บทท่ี 1
บทนํา
วิชาเขียนแบบวิศวกรรมนั้นอาจกลาวไดวาเปนรายวิชาแรก ๆ ท่ีมีเน้ือหาเก่ียวของกับ
งานทางดานวิศวกรรม ท่ีผูเขาศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตรช้ันปที่ 1 จะตองเรียน เปนวิชาที่ถือได
วา มีความสําคัญตอ วชิ าชีพวิศวกรรมเปนอยางมาก เน่อื งจากวศิ วกรคอื ผนู ําความรูค วามเขาใจท่ีมตี อ
วิชาวิทยาศาสตร เชน ฟสิกส เคมี คณิตศาสตร ฯลฯ มาประยุกตใชเพ่ือใหเกิดประโยชน เชน สราง
อุปกรณที่ชวยอํานวยความสะดวกสบายในการใชชีวิตประจําวัน หรือประดิษฐเคร่ืองมือท่ีคอย
ตอบสนองความตองการของมนุษย ซึ่งกอนท่ีจะลงมือสรางสิ่งเหลานี้ข้ึนมาได วิศกรในฐานะเปน
ผูออกแบบจําเปนจะตองนําสิ่งท่ีตนเองคิดอยูในสมองสรางออกมาเปนภาพเพ่ือส่ือสารกับผูอ่ืน เชน
ผูผลิตหรือวิศวกรท่ีมีประสบการณมากกวา เพ่ือใหเขาเหลาน้ัน (รวมทั้งผูออกแบบดวย) ชวยกัน
พิจารณาวาส่ิงของที่จะผลิตน้ันสามารถผลิตไดจริงหรือไม (โดยใชความรูเกี่ยวกับเคร่ืองมือในการ
ผลิต (machine tools) ซึ่งจะไดเรียนในชั้นปท่ี 1) มีความแข็งแรงทางวิศวกรรมเพียงพอหรือยัง (ใช
ความรทู างดา นกลศาสตรวัสดุ (mechanics of material) ซึ่งจะไดเรียนในช้ันปท่ี 2 หรือ 3) ผลิตออก
มาแลวคุมทุนกับที่ลงทุนไปหรือไม (ใชความรูทางดานการบริหารวิศวกรรม (engineering
management) ซึ่งจะไดเรียนประมาณช้ันปที่ 3) ฯลฯ ซ่ึงโดยปกติภาพท่ีสรางออกมาคร้ังแรกจาก
ความคิดท่ีเกิดข้ึนในสมองนั้นจะเปนภาพสเก็ตชกอนเพราะสามารถสรางข้ึนมาไดอยางรวดเร็วและ
สามารถแกไขแบบทค่ี ิดไวไ ดง าย จากน้นั เม่ือเกิดความมน่ั ใจในแบบท่ีคดิ ไวแลว จึงคอ ยนาํ ความรูจ าก
วิชาเขียนแบบวิศวกรรมมาใช เพื่อเขียนภาพของสิ่งของนั้น ๆ ใหถูกตองตามหลักมาตรฐาน
สากล พรอมที่จะสงเขาสูกระบวนการผลิตตอไป จะเห็นไดวาวิศวกรจําเปนตองมีความรูความเขาใจ
ในวิชาเขียนแบบวิศวกรรม เน่ืองจากเปนสวนหนึ่งของกระบวนการออกแบบและกระบวนการผลิต
ซ่งึ วศิ วกรทุกคนจะหลกี เลย่ี งไมได
2 Fundamental of Engineering Drawing
1.1 การเขียนแบบวศิ วกรรมกับภาษารูปภาพ (graphics language)
มนุษยรูจักการใชรูปภาพในการสื่อสารกันมาต้ังแตสมัยกอนประวัติศาสตรแลว
ยกตัวอยางเชนในสมัยอียิปตโบราณ ก็รูจักใชรูปสัญลักษณหรือท่ีรูจักกันดีวา “Hieroglyphs” ในการ
สือ่ ความหมายดงั แสดงในรูปที่ 1.1 หรือในภาษาจีนโบราณเองก็มีรากฐานมาจากการใชรูปภาพแทน
ส่ิงที่ตองการกลาวถึงเชนเดียวกัน (รูปท่ี 1.2) สําหรับภาพจากการเขียนแบบวิศวกรรมน้ันก็ถือวา
เปนภาษารูปภาพแบบหนึ่งเชนเดียวกัน วิศวกรจะใชรูปภาพจากการเขียนแบบในการติดตอสื่อสาร
ระหวางกัน ซ่ึงไมวาวิศวกรน้ันจะมากจากที่ใดในโลกนี้ก็ตามก็จะสามารถเขาใจความหมายในแบบ
วศิ วกรรมแบบน้ัน ๆ เหมอื นกนั (รปู ท่ี 1.3)
รปู ท่ี 1.1 สญั ลักษณภ าพ Hieroglyphs รูปที่ 1.2 การใชร ปู ภาพแสดงความหมาย
ในภาษาอียิปตโบราณ ในภาษาจนี
รูปท่ี 1.3 ตัวอยางงานเขยี นแบบทางดา นวศิ วกรรม
การเขียนแบบในทางวิศวกรรมนั้นมีประสิทธิภาพอยางมากในการส่ือสารถึงรูปราง
ลกั ษณะของวัตถุที่วิศวกรตองการกลาวถึงใหสามารถเขาใจไดงาย และเพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพใน
การสื่อสารดังกลาวไดชัดเจนมากย่ิงขึ้น ใหลองจินตนาการดูวาผูอานไดเห็นรูปวัตถุตัวอยางดังแสดง
ในรูปที่ 1.4 และผูอานตองการส่ือสารใหเพ่ือนซ่ึงไมเคยเห็นวัตถุดังกลาวมากอนไดเขาใจวาวัตถุ
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 3
ดังกลาวมีรูปรางหนาตาเปนอยางไร โดยใชการ
เขียนคําอธิบายเพียงอยางเดียวเทานั้น ซ่ึงจะ
พบวาตองใชความพยายามในการเขียนอธิบาย
และใชขอความเปนจํานวนมาก แตถึงกระน้ันก็ยัง
ไมสามารถอธิบายถึงรูปรางหนาตาของวัตถุ
รวมถึงองคประกอบสําคัญ ๆ (feature) ของวัตถุ
ไดอยางมีประสิทธิภาพอยูดี แตถาเราใชเทคนิค
การเขียนแบบทางวิศวกรรมมาอธิบายถึงรูปราง รปู ที่ 1.4 วตั ถแุ บบอยางสามมิติ
ลกั ษณะของวัตถุดังกลาวนน้ั เราสามารถใช “เสน”
เพ่ือแสดงถึงพื้นผิวหรือขอบของวัตถุดังแสดงในรูปที่ 1.5 โดยรูปดังกลาวเปนการแสดงรูปราง
ลกั ษณะของวตั ถุแบบอยางดวยวธิ ีการเขยี นแบบทางวิศวกรรมแบบสเกต็ ช
Top view
Top view
Front view
Front view
รปู ที่ 1.5 ภาพสเก็ตชข องวัตถุตวั อยาง
การเขียนแบบวิศวกรรมสามารถทําไดหลายแบบดวยกัน แบบแรกคือการสเก็ตช
(freehand sketch) ตามท่ีแสดงในรูปท่ี 1.5 ซึ่งการสเก็ตชน้ีผูเรียนจะตองลากเสนดวยมือเปลา
เทานั้นหามใชอุปกรณวาดรูป เชน ไมบรรทัด วงเวียน ฯลฯ มาชวยในการวาดรูป (สาเหตุท่ีไมใหใช
อุปกรณชวยวาดรูปก็เพื่อใหผูเรียนฝกการลากเสนดวยมือเปลา เพราะในทางปฏิบัติแลวเม่ือเราคิด
หรือออกแบบสิ่งใดข้ึนมาน้ัน เราควรท่ีจะรางแบบที่เราคิดไดออกมาดวยความรวดเร็ว ซึ่งในขณะนั้น
อาจไมมีอุปกรณหรือเคร่ืองมือเขียนแบบอยูใกลตัว ดังน้ันการการสเก็ตชจึงเปนทางเลือกท่ีดีท่ีสุด
และเปนทักษะท่ีผูเรียนควรฝกฝนใหเกิดความชํานาญ) การเขียนแบบในรูปแบบที่ 2 คือการเขียน
NWP June 2007 Version 0.5
4 Fundamental of Engineering Drawing
แบบโดยใชเคร่ืองมือเขียนแบบ ซึ่งขั้นตอนนี้จะใชเมื่อแบบท่ีรางขึ้นจากการสเก็ตชน้ันไดถูกปรับแก
จนเกิดความม่ันใจท่ีจะนําไปผลิตแลวน่ันเอง โดยจะลงมือเขียนแบบตามหลักมาตรฐานสากล และ
การใชเคร่ืองมือมาชวยเขียนแบบนั้นทําใหรูปท่ีไดมีขนาดและรูปรางที่ถูกตองตามความเปนจริงดัง
แสดงในรูปท่ี 1.6 และรูปแบบสุดทายของการเขียนแบบคือการเขียนแบบโดยใชคอมพิวเตอร การ
เขียนแบบดวยวิธีน้ีคลายกับแบบที่ 2 เพียงแตใชคอมพิวเตอรมาชวยเขียนเสนเทาน้ันเอง ซึ่งมีขอดี
อยูที่สามารถแกไขเปลี่ยนแปลงแบบไดโดยงาย แตอยางไรก็ตามผูเขียนจําเปนตองเขาใจหลักการ
เขียนแบบถึงจะเขียนแบบไดถูกตอง เพราะคอมพิวเตอรไมสามารถลากเสนใหไดโดยอัตโนมัติ
นั่นเอง
รูปที่ 1.6 ภาพแบบวศิ วกรรมทีเ่ ขียนดวยเคร่ืองมอื เขยี นแบบ
1.2 องคประกอบของการเขียนแบบวิศวกรรม (elements of engineering drawing)
ส ว น ป ร ะ ก อ บ ข อ ง แ บ บ ท า ง รูปที่ 1.7 องคประกอบของแบบทางวศิ วกรรม
วิศวกรรมประกอบดวยภาษาภาพ (graphics
language) แ ล ะ ภ า ษ า ข อ ค ว า ม (word
language) ดังแสดงในรูปท่ี 1.7 จากรูปท่ีแสดง
น้ันเสนสีแดงแสดงภาษาภาพ ซึ่งชวยใหผูอาน
