102 Fundamental of Engineering Drawing
อาจทําใหผูอานแบบเขาใจผิดไปไดวาวัตถุน้ันคือปริซึมส่ีเหลี่ยมหรือปริซึมส่ีเหล่ียมท่ีถูกลบมุมดัง
แสดงในรูปที่ 4.8 ดังน้ันการวาดภาพดานขางของวัตถุนี้เพ่ิมเติมจึงมีความจําเปนเพราะจะชวยให
ผูอานแบบสามารถรูไดทันทีวาวัตถุน้ีคือปริซึมสามเหลี่ยม อีกท้ังการวาดภาพดานขางก็จะใหขอมูล
ดานความลึกอยูแลวดวย ดังน้ันภาพที่จําเปนจริง ๆ สําหรับการสื่อสารขอมูลที่เกี่ยวกับขนาดและ
รปู รางของวัตถุสาํ หรบั ตวั อยางน้ีคือ 2 ภาพ (ภาพดานหนา และภาพดา นขวา) ดังแสดงในรปู ที่ 4.9
F.V. HW HD mislead to…
W D
รปู ท่ี 4.8 การเลือกภาพดา นขา งที่ไมเหมาะสมทาํ ใหไดข อ มลู เกี่ยวกบั รูปรา งไมครบถวน
W
H H
F.V.
WD D
รปู ที่ 4.9 การเลอื กภาพดา นขางทีเ่ หมาะสมจะทําใหไดทั้งขอ มลู เก่ยี วกบั ขนาดและรปู รา ง
จากตัวอยางปริซึมสามเหล่ียมจะเห็นวาสําหรับวัตถุบางชนิดแลว การแสดงภาพ
ออโธกราฟกเพียงสองรูปก็สามารถใหขอมูลท้ังขนาดและรูปรางไดครบถวน ซ่ึงในสวนถัดไปจะขอ
ยกตัวอยางรูปวัตถุที่สามารถใชรูปออโธกราฟกเพียงสองรูปในการบอกขนาดและรูปรางไดเพ่ิมเติม
รูปที่ 4.10 แสดงตัวอยางของวัตถุที่มีลักษณะเปนทรงกระบอกสองขนาดซอนกัน ซึ่งภาพดานหนาก็
จะเห็นเปนรูปวงกลมสองวงซอนกันและมีรูเจาะขนาดเล็ก ๆ อยูโดยรอบ สวนภาพดานขางน้ันถา
เลือกวาดท้ังภาพดานขวาและภาพดานบน จะพบวาภาพทั้งสองนี้ซํ้ากันและไมไดใหขอมูลเพิ่มเติม
จากอีกรูปหนึ่งเลย กรณีเชนน้ีเลือกวาดเพียงรูปเดียวก็พอ ดังน้ันรูปออโธกราฟกสุดทายอาจเปน
ภาพดา นหนา กับดานขวา หรือภาพดานหนากบั ภาพดา นบนก็ได
Orthographic Writing 103
Repeat !
Unnecessary
รปู ที่ 4.10 วตั ถทุ ่มี ภี าพดานขา งซ้าํ ซอ นกันและสามารถเลอื กเพียงรปู เดยี วได
ตัวอยางถัดไปก็เปนวัตถุที่ควรวาดเพียง 2 ภาพเชนเดียวกัน แตไมใชดวยสาเหตุที่ภาพท่ี 3 นั้น
ซํ้าซอนกับภาพที่มีอยูกอนแลว แตเน่ืองจากการวาดภาพที่ 3 นั้นไมสามารถใหขอมูลอะไรเพิ่มเติม
เลย (ขอมูลท่ีเกี่ยวกับขนาดและรูปราง) กรณีเชนนี้จึงควรวาดเพียง 2 ภาพก็พอ ดังตัวอยางท่ีแสดง
ในรูปที่ 4.11ก-ข
Unnecessary
(ก)
Unnecessary
(ข)
รูปที่ 4.11 ตัวอยางวตั ถทุ สี่ ามารถใชเพยี งสองภาพในการสือ่ ความหมาย
104 Fundamental of Engineering Drawing
จากตัวอยางในรูปที่ 4.11ก จะเห็นวารูปดานขวาที่วาดจะใหขอมูลเพียงความลึกของวัตถุเทานั้น ซ่ึง
ขอมูลดังกลาวก็สามารถไดรับจากภาพดานบนเชนเดียวกัน และภาพดานขวานี้ก็ไมไดใหขอมูล
เกี่ยวกับรูปรางของวัตถุน้ีเลย (ไมไดใหขอมูลวาวัตถุนี้มีลักษณะเปนทรงกระบอก มีรูเจาะ มีปลายท่ี
ย่ืนออกมาในลักษณะที่เหมือนปก และปลายปกยังมีรูเจาะดวย) ดังนั้นจึงไมมีความจําเปนท่ีตองวาด
ภาพน้ี เชน เดยี วกบั ภาพตัวอยา งในรปู ท่ี 4.11ข
สวนรูปท่ีสามารถวาดเพียงรูปเดียวไดน้ันก็จะเปนวัตถุท่ีมีลักษณะเปนแผนบาง หรือ
เปนวัตถุทรงกระบอกธรรมดาดังแสดงในรูปที่ 4.12ก-ข จากรูปจะเห็นวาถาวัตถุเปนแผนบาง (รูปท่ี
4.12ก) ภาพดานขวาหรือภาพดานลางของวัตถุก็จะใหขอมูลความหนาเทาน้ันไมสามารถเห็นรูปราง
ของวัตถุได ดังน้ันเราสามารถวาดภาพดานหนาเพียงรูปเดียวแลวเพิ่มขอความเพ่ือบอกความหนา
ตางหากได สวนวัตถุท่ีเปนทรงกระบอกธรรมดาน้ัน (รูปท่ี 4.12ข) จะเห็นวาภาพดานหนาและภาพ
ดานบนจะซ้ํากันจึงไมจําเปนตองวาดภาพดานบนก็ได และเน่ืองจากเปนทรงกระบอกภาพดานหนา
จึงตองแสดงเสน center line เพ่ือแสดงแกนทรงกระบอก ดังน้ันภาพดานซายก็ไมจําเปนอีกเชนกัน
เพราะเมอ่ื ผอู านแบบเห็นเสน center line แลว ก็จะทราบวารูปน้ีเปน ทรงกระบอก
1 Thick
Unnecessary These 2 views provide only information
about the part thickness !
