คุณเปน็
1. โรคของล�ำไส้ซ้�ำอีก c ใช ่ c ไม่ใช่
2. เป็นโรคตดิ เช้อื ที่ผิวหนัง หู หรอื คอ ซำ้� อีก c ใช่ c ไม่ใช่
3. เคยเปน็ ไขไ้ ทฟอยด์หรอื พาราไทฟอยด์หรอื เป็นพาหะนำ� เชอื้ น ี้ c ใช ่ c ไม่ใช่
4. เปน็ พาหะของเช้ือ salmonella หรือไม ่? c ใช ่ c ไมใ่ ช่
c ไม่ใช่
ในชว่ ง 21 วนั กอ่ นหน้าน้ี คุณเคยสมั ผัสกับใคร ทบี่ ้านหรอื ต่างประเทศ
ซ่ึงอาจจะเปน็ ไทฟอยดห์ รอื พาราไทฟอยด์หรือไม ่? c ใช่
ประเทศทเี่ คยไปมาในช่วง 6 สัปดาห์ท่ผี ่านมา …………………………………………………………….
ถา้ ตอบวา่ ใช่ จะต้องมีการประเมินความเหมาะสมในการทำ� งาน
วันท ่ี ….............................................................................................……
ลายเซน็ …………………….………………………………..................................
การปฏิบัติ ….............................................................................................................................………
จากบนั ทกึ ข้อความของส�ำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ลงวนั ท่ี 11 พ.ย. 2562 เปน็ หนังสือแจ้ง
ผู้อ�ำนวยการเขต เร่ือง แนวทางการตรวจสุขภาพผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนกรุงเทพมหานคร ก�ำหนดให้
แม่ครัวและผู้ช่วยแม่ครัวทุกคนต้องผ่านการตรวจสุขภาพ 9 โรค ได้แก่ วัณโรค อหิวาตกโรค ไข้รากสาด-
น้อย (ไทฟอยด์) โรคบิด ไข้สุกใส โรคคางทูม โรคเร้ือน โรคผิวหนังที่น่ารังเกียจ และโรคตับอักเสบ
ท่ีเกิดจากไวรัสชนิดเอ โดยต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรคระบบทางเดินอาหาร
(Rectal swab) และเอกซเรย์ปอดเพ่ือค้นหาวัณโรค พร้อมทั้งมีใบรับรองแพทย์ตามแบบ สณ. 11 โด ย
ตรวจ วณั โรค อหวิ าตกโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) โรคบิด ไข้สกุ ใส โรคคางทูม โรคเรอื้ น โรคผวิ หนัง
ท่ีนา่ รงั เกยี จ และโรคตับอักเสบที่เกดิ จากไวรัสชนดิ เอ อย่างนอ้ ยปลี ะ 1 ครัง้ โดยต้องมกี ารตรวจทางหอ้ ง
ปฏิบัติการเพ่ือตรวจหาเช้ือโรคระบบทางเดินอาหารได้แก่ อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) และ
โรคบดิ โดยวธิ ีการเพาะเช้อื แบบ Rectal swab และตรวจเอกซเรยป์ อดเพอ่ื ค้นหาวัณโรค อยา่ งนอ้ ยปลี ะ
1 คร้ัง หรือเมือ่ มผี ู้สัมผสั อาหารมอี าการสงสัยเข้าได้กบั วัณโรค ตามแบบคดั กรองวณั โรคทแ่ี นบ
ใบรับรองแพทย์ (แบบ สณ. 11) ส�ำหรับพ่อครัว แม่ครัว ผู้ช่วยและผู้สัมผัสอาหาร ใช้ประกอบ
การสมัครงานคร้ังแรกในสถานประกอบการ ใช้ได้ 1 เดือน หมายความว่าภายใน 1 เดือน ผู้ท่ีตรวจ
ร่างกายจะต้องน�ำใบรบั รองแพทย์ฉบบั น้ีไปใช้ประกอบการสมคั รงานภายในสถานประกอบการ
ในกรณีโรงเรียนมีการจ้างผู้รับเหมาจัดท�ำอาหาร หรือผู้สัมผัสอาหารรายใหม่ในระหว่างปีการ
ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการรับเหมาจัดท�ำอาหารให้แก่นักเรียนรายสัปดาห์ รายเดือน รายเทอม หรือรายปี
จะต้องมีการตรวจสุขภาพทกุ ราย และต้องใชใ้ บรับรองแพทย์ แบบ สณ. 11 หากเปน็ แม่ครัว ผู้ชว่ ยแมค่ รัว
ผสู้ ัมผัสอาหาร ทเี่ ปน็ รายเดมิ ที่ได้รับการตรวจสขุ ภาพประจำ� ปแี ล้ว ไม่ต้องตรวจซำ้� อกี
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 193
รูปท่ี 3 แบบใบรับรองแพทย์ ในการทำ� งานเกี่ยวกับอาหาร
194 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
การวนิ ิจฉัยโรค SARS-CoV-2 จากการทำ� งาน และเกณฑ์การกลับเขา้ ท�ำงาน
เน่ืองจากมีการติดเช้ือ SARS-CoV-2 จากการท�ำงานหลายราย ทางสมาคมโรคจากการประกอบ
อาชีพและส่ิงแวดล้อมแห่งประเทศไทยจึงได้จัดท�ำเกณฑ์การวินิจฉัยโรค SARS-CoV2 จากการท�ำงาน
เพื่อให้มีการระมัดระวังป้องกันโรคในสถานที่ท�ำงาน และเพ่ือประโยชน์ในการชดเชย ความสูญเสียที่เกิด
จากการท�ำงาน ซึ่งในหลายประเทศได้มีการก�ำหนดให้โรคติดเช้ีอ SARS-CoV-2 เป็นโรคจากการท�ำงาน
ตอ้ งมกี ารปอ้ งกนั คนท�ำงานและชดเชยการสูญเสียท่เี กดิ ข้นึ ดังนัน้ เพื่อประโยชน์ของคนทำ� งานในดา้ นการ
ชดเชย และการป้องกัน ทางสมาคมฯ จึงได้จัดทำ� แนวทางการวนิ จิ ฉัยการเปน็ COVID-19 จากการทำ� งาน
เพ่ือประกอบการวินิจฉัย และขอประโยชน์เงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนกระทรวงแรงงาน ซึ่งทาง
กองทุนเงินทดแทน ส�ำนักงานประกันสังคมได้ประกาศใช้เกณฑ์น้ีต้ังแต่ โดยมีหลักการวินิจฉัยคือ ผู้ป่วย
COVID -19 จากการท�ำงาน จะต้อง
1. มีอาการหรืออาการแสดงร่วมกับมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่ามีการติดเช้ือ SARS-
CoV - 2
2. มีลกั ษณะงานหรอื สภาพแวดล้อมการท�ำงานท่ีมคี วามเสย่ี งต่อการติดเชื้อ SARS - CoV - 2
3. มีระยะฟกั ตวั ของเช้อื เชอื่ มโยงกบั อาชพี (งาน)
4. มีผลสอบสวนทางระบาดวทิ ยาสนบั สนนุ
5. มีการแยกสาเหตขุ องการตดิ เชื้อ SARS - CoV - 2 นอกงาน
จากแนวทางด้านบน ในช่วงที่โรคมีการแพร่ระบาดมาก อาจจะไม่สามารถระบุได้ว่าโรคน้ันเกิด
จากการท�ำงานหรือไม่ เนื่องจากสามารถติดเชื้อได้จากนอกสถานท่ีท�ำงาน ดังน้ันนายจ้างควรมีมาตรการ
ใหท้ ำ� งานจากบ้าน หรือหยุดงาน และในสถานการณท์ ีม่ กี ารระบาดมากแนวทางในข้อ 4 และ 5 เนอื่ งจาก
ไม่สามารถระบุ แหล่งแพร่เชื้อได้ ทางสมาคมฯ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการประสานงานระหว่างกองทุน
เงินทดแทน และประกันสังคม ซ่ึงในระยะระบาดใหญ่ จะต้องใช้เงินประกันสังคมจ่ายค่ารักษาไปก่อน
และหลังจากนั้นอาจจะมาตกลงกนั ในกรณที ล่ี ักษณะงานในขอ้ 2 สามารถระบไุ ด้ชัดเจน
เกณฑก์ ารกลับเข้าทำ� งานในบุคลากรทางการแพทย์ ทต่ี ิดเชอ้ื SARS - CoV- 2
กลวิธีในการประเมินว่าบุคลากรทางการแพทย์สามารถกลับเข้าท�ำงานได้หรือไม่ โดยใช้อาการเป็น
เกณฑ์
บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ซ่ึงไม่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immuno-
compromised)
l อยา่ งน้อย 10 วันหลงั จากมีอาการวนั แรก และ
l อย่างน้อย 24 ชัว่ โมงหลงั มไี ข้ครัง้ สุดทา้ ยโดยไม่ใชย้ าลดไข้ และ
l อาการ (เช่น ไอ หายใจลำ� บาก) ดีขึ้น
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 195
อาการเล็กน้อย หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการใดๆ ของ COVID-19 (เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวด
ศรี ษะ ปวดกล้ามเนอ้ื ) โดยไม่มอี าการหายใจลำ� บาก เหนอื่ ย หรือ มีภาพรงั สีปอดผดิ ปกติ
อาการปานกลาง หมายถึง ผู้ป่วยมีหลักฐานว่ามีโรคของทางเดินหายใจส่วนล่างโดยการประเมินทาง
คลินิกหรือจากการฉายภาพรงั สปี อด และความเขม้ ข้นของออกซิเจน (SpO2) ≥ 94% ท่อี ณุ หภูมหิ ้อง
ในระดบั นำ้� ทะเล
หมายเหตุ บุคลากรทางการแพทย์ที่ ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง และ ไม่มีอาการ
ตลอดระยะเวลาการติดเชือ้ อาจกลบั เขา้ ทำ� งานหลงั จากวนั ทม่ี ีการทดสอบไวรัสไดผ้ ลบวก 10 วัน
บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการป่วยหนักจนถึงป่วยหนักมาก หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่าง
รนุ แรง จะกลับเข้าทำ� งานได้เมอื่
l หลังจากอาการเกดิ ขนึ้ คร้งั แรกอย่างนอ้ ย 10 วนั จนถึง 20 วนั
l หลังจากมไี ขค้ ร้งั สดุ ท้าย 24 ชว่ั โมง โดยไม่ไดก้ ินยาลดไข้ และ
l อาการดขี ้นึ (เชน่ ไอ หายใจล�ำบาก)
l พจิ ารณาปรกึ ษาผ้เู ชี่ยวชาญด้านโรคตดิ เชื้อ
ป่วยหนัก หมายถึง ผู้ป่วยท่ีหายใจมากกว่า 30 ครั้งต่อนาที SpO2 < 94% ในอุณหภูมิห้องท่ีระดับ
น้ำ� ทะเล (หรอื ผปู้ ว่ ยท่มี ภี าวะขาดออกซเิ จนเร้อื รงั ลดจากค่าพน้ื ฐานเดิม > 3%) สดั ส่วนของ (PaO2/
FiO2) < 300 mmHg หรือมีรอยโรคในปอดมีเนอ้ื ท ่ี > 50%
ป่วยหนักมาก หมายถึง ผู้ป่วยท่ีมีภาวะหายใจล้มเหลว ติดเชื้อในกระแสเลือด และ / หรือมีอวัยวะ
ล้มเหลวหลายอวยั วะ
หมายเหตุ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก แต่ไม่มีอาการตลอดการติดเชื้อ
สามารถกลับไปทำ� งาน ในระยะเวลาอย่างนอ้ ย 10 วันจนถงึ 20 วนั หลงั จากทดสอบพบเช้อื ไวรัสในวนั แรก
ในความรู้ขณะนี้ (สิงหาคม 2563) ประมาณว่า 95 % ของผู้ป่วยที่ป่วยหนักถึงหนักมาก รวมถึง
ผู้ท่ีมีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง จะไม่มีไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้ (replication-competent) ภายใน 15
วันหลงั จากเริม่ มีอาการ ไมม่ ผี ู้ป่วยรายใดท่มี ไี วรสั ทีส่ ามารถแบง่ ตวั ไดม้ ากกวา่ 20 วันหลังมีอาการ เกณฑ์
ที่แน่นอนที่บ่งว่าบุคลากรทางการแพทย์คนใดจะปล่อยเชื้อท่ีแพร่ตัวได้ในเวลานานกว่าน้ันยังไม่ทราบกัน
ปัจจัยเรื่องความรุนแรงของโรคและการมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรน�ำมาพิจารณาในการบอกระยะเวลาท่ี
เหมาะสมส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์เป็นรายๆ ไป เช่น บุคลากรทางการแพทย์ท่ีป่วยหนักอาจต้องมี
การรักษาหรอื จดั การอย่างน้อย 15 วันกอ่ นท่จี ะกลับไปท�ำงาน
การช้ีบง่ การกลบั เข้าทำ� งานของบคุ ลากรทางการแพทย์ โดยใชว้ ิธกี ารตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการ
บางสถานการณ์ อาจจะตอ้ งใชว้ ธิ ีการตรวจพเิ ศษ (test-based) เพอ่ื พจิ ารณาการกลบั เขา้ ทำ� งาน
ของบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนใช้วธิ ีการดูอาการ (symptom-based) อยา่ งไรก็ตาม ผู้ปว่ ยบางรายอาจ
196 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
ตรวจพบไวรัสได้เป็นเวลานาน ซึ่งเป็นข้อจ�ำกัดของการท�ำการกลับเข้าท�ำงานในบุคลากรทางการแพทย์
และใช้ตรวจเมอื่ ผู้ปว่ ยทมี่ ีภูมิคุม้ กันบกพรอ่ งเมื่อมไี ข้มากกว่า 20 วนั
เกณฑ์ของการใช้การตรวจเป็นหลักคอื
บุคลากรทางการแพทยท์ ่มี ีอาการ
l หายจากไข้โดยไม่ใด้ใช้ยาลดไข้ และ
l อาการดีข้ึน (เชน่ ไอ หายใจลำ� บาก) และ
l ผลการตรวจตวั อย่างจากระบบหายใจ 2 คร้งั หา่ งกนั มากกว่า 24 ชั่วโมง ทงั้ สองตวั อย่างไดผ้ ลลบ
โดยใช้ การทดสอบโดยการ swab
บุคลากรทางการแพทยท์ ีไ่ มม่ ีอาการ
l ผลการตรวจตวั อยา่ งจากระบบหายใจ 2 ครั้ง ห่างกนั มากกวา่ 24 ชว่ั โมง ทง้ั สองตัวอย่างไดผ้ ลลบ
โดยใช้ การทดสอบโดยการ swab
ข้อปฏิบตั ิและข้อจ�ำกัดในการกลับเขา้ ท�ำงาน
