Cumulative Incidence : 4/9 cases
Incidence Rate : 0.12 cases/
person - time unit
Cumulative Incidence : 4/9 cases
Incidence Rate : 0.17 cases/
person - time unit
X – Disease onset Year
รปู ท่ี 3 เปรียบเทียบอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) และอัตราอุบัติการณ์ (Incidence
rate) ของผู้ป่วยรายใหม่โรคปอดอักเสบติดเชื้อท่ีเกิดในโรงพยาบาล (Hospital Acquired
Pneumonia; HAP) ขณะเขา้ รับการรักษาในหอผู้ปว่ ยสองแห่งในช่วงระยะเวลาเดยี วกัน (t1 - t0 )
ทีม่ า : Gordis L. Epidemiology. Fifth ed. Philadelphia, PA: Elsevier Saunders; 2014.
จากตัวอย่างรูปท่ี 3 อุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ทั้งสองตัวอย่างเท่ากัน คือ
4 รายจาก 9 ราย เนื่องจากค่าอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ตัวต้ัง (numerator) คือ
จ�ำนวนผู้ป่วยรายใหม่ท้ังหมดท่ีเกิดตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่งเป็น และตัวหาร (denominator) คือ
จ�ำนวนประชากรที่มีโอกาสเกิดโรค (at risk) ณ ตอนเริ่มต้นศึกษา (t0) ค่าอัตราอุบัติการณ์ (Incidence
rate) ตัวอย่างที่สองจึงสูงกว่าตัวอย่างท่ีหน่ึง เนื่องจากตัวอย่างท่ีสองมี disease onset ไวกว่าจึงมีค่า
person - time ในตัวหาร (denominator) ต่�ำกว่า จะเห็นได้ว่า อัตราอุบัติการณ์ (Incidence rate)
ขึ้นกับระยะเวลาท่ีแต่ละบุคคลอยู่ในการติดตามศึกษาความเสี่ยงต่อการเกิดโรค (at risk) จนเกิดโรค
(disease onset) ซงึ่ เปน็ ขอ้ แตกตา่ งจากอุบตั ิการณส์ ะสม (Cumulative incidence)
ค่า person - time ในอัตราอุบัติการณ์ (Incidence rate) โดยท่ัวไปอยู่ภายใต้สมมติฐานว่า
หนึ่ง person - time มีค่าเท่ากับ อีกหน่ึง person - time ในช่วงระยะเวลาท่ีศึกษา t1 - t0 ซ่ึงในความ
เปน็ จรงิ ในบางกรณีค่า person - time แต่ละชว่ งเวลาทศ่ี กึ ษา t1 - t0 อาจมคี า่ ไมเ่ ทา่ กัน ดังตวั อยา่ ง
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 243
รูปที่ 4.A ในชว่ งระยะเวลา 5 ปี มผี ้ปู ่วยเกดิ โรค 2 ราย (10 person - year) ชว่ งระยะเวลาท่ที �ำให้เกิด
โรครนุ แรงถงึ เสยี ชีวติ คอื หนงึ่ ปีแรก
รปู ที่ 4.B ในช่วงระยะเวลา 5 ปี มีผู้ป่วยเกิดโรค 2 ราย (10 person - year) โดยทุกรายเกิดโรคช่วง
ระยะหน่ึงปีแรกซ่งึ เปน็ ชว่ งทท่ี �ำให้เกิดโรครุนแรงถึงเสียชวี ติ
รูปที่ 4.C ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ท้งั ตัวอย่าง 4.A และ 4.B มอี ัตราอุบัตกิ ารณ์ (Incidence rate) เทา่ กนั
และตัวหาร 10 person-year เท่ากัน แต่ตัวอย่าง 4.A มีความรุนแรงมากกว่าและจ�ำนวน
ผู้เสียชีวิตมากกว่า 4.B เน่ืองจาก 4.A ตัวโรคเกิดเร็วกว่า (early onset) เน่ืองจาก t1 - t0
แตล่ ะช่วงค่าไมเ่ ท่ากันระยะโรคหนึง่ ปีแรกเปน็ โรครนุ แรงถงึ เสยี ชวี ติ
244 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
จากตวั อย่าง 4.A ในชว่ งเวลา 5 ปี ผูป้ ่วยเกดิ โรค 2 ราย ตวั อย่าง 4.B ในช่วงเวลา 5 ปี ผปู้ ว่ ย
เกิดโรค 2 รายเช่นกัน ดังนั้น ท้ังสองตัวอย่างมีค่า person - time เท่ากัน แต่ธรรมชาติของโรคช่วงเวลา
ทเี่ กดิ โรคแล้วเกดิ อาการรุนแรงจนเสียชีวิตเกดิ เฉพาะช่วงปแี รก ดงั นนั้ ตัวอยา่ ง 4.A จึงมจี ำ� นวนผู้เสียชีวติ
มากกว่าตัวอย่าง 4.B แม้ค่า person - time เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ค่า person - time มีประโยชน์มาก
ใช้ในกรณีเป็นตัวหารของอัตราการเกิดเหตุการณ์ (Event rates) ซึ่งระยะเวลาติดตามความเสี่ยงต่อ
การเกิดโรค (at risk) ในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการศึกษาประเภท Randomized
controlled trials และ Cohort studies
รูปแบบการศกึ ษาวิจัยทางระบาดวิทยา (Epidemiological Study Designs)
รูปแบบการศึกษาวจิ ยั ทางระบาดวิทยา (Epidemiological Study Designs) มหี ลายชนิด แต่ละ
ชนิดมีคุณสมบัติหรือลักษณะจ�ำเพาะแตกต่างกันไป บางชนิดช่วยในการตั้งสมมติฐาน บางชนิดช่วยใน
การพิสูจน์สมมติฐาน บางชนิดมีลักษณะท้ังสองอย่างดังกล่าว การศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาแต่ละชนิด
มีทั้งข้อดีและข้อจ�ำกัดในตัว ในการเลือกชนิดการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาจึงเป็นสิ่งที่ต้องท�ำด้วยความ
ระมดั ระวัง และควรคำ� นึงถึงข้อดี ข้อจ�ำกัดของรูปแบบการศึกษาวิจัยแต่ละชนดิ ประกอบการแปลผลเสมอ
รูปแบบการศึกษาวจิ ยั ทางระบาดวทิ ยา อาจแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทใหญๆ่ ได้ดงั น้ี
1. ระบาดวทิ ยาเชงิ พรรณนา (Descriptive Epidemiology) เปน็ การศึกษาลักษณะการกระจาย
โรค (Distribution of Diseases) ตามลกั ษณะเวลา (Time) สถานท่ี (Place) บุคคล (Person) เพ่อื ใช้
เป็นข้อมูลในการระบุประชากรกลุ่มเส่ียงและพื้นท่ีเส่ียง อันจะช่วยในการวางแผนควบคุมป้องกันต่อไป
ตัวอยา่ งการศึกษาระบาดวิทยาประเภทเชิงพรรณนา (Descriptive Epidemiology) ได้แก่ รายงานผู้ปว่ ย
(Case reports) รายงานกลุ่มผู้ป่วย (Case series) การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ในระดับประชากรที่ไม่ใช่
รายบคุ คล (Ecologic studies) การศกึ ษาเชิงพรรณนาแบบตดั ขวาง (Cross - sectional studies)
รายงานผู้ป่วย (Case reports) และ รายงานกลมุ่ ผูป้ ่วย (Case series)
รายงานผู้ป่วย (Case reports) เป็นรายงานอย่างละเอียดเก่ียวกับผู้ป่วยเฉพาะราย ทั้งทาง
ดา้ นอาการ อาการแสดง ผลตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร การวินจิ ฉยั การตรวจรักษา การตรวจตดิ ตามผู้ป่วย
การพยากรณ์โรค และอาจมีข้อมูลลักษณะทางประชากรอ่ืนๆ เกี่ยวกับผู้ป่วย ตลอดจนอาจมีการทบทวน
วรรณกรรมเก่ยี วกับโรคน้นั (Review of the Literature) รว่ มดว้ ย
รายงานกลุ่มผู้ป่วย (Case series) เป็นรายงานคนไข้หลายรายท่ีเกิดโรคอย่างเดียวกัน หรือ
สมั ผสั สารหรือเชอื้ ทเ่ี ป็นประเด็นสงสัยวา่ ก่อให้เกดิ อาการคล้ายกนั ทั้งรายงานผปู้ ่วย (Case reports) และ
รายงานกลุ่มผู้ป่วย (Case series) มักใช้ในกรณีที่โรคน้ันพบได้น้อย เป็นโรคที่เกิดใหม่ หรือมีลักษณะ
เฉพาะทนี่ ่าสนใจ หรอื มีวิธกี ารรักษาท่แี ตกต่างไปจากเดมิ
รายงานผ้ปู ่วย (Case reports) และ รายงานกลมุ่ ผปู้ ว่ ย (Case series) เปน็ ประเภทการศกึ ษา
ทางระบาดวิทยาที่เบื้องต้นที่สุด วัตถุประสงค์เพ่ือบรรยายลักษณะทางระบาดวิทยาจากการสังเกตซึ่ง
ผวู้ ิจัยไมไ่ ดเ้ ป็นผู้ก�ำหนดเอง (exposure น้ันเกิดขน้ึ เองโดยธรรมชาตขิ องผ้ถู ูกศกึ ษา) ดงั น้ัน จึงอาจมกี าร
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 245
รายงานผปู้ ว่ ย (Case reports) และ รายงานกลุ่มผู้ป่วย (Case series) ที่มีอาการคล้ายคลงึ กันจากแพทย์
แต่ละประเทศ
ตัวอยา่ งรายงานกลุ่มผปู้ ว่ ย (Case series)
ในเดอื นมกราคม ปี ค.ศ. 2020 พบการรายงานกลุม่ อาการผู้ป่วยโรคอุบตั ใิ หม่จากเชื้อไวรัสโคโรนา
สายพันธุ์ 2019 (โควิด -19) หรือ Clinical Presentation of COVID-19 : Case Series and Review
of the Literature ทั้งจากประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป ประเทศ
อติ าลี กอ่ นน�ำไปสกู่ ารระบาดใหญ่ทั่วโลก
การศึกษาเชิงสหสมั พนั ธใ์ นระดบั ประชากรทไ่ี มใ่ ชร่ ายบคุ คล (Ecologic Studies)
การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ (Ecologic Studies) เป็นการศึกษาเชิงสังเกต (Observational
Studies) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลการสัมผัสปัจจัย (Exposure หรือ Risk factor) และการ
เกิดโรค (Outcome) โดยทั้งข้อมูลการสัมผัสปัจจัย (Exposure หรือ Risk factor) และการเกิดโรค
(Outcome) เปน็ การศึกษาในระดับกลุ่มประชากรทีไ่ ม่ใช่รายบุคคลท้งั คู่
ตวั อย่างของ Ecologic Studies
การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ในระดับประชากร ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่น PM2.5 ช่วงระยะเวลา
หนึ่งเดือน และ อัตราป่วยตายจากโรคซาร์ส (Case fatality rate of severe acute respiratory
syndrome; SARS) ในมณฑลต่างๆ ของประเทศจนี โดยในรปู ที่ 5 หนงึ่ จุด (dot) แทนมณฑลของประเทศ
จนี แตล่ ะแห่ง
รูปท่ี 5 แสดงค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่น PM2.5 และ อัตราป่วยตาย
(Case fatality rate) จากโรคซารส์ (SARS) ในระดับกลมุ่ ประชากรของประเทศจนี
ที่มา : Cui Y, Zhang ZF, Froines J, Zhao J, Wang H, Yu SZ, et al. Air pollution and case
fatality of SARS in the People’s Republic of China : an ecologic study. Environ
Health 2003;2:15.
246 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
การแปลผลการศึกษา : พบสหสัมพันธ์เชิงบวก (Positive correlation) ระหว่างปริมาณการ
สมั ผัสฝุน่ PM2.5 และ อตั ราป่วยตาย (Case fatality rate) จากโรคซาร์ส (SARS) ในระดบั กลมุ่ ประชากร
ที่อาศัยอยู่ในมณฑลต่างๆ ของประเทศจีน กล่าวคือ ปริมาณการสัมผัสฝุ่น PM2.5 ระดับกลุ่มประชากร
สงู ขึน้ สัมพันธ์กับอัตราปว่ ยตาย (Case fatality rate) จากโรคซารส์ (SARS) สูงข้นึ
Ecologic fallacy
ข้อดีของการศึกษาแบบ Ecologic Studies คือ เป็นการศึกษาที่สามารถท�ำได้ค่อนข้างสะดวก
เนอื่ งจากลักษณะขอ้ มูลท่ีใช้มกั เป็นขอ้ มลู ท่ีทางหนว่ ยงานตอ้ งรายงานเขา้ มาเปน็ ประจำ� อยแู่ ล้ว (Routinely
collected health data) การศึกษาแบบ Ecologic Studies สามารถใช้ชว่ ยสนับสนนุ สมมตฐิ านเก่ยี วกับ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการสมั ผสั ปจั จยั และการเกิดโรคเพ่ือเป็นพนื้ ฐานส�ำหรับการท�ำวจิ ยั เชงิ วเิ คราะหต์ อ่ ไป
อย่างไรก็ตาม การศึกษาแบบ Ecologic Studies ไม่สามารถสรุปได้ว่าการสัมผัสปัจจัยดังกล่าว
เป็นสาเหตุของการเกิดโรค ท้ังน้ี เน่ืองจากการศึกษาแบบ Ecologic Studies เป็นการศึกษาหาค่า
สหสัมพันธ์โดยใช้ค่าเฉล่ียการสัมผัสปัจจัย (Exposure) ของประชากรทั้งกลุ่ม และการเกิดโรคหรือ
เสียชีวิต (Outcome) ของประชากรทั้งกลุ่ม ท�ำให้ไม่ทราบว่าประชากรท่ีเกิดโรค และ / หรือ เสียชีวิตใน
ระดับรายบุคคลในเมืองหนึ่งๆ สัมผัสปัจจัยนั้นหรือไม่สัมผัสปัจจัยจ�ำนวนเท่าใด และปริมาณรับสัมผัส
แต่ละรายเท่าใด ซ่ึงนับเป็นข้อจ�ำกัดส�ำคัญของการแปลผลการศึกษาประเภทนี้ หรือท่ีเรียกว่า Ecologic
fallacy
การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross - sectional studies หรือ Prevalence Surveys)
การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional studies) เป็นการศึกษาเชิงส�ำรวจ
(Survey of a sample of the population) เก่ียวกับปัจจัยที่สนใจ (Exposure) และการเกิดโรค
(Disease outcome) ณ จดุ เวลาใดเวลาหน่งึ (A certain point in time) เนือ่ งจากการเกดิ โรคทส่ี นใจ
หรือ Disease outcome นับเป็นจ�ำนวนผู้ป่วย ณ จุดเวลาหน่ึงที่ศึกษา ไม่ใช่ช่วงระยะเวลา ซึ่งก็คือ
ความหมายของค่าความชุก (Prevalent cases) น่ันเองการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-
sectional studies) จงึ มีชอ่ื เรียกอีกชื่อหนงึ่ ว่า “Prevalence Surveys”
ระบกุ ลุ่มประชากร
ที่ตอ้ งการศึกษา
p
ส�ำรวจข้อมูลเกยี่ วกับปัจจยั (Exposure) และการเกดิ โรค (Disease outcome)
p p p p
สมั ผสั ปัจจยั สมั ผัสปัจจัย ไม่สัมผัสปัจจยั ไมส่ มั ผัสปจั จยั
และเกดิ โรค และไม่เกดิ โรค แตเ่ กิดโรค และไม่เกดิ โรค
รูปท่ี 6 แผนภมู ิการออกแบบศกึ ษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตดั ขวาง (Cross - sectional studies)
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 247
ขั้นตอนการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross - sectional studies) ได้แก่ ก�ำหนด
นิยามกลุ่มประชากรที่ต้องการศึกษา (Defined Population) หลังจากน้ัน ด�ำเนินการส�ำรวจข้อมูลการ
สัมผัสปัจจัยเส่ียงท่ีสนใจ (Exposure) และการเกิดโรค (Disease outcome) ลักษณะรายบุคคลในกลุ่ม
ประชากรทส่ี นใจ ซง่ึ จะสามารถจดั กลุ่มย่อยรายบคุ คล (Subgroups) ตามการสมั ผสั / ไม่สมั ผสั ปจั จยั และ
การเกดิ / ไมเ่ กิดโรค ไดเ้ ปน็ 1 ใน 4 รูปแบบท่เี ปน็ ไปได ้ ดังรูป
เกิดโรค ไม่เกิด
โรค
สัมผสั a b
ปจั จัย
ไมส่ ัมผัส c d
ปัจจัย
เกิดโรค ไมเ่ กิด เกิดโรค ไมเ่ กดิ
โรค โรค
สัมผสั a b สัมผัส a b
ปจั จยั ปัจจัย
ไมส่ ัมผัส c d ไม่สัมผสั c d
ปจั จัย ปจั จัย
รปู ท่ี 7.A รูปที่ 7.B
รปู ที่ 7 การออกแบบการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional studies) ทจ่ี ำ� แนกตาม
การสมั ผสั / ไม่สมั ผัสปัจจยั และการเกดิ / ไม่เกดิ โรค ทงั้ 2 วิธี
จากรูปที่ 7 ตาราง 2 X 2 มีความหมายว่า จ�ำนวนผู้ป่วยสัมผัสปัจจัยเสี่ยงและเกิดโรค a คน
จ�ำนวนผู้ป่วยสัมผัสปัจจัยเสี่ยงและไม่เกิดโรค b คน จ�ำนวนผู้ป่วยไม่สัมผัสปัจจัยเส่ียงและเกิดโรค c คน
จ�ำนวนผู้ป่วยไม่สมั ผัสปจั จยั เสย่ี งและไมเ่ กดิ โรค d คน
การศึกษาวิจยั เชงิ พรรณนาแบบตดั ขวาง (Cross-sectional studies) สามารถทำ� ได้ 2 วิธี ได้แก่
1. เปรียบเทียบความถ่ีหรืออัตราชุกของโรค (Prevalent of disease) ระหว่างกลุ่มท่ีสัมผัสปัจจัย
และกลุ่มทไี่ มส่ ัมผสั ปจั จยั ดงั รปู ท่ี 7.A ความถ่ีหรืออัตราชุกของโรค (Prevalent of disease) ในกล่มุ ท่ี
ส(cัม +cผ ัสdป) ัจจัย คือ (a +a b) ความถี่หรืออัตราชุก (Prevalent of disease) ในกลุ่มท่ีไม่สัมผัสปัจจัย คือ
248 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
2. เปรียบเทียบความถ่ีหรืออัตราชุกของปัจจัย (Prevalent of exposure) ระหว่างกลุ่มท่ีเป็นโรค
เคแปลอื ็นะ โก(รbลค b+ุ่ม คทdือี่ไ)ม ่เ(ปa็น +aโ รcค) ดังรูปท่ี 7.B ความถ่ีหรืออัตราชุกของปัจจัย (Prevalent of exposure) ในกลุ่มท่ี
ความถ่ีหรืออัตราชุกของปัจจัย (Prevalent of exposure) ในกลุ่มท่ีไม่เป็นโรค
ข้อดีของการศกึ ษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross - sectional studies)
การศึกษาประเภท Cross - sectional studies สามารถท�ำได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะศึกษาทั้ง
ปัจจัยเสี่ยง (Exposure) และการเกิดโรค (Outcome) พร้อมกัน ณ จุดเวลาเดียวกัน ท�ำให้พอจะบอก
ความสัมพันธ์ (Association) ระหว่างการสมั ผัสปัจจัยและการเกดิ โรคเบื้องตน้
ขอ้ เสยี ของการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตดั ขวาง (Cross - sectional studies)
การศึกษาประเภท Cross-sectional studies ไม่สามารถบอกได้ว่าการสัมผัสปจั จยั เกดิ ก่อนหรือ
หลังการเกิดโรค (ขาด temporal relationships) จึงจ�ำเป็นต้องท�ำการวิจัยระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์
(Analytic Epidemiology) เพ่ืออธิบายเชิงเหตุและผลของการสัมผัสปัจจัยและการเกิดโรค (Causal
relationships) ตอ่ ไป
2. ระบาดวทิ ยาเชิงวิเคราะห์ (Analytic Epidemiology) เปน็ การศึกษาปจั จัยที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ โรค
(Determinants of Disease) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสปัจจัยหรือปัจจัยเสี่ยง
และการเกิดโรค ในการตอบค�ำถามว่ามีความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Etiologic or causal relationships)
ระหว่างการสัมผัสปัจจัยและการเกิดโรคหรือไม่ ตัวอย่างการศึกษาระบาดวิทยาประเภทเชิงวิเคราะห์
(Analytic Epidemiology) ได้แก่ Cohort studies, Case-control studies, Randomized controlled
trials
การศกึ ษาวิจัยประเภท Cohort studies (หรือ Longitudinal Studies หรือ Prospective Studies)
การออกแบบการศกึ ษาทางระบาดวทิ ยาประเภท Cohort studies เป็นการศกึ ษาประเภทใชก้ าร
สงั เกต (Observational Study) โดย เรมิ่ ต้นจากสาเหตุ (การสัมผัสปัจจัยหรือมีปัจจยั เสีย่ งท่สี นใจ) ไป
หาผล (อัตราการเกิดโรคหรืออัตราเสียชีวิตจากโรค) โดยตั้งต้นจากกลุ่มผู้สัมผัสปัจจัยและกลุ่มผู้ไม่สัมผัส
ปัจจัย หลังจากนั้นท�ำการสังเกตติดตามไปข้างหน้าทั้งสองกลุ่มเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพ่ือดูอัตราการเกิดโรค