(ก)
Unnecessary
Repeat !
Infer from CL
Unnecessary (ข)
รูปท่ี 4.12 ตวั อยา งวตั ถทุ สี่ ามารถใชเ พยี งภาพเดยี วในการสื่อความหมาย
Orthographic Writing 105
4.2 ระบบการฉายภาพออโธกราฟก
ระบบการฉายภาพออโธกราฟกในงานเขียนแบบวิศวกรรมในโลกนี้มีดวยกัน 2 ระบบ
คือระบบ first angle และระบบ third angle โดยระบบ first angle จะนิยมใชในประเทศที่อยูในทวีป
ยุโรป สวนระบบ third angle จะใชในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุน เปนตน สวนประเทศ
ไทยน้ันใชระบบเหมือนประเทศญี่ปุนคือระบบ third angle นั่นเอง เพื่อใหเกิดความเขาใจในระบบ
การฉายภาพท้ังสองแบบ ใหผูเรียนพิจารณารูปท่ี 4.13 ที่แสดงแกนหลัก x, y และ z ในสามมิติ
พรอมกับระนาบนอน (ระนาบ xz) และระนาบดิ่ง (ระนาบ yz) ซึ่งท้ังสองระนาบนี้จะแบงบริเวณใน
สามมิติออกเปน 4 สวนคือ quadrant ท่ี 1, 2, 3 และ 4 ตามลําดับ (เรียกตามระบบพิกัดฉากที่เรียน
ในสมยั มธั ยม)
yy
zx z x
รูปท่ี 4.13 แกนหลักและระนาบทีแ่ บงบริเวณในสามมติ ิออกเปน 4 สวน
การฉายภาพดวยระบบ first angle จะนําวัตถุไปวางไวในบริเวณ quadrant ที่ 1 โดยมีผูสังเกตุมอง
กลับมาในแนวแกน z แลวใชระนาบนอนและด่ิงที่มีอยูเปนฉากรับภาพ โดยเพ่ิมฉากรับภาพทาง
ดานหลังของวัตถุอีก 1 ระนาบ (ระนาบ xy) ดังแสดงในรูปท่ี 4.14 เมื่อสังเกตุใหดีจะเห็นวาการฉาย
ภาพระบบนีว้ ัตถุจะอยรู ะหวา งผสู ังเกตุกับฉากรบั ภาพ
y
First Quadrant
zx
รปู ที่ 4.14 ตําแหนง ของวตั ถุเมอ่ื ฉายภาพในระบบ first angle
106 Fundamental of Engineering Drawing
สวนการฉายภาพในระบบ third angle นั้นจะนําวัตถุไปวางไวใน quadrant ท่ี 3 โดยผูสังเกตุอยู ณ
ตําแหนงเดิม แลวใชระนาบเชนเดียวกับในระบบ first angle เปนฉากรับภาพ โดยเพ่ิมระนาบดิ่ง
ดานหนาวัตถุเปนฉากรับภาพอีก 1 อัน ในกรณีของระบบ third angle น้ีฉากรับภาพจะอยูระหวางผู
สงั เกตุกบั วัตถุ ดังแสดงในรูปท่ี 4.15 y
Third Quadrant x
z
รูปที่ 4.15 ตําแหนงของวตั ถเุ ม่ือฉายภาพในระบบ third angle
ยอนกลบั ไปท่ีระบบฉายภาพแบบ first angle อกี คร้ัง ภาพทผี่ ูสงั เกตุเหน็ ในดานหนา จะไปปรากฎบน
ฉากรับภาพที่อยูดานหลังของวัตถุ และเม่ือผูสังเกตุเดินไปทางดานขวาเพื่อดูภาพของวัตถุ ภาพนั้น
จะไปปรากฎบนฉากรับภาพดานขาง (ซึ่งอยูหลังวัตถุอีกเชนเดียวกัน) สวนภาพวัตถุดานบนก็จะไป
ปรากฎบนฉากรับภาพดานลางดังแสดงในรูปท่ี 4.16ก แตการฉายภาพในระบบ third angle นั้นจะ
เหมือนกับการฉายภาพโดยใชกลองแกวท่ีไดอธิบายไปแลวในบทที่ 3 น่ันคือภาพฉายที่ไดจะมา
ปรากฎบนฉากรับภาพทีอ่ ยรู ะหวา งผสู งั เกตุกบั วตั ถุดงั แสดงในรปู ท่ี 4.16ข
1st angle system 3rd angle system
(ก) การฉายภาพในระบบ first angle (ข) การฉายภาพในระบบ third angle
รูปท่ี 4.16 การฉายภาพในระบบ first angle และ third angle
Orthographic Writing 107
เม่ือคลี่กลองดังที่แสดงในรูปท่ี 4.16ก-ข ออก โดยยึดภาพฉายดานหนาไวเปนหลักแลวคลี่ผนังกลอง
ดานอ่ืนจนไดระนาบเดียวกับภาพดานหนาก็จะไดภาพฉายออโธกราฟกของระบบ first angle และ
third angle ตามตองการ รูปท่ี 4.17 แสดงความแตกตางระหวางการฉายภาพในสองระบบน้ี ถา
สังเกตุใหดีจะเห็นวาภาพท่ีวาดน้ันมีความเหมือนกันท้ังสามภาพ เพียงแตตําแหนงการวางภาพ
ตางกันเทาน้ัน น่ันคือในกรณีของ first angle เม่ือยึดภาพดานหนาเปนหลักแลว ภาพท่ีมองเห็นทาง
ดานบนจะวาดอยูดานลางของภาพดานหนา และภาพที่เห็นเมื่อมองจากดานขวาจะถูกวางทาง