หลังจากกลบั เข้าทำ� งาน บคุ ลากรทางการแพทยจ์ ะต้อง
l สวมหน้ากาก (surgical mask) เพ่ือควบคุมแหล่งแพร่เช้ือตลอดเวลาขณะท่ีอยู่ในสถานพยาบาล
จนกว่าอาการจะหายหมด หรือเป็นปกติ ไม่ควรใช้หน้ากากผ้า และหลังจากปกติแล้วก็ให้ใช้ตาม
มาตรการของสถานพยาบาลตอ่ ไป
¢ การใช้หน้ากากเพื่อควบคุมแหล่งติดเช้ือ ไม่ควรเปล่ียนความต้องการของหน้ากาก N95 หรือ
หนา้ กากทป่ี ้องกันได้ดีกว่า เมอ่ื มีข้อบ่งชี้ รวมทงั้ เมื่อมีการดูแลผปู้ ว่ ยทส่ี งสยั หรือเป็น COVID-19
l ตรวจสอบอาการด้วยตนเอง และต้องไปประเมนิ ซ้ำ� เมอ่ื มีอาการเกดิ ขน้ึ อีก หรอื แยล่ ง
ภูมิคุ้มกนั บกพรอ่ งอย่างรุนแรง
CDC อเมรกิ าใชค้ �ำนยิ ามคอื
l สภาพการณ์บางอย่าง เช่น ก�ำลังท�ำ chemotherapy เพื่อรักษามะเร็ง อยู่ในระยะเวลาหน่ึงปี
หลังจากได้รับ hematopoietic stem cell หรือ มีการปลูกถ่ายอวัยวะตัน (solid organ
transplant) การท่ีเป็นโรคเอดส์แลว้ ไมร่ ักษา ซึ่งมี CD4 < 200 ไดร้ บั prednisone > 20 mg/วัน
มามากกว่า 14 วัน
l ปัจจยั อ่ืน เชน่ มีอายมุ าก เปน็ เบาหวาน หรอื เป็นโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำ� ใหภ้ ูมคิ ้มุ กันต�่ำลง
l สดุ ท้ายการท่ีจะมภี ูมิค้มุ กันต�่ำขนาดใด ต้องถูกประเมินโดยผรู้ ักษา และมกี ารป้องกนั โดยออกแบบ
ส�ำหรับแตล่ ะบุคคลเท่าน้ัน
หมายเหตุ
ในขณะน้ี (สิงหาคม 2563) ยังไม่ทราบว่ามใี ครท่ีสามารถติดเช้อื COVID-19 ซำ�้ ไดห้ รอื ไม่ ขอ้ มูล
จนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยท่ีหายอาจจะมีระดับไวรัสต�่ำในตัวไปจนถึง 3 เดือนหลังจากให้การ
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 197
วินิจฉัย แสดงวา่ ถา้ ผ้ปู ว่ ยทหี่ ายถกู ตรวจซ้ำ� ภายใน 3 เดือนหลังจากตดิ เชอ้ื เปน็ คร้ังแรก ก็อาจจะได้ผลบวก
จากการตรวจ แมว้ ่าจะไม่มีการแพรโ่ รคแล้วก็ตาม
จนถึงปัจจุบันน้ี ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีใครติดเช้ือ COVID -19 ซ�้ำภายใน 3 เดือนหลังจาก
ติดเชื้อคร้ังแรก อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยติดตามเร่ืองนี้อย่างต่อเน่ืองอยู่ ดังน้ันถ้าผู้ป่วยที่หายจาก
COVID -19 มีอาการของโรคใหม่ จะต้องมีการประเมินซ้�ำว่ามีการติดเชื้อใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะถ้าคน
คนน้ันอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ COVID -19 ควรจะแยกผู้ป่วย และติดต่อแพทย์ เพ่ือประเมินหาสาเหตุอื่น
ของอาการ และถา้ ท�ำไดใ้ หท้ �ำการตรวจ swab ซ�ำ้
รวบรวมผลการวิเคราะห์และวิจัยเก่ียวกับโรคจนถึงปัจจุบัน
1. ความเข้มข้นของ SARS-CoV-2 RNA ที่วัดได้ในทางเดินหายใจส่วนต้นจะลดลงหลังจากเริ่มมี
อาการ (CDC, unpublished data, 2020; Midgley et al., 2020; Young et al., 2020; Zou
et al., 2020; Wölfel et al., 2020; van Kampen et al., 2020)
2. การตรวจพบไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้จะลดลงหลังจากเริ่มมีอาการ ในผู้ป่วยท่ีเป็นเพียงเล็กน้อย
หรือปานกลาง จะไม่พบไวรัสท่ีสามารถแบ่งตัวได้ หลังจาก 10 วันหลังมีอาการวันแรก (CDC,
unpublished data, 2020; Wölfel et al., 2020; Arons et al., 2020; Bullard et al., 2020;
Lu et al., 2020; personal communication with Young et al., 2020; Korea CDC,
2020) การตรวจพบไวรสั ทสี่ ามารถแบง่ ตัวได้ระหวา่ งวนั ที่ 10 และ 20 หลงั จากมีอาการ พบได้
ในผู้ป่วยท่ีเป็น COVID -19 รุนแรง โดยมีบางรายท่ีมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (van Kampen et al.,
2020) อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยเหล่านี้ มีการประมาณว่า 88 % และ 95 % ของตัวอย่างจะไม่มี
ไวรัสท่ีแบ่งตัวได้ หลังจากวนั ท่ี 10 และ 15 หลังจากมอี าการวันแรก
3. ผลการติดตามการสัมผัสท่ีมีตัวอย่างขนาดใหญ่ พบว่า จะไม่มีการติดเช้ือจาก เครื่องใช้ในบ้าน
และในสถานพยาบาล ถ้าผู้ป่วยที่สัมผัสเป็นมานาน 6 วันหรือมากกว่า หลังการป่วยวันแรก
(Cheng et al., 2020)
4. ถึงแม้ว่าจะไม่พบไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้ ภายใน 3 สัปดาห์หลังจากมีอาการคร้ังแรก ผู้ป่วย
ที่หายจะมีการตรวจพบ SARS-CoV-2 RNA ในตัวอย่างจากทางเดินหายใจส่วนบนได้อีกจนถึง
12 สปั ดาห์ (Korea CDC, 2020; Li et al., 2020; Xiao et al, 2020) การตรวจพิเศษในผูป้ ว่ ย
ท่ียังตรวจได้ผลบวกตลอด (persistent positive) 285 คน ซึ่งรวมถึง 126 รายที่มีอาการข้ึน
ใหม่อีก ไม่พบการติดเช้ือ แบบทุติยภูมิ (secondary infection) ใน 790 รายที่สัมผัสผู้ป่วย
เหล่านี้ มีความพยายามที่จะแยกเชื้อไวรัสท่ีแบ่งตัวได้จากผู้ป่วยเหล่าน้ี 108 ราย แต่ก็ไม่พบ
(Korea CDC, 2020)
5. ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่หายจากการป่วยเป็น COVID -19 คร้ังแรก และภายหลังมีอาการใหม่ และ
ตรวจซำ้� โดยใช้ RT-PCR ก็ไมพ่ บไวรัสทส่ี ามารถแบ่งตวั ได้ (Korea CDC, 2020; Lu et al., 2020)
ความเสี่ยงของการตดิ เชือ้ ซำ�้ อาจจะตำ่� ลงในช่วง 3 เดือนแรกหลังจากติดเชอื้ ครงั้ แรก ทง้ั นขี้ ึ้นกบั
หลกั ฐานจ�ำกัดจากเช้ือไวรสั ตัวอ่นื (betacoronavirus -HCoV-OC43) (Kiyuka et al, 2018)
6. ปจั จบุ นั ยังไมม่ รี ายงานยืนยนั เร่อื งการติดเชอื้ ซ้ำ�
198 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
เกณฑ์การกลับเข้าท�ำงานส�ำหรับคนท�ำงานท่ัวไป
ในขณะที่ก�ำลงั มกี ารระบาดอยู่ จะมคี นท่ีเส่ยี งท่ีจะติดเชอ้ื คือ
1. คนท�ำงานสงู อายุ คือ อายุเกิน 60 ปี
2. คนงานทเ่ี ป็นโรคเรอื้ รงั เช่น เบาหวาน อ้วน และ โรคความดนั โลหิตสูง
3. คนงานที่ได้รับยารักษาโรคที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น กินยาต้านมะเร็ง ยาต้านโรคเอดส์ ยาสเตียรอยด์
รักษาโรคขอ้ รูมาตอยด์ หรือ รกั ษาโรคเอส แอล อี เปน็ ตน้
การที่มีคนท�ำงานกลุ่มเหล่านี้ในท่ีท�ำงานจะต้องพิจารณา เวลาให้คนท�ำงานที่เป็น COVID -19
หรือ สงสัยติดเชื้อ กลับเข้าท�ำงาน เพราะมีความเส่ียงท่ีจะไปติดต่อกับกลุ่มคนเหล่าน้ี และท�ำให้โรงงาน
เป็นแหลง่ super spreader ได้ มีมาตรการหลายๆ อย่างทชี่ ่วย คือ
1. มาตรการให้หยุดงานเป็นกระบวนการ elimination โดยให้คนท�ำงานท่ีมีไข้และมีประวัติเส่ียง
หยุดงานไปเลย สองสัปดาห์ หรือให้ท�ำงานจากบ้าน และ ท�ำ self quarantine และ self
check up ดูอาการของโรค โดยถ้าไม่มีอาการสามารถกลับเข้าท�ำงานได้ โดยในประเทศไทย
ถ้าประเมินแล้วมีความเส่ียงมากจะต้องมีการตรวจ RT - PCR ก่อน ตามมาตรการของกระทรวง
สาธารณสุข ว่าปราศจากเช้ือ นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงงานคือ การตั้ง
จดุ ตรวจวัดอุณหภมู ิกายกอ่ นเข้ามาในโรงงาน
2. มาตรการ engineering control คือ การจัดระบบระบายอากาศ จัด Partition เช่น แผ่น
acrylic ก้ันระหว่างบุคคล ที่โต๊ะท�ำงาน หรือท่ีโรงอาหาร การจัดคนท�ำงานท่ีกลับเข้าท�ำงานจาก
การเปน็ หรือสงสยั เปน็ COVID -19 ใหอ้ ย่ภู ายใตม้ าตรการนี้ เป็นส่ิงท่ีถกู ต้อง
3. มาตรการการบริหารจัดการ (administrative control) คือ มาตรการจัดการโดยการบริหาร
เช่น การท�ำให้เกิดระยะห่างระหว่างพนักงานโดยการให้สลับเวลาท�ำงาน เวลาทานอาหาร ให้
ส่วนที่ไม่จ�ำเป็นท�ำงานจากบ้าน การให้ความรู้ ฯลฯ การที่จะให้กลุ่มเส่ียงงดท�ำงานบางอย่าง
หรือใหท้ ำ� งานทบ่ี า้ นก็มสี ว่ นช่วยลดการติดตอ่ จากผ้ทู ก่ี ลบั มาท�ำงานจากการเป็นโรค หรือสงสยั วา่
เป็นโรค เนื่องจากองค์ความรู้เก่ียวกับโรคขณะนี้ยังไม่แน่นอน แต่การที่จะบอกว่ากลุ่มเสี่ยง
ไม่ควรท�ำงานอย่างนั้น เพราะกลัวติดเชื้อ บางครั้งจะท�ำให้คนกลุ่มเสี่ยงเสียโอกาสไป และเป็น
การเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจจะผิดกฎหมายหรือหลักจริยธรรมไป
4. การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เป็นเรื่องส�ำคัญ เพราะยังก�ำจัดความเสี่ยงท่ีจะติดเช้ือ
หรอื การคน้ หาเชือ้ ไมไ่ ด้ 100% จึงควรมีการส่งเสรมิ ใหม้ ีการใส่ face mask หรอื face shield
ทัง้ น้ตี ้องมมี าตรการควบคูไ่ ปกบั มาตรการ social distancing, hand hygiene และ respiratory
hygiene โดยเฉพาะในพนักงานท่ีกลับเข้ามาท�ำงานหลังถูกกักตัวจากการติดเช้ือ หรือสงสัยจาก
การไปสมั ผัสผู้ติดเชือ้
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 199
ตารางที่ 14 แสดงนโยบายเพอ่ื ลดการตดิ ตอ่
นโยบาย อธิบาย
มาตรการราคาถูก
การใช้ PPE และหนา้ กาก บังคบั กลายๆ ใหใ้ ช้ และควบคุมการใช้
สุขนสิ ัยส่วนบุคคล ลา้ งมือบอ่ ยๆ อยา่ ขยต้ี า จมูก หรือปาก มี good respiratory hygiene คอื
ไอ จามใชผ้ า้ ปดิ ปาก หรือใชท้ ่อนแขนปิด
Self - diagnosis มรี ายการอาการและอาการแสดงซงึ่ พนักงานจะประเมนิ กอ่ นมาท�ำงาน
รักษาระยะหา่ ง อยา่ อยู่รวมกล่มุ รักษาระยะหา่ งขณะท�ำงาน ลดเวลาท�ำงาน และ เหล่ือมเวลากินขา้ ว พกั
การทำ� ความสะอาดพนื้ ท ี่ ทำ� ความสะอาดพื้นที่ทำ� งานบ่อยๆ บริเวณหอ้ งน้�ำ นำ�้ ดื่ม ท่ีพักผ่อน
คดั กรองนายจ้าง ตรวจวัดอุณหภูมิและคัดกรองอาการกอ่ นเขา้ พน้ื ท่ี
ออกแบบที่ท�ำงานใหม ่ ออกแบบทที่ ำ� งานเพอ่ื ใหม้ ีพนื้ ทีร่ ะหว่างพนักงานมากขน้ึ ปรบั ปรงุ ระบบกรอง
และระบายอากาศ พยายามอย่าให้มือแตะตอ้ ง เชน่ หจู ับประตู
ท�ำงานทางไกล ส่งเสริมให้ท�ำงานทางไกล เสมอ
แยกกลุ่มพนักงาน ให้มีการหยุด และท�ำงานทบี่ า้ นส�ำหรับพนักงานทีม่ ีความเส่ียงท่ีจะตดิ
ลดการทอ่ งเท่ยี ว ทอ่ งเทย่ี วเท่าท่จี �ำเปน็ ใชม้ าตรการป้องกันเช้อื และ PPE ตลอดเวลา
ใช้การขนส่งขนาดเล็ก ลดการใช้การขนสง่ สาธารณะ พยายามใชร้ ถร่วม หรือรถส่วนตัว
มาตรการราคาแพง
การใช้ mobile phone ตดิ ตาม เช่น ใช้ application ไทยชนะ ตดิ ตามผู้สมั ผสั
การทดสอบ บริหารจดั การให้มีการตรวจเปน็ ระยะ
จาก Massachusetts High Technology Council. 2020.
ตารางที่ 15 แสดงรายการตรวจสอบอาการทกุ วนั ก่อนเขา้ ทำ� งาน
อาการ % ของผูป้ ่วย
ไข ้ 64
ปวดจมูก (sinus pain) 50
ไอ 46
การไดก้ ลิน่ เสียไป 44
มเี สมหะ 32
คดั จมกู 25
หนาวสน่ั 18
อ่อนแรง 18
เจ็บคอ 13
ปวดศีรษะ 13
หายใจล�ำบาก 11
ปวดข้อ หรอื ปวดกล้ามเนือ้ 10
ทอ้ งเสีย 6
อาเจยี น 3
จาก Massachusetts High Technology Council. 2020.