แบบเขาใจถึงรูปรางลักษณะของวัตถุนั้น สวน
กลุมตัวอักษรท่ีเสนอยูในเสนสีน้ําเงินแสดง
ภาษาขอความ ซึ่งชวยอธิบายขนาด ตําแหนง
ของรู ฯลฯ เปนตน
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 5
Word
language
Graphics
language
Line Projection Geometric Lettering
types method construction
รูปที่ 1.8 ความรูท่ตี องใชในแตละองคประกอบของการเขยี นแบบ
รูปที่ 1.8 แสดงส่ิงท่ีผูเรียนตองทําความเขาใจเพ่ือท่ีจะสามารถเขียนองคประกอบแตละสวนของการ
เขียนแบบไดถูกตอง จากรูปท่ีแสดงน้ันองคประกอบท่ีผูเรียนตองทําความเขาใจใหดีเพื่อที่จะสราง
ภาษาภาพไดถูกตองก็คือ ชนิดของเสน (line types) หลักการฉายภาพ (projection method) และ
สุดทายเปนการสรางรูปเรขาคณิต (geometric construction) สวนการสรางภาษาขอความท่ี
เหมาะสมน้ัน ผูเรียนจะตองเรียนรูถึงหลักการเขียนตัวอักษร (lettering) เพื่อใหขอความท่ีไดน้ันมี
รูปแบบทส่ี มํ่าเสมอ และอานงาย
1.3 วิธีการฉายภาพ (projection method)
PROJECTION METHOD
Perspective Parallel
Oblique Orthographic
Axonometric Multiview
รูปท่ี 1.9 แผนภาพแสดงวธิ กี ารฉายภาพแบบตาง ๆ
วิธกี ารฉายภาพนน้ั เปนหลักการในการแสดงรปู รางและขนาดของวัตถุ 3 มิติใหสามารถ
แสดงออกมาในรูป 2 มิติได เชนรูปท่ีอยูบนกระดาษในแบบทางวิศวกรรมท่ีเราเห็นในตัวอยาง
NWP June 2007 Version 0.5
6 Fundamental of Engineering Drawing
ขางตนน่ันเอง วิธีการฉายภาพน้ันมีอยูหลายวิธีดวยกันดังแสดงในรูปที่ 1.9 ซึ่งสามารถแบงออกได
เปน 2 วิธีหลัก ๆ คือวิธีการฉายภาพแบบ perspective และวิธีการฉายภาพแบบ parallel จากน้ัน
วิธีการฉายภาพแบบ parallel ยังสามารถแบงออกไดเปนการฉายภาพแบบ oblique และการฉาย
ภาพแบบ orthographic สวนการฉายภาพแบบ orthographic นั้นแบงออกเปนการฉายภาพแบบ
axonometric และแบบ multiview ตามลําดับ ในวิชานี้เราจะสนใจเฉพาะการฉายภาพที่แสดงใน
กรอบสีฟาเทาน้ัน
องคประกอบของการฉายภาพนั้นประกอบไปดวยแนวการมอง (line of sight) และฉาก
รับภาพ (plane of projection) รูปที่ 1.10 แสดงแนวการมองสองแบบดวยกันคือแนวการมองภาพ
แบบ parallel และแบบ perspective ตามลําดับ สวนรูปที่ 1.11 แสดงฉากรับภาพ โดยฉากรับภาพ
น้ันก็คือฉากท่ีเราสมมติข้ึนโดยภาพท่ีเกิดบนฉากรับภาพที่เราสมมติข้ึนมานั้นเกิดจากการลากเสน
ตอ จุดท่แี นวการมองวัตถุทะลผุ า นฉากรับภาพดังแสดงในรูปน่นั เอง
Parallel projection Perspective projection
Line of sight Line of sight
รปู ที่ 1.10 แนวการมองภาพแบบ parallel และแบบ perspective
Parallel projection Perspective projection
Plane of projection Plane of projection
รปู ท่ี 1.11 ฉากรบั ภาพและการเกิดภาพดว ยวธิ ีตาง ๆ กนั
ภาพท่ีไดจากการฉายภาพแบบ perspective น้ันจะใหรูปท่ีเสมือนจริง (เหมือนที่ตามนุษย
มองเห็น) ซึ่งมักจะเห็นอยูบอยคร้ังในงานเขียนแบบของสถาปตย ดังแสดงในรูปท่ี 1.12 แตการฉาย
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 7
ภาพที่ใชในการเขยี นแบบวิศวกรรมนน้ั เราใชก ารฉายภาพแบบ parallel สว นสาเหตทุ ี่เราใชการฉาย
ภาพแบบ parallel ในการสรางภาพในงานเขียนแบบก็คือ การฉายภาพดวยวิธี perspective นั้นมี
ขั้นตอนในการสรางภาพที่ยุงยาก อีกท้ังรูปท่ีไดนั้นมีขนาดที่บิดเบ้ียวไปจากขนาดจริง โดยในรูปที่
1.12 นนั้ จะเหน็ ไดว าความสงู ของอาคารน้นั สงู ไมเ ทากนั
Height is distorted
รูปที่ 1.12 ภาพจากการฉายภาพแบบ perspective
1.4 การฉายภาพแบบออโธกราฟก (orthographic projection)
การฉายภาพแบบออโธกราฟกนัน้ กค็ อื การฉายภาพแบบ parallel แบบหน่งึ นั่นเอง โดย
ที่แนวการมองนัน้ จะตง้ั ฉากกบั ฉากรบั ภาพดังแสดงในรปู ท่ี 1.13
Object views from top
1
2 15 2 34
5
3
4
Projection plane
รปู ท่ี 1.13 หลักการฉายภาพแบบออโธกราฟก
การฉายภาพแบบออโธกราฟกยังสามารถแบงยอยออกไดอีก 2 แบบคือแบบ multiview และแบบ
axonometric ดังแสดงในรูปที่ 1.14 จากรูปดังกลาวถาวางวัตถุในลักษณะแบบแรก (รูปวัตถุซายมือ
สุด) เมื่อฉายภาพตามหลักออโธกราฟกแลวจะเห็นไดวาภาพที่ปรากฎบนฉากรับภาพนั้นใหขอมูล
กับผูอานเพียง 2 มิติเทาน้ัน คือความกวางและความสูงของวัตถุ ไมสามารถใหขอมูลของวัตถุ 3 มิติ
NWP June 2007 Version 0.5
8 Fundamental of Engineering Drawing
ไดครบถวน ซึ่งตองมีท้ังความกวาง สูง และลึก ดังนั้นจึงจําเปนตองวาดภาพเพ่ิมอีกเพื่อใหไดขอมูล
ในความลึกอีกขอมูลหนึ่ง สาเหตุดังกลาวจึงเปนสาเหตุวาทําไมเราเรียกการแสดงภาพของวัตถุชนิด
แรกนี้วา multiview drawing (เพราะตองวาดภาพหลายภาพเพื่อใหไดขอมูลของวัตถุ 3 มิติท่ี
ครบถว น)
Rotate
Tilt
Two dimensions of an
object is shown.
More than one view is needed
to represent the object.
Multiview drawing
Three dimensions of an object is shown.
Axonometric drawing
รปู ที่ 1.14 การฉายภาพแบบออโธกราฟกแบบตา ง ๆ
สวนการฉายภาพแบบ axonometric สามารถสรางไดโดยการหมุนวัตถุจากรูปแบบซายมือสุด ใน
แนวด่ิงและหมุนตอในแนวแกนนอนตามลําดับดังแสดงในรูปที่ 1.14 ซ่ึงการทําดังกลาวจะทําใหภาพ
ที่ไดบนฉากรับภาพตามหลักออโธกราฟกมีลักษณะเหมือนภาพ 3 มิติ ซ่ึงการฉายภาพในแบบ
axonometric น้ีมีขอดีคือภาพที่เห็นนั้นสามารถเขาใจไดงายเพราะมีลักษณะเปนภาพแบบ 3 มิติดัง
แสดงในรูปท่ี 1.15 แตก็มีขอเสียเชนเดียวกัน นั่นคือขนาดและรูปรางท่ีเห็นน้ันไมสามารถวัดคาได
โดยตรงจากรูป ขอยกตัวอยางจากรูปท่ี 1.15 อีกคร้ังหน่ึง จะเห็นไดวารูท่ีอยูบนผนังดิ่งของวัตถุน้ัน
ตามความเปนจริงแลวตองเปนรูวงกลมแตจากในภาพที่เห็นรูดังกลาวมีลักษณะเปนวงรี หรือแมแต
มุมของวัตถุซ่ึงเปนมุมฉาก (90°) แตถาวัดขนาดมุมโดยตรงจากรูปจะพบวาไดเปนมุมปาน เปนตน
สวนการฉายภาพแบบ multiview นั้นมีขอดีอยูที่สามารถแสดงขนาดและรูปรางของวัตถุไดโดยตรง
นั่นคือสามารถวัดขนาดหรือแมแตมุมในวัตถุไดโดยตรงจากรูปท่ีเห็นแตมีขอเสียอยูบางคือผูเขียน
ตองการการฝก ฝนในการเขยี นและอา นภาพแบบ multiview นี้
Circular hole
becomes ellipse.
Right angle becomes Multiview drawing
obtuse angle.