ดานซายของภาพดานหนา สวนการฉายภาพแบบ third angle น้ันเม่ือยึดภาพดานหนาเปนหลัก
ภาพที่มองจากดานบนก็จะถูกวาดอยูดานบนของภาพดานหนา เชนเดียวกับภาพที่เห็นจากทาง
ดา นขวาก็จะถูกวางอยูดา นขวาของภาพดานหนา
1st angle system 3rd angle system
Right Side View Front View Top View
Top View Front View Right Side View
รปู ที่ 4.17 ภาพออโธกราฟกจากระบบการฉายภาพแบบ first angle และ third angle
ตําแหนงการวางภาพในระบบ third angle นี้ทําใหผูอานแบบสามารถทําความเขาใจไดงาย แมแต
คนท่ีไมไดเรยี นหลักการฉายภาพมากอนเลย เพราะภาพถกู วางในตาํ แหนง ท่ีไมฝนความรูสึกของคน
อานและยังสามารถกวาดสายตาไปยังภาพขา งเคยี งเพ่ือหาขอ มูลไดไ มยากอกี ดว ย สว นการฉายภาพ
ในระบบ first angle น้ันเกิดขึ้นกอนระบบ third angle โดยนักคณิตศาสตรชาวฝรั่งเศสท่ีช่ือ
Gaspard Monge (1746–1818) ผูซึ่งคิดคนทฤษฎีที่เปนที่มาของหลักการฉายภาพ และเหตุผลหน่ึง
ท่ีนักคณิตศาสตรนิยมเลือก quadrant ที่ 1 ในการฉายภาพก็คือขอมูลที่อยูใน quadrant นี้มีคาเปน
บวกท้งั หมด ทําใหก ารฉายภาพในระบบนเ้ี ปนท่ีนิยมในหมูน กั คณติ ศาสตรแ ละในทวีปยุโรปท่ีเปนตน
กําเนิดของหลักการฉายภาพน้ีมาจนถึงปจจุบัน ดังนั้นผูเรียนจึงควรทําความเขาใจกับระบบการฉาย
ภาพทั้งสองระบบนี้ เพราะเปนไปไดที่จะพบการฉายภาพระบบใดระบบหนึ่งเม่ือออกไปทํางานใน
ฐานะวิศวกร อยางไรก็ดีเพื่อใหผูอานแบบสามารถทราบลวงหนาไดกอนวาตนเองกําลังอานแบบท่ี
เขยี นจากการฉายภาพระบบใดอยู จงึ มกี ารกําหนดใหใสสัญลักษณบางอยางลงในงานเขียนแบบเพ่ือ
108 Fundamental of Engineering Drawing
บงบอกวางานเขียนแบบน้ันใชระบบการฉายภาพแบบใด โดยสัญลักษณที่ใชนั้นไดแสดงในรูปที่
4.18 ซึ่งเปนการนําเอากรวยท่ีถูกตัดยอดมาฉายภาพดวยระบบ first และ third angle ตามลําดับ
นั่นเอง ดังน้ันทุกครั้งที่ผูเรียนเขียนภาพออโธกราฟกตองแสดงสัญลักษณกํากับดวยเสมอวาภาพที่
ตนเองวาดน้นั ใชระบบใด ซ่ึงในวชิ าเขยี นแบบนี้จะใชระบบการฉายภาพแบบ third angle เทานั้น
First angle system Third angle system
รูปท่ี 4.18 สัญลกั ษณของระบบการฉายภาพแบบ first angle และ third angle
4.3 ขนั้ ตอนการเขยี นภาพออโธกราฟก
ในหัวขอท่ีจะกลาวถึงตอไปน้ีเปนข้ันตอนที่ผูวาดจะไดนําความรูท่ีอยูในตอนตนของบท
เชนหลักการในการเลือกภาพดานหนา การเลือกภาพดานขางและจํานวนภาพท่ีตองการสําหรับการ
เขยี นภาพออโธกราฟก โดยหลกั การทแี่ นะนําใหป ฏบิ ัติมีดังนี้
1. เลือกจํานวนภาพที่เหมาะสม เชน วัตถุที่ตองการวาดนี้ตองการภาพท้ังหมดสาม
ภาพ คือ ภาพดา นหนา-ดา นขวา-ดา นบน หรอื อาจจะตอ งการเพียงสองภาพเทาน้ัน
คือ ภาพดานหนา -ดานบน หรือภาพดานหนา -ดา นขาง เปน ตน
2. คํานวณพื้นท่ี ๆ ตองใชในการเขียนแบบ แลวจัดใหพ้ืนที่ดังกลาวไดตําแหนงท่ี
เหมาะสมบนกระดาษเขยี นแบบ
3. เรม่ิ การเขยี นภาพ แลว project ขอ มลู ของภาพหน่งึ ไปยังอกี ภาพท่ีอยขู า งเคยี ง
4. ลงขนาด (dimensioning) กับภาพที่วาด พรอมท้ังเขียนหมายเหตุอ่ืน ๆ ที่จําเปน
และสัญลกั ษณแ สดงระบบการฉายภาพ
เพอ่ื ใหเ ขา ใจขั้นตอนตาง ๆ เหลานี้ไดม ากยิ่งขึ้น ขอใหศ กึ ษาจากตัวอยา งท่จี ะไดแ สดงตอ ไป
Orthographic Writing 109
ขั้นตอนท่ี 1 สมมติวาตองการเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุดังท่ีแสดงในรูปที่ 4.19