หรือเสียชีวิตท่ีเกิดขึ้น เปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ไม่สัมผัสปัจจัย (กลุ่มควบคุม) กลุ่มผู้สัมผัสปัจจัยและกลุ่ม
ผู้ไม่สัมผัสปัจจัยอาจมีมากกว่า 2 กลุ่มก็ได้ ในบทน้ี แสดงกลุ่มผู้สัมผัสปัจจัยและกลุ่มควบคุมแบ่งเป็น
2 กลุ่มเพือ่ ความเข้าใจงา่ ย ดงั ตวั อยา่ ง
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 249
สัมผัสปจั จยั ไม่สมั ผสั ปัจจัย
p pp p
เกดิ โรค ไม่เกิดโรค เกดิ โรค ไม่เกิดโรค
รปู ที่ 8 แผนภูมิการออกแบบศกึ ษาวจิ ยั แบบ Cohort studies
ศึกษาตดิ ตามไปขา้ งหนา้ (ผล) อตั ราการเกดิ โรค
องค์ประกอบท่ีตอ้ งการศึกษา ไม่เกิด โรค จ�ำนวนทงั้ หมด (Incidence of
เกิด โรค the disease)
a + b a
ตง้ั ต้น (เหตุ) สมั ผสั ปจั จยั a b c + d a + b
ไม่สัมผสั ปจั จยั c c
d c + d
รปู ท่ี 9 การออกแบบตารางศึกษาวิจยั แบบ Cohort studies
จากรูปท่ี 9 การวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัยประเภท Cohort studies เริ่มต้นจากการสัมผัส/
(tไchม +e่สัม ddผ)iัสsรeปาaยัจs จe ัยอ) ตัใ ในรนากทกลาี่นุ่มรี้ ผเจกู้ส�ำิดัมนโผรวัสคนปผ(ัจIู้สnจัมcัยiผdัสคeปnือัจc จe(aัยo ท+afั้ง bหth)ม eดมdในีis(ทeaa�ำ +sนe อb) ง) ใเนดราียกยวล กมุ่ ันผอูไ้ัตมจร่ส�ำาัมนกผวาสัรนเปผกจัู้ไิดมจโ่ยัสรคัมคผือ(ัสI nป (ccัจi d+จceัย dnท)c้ังeหมoดf
ในการสรุปผลการศึกษาว่าการสัมผัสปัจจัยมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค อัตราการเกิดโรคใน
กลุ่มสัมผัสปัจจัย (Incidence in the exposed group) ควรสูงกว่าอัตราการเกิดโรคในกลุ่มควบคุม
(Incidence in the unexposed group) ร่วมกับ สถิติท่ีใช้ทดสอบระหว่างปัจจัยและอัตราการเกิดโรค
แสดงความมีนัยส�ำคัญ การศึกษาแบบ Cohort Studies เป็นการศึกษาทางระบาดวิทยาท่ีมีประโยชน์
มากใช้ในการพสิ ูจน์สมมติฐานเกีย่ วกับสาเหตุของการเกิดโรค
ตัวอย่างการศึกษาวจิ ัยแบบ Cohort studies
ตัวอย่าง : การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) กับอัตรา
การเกิดโรคหอบหืด (Asthma) ในพยาบาลจำ� นวนทงั้ หมด 8,000 คน : การศึกษาแบบติดตามไปขา้ งหนา้
สมมติฐาน : การสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) จากการท�ำงานเป็นสาเหตุของโรค
หอบหดื (Asthma) ในพยาบาล
250 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
การออกแบบการศึกษา : Cohort (Prospective) Studies
กลุ่มใชศ้ ึกษา : กล่มุ สมั ผัสสารฟอร์มลั ดีไฮด์ (Formaldehyde)
กลมุ่ ควบคุม : กลุ่มไม่สมั ผัสสารฟอรม์ ัลดีไฮด์ (Formaldehyde)
การตรวจสอบ : เปรียบเทียบอตั ราการเกดิ โรคหอบหืด (Asthma) ของทง้ั สองกลมุ่
ศกึ ษาตดิ ตามไปข้างหน้า (ผล) จำ� น(Tวoนtท aัง้lsห) มด อตั ราการเกิดโรค
องคป์ ระกอบท่ตี อ้ งการศึกษา เกดิ โรค ไม่เกดิ โรค (Incidence per
1,000 per Year)
ตง้ั ต้น สมั ผัสฟอร์มลั ดีไฮด ์ 84 2,916 3,000 28.0
(เหตุ) ไมส่ มั ผสั ฟอร์มลั ดีไฮด์ 87 4,913 5,000 17.4
ค�ำอธิบายตาราง : ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formalde-
hyde) กับอัตราการเกิดโรคหอบหืด (Asthma) ในพยาบาลทั้งหมด 8,000 คนแบบติดตามไปข้างหน้า
มีพยาบาลท�ำงานสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Exposed group) จ�ำนวนท้ังหมด 3,000 คน และ พยาบาล
ไม่สัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Non - exposed group) จ�ำนวนท้ังหมด 5,000 คน ซึ่งท้ังสองกลุ่มไม่มี
โรคประจ�ำตัวหอบหืด ณ ช่วงเริ่มต้นศึกษา (Baseline) เมื่อติดตามการศึกษาในช่วงระยะเวลาท่ีก�ำหนด
พยาบาลกลุ่มสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์เกิดโรคหอบหืด 84 คน กลุ่มไม่สัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์เกิดโรค
หอบหืด 87 คน ดังน้ัน อัตราเกิดโรคหอบหืดในพยาบาลกลุ่มสัมผัสสารฟอร์มัลดีไฮด์ คือ 28.0 / 1,000
และ อัตราเกิดโรคหอบหดื ในพยาบาลกล่มุ ไมส่ ัมผัสสารฟอรม์ ัลดีไฮด์ คือ 17.4 / 1,000
เน่ืองจากลักษณะของการศึกษาประเภท Cohort Studies นั้น เป็นการศึกษาประเภทใช้
การสังเกตระยะหนึ่ง (Observational Study) โดยเริ่มจากเหตุ (การสัมผัสปัจจัย) ไปผล (การเกิดโรค)
และวัดเป็นอัตราของผู้ป่วยที่เกิดโรครายใหม่ในระหว่างช่วงท่ีท�ำการศึกษา จึงสามารถใช้การศึกษา
ประเภท Cohort Studies ทดสอบสมมติฐานความเป็นสาเหตุของการเกิดโรคท่ีสนใจได้ (Temporal
relationships)
การศึกษาประเภท Cohort Studies ซึ่งศึกษาจากเหตุ (การสัมผัสปัจจัย) ไปผล (การเกิดโรค)
สามารถแบ่งย่อยออกไดอ้ ีกเปน็ 3 ประเภท ตามจดุ เรม่ิ เวลาท�ำวิจัย ดงั น้ี
1. Prospective cohort studies (Concurrent cohort studies, Concurrent prospective
studies) เป็นการศึกษาไปข้างหนา้ โดยเรม่ิ จากสาเหตุ คือ การสัมผัสปัจจยั (Exposure/ Risk factors)
ในปจั จบุ นั แล้วติดตามสงั เกตไปข้างหน้าระยะหนง่ึ เพื่อดูผล คือ อัตราการเกดิ โรคน้ันในอนาคต
2. Retrospective cohort studies (Historical cohort studies, Non concurrent prospective
studies) เป็นการศึกษาจากจุดเร่ิมต้นการสัมผัสปัจจัย (Exposure/ Risk factors) ในอดีต มาจนถึงการ
เกิดโรค (Disease outcome) ในปัจจุบัน โดยจุดเริ่มต้น คือ กลุ่มศึกษาซ่ึงสัมผัสปัจจัยและกลุ่มควบคุม
ซ่ึงไม่สัมผัสปัจจัย ซึ่งอาจท�ำได้จากการรีวิวประวัติเวชระเบียน แล้วติดตามเปรียบเทียบจ�ำนวนความถี่
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 251
ของการเกิดโรคในปัจจุบัน จะสังเกตเห็นว่าในการศึกษาประเภท Retrospective cohort studies
โรคในการศึกษาน้ันได้เกิดขึ้นแล้ว ณ เวลาท�ำการศึกษา และยังคงเป็นการสังเกตติดตามจากเหตุ (การ
สมั ผัสปัจจัย) ไปยังผล (การเกดิ โรค)
การศึกษาวิจัยประเภท Retrospective cohort studies สามารถช่วยลดปัญหาผู้เข้าร่วมการ
วิจัยออกจากการศึกษากลางคัน (Losses to follow-up) จากการติดตามไปข้างหน้าเป็นระยะเวลานาน
ได้ เนอื่ งจากโรคในการศกึ ษาน้ันไดเ้ กิดขนึ้ แลว้ ณ เวลาท�ำการศึกษา
3. Combinations of prospective cohort and retrospective designs เป็นการศึกษาจาก
จุดเร่ิมต้นการสัมผัสปัจจัย (Exposure/ Risk factors) ในอดีต แล้วติดตามสังเกตไปข้างหน้าระยะหนึ่ง
เพือ่ ดูผล คอื อตั ราการเกดิ โรคนนั้ ในอนาคต
ข้อดีของการศกึ ษาวจิ ัยประเภท Cohort studies
1. สามารถวัดอันตรายของการเกดิ โรค (Risk of disease development) ไดโ้ ดยตรง
2. สามารถบอกความเป็นเหตุและผลท่ีเกิดขึ้นระหว่างการสัมผัสปัจจัยและการเกิดผลกระทบ
สุขภาพ (Temporal relationship between exposure and disease)
3. มีประโยชน์ในกรณีท่ีต้องการศึกษาปัจจัยต้นเหตุแม้มีสาเหตุเดียว (Single exposure หรือ
Single risk factor) ก็สามารถศกึ ษาการเกิดโรค (หลาย outcome) ได้
ข้อเสยี ของการศกึ ษาวจิ ัยประเภท Cohort studies
1. ส้ินเปลอื งคา่ ใชจ้ ่ายมาก เนือ่ งจากมกั ตอ้ งใชข้ นาดตัวอยา่ งจำ� นวนมาก
2. ใชร้ ะยะเวลาดำ� เนนิ การนาน ไม่เหมาะกบั กรณีเป็นโรคหายากหรือพบนอ้ ย (Rare diseases)
3. อาจบิดเบอื นผลการศกึ ษาทไี่ ดร้ ับจากผู้เขา้ ร่วมการวิจยั เลอื กออกจากการศกึ ษากลางคัน (Losses
to follow-up)
การศกึ ษาวจิ ัยประเภท Case - Control Studies (Retrospective Studies)
การศึกษาทางระบาดวิทยาประเภท Case - Control studies เป็นการศึกษาประเภทไปข้างหลัง
โดยเร่ิมต้นจากกล่มุ ผ้ปู ่วยดว้ ยโรคทจ่ี ะท�ำการศกึ ษา (Cases) และกลุม่ ไมเ่ ป็นโรค (Controls) โดยกลุม่
ควบคุม (Controls) ตอ้ งมาจากประชากร (Population source) ท่มี อี งค์ประกอบอ่ืนๆ (Characteristics)
เปรียบเทียบกันได้กับกลุ่มที่จะท�ำการศึกษา (Cases) ยกเว้นองค์ประกอบที่ท�ำการศึกษา หลังจากนั้น
ท�ำการสังเกตติดตามประวัติอดีตเกี่ยวกับการสัมผัส / ไม่สัมผัสปัจจัยของท้ังสองกลุ่ม ซึ่งอาจท�ำได้โดยวิธี
การสัมภาษณ์ (Interviews) หรือ ศึกษาประวัติเวชระเบียน (Medical or employee records) หรือ
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการในเลือด ในปัสสาวะหรือเนื้อเยื่ออ่ืนๆ การศึกษาวิจัยประเภท Case - Control
studies ช่วยสนับสนุนสมมติฐานว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สนใจและการเกิดโรคหรือไม่ เพราะ
บางครั้งอาจมีสมมติฐานหลายอย่างเก่ียวกับสาเหตุของโรค จึงจ�ำเป็นต้องท�ำการศึกษาวิจัยประเภทน้ีก่อน
เพ่ือประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละสมมติฐาน หลังจากนั้นค่อยท�ำการศึกษาประเภท Prospective
studies ต่อไป การศึกษาวิจัยประเภท Case - Control studies เป็นการศึกษาทางระบาดวิทยาที่มี
ประโยชน์มากในกรณขี องโรคท่ีพบนอ้ ย (Rare diseases)
252 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
สมั ผสั ปจั จัย ไม่สัมผัสปจั จัย สัมผัสปจั จัย ไมส่ ัมผัสปจั จัย
p
p
p
p
เกดิ โรค ไม่เกดิ โรค
(Cases) (Controls)
รูปท่ี 10 แผนภูมิการออกแบบศกึ ษาวิจัยแบบ Case - Control studies
ตงั้ ต้น (ผล)
ติดไปตขา้ามงปหรละงั วตั (เิสหัมตผุ) สั
เปน็ โรค ไม่เปน็ โรค
(Cases) (Controls)
เคยสัมผัสปัจจัย (Exposed) a b
ไมเ่ คยสมั ผัสปัจจยั (Non - exposed) c d
จำ� นวนท้งั หมด (Totals) a + c b + d
สดั สว่ นผู้มปี ระวตั สิ ัมผสั ปัจจัย a +a c b +b d
(Proportions who were
exposed)
รูปที่ 11 การออกแบบตารางศกึ ษาวจิ ยั แบบ Case - Control studies
ก ลุ่มที่เปก็นาโรรจคะส(Pรrุปoผpลoกrาtรioศnึกsษาoวf่าhโรisคtแoลryะปoัจfจeัยxนpั้นoมsีคuวrาeมสaัมmพoันnธg์กันcaสseัดsส)่ว น(ใผนู้มทีป่ีนร้ีะควือัต ิส(ัมaผ +aัส cป)ัจ จคัยวในร
cสoูงกnวtา่roสlดั sส) ่ว (นในผู้มทปี่ีนร้ี ะควือตั สิ (bมั ผ+bัส dป)จั จรยั ่วใมนกกับลุ่มสทถ่ีเปิต็นิทโี่ใรชค้ทด(Pสrอoบpรoะrtหioวn่างsโรoคfแhลisะtปoัจryจัยoแfสeดxงpคoวsาuมrมeีนaัยmส�ำoคnัญg
อยา่ งไรก็ตาม การศึกษาประเภท Case - Control studies ไมส่ ามารถบอกค่าอบุ ัติการณ์ (Incidence)
หรือ อัตราเสยี่ ง (Relative risk) ของประชากรท่ศี กึ ษาได้ เน่อื งจากรปู แบบการศกึ ษามกี ารกำ� หนดจ�ำนวน
Cases และ Controls ลงไปก่อนเรม่ิ ท�ำการศึกษา
การจับคูต่ อ่ การวเิ คราะห์ขอ้ มูล (Matching)
ข้อควรค�ำนึงอันดับต้นของการออกแบบศึกษาวิจัยแบบ Case - Control studies คือ การเลือก
กลุ่มควบคุม (Controls) ต้องมาจากประชากร (Population source) ที่มีองค์ประกอบอื่นๆ (Charac-
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 253
teristics) เปรียบเทียบกันได้กับกลุ่มที่จะท�ำการศึกษา (Cases) ยกเว้นองค์ประกอบท่ีท�ำการศึกษา เพ่ือ
ลดอคตหิ รือความลำ� เอียงของผลการศึกษา (ลด biased estimate of effect) ขอ้ จ�ำกัดนป้ี อ้ งกนั ไดโ้ ดย
การเลอื กกลุม่ เปรียบเทียบด้วยวิธีจบั คูต่ ่อการวิเคราะห์ข้อมูล (Matching)
การเลอื กกลมุ่ เปรียบเทยี บ (Controls) ในการศกึ ษาประเภท Case-Control studies อาจเลอื ก
จากโรงพยาบาล (Hospital controls) หรือชมุ ชน (Community controls) ก็ได้ และรปู แบบการเลือก
อาจเป็นแบบ Matched (กลุ่มเปรียบเทียบแต่ละคนถูกจับคู่เลือกให้คล้ายคลึงกับกลุ่มศึกษาแต่ละคน)
หรือ Unmatched (กลุ่มศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบเป็นกลุ่มท่ีแยกจากกันโดยเด็ดขาด) และสัดส่วน
Case : Control = 1 : 1, 1 : 2, 1 : 3, 1 : 4 โดยมกี ารต้ัง Inclusion / Exclusion criteria ท่ีเหมาะสมต่อการ
จบั คตู่ อ่ การวเิ คราะห์ข้อมูล
ตวั อยา่ งการศกึ ษาวจิ ัยแบบ Case - Control studies
ตัวอย่าง : การศึกษาความสัมพันธ์ของการได้รับเช้ือ Rubella ของมารดาขณะต้ังครรภ์และการ
เกิดโรคต้อกระจกแตก่ ำ� เนดิ (Congenital cataracts) ในเด็กแรกเกิด
สมมติฐาน : การได้รับเชื้อ Rubella ของมารดาขณะตั้งครรภ์เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต้อกระจกแต่
ก�ำเนดิ (Congenital cataracts) ในเดก็ แรกเกดิ
การออกแบบการศกึ ษา : Case - Control studies
กลมุ่ ทีเ่ ป็นโรค (Cases) : เดก็ แรกเกิดทีเ่ ป็นโรคตอ้ กระจกแตก่ ำ� เนดิ (Congenital cataracts)
กลุ่มควบคุม (Controls) : เดก็ แรกเกิดทไ่ี มเ่ ปน็ โรคต้อกระจกแต่ก�ำเนดิ (Congenital cataracts)
การตรวจสอบ : เปรียบเทียบสดั ส่วนมารดาไดร้ บั เช้ือ Rubella ขณะต้งั ครรภ์ในเด็กทงั้ สองกลุ่ม
ตงั้ ตน้ (ผล)
ติดตามประวัติสมั ผัส เปน็ โรคตอ้ กระจก ไมเ่ ป็นโรคตอ้ กระจก
ไปข้างหลงั (เหต)ุ แต่กำ� เนิด แตก่ �ำเนิด
(Cases) (Controls)
มารดาได้รบั เชอ้ื Rubella 112 176
ขณะตง้ั ครรภ์ (Exposed)
มารดาไมไ่ ด้รับเชื้อ Rubella 88 224
ขณะตง้ั ครรภ์ (Non - exposed)
จำ� นวนท้ังหมด (Totals) 200 400
% มารดาได้รับเชอื้ Rubella 56 44
ขณะตงั้ ครรภ์
254 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
ค�ำอธิบายตาราง : ในการศกึ ษาความสัมพันธ์ของการได้รบั เช้อื Rubella ของมารดาขณะตั้งครรภ์
และการเกิดโรคต้อกระจกแต่ก�ำเนิด (Congenital cataracts) ในเด็กแรกเกิดทั้งหมดจ�ำนวน 600 คน
เด็กที่เป็นโรคต้อกระจกแต่ก�ำเนิดจ�ำนวน 200 คน โดยใน 200 คนนี้ แบ่งเป็น มีประวัติมารดาได้รับเช้ือ
Rubella ขณะต้ังครรภ์จ�ำนวน 112 คน ไม่มีประวัติมารดาได้รับเชื้อ Rubella จ�ำนวน 88 คน ในเด็ก
ท่ีไม่เป็นโรคต้อกระจกแต่ก�ำเนิด 400 คน มีประวัติมารดาได้รับเช้ือ Rubella ขณะตั้งครรภ์จ�ำนวน
176 คน และไมม่ ีประวัติมารดาไดร้ ับเชือ้ Rubella จ�ำนวน 224 คน ดงั นนั้ 56 % ของเด็กแรกเกดิ ท่เี ปน็
โรคต้อกระจกแต่ก�ำเนิดมีประวัติมารดาได้รับเชื้อ Rubella เทียบกับ 44 % ของเด็กแรกเกิดปกติท่ีมี
ประวัติมารดาไดร้ บั เชือ้ Rubella
ข้อดีของการศึกษาวจิ ยั ประเภท Case - Control Studies
1. มีประโยชน์มากในกรณีโรคพบน้อยและมีระยะฟักตัวนาน (Rare disease with long latency
period)
2. ทำ� ได้ง่ายและไดผ้ ลเร็ว ใช้เวลาดำ� เนนิ การไมน่ าน
3. ค่าใชจ้ ่ายในการดำ� เนินการไม่สูง เนือ่ งจากสามารถใชเ้ อกสารหรอื ข้อมลู ทม่ี ีอยูแ่ ล้ว
4. สามารถใช้ศกึ ษาปจั จัยที่เกย่ี วข้องกบั โรคหน่งึ ๆ ไดห้ ลายปัจจัยในเวลาเดียวกนั
5. หลกี เล่ียงปัญหากลุม่ ผถู้ กู ศึกษาออกจากการศึกษากลางคนั (Loss to follow-up) ซงึ่ เป็นปญั หา
สำ� คัญของ Cohort studies ได้
ขอ้ เสยี ของการศกึ ษาวจิ ัยประเภท Case - Control Studies
1. การก�ำหนดหรือเลือกกลุ่มควบคุมทีเ่ หมาะสมทำ� ได้ยาก
2. การศึกษาวจิ ัยประเภท Case-control studies ไม่สามารถคำ� นวณคา่ อบุ ัตกิ ารณส์ ะสม (Cumu-
lative incidence) หรอื อัตราอุบตั ิการณ์ (Incidence rate) ได้
3. การศึกษาข้อมูลจากประวัติการสัมผัสในอดีตท่ีอยู่ในเวชระเบียนอาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่
ตอ้ งการศกึ ษา
4. มีแนวโน้มท่ีจะเกิดปัญหา Recall bias หากกลุ่ม Cases และกลุ่ม Controls มีความสามารถ
ในการร�ำลกึ (Recall) การสมั ผัสปจั จัยในอดีตแตกต่างกัน
5. มีประสทิ ธภิ าพต�่ำมากในกรณีที่การศึกษาเก่ียวกับการสัมผสั ปัจจยั (Exposure) น้ันพบไมบ่ อ่ ย
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการแปลผลศึกษาวิจัย
ความถกู ตอ้ งในการแปลผลศกึ ษาวจิ ัย มอี ยู ่ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. Precision หมายถึง ความสามารถในการบอกค่าได้เท่าเดิมทุกครั้ง เป็นการวัดที่ปราศจากผล
ของความบงั เอญิ (Random error หรือ Chance)
2. Validity หมายถึง ความสามารถในการบอกค่าที่ต้องการวัดได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็น
การวดั ทีป่ ราศจากความคลาดเคลื่อนทีเ่ กดิ ข้ึนอยา่ งเปน็ ระบบ (Systematic error)
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 255
ในการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาประเภทหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal relationships)
จะต้องมีการพิสจู นเ์ สียกอ่ นวา่ ผลการศึกษามไิ ดเ้ ปน็ ผลจาก
- ความบังเอญิ (Random error หรือ Chance)
- อคติ (Bias หรอื Systematic error)
- การรบกวน (Confounding)
อคติ (Bias หรือ Systematic error)
อคติ (Bias) เป็นความคลาดเคลอื่ นท่ีเกิดขึ้นอยา่ งเปน็ ระบบ (Systematic error) มลี กั ษณะคงอยู่