200 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
เกณฑก์ ารกลับเขา้ ทำ� งานในประชาชนท่วั ไป ทต่ี ดิ เชอ้ื SARS - CoV-2
กลวธิ ีในการประเมนิ วา่ ประชาชนทัว่ ไปสามารถกลบั เขา้ ทำ� งานได้หรือไม่ โดยใช้อาการเปน็ เกณฑ์
ประชาชนท่วั ไปทีม่ ีอาการเล็กนอ้ ยถงึ ปานกลาง ซง่ึ ไมม่ ีภูมิค้มุ กันบกพร่อง (immunocompromised)
l อยา่ งน้อย 10 วนั หลังจากมีอาการวนั แรก และ
l อยา่ งนอ้ ย 24 ชวั่ โมงหลังมีไข้ครงั้ สุดท้ายโดยไม่ใชย้ าลดไข ้ และ
l อาการ (เชน่ ไอ หายใจล�ำบาก) ดีขึ้น
อาการเล็กน้อย หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการใดๆ ของ COVID -19 (เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวด
ศีรษะ ปวดกลา้ มเน้อื ) โดยไม่มอี าการหายใจล�ำบาก เหน่ือย หรือ มีภาพรังสปี อดผิดปกติ
อาการปานกลาง หมายถึง ผู้ป่วยมีหลักฐานว่ามีโรคของทางเดินหายใจส่วนล่างโดยการประเมินทาง
คลินิกหรือจากการฉายภาพรังสปี อด และความเข้มข้นของออกซเิ จน (SpO2) ≥ 94% ทีอ่ ณุ หภูมหิ อ้ ง
ในระดบั น�ำ้ ทะเล
หมายเหตุ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง และไม่มีอาการตลอดระยะ
เวลาการติดเช้อื อาจกลับเข้าท�ำงานหลังจากวนั ท่มี กี ารทดสอบไวรัสไดผ้ ลบวก 10 วัน
ประชาชนท่ัวไปที่มีอาการป่วยหนักจนถึงป่วยหนักมาก หรือ มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง
จะกลบั เขา้ ทำ� งานได้เม่อื
l หลงั จากอาการเกดิ ข้นึ คร้ังแรกอยา่ งน้อย 10 วนั จนถงึ 20 วนั
l หลังจากมีไขค้ รง้ั สดุ ท้าย 24 ช่วั โมง โดยไมไ่ ด้กินยาลดไข ้ และ
l อาการดขี ึ้น (เชน่ ไอ หายใจลำ� บาก)
l พิจารณาปรกึ ษาผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นโรคติดเช้ือ
ป่วยหนัก หมายถึง ผู้ป่วยทห่ี ายใจมากกวา่ 30 ครัง้ ตอ่ นาท ี SpO2 < 94% ในอณุ หภมู ิหอ้ งท่ีระดบั
นำ้� ทะเล (หรือผ้ปู ว่ ยทมี่ ภี าวะขาดออกซเิ จนเรื้อรัง ลดจากค่าพ้ืนฐานเดิม > 3%) สัดสว่ นของ (PaO2/
FiO2) < 300 mmHg หรือมีรอยโรคในปอดมเี นื้อที่ > 50%
ป่วยหนักมาก หมายถึง ผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลว ติดเช้ือในกระแสเลือด และ / หรือมีอวัยวะ
ลม้ เหลวหลายอวัยวะ
หมายเหตุ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมาก แต่ไม่มีอาการตลอดการติดเชื้อ
สามารถกลบั ไปทำ� งาน ในระยะเวลาอย่างนอ้ ย 10 วันจนถงึ 20 วนั หลงั จากทดสอบพบเช้อื ไวรสั ในวนั แรก
ในความรู้ขณะน้ี (สิงหาคม 2563) ประมาณว่า 95 % ของผู้ป่วยที่ป่วยหนักถึงหนักมาก รวมถึง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง จะไม่มีไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้ (replication - competent) ภายใน 15
วันหลังจากเร่ิมมีอาการ ไม่มีผู้ป่วยรายใดที่มีไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้มากกว่า 20 วันหลังมีอาการ เกณฑ์
ท่ีแน่นอนที่บ่งว่าผู้ป่วยคนใดจะปล่อยเช้ือที่แพร่ตัวได้ในเวลานานกว่านั้นยังไม่ทราบกัน ปัจจัยเร่ืองความ
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 201
รุนแรงของโรคและการมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรน�ำมาพิจารณาในการบอกระยะเวลาที่เหมาะสมส�ำหรับ
ผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป เช่น ผู้ป่วยหนักอาจต้องมีการรักษาหรือจัดการอย่างน้อย 15 วันก่อนท่ีจะกลับไป
ท�ำงาน
การชบ้ี ่งการกลับเข้าท�ำงานของประชาชน โดยใช้วธิ ีการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการ
บางสถานการณ์ อาจจะต้องใชก้ ารใชว้ ิธีการตรวจพิเศษ (test - based) เพื่อพจิ ารณาการกลบั เขา้
ท�ำงานของผู้ป่วย ก่อนใช้วิธีการดูอาการ (symptom - based) อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจตรวจพบ
ไวรัสได้เป็นเวลานาน ซ่ึงเป็นข้อจ�ำกัดของการท�ำการกลับเข้าท�ำงานในผู้ป่วย และใช้ตรวจเมื่อผู้ป่วยท่ีมี
ภูมิคมุ้ กนั บกพร่องเมือ่ มีไขม้ ากกวา่ 20 วัน
เกณฑข์ องการใชก้ ารตรวจเป็นหลักคือ
บุคลากรทางการแพทย์ทีม่ ีอาการ
l หายจากไข้โดยไม่ใด้ใช้ยาลดไข้ และ
l อาการดีข้นึ (เช่น ไอ หายใจล�ำบาก) และ
l ผลการตรวจตวั อยา่ งจากระบบหายใจ 2 ครงั้ ห่างกนั มากกว่า 24 ชว่ั โมง ทงั้ สองตัวอย่างไดผ้ ลลบ
โดยใช้ การทดสอบโดยการ swab
ผู้ปว่ ยทีไ่ ม่มอี าการ
l ผลการตรวจตวั อยา่ งจากระบบหายใจ 2 คร้งั ห่างกนั มากกวา่ 24 ชวั่ โมง ทั้งสองตวั อยา่ งไดผ้ ลลบ
โดยใช้ การทดสอบโดยการ swab
ข้อปฏบิ ตั ิและขอ้ จ�ำกัดในการกลับเข้าทำ� งาน
หลงั จากกลับเขา้ ท�ำงาน บุคลากรทางการแพทย์จะต้อง
l สวมหน้ากาก (surgical mask) เพ่ือควบคุมแหล่งแพร่เชื้อตลอดเวลาขณะที่ท�ำงาน ปฏิบัติตาม
มาตรการของโรงงาน / บริษัท ในเรื่อง social distancing, hand and respiratory hygiene
การใช้ หน้ากาก จนกวา่ อาการจะหายหมด หรอื เป็นปกติ
l ตรวจสอบอาการด้วยตนเอง และต้องไปประเมินซำ�้ เมอื่ มอี าการเกิดขน้ึ อีก หรือแย่ลง
ภูมคิ ุม้ กันบกพรอ่ งอยา่ งรนุ แรง
ศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกาใชค้ ำ� นิยามคือ
l สภาพการณ์บางอยา่ ง เช่น กำ� ลังได้รับยาตา้ นมะเรง็ อยใู่ นระยะเวลาหนง่ึ ปีหลงั จากได้รบั hema-
topoietic stem cell หรือ มีการปลูกถ่ายอวัยวะตัน (solid organ transplant) การท่ีเป็น
โรคเอดส์แล้วไมร่ ักษา ซ่ึงมี CD4 < 200 ได้รับ prednisone > 20 mg /วนั มามากกว่า 14 วนั
l ปัจจัยอืน่ เช่น มีอายุมาก เปน็ เบาหวาน หรอื เปน็ โรคไตระยะสุดท้าย ซึง่ ท�ำใหภ้ มู คิ มุ้ กันตำ�่ ลง
l สุดทา้ ยการท่จี ะมีภมู คิ ุม้ กนั ตำ�่ ขนาดใด ตอ้ งถกู ประเมินโดยผรู้ กั ษา และมีการป้องกัน โดยออกแบบ
ส�ำหรบั แต่ละบุคคลเท่านนั้
202 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
หมายเหตุ
ในขณะนี้ (สงิ หาคม 2563) ยงั ไมท่ ราบวา่ มีใครท่สี ามารถติดเชอ้ื COVID-19 ซำ�้ ได้หรอื ไม่ ขอ้ มลู
จนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่หายอาจจะมีระดับไวรัสต่�ำในตัวไปจนถึง 3 เดือนหลังจากให้การ
วินิจฉยั แสดงว่าถ้าผปู้ ว่ ยทห่ี ายถูกตรวจซำ้� ภายใน 3 เดอื นหลงั จากติดเชื้อเป็นครั้งแรก กอ็ าจจะได้ผลบวก
จากการตรวจ แม้ว่าจะไม่มีการแพรโ่ รคแล้วกต็ าม
จนถึงปัจจุบันน้ี ยังไม่มีรายงานยืนยันว่ามีใครติดเช้ือ COVID -19 ซ�้ำภายใน 3 เดือนหลังจาก
ติดเชื้อคร้ังแรก อย่างไรก็ตามยังมีงานวิจัยติดตามเรื่องน้ีอย่างต่อเน่ืองอยู่ ดังน้ันถ้าผู้ป่วยที่หายจาก
COVID -19 มีอาการของโรคใหม่ จะต้องมีการประเมินซ้�ำว่ามีการติดเชื้อใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะถ้าคน
คนน้ันอยู่ใกล้ชิดกับผู้ท่ีติดเชื้อ COVID -19 ควรจะแยกผู้ป่วย และติดต่อแพทย์ เพ่ือประเมินหาสาเหตุอ่ืน
ของอาการ และถา้ ทำ� ได้ให้ท�ำการตรวจ swab ซ�้ำ
รวบรวมผลการวิเคราะห์และวิจัยเก่ียวกับโรคจนถึงปัจจุบัน
1. ความเข้มข้นของ SARS-CoV-2 RNA ท่ีวัดได้ในทางเดินหายใจส่วนต้นจะลดลงหลังจากเริ่มมี
อาการ (CDC, unpublished data, 2020; Midgley et al., 2020; Young et al., 2020; Zou
et al., 2020; Wölfel et al., 2020; van Kampen et al., 2020)
2. การตรวจพบไวรัสท่ีสามารถแบ่งตัวได้จะลดลงหลังจากเร่ิมมีอาการ ในผู้ป่วยท่ีเป็นเพียงเล็กน้อย
หรือปานกลาง จะไม่พบไวรัสท่ีสามารถแบ่งตัวได้ หลังจาก 10 วันหลังมีอาการวันแรก (CDC,
unpublished data, 2020; Wölfel et al., 2020; Arons et al., 2020; Bullard et al., 2020;
Lu et al., 2020; personal communication with Young et al., 2020; Korea CDC, 2020)
การตรวจพบไวรัสทีส่ ามารถแบง่ ตัวไดร้ ะหว่างวนั ท่ี 10 และ 20 หลังจากมอี าการ พบได้ในผปู้ ว่ ย
ท่ีเป็น COVID-19 รุนแรง โดยมีบางรายที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (van Kampen et al., 2020)
อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยเหล่าน้ี มีการประมาณว่า 88 % และ 95 % ของตัวอย่างจะไม่มีไวรัสที่
แบ่งตวั ได้ หลังจากวันที่ 10 และ 15 หลังจากมีอาการวันแรก
3. ผลการติดตามการสัมผัสท่ีมีตัวอย่างขนาดใหญ่ พบว่า จะไม่มีการติดเช้ือจาก เคร่ืองใช้ในบ้าน
และในสถานพยาบาล ถ้าผู้ป่วยที่สัมผัสเป็นมานาน 6 วันหรือมากกว่า หลังการป่วยวันแรก
(Cheng et al., 2020)
4. ถึงแม้ว่าจะไม่พบไวรัสที่สามารถแบ่งตัวได้ ภายใน 3 สัปดาห์หลังจากมีอาการครั้งแรก ผู้ป่วย
ที่หายจะมีการตรวจพบ SARS-CoV-2 RNA ในตัวอย่างจากทางเดินหายใจส่วนบนได้อีกจนถึง
12 สัปดาห์ (Korea CDC, 2020; Li et al., 2020; Xiao et al, 2020) การตรวจพเิ ศษในผู้ปว่ ย
ท่ียังตรวจได้ผลบวกตลอด (persistent positive) 285 คน ซึ่งรวมถึง 126 รายที่มีอาการขึ้น
ใหม่อีก ไม่พบการติดเชื้อ แบบทุติยภูมิ (secondary infection) ใน 790 รายที่สัมผัสผู้ป่วย
เหล่าน้ี มีความพยายามท่ีจะแยกเช้ือไวรัสที่แบ่งตัวได้จากผู้ป่วยเหล่าน้ี 108 ราย แต่ก็ไม่พบ
(Korea CDC, 2020)
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 203
5. ตัวอย่างจากผู้ป่วยท่ีหายจากการป่วยเป็น COVID-19 คร้ังแรก และภายหลังมีอาการใหม่ และ
มาตรการตรวจซ�ำ้ โดยใช้ RT-PCR กไ็ มพ่ บไวรสั ทส่ี ามารถแบง่ ตวั ได้ (Korea CDC, 2020; Lu et
al., 2020) ความเสีย่ งของการติดเช้อื ซำ�้ อาจจะตำ่� ลงในชว่ ง 3 เดือนแรกหลงั จากติดเชือ้ ครง้ั แรก
ท้ังนี้ขึ้นกบั หลกั ฐานจำ� กดั จากเช้อื ไวรสั ตวั อ่นื (betacoronavirus -HCoV-OC43) (Kiyuka et al,
2018)
6. ปจั จุบัน ยงั ไม่มรี ายงานยนื ยนั เร่อื งการติดเชอ้ื ซ้�ำ
ตารางท่ี 16 แสดงการประเมินความเสย่ี งตามการใช้ PPE และการสมั ผสั ผูป้ ่วยพรอ้ มข้อแนะน�ำ
ขน้ั ที่ 1 ประเมนิ ระดบั ขัน้ ท่ี 2 ประเมนิ ข้นั ที่ 3 ประเมนิ ขั้นท่ี 4 ให้ค�ำแนะน�ำ
การใช้ PPE ของ HCP การสัมผสั กบั ผู้ป่วย ระดบั ความเสีย่ ง
การสัมผสั ความเสีย่ งการ ขอ้ แนะนำ�
HCP PPE ผปู้ ว่ ย สมั ผัส
หา่ งกัน 2 เมตร ไมม่ ีความเสย่ี ง ไมพ่ จิ ารณาเป็น Close contact
< 15 นาท ี (No risk) ถ้า HCP ไมม่ อี าการ
ใช้ PPE ถกู ตอ้ ง ใส่หนา้ กาก 1. ทำ� งานต่อ ให้ใช้ SP
ไม่ใสห่ นา้ กาก 2. ไมต่ ้องติดตาม
ถา้ HCP มอี าการ
1. ใหห้ ยดุ งาน และ self isolate (จนกวา่ จะ RTW)
2. ใหแ้ จง้ หัวหน้าตึก / IC / อาชวี เวชกรรม
3. Test ใหต้ รวจตามแนวทางผสู้ ัมผัส PUI
ไมม่ ถี ุงมอื / กาวน์ ใสห่ น้ากาก ความเสีย่ งตำ�่ ถ้า HCP ไมม่ ีอาการ
(แตใ่ สห่ น้ากากและ ไมใ่ สห่ น้ากาก (Low risk) 1. ทำ� งานตอ่
แว่นนิรภยั ) 2. ตรวจสอบอาการดว้ ยตนเอง 14 วัน
ไมใ่ สห่ น้ากาก ใส่หน้ากาก ถา้ HCP มอี าการ
ไมใ่ สแ่ ว่นนิรภยั 1. ใหห้ ยุดงาน และ self isolate (จนกวา่ จะ RTW)
ท�ำ AGMP + ใส่หน้ากาก - 2. ใหแ้ จง้ หัวหนา้ ตึก / IC / อาชีวเวชกรรม
ไมม่ ี PPE ใส่หนา้ กาก 3. Test ใหต้ รวจตามแนวทางผู้สมั ผัส PUI
ไม่ใสห่ นา้ กาก ความเสย่ี งสงู ถ้า HCP ไมม่ อี าการและเปน็ ทตี่ อ้ งการ
ไมใ่ ส่หนา้ กาก / ไม่ใส่ ไม่ใสห่ นา้ กาก (High risk) 1. ให้ท�ำงานตอ่ โดยตอ้ งระวงั (ใสห่ น้ากากตลอดเวลา)
แวน่ นริ ภัย ไอมาก 2. ตรวจสอบอาการดว้ ยตนเอง 14 วนั
ท�ำกิจกรรม AGMP - ถา้ HCP ไมม่ ีอาการ และไมเ่ ป็นคนสำ� คัญ
ไมใ่ ส่ N95 / ไม่ใส่แว่นนิรภยั 1. ใหห้ ยุดงาน และ self isolate (จนกว่าจะ RTW)
2. ให้แจง้ หวั หน้าตกึ / IC / อาชีวเวชกรรม
3. ตรวจสอบอาการด้วยตนเอง
ถ้า HCP มีอาการ
1. ใหห้ ยดุ งาน และ self isolate (จนกว่าจะ RTW)
2. ให้แจ้งหัวหน้าตึก / IC / อาชีวเวชกรรม
3. Test ให้ตรวจตามแนวทางผสู้ ัมผัส PUI
ระดับความเสยี่ งจะเพิม่ ขึน้ ถ้า HCP ไมใ่ ส่ถงุ มอื และเสอื้ กาวนแ์ ละมกี ารสมั ผัสกบั สารคดั หลง่ั จากผูป้ ่วย
HCP = Healthcare personal, AGMP = Aerosol Generating Procedure, หน้ากากของ HCP = หน้ากากอนามยั
204 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
รูปที่ 4 แสดงแนวทางกลบั เข้าทำ� งานในผูท้ ม่ี คี วามเสี่ยงสูง
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 205
บรรณานุกรม
1. การประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการจัดท�ำคู่มือการป้องกันวัณโรคในบุคลากรทางการแพทย์
ซึง่ ประกอบด้วยผเู้ ชี่ยวชาญด้านตา่ งๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งจากกรมการแพทย์
2. จรสั โชคสวุ รรณกิจ. โรคติดเชอื้ จากการทำ� งาน. ใน : อดุลย์ บณั ฑกุ ลุ , บรรณาธกิ าร. ตำ� ราอาชวี
เวชศาสตร์. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เทพเพ็ญวานิสย์; 2562. หนา้ 671-95.
3. เจริญ ชูโชติถาวร. การวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการและการทดสอบความไวของเช้ือวัณโรค.
ใน : บัญญัติ ปริชญานนท์, คณะบรรณาธิการ. วัณโรค. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ; 2546. หน้า 173-96.
4. บันทึกข้อความของส�ำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 พ.ย. 2562 หนังสือแจ้ง
ผู้อ�ำนวยการเขต เร่ือง แนวทางการตรวจสุขภาพผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนกรุงเทพมหานคร
[อนิ เทอร์เน็ต]. 2562 [เขา้ ถงึ เมอื่ 5 มี.ค. 2564]. เขา้ ถงึ ได้จาก : http://www.bangkok.go.th/
upload/user/00000099/ News/pdf152.pdf
5. มนัส วงศ์เสง่ียม. การป้องกันการติดเชื้อวัณโรคในบุคลากรทางการแพทย์. ใน : บัญญัติ
ปริชญานนท์, คณะบรรณาธิการ. วัณโรค. พิมพ์คร้ังท่ี 5. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ; 2546. หนา้ 630-42.
6. สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย. แนวทางการวินิจฉัย
COVID-19 จากการท�ำงาน [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 5 มี.ค. 2564]. เข้าถึงได้จาก
https://www.aoed.org/news/2021/work-related-covid/
7. อดุลย์ บัณฑุกุล, วรรณา จงจิตรไพศาล. งานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล. ใน : อดุลย์ บัณฑุกุล,
บรรณาธกิ าร. ตำ� ราอาชวี เวชศาสตร.์ พิมพค์ รง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์เทพเพญ็ วานสิ ย์; 2562.
หน้า 61-87.
8. อดุลย์ บัณฑุกุล. แนวทางการประเมินผู้ป่วยเพื่อกลับเข้าท�ำงานหลังการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ.
กรงุ เทพฯ : ห้างหนุ้ สว่ นสามัญ กันยาปรนิ๊ ; 2560.
9. อังคณา ฉายประเสริฐ. วิธีการใหม่ในการวินิจฉัยวัณโรค. ใน : บัญญัติ ปริชญานนท์, คณะ
บรรณาธกิ าร. วัณโรค. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 5. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ; 2546.
หนา้ 197-223.
10. A joint statement of The International Union Against Tuberculosis and Lung
Disease (IUATLD) and the Tuberculosis Programme of the World Health Organization
(WHO). Control of tuberculosis in health care settings. Tuberc Lung Dis 1994;75:
94-5.
11. American Institute of Architects. Guidelines for design and construction of health
care facilities. Washington, DC: American Institute of Architects; 2006.
206 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
12. American Thoracic Society. Targeted tuberculin testing and treatment of latent
tuberculosis infection. MMWR Recomm Rep. 2000;49:1-51.
13. Arons MM, Hatfield KM, Reddy SC, Kimball A, James A, Jacobs JR, et al. Pre-
symptomatic SARS-CoV-2 infections and transmission in a skilled nursing facility.
