ท้ังนี้ เช้ือบางชนิดสามารถแพร่กระจายเช้ือได้ทั้งทางการสัมผัสและละอองฝอยเสมหะ (Com-
bined transmission) โดยมีรายละเอยี ด ดงั น้ี
1. การป้องกนั การแพรก่ ระจายเชื้อที่ติดตอ่ ทางการสัมผัส (Contact Precautions)
เป็นการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือท่ีติดต่อทางการสัมผัสผู้ป่วยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
แบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1.1 การแพร่กระจายเชื้อที่ติดต่อทางการสัมผัสผู้ป่วยท้ังทางตรง (Direct contact trans-
mission) คือ การสัมผัสกับรอยโรคซึ่งมีเชื้อผู้ป่วยโดยตรง เช่น โรคเริมผิวหนัง (Herpes
simplex) โรคหดิ (Scabies)
1.2 การแพร่กระจายเชื้อที่ติดต่อทางการสัมผัสผู้ป่วยทั้งทางอ้อม (Indirect contact trans-
mission) คือ การแพร่เชื้อจากผู้ป่วยหนึ่งไปสู่ผู้ป่วยอีกคนหน่ึงผ่านมือของบุคลากรทาง
การแพทย์ที่ล้างมือไม่เหมาะสม หรือ สมั ผัสเขม็ เป้อื นเลอื ดโดยไม่ไดส้ วมถุงมอื
ตวั อย่างเชอื้ ท่ีแพร่กระจายทางการสัมผัส ไดแ้ ก่
- เชื้อแบคทีเรียด้ือยาปฏิชีวนะท่ีเกาะบนผิวหนังบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เช้ือ Staphy-
lococcus aureus ทดี่ ้ือตอ่ ยาปฏิชวี นะ Methicillin (Methicilin Resistant Staphylococcus Aureus;
MRSA) เช้ือ Enterococci ท่ีดอื้ ตอ่ ยาปฏิชีวนะ Vancomycin (Vancomycin-Resistant Enterococci;
VRE)
- เชือ้ อจุ จาระรว่ ง เชน่ Norovirus, Clostridioides [formerly Clostridium] difficile, Esche-
richia coli (O157:H7)
- เช้ือไวรสั เช่น Herpes Simplex Virus (HSV), Varicella-Zoster Virus (VZV), Respiratory
Syncytial Virus (RSV), Parainfluenza, Enterovirus, Rhinovirus, Coronaviruses บางชนิด เช่น
SARS-CoV-2, MERS-CoV
- เชอ้ื หดิ (Scabies)
- แผลพุพอง (Impetigo)
- ฝีหนองที่แตก หรือ แผลกดทับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเช้ือ Staphylococcus aureus, group A
Streptococcus
มาตรการเพม่ิ เติมในการดูแลผู้ป่วย Contact Precautions นอกเหนอื จาก Standard Precautions
ได้แก่
- ใช้ห้องแยกผู้ป่วย ในกรณีไม่มีห้องแยก ให้จัดผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกโรคแบบรวม (Cohort ward)
ซึง่ เป็นห้องเดียวกนั กับผู้ปว่ ยอื่นทต่ี ดิ เชอื้ ชนิดเดยี วกัน
- ให้แขวนป้าย Contact Precautions ไวท้ ่หี นา้ หอ้ งแยก หรือที่เตียงผู้ปว่ ย
- สวมถงุ มอื ทุกคร้งั ก่อนเขา้ หอ้ งผ้ปู ่วย
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 93
- ถอดถุงมือทันทีหลังจากสัมผัสรอยโรคซึ่งมีเชื้อผู้ป่วย และต้องล้างมือให้สะอาดทันทีหลังถอด
ถุงมือ
- สวมเสื้อคลุมหรือผ้ากันเปื้อนพลาสติกหากต้องเข้าไปปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่วย หรือสัมผัส
สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย หรือสัมผัสผู้ติดเชื้อท่ีมีอาการอุจจาระร่วง และเปล่ียนเสื้อคลุมหรือผ้ากันเปื้อน
พลาสติกเป็นตัวใหม่ทุกครง้ั เมอ่ื ต้องเขา้ ไปดูแลผูป้ ่วยแตล่ ะกจิ กรรม
- ไม่ควรเคล่ือนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องถ้าไม่จ�ำเป็น ในกรณีที่จ�ำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้
ห่อหุ้มหรือปิดส่วนท่ีติดเชื้อหรือสารคัดหลั่งก่อนท�ำการเคล่ือนย้ายผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
สผู่ อู้ ่ืนและสง่ิ แวดล้อม
- อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ควรแยกเป็นของผู้ป่วยโดยเฉพาะ และมีกระบวนการท�ำให้ปราศจากเช้ือ
ทเี่ หมาะสมกอ่ นน�ำมาใชซ้ ้�ำ
2. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อที่ติดต่อผ่านละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน
(Droplet Precautions)
เปน็ การป้องกันการแพรก่ ระจายเชื้อทต่ี ดิ ตอ่ ผา่ นละอองฝอยเสมหะทม่ี ขี นาดใหญก่ ว่า 5 ไมครอน
หรือ ผ่านทางเยื่อบุตา เยื่อบุปาก และจมูก ซึ่งระยะแพร่กระจายเชื้อมักเกิดข้ึนภายในระยะ 3 - 6 ฟุต
(1 - 2 เมตร) ห่างจากแหล่งกำ� เนิดเช้อื
ตัวอย่างเชื้อ ท่ีแพร่กระจายผ่านละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน (Droplet
transmission) ได้แก่
- ไขก้ าฬหลังแอน่ (Neisseria meningitidis)
- Haemophilus influenzae type B
- ปอดอกั เสบ (Mycoplasma pneumoniae)
- ไอกรน (Bordetella pertussis)
- Group A Streptococcus
- คอตบี (Diphtheria)
- กาฬโรคปอด (Pneumonic plague)
- ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
- หดั เยอรมนั (Rubella)
- คางทูม (Mumps)
- โรคตดิ เชื้อระบบทางเดนิ หายใจทีเ่ กดิ จากเชือ้ Adenovirus
- Parvovirus B19
- Rhinovirus
- Coronaviruses บางชนิด
94 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
มาตรการเพ่ิมเติมในการดูแลผู้ป่วย Droplet Precautions นอกเหนือจาก Standard
Precautions ไดแ้ ก่
- ใช้ห้องแยกผู้ป่วย ในกรณีไม่มีห้องแยก ให้จัดผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกโรคแบบรวม (Cohort ward)
ซ่ึงเป็นห้องเดียวกับผู้ป่วยอ่ืนที่ติดเช้ือชนิดเดียวกัน โดยก�ำหนดให้มีระยะห่างระหว่างเตียงผู้ป่วยมากกว่า
3 ฟุต
- ให้แขวนป้าย Droplet Precautions ไว้ทีห่ น้าห้องแยก หรือทเ่ี ตยี งผู้ป่วย
- ใหบ้ ุคลากรทางการแพทยส์ วมหนา้ กากอนามยั ชนดิ Surgical mask เมื่อต้องเข้าใกลผ้ ปู้ ่วยระยะ
ใกลก้ วา่ 6 ฟุต
- ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องผู้ป่วยถ้าไม่จ�ำเป็น ในกรณีจ�ำเป็นต้องเคล่ือนย้ายผู้ป่วย
ออกนอกห้องผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยชนิด Surgical mask ไว้เสมอ เพื่อป้องกันการแพร่
กระจายโรค
- ใช้มาตรการหลักสุขอนามัยของระบบทางเดินหายใจ (Respiratory hygiene and cough
etiquette) กลา่ วคือ เม่อื ไอ จาม หรือมนี ้�ำมกู เวลาไอตอ้ งปิดปาก ปดิ จมกู ด้วยกระดาษช�ำระโดยต้องปิด
ท้ังจมูกและปากถึงคาง ทิ้งกระดาษช�ำระลงในถุงพลาสติก และปิดปากถุงให้สนิททุกครั้งก่อนทิ้งลงถังขยะ
หลังจากนน้ั ต้องลา้ งมอื ให้สะอาดทันทีทุกครั้ง
3. การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อท่ีติดต่อผ่านละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน
(Airborne Precautions)
ตัวอย่างเช้ือ ท่ีแพร่กระจายผ่านละอองฝอยเสมหะที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (Airborne
transmission) ไดแ้ ก่
- วัณโรค (Tuberculosis)
- อีสกุ อีใส (Chickenpox)
- หัด (Measles)
- งสู วัดและเริมแบบแพร่กระจาย (Disseminated herpes zoster and Disseminated herpes
simplex)
- งสู วัดในผู้ป่วยภาวะภมู ิคุม้ กนั ต่�ำ (Zoster in immunocompromised patients)
- ฝีดาษ (Smallpox)
- ไขห้ วดั นก (Avian Influenza)
- อโี บลา (Ebola)
- โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส (Severe acute respiratory syndrome;
SARS)
- Coronaviruses บางชนิด
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 95
มาตรการเพิ่มเติมในการดูแลผู้ป่วย Airborne Precautions นอกเหนือจาก Standard
Precautions ได้แก่
- ใช้ห้องแยกผู้ป่วยติดเช้ือทางอากาศ AIIR (Airborne infection isolation room) ซึ่งมี
คุณสมบัติเป็นห้องความดันลบ ควบคุมแรงดันอากาศภายในห้องเป็นลบไม่น้อยกว่า 2.5 Pascal (Pa.)
อัตราการถ่ายเทอากาศในห้องไม่น้อยกว่า 12 ACH (Air exchanges per hour) และ อากาศที่ระบาย
ทิง้ ออกจากห้องผา่ นแผงกรองอากาศประสทิ ธภิ าพสงู (HEPA Filter) กอ่ นปลอ่ ยสบู่ รรยากาศ เพอื่ ป้องกนั
การแพรก่ ระจายเช้อื ทางอากาศจากภายในห้องผู้ปว่ ยสพู่ ้ืนท่อี น่ื ๆ ของสถานพยาบาล
- ให้แขวนป้าย Airborne Precautions ไวท้ ่ีหน้าหอ้ งแยก หรือที่เตียงผูป้ ว่ ย
- ให้บุคลากรทางการแพทย์สวมหน้ากาก Particulate Respirator ชนิด N95 หรือ FFP2 หรือ
FFP3 หรือ Powered Air - Purifying Respirators (PAPR) หรือเทียบเท่า ในกรณีเข้าไปดูแลผู้ป่วย
ติดเช้ือ (หรือสงสยั ว่าตดิ เชื้อ) ท่ีแพร่กระจายผ่านละอองฝอยเสมหะขนาดเลก็ (Airborne transmission)
- ไม่อนุญาตให้บุคลากรท่ีมีระดับภูมิคุ้มกันต�่ำ หรือกลุ่มติดเชื้อง่าย เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ เข้าเย่ียม
ผู้ป่วยตดิ เชือ้ (หรอื สงสัยว่าติดเชอื้ ) อสี กุ อีใส (Chickenpox) หดั (Measles)
- ไม่ควรเคล่ือนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องผู้ป่วยถ้าไม่จ�ำเป็น ในกรณีจ�ำเป็นต้องเคล่ือนย้ายผู้ป่วย
ออกนอกห้องผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยชนิด Surgical mask ไว้เสมอ เพ่ือป้องกันการแพร่
กระจายโรค
- ใช้มาตรการหลักสุขอนามัยของระบบทางเดินหายใจ (Respiratory hygiene and cough
etiquette) ในการดูแลผู้ป่วย กล่าวคือ เวลาไอต้องปิดปาก ปิดจมูกด้วยกระดาษช�ำระโดยต้องปิดทั้ง
จมูกและปากถึงคาง ทิ้งกระดาษช�ำระลงในถุงพลาสติก และปิดปากถุงให้สนิททุกคร้ังก่อนท้ิงลงถังขยะ
หลงั จากนนั้ ตอ้ งลา้ งมอื ให้สะอาดทันทที กุ คร้งั
มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อท่ีติดต่อผ่านทั้งทางการสัมผัสและละอองฝอยเสมหะ
(Combined Modes of Transmission)
เชื้อโรคบางประเภทมีกลไกการแพร่กระจายเช้ือผ่านได้ทั้งทางการสัมผัสและละอองฝอยเสมหะ
(Combined Modes of Transmission) ยกตวั อยา่ งเช่น
1. เช้ือท่ีกลไกแพร่กระจายเช้ือผ่านทางการสัมผัส (Contact Transmission) และละอองฝอย
เสมหะขนาดใหญ่ (Droplet Transmission) เชน่ เช้ือ Respiratory Syncytial Virus (RSV) แต่เน่ืองจาก
เชื้อ Respiratory Syncytial Virus (RSV) มีกลไกการแพร่กระจายโรคทางการสัมผัส (Contact)
มากกว่า ให้ใช้มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อที่ติดต่อทางการสัมผัส (Contact Precautions)
เปน็ หลกั
2. เช้ือท่ีกลไกแพร่กระจายเชื้อผ่านทางการสัมผัส (Contact Transmission) และละอองฝอย
ท่ีมีขนาดเล็ก (Airborne Transmission) เช่น เช้ืองูสวัดแบบแพร่กระจาย (Disseminated herpes
zoster) และ เช้ืองูสวัดเฉพาะท่ี (Localized herpes zoster) ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต�่ำ ให้ใช้
มาตรการปอ้ งกันการแพร่กระจายเชอื้ ท่ตี ดิ ต่อทงั้ ทางการสัมผสั (Contact Precautions) และละอองฝอย
96 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ท่มี ีขนาดเลก็ (Airborne Precautions) ส�ำหรบั เชอ้ื งูสวัดเฉพาะที่ (Localized herpes zoster) ในผปู้ ว่ ย
ทม่ี ีภาวะภมู คิ ุ้มกนั ปกติ สามารถใชม้ าตรการป้องกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ Standard Precautions ได้
3. เช้ือท่ีกลไกแพร่กระจายเช้ือผ่านทางการสัมผัส (Contact Transmission) และละอองฝอย
ทีม่ ีขนาดเล็ก (Airborne Transmission) ขณะทำ� หัตถการที่ก่อให้เกิดฝอยละออง (Aerosol-generating
procedures) เช่น เชื้อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์ส (Severe acute respiratory
syndrome ; SARS) และ COVID-19 อยา่ งไรก็ดี การศึกษาระยะหลังเรมิ่ พบว่า การแพรก่ ระจายของเชอื้
COVID-19 สามารถแพร่กระจายได้ท้ังทางละอองฝอยเสมหะขนาดใหญ่ (Droplet Transmission) และ
ละอองฝอยท่ีมขี นาดเลก็ (Airborne Transmission) หรือแมแ้ ต่ทางการสัมผัส (Contact Transmission)
ตารางที่ 1 แสดงหตั ถการทกี่ ่อให้เกิดฝอยละออง (Aerosol - generating procedures)
- การใสท่ อ่ ช่วยหายใจ (Tracheal intubation)
- การใช้เครือ่ งช่วยหายใจชนดิ ไม่ใสท่ อ่ (Non - invasive ventilation)
- การเจาะคอ (Tracheotomy)
- การทำ� CPR ข้นั ตอนการใชค้ วามดนั บวกในทางเดนิ หายใจเพ่อื เพ่มิ แรงดันก่อนใส่ทอ่ ช่วย
หายใจ (Manual ventilation before intubation)
- การส่องกลอ้ งตรวจหลอดลม (Bronchoscopy)
ที่มา : World Health Organization. How to perform a particulate respirator seal check
[Internet]. 2008 [cited 2021 Jan 17]. Available from: http://www.who.int/csr/
resources/publications/respiratorsealcheck/en/
มาตรการเพิม่ เตมิ พเิ ศษส�ำหรับเชือ้ อบุ ัติใหม่ (Enhanced Precaution for Special Pathogens)
เน่ืองจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เกิดเชื้ออุบัติใหม่ท่ีแพร่ระบาดได้ง่าย เป็นอันตรายร้ายแรง
ท�ำให้ผู้คนเสียชีวิตจ�ำนวนมาก เช่น อีโบลา (Ebola) COVID -19 จึงมีข้อแนะน�ำให้ใช้มาตรการเพ่ิมเติม
พิเศษ กล่าวคือ ให้ใช้ท้ังมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือที่ติดต่อทางการสัมผัส (Contact Precau-
tions) และ มาตรการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือท่ีติดต่อทางละอองฝอยเสมหะขนาดเล็ก (Airborne
Precautions) และ แนวปฏิบัติมาตรฐานในการป้องกันการติดเช้ือ (Standard Precautions) ร่วมกัน
เปน็ อย่างน้อยเสมอ
กล่มุ เส่ียงและการตรวจคัดกรองบคุ ลากรทางการแพทย์
การตรวจคัดกรองบุคลากรทางการแพทย์ เป็นกระบวนการหน่ึงท่ีส�ำคัญของการด�ำเนินงาน
อาชีวอนามัยในโรงพยาบาล นอกเหนือจากการสร้างเสริมส่ิงแวดล้อมของโรงพยาบาลให้ปลอดภัยต่อการ
ปฏิบัติงาน และการด�ำเนินการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ทั้งนี้ เพ่ือให้บุคลากร
มีความปลอดภยั จากความเสีย่ งในขณะปฏบิ ัตงิ าน และเพ่อื ให้ไดผ้ ลสมั ฤทธิ์ของงานที่มีคุณภาพ
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 97
การตรวจคดั กรองบุคลากรทางการแพทย ์ มีวัตถปุ ระสงค์ ดงั นี้
1. เพ่ือประเมินระดับภูมิคุ้มกันบุคลากรทางการแพทย์ และพิจารณาการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเช้ือ
กอ่ นขน้ึ ปฏบิ ัติงาน
2. เพ่อื อบรมให้ความรูแ้ ก่บุคลากรทางการแพทยด์ า้ นสขุ ภาพและความปลอดภัยในการทำ� งาน
3. เพื่อบริหารจัดการป้องกันโรคติดเช้ือในบุคลากรทางการแพทย์ท่ีติดต่อมาจากผู้ป่วย หรือ จาก
บุคลากรทางการแพทย์ด้วยกนั เองจากการปฏิบัติงาน
4. เพื่อให้ค�ำปรึกษาเฉพาะรายแกบ่ คุ ลากรทางการแพทย์ ตวั อย่างเช่น
- ความเสย่ี งการตดิ เชอื้ หลังถูกของมคี มทมิ่ ตำ� หรอื สัมผสั เลอื ดสารคดั หล่งั ผ่านทางเย่อื บคุ นไข้
- ประสทิ ธภิ าพและผลขา้ งเคยี งของยาป้องกนั หลงั สมั ผสั เชอ้ื ขณะปฏบิ ตั ิงาน
- โรคประจ�ำตัวของบุคลากรทางการแพทย์ที่อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสติดเช้ือและแพร่กระจาย
เช้ือหลังสมั ผัสโรค ได้แก่ ภาวะภมู คิ มุ้ กันต่ำ� จากโรคภูมิค้มุ กนั บกพรอ่ งหรอื การได้รบั ยากดภูมคิ ุม้ กัน ภาวะ
ตับอักเสบบเี รือ้ รงั ภาวะตับอักเสบซเี รอื้ รงั ภาวะต้ังครรภข์ องบุคลากร
การตรวจคัดกรองบคุ ลากรทางการแพทย์กอ่ นเริ่มงาน (Pre - placement medical evaluations)
บุคลากรทางการแพทย์ก่อนเร่ิมปฏิบัติงานทุกราย ควรได้รับการตรวจประเมินความพร้อมทาง
สุขภาพ (Fitness - for - Duty) และจัดท�ำประวัติการตรวจสุขภาพ (Employee’s medical history)
เพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วน เพ่ือใช้ประกอบการพิจารณาว่าบุคลากรมีสุขภาพแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันโรค
ที่จ�ำเป็นต่อการปฏิบัติงานในต�ำแหน่งที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ องค์ประกอบที่ส�ำคัญของการตรวจ
ประเมินความพร้อมทางสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเร่ิมงาน (Pre - placement medical
evaluations) ประกอบด้วย ประวัติสุขภาพของบุคลากร ลักษณะงานท่ีท�ำ การตรวจร่างกาย และ
ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบตั ิการ ดงั น้ี
1. ประวตั ิสุขภาพของบุคลากร (Employee’s medical history)
ประวัติสุขภาพของบุคลากรที่ส�ำคัญในงานอาชีวอนามัย ได้แก่ ประวัติโรคประจ�ำตัวที่สามารถ
ติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ประวัติการได้รับวัคซีนที่ผ่านมา โรคประจ�ำตัวท่ีเพิ่มโอกาสติดเช้ือจากการปฏิบัติงาน
เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ประวัติการใช้ยาหรือสารเสพติด แม้ว่าการได้
ประวัติอดีตจากบุคลากรทางการแพทย์ว่าเคยเป็นโรคติดต่อบางชนิด เช่น โรคสุกใส (Varicella) มาก่อน
จะท�ำให้น่าเชื่อถือได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นแล้ว แต่ในปัจจุบัน หน่วยงาน
ทางอาชีวอนามัยของโรงพยาบาลหลายประเทศไม่ยอมรับว่าประวัติอดีตจากการบอกเล่าหรือจ�ำได้เป็น
หลกั ฐานทเี่ พียงพอ จำ� เปน็ ตอ้ งขอเอกสารยนื ยนั ทางการแพทยป์ ระกอบด้วย หรือ หากไมแ่ น่ใจจะพจิ ารณา
ให้ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน จะเห็นได้ว่าการจัดท�ำเอกสารประวัติการตรวจสุขภาพ (Employee’s
medical history) ทคี่ รบถว้ น เปน็ สง่ิ ส�ำคัญในงานอาชีวอนามยั
98 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
2. ลักษณะงานท่ที �ำ (Job categories)
รายละเอียดการตรวจประเมินความพร้อมทางสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเร่ิมงาน
(Pre - placement medical evaluations) มีความแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงของบุคลากรทาง
การแพทย์ต่อการสัมผัสกบั ผปู้ ่วย โดยแบ่งบคุ ลากรทางการแพทย์ตามลักษณะงานทที่ �ำ (Job categories)
ออกเปน็ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1. กลุม่ ผู้สัมผัสกับผูป้ ่วยโดยตรง
2. กลมุ่ ผไู้ มไ่ ดส้ ัมผัสกับผ้ปู ่วยโดยตรง แตส่ มั ผัสกบั เลือดหรือสารคัดหลั่งของผ้ปู ่วย
3. กลุม่ ผ้ปู ฏิบตั ิงานด้านการประกอบอาหาร จัดเตรยี มอาหารให้ผปู้ ว่ ย
