ตารางท่ี 4 แสดงตวั อยา่ งกลุ่มหัตถการทีม่ คี วามเส่ียงสูง และกลุ่มหตั ถการทีม่ คี วามเส่ียงตำ�่
ตัวอยา่ งกล่มุ หตั ถการที่มคี วามเสยี่ งสูง ตัวอยา่ งหตั ถการท่ีมคี วามเสย่ี งต่�ำ
- การกูช้ ีพข้ันสงู (CPR)
- การใส่ทอ่ ชว่ ยหายใจ (ETT - Intubation) - การพน่ ยาผ่าน MDI with spacer
- Open system tracheal suction - Close system tracheal suction
- การเกบ็ เสมหะ และการดูดเสมหะ - Low flow oxygen therapy
- การท�ำหัตถการทตี่ ้องใช้ high flow oxygen เช่น
พน่ ยาแบบ nebulizer, oxygen mask with bag,
high flow nasal cannula (HFNC), etc.
4. บุคลากรทุกคนใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยงของบุคลากรและการแยกพื้นท่ี (ตามแนวทาง
กรมการแพทย์)
รูปที่ 4 ตวั อย่างแนวปฏิบตั ิตวั ของบุคลากรโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
l การเน้นให้ผู้ป่วยทุกรายใส่หน้ากากปิดปากและจมูกจะเป็นหลักการปิดก้ันท่ีแหล่งแพร่เชื้อ
ซ่ึงเปน็ หลักการทด่ี ที ีส่ ดุ ในการลดการแพรก่ ระจายเช้อื (ลดการแพรก่ ระจายเช้ือไดพ้ ันเทา่ )
l PPE เป็นชุดในการปกป้อง คุ้มครองบุคลากรจากเชื้อไวรัส COVID 19 แต่ไม่ได้ท�ำให้เชื้อ
หมดไป จึงต้องระวังการปนเปื้อนเช้ือขณะท่ีท�ำการถอด PPE โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย
และ N95 ซง่ึ ควรมกี ารฝึกปฏบิ ตั ใิ หค้ ลอ่ งแคลว่
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 43
ตารางที่ 5 แนวทางการใช้ PPE ตามระดับความเสี่ยงของบุคลากรและการแยกพ้ืนท่ี (ตามแนวทาง
กรมการแพทย)์
การจัดการ ระดับความเสย่ี งสูง ระดับความเสย่ี ง ระดับความเสยี่ งต่�ำ ระดับความ
ปานกลาง เสย่ี งต่�ำมาก
การใช้ PPE - Cover all - protective - ถงุ มือ - หนา้ กากผา้
หรอื ใช้ gown - หน้ากากอนามยั
- Protective gown - ถงุ มอื **กรณีที่ต้องเพิ่ม
- ถุงมือ - หนา้ กากอนามยั กระจังกันหนา้
- หน้ากาก N95 - กระจงั กันหนา้ - ทำ� กจิ กรรมท่ีใกล้ผู้ป่วย
- กระจงั กันหน้าหรอื แว่นปอ้ งกนั ตา - หมวกคลมุ ผม นอ้ ยกวา่ 1 เมตรและทำ�
- หมวกคลุมผม นานมากกว่า 5 นาที
- leg cover - ผู้ป่วยมีอาการไอมาก
การแยกพนื้ ที ่ หอ้ ง AIIR** พ้นื ที่แยกโรค พ้ืนทีป่ กติ
(อาจพิจารณาใช้ เดย่ี ว และจดั ให้มรี ะยะห่างระหว่าง
Modified negative ผปู้ ว่ ยอยา่ งเหมาะสม
pressure tent แทน) อย่างนอ้ ย 1 เมตร
5. บุคลากรทกุ คนต้องล้างมอื ตามเทคนคิ 7 ข้ันตอนการล้างมอื รวมท้งั ตอ้ งปฏิบตั ิ ดังน้ี
5.1 บุคลากรต้องล้างมือบ่อยๆ ด้วยน�้ำและสบู่ถ้ามองเห็นการปนเปื้อนชัดเจน หรืออาจใช้
เจลแอลกอฮอล์ถ้าไม่เห็นการปนเปื้อนท่ีมือชัดเจน เพื่อก�ำจัดไวรัสบนฝ่ามือได้
5.2 บคุ ลากรต้องท�ำความสะอาดมอื แม้จะใช้ PPE และยงั ต้องล้างก่อนและหลังถอด PPE
5.3 บุคลากรต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัส ตา จมูก ปาก เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนเชื้อที่มือและ
ท�ำให้เกดิ การตดิ เชื้อได้
6. การจดั การดา้ นสง่ิ อ�ำนวยความสะดวกของโรงพยาบาล
6.1 การจัดท�ำห้องแยก ท�ำฉากก้ันแยกระหว่างบุคลากรและผู้ป่วย การจัดปรับระบบระบาย
อากาศของห้อง
6.2 การจัดการลิฟทแ์ ละการขนยา้ ยผูป้ ว่ ย
6.3 การจดั พ้นื ที่บรกิ ารให้เวน้ ระยะห่างระหวา่ งบุคคล โดยเฉพาะห้องรับประทานอาหาร
6.4 การท�ำความสะอาดและการฆา่ เชือ้ พื้นผวิ และหอ้ งน้�ำ
การท�ำความสะอาด (Cleaning) หมายถึง การก�ำจัดส่ิงสกปรกออกจากพ้ืนผิว ท�ำให้การ
กระจายของการตดิ เชื้อลดลงได้ โดยใชผ้ งซักฟอก
การฆ่าเชื้อ (Disinfection) หมายถึง กระบวนการต่อเนื่องท่ีท�ำภายหลังการท�ำความ
สะอาด โดยการใช้สารเคมี เพื่อฆ่าเช้ือโรคท่ีอยู่บนพื้นผิว เพ่ือการลดการกระจายของเชื้อ
โดยมักจะใชส้ ารฟอกขาวเจือจาง 0.05 % โซเดียมไฮโปคลอไรท์
44 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
แนวปฏิบัติในการปอ้ งกันการแพรร่ ะบาดโรคติดเช้อื ไวรสั COVID -19
สถานการณ์การระบาดของโรค บุคลากรมีโอกาสเกิดการติดเชื้อท้ังในงานและนอกงาน เมื่อ
เกิดการติดเช้ือจะท�ำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งจะท�ำให้บุคลากรท่ีท�ำงานด้วยกันเกิดการติดเช้ือ
และท�ำให้ขาดอัตราก�ำลังในการท�ำงาน โดยแนวปฏิบัติในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัส
COVID -19 จะประกอบดว้ ย
1. มาตรการสนบั สนุน COVID Team และ ARI Team
2. มาตรการสอบสวนบคุ ลากรที่สัมผสั PUI และผูป้ ว่ ยติดเชอื้
3. มาตรการจัดการบุคลากรท่ีมคี วามเส่ียงสูงตอ่ การตดิ เชอื้ จากการสัมผัสใกลช้ ิด
4. มาตรการเฝา้ ระวงั บุคลากร
1. มาตรการสนับสนุน COVID Team และ ARI Team
ผู้บริหารโรงพยาบาลก�ำหนดนโยบายท่ีช่วยอ�ำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรและสร้างความ
มั่นใจให้กับบุคลากรทุกคนว่าจะมีมาตรการในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยก�ำหนดเป็น COVID
TEAM และ ARI TEAM
1. COVID Team หมายถึง ทมี ท่ปี ฏบิ ตั ิงานในการดูแลผูป้ ว่ ยติดเชื้อ COVID ใน COHORT WARD
และ AIIR ซ่ึงคัดเลือกบุคลากรท่ีไม่มีโรคประจ�ำตัว โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และ
มีอายนุ ้อยกว่า 55 ปี
¢ บุคลากรท่ีปฏิบัติงานต้องใส่ชุดที่โรงพยาบาลจัดให้และสวมใส่ N95, Face shield, glove,
Surgical gown, shoe cover และหมวกคลุมผม และท�ำความสะอาดมือด้วยน้�ำ สบู่หรือ
แอลกอฮอล์เจล บอ่ ยๆ
¢ บคุ ลากรตอ้ งดูแลให้ผ้ปู ว่ ยใส่ Surgical mask ทุกราย
¢ บคุ ลากรทีป่ ฏบิ ตั งิ านตอ้ งลงทะเบยี นการสอบสวน online ทุกวนั
¢ บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้พักในพ้ืนที่ที่โรงพยาบาลจัดให้ เรียกว่า Happy home ตลอดระยะ
เวลาที่ปฏิบัติงานและห้ามออกนอกพื้นที่ กรณีที่ไม่สามารถหาห้องพักแยกขณะปฏิบัติงาน
ใหโ้ รงพยาบาลจดั หอ้ งน�้ำสำ� หรบั อาบน้�ำ สระผม เปล่ียนเสือ้ ผ้าก่อนกลับบา้ น
¢ บุคลากรที่ปฏิบัติงาน ท�ำการตรวจวัดและรายงานอุณหภูมิร่างกาย อาการผิดปกติ ไข้ ไอ
เจบ็ คอ เหน่อื ย ใหก้ ับทีมอาชวี อนามัย โดย line Q4U ทกุ วัน
¢ บุคลากรท่ีปฏิบัติงาน ท่ีมีอาการผิดปกติจะถูกส่งเข้าคลินิก online โดยจะท�ำการ swab
และทำ� การรักษา และเฝา้ ติดตามอาการจนครบ 14 วัน
¢ บุคลากรที่ส้ินสุดการปฏิบัติงาน ให้ท�ำงานแยกในพ้ืนท่ีที่โรงพยาบาลกำ� หนดหรือ WFH เป็น
เวลาตามท่หี น่วยงานกำ� หนด ก่อนกลับเขา้ ทำ� งานเดมิ
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 45
2. ARI Team หมายถึง ทีมที่ปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยใน ARI Clinic ซึ่งคัดเลือกบุคลากรที่ไม่มี
โรคประจำ� ตัว โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดนั โลหิตสงู
¢ บุคลากรใส่ชุดที่โรงพยาบาลจัดให้และสวมใส่ Surgical mask, Face shield และหมวก
คลุมผม และทำ� ความสะอาดมอื ด้วยน้ำ� สบู่หรือ แอลกอฮอล์เจล บ่อยๆ
¢ บคุ ลากรทปี่ ฏิบัตงิ าน ต้องลงทะเบียนการสอบสวน online ทุกวนั
¢ บุคลากรท่ปี ฏิบตั ิงาน ต้องอาบนำ้� สระผม เปล่ียนเสอื้ ผา้ ก่อนกลบั บ้านทุกวนั
¢ บุคลากรทป่ี ฏิบัตงิ าน ต้องเฝา้ ระวงั อาการ ไข้ ไอ เจบ็ คอ เหน่ือย ทุกวัน ถ้ามีอาการใหต้ ดิ ตอ่
คลินกิ online
2. การจัดพ้ืนท่ี Happy Home
1. หอ้ งพกั เพอื่ แยกตัว สำ� หรับ COVID Team
2. หอ้ งพกั เพ่ือกักตัว ส�ำหรับบุคลากรท่ีไดร้ ับการประเมินจากทีมอาชีวอนามยั วา่ เป็น HIGH RISK
มีระเบยี บการพักดังนี้
l บุคลากรทเ่ี ขา้ พักตอ้ งรายงานตวั และลงทะเบยี นการเขา้ พกั กบั ผู้รบั ผิดชอบก่อนการเข้าพัก
l บุคลากรพกั ในห้องพักทจ่ี ัดให้ โดยจัดใหพ้ ัก 1 หอ้ ง ต่อ 1 คน เปน็ ระยะเวลา 14 วัน
l บคุ ลากรต้องตรวจวดั และรายงานอณุ หภมู ิร่างกายและอาการ ที่ line Q4U ทุกวนั
l บคุ ลากรจะได้รับการ swab ในวันที่ 5 หลงั การสมั ผสั ผู้ป่วยติดเชื้อ หรือเมอ่ื มีอาการ
3. มาตรการสอบสวนบุคลากรทส่ี ัมผสั PUI และผปู้ ว่ ยติดเช้ือ
การสอบสวนบุคลากรมีวัตถุประสงค์ เพื่อพิจารณาแนวปฏิบัติของบุคลากรขณะท่ีมีการสัมผัส
PUI และผู้ป่วยติดเช้ือและเป็นการลงทะเบียนบุคลากรท่ีมีการสัมผัส PUI และผู้ป่วยติดเช้ือ รวมท้ังเพื่อ
พิจารณาความเสยี่ งการติดเชอ้ื จากการสัมผสั ใกล้ชดิ ของบคุ ลากร โดยมขี ้อพิจารณาระดับความเส่ียง ดังนี้
การสมั ผัสใกล้ชิด สำ� หรับบุคลากรในโรงพยาบาล หมายถึง
ก) สมั ผัสผูป้ ่วยในระยะไมเ่ กิน 1 เมตร เป็นระยะเวลานานมากกวา่ 5 นาที
ข) สมั ผัสผปู้ ่วยหรือสารคดั หลงั่ โดยตรงโดยที่ไม่ไดส้ วมอปุ กรณ์ปอ้ งกัน
1.2 พจิ ารณากิจกรรมทบ่ี คุ ลากรสัมผสั ผปู้ ่วยตามการประมาณระดบั ความเส่ียง
1.2.1 กิจกรรมคดั กรองผ้ปู ่วยมคี วามเส่ียงระดับปานกลาง
1.2.2 กิจกรรมที่ท�ำให้เกิดละอองฝอยและการใช้ high flow oxygen มีความเส่ียง
ระดบั สูง
1.3 พจิ ารณาการใช้ PPE ตามระดับความเสย่ี งของกจิ กรรม
โดยมกี ารจัดระดับความเสยี่ งในการสัมผสั ตามเกณฑ์ ดังน้ี
46 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
ตารางที่ 6 การจดั ระดับความเสีย่ งตามกิจกรรม การใช้ PPE และระยะเวลาท่ีสัมผสั
เกณฑ์พจิ ารณา บุคลากรใช ้ PPE ตามกิจกรรม ใกล้ชดิ ผปู้ ่วยในระยะที่น้อยกว่า 1 เมตร
ความเสยี่ ง เป็นระยะเวลานาน > 5 นาที
ใช ่ ไมใ่ ช ่ ใช ่ ไมใ่ ช่
High risk
Low risk X X
X X
กรณีท่ีบุคลากรไม่สามารถเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยติดเช้ือน้อยกว่า 1 เมตรเป็นระยะเวลา
นานมากกวา่ 5 นาที พิจารณาจัดฉากกั้นหรอื ใช้ face shield เพิม่ เตมิ
การสอบสวนจะใช้แบบสอบสวนที่ประกอบด้วยข้อมูลการสัมผัส PUI หรือผู้ป่วยติดเชื้อ การท�ำ
กิจกรรมสมั ผัสผู้ปว่ ย การสมั ผัสใกลช้ ดิ ผปู้ ว่ ย การใช้ PPE และการประเมนิ ระดับความเสี่ยงผู้ป่วย
แบบสอบสวน
รูปที่ 5 แสดงตัวอย่าง QR Code แบบสอบสวนโรค
3.1 มาตรการบรหิ ารจัดการบคุ ลากรทีม่ คี วามเส่ยี งสูงตอ่ การติดเช้ือจากการสัมผสั ใกลช้ ดิ
บุคลากรท่ีถกู ประเมนิ ความเสย่ี งสูงตอ่ การตดิ เชอ้ื จากการสัมผัสใกลช้ ดิ กับ PUI และผปู้ ่วยตดิ เช้ือ
l กรณีผู้ป่วยติดเช้ือ บุคลากรท่ีมีความเสี่ยงสูงจะได้รับการกักตัวและท�ำการตรวจยืนยันการ
ติดเช้ือ (SWAB) โดยจะพิจารณาการตรวจหลังการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยติดเชื้อ 5 วัน หรือถ้า
บคุ ลากรมีอาการผดิ ปกติ ไข้ ไอ เหนื่อยจะได้รบั การตรวจยนื ยนั การตดิ เช้อื ทนั ที
l กรณี PUI บคุ ลากรถกู ก�ำหนดให้แยกตัวจากบุคลากรอน่ื เพ่ือรอผลการตรวจยืนยันการตดิ เชื้อ
ของผู้ป่วยและถ้าผลการตรวจยืนยันการติดเชื้อของผู้ป่วยมีผล DETECTED ให้ใช้มาตรการ
เชน่ เดยี วกับการสมั ผัสผูป้ ่วยติดเชื้อ
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 47
รปู ท่ี 6 แสดงแนวทางปฏบิ ตั ิตวั ในการถูกกักตัวและถูกแยกตวั ของบคุ ลากรทางการแพทย์
3.2 มาตรการดูแลรกั ษาบุคลากรทีต่ ดิ เช้อื
3.2.1 บุคลากรที่ท�ำการตรวจยืนยันการติดเชื้อเม่ือผลการตรวจเป็น DETECTED บุคลากรจะ
ได้รับการดูแล รักษาใน cohort ward หรอื AIIR เช่นเดยี วกับผปู้ ว่ ยติดเชอ้ื
3.2.2 บุคลากรที่ท�ำการรักษาจนตรวจไม่พบเชื้อและไม่มีอาการผิดปกติให้สามารถกลับเข้า
ทำ� งานได้
3.2.3 โรงพยาบาลควรมีการจัดต้ังคลินิก online เพื่อเป็นคลินิกในการดูแล รักษาบุคลากรท่ีมี
อาการผิดปกติและแยกจากคลินิก ARI เพื่อไม่ให้บุคลากรสัมผัสกับกลุ่มผู้ป่วยในคลินิก
ARI ท่ีมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยคลินิก online จะท�ำการคัดกรองความเส่ียงต่อ
การติดเช้ือของบุคลากรและให้การรักษา รวมท้ังส่งต่อเพื่อท�ำการตรวจยืนยันการติดเช้ือ
กรณีท่ีแพทย์ประเมินว่าบุคลากรมีความเส่ียงสูงในการติดเช้ือ บุคลากรทุกคนที่มีอาการ
ผิดปกติ ไข้ ไอ เหน่ือยต้องถูกส่งเข้าระบบ Active Monitor เพื่อโทรติดตามอาการ
จนหายเปน็ ปกติ
48 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
แบบการซักประวัติ ในคลนิ ิก online
1. การเดินทางหรืออยู่อาศัยในพ้ืนท่ีท่ีมีการระบาดหรือมีผู้ป่วยติดเชื้อท้ังในและ
ต่างประเทศ (โดยต้องมขี ้อมูลพน้ื ท่ีการระบาดจากการประกาศของหนว่ ยงาน
ท่เี กี่ยวขอ้ ง)
2. การเข้าในพ้ืนที่หรือมกี จิ กรรมในชุมชนที่มกี ารระบาดหรือมผี ้ปู ่วยติดเชอ้ื
3. การสัมผัสกับบุคคลในครอบครัวท่ีมีการเดินทางหรืออยู่อาศัยในพ้ืนที่ที่มี
การระบาดหรือมีผู้ป่วยติดเช้ือ หรือการสัมผัสกับบุคคลในครอบครัวท่ีเป็น
ผูป้ ่วยติดเชอื้
4. บคุ ลากรทางการแพทยท์ ส่ี ัมผสั หรอื ดูแลใกลช้ ิดกับผู้ป่วยติดเชือ้ หรือถกู ผูป้ ว่ ย
ติดเชื้อ ไอหรือจามใส่
5. บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสหรือดูแลใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อและมีปัญหา
การใสแ่ ละถอด PPE
6. อาการท่พี บขณะทเี่ ข้ารับบรกิ าร ไข้ ไอ เจบ็ คอ มนี ำ้� มูก เหนื่อย
การพจิ ารณาจดั การบุคลากรที่เจ็บปว่ ย
รูปที่ 7 แสดงแบบซกั ประวตั ิบุคลากรใน clinic online
** กรณีที่โรงพยาบาลไม่สามารถจัดต้ังคลินิก online ส�ำหรับบุคลากร สามารถเช่ือมต่อคลินิก online
ของโรงพยาบาลนพรัตนราชธาน ี และประสานกบั ทมี รบั ผดิ ชอบของโรงพยาบาล
4. มาตรการเฝา้ ระวังบุคลากร
การเฝ้าระวัง ตดิ ตามอาการไข้ ไอ เจ็บคอ เหนื่อยในบคุ ลากร เพอ่ื ทำ� การแยกและบริหารจัดการ
บุคลากรท่ีมีความเส่ียงต่อการติดเช้ือได้อย่างรวดเร็วและจ�ำกัดการแพร่กระจายเชื้อให้กับบุคลากรอื่น โดย
