The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ ว30213-2-64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jiraporn_cb, 2022-09-25 12:35:49

1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ ว30213-2-64

1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ ว30213-2-64

219

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12

รายวิชา ว30213 ฟสิ ิกส์ 13 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 3 โมเมนตัมและการชน
เรอ่ื ง แรงและการเปลย่ี นแปลงโมเมนตมั การดลและแรงดล เวลา 6 คาบ
ผู้สอน นางจริ าพร หงษ์ทอง วนั ท.ี่ ......เดอื น...............พ.ศ.........คาบท.่ี ........
วนั ท.่ี ......เดือน...............พ.ศ.........คาบที.่ ........

1. สาระการเรียนร/ู้ มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระฟสิ ิกส์
มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและ

กฎการเคล่ือนท่ขี องนิวตนั กฎความโนม้ ถ่วงสากล แรงเสยี ดทาน สมดลุ กลของวัตถุ งานและกฎการอนุรกั ษพ์ ลังงาน
กล โมเมนตมั และกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั การเคล่ือนท่แี นวโค้ง รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้
7. อธิบาย และคำนวณโมเมนตัมของวัตถุ และการดลจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟความสัมพันธ์ระหว่าง

แรงลพั ธ์กับเวลา รวมทงั้ อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรงดลกับโมเมนตมั

3. สาระสำคญั
เมื่อมีแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุจะทำให้โมเมนตัมของวัตถุเปลี่ยนไป โดยแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุเท่ากับ

อตั ราการเปลี่ยนโมเมนตัมของวัตถุนน้ั หรือ ⃑ = ∆ ⃑

แรงท่กี ระทำต่อวัตถุในเวลาสน้ั ๆ เรียกว่า แรงดล (impulsive force)
ผลคูณระหว่าง ⃑ และ ∆ เรียกว่า การดล (impulse) ⃑ = ⃑ ∆ = ∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑ ทิศทางของแรง

ดลมีทศิ ทางเดียวกันกบั การเปลีย่ นแปลงโมเมนตัม

4. จุดประสงค์การเรยี นรู้
4.1 อธิบายได้ว่าเมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุทำให้โมเมนตัมของวัตถุเปลี่ยนไป และแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ

จะเท่ากบั อตั ราการเปลยี่ นแปลงโมเมนตมั ของวัตถนุ ั้น (K)
4.2 อธิบายการดลและแรงดล และนำไปใช้อธิบายเหตกุ ารณ์ทเ่ี กีย่ วข้องในชวี ติ ประจำวันได้ (K)
4.3 หาการดลและแรงดลเฉล่ียท่ีกระทำต่อวตั ถุได้ เมอ่ื กำหนดสถานการณท์ ่ีเก่ียวขอ้ งให้ (K)
4.4 บันทึกและอธบิ ายการสงั เกตและการลงความเหน็ จากข้อมลู อย่างมีเหตุผล (P)

220

4.5 ตระหนักถึงความสำคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และ
การสรุปผลการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ ที่นำเสนอตอ่ หน้าสาธารณชนด้วยความถูกต้อง (A)

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 การเปล่ียนแปลงโมเมนตมั (∆ ⃑ )
เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ขนาดของความเร็วเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เปลี่ยนทิศทาง หรือ

ขนาดของความเร็วไม่เปลี่ยนแต่ทิศของความเร็วเปลี่ยน ก็เป็นผลให้สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุเปลี่ยนไปด้วย ซ่ึง
เรียกว่า มีการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม ทิศของการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมจะมีทิศเดียวกับการเปล่ียนแปลงความเรว็
สามารถหาขนาดของการเปลีย่ นแปลงโมเมนตมั ไดด้ ังนี้

∆ ⃑ = ⃑ 2 − ⃑ 1

หรอื ∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑

∆ ⃑ = ( ⃑ − ⃑⃑ )
∆ ⃑ = ∆ ⃑

การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของวัตถุและทิศของโมเมนตัมที่เปลี่ยนไป จะมีทิศเดียวกับทิศของความเร็วท่ี
เปลย่ี นไปดังรปู ที่ 1

⃑ 1 ⃑ 1 ⃑ 2 ⃑ 1
⃑ 2 − ⃑ 1 ∆ ⃑ 2
∆ − ⃑ 1
∆(ก ) (ข) − ⃑ 1
(ค)

รปู ที่ 1 การหาความเร็วลัพธ์ โดย (ก) ความเรว็ ของวัตถเุ ปลี่ยนไป เม่ือขนาดของความเร็วไม่เปล่ียนแตท่ ิศของ
ความเรว็ เปลี่ยน (ข) ความเรว็ ของวัตถเุ ปลย่ี นไป เมื่อขนาดของความเรว็ เปลย่ี นแต่ทศิ ของความเร็วไม่
เปล่ียน และ (ค) ความเร็วของวัตถเุ ปลย่ี นไป เมื่อขนาดของความเรว็ เปลย่ี นและทิศของความเร็วเปล่ยี น

5.2 การดล (Impulse) และแรงดล (Impulsive Force)
เมอื่ วัตถมุ วล เคลอ่ื นท่บี นพืน้ ไร้ความเสียดทาน กำลังเคล่ือนที่ด้วยความเร็วตน้ ⃑⃑ มแี รงคงตัว ⃑ กระทำ
ต่อวตั ถุในช่วงเวลา ∆ ทำใหค้ วามเร็วของวัตถเุ ปล่ยี นไปเปน็ ⃑ ดงั รูปที่ 2

⃑⃑ ⃑

221

⃑ ⃑

1 ∆ 2

รูปที่ 2 เม่ือมีแรงกระทำกบั วตั ถุ วัตถจุ ะมีการเปลยี่ นความเรว็

จากกฎการเคลอ่ื นที่ข้อท่ี 2 ของนวิ ตัน ⃑ = ⃑ และ ⃑ = ⃑⃑ − ⃑⃑


จะได้วา่ ⃑ = ( ⃑⃑ − ⃑⃑ )



⃑ = ⃑⃑ − ⃑⃑



จะเห็นว่าแรงลพั ธ์ที่กระทำกับวตั ถุใดจะเทา่ กับอตั ราการเปลี่ยนโมเมนตัมดังสมการที่ (1) แรงที่กระทำกับ

วัตถุในช่วงเวลาสั้น ๆ เรียกว่า แรงดล (Impulsive Force, ⃑⃑ ) เป็นปริมาณเวกเตอร์มที ิศเดียวกนั กับโมเมนตัมที่

เปลี่ยนไป

การดล (Impulse, ⃑ ) คือ โมเมนตัมทเี่ ปลีย่ นไป (∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑ ) หรือแรงลพั ธ์คณู กับเวลา ( ⃑ ∆ )

⃑ = ⃑ ∆ = ⃑ − ⃑⃑

5.2.1 การดล (Impulse)
การดล ( ⃑ ) แยกพิจารณาเป็น 2 แบบ คือ การดลเนื่องจากแรงคงที่ และการดลเนื่องจากแรงไมค่ งที่

(1) การดลเนื่องจากแรงคงท่ี ถ้ามแี รงคงที่กระทำกับวัตถุจะไดก้ ารดลเท่ากบั ผลคณู ของแรงลัพธ์กับเวลา
มีหนว่ ยเป็น นิวตัน.วนิ าที

⃑ = ⃑ ⃑ ∆ = ⃑ ⃑ − ⃑ ⃑ มหี น่วยเป็น นิวตนั .วินาที
การดลของแรงที่มีขนาดคงที่ ถ้าขนาดของการดลของแรงมีค่าเป็นบวก แสดงว่าโมเมนตัมของวัตถุที่เรา
กำลงั พิจารณามีค่าเพ่ิมขน้ึ ถ้าเป็นลบแสดงว่าโมเมนตัมของวตั ถจุ ะมีคา่ ลดลง และถ้าการดลมีค่าเป็นศูนย์แสดงว่าไม่
มกี ารออกแรงกระทำกบั วัตถุเลย

222
(2) การดลเนื่องจากแรงไม่คงท่ี ถ้ามีแรงไม่คงที่กระทำกับวัตถุจะได้การดลมีค่าเท่ากับพื้นที่ใต้กราฟ



การดล ( ⃑ )=พื้นท่ีใต้กราฟ −

0

ระหวา่ งแรงกบั เวลา
รูปที่ 3 เมื่อมีแรงไม่คงที่กระทำกบั วตั ถุ การดลหาได้จากพืน้ ทใี่ ต้กราฟ −

การดลเนื่องจากแรงไม่คงที่ แยกการพจิ ารณาเปน็ 2 แบบ คือ
(1) ถา้ มแี รงไม่คงทีเ่ พียงแรงเดยี วกระทำกับวัตถุ จะได้การดลเทา่ กับพน้ื ทใี่ ต้กราฟ กบั ∆
(2) ถา้ มแี รงคงทีแ่ ละไม่คงท่ีกระทำกบั วตั ถุ จะได้การดลเทา่ กบั ผลรวมของพนื้ ท่ีใตก้ ราฟ โดยแรงทม่ี ที ิศตาม
กนั การดลจะเท่ากบั ผลบวกของพน้ื ที่ใต้กราฟ แรงทีม่ ที ศิ ตรงขา้ มกัน การดลจะเท่ากับผลต่างของพืน้ ที่ใตก้ ราฟ
การดลที่เราพบบ่อย ๆนั้นเป็นการดลที่แรงมีค่ามากมากระทำกับวัตถุในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น รถยนต์ชน
กนั dการตีลูกเทนนสิ การตลี กู ปงิ ปอง การตอกตะปดู ้วยคอ้ น ลกู บลิ เลยี ดชนกัน เปน็ ต้น

5.2.2 แรงดล (Impulsive Force)
แรงดล หมายถงึ แรงท่กี ระทำกับวัตถใุ นชว่ งเวลาสน้ั ๆ หาได้จากสมการ

⃑ ⃑ = ⃑⃑ − ⃑ ⃑ = ⃑ มหี นว่ ยเป็น นิวตนั

∆ ∆

แรงดลไม่ใช่เป็นแรงใหม่อะไร ความจริงคือแรงภายนอกที่กระทำกับวัตถุดังกล่าวมาแล้ว มีข้อแตกต่างกัน

เพยี งเวลาทแี่ รงกระทำกับวัตถุกบั วัตถตุ ้องเปน็ เวลาส้นั ๆ จงึ เรยี กช่อื ให้ตา่ งออกไปเสยี ใหม่วา่ “แรงดล” หน่วยท่ีใช้

กเ็ ป็นหน่วยเดียวกนั สตู รท่ใี ช้ก็เป็นสตู รเดยี วกัน มสี ง่ิ ทคี่ วรสงั เกต ถา้ – (การเปลย่ี นแปลงโมเมนตัม) น้ัน

เทา่ เดิม แต่ มีค่านอ้ ย เราจะไดค้ ่า มากขนึ้

6. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
6.1 ขั้นสร้างความสนใจ (30 นาท)ี
6.1.1 ครูนำนักเรียนเข้าสู่บทเรียน เรื่อง แรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม โดยอภิปรายการเตะลูก

ฟุตบอลจากวีดโี อในชัว่ โมงท่ีแลว้ ดงั น้ี

223

- เราทราบว่าวัตถุซึ่งกำลังเคลื่อนที่จะมีโมเมนตัม เมื่อความเร็วของวัตถุเปลี่ยนไปโมเมนตัมจะ
เปลี่ยนไปด้วย กรณีที่นักเรียนเตะฟุตบอลกับเพื่อนในโรงยิม เพื่อนส่งลูกบอลให้นักเรียนด้วยความเร็วค่าหนึ่ง เม่ือ
นกั เรยี นออกแรงเตะลกู บอลท่เี พ่ือนส่งมาให้ในทิศทางเดียวกบั ท่ลี ูกบอลเคลื่อนที่มาหานักเรยี น สมมติวา่ พ้นื โรงยิมมี
แรงเสียดทานนอ้ ยมาก โมเมนตมั ของลูกบอลจะเปน็ อย่างไร

(แนวคำตอบ: โมเมนตัมของลูกบอลจะมากขึ้น เนื่องจากการเตะลูกบอลในทิศเดียวกันกับทิศทาง
เดิมทำใหค้ วามเรว็ มากขนึ้ )

- หากนักเรียนออกแรงเตะลูกบอลที่เพื่อนส่งมาให้ในทิศทางสวนทางกันกับที่ลูกบอลเคลื่อนที่มาหา
นักเรียนดว้ ยแรงเทา่ เดมิ โมเมนตัมของลูกบอลจะเป็นอย่างไร

(แนวคำตอบ: โมเมนตมั ของลูกบอลจะนอ้ ยลง เน่อื งจากการเตะลกู บอลในทิศสวนทางกนั กับทิศทาง
เดมิ ทำใหค้ วามเร็วลดลง)

- หากนกั เรียนปล่อยใหล้ กู บอลทีเ่ พ่ือนส่งมาเคลื่อนท่ี โดยนักเรียนไมเ่ ตะลกู บอลซ้ำ โมเมนตัมของลูก
บอลจะเปน็ อยา่ งไร ถา้ พืน้ มีแรงเสยี ดทานนอ้ ยมาก