N Engl J Med 2020;382:2081-90.
14. Aw TC, Gardiner K, Harrington JM. Pocket consultant in Occupational Health.
5th ed. Massachusetts: Blackwell Publishing; 2007.
15. Barnes M JD, Sax PE. Challenges of “Return to work” in an Ongoing Pandemic.
NEJM 2020;383:779-86.
16. Bielicki JA, Duval X, Gobat N, Goossens H, Koopmans M, Tacconelli E, et al.
Monitoring approaches for health-care workers during COVID-19 pandemic. Lancet
Infect Dis. 2020;20:e261-67.
17. Bullard J, Durst K, Funk D, Strong JE, Alexander D, Garnett L, et al. Predicting
Infectious SARS-CoV-2 From Diagnostic Samples. Clin Infect Dis; 2020.
18. CDC. Bioterrorism Agents/Diseases [Internet]. 2018 [cited 2021 Mar 20]. Available
from: https://emergency.cdc.gov/agent/agentlist-category.asp
19. Centers for Disease Control and Prevention. Updated U.S. Public Health Service
Guidelines for the Management of Occupational Exposures to HBV, HCV, and HIV
and Recommendations for Postexposure Prophylaxis. MMWR. 2001;50:1-42.
20. Centers for Disease Control. Guidelines for Preventing the Transmission of
Mycobacterium tuberculosis in Health-Care Settings [Internet]. 2005 [cited 2021
Mar 8]. Available from: https://www.cdc.gov/mmwr/pdf/rr/rr5417.pdf
21. Cheng HY, Jian SW, Liu DP, Ng TC, Huang WT, Lin HH, et al. Contact Tracing
Assessment of COVID-19 Transmission Dynamics in Taiwan and Risk at Different
Exposure Periods Before and After Symptom Onset. JAMA Intern Med 2020;180:
1156-63.
22. Cohen R. Occupational infection. In: Joseph LaDou, editor. Current Occupational
& Environmental Medicine. 4th ed. New York: Lange Medical Books/Mc Graw Hill;
2003.
23. Colmenero JD, Reguera JM, Martos F, Sánchez-De-Mora D, Delgado M, Causse M,
et al. Complication associated with Brucella melitensis infection. A study of 530
cases. Medicine 1996;75:195-211.
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 207
24. Dieckhaus KD. Occupational infection. In: Rom WN, Markowitz S, editors.
Environmental and Occupational Medicine. 4th ed. Philadelphia: Lippincott
Williams & Wilkins; 2007.
25. EU-OSHA. Directive 2000/54/EC-biological agents at work [Internet]. 2021 [cited
2021 Mar 10]. Available from: https://osha.europa.eu/en/legislation/directives/
exposure-to-biological-agents/77
26. Farr RW. Leptospirosis. Clin Infect Dis 1995;21:1-8.
27. Food standards agency. Food Handlers: fitness to work [Internet]. 2007 [cited
2021 Mar 10]. Available from: https://www.food.gov.uk/sites/default/files/media/
document/ fitnesstoworkguide.pdf
28. General Medical Council. Confidentially-disclosing information about serious
communicable diseases [Internet]. 2007 [cited 2021 Mar 10]. Available from:
https://www.gmc-uk.org/ethical-guidance/ethical-guidance-for-doctors/confiden-
tiality---disclosing-information-about-serious-communicable-diseases
29. Gerdham UG, Johannesson M. A note on the effect of unemployment on
mortality. J Health Econ 2003;22:505-18.
30. Grimme P, Conlon C. Blood-borne viruses. In: Hobson J, Smedley J, editors.
Fitness for work: medical aspects. 6th ed. UK: Oxford University Press; 2019.
p. 767-801.
31. Hasmey R, Aw TC. Occupational Infection. In Koh D, Aw TC, editors. Textbook
of Occupational Medicine Practice. 4th ed. Singapore: World Scientific; 2017.
p. 333-58.
32. Hobson J, Smedley J. A general framework for assessing fitness for work. In
Hobson J, Smedley J, editors. Fitness for work: medical aspects. 6th ed. UK: Oxford
University Press; 2019. p. 1-24.
33. Jensen PA, Lambert LA, Iademarco MF, Ridzon R CDC. Guidelines for preventing
the transmission of Mycobacterium tuberculosis in health-care settings, 2005.
MMWR Recomm Rep 2005;54:1-141.
34. Jin RL, Shah CP, Svoboda TJ. The impact of unemployment on health: a review
of the evidence. CMAJ 1995;153:529-40.
35. Kiyuka PK, Agoti CN, Munywoki PK, Njeru R, Bett A, Otieno JR, et al. Human
Coronavirus NL63 Molecular Epidemiology and Evolutionary Patterns in Rural
Coastal Kenya. J Infect Dis 2018;217:1728-39.
208 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
36. Korea Centers for Disease Control and Prevention. Findings from Investigation
and Analysis of re-positive cases [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 12]. Available
form: https://www.cdc.go.kr/board/board.es?mid=a30402000000&bid=0030&act=
view&list_no=367267&nPage=1external icon
37. Lakshmi N, Kumar AG. An epidemic of human anthrax-a study. Indian J Pathol
Microbiol 1992;35:1-4.
38. Levett PN. Leptospirosis. Clin Microbiol Rev 2001;14:296-326.
39. Lew DP. Bacillus anthracis (Anthrax). In: Mandell GL, Bennett JE, Dolin R, editors.
Principles and practice of infectious disease. 5th ed. Churchill Livingston; 2000.
40. Li N, Wang X, Lv T. Prolonged SARS-CoV-2 RNA Shedding: Not a Rare Phenomenon.
J Med Virol 2020.
41. Lim VKE. Occupational infections. Malaysian J Pathol 2009;31:1-9.
42. Liu WD, Chang SY, Wang JT, Tsai MJ, Hung CC, Hsu CL, et al. Prolonged Virus
Shedding Even After Seroconversion in a Patient With COVID-19. J Infect 2020;81:
318-56.
43. Lu J, Peng J, Xiong Q, Liu Z, Lin H, Tan X, et al. Clinical, immunological and
virological characterization of COVID-19 patients that test re-positive for SARS-
CoV-2 by RT-PCR. (Preprint) Medrxiv [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 12]. Available
from: https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2020.06.15.20131748v1external
icon
44. Mazurek GH, Villarino ME. Guidelines for using the QuantiFERON-TB test for
diagnosing latent Mycobacterium tuberculosis infection. Centers for Disease
Control and Prevention. MMWR Recomm Rep;52:15-8.
45. Midgley CM, Kujawski SA, Wong KK, Collins JP, Epstein L, Killerby ME et al.
Clinical and Virologic Characteristics of the First 12 Patients with Coronavirus
Disease 2019 (COVID-19) in the United States. Nat Med 2020;26:861-68.
46. Nursing & Midwifery Council. The Code: Professional standards of practice and
behaviour for nurses, midwives and nursing associates. [Internet]. 2015 [cited 2021
Mar 15]. Available from: https://www.nmc.org.uk/globalassets/sitedocuments/
nmc-publications/ nmc-code.pdf
47. Nylen L, Floderus B. Mortality among women and men relative to unemployment,
part time work, overtime work, and extra work: a study based on data from the
Swedish Twin Registry. Occup Environ Med 2001;58:52-7.
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 209
48. Personal communication with Young BE first author of preprint of: Young BE,
Ong SW, Ng LF, Anderson DE, Chia WN, Chia PY, et al. Immunological and Viral
Correlates of COVID-19 Disease Severity: A Prospective Cohort Study of the First
100 Patients in Singapore. (Preprint) SSRN [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 15].
Available from: https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3576846
externalicon
49. Prüss-Ustün A, Rapiti E, Hutin Y. Estimation of the global burden of disease
attributable to contaminated sharps injuries among health-care workers. Am J Ind
Med 2005;48:482-90.
50. Quaade T, Enghlom G, Johansen AMT, Moller H. Mortality in relation to early
retirement: a population-based study. Scand J Public Health 2002;30:216-22.
51. Queensland Health. Food Handler Exclusion Guidelines [Internet]. 2020 [cited
2021 Mar 15]. Available from: https://www.health.qld.gov.au/__data/assets/pdf_
file/0036/ 684495/food-handler-exclusion-guide.pdf
52. Quicke K, Gallichote E, Sexton N, Young M, Janich A, Gahm G, et al. Longitudinal
Surveillance for SARS-CoV-2 RNA Among Asymptomatic Staff in Five Colorado
Skilled Nursing Facilities: Epidemiologic, Virologic and Sequence Analysis. (Preprint)
Medrxiv [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 15]. Available from: https://www.medrxiv.
org/ content/10.1101/2020.06.08.20125989v1externalicon
53. Royal College of Physicians. Infected food handlers: occupational aspects of
management [Internet]. 2008 [cited 2021 Mar 2]. Available from: https://www.
nhshealthatwork.co.uk/images/library/files/Clinical%20excellence/InfectedFood_
full_guidelines.pdf
54. Shortt SE. Is unemployment pathogenic? A review of current concepts with lessons
for policy planner. Int J Health Serv 1996;26:569-89.
55. Slack MPE. Brucella Species. In: Cohen J, Powderly WG, editors. Infectious Diseases.
2nd ed. New York: Mosby; 2004.
56. Speelman P. Leptospirosis. In: Braunwald E, Fauci AS, Kasper DL, Hauser SL, Longo
DL, Jameson JL, editors. Harrison’s Principles of Internal Medicine. 15th ed. New
York: McGraw Hill; 2001.
57. The war on COVID-19: recovery and return to the workplace framework.
Burlington, MA: Massachusetts High Technology Council [Internet]. 2020 [cited
2021 Apr 1]. Available from: http://www.mhtc.org/wp-content/uploads/2020/05/
MHTC-COVID-19-Briefing-v33-5.13.20.pdf.
210 บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ
58. Tuberculosis in Infection control in the Era of Expanding HIV Care and Treatment.
CDC USA WHO US President’s Emergency Plan for AIDS Relieve [Internet]. 2020
[cited 2021 Mar 9]. Available from: http://apps.who.int/iris/bitstream/10665/
66400/2/WHO_ TB_99.269_ ADD_eng.pdf
59. Van Kampen J, van de Vijver D, Fraaij P, Haagmans B, Lamers M, Okba N, et al.
Shedding of infectious virus in hospitalized patients with coronavirus disease-2019
(COVID-19): duration and key determinants. (Preprint) Medrxiv [Internet]. 2020
[cited 2021 Feb 26]. Available from: https://www.medrxiv.org/content/10.1101/
2020.06.08. 20125310v1externalicon
60. WHO. Guidelines for the Prevention of Tuberculosis in Health Care Facilities in
Resource-limited Setting. Accessed WHO. Transmission of SARS-CoV-2: Implications
for infection prevention precautions [Internet]. 1999 [cited 2021 Mar 9]. Available
from: http://www.who.int/tb/publications/who_tb_99_269.pdf
61. WHO. Transmission of SARS -CoV-2: Implications for infection prevention
precautions [Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 3]. Available from: https://www.who.
int/news-room/commentaries/detail/transmission-of-sars-cov-2-implications-for-
infection%20 prevention-precautions#:~:text=Transmission%20of%20SARS%2D
CoV,%2C%20talks% %2020or%20sings
62. Wölfel R, Corman VM, Guggemos W, Seilmaier M, Zange S, Müller MA, et al.
Virological assessment of hospitalized patients with COVID-2019. Nature 2020;
581:465-69.
63. Xiao F, Sun J, Xu Y, Li F, Huang X, Li H, et al. Infectious SARS-CoV-2 in Feces of
Patient with Severe COVID-19. Emerg Infect Dis 2020;26:10.3201/eid2608.200681.
doi:10.3201/eid2608.200681
64. Young BE, Ong SWX, Kalimuddin S, Low JG, Tan SY, Loh J, et al. Epidemiologic
Features and Clinical Course of Patients Infected With SARS-CoV-2 in Singapore.
JAMA 2020;323:1488-94.
65. Young EJ. Brucella Species. In: Mandell GL, Bennett JE, Dolin R, editors. Principles
and practice of infectious disease. 5th ed. Churchill Livingston; 2000.
66. Young EJ. Brucellosis: Current epidemiology, diagnosis, and management. Curr
Trop Infect Dis 1995;15:115-28.
67. Zou L, Ruan F, Huang M, Liang L, Huang H, Hong Z, et al. SARS-CoV-2 Viral Load
in Upper Respiratory Specimens of Infected Patients. N Engl J Med 2020;382:
1177-79.