Axonometric drawing
รูปท่ี 1.15 ขอดีและขอ เสียของการฉายภาพแบบออโธกราฟกแบบตา ง ๆ
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 9
1.5 มาตรฐานการเขยี นแบบ (drawing standard)
มาตรฐานสําหรับการเขียนแบบก็คือขอกําหนดที่รวบรวมไวใหวิศวกรทุกคนปฏิบัติ
รวมกัน เพ่ือใหงานเขียนแบบนั้นมีความเหมาะสมและสามารถทําความเขาใจไดตรงกัน ดังน้ัน
ประเทศตาง ๆ จึงไดมีการกําหนดมาตรฐานสําหรับการเขียนแบบขึ้นเพ่ือใชในประเทศของตนเอง
ดังแสดงในตารางที่ 1.1 ถึงแมวาแตละประเทศจะกําหนดมาตรฐานของประเทศตัวเองขึ้นมาแต
โดยรวมไมม คี วามแตกตา งกนั มากนกั ดังนน้ั วศิ วกรในประเทศหนึ่งก็ยังสามารถอานแบบที่เขียนโดย
วิศวกรท่ีใชม าตรฐานทีต่ า งกันของอกี ประเทศหนึ่งได
Country Code Full name
USA ANSI American National Standard Institute
Japan JIS Japanese Industrial Standard
UK BS British Standard
Australia AS Australian Standard
Germany DIN Deutsches Institut für Normung
ISO International Standards Organization
ตารางท่ี 1.1 รหสั ของมาตรฐานการเขยี นแบบสาํ หรบั ประเทศตาง ๆ
Code number Contents
JIS Z 8311 Sizes and Format of Drawings
JIS Z 8312 Line Conventions
JIS Z 8313 Lettering
JIS Z 8314 Scales
JIS Z 8315 Projection methods
JIS Z 8316 Presentation of Views and Sections
JIS Z 8317 Dimensioning
ตารางท่ี 1.2 ตัวอยางรหัสมาตรฐานการเขยี นแบบของประเทศญปี่ นุ
ตารางท่ี 1.2 แสดงรหัสสําหรับมาตรฐานการเขียนแบบของประเทศญ่ีปุน ซ่ึงในบทน้ีจะไดแสดง
เน้ือหาบางสวนของมาตรฐานดังกลาวเฉพาะหัวขอท่ีแรเงาไวกอนเทานั้น สวนรายละเอียดของ
หัวขออื่นจะไดกลาวถึงในบทถัด ๆ ไป โดยเราจะใชมาตรฐานเหลาน้ีสําหรับการเขียนแบบในวิชา
เขยี นแบบวิศวกรรมที่เรากําลังเรียนอยู
NWP June 2007 Version 0.5
10 Fundamental of Engineering Drawing
มาตรฐานของกระดาษเขยี นแบบ (drawing sheet)
รูปท่ี 1.16 แสดงตัวอยางมาตรฐานของกระดาษสําหรับการเขียนแบบ และขนาดของ
กรอบท่ีใชในกระดาษเขียนแบบน้ัน ๆ โดยอางอิงจากมาตรฐานของประเทศญ่ีปุน (JIS) ซึ่ง
หมายเลขมาตรฐานสาํ หรบั เรอ่ื งของกระดาษเขียนแบบนนั้ คอื JIS Z 8311
1. Type X (A0~A4) 2. Type Y (A4 only)
Trimmed paper of A4 d c d Drawing
a size A0 ~ A4. A3 Border c c space Title block
A2 lines Drawing space Title block
Standard sheet size A1
(JIS) Sheet size c (min) d (min)
A0 A4 10 25
A4 210 x 297 A3 10 25
A3 297 x 420 A2 10 25
A2 420 x 594 A1 20 25
A1 594 x 841 A0 20 25
A0 841 x 1189
(Dimensions in millimeters)
รปู ที่ 1.16 มาตรฐานเก่ยี วกับกระดาษเขียนแบบ
มาตรฐานเกีย่ วกบั สเกลสาํ หรบั การวาดรปู (drawing scale)
สเกลของการวาดรูป คือสัดสวนของขนาดวัตถุท่ีวาดลงบนกระดาษ กับขนาดของวัตถุ
จริง โดยการเขียนขอความเพื่อแสดงสเกลของการวาดรูปน้ันจะเริ่มจากการเขียนขอความ “SCALE”
จากน้ันตามดวยตัวเลขเพื่อแสดงขนาดของวัตถุที่วาดบนกระดาษตอดวยเครื่องหมาย : แลวตาม
ดว ยตัวเลขเพ่ือแสดงขนาดของวัตถุจรงิ ดงั แสดงในรปู ที่ 1.17
Size in drawing Actual size
X :: X
SCALE 1:1 for full size (สเกลขยาย)
SCALE X:1 for enlargement scales (สเกลยอ)
SCALE 1:X for reduction scales
รปู ที่ 1.17 การเขียนขอ ความเพื่อแสดงสเกลของการวาดรูป
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 11
มาตรฐานเกยี่ วกบั ชนิดของเสน (line type)
ภาษาท่ีเราใชกันอยูไมวาจะเปนภาษาใดที่ตามจะประกอบไปดวยตัวอักษร เมื่อเรา
นําเอาตัวอักษรมาประกอบกันก็ยอมเกิดเปนคําท่ีมีความหมายข้ึนมา ถาเราเปรียบการเขียนแบบ
วิศวกรรมวาเปนภาษาชนิดหน่ึง ภาษานี้ก็ตองประกอบไปดวยตัวอักษรเชนเดียวกัน ซ่ึงตัวอักษร
สําหรับภาษาการเขียนแบบน้ีก็คือ “เสน” นั่นเอง ดังน้ันเราจําเปนจะตองเรียนรูและทําความเขาใจ
เก่ียวกับชนิดของเสนที่ใชในการเขียนแบบ เพราะเราตองใชเสนเหลาน้ีในการสรางเปนรูปภาพเพ่ือ
ส่ือความหมาย เชนเดียวกับที่เราเรียนตัวอักษรแตละตัวเพ่ือสรางเปนคําน่ันเอง โดยชนิดของเสนท่ี
ตองใชบอย ๆ ในการเขียนแบบวิศวกรรมนั้นไดแสดงไวในรูปท่ี 1.18 สําหรับเสนชนิดอื่น ๆ จะได
แนะนาํ ใหร ูจกั ในบทตอ ๆ ไป
Types of Lines Appearance Name according
to application
Continuous thick line Visible line
Continuous thin line Dimension line
Extension line
Leader line
Dash thick line Hidden line
Chain thin line Center line
รูปที่ 1.18 ชนิดของเสน ที่ใชใ นงานเขยี นแบบวศิ วกรรม
เสนชนิดแรกที่จะกลาวถึงคือเสน “visible line” เสนดังกลาวเขียนโดยใชเสนชนิดตอเนื่องและเปน
เสนเขม เสนชนิดนี้จะใชแสดงขอบของวัตถุที่เรามองเห็น เสนชนิดที่สองคือเสน “dimension line”,
“extension line” และ “leader line” เสนเหลาน้ีเขียนโดยใชเสนชนิดตอเน่ืองแบบเดียวกับเสน
“visible line” แตเปนเสนออน เราใชเสนเหลาน้ีในการบอกขนาดของวัตถุ เสนชนิดที่สามคือเสน
“hidden line” เสนนี้เรียกอีกอยางหน่ึงวาเสนประน่ันเอง ซ่ึงเขียนโดยเสนเขมและใชสําหรับแสดง
ขอบของวัตถุที่ถูกบังอยู สุดทายคือเสน “center line” เสนนี้มีลักษณะเปนเสนยาวและส้ันสลับกัน
โดยเสน ยาวควรยาวมากกวาเสนสั้นประมาณ 10-15 เทา ยกตัวอยางเชนถาเราลากเสนสั้นประมาณ
2 มม. เสนยาวก็ควรยาวประมาณ 20-30 มม. เปนตน เสนนี้ตองลากดวยเสนเบา และใชเพื่อแสดง
ความสมมาตร หรือแสดงจุดศูนยก ลางของวงกลม หรือแสดงแกนของทรงกระบอกก็ได โดยตัวอยาง
การใชเสน เหลา นี้ในการสรางภาพในงานเขียนแบบวศิ วกรรมไดแ สดงไวใ นรปู ที่ 1.19
NWP June 2007 Version 0.5
12 Fundamental of Engineering Drawing
รปู ที่ 1.19 ตัวอยา งการใชเสน ชนดิ ตาง ๆ ในงานเขียนแบบวศิ วกรรม
1.6 อุปกรณก ารเขยี นแบบ (engineering drawing tools)
อปุ กรณส ําหรบั การเขยี นแบบประกอบไปดวย
1. โตะเขียนแบบ
2. ไมทีสไลด
3. ไมฉ ากสามเหลย่ี ม (ควรเลือกขนาดทใ่ี หญเ พยี งพอสาํ หรบั กระดาษเขยี นแบบ)
4. เทปติดกระดาษ
5. ดินสอ (ดนิ สอไมหรือดนิ สอกดก็ได และควรเตรียมไว 2 ระดับความเขม)
6. กระดาษทราย (ใชเพอื่ เหลาดนิ สอ)
7. วงเวยี น (ควรเลอื กชนดิ ทม่ี ีตัวปรับขนาด เพอ่ื การตง้ั ขนาดวงเวยี นทีแ่ มนยาํ )
8. ยางลบดนิ สอ
9. แผนกนั ลบ
10. เทมเพลตสาํ หรบั เขยี นวงกลม (ใชในกรณีทตี่ องการเขยี นวงกลมรศั มเี ลก็ ๆ)
11. กระดาษทิชชู (ใชเช็ดปลายดินสอเมือ่ เหลาดนิ สอเสรจ็ และทําความสะอาดอุปกรณ)
12. กบเหลาดินสอ
13. กระดาษเปลา (ใชรองขอมือในขณะเขียนรูปเพื่อปองกันความสกปรก และใชสําหรับ
ทดลองเขียนรปู กอนลงมือวาดภาพจรงิ )
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 13
1.7 การคัดตัวอกั ษร (lettering)
เราใชตัวอักษรในงานเขียนแบบเมื่อตองการส่ือความหมายในกรณีท่ีภาษาภาพไม
สามารถทําได เชน เม่ือเราตองการบอกขนาดความยาวของวัตถุ ขนาดรัศมีของวงกลม หรือขอมูล
เก่ียวกบั การผลิตทต่ี องใชขอความอธิบาย หรือแมแตช่ือของผูท่ีทําการเขียนแบบและตรวจทานแบบ
น้ัน เปนตน ดังนั้นตัวอักษรท่ีเขียนในงานเขียนแบบควรที่จะตองอานไดงาย ซึ่งตัวแปรท่ีจะทําให
ตัวอักษรหรือขอความน้ันอานไดงายก็คือ รูปรางของตัวอักษรและชองไฟระหวางตัวอักษรและคํา
ตองมคี วามเหมาะสมไมช ิดหรอื วา หางจนเกนิ ไป สุดทายตัวอกั ษรท่เี ขียนตองมีรูปแบบทสี่ มํ่าเสมอทงั้
ขนาดและความหนาของเสน ทีใ่ ชเ ขียนตัวอักษร
Dimension & Notes
Notes Title Block
รปู ที่ 1.20 แสดงการใชตวั อกั ษรในงานเขียนแบบวศิ วกรรม
มาตรฐานสําหรับการเขียนตัวอักษรในงานเขียนแบบท่ีเราจะเรียนน้ีอางอิงมาจากมาตรฐาน ANSI
นั่นคือ
- ใชตัวอักษรตรงตามรปู แบบโกธิค (vertical Gothic style)
- สามารถใชต ัวอักษรแบบตวั พมิ พใ หญหรอื ตวั พมิ พเล็กก็ได
- ขนาดความสงู ของตัวอักษรควรมีขนาดประมาณ 3 มม. (ไมตองวัดขนาดในขณะท่ีเขียน แต
ควรใชการประมาณเอา) สวนตัวอักษรใน title block ควรจะใหญกวาสักเล็กนอยคือมีขนาด
ประมาณ 5-8 มม.
- สาํ หรับระยะหา งระหวา งบรรทัดไมควรตา่ํ กวา 1/3 ของความสงู ตัวอักษรท่ีเขียน
NWP June 2007 Version 0.5
14 Fundamental of Engineering Drawing
การเขียนตัวอักษรท่ีใชในงานเขียนแบบน้ันจะประกอบไปดวยเสนพ้ืนฐานดังแสดงในรูปท่ี 1.21 ซ่ึง
ประกอบไปดวยเสนด่ิง เสนเอียง เสนนอน และเสนโคง ซึ่งผูเรียนควรจะฝกฝนใหเกิดความชํานาญ
เพราะไมเพียงแตใชสําหรับการเขียนตัวอักษรเทานั้น แตยังสามารถใชเสนพื้นฐานเหลานี้ในข้ันตอน
ของการสเก็ตชภ าพดว ยมือเปลาเชน เดยี วกัน
Straight Slanted Horizontal Curved
“I” letter 1 “A” letter 1 2 4 5
3 “B” letter 1 6
3
2
รูปท่ี 1.21 ชนิดของเสนแบบตา ง ๆ สาํ หรบั การเขยี นตวั อักษร
รปู ท่ี 1.22 ตวั อยา งการเขยี นตวั อกั ษรตวั พมิ พใหญ
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 15
รูปที่ 1.23 ตวั อยา งการเขยี นตวั อกั ษรตวั พมิ พเ ลก็
รูปท่ี 1.22 และ 1.23 แสดงรูปแบบของตัวอักษรตัวพิมพใหญและตัวพิมพเล็ก โดยในรูปยังแสดง
ลาํ ดบั การลากเสนเพ่อื สรางตัวอักษรน้ัน ๆ ดวย แตถาผูเรียนรูสึกวาการลากเสนตามลําดับท่ีใหไวใน
รูปน้ันไมถนัด ก็สามารถใชลําดับการเขียนแบบอื่นที่ตนเองถนัดก็ได เพียงแตตองรักษารูปราง
ลกั ษณะของตวั อกั ษรใหเหมอื นตามแบบทีใ่ หไว
สําหรับการเขียนคําน้ันก็คือการนําเอาตัวอักษรมาเรียงตอกันนั่นเอง และเพื่อใหการ
อานคํานั้นเปนไปไดโดยงาย เราจําเปนที่จะตองควบคุมระยะหางหรือชองไฟระหวางตัวอักษรให
เหมาะสมไมชิดหรือหางจนเกินไป จากตัวอยางในรูปที่ 1.24 ถาเราพิจารณาระยะหางระหวาง
ตัวอักษรในคําจะเห็นไดวามีระยะหางไมเทากันโดยขึ้นอยูกับลักษณะของตัวอักษรท่ีอยูติดกัน ทําให
เราควบคุมระยะหางระหวางตัวอักษรไดลําบาก แตถาเราพิจารณาเปนพื้นที่ของชองวางระหวาง
ตัวอักษรดังท่ีแสดงเปนพื้นที่สีแดงในรูป จะพบวาถาเราควบคุมใหพื้นที่ดังกลาวน้ันมีพ้ืนที่ที่เทา ๆ
กัน เราก็จะไดระยะหางระหวางตวั อักษรท่ีเหมาะสม
DRAWING
DRAWING
รปู ท่ี 1.24 ชองวางระหวางตวั อกั ษรทเี่ หมาะสม
NWP June 2007 Version 0.5
16 Fundamental of Engineering Drawing
สวนการเขียนเปนประโยคน้ันก็คือการนําเอาคําหลาย ๆ คํามาประกอบกันน่ันเอง ดังน้ันระยะหาง
ระหวางคําหรือชองไฟน้ันจะตองมีความเหมาะสมดวย โดยระยะหางท่ีเหมาะสมน้ันใหจินตนาการวา
กอนท่ีจะเขียนคําตอไปของประโยคนั้นใหเผ่ือท่ีไวสําหรับตัวอักษร “O” กอนดังแสดงในรูปที่ 1.25
และสุดทายในรูปที่ 1.26 ไดรวบรวมตัวอยางของการเขียนตัวอักษรที่เหมาะสมและไมเหมาะสมให
ลองพิจารณาแลว จําเอาไวใช
ALLODIMENSIONSOAREOIN
MILLIMETERSOUNLESS
OTHERWISEOSPECIFIED.