(แนวคำตอบ: โมเมนตัมของลกู บอลจะเทา่ เดิม เนื่องจากความเร็วของลกู บอลเท่าเดมิ )
6.1.2 ครูนำนักเรียนเปลี่ยนบริบทจากกีฬาฟุตบอล เป็นกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เรื่อง
การกลและแรงดล ดังนี้
- หากเปลี่ยนจากการเล่นกีฬาบาสเกตบอลมาเป็นการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล เมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม
ตบลูกวอลเลย์มาทฝี่ ั่งนกั เรยี น แลว้ นกั เรียนออกแรงรับลกู วอลเลย์ เพราะเหตุใดนักเรยี นจึงเจบ็ มือ

(แนวคำตอบ: เพราะมีแรงท่ลี กู บอลเลย์กระทำทมี่ ือ)
- เมื่อฝ่ายตรงข้ามตบหรอื หยอดลูกวอลเลย์มาที่ฝั่งนักเรียน นักเรียนคิดวา่ แรงที่ลูกวอลเลย์กระทำที่
มอื ตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ: ต่างกัน โดยลูกหยอดมีแรงกระทำที่มือน้อยกว่าเนื่องจากความเร็วน้อยกว่า ส่วนลูก
ตบมแี รงกระทำที่มอื มากกว่าเน่ืองจากความเร็วมากกวา่ )
- ในขณะทนี่ ักเรยี นรบั ลกู วอลเลย์ ลูกวอลเลย์มีการเปลีย่ นแปลงโมเมนตัมหรือไม่
(แนวคำตอบ: มกี ารเปลีย่ นแปลงโมเมนตัม)
- นกั เรยี นคิดวา่ แรงมีความเกีย่ วข้องกบั การเปลี่ยนแปลงโมเมนตมั หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ: มีความเก่ยี วข้องกัน โดยการรับลกู วอลเลย์ทีม่ ีความเร็วสงู โมเมนตัมมาก จะเกดิ แรงที่
มือมากกวา่ เพื่อให้ลูกวอลเลย์มคี วามเรว็ ลดลง โมเมนตมั นอ้ ย)
- นักเรยี นจะลดแรงกระแทกท่ีลกู วอลเลยก์ ระทำกบั มอื ไดห้ รือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ: ลดแรงกระแทกได้ โดยย่อเข้าและงอแขนเลก็ นอ้ ยขณะรับลกู วอลเลย์)

224

6.2 ขั้นสำรวจและคน้ หา (70 นาที)
6.2.1 ครูแบง่ นักเรียนออกเปน็ 12 กลมุ่
6.2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการศึกษาแรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม โดยทำการทดลองให้เพื่อน

โยนถุงทราย 1 ถุง ด้วยความเร็วแตกต่างกันในแนวระดับ และให้นักเรียนอีกคนหนึ่งรับถุงทรายที่เพื่อนโยนมาให้
หลงั จากนน้ั ทำการเปรียบเทยี บแรงท่ีใชใ้ นการรบั ถงุ ทรายว่ามคี วามแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร

6.2.3 นักเรียนแต่ละกลุม่ ทำการศึกษาการดลและแรงดล โดยทำการทดลองให้เพื่อนปล่อยถุงทราย 1
ถุงในแนวดิ่งและให้นักเรียนอีกคนหนึ่งรับถุงทรายโดยไม่ให้มือเคลื่อนที่ แล้วทำการทดลองซ้ำอีกครั้งที่ระดับ
ความสงู เทา่ เดิมโดยสามารถปล่อยให้มือรับถงุ ทรายเลื่อนลงไปพร้อมกับถงุ ทรายได้ หลงั จากนั้นทำการเปรียบเทียบ
แรงทใี่ ชใ้ นการรับถงุ ทรายวา่ มคี วามแตกตา่ งกันหรือไม่ อยา่ งไร

6.2.4 นักเรียนแต่ละกลมุ่ บันทกึ ผลการทดลองและสรุปผลการทดลอง

6.3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (50 นาท)ี
6.3.1 ครสู ุม่ นักเรยี นออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชน้ั เรียน 2-3 กลมุ่
6.3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป เรื่อง แรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม จนได้ข้อสรุปว่า แรงลัพธ์

ที่ไม่เป็นศูนย์มากระทำกับวัตถุใด ๆ เท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม หลักการนี้สามารถนำมาอธิบาย
เหตุการณ์ในชวี ิตประจำวัน เชน่ การขบั รถเรว็ ทำใหโ้ มเมนตัมเปลยี่ นแปลงมาก แรงท่กี ระทำมาก เม่ือชนกับวัตถุใด
ๆ จะทำใหเ้ กดิ ความเสยี หายมาก

6.3.3 นักเรียนสรุปความสมั พันธร์ ะหว่างแรงและการเปลีย่ นแปลงโมเมนตมั ในใบงานที่ 12 ข้อที่ 1
6.3.4 ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุป เรอ่ื ง การดลและแรงดล จนได้ขอ้ สรุปวา่
- แรงลพั ธ์ทีก่ ระทำกบั วัตถุในช่วงเวลาสัน้ มาก ๆ เรยี กแรงนวี้ า่ แรงดล ซ่ึงเทา่ กบั อัตราการเปลย่ี นแปลง
โมเมนตมั ในช่วงเวลาสั้นมาก ๆ มีทิศเดยี วกนั กับโมเมนตัมทเ่ี ปลี่ยนไป
- การดล คอื การเปลยี่ นแปลงโมเมนตมั หรอื ขนาดของแรงดลคูณเวลา มีหน่วยเป็น นวิ ตัน.วินาที เมื่อ
มีแรงกระทำต่อวัตถไุ ม่คงท่ี การดลสามารถหาไดจ้ ากพน้ื ทใ่ี ตก้ ราฟความสัมพนั ธ์ระหวา่ งแรงดลกบั เวลา
6.3.5 นกั เรยี นสรปุ ความหมายของการดลและแรงดลในใบงานที่ 13 ข้อที่ 1-2

6.4 ขั้นขยายความรู้ (130 นาท)ี
6.4.1 นักเรียนนำความรู้ เรื่อง แรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม อธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ใน

ชีวิตประจำวันในใบงานที่ 12 ข้อที่ 2-4
6.4.2 นกั เรียนนำความรู้ เรอื่ ง แรงและการเปลย่ี นแปลงโมเมนตัม แกโ้ จทย์ปัญหาในใบงานที่ 12 ข้อ

ท่ี 5-12 และใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกนั อภปิ รายวธิ กี ารแก้โจทย์ปญั หา

225

6.4.3 นกั เรยี นนำความรู้ เรื่อง การดลและแรงดล อธิบายเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในชวี ติ ประจำวันในใบงาน
ที่ 13 ข้อที่ 3-4

6.4.4 นักเรียนนำความรู้ เรื่อง การดลและแรงดล แก้โจทย์ปัญหาในใบงานที่ 13 ข้อที่ 5-11 และให้
นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกันอภปิ รายวิธีการแกโ้ จทยป์ ญั หา

6.5 ขนั้ ประเมนิ ผล (20 นาที)
6.5.1 ครูประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการตอบคำถาม การทำกิจกรรม การนำเสนอผล

การทดลอง และใบงานของนกั เรียน

7. วสั ดุอปุ กรณ์ ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้ 7.5 ถุงทราย
7.1 หนังสือเรยี นรายวิชาเพ่ิมเติม ฟิสกิ ส์ เลม่ 2 7.6 ไม้เมตร
7.2 ใบความรู้ที่ 6 เร่ือง แรงและการเปล่ยี นแปลงโมเมนตัม การดลและแรงดล
7.3 ใบงานท่ี 12 เรื่อง แรงและการเปล่ยี นแปลงโมเมนตมั
7.4 ใบงานท่ี 13 เร่อื ง การดลและแรงดล

8. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู้

เปา้ หมาย วิธีการวัด เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารประเมิน

ด้านความรู้ (K)

8.1 อธิบายได้ว่าเมื่อมีแรงกระทำต่อ - การตอบคำถามของ - คำถามในชนั้ เรียน - นกั เรียนมากกว่าร้อยละ 80
อธบิ ายได้ถูกต้อง
วัตถุทำให้โมเมนตัมของว ัต ถุ นักเรียนในช้ันเรยี น
- ใบงานที่ 12 - คะแนนเฉลย่ี จากการทำใบ
เปลี่ยนไป และแรงลัพธ์ที่กระทำต่อ - ตรวจใบงาน งานท่ี 12 มากกว่าร้อยละ 80

วตั ถุจะเทา่ กบั อัตราการเปล่ียนแปลง

โมเมนตมั ของวัตถนุ ั้น

8.2 อธิบายการดลและแรงดล และ - การตอบคำถามของ - คำถามในชนั้ เรียน - นักเรยี นมากกว่าร้อยละ 80
- ใบงานท่ี 13 อธบิ ายได้ถกู ต้อง
นำไปใช้อธิบายเหตุการณ์ท่ีเกีย่ วข้อง นักเรยี นในชน้ั เรียน
- คะแนนเฉล่ยี จากการทำใบ
ในชวี ติ ประจำวนั ได้อยา่ งงา่ ยได้ - ตรวจใบงาน งานท่ี 13 มากกว่าร้อยละ 80
- ใบงานท่ี 13 - คะแนนเฉลย่ี จากการทำใบ
8.3 หาการดลและแรงดลเฉลี่ยที่ - ตรวจใบงาน งานท่ี 13 มากกว่าร้อยละ 80
กระทำต่อวัตถุได้ เมื่อกำหนด
สถานการณท์ ่ีเกย่ี วขอ้ งให้

เปา้ หมาย วิธีการวดั เครือ่ งมือวดั 226
เกณฑ์การประเมิน

ด้านทักษะกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ (P)

8.4 บันทึกและอธิบายการสังเกตและ - สังเกตพฤติกรรม - ใบงานท่ี 12-13 - นกั เรยี นมีพฤติกรรม

การลงความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมีเหตผุ ล นกั เรียนขณะทำ - แบบสงั เกต การทำงานกลุ่ม ตอนที่ 1

กจิ กรรมในช้ันเรยี น พฤติกรรมการทำงาน อยูใ่ นเกณฑด์ ี

กลมุ่ ตอนท่ี 1

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ (A) - แบบสงั เกต - นักเรียนมีพฤติกรรม
8.5 ตระหนักถึงความสำคัญในการที่ - สังเกตพฤติกรรม
จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย นกั เรยี นขณะทำ พฤติกรรมการทำงาน การทำงานกล่มุ ตอนที่ 2
การลงความเห็น และการสรุปผลการ กิจกรรมในช้ันเรยี น
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นำเสนอต่อหน้า กลุ่ม ตอนที่ 2 อยูใ่ นเกณฑ์ดี
สาธารณชนด้วยความถกู ต้อง

227

แบบประเมินใบงาน/ใบกิจกรรม

รายวิชา ฟิสกิ ส์ 13 รหสั วชิ า ว30213 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4
เร่ือง...................................................................................................................ครผู ูส้ อน นางจริ าพร หงษ์ทอง

ผลการประเมิน

ท่ี ชือ่ – สกลุ ดีมาก ดี ปานกลาง ปรบั ปรงุ หมายเหตุ

(4) (3) (2) (1)

1 นาย ชนะชัย เทียมแกว้

2 นาย ชยพล จนั ทร์เลิศ

3 นาย ชโยฑิต เสาโกมทุ

4 นาย ณภทั ร ช่นื ชม

5 นาย บญุ ยกร ประทุมชาติ

6 นาย ประสทิ ธศิ กั ด์ิ หดิ เมียงสงค์

7 นาย พสิ ษิ ฐ์ พัฒนะพุฒเิ ลิศ

8 นาย ภูมิภทั ร นวชาติ

9 นาย วชั รากร ออ่ นสุวรรณ

10 นาย อภิวฒั น์ ญาติสมบูรณ์

11 นางสาว กมนธดิ า แสนท้าว

12 นางสาว กานดา กันชัยภูมิ

13 นางสาว แกว้ เจา้ จอม คงยนื

14 นางสาว ชญาณิศา พิสฐิ ปภา

15 นางสาว ณฏั ฐธิดา สมศรแี สง

16 นางสาว ดุลยาภรณ์ ลาภเกิด

17 นางสาว ธญั ญาลักษณ์ ประจงคา้

18 นางสาว ธาวินี คงกนั กง

19 นางสาว นษิ ฐเนตร์ เทียมไธสง

20 นางสาว ปรมิ มาดา สพุ ันดี

21 นางสาว ปรยี าวณี า พองชัยภมู ิ

22 นางสาว ปวรศิ า นลิ โท

23 นางสาว ปาณสิ รา จวงเงนิ

228

ผลการประเมิน

ที่ ช่ือ – สกลุ ดมี าก ดี ปานกลาง ปรบั ปรุง หมายเหตุ

(4) (3) (2) (1)