จะท�ำการเฝา้ ระวังบุคลากรใน 2 รปู แบบ
4.1 Passive Monitor การเฝ้าระวังตนเอง โดยบุคลากรโรงพยาบาลทุกคนต้องท�ำการคัดกรองไข้
และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ ไข้ ไอ เหนื่อย ถ้ามีอาการต้องแจ้งหัวหน้างานและแจ้งทีมท่ี
รับผิดชอบ โดยสามารถเชอ่ื มตอ่ กบั คลนิ ิก online ของโรงพยาบาลนพรตั นราชธานี
4.2 Active Monitor การเฝ้าระวังโดยการถูกติดตามจากทีมรับผิดชอบระบบ โดยบุคลากรที่มี
การสัมผัสผู้ป่วยติดเช้ือทุกคนจะถูกโทรติดตามอาการผิดปกติ ไข้ ไอ เหนื่อยและบันทึก จนครบ
14 วัน บุคลากรท่ีสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยติดเช้ือจะถูกประเมินซ้�ำทุกครั้งที่มีอาการผิดปกติจากการ
เฝา้ ระวงั และจะถูกกักตัว ร่วมกับการส่งตรวจยืนยันการตดิ เชอื้ ซำ�้ ได้หลายคร้งั
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 49
4.3 บุคลากรท่ีมีอาการเจ็บป่วย ไข้ ไอ เหน่ือย เจ็บหน้าอก จะแจ้งหัวหน้างานและโทรติดต่อคลินิก
ออนไลน์
l บคุ ลากรมีไข้ มอี าการทางเดินหายใจ ร่วมกับสมั ผสั ผูต้ ดิ เชือ้ เดินทางในพนื้ ทร่ี ะบาด
แพทยจ์ ะให้ทำ� การ swab และกกั ตวั 14 วนั ติดตามอาการตอ่ เนือ่ ง
l บคุ ลากรมไี ข ้ มีอาการทางเดนิ หายใจ ไมม่ ีประวตั กิ ารสัมผัสเสี่ยง
แพทย์จะให้ท�ำการ swab และหยุดงานกักตัว 3 วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นพิจารณาให้หยุดเพิ่ม
และติดตามอาการจนครบ 14 วัน
50 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
รปู ที่ 8 แนวทางปฏิบัติบุคลากรโรงพยาบาลเพอ่ื ปอ้ งกันการตดิ เชอื้ COVID -19
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 51
การระบาดระลอกท่ี 3 ทีมอาชีวอนามัย มีการปรับระบบ
ปกปอ้ งบุคลากรใหอ้ ยู่ในรปู แบบ online โดยบคุ ลากรสามารถ
add line SAVE NOPPARAT เพ่ือท�ำการลงทะเบียนข้อมูล
และทีมอาชีวอนามัยจะน�ำข้อมูลการลงทะเบียนสอบสวนร่วม
พิจารณาเพื่อประเมินระดับความเส่ียงท้ังการสัมผัสและการ
เจ็บป่วยไดท้ กุ วัน
รปู ที่ 9 แสดง official line SAVE NOPPARAT
5. การเฝา้ ระวังและประเมินระบบ
การบันทึกข้อมูลการสอบสวน การเฝ้าระวัง และการบริหารจัดการบุคลากรท่ีมีความเส่ียงสูงและ
มอี าการผดิ ปกติจะถูกวเิ คราะหเ์ พอ่ื ประเมนิ ระบบการดำ� เนนิ งานดงั นี้
5.1 ขอ้ มูลจำ� นวนบุคลากรท่สี มั ผัส PUI และผปู้ ว่ ยติดเชอ้ื
โดยใช้ข้อมูลการลงทะเบียนการสอบสวน การสัมผัส
PUI และผปู้ ว่ ยติดเชอ้ื
5.2 ข้อมูลจ�ำนวนบุคลากรที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้ข้อมูล
การสอบสวนและประเมินระดับความเส่ียงต่อการ
ติดเช้อื ของบคุ ลากร
5.3 ข้อมูลบุคลากรถูกกักตัวและบุคลากรติดเชื้อ โดยใช้
ข้อมูลการบริหารจัดการบุคลากร High risk และ
ข้อมูลการตรวจยนื ยนั การติดเชอื้ ของบุคลากร
5.4 ข้อมลู บุคลากรที่เฝา้ ระวงั แบบ Active Monitor โดย
ใช้ข้อมูลจากการโทรติดตามอาการผิดปกติบุคลากร
ที่สัมผสั ใกล้ชิด
5.5 ข้อมูลบุคลากรที่มีอาการผิดปกติและส่งเข้ารับการ
ดแู ล รักษา โดยใชข้ ้อมูลการบนั ทกึ การเข้ารบั บรกิ าร
คลินิก online ด้วยอาการผิดปกติ ไข้ ไอ เจ็บคอ
เหนอื่ ย
รปู ที่ 10 ตวั อย่างอินโฟกราฟกิ สถานการณ์โรคติดเชื้อ COVID -19 ของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
52 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
6. เกณฑ์การกลับเขา้ ท�ำงานในบุคลากรทางการแพทย์ทไ่ี ด้รบั เช้ือ SARS - CoV2
เกณฑ์การประเมินน้ีใช้ในกรณีสถานการณ์ระบาดของโรคติดเช้ือและขาดอัตราก�ำลังในการ
ปฏิบตั งิ าน ดงั น้ี
6.1 บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ซ่ึงไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immuno-
compromised)
l บุคลากรมอี าการเป็นระยะเวลานาน 10 วนั และ
l บุคลากรไมม่ อี าการไขอ้ ย่างนอ้ ย 24 ชว่ั โมง และ
l บคุ ลากรมีอาการไอ หายใจล�ำบากดีข้ึน
อาการเล็กน้อย หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการของ COVID -19 เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ
ปวดกลา้ มเนอื้ โดยไมม่ ีอาการหายใจลำ� บาก เหน่ือย หรือ มภี าพรงั สีปอดผดิ ปกติ
อาการปานกลาง หมายถึง ผู้ป่วยมีหลักฐานว่ามีโรคของทางเดินหายใจส่วนล่างโดยการประเมินทาง
คลินิกหรือจากการฉายภาพรังสีปอด และความเข้มข้นของออกซิเจน (SpO2) ≥ 94 % ท่ีอุณหภูมิห้อง
ในระดับน�ำ้ ทะเล
หมายเหต ุ บุคลากรทางการแพทย์ท่ีไม่มีอาการตลอดระยะเวลาการติดเช้ือและไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
อยา่ งรนุ แรง อาจกลบั เข้าทำ� งานหลงั จากวันทมี่ กี ารทดสอบไวรัสได้ผลบวก 10 วัน
6.2 บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการป่วยหนักจนถึงป่วยหนักมาก หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่าง
รนุ แรง กลับเข้าท�ำงานได้เมื่อ
l บคุ ลากรมอี าการเป็นระยะเวลานาน 10 - 20 วัน
l บุคลากรไมม่ อี าการไข้อย่างนอ้ ย 24 ชว่ั โมง และบุคลากรมอี าการไอ หายใจลำ� บากดีขน้ึ
l พิจารณาปรกึ ษาผู้เชีย่ วชาญดา้ นโรคตดิ เชือ้
ป่วยหนัก หมายถึง ผู้ป่วยที่หายใจมากกว่า 30 คร้ังต่อนาที SpO2 < 94 % ในอุณหภูมิห้องท่ีระดับ
น้�ำทะเลหรือมีภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง ลดจากค่าพื้นฐานเดิม > 3 %) สัดส่วนของ (PaO2/FiO2)
< 300 mmHg หรือมรี อยโรคในปอดมเี นื้อท่ี > 50 %
ป่วยหนักมาก หมายถึง ผู้ป่วยท่ีมีภาวะหายใจล้มเหลว ติดเช้ือในกระแสเลือด และ/ หรือมีอวัยวะ
ลม้ เหลวหลายอวัยวะ
หมายเหตุ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก แต่ไม่มีอาการตลอดการติดเช้ือ สามารถ
กลบั ไปทำ� งานหลงั พบเชือ้ ในวนั แรกอย่างนอ้ ย 10 - 20 วัน
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 53
ขอ้ มูลในปัจจุบนั พบว่า ผปู้ ว่ ยหนกั ถึงหนกั มากและผู้ทีม่ ภี มู คิ ุ้มกนั บกพร่องรนุ แรง 95 % จะไมพ่ บ
ไวรัสที่แบ่งตัวได้ (replication- competent) ภายใน 15 วันหลังจากเริ่มมีอาการ และไม่พบผู้ป่วยที่มี
ไวรัสท่ีแบ่งตัวได้มากกว่า 20 วันหลังมีอาการ โดยต้องน�ำปัจจัยความรุนแรงของโรคและการมีภูมิคุ้มกัน
บกพร่อง มาพิจารณาถึงระยะเวลาทเ่ี หมาะสมสำ� หรบั การกลับเขา้ ท�ำงานของบคุ ลากรทางการแพทย์
การพจิ ารณาการกลับเข้าท�ำงานของบุคลากรทางการแพทย ์ โดยใชว้ ิธกี ารตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการ
การใช้วิธีการตรวจพิเศษ (test - based) โดยการ swab เพื่อพิจารณาการกลับเข้าท�ำงานของ
บุคลากรทางการแพทย์ร่วมกับการพิจารณาอาการ (symptom - based) โดยมีข้อจ�ำกัดที่ผู้ป่วยบางราย
มักตรวจพบเช้ือได้เป็นเวลานาน แนะน�ำให้มีการตรวจพิเศษกรณีผู้ป่วยท่ีมีภูมิคุ้มกันบกพร่องเม่ือมีไข้
มากกวา่ 20 วนั
เกณฑ์ของการใช้การตรวจ เพ่อื พจิ ารณารว่ มในการกลับเข้าท�ำงาน
l บคุ ลากรหายจากไข้โดยไม่ไดใ้ ชย้ าลดไข้ และ
l บุคลากรมอี าการไอ หายใจล�ำบากดขี นึ้ และ
l ผลการตรวจยืนยันติดเช้ือเปน็ ผลลบโดยการ swab จากระบบหายใจ 2 ครั้ง ห่างกนั มากกว่า
24 ช่วั โมง
l กรณีบุคลากรท่ีไม่มีอาการ โดยพบผลการตรวจยืนยันติดเชื้อเป็นผลลบโดยการ swab จาก
ระบบหายใจ 2 ครง้ั ห่างกันมากกวา่ 24 ชวั่ โมง
ขอ้ ปฏิบตั ิและข้อจ�ำกัดในการกลับเข้าท�ำงาน
บุคลากรทีเ่ จบ็ ปว่ ยท่กี ลับเข้าท�ำงาน จะตอ้ งมกี ารปฏบิ ตั ิตามแนวทางอยา่ งเคร่งครดั
l สวมหน้ากาก (surgical mask) เพ่ือควบคุมแหล่งแพร่เชื้อตลอดเวลาขณะท่ีอยู่ในสถาน
พยาบาลจนกว่าอาการจะปกติและตรวจไม่พบเชื้อไวรัส ไม่ใช้หน้ากากผ้า และใช้ PPE ตาม
แนวปฏิบัติหลังจากตรวจไมพ่ บเชือ้ แล้ว
l ต้องได้รับการติดตามอาการทุกวัน และนัดวันตรวจติดตามและตรวจประเมินซ้�ำเมื่อมีอาการ
เกิดขึน้ หรอื มีอาการแย่ลง
l ปฏบิ ตั ิงานโดยท�ำการแยกตวั จากผ้อู ่ืน
l โรงพยาบาลต้องกำ� หนดพ้ืนท่ีรบั ประทานอาหารสำ� หรับบุคลากรทยี่ ังมอี าการ
l ล้างมือบ่อยๆ
54 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
หมายเหต ุ ภูมิคมุ้ กันบกพรอ่ งอยา่ งรุนแรง (ตามนยิ ามของ CDC อเมริกา) หมายถงึ
l บคุ ลากรท่ไี ดร้ บั chemotherapy เพื่อรกั ษามะเรง็
l บุคลากรได้รับ hematopoietic stem cell หรือ มีการปลูกถ่ายอวัยวะตัน (solid organ
transplant) ภายในในระยะเวลาหนงึ่ ปี
l บุคลากรทีม่ ี CD4 < 200 ไดร้ ับ prednisone > 20 mg /วัน มามากกวา่ 14 วัน
l บุคลากรมีอายมุ าก เป็นเบาหวาน หรอื เปน็ โรคไตระยะสดุ ทา้ ย ซ่ึงท�ำใหภ้ ูมคิ ้มุ กนั ตำ�่ ลง
l บคุ ลากรถกู ประเมินโดยผรู้ กั ษาวา่ มีภมู คิ มุ้ กนั บกพร่อง
7. ค�ำแนะน�ำอ่ืนๆ
l โรงพยาบาลตอ้ งก�ำหนดเป็นนโยบายเพอ่ื ให้บุคลากรทุกคนปฏบิ ัติตามแนวปฏบิ ตั ิ
l โรงพยาบาลต้องจัดท�ำแผนบุคลากรและพิจารณาข้ึนทะเบียนบุคลากรกลุ่มเส่ียงท่ีจะเกิดอาการ
รุนแรงเม่ือติดเชื้อ กลุ่มสูงอายุ ตั้งครรภ์และกลุ่มท่ีมีโรคประจ�ำตัว ได้แก่ โรคหอบหืด โรคหัวใจ
โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เพื่อเล่ียงการท�ำงานดูแลผู้ติดเชื้อ (ขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทีม
ส�ำรองกรณีไมม่ คี นท�ำงาน)
l โรงพยาบาลควรมีการจดั ทำ� คลงั PPE โดยมีระบบการเบกิ ใชอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
l โรงพยาบาลควรจัดอบรมและฝึกปฏิบัติทีมคัดกรองให้มีประสิทธิภาพและให้มีการคัดกรองผู้ป่วย
ให้ครอบคลุม 24 ชั่วโมงในทุกห้องตรวจด่านหน้า เพื่อไม่ให้ PUI ปนเปื้อนเข้าสู่อาคารภายใน
โรงพยาบาล
l โรงพยาบาลควรจัดเตรียมฉากก้ัน หรือใช้ telehealth กับผู้ป่วยและญาติ ในการสื่อสารหรือ
ซักประวตั ิ
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 55
บรรณานุกรม
1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. การจัดการทางด้านอาชีวอนามัยและการสอบสวน
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบุคลากรสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 20 เม.ย.
2564]. เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://envocc.ddc.moph.go.th/contents/view/885
2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 (Coronavirus Disease 2019: COVID-19) ฉบับ 23 มีนาคม 2563 [อินเทอร์เน็ต].
2563 [เขา้ ถึงเมอ่ื 9 เม.ย. 2564]. เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://ddc.moph.go.th/ viralpneumonia
/file/ g_srrt/g_srrt 250363.pdf
3. ก�ำธร มาลาธรรม บรรณาธกิ าร. ค่มู ือปฏบิ ัตกิ ารป้องกนั และการควบคมุ การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล
ฉบับพิมพ์คร้ังท่ี 2 [เข้าถึงเมื่อ 30 พ.ย. 2564]. เข้าถึงได้จาก: http://www.phukieo.net/
hospital/wp-content/uploads/2020/01/A.pdf
4. ชมรมป้องกันโรคติดเช้ือในโรงพยาบาลแห่งประเทศไทย. แนวปฏิบัติการจัดการโรคติดต่อใน
บุคลากรทางการแพทย์. กรุงเทพฯ: สถาบนั บ�ำราศนราดูร; 2559.
5. ส�ำนักโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการประเมิน
ความเส่ียงของบุคลากรในโรงพยาบาล. พิมพ์คร้ังท่ี 3. นนทบุรี : กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข ; 2554.
6. องค์การอนามัยโลก และสถาบนั สขุ ภาพสตั วแ์ ห่งชาติ กรมปศสุ ัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
คมู่ ือความปลอดภัยทางชวี ภาพสำ� หรับห้องปฏบิ ัตกิ าร. กรุงเทพฯ: กรมปศุสตั ว;์ 2551.
7. อโณทัย จัตุพร. การประเมินความเส่ียงและการจัดการบุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสเชื้อไวรัส
โควดิ -19. BJM 2020;7:127-33.
8. Centers for Disease Control and Prevention. Guidelines for Environmental
Infection Control in Health-Care Facilities [internet]. 2003 [cited 2021 Nov 30].
Available from: https://www.cdc.gov/infectioncontrol/guidelines/environmental/
background/terms.html.
9. Centers for Disease Control and Prevention. Interim U.S. Guidance for Risk
Assessment and Public Health Management of Healthcare Personnel with
Potential Exposure in a Healthcare Setting to Patients with Coronavirus Disease
2019 (COVID-19) [Internet]. 2020 [cited 2021 Apr 9]. Available from: https://www.
cdc.gov/coronavirus/2019 -ncov/hcp/guidance-risk-assesment-hcp.html
10. Chhabra SA. Health hazards among health care personnel. J Mahatma Gandhi
Inst Med Sci 2016;21:19-24.
56 บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ
11. Environmental Health and Safety, University of Washington. Biosafety manual.
[internet]. 2021 [cited 2021 Nov 30]. Available from: https://www.ehs.washington.
edu/system/files/resources/uw-biosafety-manual.pdf
12. European Agency for Safety and Health at Work (EU-OSHA). Risk Assessment for
Biological Agents [internet]. 2010 [cited 2021 Oct 30]. Available from: http://www.
osha.mddsz.gov.si/resources/files/pdf/53_risk-assessment-biological-agents.pdf
13. Wooley D, Fleming D. Risk Assessment of Biological Hazard. In: Wooley D, Byers
Karen, editors. Biological Safety Principles and Practice. 5th ed. Washington, DC:
ASM Press; 2017. p. 95-104.