ขั้นตอนน้ีผูเขียนแบบตองวิเคราะหกอนวาวัตถุนี้ตองการภาพท้ังหมดที่ภาพในการสื่อสารขอมูลท่ี
เกี่ยวกับขนาดและรูปราง ซึ่งอยางนอยท่ีสุดคือตองการภาพสองภาพเพ่ือใหไดขอมูลของขนาดที่
ครบถวน สวนท่ีวาตองการภาพท่ีสามหรือไมนั้นตองพิจารณาแลวตอบคําถามตัวเองใหไดวาภาพท่ี
สามท่ีจะวาดเพิ่มน้ันใหขอมูลของรูปรางเพ่ิมหรือไม แตจากวัตถุในรูปที่ 4.19 นี้ใชภาพเพียงสอง
ภาพกเ็ พยี งพอแลว โดยเลอื กใชภาพดา นหนา และดา นบนดังทแี่ สดงในรูปท่ี 4.20
รปู ที่ 4.19 ภาพวัตถตุ วั อยาง รปู ท่ี 4.20 มุมมองท่ตี อ งการสาํ หรับวตั ถตุ วั อยา ง
ขั้นตอนท่ี 2 เม่ือไดมุมมองและจํานวนภาพท่ีตองการแลวขั้นตอไปใหคํานวณขนาด
ของพน้ื ท่ี ๆ ตอ งการใชเพื่อวาดภาพเหลานน้ั สมมติใหวัตถุตัวอยางนี้มีขนาดเปนมิลลิเมตรตามรูปท่ี
4.21ก ซ่ึงจะทําใหผูเขียนแบบทราบวาถาตองการวาดภาพดานหนาตองใชพื้นท่ีอยางนอยเทากับ
สี่เหลี่ยมผืนผาท่ีมีขนาดกวาง × สูง (ในกรณีที่วาดภาพดวยสัดสวน 1:1) เทากับ 152 × 45 มม.
สวนภาพดานบนก็ตองใชพ้ืนที่อยางนอยเทากับ 152 × 64 มม. และเผ่ือพ้ืนที่ระหวางภาพไวอีก
ประมาณ 25 มม. ซ่ึงผูเขียนแบบสามารถกําหนดระยะหางระหวางภาพนี้ไดเองตามความเหมาะสม
ดังนั้นพื้นท่ีรวมท้ังหมดที่ตองใชในการเขียนภาพนี้คือ 152 × 134 มม. ดังแสดงในรูปที่ 4.21ข
จากนั้นใหลองนําพ้ืนที่ดังกลาวน้ีไปลองจัดวางตําแหนงบนกระดาษเขียนแบบใหมีความสมดุลไมชิด
ขอบขางใดขา งหน่ึงจนเกินไปดงั แสดงในรปู ท่ี 4.21ค
A4
64 152 1:1
25 152
45
(ก) (ข) (ค)
รปู ท่ี 4.21 การคาํ นวณพน้ื ทส่ี ําหรับวาดภาพและจัดวางบนกระดาษใหเ หมาะสม
110 Fundamental of Engineering Drawing
ขั้นตอนท่ี 3 เริ่มวาดภาพจากขนาดของวัตถุท่ีกําหนด โดยอาจจะวาดภาพดานหนา
หรือภาพดานบนกอนก็ได สําหรับตัวอยางน้ีการวาดภาพดานบนจะเหมาะสมกวาเพราะสามารถ
project ขอมูลจากภาพดานบนลงมาใชตอดานลางไดอยางสะดวก แตกอนท่ีจะเริ่มลากเสนรูปจริง ๆ
ควรเร่ิมจากการลากเสนรางกอนเสมอดังแสดงในรูปที่ 4.22ก ซึ่งเสนรางนี้จะชวยเราในการกําหนด
ตําแหนงสําคัญ ๆ ในรูป เชน ตําแหนงจุดศูนยกลางของสวนโคงหรือวงกลม บริเวณที่มีการหักมุม
หรือเปนรองเล็ก ๆ ในวัตถุ ชวยกําหนดขนาดโดยรวมของภาพที่จะวาด เปนตน ทําใหผูวาด
ตรวจสอบและแกไขไดกอนท่ีจะลากเสนจริง เน่ืองจากถาลากเสนจริงแลวการลบหรือเปล่ียนแปลง
แกไขจะทาํ ไดย ากหรือทําไดไ มสะอาดเพียงพอ
(ก) (ข) (ค)
(ง) (จ)
รูปท่ี 4.22 ขั้นตอนการเขยี นภาพออโธกราฟกและการ project ขอ มูลไปยังภาพดานลา ง
Orthographic Writing 111 y
y
เมอื่ ไดเสน รางเรียบรอ ยแลวตอไปก็เริ่มวาดรูป โดยควรวาดเสนที่เปนสวนโคงหรือวงกลมกอน (รูปที่
y4.22ข) จากนั้นจึงคอยลากเสนตรง (รูปท่ี 4.22ค) หลังจากวาดรูปดานบนเสร็จแลวให project ขอมูล
ท่ีจําเปนลงมายังบริเวณภาพดานหนาโดยใชเสนด่ิง ขอมูลที่จําเปนเหลาน้ีคือ ตําแหนงศูนยกลาง
วงกลม ตําแหนงขอบวงกลม ขอบมุมอ่ืน ๆ ที่จะทําใหเกิดเสนเม่ือมองทางดานหนา เปนตน (รูปที่y
4.22ง) เมื่อไดขอ มูลทคี่ รบถว นแลว ใหวาดภาพดา นหนาใหส มบูรณ (รปู ที่ 4.22จ)
ข้ันตอนที่ 4 ข้ันตอนสุดทายจะเปนการเก็บรายละเอียดปลีกยอย เชน การเขียนเสน
center line ในบริเวณที่เปนแกนทรงกระบอกหรือในรูปวงกลม การลงขนาดของวัตถุ การใหหมาย
เหตุของรูป และท่ีลืมไมไดคือการเขียนสัญลักษณแสดงระบบการฉายภาพท่ีใช ซ่ึงจะทําใหไดงาน
เขียนแบบท่ีเสรจ็ สมบูรณดังแสดงในรปู ท่ี 4.23
x
x
z
xx
PART NAME
NOTES
1. Dimensions in millimeters.
2. ….