4. กลุ่มไมส่ ัมผสั กบั ผปู้ ว่ ย และ ไมส่ มั ผสั กบั เลอื ดหรือสารคัดหล่งั ของผปู้ ว่ ย
ตารางท่ี 2 ตัวอยา่ งงานแบ่งตามลกั ษณะงานท่ีทำ� (Job categories) ของบคุ ลากรทางการแพทย์
(ท่ีมา : สถาบันบ�ำราศนราดูร กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2559)
กลุ่ม ตวั อย่างต�ำแหนง่ งาน
กลุ่ม 1. ผู้สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง แพทย์ นิสิตแพทย์ พยาบาล นักศึกษาพยาบาล ผู้ช่วย
พยาบาล ทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ เภสัชกรผู้ปฏิบัติ
งานบนหอผู้ป่วย นักกายภาพบ�ำบัด นักศึกษากายภาพ
บ�ำบัด เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิค พนักงานเข็นเปล พนักงาน
ขับรถพยาบาล
กลุ่ม 2. ผู้ไม่ไดส้ มั ผัสกบั ผู้ปว่ ยโดยตรง แต ่ พนักงานประจำ� หอ้ งปฏิบัติการโรงพยาบาล พนกั งาน
สัมผสั กบั เลอื ดหรอื สารคัดหล่งั ของผู้ปว่ ย แผนกพยาธิวทิ ยา พนักงานแผนกกายวภิ าคศาสตร์
พนักงานแผนกธนาคารเลือด พนักงานแผนกซักฟอกผ้า
ของโรงพยาบาล พนกั งานท�ำความสะอาด พนกั งานขนขยะ
กลุ่ม 3. ผปู้ ฏิบตั งิ านดา้ นการประกอบ ผ้ปู ระกอบอาหาร พนักงานฝา่ ยโภชนาการ
อาหาร จดั เตรียมอาหารให้ผ้ปู ว่ ย
กลมุ่ 4. ผู้ไมส่ ัมผัสกบั ผูป้ ่วย และ ไม่สัมผสั พนักงานประจ�ำอาคารส�ำนกั งาน พนกั งานขับรถท่ัวไป
กบั เลือดหรอื สารคัดหลั่งของผปู้ ว่ ย พนักงานรกั ษาความปลอดภยั
3. การตรวจรา่ งกาย (Physical examination)
การตรวจร่างกายบุคลากร เพื่อประเมินสภาวะสุขภาพและความต้านทานต่อโรคติดเชื้อ ซึ่ง
สามารถตรวจประเมินความพร้อมทางร่างกายโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ หรือ แพทย์ประจ�ำตัวของ
บคุ ลากรทางการแพทย์นน้ั (ถา้ ม)ี
4. การตรวจทางห้องปฏบิ ตั กิ าร (Serology screening and laboratory evaluations)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือดประเมินระดับภูมิคุ้มกันในร่างกาย การตรวจ
ภาพถา่ ยรงั สที รวงอก การตรวจเพาะเช้ือและพยาธิในอจุ จาระ
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 99
ซักประวัติ ตรวจรา่ งกาย เพอ่ื ประเมินสภาวะภูมิคุ้มกนั โรค
โรคประจ�ำตวั การตดิ โรคติดเช้ือ และการได้รบั วคั ซนี
p
ลกั ษณะงานท่มี โี อกาสสัมผสั ผปู้ ่วย
หรอื สัมผสั เลือดหรอื สารคดั หล่งั ผ้ปู ว่ ย
p p p p
กลมุ่ 1 กลมุ่ 2 กล่มุ 3 กลุ่ม 4
p p p p
1. ตรวจภาพถา่ ย 1. ตรวจภาพถา่ ยรงั สี 1. ตรวจภาพถ่ายรังสี 1. ตรวจภาพถ่าย
รังสที รวงอก ทรวงอก ทรวงอก รงั สที รวงอก
2. ตรวจหาการติดเชอื้ 2. ตรวจหาการตดิ เช้อื 2. ตรวจหาแอนตบิ อดี้
ไวรัสตบั อกั เสบบี ไวรัสตับอักเสบบี ตอ่ การตดิ เช้อื
และหาภมู คิ ุม้ กัน และหาภมู ิคุม้ กันตอ่ ไวรัสตับอกั เสบเอ
ต่อไวรัสตับอกั เสบบี ไวรัสตบั อักเสบบี (anti - HAV IgG)
(HBsAg และ anti- (HBsAg และ anti- 3. ตรวจพยาธใิ น
HBsAb) HBsAb) อุจจาระและตรวจ
3. ตรวจหาภูมิคุม้ กนั เพาะเช้ืออุจจาระ
ตอ่ การติดเชอ้ื สกุ ใส
คางทมู หัด หัด
เยอรมัน (Varicella
IgG, Mumps IgG,
Measles IgG,
Rubella IgG)
แผนภูมทิ ่ี 1 รายละเอียดการตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมทางสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์
ก่อนเร่ิมงาน (Pre-placement medical evaluations) แบ่งตามลักษณะกลุ่มงานของ
บุคลากรทางการแพทย์ (ท่มี า: สถาบนั บ�ำราศนราดรู กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ
พ.ศ. 2559)
100 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
การปอ้ งกันการติดเช้อื และวัคซนี แต่ละชนิดสำ� หรบั บุคลากรทางการแพทย์
การป้องกันการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการให้ภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสมและ
ครอบคลุม จะช่วยลดการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อและลดการแพร่กระจายสู่ผู้ป่วยที่มารับบริการใน
โรงพยาบาล การตรวจเลือดคัดกรองระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของบุคลากรทางการแพทย์ควรมุ่งเน้น
ไปยงั โรคติดต่อท่พี บบ่อยจากการปฏิบตั ิงานในโรงพยาบาล การประเมินระดบั ภมู ิค้มุ กนั ของบุคลากร หาก
ไม่มีภูมิคุ้มกันจะให้วัคซีนก่อนขึ้นปฏิบัติงานตามกลุ่มเสี่ยงของบุคลากร และออกเอกสารหลักฐานบันทึก
การใหว้ ัคซีน (Documentation of immunizations) ไวเ้ สมอ
การป้องกันโรคและวัคซีนแต่ละชนิดส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ แบ่งตามความเสี่ยงท่ีจะ
ตดิ เชือ้ จากการปฏบิ ัตงิ านหรอื เส่ียงที่จะแพรเ่ ช้ือไปสผู่ ู้ป่วยของบคุ ลากรแต่ละกลุ่ม ดังน้ี
1. กลมุ่ ผ้สู ัมผสั กับผูป้ ่วยโดยตรง ควรได้รับวัคซนี ป้องกนั โรคไวรสั ตบั อักเสบบี (Hepatitis B) วคั ซนี
รวมป้องกนั โรคหดั (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) วัคซีนปอ้ งกันไข้หวัดใหญ่
(Influenza) วัคซนี ปอ้ งกันโรคสกุ ใส (Varicella) รวมถงึ วัคซนี ทีค่ วรพจิ ารณาให้แกบ่ คุ ลากรทางการแพทย์
ทุกรายท่ีสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงตามค�ำแนะน�ำปกติของค�ำแนะน�ำวัคซีนผู้ใหญ่ ได้แก่ วัคซีนรวมป้องกันโรค
คอตีบ - บาดทะยัก (Diphtheria, Tetanus ; dT) vaccine หรือ วัคซนี รวมป้องกนั โรคคอตบี -บาดทะยัก-
ไอกรนชนิดไรเ้ ซลลส์ ําหรับผู้ใหญ่ (Diphtheria, Tetanus, Pertussis ; DTaP) vaccine ซง่ึ ขน้ึ กับประวตั ิ
การไดร้ ับวคั ซนี ดังกลา่ วในอดตี
2. กลุ่มผู้ไม่ได้สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง แต่สัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหล่ังของผู้ป่วย ควรได้รับ
วัคซีนปอ้ งกนั โรคไวรสั ตบั อกั เสบบี (Hepatitis B virus) และ วัคซีนปอ้ งกันไขห้ วัดใหญ่ (Influenza) สว่ น
วคั ซีนอ่ืนๆ ใหพ้ จิ ารณาตามความเสี่ยงเฉพาะรายและความเหมาะสมของทรพั ยากร
3. กลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบอาหาร จัดเตรียมอาหารให้ผู้ป่วย ควรได้รับวัคซีนป้องกัน
โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A virus) ส่วนวัคซีนอ่ืนๆ ให้พิจารณาตามความเสี่ยงเฉพาะรายและ
ความเหมาะสมของทรัพยากร
4. กลุ่มไม่สัมผัสกับผู้ป่วย และ ไม่สัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ให้พิจารณาวัคซีน
ตามความเสีย่ งเฉพาะรายและความเหมาะสมของทรัพยากร
ในบทนี้ จะกล่าวถึง รายละเอียดการป้องกันและวัคซีนแต่ละชนิดส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ได้แก่ โรคไวรสั ตบั อักเสบบี (Hepatitis B Virus) โรคหดั (Measles) คางทมู (Mumps) และหดั เยอรมัน
(Rubella) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) วัคซีนป้องกันโรคสุกใส (Varicella) วัคซีนป้องกันโรคไอกรน
(Pertussis) และ การป้องกันและวคั ซนี แตล่ ะชนิดส�ำหรบั บคุ ลากรทางการแพทย์กลมุ่ เฉพาะเจาะจง ไดแ้ ก่
โรคไวรสั ตบั อกั เสบเอ (Hepatitis A Virus) โรคไขส้ มองอกั เสบ (Meningococcal disease)
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 101
1. การป้องกนั โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus) ในบคุ ลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงต่อการได้รับเช้ือเมื่อมีการสัมผัสเลือดและสารคัดหล่ังจาก
ผู้ป่วย รวมท้ังอุบัติเหตุทางการแพทย์ เช่น ถูกเข็มต�ำ โอกาสบุคลากรติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีข้ึนอยู่กับ
สถานะ HBsAg และ HBeAg ของแหล่งแพร่เช้ือ (Source of infection) ตัวเลขโอกาสติดเช้ือไวรัส
ตบั อกั เสบบีตามสถานะของแหลง่ แพร่เช้อื (Source of infection) จากรายงานการศกึ ษาวิจัย มีดังน้ี
- หากแหล่งแพร่เชื้อ (Source of infection) มีสถานะ HBsAg เป็นบวก และ HBeAg เป็นบวก
โอกาสตดิ เชอ้ื ไวรสั ตับอกั เสบบอี ยูท่ ่ีประมาณ 37 - 62 % โอกาสหลงั จากตดิ เชือ้ ไวรสั ตบั อักเสบบกี ลายเปน็
โรคไวรสั ตับอักเสบบีเรื้อรังซึ่งมีโอกาสกลายเป็นตบั แขง็ และมะเรง็ ในตบั ตอ่ ไป อยทู่ ่ี 22 - 31 %
- หากแหล่งแพร่เชื้อ (Source of infection) มีสถานะ HBsAg เป็นบวก และ HBeAg เป็นลบ
โอกาสเกดิ การตดิ เชอื้ ไวรัสตบั อักเสบบีลดเหลือประมาณ 23 - 37% โอกาสหลังจากติดเชื้อไวรัสตบั อกั เสบบี
กลายเปน็ โรคไวรัสตับอักเสบบีเรอ้ื รังอย่ทู ่ ี 1 - 6 %
บุคลากรทางการแพทย์ที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงในการติดเช้ือไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ เกิดใน
พื้นที่ท่ีมีความชุกโรคไวรัสตับอักเสบบีสูง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาเคมี
บ�ำบัด ได้รับการรักษาโรคไตเรื้อรังด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) ลักษณะงาน
(Job categories / Job description) มีการสมั ผสั เลอื ดและสารคดั หลง่ั จากผู้ปว่ ย
การป้องกนั ก่อนสัมผัสโรค (Pre-Exposure Prophylaxis)
วธิ ปี ้องกนั การตดิ เชอ้ื ไวรัสตบั อกั เสบบที ี่ดที สี่ ดุ คอื วัคซนี ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสขุ
ดำ� เนินการจดั หาและบรกิ ารวัคซีนพ้นื ฐานแหง่ ชาตทิ เ่ี ดก็ ไทยทกุ คนควรไดร้ ับ (The Expanded Program
on Immunization ; EPI Program) โดยเน้นวัคซีนป้องกันโรคท่ีเป็นปัญหาส�ำคัญ ส�ำหรับวัคซีน
ตับอักเสบบี กระทรวงสาธารณสุขก�ำหนดนโยบายเร่ิมฉีดวัคซีนดังกล่าวให้ทารกแรกเกิดทุกราย ตั้งแต่
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535
บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรงทุกรายควรได้รับการ
คัดกรองไวรัสตับอักเสบบีอีกคร้ังก่อนเร่ิมปฏิบัติงาน การตรวจติดตามเลือดหาภูมิคุ้มกัน Anti HBs ควร
ตรวจเป็นชนิด quantitative test (ระดับ Anti-HBs titer) การด�ำเนินการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับ
Anti-HBs titer และอายุของบุคลากรทางการแพทย์ ตามข้อแนะน�ำของกรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข ดังนี้
1. บคุ ลากรทางการแพทย์ท่ีเกิดกอ่ น พ.ศ. 2535
ให้สอบถามประวัติการได้รับวัคซีนในอดีต หากไม่เคยได้รับวัคซีนในอดีตหรือมีประวัติการรับ
วคั ซีนไมช่ ัดเจน ให้ตรวจ HBsAg และ Anti-HBs การแปลผล ดงั ตารางท่ี 3
102 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ตารางท่ี 3 การแปลผล HBsAg และ Anti-HBs และข้อบ่งช้กี ารใหว้ ัคซีนสำ� หรับบคุ ลากรทางการแพทย์
ท่ีเกิดก่อน พ.ศ. 2535 (ที่มา : ค�ำแนะน�ำการให้วัคซีนส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์และ
สาธารณสุข ภายใต้ค�ำแนะน�ำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ พ.ศ.
2554)
HBsAg Anti-HBs ข้อบง่ ชก้ี ารใหว้ ัคซนี ไวรสั ตบั อกั เสบบี
ลบ ลบ ฉีดวคั ซนี
บวก ลบ อาจเป็นพาหะของโรคไวรสั ตับอกั เสบบี
ลบ บวก ถอื ว่ามีภมู คิ ุ้มกนั แลว้ ไมต่ ้องฉดี วคั ซีน
2. บุคลากรทางการแพทย์ท่เี กดิ หลัง พ.ศ. 2535
สามารถฉีดวัคซนี ไวรัสตับบีได้ทงั้ 2 วธิ ี ดงั น้ี
วิธีที่ 1 ให้ฉีดวัคซีนตับอักเสบบีหน่ึงเข็ม และตรวจเลือดหา Anti HBs หลังฉีด 1 - 2 เดือน ถ้า
ภมู ิค้มุ กนั เป็นบวก (Anti-HBs ≥ 10 milli-international units/mL) ไม่ตอ้ งฉีดกระตุ้นเข็มทส่ี องและสาม
ซ่ึงจากการศึกษาวิจัย พบว่า บุคลากรทางการแพทย์หลังได้รับวัคซีนไวรัสตับบีโดยวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
เข็มเดียว พบภูมิคมุ้ กนั ตอ่ ไวรัสตบั อักเสบบีขน้ึ ในบคุ ลากร ร้อยละ 15 - 25
ในกรณบี คุ ลากรทางการแพทยไ์ ดร้ ับวคั ซีนตบั อักเสบบีกระตุ้นหนงึ่ เขม็ เจาะเลอื ดแล้วภมู ิคุ้มกันยัง
ไม่ขึ้น (Anti-HBs < 10 milli-international units/mL) ให้ฉีดวัคซีนไวรัสตับบีต่ออีก 2 เข็มท่ี 1 และ
6 เดือน แล้วตรวจเลือดหา Anti HBs หลังฉีด 1 - 2 เดือนอีกคร้ัง ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า บุคลากร
ทางการแพทยม์ ีภมู คิ ุ้มกนั ข้ึนหลงั ไดร้ บั วคั ซีนไวรสั ตับบโี ดยวิธนี ้ี รอ้ ยละ 50
หรือ วิธที ี ่ 2 ฉดี วัคซีนไวรัสตับอกั เสบบี 3 เข็ม (0, 1, 6 เดือน) ไปเลย แล้วตรวจเลอื ด Anti HBs
หลังฉดี เข็มสุดท้าย 1 - 2 เดอื น เพ่อื ให้มั่นใจวา่ มีภมู ิข้ึน
กลุ่มบคุ ลากรทางการแพทยท์ ีไ่ มต่ อบสนองตอ่ การฉีดวคั ซีนปอ้ งกนั โรคไวรัสตบั อักเสบบี
(Non - responders)
หลังจากบุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนตับอักเสบบีครบ 3 เข็ม แล้ว ตรวจเลือด Anti HBs
หลงั ฉดี เขม็ สดุ ทา้ ย 1 - 2 เดอื นไมพ่ บภูมคิ มุ้ กันต่อไวรัสตับอักเสบบี ให้ฉดี วคั ซนี ตับอักเสบบเี พมิ่ อกี 3 เข็ม
ท่ี 0, 1, 6 เดอื น แล้วตรวจเลือด Anti HBs หลงั ฉีดเขม็ สุดท้าย 1 - 2 เดือน โดยไมแ่ นะน�ำให้เจาะเลือด
ตรวจตดิ ตามระดบั ภมู ิคุ้มกนั Anti HBs ระยะเวลาเร็วกว่า 1 เดือนหลังจากได้วัคซนี ไวรัสตบั อกั เสบบีครบ
ทั้ง 3 โดสแล้ว ปัจจัยที่ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหลังได้รับ
วคั ซีนตบั อักเสบบคี รบ 3 เขม็ ไดแ้ ก่ อายุมาก มภี าวะภูมคิ มุ้ กันบกพรอ่ ง สบู บุหรี่ ภาวะน�้ำหนักตัวเกิน
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 103
ในกรณีท่ีผล Anti-HBs ยังเป็นลบหลังได้รับวัคซีน 6 เข็ม จัดเป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์
ที่ไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (Non - responders) ควรส่งตรวจ HBsAg,
Anti - HBc เพิม่ เติมเพอ่ื ประเมินสภาวะการตดิ เชื้อไวรัสตบั อกั เสบบี (HBV status) และหากบุคลากรกลมุ่
Non - responders มีการสมั ผัสโรคตอ้ งให้ Hepatitis B immunoglobulin (HBIG) แทน
การป้องกนั หลงั สัมผัสโรค (Post - Exposure Prophylaxis)
การป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post - Exposure Prophylaxis) ข้ึนกับระดับภูมิคุ้มกันต่อไวรัส
ตบั อักเสบบี (Anti - HBs level) แบ่งตามระดบั ภูมิค้มุ กนั โรคไวรัสตับอักเสบบี ดงั นี้
1. บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสโรคโดยไม่มีภูมิคุ้มกันโรคมาก่อน (Unimmunized or Incom-
pletely Immunized Healthcare Personnel) เช่น กรณีไม่เคยฉดี วัคซีน หรอื ฉีดวคั ซนี ยังไมค่ รบและ
ตรวจ Anti-HBs ใหผ้ ลลบ (Anti-HBs < 10 milli-international units /mL) บคุ ลากรควรได้รับ HBIG
ขนาด 0.06 มล./กก. ฉีดเข้ากลา้ ม โดยเรว็ หลังสมั ผัสโรคภายใน 24 ชัว่ โมง ห้ามช้าเกนิ 7 วนั พร้อมกับ
ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีโดสท่ี 1 คนละตําแหน่ง กับ HBIG และตามด้วยวัคซีนป้องกันไวรัส
ตบั อักเสบบโี ดสที่ 2 และโดสที่ 3 ตามล�ำดบั ที่ 1, 6 เดอื น
2. บุคลากรทางการแพทย์ท่ีสมั ผสั โรคในกลุ่มไมต่ อบสนองต่อวคั ซีนเลย (Known non-responders)
ให้ HBIG 2 คร้งั หา่ งกนั 1 เดือนแทน
3. บุคลากรทางการแพทย์ท่ีสัมผัสโรค โดยมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว (Immunized Healthcare
Personnel) ให้ตรวจระดับ Anti-HBs โดยเร็วหลังสัมผัสโรค โดยรายละเอียดการด�ำเนินการข้ึนอยู่กับ
ระดบั Anti-HBs จากการเจาะเลอื ด ดงั นี้
3.1 บคุ ลากรทางการแพทยท์ ม่ี ีระดับ Anti-HBs ≥ 10 milli - international units/mL ถอื ว่ามี
ภมู คิ ุม้ กนั ต่อไวรัสตับอกั เสบบแี ล้ว
3.2 บุคลากรทางการแพทย์ที่มีระดับ Anti - HBs < 10 milli-International units/mL ให้ถือ
เสมือนว่ายงั ไม่มีภมู คิ ้มุ กันตอ่ ไวรัสตับอักเสบบี และควรให้ HBIG 2 ครั้งห่างกนั 1 เดือนแทน
3.2.1 บุคลากรทางการแพทย์ที่มีระดับ Anti-HBs < 10 milli-international units/mL
หากมีประวัติเคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีครบ 3 โดส ที่ 0, 1, 6 เดือน มาก่อนหน้า แต่
ผลตรวจคร้ังนี้ยังไม่พบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี (Anti-HBs < 10 milli-international units/mL)
ให้ฉีดวัคซนี ปอ้ งกันไวรัสตับอักเสบบซี �้ำอกี 3 โดส ที่ 0, 1, 6 เดือน
3.2.2 บุคลากรทางการแพทย์ท่ีมีระดับ Anti-HBs < 10 milli-international units/mL
หากมีประวัติเคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีครบ 3 โดส ที่ 0, 1, 6 เดือน มาก่อน และตรวจ
ติดตาม Anti-HBs ที่เวลา 1 - 2 เดือน ผลเคยมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี (Anti-HBs ≥ 10 milli-
international units/mL) แต่ผลตรวจครัง้ นี้ไม่พบภูมคิ ้มุ กันตอ่ ไวรัสตบั อกั เสบบี (Anti-HBs < 10 milli-
international units/mL) บุคลากรควรไดร้ ับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบกี ระตนุ้ อีก 1 เขม็ และตรวจติดตาม
ระดับ Anti-HBs ซำ้� อกี 1 - 2 เดอื น
104 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
การควบคุมตดิ ตาม
บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี ณ วันที่สัมผัสเช้ือทุกราย ควรได้รับ
การตรวจตดิ ตาม HBsAg และ Anti-HBc ร่วมด้วย ณ เวลา 6 เดอื นนบั จากวันสมั ผัส เพื่อประเมนิ สถานะ
การตดิ เช้อื ไวรัสตบั อักเสบบี (HBV status) อีกครง้ั
เมื่อตรวจเลือดหา Anti HBs หลังฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี 1 - 2 เดือน หากภูมิคุ้มกันเป็นบวก
(Anti-HBs ≥ 10 milli-international units/mL) สามารถเชื่อมั่นได้ว่าสามารถป้องกันโรคได้ แม้ว่า
ภายหลังมาตรวจพบว่า Anti-HBs หายไปก็ตามไม่จ�ำเป็นต้องให้วัคซีน booster เพิ่ม ยกเว้นกลุ่มเส่ียง
ไดแ้ ก่ ภาวะภูมิคมุ้ กนั บกพร่อง และ บคุ ลากรทางการแพทยห์ ลงั สัมผสั ท่ยี ังไมม่ ีภมู ิคมุ้ กัน
2. การป้องกนั โรคหัด (Measles) คางทมู (Mumps) และ หัดเยอรมัน (Rubella) ในบคุ ลากรทาง
การแพทย์