14. World Health Organization. Risk assessment and management of exposure of
healthcare workers in the context of COVID-19: interim guidance, 19 March 2020
[Internet]. 2020 [cited 2021 Apr 9]. Available from: https://apps.who.int/iris/
handle/10665/331496
15. World Health Organization. Safety in health-care laboratories [Internet]. 1997
[cited 2021 Oct 30]. Available from: http://whqlibdoc.who.int/hq/1997/WHO_
LAB_97.1.pdf
บทท่ี 2 การประเมินความเส่ียงด้านการติดเช้ือต่อสุขภาพ 57
บทท่ี หลักสุขศาสตรอ์ ุตสาหกรรมส�ำหรบั การติดเช้ือในโรงพยาบาล
3 การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
(Ventilation in Hospital)
นพ. อดลุ ย์ บณั ฑกุ ลุ
การแพร่ระบาดของเชื้อโรคท่ีติดต่อทางฝอยละอองขนาดใหญ่ (Droplets) และ ฝอยละออง
ขนาดเล็ก (Aerosol) เช่น วัณโรค หัด ไข้หวัดใหญ่ และ SARS - CoV-2 เกิดจากการได้รับเช้ือที่อยู่ใน
สารคัดหล่ังของระบบทางเดินหายใจ เช่น ละอองน�้ำมูก น้�ำลาย จากการไอ จาม การพูดคุย การตะโกน
การร้องเพลง แลว้ เข้าสูท่ างเดินหายใจของผู้รบั เช้อื โดยการแพร่กระจายเชือ้ จะขึน้ อยู่กบั ขนาดฝอยละออง
และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ฝอยละอองขนาดใหญ่ท่ีมีน้�ำหนัก จะลอยไปไม่ได้ไกล และจะตกลงบนพื้น
อย่างรวดเร็ว ส่วนฝอยละอองขนาดเล็ก ซ่ึงมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน จะลอยและสะสมอยู่ในอากาศได้
เป็นเวลานาน โดยละอองเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านช่องทาง คือ การได้รับผ่านฝอยละอองขนาด
ใหญ่และขนาดเล็กเป็นหลัก (Droplet Transmission) ซึ่งฝอยละอองน้ีเกิดจากการไอ จาม ร้องเพลง
ตะโกนหากอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ในระยะ 1 - 2 เมตร ก็มีความเส่ียงในการได้รับเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจ
โดยตรงได้มากข้ึนจากการสัมผัสสิ่งของที่มีเช้ือไวรัสติดอยู่ (Fomite Transmission) แล้วน�ำมือมาจับตา
จมูก ปาก ก็จะมีโอกาสท�ำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ จากข้อมูลพบว่า การติดเชื้อจากการสัมผัสส่ิงของ
มีไม่มากนัก แต่ท้ังน้ีในสถานที่ปิดมีการระบายอากาศไม่เพียงพอ และผู้ติดเชื้อมีการปล่อยสารคัดหลั่ง
ออกมาปริมาณมาก เช่น จากการออกก�ำลังกายอย่างหนักท�ำให้ต้องหายใจแรง การตะโกน การร้องเพลง
หากสถานท่ีน้ัน มีคนอยู่จ�ำนวนมาก อาจท�ำให้เกิดการสะสมของฝอยละอองท้ังขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
ท่ีมีเชื้อไวรัสในอากาศ ท�ำให้มีความเข้มข้นของไวรัสมาก และกรณีท่ีเป็นฝอยละอองขนาดเล็กมาก ก็อาจ
ทำ� ใหเ้ ชื้อคงอย่ใู นสถานทีน่ ้นั และสามารถแพรก่ ระจายในระยะมากกวา่ 2 เมตร
การลดความเส่ียงจากการติดเชื้อท่ีติดต่อทางเดินหายใจนั้น ต้องใช้มาตรการร่วมกันหลาย
มาตรการ การปรับปรุงระบบระบายอากาศภายในอาคารหรือสถานท่ีน้ันๆ ให้ดีขึ้น จะช่วยลดความ
เข้มข้นของเช้ือโรคที่อยู่ในอากาศและลดการแพร่กระจายของละอองที่ปนเปื้อนเชื้อโรคในอากาศ จาก
ข้อมลู ทผี่ ่านมาพบวา่ มีผตู้ ิดเชอ้ื ทเ่ี ชือ่ มโยงกับสถานท่ี หรอื อยใู่ นพ้นื ท่ีทีเ่ ป็นอาคารปดิ มีการระบายอากาศ
ไม่เหมาะสม มีความแออัด ระยะเวลาอยู่ในสถานที่น้ันเป็นเวลานาน และไม่มีการป้องกันส่วนบุคคล จึงมี
ค�ำแนะน�ำให้เจ้าของอาคาร / สถานที่ได้จัดให้มีการระบายอากาศท่ีดีซึ่งหมายถึง การน�ำอากาศบริสุทธ์ิจาก
ภายนอกเข้ามาเติมในอาคารท่ีมีผู้อยู่อาศัยในปริมาณท่ีเพียงพอ และมีการระบายอากาศเสียออกไปท้ิง
เพื่อเจือจางมลพิษและควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้อยู่ในระดับท่ียอมรับได้ ดังนั้น เพ่ือป้องกัน
การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือทางเดินหายใจ สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร จึงมีค�ำแนะน�ำ
ส�ำหรบั เจา้ ของหรือผู้ดแู ลอาคาร สถานที่ ดังนี้
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 59
1. การระบายอากาศในอาคาร
1.1 เพ่มิ การแลกเปลีย่ นอากาศระหวา่ งภายในกบั ภายนอกอาคารให้มากขึ้น โดย
1.1.1 การระบายอากาศแบบธรรมชาติ
- ท�ำการระบายอากาศแบบลมผ่านอาคาร (Cross Ventilation) โดยการก�ำหนดให้มี
การระบายอากาศผ่านหน้าต่างหรือช่องลมบนผนังห้อง อย่างน้อย 2 ด้านของห้อง เพ่ือให้มีช่องทางให้
ลมเขา้ และออกได้ ส่งผลให้มีการกระจายอากาศไดท้ ่ัวถึงครอบคลมุ พ้นื ที่สว่ นใหญข่ องห้อง
- เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อน�ำอากาศจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ท้ังนี้ อาจต้อง
ค�ำนึงถึงสภาพอากาศภายนอกอาคารในเวลานั้นๆ ด้วย รวมทั้งให้เปิดประตู หน้าต่าง ก่อนและหลังการ
ใช้งาน เป็นเวลาอยา่ งนอ้ ย 15 นาที
รปู ท่ี 1 แสดงการไหลของอากาศแบบ cross ventilation
1.1.2 การระบายอากาศโดยวิธกี ล
- ระบายอากาศให้มีปริมาณอากาศสะอาดจากภายนอกเข้ามาให้เพียงพอท่ีจะลดการ
สะสมของเชื้อโรคในอากาศได้ เพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนอากาศระหว่างภายในกับภายนอกอาคารให้
มากขน้ึ โดยเฉพาะในบรเิ วณที่มีการระบายอากาศน้อย
- ส�ำหรับอาคารท่ีมีระบบปรับอากาศรวม หากไม่สามารถเพ่ิมการระบายอากาศใน
ปริมาณที่ก�ำหนดได้ ให้ท�ำการระบายอากาศในอัตราที่สูงสุดและต่อเน่ือง
- ใหม้ ีการระบายอากาศในอาคาร กอ่ นและหลังการใช้งาน เป็นเวลาอย่างนอ้ ย 2 ชัว่ โมง
- ไม่ควรบังคับทศิ ทางทท่ี ำ� ให้เกิดลมผา่ นตวั บุคคลหนึง่ ไปยงั อกี บุคคลหน่งึ
- หลีกเล่ียงระบบปรับอากาศที่มีลักษณะน�ำอากาศหมุนเวียนมาใช้ใหม่ เว้นแต่จะได้มี
ระบบการกรองอากาศหรอื มีการฆา่ เชอื้ โรคกอ่ น
- ก�ำหนดให้มีการตรวจสอบ บ�ำรุงรักษาสม�่ำเสมอตามระยะเวลาท่ีก�ำหนด หากมีการ
ชำ� รุดเสยี หาย ให้แจ้งผู้ดแู ลระบบทนั ที
60 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
รปู ท่ี 2 แสดงห้องแยกโรค
คำ� อธบิ ายรปู รูปที่ 2 เป็นรูปห้องผู้ป่วยแยกโรค ซึ่งจะต้องมีความดันเป็นลบตลอดเวลาเพื่อไม่ให้อากาศ
จากห้องไหลไปภายนอก ห้องจะต้องมีสามส่วนคือ ห้อง ante room ห้อง isolate room และห้องน้�ำ
โดยอากาศจะเข้ามาจากภายนอกผา่ น ante room ก่อน ท่ีหอ้ ง ante room จะมี FCU ในท่นี ้ีเปน็ แอร์
แบบ split type เพอ่ื ท�ำใหอ้ ากาศที่เขา้ มาเย็นลง และจะไหลเขา้ ไปในหอ้ ง isolation room ซง่ึ มีตวั ดูด
อากาศ เข้าไปใน FHU ซ่ึงมี Hepa filter คอยกรองเช้ือโรคก่อนอากาศจะออกไปภายนอก ในห้องน้�ำ
ก็มีตัวเติมอากาศเข้ามา และถูกดูดออกไป โดยแยกท�ำให้เป็น negative pressure เช่นเดียวกัน ในห้อง
จะมคี วามดันเป็นลบทำ� ให้อากาศจากภายนอกไหลเขา้ มาไดอ้ ยา่ งเดียว
1.2 ติดต้ัง / เปิดพัดลม ในบางบริเวณท่ีเป็นมุมอับ เพ่ือช่วยให้อาคารมีการกระจายตัวของอากาศได้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
1.3 ก�ำหนดให้พ้ืนท่ีเฉพาะ ท่ีมีกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ควรติดต้ังพัดลมดูดอากาศ
ออกไปยังภายนอกอาคาร ให้พื้นท่ีดังกล่าวเป็นแรงดันลบ เพื่อป้องกันการกระจายของมลพิษทางอากาศ
ออกไปยังส่วนอ่ืนๆ ของอาคาร
- ส�ำหรับห้องครัว หรือพื้นที่ปรุงประกอบอาหาร ให้ติดตั้งพัดลมดูดอากาศออกไปนอกอาคาร
และเปิดใช้งานขณะท่ีปรุงประกอบอาหาร รวมท้ังให้มีการตรวจสอบและบ�ำรุงรักษาสม�่ำเสมอตามระยะ
เวลาท่ีก�ำหนด
- ส�ำหรับห้องส้วม ให้ใช้พัดลมดูดอากาศออกและเปิดใช้งานตลอดเวลา และปิดฝาชักโครก
ทกุ คร้งั หลังการใช้งาน
1.4 อัตราการระบายอากาศที่แนะน�ำ ภายในอาคารที่มีผู้ใช้งาน ควรมีอัตราการระบายอากาศตาม
จ�ำนวนคน อย่างน้อย 10 ลติ รตอ่ วนิ าทีตอ่ คน (จ�ำนวนคนสงู สุดตอ่ พื้นท่ี เทา่ กบั 1 คนตอ่ 4 ตารางเมตร)
หรือให้มีอตั ราการระบายอากาศตามขนาดพืน้ ที่ อย่างนอ้ ย 10 ลกู บาศกเ์ มตรต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร
1.5 ข้อควรระวัง ในการระบายอากาศไปภายนอกอาคาร ต้องมั่นใจว่าไม่ได้ระบายอากาศออกไปสู่
บรเิ วณทม่ี ีผู้อื่นอยู่
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 61
1.6 หากจ�ำเป็น อาจติดตั้งอุปกรณ์เพ่ิมเติม เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายอากาศ ระบบ
ฆ่าเชื้อโรคและการตรวจวัด เพื่อบ่งชี้ประสิทธิภาพของการระบายอากาศ ซ่ึงต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ควร
พจิ ารณาตามความเหมาะสม
- เคร่ืองกรองอากาศชนิดกรองผ่านฟิลเตอร์ ที่มีความสามารถในการกรองอนุภาคขนาด 0.3
ไมโครเมตร เช่น ตัวกรองชนิด High Efficiency Particulate Air Filter (HEPA Filter) เปน็ ตน้ เพือ่ เพ่มิ
ประสิทธิภาพการกรองอนุภาคขนาดเล็กและเจือจางเชื้อโรคในอากาศ วางเครื่องกรองอากาศให้อยู่ใน
บริเวณเดียวกบั ผู้ใชง้ านอาคาร ทงั้ น้ี การใชเ้ ครอ่ื งกรองอากาศ มีวัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื ปรบั ปรงุ คุณภาพอากาศ
เบื้องต้น แต่ไม่สามารถทดแทนการระบายอากาศได้ และควรมีการตรวจสอบ บ�ำรุงรักษาสม�่ำเสมอ ตาม
ระยะเวลาทก่ี ำ� หนด
- เครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเพื่อท�ำลายเชื้อโรค (Upper - Room Ultraviolet Germicidal
Irradiation : UVGI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคท่ีในอยู่ในอาคาร เหมาะกับการท�ำลายเชื้อใน
อากาศ และบนพ้ืนผิววัสดุ ต้องมีการลงทุน มีการบ�ำรุงรักษาอย่างดี และมีข้อจ�ำกัดการใช้งานพอสมควร
เช่น ระยะห่างระหว่างเคร่ืองฉายรังสีกับบริเวณที่ต้องการก�ำจัดเชื้อโรค ปริมาณเช้ือการมีสิ่งปิดกั้นเช้ือ
กับรังสี ระยะเวลาสัมผัส เป็นต้น ในการเลือกระบบต้องก�ำหนดว่าต้องการท�ำลายเชื้อลักษณะใด และ
ต้องค�ำนวณปริมาณรังสีที่ใช้กับระยะเวลาในการท�ำลายเชื้อ ทั้งนี้อาคารบางประเภทก็อาจมีความจ�ำเป็น
เน่ืองจากมีความเส่ียงสูงต่อการแพร่กระจายเช้ือโรค เช่น ในสถานพยาบาล เป็นต้น ทั้งน้ี การใช้งานต้อง
เป็นไปตามเง่อื นไขท่กี �ำหนด โดยไมก่ อ่ ให้เกิดโอโซนในพนื้ ที่ สูงเกนิ 100 สว่ นต่อพันล้านส่วน (ppb) และ
ควรมกี ารตรวจสอบ บ�ำรงุ รักษาสม�ำ่ เสมอตามระยะเวลาทกี่ ำ� หนด
- อาจมีการตรวจวัดค่า CO, เพอื่ บง่ ชค้ี ่าการระบายอากาศในพนื้ ที่ หากค่า CO, มากกว่า 800
ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ต้องมีการพิจารณาลดจ�ำนวนผู้ใช้งานในพ้ืนที่ และเพิ่มปริมาณอากาศที่เติมมา
จากภายนอก
แนวทางการระบายอากาศในอาคารดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการลดความเสี่ยง
ของการแพร่กระจายเชื้อโรค ท่ีติดต่อทางเดินหายใจ ซ่ึงการจัดการด้านระบายอากาศในอาคารน้ัน ขึ้นอยู่
กับความพรอ้ มด้านทรัพยากรและตน้ ทนุ คา่ ใช้จา่ ยในการลงทุนของเจ้าของอาคารดว้ ย
การควบคุมสิ่งแวดล้อม หมายถึง มาตรการที่สามารถใช้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดความ
เข้มข้นของนิวเคลียส หยด ในอากาศ (เช่น การเพ่ิมประสิทธิภาพ การระบายอากาศตามธรรมชาติ หรือ
การควบคุมทศิ ทางของการไหลเวยี นของอากาศ
62 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
Air changes per hour (ACH)
¢ อัตราการเปลี่ยนแปลงของอากาศเป็นจ�ำนวนการแลกเปล่ียนอากาศ เป็นหน่วยต่อชั่วโมง เทียบ
เท่ากับอัตราส่วนของการไหลของอากาศในปริมาตร หน่วยต่อช่ัวโมงต่อปริมาตรของห้อง โดย
พิจารณาในหน่วยปรมิ าตรเหมือนกนั
¢ สมการคอื I = 3600 Q / V หน่วยเป็น 1 /ครัง้ โดยท่ี
¢ I = อตั ราการเปลีย่ นแปลงของอากาศตอ่ ชว่ั โมง
¢ Q = การไหลของอากาศบริสุทธ์ิผา่ นห้อง (m3 / s)
¢ V = ปรมิ าตรของห้อง (m3)
ตารางที่ 1 แสดง air changes per hour (ACH) and removal efficiencies
AC H Removal eff iciency at 1 hour (%) Minutes required for removal eff iciency
99 % 99.9 %
2 86.5 138 207
4 98.2 69 104
6 99.75 46 69
12 99.9994 23 35
20 99.99999 14 21
การควบคมุ ทางส่งิ แวดล้อมในสถานพยาบาล
บางพื้นที่ของสถานบริการสุขภาพถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูงและ ล�ำดับความส�ำคัญควรได้รับในการ
ดำ� เนินการควบคุมด้านส่งิ แวดล้อม ตวั อยา่ งของ พน้ื ที่ทม่ี ีความเสย่ี งสูง
- หอ้ งแยกผู้ปว่ ย (Isolation room)
- หอ้ งตรวจรักษา (Treatment room)
- สถานดแู ลผตู้ ดิ เช้อื เอชไอวี (HIV case facilities)
- สถานดูแลผ้ปู ว่ ยทม่ี ีภมู ิคุม้ กันบกพร่อง (Immunocompromised patient care areas)
- คลนิ ิกและตึกผูป้ ว่ ยวัณโรค (TB wards & clinic)
- ICU ที่รับรกั ษาผู้ปว่ ยวัณโรค
- หอ้ งเก็บเสมหะ (Sputum Induction Room)
- ห้อง Bronchoscope (Bronchoscopy Suites)
- หอ้ งผา่ ตัด (Operating Room)
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 63
- ห้องอบุ ัติเหตุและฉุกเฉนิ (Accident & Emergency)
- ห้องผปู้ ว่ ยนอก (Outpatient department)
- หอ้ งแลป
- ห้องรงั สี
การควบคุมทางส่ิงแวดล้อม (Environmental controls : EC) เป็นส่ิงที่ส�ำคัญในการลดการ
ติดเชื้อแบบ droplet ในอากาศ การลดการติดเชื้อผ่านทาง droplet โดยการควบคุมทางส่ิงแวดล้อม
สามารถท�ำได้แบบง่ายๆ จนถงึ วิธกี ารที่ซับซ้อน
- การควบคุมทางส่ิงแวดล้อมที่ง่ายที่สุดและราคาถูกท่ีสุดคือการผสมอากาศตามธรรมชาติผ่านทาง
หน้าตา่ ง
- การจัดการท่ีซับซ้อนและราคาที่แพงข้ึนคือการใช้การระบายอากาศเชิงกล (mechanical
ventilation) เช่น การระบายอากาศเฉพาะจุด (local exhaust ventilation) และการใช้ห้องความดัน
ลบและอาจใช้ HEPA ในการก�ำจัดเชื้อโรค และการใช้รังสียูวีในการก�ำจัดเช้ือโรคในอากาศ (ultraviolet
germicidal irradiation : UVGI)
ชนดิ ของมาตรการควบคมุ ส่งิ แวดล้อม
การควบคมุ ทางสง่ิ แวดลอ้ มสามารถแบง่ ไดเ้ ป็นสองประเภทดังนี้
1. ปฐมภูมิ - ควบคุมแหล่งท่ีมาของการติดเช้ือโดยใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะจุดและเจือจางและ
กำ� จัดอากาศทป่ี นเป้อื นโดยใช้การระบายอากาศโดยท่ัวไป
2. ทุติยภูมิ - ควบคุมการไหลเวียนของอากาศเพ่ือป้องกันการปนเปื้อนของอากาศในพ้ืนที่ติดกับ
แหล่งก�ำเนิด (AII Room) และท�ำความสะอาดอากาศโดยใช้ HEPA ในการกรองหรือฆ่าเช้ือโรค
โดยรงั สีอลั ตราไวโอเลต (UVGI)
แบบปฐมภมู ิ (รูปท่ี 3)
ก) การเจือและก�ำจัดอากาศที่ปนเปื้อนโดยใช้การระบายอากาศโดยทั่วไป การระบายอากาศ
ตามธรรมชาติเป็นกลไกหน่ึงท่ีอยู่ภายใต้การระบายอากาศโดยทั่วไป เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ระบายอากาศตามธรรมชาตใิ น โรงพยาบาล คลินิก หอผปู้ ่วย และพนื้ ทีน่ ่ังรอ พนื้ ที่เก็บเสมหะ ห้องตรวจ
ผู้ป่วยและหอผู้ป่วย ควรเปิดให้มีการติดต่อกับส่ิงแวดล้อม (เช่น ต้ังอยู่ในบริเวณสถานท่ีเปิด หรือพ้ืนที่
ใกลห้ น้าต่าง) ในกรณที ่เี ปน็ เชือ้ โรคตดิ ตอ่ งา่ ยหรือรุนแรง การใชว้ ิธีน้ีอาจจะไมเ่ หมาะสม
64 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
รปู ที่ 3 การระบายอากาศตามธรรมชาติ การไหลเวยี นอากาศภายในและภายนอกโดยผ่านหนา้ ต่างท่ีเปดิ อยู่
ข) ควบคุมแหล่งที่มาของการติดเชื้อโดยใช้การระบายอากาศเฉพาะท่ี (local exhaust
ventilation : LEV) ในรูปที่ 4 การระบายอากาศเฉพาะท่ีจะจับเช้ือ airborne ท่ีอยู่ใกล้หรืออยู่ใน
บริเวณแหล่งก�ำเนิดและน�ำเชื้อออกโดยที่ผู้ท่ีอยู่บริเวณน้ันไม่ได้รับสัมผัสเชื้อโรค วิธีการนี้ถือเป็นวิธีที่มี
ประสิทธิภาพมากที่สุดในการก�ำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศเพราะมันจับเช้ือโรคก่อนที่จะกระจายออกไป
ในการใช้การระบายอากาศเฉพาะที่ hoods จะเปน็ ท่นี ยิ มกว่า
hoods ประกอบด้วย 2 ประเภท
- Enclosing devices : เป็นการ hood ทป่ี ิดบางส่วนหรอื ทงั้ หมด ได้แก่
- บรเิ วณที่เก็บเสมหะ และบรเิ วณละอองลอยในอากาศ
- เต็นท์หรือ hood ส�ำหรับปดิ และแยกผปู้ ว่ ย
- ต้เู ซฟทางชวี ภาพ (Safety Cabinets)
- Exterior devices : แหล่งก�ำเนิดเช้ืออยู่ใกล้ แต่อยู่ข้างนอก อุปกรณ์ภายนอกส�ำหรับการ
ระบายอากาศเฉพาะจุดจะอยู่ใกล้ แต่ไม่คลุมกับผู้ป่วยติดเช้ือ ผู้ป่วยควรหันหน้าเข้าหาจุด
ทีเ่ ปน็ hood เวลาไอหรอื จาม โดยท่ี เครอื่ งน้ีควรควบคมุ ความเร็วไวท้ ี่ 200 ฟุตต่อวนิ าที
อากาศออกจาก booth เตน็ ท์และ hood จะถกู ระบายออกดา้ นนอก มตี วั กรอง HEPA รวมอยู่
ทท่ี อ่ ปลอ่ ยหรือช่องระบายอากาศของอุปกรณ์ หากมีอปุ กรณไ์ ม่สามารถใช้รวมตัวกรอง HEPA ได้ อากาศ
จากอุปกรณ์ควรถูกดูดโดยตรงไปยังด้านนอกและห่างจากช่องระบายอากาศ จุดความเสี่ยงสูง บุคคล
และสตั ว์
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 65
รปู ท่ี 4 ตู้ท่ีออกแบบมาเพื่อท�ำความสะอาดอากาศท่ีออกมาจากผู้ป่วยด้วยโรควัณโรคและถูกกรองโดย
เครอื่ ง HEPA
ที่มา : Guidelines for Preventing the Transmission of Mycobacterium tuberculosis In
Health - Care Settings. MMWR Recommendations and Report. CDC (2005)
แบบทตุ ยิ ภมู ิ
ก) ควบคุมการไหลของอากาศเพ่ือป้องกันการปนเปื้อนของอากาศในบริเวณท่ีอยู่ติดกับแหล่ง
(รปู ที่ 5)
- เพ่ือลดความเสี่ยงในการให้บริการในโรงพยาบาล สถานการณ์ที่เหมาะที่สุดคือ การที่
อากาศบริสุทธ์ิถูกดึงเข้าไปในห้องอย่างต่อเนื่องและอากาศท่ีปนเปื้อนจะถูกระบายออกสู่
ภายนอกเพ่ือให้อากาศภายในห้องเปลี่ยนไปหลายคร้ัง วิธีที่พบมากท่ีสุดคือ การสร้างห้อง
ความดนั ลบ
- การไหลของอากาศทิศทางควรมีทิศทางจากพ้ืนท่ีรับอากาศบริสุทธ์ิข้าม HCW ข้ามผู้ป่วย
และตัวกรองก่อนออกสู่ภายนอก
- ห้อง anteroom ควรรักษาความดนั ลบได้
66 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
รูปท่ี 5 ห้องความดนั เชิงลบ แผนผงั แสดงการไหลของอากาศจาก นอกห้องนอน ข้ามเตียงของผปู้ ่วยและ
ออกดา้ นขา้ งของห้อง
ทิศทางของการไหลของอากาศใตป้ ระต ู : ความดนั เชงิ ลบกับทางเดนิ
ข) การท�ำความสะอาดอากาศโดยใช้ HEPA (รูปที่ 5)
- ตวั กรอง HEPA สามารถกำ� จดั droplet ในอากาศท่ไี หลเวียนอยภู่ ายนอกได้
- ตัวกรอง HEPA ต้องมีประสิทธิภาพในการก�ำจัดอนุภาคมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ
0.3 um อย่างนอ้ ย 99.97 %
- สามารถเพ่ิมการระบายอากาศอน่ื ๆ ทีแ่ นะนำ� และเปน็ ตวั เสริมระบบการระบายอากาศได้
- ตัวกรอง HEPA อาจตั้งอสิ ระ (หน่วยหมนุ เวยี นอากาศแบบพกพา) หรืออาจติดกบั พ้ืนหรอื
เพดานอยา่ งถาวรเพือ่ ลดการเกะกะ
- ในการเลือกตัวกรอง HEPA ส�ำหรับห้องท่ีไม่มีระบบระบายอากาศส่วนกลางควรพิจารณา
ขนาดห้องอัตราการเปลี่ยนแปลงของอากาศต่อชั่วโมง (ACH) และเวลาที่ต้องใช้เพ่ือขจัด
สิ่งปนเปือ้ นในอากาศ อตั ราแลกเปล่ยี นอากาศขัน้ ตำ�่ คอื 6 ACH และสงู สดุ 12 ACH
- การใชต้ ัวกรอง HEPA
- ใช้ก�ำจดั อากาศทอี่ อกมาจากหอ้ ง / ตู้
- การระบายอากาศออกจากห้องแยกเชื้อวัณโรค (หรือห้องลบอื่นๆ) เข้าสู่ระบบระบาย
อากาศโดยทั่วไป (เช่น เมื่อระบบระบายอากาศหรืออาคารท่ีไม่สามารถระบายอากาศ
ออกนอกอาคารได้)
- เปน็ มาตรการด้านความปลอดภยั เพอื่ ขจัด droplet จากอากาศท่ีปล่อยออกสภู่ ายนอก
- ในระบบระบายอากาศส่วนกลางอากาศท่ีสะอาดสามารถท�ำได้โดยการกรองอากาศจาก
หอ้ งไปสูท่ อ่ สง่ ผา่ นตัวกรอง HEPA และสง่ กลับไปท่ีหอ้ ง
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 67
รปู ท่ี 6 ตัวอย่างของระบบหมุนเวียนอากาศภายในหอ้ งที่ใช้ HEPA ตดิ ตัง้ บนเพดาน
ค) ฆ่าเชื้อในอากาศโดยใช้ ‘การฉายแสงด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต’ (UVGI) รังสี UVGI เป็น
รูปแบบหน่ึงของรังสีคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าซ่ึงสามารถฆ่าหรือท�ำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถใช้งานได้
เพื่อไม่ให้สามารถเจริญเติบโตได้ ปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต C (UV- C) ท่ีมีประสิทธิภาพ
อย่ทู ่ ี 254.7 นาโนเมตร (นาโนเมตร)
UVGI
- สามารถติดต้งั ในหอ้ งหรือทางเดนิ เพือ่ ฉายรงั สอี ากาศในส่วนบนของห้อง
- ตดิ ตง้ั ในท่อเพ่ือฉายรังสีอากาศผ่านทอ่ (ฉายรังสี) หรอื รวมอยู่ในหนว่ ยหมนุ เวยี นอากาศ
ภายในหอ้ ง
- ไม่ควรใช้แทนตัวกรอง HEPA เม่ือท�ำการเติมอากาศออกจากตู้แยกห้องโดยตรงไปยัง
หอ้ งโดยรอบ
- โดยเฉพาะอย่างย่ิงในหอผู้ป่วยขนาดใหญ่บริเวณท่ีท�ำการคลินิกวัณโรคหรือพ้ืนที่ใน
ห้องพกั เช่นห้องโทรทศั นห์ รอื ห้องสนั ทนาการทีผ่ ู้ปว่ ยวัณโรคชมุ นุมกัน
- หลอดรังสี UVGI เปลือยสามารถใช้ในการฉายรังสีทั้งห้อง / บูธเม่ือไม่ได้ท�ำงาน หากมี
HCWs และผู้ป่วยอยู่ในห้องการฉายรังสีบนอากาศอย่างต่อเน่ืองสามารถใช้กับ UVGI
ท่มี ีตัวป้องกันได้
68 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
การทดสอบและบำ� รุงรกั ษามาตรการควบคุม
- การทดสอบและบ�ำรุงรักษาควรด�ำเนนิ การตามข้อกำ� หนดของระบบ / ผลติ ภัณฑ์
- ระบบระบายอากาศควรได้รับการประเมินอย่างสม่�ำเสมอเพ่ือตรวจสอบว่ามีการท�ำงานอย่าง
ถกู ต้องหรอื ไม่ การประเมนิ ควรได้รบั การบันทึกไว้ในบนั ทึกการบำ� รงุ รกั ษา
- อปุ กรณต์ รวจสอบควรมกี ารปรบั เทยี บเป็นประจ�ำตามขอ้ กำ� หนด
- ผูม้ อี �ำนาจในการประเมนิ ตามทีก่ ำ� หนด
- การเปล่ยี นช้นิ สว่ นท่ีชำ� รุดและหมดอายขุ องระบบควบคุมตอ้ งทำ� ตามที่ผผู้ ลิตก�ำหนดไว้
- การระบายอากาศเฉพาะท ี่ :
- การประเมนิ ผลทีง่ ่ายท่ีสดุ คือ การใชค้ วัน (เช่น หลอดควัน) เพื่อตรวจสอบทิศทางการไหลของ
อากาศท่ีเหมาะสม ควรใช้ท่อควันเพ่ือตรวจสอบว่าความเร็วในการควบคุมท่ีต�ำแหน่งปกติของ
ขอบเขตหายใจของผปู้ ่วยว่ามีเพียงพอหรอื ไม่
- ตรวจสอบความเรว็ ของอากาศและจับความเร็วเป็นประจำ�
- อุปกรณ์ทำ� ความสะอาดอากาศ :
- HEPA
- ให้ตัวกรอง HEPA ทีใ่ ชแ้ ลว้ เป็นของเสียทางคลินกิ
- ตัวกรองต้องไดร้ ับการตรวจสอบและเปลีย่ นตามค�ำแนะน�ำของผผู้ ลิต
- UVGI
- บ�ำรุงรักษาหลอดใหป้ ราศจากฝนุ่ และสารอินทรีย์
การระบายอากาศเพ่ือปอ้ งกันการติดเช้อื droplet และ airborne
ในการระบายอากาศจะต้องมีการใส่อากาศบริสุทธ์ิ เข้าในบริเวณที่ปิดของสถานที่ท�ำงาน
(ventilation) ซ่งึ ถอื เปน็ หลกั การระบายอากาศโดยทวั่ ไป ซงึ่ สามารถท�ำได้โดย
1. การใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติ (natural ventilation) โดยอากาศบรสิ ุทธเ์ิ ขา้ มาผ่าน
การเปดิ หน้าตา่ ง ประตู หรือช่องระบายอากาศ ซึง่ เรยี กวา่ passive airflow
2. การระบายอากาศเชงิ กล โดยมพี ดั ลมและทอ่ น�ำอากาศบรสิ ทุ ธ์เิ ข้ามาจากภายนอก
การระบายอากาศไม่ใช่เป็นวิธีเดียวที่ท�ำให้ท�ำงานอย่างปลอดภัย แต่จะต้องท�ำให้สถานท่ีท�ำงาน
สะอาดและล้างมือบ่อยครัง้ และตอ้ งมีการประเมนิ ความเสย่ี งตอ่ การติดเชื้อทกุ คร้งั เมอื่ เกิดเหตกุ ารณ์ขึน้
จะต้องระบุชนิดของการระบายอากาศท่ีมีอยู่และจะท�ำให้เพ่ิมหรือลดได้อย่างไร บางพ้ืนท่ีจะมี
การระบายอากาศหลายชนิด จึงต้องระบุการระบายอากาศทีละห้องหรือทีละโซน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะ
มกี ารแพรก่ ระจายเช้ือทางละอองฝอย
1. การระบายอากาศแบบธรรมชาติ (natural ventilation)
เป็นการน�ำอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้ามาในตึกโดยไม่ใช้พัดลมหรือเครื่องกลอื่นๆ ซ่ึงรวมถึงการ
ไหลของอากาศผา่ นช่องเปิดของอาคารเชน่ หน้าต่าง ประตู พดั ลมหลงั คา และชอ่ งอากาศอ่นื ๆ
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 69
2. การระบายอากาศเชิงกล (mechanical ventilation)
การระบายอากาศเชิงกล ใช้เพ่ือน�ำอากาศเข้ามาในอาคารโดยใช้เครื่องกลเช่น พัดลม ซึ่งส่วน
ใหญ่มีการเติมอากาศเข้าโดยใช้ท่ออากาศ (ductwork) บางแห่งก็ใช้ทั้งสองระบบคือท้ังแบบธรรมชาติ
และเชิงกล (mixed - mode ventilation) ปกติอาคารจะใช้การระบายอากาศเชิงกลตลอดปีและมี
การเปิดหน้าต่างเพ่ือช่วยให้อากาศเข้ามาเพิ่มข้ึน ในหน้าร้อน หรือเพ่ือระบายอากาศออก เช่นเม่ือมีกลิ่น
หรือมีการหกของสาร
2.1 หลักการ supply and extract จะมีชดุ ทอ่ อากาศนำ� อากาศเข้ามาจากภายนอก และมชี ุด
ท่ออากาศน�ำอากาศที่หมุนเวียนในห้องออกไปภายนอก โดยปากท่อซึ่งเติมอากาศเข้าจะอยู่ใน diffusers
ทเ่ี พดาน บนกำ� แพง หรอื บนพ้ืน หลกั ส�ำคัญคืออย่าวางสง่ิ ของขวางทางน�ำอากาศเข้า
รปู ท่ี 7 แสดงตัวอยา่ งของปากทางนำ� อากาศเข้า Ceiling diffuser (ด้านซ้าย) Floor diffuser (ตรงกลาง)
และ wall diffuser (ด้านขวา)
2.2 ระบบท่ี extract อย่างเดียว โดยมีพัดลมน�ำอากาศออกตรงสู่ภายนอก อากาศบริสุทธ์ิ
จะเติมเข้ามาในห้องโดยผา่ นทางช่องใตป้ ระตู ซง่ึ ระบบน้จี ะใชใ้ นหอ้ งน�ำ้ เปน็ ส่วนใหญ่
2.3 เคร่ืองปรับอากาศ (air condition) ระบบปรับอากาศจะใช้ระบบระบายอากาศเชิงกล
เป็นส่วนมาก อากาศภายนอกจะถูกปรับ (conditioned) ก่อนจะเข้ามาในท่ออากาศแล้วน�ำเข้าในห้อง
ระบบน้ีมีทั้งการท�ำความร้อนและความเย็น และยังปรับความชื้นของอากาศได้ด้วย บางระบบเป็นเพียง
air conditioning unit ซ่ึงปรับเฉพาะอากาศในห้อง โดยมีการปรับอากาศในห้องและหมุนเวียนมาใช้
แต่ไม่ได้เป็นส่วนของระบบระบายอากาศท่ีใหญ่กว่า ซ่ึงเป็นเพียง “comfort cooling” ต้องเข้าใจว่า
ระบบน้ีไม่ได้น�ำอากาศภายนอกเข้ามา ดังน้ันไม่ได้ท�ำให้เชื้อโรคเจือจาง
l ระบบระบายอากาศแบบแยกส่วน (split air conditioning system) ระบบระบาย
อากาศแบบแยกสว่ น มสี องสว่ นสำ� คัญคอื outdoor compressor พรอ้ มกับ outdoor
coil และ indoor air - handling unit จึงเรยี กว่า แบบแยกสว่ น คือมีสอง units และ
มที ่อต่อสายไฟ refrigerant tubing และ condensate drain ระหวา่ ง outdoor และ
indoor units โดยปกติมีท้ังแบบแขวนเพดาน และติดผนัง ซึ่งระบบนี้ไม่ได้น�ำอากาศ
จากภายนอกมาเตมิ เขา้ ในห้อง ต้องมรี ะบบระบายอากาศตา่ งหากเพิ่มเตมิ
70 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
l Fan coil units ส่วนใหญ่จะติดกับเพดาน หรือติดต้ังบนพื้น พัดลมจะน�ำอากาศผ่าน
ทาง cooling coil เขา้ ไปในหอ้ ง Fan coil unit จะมี chilled water coil เพ่ือปรับ
อากาศให้เย็น และจะติดกับท่อระบายอากาศเพื่อเติมอากาศจากภายนอก แต่ก็มีชนิด
ท่ใี ช้อากาศในห้องหมนุ วน
รูปท่ี 8 แสดงเคร่อื งปรบั อากาศชนดิ ตา่ งๆ
2.4 Chilled beams เป็นการติดตั้งท่ีเพดานเพื่อให้อากาศเย็น มีสองแบบคือ active chilled
beams เป็นส่วนหน่ึงของระบบระบายอากาศ และใช้ปรับอากาศท่ีเข้ามาจากภายนอก เม่ือผ่านเข้า
ระบบท่อ และ passive chilled beams ซ่ึงจะท�ำให้อากาศท่ีอยู่ในห้องเย็นลงโดยดูดซับความร้อนและ
ไมม่ กี ารนำ� อากาศจากภายนอกเขา้ มา ซงึ่ ท�ำให้เกิดการผสมผสานผา่ นการน�ำความร้อนทำ� ให้อากาศเยน็ ลง
ในระดบั สงู และตกลงมาทพ่ี ้นื ท�ำใหม้ กี ารไหลเวยี นอากาศในหอ้ ง
รูปที่ 9 แสดง active chilled beam ท่ีมีอากาศเติมเข้ามา และอากาศในห้องมีการหมุนเวียนผ่าน
ตัวกรอง แล้วกลับเข้าไปในห้องอีก ถ้าเป็น passive จะไม่มีการเติมอากาศเข้ามา
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 71
ท�ำไมการระบายอากาศจึงมคี วามส�ำคญั
การระบายอากาศที่เพียงพอจะช่วยลดจ�ำนวนเช้ือโรคในอากาศ ลดความเสี่ยงต่อการติดต่อทาง
ละอองฝอย ซึ่งเกิดจากการหายใจเอาอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ หลังจากบุคลากรและเช้ือโรคอยู่ใน
พ้ืนท่ีปิดเดียวกัน ความเส่ียงจากละอองฝอยจะมากขึ้นเม่ืออยู่ในพ้ืนที่ซึ่งการระบายอากาศไม่ดี
ถึงแม้การระบายอากาศจะลดความเสีย่ งจากละอองฝอย แตก่ ม็ ีผลเลก็ นอ้ ยต่อ
l การตดิ ต่อทาง droplet (จากการทีอ่ ยใู่ กล้กนั มาก)
l การตดิ ตอ่ โดยการสมั ผสั (การสัมผสั ผวิ พื้น)
การระบายอากาศจะเพียงพอเพ่ือท�ำให้ความเสี่ยงต่อการติดเช้ือทางละอองฝอยให้น้อยท่ีสุด
ถ้าห้องหรือพน้ื ท่ใี นอาคารนัน้
l ใช้ตามความจ�ำกดั ของจ�ำนวนคนทกี่ �ำหนดตามทอี่ อกแบบ โดยไมแ่ ออัดมาก
l มกี ารเตมิ อากาศบรสิ ทุ ธ์ิตามมาตรฐานของอาคาร
รปู ท่ี 10 แสดงระบบระบายอากาศเชิงกล แบบต่างๆ