บทท่ี 6 การวินิจฉัยโรค และการกลับเข้าท�ำงานในคนท�ำงานท่ีเป็นโรคติดเช้ือ 211
บทท่ี ความเครยี ดกับงานติดเช้ือ
7 (Biological Hazard and Stress)
แพทยห์ ญงิ พชิ ญพร พนู นาค
บทน�ำ
งานติดเชื้อ เป็นงานที่มีความเส่ียงต่อการสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพทางชีวภาพ เช่น เช้ือโรค สาร
คัดหลั่งของผู้ป่วยซ่ึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน เช่น การแพร่ระบาด การติดต่อของโรค
ตามลกั ษณะของเช้ือและกระบวนการท�ำงานท่ีมีการสมั ผสั ตลอดจนสง่ ผลต่อจติ ใจของผปู้ ฏิบตั งิ านถือเป็น
ส่ิงคุกคามด้านจติ สังคมทท่ี �ำใหเ้ กดิ ความเครยี ดจากการท�ำงานได้
ความเครียดจากการท�ำงาน นอกจากส่งผลเสียต่อบุคคลน้ันแล้วยังมีผลต่อองค์กรและผู้ป่วย จาก
การศึกษาพบว่า เมื่อบุคลากรท่ีดูแลผู้ป่วยติดเช้ือมีอาการหมดไฟหรือความเหนื่อยหน่ายจากการท�ำงาน
เขาอาจหลีกเล่ียงการพบปะผู้ป่วยกลายเป็นคนแข็งกระด้างและเย็นชา ท�ำให้คุณภาพของการบริการแก่
ผู้ป่วยลดลง อาการหมดไฟมักเกิดกับบุคคลที่มีความตั้งใจในการท�ำงานและอุทิศตนให้กับงานเป็นอย่าง
มาก หากองค์กรใดมีบคุ ลากรทมี่ อี าการหมดไฟเป็นจำ� นวนมาก องคก์ รนั้นจะไดร้ ับผลเสียมากข้ึน
การด�ำเนินงานติดเช้ือ องค์ประกอบส�ำคัญที่สุด คือ การมีบุคลากรสุขภาพที่มีสุขภาวะ (well-
being) และความเข้มแข็งทางใจ (emotional resilience) การเตรียมการจัดบริการดูแลสุขภาพกาย
จิต สังคมของบุคลากรเอง มีความส�ำคัญไม่น้อยไปกว่าการเตรียมการจัดบริการให้ผู้ป่วย ทั้งนี้ เป็นความ
รับผิดชอบของผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานและทีมน�ำขององค์กร ท่ีนอกจากจะเตรียมความพร้อมการจัด
บรกิ ารอุปกรณแ์ ละวธิ ีการคดั กรอง ประเมนิ วนิ จิ ฉยั และดแู ลรักษาให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับการเตรยี ม
ความพร้อมด้านศักยภาพบุคลากร และสร้างความเชื่อม่ันในความปลอดภัยทางกายภาพให้แก่บุคลากร
แล้ว ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานและทีมน�ำขององค์กรจะต้องให้ความส�ำคัญกับการดูแลและป้องกัน
ผู้ปฏิบัติงานจากปัญหาสุขภาพจิตและความเครียดเร้ือรัง ซึ่งจะท�ำให้ผู้ปฏิบัติงานมีสมรรถนะที่ดีในการ
ปฏิบัติงานตามหน้าท่ีได้อย่างเต็มท่ี และส่งผลให้หน่วยงาน/สถานพยาบาล/โรงพยาบาลมีขีดความสามารถ
ในการรับมือกับงานติดเชื้อได้ รวมทั้งช่วยเก้ือหนุนให้ระบบบริการสุขภาพสามารถด�ำเนินต่อไปได้ทั้งใน
ระยะสั้นและระยะยาว
ความสำ� คัญและขนาดของปัญหา
ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพ การเกิดโรคเร้ือรังต่างๆ และการหยุดงานของคนท�ำงาน จากการ
ศึกษาพบว่า การหยุดงานซ่ึงเกิดจากความเครียดท่ีเก่ียวเนื่องจากการท�ำงานมีเฉลี่ยมากถึง 25 วัน และ
มากกว่า 40 % ต้องหยุดงานมากกว่า 30 วัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า งบประมาณในการรักษา
โรคเรื้อรงั ตา่ งๆ ตลอดจนคา่ ชดเชยความเครยี ดที่เกิดจากงานมีมลู คา่ สงู มาก อย่างไรกต็ าม แมป้ ระเทศไทย
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 213
ยังไม่มีการชดเชยในเร่ืองของความเครียดจากกองทุนเงินทดแทน แต่พบว่า ความเครียดท�ำให้เกิดปัญหา
ทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม เชน่ การดม่ื สรุ า การสูบบหุ ร่ี การเลน่ การพนนั
ในประเทศสหรัฐอเมริกา National Institute of Occupational Safety and Health :
NIOSH ได้เห็นความส�ำคัญของงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส่ิงคุกคามด้านจิตสังคมอัน
ไดแ้ ก่ สภาพจติ ใจของบคุ คลในการตอบสนองต่องานตา่ งๆ ซ่งึ ขน้ึ อย่กู บั กระบวนการท�ำงาน ภาระงานและ
สภาพแวดล้อมในการท�ำงาน มีการศึกษาหาปัจจัยและผลของความเครียดจากการท�ำงานโดยออกเป็น
กฎหมายตั้งแต่ทศวรรษท่ี 1970 โดยรวมอยู่ในข้อก�ำหนดต่างๆ เพื่อปรับปรุงปัจจัยต่างๆ และสถานีงาน
ต่อไป
จากการศึกษาเรื่อง ความเครียดในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยในประเทศไทยพบว่า ส่วนใหญ่
มีความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง และระดับสงู ถึงสงู มากในโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มพยาบาล
ที่ให้การดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด ปัจจัยท่ีสัมพันธ์กับความเครียด ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยเกี่ยวกับงาน
ซ่ึงผลของความเครียดน้ันสามารถท�ำให้ประสิทธิภาพในการท�ำงานลดลง ล่าช้า ผิดพลาดมีความคิดอยาก
ลาออกหรือเปลย่ี นงานได้
จากผลการส�ำรวจสุขภาพจิตในช่วงภาวะวิกฤตโรคติดเช้ือโควิด -19 (rapid survey) ของกรม
สุขภาพจิต โดยการสุ่มตัวอย่างบุคลากรสุขภาพทั่วประเทศตามเขตสุขภาพ คร้ังท่ีหนึ่ง (วันท่ี 12 - 18
มนี าคม 2563) จำ� นวน 605 คน และครัง้ ท่สี องจ�ำนวน 578 คน (วนั ท่ี 30 มีนาคม ถึง วนั ท่ี 5 เมษายน
2563)
พบว่า ในระยะเวลาสองสัปดาห์ผ่านไประดับความเครียดของบุคลากรเพ่ิมข้ึน ความเครียดระดับ
ปานกลางจากร้อยละ 24.0 ในการส�ำรวจคร้ังท่ีหนึ่งเพ่ิมเป็นร้อยละ 34.8 ในคร้ังที่สอง และความเครียด
ระดบั มากและมากทีส่ ดุ จากร้อยละ 6.4 เป็นร้อยละ 7.9 นอกจากนีย้ งั พบภาวะหมดไฟจากความเหน่ือยลา้
ทางอารมณ์ รู้สึกหมดพลัง สูญเสียพลังทางใจในบุคลากร ท้ังนี้เกิดจากภาระงานท่ีเพ่ิมขึ้นอย่างมาก
ทั้งการเตรียมการป้องกันและการรับบริการผู้ติดเช้ือ จ�ำนวนผู้เส่ียงติดเช้ือและจ�ำนวนผู้ป่วยติดเชื้อที่
เพ่ิมข้ึน ข้อจ�ำกัดในการดูแลรักษาท้ังเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อที่บุคลากรสุขภาพส่วนใหญ่
ไม่คุ้นเคย และไม่ช�ำนาญในการดูแลรักษาโรคติดเช้ือน้ี วิธีการรักษาที่ไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดความเครียด
ความเหนื่อยล้าต่อบุคลากรมากย่ิงข้ึน หากโรคติดเชื้อยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเน่ือง ส่งผลท�ำให้
บุคลากรมีระดับความเครียดเพิ่มขึ้นได้ การป้องกันความเครียดจากการท�ำงานติดเชื้อในบุคลากรอย่างมี
ประสิทธิภาพ จะช่วยลดการลาออกหรือย้ายของบุคลากร ท�ำให้ไม่ต้องฝึกอบรมบุคลากรเพื่อมาทดแทน
บุคลากรที่ยา้ ยหรอื ลาออกไป
ค�ำจ�ำกดั ความ
โรคติดต่อ หมายความว่า โรคท่ีเกิดจากเช้ือโรคหรือพิษของเชื้อโรคซึ่งสามารถแพร่โดยทางตรง
หรอื ทางออ้ มมาสูค่ น
งานติดเช้ือ หมายถงึ งานทตี่ ้องดแู ลผปู้ ่วยโรคตดิ ตอ่ ที่สามารถแพรเ่ ชือ้ ส่ผู ปู้ ฏิบัตงิ านได้
214 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
ความเครยี ด (Stress) คอื อะไร
ความเครียด (Stress) คอื ปฏิกริ ิยาการตอบสนองของรา่ งกายต่อส่งิ ทีม่ าคกุ คาม โดยสง่ิ นน้ั บุคคล
ประเมินได้ว่าเป็นอันตรายต่อตนเอง หรือส่ิงเร้าที่ท�ำให้ความสมดุลหรือดุลยภาพเสียไป (equilibrium or
balance) และกระต้นุ ให้เกดิ ปฏิกริ ิยาทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการสูห้ รือหนี (fight or flight)
สาเหตขุ องความเครียด คอื อะไร
สาเหตุของความเครียดเป็นสิ่งส�ำคัญในการป้องกันและจัดการความเครียด มีการศึกษาต่างๆ
มากมายรวมถงึ ภาควิชาจติ เวชศาสตร์ จ�ำแนกไดด้ งั น้ี
1. สาเหตจุ ากปจั จัยสิง่ แวดล้อม
- ทางกายภาพ เชน่ ความรอ้ น อากาศ
- ทางชีวภาพ เช่น เช้อื โรค โรคระบาด โรคตดิ เชอื้
- ทางสงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกจิ การเมือง
2. สาเหตุจากปัจจัยตวั บคุ คล
2.1 ดา้ นรา่ งกาย เชน่
- สขุ ภาพและการเจบ็ ปว่ ย
- พกั ผอ่ นไม่เพยี งพอ
- ภาวะโภชนาการ
- ความเหนื่อยลา้
- คณุ ลักษณะทางพันธุกรรม
2.2 ด้านจิตใจ เช่น
- การเผชิญเหตุการณ์ตา่ งๆ ในชีวติ (Live Event)
- ความขดั แย้งในใจ (Conflict) ความคับข้องใจ (Frustration)
- ผู้ท่ีมีความรับผิดชอบสูง เมื่อมีเร่ืองต่างๆ เข้ามากระตุ้นจะท�ำให้เกิดความเครียดได้ง่าย
หรอื เปน็ ผู้ที่วติ กกงั วลง่าย ขาดทกั ษะในการปรบั ตัว
- บคุ ลิกภาพบางประเภทท่กี อ่ ให้เกดิ ความเครียดไดง้ า่ ย
2.3 ด้านสังคม การขาดผู้ท่ีคอยให้ความช่วยเหลือแนะน�ำ เมื่อส่ิงที่มากระตุ้นมากเกินความ
สามารถของตนเองทจี่ ะจัดการไดจ้ ะท�ำใหเ้ กิดความเครียด ไดแ้ ก่
ครอบครวั เชน่ ความขัดแย้งในครอบครวั ปัญหาเรอ่ื งลกู ปัญหาเรื่องเพศ
การงาน ขน้ึ อยู่กบั ลักษณะงาน ภาระงาน ความสมั พนั ธ์กับผรู้ ่วมงาน ระดับงานต่างๆ และ
คา่ ตอบแทน
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 215
สาเหตุของความเครียดจากการท�ำงาน เกิดจากอะไร
1) ภาระงาน การท�ำงานหนัก การท�ำงานโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์หรือเน้ืองานท่ีแน่ชัด การท�ำงาน
ที่ไมท่ ราบวิธกี ารทำ� งานทีถ่ ูกตอ้ ง การท�ำงานกะ
2) สภาพแวดล้อมไม่ดี
3) ภาวะสขุ ภาพคนทำ� งาน
4) ภาวะการเงนิ
5) สถานะครอบครวั
6) สภาวะสงั คมของคนทำ� งาน
ผลกระทบของความเครยี ด
ความเครียดท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า โรคท่ี
เก่ียวเนื่องกับความเครียดจากการท�ำงานมากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรค
พิษสุรา การติดสารเสพติดและความผิดปกติด้านจิตใจ จากข้อมูลของ Centers for Disease Control
and Prevention : CDC พบวา่ ความเครียดอาจทาํ ให้เกิดส่ิงต่อไปน้ี
1. ความรู้สึกของความกลวั ความโกรธ ความเศร้า ความกังวล มึนงงหรือหงดุ หงดิ
2. การเปลี่ยนแปลงในความอยากอาหาร พลงั งาน ความปรารถนาและความสนใจ
3. ความยากลําบากในการมงุ่ เน้นและการตดั สินใจ
4. ความยากลําบากในการนอนหลบั หรือฝันรา้ ย
5. ปฏิกิริยาทางกายภาพ เช่น อาการปวดศีรษะ ปวดร่างกาย ปัญหากระเพาะอาหารและผ่ืนที่
ผวิ หนงั
6. การแยล่ งของปัญหาสขุ ภาพเร้อื รงั
7. การแยล่ งของสภาพสุขภาพจติ
8. การใชย้ าสูบ แอลกอฮอล์และสารอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
โมเดลความเครยี ดจากการท�ำงานและภาวะสุขภาพ
ความเครียดจากการท�ำงานและ / หรือ สิ่งแวดล้อมในการท�ำงานเป็นสถานการณ์ซ่ึงเป็นตัวก่อ
ความเครียด ท�ำให้เกิดปฏิกิริยากับคนท�ำงานแต่ละคนตามลักษณะของบุคคลและท�ำให้เกิดการเสียสมดุล
ด้านจติ สังคมและสรรี วิทยาอย่างเฉยี บพลนั ซง่ึ ถา้ หากเปน็ เวลานานออกไปจะท�ำให้เกดิ โรคข้ึนหลายชนิด
216 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
รูปที่ 1 แสดงความสัมพันธร์ ะหว่างปัจจัยตา่ งๆ และความเครยี ดในการทำ� งาน
ทม่ี า : ดัดแปลงจาก Hurrel JJ, Kelloway EK ใน Psychological job stress จาก ROM ed.
Environmental and Occupational Medicine 4th Ed.
ผลกระทบของความเครยี ด แบง่ เป็นดา้ นต่างๆ ดงั น้ี
1. ผลกระทบต่อตนเอง
ทางกาย ท�ำให้เกิดอาการตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ปวดศรี ษะ หวั ใจเต้นเร็ว มอื เท้าเย็น ท้องอดื คลนื่ ไส้หรอื
ปั่นป่วนในทอ้ ง ความดันโลหติ สงู เสอ่ื มสมรรถภาพทางเพศ
ทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โกรธ วิตกกงั วล ซมึ เศรา้
ทางความคิด เช่น หดหู่ ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจล�ำบาก หลงลืมง่าย มีความคิดลบมากกว่าทางบวก
เห็นตวั เองไม่มีคุณค่า สนิ้ หวงั
ทางพฤตกิ รรม เชน่ ดื่มสุราจัด สบู บหุ ร่จี ดั ไม่เจริญอาหาร นอนไม่หลบั
2. ผลกระทบต่อครอบครัว เช่น ลูกไม่ได้รับความรักหรือความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ขาดการส่ือสาร
ที่ดีต่อกัน เกิดความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในบางเรื่อง เกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาทและท�ำให้เกิดการ
หย่าร้างได้
3. ผลกระทบตอ่ การงาน ทำ� ใหไ้ ม่มีสมาธิในการทำ� งาน ท�ำงานบกพร่อง ผิดพลาดง่าย ไม่รับผดิ ชอบ
งานทไ่ี ด้รับมอบหมาย ท�ำให้ประสิทธภิ าพการท�ำงานลดลง
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 217
ระดบั ของความเครียด
ระดับของความเครียดของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกัน ขึ้นกับความสามารถของคนที่จะปรับ
ร่างกายและจิตใจให้อยู่ในสภาพสมดุลเพียงใด โดยท่ัวไปหากมีความเครียดมาก จะมีผลกระทบทําให้เกิด
ผลกระทบต่อสขุ ภาพ ภาวะหมดไฟและความรุนแรงตามมาได้
1. ความเครียดระดบั ต�่ำ (Mild stress)
2. ความเครยี ดระดบั ปานกลาง (Moderate stress)
3. ความเครยี ดระดับสูง (Severe stress)
ปัจจัยทม่ี ผี ลต่อระดับความเครยี ด
1. ความรุนแรงของความกดดนั หรอื สถานการณ์ทีเ่ กิดข้ึน
2. บุคลกิ ภาพของแต่ละคน
3. ประสบการณใ์ นการเผชญิ ปัญหา และความสามารถในการแกไ้ ขปญั หา
4. การประเมนิ ความส�ำคัญของปญั หา เชน่ การมเี จตคตใิ นลักษณะทีม่ องเห็นปญั หาเป็นส่งิ ที่ท้าทาย
ความสามารถของตนเอง
5. ความชว่ ยเหลือจากภายนอก
6. ส�ำหรับผู้ทีม่ ที ี่พง่ึ ทางใจ เช่น ศรทั ธาในศาสนาอย่างมาก กจ็ ะไมเ่ ครยี ดมาก
รูปที่ 2 กราฟแสดงกฎของ เยอรค์ ส - ด็อดสนั (Yerkes-Dodson Law)
ที่มา : ดัดแปลงจาก http://slideplayer.us/slide/273297; Slide no.27
พบว่า หากมีระดับความเครียดในระดับปานกลางหรือเหมาะสมจะท�ำให้เกิดความรู้สึกกระตือ-
รือรน้ มคี วามตง้ั ใจ ท�ำให้เกดิ สมรรถภาพในด้านต่างๆ นน้ั อยใู่ นระดับสงู แต่หากมีระดบั ความเครียดท่มี าก
จนเกนิ ไปจะส่งผลกระทบต่อสขุ ภาพได้
218 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
Karasek Job Strain Model
จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาระงาน จังหวะงาน และความเป็นอิสระในการควบคุมการ
