลังให้วัคซีนจะมี varicella IgG  สูงในวันท่ี 5 - 6  และถ้าไม่ข้ึน ควรตรวจซ้�ำในวันที่ 10 และ
วันที่ 21  นอกจากการให้วัคซีนแล้วก็ควรมีการป้องกันตนเองโดยใช้ standard precaution  และจะ
ต้องรายงานถ้ามีอาการคล้ายโรคอีสุกอีใส  โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ท่ี http://www.cdc.gov/
mmwr/preview/mmwrhtml/rr5604 a1.htm

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 19

การควบคุมการติดเช้ือ

โปรแกรมควบคุมการติดเชื้อมีความส�ำคัญ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อภายในหน่วยงานรักษา
พยาบาล  ผู้ป่วยจะมีความเส่ียงต่อการติดเชื้อจากบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ก็มี
ความเสี่ยงท่ีจะติดเช้ือจากผู้ป่วยเช่นกัน  การประเมินผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์โดยใช้อาการและ
อาการแสดงของโรคติดเชื้อเป็นเร่ืองส�ำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายเช้ือ รวมทั้งต้องมีการใช้
อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลเพ่ือช่วยป้องกันตนเอง  นอกจากนี้การออกแบบสถานพยาบาล
จะช่วยในการลดการติดเช้ือ  โดยมีการออกแบบระบบระบายอากาศ การออกแบบผนัง พ้ืน ผ้าม่าน
รวมทง้ั การใช้อุปกรณแ์ บบใชค้ รง้ั เดียว
คณะกรรมการเก่ียวกับการให้ภูมิคุ้มกัน (the advisory committee on immunization
practice) เสนอแนะว่าวัคซีนท่คี วรให้กบั บคุ ลากรโรงพยาบาล ได้แก่ วคั ซนี ตับอกั เสบบี วคั ซนี ไข้หวัดใหญ่
วัคซีนโรคหัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และ บาดทะยัก  นอกจากนี้ยังมีโรคติดต่อหลายชนิดที่สามารถให้
ภูมิคุ้มกันได้ เช่น เช้ือ enteric  เชื้อ staphylococcus aureus  เชื้อ CMV  เช้ือ cryptosporidium
เชื้อ scabies  และเชื้อ herpes simplex  รวมทั้งวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ ซ่ึงอาจจะระบาดใน
โรงพยาบาล  แตใ่ นปจั จบุ นั ยงั ไมแ่ นะน�ำใหฉ้ ดี บุคลากรทางการแพทย์

การแพรก่ ระจายเช้อื จากบุคลากรทางการแพทยส์ ูผ่ ปู้ ว่ ย

มีรายงานการติดเชื้อโรคเอดส์จากบุคลากรทางการแพทย์ไปยังผู้ป่วยเพียงสองราย  รายแรกเป็น
ทันตแพทย์ซ่ึงท�ำให้มีผู้ป่วยติดเช้ือ 6 ราย  และแพทย์ศัลยกรรมกระดูกท่ีท�ำให้ผู้ป่วยติดเชื้อ 1 รายจาก
การผ่าตัดเป็นเวลานาน 10 ชั่วโมง  จากการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์
ท่ีมีเชื้อโรคเอดส์ เช่น ทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ สูติแพทย์ และแพทย์อ่ืนๆ  ไม่พบว่ามีการถ่ายทอดไปยัง
ผู้ป่วย แต่พบว่ามีการถ่ายทอดการติดเชื้อตับอักเสบบีมากกว่า แต่ท่ีผ่านมาพบรายงานกลุ่มผู้ป่วยท่ีติดเชื้อ
ตับอักเสบซีจากบุคลากรทางการแพทย์  กรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC)  จึงจัดท�ำแนวทาง
ส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเช้ือโรคเอดส์และตับอักเสบบี  โดยเฉพาะผู้ที่ต้องท�ำหัตถการซึ่งเส่ียง
ต่อการสมั ผัส โดยเนน้ การใช้มาตรการ standard precaution  ซง่ึ สามารถป้องกนั การตดิ เชอ้ื ไปยังผูป้ ว่ ย
ได้ อย่างไรก็ดี ถ้าจะท�ำหัตถการที่เส่ียงจะต้องมีการปรึกษากับผู้เช่ียวชาญ และจะต้องบอกผู้ป่วย แต่ไม่มี
มาตรการบงั คับใหบ้ ุคลากรทางการแพทยเ์ จาะเลอื ดหาเช้อื โรคเอดส์  ตบั อักเสบบี  หรอื ตับอกั เสบซี
สมาคมระบาดวิทยาทางการแพทย์ให้ค�ำยืนยันว่าแพทย์สามารถท�ำหัตถการที่เสี่ยงได้ โดยไม่มี
ความเส่ียงต่อผู้ป่วย โดยราชวิทยาลัยแพทยศาสตร์และแพทย์ผู้เช่ียวชาญโรคติดเชื้อ แนะนำ� ให้ใช้แนวทาง
ของ CDC แต่ให้มีการประเมินรายต่อรายเก่ียวกับข้อจ�ำกัดทางการรักษา และจริยธรรม  สมาคมแพทย์
อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ส่ิงแวดล้อมอเมริกัน แนะน�ำให้ใช้แนวทางของ CDC เช่นกัน และแนะน�ำ
ให้บคุ ลากรที่ติดเช้อื ใสถ่ งุ มอื สองชน้ั ในการทำ� หตั ถการ
การตัดสินใจว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อจะท�ำงานได้หรือไม่ ขึ้นกับลักษณะการผ่าตัด
และความระมดั ระวัง ซงึ่ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะมีบทบาทส�ำคญั ในการให้ความเหน็ เกยี่ วกบั การหยดุ งาน
ของบุคลากรที่สัมผัสหรือติดเช้ือ  ตามตารางที่ 5  ซึ่งแสดงถึงโรคท่ีบุคลากรเป็นแล้วห้ามสัมผัสผู้ป่วย
การหยุดงานของบุคลากรทางการแพทย์  ตารางที่ 5   จะแสดงโรคและระยะเวลาในการห้ามสัมผัสผู้ป่วย

20 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

ตารางที่ 6 แสดงโรคที่บุคลากรทางการแพทย์เป็นแล้วมีข้อจ�ำกัดในการท�ำงาน  ตารางที่ 7  แสดงแหล่ง
ท่ีสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในการป้องกัน

ตารางที่ 5 แสดงโรคและระยะเวลาท่ีหา้ มในการสัมผสั ผปู้ ว่ ย

โรคท่ีเปน็ ระยะเวลาทห่ี ้ามสมั ผสั ผปู้ ว่ ย

ตาแดง (infectious conjunctivitis) จนกว่าจะไม่มีหนอง น�ำ้ ตาหรือขีต้ าทีม่ ากผดิ ปกติ

ท้องเสียที่มีอาการ (ไข้ ตะคริว มเี ลือด จนกว่าอาการจะดีขึ้น และแน่ใจว่าไม่ติดเช้ือ salmonella
ปนในอุจจาระ) ถ้าติดเชื้อ salmonella (ชนิดไม่ใช่ไทฟอยด์) จะต้องตรวจ
เพาะเชื้อสองคร้ังติดกันโดยตรวจห่างกันไม่เกิน 24 ชั่วโมง
แลว้ ไม่พบเชอื้

สเตรปโตคอคคัส กลุ่มเอ หลงั ใหก้ ารรกั ษา  1 วนั

ไวรสั ตับอักเสบ ชนดิ เอ 7 วนั หลงั มอี าการตวั เหลือง ตาเหลือง

การตดิ เช้ือเรมิ ทมี่ อื จนกวา่ รอยโรคจะหาย

เปน็ หัดมีอาการชดั เจน 7 วนั หลงั มผี ืน่ ข้นึ

หลังการสัมผัสกบั คนเป็นโรคหัด คนทีไ่ วตอ่ โรคให้หยุดงานประมาณ  5 - 21 วนั หลงั สมั ผัส
และ / หรอื  7 วันหลงั มีผื่นขึน้

โรคคางทมู 9 วนั หลงั มตี ่อมน้ำ� ลายอักเสบ (parotitis)

หลังการสัมผัสกบั คนเปน็ โรคคางทมู คนทไี่ วต่อโรคให้หยดุ งาน 12 - 26 วนั หลงั สัมผสั และ / หรอื
9 วนั หลงั มีต่อมน้ำ� ลายอักเสบ

ไอกรน ให้หยุดงาน  3 สัปดาห์หลังมเี สมหะ (catarrhal stage)
จนอาการจะดีข้นึ หรือ  7 วันหลังใหก้ ารรักษาท่ถี ูกต้อง

หัดเยอรมัน 5 วนั หลงั ผืน่ ขน้ึ

หลงั การสมั ผสั กับคนเป็นโรคหัดเยอรมัน คนทไี่ วตอ่ โรคให้หยุดงานประมาณ 7 - 21 วนั หลังสมั ผสั
และ / หรือ  5 วันหลงั มีผน่ื ข้ึน