24 นางสาว พชิ ญ์ชา เพลยี ซ้าย
25 นางสาว ฟารดิ าย์ สีวาที
26 นางสาว ภทั รพร ศรีพนั ธุ์
27 นางสาว มนัสนันท์ ขันอาษา
28 นางสาว วาณิกา หาญชนะ
29 นางสาว ศิวาพร แนวโอโล
30 นางสาว อรวรรยา อมรชยั กลุ

ลงชอ่ื .........................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางจริ าพร หงษท์ อง)
ตำแหนง่ ครู

เกณฑ์การประเมนิ ใบงาน/ใบกิจกรรม
ระดบั เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ดีมาก (4) - เนื้อหาถูกต้อง ครบถ้วน 80% ขึน้ ไป หรอื แสดงความเข้าใจปญั หาอยา่ งสมบรู ณ์

คำตอบประกอบด้วยทุกประเด็นทีต่ อ้ งการ หรือ แสดงวธิ ีทำถกู ต้อง 80% ขึ้นไป
ดี (3) - เนื้อหาถูกต้อง ครบถว้ น 70 – 79% หรือ แสดงความเขา้ ใจปัญหาค่อนข้างมาก คำตอบ

ปรากฏทุกประเด็นทต่ี ้องการ หรือ แสดงวิธีทำถูกต้อง 70 – 79%
ปานกลาง (2) - เน้อื หาถูกตอ้ ง ครบถ้วน 60 – 69% หรอื แสดงความเขา้ ใจปญั หาบางสว่ น คำตอบ

ประกอบดว้ ยประเดน็ ส่วนใหญ่ทตี่ อ้ งการ หรือ แสดงวิธีทำถกู ต้อง 60 – 69%
ปรับปรงุ (1) - เนอ้ื หาถูกตอ้ ง ครบถว้ น นอ้ ยกว่า 60% หรอื แสดงความเขา้ ใจปญั หาเพียงเล็กน้อย

ประเดน็ ส่วนใหญท่ ต่ี ้องการไม่ปรากฏ หรือ แสดงวิธที ำถกู ต้อง นอ้ ยกว่า 60%

แบบสงั เกตพฤติก
เร่ือง ..................................................

ชน้ั มัธยมศ
ตอนที่ 1 ประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
คำชแี้ จง ใหเ้ ติมเครื่องหมาย ✓ ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั พฤติกรรมในช้นั เรียน

ข้อ รายการพฤติกรรม กลุ่มท่ี
....

123

1 นักเรยี นมกี ารบันทกึ ผลการอภปิ รายลงในใบกจิ กรรมอยา่ ง
ครบถ้วน

2 นกั เรยี นได้คน้ ควา้ ความรเู้ พิ่มเตมิ จากแหล่งเรยี นรู้

3 นักเรยี นอธบิ ายแนวคิดในการทำกจิ กรรมของกลมุ่ ตนเองให้เพ่ือน
กลุ่มอื่นเข้าใจ

รวม

ผลการประเมนิ

เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ปฏิบัตสิ มำ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ชว่ งคะแนน 7-9
ปฏิบตั ิพอสมควร ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน 4-6
ช่วงคะแนน 1-3
ตอนท่ี 2 ปปรฏะิบเมัตนิ นิ ดอ้ ้ายนมคาุณก ธรรมใหจ้ ร1ิยธคระรแมน(นA)

229

กรรมการทำงานกลมุ่
..................................................................
ศกึ ษาปีที่ 4/13

ระดบั พฤตกิ รรม
กลมุ่ ท่ี กลุ่มท่ี กลุ่มท่ี กลุม่ ท่ี กลุ่มที่ กลุม่ ที่ กลุ่มที่
.... .... .... .... .... .... ....
3123123123123123123123

ระดับคุณภาพดี ลงชอ่ื ........................................ผู้ประเมิน
ระดบั คุณภาพพอใช้ (นางจิราพร หงษ์ทอง)
ระดับคุณภาพปรบั ปรุง
วันท่ี.........เดือน........................พ.ศ.........

ตอนที่ 2 ประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
คำชี้แจง ใหเ้ ติมเคร่ืองหมาย ✓ ลงในช่องที่ตรงกับระดับพฤติกรรมในชัน้ เรียน

ขอ้ รายการพฤตกิ รรม กลุ่มท
....
1 นักเรียนมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรม 12
2 ทำงานเสรจ็ ตามวัตถุประสงค์ทก่ี ำหนด
3 ร่วมกันอภิปรายและสรุปผลงานของกล่มุ ตนเอง
4 รว่ มกันอภิปรายและสรปุ ผลงานของกลมุ่ อ่ืน
5 เกบ็ วสั ดอุ ปุ กรณ์เรยี บรอ้ ยหลังเสร็จกจิ กรรม

รวม
ผลการประเมิน

เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ปฏิบตั ิสมำ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ชว่ งคะแนน 11-15
ปฏบิ ตั ิพอสมควร ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน 6-10
ปฏิบตั นิ ้อยมาก ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน 1-5

230

ระดบั พฤตกิ รรม
ที่ กล่มุ ที่ กล่มุ ท่ี กลมุ่ ท่ี กลุม่ ที่ กลุ่มที่ กลุ่มที่ กลุ่มที่

.... .... .... .... .... .... ....
3123123123123123123123

ระดบั คุณภาพดี ลงช่ือ........................................ผปู้ ระเมิน
ระดับคุณภาพพอใช้ (นางจิราพร หงษ์ทอง)
ระดบั คุณภาพปรบั ปรุง
วันท.่ี ........เดอื น........................พ.ศ.........

231

9. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. ........................................................
.....................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................... .................
.....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
.................................................................................................................................. ...................................................
.....................................................................................................................................................................................
................................................................................................................... ..................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
........................................................................................................................................................................... ..........
.....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
.......................................................................................................................................... ...........................................
.....................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ…………………………………………….(ผู้สอน)
(นางจริ าพร หงษ์ทอง)
ครู

10. บันทึกผลการนเิ ทศแผนการจัดการเรยี นร้/ู เสนอแนะ/รบั รอง
1. หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชื่อ…………………………………………….
(นายปราโมทย์ อนิ ทรบำรุง)

หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ละเทคโนโลยี

232

2. รองผูอ้ ำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชอ่ื …………………………………………….
(นายอาทติ ย์ เรียงสาทร)

รองผู้อำนวยการกลมุ่ บริหารวิชาการ

3. ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชัยภูมิภักดชี มุ พล
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชื่อ…………………………………………….
(นายปรชี า เคนชมภู)

ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นชัยภูมภิ ักดชี ุมพล

233

รายวิชาฟสิ กิ ส์ 13 ว30213 ใบความรทู้ ี่ 6 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ที่ 1-2
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ใชป้ ระกอบแผนจดั การเรยี นร้ทู ี่ 12

เรือ่ ง แรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตมั การดลและแรงดล

1. การเปล่ียนแปลงโมเมนตัม (∆ ⃑ )
เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ขนาดของความเร็วเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เปลี่ยนทิศทาง หรือ

ขนาดของความเร็วไม่เปลี่ยนแต่ทิศของความเร็วเปลี่ยน ก็เป็นผลให้สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุเปลี่ยนไปด้วย ซ่ึง
เรียกว่า มีการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม ทิศของการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมจะมีทิศเดียวกับการเปล่ียนแปลงความเร็ว
สามารถหาขนาดของการเปล่ียนแปลงโมเมนตัมไดด้ ังน้ี

∆ ⃑ = ⃑ 2 − ⃑ 1

หรือ ∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑

∆ ⃑ = ( ⃑ − ⃑⃑ )
∆ ⃑ = ∆ ⃑

การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของวัตถุและทิศของโมเมนตัมที่เปลี่ยนไป จะมีทิศเดียวกับทิศของความเร็วที่
เปลยี่ นไปดังรูปท่ี 1

⃑ 1 ⃑ 1 ⃑ 2 ⃑ 1
⃑ 2 − ⃑ 1 ∆ ⃑ 2
∆ − ⃑ 1
∆(ก ) (ข) − ⃑ 1
(ค)

รูปท่ี 1 การหาความเรว็ ลพั ธ์ โดย (ก) ความเรว็ ของวตั ถเุ ปลี่ยนไป เม่ือขนาดของความเร็วไม่เปล่ยี นแต่ทิศของ
ความเรว็ เปลี่ยน (ข) ความเรว็ ของวัตถุเปลยี่ นไป เม่ือขนาดของความเร็วเปล่ยี นแตท่ ศิ ของความเร็วไม่
เปลีย่ น และ (ค) ความเร็วของวตั ถเุ ปลี่ยนไป เมื่อขนาดของความเร็วเปลี่ยนและทศิ ของความเร็วเปลี่ยน

ตัวอย่างที่ 1 ชายคนหนึ่งมีมวล 40 กิโลกรัม ขับรถยนต์ด้วยความเร็วคงท่ี 72 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนถนนตรงสาย

หนึ่ง ถ้าเขาบงั คับใหร้ ถหยดุ ภายในเวลาขณะหนงึ่ จงหาโมเมนตมั ท่ีเปล่ียนไปที่เกิดขึน้

วิธีทำ จาก ∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑ = 72(1000/3600) = 20 m/s

แทนค่า ∆ ⃑ = (40)(0) − (40)(20) = −80 kg. m/s

234
ตอบ โมเมนตมั ทเี่ ปลยี่ นไปเท่ากับ 80 กโิ ลกรัมเมตรตอ่ วนิ าที มที ิศตรงข้ามกบั การเคลื่อนท่ี

2. การดล (Impulse) และแรงดล (Impulsive Force)
เมื่อวัตถมุ วล เคลือ่ นที่บนพื้นไรค้ วามเสียดทาน กำลังเคลอื่ นท่ดี ้วยความเรว็ ต้น ⃑⃑ มแี รงคงตวั ⃑ กระทำ

ต่อวตั ถใุ นช่วงเวลา ∆ ทำให้ความเร็วของวัตถเุ ปลี่ยนไปเป็น ⃑ ดังรปู ที่ 2

⃑⃑ ⃑

⃑ ⃑

1 ∆ 2

รปู ท่ี 2 เม่ือมีแรงกระทำกบั วัตถุ วตั ถุจะมีการเปลี่ยนความเร็ว

จากกฎการเคลอ่ื นท่ีข้อท่ี 2 ของนวิ ตัน ⃑ = ⃑ และ ⃑ = ⃑⃑ − ⃑⃑


จะได้วา่ ⃑ = ( ⃑⃑ − ⃑⃑ )



⃑ = ⃑⃑ − ⃑⃑



จะเห็นว่าแรงลพั ธ์ที่กระทำกับวัตถุใดจะเทา่ กับอตั ราการเปลี่ยนโมเมนตัมดังสมการที่ (1) แรงที่กระทำกับ

วัตถุในช่วงเวลาสั้น ๆ เรียกว่า แรงดล (Impulsive Force, ⃑⃑ ) เป็นปริมาณเวกเตอร์มีทิศเดียวกนั กบั โมเมนตัมที่

เปลี่ยนไป

การดล (Impulse, ⃑ ) คือ โมเมนตัมทเ่ี ปลี่ยนไป (∆ ⃑ = ⃑ − ⃑⃑ ) หรอื แรงลพั ธค์ ูณกบั เวลา ( ⃑ ∆ )

⃑ = ⃑ ∆ = ⃑ − ⃑⃑

2.1 การดล (Impulse)
การดล ( ⃑ ) แยกพจิ ารณาเปน็ 2 แบบ คอื การดลเน่อื งจากแรงคงท่ี และการดลเนื่องจากแรงไม่คงท่ี

(1) การดลเน่อื งจากแรงคงท่ี ถา้ มแี รงคงที่กระทำกบั วัตถจุ ะไดก้ ารดลเท่ากบั ผลคณู ของแรงลัพธ์กับเวลา
มหี นว่ ยเปน็ นิวตัน.วนิ าที

⃑ = ⃑⃑ ∆ = ⃑⃑ − ⃑⃑ มีหนว่ ยเป็น นวิ ตัน.วินาที

235

การดลของแรงที่มีขนาดคงที่ ถ้าขนาดของการดลของแรงมีค่าเป็นบวก แสดงว่าโมเมนตัมของวัตถุที่เรา
กำลังพจิ ารณามคี ่าเพม่ิ ขึน้ ถ้าเปน็ ลบแสดงว่าโมเมนตัมของวตั ถุจะมีค่าลดลง และถ้าการดลมีคา่ เป็นศูนย์แสดงว่าไม่
มกี ารออกแรงกระทำกับวัตถเุ ลย

(2) การดลเนื่องจากแรงไม่คงท่ี ถ้ามีแรงไม่คงที่กระทำกับวัตถุจะได้การดลมีค่าเท่ากับพื้นที่ใต้กราฟ



การดล ( ⃑ )=พน้ื ทีใ่ ต้กราฟ −

0

ระหว่างแรงกับเวลา
รูปที่ 3 เมื่อมีแรงไมค่ งท่ีกระทำกับวตั ถุ การดลหาได้จากพื้นท่ีใตก้ ราฟ −