ท�ำงานหรือการตัดสินใจของคนท�ำงานพบว่า คนท�ำงานซ่ึงมีภาระงานมากและไม่สามารถตัดสินใจควบคุม
การท�ำงานโดยอิสระจะมีความเครียดต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงและติด
สารเสพติด เชน่ สูบบหุ รีม่ ากกว่าคนทำ� งานทไี่ มไ่ ดท้ �ำงานเช่นนนั้
รปู ที่ 3 Karasek Job Strain Model
ท่มี า : https://www.iloencyclopaedia.org/part-v-77965/psychosocial-and-organizational-
factors/theories-of-job-stress/item/12-psychosocial-factors-stress-and-health
โรคจิตเวชที่พบบ่อยในกลุ่มคนทำ� งาน
กลุม่ คนทำ� งานเป็นกลุ่มบุคคลท่ีมสี ง่ิ คุกคามดา้ นจิตสังคมในการท�ำงาน ตลอดจนสาเหตุจากปจั จัย
ดา้ นตา่ งๆ ข้างตน้ ท�ำใหเ้ ปน็ กลุ่มท่ีพบโรคจติ เวชตา่ งๆ ได้ ดังนี้
1) โรคความผิดปกตทิ างอารมณ์ (Mood disorder)
2) โรควติ กกงั วล (Anxiety disorder)
3) ความเครยี ดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD)
4) ภาวะการปรบั ตัวผดิ ปกติ (Adjustment disorder)
5) ความผิดปกติทางกาย ท่ีเกิดจากสาเหตดุ า้ นจติ ใจ (Somatic symptoms disorder)
6) การใชส้ ารเสพติด (Substance use disorder)
7) ภาวะหมดไฟ (Burnout)
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 219
ภาวะหมดไฟจากการทำ� งาน (Job Burnout)
อาการหมดไฟเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลต่อความเครียดท่ีเกี่ยวเนื่องจากงานซ่ึงไม่ได้
จัดการแก้ไขให้ลุล่วงไป หรือภาวะการหมดก�ำลังใจท่ีเป็นผลจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนที่ต้องการ
ความชว่ ยเหลอื โดยเฉพาะด้านอารมณเ์ ป็นอยา่ งสงู ซ่งึ เปน็ ระยะสดุ ท้ายของอาการเครยี ด
สาเหตุของอาการหมดไฟมี 3 ประการ คอื
1. ความประสงค์ท่จี ะทำ� ใหบ้ างอย่างดขี ้นึ แตไ่ มส่ ามารถทำ� ได้
2. การทำ� งานใกลช้ ิดกบั ความเจบ็ ปวดและความทกุ ข์ทรมาน
3. ความสมั พันธ์กบั เพือ่ นรว่ มงานท่ีเป็นไปในทางลบ
อาการหมดไฟ แบง่ เปน็
1. อาการด้านกายภาพ ได้แก่ เหน่อื ยลา้ ปวดศรี ษะ คล่ืนไสอ้ าเจียน ความอยากอาหารลดหรือเพมิ่
ผิดปกติ นอนไมห่ ลบั
2. อาการด้านสังคมจติ วทิ ยา ได้แก่ หงดุ หงิดง่าย โกรธง่าย ออ่ นไหวง่าย รู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์
ไมส่ ามารถชว่ ยเหลือผูป้ ว่ ยได้ สนิ้ หวัง
การป้องกนั ภาวการณเ์ หน่อื ยล้าในการทำ� งาน
การป้องกันภาวการณ์เหนื่อยล้าในการท�ำงานสามารถท�ำได้ใน 2 ระดับ คือ ระดับบุคคลและ
องค์กรได้แก่
การปอ้ งกนั ภาวะเหนอื่ ยล้าในการทำ� งานในระดบั บคุ คล สามารถท�ำได้โดย การพัฒนาทักษะแก่
บุคลากรเพ่ือรับมือกับความเครียด พยายามค้นหาแหล่งที่ก่อให้เกิดความเครียดและพัฒนาวิธีการปรับตัว
เผชิญความเครียด สร้างความภาคภูมิใจในตนเองและงานท่ีท�ำ เปล่ียนมุมมองเพ่ือจัดสรรชีวิตการท�ำงาน
และชีวิตส่วนตัว การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารและการออกก�ำลังกายที่เหมาะสมจะช่วย
ลดภาวะเหน่อื ยลา้ ในการทำ� งานของบคุ คลได้
การป้องกันภาวะเหน่ือยล้าในการท�ำงานระดับองค์กร นั้นต้องใช้ความร่วมมือของหัวหน้างาน
และเพื่อนร่วมงาน
ความเครยี ดที่อาจเกดิ ข้นึ กบั บุคลากรงานติดเช้ือ
ความเครียดในงานส่วนหน่ึงมาจากการที่จะต้องตัดสินใจภายใต้ภาวะกดดันต่างๆ และท�ำงานใน
ภาวะทีก่ ารผิดพลาดอาจหมายถงึ ชวี ิตของผูป้ ่วย
จากการศึกษาความเครียดจากการท�ำงานในบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยติดเช้ือเอดส์ พบว่า อันตราย
ด้านสงั คมและจติ วิทยาของบคุ ลากรงานตดิ เชือ้ แบ่งย่อยได้เป็น 6 ส่วนคอื
1. การประสบพบเหน็ การตายบอ่ ยๆ
2. งานหนกั และอาการหมดไฟ (burnout)
3. การมองตัวเองวา่ เปน็ เช่นเดียวกับผู้ปว่ ย (over - identification)
220 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
4. ความร้สู ึกหดหูท่ ่ีเหน็ ผปู้ ่วยมีอาการเลวลงเร่อื ยๆ และเสียชวี ติ ในท่สี ดุ
5. ตอ้ งเผชิญและจัดการแก้ปญั หาผปู้ ่วยทค่ี ิดฆา่ ตัวตาย
6. ความรู้สกึ โกรธที่ครอบครัวและเพ่ือนมีปฏกิ ิริยาในทางลบตอ่ การท่ตี นทำ� งานกับผ้ปู ว่ ยติดเชื้อ
การเกิดอคติกับผู้ป่วย ท�ำให้บุคลากรทางการแพทย์ตกอยู่ในภาวะเส่ียงต่อการติดเช้ือจากการ
ท�ำงานไปด้วย อย่างไรก็ตามความยากล�ำบากและความกลัวต่างๆ จะมีมากในช่วงแรกๆ ของการท�ำงาน
ประสบการณท์ �ำงานกับผู้ป่วยติดเชอ้ื ช่วยลดความกลวั ตอ่ การติดเช้ือได้
การประเมินความเครียดจากการท�ำงานติดเช้ือนั้นๆ จึงเป็นเครื่องมือส�ำคัญในการส�ำรวจ หา
สาเหตุที่แท้จริงและวางแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาความเครียดในบุคลากรได้อย่างเหมาะสมและ
มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้โรคติดเช้ือบางชนิดอาจมีการดูแลรักษา กระบวนการท�ำงานท่ีแตกต่างกันจึงอาจมี
สาเหตุเฉพาะของงานได้
กรณตี ัวอย่างความเครียดของบคุ ลากรสุขภาพกบั งานติดเช้อื โควิด - 19
จากข้อมลู ของกรมสุขภาพจติ พบว่า บคุ ลากรท่ปี ฏบิ ตั ิงานเกี่ยวขอ้ งกับการระบาดของโรคโควดิ -19
นั้น มีความเครยี ดทีม่ สี าเหตุเฉพาะ ดังนี้
l ความจ�ำเป็นในการปฏบิ ัติตามมาตรการปอ้ งกนั ทางชีวภาพ (biosecurity) อยา่ งเคร่งครัด
• ความเครียดทางกายภาพจากการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ภาวะขาดน้�ำ (dehydration)
ความร้อน ความออ่ นเพลยี
• การถูกแยกกัก (จ�ำกัดการสมั ผัสใกล้ชดิ คนอืน่ ท้งั ในและนอกเวลาปฏบิ ตั งิ าน)
• การที่ต้องปฏบิ ตั ิตามขนั้ ตอนการควบคุมการตดิ เช้ือด้วยความระมดั ระวงั อยตู่ ลอดเวลา
• ความกดดนั จากการปฏิบตั ติ ามขน้ั ตอนตา่ งๆ อย่างเครง่ ครดั
l ความเส่ียงของการแพร่กระจายเช้ือ
• อาการของโรคโควดิ -19 ในระยะแรกคล้ายกับไขห้ วดั ทว่ั ไป ท�ำให้เกิดความวิตกกังวล
• ชว่ งระยะฟกั ตวั ของไวรัสโควิด -19 ที่คอ่ นข้างนาน ท�ำใหม้ โี อกาสแพร่เชอ้ื ไดท้ งั้ ทีไ่ ม่มีอาการ
• อัตราการตายค่อนขา้ งสูงเมอ่ื เทียบกับไข้หวัดใหญ่ท่วั ไป และความพร้อมของสถานพยาบาล
• ความตึงเครียดระหว่างความส�ำคัญด้านสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่เชื้อกับความต้องการ
ของผ้ปู ่วยและญาติเกีย่ วกับการกกั กันโรค
l ความจ�ำเปน็ ทางการแพทยแ์ ละความต้องการของบคุ คลที่หลากหลาย
ความซับซ้อนในการจัดการปัญหาโรคโควิด -19 อาจท�ำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความต้องการ
ของตัวเองกับความจ�ำเปน็ ในฐานะผู้รักษา ประกอบดว้ ย
• การขัดแย้งกันระหว่างปริมาณงานต่อวันกับมาตรการเตรียมความพร้อมและเตรียมการรักษา
ส�ำหรบั โรคโควิด -19
• ความจ�ำเป็นท่ีต้องรักษามาตรฐานระดับสูงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ได้พบบ่อย ซึ่งมี
ขอ้ แนะน�ำและนโยบายเปลยี่ นแปลงตลอดเวลา
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 221
• การแยกหา่ งและเปน็ หว่ งสมาชิกครอบครัว
• ความกลวั การติดเชอื้ และผลกระทบที่ตามมาตอ่ ตวั เอง ผปู้ ่วยและครอบครัว
• ความขดั แย้งภายในระหวา่ งความต้องการของตัวเองและภาระหน้าที่
• ความกังวลในศักยภาพของตัวเอง หากไม่คุน้ เคยกบั การดแู ลรักษาโรคติดเช้ือ หรอื ภาวะฉุกเฉิน
ทางการแพทยม์ านาน
l ตราบาป (stigma)
บุคลากรสุขภาพมักได้รับผลกระทบทางสังคมจากการถูกรังเกียจหรือแบ่งแยกกีดกันในฐานะผู้ท่ี
ท�ำงานใกลช้ ิดผ้ตู ิดเชอ้ื และผลกระทบจากโรค เชน่
• ความกลวั ของบคุ คลอน่ื ต่อบุคลากรสุขภาพท่ดี ูแลผู้ตดิ เชอื้
• ความรสู้ กึ ไม่ดีกับตวั เองทีจ่ ะบอกความตอ้ งการหรอื ความกงั วล ความกลวั ของตวั เอง คิดว่าเปน็
หนา้ ที่ทต่ี อ้ งรับผดิ ชอบ
การดูแลสงั คมจติ ใจบคุ ลากรสุขภาพในภาวะวิกฤตโควิด-19
รูปแบบการจัดการความเส่ียงและความเข้มแข็งทางใจด้วยการคาดการณ์ วางแผน การตัดสินใจ
(Anticipated, Plan and Deter (APD) Responder Risk and Resilience Model) เป็นวิธีการท่ีมี
ประสิทธิภาพในการท�ำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบทางจิตใจของบุคลากรสุขภาพ รวมถึงจัดการ
ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งทางใจท้ังหมดของคนกลุ่มน้ีท่ีมีต่อความเครียดจ�ำเพาะกับส่ิงอันตราย
(hazard specific stress) ดงั รปู ที่ 4
รูปที่ 4 แสดงข้ันตอนของรูปแบบ Anticipate, Plan and Deter (APD) ส�ำหรับการดูแลจิตใจ
ในสถานการณ์ระบาด
ทม่ี า : ค่มู ือการดแู ลสงั คมจติ ใจบคุ ลากรสุขภาพในภาวะวกิ ฤตโควดิ -19 (21 เม.ย. 63)
222 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
การดแู ลสังคมจิตใจบุคลากรสุขภาพในภาวะวิกฤตโควิด-19
กรมสุขภาพจิตแนะน�ำใช้หลัก “4 สร้าง 2 ใช้” ส�ำหรับการดูแลสังคมจิตใจบุคลากรสุขภาพใน
ภาวะวกิ ฤตโควิด -19 ดังนี้
สรา้ ง 1 : SAFE สรา้ งความปลอดภยั
• ปรับปรงุ ระบบป้องกนั การตดิ เช้ือ ใหส้ อดคล้องกับสถานการณ์โรคโควิด-19
• จัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้เพียงพอ และจัดการอบรมให้มีทักษะเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติ
งาน
• จัดสวสั ดกิ ารใหแ้ กบ่ คุ ลากรทั้งดา้ นทพ่ี กั อาหาร การประกนั ชวี ิต เพือ่ ความปลอดภยั
• หากมีความเสี่ยงติดเช้ือให้มีบริการประเมิน การตรวจวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
ส่วนกรณีบุคลากรติดเชื้อ ควรวางแผนการรักษา รายงานความคืบหน้าและแจ้งภาวะสุขภาพ
ปจั จบุ นั
สรา้ ง 2 : CALM สร้างความสงบ
• สื่อสารข้อมลู ข่าวสารความรทู้ ีถ่ กู ต้อง ชดั เจน ทนั ตอ่ เหตุการณ์ แก่บคุ ลากรทกุ ระดับ และตอบโต้
ข้อมูลข่าวสารเชิงลบท่ีมาจากทั้งภายในและภายนอก เพ่ือช่วยลดความกังวลเก่ียวกับความ
ไม่ชดั เจนของสถานการณ์และชว่ ยให้รู้สกึ วา่ ควบคุมสถานการณ์ได้
• ส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้เร่ืองการจัดการความเครียด และมีการจัดสิ่งแวดล้อมเพ่ือความ
ผ่อนคลาย
• ติดตามการประเมินและดูแลบุคลากรที่มีภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า และความเส่ียงการ
ฆา่ ตัวตายอยา่ งสม�่ำเสมอ
สร้าง 3 : HOPE สรา้ งความหวงั
• ส่ือสารเป้าหมายเชิงบวกและผลลัพธ์ความส�ำเร็จเป็นระยะๆ ให้เห็นว่าโรงพยาบาลสามารถผ่าน
สถานการณ์วิกฤตน้ไี ปได้
• รบั ฟังปัญหาและแนวทางการแก้ไขอย่างมีสว่ นร่วม
• จดั ช่องทางในการแบ่งปนั เรื่องราวดีๆ ผา่ นเรื่องเล่าเร้าพลัง ท้ังของบุคลากรและผปู้ ว่ ย
สรา้ ง 4 : DESTIGMATIZATION สรา้ งความเหน็ ใจ
• ส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรใหก้ �ำลงั ใจซึ่งกนั และกนั โดยเฉพาะผทู้ ่ตี อ้ งถูกกักกนั หรอื ติดเช้อื
• ส่งเสริมบุคลากรให้มีบทบาทสำ� คญั ในการลดการรงั เกยี จผูป้ ่วยและผทู้ ีถ่ กู กักกัน
• เปลี่ยนสภาพจาก “เหยื่อของวิกฤต” เป็น “ผู้ให้ / ผู้ร่วมกอบกู้วิกฤต” เช่น เป็นผู้ให้ข้อมูลวิธี
การดูแลตัวเองในระหว่างป่วย เป็นผู้ให้พลาสมาเพ่ือช่วยผู้ติดเช้ือรุนแรง เป็นต้น การแก้ไขและ
ป้องกนั ปัญหาความเครยี ดของบคุ ลากรงานตดิ เช้ือ
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 223
ใช้ 1 : EFFICACY ใชศ้ กั ยภาพองคก์ รให้เตม็ ที่
• จัดตารางเวลาท่ียืดหยุ่นส�ำหรับบุคลากรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น จัดให้มีการหมุนเวียน
บคุ ลากรทีม่ ีความเครยี ดสงู และความเครยี ดตำ่� เพอ่ื ไม่ให้เกิดความเหน่ือยล้ามากเกนิ ไป
• ระดมทรพั ยากรท้งั จากภายในและภายนอกในการสนบั สนนุ ความตอ้ งการทเี่ ป็นรปู ธรรม
• จดั ระบบจิตอาสาเพ่ือสร้างการมสี ว่ นร่วมและบรรเทาภาระงานของบุคลากร
ใช้ 2 : CONNECTEDNESS ใช้สายสมั พนั ธ์สรา้ งความเขม้ แขง็
• ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เน้นให้ก�ำลังใจและเอาใจใส่ระหว่างเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน
หรือบุคคลอ่ืนๆ ที่ไว้ใจ เช่น ระบบ Buddy การเยี่ยมเยียนของผู้น�ำองค์กร เพื่อช่วยให้สามารถ
เผชิญกบั สถานการณท์ ่ียากลำ� บากไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพมากข้ึน
• ประชุมบุคลากรสั้นๆ อย่างสม�่ำเสมอด้วยรูปแบบท่ีเหมาะสม เพ่ือให้บอกเล่าถึงความกังวลและ
สอบถามความเปน็ อยู่ รวมถงึ สนับสนุนให้มกี ารช่วยเหลอื ซ่ึงกันและกนั ระหวา่ งเพือ่ นรว่ มงาน
• ชน่ื ชม ให้เกยี รตสิ ร้างขวญั ก�ำลังใจบุคลากรทุกระดับ
การปอ้ งกันความเครยี ดจากการทำ� งานตดิ เช้อื
องค์ประกอบของปัญหาด้านสังคมจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้บริการผู้ป่วยติดเช้ือ
คอื ความกลัวว่าจะตดิ เชอ้ื แบง่ เป็น 2 สว่ น คือ ความกลวั ที่สมเหตสุ มผล (Rational fear) เชน่ การสัมผัส
กับสารคัดหล่ังผู้ป่วย การถูกเข็มฉีดยาต�ำ ถูกมีดผ่าตัดบาด และการกลัวท่ีไม่สมเหตุสมผล (Irrational
fear) เช่น กลัวเสียชวี ติ กลัววา่ ตวั เองยังทำ� ได้ไม่ดีมากพอ
กรมสุขภาพจิต แนะน�ำมาตรการดูแลสังคมจิตใจโดยการจัดการกับความกลัวต่อตัวโรค และการ
จัดการกบั ความยากล�ำบากในการปรบั ตวั และจากการศึกษาของ Ross แบง่ เปน็ 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านความรู้ความเข้าใจ จะช่วยลดความกลัวการติดเช้ือท่ีไม่สมเหตุสมผลได้ โดยพบว่า การ
ฝึกอบรม การมีประสบการณ์จะช่วยลดความกลัวและความวิตกกังวลของบุคลากรตลอดจนเพิ่มประสิทธิ-
ภาพในการท�ำงานได้ ท้ังนี้ควรกระท�ำอย่างต่อเน่ือง ตลอดจนการมีมาตรการในการป้องกันต่างๆ อย่าง
เหมาะสมและสมำ่� เสมอในการลดโอกาสการตดิ เชอ้ื จะช่วยลดความกลวั การติดเช้ือท่ีสมเหตสุ มผลได้