หดิ จนกว่าจะได้รับการรกั ษา

โรคติดเช้ือสแตปฟิโลคอคคสั ออเรยี ส จนกวา่ รอยโรคจะหาย
ท่ีผวิ หนงั

การติดเชือ้ สเตรปโตคอคคสั กล่มุ เอ หลงั ใหก้ ารรกั ษาที่ถกู ตอ้ ง  1 วัน

วณั โรค จนกว่าจะพสิ ูจนไ์ ด้ว่าไมม่ ีการแพรเ่ ช้อื

อสี ุกอีใส จนกว่ารอยโรคจะแหง้ ตกสะเก็ด

หลงั การสัมผัสกับคนเปน็ โรคอีสุกอใี ส คนท่ไี วตอ่ โรคให้หยุดงานประมาณ 10 - 21 วันหลังสัมผสั
และ / หรอื จนกว่ารอยโรคจะแห้ง ตกสะเกด็

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 21

ตารางที่ 6 แสดงโรคและข้อจำ� กัดในการทำ� งาน

โรคทส่ี ัมผัสผู้ปว่ ยได้บา้ ง ข้อจำ� กดั การทำ� งาน

ไข้ ติดเช้อื ไวรสั ระหว่างมกี ารระบาดของไขห้ วัดใหญ่หรอื respiratory
syncytial virus ห้ามไมใ่ หบ้ คุ ลากรท่ตี ดิ เช้อื ดแู ลผูป้ ว่ ยทมี่ ี
ความเสีย่ งสูง

ท้องเสียจาก enteroviral infection ห้ามไม่ใหด้ ูแลเดก็ เลก็ และเด็กแรกเกดิ จนกวา่ จะหาย

ตับอับเสบชนิดบี ท่ตี รวจพบ e antigen บุคลากรจะต้องไม่ท�ำหัตถการหรือการรักษาที่ invasive
positive กบั ผูป้ ว่ ย จนกวา่ จะมีค�ำอนุญาตจากผู้เชี่ยวชาญ

เรมิ ทใี่ บหน้าหรอื ปาก หา้ มดแู ลผูป้ ่วยทม่ี ีความเสยี่ งสูง จนกวา่ รอยโรคจะหาย

เช้ือ HIV บคุ ลากรจะต้องไมท่ ำ� หตั ถการหรอื การรักษาท่ี invasive
กบั ผปู้ ่วย จนกว่าจะมคี ำ� อนุญาตจากผู้เชยี่ วชาญ

โรคตดิ เช้อื สแตปฟโิ ลคอคคัส ออเรยี ส หา้ มดแู ลผ้ปู ว่ ยท่มี คี วามเสย่ี งสงู จนกว่าจะหาย
ทีท่ างเดนิ หายใจ

งูสวดั จะต้องปดิ รอยโรค และหา้ มดแู ลผ้ปู ่วยที่มีความเสี่ยงสูง
จนกวา่ รอยโรคจะแหง้ และตกสะเกด็

อย่างไรก็ตามมีโรคติดเช้ือในบุคลากรแล้วไม่มีข้อจ�ำกัดในการท�ำงาน ได้แก่ โรคติดเชื้อ cyto-
megalovirus ท้องเสียเล็กน้อย (เป็นไม่เกินหน่ึงวันและไม่มีอาการอ่ืน)  ตับอักเสบซี  เริมท่ีอวัยวะเพศ
การสมั ผัสผ้ปู ว่ ยที่เป็นโรคไอกรน (ไม่มีอาการ)

ตารางท่ี 7 แสดง  web site  ทีเ่ ก่ียวกบั การควบคุมโรคตดิ เช้อื
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/about.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/index.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/healthDis.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/worker.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/gl_hcpersonnel.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/wrkr_occHealth.html
http://www.shea-online.org/
http://www.apic.org//AM/Template.cfm?Section=Home1
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/gl_environinfection.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/gl_isolation.html
http://www.cdc.gov/ncidod/dhqp/gl_handhygiene.html

22 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

นโยบายและมาตรการในการปอ้ งกันโรคติดเช้อื ในบุคลากรทางการแพทย์

การปอ้ งกันการสมั ผัสโรคตดิ เช้อื ในบุคลากรโรงพยาบาล ตอ้ งมีการด�ำเนนิ งานหลายรปู แบบ ดังนี้
1. การเพ่ิมประสทิ ธิภาพระบบระบายอากาศ เพือ่ เพิ่มการไหลเวยี นของอากาศและลดการสะสมของ
เช้ือโรคในหน่วยงาน โดยสามารถด�ำเนินการท้ังในด้านการติดต้ังระบบระบายอากาศ การปรับ
ทิศทางการไหลของอากาศจากบคุ ลากรโรงพยาบาลสูต่ วั ผปู้ ว่ ย การเปดิ หนา้ ต่างเพ่มิ การไหลเวียน
อากาศ
2. มีการตรวจร่างกายก่อนเข้าท�ำงาน มีการประเมินการให้ภูมิคุ้มกัน การเฝ้าระวังเรื่องวัณโรค และ
ให้ปฐมนิเทศเรื่องการป้องกันโรคติดเช้ือหรือจัดท�ำคู่มือการป้องกันการติดเช้ือเพื่อให้บุคลากรใหม่
ทกุ คน
3. การให้วัคซีนที่สอดคล้องกับกลุ่มเส่ียง ได้แก่  วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี  วัคซีนอีสุกอีใส  วัคซีน
หัดเยอรมนั  เปน็ ตน้
4. การใช้หลัก Standard (Universal) Precaution  อย่างเคร่งครัด  รวมท้ังมีการฝึกอบรมอย่าง
สม่�ำเสมอทั้งการล้างมือ การใช้เครื่องป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ ถุงมือ หน้ากากปิดปากและจมูก
แว่นตา  หนา้ กากปิดหน้า  เส้อื กาวน ์  เป็นตน้
5. มีระบบรายงานเพื่อเฝ้าระวังโรคติดเช้ือท่ีส�ำคัญ และสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
เชน่  การเฝา้ ระวงั การสมั ผสั โรคไข้กาฬหลังแอ่น  โรคไข้หวดั สายพนั ธ์ุใหม ่  วัณโรค  เป็นต้น
6. มีระบบการดแู ลบุคลากรท่เี จ็บป่วย โดยเฉพาะจากงานหรอื เกี่ยวเนอ่ื งกบั การท�ำงาน
7. มีระบบการบริหารจดั การเม่ือเกดิ อบุ ัตเิ หตขุ องมีคมและเข็มท่มิ  - ตำ� ดังนี้
a. จัดทำ� คมู่ ือและการจดั อบรมให้ความรกู้ ับบคุ ลากรในการใชข้ องมคี มและเข็มอย่างปลอดภยั
b. มีระบบการดูแลจดั การบคุ ลากรทไ่ี ด้รับการบาดเจ็บจากของมีคมและเขม็ ทิ่มต�ำ  เชน่
i. ตรวจหาแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี ภูมิคุ้มกันตับอักเสบซีและภูมิคุ้มกันโรคเอดส์
แบบรวดเร็ว (rapid test) ในตัวผ้ปู ว่ ยที่บุคลากรไดร้ ับการปนเปอ้ื นเลอื ดหรอื สารคัดหล่ัง
กรณีผลการตรวจ ได้ผลลบ ไม่จ�ำเป็นตอ้ งเจาะเลอื ดซ้�ำ
ii. กรณีไม่ทราบตัวผู้ป่วย ให้ประเมินแหล่งการสัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จากขยะติดเช้ือ
หรือหอผู้ป่วยติดเชื้อ กรณีผู้ป่วยปฏิเสธการตรวจ ให้ดูจากการวินิจฉัยโรค และประวัติ
เสย่ี ง
iii. การดูแลรกั ษาบุคลากรท่ีไดร้ บั การบาดเจ็บจากของมีคมและเขม็ ท่มิ ตำ� ทันที
c. มรี ะบบการตดิ ตามบคุ ลากรท่ีไดร้ ับการบาดเจ็บจากของมคี มหรอื เขม็ ทิ่มตำ�
d. มีระบบการสอบสวนหาสาเหตุการเกิดการบาดเจ็บจากของมีคมและเข็มท่ิมต�ำ เพ่ือปรับแก้
คู่มอื หรือปรับปรงุ มาตรการปอ้ งกันการเกิดการบาดเจบ็ จากของมีคมหรือเขม็ ทิม่ ตำ�

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 23

อย่างไรก็ตาม โรคติดเช้ือนอกจากจะมีการแพร่กระจายจากตัวผู้ป่วยสู่บุคลากรโรงพยาบาล
แล้ว บุคลากรท่ีมีการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเช้ือก็สามารถแพร่กระจายโรคสู่ตัวผู้ป่วยได้ด้วย ซึ่งแพทย์อาชีว-
เวชศาสตร์จะมีการประเมินบุคลากรโรงพยาบาลที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อว่าอยู่ในระยะท่ีไม่สามารถ
แพร่เช้ือสู่ผู้อ่ืนได้ จึงสามารถกลับเข้าท�ำงานได้  ส่วนโรคติดเชื้อที่บุคลากรโรงพยาบาลเจ็บป่วยแล้ว
ไม่สามารถกลับเข้าท�ำงานได้  แสดงไว้ในตารางที่ 5
ส�ำหรับโรคติดเชื้อในบุคลากรโรงพยาบาล  สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเน้ือหาเรื่อง
โรคติดเช้ือจากการท�ำงาน