การดลเน่ืองจากแรงไม่คงที่ แยกการพิจารณาเปน็ 2 แบบ คือ
(1) ถา้ มีแรงไมค่ งท่เี พียงแรงเดียวกระทำกับวตั ถุ จะได้การดลเท่ากบั พ้นื ที่ใต้กราฟ กบั ∆
(2) ถ้ามแี รงคงท่แี ละไมค่ งท่ีกระทำกบั วัตถุ จะไดก้ ารดลเท่ากับผลรวมของพ้ืนทใี่ ตก้ ราฟ โดยแรงทม่ี ีทศิ ตาม
กัน การดลจะเท่ากับผลบวกของพ้นื ทีใ่ ตก้ ราฟ แรงท่ีมที ศิ ตรงข้ามกัน การดลจะเท่ากับผลตา่ งของพื้นท่ใี ตก้ ราฟ
การดลที่เราพบบ่อย ๆนั้นเป็นการดลที่แรงมีค่ามากมากระทำกับวัตถุในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น รถยนต์ชน
กนั dการตลี กู เทนนิส การตลี ูกปิงปอง การตอกตะปูด้วยค้อน ลูกบิลเลยี ดชนกัน เป็นตน้

2.2 แรงดล (Impulsive Force)
แรงดล หมายถึง แรงที่กระทำกับวัตถใุ นชว่ งเวลาสั้น ๆ หาไดจ้ ากสมการ

⃑⃑ = ⃑ ⃑ − ⃑⃑ = ⃑ มหี น่วยเป็น นวิ ตนั

∆ ∆

แรงดลไม่ใช่เป็นแรงใหม่อะไร ความจริงคือแรงภายนอกที่กระทำกับวัตถุดังกล่าวมาแล้ว มีข้อแตกต่างกัน

เพียงเวลาทแ่ี รงกระทำกบั วัตถกุ ับวัตถุต้องเป็นเวลาส้นั ๆ จงึ เรียกชอ่ื ให้ตา่ งออกไปเสียใหมว่ ่า “แรงดล” หน่วยที่ใช้

กเ็ ป็นหนว่ ยเดียวกนั สูตรทีใ่ ช้กเ็ ป็นสูตรเดยี วกัน มีสงิ่ ทค่ี วรสงั เกต ถา้ – (การเปล่ยี นแปลงโมเมนตัม) นั้น

เท่าเดมิ แต่ มคี า่ นอ้ ย เราจะไดค้ า่ มากขึน้

236

ตัวอย่างที่ 2 วัตถุมวล 3 กิโลกรัม กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 8 เมตร/วินาที เมื่อมีแรงคงที่กระทำกับวัตถุในทิศ
ตรงข้ามกบั ทิศการเคลื่อนท่ีของวัตถเุ ดมิ เป็นเวลานาน 0.02 วนิ าที และทำให้วัตถุมีความเรว็ เปน็ 4 เมตร/วินาที ใน
ทิศของแรงกระทำ จงหาขนาดของ

ก. แรงดลทกี่ ระทำกับวัตถุ ข. การดลท่กี ระทำกบั วตั ถุ

= −8 / = +4 /

3 3

วธิ ีทำ ก. จากสตู ร ⃑ = ⃑⃑ − ⃑⃑

⃑ = (3)(+4)−(3)(−8) = 1800
แทนคา่
0.02

 แรงดลท่กี ระทำกับวัตถเุ ป็น 1800 นวิ ตัน มที ศิ ทางไปทางขวามือ ตอบ
ตอบ
ข. จากสตู ร ⃑ ∆ = ⃑ − ⃑⃑

แทนคา่ ⃑ ∆ = (3)(+4) − (3)(−8) = 36 .

 การดลที่กระทำกบั วัตถุมีค่าเทา่ กบั 36 นวิ ตัน.วนิ าที มที ิศทางเดยี วกบั แรงดล

ตวั อย่างท่ี 3 จากรปู เปน็ กราฟแสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรงกับเวลา แรง (N) เวลา ( x10-2 s)
ของวตั ถุหน่ึง 20 10
10
ก. ขนาดของการดลท่ีกระทำต่อวตั ถุในช่วง 10 x10-2 วนิ าที
แรก 05

ข. ขนาดของแรงดลที่กระทำต่อวัตถใุ น 10 x10-2 วินาทแี รก

วธิ ที ำ ก. ขนาดของการดลที่กระทำต่อวตั ถุในช่วง 10 x10-2 วินาทแี รก ตอบ

= พื้นทีใ่ ต้กราฟ

= 1 x ฐาน x สูง
2

= 1 × 10 × 20

2

= 100 N. s

 การดลทีก่ ระทำกับวัตถมุ ีคา่ เทา่ กับ 100 นวิ ตนั .วนิ าที มที ศิ ทางเดยี วกบั แรงดล

ข. ขนาดของแรงลัพธ์ท่กี ระทำต่อวัตถุใน 10 x10-2 วนิ าทแี รก

⃑ = ⃑



แทนคา่ ⃑ = 100 237
10×10−2 ตอบ
⃑ = 1,000

 แรงดลท่กี ระทำกับวัตถุมีคา่ เทา่ กับ 1,000 นิวตนั มที ิศทางเดียวกับการดล

238

รายวิชาฟสิ กิ ส์ 13 ว30213 ใบงานที่ 12 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ท่ี 1
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ใช้ประกอบแผนจดั การเรยี นรทู้ ่ี 12

เร่อื ง แรงและการเปลีย่ นแปลงโมเมนตมั

ช่อื ......................................................................................เลขที่.....................ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4/........

1. วัตถุมวล m เคลื่อนที่บนพื้นไรแ้ รงเสียดทานด้วยความเร็วต้น ⃑⃑ เมื่อมีแรงคงตัว ⃑ มากระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้
ความเร็วของวัตถเุ ปล่ียนไปเป็น ⃑ แรงลัพธท์ ่เี กิดขึ้นมคี วามสัมพันธก์ บั การเปลยี่ นแปลงโมเมนตัมอย่างไร
ตอบ

2. รถบรรทุกชนิดเดียวกันและมีขนาดเท่ากันสองคัน คันหนึ่งบรรทุกของจนเต็ม อีกคันหนึ่งไม่มีของบรรทุก รถท้ัง
สองน้แี ล่นด้วยความเรว็ เท่ากนั ในการทำใหร้ ถท้ังสองหยุดนง่ิ ในระยะทางเท่ากัน บนถนนสายเดยี วกนั รถคนั ใดต้อง
ใช้แรงต้านมากกว่า เพราะเหตใุ ด
ตอบ

3. สถานการณต์ ่อไปนี้มกี ารเปลย่ี นแปลงโมเมนตัมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ก. การตกแบบเสรีของก้อนหิน
ข. วตั ถทุ ่ีขวา้ งออกไป
ค. จุกยางท่มี ีการเคล่ือนทแี่ บบวงกลม

ตอบ

4. “เวลากระโดดจากท่ีสงู เมื่อเท้าถงึ พน้ื เรามกั จะย่อเขา่ เพื่อชว่ ยป้องกนั ไมใ่ ห้เกิดอาการบาดเจบ็ ทเ่ี ทา้ ” ข้อใดเปน็
เหตุผลทางฟิสกิ ส์ของคำกล่าวน้ี

ก. การงอเขา่ ทำใหค้ วามสงู ที่กระโดดลงมาเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงท่ีเทา้ น้อยลง
ข. การงอเข่าทำให้โมเมนตัมลดลง ทำใหเ้ กดิ แรงที่เท้าน้อยลง

239
ค. การงอเข่าทำใหเ้ วลาท่ีเทา้ กระทำตอ่ พน้ื สนั้ ลง ทำให้เกิดแรงที่เท้าน้อยลง
ง. การงอเข่าทำให้เวลาท่ีกระทบพื้นนานขึ้น ทำให้เกดิ แรงที่เทา้ นอ้ ยลง
จ. การงอเขา่ เป็นสัญชาตญาณปอ้ งกนั ไม่ใหเ้ ทา้ บาดเจบ็
ตอบ
5. กระสุนมวล 20 g เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 500 m/s เข้าไปในกระสอบทรายและหยุดอยู่ในกระสอบทรายภายใน
เวลา 1 ms กำหนดให้แรงตา้ นจากทรายที่กระทำตอ่ กระสุนเปน็ แรงคงตัว จงคำนวณแรงตา้ นนี้
วิธีทำ

6. ลกู ฟตุ บอลมวล 0.5 กโิ ลกรัม เคลอ่ื นทดี่ ้วยความเร็ว 20 เมตรต่อวินาที ถ้าผู้รักษาประตใู ชม้ ือรับลูกฟตุ บอลให้
หยดุ นิง่ ภายในเวลา 0.04 วินาที แรงเฉลีย่ ทม่ี ือกระทำต่อลูกบอลมีขนาดเทา่ ใด
วธิ ีทำ

7. ลูกกลมหน่ึงมวล 2 กโิ ลกรัม เคลื่อนที่ด้วยอตั ราเรว็ 1 เมตรต่อวนิ าทีไปกระทบฝาผนังและกระดอนกลบั ดว้ ย
อัตราเรว็ 1 เมตรต่อวินาที ถ้าแรงเฉลี่ยที่กระทำต่อผนังในช่วงเวลาที่มกี ารชนเป็น 4 นิวตัน เวลาดังกล่าวมีค่าเท่าใด
วิธีทำ

240
8. นกั กฬี าเตะลูกบอลมวล 400 กรมั อดั กำแพงแล้วลูกบอลสะทอ้ นสวนกลบั มาดว้ ยอัตราเรว็ 5 เมตรต่อวนิ าที ซึ่ง
เทา่ กบั อัตราเร็วเดมิ ถา้ แรงที่กำแพงกระทำต่อลกู บอลเปน็ 80 นิวตัน ลูกบอลกระทบกำแพงอยู่นานเทา่ ใด
วิธีทำ

9. วตั ถุมวล 4 กิโลกรมั เคลือ่ นทดี่ ้วยอตั ราเรว็ คงตัว 5 เมตรตอ่ วินาที ในแนวระดับไปชนกำแพงแนวดงิ่ หลังจากชน
แลว้ กระดอนกลบั ในแนวเดิมด้วยอัตราเรว็ คงเดมิ แตท่ ิศทางตรงกนั ขา้ ม

ก. จงหาโมเมนตัมทเ่ี ปลี่ยนไป
ข. ถ้าเวลาที่วตั ถุชนกำแพง 0.5 วินาที แรงเฉลี่ยทว่ี ัตถุนน้ั กระทำต่อกำแพงเปน็ เท่าใด

10. สมชายขว้างลูกเทนนิสมวล 50 g ลงบนพื้นเรียบด้วยอัตราเร็ว 30 m/s ในทิศทำมุม 30o กับแนวราบ จากนั้น

ลูกบอลกระดอนขึ้นจากพื้นด้วยอัตตราเร็วเท่าเดิมในทิศทำมุม 30o กับแนวราบเช่นกัน หากลูกเทนนิสกระทบพื้น

เป็นเวลา 0.03 s จงหาแรงเฉลีย่ ท่ีพื้นกระทำต่อลูกเทนนสิ

ก. 50 N ข. 50√3 N ค. 100 N ง. 100√3 N

วธิ ที ำ

241

11. วัตถมุ วล 10 kg ไดร้ บั แรงผลักคงท่ี 60 N กระทำในแนวราบ ทำใหว้ ตั ถุเร่ิมไถลจากหยดุ น่ิงไปบนพื้น ซ่งึ มี

สมั ประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.4 เป็นเวลา 10 s วตั ถจุ ะมีความเร็วก่ี m/s

1. 10 m/s 2. 20 m/s 3. 30 m/s 4. 40 m/s

วิธที ำ

12. ปลอ่ ยลูกบอลมวล 100 g สูงจากพ้นื 20 m หลังจากกระทบพืน้ ลกู บอลสะท้อน
กลับในแนวดงิ่ ดงั เดิมสูง 11.25 m ถ้าชว่ งเวลาทล่ี กู บอลสัมผัสพน้ื เปน็ เวลา 10-2 s จง
หาแรงเฉลยี่ ที่พ้นื กระทำต่อลูกบอล
วธิ ที ำ

242

รายวิชาฟิสิกส์เพ่มิ เติม 13 ว30213 ใบงานท่ี 13 จุดประสงค์การเรยี นรู้ที่ 2-3
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ใชป้ ระกอบแผนจัดการเรยี นร้ทู ่ี 12

เรือ่ ง การดลและแรงดล

ชือ่ ......................................................................................เลขท.ี่ ....................ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/........