บคุ ลากรทางการแพทย์ควรได้รบั การตรวจคดั กรองระดับภมู ิคุ้มกนั ตอ่ โรคหัด (Measles) คางทูม
(Mumps) และ หัดเยอรมัน (Rubella) หลักฐานท่ีแสดงว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด (Measles) คางทูม
(Mumps) และ หดั เยอรมนั (Rubella) แลว้ ไดแ้ ก่ ไดร้ บั วัคซนี MMR ครบ 2 ครั้ง หรอื ผลตรวจคัดกรอง
ทางห้องปฏิบัติการว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้แล้ว หากบุคลากรทางการแพทย์ผลตรวจขาดภูมิคุ้มกันเฉพาะ
Rubella ใหฉ้ ีดวคั ซีน MMR กระตนุ้ อย่างนอ้ ย 1 เขม็
การปอ้ งกนั ก่อนสัมผสั โรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
Trivalent MMR Vaccine 2 โดส คร้ังละ 0.5 ม.ล. ฉีดเข้าช้ันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous
injection) หา่ งกันอยา่ งนอ้ ย 28 วนั
การป้องกันหลังสมั ผสั โรค (Post - Exposure Prophylaxis)
บุคลากรท่ีสัมผัสโรคที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ให้ฉีดวัคซีน MMR ภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรค
วัคซีน MMR เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live vaccine) จึงห้ามฉีดในสตรีตั้งครรภ์ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วย
ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่�ำ ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง (Anaphylactic reaction) ต่อเจลาตินและ
นีโอมยั ซนิ เดก็ อายุน้อยกวา่ 12 เดอื น ซ่ึงในกรณผี มู้ ขี อ้ หา้ มของวคั ซนี ดงั กล่าวพจิ ารณาให้อิมมโู นโกลบลุ นิ
(immunoglobulin) ขนาด 400 มก. ต่อน�้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ภายใน 6 วันหลังสัมผัสโรคแทน ซ่ึง
พบวา่ สามารถป้องกันการตดิ เชือ้ และบรรเทาความรนุ แรงของโรคได้
บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับ Immunoglobulin หากไม่มีข้อห้ามรุนแรง ควรได้รับการ
ประเมินฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และ หัดเยอรมัน (Rubella) ร่วมด้วย
อีกคร้ังในเวลาต่อมา โดยก�ำหนดเว้นระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles) คางทูม
(Mumps) และ หัดเยอรมัน (Rubella) (MMR vaccine) และ Immunoglobulin ประเภทฉีดเข้ากล้าม
(Intramuscular immune globulin ; IGIM) อยา่ งนอ้ ย 6 เดอื น และ Immunoglobulin ประเภทฉดี
เข้าหลอดเลอื ดด�ำ (IVIG) อยา่ งน้อย 8 เดือน ตามล�ำดบั
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 105
การควบคมุ ติดตาม
บุคลากรทางการแพทย์หลังได้รับการฉีดวัคซีน MMR ครบ 2 โดสแล้ว ถือว่ามีภูมิคุ้มกันต่อ
โรคหดั (Measles) คางทูม (Mumps) และ หดั เยอรมนั (Rubella) ไมต่ อ้ งเจาะเลือดตรวจตดิ ตามระดบั
ภูมิคุ้มกัน โดยการศึกษาทางระบาดวิทยาจากหน่วยงาน CDC ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ในบุคลากร
ทางการแพทย์ท่ีภาวะภูมิคุ้มกันปกติ ระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และ
หัดเยอรมัน (Rubella) หลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดส จะขึ้นมากกว่า 99 % ดังน้ัน สามารถเชื่อมั่นได้ว่า
สามารถป้องกันโรคได้ แม้ว่าต่อมาอาจตรวจพบวา่ ระดับภมู คิ ุม้ กนั ต่อโรคหัด (Measles) คางทมู (Mumps)
และ หัดเยอรมัน (Rubella) หายไปก็ตาม
3. การป้องกันโรคไขห้ วัดใหญ่ (Influenza) ในบุคลากรทางการแพทย์
เช้ือไข้หวัดใหญ่เปน็ เชอื้ ที่แพรก่ ระจายงา่ ยในโรงพยาบาล แพรจ่ ากคนสู่คน ผา่ นทางละอองน�้ำมูก
น�้ำลายจากจมูกหรือปากผ่านทางการไอจาม ละอองเหล่าน้ีค่อนข้างหนัก ไปไม่ได้ไกล และจะตกลงสู่พ้ืน
อย่างรวดเร็ว ละอองเหล่านี้ยังตกลงสู่วัตถุและพื้นผิวต่างๆ เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู ราวจับ และเมื่อคน
เอามือไปจับพื้นผิวเหล่าน้ันแล้วมาจับตา จมูกหรือปาก ก็จะสามารถติดต่อได้อีกทาง หากบุคลากร
ทางการแพทย์มีเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็จะสามารถแพร่กระจายเช้ือสู่ผู้ป่วยและผู้ท่ีภาวะภูมิคุ้มต�่ำในโรงพยาบาล
เช่น กลุม่ เด็กเลก็ ผู้สูงอายุ ได้งา่ ย เกิดภาวะแทรกซ้อนรนุ แรงและเสยี ชีวิต บุคลากรทางการแพทยท์ ุกราย
จึงควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ประจ�ำปี เพ่ือป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
สู่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล บุคลากรดูแลในศูนย์ผู้สูงอายุ
และผูป้ ว่ ยท่ีต้องพักฟ้ืนระยะยาว
ซึ่งจากการศึกษาวิจัย พบว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) สามารถช่วยลดอัตรา
การเจบ็ ปว่ ยรนุ แรงและอัตราเสียชีวติ จากภาวะแทรกซ้อนโรคไข้หวดั ใหญ่ลงได้
ควรรณรงค์ให้บุคลากรทางการแพทย์รับการฉีดวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจ�ำทุกปี โดยเฉพาะ
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เน่ืองจากอาการป่วยของ
โรคไข้หวัดใหญ่กับ COVID-19 มีลักษณะคล้ายกันมาก และไม่สามารถแยกได้ด้วยอาการ ในช่วงที่
COVID-19 แพร่ระบาด หากมีการฉีดวัคซีนท่ีช่วยลดอัตราการป่วยไข้หวัดใหญ่ ก็จะช่วยลดความสับสน
กับ COVID-19 ลงได้ ช่วยลดภาระรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ลดความสับสนระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่กับ
COVID-19 และ ลดอุปสรรคในการป้องกนั และควบคมุ COVID-19 รวมถึงค่าใชจ้ ่ายในระบบสาธารณสุข
ทลี่ ดลงไปดว้ ย
การปอ้ งกนั กอ่ นสัมผัสโรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้ในประเทศไทยปัจจุบันเป็นชนิดเช้ือตาย (Inactivated vaccines) ชนิด
3 สายพันธุ์ (trivalent) หรือ 4 สายพันธุ์ (quadrivalent) ให้โดยการฉีดโดสละ 0.5 มล. เข้ากล้าม
(Intramuscular injection) ทุกปี ในบางประเทศให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นซ่ึงใช้พ่นทางจมูก
106 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
(Intranasal live attenuated influenza vaccine; LAIV) แต่วัคซีนชนิดเช้ือเป็นใช้ได้เฉพาะในคนที่มี
ภูมิคุ้มกนั ปกตทิ ี่มอี ายุระหวา่ ง 2 - 49 ปี และไมต่ งั้ ครรภ์
การปอ้ งกนั หลงั สัมผสั โรค (Post - Exposure Prophylaxis)
หากบุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นซึ่งใช้พ่นทางจมูก ให้งดการ
ปฏิบัติงานสัมผัสผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงอย่างน้อย 7 วัน นับจากวันได้รับวัคซีน
4. การปอ้ งกันโรคอสี ุกอีใส (Chickenpox) ในบคุ ลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยโดยตรงทุกรายควรมีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใส หลักฐานที่
แสดงว่าบุคลากรมภี ูมิคมุ้ กนั ต่อโรคอีสกุ อใี สแล้ว ไดแ้ ก่ มเี อกสารหลกั ฐานบันทกึ การให้วัคซนี (Documen-
tation of immunizations) วา่ เคยไดร้ บั วัคซีนปอ้ งกันอสี กุ อีใสแล้ว 2 โดส หรือ มีเอกสารทางการแพทย์
ยืนยนั ประวัตเิ คยปว่ ยด้วยโรคอีสกุ อีใส หรือ เจาะเลือดมภี ูมิคุ้มกันต่อเชือ้ อีสุกอใี สแล้ว (Positive varicella
titer)
การปอ้ งกันกอ่ นสมั ผัสโรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
Varicella Vaccine 2 โดส ครงั้ ละ 0.5 ม.ล. ฉดี เขา้ ช้ันใต้ผิวหนงั (Subcutaneous injection)
หา่ งกันอย่างนอ้ ย 4 - 8 สปั ดาห์ ไมแ่ นะนำ� ให้ตรวจติดตามภูมิคมุ้ กันตอ่ เชื้ออีสุกอใี สหลงั ไดร้ ับวัคซีนป้องกัน
อีสุกอีใสครบ 2 โดส จากการศึกษาวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีสุกอีใสหลังได้รับ
วัคซีนครบ 2 โดสมากกว่า 99 %
การป้องกันหลังสมั ผสั โรค (Post - Exposure Prophylaxis)
ควรมอบหมายให้บุคลากรทางการแพทย์ท่ีมีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสแล้ว ในการดูแลผู้ป่วย
อีสุกอใี ส ผปู้ ว่ ยงสู วัดแบบแพร่กระจาย และ ผู้ปว่ ยงสู วัดทม่ี ีภาวะภมู ิคมุ้ กันต่ำ� ในโรงพยาบาล และรบั การ
รักษาในห้องแยกแบบความดันลบ ใช้มาตรการดูแลผู้ป่วยแบบ Airborne precaution และ Contact
precaution
ประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella vaccine) ในการป้องกันการติดเชื้อหลัง
สัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis) พบว่าอยู่ที่ประมาณ 80 % และวัคซีนยังสามารถลดความ
รุนแรงของอาการโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ได้อีกด้วย ประสิทธิภาพสูงสุดของวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส
(Varicella vaccine) ควรให้ภายใน 3 วันหลังสัมผัสเช้ือ และ จากการศึกษาพบว่า วัคซีนยังอาจคง
ประสิทธิภาพสงู ถา้ ไดร้ บั วัคซนี หลังสมั ผสั เชอื้ ภายใน 5 วนั โดยรายละเอยี ดการดำ� เนินการแตกต่างกันตาม
สภาวะภมู คิ มุ้ กันตอ่ ไวรัสอีสกุ อใี สและประวตั จิ �ำนวนโดสท่เี คยได้รบั วัคซนี ป้องกันโรคอีสกุ อใี สในอดตี ดงั นี้
1. บุคลากรทางการแพทย์ทีส่ ัมผัสโรคอีสกุ อีใสและมีความเสย่ี งในการเกิดโรค (ไม่มภี ูมคิ ้มุ กนั ) ให้ฉดี
วัคซีนปอ้ งกนั โรคอสี ุกอีใส (Varicella vaccine) โดยเร็วภายใน 3 วนั หลังสัมผัสเชอื้
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 107
2. บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสโรคอีสุกอีใสและเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella
Vaccine) มาแล้ว 1 โดสแต่ยังไม่ครบ 2 โดส ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella vaccine) อีก
1 โดสโดยเรว็ ภายใน 3 - 5 วนั หลังสัมผสั เช้อื และห่างจากวัคซนี โดสแรกอยา่ งน้อย 4 สปั ดาห์
3. บุคลากรทางการแพทย์ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต�่ำ หรือ มีข้อห้ามต่อการได้รับวัคซีนป้องกันโรค
อีสุกอีใส เช่น ก�ำลังตั้งครรภ์ ท่ีสัมผัสโรคอีสุกอีใสและยังไม่มีภูมิคุ้มกัน พิจารณาให้ Varicella-zoster
immune globulin (VZIG) ทันทีภายใน 96 ช่ัวโมง หรือ อย่างช้าภายใน 10 วันหลังสัมผัสเช้ือ ขนาด
ยา VZIG ข้ึนกับน�้ำหนักตัว โดยผู้ใหญ่น�้ำหนักตัวมากกว่า 40 kg ให้ขนาด 625 ยูนิต ฉีดเข้ากล้าม หรือ
ถ้าไม่มี VZIG พิจารณาให้ Acyclovir หรือ Valacyclovir โดยเริ่มให้วันที่ 7 - 10 หลังสัมผัสเชื้อ ขนาด
800 mg วันละ 5 ครง้ั นาน 7 วนั หรือ Valacyclovir ขนาด 1 g วนั ละ 3 ครง้ั นาน 7 วัน
การควบคมุ ตดิ ตาม
บุคลากรทางการแพทยท์ ุกรายที่สัมผัสเชอื้ Varicella-Zoster ไดแ้ ก่ เชื้ออีสุกอีใส เช้ืองูสวัดแบบ
แพร่กระจาย หรือ สัมผัสผื่นงูสวัดทางผิวหนัง ควรได้รับการพิจารณาความเส่ียงท่ีจะเกิดโรค บุคลากร
ทางการแพทย์ท่ีจัดว่ามีความเส่ียงสูงในการเกิดโรคหลังสัมผัสเชื้อ Varicella-Zoster ได้แก่ บุคลากรที่ยัง
ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเช้ืออีสุกอีใส บุคลากรเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella vaccine) มาแล้ว
1 โดสแต่ยังไม่ครบ 2 โดส บุคลากรที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสโดสที่ 2 (Varicella vaccine)
หลงั จาก 5 วันนบั จากวนั สมั ผสั โรค บคุ ลากรที่มีความเสย่ี งสงู ดงั กล่าว ควรพิจารณาใหห้ ยดุ งานวนั ท่ี 8 - 21
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดโรคอีสุกอีใส ควรหยุดงานจนกว่าอาการจะหาย
และผ่ืนตกสะเก็ดจนหมด ซึ่งปกติจะใช้ระยะเวลานานประมาณ 5 วันนับจากวันเร่ิมมีอาการ เพ่ือป้องกัน
การแพร่กระจายเช้อื สู่ผู้ปว่ ยและบคุ ลากรทางการแพทย์ด้วยกนั เอง
บุคลากรทางการแพทย์กลุ่มหญิงต้ังครรภ์และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ได้รับการฉีด VZIG ซ่ึง
เป็นภูมิคุ้มกันชนิดรับมา (Passive Immunity) ควรได้รับการประเมินฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส
(Varicella vaccine) ซ่ึงเป็นภูมิคุ้มกันชนิดสร้างข้ึนเอง (Active Immunity) อีกคร้ังในเวลาต่อมา เช่น
หลงั คลอดบุตร หรือ หลังจากหยุดยากดภมู คิ ้มุ กนั แล้ว โดยเวน้ ระยะหา่ งระหว่างการฉดี VZIG และ วคั ซีน
ป้องกนั โรคอสี ุกอใี ส (Varicella vaccine) อย่างน้อย 5 เดอื น
5. การป้องกันโรคไอกรน (Pertussis) ในบคุ ลากรทางการแพทย์
บุคลากรทางการแพทย์ที่ท�ำงานสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงทุกราย ควรมีเอกสารหลักฐานบันทึกการให้
วัคซีน (Documentation of immunizations) ว่าเคยได้รับวัคซีนป้องกันไอกรนแล้ว อย่างไรก็ตาม
ไมต่ ้องตรวจคดั กรองภมู ิคุ้มกันตอ่ เช้ือไอกรนในบุคลากรทางการแพทย์
การป้องกันก่อนสัมผสั โรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
จากการศึกษาพบว่า ภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนไอกรนในช่วงวัยเด็กเร่ิมหายไปเมื่ออายุมากขึ้น
โดยพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไอกรน ในผู้ใหญ่เพียง 6 ราย จาก 100 ราย การแพร่กระจายของโรคไอกรนใน
โรงพยาบาลในคนไข้ผู้ใหญ่ จึงเป็นส่ิงท่ีพบได้ และมีรายงานว่าการระบาดในคนไข้ผู้ใหญ่ มีต้นเหตุการ
108 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ระบาดติดต่อจากผ้ปู ่วยหรือบุคลากรทางการแพทยด์ ว้ ยกนั เอง หนว่ ยงาน CDC ของประเทศสหรฐั อเมรกิ า
จงึ แนะน�ำให้บุคลากรทางการแพทยค์ วรไดร้ บั วคั ซีนป้องกันโรคไอกรนชนดิ ไร้เซลล์ในรปู ของวคั ซีน (Tdap)
1 โดสโดยเร็วเท่าท่ีเป็นไปได้ก่อนข้ึนปฏิบัติงาน โดยไม่ค�ำนึงระยะห่างได้รับภูมิคุ้มกันของโรคบาดทะยัก
(Td) โดสสดุ ทา้ ย หลงั จากนน้ั กระตนุ้ ภมู ิคุม้ กันของโรคบาดทะยัก (Td) ตามขอ้ แนะนำ� ปกติส�ำหรับผู้ใหญ่
ทกุ 10 ปีตอ่ ไป
การปอ้ งกนั หลังสัมผสั โรค (Post - Exposure Prophylaxis)
จากการศึกษาวิจัยพบว่า การให้ยาป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post - Exposure Prophylaxis)
สามารถช่วยยับยั้งการระบาด (Outbreak) ในโรงพยาบาลได้ เน่ืองจากข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์
ไม่เพียงพอเก่ียวกับประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ Tdap หรือ การให้ Immuno-
globlin ในการป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis) จึงแนะน�ำให้ยาปฏิชีวนะกลุ่ม
อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ขนาด 500 มิลลิกรัมในวันแรก แล้วตามด้วยขนาด 250 มิลลิกรัมวันท่ี
2 ถงึ 5 นาน 5 วนั หรือ คลาริโทรมยั ซนิ (Clarithromycin) ขนาด 500 มลิ ลิกรัม วนั ละ 2 ครงั้ นาน
7 วนั ร่วมดว้ ย
ในกรณีแพ้ยากลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มยาซัลฟา Trime-
thoprim-Sulfamethoxazole (TMP-SMX) ภายใน 21 วันก่อนหน้านับจากวันแรกท่ีผู้ป่วยมีอาการไอ
ขนาด Double Strength (DS: 160 mg/ 800 mg) ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน แก่
บุคลากรทางการแพทย์หลังสัมผัสโรคไม่มีอาการทุกรายท่ีมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคไอกรน จะช่วยป้องกัน
บุคลากรทางการแพทยไ์ มใ่ หเ้ กดิ อาการได้
การควบคุมตดิ ตาม
การพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันไอกรนหลังสัมผัสเชื้อใช้หลักการเดียวกันกับการฉีดวัคซีนป้องกัน
ไอกรนก่อนสัมผัสเชอ้ื ดังกลา่ วข้างต้น
วคั ซีนสำ� หรับบคุ ลากรทางการแพทย์กลมุ่ เฉพาะเจาะจง (Specified Settings)
1. การป้องกนั โรคไวรัสตบั อักเสบเอ (Hepatitis A)
แนะน�ำให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) แก่บุคลากรผู้ประกอบอาหารหรือ
สัมผัสอาหารผู้ป่วย เช่น บุคลากรแผนกโภชนาการ ท่ีผลตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการไม่พบภูมิคุ้มกัน
ต่อเช้ือไวรสั ตบั อกั เสบเอ (Anti-HAV IgG)
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะน�ำให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) แก่บุคลากรทาง
การแพทย์เป็นประจ�ำทุกราย เนื่องจากการติดเช้ือโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ในโรงพยาบาล
พบน้อย พบการระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) สัมพันธ์กับอาหารและน�้ำดื่มที่มีการ
ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) สุขอนามัยผู้ประกอบอาหารและสถานที่ประกอบอาหาร
ไมถ่ กู สุขลักษณะ
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 109
การปอ้ งกนั กอ่ นสมั ผสั โรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
Hepatitis A vaccine ฉีดคร้ังละ 1 มล. เข้ากล้าม (Intramuscular injection) 2 ครั้ง ห่างกนั
6 - 12 เดอื น
การป้องกันหลังสมั ผัสโรค (Post - Exposure Prophylaxis)
ในกรณีพบบุคลากรติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ในแผนกโภชนาการหรือโรงอาหาร
ของโรงพยาบาล (Institutional cafeterias) ควรให้การปอ้ งกนั หลังสมั ผสั โรค (Post-Exposure Prophy-
laxis) แก่บุคลากรท่ีท�ำงานแผนกโภชนาการเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากบุคลากรผู้ติดเช้ือมีอาการ
ท้องเสียรว่ มด้วย และเปน็ ต�ำแหน่งผูป้ ระกอบอาหารโดยตรง
รายละเอียดการให้วัคซีนป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis) แบ่งตามอายุ
และระดับภูมิคมุ้ กนั ของบุคลากร ดงั นี้
1. บุคลากรระดับภูมิคุ้มกันปกติ (Healthy) อายุไม่เกิน 40 ปี ให้ Hepatitis A vaccine ครั้งละ
1 มล. ฉีดเขา้ กล้าม (Intramuscular injection) 1 ครั้ง
2. บคุ ลากรระดบั ภมู ิคุ้มกันปกติ (Healthy) อายุมากกว่า 40 ปี ให้ Hepatitis A vaccine คร้งั ละ
1 มล. ฉดี เข้ากล้าม (Intramuscular injection) 1 ครั้ง ร่วมกบั Immunoglobulin ขนาด 0.1 มล. ตอ่
น�้ำหนกั ตัว 1 กโิ ลกรมั ฉีดเข้ากลา้ ม (Intramuscular injection) โดยแยกฉีดเข้ากลา้ มเนื้อคนละต�ำแหนง่