(Consistent) และ ไม่ไดเ้ กดิ ขนึ้ โดยบังเอิญ
อคติ (Bias) แบ่งย่อยได้เป็นอีก 2 ประเภท ได้แก่ Selection Bias (ความล�ำเอียงในการเลือก
กลมุ่ ตัวอยา่ งและกลมุ่ ควบคุม) และ Information Bias (ความลำ� เอยี งจากการเลือกขอ้ มูลไมถ่ กู ตอ้ ง) ดังน้ี
Selection Bias
Selection Bias หมายถึง ความล�ำเอียงในการเลือกกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มควบคุม ตัวอย่างของ
Selection Bias ทีพ่ บได้ในการศึกษาวจิ ยั ทางระบาดวทิ ยาประเภท Cohort Studies เช่น ความล�ำเอยี ง
ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มควบคุม ส่งผลให้กลุ่มท่ีไม่ได้รับเลือกหรือไม่ตอบรับเข้าอยู่ในการศึกษา
(Nonparticipation and nonresponse) อาจเปน็ กลุม่ ทเี่ ปน็ สาเหตุทีแ่ ทจ้ ริงของการเกดิ โรค นอกจากนี้
การศึกษาประเภท Prospective Cohort Studies เป็นการศึกษาติดตามไปข้างหน้าซ่ึงมักใช้ระยะเวลา
นาน จงึ มกั ส่งผลให้เกิดปญั หาผู้เขา้ รว่ มการวิจยั เลือกออกจากการศกึ ษากลางคัน (Losses to follow-up)
ซึ่งหากกลุ่มท่ีเลือกออกจากการศึกษากลางคันมีจ�ำนวนมาก และเป็นกลุ่มที่มีบทบาทส�ำคัญต่ออัตราการ
เกิดโรค กจ็ ะสง่ ผลกระทบตอ่ ความถูกต้องในแปลผลการศึกษาวิจยั ได้
ตวั อย่างของ Selection Bias ทพ่ี บไดใ้ นการศกึ ษาวจิ ยั ทางระบาดวทิ ยาประเภท Case-Control
Studies เชน่
การเลือก Cases (Case selection bias) หากเลอื กผ้ปู ว่ ย (Cases) เฉพาะจากโรงพยาบาลระดบั
ตติยภูมิ (Referral Centers) แห่งเดียว สามารถท�ำให้เกิด Selection Bias ได้เม่ือต้องการขยายผลการ
ศึกษาสู่ผู้ป่วยโรคเดียวกันท่ีเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลแห่งอ่ืน เน่ืองจากตัวโรคของผู้ป่วยที่มารับการ
รักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่มักมีอาการรุนแรงหรือซับซ้อนมากกว่าผู้ป่วยท่ัวไป (Referral bias) อคติ
หรือความล�ำเอียงที่เกิดจากการเลือกกลุ่มที่ต้องการศึกษา (Cases) ป้องกันได้โดยการก�ำหนด Case
definition หรือ Diagnostic criteria ทม่ี ี Inclusion/ Exclusion criteria อย่างชดั เจน
การเลือก Controls (Control selection bias) ในการศึกษาวิจัยประเภท Case - Control
Studies จ�ำเป็นต้องเลือกกลุ่มควบคุม (Controls) ที่เหมาะสม กล่าวคือ กลุ่ม Controls ต้องมาจาก
ประชากร (Population source) เดียวกับกลุ่มที่ต้องการศึกษา (Cases) และกลุ่มควบคุม (Controls)
ต้องมรี ะดับการสัมผสั ปัจจัย (Level of exposure) ทีเ่ ป็นตัวแทนประชากร เพราะหากเลอื กกลมุ่ ควบคุม
256 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
(Controls) ที่มีองค์ประกอบอื่นๆ ยกเว้นปัจจัยท่ีต้องการศึกษา มากกว่าหรือน้อยกว่ากลุ่มที่ต้องการ
ศึกษา (Cases) ก็จะส่งผลให้เกิดอคติหรือความล�ำเอียง (biased estimate of effect) ต่อการแปลผล
สาเหตขุ องโรคได้
Information Bias
Information Bias หมายถึง การได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องจากกลุ่มสัมผัสปัจจัย และ / หรือ กลุ่ม
ควบคุม ยกตัวอยา่ งเชน่
- ผู้เข้าร่วมการวิจัยไม่ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง โดยเกิดจากค�ำถามสัมภาษณ์พฤติกรรมที่สังคม
ไม่ยอมรบั เช่น ความประพฤติทางเพศ การใช้สารเสพติด
- กลุ่มผู้สัมผัสปัจจัยและกลุ่มควบคุมร�ำลึกข้อมูลในอดีต (Recall) ได้แตกต่างกัน ข้อจ�ำกัดน้ีพบได้
มากในการศกึ ษาวจิ ัยประเภท Retrospective cohort studies เช่น กลมุ่ เกดิ โรคมกั จำ� ประวัตกิ ารสัมผสั
ปจั จยั ในอดตี ไดม้ ากกว่ากลุม่ ไมเ่ กดิ โรค (Recall bias)
- ผู้ท�ำวิจัยใช้แหล่งข้อมูลคลาดเคล่ือนไม่เท่ากัน เช่น กลุ่มสัมผัสปัจจัยได้ข้อมูลมาจากการรีวิว
เวชระเบยี น แตก่ ลมุ่ ควบคุมได้ขอ้ มูลมาจากการสัมภาษณ์รายบุคคล
- ผู้ท�ำวิจัยทราบมาก่อนว่าผู้ถูกศึกษาเป็นโรคหรือไม่เป็นโรค ท�ำให้ความละเอียดในการซักประวัติ
คนเป็นโรคละเอียดกว่าคนไมเ่ ปน็ โรค (Interviewer Bias)
- ผู้ท�ำวิจัยมีความเชื่อมั่นมากก่อนท�ำวิจัย (Strong preconceptions) ว่าการสัมผัสปัจจัยหนึ่งจะ
ต้องส่งผลตอ่ การเกิดโรคท่ีสนใจ ซึง่ สามารถสง่ ผลถึงอคตใิ นการเกบ็ ข้อมลู และวิเคราะหข์ ้อมลู
- ผู้ท�ำวิจัยก�ำหนดให้กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาอยู่ในกลุ่มหรือประเภทท่ีไม่เหมาะสม (Misclassifi-
cation) โดยอาจเปน็ ประเภทการสัมผัสปจั จยั (Exposure misclassification) หรอื ประเภทการเกิดโรค
(Disease misclassification) หากเปน็ แบบมีการเกบ็ ข้อมลู ผิดพลาดสองกล่มุ เทา่ ๆ กัน (Non-differential
misclassification) มกั จะมีผลลดขนาดของความสมั พันธ์ (biased toward the null) แต่หากเป็นแบบ
มีการเก็บข้อมูลผิดเพ้ียนของกลุ่มหน่ึงมากกว่าอีกกลุ่มหน่ึง (Differential misclassification) มักจะ
ท�ำนายหรือคาดการณ์ผลกระทบไม่ค่อยได้ (unpredictable) ดังน้ัน Differential misclassification
จงึ เปน็ ปัญหาในการแปลผลมากกวา่ Non - differential misclassification
การรบกวน (Confounding)
การรบกวน (Confounding) หมายถึง การผสมปนกันของผลของปัจจัยท่ีก�ำลังศึกษาต่อการเกิด
โรคด้วยปัจจัยท่ีสาม หรือท่ีเรียกว่า ตัวกวน (Confounder) โดยตัวกวน (Confounder) จะไปท�ำให้ผล
ของปจั จัยทีก่ �ำลงั ศึกษาตอ่ การเกดิ โรคที่สนใจ (Exposure - disease association) มีค่าสูงขึน้ หรอื ลดลง
ปัจจัยทจ่ี ะเปน็ ตวั กวน (Confounder) ได้ จะต้องมลี กั ษณะดังน้ ี คือ
1. มีความสัมพนั ธ์กบั ปจั จัยท่ีก�ำลังศึกษา (Exposure) และ
2. เปน็ Independent risk factor ของโรคท่ีก�ำลังศกึ ษา
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 257
ลกั ษณะอื่นๆ ในรายละเอียดเพ่ิมเตมิ ของตัวกวน (Confounder) ได้แก่ ตวั กวน (Confounder)
จะตอ้ งมีความสัมพันธ์กับการเกดิ โรคแม้ในกลุ่มทมี่ ไิ ดส้ ัมผสั ปจั จยั ทกี่ ำ� ลงั ศึกษา และ ตัวกวน (Confounder)
ตอ้ งไม่เป็นส่วนหน่งึ ของวถิ ที างของเหตทุ ่ีทำ� ใหเ้ กิดผลท่ศี ึกษา โดยสว่ นใหญต่ วั กวน (Confounder) มักจะ
เพียงแค่มสี หสมั พนั ธ์ (Correlation) กบั ปจั จัยทีเ่ ป็นสาเหตุของโรค (Causal factors) อนื่ ๆ
การศกึ ษาวจิ ัยประเภท Randomized clinical trials (Experimental studies)
การศกึ ษาจากการทดลอง (Randomized clinical trials, Experimental studies) จดั เปน็ การ
ทดสอบที่ดีท่ีสุด ในการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล เน่ืองจากเป็น
รปู แบบการศึกษาท่สี ามารถใหห้ ลกั ฐานขอ้ มลู เก่ียวกบั Causality ไดโ้ ดยตรง
การออกแบบการศึกษาวิจัยประเภท Randomized clinical trials มีการเปรียบเทียบโดยตรง
ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบต่างๆ ต้ังแต่ 2 กลุ่มข้ึนไป โดยมีกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งอาจไม่ได้
รับการรักษาใด (Placebo-controlled) หรือได้รับการรักษาวิธีเดิมซ่ึงวิธีการรักษาวิธีใหม่ต้องการมา
เปรียบเทยี บดว้ ย (Active-controlled) ผวู้ ิจัยจะเปน็ คนก�ำหนด (Design) และ ทำ� การมอบหมายแบบสุ่ม
(Randomly assigned) กลุ่มตัวอย่างแต่ละราย จากน้ันจะมีการติดตามกลุ่มตัวอย่างท้ังหมดเพ่ือสังเกต
ผลการรักษาแบบตา่ งๆ
การศึกษาวิจัยประเภท Randomized clinical trials คล้ายกับการศึกษาวิจัยประเภท Co-
hort Studies ตรงท่ที ำ� การศกึ ษาไปขา้ งหนา้ โดยตง้ั ต้นจากการสมั ผัสปัจจยั แลว้ ติดตามผลเหมือนกัน ขอ้
แตกต่างท่ีส�ำคัญระหว่างการศึกษาสองแบบน้ี คือ การศึกษาประเภท Randomized clinical trials
ผู้วิจัยจะเป็นคนก�ำหนด (Design) เองว่าแต่ละกลุ่มจะได้รับปัจจัยที่สงสัยที่ท�ำให้เกิดโรค (Exposure)
มากนอ้ ยเพียงใด หรือได้รับยาหรือสารท่ีต้องการทดสอบปรมิ าณเท่าใด ขณะท่ีการศกึ ษาประเภท Cohort
Studies จะเป็นการสังเกตการสัมผัส / ไม่สัมผัสปัจจัยของกลุ่มผู้ถูกศึกษาแล้วติดตามผลหรือโรคท่ีเกิดขึ้น
ผ้วู จิ ยั ไม่สามารถก�ำหนด Exposure แต่ละกลุม่ ได้
ประชากรท่ี
ต้องการศึกษา
การมอบหมายแบบสุ่ม (Randomly Assigned)
pp
การรกั ษาวธิ ี การรกั ษาวธิ ี
ใหม่ ปัจจุบัน
รปู ท่ี 12 แผนภมู กิ ารออกแบบศึกษาวิจยั แบบ Randomized clinical trials
258 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
ข้อดขี องการศึกษาวจิ ยั ประเภท Randomized clinical trials
1. มีประโยชน์มากในการพิสูจน์สาเหตุของโรค เพราะสามารถท�ำการลดหรือออกแบบก�ำหนดปัจจัย
เสี่ยงท่ีสงสัยในกลมุ่ ทดลองแล้วเปรยี บเทยี บกบั อตั ราการเกดิ โรคในกลมุ่ ควบคุม
2. สามารถท�ำการสุ่ม (Randomization) ช่วยป้องกันอคติ (Bias) ท�ำให้กลุ่มต่างๆ ท้ังกลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคุมมีความคล้ายคลึงกันในด้านการกระจายของปัจจัยเสี่ยง (ทั้งปัจจัยเส่ียงที่ทราบ
ดอี ยแู่ ลว้ และยงั ไม่ทราบ) มากยงิ่ ขน้ึ ตง้ั แต่เรม่ิ แรก
ข้อเสียของการศกึ ษาวิจยั ประเภท Randomized clinical trials
1. ท�ำได้ยาก และ คา่ ใช้จ่ายสงู
2. มักมีปัญหาด้านจริยธรรม จ�ำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมและอันตรายของผู้รับการทดลอง
ตลอดจนประโยชนท์ จี่ ะไดร้ ับจากการวิจยั
ตารางที่ 1 สรปุ ช่อื การศกึ ษาวจิ ัยทางระบาดวิทยา (Epidemiological study designs) ประเภทต่างๆ
Cross - sectional = Prevalence surveys
studies
Cohort studies = Longitudinal studies = Prospective studies
Prospective cohort = Concurrent cohort = Concurrent prospective
studies studies studies
Retrospective cohort = Historical cohort studies = Nonconcurrent prospective
studies studies
Case - control studies = Retrospective studies
Randomized trials = Experimental studies
การวัดขนาดของความสมั พนั ธข์ องปัจจยั ที่ศกึ ษาต่อการเกดิ โรค (Measures of Association)
การค�ำนวณอตั ราเสีย่ ง Relative Risk
ตัวช้ีวัดความสัมพันธ์ในการศึกษาประเภท Cohort Studies และ Randomized controlled
trials คือ Relative Risk หรือ RR ซ่ึงมวี ิธกี ารค�ำนวณดังน้ี
Disease
เป็นโรค ไม่เปน็ โรค
(Cases) (Controls)
ส(Eัมxผpัสoปsัจeจdัย)
Fac tor ไมส่ ัมผัสปัจจยั A B
(Not exposed) C D
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 259
อตั ราเสี่ยง (Relative Risk) = อตั ราอุบัตกิ ารณข์ องโรคในกลมุ่ ทส่ี ัมผสั ปจั จัยเสีย่ ง
อตั ราอุบัตกิ ารณ์ของโรคในกลุ่มทีไ่ มไ่ ดส้ ัมผัสปจั จัยเสยี่ ง
= CA // ((CA ++ DB))
การแปลผลคา่ Relative Risk
RR > 1 หมายถึง การสมั ผสั ปจั จัยเพ่มิ ความเสยี่ งตอ่ โรค
RR < 1 หมายถงึ การสมั ผัสปจั จยั ลดความเสีย่ งต่อโรค
RR = 1 หมายถึง ไม่มีความสัมพนั ธ์ระหว่างปจั จัยทีส่ ัมผัสและการเกิดโรค
การค�ำนวณอตั ราเสี่ยง Odds Ratio
ตัวชว้ี ัดความสมั พันธใ์ นการศึกษาประเภท Case - Control Studies คอื Odds Ratio หรือ OR
ซึ่งมวี ธิ ีการค�ำนวณดงั นี้
Disease
เปน็ โรค ไม่เปน็ โรค
(Cases) (Controls)
สมั ผสั ปัจจยั
Fac tor (Exposed) A B
ไม่สมั ผัสปัจจยั C D
(Not exposed)
อ ตั ราเส่ยี ง (Odds Ratio) = Odds ของการสัมผัสปัจจยั ในกลมุ่ Cases
Odds ของการสมั ผสั ปจั จยั ในกลุม่ Controls
= BA // DC = ABDC
การแปลผลค่า Odds Ratio
การแปลผลคา่ Odds Ratio จะแปลผลเหมอื นกับคา่ Relative Risk
OR > 1 การสมั ผัสปัจจยั เพิ่มความเสย่ี งตอ่ โรค
OR < 1 การสัมผัสปัจจยั ลดความเส่ียงต่อโรค
OR = 1 ไมม่ ีความสัมพนั ธร์ ะหว่างปัจจยั ท่ีสมั ผสั และการเกิดโรค
260 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
ในกรณีทโ่ี รคน้ันหายาก (Rare diseases) เราสามารถประมาณการค่าอัตราเส่ยี ง (Relative risk) โดย
การค�ำนวณคา่ Odds ratio (OR) ของการสมั ผัสปจั จยั ไดจ้ ากการคำ� นวณ ดงั นี้
Odds ของการสัมผสั ปจั จัยในกลุม่ เปน็ โรค (Cases) = A / C
Odds ของการสัมผสั ปัจจัยในกลุม่ ไม่เปน็ โรค (Controls) = B / D
อัตรา เสีย่ ง (Odds Ratio ) = BA // DC = ABDC
ในกรณโี รคนั้นหายาก (Rare diseases) B >> A และ D >>> C
ดังนนั้ Odds ratio ของการสมั ผสั เทา่ กบั
Relative Risk = CA // ((CA ++ DB)) ~ ABDC = Odds Ratio
การทดสอบความสมั พันธร์ ะหว่างปัจจัยทศ่ี ึกษาและการเกิดโรค
P Value
P Value หมายถึง โอกาส (Probability) ทจี่ ะพบความแตกต่างมากกว่าหรือเทา่ กบั ท่ีพบในกล่มุ
ตัวอยา่ งถ้าสมมติฐานเป็นจริง (Null hypothesis is true) โดยทีไ่ มไ่ ดเ้ กดิ ข้ึนโดยบงั เอญิ (Not occur by
chance)
โดยทั่วไปจะต้ัง Critical value ไว้ที่ P Value < 0.05 ซ่ึงหมายถึง โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์
น้อยมากๆ แสดงว่าสมมติฐานท่ีว่าไม่มีความแตกต่างน้ันไม่น่าจะเป็นความจริง ค่า P Value เป็นค่าท่ีได้
มาจากการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis testing) สามารถบอกได้ว่ามีความแตกต่างที่มีนัยส�ำคัญทาง
สถติ ิหรือไม่ แต่ไมไ่ ด้บอกวา่ ความแตกต่างนนั้ มีค่ามากน้อยเพียงใด
การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ศึกษาและการเกิดโรค ท�ำโดยการเปรียบเทียบอัตรา
อุบัติการณ์ของโรคในกลุ่มท่ีสัมผัสปัจจัยเสี่ยงและอัตราอุบัติการณ์ของโรคในกลุ่มที่ไม่สัมผัสปัจจัยเส่ียง
หรือเปรียบเทียบ อัตราของการสัมผัสปัจจัยในกลุ่มเป็นโรค (Cases) และ กลุ่มไม่เป็นโรค (Controls)
ท้ังน้ีเพ่ือเปรียบเทียบดูว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติหรือไม่ ถ้าทดสอบพบมีความแตกต่าง
กันก็แสดงว่าปัจจัยที่ศึกษาและโรคนั้นมีความสัมพันธ์กัน การทดสอบความมีนัยส�ำคัญทางสถิติเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ท่ีใช้บ่อยคือ Chi - squared test ซ่ึงใช้ส�ำหรับตาราง 2 X 2 Binomial proportions โดย
ข้อมูลท่ีน�ำมาทดสอบนั้นสามารถน�ำมาจากการศึกษาประเภท Cohort Studies หรือ Case - Control
Studies ใน Chi - squared test ถ้าผลการทดสอบมนี ัยส�ำคญั ทางสถติ ิ แสดงว่า มคี วามสมั พันธร์ ะหวา่ ง
ปัจจยั ทีศ่ ึกษาและโรค แต่ไม่ไดบ้ อกถึงระดับของความสมั พันธ์วา่ มีมากนอ้ ยเทา่ ใด
การแปลผลคา่ P Value
ถ้าคา่ P Value < 0.05 แสดงวา่ Statistically significant มีนยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ
ถา้ ค่า P Value < 0.01 แสดงวา่ Highly significant มีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิระดับสงู
ถ้าคา่ P Value < 0.001 แสดงว่า Very highly significant มีนยั สำ� คญั ทางสถติ ิระดับสูงมาก
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 261
95 percent Confidence Interval
Confidence Interval (CI) เป็นค่าท่ไี ดม้ าจากการประมาณการ (Estimate) ชว่ งระยะของค่าท่ี
ม่นั ใจได้ว่าจะครอบคลมุ คา่ ทแ่ี ท้จรงิ ในประชากรท่ีถกู สุม่ ตวั อยา่ งมา สามารถใช้ค่า Confidence Interval
ประมาณค่าจริงในประชากรไดท้ ง้ั การศึกษาทางระบาดวิทยาเชิงพรรณนา (Descriptive Epidemiology)
และระบาดวิทยาเชิงวเิ คราะห์ (Analytic Epidemiology)
โดยท่ัวไปทางการแพทย์มักนิยมรายงานคา่ Confidence Interval เป็นรอ้ ยละ 95 (95 percent
Confidence Interval; 95 percent CI) ซง่ึ หมายถึง หากทำ� การทดลองสมุ่ 100 คร้ัง ช่วงน้จี ะครอบคลุม
ค่าใน parameter ในประชากรทถ่ี กู สุ่มตัวอยา่ ง 95 ครัง้
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample size) มีอิทธิพลต่อค่า 95 percent CI กล่าวคือ หากขนาดกลุ่ม
ตวั อยา่ ง (Sample size) มากขึ้นคา่ 95 percent CI จะแคบลง หากขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ ง (Sample size)
ลดลงค่า 95 percent CI จะกวา้ งขึ้น
การแปลผลคา่ 95 percent CI
หากคา่ 95 percent CI ครอ่ ม 1 ในการศกึ ษาประเภท Cohort studies, Case-control studies
แปลวา่ ปัจจัยเส่ยี งนน้ั ไมม่ ีความสมั พนั ธ์กบั การเกดิ โรคอยา่ งมีนัยส�ำคญั ทางสถิติ หรือ ในการศกึ ษาประเภท
Randomized controlled trials การรักษานั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ อธิบาย
ว่า มโี อกาสทคี่ ่าคงที่จรงิ จาก Risk ratio, Hazard ratio ในประชากรทศ่ี ึกษาจะเปน็ 1.0 ซึ่งมโี อกาสทีจ่ ะ