รปู ที่ 4.23 ตวั อยางการเขยี นแบบออโธกราฟกของวัตถตุ ัวอยาง
จากตัวอยางที่แสดงขางตนเปนกรณีท่ีตองการวาดภาพออโธกราฟกเพียง 2 ภาพเทานั้นแตในกรณี
ท่ีวัตถุน้ันตองการภาพท้ังหมด 3 ภาพเพ่ืออธิบายขนาดและรูปราง การ project ขอมูลจากทั้ง 2
ภาพที่มีอยูแลวเพื่อนํามาใชในการวาดภาพท่ี 3 น้ันสามารถทําได 2 รูปแบบดวยกัน แบบแรกคือทํา
การวัดระยะโดยตรงจากภาพหน่ึงเพื่อไปใชในอีกภาพหน่ึงดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 4.24 จากรูป
สมมติวาตองการวาดภาพดานซาย หลังจากที่วาดภาพดานหนาและดานบนเรียบรอยแลว ซึ่งความ
กวางของภาพดานซายจะมีคาเทากับความลึกของวัตถุ โดยขนาดความลึกของวัตถุน้ีก็มีอยูแลวใน
ภาพดานบน (ความสูงของภาพดานบน) ดังนั้นจึงสามารถใชไมบรรทัดวัดขนาดความลึกจากภาพ
ดานบนแลวนําขนาดดังกลาวไปใชกําหนดขอบเขตสําหรับวาดภาพดานซายได เม่ือทําการวัดขนาด
เชนนีก้ บั ทุก ๆ สวนท่สี าํ คญั ของรูป แลว เขียนเสน รปู ใหเ รยี บรอ ยกจ็ ะไดภาพดงั รปู ท่ี 4.25
01 23112 Fundamental of Engineering Drawing
27
0 1 2 3 27
รูปที่ 4.24 การสง ขอมลู จากภาพหนึง่ ไปยังอีกภาพหน่ึงโดยวิธีการวดั โดยตรง
รปู ท่ี 4.25 ภาพออโธกราฟก จากการสงขอมูลระหวา งภาพดวยการวดั โดยตรง
วิธีท่ีสองในการสงขอมูลจากภาพหนึ่งไปอีกภาพหน่ึงคือการใชเสน miter line ซึ่งเปนเสนตรงที่เอียง
ทํามุม 45 องศากับแนวระดับ โดยมีทิศทางพุงออกจากภาพดานหนาและเอียงไปทางดานที่ตองการ
สงขอมูลไปดังแสดงในรูปที่ 4.26ก จากรูปแสดงตัวอยางที่ตองการวาดภาพดานซายของวัตถุเม่ือมี
ภาพดานหนาและดานบน ดังนั้นเสน miter line จะตองลากพุงออกจากภาพดานหนาและเอียงไป
ทางดานซายทํามุม 45 องศากับแนวระดับ สวนการสงขอมูลจากภาพดานบนดวยการใชเสน miter
line นี้สามารถทําไดโดยการลากเสนนอนจากจุดที่ตองการสงขอมูลไปตัดเสน miter line และจาก
จุดตัดท่ีเกิดขึ้นบนเสน miter line ใหลากเสนดิ่งลงมายังบริเวณท่ีตองการวาดภาพ สุดทายก็จะได
ขอบเขตของการวาดภาพท่ีตองการดังรูปท่ี 4.26ข จากน้ันก็วาดรูปตามท่ีตองการ แตถาพบวาการ
สงขอมูลผานเสน miter line นี้ทําใหรูปที่ไดชิดกับรูปดานหนามากเกินไปก็สามารถเล่ือนเสน miter
line ออกหางจากรูปดานหนา ได แตเสน ตองเอยี งทาํ มมุ 45 องศากบั แนวระดบั เชนเดิมดงั แสดงในรูป
ที่ 4.27
Orthographic Writing 113
45°
(ก) (ข) ชิดรูปดานหนาเกนิ ไป
รูปท่ี 4.26 การใชเสน miter line ในการสง ขอมูลจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหน่งึ
ชองวางระหวางรูปมากข้ึน
รูปท่ี 4.27 การเลื่อนเสน miter line ออกจากภาพดานหนา เพอ่ื ใหระยะหางระหวา งรปู มากขนึ้
4.4 การบอกขนาดเบ้ืองตน (basic dimensioning)
องคประกอบเบอ้ื งตนของการบอกขนาดจะประกอบไปดวยสวนสาํ คญั 5 สว นคือ
1. Extension line
เสน extension line เปนเสนเบา (4H) ท่ีลากออกจากตําแหนงที่ตองการบอกขนาด
โดยมักจะลากเปนเสนคูออกไป โดยเสนคูนี้จะเปนตัวกํากับขอบเขตของขนาดที่ตองการบอกดัง
แสดงในรูปที่ 4.28
2. Dimension line
เสน dimension line เปนเสนเบา (4H) ที่มีหัวลูกศรอยูที่ปลายท้ังสองขาง โดยลากต้ัง
ฉากและอยูระหวา งเสน extension line ดงั แสดงในรูปท่ี 4.29
114 Fundamental of Engineering Drawing
รปู ที่ 4.28 เสน extension line รปู ท่ี 4.29 เสน dimension line
3. Leader line
เสน leader line เปนเสนเบา (4H) ท่ีมีหัวลูกศรอยูขางเดียว มักใชในการบอกขนาด
ของสวนโคงหรือวงกลม การใชงานนั้นจะตองวางหัวลูกศรจรดสวนโคงที่ตองการบอกขนาดแลว
ลากเสนเอียงยาวออกไป จบทายดวยเสนนอนสั้น ๆ สิ่งท่ีสําคัญท่ีสุดคือแนวในการลากเสนนี้ตอง
ผา นจดุ ศนู ยก ลางของสว นโคงหรอื วงกลม (ไมใ ชลากไปจรดจุดศูนยกลาง) ดงั แสดงในรูปที่ 4.30
10 27
17
43