ภายใน 1 เดือนหลงั สัมผัสเชือ้
3. บุคลากรระดับภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunocompromised) หรือ มีโรคประจ�ำตัวเป็นโรคตับ
เรือ้ รงั (Chronic liver disease) ให้ Hepatitis A vaccine ครั้งละ 1 มล. เข้ากลา้ ม (Intramuscular
injection) 1 ครั้ง ร่วมกับ Immunoglobulin ขนาด 0.1 มล. ต่อน้�ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแยกฉีด
เข้ากลา้ มเนอื้ คนละต�ำแหน่ง ภายใน 1 เดือนหลังสัมผัสเช้อื
ในกรณีของการป้องกันหลังสัมผัสโรค (Post-Exposure Prophylaxis) ไม่จ�ำเป็นต้องให้
Hepatitis A vaccine โดสที่ 2 ยกเวน้ หากต้องการใหเ้ กดิ ภมู คิ มุ้ กนั ระยะยาว (Long-term immunity)
แนะนำ� ให้ Hepatitis A vaccine โดสที่ 2 อกี 1 โดส ทรี่ ะยะห่างจากโดสแรก 6 - 12 เดือน
การควบคมุ ตดิ ตาม
บุคลากรทางการแพทย์ระดับภูมิคุ้มกันปกติ (Healthy) ท่ีได้รับ Hepatitis A vaccine จ�ำนวน
2 คร้ัง หา่ งกนั 6- 12 เดือนแลว้ ไมต่ อ้ งตรวจติดตามค่าภูมิคุ้มกันตอ่ เชื้อไวรสั ตับอักเสบเอ (Anti-HAV IgG)
อีก เน่ืองจากการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอครบ 2 โดส ถือว่าเกิดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต (Lifelong
immunity)
2. การปอ้ งกนั โรคเยือ่ หุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกคอคคัส (Meningococcal Disease)
ไม่แนะน�ำให้วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบแก่บุคลากรทางการแพทย์เป็นประจ�ำทุกราย
เนื่องจากการติดเช้ือโรคเย่ือหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกคอคคัส (Neisseria meningitidis) ใน
110 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
โรงพยาบาลพบได้น้อยมาก การแพร่กระจายของเชื้อนี้ผ่านทางการสัมผัสสารคัดหล่ังระบบทางเดินหายใจ
การป้องกันที่ส�ำคัญอันดับแรก คือ ป้องกันบุคลากรสัมผัสเชื้อทางละอองในอากาศจากผู้ป่วย แนะน�ำให้
วคั ซีนป้องกันโรคเย่ือหมุ้ สมองอักเสบแก่
1. บุคลากรทางการแพทย์ท่ีท�ำงานกับเช้ือ Neisseria meningitidis เป็นประจ�ำภายในห้อง
ปฏิบตั ิการ และ
2. บุคลากรทางการแพทย์ที่มีโรคประจ�ำตัวบางชนิด ได้แก่ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่ก�ำเนิด
ประเภท Complement component deficiencies ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการไม่มีม้ามหรือการ
ทำ� งานของม้ามผดิ ปกติ (Anatomic asplenia or functional asplenia)
การปอ้ งกันก่อนสมั ผสั โรค (Pre - Exposure Prophylaxis)
วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิด 4 สายพันธุ์ (Meningococcus quadrivalent
conjugate vaccine ; MenACWY) ฉีดครงั้ ละ 0.5 มล. เขา้ กลา้ ม (Intramuscular injection) 1 ครงั้
ส�ำหรับบุคลากรท่ีมีความเสี่ยงจากการท�ำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ท�ำงาน
กับเชอื้ Neisseria meningitidis ภายในห้องปฏิบัติการ ฉดี วัคซนี MenACWY กระต้นุ ทุก 5 ปี
และ / หรือ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเย่ือหุ้มสมองอักเสบชนิด Meningococcal serogroup B
vaccine ซง่ึ มรี ายละเอียดการใหว้ คั ซีนชนิด Meningococcal serogroup B vaccine แตกตา่ งกันตาม
ยี่หอ้ วคั ซนี ดงั นี้
- MenB-4C (Bexsero) การฉีดวัคซีนชุดแรก (Primary series) ให้ 2 โดส ห่างกัน 1 เดือน
หรือ MenB-FHbp (Trumenba) การฉีดวัคซีนชุดแรก (Primary series) ให้ 3 โดส ที่ 0, 1 - 2 เดือน
และ 6 เดอื น
ข้อควรระวังการให้วัคซีนชนิด Meningococcal serogroup B vaccine แก่หญิงตั้งครรภ์
เนื่องจากผลการศึกษาด้านความปลอดภัยของวัคซีนชนิดน้ียังไม่ชัดเจน วัคซีนชนิด Meningococcal
serogroup B vaccine ยห่ี อ้ MenB-4C (Bexsero) และย่ีหอ้ MenB-FHbp (Trumenba) ไมส่ ามารถ
ใช้ทดแทนสลับกันได้ ในบุคลากรท่ีมีความเสี่ยงจากการท�ำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น บุคลากรทางการ
แพทย์ท�ำงานกับเชื้อ Neisseria meningitidis ภายในห้องปฏิบัติการ ควรให้วัคซีน Meningococcal
serogroup B vaccine ฉดี กระตุ้นครั้งแรกหลงั วัคซนี ชดุ แรก (Primary series) ครบ 1 ปี หลงั จากนัน้
ฉดี กระตนุ้ ทกุ 2 - 3 ปี
การปอ้ งกนั หลังสัมผสั โรค (Post - Exposure Prophylaxis)
บุคลากรห้องปฏิบัติการผู้ท�ำงานกับเชื้อ Neisseria meningitidis กรณีเกิดโรคระบาด (Out-
break) ในองค์กรหรือสถาบันห้องปฏิบัติการน้ัน (เกณฑ์การระบาด : พบบุคลากรทางการแพทย์ใน
สถานท�ำงานแห่งเดียวกันติดเช้ืออย่างน้อย 2 - 3 ราย ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา) ควรให้วัคซีนป้องกันโรค
เย่ือหุ้มสมองอักเสบแก่บุคลากรในสถานท่ีท�ำงานเดียวกันทุกราย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเช้ือ และ
ลดจำ� นวนบคุ ลากรทีจ่ ะรบั เชือ้ มาจากบคุ ลากรติดเชื้อกลมุ่ แรก (Secondary cases)
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 111
บุคลากรทางการแพทย์ท่ีสัมผัสเช้ือ Neisseria meningitidis โดยตรง (Direct exposure)
ในปริมาณมากผ่านทางละอองเสมหะในอากาศของผู้ป่วย เช่น จากการท�ำหัตถการดูดเสมหะ (Suction)
หรือ ใส่ท่อช่วยหายใจ (Intubation) ควรได้รับยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antimicrobial prophylaxis)
ได้แก่ Rifampin ขนาดรับประทาน 600 มก. ทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 2 วัน รวมเป็น 4 โดส (ห้ามให้
Rifampin ในหญงิ ตงั้ ครรภ์เนือ่ งจากมีการศึกษาถงึ Teratogenic effects อาจท�ำใหท้ ารกในครรภ์พิการ)
หรอื Ciprofloxacin ขนาดรบั ประทาน 500 มก. ครัง้ เดียว หรอื Ceftriaxone ขนาด 250 มก. 1 โดส
ฉดี เขา้ กลา้ ม (Intramuscular injection) ร่วมด้วย โดยให้ภายใน 24 ชวั่ โมงหลังสมั ผสั เช้ือ ไม่มีหลักฐาน
วา่ การให้ยาปฏชิ วี นะป้องกัน (Antimicrobial prophylaxis) ดังกลา่ วจะสามารถปอ้ งกันโรคเย่ือหุ้มสมอง
อักเสบจากเชอื้ เมนิงโกคอคคัส (Neisseria meningitidis) หากใหห้ ลงั จาก 14 วนั นับจากวันสัมผสั เช้ือ
การควบคมุ ตดิ ตาม
บุคลากรทางการแพทย์ท่ีสัมผัสใกล้ชิด (Close contacts) กับผู้ป่วยยืนยันเช้ือ Neisseria
meningitidis จัดเป็นบุคลากรกลุ่มเส่ียงที่จะเกิดโรคโดยติดเชื้อมาจากบุคลากรกลุ่มแรก (Secondary
cases) ควรติดตามเฝ้าระวังเป็นเวลา 10 วันนับจากวันสัมผัส และควรให้ความรู้แก่บุคลากรกลุ่มผู้สัมผัส
ใกล้ชิด (Close contacts) เก่ียวกับอาการและอาการแสดงของโรคเย่ือหุ้มสมองอักเสบเพ่ือเฝ้าระวัง
อาการ ซงึ่ หากเกิดอาการจะเขา้ รับการรักษาอยา่ งทนั ทว่ งที
อุปกรณป์ ้องกันการติดเชือ้ สำ� หรับบคุ ลากรทางการแพทย์ (Personal protective equipment - PPE)
การใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคลส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
ถูกต้องตามหลักการจะช่วยป้องกันบุคลากรทางการแพทย์จากการติดเชื้อ อีกท้ังยังช่วยป้องกันการแพร่
กระจายโรคสู่ผู้อืน่ และสงิ่ แวดล้อมไดอ้ ีกดว้ ย
อปุ กรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำ� หรบั บคุ ลากรทางการแพทย์ ประกอบดว้ ย
1. เคร่ืองป้องกันดวงตา
2. อปุ กรณ์ปอ้ งกันระบบทางเดินหายใจ
3. ถุงมือ
4. เสื้อคลมุ (ผา้ กนั เปอ้ื น)
1. เครอ่ื งปอ้ งกันดวงตา
เครื่องป้องกันดวงตา ได้แก่ แว่นครอบตา (Goggles) และ/หรือ แผ่นใสป้องกันใบหน้า (Face
shield) เป็นอปุ กรณ์เพือ่ ป้องกันไมใ่ ห้เลอื ดหรอื สารคัดหล่งั กระเดน็ เขา้ ตาบคุ ลากรทางการแพทย์ ตัวอยา่ ง
เชน่ ใช้ในงานทันตกรรม ผา่ ฟัน เยบ็ แผล การเก็บส่งิ ส่งตรวจทางจมกู และปาก (Swab) เชอ้ื COVID-19
แว่นสายตาไม่สามารใช้ป้องกันการติดเชื้อแทนแว่นครอบตา (Goggles) หรือ แผ่นใสป้องกัน
ใบหน้า (Face shield) ได้ เคร่ืองป้องกันดวงตาท่ีดีควรมีขนาดเหมาะกับใบหน้าและมีคุณสมบัติป้องกัน
การเกดิ ฝ้าบนผวิ หน้าด้านในฟลิ ม์ (Anti - fog) เพอ่ื การมองเห็นท่ชี ัดเจนขณะปฏิบัตงิ าน
112 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ก่อนถอดเคร่ืองป้องกันดวงตาให้ล้างมือก่อนโดยไม่จับส่วนนอกของแว่นตา เพราะเป็นบริเวณท่ี
อาจมีการปนเปื้อนของเช้ือโรค หลังใช้งานเคร่ืองป้องกันดวงตาเสร็จจ�ำเป็นต้องมีการล้างท�ำความสะอาด
และฆา่ เช้อื ก่อนนำ� กลับมาใชใ้ หม่
2. อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ
อุปกรณ์ป้องกนั ระบบทางเดนิ หายใจ แบ่งเปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี
1. หนา้ กากอนามัยทางการแพทย์ (Medical Mask หรือ Surgical Mask) ไดแ้ ก่ หนา้ กากท่ใี ช้
ขณะผ่าตัด หรือ ท�ำหัตถการต่างๆ หน้ากากประเภทนี้ผ่านการทดสอบด้วยวิธีมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน
ASTM F2100 หรือ มาตรฐาน EN 14683 หรือมาตรฐานเทยี บเทา่ เพ่ือให้เกดิ คณุ สมบัติท่เี หมาะสม ดงั น้ี
- มปี ระสทิ ธิภาพของการกรองอากาศ (Filtration Efficiency)
- ผูใ้ สส่ ามารถหายใจไดส้ ะดวกขณะปฏิบัตงิ าน (Breathability)
- มคี ุณสมบตั ิกนั นำ้� และสารคดั หลง่ั
2. อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจชนิดกรองอนุภาค (Particulate Respirator หรือ
Filtering facepiece respirator - FFR) ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าอย่างน้อยหน้ากาก N95 หน้ากาก
ประเภทนี้ผ่านการทดสอบด้วยวิธีมาตรฐานของสถาบันอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (US National
Institute for Occupational Safety and Health - NIOSH) ซ่ึงเปน็ หน่วยงานภายใต้การกำ� กับดูแล
ของศูนย์ควบคมุ และป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention - CDC) ของประเทศ
สหรัฐอเมริกา หรือหน้ากาก FFP2 ซึ่งผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของยุโรป หรือมาตรฐานเทียบเท่า
ของประเทศอื่น โดยมาตรฐาน NIOSH 42 CFR Part 84 ก�ำหนดให้หน้ากาก US N95 FFR ต้อง
สามารถกรองอนภุ าคอย่างนอ้ ย 95 % NaCl particles และ มาตรฐาน FFP2 ของยโุ รป กำ� หนดให้ตอ้ ง
สามารถกรองอนุภาคอย่างนอ้ ย 94 % solid NaCl particles and oil droplets อุปกรณ์ป้องกนั ระบบ
ทางเดินหายใจชนิดกรองอนุภาค (Particulate Respirator หรอื Filtering facepiece respirator - FFR)
จำ� เป็นตอ้ งรับรองเรือ่ งความสะดวกในการหายใจดว้ ย
ขอ้ บ่งชก้ี ารใช้อุปกรณป์ ้องกันระบบทางเดินหายใจ
1. เมือ่ ตอ้ งสมั ผัสเลอื ด หรอื สารคดั หลั่งตา่ งๆ ของผปู้ ว่ ย
2. เม่ือต้องท�ำหัตถการปลอดเช้ือ เช่น หัตถการใส่สายสวนทางหลอดเลือดด�ำส่วนกลาง (Central
line insertion) หัตถการผ่าตัดต่างๆ
3. เม่ือต้องสัมผัสผู้ป่วยท่ีแพร่กระจายเช้ือทางละอองฝอยที่มีขนาดเล็ก (Airborne transmission)
เช่น เช้ือวัณโรคปอด (Mycobacterium tuberculosis) โดยให้เลือกใช้อุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดิน
หายใจชนิดกรองอนุภาค (Particulate Respirator หรือ Filtering facepiece respirator - FFR)
เทยี บเท่าอยา่ งนอ้ ยหนา้ กาก N95
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 113
นอกจากนี้ ผู้ป่วยด้วยโรคท่ีแพร่กระจายเช้ือทางละอองฝอยที่มีขนาดเล็ก (Airborne transmis-
sion) และ ละอองเสมหะขนาดใหญ่ (Droplet transmission) ต้องสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์
(Surgical Mask) ทุกครัง้ เมอื่ ออกจากหอ้ งผู้ป่วย เพอ่ื ป้องกนั การแพร่กระจายของเชอื้ โรคส่ผู ้ปู ่วยอ่นื และ
บคุ ลากรทางการแพทย์
ข้อพึงระวังการใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ท่ีใช้อุปกรณ์ป้องกัน
ระบบหายใจชนิดกรองอนุภาค N95 ไดแ้ ก่
1. บุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรไว้หนวดเคราขณะใส่อุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจ เพราะ
จะสง่ ผลให้อากาศร่ัวตามขอบหน้ากากได้
2. บุคลากรทางการแพทย์ผู้มีโรคประจ�ำตัวหัวใจและหลอดเลือดและโรคระบบทางเดินหายใจ ควร
ปรึกษาแพทย์ประจ�ำตัวหากจ�ำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจชนิดกรองอนุภาค N95 เป็นระยะ
เวลานาน เนอ่ื งจากอาจท�ำใหห้ ายใจไดล้ ำ� บาก
3. อปุ กรณ์ปอ้ งกนั ระบบหายใจชนิดกรองอนุภาค N95 บางประเภทออกแบบใหม้ ีวาล์ว (Exhalation
valve) รว่ มดว้ ย เพ่ือใหห้ ายใจออกสะดวกขนึ้ อย่างไรก็ดี หา้ มใช้ N95 ประเภทมีวาล์วในการท�ำหตั ถการ
ปลอดเช้ือ (Sterile conditions)
เสือ้ คลุม (ผา้ กันเปือ้ น)
แนวปฏิบตั กิ ารใชเ้ สื้อคลมุ (ผ้ากนั เป้อื น) ดงั นี้
1. คุณสมบัติของเส้ือคลมุ (ผา้ กันเป้ือน) ตอ้ งมแี ขนยาวและกนั น�้ำ หากเสอ้ื คลมุ ทใี่ ช้เป็นชนดิ ไม่กนั น้�ำ
ให้คาดผ้ากนั เปือ้ นชนิดกนั นำ้� ทบั เสมอ
2. สวมเสื้อคลุม (ผ้ากันเปื้อน) เม่ือต้องสัมผัส หรือคาดว่าจะสัมผัส เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ หรือ
สารคดั หล่งั ของผ้ปู ่วย
3. ถอดเสื้อคลุม (ผ้ากันเปื้อน) อย่างระมัดระวัง และอย่าจับด้านนอกของเสื้อคลุมเพราะเป็นด้าน
เปื้อนเชื้อโรค วิธีการถอดให้ม้วนเสื้อคลุมด้านนอกซึ่งเป็นด้านที่เปื้อนเข้าไปด้านใน แล้วท้ิงถังขยะปิดฝา
มิดชดิ
4. เส้ือคลุม (ผ้ากันเปื้อน) ต้องใช้คร้ังเดียวทิ้ง ห้ามน�ำมาใช้ซ�้ำแม้ใช้กับผู้ป่วยรายเดิมก็ตาม เพ่ือ
ป้องกันการแพรก่ ระจายของเช้อื โรค
ถุงมือ
โดยทว่ั ไป ถุงมือมี 3 ประเภท ได้แก่
1. ถงุ มือประเภทสะอาด (Nonsterile gloves หรอื Examination gloves) ใชใ้ นการตรวจผู้ป่วย
และการพยาบาล ไม่จำ� เปน็ ตอ้ งปราศจากเชอ้ื
114 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
2. ถุงมือปราศจากเช้ือ (Sterile gloves) ใช้ในหัตถการท่ีต้องการสภาวะปราศจากเช้ือ (Sterile
conditions) เชน่ การใส่สายสวนทางหลอดเลือด การสวนปสั สาวะ การผา่ ตัด
3. ถุงมือประเภทใช้งานท่ัวไป (Heavy duty gloves) เป็นถุงมือที่มีความหนาและคงทน ใช้ล้าง
เครื่องมือแพทย์ ท�ำความสะอาดพ้ืนห้องผู้ป่วย ท�ำความสะอาดบริเวณที่เปื้อนเลือดและสารคัดหล่ังของ
ผปู้ ่วย
ทั้งถุงมือประเภทสะอาด (Nonsterile gloves) และปราศจากเชื้อ (Sterile gloves) เป็นชนิด
ใชค้ รั้งเดยี วท้งิ (Disposable) ขณะทีถ่ งุ มือประเภทใชง้ านท่ัวไป (Heavy duty gloves) สามารถทำ� ความ
สะอาดแล้วน�ำใช้ซ้�ำได้ ถุงมือท้ัง 3 ประเภทมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เพื่อป้องกันการติดเช้ือ การใช้
ถุงมือมแี นวปฏิบัติ ดงั นี้
ขอ้ บง่ ชก้ี ารใชถ้ งุ มอื
1. เมือ่ ต้องท�ำงานสัมผสั เลือด ปัสสาวะ อุจจาระหรอื สารคัดหล่ังของผู้ปว่ ย
2. เมือ่ ทำ� หตั ถการกบั เชื้อท่ีแพร่กระจายทางการสมั ผสั
3. เมอ่ื ต้องดแู ลผ้ปู ่วยโรคติดต่อหรือผปู้ ว่ ยดื้อยาหลายขนาน
4. เมือ่ บคุ ลากรมีแผลท่ีมอื
5. เมอ่ื ทำ� ความสะอาดผ้ปู ว่ ย เครือ่ งมอื อปุ กรณ์ เคร่ืองมอื แพทย์ ตลอดจนห้องผปู้ ่วยและสิง่ แวดล้อม
รอบตัวผปู้ ่วย
วิธปี ฏบิ ัติการสวมและถอดถุงมือ
1. ล้างมือกอ่ นสวมถุงมอื
2. เม่อื สวมถงุ มือแลว้ ให้ตรวจดอู ีกคร้ังว่าถุงมือฉกี ขาดหรือมรี อยรั่วหรือไม่
3. ถอดถุงมอื หลงั สัมผัสผปู้ ่วยหรือส่ิงคัดหล่ังของผูป้ ่วย หลงั สมั ผัสส่งิ แวดล้อมรอบตัวผปู้ ่วย
4. หลังถอดถุงมือต้องล้างมืออีกคร้ัง และขณะถอดถุงมือต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสด้านนอกถุงมือ
เพอ่ื ป้องกันการปนเปื้อนบนเส้อื ผา้ ทส่ี วมใส่หรอื ผวิ หนงั
ขอ้ พงึ ระวงั การใช้ถุงมือ
1. การสวมถุงมือไม่สามารถทดแทนการท�ำความสะอาดมือ (Hand Hygiene) ได้ เน่ืองจากขณะ
ถอดถุงมือ อาจเกดิ ถงุ มือฉกี ขาดและปนเปอ้ื นผิวหนัง
2. ห้ามน�ำถุงมือท่ีใช้ท�ำหัตถการผู้ป่วยรายหนึ่งไปใช้กับผู้ป่วยอีกราย เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
เชือ้
3. ในผู้ป่วยรายเดียวกัน ควรเร่ิมใช้ถุงมือจากบริเวณอวัยวะสะอาด เช่น ใบหน้า ก่อนไปบริเวณ
อวัยวะสกปรก เช่น ฝีเย็บ กรณีหากเร่ิมตรวจจากบริเวณอวัยวะสกปรกก่อนให้เปลี่ยนถุงมือคู่ใหม่ก่อนจะ
ท�ำการตรวจบรเิ วณอวัยวะสะอาดเพื่อปอ้ งกันการปนเป้ือนข้ามอวยั วะ (Cross-contamination of body
sites)
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 115
ตารางท่ี 4 การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล (PPE) ตามลักษณะการแพร่กระจายของ
เชือ้ (Transmission - based precautions)
ประเภท Contact precautions Droplet Airborne precautions
precautions
หอ้ งแยก - ควรเป็นหอ้ งเด่ยี ว - ควรเป็นห้องเด่ียว - ห้องแยกผู้ปว่ ยตดิ เช้อื ทางอากาศ AIIR
(Single-room) และ (Single-room) และ (Airborne infection isolation room)
มีอากาศถา่ ยเทดี มีอากาศถ่ายเทด ี ซึ่งมคี ุณสมบตั ิเปน็ ห้องความดนั อากาศลบ
- แยกอปุ กรณข์ องใช้ และ อากาศท่รี ะบายทิ้งออกจากหอ้ ง
ผปู้ ว่ ยไว้เฉพาะราย ผา่ นแผงกรองอากาศประสิทธภิ าพสูง
หา้ มนำ� ไปใช้ปนกับ (HEPA Filter) กอ่ นปล่อยสบู่ รรยากาศ
ผ้ปู ่วยรายอ่ืน
อุปกรณป์ อ้ งกัน NA หนา้ กากอนามัย หนา้ กาก N95 หรือ FFP2 หรอื FFP3 หรือ
ระบบหายใจ ทางการแพทย์ Powered air-purifying respirators
(Surgical mask) (PAPR)
เสือ้ คลมุ สวมเส้อื คลมุ (ผ้ากนั เปอื้ น) NA NA
(ผา้ กนั เปอ้ื น) เมอื่ เข้าไปในหอ้ งผูป้ ่วย
ถุงมอื สวมถุงมอื เม่อื เข้าไปใน NA NA
หอ้ งผู้ปว่ ย
หมายเหตุ NA ยอ่ จาก not applicable
ที่มา : Lautenbach E, Malani, P., Woeltje, K., Han, J., Shuman, E., & Marschall, J, editor. Practical Healthcare
Epidemiology. 4th ed. Cambridge: Cambridge University Press; 2018.)