ALL DIMENSIONS ARE IN
MILLIMETERS UNLESS
OTHERWISE SPECIFIED.
รปู ที่ 1.25 ระยะหา งระหวา งคําท่ีเหมาะสมในการเขยี นประโยค
GOOD
Not uniform in style.
Not uniform in height.
Not uniformly vertical or inclined.
Not uniform in thickness of stroke.
Area between letters not uniform.
Area between words not uniform.
รูปท่ี 1.26 ตัวอยา งการเขยี นตวั อกั ษรทเ่ี หมาะสมและไมเหมาะสม
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 17
1.8 การสเก็ตชภาพดว ยมือเปลา (freehand sketching)
การสเก็ตชภ าพดวยมือเปลาถือเปนทักษะท่ีสําคัญอยางหนึ่งที่วิศวกรควรจะตอ งทําการ
ฝกฝนไว เนื่องจากเปนวิธีพ้ืนฐานในการนําเอาภาพในความคิดท่ีเราคิดไวแสดงออกมาใหผูอ่ืนได
เห็นไดเขาใจรวมถึงตัวเราเองดวย ยกตัวอยางเชนเมื่อเราตองทําการวิเคราะหปญหาทางวิศวกรรม
อยางหน่ึง การเสก็ตชภาพปญหาออกมาแลวคอยทําการวิเคราะหจะชวยใหเราสามารถวิเคราะห
ปญ หาดังกลา วไดอยา งมีระบบมากย่งิ ขึ้น การสเกต็ ชภ าพทางวศิ วกรรมน้ันมีหลักสําคัญประการหนึ่ง
คือเราจะไมลากเสนยํ้า ๆ เสนเดิมเพื่อใหไดแนวเสนท่ีตองการ แตตองลากเพียงคร้ังเดียวเทาน้ัน
(single stroke) เพราะจะทําใหรูปที่ไดนั้นสะอาดตา และทําใหการใชรูปดังกลาวมาทําการวิเคราะห
สามารถทําไดงายโดยไมสับสนกับเสนยุง ๆ ท่ีเกิดขึ้น การที่ผูเรียนจะสามารถสเก็ตชภาพไดอยาง
เรียบรอยน้ันตองอาศัยการฝกฝนพอสมควร ดังน้ันในหัวขอน้ีจะแนะนําวิธีในการสเก็ตชเสนตรงท้ัง
เสนนอนและเสนด่ิง รวมถึงการสเก็ตชเสนโคง (arc) และการสเก็ตชวงกลม (circle) สุดทายจะเปน
ขัน้ ตอนในการสเกต็ ชรปู วัตถุ
การสเกต็ ชเ สน ตรง (เสน นอนและเสน ดิ่ง)
การฝกสเก็ตชเสนตรงนั้นอาจเร่ิมโดยการทําเครื่องหมายจุดเริ่มตนและจุดสุดทายของ
เสนท่ีตองการลากกอน (ควรทําเคร่ืองหมายของจุดดวยนํ้าหนักเสนท่ีเบามาก ๆ) จากน้ันเร่ิมเขียน
เสนโดยจับดินสอแลวลากแขนไปมาจากจุดเร่ิมตนไปยังจุดสุดทายโดยท่ียังไมเขียนเสนน้ันจริง ๆ
เมื่อเกิดความม่ันใจในแนวการลากเสนแลวใหเร่ิมลากเสนได โดยข้ันตอนดังกลาวไดแสดงในรูปที่
1.27 และถาฝกตามขั้นตอนดังกลาวจนเกิดความมั่นใจแลวก็ไมจําเปนตองทําเคร่ืองหมายจุดเริ่มตน
และจุดสุดทา ยกอน สําหรบั เสนตรงในทิศทางอน่ื ๆ กส็ ามารถฝก ฝนในรูปแบบเดียวกนั นี้ได
รปู ที่ 1.27 ข้ันตอนการสเกต็ ชเ สนตรงโดยอาศยั จุดเร่มิ ตนและจุดสุดทาย
NWP June 2007 Version 0.5
18 Fundamental of Engineering Drawing
การสเกต็ ชว งกลมขนาดเล็ก
ข้ันตอนในการสเก็ตชวงกลมขนาดเล็กเร่ิมตนจากการสเก็ตชกลองสี่เหลี่ยมจัตุรัสดัง
แสดงในรูปที่ 1.28 ขึ้นมากอน จากนั้นทําเคร่ืองหมายเล็ก ๆ แบงคร่ึงแตละดานของสี่เหล่ียมจัตุรัส
นน้ั ตอไปใหลากเสนทแยงมมุ ซงึ่ จดุ ตัดของเสน ทแยงมุมน้ีก็คือจุดศูนยกลางของวงกลมที่เราตองการ
วาดนน่ั เอง ขนั้ ตอนตอ ไปใหท ําการลากเครอื่ งหมายเลก็ ๆ บนเสนทแยงมุมโดยใหมีระยะหางจากจุด
ศนู ยก ลางประมาณเทากบั รัศมขี องวงกลม (ยาวเทากับครึ่งหน่ึงของดานสี่เหล่ียมจัตุรัส) โดยขั้นตอน
ท้งั หมดในการลากเสนนี้ใหล ากเสนดว ยน้าํ หนักเสนท่ีเบา ๆ สดุ ทายเขยี นสวนโคงเล็ก ๆ เชื่อมตอจุด
ทีเ่ ราทาํ เครอ่ื งหมายไวโดยใชเ สน เขม ซึง่ จะไดว งกลมตามทต่ี องการ
ข้ันตอนท่ี 1 ข้นั ตอนที่ 2 ขน้ั ตอนท่ี 3
รูปท่ี 1.28 ขั้นตอนการสเกต็ ชว งกลมขนาดเลก็ แบบที่ 1
วิธีที่ 2 สําหรับการสเก็ตชวงกลมขนาดเล็กไดแสดงในรูปที่ 1.29 ข้ันตอนสําหรับวิธีนี้เร่ิมจากการ
เขียนเสน center line กอนดังแสดงในขั้นตอนที่ 1 จากน้ันลากเสนรัศมีออกจากจุดศูนยกลางของ
วงกลม เสร็จแลวใหทําเครื่องหมายบนเสนรัศมีที่ลากนั้นใหมีระยะหางจากจุดศูนยกลางเทากับรัศมี
ของวงกลมที่ตองการวาด สุดทายลากเสนโคงเล็ก ๆ เชื่อมตอจุดที่เราทําเครื่องหมายไวเพื่อใหได
วงกลมตามท่ตี องการ
ข้ันตอนท่ี 1 ข้นั ตอนท่ี 2 ข้นั ตอนที่ 3
รปู ที่ 1.29 ขน้ั ตอนการสเกต็ ชว งกลมขนาดเล็กแบบที่ 2
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 19
การสเกต็ ชว งกลมขนาดใหญ
รูปท่ี 1.30 ข้นั ตอนการสเกต็ ชว งกลมขนาดใหญ
การสเก็ตชวงกลมขนาดใหญน้ันสามารถทําไดดังนี้ เริ่มจากการใชมือขวาจับดินสอใน
ลักษณะดังรูปซายของรูปท่ี 1.30 จากน้ันวางนิ้วกอยของมือที่จับดินสอนั้นลงในตําแหนงของจุด
ศูนยกลางของวงกลมท่ีตองการวาดเพือ่ ใชเปนจุดหมนุ คลายกับปลายแหลมของวงเวียน ตอ ไปใหจับ
ดินสอแนน ๆ โดยรักษาระยะหางระหวางปลายดินสอกับปลายน้ิวกอยใหเทากับขนาดของรัศมีที่
ตองการ สุดทายใชอีกมืออีกขางจับกระดาษแลวหมุนกระดาษจนกระทั่งวาดรูปวงกลมเสร็จส้ิน หรือ
จะใชดนิ สอ 2 ดา มทาํ เปนวงเวียนดงั ทแี่ สดงในรูปขวามอื กไ็ ดเ หมือนกนั
การสเก็ตชส ว นโคง
การสเก็ตชสวนโคงสามารถทําไดในลักษณะท่ีคลายกับการสเก็ตชวงกลมนั่นเอง
เพียงแตส่ีเหล่ียมจัตุรัสท่ีสเก็ตชข้ึนมาคร้ังแรกน้ันใชสําหรับการลากสวนโคงเพียง 1/4 ของวงกลม
เทา นน้ั ซ่ึงขั้นตอนในการสเกต็ ชสว นโคง ไดแสดงไวในรูปท่ี 1.31 ซ่ึงแสดงไว 2 วิธีดวยกัน ซ่ึงผูเรียน
จะตองฝก ฝนและหาวธิ ที ี่เหมาะกับตนเอง
รปู ที่ 1.31 ขั้นตอนการสเกต็ ชสว นโคง
NWP June 2007 Version 0.5
20 Fundamental of Engineering Drawing
การสเก็ตชร ปู วตั ถุ
หัวขอน้ีจะแสดงขั้นตอนการสเก็ตชรูปท่ีเปนวัตถุ โดยจะยกตัวอยางการสเก็ตชรูปวัตถุดัง
แสดงในรปู ที่ 1.32
รูปที่ 1.32 รปู วัตถุตวั อยางสาํ หรบั ฝกสเกต็ ช
ขนั้ ตอนในการสเกต็ ชรปู มดี งั นี้
1. เร่ิมตน โดยการลากเสนรา งแสดงขอบเขตโดยรวมของวัตถกุ อ นดงั แสดงในรูปซายมอื ของรูป
ท่ี 1.33
2. ลากเสนรา งเพื่อกาํ หนดตําแหนงองคป ระกอบสําคัญ ๆ ของวัตถุ เชน ตําแหนงจุดศูนยก ลาง
ของวงกลม หรือสวนโคง ฯลฯ
3. จากนนั้ นสเกต็ ชส ว นโคง กอ น
4. สุดทายสเก็ตชสวนทเี่ ปน เสน ตรง
ขั้นตอนที่ 1 ขัน้ ตอนท่ี 2 ขนั้ ตอนท่ี 3 ขั้นตอนที่ 4
รปู ท่ี 1.33 ข้นั ตอนการสเกต็ ชร ูปวตั ถุ
การลากเสน รางในขนั้ ตอนท่ี 1 และ 2 น้นั ตองใชเ สน ที่มนี าํ้ หนกั เบา (ใหประมาณวาถานํารูปดังกลาว
ไปทําการถายสําเนาแลว จะตองไมเห็นเสนรางที่ลากไว) ซ่ึงผูเรียนควรทดลองสเก็ตชรูปวัตถุน้ีโดย
ทําตามขั้นตอนท่ีใหไวในรูปที่ 1.33 ซ่ึงจะไดฝกท้ังการลากเสนตรง เสนโคง วงกลม และสุดทายรูจัก
การควบคุมน้าํ หนักเสน
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 21
สดั สว นของภาพสเกต็ ช
หลักการสเก็ตชท่ีสําคัญอีกประการหน่ึงคือรูปท่ีสเก็ตชตองมีสัดสวนที่ถูกตองตามวัตถุ