2. ดา้ นอารมณ์ การมีโอกาสได้ระบายความรสู้ กึ ในการทำ� งาน การไดร้ ับความสนับสนนุ และก�ำลังใจ
จากเพ่ือนร่วมงานและหัวหน้า การมีโอกาสได้พัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหาและการปรับตัวจะช่วย
ให้บุคลากรที่ท�ำงานกับการติดเช้ือปฏิบัติงานได้ดีข้ึน ช่วยลดความตึงเครียดในอารมณ์จากการท�ำงาน
โดยบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อควรมีหัวหน้างาน (Supervisor) ท่ีมีทักษะและประสบการณ์ สามารถ
ให้ค�ำแนะน�ำและค�ำปรึกษาได้ท้ังในลักษณะรายบุคคลและรายกลุ่ม สามารถชี้แจงให้ข้อมูลเพ่ิมพูนความรู้
และให้การสนับสนุนด้านอารมณ์ (Emotional support) ได้ อาจช่วยก�ำหนดความคาดหวังจากงาน
ที่เป็นไปได้จริง (Realistic expectation) ช่วยแบ่งเฉลี่ยผู้ป่วยเพื่อให้บุคลากรแต่ละบุคคลไม่ท�ำงานหนัก
จนเกนิ ไป เพม่ิ ความรกั ความเขา้ ใจภายในทมี งานและช่วยลดความตึงเครียดได้
224 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
3. ดา้ นสงั คม การสนับสนนุ ด้านสงั คมอยา่ งต่อเน่อื ง (Ongoing social support) เป็นปัจจยั ส�ำคญั
ในการช่วยให้บุคลากรท่ีดูแลผู้ป่วยติดเช้ือสามารถจัดการกับภาวะเครียดจากงานได้และช่วยป้องกันอาการ
หมดไฟ ตลอดจนการสนับสนุนจากเพ่ือนร่วมงานและจากครอบครัวโดยการให้ข้อมูลและความรู้ท่ีถูกต้อง
เก่ียวกบั โรคติดเชอ้ื แกค่ รอบครวั ของบุคลากร เชน่ การติดต่อ การป้องกนั โรคตดิ เช้อื จะชว่ ยลดความกลวั
ว่าบคุ ลากรจะตดิ เชอ้ื จากผู้ปว่ ยแล้วแพรเ่ ชือ้ ให้คนในครอบครัวได้
4. ด้านปรัชญา คา่ นยิ ม ความเช่อื ท่ีไดจ้ ากศาสนา การอบรมส่ังสอนตัง้ แตว่ ัยเดก็ และการหลอ่ หลอม
จากวัฒนธรรม อาจช่วยให้บุคลากรท่ีดูแลผู้ป่วยติดเช้ือมีกุศโลบายท่ีจะจัดการกับภาวะความเครียดที่ผ่าน
เข้ามาในชีวติ และในการทำ� งานได้
5. ด้านกายภาพ การมีสขุ ภาพร่างกายท่แี ข็งแรงอาจช่วยลดการตอบสนองในทางลบต่อภาวะเครียด
และอาจช่วยให้คลายเครยี ดไดเ้ รว็
สรปุ
ความเครียดและความรู้สึก ท่ีไม่สบายใจท่ีเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอหรือจะไม่สามารถ
ท�ำงานต่อไปได้ การจัดการกับความเครียดและดูแลสุขภาพจิตน้ันมีความส�ำคัญเท่ากับการดูแลสุขภาพ
กาย การจัดการความเครียดท่ีดีหรือการมีภาวะสุขภาพจิตท่ีดีของบุคลากรท่ีดูแลผู้ป่วยติดเช้ือเป็นสิ่ง
จ�ำเป็นในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้ออย่างมีคุณภาพ และสุขภาพกายและใจท่ีเข้มแข็งของบุคลากรในการ
ปฏิบัติงานติดเช้ือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารและบุคคลในองค์กรควรให้ความส�ำคัญกับการดูแล
การลดความเครียดและอาการหมดไฟในบุคลากรงานติดเช้ือ โดยการประเมินความเครียดและการจัดการ
ความเครียดทีด่ ี
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 225
ภาคผนวก 1 แบบวดั ความเครยี ดและการแปลผล
226 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
ระดับของความเครยี ด
ระดบั คะแนน 0 – 23 คะแนน
ท่านมีความเครียดอยู่ในระดับน้อยและหายไปได้ในระยะเวลาส้ันๆ เป็นความเครียดที่เกิดข้ึนได้
ในชีวิตประจ�ำวันและสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ความเครียดในระดับน้ีถือว่า
มีประโยชนใ์ นการด�ำเนนิ ชีวิตประจ�ำวนั เป็นแรงจงู ใจในทน่ี �ำไปสูค่ วามส�ำเรจ็ ในชวี ติ ได้
ระดบั คะแนน 24 – 41 คะแนน
ท่านมีความเครียดในระดับปานกลางเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจ�ำวันเนื่องจากมีสิ่งคุกคามหรือ
เหตุการณ์ท่ีท�ำให้เครียด อาจรู้สึกวิตกกังวลหรือกลัว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ความเครียดระดับน้ีไม่ก่อ
ให้เกิดอันตรายหรือเป็นผลเสียต่อการด�ำเนินชีวิต ท่านสามารถผ่อนคลายความเครียดด้วยการท�ำกิจกรรม
ท่เี พมิ่ พลงั เช่น ออกก�ำลังกาย เล่นกีฬา ทำ� สิ่งท่สี นุกสนานเพลิดเพลิน เช่น ฟงั เพลง อ่านหนังสอื ท�ำงาน
อดิเรก หรือพดู คยุ ระบายความไม่สบายใจกบั ผทู้ ่ีไวว้ างใจ
ระดับคะแนน 42 – 61 คะแนน
ท่านมีความเครยี ดในระดับสูง เปน็ ระดบั ท่ที า่ นไดร้ ับความเดือดรอ้ นจากสงิ่ ตา่ งๆ หรือ เหตกุ ารณ์
รอบตัว ท�ำให้วิตกกังวล กลัว รู้สึกขัดแย้งหรืออยู่ในสถานการณ์ท่ีแก้ไขจัดการปัญหาน้ันไม่ได้ ปรับความ
รู้สึกด้วยความล�ำบากจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจ�ำวัน และการเจ็บป่วย เช่น ความดันโลหิตสูง เป็นแผล
ในกระเพาะอาหาร ฯลฯ
ส่ิงท่ีท่านต้องรีบท�ำเม่ือมีความเครียดในระดับน้ีคือ คลายเครียดด้วยวิธีท่ีท�ำได้ง่ายแต่ได้ผลดี คือ
การฝึกหายใจ คลายเครียด พูดคุยระบายความเครียดกับผู้ไว้วางใจ หาสาเหตุหรือปัญหาท่ีท�ำให้เครียด
และหาวิธีแก้ไข หากท่านไม่สามารถจัดการคลายเครียดด้วยตนเองได้ ควรปรึกษากับผู้ให้การปรึกษาใน
หนว่ ยงานตา่ งๆ
ระดบั คะแนน 62 คะแนนข้ึนไป
ท่านมีความเครียดในระดับรุนแรง เป็นความเครียดระดับสูงท่ีเกิดต่อเน่ืองหรือท่านก�ำลังเผชิญ
กับวิกฤตของชีวิต เช่น เจ็บป่วยรุนแรง เรื้อรัง มีความพิการ สูญเสียคนรัก ทรัพย์สิน หรือส่ิงท่ีรัก ความ
เครยี ดระดับนีส้ ่งผลท�ำใหเ้ จบ็ ปว่ ยทางกายและสุขภาพจิต ชวี ิตไม่มคี วามสุข ความคดิ ฟุ้งซา่ น การตดั สนิ ใจ
ไมด่ ี ยบั ย้ังอารมณ์ไม่ได้
ความเครียดระดับนี้ถ้าปล่อยไว้จะเกิดผลเสียทั้งต่อตนเองและคนใกล้ชิด ควรได้รับการช่วยเหลือ
จากผู้ใหก้ ารปรกึ ษาอยา่ งรวดเร็ว เช่น ทางโทรศพั ท์ หรอื ผู้ให้การปรกึ ษาในหน่วยงานตา่ งๆ
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 227
ภาคผนวก 2 แบบประเมนิ อาการซมึ เศรา้ กรมสขุ ภาพจติ
228 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
ภาคผนวก 3 แบบประเมนิ การฆ่าตวั ตาย
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 229
ภาคผนวก 4 แบบสอบถามภาวะหมดไฟในการทำ� งาน ส�ำหรับเจ้าหนา้ ท่ีสาธารณสุข โครงการ
วิจัยพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ ป้องกันภาวะหมดไฟ ดูแลใจ
คนท�ำงาน สำ� หรับเจา้ หน้าที่สาธารณสุข เขตสขุ ภาพที่ 7
230 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 231
232 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
บรรณานุกรม
1. กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลระยอง. คู่มืออาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทํางาน
ของเจา้ หน้าท่ีโรงพยาบาลระยอง. ชลบรุ :ี สมั มาอาชวี ะ; 2555
2. พิชญา พรรคทองสขุ . อาชวี อนามยั และความปลอดภัย. กรงุ เทพฯ: ยเู น่ยี น; 2555
3. พระราชบญั ญตั โิ รคตดิ ต่อ พ.ศ. 2558. ราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม 132 ตอนที่ 86 ก
4. สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน.์ ความเครยี ดและวธิ คี ลายเครยี ด. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าจิตเวชศาสตร์ คณะ
แพทยศาสตร์ศิรริ าชพยาบาล; 2015.
5. แบบสอบถามภาวะหมดไฟในการท�ำงาน ส�ำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โครงการวิจัยพัฒนา
รูปแบบการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ ป้องกันภาวะหมดไฟ ดูแลใจคนท�ำงาน ส�ำหรับเจ้าหน้าท่ี
สาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 7 เข้าถึงเม่ือ 16 มิถุนายน 2564 จาก: https://mhc7.go.th/wp-
content/uploads/2017/09/แบบประเมนิ ภาวะหมดไฟ - ฉบับเผยแพร.่ pdf
6. Bandukul A. Occupational Medicine Textbooks. Bangkok: Occupational Medicine
and Environmental Medicine Nopparat Rajathanee Hospital; 2011.
7. Bennett L, Michie P, Kippax S. Quantitative analysis of burnout and its associated
factors in AIDS nursing. AIDS Care 1991;3:181-92.
8. Bolle JL. Supporting the deliverers of care: strategies to support nurses and
prevent burnout. Nurs Clin of North Am 1988;23:843-50.
9. Centers of Disease Control and Prevention. Coping with Stress [internet]. 2021
[cited 2021 Jan 22]. Available from: https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/
daily-life-coping/managing-stress-anxiety.html
10. Eiamyingpanich R. Factors effect to work stress of medical personnel in Charoenkrung
Pracharak hospital, medical service department of Bangkok: A thesis of master
degree in social work, Faculty of Social administration: Thammasat University;
1988.
11. Felton JS. Burnout as a clinical entity - its importance in health care workers.
Occup Med. 1998;48:237-50.
12. Fiedler N, Stein LB. Psychosocial stressors and Psychiatric Disorders in the
Workplace. In: Rosenstock L, Cullen MR, Brodkin CA, Redlich CA, editors. Textbook
of Clinical Occupational and Environmental Medicine. 2nd ed. Elsevier Saunder.
China; 2005.
13. Global Burden of Disease Estimates. World Health Organization; 2005.
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 233
14. Grossman AH, Silverstein C. Facilitating support. Naacogs Clinical Issues in Perinatal
& Women Health Nursing 1990;1:67-73.
15. Holmes TH, Rahe RH. “The social readjustment rating scale.” Journal of
psychosomatic research 1967;11:213-18.
16. Hurrell JJ Jr. Kelloway EK. Psychological Job Stress. In Rom WN. Ed. The
Environmental and Occupational Medicine. 4th ed. Philadelphia: Lippincott,
Williams & Wilkins; 2007.
17. Ivancevich JM, Matteson MT, Freedman SM, Phillips JS. Worksite stress
management interventions. Am Psychol February 1990;252-61.
18. Karasek R. Stress prevention through work reorganization : A summary of 19
international case studies. Cond Work Dig 1992;11:23-41.
19. Kittirattanapaiboon P. Mental Health Personnel Social Care Guide in Crisis
Covid-19. Department of Mental Health Ministry of Public Health; 2563.
20. Leelatanaporn H. Mental health survey in healthcare personnel of Samut-Sakorn
hospital during 2008. J Psychiatr Assoc Thailand 2009;54:159-68.
21. Macks JA, Abrama DI. Burnout among HIV/AIDS health care providers. Helping
the people on the frontlines. AIDS Clin Rev 1992;281-99.
22. Maj M. Psychological problems of families and health workers dealing with
people infected with human immunodeficiency virus. Acta Psychiatr Scand 1991;
83:161-8.
23. Maslacm C. Burned out. Human Behav 1976;5:16-22.
24. Nursing and HIV/AIDS: focus on counselling. Nursing J India 1991;82:141-2.
25. OKtay JS. Burnout in hospital social workers who work with AIDS patients. Soc
Work 1992;37:432-9.
26. Pasacreta JV, Jacobjen PB. Addressing the need for staff support among nurse
caring for the AIDS population. Oncol Nurs For 1989;16:659-36.
27. Pholwichai R. Work stress among nurses in emergency room private hospitals in
Bangkok metropolis. Bangkok: A thesis of master degree in mental health, Faculty
of Medicine, Chulalongkorn University; 2006.
28. Ploylaumsang L. Stress of nurses working at inpatient department and coping
behaviors Suanprung psychiatric hospital, Chiang Mai province. Journal of
Psychiatric Nursing and Mental Health 2001;14:38-51.
234 บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ
29. Pumeechokchai W. Job stress and coping strategies of registered nurses and
technician nurses in Somdejprapinklow hospital. Bangkok: A thesis of master
degree in community, Faculty of Medicine, Chulalongkorn University; 2003.
30. Ross E. Preventing burnout among social workers employed in the field of AIDS/
HIV. Soc Work Health Care 1993;18:91-108.
31. Ruangsrichan P, Supitiporn S. Stress of Nurses, Attitude for Development to be
a Magnet Hospital and Factors Associated with Stress of Registered Nurses in
Private International Hospital. J Psychiatr Assoc Thailand 2011;56:425-36.
32. Sangsirilak A. Stress and Depressed Mood in Healthcare Workers During COVID-19
Outbreak. J Psychiatr Assoc Thailand 2020;65:400-8.
33. Sithisarankul P. Psychosocial problems among AIDS health care providers. Chula
Med J 1995;39:913-21.
34. Sungmek D, Pipatwanitcha N. The relationship between personal factors and work
factors with operative nurse stress in eastern hospital. Journal of Primary Health
Care: Central edition 1995;11:1-20.
35. Tanchaisawat S. The relationship between selected factors and stress of the
professional nurses at Songklanakarind hospital. Bangkok: A thesis of master
degree in public health nursing, Graduate school, Mahidol University; 1992.
36. Walter Cannon. Stress & Fight or Flight Theories. Introduction to Psychology:
Tutoring Solution; 1932.