การควบคมุ ตดิ ตาม
การควบคุมติดตามด้านบริหารจัดการสุขภาพบุคลากรทางการแพทย์ กระท�ำได้โดยการติดตาม
เป็นระยะ (Post-placement evaluation and management) และจัดฝึกอบรมเร่ืองการป้องกันการ
ติดเช้อื ในบคุ ลากรทางการแพทย์ โดยมีรายละเอยี ดการดำ� เนินงานประจ�ำปี ดังนี้
1. การตรวจรา่ งกายท่ัวไป
2. การตรวจภาพรังสีทรวงอก (Chest X-Ray) จัดเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุก (Active Surveillance)
เพือ่ คัดกรองวัณโรคปอดในบคุ ลากรทางการแพทย์
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การท�ำงานของตับไต ค่า
ระดบั ไขมนั และน้ำ� ตาลในเลือด (CBC, Liver function test, BUN/ Cr, Lipid profiles, Fasting
blood sugar,)
4. การตรวจอุจจาระหาพาหะของโรคติดเชื้อทางเดินอาหารและพยาธิ (Stool Exam และ Stool
Culture) ในบุคลากรแผนกโภชนาการ
116 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
การจัดการฝึกอบรมเรอ่ื งการป้องกนั การตดิ เชอ้ื ในบคุ ลากรทางการแพทย์
รายละเอียดการจัดอบรม เช่น แนวปฏิบัติมาตรฐานในการป้องกันการติดเช้ือ (Standard
Precautions) การท�ำความสะอาดมอื (Hand Hygiene) การป้องกนั การสัมผสั (Contact precautions)
การป้องกันฝอยละอองขนาดใหญ่ (Droplet precautions) การป้องกันการแพร่กระจายทางอากาศ
(Airborne precautions) การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล (Personal protective
equipment - PPE) อย่างเหมาะสมและถูกวิธี ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนส�ำหรับ
บุคลากรทางการแพทย์ (Vaccine safety and efficacy) แนวทางปฏิบัตเิ มอื่ บคุ ลากรไดร้ ับอุบัติเหตจุ าก
ของมคี มหรอื สิ่งคดั หลง่ั ขณะปฏิบัติงาน (Needlestick injuries)
ประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับ
การป้องกันการติดเช้ือส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ มีความส�ำคัญอย่างย่ิงในด้านช่วยลดโอกาส
การแพร่กระจายการติดเช้ือจากคนไข้สู่บุคลากรทางการแพทย์ จากบุคลากรทางการแพทย์สู่คนไข้ และ
จากบุคลากรทางการแพทย์สู่บุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง เพ่ิมขวัญและก�ำลังใจในการท�ำงาน
ตลอดจน ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและการหยุดงานเนื่องจากความเจ็บป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการ
ดำ� เนนิ งานทางอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลโดยรวม
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 117
บรรณานุกรม
1. ส�ำนักโรคติดต่อท่ัวไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, ค�ำแนะน�ำการ ให้วัคซีนส�ำหรับ
บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ค�ำแนะน�ำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริม
ภมู คิ ุม้ กันโรค พ.ศ. 2554
2. ACIP Provisional Recommendations for Measles-Mumps-Rubella (MMR) “Evidence
of Immunity” Requirements for Healthcare Personnel [Internet]. 2021 [cited 2021
Apr 7] Available from: http://www.cdc.gov/vaccines/recs/provisional/downloads/
mmr-evidence-immunity-Aug2009-508.pdf
3. Ahmed F, Lindley M, Allred N, Weinbaum C, Grohskopf L. Effect of influenza
vaccination of healthcare personnel on morbidity and mortality among patients:
systematic review and grading of evidence. Clin Infect Dis 2014;58:50-7.
4. Alimonos K, Nafziger AN, Murray J, Bertino JS, Jr. Prediction of response to hepatitis
B vaccine in health care workers: whose titers of antibody to hepatitis B surface
antigen should be determined after a three-dose series, and what are the
implications in terms of cost-effectiveness? Clin Infect Dis 1998;26:566-71.
5. American Academy of Pediatrics. Red Book: 2018 Report of the Committee on
Infectious Diseases. In: Kimberlin DW, Brady MT, Jackson MA, Long SS, editors.
31st ed. Itasca, IL: American Academy of Pediatrics; 2018.
6. Breuer J, Schmid D, Gershon A. Use and limitations of varicella-zoster virus-specific
serological testing to evaluate breakthrough disease in vaccinees and to screen
for susceptibility to varicella. J Infect Dis 2008;197 Suppl 2:S147-51.
7. Centers for Disease Control and Prevention. Pertussis (Whooping Cough):
Treatment [Internet]. 2019 [cited 2021 Apr 7] Available from: http://www.cdc.
gov/pertussis/clinical/treatment.html
8. Centers for Disease Control and Prevention. When & How to Wash Your Hands
[Internet]. 2020 [cited 2021 Mar 11] Available from: http://www.cdc.gov/hand-
washing/when-how-handwashing.html
9. Crameri S, Heininger U. Successful control of a pertussis outbreak in a university
children’s hospital. Int J Infect Dis 2008;12:85-7.
10. Freedman M, Kroger A, Hunter P, Ault K, Advisory Committee on Immunization
P. Recommended Adult Immunization Schedule, United States, 2020. Ann Intern
Med 2020;172:337-47.
118 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
11. Garner JS. Guideline for isolation precautions in hospitals. Part I. Evolution of
isolation practices, Hospital Infection Control Practices Advisory Committee. Am
J Infect Control 1996;24:24-31.
12. Grohskopf L, Alyanak E, Broder K, Blanton L, Fry A, Jernigan D, et al. Prevention
and Control of Seasonal Influenza with Vaccines: Recommendations of the
Advisory Committee on Immunization Practices - United States, 2020-21 Influenza
Season. MMWR Recomm Rep 2020;69:1-24.
13. Halhal B, Glick Y, Galor I, Ran A, Bacon D, Glassberg E. Pertussis Outbreak Among
Soldiers During Basic Training: The Need for Updated Protocols. Mil Med 2017;
182:355-9.
14. Havlichek D, Jr., Rosenman K, Simms M, Guss P. Age-related hepatitis B serocon-
version rates in health care workers. Am J Infect Control 1997;25:418-20.
15. Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee and the HICPAC/SHEA/
APIC/IDSA Hand Hygiene Task Force. Centers for Disease Control and Prevention.
Morbidity and Mortality Weekly Report 2002;51:1.
16. Hepatitis B virus: a comprehensive strategy for eliminating transmission in the
United States through universal childhood vaccination. Recommendations of the
Immunization Practices Advisory Committee (ACIP). MMWR Recomm Rep 1991;
40:1-25.
17. Immunization of health-care personnel: recommendations of the Advisory
Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR Recomm Rep 2011;60:1-45.
18. Immunization of health-care workers: recommendations of the Advisory
Committee on Immunization Practices (ACIP) and the Hospital Infection Control
Practices Advisory Committee (HICPAC). MMWR Recomm Rep 1997;46:1-42.
19. Keller MA, Stiehm ER. Passive immunity in prevention and treatment of infectious
diseases. Clin Microbiol Rev 2000;13:602-14.
20. Lautenbach E, Malani PN, Woeltje KF, Han JH, Shuman EK, Marschall J, editors.
Practical Healthcare Epidemiology. 4th ed. Cambridge: Cambridge University
Press; 2018.
21. Lemon SM, Thomas DL. Vaccines to prevent viral hepatitis. N Engl J Med 1997;
336:196-204.
22. Liang JL, Tiwari T, Moro P, Messonnier NE, Reingold A, Sawyer M, et al. Prevention
of Pertussis, Tetanus, and Diphtheria with Vaccines in the United States: Recom-
mendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR
Recomm Rep. 2018;67:1-44.
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 119
23. Louther J, Feldman J, Rivera P, Villa N, DeHovitz J, Sepkowitz KA. Hepatitis B
vaccination program at a New York City hospital: seroprevalence, seroconversion,
and declination. Am J Infect Control 1998;26:423-7.
24. Macartney K, McIntyre P. Vaccines for post-exposure prophylaxis against varicella
(chickenpox) in children and adults. Cochrane Database Syst Rev. 2008;(3):CD
001833.
25. McLean HQ, Fiebelkorn AP, Temte JL, Wallace GS. Prevention of measles, rubella,
congenital rubella syndrome, and mumps, 2013: summary recommendations
of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR Recomm
Rep 2013;62:1-34.
26. Mink CM, Cherry JD, Christenson P, Lewis K, Pineda E, Shlian D, et al. A search for
Bordetella pertussis infection in university students. Clin Infect Dis 1992;14:464-71.
27. Centers for Disease Control and Prevention. National, state, and local area
vaccination coverage among adolescents aged 13-17 years --- United States, 2009.
MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2010;59:1018-23.
28. Centers for Disease Control and Prevention. Pertussis, Parapertussis (Whooping
cough). In: Control of Communicable Diseases Manual. Chin J, editor. 17th ed.
Washington, DC: American Public Health Association; 2000.
29. Potter J, Stott DJ, Roberts MA, Elder AG, O’Donnell B, Knight PV, et al. Influenza
vaccination of health care workers in long-term-care hospitals reduces the
mortality of elderly patients. J Infect Dis 1997;175:1-6.
30. Schillie S, Murphy TV, Sawyer M, Ly K, Hughes E, Jiles R, et al. CDC guidance
for evaluating health-care personnel for hepatitis B virus protection and for
administering postexposure management. MMWR Recomm Rep 2013;62:1-19.
31. Schillie S, Vellozzi C, Reingold A, Harris A, Haber P, Ward JW, et al. Prevention
of Hepatitis B Virus Infection in the United States: Recommendations of the
Advisory Committee on Immunization Practices. MMWR Recomm Rep. 2018;
67:1-31.
32. Centers for Disease Control and Prevention. Tetanus and pertussis vaccination
coverage among adults aged ≥ 18 years --- United States, 1999 and 2008. MMWR
Morb Mortal Wkly Rep 2010;59:1302-6.
33. Tiwari T, Murphy TV, Moran J. Recommended antimicrobial agents for the
treatment and postexposure prophylaxis of pertussis: 2005 CDC Guidelines.
MMWR Recomm Rep 2005;54:1-16.
120 บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์
34. Centers for Disease Control and Prevention. Updated recommendations for use
of tetanus toxoid, reduced diphtheria toxoid, and acellular pertussis (Tdap)
vaccine in adults aged 65 years and older - Advisory Committee on Immunization
Practices (ACIP), 2012. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2012;61:468-70.
35. Centers for Disease Control and Prevention. Updated recommendations for use
of VariZIG--United States, 2013. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2013;62:574-6.
36. Centers for Disease Control and Prevention. Updated U.S. Public Health Service
Guidelines for the Management of Occupational Exposures to HBV, HCV, and HIV
and Recommendations for Postexposure Prophylaxis. MMWR Recomm Rep 2001;
50:1-52.
37. Watson JC, Hadler SC, Dykewicz CA, Reef S, Phillips L. Measles, mumps, and
rubella--vaccine use and strategies for elimination of measles, rubella, and
congenital rubella syndrome and control of mumps: recommendations of the
Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR Recomm Rep.
1998;47:1-57.
38. Werner BG, Grady GF. Accidental hepatitis-B-surface-antigen-positive inoculations.
Use of e antigen to estimate infectivity. Ann Intern Med 1982;97:367-9.