72 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
การประเมินความเส่ียงของการตดิ ตอ่ ทางละอองฝอย
การระบายอากาศท่ีเพียงพอจะแตกต่างกันไปตามสถานที่ท�ำงาน และกิจกรรมท่ีท�ำ โดยสามารถ
ลดความเสีย่ งโดย
l พยายามไม่ใหบ้ ุคลากรทตี่ ดิ เชือ้ (หรอื ใครกต็ ามทม่ี อี าการของโรคตดิ เชอ้ื น้นั ) เข้ามาในท่ีทำ� งาน
l ทำ� ใหก้ ารระบายอากาศเพียงพอโดยใช้อากาศบรสิ ทุ ธ์ิ
การตัดสินใจว่ามีการระบายอากาศเพียงพอหรือไม่ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเส่ียง
ตัวอย่างของการประเมินความเสย่ี ง
ตัวอย่าง
หอ้ งแยกที่มเี ครอ่ื งปรับอากาศ
บางครั้งมีการแยกคลินิกออกมาเช่นเป็นอาคาร
เดี่ยว หรือเปน็ ตู้ container แตอ่ ย่ใู กล้อาคารหลัก โดย
ห้องชนิดน้ีจะมีการปรับอากาศแบบ recirculating air
conditioning unit ซึ่งการเปิดปิดหน้าต่างไม่เหมือน
ปกติ ซึ่งปกติจะมีคนท�ำงานอยู่ไม่มาก แต่เวลาเปลี่ยน
เวรหรือมีการประชุมก็อาจจะมีคนเข้ามามาก ในห้อง
หนึ่งไม่ควรมีคนท�ำงานเกิน 6 คน เนื่องจากการเปิด
หน้าต่างและประตู ไม่ได้เปิดปิดตามปกติ ท�ำให้การเติม
อากาศไมเ่ พียงพอ การแก้ไขโดย รูปที่ 11 อาคารสร้างเพอื่ วัตถุประสงคเ์ ฉพาะ
l บุคลากรเปิดหน้าต่างทั้งสองด้านทุกวันเพื่อให้มีการระบายอากาศผ่านห้อง และมีการเติมอากาศ
เขา้ ในด้านหนึ่งของตกึ
l เนื่องจากสามารถเคลื่อนโต๊ะไปมาได้ จึงสามารถเล่ือนโต๊ะออกห่างจากหน้าต่างเพ่ือให้ท�ำงานได้
สบายขน้ึ
l ถ้าร้อนมากใช้ recuirculating air conditioning unit (แบบ split type) เพ่ือให้ท�ำงานได้
สบายขน้ึ
l การประชมุ โดยคนมากไมค่ วรท�ำในอาคารนี้
โรงอาหารทีใ่ ช้ mechanical ventilation system
ในตอนสร้างอาคารครั้งแรก การระบายอากาศจะได้มาตรฐาน แต่เมื่อมีการด�ำเนินงานมานาน
จ�ำนวนเจ้าหน้าที่มากขึ้น และจ�ำนวนผู้ป่วยและญาติก็มากข้ึน โรงอาหารจะแออัด และมีคนเข้าแถวรอท่ี
รา้ นอาหารและรอทน่ี งั่ มากขึ้น ท�ำให้เกิดการแออดั และคนอยู่ใกลช้ ดิ กนั มีโอกาสติดเช้ือมากขนึ้ ตวั อยา่ ง
การเปล่ียนแปลงเพ่ือให้การระบายอากาศดีข้ึนคือ การลดความแออัดโดยแบ่งกันมาพักรับประทานอาหาร
หรือเหล่ือมเวลารบั ประทานอาหาร ท�ำให้การระบายอากาศในโรงอาหารนัน้ ท�ำงานไดต้ ามมาตรฐาน
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 73
การเปลี่ยนห้องที่มกี ารระบายอากาศไมด่ ี
เน่ืองจากมีแผนกต่างๆ ในโรงพยาบาลมากข้ึน บางคร้ังห้องท�ำงานบางห้องไม่มีระบบระบาย
อากาศท่ีดี หรือไม่มีหน้าต่าง ถ้าห้องรู้สึกอับ แสดงว่าการระบายอากาศไม่ดี ต้องมีการเติมอากาศเข้าใน
ห้อง หรือเปดิ ประตู หรือชอ่ งหนา้ ตา่ งทิ้งไว้ พยายามใช้หอ้ งทมี่ ีการระบายอากาศท่ดี หี รอื มีหน้าต่างแทน
พ้นื ท่ีท�ำงานซงึ่ มีพัดลมเพดาน
ท่ีท�ำงานบางแห่ง เป็นอาคารกว้าง และมีพัดลมบนเพดานหรือพัดลมบนหลังคา ที่ท�ำงานแบบนี้
เช่น แผนกซักฟอก แผนกโภชนาการ มักจะมีประตูกว้างและเปิดตลอดเวลา มีคนท�ำงานไม่มาก แต่
ส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่บริเวณใด บริเวณหนึ่ง ส่วนใหญ่การระบายอากาศจะดี แต่การท�ำงานแบบกระจุก
ท�ำใหม้ กี ารแพร่กระจายเช้อื ได้ แก้ไขโดยกระจายพนื้ ท่ีทำ� งานออกกเ็ พยี งพอ
ออฟฟิศที่มีระบบระบายอากาศ
ออฟฟิศขนาดใหญ่ท่ีมีระบบระบายอากาศแบบ central air โดยส่วนใหญ่จะต้ังไว้เป็น 80:20
recirculating เพ่ือเติมอากาศ โดยปกติคนที่ท�ำงานจะไม่ทราบว่าจะปรับอย่างไร จึงจะเพิ่มการเติม
อากาศ หรือมีการเติมอากาศเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีวิศวกรท่ีมีความรู้ด้านการระบายอากาศมาดูแล
ซึ่งอาจจะพบว่าการระบายอากาศได้ตามมาตรฐานหรือไม่ได้ตามมาตรฐานจะไดม้ ีการแกไ้ ข
2. การชบ้ี ง่ พ้ืนทซ่ี ่งึ มกี ารระบายอากาศไมด่ ี และการการควบคมุ โดยใช้ระดับคารบ์ อนไดออกไซด์
การประเมินความเสี่ยงล�ำดับแรกคือการชี้บ่งบริเวณท่ีมีการระบายอากาศไม่ดีในโรงพยาบาล
และควรปรบั ปรุงบรเิ วณเหลา่ นเี้ ปน็ ลำ� ดับแรกเพอื่ ลดความเสีย่ งในการตดิ ต่อของโรค โดย
l หาพน้ื ท่ที ่ีมกี ารทำ� งานโดยไม่มีระบบระบายอากาศใดๆ เช่น ไม่มีหนา้ ตา่ งท่เี ปดิ ได้ ประตูบานเดยี ว
หรือไม่มีพดั ลมระบายอากาศ
l ตรวจสอบระบบระบายอากาศเชิงกล ว่ามีการเติมอากาศเข้า มีการควบคุมอุณหภูมิ หรือไม่ ถ้า
เป็นเพียงการไหลเวียนอากาศภายใน และไม่มีการเติมอากาศ บริเวณน้ันจะถือว่าการระบาย
อากาศไมด่ ี
l หาบริเวณทีร่ ู้สึกอบั ชนื้ มกี ล่ิน
การควบคมุ โดยการใช้การตรวจ CO2
บุคลากรและคนไข้จะหายใจ CO2 ออกมา ถ้ามีจ�ำนวนมากในพ้ืนที่บ่งว่าจะต้องมีการปรับปรุง
ระบบระบายอากาศ ถึงแม้ว่าระดับ CO2 ไม่ใช่เป็นการวัดการสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง การควบคุมโดย
การใช้ CO2 จะชว่ ยหาบรเิ วณที่มีการระบายอากาศไมด่ ไี ด ้ มกี ารวัด CO2 หลายแบบ วธิ ีที่เหมาะสมทีส่ ุด
คอื การใช้ non - dispersive infared (NDIR) CO2 monitor.
74 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
จะใชก้ ารควบคมุ โดยตรวจ CO2 อย่างไร
ระดับ CO2 จะแตกต่างกันไปในอาคาร การวางท่ีวัดอยู่ในระดับศีรษะ และห่างจากหน้าต่าง
ประตู หรือ ท่ีเปิดของบริเวณเติมอากาศ และควรตรวจห่างจากผู้คน 50 ซม. เนื่องจากจะวัด CO2 ใน
ลมหายใจของคนนั้น ถ้าใกล้ไปก็ท�ำให้อ่านค่าผิดเป็นสูงเกินไป ปริมาณที่วัดได้จะแตกต่างกันระหว่างวัน
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจ�ำนวนคนท่ีอยู่ในห้อง กิจกรรม หรืออัตราการหายใจ การเปิดปิดประตูหรือ
หน้าตา่ งบอ่ ยๆ กม็ ผี ล จำ� นวนของ CO2 ในอากาศจะวัดเป็นหน่วย ส่วนตอ่ ล้านส่วน (parts per million -
ppm) ถ้าวัดได้ต่�ำมากเกินไป (ต่�ำกว่า 400 ppm) หรือสูงเกินไป (มากกว่า 1500 ppm) เป็นไปได้ที่จะ
วางเครื่องวัดไว้ผิด และต้องย้ายท่ีวัด เพ่ือให้ได้การอ่านผลท่ีถูกต้อง การตรวจวัดครั้งเดียวท�ำให้ได้ค่า
ไม่ถูกต้อง ตอ้ งทำ� หลายคร้งั ตลอดวันเพือ่ ให้ได้ค่าทถี่ กู ต้อง และค�ำนวณเป็นค่าเฉลี่ยตลอดเวลาท่ที �ำงานอยู่
นอกจากน้ีอาจจะตรวจซ�้ำในช่วงเวลาต่างๆ ของปี เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศภายนอกและ
มีผลต่อพฤติกรรมการท�ำงานเก่ียวกับการเปิดหน้าต่างและประตู เม่ือใช้ natural ventilation ผลท่ีได้
จะบอกว่าห้องไหนมีการระบายอากาศพอเพียง ก่อนการตรวจ จะต้องสอบเทียบ (calibrate) เครื่องมือ
ตรวจวดั ตามคำ� แนะน�ำของผู้ผลติ รวมทง้ั เปิดเครื่องให้เครื่องท�ำงานได้คงทก่ี ่อนระยะเวลาหน่ึง วดั บริเวณ
ที่ต้องการหลายๆ คร้ัง ในห้องขนาดใหญ่อาจต้องมีจุดวัดหลายแห่ง วัดในขณะที่มีการท�ำงานตามปกติ
บันทึกผล CO2 ที่ได้ จ�ำนวนคนในห้อง ชนิดของการระบายอากาศท่ีใช้ในขณะนั้น การวัด CO2 เป็น
แนวทางกวา้ งๆ ในการระบวุ า่ การระบายอากาศเปน็ อยา่ งไร
ถ้าระดับ CO2 นอกอาคารอยู่ระหว่าง 400 ppm และในอาคารน้อยกว่า 800 ppm ถือว่า
ห้องนั้นมีการระบายอากาศท่ีดี ถ้าค่าเฉล่ียของ CO2 ได้เท่ากับหรือมากกว่า 1500 ppm ในช่วงท่ีมี
การท�ำงาน บ่งว่ามีการระบายอากาศที่ไม่ดี ควรแก้ไข แต่ถ้าในห้องมีการพูดคุยตลอดเวลา หรือมีการ
ออกแรงมาก จะต้องใหก้ ารระบายอากาศเพียงพอเพื่อใหร้ ะดับ CO2 ต่ำ� กว่า 800 ppm
การตรวจวัด CO2 ใช้ไม่ได้ผล ในบริเวณท่ีมีเคร่ืองฟอกอากาศ (air cleaning units) ซ่ึงกรอง
เชอ้ื โรค แตไ่ มไ่ ด้กรอง CO2 ออก ในอาคารหรอื ห้องเปดิ ขนาดใหญท่ ี่มีเพดานสงู เชน่ หอ้ งโภชนาการ หรอื
โรงอาหาร ท�ำให้ไม่แน่ใจว่าอากาศน้ันมีการไหลเวียนผสมกันดีหรือไม่ ท�ำให้การวัดระดับ CO2 ไม่ถูกต้อง
การวดั จะมีข้อจำ� กดั ในห้องทีไ่ มค่ ่อยมีคนใช้ เช่นในห้องเปล่ียนเส้ือผา้ สำ� หรบั X ray หรือในหอ้ งขนาดใหญ่
ทมี่ ีคนใชเ้ พียงหนงึ่ หรือสองคน ตารางดา้ นล่างจัดทำ� โดย Scientific Advisory Group for Emergencies
(SAGE) 1ใช้ส�ำหรับการวัดระดับ CO2 ซึ่งเป็นการให้ตัวอย่าง แต่ต้องค�ำนึงเสมอว่าในทุกห้องหรืออาคาร
จะแตกตา่ งกัน จะต้องดูว่าการตรวจวดั ระดับ CO2 จะเหมาะสมหรือไม่
1EMG-SPI-B: Application of CO2 monitoring as an approach to managing ventilation to mitigate SARS-CoV-2
transmission. Accessed 15 June 2021. From: https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/
uploads/attachment_data/file/992966/S1256_EMG_SPI-B_Application_of_CO2_monitoring_as_an_approach_to_
managing_ventilation_to_mitigate_SARS-CoV-2_transmission.pdf
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 75
ตารางที่ 2 แสดงลักษณะของห้องและการควบคุมโดยการวดั ระดบั CO2
ลกั ษณะของหอ้ ง ตวั อยา่ ง ความเหมาะสมในการวดั CO2
ใชไ้ ดแ้ ตต่ ้องแปลผลดๆี เน่อื งจาก
ห้องขนาดเลก็ กว่า 50 ตารางเมตร ออฟฟศิ หรอื ห้องประชุม จะข้ึนกับเวลาที่ใชห้ ้อง
มีจำ� นวนคนพอเหมาะท�ำงาน ขนาดเล็ก จะได้ผลไมเ่ ท่ียงตรง
ไม่มากกวา่ หนงึ่ ชวั่ โมง เหมาะสมในการตรวจวัด จะดีข้นึ
ถ้ามคี นใช้จำ� นวนมาก
หอ้ งขนาดเลก็ กวา่ 50 ตารางเมตร หอ้ งเปลยี่ นเส้อื ผ้า
มกี ารใชเ้ ป็นเวลาส้นั ๆ เหมาะสมในการตรวจวัด จะดีขน้ึ
ถา้ มคี นใช้จำ� นวนมาก และตอ้ ง
ห้องขนาดกลาง 50 - 320 ตารางเมตร ออฟฟศิ ขนาดใหญข่ นึ้ ดูช่วงเวลาการตรวจด้วย
มคี นใช้พอสมควรและใชม้ ากกวา่ และห้องประชุม เหมาะในการตรวจในบริเวณท่ใี ช้
1 ชวั่ โมง ห้องเรยี น หอ้ ง brake แตอ่ าจต้องตรวจหลายคร้งั เพื่อ
ห้องออกก�ำลัง ใหไ้ ด้ผลท่ีถกู ต้อง
จะได้ผลไมน่ า่ เชื่อถือ
ห้องขนาดกลาง 50 - 320 ตารางเมตร ออฟฟิศขนาดใหญ่ขนึ้
มีคนใช้เปน็ ระยะเปน็ ช่วงเวลาสน้ั ๆ และหอ้ งประชมุ
ห้องเรยี น ห้อง brake
ห้องออกกำ� ลัง
หอ้ งขนาดใหญ่ มากกวา่ 320 ตาราง หอ้ งประชมุ ขนาดใหญ ่
เมตร มีคนใช้พอสมควร เปน็ ระยะ หอ้ ง lecture
เวลานาน ตึกผู้ปว่ ยสามญั
ห้องขนาดใหญ่ มากกว่า 320 ตาราง ห้องโถงตอ้ นรับ หรือ
เมตร มีคนใช้พอสมควร เปน็ ระยะ OPD
เวลานาน มีคนใช้เปน็ ระยะเวลาสน้ั ๆ
76 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
ตารางท่ี 3 แสดง ระดับ CO2 และแนวทางการระบายอากาศในประเทศตา่ งๆ ในกรณี COVID -19
หนว่ ยงาน ค่ามาตรฐาน การเข้าถงึ
WHO 10 l/s/person, https://www.who.int/publications/i/item/
6ACH in healthcare 9789240021280
settings, CO2 not
indicated
USA (CDC) 800ppm is https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-
suggested as a ncov/community/ventilation.html
broad indicator
EU (ECDC) 800-1000ppm https://www.ecdc.europa.eu/sites/default/files/
documents /Heating-ventilation-air-conditioning-
systems-in-the-context-of-COVID-19-first-update.pdf
EU (REHVA) 10 l/s/p or 950ppm https://www.rehva.eu/activities/covid-19-guidance/
over long time, rehva-covid-19-faq
800ppm over
shorter time
Germany 1000ppm https://www.umweltbundesamt.de/en/press/
pressinformation/proper-airing-reduces-risk-of-sars-
cov-2-infection
France 800ppm https://www.hcsp.fr/explore.cgi/
avisrapportsdomaine?clefr =946
Japan Japan offices https://www.covid19-ai.jp/en-
below 1000ppm, us/organization/aist/articles/article001
schools below
1500ppm
Ireland 800ppm in schools https://www.hpsc.ie/a-
z/respiratory/coronavirus/novelcoronavirus/
guidance/employersemployeesguidance/
Guidance%20on%20non%20HCbuilding%
20ventilation%20during%20COVID-19.pdf
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 77
3. การประเมนิ การระบายอากาศในสถานทท่ี �ำงาน
มีปัจจัยในการพิจารณาหลายอย่าง แต่ต้องให้แน่ใจว่ามีการเติมอากาศบริสุทธ์ิเข้ามาในสถานท่ี
ท�ำงานเพียงพอโดยใช้
1. การใชก้ ารระบายอากาศตามธรรมชาติ (natural ventilation) โดยอากาศบริสทุ ธ์ิเข้ามาผ่าน
การเปิดหน้าต่าง ประตู หรอื ชอ่ งระบายอากาศ ซงึ่ เรียกวา่ passive airflow
2. การระบายอากาศเชงิ กล โดยมีพัดลมและท่อน�ำอากาศบรสิ ทุ ธิ์เขา้ มาจากภายนอก
มีการใช้การระบายอากาศหลายแบบในโรงพยาบาล ต้องท�ำรายการห้องหรือตึกที่ต้องมีการ
ระบายอากาศที่ดี โดยการดูแผนผังทางวิศวกรรมหรือเดินส�ำรวจ ซ่ึงต้องเดินดูทุกห้อง รวมทั้งบริเวณที่
brake โรงอาหาร ถ้าบอกไม่ได้ว่ามกี ารระบายอากาศดีหรือไม่ ใหค้ ดิ วา่ น่าจะมกี ารระบายอากาศที่ไมด่ ี
การมีคนท�ำงานอยู่ในที่เดียวกันมากๆ จะมีความเส่ียงท่ีมีคนติดเช้ืออยู่ในบริเวณน้ันมากขึ้น โดย
เพิ่มความเสี่ยงท่ีจะสัมผัสกับละอองฝอย ให้พิจารณาว่ามีคนอยู่ในห้องน้ันๆ เท่าไร เป็นเวลานานเท่าไร
ท้ังวันหรือไปๆ มาๆ ให้ดูขนาดห้อง ถ้าห้องใหญ่มากจะลดความเส่ียงเพราะบริเวณที่มากขึ้นจะช่วยลด
ปริมาณความเข้มข้นของเชื้อโรค และน่าจะมีการออกแบบการระบายอากาศไว้ บันทึกกิจกรรมท่ีท�ำ
ในบริเวณน้ัน ดูว่ามีกิจกรรมท่ีต้องออกแรงหรือไม่ ซ่ึงจะท�ำให้หายใจแรง การ suction กระตุ้นให้ไอ
เหล่านี้ท�ำให้มีละอองฝอยออกมาเพิ่มความเส่ียงในการติดเช้ือ กิจกรรมเหล่านี้จะเพ่ิมความเสี่ยงแม้จะมี
การระบายอากาศท่ีดี ถ้าเป็นไปได้ควรย้ายกิจกรรมเหล่านี้ไปท�ำในห้องเฉพาะ เช่นในห้อง negative
pressure
อะไรท่มี ผี ลต่อการระบายอากาศ
อุปกรณ์ขนาดใหญ่ เครื่องมือหรือสิ่งของท่ีขวางการไหลเวียนอากาศในห้อง โต๊ะเก้าอี้ ฉากกั้น
แม้แต่ตัวคนก็ท�ำให้อากาศหมุนวนหรือหยุดน่ิง ให้ลองพิจารณาเคล่ือนย้ายสิ่งของออก ไม่ควรใช้พัดลม
ต้ังโต๊ะหรือพัดลมเพดานในท่ีซึ่งการระบายอากาศไม่ดี การใช้ตัวดูดอากาศเฉพาะ ซึ่งเป่าออกภายนอก
จะช่วยท�ำใหก้ ารระบายอากาศภายในหอ้ งดีขึน้
มรี ะบบระบายอากาศทซ่ี บั ซ้อนอย่ภู ายในหรอื ไม่
โรงพยาบาลอาจจะมีระบบระบายอากาศที่ซับซ้อนเช่น มีอาคารเก่า หรือ ตัวตึกมีหลายช้ันและ
แต่ละห้องก็ใช้ระบบระบายอากาศแตกต่างกัน ถ้ามีระบบระบายอากาศซับซ้อนจ�ำเป็นท่ีจะต้องให้วิศวกร
การระบายอากาศมาดแู ล โดยสามารถประเมนิ ความเสีย่ งได้จากแบบฟอรม์ 2 ใน https://breathefreely.