24 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

บรรณานุกรม

1. กฎกระทรวงก�ำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน พ.ศ. 2549 [อินเทอร์เน็ต]. 2549 [เข้าถึงเม่ือ 5 ก.พ. 2564].
เข้าถงึ ได้จาก: http://area3.labour.go.th/attachments/article/393/law1-1.pdf
2. อดุลย์ บัณฑุกุล.  แนวทางการจัดการป้องกันวัณโรคส�ำหรับบุคลากรโรงพยาบาล ในกระทรวง
สาธารณสขุ .   แนวทางการวนิ ิจฉัยและการดแู ลรักษาผูป้ ่วยวณั โรคในประเทศไทย [อนิ เทอรเ์ น็ต].
2561 [เข้าถึงเม่ือ 15 เม.ย. 2564].  เข้าถึงได้จาก: http://www.thoracicsocietythai.org/
wp-content/uploads/2018/06/ALL- CPG.pdf
3. Hfocus. เผยผลส�ำรวจพบบุคลากรสาธารณสุขติดเช้ือวัณโรคแฝง 31.41 % [อินเทอร์เน็ต].
2561 [เข้าถึงเมื่อ 3 ก.พ. 2564].  เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2018/
11/16525
4. Hfocus. จำ� นวนบุคลากรด้านสาธารณสุขต่อประชากร 100,000 คน [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เขา้
ถงึ เมือ่ 2 ก.พ. 2564]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://www.hfocus.org/content/2019/03/16922
5. Marketeer. คนไทยเข้าถึงด้านสาธารณสุขทางการแพทย์เพิ่มข้ึนทุกปี [อินเทอร์เน็ต]. 2564
[เขา้ ถึงเม่อื 3 ก.พ. 2564].  เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://marketeeronline.co/archives/154549
6. Ad Hoc Committee on the Effect of Trace Anesthetics on the Health of Operating
Room Personnel, American Society of Anesthesiologists.  Occupational Disease
among operating room personnel.  Anesthesiology 1974;41:321-40.
7. Akbar-Khanzadeh F, Vaquerano MU, Akbar-Khanzadeh M, Bisesi MS. Formaldehyde
Exposure, acute pulmonary response, and exposure control options in a gross
anatomy laboratory.  Am J Ind Med 1994;26:61-75.
8. Alli BO. Fundamental Principles of Occupational Health and Safety 2nd ed.
[Internet]. ILO press 2008. [cited 2021 Feb 8]. Available from: https://www.ilo.org/
wcmsp5/ groups/public/@dgreports/@dcomm/@publ/documents/publication/
wcms_093550.pdf
9. Bell DM.  Occupational risk of human immunodeficiency virus infection in
healthcare workers: an overview.  Am J Med 1997;102:9-14.
10. Bolvin J-F. Risk of spontaneous abortion in women occupationally exposed to
anesthetic gases: a meta-analysis.  Occup Environ Med 1997;54:541-8.
11. Cardo DM, Culver DH, Ciesielski CA, Srivastava PU, Marcus R, Abiteboul D, et al.
A case control study of HIV seroconversion in healthcare workers after
percutaneous exposure.  NEJM 1997;337:1485-90.

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 25

12. Center for Disease Control and Prevention. Evaluation of blunt suture needles in
preventing percutaneous injuries among healthcare workers during gynecological
surgical procedures-New York City, March 1993-June 1994.  MMWR 1997;46:25-9.
13. Center for Disease Control and Prevention. Immunization for Healthcare workers:
Recommendations of Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) and
the Hospital Infection Control Practices Advisory Committee (HICPAC).  MMWR
1997;46:1-44.
14. Center of Disease Control and Prevention.  Recommendations for follow up of
healthcare workers after occupational exposure to hepatitis C virus.  MMWR
1998;47:603-6.
15. Center for Disease Control and Prevention. Recommendations for preventing
transmission of human immunodeficiency virus and hepatitis B virus to patients
during exposure prone invasive procedures.  MMWR 1991;40:1-8.
16. Cohen EN, Gift HC, Brown BW, Greenfield W, Wu ML, Jones TW, et al. Occupational
disease in dentistry and chronic exposure to trace anesthetic gases.  J Am Dental
Assoc 1980;101:21-31.
17. Conner EM, Sperling RS, Gelber R, Kiselev P, Scott G, O’Sullivan MJ, et al. Reduction
of maternal-infant transmission of human immunodeficiency virus type 1 with
zidovudine treatment.  NEJM 1994;331:1173-80.
18. Connor TH, Anderson RW, Sessink PJ, Broadfield L, Power La.  Surface contami-
nation with antineoplastic agents in six cancer treatment centers in Canada and
the United States.  Am J Health Syst Pharm 1999;56:1427-32.
19. Di Stefano F, Siriruttanapruk S, McCoach J, Burge PS.  Glutaraldehyde: and
occupational hazard in the hospital setting.  Allergy 1999;54:1105-9.
20. Doll R, Peto R.  Mortality among doctors in different occupations.  Br Med J
1977;1:1433-6.
21. Bolyard EA, Tablan OC, Williams WW, Pearson ML, Shapiro CN, Deitchman SD,
et al. Guideline for infection control in healthcare personnel 1998.  American
Journal of Infection Control [Internet]. 1998 [cited 2021 Mar 13];26:289-34.
Available from: https://www.cdc.gov/hicpac/pdf/InfectControl98.pdf
22. Harpaz R, Seidlein VL, Averhoff FM, Tormey MP, Sinha SD, Kotsopoulou K, et al.
Transmission of Hepatitis B virus to multiple patients from a surgeon without
evidence of inadequate infection control.  NEJM 1996;334:549-54.

26 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

23. Hendee WR, Edwards FM.  Trends in radiation protection of medical workers.
Health  Physics  1990;58:251-7.
24. Hoerauf K, Lierz M, Wiesner G, Schroegendorfer K, Lierz P, Spacek A, et al. Genetic
damage in operating room personel exposed to isoflurane and nitrous oxide.
Occup  Environ  Med  1999;56:433-7.
25. Howarth MV, Russi M. Medical Center Occupational Health. In McCunney RJ 3rd
ed. A practical Approach to Occupational and Environmental Medicine 3rd ed.
USA: Lippincott William & Wilkins; 2003.
26. ILO Content Manager in ILO Encyclopedia of Occupational Health and Safety.
Occupational Health Services and Practice [Internet].  2011 [cited 2021 Feb 5].
Available from: https://www.iloencyclopaedia.org/part-ii-44366/occupational-
health-services/item/155-occupational-health-services-and-practice
27. ILO. Occupational Health Service [Internet]. 2015 [cited 2021 Feb 5].  Available
from: https://www.ilo.org/safework/areasofwork/occupational-health/WCMS_
354275/lang--en/index.htm
28. Jiamjarasrangsi W, Hirunsuthikul N, Kamolratanakul P. Tuberculosis among health
care workers at King Chulalongkorn Memorial Hospital,1988-2002. Int J Tuberc
Lung Dis 2005;9:1253-8.
29. Longworth S, Almquist O, Soderman E, Wikströmet BO.  Effects of occupational
exposure to mercury vapour on the central nervous system.  Br J Ind Med 1992;
49:545-55.
30. Lot F, Seguier J-C, Feguex S, Astagneau P, Simon P, Aggoune M, et al.  Probable
transmission of HIV from an orthopedic surgeon to a patient in France.  Ann Int
Med 1999;130:1-6.
31. Lynch P, White MC. Perioperative blood contact and exposures: a comparison of
incident reports and focused studies.  Am J Infect Control 1993;21:357-63.
32. Naitoh P, Kelly TL, Englund C. Health effects of sleep deprivation.  Occup Med
1990;5:209-38.
33. Rantanen J, Lehtinen S, Valenti A, Iavicoli S.  A global survey on occupational
health services in selected international commission on occupational health
(ICOH) member countries. BMC Public Health [Internet].  2017 [cited 2021 Feb 6];
17:787. Available from: https://bmcpublichealth.biomedcentral.com/track/pdf/
10.1186/s12889-017-48 00-z.pdf

บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์ 27

34. Rantanen J, Fedotov IA. In ILO Encyclopedia of Occupational Health and Safety.
Standards, Principles and Approaches in Occupational Health Services [Internet].
[cited 2021 Feb 6]. Available from: http://www.ilocis.org/documents/chpt16e.html
35. Ray CD, Levinson R. Noise pollution in the operating room: a hazard to surgeons,
personnel and patients.  J Spinal Diord 1992;5:485-8.
36. Rowland AS, Baird DD, Weinberg CR, Shore DL, Shy CM, Wilcox AJ. Reduced
fertility among women employed as dental assistants exposed to high levels of
nitrous oxide.  NEJM 1992;327:993-7.
37. Selevan SG, Lindbohm ML, Hornung RW, Hemminki K. A study of occupational
exposure to antineoplastic drugs and fetal loss in nurses.  NEJM 1985;313:1173-8.
38. Sobaszek A, Hache Jc, Frimat P, Akakpo V, Victoire G, Furon D. Working conditions
and health effects of ethylene oxide exposure at hospital sterilization sites.
J Occup Environ Med 1999;41:492-9.
39. Tipayamongkholgul M, Luksamijarulkul P, Mawn B, Kongtip P, Woskie S. Occupa-
tional Hazards in the Thai Healthcare Sector.  A Journal of Environmental and
Occupational Health Policy. 2016;26:83-102.
40. WHO. Keep health workers safe to keep patients safe: WHO [Internet]. 2020
[cited 2021 Feb 8].  Available from: https://www.who.int/news/item/17-09-2020-
keep-health-workers-safe-to-keep-patients-safe-who
41. WHO. Occupational Health [Internet]. 2021 [cited 2021 Feb 5].  Available from:
https://www.who.int/health-topics/occupational-health
42. Yassin MS, Lierl MB, Fischer TJ, O’Brien K, Cross J, Steinmetz C. Latex allergy in
hospital employees.   Ann Allergy 1994;72:245-9.