ตัวอยางที่ตองการสเก็ตช ซ่ึงคําวา “สัดสวน” น้ีมีความหมายตางจากคําวา “ขนาด” ซ่ึงผูเรยี นจะตอง
ไมสับสนระหวางสองคํานี้ และเพื่อใหเขาใจคําวา “สัดสวน” ไดดียิ่งขึ้น ขอใหผูเรียนศึกษาจาก
ตัวอยางในรูปท่ี 1.34 โดยสมมติวาถาตองการสเก็ตชรูปส่ีเหลี่ยมผืนผาที่มีความกวางมากกวาความ
สูงประมาณ 3 เทา ดังน้ันรูปสเก็ตชท่ีดีจะตองไดสัดสวนความกวางตอความสูงประมาณ 3:1 ดวย
เชนเดียวกนั ซึ่งรปู สเกต็ ช (ก-ค) ในรูปที่ 1.34 ถอื ไดว า เปน ภาพสเก็ตชทีม่ สี ดั สวนถูกตอง ถึงแมจะมี
ขนาดไมเทา กบั วัตถุตัวอยา งกต็ าม สวนรูปสเก็ตช (ง) นนั้ ถอื วา เปน ภาพสเกต็ ชที่ไมถ ูกตอ ง
(ก) สัดสวนถูกตอง (ข) สดั สวนถูกตอ ง
ภาพวตั ถุตัวอยาง
(ค) สัดสว นถูกตอง (ง) สัดสว นไมถูกตอ ง
รูปที่ 1.34 การสเกต็ ชร ปู ใหไ ดส ดั สว นทถี่ กู ตอ งโดยอาจมีขนาดทใ่ี หญห รือเล็กกไ็ ด
การสเก็ตชภาพใหไดสัดสวนที่ถูกตองนั้นสามารถใชสิ่งของใกลตัวดังแสดงในรูปที่ 1.35 มาชวยใน
การประมาณสัดสว นของรปู ท่ตี องการสเก็ตช สิ่งใกลตัวส่ิงแรกก็คือแถบกระดาษนั่นเอง โดยสามารถ
นําแถบกระดาษมาวางทาบกับรูปท่ีตองการสเก็ตชแลวทําเครื่องหมายบนแถบกระดาษนั้นเพื่อชวย
ในการวัดขนาด เม่ืออานถึงตอนน้ีผูเรียนอาจเกิดความรูสึกวาทําไมไมใชไมบรรทัดในการวัดขนาด
เสียเลยเพราะไดขนาดที่ถูกตองกวาดวย ซ่ึงคําตอบสาํ หรับคําถามน้ีก็คือ ผูเรียนจําเปนตองฝกการส
เก็ตชภาพใหไดสัดสวนที่ถูกตองและรวดเร็ว ถึงแมวาจะไมมีอุปกรณการเขียนแบบใด ๆ อยูใกลตัว
เลยก็ตาม เพราะถาตองคอยหาไมบรรทัดกอนท่ีจะลงมือเขียนภาพไดนั้นอาจตองใชเวลามากเกินไป
และในบางครั้งเราก็ไมตองการภาพที่สวยงามถูกตองตามขนาด 100% แตเราตองการภาพที่มี
สัดสวนที่ถูกตองมากกวา สําหรับส่ิงของใกลตัวอีกชิ้นก็คือดินสอที่ผูวาดใชอยูน่ันเองซ่ึงสามารถ
นาํ มาชวยในการวดั ขนาดไดดวย จะเหน็ ไดว าการสเก็ตชภาพจะสามารถทําไดดวยความรวดเร็วโดย
ไมเสียเวลาในการหาอุปกรณใด ๆ เพ่ือใหเห็นตัวอยางการใชส่ิงของใกลตัวในการสเก็ตชภาพใหได
สัดสวนท่ีถูกตองจึงไดแสดงขั้นตอนการสเก็ตชภาพวัตถุอีกคร้ังโดยใชดินสอชวยในการวัดขนาดดัง
แสดงในรูปท่ี 1.36
NWP June 2007 Version 0.5
22 Fundamental of Engineering Drawing
รปู ที่ 1.35 การใชส ่งิ ของใกลต วั ในการวดั ขนาดของรูปเพื่อใชสเกต็ ชตอ ไป
รูปท่ี 1.36 การสเก็ตชร ปู ใหไดส ัดสว นทถี่ ูกตอ งโดยใชส ่ิงของใกลต วั ในการวดั ขนาด
1.9 บทสรปุ
ในบทน้ีไดอธิบายถึงความสําคัญของวิชาเขียนแบบวิศวกรรมในฐานะท่ีเปนภาษา
สําหรับการสื่อสารของวิศวกร เพราะการสื่อสารดวยภาพทําใหผูอานแบบสามารถทําความเขาใจได
งายโดยเฉพาะในเรื่องของรูปราง รูปทรง และขนาด เปนตน จากน้ันไดแนะนําใหผูเรียนไดรูปจักกับ
องคประกอบของการเขียนแบบซึ่งประกอบไปดวยภาษาภาพและภาษาขอความ ซึ่งการสรางภาษา
ภาพใหม คี วามถกู ตองน้นั จาํ เปน ตอ งมคี วามเขา ใจในเรอื่ งของทฤษฎกี ารฉายภาพและการฉายภาพที่
นยิ มใชในงานเขียนแบบวิศวกรรมนนั้ กค็ ือการฉายภาพแบบออโธกราฟก
มาตร ฐานการเขียนแบบก็มีความสําคัญเชนเดียวกัน ในบทนี้จึงไดนําเอาตัวอยาง
บางสวนของ มาตร ฐานที่เกี่ยวกับขนาดของกระดาษ การใหสเกลกับรูปที่วาด และโดยเฉพาะอยาง
ยิ่งความหมายของเสนท่ีใชในการเขียนแบบวิศวกรรม เชน เสน visible line, hidden line, center
line เปนตน ซึ่งมีความสําคัญอยางมากเพราะผูเรียนตองเขาใจความหมายของเสนแตละเสนและ
สามารถเขียนเสนนั้น ๆ ดวยน้ําหนักที่ถูกตอง หัวขอสําคัญถัดมาในบทนี้คือการคัดตัวอักษร โดยได
แสดงรูปแบบของตัวอักษรที่เหมาะสมสําหรับใชในการเขียนแบบ ซ่ึงผูเรียนทุกคนไมวาจะมีลายมือ
สวยหรอื ไมส วยก็ตาม ถาใชค วามพยายามและมีสมาธใิ นการคดั ตัวอักษรแลวยอมทําไดดีทุกคน การ
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 23
คัดตัวอักษรเพื่อใหไดขอความที่อานงายน้ันตองฝกฝนในเรื่องของการควบคุมชองวางระหวาง
ตัวอักษร และชองวางระหวางคํา สุดทายคือการแนะนําเทคนิคการสเก็ตชภาพ ซ่ึงถือวาเปนทักษะ
สําคัญสําหรบั วศิ วกร โดยเรมิ่ จากการสเก็ตชเสนตรงท้ังเสนด่ิงและเสนนอน การสเก็ตชวงกลมขนาด
เล็กและขนาดใหญ การสเก็ตชสวนโคง ข้ันตอนการสเก็ตชภาพวัตถุซ่ึงควรเร่ิมตนจากเสนรางกอน
(ใชเสนนํ้าหนักเบา) เมื่อกําหนดตําแหนงขององคประกอบสําคัญของรูปเสร็จแลวก็จะลงเสนรูป (ใช
เสนเขม) โดยลากเสนท่ีเปนสวนโคงกอนแลวตอดวยเสนตรง และสุดทายคือการควบคุมภาพสเก็ตช
ใหมีสัดสวนท่ีถูกตองตามวัตถุตัวอยาง โดยสามารถใชของใกล ๆ ตัวเพื่อชวยผูวาดในการควบคุม
ขนาดและสดั สว นใหม ีความถูกตอ ง
June 2007 Version 0.5
NWP
24 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝกหัด
1. คดั อกั ษรตวั พิมพใ หญใ หไดส ดั สวนตามแบบ โดยหามใชไ มบ รรทดั ชว ยลากเสน
AN
BO
CP
DQ
ER
FS
GT
HU
IV
JW
KX
LY
MZ
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 25
2. คดั อกั ษรตวั พมิ พเ ลก็ และตวั เลขใหไดสดั สว นตามแบบ (หามใชไมบ รรทดั )
n
bo
cp
dq
er
fs
gt
hu
iv
jw
kx
ly
mz
123 45 6 7 8 9 0
NWP June 2007 Version 0.5
26 Fundamental of Engineering Drawing
3. คดั ขอความตามตวั อยา งทใ่ี ห
- เขียนเสน บรรทดั เองดวยเสน เบา (4H) ตามขนาดที่กําหนด
- คัดตัวอักษรดวยเสน เขม (2H, HB)
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 27
4. สเก็ตชเ สน ตรงในแนวตา ง ๆ กัน
NWP June 2007 Version 0.5
28 Fundamental of Engineering Drawing
5. จงสเกต็ ชภ าพวัตถุตอไปน้ี
6. จงสเก็ตชภาพวตั ถุตอ ไปน้ี
NWP June 2007 Version 0.5
Introduction 29
7. จงสเกต็ ชภ าพวตั ถตุ อไปนี้
NWP June 2007 Version 0.5
30 Fundamental of Engineering Drawing
8. จงสเก็ตชภ าพกลอ งดานลางใหมีสัดสว นทีถ่ กู ตอ ง แตมีขนาดตา ง ๆ กัน 5 ขนาด
NWP June 2007 Version 0.5
บทท่ี 2
การเตรยี มอปุ กรณ และ
เรขาคณิตประยกุ ต
ในบทน้ีจะเปนการแนะนําข้ันตอนท่ีควรปฏิบัติกอนเริ่มลงมือเขียนแบบ ซ่ึงประกอบไป
ดวยการติดต้ังกระดาษบนโตะเขียนแบบ การเตรียมดินสอ วงเวียน ตลอดจนการใชอุปกรณเขียน
แบบเบ้ืองตน จากนั้นจะเปนการทบทวนเร่ืองเรขาคณิต โดยจะนําความรูดังกลาวมาประยุกตใชใน
การวาดรูปทม่ี คี วามซบั ซอ นในงานเขียนแบบวศิ วกรรม
2.1 การเตรียมอปุ กรณ
กอนเร่ิมตนการเขียนแบบนั้นเราจําเปนท่ีจะตองเตรียมอุปกรณตาง ๆ ใหพรอม
เสียกอ น ซ่งึ ขน้ั ตอนทั้งหมดมีดงั น้ี
- การติดต้งั กระดาษบนโตะ เขยี นแบบ
การติดต้ังกระดาษบนโตะเขียนแบบจะเร่ิมจากการวางกระดาษใหชิดขอบทางดานลาง