รปู ที่ 4.30 เสน leader line รูปที่ 4.31 Dimension number
4. Dimension number
Dimension number เปนตัวเลขท่ีใชบอกขนาด โดยจะเขียนดวยเสนเขม (2H) และ
เขียนอยูเหนือเสน dimension line เล็กนอย (ไมใชเสน dimension line เปนเสนบรรทัด) ในบางคร้ัง
การเขียนเลขบอกขนาดอาจจะตองเขียนในแนวตั้ง เนื่องจากเสน dimension line เปนเสนตั้ง ใน
กรณีน้ีตองขยับตัวเองไปดานขวาแลวเขียนตัวเลขใหอยูบนเสน dimension line ดังตัวอยางการลง
ขนาด “17” ท่แี สดงในรปู ที่ 4.31
Orthographic Writing 115
5. Local note
Local note เปนขอความสั้น ๆ เขียนดวยเสนเขม (2H) มักใชคูกับ leader line ในการ
บอกขนาดสว นโคง และวงกลม ดงั แสดงในรูปท่ี 4.32 จากรูปจะเห็นขอความที่เขียนวา “R16” วางอยู
เหนือเสนตรงเล็ก ๆ ของ leader line เสนหน่ึง ซึ่งมีความหมายวาสวนโคงท่ีเสน leader line นั้นชี้
อยูมีคารัศมีเทากับ 16 มม. สวนอีกขอความ “10 Drill, 2 Holes” ก็มีความหมายวา วงกลมที่เสน
leader line ชี้อยูน ้ันเปนรูท่ถี ูกเจาะซ่ึงมีเสนผาศูนยก ลางเทา กบั 10 มม. และมรี เู ชนน้ีในรปู 2 รู
10 27 10 Drill, 2 Holes
R16
17
43
รูปท่ี 4.32 Local note
4.5 การสมั ผสั และการตัดกนั ของพื้นผิว
หัวขอสุดทายของบทน้ีจะกลาวถึงกรณีที่พ้ืนผิวสองพ้ืนผิวสัมผัสหรือตัดซ่ึงกันและกัน
โดยถาพ้ืนผิวทั้งสองสัมผัสกันดังแสดงในรูปท่ี 4.33ก จะไดวาบริเวณท่ีพื้นผิวสัมผัสกันนั้นจะไม
กอใหเกิดเสนบนภาพเม่ือมองจากดานขวาหรือดานบน แตถาพ้ืนผิวท้ังสองตัดกันดังแสดงในรูปที่
4.33ข กรณเี ชน น้จี ะกอ ใหเกดิ เสนหรือรอยตดั ไปปรากฎบนภาพดา นขวาและภาพดา นบน
No line
tangent intersect
No line
tangent intersect
(ก) (ข)
รปู ท่ี 4.33 พื้นผวิ ทั้งสองทสี่ มั ผสั และตดั ซ่ึงกนั และกนั
116 Fundamental of Engineering Drawing edge view of plane
plane
tangent tangent
tangent
intersect
(ค) (ง)
รปู ที่ 4.33 (ตอ ) พืน้ ผวิ ทง้ั สองท่สี ัมผัสและตัดซึง่ กันและกนั
ตัวอยางเพ่มิ เตมิ ในกรณที ่พี นื้ ผิวทงั้ สองสัมผัสหรือตัดซึ่งกันและกันสามารถศึกษาไดในรูปท่ี 4.33ค-ง
สวนรูปท่ี 4.34ก-ง น้ันเปนตัวอยางที่มีความซับซอนขึ้นมากข้ึน โดยวัตถุในรูปมีลักษณะที่คลาย ๆ
กัน กลาวคือประกอบดวยทรงกระบอกและแทงส่ีเหล่ียมหลากหลายรูปทรงและขนาด พุงเขาชนกับ
ทรงกระบอกกอ ใหเ กิดพ้ืนผิวท่สี มั ผัสหรือตัดกนั
intersect tangent
No line tangent
(ก)
(ข)
tangent tangent
No line tangent No line tangent
(ค) (ง)
รปู ที่ 4.34 วตั ถุทรงกระบอกและแทงสี่เหลีย่ มทม่ี พี ้ืนผวิ สมั ผสั และตัดซง่ึ กนั และกนั
Orthographic Writing 117
4.6 บทสรุป
ข้ันตอนในการเขียนภาพออโธกราฟกที่แสดงในบทน้ีเร่ิมจากแนวทางในการเลือกภาพ
ดานหนา ภาพดานขาง (ดานบนหรือดานซาย-ขวา) จํานวนภาพที่จําเปนในการสื่อสารขอมูล
เก่ียวกับขนาดและรูปราง ระบบในการฉายภาพออโธกราฟกซึ่งมี 2 ระบบดวยกันนั่นคือ ระบบ first
angle และระบบ third angle โดยในวิชาเขียนแบบนี้จะใชระบบ third angle เทานั้น หัวขอตาง ๆ
ขางตนน้ีเปนเคร่ืองมือท่ีตองใชในการพิจารณาวัตถุกอนที่จะเร่ิมเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุน้ัน
เม่ือดําเนินการตามข้ันตอนขางตนเสร็จสิ้นแลว ขั้นตอนตอไปจะเปนการประเมินขนาดโดยรวมของ
ภาพที่จะวาดและจัดใหไดตําแหนงท่ีเหมาะสมบนกระดาษเขียนแบบ เมื่อพรอมแลวก็ใหเร่ิมจากการ
ลากเสนรางกอนโดยใชเสนน้ําหนักเบาเพื่อใหไดขนาดและตําแหนงของจุดสําคัญ ๆ ตามที่ตองการ
แลวคอยเร่ิมวาดภาพดวยเสนท่ีมีน้ําหนักเขมโดยใหเขียนเสนโคงหรือวงกลมกอนแลวจบรูปดวย
เสนตรง จากนั้นให project ขอมูลไปยังภาพขางเคียงเพ่ือสรางภาพออโธกราฟกที่สมบูรณ ซึ่ง
เทคนิคหน่ึงท่ีนิยมใชในการสงขอมูลจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหน่ึงก็คือเทคนิคการใชเสน miter