1. แรงดล (Impulsive force, ⃑ ) คือ.........................................................................................................................
.............................................................มีสตู รคือ........................................................มีหน่วยเป็น...............................
2. การดล (Impulsive, ⃑ ) คือ.....................................................................................................................................
.............................................................มสี ูตรคอื ........................................................มหี นว่ ยเป็น...............................
3. การห้อยโหนของนักแสดงกายกรรมจำเป็นต้องมีตาข่ายขึงไว้เบื้องล่าง ตาข่ายนี้ใช้รองรับนักแสดงเมื่อพลาดตก
ลงมา ถ้าผู้แสดงตกลงมา ถ้าผู้แสดงตกบนตาข่ายกับตกลงบนพื้นด้วยความเร็วก่อนกระทบเท่ากันกรณีใดจะได้รับ
อนั ตรายมากกว่ากัน เพราะเหตุใด
ตอบ

4. เหตใุ ดที่สนามแข่งรถความเร็วสูงดา้ นขา้ งถนนจึงมีกองฟางหรือยางรถยนต์วางกองไว้
ตอบ

5. การดล 100 N.s ทำใหว้ ตั ถมุ วล 1 kg เรมิ่ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าใด
ก. 1 m/s ข. 10 m/s ค. 100 m/s ง. 1,000 m/s

วิธที ำ

243
6. ลูกเทนนิสมวล 50 g เคลื่อนที่เข้าชนผนังดว้ ยอัตราเรว็ 20 m/s จากนั้นกระดอนกลับด้วยอัตราเร็ว 15 m/s จง
หาการดลทผ่ี นงั กระทำตอ่ ลูกเทนนิส

ก. 0.25 N.s ข. 0.75 N.s ค. 1.00 N.s ง. 1.75 N.s
วธิ ีทำ

7. ปล่อยลกู บอลมวล 0.1 kg จากท่สี ูงจากพื้น 1.8 m ลกู บอลตกกระทบพ้นื แลว้ กระดอนข้นึ ได้สงู จากพ้ืนเปน็
ระยะทาง 0.8 m จงคำนวณการดลทแี่ รงจากพนื้ กระทำตอ่ ลูกบอล กำหนดให้ g=10 m/s2

ก. 1.0 N.s ข. 2.0 N.s ค. 10 N.s ง. 20 N.s
วิธที ำ

8. วัตถุอันหนงึ่ ถกู แรงกระทำ มคี วามสมั พนั ธร์ ะหว่างแรงกับเวลาดังกราฟ จง
หาการดลและแรงดล
วธิ ีทำ

244

9. ลกู บอลมวล 100 กรัม เคลือ่ นทดี่ ้วยความเร็ว 20 เมตร/วนิ าที ในแนว
ระดับ ชายคนหนง่ึ ใชไ้ มต้ ีลูกบอลน้สี วนออกมาในทิศตรงข้าม แรงทีก่ ระทำ
ตอ่ ลกู บอลกระทบไม้ตแี ทนด้วยกราฟนี้ อยากทราบว่าลูกบอลจะมี
ความเร็วหลังกระทบไม้ตเี ท่าใดในหน่วยเมตร/วนิ าที
ก. 15 m/s ข. 30 m/s ค. 40 m/s ง. 50 m/s

10. กลอ่ งบรรจุของมีมวล 4 กโิ ลกรมั มีแรงลัพธ์ทม่ี ีขนาดเปล่ียนแปลงตามเวลากระทำดังกราฟทีแ่ สดงในรูป ทำให้
กล่องเคล่อื นท่ีไปโดยมคี วามเร่งไม่คงตัว เม่อื เวลา t=0 วนิ าที กล่องน้ีม่ีความเรว็ 10 เมตรตอ่ วินาที ในทิศทางของ
แรงลพั ธ์ จงหา

ก. อตั ราเรว็ ของกลอ่ งเมื่อเวลา t = 4 s
ข. อัตราเรว็ ของกลอ่ งเมื่อเวลา t = 1 s

245

11. ลูกบอลมวล 25 g เคลื่อนทใี่ นแนวระดบั ดว้ ยความเร็วตน้ 25 m/s ถ้าชายคนหน่ึงใช้ไม้ตลี กู บอลนี้สวนออกมา
ในทิศตรงขา้ ม เขียนกราฟแรงที่กระทำต่อลกู บอลกบั เวลาได้ดังรูป จงหา

ก. การดลมคี า่ เท่าใด
ข. หลังจากถกู ไมต้ ี ลกู บอลมีความเร็วเทา่ ใด

246

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 13

รายวิชา ว30213 ฟิสิกส์ 13 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 โมเมนตมั และการชน
เร่อื ง การชนในหน่งึ มิติ และกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตัม เวลา 6 คาบ
ผสู้ อน นางจริ าพร หงษท์ อง วันท.ี่ ......เดือน...............พ.ศ.........คาบท่ี.........

1. สาระการเรียนรู/้ มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระฟสิ ิกส์
มาตรฐาน ว 6.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและ

กฎการเคลือ่ นท่ีของนวิ ตนั กฎความโนม้ ถ่วงสากล แรงเสยี ดทาน สมดุลกลของวตั ถุ งานและกฎการอนุรักษ์พลงั งาน
กล โมเมนตมั และกฎการอนุรกั ษ์โมเมนตัม การเคล่ือนทแี่ นวโค้ง รวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรยี นรู้
8. ทดลอง อธิบายและคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชนในหนึ่งมิติทั้งแบบยืดหยุ่น ไม่ยืดหยุ่น

และการดีดตวั แยกจากกันในหนึ่งมิตซิ งึ่ เป็นไปตามกฎการอนรุ กั ษ์โมเมนตมั

3. สาระสำคญั
การชนในหนึ่งมิติ (collisions in one dimension) เป็นการชนในแนวตรง วัตถุทั้งสองอยู่ในเส้นตรง

เดยี วกันท้ังก่อนการชนและหลังการชน
ผลรวมของโมเมนตัมก่อนการชนของระบบเท่ากับผลรวมของโมเมนตัมหลังการชนของระบบเมื่อไม่มีแรง

ภายนอกมากระทำ เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม (law of conservation of momentum) ซึ่งกล่าวว่า
โมเมนตมั รวมของระบบมคี ่าคงตัว

การชนที่พลังงานจลน์ของระบบมีค่าคงตัว เรียกว่า การชนแบบยืดหยุ่น (elastic collision) การชนที่
พลังงานจลน์ของระบบมีค่าไม่คงตัวเรียกว่า การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (inelastic collision) ส่วนการระเบิดผลรวม
ของโมเมนตมั ของระบบคงตัว ส่วนผลรวมของพลังงานจลน์ของระบบไม่เปน็ ศนู ย์

4. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
4.1 อธิบายการชนแบบยืดหยนุ่ และการชนแบบไมย่ ดื หยุ่น (K)
4.2 อธิบายกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม และใช้กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตันแสดงกฎการอนุรักษ์

โมเมนตัม (K)

247

4.3 อธิบายลักษณะการชนในหนงึ่ มิติ พรอ้ มทั้งคำนวณหาปรมิ าณที่เก่ยี วขอ้ งเมื่อกำหนดสถานการณใ์ ห้ (K)
4.4 บันทึกและอธิบายการสงั เกตและการลงความเห็นจากขอ้ มูลอย่างมีเหตผุ ล (P)
4.5 ตระหนักถึงความสำคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และ
การสรปุ ผลการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ที่นำเสนอต่อหน้าสาธารณชนด้วยความถกู ต้อง (A)

5. สาระการเรยี นรู้
5.1 การชน (Collision)
การชน (Collision) คือการที่วัตถุกระทบกันในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น การชนกันของรถ การกระทบกันของ

ลูกตุ้ม กับเสาเข็ม การตีเทนนิส ตีปิงปอง ตีกอล์ฟ การเตะลูกบอล หรือในบางครั้งวัตถุอาจไม่ต้องกระทบกันแต่มี
แรงมากระทำต่อวตั ถุแลว้ ให้ผลเหมือนกับการชน เช่น การระเบิดของวัตถุระเบิด การยิงปืน เป็นต้น ในการชนของ
วัตถุโดยมากมักจะมีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ ซึ่งขนาดของแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการชนของ
วัตถุ และในการชนอาจมีการสูญเสียโมเมนตัมมากหรือน้อยหรือไม่สูญเสียเลยก็ได้ เราอาจแยกการชนออกได้ 2
ลกั ษณะดงั นี้

1. เมื่อโมเมนตัมของระบบมีค่าคงที่ เป็นการชนที่ขณะชนมีแรงภายนอกมากระทำน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบ
กับขนาดของแรงดลทีเ่ กดิ ขึ้นหรอื แรงภายนอกเป็นศูนย์ เช่น การชนกันของลูกบดิ เลียด การชนของรถยนต์ การยิง
ปืน เปน็ ต้น

2. เมื่อโมเมนตัมของระบบไม่คงที่ เป็นการชนที่ขณะชนมีแรงภายนอกมากระทำมากกว่าแรงดลที่เกิดกับ
วัตถุขณะชนกนั เชน่ ลูกบอลตกกระทบพน้ื รถยนต์ชนกบั ตน้ ไม้ เป็นต้น

5.2 กฎการอนุรักษโ์ มเมนตัม (Law of conservation of momentum)
ในทีน่ เ้ี ราจะกลา่ วถึงการชนของวัตถุเมื่อไม่มีแรงภายนอกมากระทำต่อระบบ ซง่ึ จะเปน็ ผลใหโ้ มเมนตัมของ
ระบบมีค่าคงที่ พิสูจน์ได้จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน เมื่อวัตถุชนกันจะเกิดแรงกระทำซึ่งกันและกันด้วย
ขนาดทเ่ี ท่ากนั แต่ทิศตรงกันขา้ ม ดงั รปู ที่ 1

12 21 2
1

รูปที่ 1 วตั ถุสองกอ้ นชนกันในแนวเสน้ ตรง

จากรปู ท่ี 1 ตามกฎการเคลอื่ นทข่ี ้อท่ี 3 ของนิวตนั
จะได้ ⃑ 12 = − ⃑ 21

248

จากกฎการเคลอื่ นท่ีข้อท่ี 2 ของนวิ ตนั ⃑ = ⃑
จะได้ 1 ⃑ 1 = − 2 ⃑ 2

1 (∆ ⃑⃑ ) = − 2 (∆ ⃑⃑ )

∆ 1 ∆ 2

1 ( ⃑⃑ 1− ⃑⃑ 1) = − 2 ( ⃑⃑ 2− ⃑⃑ 2)

∆ ∆

1 ⃑ 1 − 1 ⃑⃑ 1 = − 2 ⃑ 2 + 2 ⃑⃑ 2

ดงั น้ัน 1 ⃑⃑ 1 + 2 ⃑⃑ 2 = 1 ⃑ 1 + 2 ⃑ 2

( ⃑ 1 + ⃑ 2)ก่อนชน = ( ⃑ 1 + ⃑ 2)หลังชน

∑ ⃑ = ∑ ⃑

ซึง่ เรยี กว่า กฎการอนุรกั ษ์โมเมนตมั สรุปได้วา่ “การชนของวัตถุ เม่อื มแี รงภายนอกทเี่ ปน็ ศูนยม์ ากระทำ
ผลรวมของโมเมนตมั ของระบบก่อนชนจะเท่ากับผลรวมของโมเมนตัมของระบบหลังชนเสมอ”

5.3 การชนในหน่งึ มติ ิ (Collision in one dimension)
การชนในหน่งึ มิติเปน็ การชนในแนวตรง แนวการเคลือ่ นท่ีของวัตถทุ ั้งสองท้ังก่อนชนและหลังชนอยู่ในแนว
เดยี วกนั จะเกิดขน้ึ เมอื่ วัตถทุ ง้ั สองมกี ารชนผา่ นจุดศนู ย์กลางมวล การชนในหนง่ึ มิตยิ งั แบ่งออกเป็น

(1) การชนแบบยืดหยุ่น (Elastic collision) เป็นการชนท่ีโมเมนตัมของระบบมีค่าคงตัว

(∑ ⃑ = ∑ ⃑ ) และพลังงานจลน์ของระบบมคี า่ คงตัว (∑ = ∑ )

จากพลังงานจลนข์ องระบบมีคา่ คงตัว ∑ = ∑

1 1 12 + 1 2 22 = 1 1 12 + 1 2 22 (1)
2 2 2 2 (2)
จากโมเมนตัของระบบมีค่าคงตัว
∑ ⃑ = ∑ ⃑

1 ⃑⃑ 1 + 2 ⃑⃑ 2 = 1 ⃑ 1 + 2 ⃑ 2

จะได้ ⃑⃑ + ⃑⃑ = ⃑ ⃑ + ⃑⃑

249

(2) การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelastic collision) เป็นการชนที่พลังงานจลน์ของระบบไม่คงตัว

หลังการชนจะมีการสูญเสียพลังงานจลน์ไปบ้างบางส่วนในรูปของพลังงานเสียง แสง ความร้อน เป็นต้น โดย

พลังงานจลน์ก่อนชนจะไม่เท่ากับพลังงานจลน์หลังชน (∑ ≠ ∑ โดย ∑ > ∑ ) แต่ยังมี

การอนุรักษ์โมเมนตัม (∑ ⃑ = ∑ ⃑ ) การชนที่วัตถุติดกันไปจะทำให้สูญเสียพลังงานจลน์มากที่สุด เรียกว่า “การ