บทท่ี 4 การป้องกันการติดเช้ือ กลุ่มเส่ียง ตรวจคัดกรอง วัคซีน อุปกรณ์ป้องกันส�ำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 121
บทท่ี การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
5 (Hospital - acquired infections : Investigation and Surveillance)
ดร. วรรณา จงจิตรไพศาล
โรคติดเช้ือ (Infectious disease) หมายถึง โรคซ่ึงเกิดจากเชื้อจุลชีพ ซึ่งถูกจัดเป็น Pathogen
หรือ Infectious agent ได้แก่ เช้ือไวรัส แบคทีเรีย เชื้อริกเกตเซีย โปรโตซัว เชื้อรา เข้าสู่ร่างกายและ
ท�ำให้เกิดโรคติดเชื้อ โดยมีกลไกหลัก คือ เช้ือโรคจะยับยั้ง Metabolism ส�ำคัญภายในเซลล์น้ันเป็นผล
ให้เซลล์ตาย เชื้อโรคบางชนิดจะสร้าง Endotoxin หรือ Exotoxin ที่ท�ำลายเนื้อเย่ือ หรืออาจจะเป็น
enzyme สามารถย่อยเนื้อเย่ือบางอย่างได้ นอกจากนี้เชื้อบางชนิด ดังกล่าวจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของ
Host โดยสามารถแพร่กระจายเช้ือให้กับผู้อื่นในรูปแบบโรคติดต่อเม่ือร่างกายมนุษย์มีการรับเชื้อเข้าสู่
ร่างกายท่ีมีความต้านทานของเชื้อไม่ดีก็จะท�ำให้เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียหน้าที่ของเน้ือเย่ือ ท�ำให้เกิด
การตดิ เชื้อโรค การติดเชอื้ จงึ เป็นเก่ียวขอ้ งระหวา่ ง Host ทีเ่ ปน็ ตัวคนและตัวเช้อื โรค ซ่งึ ขนึ้ กบั
1. Route of entry ช่องทางท่ีน�ำเช้ือเข้าสู่ร่างกาย โดยมีช่องทางการรับสัมผัสเช้ือโรค ได้แก่
ผิวหนงั ทางเดนิ หายใจรวมทง้ั ปอด ทางเดินอาหาร ทางเดินปสั สาวะ และอวยั วะสืบพันธุ์ รวม
ทั้งการติดเชื้อที่อวัยวะภายใน อื่นๆ เช่น ตับ ไต สมอง เป็นต้น จะเกิดเมื่อร่างกายมีการ
แพรก่ ระจายเชื้อไปตามกระแสเลอื ด น�ำ้ เหลอื ง และเสน้ ประสาท
2. Mode of transmission วิธีการท่ีเช้ือจะแพร่ไปยัง Host ข้ึนกับชนิดของเชื้อโรคน้ันๆ
ได้แก่ การแพร่ของเช้ือที่เกิดข้ึนต้ังแต่ทารกอยู่ในครรภ์ การแพร่เช้ือผ่านช่องคลอด จากการ
สัมผสั กับเช้อื โรคทงั้ ทางตรงและทางอ้อม เช่น การสัมผสั เลอื ด สารคัดหล่ัง ตวั หดิ การตดิ เช้ือ
เน่ืองจากเครื่องมือแพทย์ การติดเช้ือโรคจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้�ำที่ปนเปื้อน
เช้ือโรค การติดเช้ือที่ปนเปื้อนหรือแพร่กระจายอยู่ในอากาศ เป็นการแพร่เช้ือโรคโดยละออง
จากการไอจามและการแพร่ผ่านสตั วช์ นดิ ตา่ งๆ ท่เี ปน็ พาหะ
3. จ�ำนวน หรือปริมาณของเช้ือ มีผลต่อการก่อโรค ซ่ึงกรณีท่ีเช้ือมีความรุนแรงต�่ำแต่มีปริมาณ
ท่ีมากก็สามารถก่อโรคได้ ความสามารถในการแบ่งตัวเพ่ิมจ�ำนวนของเช้ือโรค ความสามารถ
ท�ำลายเน้ือเย่ือ ความสามารถในการหลั่งเอนไซม์ กลไกป้องกันตัวชนิดต่างๆ ของร่างกาย
Host
เม่ือร่างกายได้รับเช้ือเข้าสู่ร่างกาย อาจจะมีการแพร่กระจายเชื้อไปทั่วร่างกาย เรียกว่า Dis-
seminated or systemic infection โดยแพร่ไปตามกระแสเลือด หรือระบบน�้ำเหลืองก่อนเข้าสู่
กระแสเลือด หรือแพร่ผ่านทางกระแสประสาทและบางชนิดแพร่ผ่านเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ปัจจัย
ทเ่ี กีย่ วกับตวั คน (Host) ทท่ี �ำใหเ้ กดิ การติดเช้ือ ไดแ้ ก่ สภาวะทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับความรู้ ลกั ษณะ
สาธารณูปโภค ความแออัดในที่อาศัย การขาดแคลนอาหาร พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเช้ือ อาชีพแพทย์
และพยาบาลท่ีมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรค รวมทั้งภาวะสุขภาพและการเป็นโรคเรื้อรัง กลไกป้องกันตนเอง
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 123
เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ เย่ือบุตา รวมทั้งกลไก
ป้องกันตนเองท่ีต้องอาศัยการกระตุ้นเพ่ือตอบสนองต่อการบาดเจ็บของเน้ือเย่ือ เช่น กลไกการอักเสบ
การกำ� จัดและย่อยสลายเชอื้ โรค การตอบสนองของภูมิค้มุ กนั
การติดเชอื้ ในโรงพยาบาล
การติดเช้อื ในโรงพยาบาล Nosocomial infection หรือ Hospital - acquired infections
โดยมีลักษณะการติดเชื้อแตกต่างจากการติดเชื้อโรคในชุมชนทั่วๆ ไป เพราะส่วนใหญ่เป็นการติดเช้ือ
ที่รุนแรงและส�ำคัญ โดยมักจะเป็นเช้ือแบคทีเรียและเชื้อรา ซ่ึงการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลต้องมี
องคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. แหล่งท่ีมา (หรือแหล่งกักเก็บ) ของสารติดเชื้อ SOURCE แหล่งที่มาของสารติดเช้ือ เช้ือที่ติดต่อ
ระหว่างการรักษาพยาบาลน้ันมาจากแหล่งของมนุษย์เป็นหลัก แต่แหล่งส่ิงแวดล้อมท่ีไม่มีชีวิต
ก็มีส่วนเก่ียวข้องในการแพร่เช้ือเช่นกัน แหล่งกักเก็บเช้ือในมนุษย์ ซ่ึงมีทั้งตัวผู้ป่วย บุคลากร
ทางการแพทย์ และสมาชิกในครัวเรือนและผู้มาเยี่ยมคนอ่ืนๆ โดยบุคคลท่ีมีการติด อาจอยู่ใน
ระยะที่ไม่มีอาการและ / หรืออยู่ในระยะฟักตัวของโรคติดเชื้อ หรืออาจเป็นแหล่งของจุลินทรีย์
ทท่ี �ำให้เกดิ โรคช่วั คราวหรอื เรือ้ รงั รวมทั้งพืช ตน้ ไม้ ดอกไมก้ เ็ ป็นแหล่งแพร่เช้ือได้
2. โฮสต์ท่ีอ่อนแอ พร้อมกับช่องทางส�ำหรับการเปิดรับเช้ือ โดยมีความสัมพันธ์ระหว่างโฮสต์ท่ีมี
ศักยภาพและตัวเชื้อ โดยโฮสต์เป็นปัจจัยส�ำคัญที่มีอิทธิพลต่อการรับปริมาณเชื้อและความรุนแรง
ของโรคนั้น ซ่ึงการติดเชื้อในโรงพยาบาลจะมีปัจจัยด้านเส้นทางการสัมผัสกับเช้ือโรคซึ่งเป็น
ผลลัพธใ์ นการเกิดโรคและเกิดการแพรก่ ระจายโรค
3. รปู แบบการแพรเ่ ชอื้ โดยเชือ้ โรคหลายชนิดสามารถท�ำใหเ้ กิดการตดิ เช้อื ได้ ตามกลไกการเกิดโรค
โดยมีรูปแบบการแพร่เชื้อตามประเภทของเช้ือโรค โดยการติดเชื้อในโรงพยาลเป็นกลุ่มที่มีโอกาส
ท�ำให้เกิดการแพร่กระจายโรคได้หลายช่องทาง ท้ังการสัมผัสโดยตรงการสัมผัสทางอ้อม การรับ
ทางอากาศทีห่ ายใจเข้าไป ทางละอองฝอย หรอื การติดต่อทางเลือด สารคัดหล่ัง ทางผวิ หนังหรือ
เย่อื เมอื ก
การตดิ เช้อื ในโรงพยาบาลมกั พบปญั หาที่เกิดจากรูปแบบการแพรก่ ระจายเชื้อ ดังน้ี
l การแพร่เช้ือทางอ้อมเป็นการแพร่กระจายเชื้อผ่านวัตถุหรือบุคคลกลางท่ีปนเปื้อน โดยพบว่า มือ
ที่ปนเปื้อนของบุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ดูแลผู้ป่วย ของใช้ ของเล่นท่ีใช้ร่วมกัน เคร่ืองมือ
ท่ีท�ำความสะอาดไม่เพียงพอ เสื้อผ้า เครื่องแบบ และการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
ที่อาจจะปนเปื้อนด้วยเช้ือโรคท่ีอาจเกิดขึ้นหลังจากการดูแลผู้ป่วยที่ติดเช้ือ ซึ่งมีส่วนส�ำคัญต่อ
การแพร่เชอื้ โดยอ้อม โดยต้องมกี ารล้างมือบ่อยๆ
l การแพรก่ ระจายทางละอองฝอยเป็นการแพรก่ ระจายเชอื้ รปู แบบหนง่ึ โดยผ่านละอองฝอย ซง่ึ อาจ
ถูกส่งทางการสัมผัสโดยตรงบริเวณใบหน้า เยื่อบุจมูก เย่ือบุตา และปากจากการพูดคุย การไอ
124 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
จาม การใส่ท่อช่วยหายใจ การท�ำกิจกรรมที่ท�ำให้เกิดละอองฝอย ระยะทางสูงสุดส�ำหรับการ
แพร่กระจายของละอองฝอย จากการระบาดของโรคซาร์สทั่วโลกในปี 2546 พบว่า ละอองจาก
ผู้ป่วยที่ติดเช้ือสามารถเข้าถึงบุคคลท่ีอยู่ห่างจากแหล่งที่มาได้ตั้งแต่ 6 ฟุตข้ึนไป ข้ึนกับกลไกที่
ละอองหายใจถูกขับออกจากแหล่งก�ำเนิด ความหนาแน่นของสารคัดหลั่ง ปัจจัยแวดล้อม เช่น
อุณหภูมิและความชื้น และความสามารถของเชื้อโรคตลอดระยะทางนั้น จึงต้องมีการปกป้อง
ใบหน้าและระบบทางเดินหายใจ และมีการเว้นระยะห่างกับผู้ป่วย นอกจากน้ีละอองฝอยยัง
ปนเปื้อนในพ้ืนผิวสัมผัส อุปกรณ์ เครื่องมือ ซ่ึงต้องมีการสัมผัสจึงเน้นให้มีการท�ำความสะอาด
พื้นผิวสมั ผสั ในโรงพยาบาลและเน้นใหบ้ ุคลากรทางการแพทยม์ ีการลา้ งมอื บ่อยๆ
l การส่งผ่านทางอากาศ การแพร่กระจายทางอากาศเกิดข้ึนจากการแพร่กระจายของนิวเคลียส
ละอองฝอยทางอากาศหรืออนุภาคขนาดเล็กสามารถหายใจเข้าไปได้ โดยเชื้อโรคอาจจะกระจาย
ไปในระยะทางไกลโดยกระแสลม และอาจสูดดมโดยบุคคลท่ีอ่อนแอซ่ึงไม่ได้สัมผัสหน้า แต่อยู่
ในพ้ืนท่ีเดียวกัน การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ส่งผ่านทางอากาศจ�ำเป็นต้องใช้ระบบ
จัดการอากาศและระบบระบายอากาศพิเศษ (เช่น AIIR) เพ่ือกักกันและก�ำจัดเชื้ออย่างปลอดภัย
การใชแ้ สงยูวีในการป้องกนั โรคไขห้ วัดใหญ่ และวัณโรครวมทง้ั การใส่หนา้ กากปอ้ งกนั
l การถ่ายทอดจากสิ่งแวดล้อม จุลินทรีย์ในอากาศบางชนิดสามารถแพร่มาจากส่ิงแวดล้อมและ
มักไม่เกี่ยวข้องกับการติดต่อจากคนสู่คน โดยเชื้อที่ปนเปื้อนส่ิงแวดล้อม เช่น สปอร์ของเช้ือรา
ในสิ่งแวดล้อม จากพืช ดอกไม้ จะสามารถแพร่ในทางเดินหายใจ อาจท�ำให้เกิดโรคในภาวะ
ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงต้องออกแบบสิ่งแวดล้อมในอาคารเพื่อลดความเสี่ยงของการสัมผัสกับ
เชอ้ื ราจากสงิ่ แวดลอ้ ม
l การแพร่เช้ือจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่บุคคลที่ติดเช้ือ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมหรือยานพาหนะท่ัวไป ระบบ
น้�ำของโรงพยาบาล การแพร่เช้ือจากจากยุง แมลงวัน หนู และสัตว์รบกวนอื่นๆ สามารถเกิดข้ึน
ได้ในสถานพยาบาล โดยตอ้ งมกี ารจัดการด้านสขุ าภบิ าลท่ดี ี
การสอบสวน เป็นกระบวนการหน่ึงเป็นกิจกรรมหรือการด�ำเนินการเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง ของ
การเกิดโรคหรือเหตุการณ์การระบาด โดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง มาวิเคราะห์ อธิบาย
รายละเอียดของปัญหา ค้นหาสาเหตุ เพื่อน�ำไปสู่การควบคุมป้องกันปัญหาการระบาดครั้งน้ันๆ และครั้ง
ต่อไป ท�ำให้ทราบจุดอ่อนของระบบควบคุมและป้องกันโรค โดยสามารถปรับให้การควบคุมและป้องกัน
โรคมปี ระสทิ ธภิ าพ
วตั ถุประสงค์
1. เพื่อระบแุ หลง่ ทีม่ กี ารระบาดของโรค
2. เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการเกิดโรค (Disease prevention)
3. เพอื่ ควบคมุ โรคที่มีการระบาด ไม่ให้ลกุ ลามตอ่ ไป (Disease control)
4. เพ่อื สรา้ งก�ำหนดมาตรการทจ่ี ะปอ้ งกันไม่ให้เกิดเหตกุ ารณใ์ นอนาคต
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 125
ชนดิ ของการสอบสวนทางระบาดวิทยา
1. การสอบสวนผ้ปู ว่ ยเฉพาะราย (Individual Case Investigation) การรวบรวมขอ้ มูลรายละเอยี ด
เกี่ยวกับผู้ป่วย โดยจะท�ำการสอบสวนเมื่อพบผู้ป่วยเพียง 1 ราย ซึ่งมักเป็นโรคส�ำคัญ มีความ
รุนแรง หรือเป็นโรคอุบัติใหม่ / อุบัติซ�้ำ หรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เพ่ือยืนยันการเกิดโรคและ
ป้องกันไม่ให้เกิดการแพรก่ ระจายของโรคและท�ำใหเ้ ข้าใจลกั ษณะการเกิดโรค
2. การสอบสวนการระบาด (Outbreak Investigation)
ระบาดวทิ ยา เป็นการศกึ ษาการเกดิ และกระจายของโรค ปญั หาสขุ ภาพหรือเหตกุ ารณ์ที่เกีย่ วขอ้ ง
กับสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะ ซึ่งเป็นการศึกษาการเกิดโรคระบาด รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพล
ต่อการแพร่กระจายโรค โดยมีเป้าหมายเพ่ือการควบคุมและป้องกันการเกิดโรค โดยศึกษามาตรการ
ในการควบคมุ ปญั หาสขุ ภาพ ซง่ึ จะได้ผลดีในการศกึ ษาในโรคตดิ ต่อ (Communicable disease ) โดยมี
องค์ประกอบซ่ึงมีอิทธิพลเก่ียวขอ้ งกับการเกดิ โรค และการกระจายของโรคในชุมชน ไดแ้ ก่
1. ตวั ท่ีท�ำใหเ้ กิดโรค (Agent) เช่น เชอื้ โรค และสง่ิ คกุ คามสขุ ภาพ
2. ตัวคน หรือโฮสท์ (Host) เช่น ภูมิคุ้มกัน ความต้านทานของร่างกาย ความแข็งแรง พันธุกรรม
และพฤตกิ รรมสุขภาพ
3. สิ่งแวดลอ้ ม (Environment)
โดยวงจรการติดเชื้อ เกิดจากตัวเช้ือโรคเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ โดยมีหลายช่องทางในการแพร่เช้ือ
ท่ีจะท�ำให้เช้ือโรคเข้าสู่ร่างกาย เช่น การสัมผัส ทางละอองฝอย ทางอากาศรับทางหายใจ แมลงพาหะ
น�ำโรค การปนเปื้อนอาหารและน�้ำด่ืม การระบาดของโรคจะมีรูปแบบการกระจาย (Distribution)
ซ่ึงมีสาเหตุหรือปัจจัย (Determinants) ที่ท�ำให้เกิดโรค การทราบและเข้าใจรูปแบบการกระจายและ
ปัจจัยของการก่อโรคก็จะสามารถก�ำหนดมาตรการ (Application) ในการควบคุมโรคได้ การศึกษาทาง
ระบาดวิทยาจึงเป็นการศึกษาการเกิดโรคและใช้วิธีการสอบสวนเพ่ือหาสาเหตุของโรค การสอบสวนและ
การเฝ้าติดตามสถานการณ์และปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของการเกิดโรค จึงเป็นวิธีการที่ท�ำให้ได้ข้อมูลใน
การควบคุมโรค
การสอบสวนการระบาด เป็นการรวบรวมรายละเอียดขอ้ มลู เม่อื มีผู้ปว่ ยตงั้ แต่ 2 รายขน้ึ ไป เพอ่ื
หาขอ้ มลู ขอ้ เทจ็ จริงเกีย่ วกับผู้ปว่ ย ผสู้ ัมผัส พาหะ ข้อมูลสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม และขอ้ มูลการชนั สูตรโรค
ที่สามารถอธิบายถึงวิธีการติดต่อ (Mode of Transmission) ของโรคใหม่ๆ การค้นหาสาเหตุ (Cause)
ท่ีเปน็ ปจั จัยเส่ยี ง (Risk factor) ต่อการเกิดโรค แหล่งโรค ช่องทางหรือวิธกี ารถา่ ยทอดโรค รวมถงึ ความ
สัมพันธ์ของลักษณะการระบาดของเวลา สถานที่ และบุคคล โดยการติดเชื้อในโรงพยาบาลก็จ�ำเป็นต้อง
ท�ำการสอบสวนรวบรวมข้อมูลท้ังหมดในตัวผู้ป่วยท่ีอยู่ในโรงพยาบาล รวมทั้งบุคลากรท่ีมีอาการ การ
สอบสวนจึงมักเป็นกระบวนการส�ำคัญในงานระบาดวิทยาและมักใช้ร่วมกับกระบวนการเฝ้าระวัง เพ่ือ
ทำ� ใหร้ ะบบการป้องกัน ควบคุมโรคมีประสทิ ธภิ าพ
126 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
การเฝา้ ระวงั โรค
การเฝ้าระวังโรค เป็นการรวบรวม ติดตามและจัดเก็บข้อมูลการติดเชื้ออย่างเป็นระบบและ
ต่อเนื่องโดยต้องมีระบบการรายงาน การบริหารจัดการข้อมูลท่ีถูกต้อง น่าเชื่อถือ เพื่อท�ำการวิเคราะห์
และแปลผลข้อมูล ซ่ึงจะท�ำให้ทราบขนาดและความส�ำคัญของปัญหาการติดเช้ือในโรงพยาบาล และเป็น
ข้อมูลในการวางแผนจัดท�ำมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้เป็นไปตามนโยบาย
รวมท้ังเป็นข้อมูลประเมินประสิทธิภาพของมาตรการควบคุม ป้องกันโรคได้ การเฝ้าระวังจึงท�ำให้ทราบ
ข้อมูลจ�ำนวนฐาน (baseline) ของผู้ป่วยโรคต่างๆ โดยท�ำให้สามารถติดตามแนวโน้มของโรคต่างๆ บอก
ถึงการกระจายโรคในกลุ่มบุคคล ในเวลาและสถานที่ ซึ่งสามารถพยากรณ์การระบาดและน�ำไปวางแผน
ในการจัดท�ำมาตรการควบคุม ป้องกันโรค ท่ีครอบคลุมการจัดสรรทรัพยากรและการประเมินมาตรการ
โดยการเฝา้ ระวังจะมีหลายประเภทแบ่งตามวตั ถปุ ระสงค์การเฝ้าระวงั ดงั น้ี
แบง่ ตามลักษณะการเก็บข้อมูล
1. การเฝา้ ระวังเชิงรบั (Passive Surveillance)
2. การเฝ้าระวงั เชิงรุก (Active Surveillance)
แบง่ ตามชนดิ ของขอ้ มลู ท่ีเก็บ
1. การเฝา้ ระวงั รายโรค (Indicator - based Surveillance)
2. การเฝ้าระวงั เหตกุ ารณ์ (Event - based Surveillance)
3. การเฝ้าระวังเฉพาะกลมุ่ (Sentinel Surveillance)
4. การเฝา้ ระวังเหตกุ ารณพ์ เิ ศษ (Special Surveillance)
5. การเฝ้าระวังทางห้องปฏบิ ตั ิการ (Laboratory Surveillance)
การเฝ้าระวงั เชงิ รบั (Passive Surveillance)
การเฝ้าระวังท่ีมีการรายงานเป็นปกติประจ�ำ ต่อเนื่อง โดยต้องมีการจัดท�ำระบบกลางและรอให้
พ้ืนท่ีที่ให้บริการเป็นผู้รายงานเหตุการณ์ แต่ในบางเหตุการณ์อาจจะมีการบังคับให้เกิดการรายงานตาม
ก�ำหนดของกฎหมาย เช่น ระบบรายงาน 506
การเฝา้ ระวงั เชงิ รกุ (Active Surveillance)
เป็นการสร้างระบบการรับข้อมูลให้ได้มากข้ึน โดยการค้นหาการเกิดโรคเชิงรุก ผู้ต้องการข้อมูล
ต้องวางระบบที่จะไปค้นหาการเกิดโรคเป็นกรณีไป โดยเสริมกับระบบปกติ มักจะท�ำในกลุ่มโรคพบได้
น้อย ซ่ึงระบบปกติเก็บได้ไม่ครบถ้วน หรือในช่วงที่มีการระบาดของโรค เพ่ือให้ได้รายละเอียดของข้อมูล
โดยมักจะเป็นการรายงานโรคติดต่อ การรายงานโรคเอดส์ การรายงานโรคจากการประกอบอาชีพและ
สิ่งแวดลอ้ ม และการเฝ้าระวังโรคเร้อื รัง