org.uk/ventilation-tool/ ซ่ึงจัดท�ำโดย The British Occupational Hygiene Society ร่วมกับ
Health and Safety Executive.
2 Breathe Freely. Ventilation tool. Accessed 12 June 2021. Available from: https://breathefreely.org.uk/ventilation-tool/
78 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
4. การปรบั ปรุงการระบายอากาศ
ปกติอาคารจะมีการออกแบบการระบายอากาศท่ีดี การเปิดประตูหรือหน้าต่างเพียงเล็กน้อย ก็จะ
ช่วยในการเติมอากาศบริสุทธ์ิเข้าในอาคาร ถ้าอาคารออกแบบมาให้ใช้การระบายอากาศแบบธรรมชาติ
แต่ไม่เปิดหน้าต่างหรือประตู การระบายอากาศก็จะไม่มีประสิทธิภาพ อย่าเปิดทางหนีไฟท้ิงไว้ การเติม
อากาศเขา้ ในอาคารบอ่ ยๆ จะชว่ ยท�ำใหก้ ารระบายอากาศดขี ึ้น โดยเฉพาะถ้าไม่มีใครอยใู่ นหอ้ ง
ไม่ควรใช้การหมุนเวียนอากาศจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง (recirculate air) การใช้การปรับ
อากาศโดยหมุนเวียนอากาศกลับมาใช้นั้นจะไม่ท�ำให้เช้ือโรคเจือจาง ถ้าไม่มีการเติมอากาศจากภายนอก
เข้ามา ซึ่งก็คือการเปิดหน้าต่างหรือประตู ระบบการหมุนเวียนอากาศกลับมาใช้นั้น (รวมท้ังเครื่องปรับ
อากาศ) อาจจะบ่งถงึ การทก่ี ารระบายอากาศไมด่ ี เพยี งเพื่อให้ทำ� งานสบายขน้ึ สามารถท�ำใหม้ ีการระบาย
อากาศทีด่ ี เพ่อื ให้ทำ� งานสบายขน้ึ โดย
1. แงม้ หน้าตา่ งหรอื ประต ู ถา้ อณุ หภมู หิ ้องเย็นเกินไป
2. เปิดช่องหนา้ ต่างดา้ นบน จะทำ� ให้อากาศร้อนหมนุ เวียนออกไป และเกิดการไหลวนของอากาศ
3. ในห้องทม่ี กี ารทำ� งาน และตอ้ งใช้การระบายอากาศธรรมชาติ การเติมอากาศโดยเปิดหน้าตา่ ง
และประตูให้กว้างท่ีสุดจะช่วยเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าได้มากข้ึน โดยอาจจะท�ำเม่ือคนท�ำงาน
ในห้องนั้นออกไปพัก เช่น สัก 10 นาทีต่อชั่วโมงก็ช่วยลดเชื้อโรคในอากาศ ซึ่งขึ้นกับขนาด
ของหอ้ ง
4. ถา้ ในหอ้ งอากาศเยน็ ควรใสเ่ สอื้ หนาวเพอ่ื ให้ท�ำงานสบายขึน้
การประเมนิ การระบายอากาศโดยการเกบ็ ตวั อยา่ งจุลนิ ทรียใ์ นโรงพยาบาล
จุลินทรีย์ซึ่งท�ำให้เกิดโรคในโรงพยาบาล ได้แก่ แบคทีเรีย เช้ือรา และไวรัส พบเป็นเช้ือท่ีอยู่ใน
คนไข้ แต่ก็อาจเกิดจากบุคลากรทางการแพทย์ และจากส่ิงแวดล้อม โดยเฉพาะเม่ือสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่ง
ของเชื้อเอง (เช่น ในน�้ำ อากาศ และพ้ืนผิววัสดุ) เช่น เชื้อ Legionella spp. หรือ Pseudomonas
aeruginosa ซ่ึงแยกได้จากแหล่งน�้ำในโรงพยาบาล เช้ือไวรัส SARS-CoV-2 จากในอากาศ สปอร์ของ
เช้ือราในห้องผ่าตัด ดังนั้น การควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลก็เป็นวิธีที่ดีในการลดการติดเชื้อ
ภายในโรงพยาบาล มีงานวิจัยสนับสนุนว่าควรมีการเฝ้าระวังจุลินทรีย์ในอากาศ ได้แก่ อัตราการติดเชื้อ
ในการใส่ข้อเทียมมีความสัมพันธ์กับจ�ำนวนแบคทีเรียในอากาศซ่ึงอยู่ในแผล และในโรงพยาบาล การใช้
ระบบ HEPA สามารถกำ� จัดเชือ้ ออกได้ท้งั หมด
จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในอากาศจะอยู่ในรูปแบบของ aerosols โดยมีท้ังแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส
และสปอร์ aerosols คอื อนุภาคของแขง็ หรอื ของเหลวทีแ่ ขวนลอยในอากาศ การพูดเพียง 5 นาที และ
การไอ ท�ำให้มี aerosols ออกมากถึง 3,000 droplet nuclei การจามท�ำให้มีการกระจายถึง 40,000
droplets ซ่ึงจะระเหยเป็นอนุภาคขนาด 0.5 - 12 ไมครอน อนภุ าพในรูปแบบแบคทเี รียจะมีการแตกต่าง
กันในขนาดจาก 1 - 50 ไมครอน โดยมีทั้ง ก้อนของแบคทีเรีย ฝุ่น และสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์
โดยปัจจัยท่ีบ่งถึงการมีชีวิตของจุลินทรีย์ข้ึนกับ ตัวกลางท่ีมันแขวนลอยอยู่ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 79
ความไวต่อออกซิเจน และการสัมผัสกับ UV หรือคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนใหญ่จุลินทรีย์ จะไม่มีชีวิต
นานในอากาศถ้าไม่มีส่วนห่อหุ้ม เช่น สารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์ จุลินทรีย์ที่ทนต่อความแห้ง เช่น
Staphylococcus spp., Sterptococcus spp. และ สปอร์ของเช้ือรา จะอยู่ในอากาศได้นาน และถูก
พาไปไกลจากแหล่งก�ำเนิดได้ และแม้จะตกลงบนพื้นผิวก็สามารถเป็น airborne อีกคร้ังโดยการปัดกวาด
หรือท�ำเตียง จากการศึกษาของ Stein and Reynolds (2000) พบว่า เชื้อราและเช้ือแบคทีเรียจะ
สามารถเจริญเติบโตไดเ้ ป็นอย่างดที ่อี ุณหภมู ิ 20 - 35 องศาเซลเซียส ความชืน้ สมั พัทธ์ 20 - 35 เปอร์เซ็นต์
โดยท่ีต้องมีปัจจัยที่จ�ำเป็นอ่ืนๆ อย่างพอเพียง ได้แก่ ปริมาณน�้ำ ก๊าชออกซิเจน และอาหารเล้ียงเช้ือซ่ึง
อาจอยู่ในรูปของเซลลโู ลสหรือโปรตีนอื่น โดยทปี่ จั จยั ท่เี ป็นอุปสรรคตอ่ การเจริญเติบโตท่ีส�ำคญั คือรังสี UV
มีการศึกษา โดยการเก็บตัวอย่างอากาศจากหน่วยงานที่แตกต่างกัน 9 หน่วยงานในโรงพยาบาล ก�ำหนด
ช่วงเวลาในการเก็บตัวอย่างอากาศ ได้แก่ 8:00 - 10:00 น. 12:00 - 14:00 น. และ 16:00 - 18:00 น.
โดยอาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้ คือ Nutrient Agar และ Potato Dextrose Agar ท�ำการบ่มเช้ือที่อุณหภูมิ
37 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 24 - 48 ชว่ั โมง เพอ่ื ท�ำการนบั โคโลนแี ละจ�ำแนกเชือ้ พบวา่ จ�ำนวนประชากร
ของแบคทีเรียอยู่ระหว่าง 3.0 - 76.0 CFU/ลบ.ม. โดยชนิดของแบคทีเรียที่พบคือ Staphylococcus
Aureus, Staphylococcus Epidermis, Escherichia Coli, Bacillus spp. และ Proteus Miabilis
อีกท้ังยังพบว่า จ�ำนวนของแบคทีเรียมากที่สุดน้ัน อยู่ในพ้ืนที่ของหน่วยงานการรักษาฉุกเฉิน ส่วนจ�ำนวน
ของเชอ้ื ราอยรู่ ะหว่าง 6.0 - 4.7 CFU / ลบ.ม. ซง่ึ พบมากทส่ี ดุ ในแผนกฉุกเฉินเชน่ กัน
ในการวิจัยและทดสอบเร่ืองคุณภาพอากาศในด้านท่ีเกี่ยวข้องกับเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศนั้น ระยะ
เวลาการเก็บท่ีเหมาะสมเป็นสิ่งส�ำคัญมากส�ำหรับการเก็บโดยใช้เคร่ืองมือเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในอากาศ
Andersen Impactor แบบช้นั เดยี ว เพราะไมส่ ามารถกระจายเชือ้ ไปยังชัน้ อืน่ ๆ พบแบคทเี รียปนเปื้อนใน
อากาศในห้อง ICU ของท้งั เดก็ และผู้ใหญ่ท่เี หมือนกนั ทั้งหมด 4 ชนิด คือ Staphylococcus Coagulase
Negative, Bacillus spp., Acinetobacter spp. และมีเชื้อที่พบต่างกัน คือ E.coli, Klebsiella
Pneumonia pp. ที่พบเฉพาะในห้อง ICU เฉพาะเด็ก และ Proteus mirabilis ท่ีพบเฉพาะห้อง ICU
ของผู้ใหญ่พบแบคทีเรียเฉล่ียท้ังหมดในห้อง ICU เด็กและ ICU ผู้ใหญ่ 83.04 และ 48.54 CFU/dm2
ตามลำ� ดับ เมือ่ เทียบกบั ดชั นชี ว้ี ดั จุลนิ ทรยี ค์ ุณภาพอากาศแลว้ ถือว่ายงั อยใู่ นเกณฑ์พอใช้ อีกทง้ั พบปรมิ าณ
เช้อื แบคทเี รยี บนโตะ๊ หวั เตยี งและกอ๊ กน�ำ้ ท่ีอ่างลา้ งมอื มีคา่ เกนิ มาตรฐานอกี ด้วย
การเก็บตัวอย่างอากาศ จะสามารถใช้ประเมินการปนเปื้อนแบคทีเรียในส่ิงแวดล้อมในที่มี
ความเส่ียงต่อการติดเช้ือสูง และยังช่วยตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศ (conditioned
and Controlled Ventilation System - CCVS) รวมทัง้ กระบวนการปลอดเชอื้ ของทมี งานด้วย อย่างไร
ก็ตามถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยตีพิมพ์ออกมาจ�ำนวนมาก แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงถึงวิธีเก็บตัวอย่างที่ใช้ ความถี่
ของการเก็บ รวมถึงประโยชน์ของการตรวจสอบนนั้ ดว้ ย
ในการเก็บตัวอย่างแบบ active monitoring มีการเก็บอากาศตามปริมาตรที่ก�ำหนดไว้ผ่าน
เคร่ืองมือท่ีเก็บอนุภาคไว้ โดยเป็นการเก็บเพ่ือหาปริมาณโดยการเพาะเชื้อ และวัดเป็นขนาด CFU
(colony forming unit) / ลบ.ม. อากาศ ระบบน้ีใช้เม่ือปริมาณแบคทีเรียมีขนาดไม่มาก เช่น ในห้อง
80 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
ผ่าตัดและบริเวณอ่ืนท่ีมีการควบคุมในโรงพยาบาล วิธีการเก็บโดยการดูดอากาศ เป็นวิธีการเก็บตัวอย่าง
จุลินทรีย์ท่ีปนเปื้อน อยู่ในอากาศ ท�ำได้โดยต่อเครื่อง Andersen Impactor ท่ีมีอาหารเลี้ยงเชื้อบรรจุ
อยู่ภายในเข้ากับปั๊มดูดอากาศ จากน้ันท�ำการดูดอากาศด้วยอัตรา 28.3 ลิตร/ลบ.ม. เป็นเวลา 20 นาที
ไดป้ ริมาตรอากาศ 0.566 ลูกบาศกเ์ มตร แลว้ นำ� จานเพาะเชือ้ ท่ีได้ไปอบทีอ่ ณุ หภูมิ 35 - 37 องศาเซลเซยี ส
นาน 24 - 48 ชั่วโมง นับจ�ำนวน colony ของแบคทีเรียท่ีข้ึนบนอาหารเลี้ยงเช้ือโดยนับแยก colony
ท่ีเหมือนกัน และพิสูจน์เชื้อจุลินทรีย์ ค�ำนวณและรายงานผลเป็น CFU/m3 โดยอาหารเล้ียงเช้ือที่ใช้ คือ
Blood Agar และ MacConkey Aga สำ� หรับเชอ้ื แบคทีเรีย ส่วนเชอ้ื ราใช้ Sabouraud Dextrose Agar
(SDA) ท้ังน้ีก่อนท�ำการเก็บตัวอย่างทุกครั้งต้องท�ำความสะอาดเคร่ืองมือด้วยแอลกอฮอล์ 70 % เพื่อ
ฆ่าเช้ือที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่อง Andersen Impactor และในระหว่างการเปลี่ยนชุดของอาหารเลี้ยงเชื้อ
ก็ต้องท�ำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70 % เช่นกันเพ่ือฆ่าเช้ือที่อาจหลงเหลืออยู่ ส่วน BioSampler
ท่ีมี TWEEN 80 บรรจอุ ยู่ 20 ml ได้ท�ำการเปิดป๊ัมให้มีอตั ราดดู อากาศ 12.5 L/min เปน็ เวลา 45 นาที
ได้ปริมาตรอากาศเป็น 0.563 ลูกบาศก์เมตร แล้วจึงน�ำ TWEEN 80 ไปวิเคราะห์หาเช้ือจุลินทรีย์ในห้อง
ปฏิบัติการ โดยน�ำ TWEEN 80 มา 0.1 ml เทใสใน Petri dish ซ่ึงมีอาหารเล้ียงเชื้อแต่ละชนิดบรรจุ
อยู่และใช้ spreader เกล่ยี ให้ทั่วผิวหน้าของ plate แลว้ น�ำจานเพาะเชอ้ื ที่ได้ไปอบเหมอื นวธิ ี Anderson
Impactor ทงั้ น ้ี BioSampler ต้องผ่านการฆา่ เชื้อโดยการ sterilize ก่อนน�ำไปเกบ็ ตัวอยา่ ง
การเกบ็ ตัวอย่างแบบ Passive monitoring โดยการวางเพลท ซึ่งเป็น Petri dishes มาตรฐาน
ท่ีมี culture media ซ่ึงจะวางให้สัมผัสอากาศในระยะเวลาหน่ึงเพ่ือเก็บจุลินทรีย์ซ่ึงตกลงมา และฝังตัว
ในที่อาหารเพาะเล้ียง แล้วน�ำไปใส่ตู้เพาะเชื้อ ผลจะออกมาเป็น CFU/plate/ เวลา หรือ CFU/ลบ.ม./
ชั่วโมง ผู้วิจัยบางท่านนิยมวิธีแบบ passive เพราะประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้องเน่ืองจากเป็นการ
วัดส่วนที่เป็นอันตราย ที่ตกลงมากอยู่ในพ้ืนผิววิกฤติ เช่น ในแผลผ่าตัดหรือเครื่องมือในห้องผ่าตัด
การเก็บตัวอย่างอากาศเก็บตามวิธีมาตรฐาน ได้แก่ วิธี Open Plate ใช้การเก็บตัวอย่างตามวิธีการ
1/1/1 scheme ของ Index of Microbial Air Contamination (IMA) โดยใช้จานอาหารเพาะเชอื้ ทีม่ ี
เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร (พ้ืนที่ภายในจานขนาด 64 ตารางเซนติเมตร) ในการเก็บตัวอย่าง
โดยจุดเก็บตัวอย่างอยู่สูงจากพื้น 1 เมตร ห่างจากผนัง 1 เมตร ใช้ระยะเวลาในการเก็บตัวอย่างเช้ือ
ระยะเวลา 1 ช่วั โมง อนภุ าคทมี่ ีขนาดใหญ่จะตกลงสูอ่ าหารเล้ยี งเช้ือได้เร็วกว่าอนุภาคทเี่ ล็กกว่า (ในอัตรา
1 เซนติเมตร / วินาที) โดยวางต�ำแหน่งจานอาหารเลี้ยงเชื้อในต�ำแหน่งท่ีก�ำหนด จากนั้นบ่มที่อุณหภูมิ
36+/- 1 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และส�ำหรับเชื้อราบ่มที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 3 - 5 วัน
จากน้ันจึงท�ำการตรวจนับจ�ำนวน colony ท�ำการเปรียบเทียบจ�ำนวน colony ที่นับได้กับค่ามาตรฐาน
โดยที่ค่า IMA สามารถแบ่งคุณภาพอากาศออกเป็น 5 ระดับ และมีการปรับค่าดัชนีน้ีเป็นหน่วยของ
colony ของเช้ือต่อพื้นที่ตารางเดซิเมตรต่อช่ัวโมง (CFU/dm2/h) ดังตารางท่ี 4
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 81
ตารางท่ี 4 แสดงคุณภาพอากาศด้านจุลินทรีย์ ตามมาตรฐาน IMA ในหน่วยของ CFU/dm2/h และ
ระดบั การประเมนิ
IMA value CFU/dm2/h Class
0 - 5 0 - 9 Very good
6 - 25 10 - 39 Good
26 - 50 40 - 48 Fair
51 - 75 85 - 124 Poor
≥ 76 ≥ 125 Very poor
มีการศึกษาหลายช้ินที่พยายามเปรียบเทียบจ�ำนวนจุลินทรีย์ท่ีเก็บได้ ผ่านทางวิธีการเก็บตัวอย่าง
ชนิด active และ passive แต่ก็ยังไม่ได้ผลสรุป แต่ก็มีงานวิจัยสนับสนุนการเก็บแบบ passive และ
มีการศึกษา พบว่า Andersen Impactor และ Open Plate ให้ผลท่ีใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นท้ังชนิด
และปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ท่ีพบ โดยข้อดีของ Andersen Impactor คือ ใช้ระยะเวลาเก็บตัวอย่าง
จลุ นิ ทรีย์ในอากาศเพยี ง 10 - 20 นาที และยงั สามารถใหข้ ้อมูลของการกระจายตวั ของจลุ นิ ทรยี ์ตามขนาด
ของอนุภาคไดอ้ ีกด้วย แต่ข้อจ�ำกดั คือ Andersen Impactor มรี าคาท่แี พงมาก และมีความยงุ่ ยากในการ
เก็บตัวอย่าง ส่วน Open plate มีราคาถูกและไม่มีความยุ่งยากในการเก็บตัวอย่าง ใช้เพียงจานอาหาร
เพาะเชื้อเท่าน้ัน ไม่มีเสียงดังรบกวนในการเก็บตัวอย่าง แต่ข้อจ�ำกัดคือต้องหาเวลาท่ีเหมาะสมก่อนและ