ชนแบบไมย่ ืดหยนุ่ สมบรู ณ์” 2 ⃑ 2
(3) การระเบิด ระเบิดมวล 1 + 2 เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ⃑

หลังจากนั้นระเบิดออกเป็นสองส่วนมีมวล 1 และ 2 และยังสามารถเคลื่อนที่ใน ⃑ 1
แนวตรงด้วยความเร็ว ⃑ 1 และ ⃑ 2 ดังรูปที่ 2 พลังงานจลน์หลงั ชนจะเพ่ิมข้ึนเนื่องจาก 1

วัตถุทั้งสองก้อนมีความเร็วมากขึ้น ทำให้พลังงานจลน์ก่อนชนจะไม่เท่ากับพลังงาน ⃑⃑
จลน์หลังชน (∑ ≠ ∑ โดย ∑ > ∑ ) แต่ยังมีการอนุรักษ์โมเมนตัม 1 + 2

(∑ ⃑ = ∑ ⃑ )

รูปที่ 2 การระเบิด

6. กระบวนการจดั การเรียนรู้

6.1 ขน้ั สร้างความสนใจ (30 นาที)

6.1.1 ครูเปดิ วีดีโอเก่ยี วกับอบุ ัตเิ หตุในการแข่งรถมอเตอร์ไซด์และกีฬาสนุกเกอร์ให้นักเรียนดู แล้วให้

นกั เรยี นวเิ คราะหเ์ หตุการณท์ เี่ กดิ ขึ้นในวดี ีโอ เพ่ือนำเข้าส่บู ทเรียนเร่อื งการชน ดงั น้ี

ก. หลังชนรถและผู้ขบั เคลื่อนทต่ี ดิ กนั ไปในแนวตรง ข. หลงั ชนรถและผขู้ ับเคล่ือนท่ีแยกออกจากกนั
ค. หลังชนรถทงั้ สองคันเคล่อื นทีไ่ ปเปน็ เส้นตรงโดยมชี ิน้ ส่วนของรถหลุดออกมาด้วย

250

รปู ที่ 3 วีดีโอแสดงการชนของรถจกั รยานยนตใ์ นลักษณะต่าง ๆ

ก. ก่อนชนลูกสนุกสีขาวเคลื่อนที่ ลกู สนุกสแี ดง ข. หลังชนลูกสนกุ สแี ดงเคล่อื นทไ่ี ปข้างหนา้ เลก็ น้อย
หยดุ น่งิ ลกู สนุกสีขาวกำลังเข้าชนกนั ในแนวเส้นตรง ส่วนลูกสนกุ สขี าวเคล่อื นท่ีถอยหลงั ในแนวเสน้ ตรง

ค. กอ่ นชนลูกสนุกสีขาวเคลื่อนท่ี ลกู สนุกสีแดง ง. หลงั ชนลกู สนุกทงั้ สองเคลื่อนทไี่ ปขา้ งหน้า

หยุดน่ิง กำลงั เข้าชนกันในแนวเสน้ ตรง โดยแยกออกจากกัน ไมอ่ ยู่ในแนวเสน้ ตรง

รปู ที่ 4 วดี ีโอแสดงการชนของลูกสนกุ ในลกั ษณะตา่ ง ๆ

- จากวีดโี อทนี่ กั เรียนได้ดูไปแล้วนน้ั เปน็ การชนของวัตถุในลกั ษณะต่าง ๆ นกั เรียนสังเกตเหน็ ลักษณะ
ของการชนในวดี โี อกแ่ี บบ อะไรบ้าง

(แนวคำตอบ: นกั เรยี นตอบไดอ้ ยา่ งอสิ ระ เชน่ วตั ถชุ นแลว้ ติดกนั ไป วตั ถุชนกนั แล้วแยกออกจากกัน
ในแนวเสน้ ตรง และวตั ถชุ นกันแล้วแยกออกจากกันโดยไม่อยู่ในแนวเส้นตรง)

- ในวีดโี อมกี ารชนของวัตถรุ ะหวา่ งอะไรกบั อะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ: การชนระหว่างลูกสนุ๊กทั้งสองสี การชนระหว่างรถจักรยานยนต์กับรถจักรยานยนต์
และการชนระหว่างรถจกั รยานยนตก์ บั พืน้ ถนน เป็นตน้ )
- การที่วตั ถชุ นกนั ไดต้ ้องมีวตั ถุอย่างน้อยกี่อนั
(แนวคำตอบ: การชนกนั ไดต้ อ้ งมีวตั ถอุ ย่างนอ้ ยสองอัน)
- นักเรียนคิดวา่ การที่จะทำใหว้ ตั ถุทง้ั สองชนกันแลว้ หลังชนวตั ถทุ ้งั สองเคลือ่ นทีเ่ ป็นเสน้ ตรงนั้น วตั ถุ
ท้งั สองตอ้ งมลี กั ษณะการเคล่อื นทก่ี ่อนชนเป็นอยา่ งไร

251

(แนวคำตอบ: วัตถุทัง้ สองต้องชนกนั ในแนวเสน้ ตรงผา่ นจดุ กึ่งกลางหรือจดุ ศูนย์กลางมวล)
- การที่วัตถุทั้งสองชนกันแล้ว หลังชนวัตถุทั้งสองเคลื่อนที่ไม่เป็นเส้นตรงหรือไม่ได้อยู่ในแนวเดิม
วัตถทุ ้งั สองตอ้ งมลี กั ษณะการเคลื่อนท่ีก่อนชนเปน็ อย่างไร
(แนวคำตอบ: วัตถทุ ้งั สองต้องชนกนั โดยไมผ่ ่านจุดศูนย์กลางมวล)
- นักเรยี นคดิ วา่ การชนของรถจักรยานยนตแ์ ละการชนของลกู สนุ๊กเหมือนหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวคำตอบ: การชนของรถจักรยานยนต์และการชนของลูกสนุก๊ มีความแตกตา่ งกัน กล่าวคือ หลัง
ชนลูกสนกุ๊ มักแยกออกจากกนั ส่วนการชนของรถจกั รยานยนต์บางครั้งรถจักรยานยนต์ท้ังสองคันเคลื่อนที่ติดกันไป
หลังชน บางครั้งรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันเคลื่อนที่แยกออกจากกัน นอกจากนี้รถจักรยานยนต์มักมีรอยยุบหรือมี
ชน้ิ สว่ นชำรุดเนอ่ื งจากการชน)
6.1.2 ครูชแ้ี จงหวั ข้อทจ่ี ะเรยี นในช่ัวโมงนี้ซึง่ เกี่ยวกับการชนในหนึ่งมติ ิและการอนุรักษโ์ มเมนตัม

6.2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (70 นาท)ี
6.2.1 ครูให้นักเรียนทดลองการชนในหนึ่งมิติโดยใช้ฝาขวดน้ำขนาดต่าง ๆ กัน ชนกันให้ผ่านจุด

ศูนย์กลางมวล แล้วสังเกตลกั ษณะการเคลอ่ื นท่ที เ่ี กดิ ขน้ึ หลงั ชน ดังนี้
- วางฝาขวดชนิดเดียวกัน 2 ฝา ในแนวเส้นตรงห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้บรรทัดผลักฝาขวด

อนั หนงึ่ ให้วงิ่ ไปชนกับฝาขวดอกี อันดงั รูปที่ 5

เคล่อื นท่ี หยดุ นงิ่
A B

รูปที่ 5 ฝาขวด A เคล่อื นทีเ่ ข้าชนฝาขวด B ท่หี ยุดน่งิ ในแนวเส้นตรง

- วางฝาขวดชนดิ เดียวกัน 2 ฝา ในแนวเสน้ ตรงหา่ งกัน 10 เซนตเิ มตร แล้วใชไ้ ม้บรรทดั ผลักฝาขวดท้ัง
สองอนั ให้ชนดังรปู ท่ี 6

เคลอ่ื นที่ไปทางขวา เคลือ่ นท่ีไปทางซ้าย
A B

รูปท่ี 6 ฝาขวด A และ B เคล่ือนท่เี ข้าชนกนั ในแนวเส้นตรง

- วางฝาขวดต่างชนิดกัน 2 ฝา ในแนวเส้นตรงห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้บรรทัดผลักฝาขวด
อันหน่ึงให้วงิ่ ไปชนกับฝาขวดอีกอันดงั รูปท่ี 7-8

เคลือ่ นที่ หยดุ น่ิง
C A

252

รูปที่ 7 ฝาขวด C (มวลมาก) เคลอื่ นที่เขา้ ชนฝาขวด A (มวลน้อย) ท่หี ยุดนิ่งในแนวเส้นตรง

เคลือ่ นท่ี หยุดนิง่
A C

รูปท่ี 8 ฝาขวด A (มวลนอ้ ย) เคลอ่ื นที่เข้าชนฝาขวด C (มวลมาก) ทห่ี ยุดน่งิ ในแนวเส้นตรง

- วางฝาขวดและดินน้ำมันก้อนเล็ก ๆ ในแนวเส้นตรงห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้บรรทัดผลักฝา
ขวดอนั หนึง่ ให้วิ่งไปชนกับฝาขวดท่ีติดดินน้ำมนั ไว้ดงั รปู ท่ี 9

เคลอ่ื นท่ี ดนิ น้ำมัน หยดุ นิง่
A B

รูปท่ี 9 ฝาขวด A เคล่อื นที่เข้าชนฝาขวด B ทต่ี ดิ ดินนำ้ มนั ไว้ท่หี ยุดน่ิงในแนวเส้นตรง

6.2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มเขียนผลการทดลองและสรุปผลการทดลองลงในกระดาษชาร์ต เพื่อใช้
ประกอบการอธบิ ายใหเ้ พอื่ นกลุม่ อน่ื ฟงั

6.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (100 นาที)
6.3.1 นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลการทดลองใหเ้ พื่อนกลุ่มอื่นฟังหนา้ ช้นั เรยี น
6.3.2 ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองจนไดข้ อ้ สรุปวา่
- การชนในหนึ่งมิติเป็นการชนกันของวัตถุซึ่งแนวการเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งสองก่อนชนและหลังชนอยู่

ในแนวเดียวกัน การชนกันในแนวตรงจะเกดิ ขนึ้ เมื่อแนวการเคลอื่ นทข่ี องศูนยก์ ลางมวลของวตั ถุท่ีเขา้ ชนจะต้องผ่าน
ศูนยก์ ลางมวลของวตั ถทุ ถ่ี ูกชน

- หากพิจารณาการชนกันของวัตถุสองก้อนในแนวเส้นตรง เมื่อไม่มีแรงภายนอกมากระทำ จากกฏ
การเคลื่อนท่ีข้อทีส่ ามของนิวตันสามารถพิสูจนไ์ ด้ว่าโมเมนตัมรวมก่อนชนและโมเมนตัมรวมหลังชนเทา่ กัน เรียกว่า
“กฏการอนุรกั ษ์โมเมนตัม”

- การชนในหนึง่ มติ แิ บง่ ออกเป็น 3 ลักษณะ คอื
(1) การชนแบบยืดหยุ่น (Elastic collision) เป็นการชนที่ภายหลังการชนแล้ววัตถุทั้งสองต่างแยก
เคลื่อนที่ในทิศทางของตัวมันเอง ผลของการชนนี้เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์โมเมนตัมและกฏการอนุรักษ์พลังงาน
จลน์ กล่าวคือ ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชนเท่ากับผลรวมของโมเมนตัมหลังชน (∑ = ∑ ) ผลรวมของ
พลังงานจลน์ก่อนชนเท่ากับผลรวมของพลังงานจลน์หลังชน (∑ = ∑ ) จากการทดลองใช้ฝาขวดชนิดต่าง
ๆ เคลอ่ื นท่ชี นกนั สามารถสรปุ การทดลองได้ดงั น้ี

253

เมื่อฝาขวดมีมวลเท่ากัน ( = ) ฝาขวด A เคลื่อนที่เข้าชนฝาขวด B ที่หยุดนิ่ง หลังชนฝา
ขวด A จะหยุดนิ่งและถ่ายโอนโมเมนตัมไปยังฝาขวด B ทำให้ฝาขวด B เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากันกับความเร็ว
ก่อนชนของฝาขวด A

เมื่อฝาขวดมีมวลไม่เท่ากันโดย < ) เมื่อให้ฝาขวด C เคลื่อนที่เข้าชนฝาขวด A ที่หยุดน่งิ
หลังชนฝาขวด C จะเคลื่อนที่ไปทิศทางเดมิ ดว้ ยความเรว็ ลดลง เนื่องจากถ่ายโอนโมเมนตมั บางส่วนไปยังฝาขวด A
ทำให้ฝาขวด A จากเดิมหยุดนิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น โดยขนาดความเร็ว > เมื่อให้ฝาขวด A
เคล่อื นทเ่ี ข้าชนฝาขวด C ท่ีหยดุ น่ิง หลังชนฝาขวด A จะเคลอื่ นท่ีกลับไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางก่อนชน และ
ฝาขวด A ถ่ายโอนโมเมนตัมบางส่วนไปยังฝาขวด C ทำให้ฝาขวด C จากเดิมหยุดนิ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเพิ่มขน้ึ
เลก็ น้อยและมที ศิ ทางเดยี วกันกับความก่อนชนของฝาขวด C โดยขนาดความเรว็ >