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 127
การเฝา้ ระวังเฉพาะกลุ่ม (Sentinel Surveillance)
เป็นการสุ่มส�ำรวจข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างประชากรท่ีได้รับผลกระทบจากปัญหาหรือเป็นกลุ่มเส่ียง
ต่อการเกิดโรค เพ่ือต้องการให้ได้ข้อมูลท่ีมีความน่าเช่ือถือ มีคุณภาพสูงและได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว
ไม่เน้นความครอบคลุมของการเฝ้าระวัง ซ่ึงมีลักษณะคล้ายการเฝ้าระวังพิเศษ ในเฉพาะบางพื้นท่ี หรือ
บางกลุ่มประชากร บางระดับความรุนแรงของโรค หรือกลุ่มตัวอย่างประชากรท่ีมีความเสี่ยง โดยกลุ่ม
ตัวอย่างท่ีเลือกต้องเป็นตัวแทนที่ดีท้ังด้านลักษณะประชากรและการกระจายตามลักษณะทางภูมิศาสตร์
เชน่ การเฝา้ ระวัง เอชไอวี เฉพาะพ้ืนท่ี และการเฝ้าระวงั พฤติกรรมเส่ียง
การเฝ้าระวังพิเศษ (Special Surveillance)
การจัดให้มีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว น่าเชื่อถือ มีรายละเอียดและมีความจ�ำเพาะ เช่น การเฝ้า
ระวังผลกระทบสุขภาพจากเหตุการณภ์ ยั พิบตั ิ เฝ้าระวงั โรคจากภาวะน�ำ้ ทว่ ม
การเฝา้ ระวงั เหตกุ ารณ์ Event - based surveillance (EBS)
เป็นการติดตามเฝ้าระวังการเกิดเหตุการณ์ท่ีเป็นความเส่ียงส�ำคัญต่อสาธารณะ โดยต้องพึงระวัง
ขอ้ มลู นอ้ี าจเป็นข่าวลอื โดยตอ้ งมีระบบตรวจสอบ และตอ้ งมชี ่องทางการรายงานทเี่ ปน็ ทางการตามระบบ
การรายงานและอาจจะเป็นช่องทางทไ่ี มเ่ ป็นทางการ เชน่ จากสือ่ ตา่ งๆ
การก�ำหนดนิยามการเฝา้ ระวงั
ระดับสงสยั (Suspected) :
l พิจารณาอาการทางคลนิ กิ ทั่วไปหรอื แพทยส์ งสยั สามารถรายงานเข้าสู่ระบบเฝา้ ระวงั เชน่ ผปู้ ว่ ย
อาการท้องร่วงท่สี งสัยอหิวาตกโรค ผู้ป่วยท่อี าการปวดทอ้ งรนุ แรงมกี ารสมั ผัสสารตะก่วั
ระดบั นา่ จะเปน็ (Probable) :
l พิจารณาอาการที่จ�ำเพาะกับโรค หรือมีผลการตรวจพ้ืนฐานทางห้องปฏิบัติการสนับสนุนว่าอาจ
จะเป็นโรคนนั้ เชน่ ผปู้ ่วยทอ่ี าการปวดท้องรนุ แรงมีการสมั ผัสสารตะกว่ั
ระดับยนื ยัน (confirmed) :
l พจิ ารณาอาการทีจ่ �ำเพาะกับโรค ร่วมกบั ผลการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ ารท่ีจำ� เพาะกับโรคน้นั เชน่
ผู้ป่วยทอ่ี าการปวดทอ้ งรนุ แรงมีการสมั ผัสสารตะกัว่ และผลตะกั่วในเลอื ดเกนิ คา่ มาตรฐาน
การจดั ระบบเฝา้ ระวงั โรค มีข้อพจิ ารณา
1. ปัญหาสุขภาพหรือโรค มีความส�ำคัญทางด้านสาธารณสุข เป็นโรคที่มีความฉุกเฉิน มีศักยภาพสูง
ในการระบาด หรอื มผี ลกระทบรุนแรงอยา่ งไร เชน่ ป่วย พกิ าร ตาย
128 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
2. โรคที่เฝ้าระวัง สามารถด�ำเนินกิจกรรมด้านสาธารณสุขในการควบคุม ป้องกันได้ เช่น การให้
ภมู ิคมุ้ กัน มาตรการควบคมุ โรค
3. สามารถเข้าถึงหรือคน้ หาข้อมลู ท่เี ก่ยี วข้องไดห้ รอื ไม่
4. ต้องใชง้ บประมาณ ทรพั ยากรและใหป้ ระโยชน์คุม้ ค่าในการจดั ระบบเฝา้ ระวังในพืน้ ทห่ี รือไม่
หลักการการเฝ้าระวังในเบ้ืองต้น เน้นท่ีกลุ่มโรคติดเช้ือ ปัจจุบันสามารถน�ำมาปรับใช้ในการเฝ้า
ระวัง ติดตามการบาดเจ็บ โรคเร้ือรัง สุขภาพจิต เพ่ือพิจารณาปัจจัยการเกิดโรค เช่น พฤติกรรมเสี่ยง
บริการด้านสุขภาพ และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากน้ียังมีการจัดระบบเฝ้าระวังส่ิงแวดล้อม
โดยท�ำการตรวจวัดค่าส่ิงแวดล้อมในพื้นท่ีท�ำงาน เพ่ือจัดท�ำให้ค่าส่ิงแวดล้อมในพื้นที่ท�ำงานไม่เป็นอันตราย
ตอ่ คนท�ำงานในพ้นื ท่ี
ระบบการเฝ้าระวังจึงต้องก�ำหนดโครงสร้างและแบบเก็บข้อมูลท่ีถูกต้อง เพ่ือสามารถน�ำมา
วิเคราะห์และแปลผลได้อย่างมีคุณภาพ เป็นข้อมูลที่สามารถวางแผนในการจัดการ ควบคุม ป้องกันโรค
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ีต้องพิจารณาการเข้าถึงการรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลที่จัดการ
ปัญหาได้ทันเวลา ตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายท่ีต้ังไว้ การเฝ้าระวังจึงต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
ในระบบสารสนเทศ เพื่อท�ำให้ระบบการเฝ้าระวังเข้าถึงได้ง่ายและเป็นระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
รายงาน เพื่อท�ำให้ระบบการเฝ้าระวังท�ำได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพ่ิมขึ้น ซึ่งจะท�ำให้ระบบเฝ้าระวัง
ด้านสาธารณสุขสามารถสร้างหลักฐานที่มีคุณภาพสูงสุดที่เป็นไปได้ อีกท้ังต้องแปลหลักฐานสู่การปฏิบัติ
ท�ำให้การด�ำเนินการเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน นอกจากน้ีการประเมินประสิทธิภาพของระบบ
เฝ้าระวัง เพ่ือปรับแก้และพัฒนาระบบเฝ้าระวังให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการเก็บรวบรวมข้อมูล เฝ้าติดตาม
และการวัดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ที่แม่นย�ำและการเผยแพร่ข้อมูลท่ีมีประสิทธิภาพ การเฝ้าระวัง
จึงเป็นระบบส�ำคัญ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ มีความละเอียดและตรงต่อเวลาเพ่ือขับเคลื่อนการจัด
ระบบการดแู ลสุขภาพ ส่งผลใหป้ ระชาชนมสี ขุ ภาพท่ีดี
การดำ� เนินการสอบสวน เฝา้ ระวงั โรคตดิ เชื้อในโรงพยาบาล
โรงพยาบาลทุกแหง่ จะมกี ารก�ำหนดให้หน่วยงานควบคมุ ปอ้ งกันการตดิ เช้ือ Infection Control:
IC ในการดูแล ควบคุมโรคติดเช้ือในผู้ป่วย โดยก�ำหนดเป็นนโยบาย สร้างแนวปฏิบัติ สร้างช่องทางและ
สร้างทีมท่ีเป็นเครือข่ายพยาบาลในแต่ละหน่วยงานในการเฝ้าระวังตามระบบปกติ โดยจะมีการฝึกอบรม
ประชุมและสื่อสารแผนการเฝ้าระวัง การสอบสวนเมื่อเกิดการระบาดให้รับทราบ เพ่ือสามารถระบุและ
รายงานการระบาดในช่วงต้น โดยในบางแห่งจะมีการจัดท�ำช่องทางการให้มีการรายงานเมื่อเกิดการ
ติดเช้ือในผู้ป่วย ท�ำให้ทีม IC สามารถท�ำการสอบสวนการระบาดได้อย่างรวดเร็วและจัดท�ำบันทึกข้อมูล
ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือท�ำการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสอบสวนและจัดท�ำรายงาน
ได้อย่างครบถว้ นและรวดเรว็
อย่างไรก็ตามโรคติดเช้ือ มักเป็นโรคติดต่อท่ีสามารถท�ำให้เกิดผลกระทบต่อบุคลากรโรงพยาบาล
ได้ด้วย ซ่ึงเป็นปัญหาส�ำคัญต่ออัตราก�ำลังในการดูแลผู้ป่วยและเป็นผลต่อการแพร่กระจายโรคให้กับ
บุคลากรทั้งโรงพยาบาลได้ ซึ่งปัจจุบันน้ีการดูแลสุขภาพและปลอดภัยในการท�ำงานในทุกโรงพยาบาล
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 129
จะมีหน่วยงานอาชีวเวชกรรมที่รับผิดชอบในการดูแลบุคลากร ซึ่งมีบทบาทในการดูแลบุคลากรครอบคลุม
ความเสี่ยงการติดเช้ือในโรงพยาบาล โดยการสอบสวน เฝ้าระวังโรคติดเช้ือในบุคลากร จึงใช้หลักการ
เดียวกับการสอบสวนและเฝ้าระวังในผู้ป่วย ซ่ึงมีรายละเอียดที่แยกเฉพาะของบุคลากร การด�ำเนินการ
สอบสวนอย่างรวดเร็วเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อสู่บุคลากรอ่ืนๆ โดยต้องมีการเช่ือมต่อการรายงาน
การเกิดโรคติดเช้ือในผู้ป่วย รวมทั้งต้องมีระบบการรับรายงานเมื่อบุคลากรมีอาการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อ
โดยมขี ั้นตอนการสอบสวนผูป้ ว่ ย ดังนี้
1. การเตรียมเพื่อเข้าสอบสวน โดยต้องมีการจัดท�ำแนวปฏิบัติการเข้าสอบสวนท่ีครอบคลุมการ
จัดท�ำช่องทางการรายงาน รวมท้ังการเตรียมความรู้เก่ียวกับโรคโดยต้องเข้าใจกลไกการเกิดโรค
และช่องทางการแพร่กระจายโรค เตรียมทีมและอุปกรณ์ปกป้องคุ้มครองอันตรายส่วนบุคคล
เตรียมแบบบันทึกสอบสวนเพ่ือเกบ็ ขอ้ มูลให้ครบถ้วน เตรียมเครอ่ื งมือ อุปกรณท์ ่จี ำ� เป็น
2. การตรวจสอบและยืนยันการวินิจฉัยโรค โดยต้องสอบถามอาการ อาการแสดง ผลการตรวจทาง
หอ้ งปฏบิ ตั กิ าร การวนิ ิจฉยั แยกโรค และการสัมผสั กับผู้ติดเชอ้ื
3. ยืนยันว่ามีการระบาดเกิดขึ้นจริง เป็นการเกิดโรคซ�้ำบ่อยคร้ัง และพิจารณาความสัมพันธ์กับการ
สัมผัสผู้ป่วยหรือบุคคลากรอ่ืนในเหตุการณ์เดียวกัน ท่ีเกิดข้ึนมากกว่า 2 คน ที่มีกิจกรรมร่วมกัน
และการสัมผัสปัจจัยเส่ียงร่วมกัน หรืออาจจะพบการติดเชื้อในบุคลากรที่เกิดข้ึนในลักษณะ
cluster และเช่ือมโยงได้ว่า อาจมาจาก exposure เดียวกัน รวมท้ังการสอบถามประวัติการรับ
วัคซีน โดยมักจะเปน็ การระบาดของโรคท่สี อดคล้องรปู แบบการเกิดโรค ในชุมชน
4. แหล่งข้อมูลในการยืนยันการระบาดโรคในบุคลากร จะได้จากระบบการเฝ้าระวังโรคในบุคลากร
โดยต้องมีการก�ำหนดช่องทางการรายงานโรค เช่น การรายงานอาการเจ็บป่วยของหน่วยงาน
หรือคลินิกเจ้าหน้าที่ที่พบอาการเจ็บป่วยของบุคลากรที่สัมผัสผู้ป่วยติดเช้ือ หรือการแจ้งรายงาน
จากหวั หนา้ งาน อย่างไรกต็ ามจะพบวา่ ระบบการเฝา้ ระวังท่ีคลินกิ เจา้ หน้าที่ อาจจะท�ำใหบ้ คุ ลากร
ในคลินิกเจ้าหน้าท่ีสัมผัสกับบุคลากรติดเชื้อได้ ดังน้ันการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคท่ีดี ต้อง
ท�ำการสอบสวนร่วมกับทีม IC ในการสอบสวนบุคลากรท่ีสัมผัสผู้ป่วยติดเช้ือและท�ำการแยกกัก
และเฝา้ ระวงั อาการเจ็บป่วย
5. การค้นหาผู้ป่วย ก�ำหนดอาการทางคลินิก โดยระบุบุคลากรท่ีเป็นกลุ่มเจ็บป่วย กลุ่มท่ีสามารถ
แพร่กระจายโรคได้ เพอ่ื คน้ หาบคุ ลากรที่มกี ารสมั ผสั กบั บคุ ลากรกลุม่ ดังกล่าว โดยต้องครอบคลมุ
คนในครอบครัวร่วมด้วย การค้นหาผู้ป่วยได้ครบถ้วนจะท�ำให้สามารถท�ำการรักษาและควบคุม
การแพรร่ ะบาดของโรค โดยมกี ารกำ� หนดผปู้ ่วยดังนี้
a. กลุ่มผู้ป่วยยืนยัน เป็นคนที่มีอาการหรืออาการแสดงชัดเจนและมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติ
การที่เฉพาะเจาะจงของโรคนั้นยืนยนั
b. ผู้ป่วยเข้าข่าย เป็นกลุ่มที่มีอาการหรืออาการแสดงชัดเจนว่าน่าจะเป็นโรคนั้นๆ หรืออาจ
มีผลการตรวจทไ่ี มจ่ ำ� เพาะส�ำหรับโรคน้นั ๆ ใหผ้ ลบวก
c. ผปู้ ว่ ยสงสัยโดยเปน็ กลุ่มท่ีมอี าการหรอื อาการแสดงไม่ชัดเจนมากนัก
130 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
วิธีการค้นหาผู้ป่วย ม ี 2 วิธี
1. การค้นหาเชิงรับ (Passive case finding) เป็นบุคลากรท่ีเจ็บป่วยหรือมีอาการท่ีมา
รับการรักษาท่ีโรงพยาบาล โดยต้องท�ำระบบการส่งต่อข้อมูลบุคลากรเจ็บป่วยให้กับ
คลนิ ิกเจา้ หน้าที่
2. การค้นหาเชิงรุก (Active case finding) เปน็ บุคลากรท่อี ยู่ในหน่วยงานเดียวกนั อาจ
จะมีอาการไม่มาก หรือยังไม่แสดงอาการ แตม่ กี ารสัมผัส หรือมเี ชื้อแต่ไม่มอี าการ ซง่ึ
สามารถแพร่เช้ือไปสู่ผู้อ่ืนได้ และสามารถท�ำการค้นหาจากการสอบสวน สอบถาม
และมรี ะบบให้รายงานถงึ งานอาชีวอนามยั
6. แสดงลักษณะของปัญหาการระบาด ในรูปความสัมพันธ์ข้อมูลบุคคล เวลาและสถานที่ท่ี
เกยี่ วข้อง
a. โดยข้อมูลบุคคลจะพิจารณาในด้านกิจกรรมและเปรียบเทียบตามข้อมูลบุคคลทั้งด้าน
เพศ อายุ อาชีพและการมกี ิจกรรมการสัมผสั ผู้ปว่ ยหรือปจั จัยทกี่ ่อโรครว่ มกัน
i. อายุและเพศ (Age-sex specific attack rate) เพื่อดูว่ากลุ่มอายุใดที่เป็น
โรคน้ันมากท่ีสุด เช่น ถ้าอัตราป่วยของโรคสูงในกลุ่มอายุ 50 ปีข้ึนไป แสดงว่า
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ โปรแกรมการรักษาหรือส่งเสริมสุขภาพควร
ใหเ้ หมาะกับกลุ่มอายุ
ii. แผนก (Department) เพ่อื พิจารณาวา่ บคุ ลากรเจบ็ ปว่ ยกระจายอยู่พนื้ ทีใ่ ดบ้าง
เปน็ พน้ื ทเี่ ส่ยี งทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการสัมผสั ผู้ป่วยติดเช้ือหรอื ไม่
b. ขอ้ มูลเกยี่ วกับเวลา ไดแ้ ก่ การน�ำเอาวนั เรม่ิ ป่วย (date of onset) ของบคุ ลากรมาเขยี น
กราฟ จะได้ Epidemic curve ซ่ึงสามารถ บอกชนิดของการระบาดโรคว่าเป็นการ
ระบาดจากแหลง่ แพร่เช้อื รว่ มกัน (common-source epidemic) หรือ การระบาดจาก
แหล่งแพร่กระจายเช้ือ (Propagated-source epidemic) เพ่ือพิจารณาว่าตั้งแต่การ
รับสัมผัส การแสดงอาการ เพ่ือท�ำเป็น epidemic curve เห็นความเก่ียวข้องของการ
สัมผสั จนแสดงอาการและทำ� ให้เหน็ ลักษณะการระบาด
i. การระบาดเกิดจากการสัมผัสแหล่งโรคร่วมกันท่ีเป็นจุด เป็นช่วง เกิดจากกลุ่ม
บุคคลไปสัมผัสแหล่งแพร่เชื้อโรคร่วมกัน ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจจะ
ท�ำให้ป่วยในช่วงระยะเวลาต่างกัน ไม่เกินหน่ึงระยะเวลาฟักตัวของโรค เช่น การ
ระบาดของโรคอาหารเป็นพิษในการรับประทานเลี้ยงร่วมกัน แหล่งแพร่เชื้อจะ
มาจาก น้าํ นม อาหาร และใช้สิง่ ของหรือภาชนะรว่ มกัน
ii. การระบาดจากแหล่งที่มีการแพร่กระจาย หรือเป็นแหล่งท่ีมีการแพร่โรคต่อกันไป
แบ่งตามการกระจายของวันเร่ิมป่วยของผู้ป่วยแต่ละราย การระบาดของโรค
แบบนี้มักเกิดจากการแพร่เช้ือจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง (Person-to-person
transmission) ท้งั โดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม เชน่ การระบาดโรคติดเชอ้ื COVID-19
โดยจะแพร่ตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 131
iii. คาดคะเนช่วงเวลาที่ได้รับเชื้อ (exposure period) กรณีการระบาดเป็นแบบ
point source
c. ข้อมูลสถานท่ี จะเป็นข้อมูลท่ีท�ำให้สามารถค้นหาพ้ืนท่ีที่เป็นแหล่งโรคได้ถูกต้องเพื่อ
สามารถท�ำการควบคุมท่ีแหล่งโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบุคลากรมีอาการเจ็บป่วยหลัง
การสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ หรือบุคลากรเจ็บป่วยที่เกิดจากการสัมผัสแหล่งจากนอกงาน
โดยสามารถพจิ ารณาจดั ท�ำได้ทัง้ ผปู้ ่วยและบุคลากรโดยสามารถด�ำเนินการ ดงั น้ี
i. ท�ำแผนท่ีจุด (spot map) น�ำบุคลากรแต่ละรายมาจุดลงบนแผนที่ตามหน่วย
งานของบุคลากร เพื่อดูการกระจายและการกระจุกตัวของผู้ป่วย ซึ่งสืบสวน
สาเหตุการระบาดได้
ii. อัตราปว่ ยตามเขต (attack rate by area) เพอื่ ดกู ารกระจายของโรคตามเขต
หน่วยงาน เพอ่ื ดูแหล่งแพร่เชือ้ (Source of infection) ท่เี ป็นสาเหตุการระบาด
ของโรค โดยพิจารณาเปน็ รอ้ ยละในแตล่ ะหนว่ ยงานท่พี บบคุ ลากรติดเช้อื
7. พิสูจน์สมมติฐานเพ่ือค้นหาแหล่งโรคและวิธีการถ่ายทอดโรค ข้ันตอนนี้ในส่วนบุคลากร อาจจะ
ตอ้ งพจิ ารณาเปน็ 2 ส่วน คอื การสมั ผสั จากตวั ผู้ปว่ ยตดิ เช้ือ หรอื จากครอบครวั หรอื ชมุ ชนทอี่ าศยั
อยู่ โดยต้องมีการสอบสวนถึงการสัมผัสผู้ป่วย ผู้ร่วมงาน รวมท้ังมาตรการในการป้องกันตนเอง
จากการติดเช้อื
8. ให้ค�ำแนะน�ำเพ่ือควบคุมการระบาด จากข้อมูลการสอบสวน ต้องพิจารณามาตรการในการ
ควบคุมการสัมผัสผู้ป่วยติดเช้ือที่ท�ำให้เกิดการติดเช้ือและการแพร่กระจายเชื้อ และให้ค�ำแนะน�ำ
ในการควบคุมการแพรก่ ระจายเชื้อ โดยมีขน้ั ตอน ดงั นี้
a. การรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว โดยควรท�ำการแยกตัวออกไปรักษาจะช่วยลดการแพร่
กระจายโรคจากคนหนึง่ ไปยงั อีกคนหนง่ึ ได้
b. การสืบหาบุคลากรท่ีเส่ียงต่อการเกิดโรคและกลุ่มประชากรท่ีเป็นพาหะน�ำโรค รวมทั้ง
กลุ่มท่ีมีภาวะภูมิไวเกินในชุมชน เพ่ือประเมินสถานการณ์ของการระบาดของโรค และ
เป็นแนวทางในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ส่วนบุคคลท่ีเป็นพาหะจะต้องมีการ
ป้องกนั ไม่ใหแ้ พรเ่ ชอื้ ไปสู่ผูอ้ ืน่
c. การป้องกันการแพร่กระจายโรค และวางมาตรการในการควบคุม เช่น การแยกกัก
บุคลากรที่เจ็บป่วยท�ำการรักษา การแยกกักบุคลากรที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเช้ือ การ
ประเมินความเส่ียงของบุคลากรท่ีสัมผัสผู้ติดเชื้อและแยกพ้ืนท่ีปฏิบัติงานระหว่างผู้สัมผัส
ใกล้ชิดเส่ียงสูงและเสี่ยงต่�ำ การควบคุมด้านอนามัยส่ิงแวดล้อม การท�ำลายเช้ือ การให้
สขุ ศกึ ษา การปรบั ปรงุ อนามยั สว่ นบคุ คล และการเฝ้าระวังโรค
d. การควบคุมแหล่งโรค การก�ำจัดแหล่งโรคนับเป็นการควบคุมโรคท่ีดีและมีประสิทธิภาพ