ต้องมีจ�ำนวน plate มากพออย่างน้อย 2 - 3 plates จึงจะได้ชนิดของจุลินทรีย์ครอบคลุมเทียบเท่ากับ
ท่พี บใน Andersen Impactor ได้
การเกบ็ จุลินทรยี ์ในอากาศใช้เพือ่ หาจ�ำนวนและชนิดของจุลนิ ทรยี ์ หรืออนภุ าค ในอาคาร การใช้
การเก็บตัวอย่างอากาศเพ่ือควบคุมคุณภาพยังมีปัญหาอยู่ เนื่องจากไม่มีมาตรฐานคุณภาพอากาศท่ีเป็น
ท่ียอมรับ การเก็บตัวอย่างเป็นเพียงการเก็บ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และอาจถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น
การเคลื่อนไหวของคนหรือส่ิงของในอาคารน้ัน ผู้เข้าเย่ียมหน่วยงาน อุณหภูมิ ระยะเวลาของวันน้ันหรือ
ของปีน้ัน ความชื้นสัมพัทธ์ จ�ำนวนสัมพัทธ์ของอนุภาคหรือจุลินทรีย์ และ เคร่ืองมือเก็บตัวอย่างอากาศ
เพ่ือให้เป็นประโยชน์ ผลการเก็บตัวอย่างจะต้องเปรียบเทียบกับท่ีน�ำมาจากท่ีอื่น ในสภาพแตกต่าง หรือ
ระยะเวลาที่ตา่ งกัน
ก่อนปี 1970 โรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการจัดตารางการเพาะเชื้อในอากาศและ
ในสภาพแวดล้อมการท�ำงาน รวมทั้งพ้ืนผิวอาคาร โต๊ะ เก้าอ้ี ต่างๆ แต่ต่อมาหลังจากปี 1970 ทาง
ศูนย์ควบคุมโรค (CDC) และสมาคมโรงพยาบาลอเมริกัน ได้งดการตรวจเป็นประจ�ำไป เนื่องจากจ�ำนวน
การติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ไปด้วยกันกับระดับของเชื้อจุลินทรีย์ท่ีปนเปื้อนในอากาศหรือพื้นผิวใน
ส่ิงแวดล้อม และเนื่องจากไม่มีระดับมาตรฐานที่บอกว่าปนเปื้อนเท่าไรจึงจะเป็นอันตราย ระหว่างปี
1970 - 1975 หนึ่งในสี่ของโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาลดการตรวจส่ิงแวดล้อมแบบเป็นประจ�ำ และ
82 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
ยังคงมีการลดการตรวจลงเร่ือยๆ อย่างไรก็ดี วิธีน้ียังมีประโยชน์ ปัจจุบันมีข้อบ่งชี้ในการใช้การตรวจ
จุลนิ ทรยี ์ในสง่ิ แวดล้อมโรงพยาบาลอยู่ 4 ขอ้ คอื
1. เพื่อสนับสนุนการตรวจการระบาดของโรคหรือการติดเชื้อในทางระบาดวิทยา โดยการเพาะ
เช้อื นจ้ี ะต้องสนับสนนุ ข้อมูลทางระบาดวิทยา ถ้าไม่มีการวางแผนและการจดั การหลังจากนน้ั ก็ไมค่ วรทำ�
2. ใช้ในการท�ำวิจัย โดยมีการออกแบบงานวิจัยเป็นอย่างดี และการท�ำควรจะได้ข้อมูลใหม่ๆ
เก่ียวกับการติดเช้ือของบุคลากรในโรงพยาบาล ตัวอย่างที่ท�ำกันคือ การศึกษาการปนเปื้อนแบคทีเรีย
เปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อในบุคลากรในโรงพยาบาลเก่าและแผนกใหม่ท่ีเปิดก่อนและหลังจากการเปิด
ไม่นาน
3. เพ่ือควบคุมสภาพที่อาจเป็นอันตราย ดูว่ามีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายหรือไม่ และใช้ตรวจสอบ
การจัดการสง่ิ คกุ คามนัน้ โดยการตรวจตวั อยา่ งจลุ นิ ทรยี ์ในอากาศนใ้ี ชเ้ พ่อื
3.1 การค้นหา bioaerosols ท่ีปล่อยออกมาจากการใช้เครือ่ งมือทางการแพทย์ เช่น การใช้
ultrasonic cleaner และเพ่อื ดวู า่ การซ่อมแซมสามารถกักเกบ็ เช้อื ไดห้ รอื ไม่
3.2 ค้นหาการปล่อยสารชีวภาพเพ่ือการก่อการร้ายในอาคารและตรวจว่าสามารถจัดการ
ไดแ้ ลว้ หรือไม่
3.3 ใช้ตรวจทางสุขศาสตร์อตุ สาหกรรม เพือ่ ความปลอดภัย เช่น การควบคุม sick building
4. เพอื่ ประกันคณุ ภาพในการเปลยี่ นการปฏบิ ัตเิ พอื่ ควบคุมการตดิ เชือ้
มีการศึกษาหนึ่งซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของการสอบสวนการระบาดของการติดเชี้อ aspergillosis ใน
บุคลากร มีการหาปรมิ าณสปอร์ของ aspergillus เพอ่ื ประเมินประสทิ ธิภาพของการปิดประตูและหนา้ ต่าง
ในห้องของโรงพยาบาล ระหว่างมีการก่อสร้างตึกที่อยู่ด้านข้าง การศึกษาส่วนใหญ่แสดงถึงว่าการระบาด
สามารถควบคุมโดยการใช้ hand hygiene และน�้ำยาฆ่าเชื้อในส่ิงแวดล้อม อย่างไรก็ดีการติดเชื้อใน
อากาศยังไม่มีงานวิจัยท่ีมากพอ เช่น เช้ือวัณโรคท่ีสามารถแพร่ทางอากาศได้ และท�ำให้เกิดการระบาด
ในโรงพยาบาล การศึกษาที่ผ่านมาเน้นไปท่ีแบคทีเรียแต่ไม่มีการศึกษาในไวรัส ในอากาศ มีผู้พยายาม
ศึกษาถึง SARS-CoV-2 ในอากาศ โดยใช้วิธีการสุ่มตรวจทางอากาศหาไวรัสโดยตรง แต่ก็ยังมีปัจจัย
ปนเปื้อนอยู่เป็นจำ� นวนมาก
ความส�ำคัญของการกระจายของเชื้อไวรัสผ่านละอองฝอยในอากาศขนาดเล็ก (aerosols) เป็น
กลไกกระจายเชื้อส�ำคัญท่ีท�ำให้การระบาดของ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นกลไกการแพร่กระจายเช้ือแบบหน่ึง
กลไกแบบอื่นๆ เช่น การกระจายผ่านละอองขนาดใหญ่จากทางเดินหายใจ ซึ่งจะตกลงใกล้กับบริเวณ
ที่มันออกมา และการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณท่ีปนเปื้อนเช้ือ โดยเฉพาะในเวลาท่ี PPE หายาก จึงควร
มีการป้องกันโดยการดูแลระบบระบายอากาศด้วย เนื่องจากข้อมูลหลักฐานว่า COVID-19 อาจจะ
กระจายแบบ airborne ยังไม่สมบูรณ์ บางโรงพยาบาลจึงมีการศึกษาโดยการเก็บเชื้อ SARS-CoV-2
จากตัวอย่างอากาศ ซ่ึงพบเช้ือไวรัสขนาดน้อย แสดงว่ามีแนวโน้มที่ไวรัสจะกระจายทางอากาศได้ ใน
ประเทศสิงคโปร์มีงานวิจัยพบเชื้อจากตัวอย่างอากาศในห้องแยกของผู้ป่วย (1.8-3.4 viral RNA copies
ตอ่ ลติ รของอากาศ)
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 83
รูปท่ี 12 แสดงการระบายอากาศเพื่อลดการแพร่เชือ้
84 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
บรรณานุกรม
1. กฤษณียา สังขจันทรานนท์ เนสินี ไชยเอีย พิพัฒน์ ศรีเบญจลักษณ์ ภารดี ช่วยบ�ำรุง. ชนิด
และปริมาณของเชื้อแบคทีเรีย และเช้ือราที่ก่อให้เกิดโรคในโรงพยาบาลและการเปรียบเทียบ
การท�ำงานของเคร่ืองมือเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในบรรยากาศ. Thailand Journal of Health
promotion and Environmental Health 2549:114.
2. กองวิศวกรรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการ. คู่มือแนวทางพัฒนาห้องแยกโรคผู้ป่วยแพร่เช้ือ
ทางอากาศ [อินเทอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 18 มิ.ย. 2564]. เข้าถึงได้จาก: http://medi.
moph.go.th/km/km2560/croom.pdf
3. คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. การระบาดของโรคโควิด 19 ด้วยละอองลอย
และมาตรการควบคุมการระบาดเบื้องต้น [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 4 พ.ค. 2564].
เข้าถึงได้จาก: https://www.eng.chula.ac.th/wp-content/uploads/2021/02/COVID19-
aerosol.pdf
4. ชูลีวัลย์ ธัญญศิรินนท์ พิพัฒน์ ศรีเบญจลักษณ์ ภารดี ช่วยบ�ำรุง. การเปรียบเทียบเครื่องมือ
เก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในอากาศระหว่าง Anderson Imnpactor ชนิด 6 ชั้น และชั้นเดียว.
KKU Res J 2008;13:45-54.
5. ตุลย์ มณีวัฒนา. UpdatelIndoor Air Qualty & Control of COVD-19 [อนิ เทอรเ์ นต็ ]. 2563
[เข้าถึงเมื่อ 4 พ.ค. 2564]. เข้าถึงได้จาก: http://tmn.co.th/data/documents/Update-
AQCovid-Control-R1.p
6. วศิ วกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. มาตรฐานระบบปรับอากาศและระบาย
อากาศ. พิมพ์ครงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ; 2561.
7. สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร. ข้อแนะน�ำการเตรียมความพร้อมของอาคาร และการ
เดนิ ระบบปรบั อากาศ เพ่อื ลดความเสี่ยงในการติดเช้ือ COVID-19 [อนิ เทอรเ์ น็ต]. 2563 [เขา้ ถึง
เม่ือ 4 พ.ค. 2564]. เข้าถึงได้ จาก: https://env.kmutt.ac.th/news/guidelines-for-
preparing-buildings-and-air-conditioners-to-reduce-the-risk-of-infection-covid-19
8. ส�ำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. กฎกระทรวงฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร. พ.ศ. 2522 [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 4 พ.ค. 2564].
เข้าถึงได้จาก: http://web. krisdika.go.th/data/law/law2/%A404/%A404-2b-2537-
039.pdf
9. อมร ลลี ารัศมี. เรอ่ื งน่ารู้เก่ียวกับโรคติดเชือ้ COVID-19 จากเชอื้ ไวรัส SARS-COV-2 [อนิ เทอร์-
เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 4 พ.ค. 2564]. เข้าถึงได้จาก: https://tmc.or.th/pdf/Covid-19-
MD-AmornUpdate.pdf
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 85
10. ASHRAE. Guidance for Building Operations During the COVID-19 Pandemic.
ASHRAE JOURNAL [Internet]. 2021 [cited 2021 May 7];62:72-4. Available from:
https://www.nxtbook. com/nxtbooks/ashrae/ashraejournal_TPEMPE/index.php
11. Barbaree JM, Gorman GW, Martin WT, Fields BS, Morrill WE. Protocol for sampling
environmental sites for legionellae. Appl Environ Microbiol 1987;53:1454–8.
12. Bartlett MS, Vermund SH, Jacobs R, et al. Detection of Pneumocystis carinii DNA
in air samples: likely environmental risk to susceptible persons. J Clin Microbiol
1997;35:2511-3.
13. Bouillard L, Michel O, Dramaix M. et al. Bacterail contamination of indoor air,
surfaces and settled dust and related dust endotoxin concentration in Healthy
office building. Ann Agric Environ Med 2005;12:187-92.
14. Centers for Disease Control and Prevention. Updated U.S. Public Health Service
Guidelines for the Management of Occupational Exposures to HBV, HCV, and HIV
and Recommendations for Postexposure Prophylaxis. MMWR 2001;50(RR11):1-42.
15. Centers for Disease Control and Prevention. Ventilation in Buildings [Internet].
2021 [cited 2021 May 4]. Available from: https://www.cdc.gov/coronavirus/
2019-ncov/community/ventilation.html#print
16. Centers for Disease Control. Guidelines for Preventing the Transmission of
Mycobacterium tuberculosis in Health-Care Settings, 2005. [Internet]. 2005 [cited
2021 Mar 8]. Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/pdf/rr/rr5417.pdf
17. Charnley J. Postoperative infection after total hip replacement with special
reference to air contamination in the operating room. Clin Orthop 1972;87:167-87.
18. Chia PY, Coleman KK, Tan YK, Ong SWX, Gum M, Lau SK, et al. Detection of Air
and Surface Contamination by Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2
(SARS-CoV-2) in Hospital Rooms of Infected Patients. medRxiv [Internet]. 2020
[cited 2021 Mar 16]. Available from: https://www.medrxiv.org/content/10.1101/
2020.03.29.20046557v2.full.pdf
19. Cole EC, Cook CE. Characterization of infectious aerosols in health care facilities:
an aid to effective engineering controls and preventive strategies. Am J Infect
Control 1998;26:452-64.
20. Ekhaise FO, Isitor EE, Idehen O. Airborne microflora in hospital environment of
university of Benin teaching hospital, Benin City, Nigeria. Global Journal of Pure
and Applied Sciences 2011;17:249-53.
86 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
21. EMG-SPI-B:Application of CO2 monitoring as an approach to managing ventilation
to mitigate SARS-CoV-2 transmission. (cited 2021 June 15). Available From:
https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/
attachment_data/file/992966/S1256_EMG_SPI-B_Application_of_CO2_monitoring_
as_an_approach_to_managing_ventilation_to_mitigate_SARS-CoV-2_transmission
.pdf
22. Environmental Sampling in CDC. Guidelines for Environmental Infection Control
in Health-Care Facilities [Internet]. 2003 [update 2019 July; cited 2021 Mar
16]. Available from: https://www.cdc.gov/infectioncontrol/pdf/guidelines/
environmental-guidelines-P.pdf
23. Goldrick BA. The practice of infection control and applied epidemiology: A
historical perspective. AJIC 2005:493-500.
24. Gong J, Qi J, E B. et al. Concentration, viability and size distribution of bacteria
in atmospheric bioaerosols under different types of pollution. Environmental
Pollution [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 15];257. Available from: https://doi.
org/10.1016/j.envpol. 2019.113485
25. Gröschel DHM. Air sampling in hospitals. Ann NY Acad Sci 1980;353:230–40.
26. Karigoudar RM, Wavare SM, Kakhandki L, et al. Comparison of Active and Passive
Methods of Air Sampling to Evaluate the Microbial Contamination of Air in
Operating Theaters. J Pure Appl Microbiol 2020;14:2691-97.