(2) การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelastic collision) เป็นการชนที่หลังการชนแล้ววัตถุจะสูญเสีย
พลังงานจลน์ไปบางส่วนในรูปของพลังงานเสียง แสง ความร้อน เป็นต้น โดยพลังงานจลน์รวมก่อนชนไม่เท่ากับ
พลังงานจลน์รวมหลังชน (∑ > ∑ ) แต่ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชนเท่ากับผลรวมของโมเมนตัมรวมหลัง
ชน (∑ = ∑ ) โดยการชนที่สูญเสียพลังงานมากที่สุดคือการที่วัตถุติดกันไปหลังชน ดังการทดลองฝาขวด A
เคลือ่ นทดี่ ้วยความเรว็ เข้าชนฝาขวด B ทตี่ ดิ ดนิ นำ้ มันไวแ้ ละหยดุ น่งิ หลงั ชนฝาขวดทง้ั สองจะเคลอื่ นทีต่ ิดกนั ไป

(3) การระเบิดของวัตถุในแนวตรง เมื่อวัตถุมวล ( 1 + 2) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต้นหลัง ⃑⃑
จากนน้ั ระเบดิ ออกเป็นสองส่วนจะเกดิ มวล 1 และ 2 เคลื่อนทีด่ ว้ ยความเรว็ ⃑ 1 และ ⃑ 2 พลงั งานจลน์รวมหลัง
ชนจะเพิ่มขึ้น ทำให้พลังงานจลน์รวมก่อนชนไม่เทา่ กับพลังงานจลน์รวมหลังชน (∑ < ∑ ) แต่ผลรวมของ
โมเมนตัมกอ่ นชนเทา่ กับผลรวมของโมเมนตมั รวมหลังชน (∑ = ∑ )

6.4 ข้ันขยายความรู้ (90 นาที)
6.4.1 นกั เรยี นนำความรู้ทไ่ี ดต้ อบคำถามในใบงานท่ี 14 ข้อที่ 1-9 ตามความเข้าใจของตนเอง
6.4.2 นักเรียนพิจารณาการชนแบบยืดหยุ่นและการชนแบบไม่ยืดหยุ่นโดยใชก้ ฎการอนุรักษ์พลังงาน

จลน์ ในใบงานท่ี 14 ข้อ 10
6.4.3 นกั เรยี นนำความรู้ท่ีได้เกี่ยวกับการชนในหนึ่งมิติและการอนุรกั ษโ์ มเมนตัมไปแก้โจทย์ปัญหาใน

ใบงานที่ 14 ข้อ 11-13 และใหน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั อภปิ รายวิธีการแก้โจทย์ปัญหา
6.4.4 นกั เรียนนำความรู้ที่ได้เก่ียวกับการชนในหนึ่งมิติ การอนุรักษ์โมเมนตัมไป ไปประยุกต์ใช้กับกฎ

การอนุรกั ษพ์ ลังงาน โดยแกโ้ จทย์ปญั หาในใบงานท่ี 14 ขอ้ 14-19 และให้นักเรียนแตล่ ะกลุม่ รว่ มกันอภปิ รายวิธีการ
แก้โจทย์ปัญหา

254

6.5 ข้ันประเมินผล (10 นาที)
6.5.1 ครูประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ลักษณะการชนในหนึ่งมิติ การชนแบบยืดหยุ่น

การชนแบบไม่ยดื หยุน่ และการระเบิดจากการตอบคำถาม การทำกจิ กรรมในช้นั เรยี นและใบงานของนกั เรียน

7. วสั ดุอปุ กรณ์ ส่ือและแหล่งการเรียนรู้
7.1 หนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่ิมเติม ฟสิ ิกส์ เลม่ 2
7.2 ใบความรู้ท่ี 7 เรื่อง การชนในหน่งึ มิติ และกฎการอนุรกั ษโ์ มเมนตมั
7.3 ใบงานที่ 14 เรอื่ ง การชนในหนงึ่ มติ ิ และกฎการอนรุ ักษ์โมเมนตมั
7.4 วีดโี อการแขง่ รถจกั รยานยนต์ในสนามแขง่ และการเลน่ สนุ๊ก
7.5 ฝาขวดน้ำต่างชนิดกัน เช่น ฝาขวดน้ำดื่ม ฝาขวดน้ำอัดลมแบบพลาสติก และฝาขวดน้ำอัดลมแบบฝา

จีบ เปน็ ตน้
7.6 ดนิ น้ำมัน
7.7 ไมบ้ รรทัด
7.8 กระดาษชารต์
7.9 ปากกาเมจิก

8. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู้

เปา้ หมาย วธิ กี ารวดั เครือ่ งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมนิ
- คำถามในช้นั เรยี น - นักเรยี นมากกวา่ ร้อยละ 80
ด้านความรู้ (K) - การตอบคำถาม - การนำเสนอผลการ อธบิ ายได้ถูกต้อง
ทดลอง - คะแนนเฉล่ียจากการทำใบงาน
8.1 อธิบายการชนแบบยืดหยุ่นและ ของนักเรียนในช้ัน - ใบงานที่ 14 ท่ี 14 ขอ้ ที่ 1, 3-10 มากกว่ารอ้ ย
ละ 80
การชนแบบไมย่ ืดหยุน่ เรยี น - นกั เรยี นมากกวา่ ร้อยละ 80
อธิบายได้ถูกต้อง
- ตรวจใบงาน - คะแนนเฉลย่ี จากการทำใบงาน
ที่ 14 ขอ้ ที่ 5 มากกวา่ รอ้ ยละ 80
8.2 อธิบายกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม - การตอบคำถาม - คำถามในช้ันเรยี น
และใช้กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของ ของนักเรยี นในชนั้ - การนำเสนอผลการ
นวิ ตนั แสดงกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั เรียน ทดลอง
- ใบงานที่ 14
- ตรวจใบงาน

255

เปา้ หมาย วธิ ีการวัด เครอื่ งมือวดั เกณฑก์ ารประเมิน
- คำถามในช้นั เรียน - นกั เรยี นมากกว่าร้อยละ 80
8.3 อธิบายลักษณะการชนในหน่ึง - การตอบคำถาม - การนำเสนอผลการ อธบิ ายได้ถูกต้อง
ทดลอง - คะแนนเฉล่ยี จากการทำใบงานท่ี
มิติ พร้อมทั้งคำนวณหาปริมาณท่ี ของนักเรียนในชัน้ - ใบงานท่ี 14 14 ข้อท่ี 2, 11-19 มากกว่าร้อยละ
80
เกีย่ วข้องเมอ่ื กำหนดสถานการณใ์ ห้ เรยี น

- ตรวจใบงาน

ด้านทกั ษะกระบวนการทาง

วทิ ยาศาสตร์ (P)

8.4 บันทึกและอธิบายการสังเกต - สังเกตพฤติกรรม - ใบงานที่ 14 - นักเรยี นมีพฤติกรรมการทำงาน

และการลงความเห็นจากขอ้ มูลอย่าง นกั เรยี นขณะทำ - แบบสงั เกตพฤติกรรม กล่มุ ตอนที่ 1 อยู่ในเกณฑด์ ี

มีเหตุผล กจิ กรรมในชน้ั เรยี น การทำงานกล่มุ ตอนที่ 1

เป้าหมาย วธิ กี ารวดั เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การประเมนิ

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ (A)

8.5 ตระหนักถึงความสำคัญในการที่ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - นักเรียนมีพฤตกิ รรมการทำงาน
การทำงานกล่มุ ตอนท่ี 2 กลมุ่ ตอนท่ี 2 อย่ใู นเกณฑด์ ี
จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการ นักเรียนขณะทำ

อธิบาย การลงความเห็น และการ กจิ กรรมในชั้นเรยี น

สรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่

นำเสนอต่อหน้าสาธารณชนด้วย

ความถกู ตอ้ ง

256

แบบประเมินใบงาน/ใบกิจกรรม

รายวิชา ฟิสกิ ส์ 13 รหสั วชิ า ว30213 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4
เร่ือง...................................................................................................................ครผู ูส้ อน นางจริ าพร หงษ์ทอง

ผลการประเมิน

ท่ี ชือ่ – สกลุ ดีมาก ดี ปานกลาง ปรบั ปรงุ หมายเหตุ

(4) (3) (2) (1)

1 นาย ชนะชัย เทียมแก้ว

2 นาย ชยพล จนั ทร์เลิศ

3 นาย ชโยฑิต เสาโกมทุ

4 นาย ณภทั ร ช่นื ชม

5 นาย บญุ ยกร ประทุมชาติ

6 นาย ประสทิ ธศิ กั ด์ิ หดิ เมียงสงค์

7 นาย พิสษิ ฐ์ พัฒนะพุฒเิ ลิศ

8 นาย ภูมภิ ทั ร นวชาติ

9 นาย วชั รากร ออ่ นสุวรรณ

10 นาย อภวิ ฒั น์ ญาติสมบูรณ์

11 นางสาว กมนธดิ า แสนท้าว

12 นางสาว กานดา กันชยั ภูมิ

13 นางสาว แกว้ เจา้ จอม คงยนื

14 นางสาว ชญาณิศา พิสฐิ ปภา

15 นางสาว ณัฏฐธิดา สมศรแี สง

16 นางสาว ดุลยาภรณ์ ลาภเกิด

17 นางสาว ธญั ญาลักษณ์ ประจงคา้

18 นางสาว ธาวินี คงกันกง

19 นางสาว นษิ ฐเนตร์ เทียมไธสง

20 นางสาว ปริมมาดา สพุ ันดี

21 นางสาว ปรียาวณี า พองชัยภมู ิ

22 นางสาว ปวรศิ า นลิ โท

23 นางสาว ปาณสิ รา จวงเงนิ

257

ผลการประเมิน

ที่ ช่ือ – สกลุ ดมี าก ดี ปานกลาง ปรบั ปรุง หมายเหตุ

(4) (3) (2) (1)

24 นางสาว พชิ ญ์ชา เพลยี ซ้าย
25 นางสาว ฟารดิ าย์ สีวาที
26 นางสาว ภทั รพร ศรีพนั ธุ์
27 นางสาว มนัสนันท์ ขันอาษา
28 นางสาว วาณิกา หาญชนะ
29 นางสาว ศิวาพร แนวโอโล
30 นางสาว อรวรรยา อมรชยั กลุ

ลงชอ่ื .........................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางจริ าพร หงษท์ อง)
ตำแหนง่ ครู

เกณฑ์การประเมนิ ใบงาน/ใบกจิ กรรม
ระดบั เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ดีมาก (4) - เนื้อหาถูกต้อง ครบถ้วน 80% ขึ้นไป หรือ แสดงความเข้าใจปญั หาอยา่ งสมบรู ณ์

คำตอบประกอบด้วยทุกประเด็นท่ตี อ้ งการ หรือ แสดงวธิ ีทำถกู ต้อง 80% ขึ้นไป
ดี (3) - เนื้อหาถูกต้อง ครบถ้วน 70 – 79% หรือ แสดงความเขา้ ใจปัญหาค่อนข้างมาก คำตอบ

ปรากฏทุกประเด็นทต่ี ้องการ หรือ แสดงวิธที ำถูกต้อง 70 – 79%
ปานกลาง (2) - เน้อื หาถูกตอ้ ง ครบถ้วน 60 – 69% หรือ แสดงความเขา้ ใจปญั หาบางสว่ น คำตอบ

ประกอบดว้ ยประเดน็ ส่วนใหญ่ทตี่ อ้ งการ หรือ แสดงวิธีทำถกู ต้อง 60 – 69%
ปรับปรงุ (1) - เนอ้ื หาถูกตอ้ ง ครบถว้ น น้อยกวา่ 60% หรอื แสดงความเขา้ ใจปญั หาเพียงเล็กน้อย

ประเดน็ ส่วนใหญท่ ต่ี ้องการไม่ปรากฏ หรอื แสดงวิธีทำถกู ต้อง นอ้ ยกว่า 60%

แบบสังเกตพฤติก
เร่ือง ..................................................

ชน้ั มัธยมศ
ตอนที่ 1 ประเมินด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
คำชแี้ จง ใหเ้ ติมเครื่องหมาย ✓ ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดบั พฤติกรรมในช้นั เรียน

ข้อ รายการพฤติกรรม กลุ่มท่ี
....