ซายของโตะเขียนแบบกอน จากนั้นวางไมทีลงบนกระดาษโดยใหหัวของไมทีวางล็อคกับขอบโตะ
ทางดานซาย และอยาใหสวนหัวของไมทีเกินออกจากขอบโตะดังแสดงในรูปท่ี 2.1ก ขั้นตอไปให
ขยับกระดาษจนกระทั่งกรอบดานลางของกระดาษเขียนแบบอยูเหนือขอบบนของไมที (รูปท่ี 2.1ข)
จากน้ันจับกระดาษไวแลวเลื่อนไมทีขึ้นดานบนเพ่ือจัดกรอบดานบนของกระดาษเขียนแบบใหได
ตําแหนงที่พอดีกับขอบดานบนของไมที (รูปท่ี 2.1ค) เม่ือจัดเรียบรอยแลวใหติดกระดาษกาวยึด
กระดาษเขียนแบบใหติดอยูกับโตะโดยเร่ิมติดท่ีขอบบนซาย-ขวาของกระดาษกอน (รูปที่ 2.1ง)
32 Fundamental of Engineering Drawing
ตอไปก็เลื่อนไมทีลงดานลางโดยขณะท่ีเลื่อนไมทีน้ันใหทําการรีดกระดาษใหเรียบดวย สุดทายใหทํา
การติดกระดาษกาวบรเิ วณมมุ ที่เหลอื เพ่ือยดึ กระดาษเขา กบั โตะ (รปู ที่ 2.1จ)
อยา ใหไ มทีเลยขอบโตะ (ข) เล่อื นกระดาษจนกระท่งั กรอบดานลา ง
(ก) วางกระดาษชิดขอบซา ยลา ง แลว วาง ของกระดาษอยูเหนอื ขอบดา นบนของ
ไมท ี
ไมทลี งบนกระดาษแตอยา ใหหัวไมท ี
เลยพนขอบโตะดานลา ง
จดั กรอบของกระดาษใหไดร ะดับกับขอบไมท ี
(ค) จบั กระดาษไวแลวเลือ่ นไมท ีข้ึนดา นบน (ง) ติดกระดาษกาวเพ่ือยึดมมุ ดา นบนท้งั
จากน้นั จดั กรอบดานบนของกระดาษให สองของกระดาษเขียนแบบ
ไดร ะดบั กบั ขอบบนของไมที
(จ) เล่อื นไมทีลงดานลางพรอ มกับรีดกระดาษให
เรยี บติดโตะ จากน้นั ตดิ กระดาษกาวเพ่ือยึด
มุมกระดาษทีเ่ หลอื
รูปที่ 2.1 ข้นั ตอนการติดตง้ั กระดาษบนโตะ เขยี นแบบ
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 33
- เหลาดินสอและวงเวยี น
ผูวาดจําเปนตองเหลาดินสอใหแหลมอยูเสมอเพื่อเสนที่วาดจะไดมีความคมชัดและ
สวยงาม การเหลาดินสอมีหลายวิธีดวยกัน โดยจะขอยกตัวอยางกรณีที่ใชมีดและกระดาษทรายใน
การเหลาดินสอกอน ซ่ึงจะเร่ิมจากการใชมีดเหลาสวนที่เปนไมของดินสอออกจนกระทั่งไสดินสอมี
ความยาวประมาณ 8-10 มม. (รูปท่ี 2.2ก) จากน้ันฝนปลายดินสอบนกระดาษทราย โดยขณะที่ฝน
ดินสอใหหมุนดินสอไปดวยเพื่อที่ปลายดินสอจะไดมีลักษณะเปนกรวยแหลมดังแสดงรูปที่ 2.2ข แต
ถาผูวาดใชเครื่องเหลาดินสอ หรือดินสอกด (แนะนําใหใชไสขนาด 0.5 มม.) อาจจะไมมีปญหาเรื่อง
การเหลาดนิ สอมากเทา ใดนักเพราะจะไดป ลายท่ีคอนขางแหลมอยูแลว แตอาจจะตองมีการฝนปลาย
ดินสอกับกระดาษเปลาอีกเล็กนอยเพื่อปรับปลายใหคมตามความตองการ และข้ันตอนสุดทายไมวา
จะใชดนิ สอแบบใดก็ตามคอื ตอ งทาํ ความสะอาดปลายดินสอดว ยกระดาษทิชชูกอนเสมอ (รปู ท่ี 2.2ค)
8-10 มม.
(ก) ใชมอื เหลาไมอ อกใหไ ดไสด ินสอประมาณ 8-10 มม.
(ข) ฝนปลายดนิ สอบนกระดาษทรายเพ่ือใหไ ดด ินสอปลายแหลม
(ค) ทําความสะอาดปลายดินสอดวยกระดาษทชิ ชู
รปู ท่ี 2.2 ข้ันตอนการเหลาดินสอและทาํ ความสะอาดกอนนาํ ไปใช
NWP June 2007 Version 0.5
34 Fundamental of Engineering Drawing
สวนวงเวียนน้ันถาใชแบบใสดินสอก็ใหเหลาดินสอของวงเวียนตามวิธีขางตน และดินสอสําหรับวง
เวียนนี้ก็ควรเลือกใหมีความเขมกับที่ใชในการวาดรูปเพื่อใหเสนของรูปท่ีไดมีความสม่ําเสมอ แตถา
ใชวงเวียนที่ใชเฉพาะไสดินสอเทานั้น ก็ใหเหลาปลายไสดินสอโดยการฝนกับกระดาษทรายจะได
รูปรางดังแสดงในรูปท่ี 2.3 และควรปรับใหดานปลายแหลมยาวกวาสวนของไสดินสอเล็กนอย
(ข้นั ตอนน้ีไมจําเปน ตองปฏิบตั กไ็ ด)
รูปที่ 2.3 การเหลาไสดินสอทใี่ ชสําหรับวงเวียน
- ทําความสะอาดอปุ กรณ (ไมที ไมสามเหลี่ยม และเทมเพลตวงกลม)
สุดทายเปนการทําความสะอาดอุปกรณที่ใช เชน ไมที ไมสามเหลี่ยม และเทมเพลตวง
กลม เปนตน ข้ันตอนน้ีเปนขั้นตอนที่ควรปฏิบัติทุก ๆ คร้ังกอนการวาดรูป เพราะในขณะท่ีวาดรูป
อุปกรณเหลาน้ีจะถูกลากไปมาบนแผนกระดาษ ซึ่งถาไมสะอาดแลวก็จะทําใหรูปที่วาดสกปรกได
การทําความสะอาดอุปกรณก ใ็ หใ ชกระดาษทิชชูทเ่ี ตรยี มมาเช็ดถใู หเ รยี บรอ ย
2.2 การใชอ ุปกรณเบือ้ งตน
อุปกรณหลัก ๆ สําหรับงานเขียนแบบประกอบไปดวย ไมที ไมสามเหลี่ยม ซ่ึงทั้งสอง
ชนิดใชสําหรับการเขียนเสนตรง สวนวงเวียนและเทมเพลตวงกลมก็จะใชสําหรับวาดสวนโคงและ
วงกลมน่นั เอง ดังน้ันในหวั ขอ น้ีจะเปนการแนะนาํ วธิ ีการใชอ ปุ กรณตา ง ๆ เหลานอ้ี ยางเหมาะสม
- การใชว งเวยี น
ขั้นตอนการวาดวงกลมดวยวงเวยี นจะเร่ิมจากการทําเครื่องหมายแสดงตําแหนงของจุด
ศูนยกลางกอนดังแสดงในรูปที่ 2.4ก จากน้ันใหทําการปรับระยะระหวางขาของวงเวียนใหเทากับ
ขนาดของรัศมีท่ีตองการโดยเทียบกับไมบรรทัด (รูปท่ี 2.4ข) แลวลองลากเสนโคงบนกระดาษเปลา
กอนเพื่อตรวจสอบวาวงกลมท่ีวาดนั้นไดขนาดรัศมีที่ถูกตองหรือไม ขั้นตอไปวางขาดานแหลมของ
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 35
วงเวยี นใหไ ดตําแหนงจุดศนู ยก ลางของวงกลมตามทไ่ี ดท าํ เคร่ืองหมายไว (รปู ที่ 2.4ค) โดยอาจใชน้วิ
มืออีกขา งชวยประคองปลายแหลมเพ่อื ควบคุมไดแมนยํายิ่งขึ้น จากน้ันใหเร่ิมวาดวงกลมโดยใชน้ิวช้ี
และน้ิวโปง จับทดี่ า มจับแลว หมุนดามจบั จนกระท่ังไดว งกลมตามตองการ (รปู ที่ 2.4ง)
(ก) ทําเครอ่ื งหมายแสดงตําแหนง (ข) ปรับขาวงเวียนใหไ ดระยะตาม (ค) วางปลายแหลมของวงเวยี นใหได
ศนู ยกลางวงกลม รศั มีวงกลมท่ีตองการ ตาํ แหนง ทท่ี าํ เคร่อื งหมายไว
(ง) จับวงเวียนท่ดี า มจับแลวหมุน
เพื่อสรางวงกลมตามตอ งการ
รูปท่ี 2.4 การวาดวงกลมโดยใชว งเวยี น
- การใชเทมเพลตวงกลม
เทมเพลตเปนอุปกรณเพื่อชวยวาดวงกลมหรือสวนโคง โดยเฉพาะเม่ือวงกลมและสวน
โคงนั้นมีขนาดรัศมีที่เล็ก ๆ การใชเทมเพลตชวยวาดวงกลมน้ันไมงายอยางที่คิด เพราะตองการ
ความแมนยําและการฝกฝนพอสมควร มิเชนน้ันแลววงกลมท่ีไดจะมีลักษณะท่ีเยื้องศูนยจาก
ตําแหนงท่ีตองการวาด สําหรับขั้นตอนในการใชเทมเพลตนั้นไดแสดงในรูปที่ 2.5 โดยเริ่มจากการ
วาดเสนราง (เสนเบามาก ๆ) สองเสนใหต้ังฉากและตัดกันที่จุดศูนยกลางของวงกลมที่ตองการวาด
ตอไปใหวางเทมเพลตลงบริเวณดังกลาวแลวเล่ือนเทมเพลตไปมาจนกระท่ังเครื่องหมายที่อยูบน
NWP June 2007 Version 0.5
36 Fundamental of Engineering Drawing
เทมเพลตทับกับเสนรางท่ีทําไวในขั้นตอนกอน สุดทายใหใชดินสอวาดวงกลมไดโดยพยายามจับ
ดินสอใหตั้งฉากกับกระดาษ ข้ันตอนเหลาน้ีผูวาดตองฝกฝนหลาย ๆ คร้ังจนเกิดความชํานาญ
เพือ่ ใหว งกลมที่ไดไ มเ ย้ืองศูนย
(ก) ลากเสนรางใหต้ังฉากและ (ข) เลอ่ื นเทมเพลตจนกระทง่ั (ค) วาดวงกลมโดยพยายาม
ตัดกนั ที่จุดศูนยกลางของ เคร่ืองหมายบนเทม จับดินสอใหตั้งฉากกบั
วงกลม เพลตทบั กับเสนรา งพอดี กระดาษ
รปู ที่ 2.5 การวาดวงกลมโดยใชเ ทมเพลต