28 บทท่ี 1  หลักการด้านอาชีวอนามัยในบุคลากรทางการแพทย์

บทท่ี การประเมินความเสย่ี งด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

2 (Health Risk Assessment in Infectious Diseases)
นพ. วิศษิ ฎ์  เนติโรจนกุล
นพ. อโณทัย  จัตุพร
ดร. วรรณา  จงจิตรไพศาล

การประเมินความเส่ียงทางด้านการติดเช้ือเป็นกระบวนการที่ท้าทาย เนื่องจากวิชาชีพเดียวกัน
แตม่ ลี ักษณะงานตา่ งกนั เชน่ แพทย์ มกี ารปฏิบัตติ ่างกนั เชน่ เป็นศลั ยแพทย์ กมุ ารแพทย์ รังสแี พทย์ ฯลฯ
เป็นต้น จะเห็นว่าในการท�ำงานโรงพยาบาลนั้นมีหลายตัวแปรท่ีไม่สามารถวัดค่าออกมาในเชิงปริมาณได้
และอาจจะตอ้ งใชก้ ารตดั สนิ ใจของผู้ประเมนิ รว่ มด้วย (subjective) โดยใช้ความสัมพันธท์ ่ีซับซ้อนระหวา่ ง
ตัวเช้ือ กิจกรรมท่ีท�ำ และบุคคล  ซ่ึงการประเมินความเสี่ยงทางชีวภาพควรมีการประเมินเป็นรายบุคคล
สงั คม  และสง่ิ แวดลอ้ ม
การประเมินความเสี่ยงควรกระท�ำเพื่อที่จะได้ข้อมูลท่ีจ�ำเป็นในการก�ำจัดความเสี่ยง หรือลด
ความเสี่ยงนั้นให้อยู่ในเกณฑ์ท่ียอมรับได้ การประเมินควรประเมินโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่เก่ียวกับเช้ือท่ีเฉพาะ
เจาะจง กระบวนการท�ำงาน และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการท�ำงาน ผู้ประเมินควรที่จะสามารถระบุข้ันตอนการ
ท�ำงานที่เหมาะสม อุปกรณ์ในการป้องกันส่วนบุคคล และสิ่งอ�ำนวยความสะดวกเพ่ือที่จะป้องกันบุคคล
และส่ิงแวดล้อม โดยควรท่ีจะท�ำการประเมินก่อนเริ่มการท�ำงาน และพิจารณาการประเมินซ�้ำเมื่อมีการ
เปลย่ี นตวั เชื้อ ขัน้ ตอนการทำ� งานหรือบุคลากร

การจัดกลุ่มความรุนแรงของสิ่งคุกคามทางชวี ภาพ

การประเมินความเส่ียงในการท�ำงานท่ีเกี่ยวข้องกับสิ่งคุกคามทางชีวภาพ จะไม่ตรงไปตรงมา
เหมือนการประเมินความเส่ียงสิ่งคุกคามทางเคมีหรือทางกายภาพ เนื่องจากสิ่งคุกคามทางชีวภาพมีอยู่
ในส่ิงแวดล้อมที่หลากหลาย และความรุนแรงของส่ิงคุกคามยังเปล่ียนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้ปว่ ยและเชื้อโรค (host-parasite interaction)  ถึงแม้วา่ สิ่งคุกคามทางชีวภาพจะไมส่ ามารถจดั ประเภท
ความรุนแรงได้อย่างแน่นอนและในปัจจุบันยังไม่มีการจัดกลุ่มความรุนแรงของส่ิงคุกคามทางชีวภาพ
ส�ำหรับการท�ำงานในโรงพยาบาล   อย่างไรก็ตามทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แบ่งประเภทของ
สิ่งคุกคามทางชีวภาพตามกลุ่มความเสี่ยง Risk Group (RG)  ในคู่มือความปลอดภัยทางชีวภาพของ
หอ้ งทดลอง ซง่ึ อาจน�ำมาพิจารณาเทียบเคยี ง โดยการจัดกลุม่ ใช้วิธกี ารพิจารณาจากหลายปจั จัย ไดแ้ ก่
1. ความสามารถในการก่อโรค (pathogenicity)
2. ช่องทางการแพร่กระจายเชื้อ ขอบเขต Host ของเช้ือ ซ่ึงอาจขึ้นกับระดับของภูมิคุ้มกันของ
ประชาชนในท้องถ่ิน ความหนาแน่นและการเคล่ือนย้ายที่อยู่ของประชากร รวมทั้งพาหะน�ำโรค
และมาตรฐานทางสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 29

3. มาตรการในการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ การมีวัคซีนก่อนสัมผัสเชื้อ การให้ซีรัม มาตรการ
ทางสุขาภิบาล เช่น สุขอนามัยอาหารและน้�ำ  การควบคุมสัตว์และแมลงท่ีเป็นรังโรคหรือ
พาหะโรค
4. มาตรการในการรักษาโรคท่ีมีประสิทธิภาพ ได้แก่ วัคซีนหลังสัมผัสเชื้อ และยาที่ใช้ในการรักษา
โรค

ซ่ึงปัจจัยเหล่าน้ีท�ำให้การจัดกลุ่ม RG  อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ  ซึ่งสามารถจัดได้
เปน็  4 กลุม่ ดงั น้ี
RG 1  หมายถงึ เชื้อทม่ี คี วามเส่ียงต�่ำ ทง้ั ต่อบคุ คล และตอ่ ชมุ ชน
ไดแ้ ก่ เชือ้ ทก่ี อ่ โรคทง้ั ในมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ได้น้อย
RG 2  หมายถึง เชอ้ื ที่มีความเสีย่ งต่อบุคคล ปานกลาง  มคี วามเส่ียงต่อชมุ ชน ต�่ำ
ไดแ้ ก่ เชื้อท่กี อ่ ใหเ้ กดิ โรคในมนุษย์และสัตว์ แต่มักไม่เป็นอันตรายตอ่ บุคลากร ชมุ ชน ปศุสัตว์หรือ
สิ่งแวดล้อม การได้รับเช้ืออาจท�ำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง แต่มีวิธีรักษาหรือป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ
และมคี วามเสีย่ งในการแพรก่ ระจายเชื้อ
RG 3  หมายถงึ เชอื้ ทม่ี ีความเสี่ยงตอ่ บุคคล สูง  มีความเสยี่ งต่อชมุ ชน ต�ำ่
ได้แก่ เชื้อท่ีเป็นสาเหตุของโรครุนแรงในคนและสัตว์  แต่มักไม่ค่อยแพร่จากคนท่ีติดเช้ือไปสู่
คนอื่นและมกั มีวิธีการรักษาทมี่ ีประสิทธภิ าพ
RG 4  หมายถงึ เชอื้ ทีม่ ีความเสี่ยงสูง ท้ังตอ่ รายบุคคล และตอ่ ชุมชน
ไดแ้ ก่ เช้อื ทเ่ี ปน็ สาเหตุของโรครนุ แรงในคนและสัตว์ และสามารถแพร่จากคนท่ีติดเช้ือไปสคู่ นอืน่
ทง้ั ทางตรงและทางอ้อม และไมม่ วี ธิ ีการรักษาหรือปอ้ งกันทีม่ ปี ระสิทธิภาพ

ตารางที่ 1 ประเภทของสิง่ คุกคามทางชีวภาพ ตามกลุ่มความเสี่ยง Risk Group (RG)

Risk group (RG) หมายถงึ ตวั อย่าง

Risk group 1 (RG 1) เชือ้ ไมก่ ่อให้เกดิ โรคในมนุษย์ E.coli K12 cloning strains Bacillus
ที่แข็งแรง subtilis Canine hepatitis virus

Risk group 2 (RG 2) เชื้อสามารถกอ่ ให้เกิดโรคได ้ Bacteria
ในมนษุ ย์ แต่ไมร่ ุนแรง และ Salmonella typhimurium Pseudomonas
มกั จะมีวิธกี ารในการป้องกัน aeruginosa Pathogenic E.coli
หรอื มียาท่ใี ชใ้ นการรักษา Legionella spp Haemophilus Influenza
Virus
Respiratory syncytial virus (RSV)
Hepatitis B virus Hepatitis C virus
Influenza virus type A, B, C

30 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

ตารางที่ 1 ประเภทของสง่ิ คุกคามทางชวี ภาพ ตามกลุม่ ความเสย่ี ง Risk Group (RG) (ตอ่ )

Risk group (RG) หมายถึง ตัวอย่าง

Risk group 3 (RG 3) เชอื้ สามารถกอ่ ให้เกดิ โรค Bacteria
รุนแรงได้ในมนษุ ย์ แตอ่ าจ Bacillus anthracis Mycobacterium
จะมีวิธีการในการป้องกนั tuberculosis
หรือรักษา Virus
Japanese encephalitis virus
Human immunodeficiency viruses (HIV)
SARS-CoV-2 virus (ทีม่ า HSE)