บทท่ี 7 ความเครียดกับงานติดเช้ือ 235
บทท่ี ระบาดวิทยาในงานอาชวี อนามัย
8 (Occupational epidemiology)
แพทยห์ ญงิ ภัทราวลัย สริ นิ ารา
บทน�ำ
ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย เป็นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางระบาดวิทยามาช่วยในการ
ศึกษาการด�ำเนินโรค รูปแบบของการเกิดโรค ประชากรกลุ่มเส่ียง การวัดความเส่ียงทางสุขภาพ สาเหตุ
ของการเกิดโรคและปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรค ในบทน้ี จะ
กล่าวถึง ความส�ำคัญและค�ำจ�ำกัดความของระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย การวัดขนาดของปัญหาทาง
ระบาดวิทยา รูปแบบการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยาประเภทต่างๆ การควบคุมติดตามงานอาชีวอนามัย
โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้พ้ืนฐานระบาดวิทยา ตลอดจนประโยชน์ท่ีได้รับจากระบาดวิทยาอาชีวอนามัย
โดยมงุ่ เน้นถึงบริบทงานอาชีวอนามัยในโรงพยาบาล
ความสำ� คญั ของระบาดวทิ ยาในงานอาชีวอนามยั
1. ใช้ในการอธบิ ายขนาดของการเกดิ โรคและลกั ษณะการกระจายตามเวลา สถานที่ บุคคล เพอ่ื ระบุ
กลุ่มประชากรท่ีมีอัตราการเกิดโรคสูงแตกต่างจากกลุ่มประชากรอ่ืนๆ (Emerging challenges)
อนั จะช่วยในการวางแผนควบคุมปอ้ งกันตอ่ ไป
2. ใช้ในการค้นหาความสัมพันธ์ของเหตุการณ์หรือปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน โดย
เฉพาะโรคทย่ี งั ไม่ทราบสาเหตุ หรอื โรคทพ่ี บใหม่
3. ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพมาตรการควบคุมป้องกัน เช่น กิจกรรมท่ีออกแบบรณรงค์ลด
อัตราการติดเช้ือของระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะในหอผู้ป่วย
(Nosocomial catheter associated UTI) โดยการตดิ ตามวดั การเปลย่ี นแปลงอตั ราการติดเชอ้ื
ดังกล่าวของผปู้ ว่ ยในชว่ งเวลาต่างๆ
4. ใช้ในการเฝ้าระวังโรค โดยการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ และการเผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพ
หรือการเกิดโรคของกลุ่มประชากรที่ศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการ
สัมผัสปัจจัยเส่ียงและการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพต้ังแต่เริ่มแรก มุ่งเน้นไปในเชิงป้องกันเป็น
ส�ำคัญ
ค�ำจำ� กดั ความของระบาดวทิ ยาในงานอาชวี อนามยั
ระบาดวิทยา เป็นการศึกษาเก่ียวกับการกระจาย (Distribution) และหาสาเหตุหรือปัจจัยเส่ียง
(Determinants) ของโรคหรือเหตุการณ์หนึ่งในกลุ่มประชากรเฉพาะ และน�ำผลการศึกษาไปวางแนวทาง
ควบคุมป้องกันการเกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพดังกล่าว ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย เป็นการประยุกต์
ใช้หลักการทางระบาดวิทยาตา่ งๆ มาใช้กบั ประชากรวัยทำ� งาน
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 237
ความรู้พ้ืนฐานทางระบาดวิทยา จะเน้นหนักใน 3 เร่ืองหลัก คือ ความถี่การเกิดโรค (Disease
frequency) การกระจาย (Distribution) และ สาเหตุหรอื ปัจจยั เสีย่ งทที่ ำ� ให้เกดิ โรคนั้น (Determinants)
กล่าวคือ
1. ความถก่ี ารเกิดโรค (Disease frequency) เปน็ การวดั ความมอี ยู่จรงิ ของปัญหา (Existence of
a disease) ผ่านทางตัวเลขแสดงขนาดหรือความถ่ีของการเกดิ โรค
2. ลักษณะการกระจาย (Distribution of disease) คือ การอธิบายการกระจายตามลักษณะเวลา
(เกิดเมอ่ื ไร) สถานที่ (เกดิ ทไี่ หน) และบุคคล (เกิดกบั ใคร)
3. สาเหตุหรอื ปัจจยั เสย่ี งท่ีทำ� ให้เกดิ โรคนัน้ (Determinants of disease) แบ่งเป็น
3.1 Causal Relationship คือ การหาความสมั พนั ธใ์ นการสรุปวา่ ปัจจัยเสยี่ ง (Exposure) เป็น
สาเหตโุ ดยตรงทท่ี �ำให้เกดิ โรค (Outcome) และ
3.2 Non-Causal Relationship คือ การศกึ ษาทีส่ รุปไดแ้ ตเ่ พียงวา่ มีความสัมพันธ์ แต่ไมส่ ามารถ
สรุปได้วา่ เป็นสาเหตทุ ที่ ำ� ใหเ้ กิดโรคนัน้
ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัยโรงพยาบาล มุ่งเน้นถึงการใช้หลักการทางระบาดวิทยามาช่วย
ในการศึกษาการด�ำเนินโรค รูปแบบของการเกิดโรค สาเหตุของการเกิดโรคและปัจจัยท่ีเก่ียวข้อง การ
สอบสวนการระบาดของโรค ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกันรักษาและควบคุมการแพร่กระจาย
ของโรคในโรงพยาบาล ความรู้หลักการทางระบาดวิทยามีประโยชน์มากในการอธิบายโรคอุบัติใหม่ที่เพ่ิง
เคยค้นพบการระบาดในคนและสถานการณ์เชื้อด้ือยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาล การประยุกต์ใช้ความรู้
ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัยจึงเป็นสิ่งส�ำคัญในการควบคุมป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล และลด
อัตราการตดิ เชอื้ ของผปู้ ว่ ยในขณะทเี่ ข้ารบั การรักษาในโรงพยาบาลได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
การวัดขนาดของปัญหาทางระบาดวิทยา
1. การวดั ขนาดของการเกดิ โรค (Measures of Disease Frequency) เชน่ ความชุก (Preva-
lence) อุบัตกิ ารณ์ (Incidence)
2. การวัดขนาดของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยท่ีศึกษาและการเกิดโรค (Measures of Asso-
ciation) เช่น Relative Risk, Odds Ratio การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยท่ีศึกษา
และเกดิ โรค เช่น P value, 95%CI
3. การวดั ขนาดของผลกระทบ (Measures of Impact) เช่น Attributable Risk
การวัดขนาดของการเกิดโรค (Measures of Disease Frequency)
การวดั ขนาดของการเกิดโรค (Measures of Disease Frequency) อาศัยตัวชีว้ ดั ด้านปรมิ าณเพอ่ื
บอกขนาดและความรนุ แรงของการเกิดโรค ในการเป็นเครื่องมอื ระบุความมอี ยู่จริงของปญั หา (Existence
of a disease) ข้อมูลตัวช้ีวัดด้านปริมาณเหล่าน้ีใช้บอกความเส่ียงของการเกิดโรค ความสัมพันธ์ระหว่าง
ปัจจัยที่อาจเป็นสิ่งคุกคามทางสุขภาพและผลกระทบ (Measure of association) เปรียบเทียบระหว่าง
238 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
ประชากรกลุ่มสัมผัสกับประชากรทั่วไป ตลอดจน การค�ำนวณขนาดของผลกระทบทางสุขภาพน้ันๆ
ตัวช้ีวัดด้านปริมาณเพอื่ บอกขนาดและความรุนแรงของการเกดิ โรค ได้แก่
อัตรา (Rate) เป็นการเปรียบเทียบจ�ำนวนความถี่ของโรคหรือเหตุการณ์บางอย่างต่อหน่วย
ประชากรที่เฝ้าสังเกต โดยท่ีตัวตั้งและตัวหารเป็นกลุ่มท่ีแตกต่างกัน ตัวต้ังไม่จ�ำเป็นต้องเป็นกลุ่มย่อยของ
ตัวหารเสมอไป
อัตราส่วน (Ratio) เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างของจ�ำนวนหน่ึงกับอีกจ�ำนวนหน่ึง เช่น
การเปรยี บเทยี บจำ� นวนผู้ทปี่ ่วยกับผูท้ ีไ่ มป่ ่วย ผู้ป่วยเพศชายกบั เพศหญิง เป็นต้น
สัดสว่ น (Proportion) เปน็ การเปรียบเทียบเฉพาะกลมุ่ โดยทีต่ วั ต้ังเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย (Subset) ของ
ตวั หาร
ความชุก (Prevalence)
ความชุก (Prevalence) หมายถึง จ�ำนวนกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคท้ังหมดในประชากร ณ จุดเวลา
หนง่ึ ๆ
ความชุก (Prevalence) แบ่งย่อยออกได้เป็น Point Prevalence และ Period Prevalence
ดงั น้ี
1. Point Prevalence หมายถงึ จำ� นวนของผปู้ ่วยท้ังหมดทีม่ อี ยู่ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึง่ ทงั้ ผู้ปว่ ย
ท่มี อี ยู่แล้วตัง้ แต่ตอนเรม่ิ ต้นช่วงเวลาทีศ่ ึกษา (รายเกา่ ) และผ้ปู ว่ ยทเี่ กดิ ขนึ้ ใหม่ (รายใหม่) ณ จดุ เวลาหนง่ึ
ที่กำ� หนด
P oint Prevalence = จำ� นวนของผปู้ ่วยท่เี ป็นโรค ณ จุดเวลาหนึง่
จ�ำนวนประชากรทัง้ หมดทมี่ ีโอกาสเกิดโรค (at risk) ณ จดุ เวลาดงั กลา่ ว
2. Period Prevalence หมายถึง จำ� นวนของผูป้ ่วยทีม่ อี ยใู่ นชว่ งเวลาใดชว่ งเวลาหน่ึงทีศ่ ึกษา ท้ัง
ผู้ป่วยที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ตอนเร่ิมต้นช่วงเวลาท่ีศึกษา (รายเก่า) และผู้ป่วยที่เกิดข้ึนใหม่ (รายใหม่) ในช่วง
ระยะเวลาหนึ่ง หากในช่วงเวลาที่ศกึ ษาดงั กลา่ วจ�ำนวนประชากรไม่คงที่ ให้ใชจ้ �ำนวนประชากรเฉล่ีย หรือ
ประชากร ณ จดุ ก่งึ กลาง
Period Prevalence = จำ� นวนของผูป้ ว่ ยทเ่ี ปน็ โรคในช่วงเวลาหนงึ่
จำ� นวนประชากรทัง้ หมดท่ีมีโอกาสเกดิ โรค (at risk) ในชว่ งเวลาดงั กล่าว
จากสมการจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าความชุก (Prevalence) ในกลุ่มประชากรท่ีศึกษา
ไดแ้ ก่ จำ� นวนผู้ป่วยรายใหม่ในชว่ งเวลาดังกลา่ ว (Incidence) และ ระยะเวลาการเปน็ โรค (Duration of
disease) ตัวอย่างเช่น หากจ�ำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่ม และ ระยะเวลาการเป็นโรค
เพิ่ม จะสง่ ผลใหค้ า่ ความชกุ (Prevalence) เพมิ่ ขึน้ คา่ ความชุก (Prevalence) มคี วามส�ำคัญในการช่วย
วางแผนจัดสรรทรัพยากรหรือจัดบริการทางแพทย์ได้อย่างเหมาะสมตามล�ำดับขนาดของปัญหา (Disease
magnitude or disease frequency)
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 239
X – Disease onset D – Death
Time point Prevalence
0.5 years 0/6 cases
1.0 years 1/ 7 cases
2.5 years 3/6 cases
4.0 years 4/6 cases
รปู ท่ี 1 การค�ำนวณค่าความชุก (Prevalence) ของผู้ป่วยโรคปอดอักเสบติดเช้ือที่เกิดในโรงพยาบาล
แห่งหน่ึง (Hospital Acquired Pneumonia; HAP) ในชว่ งระยะเวลา 3 ปี
ท่ีมา : Gordis L. Epidemiology. Fifth ed. Philadelphia, PA: Elsevier Saunders; 2014
อบุ ัติการณ์ (Incidence)
อบุ ตั ิการณ์ (Incidence) คอื จ�ำนวนผู้ปว่ ย “ใหม่” ท่เี กิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนงึ่
อุบัติการณ์ (Incidence) แบ่งย่อยออกได้ 2 ชนิด ได้แก่ อุบัติการณ์สะสม (Cumulative
incidence) และ อัตราอุบัตกิ ารณ์ (Incidence rate) ดังน้ี
1. อบุ ตั กิ ารณส์ ะสม (Cumulative incidence) (มีชอ่ื พอ้ งความหมาย; Synonym คือ Attack
rate หรอื Incidence proportion)
C umulative incidence = จ�ำนวนของผู้ป่วยด้วยโรคทีส่ นใจรายใหม่ที่คน้ พบในชว่ งระยะเวลาหนงึ่
จำ� นวนประชากรทมี่ ีโอกาสเกดิ โรค (at risk) ณ ตอนเร่มิ ต้นศกึ ษา
เน่ืองจาก อุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) จ�ำเป็นต้องนับจ�ำนวนผู้ป่วยรายใหม่
ทั้งหมดท่ีเกิดตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง และ ตัวหารของอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence)
ก�ำหนดใหใ้ ช้จ�ำนวนประชากรท่ีมโี อกาสเกิดโรค (at risk) ณ ตอนเริ่มตน้ ศกึ ษา (t0) เทา่ นั้น โดยไม่คำ� นึงถงึ
240 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
อัตราการเข้ารว่ มหรอื ถอนตวั ระหวา่ งการศึกษา (Entry and dropout rates) ดังนั้น การใช้ค่าอุบัตกิ ารณ์
สะสม (Cumulative incidence) ในทางระบาดวทิ ยาจงึ เหมาะสมเฉพาะกรณีทสี่ ามารถตดิ ตามประชากร
ทอ่ี ยู่ในการศึกษาได้ท้ังหมดหรือเกือบท้งั หมดในตลอดช่วงระยะเวลาที่ศึกษาเทา่ นัน้
ตัวอย่างค่าอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ที่นิยมใช้ในทางระบาดวิทยาในงาน
อาชีวอนามัยโรงพยาบาล เช่น จ�ำนวนผู้ป่วยรายใหม่ท่ีเกิดการติดเช้ือในโรงพยาบาล (Nosocomial
infections) ขณะเขา้ รบั การรักษาตวั ในโรงพยาบาลในชว่ งระยะเวลาหนึ่ง
ข้อสังเกต ท้ังค่าความชุก (Prevalence) และ อุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence)
จดั เป็นประเภท สดั ส่วน (Proportion) เหมอื นกัน จึงไม่มหี น่วยทัง้ คู่
X – Disease onset D – Death
Time point Cumulative incidence
0.5 years 0/9 cases
1.0 years 1/9 cases
1.5 years 3/9 cases
รูปที่ 2 การค�ำนวณค่าอุบัติการณ์สะสม (Cumulative incidence) ของผู้ป่วยรายใหม่โรคปอดอักเสบ
ติดเชื้อท่ีเกิดในโรงพยาบาล (Hospital Acquired Pneumonia; HAP) แห่งหนึ่ง ในช่วงระยะ
เวลา 3 ปี
ทมี่ า : Gordis L. Epidemiology. Fifth ed. Philadelphia, PA: Elsevier Saunders; 2014.
อตั ราปว่ ยเฉยี บพลัน (Attack rate)
อัตราป่วยเฉียบพลัน (Attack rate) เป็นค�ำศัพท์ทางระบาดวิทยาท่ีใช้ในการสอบสวนโรค
(Disease outbreak) บางกรณี เช่น โรคระบาดท่มี ีระยะฟกั ตัวของโรคสัน้ มากเปน็ ช่ัวโมงหรอื วนั ตวั อยา่ ง
บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย 241
คือ โรคท้องร่วงเฉียบพลันจากอาหารเป็นพิษ ซ่ึงหน่วยจะไม่ใช้ช่วงระยะเวลา (time period) เหมือนใน
Cumulative incidence ของโรคท่ีมีระยะฟักตัวยาวนานอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ยังคงใช้
หลักการเดียวกันกบั การคำ� นวณอุบตั กิ ารณ์สะสม (Cumulative incidence) ดังสมการตัวอยา่ ง
Attack Ra te ของโรคทอ้ งรว่ งเฉียบพลนั จากอาหารเป็นพิษ = จ�ำนวนของผูป้ ่วยดว้ ยโรคทอ้ งร่วงเฉยี บพลนั จากอาหารเป็นพษิ
จ�ำนวนผู้ป่วยทง้ั หมดท่ีรับประทานอาหารนนั้
2. อตั ราอุบตั กิ ารณ์ (Incidence rate) (ชือ่ พอ้ งความหมาย ; Synonym คือ Person - time
rate หรอื Incidence density)
โดยทั่วไป ขนาดของประชากรมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (Population dynamics) ท้ังจาก
อตั ราการเกิดใหม่ อตั ราตาย อตั ราการอพยพเข้า อัตราการอพยพออก สง่ ผลใหค้ า่ ความชกุ (Prevalence)
ในแต่ละช่วงเวลาย่อมแตกต่างกัน การติดตามประชากรในกลุ่มศึกษาแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลา ตัวหาร
ทเี่ หมาะสมในการค�ำนวณกรณีน้ี คือ person - time ซึ่งจะให้ความส�ำคัญท้งั จำ� นวนผูป้ ว่ ย และระยะเวลา
ที่แตล่ ะบคุ คลอยู่ในการติดตามศึกษาความเส่ียงตอ่ การเกิดโรค (at risk) ทีส่ นใจ ดังสมการ
อ ตั ราอบุ ัตกิ ารณ์ (Incidence rate) = จ�ำนวนของผู้ป่วยดว้ ยโรคทสี่ นใจรายใหม่ระหวา่ งระยะเวลาทีก่ �ำหนด
จ�ำนวน person-time ที่มีโอกาสเกิดโรค (at risk) ทั้งหมดทต่ี ดิ ตามศกึ ษา)
ตัวอย่างอัตราอุบัติการณ์ (Incidence rate) ที่นิยมใช้ในทางระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย
โรงพยาบาล เช่น จ�ำนวนผู้ป่วยท่ีเกิดปอดอักเสบติดเชื้อท่ีเกิดในโรงพยาบาล (Hospital Acquired
Pneumonia; HAP) หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ต่อจ�ำนวนวันนอน 1,000 วัน (Hospital-
days) มีหน่วย person - time เป็น 1,000 Hospital-days เม่ือมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
เกิดโรคปอดอกั เสบตดิ เชือ้ ทีเ่ กดิ ในโรงพยาบาล (Hospital Acquired Pneumonia; HAP) จะถูกนับเป็น
จ�ำนวนของผู้ป่วยรายใหม่ระหว่างระยะเวลาที่ก�ำหนด และถูกน�ำออกจากตัวส่วนของ person - time
คา่ person - time ใน อตั ราอบุ ัติการณ์ (Incidence rate) ค�ำนวณจากจำ� นวนวนั ท้งั หมดทผ่ี ู้ปว่ ยทกุ ราย
นอนโรงพยาบาลโดยไม่เกิดปอดอักเสบติดเช้ือท่ีเกิดในโรงพยาบาล ซ่ึงรวมถึงจ�ำนวนวันนอน “ก่อน” ท่ี
ผปู้ ่วยรายหนง่ึ จะเกดิ ปอดอักเสบติดเชอื้ ทเ่ี กดิ ในโรงพยาบาลด้วย
จากตัวอย่างจะเห็นว่า ในช่วงระยะเวลาที่ติดตามศึกษาโอกาสเกิดโรคหน่ึง ในกรณีนี้ คือ โรค
ปอดอกั เสบตดิ เช้ือท่เี กดิ ในโรงพยาบาล (Hospital Acquired Pneumonia; HAP) จะมีทัง้ ผูป้ ่วยแข็งแรง
กลับบ้านได้ ผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้ป่วยรายใหม่ อีกท้ัง ผู้ป่วยแต่ละรายใช้ระยะเวลานอนรักษาในโรงพยาบาล
สน้ั - ยาวแตกตา่ งกนั ดงั นนั้ จ�ำนวนผู้ป่วย ณ จดุ เวลาหน่งึ ยอ่ มไมเ่ ทา่ กนั ในกรณีทป่ี ระชากรในการศกึ ษา
มลี กั ษณะ Dynamic การเลือกใช้ตวั ช้ีวัดทางระบาดวิทยาเพือ่ ศกึ ษาขนาดของการเกดิ โรค (Measures of
disease frequency) ประเภท อัตราอุบัติการณ์ (Incidence rate) จึงมีความเหมาะสม และใช้หน่วย
เป็น person - time
242 บทท่ี 8 ระบาดวิทยาในงานอาชีวอนามัย