สูงสุด การควบคุมการสัมผัสโรคโดยต้องทราบช่องทางการแพร่กระจายโรค เช่น การ
สมั ผสั ทางนำ้� ลาย ทางอากาศหายใจ ทางส่อื จากแมลง อาหาร
132 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
e. ก�ำจดั วงจรถา่ ยทอดโรคทเ่ี ป็นเรอื่ งสิง่ แวดล้อมและปัจจัยเส่ียง เชน่
i. ด้านสุขาภบิ าลส่ิงแวดล้อม และชอ่ งทางทส่ี ามารถแพรก่ ระจายโรค
ii. ให้ค�ำแนะน�ำการดูแลตนเอง ป้องกันโรค โดยเฉพาะกลุ่มเส่ียงที่ไวต่อการรับ
เชือ้ โรคและทำ� ให้เกิดความรุนแรงของโรค
f. การเพม่ิ ภมู ิคุม้ กนั โรค เชน่ การให้วัคซีน
g. มีการเฝ้าระวังติดตามจำ� นวนผ้ปู ่วยเพอ่ื ประเมินประสทิ ธภิ าพของมาตรการควบคมุ โรค
9. รายงานผลการสอบสวนการระบาด โดยต้องมีการส่ือสารข้อมูลการสอบสวนเพ่ือให้เกิดการ
ควบคุม ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ�้ำ โดยต้องส่ือสารให้บุคลากรทุกคน เพ่ือสามารถดูแล
ป้องกันการรับเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อ ส่งข้อมูลการสอบสวนและมาตรการการป้องกันและ
การแพร่กระจายโรคให้ผู้บริหารและหัวหน้างานในการก�ำกับ นิเทศบุคลากรในหน่วยงานให้
ปฏิบัติตามมาตรการ โดยทีมอาชีวอนามัยท�ำการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในโรงพยาบาลอย่าง
ต่อเนื่อง โดยการรายงานต้องครอบคลมุ ประเดน็ สำ� คญั ต่อไปน้ี
a. ลักษณะการระบาดของโรคตามบุคคล สถานที่ และเวลา (person, place, time)
b. สาเหตุของการระบาดของโรค ส่ิงท่ีท�ำให้เกิดโรค (Agent) แหล่งแพร่เช้ือ (Source of
infection) และวธิ ีการแพรเ่ ชื้อ (Method of transmission)
c. ขอ้ เสนอแนะในการปอ้ งกันการระบาดคร้งั ตอ่ ไป
หลักการควบคมุ โรคตดิ ต่อ
การควบคุมโรคหมายถึง การใช้มาตรการทางสาธารณสุขในการก�ำจัดแหล่งของโรคและป้องกัน
แพร่กระจายของเช้ือก่อโรค โดยเฉพาะโรคท่ีติดต่อจากคนสู่คน และการแยกผู้ท่ีมีความเส่ียงสูงต่อการ
เปน็ โรคออกจากกล่มุ โดยใช้หลกั การควบคุม ดงั น้ี
1. Case management จดั การทตี่ วั ผู้ปว่ ย โดยท�ำการแยกตัว รว่ มกบั การรักษาและกำ� จดั แหลง่ โรค
การแยกกักผู้ปว่ ยหรือกลุ่มติดเชอ้ื เพอ่ื ป้องกันการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งการดูแลให้บคุ ลากร
กลับเข้าท�ำงาน โดยพิจารณาท้ังการตรวจการติดเช้ือ และภาวะแทรกซ้อนของร่างกายท�ำให้
สมรรถภาพของร่างกายลดลง จึงต้องมีการประเมินความพร้อมของบุคลากรในการกลับเข้า
ทำ� งาน
2. Contact management การจัดการผู้สัมผัส ต้องมีมาตรการป้องกันการสัมผัสใกล้ชิด ท่ีจะ
ท�ำให้เกิดโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ โดยการก�ำหนดมาตรการป้องกันการสัมผัสใกล้ชิด ขึ้นกับ
ช่องทางการแพร่กระจายโรค โดยต้องจัดท�ำเป็นแนวทางที่ชัดเจนและส่ือสารให้กับบุคลากร
ทุกคน เมื่อท�ำการสอบสวนบุคลากรท่ีสัมผัส จะสอบสวนตามเกณฑ์การสัมผัสใกล้ชิดเส่ียงสูง
โดยบุคลากรที่ถูกประเมินเป็นบุคลากรสัมผัสใกล้ชิด เสี่ยงสูง จะต้องมีการกักตัวแยกออกจาก
บุคลากร ครอบครัวและผู้อ่ืน เพ่ือลดการสัมผัสและแพร่กระจายเช้ือต่อเน่ือง รวมทั้งต้องมีการ
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 133
เฝ้าระวัง ติดตามอาการโดยสามารถติดตามการตรวจยืนยันการติดเชื้อเป็นระยะ หรือเมื่อมี
อาการ โดยระยะเวลาการกักแยกตัว การเฝ้าระวังติดตามอาการ และการตรวจยืนยันการติดเช้ือ
จะก�ำหนดตามระยะเวลาการฟกั ตัวของโรค
3. Hospital /facility infection control การป้องกัน ควบคุมการติดเชื้อและแพร่กระจายเช้ือ
ในโรงพยาบาลและแพร่กระจายเชื้อสู่บุคลากรโรงพยาบาล เน้นการบริหารจัดการส่ิงอ�ำนวย
ความสะดวกของโรงพยาบาลเพื่อลดการปนเปอ้ื นเชอ้ื ในโรงพยาบาล โดยเน้นการทำ� ความสะอาด
และท�ำลายเช้ือในพ้ืนที่โรงพยาบาล ซึ่งท�ำความสะอาด ด้วยวิธีเช็ดถู เน่ืองจากเช้ือแบคทีเรีย
ไม่สามารถมีชีวิตและแบ่งตัวได้บนพ้ืนผิวที่สะอาดและแห้ง การเช็ดถูโดยใช้ผ้าชุบน�้ำยาท�ำความ
สะอาดสามารถลดจ�ำนวนแบคทีเรยี ลงได้ 80 % และเม่อื ใช้น�้ำยาท�ำลายเชื้อจะสามารถลดจำ� นวน
เชื้อแบคทเี รียลงได้ 95 - 99 % ร่วมกับการใช้ PPE ตามกิจกรรมการสมั ผสั กบั ผู้ป่วย
4. Community containment such as quarantine การจ�ำกัดการแพร่กระจายในชุมชน โดย
การกักตัวผู้สัมผัสในชุมชน และมีการปรับลดกิจกรรม เช่น การปิดโรงเรียน การงดกิจกรรม
สาธารณะท่ีมีการรวมตัวกันแออัด โดยต้องจัดการควบคุมบริเวณชายแดนข้ามประเทศ ซึ่งการ
จัดการควบคุมการแพร่กระจายโรคในชุมชนที่ดี ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคติดเช้ือเข้าสู่การเข้ารับการ
รกั ษาในโรงพยาบาลลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อบุคลากรลดลงดว้ ย
การสอบสวน เฝา้ ระวงั โรคตดิ เชือ้ ในบุคลากรโรงพยาบาล: การแพรร่ ะบาดโรคติดเช้อื COVID 19
การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19 เป็นการแพรร่ ะบาดในรูปแบบ Pandemic ทีก่ ระจาย
ไปทุกประเทศ ท่ัวโลก โดยเป็นการแพร่ระบาดท่ีรุนแรงท�ำให้เสียชีวิตเป็นจ�ำนวนมาก การสอบสวนการ
ติดเช้ือในประชาชนจึงต้องอาศัยก�ำลังของบุคลากรจ�ำนวนมาก อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดของโรค
ก็ส่งผลต่อบุคลากรโรงพยาบาลที่ท�ำให้บุคลากรโรงพยาบาลต้องสัมผัสกับโรคติดเช้ือ COVID 19 ในผู้ป่วย
โดยเป็นความเสี่ยงในการท�ำงาน ขณะเดียวกัน บุคลากร ก็มีฐานะเป็นประชาชนในครอบครัว ในชุมชน
ที่มคี วามเส่ยี งการตดิ เช้อื จากครอบครวั และชมุ ชนได้ การสอบสวนและเฝา้ ระวังบคุ ลากรโรงพยาบาล จาก
การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อ COVID 19 จึงมีความยากและซับซ้อนเพ่ิมข้ึน อย่างไรก็ตามทีมอาชีวอนามัย
สามารถใช้ข้นั ตอนการสอบสวน เฝา้ ระวงั ทางระบาดวทิ ยาเปน็ กรอบในการด�ำเนนิ งานได้ ดังน้ี
1. การเตรียมเพอ่ื เขา้ สอบสวน
การจดั ทำ� แนวทางการเขา้ รับการสอบสวนและจดั ท�ำชอ่ งทางการเข้าถงึ การรายงาน
134 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
รูปที่ 1 แนวปฏิบัตกิ ารสอบสวนและกักตวั
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 135
นอกจากนี้ มีการจัดท�ำช่องทางการรายงาน เมื่อมีการสัมผัสผู้ติดเช้ือ หรือการรายงานเมื่อเกิด
การระบาด โดยจัดท�ำเป็นรปู แบบ ออนไลน์
เม่ือบุคลากรสัมผัสผู้ติดเช้ือ หรือเมื่อมี
บุคลากรติดเชื้อ สามารถลงทะเบียน
กิจกรรมการสัมผัสผู้ติดเชื้อและการใช้
PPE ลงในป่มุ การสอบสวน โดย admin
จะนำ� ขอ้ มลู การลงทะเบยี นการสอบสวน
เพื่อประเมินความเสี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด
ซ่ึงการลงทะเบียนสอบสวนจะท�ำให้สา-
มารถให้บุคลากรจ�ำนวนมากลงทะเบียน
สอบสวนไดพ้ ร้อมกัน
รปู ท่ี 2 ข้ันตอนการลงทะเบียนสอบสวนการสัมผัสผูต้ ิดเชือ้
2. การสอบสวน จะประกอบดว้ ยข้อมูลการมกี จิ กรรมสมั ผัสใกล้ชิดผปู้ ว่ ย และการใช้ PPE ดังนี้
l กิจกรรมที่สมั ผัสตวั หรอื สารคัดหล่งั เช่น นำ้� มกู นำ้� ลาย
l กิจกรรมทต่ี ้องใกล้ชิดกับผปู้ ว่ ย ระยะนอ้ ยกว่า 1 เมตร ระยะเวลานานมากกวา่ 5 นาที
l การไมใ่ ช้ PPE ทีค่ รบถว้ นตามกจิ กรรม เชน่ หน้ากากอนามัย
การยืนยันว่าการเกิดโรคจริง โดยใช้ผลการตรวจยืนยันการติดเช้ือด้วย RT- PCR (Reverse
Transcriptase Polymerase chain reaction) ซ่ึงเป็นการ Swab เก็บตัวอย่างเช้ือบริเวณล�ำคอ และ
หลังโพรงจมูก และส่งวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดยการวิเคราะห์แบบ Reverse Transcriptase
Polymerase chain reaction จะเปน็ การวิเคราะห์ที่ต้องเปลย่ี น RNA ให้เปน็ DNA แลว้ จึงจะทำ� PCR
ด้วยวิธี real time ซึ่งจะมีการแปลผลด้วยค่า CT : Cycle Threshold เป็นจ�ำนวนรอบในการวิเคราะห์
หาปริมาณ DNA กรณีที่มีปริมาณ DNA มากจะสามารถวิเคราะห์เพียงไม่ก่ีรอบ ซึ่งท�ำให้ค่า CT ต�่ำ
โดยทั่วไปการให้ผลลบจะพิจารณาตัดที่จ�ำนวนรอบการวิเคราะห์ที่ 40 ถ้า CT 40 และไม่พบ DNA
จะรายงานผลเปน็ not detected ดงั นนั้ การพจิ ารณาวา่ บคุ ลากรติดเช้อื จึงพิจารณาจากการตรวจยนื ยนั
การตดิ เชือ้ และได้ผล Detected
136 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
ทีมอาชีวอนามัยที่ได้รับรายงานบุคลากรสัมผัสการติดเช้ือ หรือบุคลากรติดเช้ือ จะท�ำการค้นหา
ผู้สัมผัสผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยวิธีการสอบสวนสอบถามกิจกรรมที่สัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ การใช้ PPE อาการ
เจ็บป่วย และพจิ ารณาบุคลากรสัมผสั ใกล้ชดิ เสยี่ งสงู โดยระบุกลมุ่ บุคลากร ดังน้ี
l บุคลากรยืนยันการติดเช้ือ เป็นบุคลากรที่มีอาการหรืออาการแสดงชัดเจนและมีผลตรวจ
RT- PCR ทางห้องปฏิบัติการ พบผล Detected
l บุคลากรเข้าข่าย เป็นกลุ่มที่มีอาการหรืออาการแสดงชัดเจนว่าน่าจะเป็นโรคนั้นๆ และมี
ประวัติสมั ผสั ผู้ป่วยติดเชอ้ื ซงึ่ เป็นกลุม่ ท่ตี ้องทำ� การตรวจยืนยนั การติดเช้ือ
l บุคลากรที่สัมผัสใกล้ชิดเส่ียงสูง เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาการแต่มีประวัติว่ามีกิจกรรมการสัมผัส
ใกล้ชิดและใช้ PPE ไม่เหมาะสมมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ จึงเป็นกลุ่มที่ต้องมีการแยกกักตัว
จากบุคลากรอนื่ และบคุ คลในครอบครวั ร่วมกบั การเฝา้ ระวังโรคและอาการเจ็บป่วย
การเฝ้าระวังและค้นหาผ้ปู ่วย
1. การเฝา้ ระวังและคน้ หาเชิงรับ (Passive case finding) โดยกำ� หนดอาการเจบ็ ปว่ ยไข้ ไอ น้ำ� มูก
เจ็บคอ ไม่รับรส กล่ิน เหน่ือย ให้เป็นอาการที่บุคลากรโรงพยาบาลทุกคนท่ีมีอาการต้องรายงาน
หัวหน้างานและรายงานคลินิก ออนไลน์ เพ่ือระบุเข้ารับการรักษา โดยมีแพทย์ให้การรักษา
เบ้ืองต้น อาจจะให้หยุดงาน 1 - 2 วัน เพ่ือเลี่ยงการสัมผัสกับบุคลากรอ่ืนและพิจารณาการตรวจ
ยืนยนั การติดเชอ้ื
2. การเฝ้าระวังเชิงรุก (Active case finding) เป็นการเฝ้าระวังบุคลากรที่มีการสัมผัสใกล้ชิดและ
ถูกประเมินเสี่ยงสงู โดยจะเฝา้ ระวงั 2 ลักษณะ
l เฝ้าระวงั การติดเชอ้ื โดยทำ� การตรวจยนื ยันการติดเช้ือ 2 รอบ ในวันท่ี 5 - 7 และ วันท่ี 13
หลงั การสมั ผัสผ้ตู ดิ เช้อื ในวนั สดุ ทา้ ย
l เฝ้าระวังอาการและอาการแสดงไข้ ไอ มีน�้ำมูก เจ็บคอ ไม่รับรส ไม่รับกล่ิน โดยจะมีการ
โทรติดตามทุกวันจนครบ 14 วัน ถา้ มอี าการจะท�ำการตรวจยืนยนั การตดิ เชอื้ ทันที
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 137
รูปที่ 3 ขนั้ ตอนการรับบรกิ ารคลนิ กิ ออนไลน์
138 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
การค้นหาเชิงรุก (Active case finding) เม่ือพบบุคลากรในหน่วยงานขณะท่ีทำ� การแยกกักตัว
และเฝ้าระวัง มีการติดเช้ือเพ่ิมข้ึน โดยเพิ่มข้ึนเท่ากับหรือมากกว่า 5 ราย ซ่ึงจะก�ำหนดว่ามีการระบาด
เป็น Cluster จะพจิ ารณาทำ� การค้นหาเชิงรุก โดยตรวจยืนยันการตดิ เช้อื ในบคุ ลากรทกุ คนในหน่วยงาน
ตวั อย่าง หน่วยงานห้องยา หน่วยงานการเงิน ทเ่ี บอ้ื งต้น พบบคุ ลากร ติดเชอื้ 2 คน เมื่อสอบสวน
และท�ำการตรวจยืนยันติดเช้ือบุคลากรท่ีสัมผัสใกล้ชิดเส่ียงสูง พบติดเช้ือ 2 คน ขณะท�ำการเฝ้าระวังใน
วนั ท ี่ 3 - 4 พบบุคลากรติดเชอ้ื เพิ่มขึ้นอกี 2 คน จงึ ท�ำการตรวจยนื ยันตดิ เชอื้ บุคลากรในหน่วยงานทงั้ หมด
พบบุคลากรติดเชื้อเพ่ิมอีก 2 คน ท�ำด�ำเนินการสอบสวน กักตัวและเฝ้าระวังจนครบเวลา และไม่พบ
บคุ ลากรตดิ เชือ้ เพม่ิ ขึน้
แสดงลกั ษณะของปญั หาการระบาด ในรปู ความสัมพันธ์ข้อมลู บคุ คล เวลาและสถานท่ีทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
โดยข้อมูลบุคคลจะพิจารณาในด้านลักษณะงาน กลุ่มงาน และกิจกรรมท่ีท�ำให้เกิดการติดเช้ือและเป็น
สาเหตขุ องการสัมผสั ใกลช้ ดิ เส่ียงสูง
จากขอ้ มลู การสอบสวน พบบคุ ลากรทส่ี มั ผสั
ใกลช้ ิดผ้ปู ่วยติดเช้ือเสยี่ งสูงเกิดจาก
l การใช้ PPE ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน
ไม่เหมาะสมตามกิจกรรม มักพบในงาน
ดา่ นหนา้ ในหอ้ งตรวจโรคทุกห้องตรวจ
l การท�ำงานที่ต้องใกล้ชิดผู้ป่วยน้อยกว่า
1 เมตร นานมากกว่า 15 นาที
l การปนเปื้อนผู้ป่วยติดเช้ือเข้าหน่วยงาน
มักพบในหนว่ ยงานผู้ปว่ ยใน
รูปที่ 4 กราฟแสดงรอ้ ยละเสย่ี งสงู แยกตาม Cluster
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 139
l การทำ� งานรว่ มกบั ผตู้ ิดเชือ้ ในพื้นท่แี ออดั เป็นห้องปดิ เป็นเวลานานมากกวา่ 30 นาที
l การทานอาหารร่วมกบั ผู้ติดเช้อื โดยไมใ่ สห่ น้ากาก ในห้องทแี่ ออดั และพดู คยุ กนั ขณะทานอาหาร
l การนอนพักในห้องพักร่วมกับผู้ติดเช้ือโดยไมใ่ ส่หนา้ กาก
ควบคุมการระบาด โดยพิจารณาจากข้อมูลการสอบสวน ว่าสาเหตุท่ีท�ำให้บุคลากรสัมผัสใกล้ชิด
เส่ียงสูง และสาเหตุบุคลากรติดเช้ือ จึงพิจารณามาตรการในการควบคุมการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อที่ท�ำให้
เกดิ การตดิ เชือ้ และการแพร่กระจายเชื้อ โดยมีขัน้ ตอน ดังนี้
ในระยะแรกพบว่าบุคลากรใช้ PPE ไม่เหมาะสม จึงมีมาตรการรณรงค์การใช้ PPE ให้เหมาะกับ
กจิ กรรม ทำ� ให้บุคลากรมีการใช้ PPE เพม่ิ ขึ้น ตามตารางที่ 1
ตารางที่ 1 จำ� นวนและรอ้ ยละบคุ ลากรใช้ PPE จ�ำแนกตามต�ำแหนง่ และระยะการระบาด
นอกจากการรณรงค์การใช้ PPE มีการจัดท�ำนโยบายเพ่ิมเติมให้กับโรงพยาบาล โดยใช้หลัก
การควบคุมการสัมผัสของบุคลากร โดยใช้มาตรการท่ีปรับตามกลักการหลักการควบคุมการสัมผัสทาง
อาชีวอนามัย (อ้าง paper ) ซ่ึงมขี ้ันตอนการควบคมุ ตามรูปท่ี 5 ดงั นี้
140 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล
รปู ที่ 5 ขัน้ ตอนการควบคมุ การสมั ผัสสง่ิ คุกคามดา้ นอาชวี อนามยั
1. การก�ำจัดแหล่งอันตราย (Elimination) ควบคุมที่แหล่งของเช้ือโรค โดยการควบคุมท่ีตัวผู้ป่วย
ตดิ เช้ือ
a. ใส่หน้ากากเข้าโรงพยาบาล คัดกรองไข้ก่อนเข้าโรงพยาบาลโดยเป็นมาตรการปิดกั้นที่
แหล่งแพร่เช้ือ
b. ลดจ�ำนวนผ้ปู ่วยทว่ั ไป เชน่ เปลยี่ นการรักษาแบบ online
c. แยกผู้ป่วยเส่ยี งออกนอกอาคารโรงพยาบาล โดยจัดทำ� คลนิ ิกระบบทางเดินหายใจ acute
respiratory infection: ARI เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจที่สงสัยเป็นผู้ป่วย
ตดิ เชอ้ื เขา้ ในโรงพยาบาล
d. แยกสถานท่รี บั ดแู ลผปู้ ว่ ย ตดิ เชื้อ cohort ward โดยให้อยู่ในห้อง airborne infection
isolation room (AIIR )
2. การควบคุมโดยใช้หลักทางวิศวกรรม (Engineering Control) เช่น การ จัดท�ำห้อง Negative
pressure และห้อง Positive pressure ร่วมกับการปรับระบบระบายอากาศในห้อง การจัด
ฉากก้นั การกนั้ แยกหอ้ ง
3. การจัดการท่ีตวั บุคคล
a. การใชอ้ ปุ กรณป์ กปอ้ ง คุ้มครองอนั ตรายส่วนบุคคล (PPE)
b. การลา้ งมือบ่อยๆ
c. การอบรม การสนับสนนุ การใช้ PPE ทคี่ รอบคลมุ ทุกความเสี่ยงของงาน
4. การสอบสวน กักตวั เฝา้ ระวงั อาการเจ็บป่วยและการตรวจยนื ยันการติดเชอื้
5. การรักษาและประเมินการกลบั เข้าท�ำงาน
บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล 141
6. การบนั ทกึ ข้อมลู การดำ� เนนิ งาน รายงานผบู้ รหิ ารรายวัน รปู แบบ info graphic
6.1 ข้อมูลจำ� นวนบุคลากรที่รายงานการสมั ผัสผูต้ ดิ เชื้อทีท่ �ำการสอบสวนและบุคลากรเสย่ี งสงู
6.2 ขอ้ มูลจ�ำนวนบคุ ลากรทท่ี �ำการกักตวั และทำ� swab
6.3 ขอ้ มูลบุคลากรที่มผี ลการตรวจยนื ยนั การตดิ เช้อื detected
6.4 ขอ้ มลู เฝา้ ระวงั แบบ Active Monitor จากขอ้ มูลจากการติดตามและคลนิ กิ ออนไลน์
รูปท่ี 6 ตวั อยา่ งอนิ โฟกราฟิกสถานการณโ์ รคติดเชื้อ COVID-19 ของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
142 บทท่ี 5 การสอบสวนและการเฝ้าระวังโรคติดเช้ือในโรงพยาบาล