Risk group 4 (RG 4) เชื้อสามารถกอ่ ใหเ้ กิดโรค Marburg virus
ร้ายแรงไดใ้ นมนุษย ์ Ebola virus
และโดยทวั่ ไป ไมม่ ีวธิ ีการ
ในการปอ้ งกันหรือรกั ษา

การจัดกล่มุ ขององค์กรหรอื ประเทศตา่ งๆ ศึกษาเพม่ิ เตมิ ไดจ้ าก ABSA Risk Group Database
(https://my.absa.org/tikiindex.php?page=Riskgroups)

ปจั จัยสว่ นบุคคลของบุคลากร

ต�ำแหน่งงาน
บคุ ลากรทางการแพทยแ์ บ่งตามความเส่ยี งของการตดิ เช้อื ในการปฏิบัติงาน ดังแสดงในตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 การแบง่ กลมุ่ บคุ ลากรทางการแพทยต์ ามความเสี่ยงของการติดเชือ้ ในการปฏบิ ัตงิ าน

กลุม่ ที่ 1 กลมุ่ ท่ี 2 กลมุ่ ท่ี 3 กลุ่มที่ 4

บคุ ลากรทป่ี ฏิบตั งิ าน บุคลากรที่ไมไ่ ดป้ ฏิบตั ิงาน บุคลากรทที่ �ำงานดา้ น บุคลากรทีไ่ ม่ได้ปฏบิ ตั ิงาน
สัมผัสกบั ผู้ปว่ ยโดยตรง สมั ผัสกับผ้ปู ว่ ยโดยตรง ประกอบอาหาร สมั ผัส สัมผสั กบั ผู้ปว่ ยโดยตรง
แตท่ ำ� งานเส่ยี งตอ่ การ อาหาร และไมไ่ ดท้ �ำงานเส่ยี งต่อ
สัมผัสเลอื ดและสง่ิ คดั หลั่ง การสมั ผัสเลือดและสิ่ง
คดั หลั่ง และไมแ่ พร่เชอ้ื
สูผ่ ู้ปว่ ย
แพทย์ นกั ศึกษาแพทย์ พนักงานห้องปฏิบัติการ พนกั งานฝา่ ยโภชนาการ พนกั งานงานบรหิ าร
พยาบาล นกั ศึกษา พนักงานพยาธวิ ิทยาและ ผ้ปู ระกอบอาหาร พนักงานซอ่ มบ�ำรงุ
พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล กายวิภาคศาสตร ์ พนกั งานขบั รถทั่วไป
ทันตแพทย์ ผชู้ ว่ ย พนักงานธนาคารเลอื ด พนกั งานรักษาความ
ทันตแพทย์ พนักงานจดั การขยะ ปลอดภยั

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 31

ตารางที่ 2 การแบง่ กลุ่มบคุ ลากรทางการแพทย์ตามความเสย่ี งของการตดิ เชือ้ ในการปฏบิ ตั ิงาน (ต่อ)

กลมุ่ ที่ 1 กล่มุ ที่ 2 กลุ่มที่ 3 กลมุ่ ท่ี 4
เภสัชกรที่ไม่สมั ผัสผปู้ ว่ ย
เภสชั กรประจำ� หอผปู้ ่วย พนกั งานท�ำความสะอาด เจ้าหน้าท่เี วชระเบยี น
นักกายภาพบำ� บดั พนักงานงานบริการผา้ ของส�ำนักงาน
นกั ศกึ ษากายภาพบ�ำบัด
พนักงานประจำ� หอผปู้ ว่ ย
พนักงานแผนกรงั สี
พนกั งานเปล
เจา้ หน้าทเ่ี วชระเบยี น
หอผปู้ ว่ ยนอก
พนักงานขบั รถพยาบาล

บุคลากรทม่ี คี วามไวต่อการติดเช้ือ

บุคลากรท่มี คี วามไวตอ่ การตดิ เชือ้ (sensitive risk)  เชน่ ผสู้ ูงอายุ ต้ังครรภ์
ผู้ท่ีมีภูมิคุ้มกันต่�ำ (immunocompromised host)  จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ได้แก่ โรคที่
ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยท่ีติดเชื้อเอชไอวี มะเร็ง  ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน มะเร็ง
ถุงลมโปง่ พอง หัวใจ  หรือ ผทู้ ร่ี ับประทานยากดภมู ิคุม้ กนั เช่น ยาเคมีบ�ำบดั ยาสเตียรอยด์ เปน็ ต้น

ปจั จัยด้านกิจกรรมทป่ี ฏิบตั ิ

รูปแบบของงาน และกิจกรรมท่ีท�ำที่มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเช้ือ เช่น การท�ำงานที่มี
หัตถการท่ีล่วงล้�ำเข้าสู่ร่างกาย (invasive)   การท�ำงานในภาวะฉุกเฉิน หรือการท�ำหัตถการที่ก่อให้เกิด
ละอองฝอย เช่น การดูดเสมหะ  ท�ำหรือช่วย bronchoscope ใส่ท่อช่วยหายใจ  พ่นยาโดยวิธีละออง
ช่วยเหลือทางเดินหายใจโดยการบีบ ambu bag  นวดหัวใจ (chest compression)

กระบวนการในการประเมินความเสย่ี ง

วเิ คราะหล์ ักษณะงาน
ขัน้ ที่ 1 การระบุสิ่งคกุ คาม
ขัน้ ที่ 2 การระบคุ วามเส่ยี งท่ีสัมพันธ์กับส่งิ คกุ คาม
ข้ันท่ี 3 การประเมนิ ความเสยี่ ง
ขัน้ ท่ี 4 การระบุมาตรการในการปอ้ งกันเพ่ิมเตมิ

32 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

รปู ที่ 1  กระบวนการในการประเมนิ ความเสย่ี ง

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 33

ขน้ั ที่ 1 การระบุส่งิ คุกคามที่เกย่ี วข้องกับการทำ� งาน
1.1 พจิ ารณาการปฏบิ ตั งิ านทีม่ ีโอกาสสมั ผัสกบั ส่งิ คกุ คามทางชีวภาพ
ระบกุ ิจกรรมที่ปฏบิ ัติ ซึ่งกิจกรรมทม่ี ีโอกาสสมั ผสั กับส่ิงคุกคามทางชวี ภาพ ไดแ้ ก่
l กิจกรรมในการดูแลผู้ป่วยมีโอกาสสัมผัสกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น วัณโรคหรือเช้ือไวรัส
เช่น โนโรไวรัส (Norovirus), เช้ือไข้หวัดใหญ่ (influenza), เช้ือเอชไอวี (HIV), เช้ือโคโรนา
ไวรัสสายพนั ธุ์ใหม่ (COVID -19)  เปน็ ตน้
l กิจกรรมในห้องตรวจปฏิบัติการ เช่น การตรวจเสมหะ หนอง อุจจาระ เลือด หรือตัวอย่าง
ทางชีวภาพอื่นๆ
l การเตรยี มสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพส�ำหรบั การขนส่ง
l การจดั การและการทิ้งขยะติดเช้อื
1.2 การระบุและการจัดประเภทของส่ิงคุกคามทางชีวภาพ โดยพิจารณาจากประเภทของสิ่งคุกคาม
ทางชีวภาพ ตามกลุม่ ความเส่ยี ง Risk Group (RG)  ดังแสดงในตารางท่ี 1
1.3 การระบุชอ่ งทางในการตดิ ตอ่ ของเชอื้ กอ่ โรค
l การสัมผัสโดยตรง (Direct contact) คือ การแพร่ของโรค โดยการสัมผัสกับเชื้อของผู้ป่วย
โดยตรง เช่น การสัมผัสรอยโรคเริม (herpes simplex) โดยไม่สวมถุงมือ  หรือการสัมผัส
โรคหิด (scabies)
l การสัมผัสทางอ้อม (indirect contact) คือ การแพร่ของโรค โดยไม่ได้มีการสัมผัสกับเชื้อ
ของผ้ปู ่วยโดยตรง
l ละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplet) คือ การแพรข่ องโรค ผ่านฝอยละอองทโี่ ดยทั่วไปจะมีขนาด
ใหญ่มากกว่า 5 ไมครอน และจะฟุ้งกระจายไม่นาน แพร่ไปไม่ได้ไกลนัก เช่น ไข้หวัดใหญ่
ไขห้ วดั นก SARS  และ streptococcal pharyngotonsillitis  เปน็ ตน้
l ละอองฝอยขนาดใหญ่ (Airborne) คือ การแพรข่ องโรค ผ่านฝอยละอองทเ่ี ลก็ กวา่ 5 ไมครอน
ดว้ ยขนาดที่เลก็ ท�ำใหส้ ามารถแพรไ่ ปในอากาศได้ไกล เช่น วัณโรค หัด อสี ุกอีใส เปน็ ตน้
l เลือด (blood) จากของมีคมท่ิมต�ำ (inoculation) เช่น โรคเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัส
ตับอักเสบซ ี  เปน็ ตน้
ข้ันท่ี 2 การระบคุ วามเสยี่ งทสี่ มั พันธ์กบั สงิ่ คุกคาม
การระบุว่าใครคือผู้ที่มีความเส่ียงที่จะสัมผัส และการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมในท่ีท�ำงานและการ
ปฏิบตั งิ าน
2.1 การแยกประเภทของบุคลากรท่มี โี อกาสสัมผัสกบั สง่ิ คกุ คาม
l พิจารณาจากตำ� แหนง่ งาน ซงึ่ สามารถจดั ประเภทตามปจั จยั เส่ยี งได้ดงั แสดงในตารางที่ 2
l บุคลากรท่ีมีความไวต่อการติดเช้ือ (sensitive risk) เช่น ตั้งครรภ์ ผู้ท่ีมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
หรือผูท้ ่กี �ำลงั รับประทานยากดภมู ิคมุ้ กนั