ใหผ้ ลไมแ่ ตกตา่ งกันระหวา่ งการสมั ผัสและไม่สัมผัสปัจจัย
ค่าสถิติ P Value และ 95 percent CI มีความสัมพันธก์ นั อย่างใกลช้ ิด กล่าวคือ ค่า 95 percent
CI ครอ่ ม 1 มักเกดิ สิ่งทตี่ ามมา คือ P Value มกั จะ > 0.05 ด้วยเสมอ
การวดั ขนาดของผลกระทบ (Measures of Impact)
Incidence rate ratio (IRR)
Incidence rate ratio (IRR) เป็นการน�ำค่าอัตราอุบัติการณ์ (Incidence rate) จ�ำนวน 2 ค่า
มาเปรียบเทียบกันเพ่ือหาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงสัมพัทธ์ระหว่างอัตราการเกิดโรคในกลุ่มที่สัมผัสปัจจัย
(Exposed) และกล่มุ ทไ่ี ม่สัมผสั ปจั จยั (Unexposed) ดงั สมการ
Incidence rate ratio หรือ IRR = IE / IO
ค่า IE แทน Incidence in Exposed
ค่า IO แทน Incidence in Unexposed
262 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
การแปลผล Incidence rate ratio (IRR)
การสัมผัสปัจจัยหนึ่งอาจเป็นปัจจัยสาเหตุหรือปัจจัยป้องกันของโรคท่ีก�ำลังศึกษาอยู่ก็ได้ หาก
การสมั ผัสเป็นปัจจัยป้องกัน คา่ Incidence rate ratio (IRR) ท่คี ำ� นวณไดจ้ ะมีค่าน้อยกว่า 1
Attributable risk (AR)
Attributable risk (AR) เปน็ ผลตา่ งระหวา่ งคา่ อัตราอบุ ตั ิการณ์ (Incidence rate) ระหวา่ งกล่มุ
ท่ีสัมผัสปัจจัยและกลุ่มท่ีไม่สัมผัสปัจจัย เพื่อหาค่าความแตกต่างระหว่างอัตราอุบัติการณ์ท้ังสองค่า เป็น
การบอกว่าหากนำ� ปัจจัยเสยี่ งนนั้ ออกไปจะท�ำใหอ้ บุ ัติการณข์ องโรคลดลงเท่ากบั Attributable risk (AR)
ค่า Attributable risk (AR) อาจเรยี กอกี ชือ่ วา่ Excess risk คำ� นวณได้โดย
Attributable risk หรือ AR = IE – IO
ค่า IE แทน Incidence in Exposed
ค่า IO แทน Incidence in Unexposed
Percent Attributable risk (% AR)
Percent Attributable risk (% AR) คอื สัดส่วนของความเสย่ี งต่อการเกิดโรคในผู้ท่ีสมั ผัสปจั จัย
ตอ่ Risk factor ทเี่ นื่องจากการมปี ัจจยั เสยี่ ง คำ� นวณได้โดย
Percent Attributable risk (% AR) = (IE – IO) / IE * 100
ค่า IE แทน Incidence in Exposed
คา่ IO แทน Incidence in Unexposed
Percent Attributable risk (% AR) มหี น่วย เป็น เปอรเ์ ซ็นต์ %
Percent Attributable risk (% AR) ยังสามารถใช้อธิบายประสิทธิภาพ (Efficacy) ของวัคซีน
หรือมาตรการรักษาหน่ึง โดยใช้สูตรค�ำนวณเดียวกันข้างต้น เพียงแต่เปลี่ยน ค่า IE เป็น risk ในกลุ่ม
เปรยี บเทยี บ (Controls) และ ค่า IO เป็น risk ในกลมุ่ ทดลอง
ตวั อย่าง Percent Attributable risk (% AR)
ในการศึกษาประสิทธิภาพ (Efficacy) ของวัคซีนชนิดหนึ่ง พบว่ากลุ่มท่ีได้วัคซีนป่วยเป็นโรค
ร้อยละ 10 และ กลุ่มเปรียบเทยี บ (Controls) ปว่ ยเป็นโรครอ้ ยละ 20
Vaccine Efficacy = (20 % – 10 %) / 20 % * 100
= 50 %
หมายความวา่ วัคซนี ชนดิ นี้มปี ระสิทธภิ าพ (Vaccine Efficacy) ในการป้องกันโรครอ้ ยละ 50
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 263
Special Issues in Healthcare Epidemiology Methods
การควบคุมติดตามงานอาชีวอนามยั โดยใช้องคค์ วามรูร้ ะบาดวทิ ยา
การประยุกต์ความรู้ทางระบาดวิทยาในการเลือกกลุ่มเปรียบเทียบการศึกษาเช้ือแบคทีเรีย
ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาล (Control Group Selection in Studies of Antimicrobial
Resistance)
ระบาดวิทยางานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลหลายคร้ังเก่ียวข้องกับการศึกษาวิจัยเช้ือแบคทีเรีย
ด้ือต่อยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาล ซ่ึงส่วนใหญ่การศึกษาประเภทน้ีมักจะใช้รูปแบบการวิจัยประเภท
Case - Control Studies ซึ่งในรูปแบบการวิจัยประเภทนี้การเลือกกลุ่มเปรียบเทียบเป็นส่ิงส�ำคัญมาก
เพ่ือให้สามารถบอกผลการศึกษาไดถ้ ูกตอ้ งตามความเป็นจริง
ตัวอย่างการเลือกกลุ่มเปรียบเทียบในการศึกษาเชื้อแบคทีเรียดื้อต่อยาปฏิชีวนะโดยใช้ความรู้ทาง
ระบาดวิทยา
ในการศึกษาเฝ้าระวังการเกิดเช้ือแบคทีเรีย Enterococci spp. ด้ือยาปฏิชีวนะแวนโคมัยซิน
(Vancomycin Resistant Enterococci; VRE) ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โดยทั่วไป การเลือกกลุ่ม
เปรียบเทยี บเพื่อทำ� การศึกษาเชือ้ แบคทีเรียด้อื ตอ่ ยาปฏิชวี นะในโรงพยาบาล จะใช้ 2 วิธี ไดแ้ ก่
1. เลือกกลุ่มเปรียบเทียบจากคนไข้ที่นอนรักษาในโรงพยาบาลเดียวกันด้วยโรคอ่ืนๆ (General
hospitalized patient population) ซง่ึ ไมต่ ดิ เชอ้ื แบคทีเรยี ชนดิ ท่ีศกึ ษา
วธิ ีน้มี ีขอ้ จำ� กดั คอื กลุ่มเปรียบเทยี บซึ่งเป็นคนไขท้ นี่ อนรักษาในโรงพยาบาลเดียวกนั ด้วยโรคอ่ืนๆ
โดยทั่วไปหากได้รับการส่งผลเพาะเช้ือในกระแสเลือด (Hemoculture) มักเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีอาการหนัก
มโี รคประจ�ำตัวหลายโรค (Higher comorbidity score) มแี นวโน้มที่จะได้รับยาปฏิชีวนะหลายชนดิ และ
มีโอกาสติดเช้ืออ่ืนๆ นอกเหนือจากเชื้อท่ีศึกษาได้ง่าย ส่งผลให้มีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลมาเก่ียวข้องต่อ
ผลการศึกษานอกเหนือจากเชื้อแบคทีเรียด้ือยาต่อเช้ือปฏิชีวนะ ข้อจ�ำกัดน้ีป้องกันได้โดยการเลือกกลุ่ม
เปรยี บเทียบดว้ ยวธิ จี บั คตู่ อ่ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู (Matching)
2. เลือกกลุ่มเปรียบเทียบจากคนไข้ท่ีติดเช้ือแบคทีเรียชนิดเดียวกับท่ีศึกษาแต่ไม่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ
นนั้ ในตวั อยา่ งน้ี คอื Vancomycin - susceptible enterococci (VSE)
ซึ่งจากความรู้ทางระบาดวิทยา จะท�ำให้ทราบว่าการเลือกกลุ่มเปรียบเทียบวิธีน้ีสามารถท�ำให้
ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาปฏิชีวนะแวนโคมัยซิน (Vancomycin) และเช้ือแบคทีเรีย
ด้ือต่อยาปฏิชีวนะ (VRE) สูงกว่าความเป็นจริง (Overestimate) ได้ เนื่องจากคนไข้ท่ีพบเชื้อแบคทีเรีย
ชนิดเดียวกันแต่ไม่ด้ือต่อยาปฏิชีวนะน้ัน (Vancomycin - susceptible enterococci; VSE) ย่อมไม่ได้
รับยา Vancomycin เมอ่ื เร็วๆ นี้ เพราะหากเพิ่งไดร้ บั ยา Vancomycin เมือ่ ไมน่ านมานีก้ ย็ อ่ มจะไมพ่ บ
เชอ้ื VSE
264 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
การศกึ ษาวจิ ัยเชงิ กึง่ ทดลอง (Quasi - Experimental Study Designs)
การควบคุมติดตามงานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล (Healthcare Epidemiology) โดยใช้
องค์ความรู้ระบาดวิทยา มักใชร้ ูปแบบการศึกษาวิจยั ประเภทการศึกษาวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experi-
mental Study Designs) หรอื เรยี กอีกชอื่ วา่ “Before-after” หรือ “Pre-post intervention” Studies
วัตถุประสงค์การวิจัยประเภทน้ีเพ่ือประเมินประสิทธิภาพมาตรการหรือการทดลองโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง
ท่ีมีอยู่ตามสภาพจริงในธรรมชาติ ไม่มีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างมาจากประชากร ไม่มีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง
เข้าสู่กลุ่ม และ ไม่มีการสุ่มกลุ่มเพ่ือท�ำการทดลอง ข้ันตอนการท�ำการศึกษาประกอบด้วย การเก็บข้อมูล
พ้ืนฐานต้ังต้น (Baseline data) การให้ชนิดการทดลอง (Intervention) และ การเก็บผลการศึกษา
ก่อน - หลังการทดลอง
การศึกษาประเภท Quasi - Experimental Study Designs ในงานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล
(Healthcare Epidemiology) มีการใช้อย่างกว้างขวางในการประเมินประสิทธิภาพก่อน - หลังมาตรการ
ควบคุมการตดิ เชือ้ (Infection Control) ตา่ งๆ ของโรงพยาบาล และมาตรการปอ้ งกนั เชือ้ ดอื้ ยาปฏชิ วี นะ
(Antibiotic resistance) ในหอผู้ป่วย โดยใช้ตัวชี้วัด เช่น อัตราการล้างมือบุคลากรในโรงพยาบาล
แยกตามแผนก อัตราการติดเชื้อในกระแสโลหิตท่ีสัมพันธ์กับการคาสายสวนหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง
(Central - line associated bloodstream infections) อัตราการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
ที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะในโรงพยาบาล (Nosocomial catheter associated UTI)
เปรียบเทียบก่อน - หลังการทดลองด�ำเนินมาตรการหน่ึง (Intervention)
ตวั อย่างการศึกษาวิจยั เชงิ กง่ึ ทดลอง (Quasi - Experimental Study Designs)
หนว่ ยควบคมุ การติดเช้อื (Infection Control; IC) ในโรงพยาบาล ทำ� การศกึ ษาเฝา้ ระวังการเกิด
เช้ือแบคทเี รีย Enterococci spp. ด้ือยาปฏิชีวนะแวนโคมัยซิน (Vancomycin Resistant Enterococci;
VRE) ในหอผู้ป่วยแห่งหน่ึง โดยเริ่มต้นจากหาค่าความชุกพ้ืนฐาน (Baseline prevalence) เป็นจ�ำนวน
และร้อยละของเช้ือแบคทีเรียด้ือยาประเภท Vancomycin Resistant Enterococci (VRE) ในหอผู้ป่วย
หลังจากนั้น ทดลองจ�ำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะแวนโคมัยซิน แล้วติดตามผลค่าความชุก (Prevalence)
เป็นจ�ำนวนและร้อยละของเชื้อแบคทีเรียด้ือยาประเภท Vancomycin Resistant Enterococci (VRE)
หลังจากจ�ำกัดการใช้ยาปฏิชีวนะแวนโคมัยซิน ตัวช้ีวัดที่เกี่ยวข้องจะถูกแจ้งเตือนกลับไปยังทีมแพทย์และ
พยาบาลผดู้ ูแลผปู้ ว่ ยตามแนวปฏบิ ตั ิควบคมุ โรคติดเชือ้ ตามมาตรฐานการควบคุมโรคติดเช้อื ต่อไป
ขอ้ ดีของการศกึ ษาประเภท Quasi - Experimental Study Designs
1. จัดเป็นทางเลือกท่ีดีท่ีสุดวิธีหน่ึงในการศึกษาหาผลกระทบของมาตรการหนึ่ง (Impact of an
intervention) ที่อยู่บนพื้นฐานของข้อจ�ำกัดท่ีว่าไม่สามารถควบคุมการทดลองได้อย่างสมบูรณ์
จ�ำเปน็ ต้องใช้กลมุ่ ตัวอยา่ งท่มี อี ย่ตู ามสภาพจริงในธรรมชาติ เช่น บริบทการประเมนิ ประสิทธิภาพ
มาตรการควบคุมการตดิ เชือ้ (Infection control) ในโรงพยาบาล
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 265
2. ใชอ้ ธิบายความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตรุ ะหวา่ งตวั แปรไดม้ ากกว่าการวิจยั ที่ไมท่ ดลอง
3. มีความตรงภายนอกมากกว่าการวิจัยเชิงทดลองจริง (True Experimental Study Designs)
จึงสามารถน�ำผลวจิ ยั มาใชเ้ ชงิ ปฏบิ ตั ิและอ้างองิ ผลสสู่ ถานการณ์จรงิ และประชากรจริงได้มากกว่า
ข้อเสียของการศกึ ษาวิจยั ประเภทกงึ่ ทดลอง (Quasi - Experimental Study Designs)
1. ไมส่ ามารถสุ่มกลุม่ ตัวอย่างของประชากร (Randomization) ได้ จงึ ไมส่ ามารถบอกความเป็นเหตุ
เปน็ ผลได้ชดั เจนเหมอื นการวจิ ยั เชงิ ทดลองจรงิ (True Experimental Study Designs)
2. จ�ำเป็นต้องควบคุมอิทธิพลของตัวแปรที่ไม่ต้องการศึกษาให้เก่ียวข้องกับการวิจัยให้น้อยท่ีสุด
เพื่อให้สามารถสรุปได้ว่าผลการศึกษามาจากการทดลอง (Intervention) ที่ก�ำหนดให้แต่เพียง
อยา่ งเดียว
ประโยชน์ที่ไดร้ บั
ความรู้ความเข้าใจองค์ความรู้พ้ืนฐานทางระบาดวิทยามีประโยชน์มากในการน�ำมาประยุกต์ใช้
ในงานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล ตัวอย่างเช่น ใช้ในการวัดขนาดของการเกิดโรคท่ีสนใจ ใช้ในการเลือก
รูปแบบการศึกษาวิจัยที่เหมาะสม ใช้ในการทดสอบสมมติฐานเพ่ือค้นหาความสัมพันธ์ทางสาเหตุเม่ือ
เจอโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุหรือโรคท่ีพบใหม่ ใช้ในการวัดขนาดของผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นเพ่ือ
น�ำไปสู่การควบคุมป้องกันต่อไป ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อ
ต่างๆ ในโรงพยาบาล จะเห็นว่าการมีความรู้พื้นฐานทางระบาดวิทยาท่ีดีช่วยส่งเสริมให้การด�ำเนินงาน
อาชีวอนามยั ในโรงพยาบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพและสมบูรณ์ยิง่ ขน้ึ
266 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
บรรณานุกรม
1. ไพบูลย์ โล่หส์ นุ ทร. ระบาดวิทยา. พมิ พ์ครัง้ ที่ 8. กรงุ เทพฯ: ภาควิชาเวชศาสตรป์ อ้ งกันและสังคม
คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย; 2553.
2. Bradley BT, Maioli H, Johnston R, Chaudhry I, Fink SL, Xu H, et al. Histopathology
and ultrastructural findings of fatal COVID-19 infections in Washington State: a
case series. Lancet 2020;396:320-32.
3. Cui Y, Zhang ZF, Froines J, Zhao J, Wang H, Yu SZ, et al. Air pollution and case
fatality of SARS in the People’s Republic of China: an ecologic study. Environ
Health 2003;2:15.
4. D’Agata E. Methodologic issues of case-control studies: a review of established
and newly recognized limitations. Infect Control Hosp Epidemiol 2005;26:338-41.
5. Gerber JS. Epidemiologic Methods in Infection Control. In: Lautenbach E, Malani
PN, Woeltje KF, Han JH, Shuman EK, Marschall J, editors. Practical Healthcare
Epidemiology. 4th ed. Cambridge: Cambridge University Press; 2018.
6. Gordis L. Epidemiology. 5th ed. Philadelphia, PA: Elsevier Saunders; 2014.
7. Grasselli G, Zangrillo A, Zanella A, Antonelli M, Cabrini L, Castelli A, et al. Baseline
Characteristics and Outcomes of 1591 Patients Infected With SARS-CoV-2 Admitted
to ICUs of the Lombardy Region, Italy. Jama 2020;323:1574-81.
8. Haley RW, Schaberg DR, McClish DK, Quade D, Crossley KB, Culver DH, et al. The
accuracy of retrospective chart review in measuring nosocomial infection rates.
Results of validation studies in pilot hospitals. Am J Epidemiol 1980;111:516-33.
9. Harbarth S, Samore M. Antimicrobial resistance determinants and future control.
Emerg Infect Dis 2005;11:794-801.
10. Harris AD, Lautenbach E, Perencevich E. A systematic review of quasi-experimental
study designs in the fields of infection control and antibiotic resistance. Clin
Infect Dis 2005;41:77-82.
11. Harris AD, Samore MH, Lipsitch M, Kaye KS, Perencevich E, Carmeli Y. Control-group
selection importance in studies of antimicrobial resistance: examples applied to
Pseudomonas aeruginosa, Enterococci, and Escherichia coli. Clin Infect Dis 2002;
34:1558-63.
12. Kaye KS, Harris AD, Gold H, Carmeli Y. Risk factors for recovery of ampicillin-
sulbactam-resistant Escherichia coli in hospitalized patients. Antimicrob Agents
Chemother 2000;44:1004-9.
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 267
13. Konala V, Adapa S, Naramala S, Chenna A, Lamichhane S, Garlapati P, et al. A Case
Series of Patients Coinfected With Influenza and COVID-19. J Investig Med High
Impact Case Rep 2020;8:2324709620934674.
14. Lee GM, Kleinman K, Soumerai SB, Tse A, Cole D, Fridkin SK, et al. Effect of
nonpayment for preventable infections in U.S. hospitals. N Engl J Med 2012;367:
1428-37.
15. Lescure F, Bouadma L, Nguyen D, Parisey M, Wicky P, Behillil S, et al. Clinical and
virological data of the first cases of COVID-19 in Europe: a case series. Lancet
Infect Dis 2020;20:697-706.
16. Macera M, Angelis GD, Sagnelli C, Coppola N, Vanvitelli C-G. Clinical Presentation
of COVID-19: Case Series and Review of the Literature. Int J Environ Res Public
Health. 2020;17:5062.
17. Okada P, Buathong R, Phuygun S, Thanadachakul T, Parnmen S, Wongboot W, et
al. Early transmission patterns of coronavirus disease 2019 (COVID-19) in travellers
from Wuhan to Thailand, January 2020. Euro Surveill 2020;25:2000097.
18. Paterson D. Looking for risk factors for the acquisition of antibiotic resistance:
a 21st-century approach. Clin Infect Dis. 2002;34:1564-7.
19. Rinke ML, Chen AR, Bundy DG, Colantuoni E, Fratino L, Drucis KM, et al. Imple-
mentation of a central line maintenance care bundle in hospitalized pediatric
oncology patients. Pediatrics 2012;130:e996-1004.