line เม่ือไดภาพออโธกราฟกที่สมบูรณแลวก็ใหทําการบอกขนาด ซึ่งในบทนี้เปนการแนะนํา
องคประกอบของการบอกขนาดเบ้ืองตนเทาน้ัน (รายละเอียดเกี่ยวกับการบอกขนาดจะกลาวถึงใน
บทท่ี 7) หัวขอสุดทายเปนการแสดงตัวอยางเมื่อมีพื้นผิวสองพื้นผิวมาสัมผัสหรือตัดซ่ึงกันและกัน
โดยถาพื้นผิวสองพ้ืนผิวมาตัดกันแลวรอยตัดที่เกิดข้ึนก็จะไปปรากฎเปนเสนในภาพดานขาง แตถา
พน้ื ผิวทงั้ สองสัมผัสกนั กจ็ ะไมก อ ใหเกดิ เสน (ไมมรี อยตัด) ไปปรากฎในภาพดา นขา ง
118 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝก หดั
1. จงเขียนภาพออโธกราฟก ของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลือกสเกลใหเ หมาะสมกับกระดาษ
2. จงเขยี นภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเหมาะสมกับกระดาษ
Orthographic Writing 119
3. จงเขยี นภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
4. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวตั ถตุ อ ไปนี้ โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
120 Fundamental of Engineering Drawing
5. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลือกสเกลใหเ หมาะสมกับกระดาษ
6. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุตอไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเหมาะสมกับกระดาษ
Orthographic Writing 121
7. จงเขยี นภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
8. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวตั ถตุ อ ไปนี้ โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
122 Fundamental of Engineering Drawing
9. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลือกสเกลใหเ หมาะสมกับกระดาษ
10. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุตอไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเหมาะสมกับกระดาษ
Orthographic Writing 123
11. จงเขยี นภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกับกระดาษ
12. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวตั ถุตอ ไปนี้ โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
124 Fundamental of Engineering Drawing
13. จงเขียนภาพออโธกราฟก ของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเหมาะสมกับกระดาษ
14. จงเขยี นภาพออโธกราฟก ของวตั ถตุ อ ไปน้ี โดยเลือกสเกลใหเหมาะสมกับกระดาษ
Orthographic Writing 125
15. จงเขยี นภาพออโธกราฟกของวัตถตุ อ ไปน้ี โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกับกระดาษ
16. จงเขียนภาพออโธกราฟกของวตั ถุตอ ไปนี้ โดยเลอื กสเกลใหเ หมาะสมกบั กระดาษ
126 Fundamental of Engineering Drawing
ปญ หาฝกสมอง
1. จากแผน คลท่ี กี่ าํ หนดให จงหาวา เมอื่ ประกอบแผน คล่กี ลบั แลว จะไดว ตั ถุในรปู ใด
Orthographic Writing 127
2. ปญหา Mental Rotation (From Purdue Spatial Visualization Test)
128 Fundamental of Engineering Drawing
3. ปญหา Mental Rotation (From Purdue Spatial Visualization Test) จงเลือกภาพท่ีปรากฎ
เม่ือมองวัตถุจากมุมมองที่กําหนด โดยกาํ หนดใหจุดสีดาํ ทีม่ มุ กลองคอื ตําแหนงของมุมมอง
บทที่ 5
การสเกต็ ชภ าพพคิ ทอเรียล
ภาพพิคทอเรียลคือภาพที่มีลักษณะเหมือนภาพสามมิติของวัตถุ และเม่ือผูอานแบบดู
ภาพดังกลา วแลว จะเหน็ ขอมูลของวัตถทุ งั้ ดานกวา ง สงู และลึก การเห็นขอมูลเชนนี้ทําใหผูอานแบบ
สามารถเขาใจรูปรางและขนาดของวัตถุไดงายเนื่องจากภาพท่ีเห็นมีลักษณะเหมือนภาพสามมิติ
นั่นเอง ดังนั้นในบทนี้จะไดอธิบายข้ันตอนการสรางภาพพิคทอเรียลดวยวิธีการสเก็ตชซ่ึงจะมีอยู 2