34 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

2.2 การประเมินส่งิ แวดล้อมในที่ทำ� งานทีม่ ีโอกาสสัมผัสตอ่ สง่ิ คกุ คามทางชีวภาพ
เช่น สถานที่ผู้คนอยู่แออัด สิ่งปลูกสร้างภายในเสื่อมโทรม ภาวะเหน่ือยล้า ความเครียด และ
สถานการณ์ฉุกเฉนิ สามารถเพม่ิ ความเส่ยี งตอ่ การสัมผสั สิ่งคุกคามทางชวี ภาพ
2.3 การประเมิน การอบรม ความสามารถ ประสบการณ์ในการท�ำงาน และการควบคุมดูแลการ
ปฏิบัตงิ าน
l การฝึกอบรมควรไดร้ ับตามการประเมินความเสี่ยง
l การควบคุมดูแล การปฏิบัติงาน ระบบงาน และบุคลากรใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ (ผู้ที่มี
โอกาสเส่ียงสงู ขน้ึ ในการสัมผสั สิ่งคุกคามทางชีวภาพ)

ข้ันท่ี 3 การประเมนิ ความเสี่ยง
l การระบมุ าตรการในการป้องกันที่ด�ำเนนิ การอยู่
l การประเมนิ ความเสี่ยงขึน้ อยูก่ บั มาตรการในการป้องกนั ทดี่ ำ� เนนิ การอย่ดู ้วย
l โอกาสของการเกิดโรคและผลกระทบข้ึนอยู่กับ มาตรการในการป้องกัน ประสิทธิภาพของ
มาตรการป้องกัน ประสบการณ์ ความรู้และทักษะ ระดับของการควบคุมดูแล ระบบการ
ท�ำงาน และทรัพยากรทม่ี อี ยู่

ปจั จยั อนื่ ๆ ทตี่ อ้ งพจิ ารณาได้แก่
l รูปแบบของงาน และกิจกรรมที่ท�ำที่มีโอกาสเพิ่มความเส่ียงต่อการติดเชื้อ เช่น การท�ำงาน
ท่ีมีหัตถการที่ล่วงล�้ำเข้าสู่ร่างกาย (invasive)  การท�ำงานในภาวะฉุกเฉิน  การท�ำหัตถการ
ที่กอ่ ใหเ้ กิดละอองฝอย
l ความชุกของโรคในประชากร เช่น  บุคลากรอาจจะท�ำงานกับผู้ป่วยท่ีทราบว่าเป็นโรคอยู่
แล้ว เช่น โรคท่ีติดต่อทางเลือด (ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี)  หรือโรคท่ีติดต่อทาง
ละอองฝอย (โคโรนาไวรสั สายพันธใุ์ หม่ 2019  วัณโรค)
l ทักษะและความสามารถของบุคลากร เช่น บุคลากรใหม่  หรือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์จะเพิ่ม
ความเสย่ี งมากกวา่
l ส่ิงแวดล้อมในท่ีท�ำงาน เช่น การท�ำงานในสถานที่บุคลากรน้อย (understaffed)  หรือผู้รับ
บริการแออัด
l ในการก�ำหนดโอกาสหรือความเป็นไปได้ของการเกิดอันตราย อาจมีผลจากการที่ผู้ประเมิน
ใช้ความรู้สึกของตนเองในการตัดสินใจ ดังน้ันเพ่ือป้องกันข้อผิดพลาดดังกล่าว ควรพิจารณา
ขอ้ มูลทเ่ี ก่ียวขอ้ งประกอบในการตดั สินใจ  ได้แก่
¢ ข้อมูลการเกิดอุบัตกิ ารณ์ทีผ่ า่ นมา
¢ วิธกี ารปฏิบัตงิ าน และประสบการณ์ของผูป้ ฏิบัตงิ าน
¢ ขอ้ มลู จากการทบทวนวรรณกรรม

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 35

การจัดล�ำดับความส�ำคัญของความเสี่ยงโดยการใช้ตารางความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของ
เหตุการณแ์ ละโอกาสทจ่ี ะเกดิ การตดิ เชื้อ ดังนี้
ตารางที่ 3 แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างความรุนแรงของเหตุการณแ์ ละโอกาสท่ีจะเกิดการติดเช้ือ

โอกาสท่จี ะเกดิ การติดเช้ือ RG 1 RG 2 RG 3 RG 4
นอ้ ยมาก ยอมรบั ได ้ ต่ำ� ต่ำ� ปานกลาง
ตำ่� ยอมรับได ้ ต�่ำ ปานกลาง สงู
ปานกลาง ต่�ำ ปานกลาง สงู สงู มาก
สงู ตำ�่ ปานกลาง สงู สงู มาก

ข้นั ที่ 4 การระบุมาตรการในการป้องกันเพ่มิ เติม
จากระดับความเส่ียง หากความเสี่ยงนั้นอยู่ในระดับความเส่ียงเล็กน้อยหรือยอมรับได้นั้น อาจ
ไม่จ�ำเป็นต้องด�ำเนินการใดๆ สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ถึงแม้จะมีความเส่ียงอยู่ก็ตาม  แต่หากว่าระดับ
ความเส่ียงอยู่ในระดับปานกลาง ความเสี่ยงสูง หรือสูงมาก จะต้องมีมาตรการในการจัดการความเส่ียง
โดยพิจารณาวิธีการควบคุมทีเ่ หมาะสม

ตัวอยา่ งการประเมนิ ความเสย่ี งในโรคติดเช้อื  SARS - CoV-2

ตัวอย่างต่อไปน้ีเป็นแนวทางในการจัดการความเสี่ยงจากการติดเชื้อ COVID -19 ซ่ึงเน้ือหาทาง
วิชาการอาจจะมีการเปล่ียนแปลงเนื่องจากความรู้ในเรื่อง COVID -19  มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ตวั อยา่ งน้แี สดงใหเ้ ห็นแนวทางวธิ ีการประเมนิ ความเสยี่ งเป็นส�ำคัญ

บทน�ำ

บุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID -19 สูง จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันท่ี
17  เมษายน 2563  พบบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยติดเช้ือสะสมแล้ว รวม 99 ราย   โดย
ส่วนใหญ่ติดเชื้อในโรงพยาบาล และจะพบบุคลากรติดเชื้อเพิ่มข้ึนเกือบทุกวัน  ดังนั้นการดูแลบุคลากร
ในสถานพยาบาลทีม่ ีประวัตสิ ัมผสั กับผปู้ ่วยยนื ยัน COVID -19  จึงควรได้รับความรว่ มมือระหว่างหนว่ ยงาน
อาชีวอนามัยและหน่วยงานควบคุมโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล  เพื่อท�ำการประเมินความเส่ียงในการ
สัมผัสเชื้อ ให้การเฝ้าระวัง ติดตามบุคลากร ตอบสนองอย่างเป็นระบบและรวดเร็วเพื่อป้องกันการ
แพร่กระจายของเชอ้ื ในบคุ ลากรทางการแพทย์

36 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

วัตถุประสงค์

1. เพ่ือทบทวนแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการประเมินความเสี่ยง และการจัดการของบุคลากรทาง
การแพทย์ท่ีสัมผัสเช้ือโควิด -19 ที่เผยแพร่ในปัจจุบัน  เพื่อน�ำมาสรุปและดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของ
โรงพยาบาล
2. เพื่อเผยแพรเ่ คร่ืองมือและวธิ กี ารท่ีใช้ประเมนิ ความเสยี่ งของบคุ ลากรทสี่ มั ผัสผู้ปว่ ย COVID -19

วิธกี ารศกึ ษา

ใช้วิธีการรวบรวมแนวทางปฏิบัติของโรคติดเช้ือไวรัสโควิด -19 ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทาง
การแพทย์ จากแหล่งข้อมูลที่เป็นองค์กรสาธารณสุขระดับนานาชาติ ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (World
Health Organization : WHO)  หรือระดับชาติ ได้แก่ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐ-
อเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention : CDC)   ส่วนองค์กรในประเทศ ได้แก่
กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข

ผลการศกึ ษา

หลักการประเมินความเสี่ยงนั้นต้องอาศัยการประเมินการสัมผัส (exposure assessment) ของ
บุคลากรต่อเชื้อไวรัส COVID -19  ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นแรกคือ การ
พจิ ารณาวา่ การสัมผสั นน้ั เปน็ การสัมผัสระยะใกลช้ ดิ หรอื close contact  หรือไม่  โดยพิจารณาจาก
1. ระยะห่างท่ีบุคลากรเข้าไปสัมผัสคนไข้ยกตัวอย่าง เช่น World Health Organization (WHO)
รวมท้ังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าระยะห่างต้ังแต่ 1 เมตรลงมา ถือว่ามีโอกาสสัมผัส
กับเชื้อไวรัส  ส่วน Center of Disease Control (CDC)  ของประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้เกณฑ์ท่ีไวขึ้น
คือ ให้ต้ังแต่ระยะ 2 เมตรลงมามีโอกาสสัมผัสกับเช้ือไวรัสเพราะเป็นระยะที่ละออง หรือ droplet  ซึ่งมี
อนภุ าคของไวรัส  สามารถกระเด็นไปรอบๆ ตวั ผปู้ ว่ ยได้
2. ระยะเวลาท่ีบุคลากรสัมผัสผู้ป่วย แม้ว่า WHO และ CDC  ไม่ได้ก�ำหนดระยะข้ันต�่ำ  เม่ือสัมผัส
ผู้ป่วยระยะใกล้ แต่ CDC  ถือว่าการใช้เวลาอยู่ใกล้กับผู้ป่วยมากกว่า 2 - 3 นาทีขึ้นไปนั้นนานพอให้เกิด
ความเสี่ยงได้ ดังนั้นกิจกรรมที่ใช้เวลาสัมผัสเพียงชั่วคราว เช่น การเดินสวนกัน หรือการพูดคุยไม่ก่ีค�ำ
โอกาสติดต่อน่าจะเป็นไปได้น้อย   ส�ำหรับในประเทศไทยกรมควบคุมโรคได้ต้ังเกณฑ์ระยะเวลาท่ีเส่ียงไว้
ทีม่ ากกว่า 5 นาทีขนึ้ ไป หากท�ำกจิ กรรมสัมผสั ใกลช้ ิดหรอื มีการพดู คุยกับผูป้ ่วยในระยะ 1 เมตร  ถา้ ไม่ได้
ท�ำกิจกรรมดังกล่าว แต่อยู่ในที่ปิดเดียวกัน ไม่มีการถ่ายเทอากาศร่วมกับผู้ป่วย  ระยะเวลาเสี่ยงจะเพ่ิม
เปน็  15 นาทขี ึน้ ไป

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 37

ทั้งน้ี WHO และ CDC ระบุว่าหากเกิดอุบัติเหตุท่ีบุคลากรสัมผัสสารคัดหล่ังจากผู้ป่วยโดยตรง
เช่น การถูกไอหรือจามรดใส่โดยตรงจะมีความเสี่ยงสูงโดยไม่ค�ำนึงถึงระยะเวลาสัมผัส ดังนั้นผู้วิจัยจึงขอ
สรุปนิยามของ close contact  หรือการสัมผัสระยะใกล้ชิดจากหลากหลายองค์กร  โดยให้มีความไว
ทมี่ ากขน้ึ กวา่ เกณฑ์ของกรมควบคุมโรค ดังนี้
1. ใกลช้ ดิ ผปู้ ว่ ย COVID -19  ในระยะ 2 เมตร ลงมา  ในระยะเวลาต้ังแต่ 5 นาทขี นึ้ ไป หรอื
2. สัมผัสสารคัดหล่ังจากผู้ป่วยโดยตรง โดยไม่ได้ป้องกัน เช่น ถูกไอหรือจามรดใส่หน้า สารคัดหลั่ง
เข้าผวิ หนงั ท่ีมีบาดแผล  เปน็ ตน้
หากบุคลากรท่ีสัมผัสผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ของ close contact ก็จะถือว่ามีโอกาสติดเชื้อโรคมากขึ้น
และควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ต่อไป เช่น การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วย  กิจกรรมท่ีท�ำกับ
ผู้ป่วย และการใส่อุปกรณ์ป้องกันเม่ือสัมผัสผู้ป่วย กล่าวคือ หากผู้ป่วยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยขณะที่
บุคลากรเข้าไปสัมผัส จะถือว่าขาดการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย และเพิ่มความเส่ียงมากข้ึน
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่บุคลากรพบเจอผู้ป่วย COVID -19 ท่ีไม่ได้สติ หรือไม่สามารถให้ประวัติได้ หรือ
มีการปกปิดประวัติ และไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย  จึงมีโอกาสท่ีจะเกิดละอองแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย
ได้มาก
จากแหล่งข้อมูล WHO และ CDC  กิจกรรมที่เพิ่มความเส่ียงของการติดเชื้อ ซ่ึงควรพิจารณาน้ัน
ได้แก่ กิจกรรมที่ท�ำกับผู้ป่วยแล้ว ท�ำให้เกิดละอองฝอยขนาดเล็ก  หรือ aerosol  ฟุ้งกระจายในอากาศ
ยกตัวอย่างเช่น การกู้ชีพ   หรือการท�ำ cardiopulmonary resuscitation (CPR)   การใส่หรือถอดท่อ
ช่วยหายใจ การส่องกล้องหลอดลม (bronchoscopy)  การพ่นยา  การเก็บเสมหะ  การเก็บสิ่งส่งตรวจ
ในทางเดินหายใจ เป็นต้น  ในกรณีนี้บุคลากรท่ีท�ำกิจกรรมดังกล่าวจ�ำเป็นต้องใส่หน้ากาก N95 ขึ้นไป
เนื่องจากหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่สามารถป้องกัน aerosol ได้   และจ�ำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ป้องกัน
ดวงตา เชน่ แวน่ ครอบตา (goggle) หรอื กระบงั หน้า (face shield)  เพ่ือป้องกันไมใ่ ห้ aerosol  มโี อกาส
เข้าทางเย่ือเมือกของตาได้  ดังนั้นบุคลากรที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลท่ีส�ำคัญส�ำหรับกิจกรรม
ข้างต้นจึงมีความเส่ียงในการติดเชื้อสูงข้ึน นอกจากนี้กิจกรรมที่ต้องสัมผัสกับตัวผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมาก
เป็นพิเศษ เช่น การพลิกตัวผู้ป่วย ก็เพิ่มความเสี่ยงในการติดเช้ือแก่บุคลากรที่ไม่ได้ใส่เส้ือกาวน์หรือถุงมือ
ดว้ ยเชน่ กนั
CDC ให้น�้ำหนักของความเหมาะสมในการใส่อุปกรณ์ป้องกันของบุคลากรเป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อ
โอกาสติดเชื้ออย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หากบุคลากรไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันแม้แต่ส่วนใด  ความเสี่ยง
ย่อมสูงที่สุด ซึ่งอุปกรณ์ป้องกันช้ินที่มีความส�ำคัญมากที่สุดคือ อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ เช่น
หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95  รองลงมาคือ อุปกรณ์ป้องกันดวงตาหรือใบหน้า เช่น แว่นครอบตา
หรือกระบังหน้า  ดังน้ันบุคลากรท่ีใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลได้อย่างครบถ้วนเหมาะสมตามมาตรฐาน
ระหว่างการสัมผัสผู้ป่วย และตามข้อก�ำหนดของ WHO คือ ต้องใส่อย่างสม่�ำเสมอตลอดเวลา (มากกว่า
รอ้ ยละ 95 ของเวลาทัง้ หมด) จงึ จะถอื ว่ามคี วามเสย่ี งตำ�่