27. Leung M, Chan AH. Control and management of hospital indoor air quality.
Med Sci Monit 12;2006:SR17–SR23.
28. Lewis D. Is the coronavirus airborne? Experts can’t agree. Nature News [Internet].
2020 [cited 2021 Mar 16]. Available from: https://media.ature.com/original/
magazine-assets/d41586-020-00974-w/d41586-020-00974-w.pdf
29. Maki DG, Alvarado CJ, Hassemer CA, Zilz MA. Relation of the inanimate hospital
environment to endemic nosocomial infection. N Engl J Med 1982;307:1562–6.
30. Mandal J, Brandl H. Bioaerosols in Indoor Environment – A Review with Special
Reference to Residnetial and Occupational Location. The Open Environment &
Biological Monitoring Journal [Internet]. 2011 [cited 2021 Mar 15];4:83-96. Available
from: https://benthamopen.com/contents/pdf/TOEBMJ/TOEBMJ-4-83.pdf
31. Morawska L, Cao J. Airborne transmission of SARS-CoV-2: the world should face
the reality. Environ. Int. 105730 [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 16]. Available
from: https://www.ncbi. nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7151430/pdf/main.pdf
บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ 87
32. Napoli C, Marcotrigiano V, Montagna MT. Air sampling procedures to evaluate
microbial contamination: a comparison between active and passive methods in
operating theatres. BMC Public Health [Internet]. 2012 [cited 2021 Mar 16];12:
594. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3444341/
pdf/1471-2458-12-594.pdf
33. Ong S.W.X., Tan Y.K., Chia P.Y., Lee T.H., Ng O.T., Wong M.S.Y., et al. Air, surface
environmental, and personal protective equipment contamination by severe
acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2) from a symptomatic
patient. JAMA 2020;323:1610-12.
34. Pasquarella C, Pitzuma O, Savino A. The index of microbial air contamination.
J Hosp Infect 2000;46:241-56.
35. Rahmani AR, Leili M, Azarian G et al. Sampling and detection of corona viruses
in air: A mini review. Science of the Total Environment 740 [Internet]. 2020
[cited 2021 Mar 16]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/
PMC7295527/pdf/main.pdf
36. Sehulster L, Chinn RY: Guidelines for environmental infection control in health-
care facilities. Recommendations of CDC and the Healthcare Infection Control
Practices Advisory Committee (HICPAC). MMWR Recomm Rep 2003;52:1-42.
37. Streifel AJ, Lauer JL, Vesley D, Juni B, Rhame FS. Aspergillus fumigatus and other
thermotolerant fungi generated by hospital building demolition. Appl Environ
Microbiol 1983;46:375-8.
38. Turner AG, Wilkins JR, Craddock JG. Bacterial aerosolization from an ultrasonic
cleaner. J Clin Microbiol 1975;1:289-93.
39. WHO. Guidelines for the Prevention of Tuberculosis in Health Care Facilities in
Resource-limited Setting [Internet]. 1999 [cited 2021 Mar 9]. Available from:
http://www.who.int/tb/ publications/who_tb_99_269.pdf1
40. WHO. Transmission of SARS -CoV-2: Implications for infection prevention
precautions. [Internet]. 2005 [cited 2021 Mar 3]. Available from: https://www.
who.int/news-room/commentaries/detail/transmission-of-sars-cov-2-implications-
for-infection prevention-precautions#:~:text=Transmission%20of%20SARS%
2DCoV,%2C%20talks%20 or%20sings
41. World Health Organization. Roadmap to improve and ensure good indoor
ventilation in the context of COVID-19. Geneva: World Health Organization; 2021.
88 บทท่ี 3 หลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมส�ำหรับการติดเช้ือในโรงพยาบาล การแยก การก้ัน ระบบระบายอากาศ
บทท่ี การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเสย่ี ง ตรวจคัดกรอง วัคซนี
4 อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรบั บุคลากรทางการแพทย์
(Infectious prevention, vulnerable, screening, vaccine
and PPE for health workers)
แพทยห์ ญงิ ภัทราวลัย สริ นิ ารา
บทน�ำ
การป้องกันการติดเชื้อส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็นส่ิงส�ำคัญยิ่งของการด�ำเนินงาน
อาชวี อนามยั ในโรงพยาบาล ทัง้ นี้ บุคลากรทางการแพทย์เปน็ ทรัพยากรอนั ทรงคณุ คา่ ทีผ่ ลกั ดันให้พนั ธกิจ
โรงพยาบาลไปสู่ความส�ำเร็จตามวิสัยทัศน์ขององค์กร อีกท้ัง การอบรมบุคลากรทางการแพทย์หนึ่งคน
ให้มีความรู้ความชำ� นาญจนสามารถปฏิบัติงานได้ใช้เวลานาน การดูแลสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์
ให้แข็งแรงและมีสภาพแวดล้อมการท�ำงานที่ปลอดภัย จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถปฏิบัติ
งานได้เต็มศักยภาพท้ังทางร่างกายและจิตใจ และเกิดความปลอดภัยทั้งต่อตัวบุคลากรทางการแพทย์เอง
เพอื่ นร่วมงานและผปู้ ่วย
ในบทน้ี จะกล่าวถึง การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียงและการตรวจคัดกรองบุคลากรทาง
การแพทย์ วัคซีนป้องกันโรคส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลส�ำหรับบุคลากร
ทางการแพทย์ และการควบคมุ ตดิ ตามการด�ำเนินงานอาชวี อนามยั ในโรงพยาบาลด้านโรคติดเช้อื
การป้องกนั การติดเชื้อ
หลักส�ำคัญของการป้องกันการติดเชื้อส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ประกอบด้วย แนวปฏิบัติ
มาตรฐานในการป้องกันการติดเช้ือ (Standard Precautions) การท�ำความสะอาดมือที่ถูกต้อง (Hand
Hygiene) การแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล (Personal
Protective Equipment) และ มาตรการควบคุมด้านสิง่ แวดล้อมและวิศวกรรม (Engineering Control)
แนวปฏบิ ตั มิ าตรฐานในการป้องกันการตดิ เชอื้ (Standard Precautions)
แนวปฏิบัติมาตรฐานในการป้องกันการติดเชื้อ (Standard Precautions) เป็นแนวปฏิบัติควบคุม
ป้องกันการแพร่กระจายเช้ือท่ีใช้ส�ำหรับผู้ป่วยทุกราย ไม่ว่าผู้ป่วยรายน้ันจะมีการติดเชื้อหรือไม่ หรือป่วย
เป็นโรคใด มีรายละเอียด ดงั น้ี
1. การท�ำความสะอาดมือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยทุกราย (Hand hygiene) โดยไม่ค�ำนึงถึงว่า
บุคลากรน้ันจะสวมถุงมือขณะดูแลผู้ป่วยด้วยหรือไม่ กล่าวคือ ก่อนท�ำหัตถการผู้ป่วยให้ล้างมือก่อนใส่
ถุงมือ เช็ดมือให้แห้งแล้วสวมถุงมือ หลังท�ำหัตถการผู้ป่วยเสร็จ ให้ถอดถุงมือแล้วล้างมือให้สะอาดอีกคร้ัง
และเปลย่ี นถงุ มือทุกครง้ั ก่อนสมั ผัสผูป้ ว่ ยรายต่อไป
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 89
2. การใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตา (เช่น แว่นป้องกัน และ / หรือ แผ่นใสป้องกันใบหน้า) ถุงมือชนิด
ใช้แล้วท้ิง และ เสื้อคลุม (ผ้ากันเปื้อน) สะอาดแขนยาวคลุมตั้งแต่อกถึงขา เมื่อต้องท�ำงานสัมผัสเลือดหรือ
สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยกระเด็นโดนเส้ือผ้าของบุคลากร
ทางการแพทย์
3. การใช้มาตรการหลักสุขอนามัยของระบบทางเดินหายใจ (Respiratory hygiene and cough
etiquette) ส�ำหรับผู้ป่วยท่ีมีอาการไอหรือสงสัยโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ กล่าวคือ เวลาไอต้อง
ปิดปาก ปิดจมูกด้วยกระดาษช�ำระโดยปิดท้ังจมูกและปากถึงคาง ท้ิงกระดาษช�ำระลงในถุงพลาสติกและ
ปดิ ปากถงุ ให้สนทิ ทกุ ครั้งกอ่ นทิง้ ลงถงั ขยะ หลงั จากน้นั ตอ้ งล้างมือทุกครงั้
4. แนวปฏิบัติความปลอดภัยจากการใช้ของมีคมในการปฏิบัติงาน (Safe injection practices)
ซ่ึงปฏิบัติตามหลัก Universal Precautions ซ่ึงถือเสมือนว่าผู้ป่วยทุกรายมีเช้ือ HIV หรือ เช้ือไวรัส
ตบั อกั เสบบี หรอื เช้ือทอ่ี ยู่ในเลือดอ่ืนๆ ในร่างกาย ดังน้ี
- สวมเครื่องป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อต้องสัมผัส หรือคาดว่าจะสัมผัสเลือดหรือสารคัดหล่ัง
ของผู้ปว่ ย
- ระมัดระวงั การบาดเจบ็ จากของมีคม เช่น มดี ผ่าตัด หรอื เข็มทม่ิ ต�ำขณะปฏบิ ตั ิงาน
- ใช้ Aseptic techniques ในการเตรียมยาและฉดี ยา
- สวมถุงมอื ทุกคร้ังเมอ่ื ตอ้ งทำ� หัตถการกับผปู้ ว่ ย
- ลา้ งมอื ทุกคร้ังก่อนสัมผัสผูป้ ว่ ยทุกราย และล้างมอื ทนั ทหี ลงั สัมผสั ผู้ป่วย
- สวมหน้ากากอนามัยประเภท Surgical mask เมือ่ ต้องท�ำหัตถการทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั ชอ่ งชัน้ เหนือ
เย่อื หมุ้ สมองดรู า (Epidural space) หรอื ช่องชัน้ ใตเ้ ยอื่ ห้มุ สมองช้ันนอก (Subdural space)
- ใช้เข็มฉีดยาปลอดเช้ือชนิดครั้งเดียวทิ้งทุกครั้ง (Sterile, single-use, disposable needle
and syringe)
- หากใช้ยาที่บรรจุอยใู่ นขวดสำ� หรบั ใชไ้ ด้มากกว่า 1 ครง้ั (Multiple dose vial) ควรบริหารยา
ให้ใชก้ บั ผู้ปว่ ยรายเดียว และหา้ มใช้เขม็ ฉดี ยาเดิมในการบรหิ ารยาครั้งใหม่
- ไม่สวมปลอกเข็มกลับ ให้ปลดเข็มกับอุปกรณ์ส�ำหรับปลดเข็มท่ีจัดให้ หากจ�ำเป็นให้สวม
ปลอกเขม็ กลับดว้ ยวธิ ี One - hand technique หา้ มใช้วิธี Double - hand technique
5. การจัดการเครื่องมือแพทย์และท�ำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ผู้ป่วย (Patient- care equip-
ment) กล่าวคือ เครือ่ งมือแพทยใ์ ชค้ ร้ังเดยี วท้ิง กรณเี ครอื่ งมอื แพทย์ท่ีจ�ำเปน็ ตอ้ งใชซ้ �้ำต้องท�ำใหป้ ราศจาก
เช้ือผ่านเกณฑ์มาตรฐานโดยผ่านการฆ่าเช้ือโดยวิธีน่ึงไอน�้ำภายใต้ความดัน (Autoclave) ทุกช้ิน ผ้าก๊อซ
ส�ำลีไม่ใช้หยิบจากหมอ้ รวม ใช้ซองผ้ากอ๊ ซและส�ำลแี ยกแบบ Single use
6. การจัดการผ้าเปื้อน โดยมีรายละเอียดคือ แยกผ้าเปื้อนจากแหล่งก�ำเนิดเป็นผ้าเปื้อนใช้แล้ว
(ทิ้งถังสีด�ำ) และผ้าเปื้อนเช้ือโรค (ท้ิงถังสีแดง) ที่มีฝาปิดมิดชิด ระมัดระวังการหยิบจับผ้าท่ีใช้แล้วของ
ผู้ป่วย และไม่ต้องตรวจนับจ�ำนวนถุงขยะ เพ่ือป้องกันการแพร่เชื้อกระจายสู่ผู้สัมผัส ผู้ป่วยคนอ่ืนและ
สงิ่ แวดลอ้ ม
90 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
7. การท�ำความสะอาดและฆา่ เชื้อหอ้ งผ้ปู ว่ ย (Cleaning and disinfectants)
8. การแยกผปู้ ่วย (Isolation Precautions)
9. การจดั การส่ิงแวดลอ้ ม (Environmental Control)
การทำ� ความสะอาดมอื (Hand hygiene)
การท�ำความสะอาดมือ (Hand hygiene) จะท�ำความสะอาดด้วยน�้ำและสบู่ หรือถูมือด้วย
แอลกอฮอล์เจลท�ำความสะอาดมือ (Alcohol-based hand rub) ก็ได้
ข้อควรระวัง ไม่ควรท�ำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจลท�ำความสะอาดมือ (Alcohol-based
hand rub) หากสัมผัสผู้ป่วยอุจจาระร่วง โดยเฉพาะเช้ือ Norovirus หรือ Clostridioides (formerly
Clostridium) difficile ท้งั นี้ เนื่องจากแอลกอฮอลเ์ จลทำ� ความสะอาดมือ (Alcohol-based hand rub)
ไม่สามารถฆ่าเช้ือ Norovirus หรือ สปอร์ของเช้ือแบคทีเรีย เช่น C. difficile ได้ ให้ท�ำความสะอาดมือ
ด้วยน�้ำและสบแู่ ทน
ขอ้ บ่งช้ีการท�ำความสะอาดมอื (Five Moments for Hand Hygiene) ส�ำหรับบคุ ลากรทางการแพทย์
อ้างอิงจากองคก์ ารอนามยั โลก (WHO) มีดังนี้
1. กอ่ นสัมผสั ผ้ปู ว่ ย
2. กอ่ นทำ� หตั ถการปลอดเชอ้ื (Clean / aseptic procedures)
3. หลงั ทำ� หตั ถการ
4. หลงั สัมผัสผปู้ ่วย
5. หลังสัมผสั สภาพแวดล้อมรอบตวั ผู้ปว่ ย
นอกจากนี้ ในสถานพยาบาลหลายแห่งยังได้มีการรณรงค์เพิ่มขั้นตอนการท�ำความสะอาดมือ
กอ่ นและหลงั เขา้ หอ้ งผู้ป่วยดว้ ย Alcohol - based hand rub และกอ่ นท�ำหัตถการใดๆ อกี ดว้ ย
ขนั้ ตอนการท�ำความสะอาดมอื ประกอบดว้ ย 7 ข้ันตอน ดงั น้ี
1. ฟอกฝา่ มือดา้ นหน้า
2. ฟอกหลงั มอื และง่ามนว้ิ มอื ด้านหลัง
3. ฟอกง่ามนวิ้ มอื
4. ฟอกนิว้ มอื และขอ้ นว้ิ มือดา้ นหลัง
5. ฟอกรอบนิ้วหวั แม่มอื
6. ฟอกปลายนว้ิ มอื และเส้นลายฝา่ มอื
7. ฟอกรอบขอ้ มอื
ท�ำสลับมือกันทงั้ สองข้าง
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 91
วิธกี ารทำ� ความสะอาดมอื ตามขอ้ แนะน�ำของหนว่ ยงาน CDC ประเทศสหรฐั อเมริกา ดังน้ี
1. วิธีการท�ำความสะอาดมือด้วยน�้ำและสบู่ ได้แก่ ล้างมือด้วยน�้ำสะอาดให้มือเปียก ใช้สบู่ท�ำความ
สะอาดมือ 7 ขั้นตอนนานอย่างน้อย 20 วินาที ล้างคราบสบู่ออกด้วยน�้ำสะอาดจนหมดคราบสบู่ เช็ดมือ
ให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือหรือผ้าเช็ดมือ หลังจากนั้น ปิดก๊อกนำ้� ด้วยกระดาษเช็ดมือหรือผ้าเช็ดมือ ห้าม
น�ำกระดาษเชด็ มือหรือผา้ เชด็ มือมาใช้ซ�้ำเพือ่ ปอ้ งกันการตดิ เช้ือและแพรก่ ระจายเช้อื
2. วิธีการท�ำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจลท�ำความสะอาดมือ (Alcohol - based hand rub)
ได้แก่ ใช้น้�ำยาแอลกอฮอล์เจลท�ำความสะอาดมือ ปริมาตรไม่น้อยกว่า 3 มล. ถูมือนานประมาณ 20 - 30
วนิ าที กระทั่งมือแหง้ โดยไมต่ อ้ งลา้ งน�ำ้
การแยกผปู้ ่วย (Isolation Precautions)
วัตถุประสงค์ของการแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) เพื่อป้องกันการติดเชื้อและควบคุม
การแพร่กระจายเชื้อจากผู้ปว่ ยสูบ่ ุคลากรทางการแพทย์ ผปู้ ่วยรายอ่นื และสง่ิ แวดลอ้ ม
ตัวอย่างท่ีเห็นได้ชัดถึงความส�ำคัญของการแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) เพ่ือป้องกัน
และควบคุมการแพร่กระจายโรคที่สามารถระบาดได้เร็วในหอผู้ป่วย เช่น อีสุกอีใส (Varicella)
โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส (Severe acute respiratory syndrome ; SARS)
โรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome ; MERS) โรคงูสวัดและเริมแบบแพร่กระจาย
(Disseminated herpes zoster and Disseminated herpes simplex) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
วัณโรคปอด (Tuberculosis)
ผู้ป่วยแต่ละรายมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อได้แตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับชนิดของเช้ือ ลักษณะการ
แพร่กระจายเชื้อ (Mode of transmission) สภาวะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ความเข้มงวดของมาตรการ
ควบคมุ ปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้อื และการใช้ยาปฏชิ วี นะอย่างสมเหตผุ ลในสถานพยาบาล
ประเภทการแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions)
การแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) ขึ้นอยู่กับลักษณะการแพร่กระจายเช้ือ (Mode of
transmission) และระยะเวลาที่ผู้ได้รับเช้ือจะสามารถแพร่กระจายโรคได้ (Infective period) ทั้งน้ี
ระยะ Infective period มักเกิดก่อนผู้ป่วยเริ่มมีอาการ โดยทั่วไปจะแยกกักผู้ป่วยจนพ้นระยะแพร่
กระจายโรคได้ (Infective period) ซึ่งระยะเวลาข้นึ อยกู่ บั เช้อื แต่ละชนดิ
ประเภทการแยกผู้ป่วย (Isolation Precautions) แบ่งตามลักษณะการแพร่กระจายเช้ือ
(Transmission - based Precautions) ออกได้เป็น
1. การป้องกันการแพรก่ ระจายเชือ้ ทต่ี ิดต่อทางการสมั ผสั (Contact Precautions)
2. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อท่ีติดต่อผ่านละอองฝอยเสมหะท่ีมีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน
(Droplet Precautions)
3. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อที่ติดต่อผ่านละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน
(Airborne Precautions)
92 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์