20. Schechner V, Temkin E, Harbarth S, Carmeli Y, Schwaber M. Epidemiological
interpretation of studies examining the effect of antibiotic usage on resistance.
Clin Microbiol Rev 2013;26:289-307.
21. Schwaber M, De-Medina T, Carmeli Y. Epidemiological interpretation of antibiotic
resistance studies - what are we missing? Nat Rev Microbiol 2004;2:979-83.
22. Shardell M, Harris AD, El-Kamary SS, Furuno JP, Miller RR, Perencevich EN.
Statistical analysis and application of quasi experiments to antimicrobial resistance
intervention studies. Clin Infect Dis 2007;45:901-7.
23. Wu P, Duan F, Luo C, Liu Q, Qu X, Liang L, et al. Characteristics of Ocular
Findings of Patients With Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) in Hubei Province,
China. JAMA Ophthalmol 2020;138:575-8.
268 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
บทท่ี กฎหมายท่เี ก่ียวข้อง นายแพทย ์สนธยา พรงึ ล�ำภู
นายแพทย ์อดลุ ย์ บณั ฑุกลุ
9 (Relevant Laws)
ในสถานท่ีท�ำงานมีกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับเรื่อง อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซ่ึงเก่ียวข้องท้ัง
โดยตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการท�ำงานของบุคลากรในโรงพยาบาล ทั้งกฎหมายที่ช่วยดูแลให้สถานที่
ท�ำงานมีความปลอดภัย ปราศจากโรค และให้มีการป้องกันโรคและอุบัติเหตุ ซึ่งกฎหมายท้ังหมดเป็น
กฎหมายด้านกระทรวงแรงงาน กฎหมายในส่วนกระทรวงสาธารณสุขจะมีกฎหมายชดเชยเม่ือมีการ
เจ็บป่วยจากการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข และกฎหมายชดเชยเมื่อดูแลผู้ป่วย สปสช. รวมทั้งมี พรบ.
ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากส่ิงแวดล้อม นอกจากน้ียังมีแนวทางการออกแบบสถาน
พยาบาลโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพด้วย โดยสรุปกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการท�ำงานของบุคลากร
โรงพยาบาลคือ
กฎหมายของกระทรวงสาธารณสขุ
1. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุข
ท่ีได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข พ.ศ. 2561
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง หลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไข การรับเงิน การจ่ายเงิน
การรักษาเงิน และรายการของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจ�ำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการ
สาธารณสขุ และคา่ ใช้จ่ายอน่ื พ.ศ. 2559
3. พระราชบัญญตั คิ วบคุมโรคจากการประกอบอาชพี และโรคจากสิ่งแวดล้อม
กฎหมายของกระทรวงแรงงาน
1. กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการตรวจสขุ ภาพของลกู จา้ ง
2. กฎหมายที่เกยี่ วขอ้ งกับการวินิจฉัยรักษา การประสบอนั ตราย และโรคทเ่ี กดิ จากการท�ำงาน
3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพลูกจ้างท่ีเป็นผลสืบเน่ืองมาจาก
การประสบอนั ตราย และโรคทเ่ี กิดจากการทำ� งาน
4. กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกบั ปัจจยั เสย่ี งและส่งิ คุกคามตอ่ สขุ ภาพในสถานที่ทำ� งาน
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 269
กฎหมายของกระทรวงสาธารณสขุ
1. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับ
ความเสยี หายจากการไห้บริการสาธารณสขุ
วัตถุประสงค์ คือ เพ่ือให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขได้รับเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้นที่แน่นอนและรวดเร็ว
โดยก�ำหนดคำ� วา่
ผู้ให้บริการสาธารณสุขคือ “ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข
หรือเจ้าหน้าท่ีอื่นของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ กระทรวง
ศึกษาธิการ หรือหน่วยงานอ่ืนซ่ึงได้รับมอบหมายให้บริการสาธารณสุข และหมายความถึงนิสิตนักศึกษา
ซึ่งเข้ารับการศึกษาอบรมตามหลักสูตรทางการแพทย์หรือสาธารณสุขของสถาบันการศึกษา และได้รับ
มอบหมายจากอาจารย์ผ้คู วบคุมในการใหบ้ ริการสาธารณสขุ ดว้ ย”
“ความเสียหาย” หมายความว่า ความเสียหายท่ีเกิดจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ ถูกท�ำร้าย หรือ
จากการส่งต่อผู้ป่วย หรือความเสียหายอ่ืนๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศก�ำหนด
โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
“ติดเชื้อ” หมายความว่า ได้รับเช้ือโรคติดต่อหรือโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรค
ตดิ ตอ่ ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสขุ ประกาศกำ� หนด
“บริการสาธารณสุข” หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซ่ึงให้แก่บุคคลเพ่ือ
การสร้างเสริมสุขภาพ การควบคุมและการป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การตรวจชันสูตรทางห้อง
ปฏิบัติการ การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ท้ังนี้ให้รวมถึงการให้
ความชว่ ยเหลอื หรอื สนบั สนุนการบริการสาธารณสุขด้วย
ทง้ั น้คี วามเสยี หายจากการให้บริการต้อง
(1) เกดิ จากการใหบ้ รกิ ารสาธารณสขุ
(2) ตอ้ งไม่เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลนิ เล่ออย่างร้ายแรงของตนเอง
โดยอตั ราการจา่ ยเงินช่วยเหลือเบอื้ งต้น มีดงั นค้ี อื
(1) กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเร้ือรังที่ต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต
และมีผลกระทบอย่างรนุ แรงตอ่ การด�ำรงชวี ติ จา่ ยเงินช่วยเหลือเบ้อื งต้นไดต้ ั้งแต่ 240,000 บาท แตไ่ ม่เกิน
400,000 บาท
(2) กรณีสูญเสียอวัยวะ หรือพิการท่ีมีผลกระทบต่อการด�ำเนินชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้
ตัง้ แต่ 100,000 บาท แ ต่ไม่เกิน 240,000 บาท
(3) กรณีติดเชื้อ หรือกรณีบาดเจ็บจนได้รับอันตรายสาหัส จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ไม่เกิน
100,000 บาท
(4) กรณีติดเชื้อ หรอื กรณีบาดเจ็บ และได้รบั การรักษาไม่เกินย่ีสิบวนั จ่ายเงนิ ชว่ ยเหลอื เบ้อื งตน้
ได้ไมเ่ กิน 50,000 บาท
270 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ในการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีติดเชื้อจากการให้บริการให้รายงานเป็นหนังสือต่อ
ผู้บังคับบัญชาหรืออาจารย์ผู้ควบคุม แล้วแต่กรณี ท้ังนี้ ภายใน 72 ช่ัวโมงนับแต่วันทราบเหตุ หรือทราบ
ความเสียหายและให้ผู้รับรายงานดังกล่าวรายงานตามล�ำดับช้ันจนถึงหัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุขโดย
เร็ว หรืออย่างช้าภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่ได้รับรายงาน ในกรณีที่ย่ืนเลยก�ำหนดเวลา ถ้าคณะกรรมการ
เห็นว่าการยื่นรายงานนั้นมีเหตุจ�ำเป็นอ่ืนโดยคณะกรรมการเห็นเองหรือผู้ให้บริการสาธารณสุขมีค�ำขอ
คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาก็ได้ ในกรณีท่ีผู้ให้บริการสาธารณสุขไม่สามารถยื่นรายงานตามได้
ให้คู่สมรส บุพการีหรือผู้สืบสันดาน แล้วแต่กรณี ผู้บังคับบัญชาช้ันต้น หรือผู้ท่ีได้รับมอบหมายจาก
ผบู้ งั คบั บญั ชายน่ื รายงานเป็นหนังสือต่อผ้บู ังคบั บัญชาหรอื อาจารยผ์ ูค้ วบคุมแทนผูใ้ หบ้ รกิ ารสาธารณสุข
เมื่อหัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุขได้รับรายงานแล้ว ให้หัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุข หรือ
ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุข จัดให้มีการตรวจร่างกายและหรือตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความเสียหายผู้น้ัน ตามหลักวิชาการแพทย์ในทันทีหรือ
อย่างชา้ ภายใน 72 ช่วั โมง นบั แตว่ นั ท่ไี ด้รับรายงาน กรณที ีป่ รากฏผลการตรวจร่างกายและหรอื ตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการ และปรากฏว่าผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายผู้นั้นติดเชื้อจากการให้บริการ
สาธารณสุขตามหน้าที่ ให้หัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุขรายงานผลการตรวจร่างกายและหรือตรวจ
ทางห้องปฏิบัติการพร้อมกับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับการติดเช้ือต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำ� ดับชั้นจนถึงหวั หน้าสว่ นราชการต้นสงั กดั ทงั้ นี้ ภายใน 7 วัน นับแต่วนั ทีท่ ราบผลการตรวจร่างกาย
และหรือตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ าร
การขอรับเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้น กรณีได้รับความเสียหายท่ีเกิดจากการให้บริการสาธารณสุข
นอกจากการติดเช้อื ใหป้ ฏิบตั ิดังนี้
(1) ให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหาย รายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรืออาจารย์
ผู้ควบคุม แล้วแต่กรณี ทั้งน้ี ภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่วันทราบเหตุหรือทราบความเสียหาย และให้ผู้รับ
รายงานดังกล่าวรายงานตามล�ำดับช้ันจนถึงหัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุขโดยเร็ว ภายใน 48 ช่ัวโมง
นบั แต่วนั ที่ได้รบั รายงาน
(2) ให้หัวหน้าหน่วยบริการสาธารณสุขรายงานข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับ
การได้รับความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุข ต่อผู้บังคับบัญชาตามล�ำดับชั้นจนถึงหัวหน้า
ส่วนราชการต้นสงั กัด ท้ังน้ี ภายใน 7 วัน นับแต่วันท่ีได้รบั รายงาน
วิธีการเบิกจา่ ย ให้เปน็ ไปตามระเบยี บของทางราชการข้อ 13 การจ่ายเงินชว่ ยเหลือเบ้อื งตน้ ให้แก่
ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุขตามระเบียบน้ี ไม่เป็นการ
ตัดสิทธิของผู้ให้บริการสาธารณสุข ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการหรือหน่วยงานต้นสังกัด
เว้นแต่ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินอ่ืนใดที่ทางราชการจ่ายให้ตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นในลักษณะเดียวกัน
ด้วย และถ้าผู้น้ันได้รับเงินอ่ืนใดส�ำหรับเหตุการณ์เดียวกันไปแล้วให้ผู้น้ันเป็นอันหมดสิทธิท่ีจะได้รับ
เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามระเบียบนี้ เว้นแต่เงินอื่นใดท่ีได้รับนั้นมีจ�ำนวนต�่ำกว่าเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้น
ท่ีมีสิทธิจะได้รับตามระเบียบน้ีก็ให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้นเฉพาะส่วนท่ีขาดอยู่
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 271
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การรับเงิน การจ่ายเงิน การ
รักษาเงิน และรายการของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจ�ำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัด
บริการสาธารณสขุ และค่าใชจ้ า่ ยอ่นื พ.ศ. 2559
เป็นประกาศเก่ียวกับ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจําเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริม การจัดบริการ
สาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอ่ืนตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
สาธารณสุขโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง โดยหน่วยบริการในกฎหมายฉบับนี้หมายถึง หน่วย
บริการ เครือข่ายหน่วยบริการ หน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการ องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน และ
ภาคเอกชนทไี่ มม่ วี ัตถุประสงคเ์ พือ่ ดาํ เนินการแสวงหาผลกาํ ไร องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ และหน่วยงาน
ของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ทํากิจการในอํานาจหน้าที่ ของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตาม
กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ท่ีได้รับเงิน ตามข้อ 5 นําเงินเข้าบัญชีเงินบํารุง หรือเงิน
รายรับสถานพยาบาลของรัฐ หรือบัญชีเงินของหน่วยบริการ ภาคเอกชนหรือของหน่วยงานของรัฐหรือ
องค์กรดังกล่าวข้างต้น ในหมวดท่ี 5 จะเป็นหมวดค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการ
ที่ได้รบั ความเสยี หาย จากการใหบ้ รกิ ารสาธารณสขุ ของหนว่ ยบริการ โดยมีนิยามคือ
“เงินช่วยเหลือเบื้องต้น” หมายความว่า เงินท่ีจ่ายให้แก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความ
เสียหาย จากการให้บริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ เครือข่ายหน่วยบริการ และหน่วยบริการที่รับ
การส่งต่อ ผรู้ ับบริการ
“ผู้ให้บริการสาธารณสุข” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้บริการสาธารณสุข และให้หมายความ
รวมถงึ บุคคลทใี่ ห้การชว่ ยเหลอื หรือสนับสนนุ การให้บรกิ ารสาธารณสขุ ไมว่ ่าจะมีหนา้ ท่ีโดยตรงหรอื ไม่
“คณะอนกุ รรมการ” หมายความว่า คณะอนกุ รรมการพิจารณาวินิจฉยั คาํ รอ้ งขอรบั เงิน ช่วยเหลือ
เบอ้ื งตน้
ในส่วนท ี่ 1 เรอ่ื งหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเง่ือนไขการขอรับเงินก�ำหนดไวใ้ นข้อ 26 วา่ ผูใ้ หบ้ รกิ าร
สาธารณสุขท่ีได้รับความเสียหายหรือทายาท มีสิทธิย่ืนคําร้องขอรับเงิน ช่วยเหลือเบ้ืองต้นได้ที่สํานักงาน
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพ้ืนที่ หรือหน่วยบริการที่ปฏิบัติหน้าที่ ท้ังนี้ ต้องยื่นคําร้องขอ
ภายใน 1 ปี นบั แตว่ ันท่ีทราบความเสียหาย โดยในกรณที ี่ย่ืนที่หนว่ ยบริการ ใหห้ น่วยบรกิ ารนัน้ สง่ คําร้อง
ดังกล่าวไปที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพ้ืนท่ีโดยเร็ว และในข้อ 27 ก�ำหนดให้มี
คณะอนุกรรมการพิจารณาค�ำร้องโดยให้เลขาธิการสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่งต้ังจาก
บุคคลที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถเหมาะสม จํานวน 5 - 7 คน และให้ผู้อํานวยการ
สํานักงานหลักประกนั สขุ ภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นทเ่ี ปน็ เลขานุการ
ในส่วนท่สี องก�ำหนดหลักเกณฑก์ ารจ่าย โดยก�ำหนดวา่
ขอ้ 29 อัตราการจ่ายเงิน ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยจ่ายเงินตามประเภท และระดับ
ความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดข้ึนจากการใหบ้ ริการสาธารณสขุ ดงั น้ี
272 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
(1) กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังท่ีต้องได้รับการรักษาตลอด
ชีวิต และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดํารงชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือได้ต้ังแต่ 240,000 บาท แต่ไม่เกิน
400,000 บาท
(2) กรณีสูญเสียอวัยวะ หรือพิการท่ีมีผลกระทบต่อการดําเนินชีวิต จ่ายเงินช่วยเหลือได้ ตั้งแต่
100,000 บาท แต่ไม่เกิน 240,000 บาท
(3) กรณบี าดเจบ็ หรอื เจ็บปว่ ยต่อเนอื่ ง จา่ ยเงินชว่ ยเหลือไดไ้ มเ่ กิน 100,000 บาท
เมื่อคณะอนุกรรมการ หรือคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ในกรณีที่มีการอุทธรณ์ ได้
พิจารณาและอนุมัติเงินช่วยเหลือเบ้ืองต้นให้แก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความเสียหายหรือทายาท
แล้ว ให้สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดําเนินการโอนเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ให้หน่วยบรกิ าร
การจ่ายเงินนั้น เป็นการช่วยเหลือเบ้ืองต้น ไม่ใช่เป็นค่ารักษาพยาบาล โดยก�ำหนดไว้ในส่วนที่ 5
คอื
ขอ้ 31 ให้หน่วยบริการมีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายหรือทายาท
ทย่ี นื่ คํารอ้ ง ภายใน 15 วนั ทําการ นับแตว่ นั ทไ่ี ด้รับหนงั สอื แจง้ การโอนเงินชว่ ยเหลือเบอ้ื งต้นจาก กองทุน
หลกั ประกันสุขภาพแห่งชาตเิ พื่อใหผ้ ู้ย่นื คาํ ร้องขอรับเงิน
เม่ือหน่วยบริการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความเสียหาย
หรือทายาทแลว้ ให้หน่วยบริการจดั เกบ็ หลกั ฐานการจ่ายเงนิ ไวท้ ี่หน่วยบรกิ าร เพอื่ การตรวจสอบ
ข้อ 32 ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยบริการมีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการสาธารณสุข
ที่ได้รับความเสียหายหรือทายาทมารับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น หากผู้ให้บริการสาธารณสุขท่ีได้รับความ
เสียหาย หรือทายาทไม่มารับเงิน ให้หน่วยบริการส่งคืนเงินจํานวนดังกล่าวให้แก่กองทุนหลักประกัน
สุขภาพแหง่ ชาติ
3. พระราชบัญญตั ิควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสง่ิ แวดล้อม พ.ศ. 2562
โดย พรบ. ฉบบั นีม้ วี ัตถุประสงค์ เพื่อก�ำหนดกลไกการเฝา้ ระวงั การปอ้ งกนั และการควบคุมโรค
จากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระบบการแจ้งข้อมูลที่จ�ำเป็นเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง
การป้องกัน และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพแก่ลูกจ้าง หรือโรคจากส่ิงแวดล้อมแก่ประชาชน
ที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษ ให้มีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และ
ก�ำหนดให้บุคคลท่ีเก่ียวข้องมีหน้าท่ีแจ้งหรือรายงานเก่ียวกับการพบหรือมีเหตุสงสัยว่าเกิดโรคจากการ
ประกอบอาชีพหรือโรคจากส่ิงแวดล้อมต่อเจ้าหน้าที่หรือกรมควบคุมโรคเพื่อให้สามารถด�ำเนินการกับ
สถานการณ์การเกิดโรคดังกล่าวได้ทันท่วงที ในพระราชบัญญัติฉบับนี้จะขอกล่าวถึงแต่เฉพาะเร่ืองท่ี
เก่ียวข้องกับการประกอบอาชีพเท่าน้ัน โดยนิยามท่สี ำ� คญั คอื
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 273
“โรคจากการประกอบอาชีพ” หมายความว่า โรคหรืออาการผิดปกติท่ีเกิดข้ึนจากหรือเป็นผล
เนอ่ื งมาจากการทำ� งานหรอื การประกอบอาชพี
“การเฝ้าระวัง” หมายความว่า การสังเกต การเก็บรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจน
การรายงาน และการติดตามผลของโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากส่ิงแวดล้อมอย่างต่อเนื่องด้วย
กระบวนการทีเ่ ปน็ ระบบ เพ่อื ประโยชน์ในการปอ้ งกนั และการควบคมุ โรค
“การสอบสวนโรค” หมายความว่า กระบวนการเพ่ือหาสาเหตุและแหล่งที่เกิดโรคจากการ
ประกอบอาชีพและโรคจากส่งิ แวดล้อม เพอื่ ประโยชน์ในการป้องกนั และการควบคมุ โรค
“อาชีวเวชกรรม” หมายความว่า กระบวนการที่ประกอบด้วยการบ่งชี้และประเมินความเสี่ยง
ของการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเส่ียง การตรวจสุขภาพให้เหมาะสม
กับงาน การตรวจสุขภาพก่อนกลับเข้าท�ำงาน การเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรค รวมทั้งการ
วินิจฉัยสาเหตุของโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพหรือสุขภาพของผู้ซ่ึงเป็นโรคจากการ
ประกอบอาชีพ “เวชกรรมสิง่ แวดลอ้ ม”
ทั้งน้ีตามพระราชบัญญัติหน่วยบริการอาชีวเวชกรรม จะต้องไปข้ึนทะเบียนกับหน่วยงานท่ี
กรมควบคุมโรคก�ำหนด โดยไม่มีข้อยกเว้น (ไม่ว่าจะเป็นของเอกชนหรือรัฐบาล) โดยในหน่วยงานของ
รัฐบาล ยังถือว่าโรงพยาบาลเป็นสถานประกอบการแห่งหนึ่งซึ่งหน่วยงานอาชีวเวชกรรมในโรงพยาบาล
นั้นจะต้องให้บริการ อาชีวเวชกรรมด้วย โดยในหมวดท่ี 5 เร่ืองการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ
กำ� หนดให้
มาตรา 26 เพ่ือประโยชน์ในการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจ
สุขภาพลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน โดย
หน่วยบริการที่ได้ข้ึนทะเบียนตามมาตรา 25 และเมื่อพบว่ามีเจ้าหน้าท่ีสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบ
อาชีพใหท้ �ำตาม
มาตรา 30 ในกรณีท่ีบุคคลดังต่อไปนี้พบผู้ซ่ึงเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการ
ประกอบอาชีพหรือโรคจากส่ิงแวดล้อม ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
(1) นายจ้าง ในกรณีท่ีพบลูกจ้างซ่ึงเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ
ในสถานประกอบกจิ การ
(2) ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล ในกรณีทพ่ี บลูกจ้าง แรงงานนอกระบบ หรือประชาชนทไ่ี ด้รับ
หรืออาจได้รับมลพิษตามมาตรา 28 วรรคสอง ซ่ึงเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบ
อาชีพหรือโรคจากสง่ิ แวดลอ้ มในสถานพยาบาล
นอกจากน้ีในมาตรา 6 เร่ืองการป้องกันและควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม
ยงั ให้อำ� นาจในการนำ� ลกู จ้างเข้าตรวจ และควบคมุ พื้นท่หี รือปดิ สถานประกอบการได้ดว้ ย
มาตรา 32 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมโรคจากการ
ประกอบอาชีพและโรคจากส่ิงแวดล้อมจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของ
274 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี
จัดต้ังหน่วยปฏิบัติการอย่างน้อยหน่ึงหน่วยข้ึนในทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพ่ือท�ำหน้าที่ในการ
สอบสวนโรค การเฝา้ ระวัง การป้องกนั และการควบคุมโรคจากการประกอบอาชพี และโรคจากสงิ่ แวดล้อม
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการให้เป็นไปตามท่ีรัฐมนตรีประกาศก�ำหนดโดยค�ำแนะน�ำของ
คณะกรรมการหน่วยปฏิบัติการตามวรรคหน่ึง อย่างน้อยต้องประกอบด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่หน่ึงคน
เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และการสาธารณสุขสองคน และอาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
ที่เก่ียวข้องหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาคเอกชนตามจ�ำนวนท่ีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครเห็นสมควรเป็นหน่วยปฏิบัติการร่วมด้วยก็ได้
มาตรา 32 ในกรณีที่พบลูกจ้างซ่ึงเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ
หรือพบประชาชนที่ได้รับหรืออาจได้รับมลพิษตามมาตรา 28 วรรคสอง ซ่ึงเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัย
ว่าเป็นโรคจากสิ่งแวดล้อมในเขตพ้ืนที่ใด ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือหน่วยปฏิบัติการในพ้ืนท่ีนั้นท�ำการ
สอบสวนโรค โดยพนักงานเจ้าหน้าที่อาจสั่งให้นายจ้าง เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งก�ำเนิดมลพิษน�ำ
ลกู จา้ งหรอื ประชาชนทไี่ ดร้ ับหรืออาจได้รบั มลพิษ แลว้ แตก่ รณี เขา้ รับการตรวจวนิ จิ ฉัยโรครกั ษาพยาบาล
หรือฟ้นื ฟูสมรรถภาพ
มาตรา 36 เพ่ือปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอ�ำนาจ
ดังต่อไปนี้
(1) เข้าไปในสถานประกอบกิจการของนายจ้าง แหล่งก�ำเนิดมลพิษ ยานพาหนะ หรือสถานที่
ใดๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาท�ำการของสถานประกอบกิจการหรือ
สถานทน่ี ้ัน เพอ่ื ควบคมุ ตรวจสอบ ตรวจวัด หรอื เกบ็ ตวั อย่างซึ่งวัตถุ สารเคมี หรือผลติ ภณั ฑ์ใดๆ ท้งั หมด
หรือบางส่วนที่เกี่ยวข้อง ท้ังน้ี เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง การป้องกันการควบคุม และการสอบสวน
โรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากส่ิงแวดล้อม และหากยังด�ำเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าว
ให้สามารถด�ำเนนิ การตอ่ ไปได้จนกวา่ จะแลว้ เสรจ็
(2) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ให้ส่งข้อมูล เอกสาร หรือ
หลักฐานใดๆ ท่ีจำ� เปน็ หรอื เก่ียวขอ้ ง หรอื ข้อคดิ เหน็ มาเพือ่ ตรวจสอบหรอื เพ่อื ใชป้ ระกอบการพิจารณา
จะเห็นว่าในกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขท้ังสามฉบับ จะบ่งถึงการเฝ้าระวัง การรายงาน
การสอบสวนโรค และการชดเชยเมื่อเกิดการเจ็บป่วยจากการท�ำงาน โดยสามารถใช้กับหน่วยงานราชการ
โดยเฉพาะในโรงพยาบาลได้ แต่ยังขาดกฎหมายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซ่ึงจะไปอยู่ในส่วน
ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่ใด้บังคับใช้กับหน่วยงานราชการและหน่วยงานท่ีด�ำเนินงานโดยไม่ท�ำก�ำไร
แต่ต้องด�ำเนินงานให้เทยี บเท่าและใช้กบั พนกั งานของรฐั ท่ีมีประกนั สงั คมด้วย
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 275
กฎหมายของกระทรวงแรงงาน
1. กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานการตรวจสขุ ภาพลกู จ้างซึง่ ท�ำงานเกยี่ วกบั ปจั จยั เสยี่ ง พ.ศ. 2563
ตารางท่ี 1 กฏกระทรวงก�ำหนดมาตรฐานการตรวจสขุ ภาพลกู จา้ ง
วัตถุประสงคข์ องกฎหมาย การด�ำเนนิ งานในส่วนทเ่ี กีย่ วข้อง แบบรายงานหรือเอกสาร
กบั แพทย ์ ที่เกี่ยวขอ้ ง
จดั ให้มกี ารตรวจสขุ ภาพ 1. แพทยซ์ ง่ึ ไดร้ บั วุฒบิ ัตรหรือ - แบบบันทกึ รายละเอยี ด
ให้แกล่ กู จา้ งที่ตอ้ งท�ำงาน หนงั สืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ เกี่ยวกบั ผลการตรวจ
เก่ยี วขอ้ งกับปจั จัยเสีย่ ง ไดแ้ ก ่ ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ สุขภาพ : ให้ระบคุ วามเห็น
1. สารเคมอี นั ตราย หรอื ผา่ นการอบรมดา้ น ของแพทยท์ ่บี ง่ บอกถึง
2. จลุ ชวี นั เปน็ พิษ : ไวรสั อาชวี เวชศาสตร์ ตามหลกั สตู ร สภาวะสุขภาพของลูกจา้ ง
แบคทเี รีย รา หรือ ทีก่ ระทรวงสาธารณสขุ รับรอง ท่ีมีผลกระทบหรือเป็น
สารชีวภาพอนื่ ๆ 2. กรณที ี่ต้องจดั ใหม้ กี ารตรวจ อปุ สรรคตอ่ การท�ำงาน
3. กัมมนั ตภาพรงั สี สุขภาพของลกู จา้ ง ไดแ้ ก่ ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย พรอ้ ม
4. ความรอ้ น ความเยน็ - ตรวจสุขภาพลกู จา้ งคร้งั แรก ท้ังลงลายมือชือ่ แพทย์
ความส่ันสะเทือน ใหเ้ สร็จส้ิน ภายในสามสบิ วนั ผทู้ ำ� การตรวจ
ความกดดันบรรยากาศ นับแตว่ นั ท่รี ับลูกจา้ งเขา้ ท�ำงาน - สมุดสขุ ภาพประจำ� ตัว
แสงหรือเสยี ง - ตรวจสขุ ภาพลูกจ้างคร้ังต่อไป ของลูกจ้าง
5. สภาพแวดล้อมอ่นื ท่ีอาจ อย่างนอ้ ยปลี ะหน่ึงครัง้
เปน็ อันตรายต่อสุขภาพ ในกรณที ่จี ำ� เป็นตอ้ งตรวจ
ของลกู จ้าง เช่น ฝ่นุ ฝ้าย สุขภาพตามระยะเวลาอ่นื ตาม
ฝนุ่ ไม้ ไอควนั จากการ ผลการตรวจสุขภาพให้นายจา้ ง
เผาไหม้ จดั ให้มีการตรวจสุขภาพใน
ระยะเวลานั้น
- ตรวจสขุ ภาพกรณเี ปลี่ยนงาน
ทม่ี ีปจั จัยเสีย่ งแตกตา่ งไปจาก
เดิม ภายใน 30 วนั นับตง้ั แต่
วันทเ่ี ปล่ียนงาน
- ตรวจสุขภาพก่อนให้ลูกจา้ ง
กลับเข้าท�ำงาน กรณลี ูกจา้ ง
หยดุ งาน 3 วนั ตดิ ตอ่ กัน
เนื่องจากเจ็บปว่ ยหรือประสบ
อนั ตราย
276 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
1.2 กฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ้ ง ประกอบด้วย
1.2.1 ประกาศกรมสวัสดกิ ารและคุ้มครองแรงงาน เร่อื ง กำ� หนดแบบสมุดสุขภาพประจ�ำตัว
ของลูกจ้างท่ีทำ� งานเกย่ี วกบั ปัจจยั เสย่ี งและแบบแจ้งผลการตรวจสุขภาพของลกู จา้ งทพี่ บความผดิ ปกติ
หรอื การเจ็บป่วยการให้การรกั ษาพยาบาลและการป้องกันแก้ไข พ.ศ. 2551
ประกาศกรมสวัสดิการฯ ฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือก�ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพ
ของลูกจ้าง และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 ข้อ 6 ก�ำหนดให้นายจ้างจัดให้มี
สมุดสุขภาพประจ�ำตัวของลูกจ้างที่ท�ำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามแบบท่ีอธิบดีประกาศก�ำหนด (ภาค
ผนวก ก แบบสมุดสุขภาพประจ�ำตัวของลูกจ้าง) และ ข้อ 9 วรรคสองก�ำหนดให้นายจ้างส่งผลการ
ตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่พบความผิดปกติ หรือการเจ็บป่วย การให้การรักษาพยาบาลและการป้องกัน
แก้ไขตอ่ พนกั งานตรวจแรงงานตามแบบท่ีอธิบดีประกาศก�ำหนด (ภาคผนวก ข แบบ จผส. 1)
1.2.2 ประกาศกระทรวงแรงงานเร่อื ง ก�ำหนดสารเคมอี ันตรายท่ใี หน้ ายจ้างจัดใหม้ ีการตรวจ
สุขภาพของลูกจ้าง พ.ศ. 2552
ประกาศกรมสวัสดิการฯ ฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อก�ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพ
ของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 ก�ำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจ
สุขภาพของลูกจา้ งที่ท�ำงานเกีย่ วกบั ปจั จยั เสี่ยงและก�ำหนดนยิ าม “งานเก่ยี วกับปัจจัยเส่ยี ง” หมายความวา่
งานท่ีลูกจ้างท�ำเก่ียวกับสารเคมีอันตรายตามท่ีรัฐมนตรีประกาศก�ำหนด ดังน้ันในประกาศกระทรวง
แรงงานฉบับนี้ จึงมีการก�ำหนดรายชื่อสารเคมีอันตรายท่ีนายจ้างจะต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพให้แก่
ลูกจ้างท่ีต้องท�ำงานเก่ียวข้องกับสารเคมีดังกล่าว ทั้งน้ีสามารถดูรายละเอียดรายช่ือสารเคมีอันตรายได้
จากประกาศฉบบั ดังกล่าว
1.2.3 ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบับท่ี 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราช-
บญั ญัตมิ าตรฐานผลติ ภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรม พ.ศ. 2511 เร่ือง กำ� หนดมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์ อตุ สาหกรรม
แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านเคมีและกายภาพจากการประกอบอาชีพในสถาน
ประกอบกิจการ
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือให้ลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติงานเก่ียวข้อง
กับปัจจัยเส่ียงด้านเคมีและกายภาพในสถานประกอบกิจการได้รับการตรวจสุขภาพตามเกณฑ์ที่เหมาะสม
โดยจะก�ำหนดรายละเอียดของการตรวจสุขภาพท่ีเก่ียวข้องกับสารเคมีอันตรายแต่ละชนิดตามประกาศ
กระทรวงแรงงานเร่ือง ก�ำหนดสารเคมีอันตรายที่ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง พ.ศ.
2552 โดยจะระบุว่าลูกจ้างจะต้องได้รับการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เก่ียวข้องกับการ
สัมผัสสารเคมีอันตรายแต่ละชนิดอย่างไรบ้าง และนอกจากน้ียังได้ก�ำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพ
ท่ีเก่ียวข้องกับปัจจัยเสี่ยงทางด้านกายภาพ ได้แก่ การทดสอบสมรรถภาพการได้ยินให้แก่ลูกจ้างในกรณี
ที่สภาวะการท�ำงานในสถานประกอบกิจการมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท�ำงาน
8 ช่ัวโมง ต้งั แต่ 85 เดซเิ บล (เอ) ขน้ึ ไป และการทดสอบสมรรถภาพการมองเห็นใหแ้ กล่ กู จ้าง กรณลี กู จา้ ง
ปฏิบัตงิ านทเี่ กย่ี วข้องกับแสงจา้ หรอื งานที่ใชส้ ายตามากกวา่ ปกติ
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 277
1.2.4 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเร่ือง หลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขว่าด้วยใบรับรอง
แพทย์ของคนประจ�ำเรือเพือ่ แสดงว่ามคี วามพรอ้ มด้านสขุ ภาพในการทำ� งานบนเรอื พ.ศ. 2559
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้คนท�ำงานประจ�ำเรือมีมาตรฐาน
สภาพร่างกาย มาตรฐานสุขภาพกาย และสุขภาพจิต อยู่ในเกณฑ์ ท่ีเหมาะสมและสามารถท�ำงานบนเรือ
ได้ อีกท้ังคนท่ีท�ำงานประจ�ำเรือจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ตามหลักเกณฑ์ที่ก�ำหนด และ
แพทย์จะต้องออกใบรับรองแพทย์เพื่อระบุว่าคนประจ�ำเรือสามารถท�ำงานได้โดยไม่มีข้อจ�ำกัดการปฏิบัติ
หน้าท่ใี ดๆ หรือสามารถท�ำงานไดแ้ ต่มีข้อจ�ำกัดการปฏิบตั ิหน้าท่บี างประการ
2. กฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการวนิ จิ ฉัยรกั ษา การประสบอนั ตราย และโรคทเ่ี กดิ จากการท�ำงาน
2.1 กฎหมายทีส่ �ำคญั
2.1.1 กฎกระทรวงก�ำหนดอตั ราคา่ รกั ษาพยาบาลท่ใี หน้ ายจา้ งจา่ ย พ.ศ. 2558
2.1.2 กฎกระทรวงก�ำหนดอตั ราคา่ รกั ษาพยาบาลท่ีใหน้ ายจ้างจ่าย (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560
ตารางท่ี 2 การกำ� หนดอัตรารกั ษาพยาบาลการประสบอันตรายและโรคที่เกิดจากการท�ำงาน
วตั ถปุ ระสงคข์ องกฎหมาย การก�ำหนดอตั ราคา่ รักษาพยาบาลตาม แบบรายงานหรอื
ความรนุ แรง / เรือ้ รงั ของการประสบ เอกสารที่เก่ยี วขอ้ ง
อันตรายหรือโรคจากการท�ำงาน
เมอ่ื ลูกจา้ งประสบอนั ตราย การประสบอนั ตรายจากการท�ำงาน แบบ กท. 16
หรอื เจ็บป่วยจากการท�ำงาน ให้ หรอื ชนดิ ของโรคที่เกดิ จากการทำ� งาน แบบแจ้งการประสบ
นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาล ตามประกาศประกาศกระทรวงแรงงาน อนั ตราย เจบ็ ป่วย
เท่าทีจ่ า่ ยจริง ตามความจ�ำเป็น เรอื่ ง ก�ำหนดชนดิ ของโรคซ่งึ เกดิ ข้ึนตาม หรอื สูญหาย และ
ของการรกั ษาโดยทเ่ี รมิ่ ตน้ ไม่เกิน ลกั ษณะหรือสภาพของงานหรือเนอื่ งจาก ค�ำรอ้ งขอรบั เงนิ
50,000 บาท แต่ในกรณีที่การ การทำ� งาน ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ทดแทนตาม
ประสบอนั ตรายหรอื โรคมีความ พระราชบัญญตั ิ
รนุ แรงก็ให้สามารถเพมิ่ วงเงินได้ เงนิ ทดแทน พ.ศ.