38 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

รปู ที่ 2  แสดงแบบประเมนิ ความเสีย่ งผู้สมั ผสั ยนื ยนั

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 39

จากการทบทวนแนวทางข้างต้น ได้จัดท�ำแผนภาพเพ่ือช่วยประเมินความเสี่ยงของบุคลากร โดย
แบ่งออกเป็น  6 ข้นั ตอนครา่ วๆ ดงั ต่อไปนี้
1. พิจารณาว่าบุคลากรสมั ผัสผู้ปว่ ยเขา้ ข่าย close contact  หรอื ไม่
2. ประเมนิ วา่ ณ เวลาทบ่ี คุ ลากรสมั ผัสผู้ป่วยนน้ั ผปู้ ่วยได้ใสห่ น้ากากอนามยั หรอื ไม่
3. ประเมินว่า ณ เวลาท่ีบุคลากรสัมผัสผู้ป่วยน้ัน  ได้ท�ำหรืออยู่ใกล้กับกิจกรรมซ่ึงท�ำให้เกิดการ
ฟุ้งกระจายของ aerosol  จากผปู้ ว่ ยหรือไม่
4. ประเมินว่า ณ เวลาท่ีบุคลากรสัมผัสผู้ป่วยได้ท�ำกิจกรรมที่ต้องสัมผัสกับตัวผู้ป่วยมากเป็นพิเศษ
หรอื ไม่
5. ประเมินการใส่อุปกรณ์ป้องกันของบุคลากรและพิจารณาระดับความเสี่ยงของบุคลากร โดยดู
จากเง่ือนไข 1 - 4 ข้ันตอนแรก ไล่ลงมาตามลูกศร แล้วดูเงื่อนไขการใส่อุปกรณ์ป้องกันประกอบ
สุดท้ายจะสามารถพิจารณาแยกระดับความเสี่ยงของบุคลากรได้เป็น 3 ระดับ  โดยอ้างอิงและ
ดัดแปลงจาก CDC ได้แก่ ความเส่ียงระดับสูง หรือสีแดงในตาราง  ความเส่ียงระดับปานกลาง
หรอื สีส้มในตาราง  และความเสีย่ งระดับตำ่� หรอื สีเหลอื งในตาราง
6. เม่ือทราบระดับความเสี่ยงของบุคลากรแล้วจึงเข้าสู่แนวทางการจัดการบุคลากร โดยจะมีความ
เข้มงวดของการควบคมุ ป้องกนั ตดิ ตามโรคตา่ งกันในแต่ละระดับความเสีย่ ง กลา่ วคอื
l บุคลากรท่ีมีความเสี่ยงสูง ควรหยุดงานและกักตัวอยู่บ้านอย่างน้อย 14 วัน หลังวันที่สัมผัส
ผูป้ ่วยครัง้ สดุ ทา้ ย รวมทง้ั สงั เกตอาการทางเดนิ หายใจ วัดอุณหภูมริ ่างกายทง้ั เวลาเชา้ และเย็น
ตลอดช่วงระยะเวลากักตัว โดยส่งรายงานให้แก่หน่วยงานอาชีวอนามัยหรือหน่วยงานควบคุม
โรคติดเชื้อของโรงพยาบาล และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดท้ังการใส่หน้ากาก
อนามัย การล้างมือเป็นประจ�ำ  ทั้งนี้ WHO และกรมควบคุมโรคได้ออกแนวทางว่าบุคลากร
ทางการแพทย์ท่ีใส่อุปกรณ์ป้องกันไม่เหมาะสมและมีความเส่ียงต่อการติดเชื้อจากการสัมผัส
ผู้ป่วย  สามารถสง่ ตรวจหาเชื้อ COVID -19  ไดแ้ ม้ยังไม่มีอาการ
l บุคลากรท่ีมีความเส่ียงปานกลาง มีแนวทางเหมือนกลุ่มความเสี่ยงสูง  เว้นแต่ผู้นิพนธ์มี
ความเห็นว่าควรก�ำหนดให้ช่วงระยะเวลาหยุดงาน  และกักตัวลดลงเหลือเพียงอย่างน้อย
7 วัน ซ่ึงหากบุคลากรกลุ่มนี้มีผลตรวจหาเชื้อโควิด -19 เป็นลบ  และไม่มีอาการทางผู้นิพนธ์
มีความเห็นว่าควรพิจารณาให้กลับไปท�ำงานได้  เพื่อป้องกันการขาดแคลนบุคลากรท�ำงาน
แต่ยังต้องปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยและหม่ันสังเกตอาการตนเองอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับ
บคุ ลากรทมี่ ีความเสีย่ งสงู
l บุคลากรท่ีมีความเสี่ยงต�่ำกลุ่มนี้สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ  แต่ต้องปฏิบัติตามหลัก
สุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รายงานไข้และอาการผิดปกติเพียงวันละครั้ง  โดยสังเกตอาการ
อย่างน้อย 14 วัน หลังวันที่สัมผัสผู้ป่วยครั้งสุดท้าย  โดยแนะน�ำเป็นช่วงเวลาก่อนเข้างาน
เนื่องจากหากผิดปกติจะให้หยุดงานในวันน้ันทันที  และส่งตรวจรักษาเพ่ิมเติมตามความ
เหมาะสมต่อไป

40 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ

สรุป

บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเส่ียงต่อการติดเชื้อโควิด ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงโดย
พิจารณาจากปัจจัยแรกว่า การสัมผัสผู้ป่วยของบุคลากรถือเป็น close contact หรือไม่  ผู้ป่วยใส่
หน้ากากป้องกันการแพร่เช้ือหรือไม่  บุคลากรได้ร่วมอยู่ในกิจกรรมท่ีท�ำให้เกิด aerosol  จากผู้ป่วยหรือ
ต้องสัมผัสตัวผู้ป่วยมากเป็นพิเศษหรือไม่  จากน้ันจึงพิจารณาว่าบุคลากรทางการแพทย์ใส่อุปกรณ์ป้องกัน
ส่วนบุคคลเหมาะสมหรือไม่  ซึ่งจะสามารถประเมินได้ว่าบุคลากรดังกล่าวท่ีมีความเสี่ยงต่อการติดเช้ือ
อยู่ในระดับสูง หรือระดับกลางนั้น ควรหยุดการปฏิบัติงาน  และส่งตรวจหาเช้ือโควิด -19  ในขณะที่
ความเส่ียงระดับต�่ำน้ันสามารถท�ำงานต่อไปได้  แต่ท้ังนี้บุคลากรทุกระดับความเส่ียง ควรสังเกตอาการ
และวัดอุณหภูมิร่างกายตนเองเป็นประจ�ำทุกวัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน หลังวันท่ีสัมผัสผู้ป่วย
คร้ังสุดทา้ ย  และปฏิบัติตามหลักสขุ อนามัย เชน่ การใสห่ นา้ กากอนามัย การล้างมอื อย่างเครง่ ครัด

ตัวอยา่ งแนวทางการจัดความเสย่ี งของโรงพยาบาลนพรตั นราชธานี

องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 โดยจัดเป็นภาวะฉุกเฉิน
ทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ  ในวันที่ 30 มกราคม 2563  ประเทศไทยจะต้องมีการจัดเตรียมการ
และตอบสนองรวมถึงความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ โดยจัดเตรียมข้ันตอนปฏิบัติและอุปกรณ์
ปกปอ้ ง คมุ้ ครองความปลอดภัยให้เพยี งพอและใชอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพในงาน

รปู ท่ี 3  แสดงโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การปกปอ้ งบุคลากรของโรงพยาบาลนพรตั นราชธานี
บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทส�ำคัญในการตอบสนองต่อการดูแล รักษาและป้องกันการ
แพร่ระบาดของ COVID -19   ซ่ึงท�ำให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับความเส่ียงต่อการติดเชื้อ
COVID-19 สงู รวมทง้ั ตอ้ งเผชญิ กับความเครียด ความอ่อนลา้ และภาวะหมดไฟจากการทำ� งาน  สถาบัน
อาชีวเวชศาสตรแ์ ละเวชศาสตร์ส่ิงแวดลอ้ ม กรมการแพทย์ เหน็ ความจ�ำเปน็ ในการจดั ทำ� มาตรการปกป้อง
บุคลากรในสถานพยาบาล ให้สามารถท�ำงานได้อย่างปลอดภัย  ป้องกันบุคลากรไม่ให้ติดเชื้อและป้องกัน
การแพร่ระบาดของโรค

บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 41

องค์ประกอบสำ� คญั ของการจดั ท�ำโปรแกรมปกปอ้ งบุคลากรโรงพยาบาล
1. การกำ� หนดนโยบายท่ชี ัดเจน
2. การก�ำหนดทมี งานทรี่ ับผิดชอบในการจัดทำ� โปรแกรม
3. การก�ำหนดแนวปฏิบตั ิในการปกป้องบุคลากรโรงพยาบาล
แนวปฏิบัติในการปกป้องบุคลากรโรงพยาบาลได้ดัดแปลงเนื้อหาจากองค์การอนามัยโลกร่วมกับ
รปู แบบการด�ำเนนิ การในโรงพยาบาลนพรตั นราชธานี  และสามารถกระจายใช้กบั โรงพยาบาลทุกแห่ง
แนวปฏบิ ัตนิ ้ปี ระกอบด้วย
1. แนวปฏิบัติการท�ำงานอย่างปลอดภัยและป้องกันการติดเช้ือไวรัส COVID -19  ในบุคลากร
โรงพยาบาล
2. แนวปฏิบัติในการปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอ้ื ไวรัส COVID -19  ในบุคลากรโรงพยาบาล

แนวปฏิบตั ิในการท�ำงานอยา่ งปลอดภัยและป้องกันการติดเช้ือไวรสั COVID-19   ตามระดับความเสย่ี ง

ของบุคลากร  โดยใชม้ าตรการ ดังน้ี
1. มาตรการ standard precaution  ในผู้ป่วยและผู้รับบริการทุกราย  โดยบุคลากรทุกคนต้องใช้
PPE ล้างมือ  และการเว้นระยะห่าง  รวมทั้งการคัดกรองความเส่ียงการติดเชื้อของผู้ป่วยและ
ผรู้ ับบริการทุกราย
2. บุคลากรต้องท�ำการคัดกรองความเส่ียงการติดเชื้อไวรัส COVID -19  ของผู้ป่วยทุกราย  โดย
บคุ ลากรคดั กรองจะมีความเส่ียงระดับปานกลาง
3. การประมาณระดับความเสีย่ งของบคุ ลากรตามกจิ กรรมการสมั ผสั (ตามแนวทางกรมการแพทย)์
3.1 บคุ ลากรที่ทำ� งานไมส่ ัมผัสผ้ปู ว่ ย มคี วามเสี่ยงระดับต�่ำมาก
3.2 บุคลากรสมั ผสั ผู้ปว่ ยท่ัวไป มคี วามเสีย่ งระดับต�ำ่
3.3 บคุ ลากรทท่ี �ำหนา้ ท่ใี นการคดั กรองผ้ปู ่วยและผู้รับบรกิ าร มคี วามเสีย่ งระดับปานกลาง
3.4 บคุ ลากรสมั ผสั ผู้ป่วยทมี่ ีอาการและมีประวตั ิเขา้ ไดก้ ับเกณฑ์ PUI และผ้ปู ่วยไดร้ ับการยนื ยนั
การติดเชื้อไวรสั COVID -19  มคี วามเสีย่ งระดับปานกลาง
3.5 บุคลากรสัมผัสผู้ป่วย ในข้อ 3.4 และเป็นผู้ป่วยที่ต้องท�ำหัตถการก่อให้เกิดละอองฝอยและ
การใช้ high flow oxygen  มคี วามเสี่ยงระดบั สูง (ตามแนวทางทีก่ รมการแพทยก์ �ำหนด)

42 บทท่ี 2  การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ


Click to View FlipBook Version