- การใชไ มทลี ากเสนตรงในแนวนอน
การใชไมทีใหเร่ิมจากการใชมือซายจับหัวไมทีชนเขากับขอบโตะดานซาย (รูปท่ี 2.6ก)
จากน้ันเลอื่ นมอื ไปทางดานขวาโดยกดไมทีใหเรียบติดกับกระดาษไวจนถึงบริเวณที่ตองการลากเสน
(รูปท่ี 2.6ข) ตอไปก็ใชมือขวาจับดินสอเพ่ือเตรียมลากเสนโดยจรดปลายดินสอเขากับขอบดานบน
ของไมทีและเอียงปลายดินสอเขาดังแสดงในรูปท่ี 2.6ค สุดทายคอย ๆ ลากเสนจากซายไปขวาโดย
ขณะที่ลากเสน ใหห มนุ ดนิ สอไปดว ย (รปู ที่ 2.6ง) เพอ่ื ใหป ลายดนิ สอคมอยตู ลอดเวลา
- การใชไ มทีลากเสนตรงในแนวดงิ่
ใหดําเนินการตามข้ันตอนในรูปท่ี 2.6ก จากน้ันวางไมสามเหล่ียมจรดขอบดานบนของ
ไมทีแลวใชมือซายกดไมท้ังสองไว (รูปท่ี 2.7ก) ตอไปก็ใชมือขวาจับดินสอแลวจรดปลายดินสอเขา
กับขอบดานตั้งของไมสามเหลี่ยมโดยเอียงปลายดินสอตามรูปที่ 2.6ค สุดทายก็ทําการลากเสนด่ิง
จากลางขึ้นบนพรอม ๆ กบั หมนุ ดินสอไปดว ย (รูปท่ี 2.7ข)
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 37
(ก) จบั หวั ไมท ีใหช นกับขอบโตะดา นซาย (ข) เลอ่ื นมอื ไปดา นขวาโดยกดไมทีใหแ นบ
กบั กระดาษ
(ค) จรดปลายดนิ สอกับขอบไมทีโดยเอียง (ง) ลากเสนจากซา ยไปขวาโดยหมนุ ดินสอไปดว ย
ปลายดนิ สอเขา
รูปท่ี 2.6 การลากเสนตรงในแนวนอนดว ยไมที
(ก) ใชมอื ซายกดไมท แี ละไมสามเหลยี่ ม (ข) ลากเสนด่งิ จากลา งขึ้นบนโดยหมุน
ใหแนน ดนิ สอไปดวย
รปู ท่ี 2.7 การลากเสนตรงในแนวดิ่งดวยไมทแี ละไมส ามเหลย่ี ม
NWP June 2007 Version 0.5
38 Fundamental of Engineering Drawing
- การลากเสนเอยี ง 45° กับแนวระดับ
การลากเสนเอียง 45° สามารถทําไดโดยใชไมสามเหลี่ยม 45-45 วางไวเหนือไมที (ใช
ไมทีเปนระดับอางอิงที่ 0° โดยวางไมทีตามข้ันตอนในรูปท่ี 2.6ก) จากน้ันลากเสนไปตามขอบไม
สามเหลี่ยมก็จะไดเสนเอียงตามมุมท่ีตองการ โดยการวางไมสามเหล่ียม 45-45 น้ีสามารถวางได
หลายรูปแบบดวยกันดังแสดงในรูปท่ี 2.8 และถาตองการลากเสน 45° ขนานกันหลาย ๆ เสนก็
สามารถทําไดโ ดยเลื่อนไมส ามเหลี่ยมไปบนไมทีแลวลากเสนตอ ไปเรือ่ ย ๆ ดงั แสดงในรูปที่ 2.9
รปู ที่ 2.8 การลากเสนเอยี ง 45° ดว ยไมท แี ละไมสามเหลี่ยม 45-45
รูปท่ี 2.9 การลากเสน เอยี ง 45° ขนานกันหลาย ๆ เสน โดยเล่ือนไมส ามเหล่ยี มไปบนไมที
- การลากเสน เอยี ง 30° กับ 60° กับแนวระดบั
การลากเสนเอียง 30° หรือ 60° กับแนวระดับก็สามารถทําไดเชนเดียวกับการลากเสน
เอียง 45° เพียงแตใชไมสามเหล่ียม 30-60 เทานั้น และก็สามารถวางไมสามเหลี่ยมไดหลากหลาย
รปู แบบเพ่อื ลากเสน เอียงในแนวตาง ๆ กนั ดงั แสดงในรปู ที่ 2.10
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 39
รูปที่ 2.10 การลากเสนเอยี ง 30° และ 60° โดยไมทีและไมส ามเหลี่ยม 30-60
- การลากเสน เอยี ง 15° กบั 75° กับแนวระดบั
การลากเสนเอียง 15° และ 75° จะใชไมสามเหลี่ยม 45-45 กับไมสามเหลี่ยม 30-60
รว มกนั การใชไมสามเหลย่ี มท้ังสองในการสรางมุม 15° จะเร่ิมจากการวางไมสามเหลี่ยม 30-60 บน
ไมทีดังแสดงในรูป 2.11ก จากนั้นวางดานประกอบมุมฉากของไมสามเหล่ียม 45-45 ใหประกบกับ
ดานตรงขามมุมฉากของไมสามเหลี่ยม 30-60 ดังแสดงในรูปที่ 2.11ข สุดทายก็จะไดเสนเอียง 15°
ท่ีขอบไมสามเหลีย่ ม 45-45 ดงั แสดงในรูป
45°
45°– 30° = 15°
– 30°
(ก) วางไมส ามเหลี่ยม 30-60 บนไมท ี (ข) วางไมส ามเหล่ียม 45-45 บนไมสามเหล่ียม
30-60 เพ่ือสรางเสน เอยี ง 15°
รปู ท่ี 2.11 การลากเสน เอยี ง 15° โดยใชไมส ามเหลย่ี มทง้ั สอง
NWP June 2007 Version 0.5
40 Fundamental of Engineering Drawing
สวนเสนเอียง 75° ก็จะเร่ิมจากวางไมสามเหลี่ยม 30-60 ดังแสดงในรูปท่ี 2.12ก ซึ่งขอบของไม
สามเหลี่ยมนี้จะทํามุม 30° กับแนวระดับ จากนั้นวางไมสามเหลี่ยม 45-45 บนไมสามเหล่ียม 30-60
อีกครงั้ ทาํ ใหมมุ รวมทเ่ี กิดขน้ึ คอื 75° ตามตองการ
30°+ 45° = 75°
30°
(ก) วางไมส ามเหลี่ยม 30-60 บนไมที (ข) วางไมส ามเหลี่ยม 45-45 บนไมสามเหล่ยี ม
30-60 เพือ่ สรางเสนเอียง 75°
รปู ที่ 2.12 การลากเสน เอยี ง 75° โดยใชไมส ามเหลย่ี มทง้ั สอง
สําหรับการสรางมุมอื่น ๆ ที่เปนลําดับข้ันของมุม 15° เชนมุม 105° 120° 135° 150°
ฯลฯ ก็สามารถใชข้ันตอนดังที่แสดงมาทั้งหมดน้ีมาประยุกตใชรวมกันได ซึ่งจะไมแสดงรายละเอียด
ณ ทน่ี โ้ี ดยจะเก็บไวใหผเู รยี นไดทดลองฝก ฝนในแบบฝก หดั
- การลากเสน ตรงระหวางจุดสองจุด
วิธกี ารท่ีจะแสดงตอ ไปนีเ้ ปนขอแนะนาํ เวลาตองการลากเสนตรงเช่ือมระหวางจดุ สองจุด
ซึ่งถาผูเรียนพบวาการปฏิบัติตามขอแนะนําน้ีไมสามารถทําไดถนัดก็ไมจําเปนตองปฏิบัติตาม โดย
ผูเรียนสามารถใชวิธีใด ๆ ก็ไดที่คุนเคย ซ่ึงสามารถลากเสนเช่ือมระหวางจุดสองจุดไดเรียบรอยก็
ขอใหใชวิธีนนั้ ๆ ในการลากเสน
การลากเสนตรงเช่ือมระหวางจุดสองจุดที่จะแนะนํานี้เร่ิมจากการวางปลายดินสอจรด
กบั จุดเร่ิมตนของเสน (สมมติวา เปน จดุ A) จากนัน้ เล่ือนไมบ รรทดั เขา ชดิ กบั ปลายดินสอแลวใชปลาย
ดินสอดังกลาวเปนจุดหมุน โดยหมุนไมบรรทัดใหดานท่ีจะลากเสนผานจุดที่สอง (จุด B) สุดทายให
กดไมบรรทัดใหน่ิงแลวลากเสนจากจุด A ไปยังจุด B ก็จะไดเสนตรงตามตองการ ข้ันตอนตาง ๆ
เหลานี้ไดแสดงไวในรปู ท่ี 2.13
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 41
A A
B B
(ก) จรดปลายดนิ สอเขา กบั จุดเรม่ิ ตน (ข) เลอ่ื นไมบรรทัดเขาจรดกบั ปลายดินสอ
AA
BB
(ค) ใชป ลายดนิ สอเปน จดุ หมุนแลวหมุนไม (ง) กดไมบรรทดั ใหแนน แลว ลากเสนเชอ่ื มตอ ระหวาง
บรรทัดจนดานท่ตี อ งการผานจุดท่สี อง จดุ ท้งั สอง
รูปท่ี 2.13 การลากเสน ตรงเช่อื มระหวางจดุ สองจดุ
2.3 เรขาคณติ ประยกุ ต
หัวขอสุดทายจะเปนการทบทวนความรูเร่ืองเรขาคณิต เพราะจําเปนตองนําความรู
ดังกลาวมาประยุกตใชในการวาดรูปรางท่ีมีความซับซอนของช้ินงานวิศวกรรม โดยหัวขอที่จะ
กลา วถงึ มีดงั ตอ ไปนี้
- สรา งเสน ขนานกับเสน ทใี่ หโ ดยผานจดุ ท่กี าํ หนด
- สรา งเสน ขนานกับเสนทีใ่ หโ ดยมีระยะหางตามที่กําหนด
- สรางเสน ตัง้ ฉากกับเสน ท่ีใหโ ดยผา นจดุ ท่กี าํ หนด (จดุ อยูบนเสน)
o Revolve method
o Adjacent-side method
- สรางเสนตั้งฉากกบั เสนท่ใี หโดยผา นจดุ ท่ีกาํ หนด (จดุ อยนู อกเสน )
- สรางเสน ทาํ มุม 15 องศากบั เสนท่ีใหโดยผา นจดุ ท่ีกาํ หนด
- สรางเสน ตรงสมั ผัสกับวงกลมโดยผา นจุดท่อี ยูบนวงกลม
- สรา งเสนตรงสัมผัสกับวงกลมโดยผา นจุดทอี่ ยูนอกวงกลม
- สรา งสว นโคงสัมผัสกับเสนตรงสองเสน ท่ตี ้ังฉากกนั (สรา ง fillet & round)