ตามหลกั เกณฑท์ ีก่ ำ� หนดใน 2537
กฎหมาย แบบ กท. 16/1
(หนงั สือรับรอง
ของแพทย์ผรู้ กั ษา)
(ตามภาคผนวก ค)
278 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ตารางท่ี 2 การก�ำหนดอัตรารกั ษาพยาบาลการประสบอันตรายและโรคที่เกดิ จากการท�ำงาน (ต่อ)
วตั ถปุ ระสงค์ของกฎหมาย การกำ� หนดอตั ราค่ารักษาพยาบาลตาม แบบรายงาน
ความรนุ แรง / เรอื้ รงั ของการประสบ หรอื เอกสาร
อันตรายหรอื โรคจากการทำ� งาน ทีเ่ กย่ี วข้อง
กรณกี ารประสบอนั ตราย (1) บาดเจ็บอย่างรนุ แรงของอวยั วะภายใน
หรือเจ็บปว่ ยของลูกจา้ งท่ ี หลายส่วนและตอ้ งได้รบั การผา่ ตดั แกไ้ ข
สามารถเบิกเงนิ ค่ารักษาได ้ (2) บาดเจบ็ อย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง
มากกว่า 50,000บาท แตไ่ มเ่ กนิ และตอ้ งได้รบั การผ่าตดั แก้ไข
150,000 บาท (ตามประกาศ (3) บาดเจบ็ อย่างรนุ แรงของศรี ษะและตอ้ ง
ขอ้ 3 ของกฎกระทรวง) ได้รบั การผ่าตดั เปดิ กะโหลกศรี ษะ
(4) บาดเจบ็ อยา่ งรุนแรงของกระดูกสันหลงั
ไขสนั หลงั หรอื รากประสาท
(5) ประสบภาวะทีต่ อ้ งผ่าตัดต่ออวัยวะท่ยี ่งุ ยาก
ซ่ึงตอ้ งใชว้ ธิ จี ุลศัลยกรรม
(6) ประสบอนั ตรายจากไฟไหม้ น�ำ้ ร้อนลวก
ความร้อน ความเย็น สารเคมี รังสี ไฟฟ้า
หรือระเบดิ จนถึงข้นั สญู เสียผวิ หนงั ลกึ ถึง
หนงั แทต้ ง้ั แตร่ ้อยละยี่สิบหา้ ของพ้นื ทีผ่ วิ
ของร่างกาย
(7) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอยา่ งอื่นซึ่ง
รุนแรงหรอื เรือ้ รังตามทีร่ ัฐมนตรปี ระกาศ
กำ� หนด
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 279
ตารางท่ี 2 การกำ� หนดอัตรารักษาพยาบาลการประสบอันตรายและโรคทเี่ กิดจากการทำ� งาน (ตอ่ )
วตั ถุประสงค์ของกฎหมาย การกำ� หนดอัตราค่ารกั ษาพยาบาลตาม แบบรายงาน
ความรุนแรง / เรื้อรังของการประสบ หรอื เอกสาร
อันตรายหรอื โรคจากการทำ� งาน ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
กรณีการประสบอันตราย (1) ประสบอันตรายหรอื เจบ็ ป่วยตามรายการ
หรือเจบ็ ป่วยของลกู จา้ งที่ ที่ (1) ถึง (6) ตามประกาศขอ้ 3 ของ
สามารถเบิกเงินคา่ รักษาได ้ กฎกระทรวง ต้ังแต่ 2 รายการขึน้ ไป
มากกว่า 150,000 บาท แต่ (2) ประสบอนั ตรายหรือเจบ็ ปว่ ยตามรายการ
ไม่เกิน 300,000 บาท (ตาม ท่ี (1) ถึง (6) ตามประกาศขอ้ 3 ของ
ประกาศข้อ 4 ของกฎกระทรวง) กฎกระทรวงทจ่ี ำ� เปน็ ตอ้ งใช้เครอ่ื งชว่ ยหายใจ
หรอื ตอ้ งพักรกั ษาตัวอย่ใู นหอผู้ป่วยหนัก
หอผูป้ ว่ ยวิกฤต หรือหอผปู้ ่วยไฟไหม้
นำ้� ร้อนลวก ตง้ั แตย่ ่สี บิ วนั ข้ึนไป
(3) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของระบบสมองหรอื
ไขสนั หลงั ทีจ่ ำ� เป็นตอ้ งรกั ษาต้ังแต่สามสบิ วัน
ตดิ ตอ่ กัน
(4) ประสบอันตรายหรอื เจบ็ ปว่ ยอย่างอ่ืนซ่งึ
รุนแรงหรือเร้ือรังตามประกาศกฎกระทรวง
ข้อ 3 (7) เป็นผลใหอ้ วัยวะสำ� คัญล้มเหลว
หรือกรณอี ื่นๆ ทเี่ ปน็ ไปตามความเห็นของ
คณะกรรมการการแพทย ์
กรณีการประสบอันตราย เป็นไปตามความเห็นชอบของคณะกรรมการ
หรือเจ็บป่วยของลูกจา้ งท่ี การแพทย์
สามารถเบิกเงินคา่ รักษาได้
มากกวา่ 300,000 บาท แต่
ไมเ่ กนิ 500,000 บาท (ตาม
ประกาศข้อ 5 ของกฎกระทรวง)
กรณีการประสบอันตราย เป็นไปตามความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ
หรือเจบ็ ป่วยของลกู จา้ งท ่ี การแพทย์
สามารถเบิกเงนิ ค่ารักษาได้
มากกวา่ 500,000 บาท แต่
ไมเ่ กนิ 1,000,000 บาท (ตาม
ประกาศข้อ 6 ของกฎกระทรวง)
280 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ตารางท่ี 2 การกำ� หนดอตั รารักษาพยาบาลการประสบอันตรายและโรคทีเ่ กดิ จากการทำ� งาน (ต่อ)
วัตถปุ ระสงค์ของกฎหมาย การก�ำหนดอัตราค่ารกั ษาพยาบาลตาม แบบรายงาน
ความรนุ แรง / เร้อื รงั ของการประสบ หรอื เอกสาร
อนั ตรายหรือโรคจากการท�ำงาน ทีเ่ ก่ยี วข้อง
กรณกี ารประสบอันตราย
หรือเจ็บปว่ ยของลกู จ้างท่ี ลักษณะการประสบอันตรายหรอื เจ็บป่วยท่ี
สามารถเบกิ เงินคา่ รักษาได้ คณะกรรมการการแพทยพ์ ิจารณาใหค้ วามเห็นวา่
มากกว่า 1,000,000 บาท แต่ นายจ้างตอ้ งจา่ ยค่ารกั ษาพยาบาลเพ่ิมข้นึ มากกวา่
ไมเ่ กนิ 2,000,000 บาท (ตาม 1,000,000 บาทเป็นไปตามความเห็นชอบของ
ประกาศขอ้ 7 ของกฎกระทรวง) คณะกรรมการการแพทย์
2.2 กฎหมายทเ่ี ก่ยี วข้อง
2.2.1 ประกาศกระทรวงแรงงาน เร่อื ง ลักษณะการประสบอันตรายหรอื เจบ็ ปว่ ยอย่างอน่ื ซง่ึ
รุนแรงหรอื เร้ือรงั ลงวันที่ 20 กมุ ภาพนั ธ์ 2558
การประสบอันตรายหรือเจบ็ ปว่ ยอย่างอื่นซึง่ รุนแรง หมายถงึ การประสบอนั ตรายหรือเจ็บปว่ ย
ทีม่ ีลกั ษณะอยา่ งหนึง่ อยา่ งใด ดังตอ่ ไปนี้
(1) มีการผ่าตัดมากกวา่ หนึ่งต�ำแหน่งหรือมกี ารผา่ ตัดมากกวา่ หน่งึ ครงั้ ขน้ึ ไป
(2) มีข้อบ่งช้ีทางการแพทย์ที่ต้องดูแลรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักและใช้เครื่องช่วยหายใจ
ไม่นอ้ ยกวา่ หา้ วนั
(3) มีข้อบ่งช้ีทางการแพทย์ท่ีต้องดูแลรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักและไม่ใช้เครื่องช่วย
หายใจไม่น้อยกวา่ สิบวนั
(4) ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข
หรอื รักษาทางยาตอ่ เนอ่ื งไม่นอ้ ยกว่ายี่สบิ วนั
(5) ประสบอันตรายหรอื เจบ็ ป่วยท่สี ว่ นหลงั ของดวงตาซ่งึ จำ� เป็นตอ้ งได้รับการผา่ ตัด
(6) บาดแผลระดับ 3 จากสาเหตุไฟไหม้ น้�ำร้อนลวก ความร้อน ความเย็น สารเคมี
รังสีไฟฟา้ หรือระเบดิ ซึ่งเกดิ แกอ่ วัยวะของรา่ งกายหรือความรุนแรงของบาดแผล ดงั ต่อไปน้ี
(ก) ใบหนา้
(ข) มือหรอื เท้าทต่ี อ้ งท�ำศลั ยกรรมตกแตง่
(ค) ฝเี ย็บหรืออวยั วะเพศ
(ง) บาดแผลท่จี �ำเป็นตอ้ งดมยาสลบเพ่อื ทำ� แผลมากกวา่ สามคร้งั
(จ) บาดแผลเกนิ กว่ารอ้ ยละสิบของพ้ืนทผี่ วิ ของร่างกาย
(7) ประสบอันตรายหรือเจบ็ ปว่ ยท่ีตอ้ งมวี ิธกี ารรกั ษาทยี่ ุง่ ยากสลบั ซับซ้อน ตามความเหน็
ของคณะกรรมการการแพทย์
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 281
การประสบอันตรายหรอื เจบ็ ป่วยอย่างอนื่ ซ่งึ เร้อื รัง หมายถึง การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
ซงึ่ จ�ำเป็นตอ้ งใชร้ ะยะเวลาการรกั ษายาวนาน โดยมลี ักษณะอยา่ งหน่ึงอย่างใด ดังต่อไปน้ี
(1) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่จ�ำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเน่ืองใช้เวลามาก
กว่าหนงึ่ รอ้ ยแปดสบิ วนั
(2) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่มีข้อบ่งช้ีทางการแพทย์ให้นอนพักรักษาตัวใน
โรงพยาบาลมากกวา่ สามสบิ วนั
(3) กรณีระยะเวลาการรักษาน้อยกว่า (1) หรือ (2) ให้เป็นไปตามความเห็นของคณะ
กรรมการการแพทย์
2.2.2 ประกาศกระทรวงแรงงาน เร่ือง ลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยท่ีคณะ
กรรมการการแพทยจ์ ะพิจารณาใหน้ ายจ้างจา่ ยคา่ รกั ษาพยาบาลเพิ่มขึน้ ลงวันที่ 17 มกราคม 2561
ขอ้ 1 ประกาศน้ใี ห้ใชบ้ ังคับตัง้ แตว่ ันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ลักษณะการประสบอันตรายหรือ
เจ็บป่วยท่ีคณะกรรมการการแพทย์จะพิจารณาให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพ่ิมขึ้น ลงวันที่ 30
มกราคม พ.ศ. 2558
ขอ้ 3 ลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยท่ีจะพิจารณาจ่ายค่ารักษาพยาบาล
เทา่ ทีจ่ า่ ยจริงตามความจําเปน็ เกนิ กว่าสามแสนบาทแตไ่ มเ่ กินห้าแสนบาท ไดแ้ ก่
(1) การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามประกาศกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยลักษณะการ
ประสบอนั ตรายหรอื เจบ็ ปว่ ยอยา่ งอ่นื ซึง่ รุนแรงหรอื เรือ้ รงั และ
(ก) มีการรักษาที่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน เช่น มีการผ่าตัดหลายครั้งหรือต้องใช้แพทย์
ผูเ้ ชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ
(ข) มีภาวะแทรกซ้อนซึ่งทําให้ระยะเวลาการรักษาพยาบาลยาวนานขึ้นหรือผู้ป่วย
มีอาการรุนแรงขึ้น
(2) การประสบอนั ตรายหรือเจบ็ ป่วยอยา่ งอื่นตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์
ขอ้ 4 การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างที่มีค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า
ห้าแสนบาทแต่ไม่เกินหนึ่งล้านบาท ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยตาม
ข้อ 3 และมีลักษณะอย่างหน่งึ อย่างใด ดงั ต่อไปน้ี
(1) มีบาดแผลผิวหนังไหม้ในระดับลึกถึงหนังแท้ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าของพ้ืนท่ีผิวของ
ร่างกาย
(2) ผลการรกั ษาพยาบาลลูกจา้ งเสยี ชีวติ
(3) มีลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเข้าข่ายตามกฎกระทรวงกําหนดอัตรา
ค่ารกั ษาพยาบาลท่ใี หน้ ายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 ข้อ 3 (1) - (7) ไมน่ ้อยกว่าสามข้อ
(4) มีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นตามความเห็นของคณะกรรมการการ
แพทยโ์ ดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการกองทุนเงนิ ทดแทน
282 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ขอ้ 5 การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างที่มีค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า
หนึ่งล้านบาท แต่ไม่เกินสองล้านบาท ตามที่กําหนดในข้อ 6 ของกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ารักษา
พยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงกําหนดอัตราค่ารักษาพยาบาล
ท่ีให้นายจ้างจ่าย (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
ตามข้อ 3 และมีลักษณะ ตามข้อ 4 ทั้งน้ี ตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์โดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการกองทนุ เงินทดแทน
2.2.3 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำ� หนดชนดิ ของโรคซง่ึ เกดิ ข้นึ ตามลักษณะหรอื สภาพ
ของงานหรือเนอ่ื งจากการท�ำงาน พ.ศ. 2550
ประกาศกระทรวงฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อก�ำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดข้ึนตามลักษณะหรือ
สภาพของงานหรือเนื่องจากการท�ำงาน ได้แก่โรคท่ีเกิดข้ึนจากสารเคมี โรคที่เกิดข้ึนจากสาเหตุทาง
กายภาพ เช่น ความร้อน แสง เสียง แรงสั่นสะเทือน รังสี คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า โรคท่ีเกิดขึ้นจากสาเหตุ
ทางชีวภาพ เช่น โรคติดเช้ือ หรือโรคปรสิตเนื่องจากการท�ำงาน โรคระบบหายใจท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจาก
การท�ำงาน โรคผิวหนังที่เกิดขึ้นเนื่องจากการท�ำงาน โรคระบบกล้ามเน้ือและโครงสร้างกระดูกท่ีเกิดขึ้น
เนื่องจากการท�ำงานหรือสาเหตุจากลักษณะงานท่ีจ�ำเพาะหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงในส่ิงแวดล้อมการท�ำงาน
โรคมะเร็งท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจากการท�ำงานเหล่าน้ีเป็นต้น ซ่ึงลูกจ้างท่ีป่วยเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากงานหรือ
เนื่องจากการท�ำงานก็มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและได้รับสิทธิประโยชน์อ่ืนๆ ตามท่ีกองทุน
เงินทดแทนก�ำหนด
2.2.4 ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง โรคที่ห้ามท�ำงานประดาน้�ำ พ.ศ.
2553
ประกาศกรมฉบับน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือก�ำหนดให้ลูกจ้างซ่ึงท�ำงานประดาน�้ำต้องไม่เป็นโรคท่ี
อธิบดีประกาศก�ำหนด ยกตัวอย่างเช่น โรคไซนัสเร้ือรัง โรคหูน้�ำหนวกเรื้อรัง เย่ือแก้วหูฉีกขาด โรคที่มี
ความผิดปกติของหูชั้นใน โรคปอดอุดก้ันเร้ือรัง โรคหืดหอบ ถุงลมโป่งพอง โรคโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ
โรคลมชัก โรคจติ เภท โรคหัวใจบางประเภท โรคความดันโลหิตสูงทย่ี งั ควบคุมไมไ่ ด้ โรคไสเ้ ลอื่ นท่ียังไม่ได้
รับการผา่ ตดั เป็นต้น
ดังน้ันลูกจ้างที่ท�ำงานประดาน�้ำควรได้รับการตรวจสุขภาพว่าร่างกายมีความเหมาะสมที่จะ
ท�ำงานประดานำ�้ หรอื ไมแ่ ละมโี รคที่หา้ มประดาน้�ำหรอื ไม ่
3. กฎหมายที่เก่ียวข้องกับการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพลูกจ้างท่ีเป็นผลสืบเน่ืองมาจากการ
ประสบอันตราย และโรคที่เกิดจากการท�ำงาน
กองทุนเงินทดแทนซึ่งได้จัดต้ังข้ึนตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม
2515 สังกัดกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความคุ้มครองลูกจ้างท่ีได้รับการ
บาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยเน่ืองจากการท�ำงาน ให้ได้รับการรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพในการท�ำงานตาม
ความเหมาะสม และตามความจ�ำเป็นตลอดจนเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างว่าจะได้รับเงินทดแทนด้วยความ
รวดเร็ว และเต็มตามสทิ ธิ กองทุนเงินทดแทนเรมิ่ ท�ำงานตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ได้มกี ารปรับปรงุ
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 283
แกไ้ ขเพิม่ เติมประกาศของคณะปฏิวตั ิฯ อกี 2 ครัง้ ครงั้ แรกในปี พ.ศ. 2537 โดยตราเปน็ พระราชบัญญัติ
ขึ้นเรียกว่า “พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537” ซึ่งมีทั้งหมด 9 หมวด 70 มาตรา ในมาตรา 18
ว่าด้วยการจ่ายค่าทดแทนให้ลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเน่ืองจากการท�ำงานนั้น การประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพมีการปรับปรุงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยในพระราชบัญญัติเงินทดแทนปี พ.ศ. 2537
มาตรา 18 ยึดหลักเกณฑ์จ่ายค่าทดแทนตามประเภทอวัยวะที่ขาดสูญเสีย ในปัจจุบันใช้หลัก Whole
man impairment โดยเปรยี บเทยี บการสญู เสียของอวัยวะเทียบกบั การหมดสมรรถภาพเปน็ ก่ีเปอรเ์ ซ็นต์
ของท้ังร่างกาย
ความส�ำคญั
เน่ืองจากคนงานท�ำงานเพ่ือให้ธุรกิจของบริษัทหรือสถานประกอบกิจการด�ำเนินอยู่รอด และมี
ก�ำไร ดังน้ันเม่ือคนงานเกิดการเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุจากการท�ำงาน ย่อมเป็นการยุติธรรมที่จะ
ให้เงินชดเชยแก่คนงานแม้จะไม่สามารถทดแทนมูลค่าที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ โดยเฉพาะ
ในกรณีทเ่ี กิดจากการสญู เสียอวัยวะซ่งึ ไมค่ ุ้มค่าเลยด้วยซ้ำ� แต่การทม่ี ีการชดเชย กถ็ ือว่าเปน็ การชว่ ยเหลอื
เงินแก่คนงานและครอบครัว การที่มีการชดเชย ถือเป็นระบบ no fault system ซ่ึงนายจ้าง ต้องจ่าย
เงินสมทบเพ่ือจัดตั้งเป็นกองทุนเงินทดแทน เพื่อเป็นกองกลาง จ่ายค่าชดเชยและนายจ้างจะต้องถือเป็น
ความรบั ผดิ ชอบเมือ่ เกดิ การสูญเสียเกดิ ขึน้
ค�ำจำ� กดั ความ
ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ปี พ.ศ. 2533 ก�ำหนดไว้ว่า “ทุพพลภาพ” หมายความว่า
การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกายหรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ
จนไม่สามารถท�ำงานได้ ท้ังนีต้ ามหลกั เกณฑ์ ทค่ี ณะกรรมการการแพทย์ก�ำหนด
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพคือการประเมินการสูญเสียอวัยวะของร่างกายตามแนวทาง
ท่กี �ำหนดเพื่อใหผ้ ้ถู กู ประเมินได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม
การประเมินในปัจจุบันใช้หลัก Whole man impairment โดยคิดว่าถ้าคนปกติมีอวัยวะครบ
สามารถประกอบกิจวัตรได้มีสมรรถภาพ 100% ดังนั้นการขาดหายหรือท�ำหน้าที่ไม่ได้บางส่วนของ
อวัยวะต่างๆ ของร่างกายน้ัน จะท�ำให้สูญเสียสมรรถภาพไปเท่าไรเม่ือคิดเทียบกับสมรรถภาพ 100 %
ของทั้งร่างกาย เช่นถ้าน้ิวขาดต้องมาเปรียบเทียบเป็นว่าสูญเสียสมรรถภาพเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ของท้ัง
ร่างกาย โดยมหี ลกั วา่ การสูญเสียของร่างกาย 1 % เท่ากับการจา่ ยคา่ ชดเชยสองเดือน ดังน้นั ไม่วา่ สญู เสยี
สมรรถภาพของอวยั วะใดๆ กจ็ ะน�ำมาคิดเปรยี บเทยี บกับทั้งรา่ งกายเสมอ
ววิ ฒั นาการของการประเมินการสญู เสียสมรรถภาพ
“พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537” ซ่ึงมีทั้งหมด 9 หมวด 70 มาตรา ในมาตรา 18
ว่าด้วยการจ่ายค่าทดแทนให้ลูกจ้างท่ีได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเน่ืองจากการท�ำงานได้ก�ำหนดหลักเกณฑ์
การจ่ายค่าทดแทนตามประเภทของอวัยวะที่สูญเสียไป โดยแต่ละอวัยวะจ่ายไม่เท่ากัน ซึ่งข้ึนอยู่กับความ
ส�ำคัญของการท�ำหน้าทีข่ องอวยั วะนั้นๆ โดยมีหลกั เกณฑก์ ารจา่ ย ดงั น้ี
284 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
1. กำ� หนดประเภทของการสญู เสียอวัยวะ เปน็ การให้ค�ำจ�ำกดั ความของอวยั วะท่ขี าดไป เช่น มือขาด
หมายความว่า ขาดตั้งแต่ข้อมือขึ้นมา แขนขาด หมายความว่า ขาดตั้งแต่ข้อศอกขึ้นมา นอกจากนั้นยัง
ก�ำหนดว่าการสูญเสียอวัยวะส่วนใด หรือการท่ีอวัยวะส่วนใดสูญเสียสมรรถภาพในการท�ำงานโดยส้ินเชิง
ไมส่ ามารถจะรักษาให้หายเปน็ ปกติได้ ใหถ้ อื วา่ อวยั วะส่วนนั้นขาดด้วย
2. ก�ำหนดให้มีระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนตามประเภทของการสูญเสียอวัยวะน้ันๆ เช่น มือขาด
ข้างหนึ่งให้มีระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนเก้าปี แขนขาดข้างหนึ่งให้มีระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทน สิบปี
เป็นตน้
3. กรณีท่ีมีการสูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะในหลายส่วนของร่างกายให้
ค�ำนวณก�ำหนดเวลาการจ่ายค่าทดแทนรวมกันแต่ไม่เกินระยะเวลาท่ีก�ำหนด เช่น สิบปี
4. ถ้ามีการสูญเสียอวัยวะท่ีส�ำคัญๆ หลายอวัยวะร่วมกัน หรือประสบอันตรายรุนแรงถึงข้ันทุพพล-
ภาพ หรือคณะกรรมการการแพทย์วินิจฉัยว่าทุพพลภาพ ให้มีระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนตามก�ำหนด
เช่น สบิ ห้าปี
5. จ่ายค่าทดแทนรอ้ ยละหกสบิ ของค่าจ้างรายเดือน ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำ� หนด
การจ่ายค่าทดแทนตามประเภทอวัยวะที่ขาดสูญเสียไป เป็นวิธีการที่ปฏิบัติงาน ไม่ยุ่งยากในการ
พิจารณาเหมาะสมกับยุคสมัย แต่ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก ศัลยแพทย์สามารถ
ต่ออวัยวะท่ีขาดไปแล้วได้ ท�ำให้ลูกจ้างยังคงมีอวัยวะอยู่แต่อวัยวะนั้นๆ ไม่สามารถใช้งานได้เช่นเดิม
เป็นการยุ่งยากในการพิจารณาส่งจ่ายค่าทดแทนให้ลูกจ้าง อีกท้ังพบว่าการสั่งจ่ายค่าทดแทนตามอวัยวะ
ท่ีขาดสูญเสียไป ยังมีความแตกต่างไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตามหลักการที่ว่า ผู้ที่สูญเสียอวัยวะหรือ
สูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะมากควรได้รับค่าทดแทนสูงกว่าผู้ที่สูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะน้อยกว่า
ดังน้ัน กองทุนเงินทดแทน ส�ำนักงานประกันสังคม จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การสั่งจ่ายค่าทดแทนให้
เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้นตามหลักสากล ตามประกาศกระทรวงแรงงานเร่ือง ก�ำหนดระยะเวลาการ
จ่ายคา่ ทดแทนฯ ลงวันท่ี 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั ประกาศทวั่ ไป
เล่ม 121 ตอนท่ี 113 ง วนั ท่ี 23 ธันวาคม 2547 มผี ลบังคบั ใช้ วนั ท่ี 24 ธนั วาคม 2547 ดงั นี้
หลักการประเมินการสญู เสยี สมรรถภาพของร่างกาย