123

1 นักเรยี นมกี ารบันทกึ ผลการอภปิ รายลงในใบกจิ กรรมอยา่ ง
ครบถ้วน

2 นกั เรยี นได้คน้ ควา้ ความรเู้ พิ่มเตมิ จากแหล่งเรยี นรู้

3 นักเรยี นอธบิ ายแนวคิดในการทำกจิ กรรมของกลมุ่ ตนเองให้เพ่ือน
กลุ่มอื่นเข้าใจ

รวม

ผลการประเมนิ

เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
ปฏิบัตสิ มำ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ชว่ งคะแนน 7-9
ปฏิบตั ิพอสมควร ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน 4-6
ช่วงคะแนน 1-3
ตอนท่ี 2 ปปรฏะิบเมัตนิ นิ ดอ้ ้ายนมคาุณก ธรรมใหจ้ ร1ิยธคระรแมน(นA)

258

กรรมการทำงานกลมุ่
..................................................................
ศกึ ษาปีที่ 4/13

ระดบั พฤตกิ รรม
กลมุ่ ท่ี กลุ่มท่ี กลุ่มที่ กลุม่ ท่ี กลุ่มที่ กลุม่ ที่ กลุ่มที่
.... .... .... .... .... .... ....
3123123123123123123123

ระดับคุณภาพดี ลงชือ่ ........................................ผู้ประเมิน
ระดบั คุณภาพพอใช้ (นางจิราพร หงษ์ทอง)
ระดับคุณภาพปรบั ปรุง
วันท่ี.........เดือน........................พ.ศ.........

ตอนที่ 2 ประเมินด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
คำชแี้ จง ใหเ้ ติมเครื่องหมาย ✓ ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดบั พฤติกรรมในชนั้ เรยี น

ขอ้ รายการพฤตกิ รรม กลุม่ ท
....
1 นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรม 12
2 ทำงานเสร็จตามวตั ถปุ ระสงค์ทกี่ ำหนด
3 รว่ มกันอภปิ รายและสรุปผลงานของกลมุ่ ตนเอง
4 ร่วมกันอภปิ รายและสรุปผลงานของกลมุ่ อืน่
5 เก็บวสั ดอุ ุปกรณเ์ รียบรอ้ ยหลังเสรจ็ กจิ กรรม

รวม
ผลการประเมนิ

เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ปฏิบตั สิ ม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน ช่วงคะแนน 11-15
ปฏบิ ัติพอสมควร ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน 6-10
ปฏิบตั ิน้อยมาก ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน 1-5

259

ระดบั พฤตกิ รรม
ที่ กล่มุ ที่ กล่มุ ท่ี กลมุ่ ท่ี กลุม่ ที่ กลุ่มที่ กลุ่มที่ กลุ่มที่

.... .... .... .... .... .... ....
3123123123123123123123

ระดบั คุณภาพดี ลงช่ือ........................................ผปู้ ระเมิน
ระดับคุณภาพพอใช้ (นางจิราพร หงษ์ทอง)
ระดบั คุณภาพปรบั ปรุง
วันท.่ี ........เดอื น........................พ.ศ.........

260

9. บันทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ........................................................
.....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................... ..........................
.....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
............................................................................................................................. ........................................................
.....................................................................................................................................................................................
................................................................................................................... ..................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
.................................................................................................................................................................. ...................
.....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................................
................................................................................................................................. ....................................................
.....................................................................................................................................................................................

ลงชือ่ …………………………………………….(ผสู้ อน)
(นางจิราพร หงษ์ทอง)
ครู

10. บันทกึ ผลการนเิ ทศแผนการจัดการเรยี นร/ู้ เสนอแนะ/รับรอง
1. หัวหนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชอ่ื …………………………………………….
(นายปราโมทย์ อินทรบำรุง)

หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเทคโนโลยี

261

2. รองผูอ้ ำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชอ่ื …………………………………………….
(นายอาทติ ย์ เรียงสาทร)

รองผู้อำนวยการกลมุ่ บริหารวิชาการ

3. ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชัยภูมิภักดชี มุ พล
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชื่อ…………………………………………….
(นายปรชี า เคนชมภู)

ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นชยั ภูมิภกั ดีชุมพล

262

รายวชิ าฟสิ ิกส์ 13 ว30213 ใบความรู้ท่ี 7 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ที่ 1-3
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ใชป้ ระกอบแผนจัดการเรยี นรู้ที่ 13

เรอื่ ง การชนในหน่ึงมติ ิ และกฎการอนรุ กั ษ์โมเมนตมั

1. การชน (Collision)
การชน (Collision) คือการที่วัตถุกระทบกันในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น การชนกันของรถ การกระทบกันของ

ลูกตุ้ม กับเสาเข็ม การตีเทนนิส ตีปิงปอง ตีกอล์ฟ การเตะลูกบอล หรือในบางครั้งวัตถุอาจไม่ต้องกระทบกันแต่มี
แรงมากระทำต่อวัตถุแล้วให้ผลเหมือนกับการชน เช่น การระเบิดของวัตถุระเบิด การยิงปืน เป็นต้น ในการชนของ
วัตถุโดยมากมักจะมีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุ ซึ่งขนาดของแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการชนของ
วัตถุ และในการชนอาจมีการสูญเสียโมเมนตัมมากหรือน้อยหรือไม่สูญเสียเลยก็ได้ เราอาจแยกการชนออกได้ 2
ลกั ษณะดังนี้

1. เมื่อโมเมนตัมของระบบมีค่าคงที่ เป็นการชนที่ขณะชนมีแรงภายนอกมากระทำน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบ
กับขนาดของแรงดลที่เกิดขึน้ หรือแรงภายนอกเป็นศูนย์ เช่น การชนกันของลูกบิดเลียด การชนของรถยนต์ การยิง
ปืน เป็นต้น

2. เมื่อโมเมนตัมของระบบไม่คงที่ เป็นการชนที่ขณะชนมีแรงภายนอกมากระทำมากกว่าแรงดลที่เกิดกับ
วตั ถขุ ณะชนกนั เชน่ ลกู บอลตกกระทบพ้ืน รถยนตช์ นกับตน้ ไม้ เปน็ ตน้

2. กฎการอนุรักษ์โมเมนตมั (Law of conservation of momentum)
ในที่น้เี ราจะกลา่ วถงึ การชนของวตั ถุเม่ือไม่มแี รงภายนอกมากระทำต่อระบบ ซ่ึงจะเปน็ ผลให้โมเมนตัมของ

ระบบมีค่าคงที่ พิสูจน์ได้จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน เมื่อวัตถุชนกันจะเกิดแรงกระทำซึ่งกันและกันด้วย
ขนาดทเ่ี ทา่ กันแตท่ ศิ ตรงกันขา้ ม ดงั รูปท่ี 1

12 21 2
1

รูปท่ี 1 วัตถุสองก้อนชนกันในแนวเสน้ ตรง

จากรูปที่ 1 ตามกฎการเคล่อื นทีข่ ้อที่ 3 ของนิวตัน
จะได้ ⃑ 12 = − ⃑ 21
จากกฎการเคลื่อนที่ข้อท่ี 2 ของนิวตัน ⃑ = ⃑
จะได้ 1 ⃑ 1 = − 2 ⃑ 2

263

1 (∆ ⃑⃑ ) = − 2 (∆ ⃑⃑ )

∆ 1 ∆ 2

1 ( ⃑⃑ 1− ⃑⃑ 1) = − 2 ( ⃑⃑ 2− ⃑⃑ 2)

∆ ∆

1 ⃑ 1 − 1 ⃑⃑ 1 = − 2 ⃑ 2 + 2 ⃑⃑ 2

ดังนนั้ 1 ⃑⃑ 1 + 2 ⃑⃑ 2 = 1 ⃑ 1 + 2 ⃑ 2

( ⃑ 1 + ⃑ 2)ก่อนชน = ( ⃑ 1 + ⃑ 2)หลังชน

∑ ⃑ = ∑ ⃑

ซึ่งเรียกว่า กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม สรุปได้ว่า “การชนของวัตถุ เมื่อมีแรงภายนอกที่เป็นศูนย์มา
กระทำ ผลรวมของโมเมนตมั ของระบบก่อนชนจะเทา่ กับผลรวมของโมเมนตัมของระบบหลงั ชนเสมอ”

3. การชนในหนึ่งมิติ (Collision in one dimension)
การชนในหนึง่ มติ ิเป็นการชนในแนวตรง แนวการเคล่ือนที่ของวตั ถทุ ั้งสองทั้งก่อนชนและหลังชนอยู่ในแนว

เดียวกนั จะเกดิ ขึน้ เมือ่ วัตถุทงั้ สองมกี ารชนผา่ นจดุ ศนู ยก์ ลางมวล การชนในหนึ่งมติ ยิ ังแบง่ ออกเป็น

3.1 การชนแบบยืดหยุ่น (Elastic collision) เป็นการชนที่โมเมนตัมของระบบมีค่าคงตัว
(∑ ⃑ = ∑ ⃑ ) และพลังงานจลนข์ องระบบมคี ่าคงตวั (∑ = ∑ )

จากพลังงานจลน์ของระบบมีคา่ คงตัว ∑ = ∑

1 1 12 + 1 2 22 = 1 1 12 + 1 2 22 (1)
2 2 2 2 (2)

จากโมเมนตัของระบบมีคา่ คงตัว ∑ ⃑ = ∑ ⃑

1 ⃑⃑ 1 + 2 ⃑⃑ 2 = 1 ⃑ 1 + 2 ⃑ 2

จะได้ ⃑⃑ + ⃑⃑ = ⃑⃑ + ⃑⃑

ขอ้ ควรทราบเกี่ยวกับการชนแบบยืดหยุน่ ในหนึ่งมติ ิ

มวล กอ่ นชน หลังชน

⃑⃑ 1 ⃑⃑ 2 = 0 ⃑ 1 = 0 ⃑ 2 = ⃑⃑ 1
1 2 1 2

1 = 2 หลังชนวัตถุแรกหยุดนิ่ง ส่วนวัตถุที่สอ ⃑⃑ ง1กระเด็นออกไป

เทา่ กับความเรว็ ของวัตถุ

264

⃑⃑ 1 ⃑⃑ 2 = 0 ⃑ 1 ⃑ 2
1 2 1 2

1 > 2 ⃑⃑ 1 ⃑⃑ 2 = 0 หลังชนวัตถแุ รกเคล่ือนท่ไี ปด้วยความเร็ว ⃑ 1 สว่ นวัตถุที่
1 < 2 1 2 สองกระเด็นออกไปด้วยความเรว็ ⃑ 2 โดย ⃑ 1 < ⃑ 2

⃑ 1 1 2 ⃑ 2

หลงั ชนวัตถแุ รกกระเด็นกลับดว้ ยความเรว็ ⃑ 1 ส่วนวัตถุ
ทสี่ องกระเด็นออกไปดว้ ยความเร็ว ⃑ 2 โดย ⃑ 1 > ⃑ 2

3.2 การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (Inelastic collision) เป็นการชนที่พลังงานจลน์ของระบบไม่คงตัว หลัง
การชนจะมีการสูญเสียพลังงานจลน์ไปบ้างบางส่วนในรูปของพลังงานเสียง แสง ความร้อน เป็นต้น โดยพลังงาน

จลน์ก่อนชนจะไม่เท่ากับพลังงานจลน์หลังชน (∑ ≠ ∑ โดย ∑ > ∑ ) แต่ยังมีการอนุรักษ์

โมเมนตัม (∑ ⃑ = ∑ ⃑ ) การชนที่วัตถุติดกันไปจะทำให้สูญเสียพลังงานจลน์มากที่สุด เรียกว่า “การชนแบบไม่

ยดื หยุ่นสมบรู ณ์” 2 ⃑ 2

3.3 การระเบดิ ระเบิดมวล 1 + 2 เคลือ่ นที่ด้วยความเรว็ ⃑ หลงั จากน้ัน 1 ⃑ 1
ระเบิดออกเป็นสองส่วนมีมวล 1 และ 2 และยังสามารถเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วย 1 + 2 ⃑⃑
ความเร็ว ⃑ 1 และ ⃑ 2 ดังรูปที่ 2 พลังงานจลน์หลังชนจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากวัตถุทั้งสอง
ก้อนมีความเร็วมากขึ้น ทำให้พลังงานจลน์ก่อนชนจะไม่เท่ากับพลังงานจลน์หลังชน
(∑ ≠ ∑ โ ด ย )∑ > ∑ แ ต ่ ย ั ง ม ี ก า ร อ น ุ ร ั ก ษ ์ โ ม เ ม น ตั ม
(∑ ⃑ = ∑ ⃑ )

รูปที่ 2 การระเบิด

ตวั อย่าง วตั ถุมวล 2 กโิ ลกรัม ว่ิงดว้ ยความเรว็ 4 เมตรตอ่ วนิ าที เขา้ ชนวัตถมุ วล 1 กโิ ลกรมั ซงึ่ กำลังเคล่ือนที่

ด้วยความเรว็ 2 เมตรตอ่ วินาที ไปในทิศทางเดยี วกนั ถา้ การชนไม่มกี ารสญู เสยี พลงั งาน ความเร็วของมวลทง้ั สอง

หลงั ชนเปน็ เท่าใด

วธิ ที ำ จาก ∑ ⃑ = ∑ ⃑

1 1 + 2 2 = 1 1 + 2 2 (1)
2(4) + 1(2) = 2 1 + 2

10 = 2 1 + 2


Click to View FlipBook Version