NWP June 2007 Version 0.5
42 Fundamental of Engineering Drawing
- สรางสวนโคง สมั ผัสกบั เสนตรงสองเสน ทไี่ มต ้งั ฉากกัน
- สรางสว นโคงสมั ผสั ดานนอกกบั วงกลมสองวง
- สรางสวนโคง สมั ผัสดา นในกับวงกลมสองวง
- สรางสว นโคงสมั ผสั ดา นในกับวงกลมหนงึ่ และสมั ผสั นอกกับอีกวงกลมหน่งึ
สรางเสนขนานกับเสน ทใ่ี หโ ดยผานจดุ ทกี่ าํ หนด
1. วางไมฉ ากโดยจัดใหด านหนึ่งไดร ะดบั กบั เสน ทใ่ี ห
+C 2. นําไมฉ ากอกี อนั วางรองเปน ฐานของไมฉ ากอันแรก
3. เลื่อนไมฉากอนั แรกไปบนอันที่สองจนกระทงั่ ดา นที่
ใชจ ดั ระดับผา นจุดทกี่ าํ หนด
4. กดไมฉ ากอนั แรกใหแนน แลว ลากเสนขนานผานจดุ ท่ี
กาํ หนด
+C +C
ข้ันตอนที่ 1 ขน้ั ตอนที่ 2
+C +C
ขั้นตอนท่ี 3 June 2007 ข้นั ตอนที่ 4
NWP Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 43
สรา งเสนขนานกับเสน ทใ่ี หโ ดยมีระยะหางตามทีก่ าํ หนด
กําหนดระยะหา ง r 1. ใชว งเวยี นลากสว นโคงที่มีรัศมีเทากบั r โดยมี
ศนู ยก ลางอยบู นเสน ที่ให (ตาํ แหนง ใดกไ็ ด)
r
2. วางไมฉากโดยจดั ใหด านหน่ึงไดระดบั กบั เสน ทีใ่ ห
3. นาํ ไมฉากอกี อนั วางรองเปน ฐานของไมฉากอนั แรก
4. เลอื่ นไมฉ ากอนั แรกไปบนอันท่สี องจนกระทง่ั ดา นที่
ใชจ ัดระดับผานขอบสว นโคง ที่สรา งไว
5. กดไมฉากอันแรกใหแ นนแลว ลากเสนขนานตาม
ตองการ
r
ขน้ั ตอนท่ี 1 ขัน้ ตอนที่ 2
ขั้นตอนที่ 3 ข้ันตอนที่ 4
NWP ขัน้ ตอนที่ 5 Version 0.5
June 2007
44 Fundamental of Engineering Drawing
สรางเสนต้ังฉากกับเสนที่ใหโดยผานจดุ ทก่ี าํ หนด (จดุ อยูบนเสน ) Revolve Method
1. วางไมฉ าก 45-45 โดยจัดดา นตรงขา มมุมฉากใหได
ระดบั กับเสนทีใ่ ห
+C 2. นาํ ไมฉ ากอีกอนั วางรองเปน ฐานของไมฉ ากอนั แรก
3. พลิกไมฉากอันแรกกลบั อกี ดาน แลว วางกลบั ไปบน
ไมฉากอนั ทีส่ อง จากน้นั จดั ใหด า นตรงขา มมุมฉาก
ของไมฉ ากอนั แรกผานจุดท่กี าํ หนดให
4. กดไมฉ ากอันแรกใหแ นน แลวลากเสนตง้ั ฉากตาม
ตอ งการ
+C +C
ขน้ั ตอนที่ 1 ขัน้ ตอนท่ี 2
+C +C
ขนั้ ตอนท่ี 3 June 2007 ข้นั ตอนท่ี 4
NWP Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 45
สรา งเสน ตั้งฉากกับเสนทีใ่ หโ ดยผา นจดุ ท่ีกาํ หนด (จุดอยบู นเสน) Adjacent-side Method
1. วางไมฉ ากใดก็ได โดยจัดดา นประกอบมมุ ฉากใหได
ระดบั กบั เสนทใ่ี ห
+C 2. นาํ ไมฉากอีกอนั วางรองเปนฐานของไมฉากอันแรก
3. เล่อื นไมฉากอนั แรกไปบนไมฉ ากท่เี ปน ฐานจนกระท่ัง
ดา นประกอบมุมฉากอีกดานหน่ึงผานจดุ ทก่ี าํ หนด
4. กดไมฉากอนั แรกใหแ นน แลวลากเสนต้งั ฉากตาม
ตอ งการ
+C +C
ขัน้ ตอนที่ 1 ขัน้ ตอนที่ 2
+C +C
ข้นั ตอนท่ี 3 ขัน้ ตอนท่ี 4
NWP June 2007 Version 0.5
46 Fundamental of Engineering Drawing
สรางเสนตั้งฉากกับเสนท่ใี หโดยผา นจุดทกี่ าํ หนด (จุดอยนู อกเสน ) Adjacent-side Method
1. วางไมฉ ากใดก็ได โดยจัดดา นประกอบมุมฉากใหไ ด
+C ระดบั กบั เสนทใ่ี ห
2. นําไมฉากอีกอนั วางรองเปนฐานของไมฉ ากอนั แรก
3. เลื่อนไมฉ ากอนั แรกไปบนไมฉ ากทีเ่ ปนฐานจนกระทง่ั
ดานประกอบมุมฉากอีกดา นหนึง่ ผานจุดทก่ี ําหนด
4. กดไมฉ ากอนั แรกใหแนนแลว ลากเสน ต้ังฉากตาม
ตองการ
+C +C
ข้นั ตอนท่ี 1 ขัน้ ตอนท่ี 2
+C +C
ข้ันตอนท่ี 3 June 2007 ขัน้ ตอนที่ 4
NWP Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 47
สรา งเสนทํามมุ 15 องศากับเสนทใี่ หโดยผานจุดทก่ี ําหนด
1. วางดา นตรงขา มมุมฉากของไมฉาก 45 ใหไดระดบั
กับเสน ทใ่ี ห
+C 2. นําไมฉากอีกอนั วางรองเปน ฐานของไมฉากอนั แรก
จากนนั้ เอาไมฉากอันแรกออกแลวลากเสนสีสม
3. นาํ ไมฉาก 45 จดั ใหไ ดระดับกบั เสนสีสม
4. วางไมฉาก 30-60 บนไม 45 ตามลักษณะดังรปู
5. ลากเสน สแี ดง ซ่งึ ทํามุม 15 องศากบั เสนทใ่ี หตาม
ตองการ
+C +C
ขน้ั ตอนท่ี 1 ข้นั ตอนท่ี 2
+C +C
ข้ันตอนท่ี 3 ขัน้ ตอนที่ 4
NWP +C Version 0.5
ขน้ั ตอนที่ 5
June 2007
48 Fundamental of Engineering Drawing
สรา งเสน ตรงสัมผสั กับวงกลมโดยผา นจุดทอ่ี ยบู นวงกลม
1. วางดานประกอบมุมฉากของไมส ามเหลี่ยม 45 ใหได
ระดับกับเสน ทใี่ ห
2. นาํ ไมฉากอกี อนั วางรองเปนฐานของไมฉ ากอนั แรก
3. เล่ือนไมฉ าก 45 จนกระทัง่ ดา นประกอบมุมฉากอีก
C
ดานผา นจุดศนู ยก ลางและจุดบนวงกลม
4. ลากเสนสัมผสั กบั วงกลมตามตองการ
C C
ขัน้ ตอนที่ 1 ข้นั ตอนท่ี 2
C C
ขน้ั ตอนท่ี 3 ข้ันตอนท่ี 4
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 49
สรา งเสน ตรงสัมผสั กับวงกลมโดยผานจุดที่อยูนอกวงกลม
1. วางดา นประกอบมมุ ฉากของไมสามเหลย่ี มใดก็ได
โดยจัดใหดา นนัน้ ผานจดุ ที่กาํ หนดและสมั ผสั กบั
C วงกลม
2. นําไมฉ ากอีกอนั วางรองเปนฐานของไมฉากอันแรก
3. เลื่อนไมฉากอนั แรกจนกระทงั่ ดานประกอบมุมฉาก
อีกดา นผา นจุดศูนยก ลางของวงกลม จากน้นั ทาํ
เคร่อื งหมายแสดงจุดสมั ผสั (เสนสสี ม)
4. ลากเสนสมั ผัสจากจุดท่ีกาํ หนดไปยงั จดุ สมั ผัสที่ไดใน
ข้ันตอนท่ี 3
C C
ข้นั ตอนท่ี 1 ข้ันตอนที่ 2
C C
ขน้ั ตอนท่ี 3 ข้ันตอนที่ 4
NWP June 2007 Version 0.5
50 Fundamental of Engineering Drawing
สรางสวนโคง สัมผสั กบั เสน ตรงสองเสน ทตี่ ั้งฉากกัน (สรา ง fillet & round)
กอนแสดงวิธีการสรางสวนโคงในหัวขอนี้ จะขออธิบายความหมายของ fillet และ
round กอ น พิจารณารปู ท่ี 2.14 รูปดา นซา ยแสดงวตั ถทุ ่ีมีขอบเปนมุมแหลม ซ่ึงโดยปกติแลววัตถุใน
งานวิศวกรรมจะพยายามหลีกเลี่ยงมุมแหลมแบบน้ีเพราะทําการผลิตไดยาก อีกท้ังการมีมุมแหลม
อาจกอใหเกิดอันตรายในขณะใชงาน และถาวัตถุนั้นตองรับภาระแรงจากภายนอก ความเคน
(stress) และความเครียด (strain) ท่ีเกิดขึ้นในวัตถุจะมีคามากในบริเวณท่ีมีมุมแหลมเชนน้ี
กอใหเกิดการแตกหักเสียหายได ดังน้ันการผลิตในงานวิศวกรรมจะสรางวัตถุที่มีขอบมุมโคงมนดัง
แสดงในรูปดานขวาของรูปที่ 2.14 ซึ่งถาเปนขอบมุมที่โคงเหมือนขอบโตะจะเรียกวา round และถา
เปน ขอบมุมทโ่ี คง ณ บรเิ วณทมี่ ีลกั ษณะเปน ขอพับจะเรยี กวา fillet
ขอบวัตถุมีมมุ แหลม Round
Fillet
Round
รปู ที่ 2.14 ลกั ษณะขอบมมุ ทีโ่ คง มนซ่ึงเรียกวา fillet และ round
การวาดสวนโคงที่เรียกวา fillet และ round ดังท่ีแสดงในรูปท่ี 2.14 ก็คือการวาดสวนโคง (1 ใน 4)
ใหสมั ผัสกบั เสนตรงสองเสนที่ตั้งฉากกันดงั แสดงในรูปที่ 2.15
รปู ท่ี 2.15 การวาดสวนโคง สมั ผัสกบั เสน ตรงเพอื่ สราง fillet หรอื round
NWP June 2007 Version 0.5