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของร่างกายที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นการประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพทั้งร่างกาย (Whole Person Impairment) โดยประเมินว่าอวัยวะส่วนที่สูญเสีย
สมรรถภาพนั้น จะท�ำให้ร่างกายสูญเสียสมรรถภาพเป็นอัตราวันละเท่าไร ในการประเมินได้แบ่งอวัยวะ
ของรา่ งกายออกเปน็ ระบบตา่ งๆ 14 ระบบ ได้แก่
1. ระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ประกอบด้วย อวัยวะส่วนแขนและมือ อวัยวะส่วนขาและเข่า
สนั หลงั
2. ระบบจักษุ
3. ระบบโสต ศอ นาสิก
4. ระบบไต และทางเดนิ ปัสสาวะ
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 285
5. ระบบอวยั วะสืบพันธช์ุ าย
6. ระบบอวัยวะสืบพันธุ์หญงิ
7. ระบบผิวหนงั
8. ระบบทางเดินหายใจ
9. ระบบหัวใจและหลอดเลอื ด
10. ระบบโลหิต
11. ระบบตอ่ มไรท้ ่อและเมตะบอลิสมึ
12. ระบบทางเดินอาหาร
13. ระบบประสาท ประกอบดว้ ย สมองส่วนกลาง ไขสันหลัง เส้นประสาท
14. ระบบทางจิตและพฤติกรรม
ในกรณีท่ีมีการสูญเสียอวัยวะหรือหน้าที่ของอวัยวะของร่างกายหลายส่วนพร้อมกัน ให้ประเมิน
ค่าการสูญเสียสมรรถภาพของแต่ละอวัยวะนั้น คิดเป็นร้อยละเท่าไรของการสูญเสียสมรรถภาพของท้ัง
รา่ งกายจากน้นั จึงนำ� ค่าการสญู เสยี สมรรถภาพของแต่ละอวัยวะมารวมกัน โดยใชส้ ูตรดงั น้ี
A รวม กับ B = A + 1B00 (100 – A)
A = รอ้ ยละการสูญเสยี สมรรถภาพของอวัยวะที่ 1
B = รอ้ ยละการสูญเสยี สมรรถภาพของอวัยวะท่ี 2
ตวั อย่าง
ลูกจ้างสูญเสยี ลูกตาท้ัง 2 ข้าง และแขนขาดหนึง่ ข้าง
สญู เสยี ลูกตาสองข้าง สูญเสียสมรรถภาพของร่างกายรอ้ ยละ 85
สูญเสยี แขนหน่ึงขา้ ง สูญเสียสมรรถภาพของร่างกายรอ้ ยละ 60
จากสูตร A รวมกับ B = A + 1B00 (100 – A)
= 8 5 + 14000 (100 – 85)
= 85 + 6 = 91
ดงั นนั้ ลูกจ้างท่ีสูญเสียลกู ตาสองข้าง และแขนขาดหน่งึ ข้าง จะสญู เสียสมรรถภาพของทง้ั ร่างกาย
คิดเปน็ รอ้ ยละ 91
จากตวั อย่างขา้ งต้น ถา้ นำ� คา่ A และ B มาบวกกนั โดยตรงจะได้ = 125 จะท�ำใหไ้ ด้ตัวเลขสูงเกนิ
ความเป็นจรงิ
286 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
อวัยวะท่ีเป็นโรคหรือได้รับการบาดเจ็บที่จะน�ำมาประเมินการสูญเสียสมรรถภาพ ต้องได้รับการ
รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพจนที่สุดท่ีเรียกว่า Maximal Medical Improvement ซึ่งพยาธิสภาพของ
อวัยวะคงท่ีไม่เปล่ียนแปลงอีกแล้ว หรือไม่มีการเปล่ียนแปลงการสูญเสียสมรรถภาพอีกแล้ว ไม่ว่าจะให้
การรกั ษาหรือไม่รักษาอกี กต็ าม
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของผู้ท่ีใช้เคร่ืองช่วยหรือกายอุปกรณ์เสริม ถ้าสามารถเอา
เคร่ืองช่วยออกได้ง่าย เช่น ผู้ท่ีใช้เคร่ืองช่วยฟัง ให้ประเมินการสูญเสียของการได้ยิน โดยไม่ใช้เครื่อง
ช่วยฟังแต่ถ้าเครื่องช่วยนั้น เอาออกไม่ได้ เช่น ใส่เลนส์ตาเทียม ข้อเข่าเทียม ให้ประเมินการสูญเสีย
สมรรถภาพของอวัยวะน้ัน พร้อมกับเคร่ืองช่วย ส�ำหรับผู้ท่ีสวมแว่นตาหรือ Contact Lens ให้ประเมิน
การสญู เสยี สมรรถภาพของสายตา โดยไม่ตอ้ งเอาแว่นตาหรือ Contact Lens ออก
ในกรณีที่การใช้ยาหรือผลของการรักษาก่อให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพของร่างกายต้องประเมิน
การสูญเสยี สมรรถภาพของร่างกาย ต้องประเมินการสญู เสียสมรรถภาพทเี่ กดิ จากผลขา้ งเคยี งนั้นควบคกู่ นั
ไปด้วย และน�ำผลที่ได้ไปรวมกับการสูญเสียสมรรถภาพที่เกิดจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากโรค ส่วน
ผู้รับการประเมินท่ีปฏิเสธการรักษา ท้ังที่ทราบว่า ถ้าได้รับการรักษาแล้วสมรรถภาพของร่างกายจะดีข้ึน
ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของผู้รับการประเมิน ผู้ประเมินต้องประเมินการสูญเสียสมรรถภาพตามสภาพ
ที่เป็นอยู่จริงในขณะนั้น พร้อมกับลงความเห็นเกี่ยวกับการรักษาที่ควรได้รับเพิ่มเติมตลอดจนเหตุผล
ทผี่ รู้ บั การประเมนิ ปฏเิ สธการรักษา
การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะจะถูกต้องแม่นย�ำ ต้องอาศัยข้อมูลท่ีสมบูรณ์
ถกู ต้องชัดเจนประกอบการพิจารณา ข้อมูลทีส่ �ำคัญประกอบดว้ ย
1.) ข้อมูลทางการแพทย์ ได้แก่
1.1 ประวัติการเจ็บป่วยต้ังแต่เริ่มเป็นอาการ อาการแสดงและส่ิงท่ีตรวจพบคร้ังก่อน (ถ้ามี)
การรักษาและผลของการรักษาตลอดจนภาวะแทรกซ้อน ประวัติการสัมผัสสิ่งคุกคาม สารก่อให้เกิดโรค
ระยะเวลาและจำ� นวนที่สัมผัสสารน้ัน การดำ� เนนิ ของโรคและสง่ิ ที่ตรวจพบคร้งั สดุ ท้าย
1.2 ผลการตรวจของผปู้ ระเมินทางคลนิ ิกครงั้ สุดท้าย ประกอบด้วย
1.2.1 ผลการตรวจรา่ งกายทั่วไป
1.2.2 ผลการตรวจเฉพาะสว่ นทบ่ี าดเจ็บ
1.2.3 ผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ
1.2.4 ผลการตรวจคลืน่ ไฟฟา้ หวั ใจ
1.2.5 ผลการตรวจทางรงั สี
1.2.6 ผลการตรวจทางจติ รวมทง้ั Intellectual Functioning, Characteristic Traits
1.2.7 ผลการตรวจอน่ื ๆ
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 287
1.3 การวิเคราะห์อาการทางคลินิกครั้งสุดท้าย ก�ำหนดแผนการรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ
ตลอดจนการติดตามผลและการตรวจเพ่มิ เติม
1.4 การวนิ จิ ฉยั และความคิดเห็นเพิ่มเตมิ
1.5 วันเวลาทีค่ าดวา่ จะหายหรอื อาการดีข้นึ
2.) การวเิ คราะหผ์ ลที่ผ้ปู ระเมนิ ตรวจพบโดย
2.1 ช้แี จงวา่ อาการ อาการแสดงน้ันมผี ลกระทบตอ่ การด�ำเนนิ ชวี ติ อะไรบ้าง อยา่ งไร
2.2 อธิบายด้วยว่าพยาธสิ ภาพท่เี กิดขน้ึ น้ันคงทห่ี รอื ยงั
2.3 อธบิ ายทางการแพทยว์ า่ พยาธสิ ภาพที่เกดิ ขึ้นนี้จะทำ� ใหเ้ กิดการสูญเสียสมรรถภาพทันที
หรือคอ่ ยเปน็ ค่อยไปหรอื ทำ� ให้อวยั วะอน่ื สญู เสียสมรรถภาพร่วมดว้ ย
2.4 อธิบายสรุปว่าการบาดเจ็บ / เจ็บป่วยน้ันเป็นอุปสรรคต่อการท�ำงานและกิจวัตรประจ�ำวัน
อยา่ งไรมากน้อยเทา่ ใด
2.5 อธิบายทางการแพทย์ว่าพยาธิสภาพท่ีเกิดข้ึน จะท�ำให้เกิดการบาดเจ็บ เป็นอันตรายใน
ขณะท่ีทำ� งานหรือประกอบกิจวตั รประจ�ำวนั หรือไม่ ซงึ่ อาจท�ำใหม้ กี ารสูญเสียสมรรถภาพเพม่ิ ขึ้น
3.) จากข้อมลู ขอ้ 1 และ 2 ดงั กลา่ วข้างต้นสามารถประเมินหาคา่ ร้อยละการสูญเสยี สมรรถภาพ
ของอวัยวะได้ โดย
3.1 บันทึกส่ิงที่ตรวจพบที่ท�ำให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะแต่ละส่วนในรายงาน
เพือ่ เทียบเป็นคา่ รอ้ ยละการสญู เสียสมรรถภาพของอวยั วะและหรือของทง้ั ร่างกายตามแนวทางการประเมนิ
การสูญเสยี สมรรถภาพทางกายและจติ
3.2 ควรมีค�ำอธิบายพร้อมหลักฐานอ้างอิงถึงค่าร้อยละการสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ
ที่ประเมนิ ได้น้ัน
3.3 สรุปผลการประเมินเปน็ ค่ารอ้ ยละการสูญเสยี สมรรถภาพของทั้งร่างกาย
3.1 กฎหมายท่สี �ำคัญ
3.1.1 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรอื่ ง กำ� หนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนและหลักเกณฑ์
และวิธีการค�ำนวณค่าจ้างรายเดือน
288 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
ตารางที่ 3 การก�ำหนดระยะเวลาการจา่ ยคา่ ทดแทนส�ำหรับลูกจา้ งท่ีมีการสญู เสียสมรรถภาพของอวัยวะ
วตั ถปุ ระสงคข์ องกฎหมาย การก�ำหนดระยะเวลาการจา่ ย แบบรายงานหรือเอกสาร
คา่ ทดแทน ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
1.) เพ่ือใหม้ ีการจ่ายคา่ ทดแทน ลูกจา้ งท่ีมสี ทิ ธิได้รบั คา่ ทดแทน แบบรายงานการ
ใหแ้ ก่ลกู จ้างทีม่ กี ารสญู เสยี การสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ ประเมนิ สญู เสยี
อวยั วะหรอื สญู เสยี สมรรถภาพ - จะตอ้ งได้รบั การรักษาอย่าง สมรรถภาพของอวยั วะ
ของอวัยวะ ซ่ึงไดร้ บั การ เตม็ ทแ่ี ล้วหรอื สิ้นสดุ การรักษา หรือของทัง้ ร่างกาย
ประเมินการสญู เสียโดยแพทย์ - ถ้ายงั ไม่ส้นิ สุดการรกั ษา (ภาคผนวก ง )
ผปู้ ระกอบวิชาชพี เวชกรรม ต้องพ้นก�ำหนดระยะเวลา
โดยใช้วิธีการประเมินและ หนึง่ ปนี ับต้งั แตว่ ันทลี่ ูกจา้ ง
อัตราการสญู เสยี สมรรถภาพ ประสบอันตรายหรอื เจ็บป่วย
ตามคมู่ ือแนวทางการประเมิน การจ่ายค่าทดแทนการสญู เสีย
การสญู เสยี สมรรถภาพทาง สมรรถภาพของอวยั วะนัน้ จะจา่ ย
กายและจติ ใจ ที่สำ� นกั งาน ในอตั ราความสูญเสียสมรรถภาพ
ประกันสงั คมประกาศก�ำหนด ร้อยละหนึ่งต่อระยะเวลาการจา่ ย
ค่าทดแทนสองเดือน
2.) เพือ่ ใหม้ ีการจ่ายค่าทดแทนให้ ลกู จ้างทีม่ ีสทิ ธไิ ดร้ ับค่าทดแทน
แก่ลกู จ้างในกรณที ุพพลภาพ กรณีลูกจา้ งทุพพลภาพ หมายถึง
ตามมาตรา 18 /3 ของ พรบ. - ลกู จา้ งที่มีการสูญเสยี อวยั วะ
กองทนุ ทดแทน พ.ศ. 2537 บางสว่ นของรา่ งกายหรือการ
สญู เสยี สมรรถภาพของอวัยวะ
เกนิ กวา่ ร้อยละหกสบิ ของ
สมรรถภาพทง้ั ร่างกาย
- ลกู จ้างทีม่ ีการสูญเสียตาม
ตารางที่ 2 ทา้ ยประกาศ
การจ่ายคา่ ทดแทนกรณี
ทุพพลภาพจะใหม้ ีระยะเวลาการ
จ่ายค่าทดแทนเท่ากบั สิบหา้ ปี
รายละเอียดของประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง ก�ำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทน ฯ ดูได้
จาก (ภาคผนวก จ) อย่างไรก็ตามมขี อ้ สังเกตท่ีไดจ้ ากการพิจารณาประกาศกระทรวงแรงงานฉบบั ดังกล่าว
ดงั นี้
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 289
1. ส�ำนักงานประกันสังคมก�ำหนดให้ แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เป็นผู้ประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ แต่วิธีการประเมินต้องเป็นไปตามคู่มือแนวทางการประเมินท่ีส�ำนักงาน
ประกันสังคมก�ำหนด คู่มือท่ีใช้เล่มล่าสุดในปัจจุบันคือ “คู่มือแนวทางการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพ
ทางกายและจิต ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2559”
เน่ืองจากวิธีการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก แพทย์ผู้ประเมิน
วิชาชีพเวชกรรม ท่ีจะประเมินการสูญเสียสมรรถภาพให้แก่ลูกจ้าง จึงควรสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตร
การประเมนิ การสูญเสียสมรรถภาพที่ส�ำนกั งานกองทนุ เงนิ ทดแทนจดั อบรมให้แก่แพทย์เป็นประจ�ำทกุ ปี
2. ตารางท่ี 1 ตามประกาศกระทรวงแรงงานฉบับน้ี เป็นการก�ำหนดระยะเวลาการจ่ายค่า
ทดแทนส�ำหรับการสูญเสียอวัยวะที่เป็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การถูกตัดขาดของนิ้วมือ น้ิวเท้า มือ เท้า
แขน ขา ทั้งน้ี เพ่ือให้เจ้าหน้าที่ของส�ำนักงานกองทุนเงินทดแทน นายจ้าง ลูกจ้าง และสาธารณชนทั่วไป
ได้รับรู้ และเข้าใจ โดยง่าย และสะดวก แต่ถ้าเป็นการสูญเสียของอวัยวะที่นอกเหนือจากตารางที่ 1
คงต้องเป็นบทบาทของแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นผู้ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในอัตรา
ร้อยละหนงึ่ ต่อระยะเวลาการจา่ ยคา่ ทดแทนสองเดอื น
3. ในกรณีที่แพทย์ผู้ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของลูกจ้างแล้ว ได้ค่าเกินกว่าร้อยละหกสิบ
ของสมรรถภาพทั้งร่างกายหรือมีการสูญเสียของอวัยวะตามตารางท่ี 2 ท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน
ฉบับน้ ี ถือว่าเปน็ กรณีลกู จา้ งทุพพลภาพ และจะได้รบั การจ่ายค่าทดแทนเปน็ ระยะเวลาสบิ ห้าปี
3.2 กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ ง
ประกาศส�ำนักงานประกันสังคมเร่ือง หลักเกณฑ์การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพโดยใช้
คู่มือแนวทางการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพทางกายและจติ ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2559
ประกาศฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพของลูกจ้างต้องเป็นไป
ตามหลักเกณฑ์ที่ได้ก�ำหนดไว้ในคู่มือแนวทางการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพทางกายและจิต ฉบับ
ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2559 เท่านน้ั
4. กฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ งปัจจยั เส่ยี งและส่ิงคกุ คามต่อสขุ ภาพในสถานท่ีทำ� งาน
4.1 กฎหมายท่ีสำ� คญั
พระราชบัญญตั ิ ความปลอดภัย อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำงาน พ.ศ. 2554
พระราชบัญญัติฉบับนี้ประกอบด้วยบทบัญญัติที่เก่ียวข้องกับมาตรการ ควบคุมก�ำกับดูแล และบริหาร
จัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน โดยมีจุดประสงค์ท่ีส�ำคัญเพื่อ
ให้ผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการต่างๆ มีความปลอดภัยและมีสุขภาพท่ีดี ลดการประสบอันตราย
อันเป็นสาเหตใุ ห้เกิดการบาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ เสยี ชวี ติ รวมไปถงึ ลดการเจ็บปว่ ยหรอื โรคท่ีมสี าเหตุ
เนือ่ งจากการท�ำงาน
290 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง
4.2 กฎหมายที่เก่ียวข้อง
กฎหมายทเี่ กยี่ วข้องกับปจั จยั เสย่ี งและสิง่ คุกคามต่อสขุ ภาพในสถานทที่ ำ� งาน ไดแ้ ก่ กฎกระทรวง
ที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน พ.ศ. 2554
ซงึ่ ออกตามความในมาตรา 8 และมาตรา 74 ประกอบด้วยกฎกระทรวงหลายฉบบั ดังน้ี
4.2.1 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชวี อนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำ� งาน พ.ศ. 2549 ลงวนั ท่ี 9 กรกฎาคม 2553
กฎกระทรวงฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้สถานประกอบการมีการจัดตั้งคณะกรรมการความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน (คปอ.) และจัดให้มีเจ้าหน้าท่ีความปลอดภัย
ในการท�ำงาน (จป.) ในระดับต่างๆ ทั้ง จป.เทคนิคขั้นสูง และ จป.วิชาชีพ รวมถึงส่งรายงานผลการ
ดำ� เนนิ งานของ จป. ให้แก่ทางกรมสวสั ดกิ ารคุม้ ครองแรงงานตามกำ� หนด
4.2.2 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด�ำเนินการด้านความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเก่ียวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ลง
วันท่ี 29 พฤศจกิ ายน 2556
กฎกระทรวงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้นายจ้างจัดท�ำบัญชีรายชื่อและรายละเอียดข้อมูลความ
ปลอดภัยของสารเคมีอันตราย จัดให้มีการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย จัดให้มีการ
ประเมินความเสี่ยงของสารเคมีในการก่อให้เกิดอันตรายและความเส่ียงต่อสุขภาพของลูกจ้าง จัดให้มี
การท�ำแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินเนื่องจากสารเคมีอันตรายรวมถึงการจัดฝึกอบรมลูกจ้างที่มีหน้าที่
ควบคุมและระงับเหตอุ นั ตรายเนื่องจากสารเคมี
4.2.3 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด�ำเนินการด้านความ
ปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดล้อมในการทำ� งานเกี่ยวกับความรอ้ น แสงสว่าง และเสียง พ.ศ.
2559 ลงวันท่ี 17 ตลุ าคม 2559
กฎกระทรวงฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการท�ำงาน
เก่ียวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือแสง ภายในสถานประกอบกิจการ ท้ังน้ีเพื่อควบคุมระดับความ
รอ้ น ระดับเสยี ง และแสงสว่าง ในสถานประกอบกิจการใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานท่กี ำ� หนด ลูกจ้างท่ีทำ� งาน
ในสภาวะการท�ำงานที่อาจได้รับอันตรายจากความร้อน แสง เสียง ต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธี
การใช้และบ�ำรุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล รวมถึงการได้รับตรวจสุขภาพว่ามี
ร่างกายทเ่ี หมาะสมกบั การทำ� งานและไมไ่ ดร้ ับอนั ตรายจากความร้อน แสง เสียง ในขณะปฏบิ ัติงาน
4.2.4 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด�ำเนินการด้านความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 6
กมุ ภาพันธ์ 2558
กฎกระทรวงฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการจัดท�ำแผนผังวงจรไฟฟ้าท่ีติดตั้งภายในสถาน
ประกอบการ เพื่อให้มีการดูแลให้ใช้งานได้โดยปลอดภัย มีแผ่นป้ายเตือนระวังอันตรายจากไฟฟ้า รวมถึง
บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง 291
มีการตรวจสอบและบ�ำรุงรักษา มีข้อบังคับในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าและมีการฝึกอบรมให้ลูกจ้าง
ทป่ี ฏิบตั ิงานเกี่ยวกับไฟฟ้าให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจและสามารถทำ� งานไดอ้ ยา่ งปลอดภัย
4.2.5 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด�ำเนินการด้านความ
ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ.
2555 ลงวันที่ 9 มกราคม 2556
กฎกระทรวงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือก�ำหนดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบ
กิจการ ท่ีมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จัดให้ลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นไม่น้อยกว่า
รอ้ ยละ 40 ของจ�ำนวนลกู จ้างในแต่ละหนว่ ยงาน อีกทงั้ ต้องมีการดูแลรกั ษาและตรวจสอบถงั ดบั เพลิงและ
อปุ กรณด์ ับเพลงิ ให้อยใู่ นสภาพที่ใชง้ านได้ดี
4.2.6 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชวี อนามัย และสภาพแวดลอ้ มในการท�ำงาน เก่ยี วกบั งานก่อสร้าง พ.ศ. 2551 ลงวันท่ี 16 ตุลาคม
2549
กฎกระทรวงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการจัดท�ำแผนงานด้านความปลอดภัยในการท�ำงาน
ส�ำหรับงานก่อสร้าง มีการก�ำหนดประเภทของเครื่องจักรและอุปกรณ์ท่ีใช้ในการท�ำงานก่อสร้าง รวมถึง
เครื่องตอกเสาเข็มและลิฟต์ขนส่งวัสดุ จะต้องมีการตรวจสอบให้อยู่ในสภาพท่ีใช้งานได้และปลอดภัย
รวมถึงมีการฝึกอบรมให้ลูกจ้างเกี่ยวกับการท�ำงานท่ีต้องเกี่ยวกับเคร่ืองจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ให้
สามารถใชง้ านไดอ้ ยา่ งปลอดภัย
4.2.7 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำ� งาน เก่ียวกับเครื่องจักร ปั้นจ่ัน และหม้อน้�ำ พ.ศ. 2552
ลงวันที่ 11 มถิ นุ ายน 2552
กฎกระทรวงฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างท่ีต้องท�ำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และ
หม้อน�้ำ ได้รับการฝึกอบรมก่อนเข้าปฏิบัติงาน อีกทั้งมีการตรวจทดสอบเครื่องจักร รถยก ลิฟต์ ปั้นจ่ัน
และหม้อนำ้� โดยวศิ วกรเป็นผรู้ ับรองในการทดสอบ การตรวจสอบ การติดตัง้ รวมถงึ รับรองความปลอดภัย
ในการใชง้ าน
4.2.8 กฎกระทรวง ก�ำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีว-
อนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน เกยี่ วกับรังสชี นดิ ก่อไอออน พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 20 สงิ หาคม
2547
กฎกระทรวงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้นายจ้างมีมาตรฐานในการบริหารจัดการ ด้านความ
ปลอดภัยท่ีเกี่ยวกับรังสีชนิดก่อไอออน ได้แก่ การแจ้งจ�ำนวนและปริมาณความแรง ของรังสีที่ใช้ จัดท�ำ
ข้อมูลที่เกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างได้รับเป็นประจ�ำทุกเดือน มีการจัดท�ำเคร่ืองหมายเตือนภัย
ทางรังสี รวมถึงจัดท�ำแผนป้องกันและระงับอันตรายจากรังสี ท้ังในภาวการณ์ท�ำงานปกติ และในกรณี
เหตุฉุกเฉิน นายจ้างจะต้องแจ้งช่ือและคุณสมบัติของลูกจ้างผู้มีหน้าท่ีรับผิดชอบในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ
รังสี รวมถึงมกี ารตรวจสขุ ภาพร่างกายของลกู จ้างทป่ี ฏบิ ตั ิงานเกย่ี วขอ้ งอยา่ งน้อยปีละ 1 ครัง้
292 บทท่ี 9 กฎหมายท่ีเก่ียวข้อง