แบบดวยกัน คือภาพแบบ axonometric และภาพแบบ oblique โดยภาพแบบ axonometric ก็จะมี
การแบงยอยออกไปอีกและแบบที่นิยมใชกันในภาพแบบ axonometric ก็คือภาพแบบ isometric
เน่ืองจากสามารถสรางไดงายและรูปที่ไดเสมือนจริงมากที่สุด อยางไรก็ดีผูเรียนตองสามารถเขียน
ภาพพิคทอเรียลทั้งสองแบบน้ี (isometric และ oblique) ใหได เพราะสามารถนําไปใชในการอาน
ภาพออโธกราฟกทจ่ี ะไดเรยี นในบทตอ ไป
5.1 การฉายภาพแบบ axonometric และแบบ oblique
การฉายภาพทั้งสองแบบนี้ใชหลักการเชนเดียวกับการฉายภาพท่ีผูเรียนไดพบแลวใน
บทที่ 3 นั่นคือนําฉากรับภาพมาวางอยูระหวางวัตถุกับผูสังเกตุ จากน้ันมองวัตถุผานฉากรับภาพ
แลวเขียนรูปที่เห็นไปบนฉากรับภาพก็จะไดภาพฉายตามตองการ ซ่ึงถาวางวัตถุในลักษณะดังท่ี
แสดงในรูปท่ี 5.1 และมองวัตถุในทิศทางท่ีต้ังฉากกับฉากรับภาพ ภาพท่ีไดจะเรียกวาภาพฉายแบบ
ออโธกราฟก แตถาจัดวางวัตถุใหมใหมีลักษณะที่เอียงดังแสดงในรูปที่ 5.2 และมองวัตถุในทิศทาง
ท่ีต้ังฉากกับฉากรับภาพเชนเดิม คราวน้ีภาพท่ีไดจะมีขอมูลของวัตถุทั้งสามดานและมีลักษณะ
เหมือนเปนภาพสามมิติดวย ภาพฉายดังที่แสดงในรูปท่ี 5.2 นี้เรียกวาภาพฉายแบบ axonometric
และภาพฉายแบบสุดทายน้ันใหจินตนาการวาวัตถุถูกวางตัวในลักษณะท่ีคลายกับรูปท่ี 5.1 แตคราว
130 Fundamental of Engineering Drawing
นีใ้ หมองวตั ถใุ นทิศทางท่เี อยี งทาํ มมุ กบั ฉากรับภาพ (ไมมองตั้งฉากกับฉากรับภาพ) ดังที่แสดงในรูป
ท่ี 5.3 ภาพฉายที่ไดจ ากการมองวตั ถุในลกั ษณะนจ้ี ะเรียกวา ภาพฉายแบบ oblique
รูปท่ี 5.1 ภาพฉายแบบออโธกราฟก รปู ที่ 5.2 ภาพฉายแบบ axonometric
รปู ท่ี 5.3 ภาพฉายแบบ oblique
5.2 ชนิดของการฉายภาพแบบ axonometric
ดังท่ีไดกลาวขางตนแลววาภาพฉายแบบ axonometric น้ันมีหลายชนิดดวยกัน ซ่ึงแต
ละชนดิ ก็จะแตกตางกนั ท่ีมมุ ของการเอยี งวตั ถุกอ นจะฉายภาพ โดยถา เอียงวตั ถแุ ลวทําใหภาพทไ่ี ดม ี
ลักษณะดังรูปที่ 5.4ก นั่นคือมุมระหวางขอบกลองท้ังสามมุม (มุม a, b และ c) มีคาเทากัน เราจะ
เรียกภาพฉายที่มีลักษณะเชน น้วี าภาพ isometric แตถา ภาพท่ไี ดมสี องมมุ เทานนั้ ที่เทา กัน เชนมุม a
เทากับมุม c แตไมเทากับมุม b ดังแสดงในรูปที่ 5.4ข เราจะเรียกภาพฉายนี้วาภาพ dimetric และ
สุดทายถามุมทั้งสามไมเทากันเลยก็จะเรียกวาภาพ trimetric ดังแสดงในรูปท่ี 5.4ค โดยภาพฉายท่ี
นิยมใชในงานเขียนแบบวิศวกรรมคือภาพฉายแบบ isometric เพราะมีหลักในการเขียนรูปท่ีชัดเจน
และงายตอการทําความเขาใจอีกท้ังภาพที่ไดยังใหขอมูลบนดานตาง ๆ ของวัตถุไดชัดเจนมากกวา
แบบอืน่ ๆ เนื่องจากมุมมองของภาพฉายแบบนเี้ ปด กวางในทุก ๆ ดานของวัตถุ
Pictorial Sketching 131
(ก) isometric (ค) dimetric (ข) trimetric
รูปที่ 5.4 ชนดิ ของภาพฉายแบบ axonometric
5.3 ชนดิ ของการฉายภาพแบบ oblique
การฉายภาพแบบ oblique น้ีจะมีลักษณะของภาพเหมือนกับภาพที่เราวาดสมัยเด็ก ๆ
ยกตัวอยางภาพของกลองส่ีเหลี่ยมซ่ึงเม่ือในสมัยท่ีเราเปนเด็กนั้นก็จะเริ่มวาดจากรูปส่ีเหลี่ยม
ธรรมดากอนดงั แสดงในรูปท่ี 5.5ก จากน้ันลากเสนเฉียงเพ่ือแสดงความหนาของกลองดังแสดงในรูป
ที่ 5.5ข สุดทายก็ลากเสนขอบดานหลังของกลองซึ่งเหมือนกับขอบดานหนาก็จะไดกลองส่ีเหล่ียม
ตามที่ตองการดังแสดงในรูปท่ี 5.5ค ซึ่งภาพลักษณะน้ีคือภาพแบบ oblique นั่นเอง เชนเดียวกับรูป
ท่ี 5.6ก-ค ซ่งึ แสดงการวาดรูปทรงกระบอกแบบ oblique
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 5.5 การสรา งรูปกลอ งสี่เหลีย่ มแบบ oblique
(ก) (ข) (ค)
รูปที่ 5.6 การสรา งรปู ทรงกระบอกแบบ oblique
132 Fundamental of Engineering Drawing
จากตัวอยางในรูปที่ 5.5 และ 5.6 จะเห็นวาขั้นตอนหนึ่งของการสรางภาพแบบ oblique นั่นคือการ
ลากเสนเฉียงเพื่อแสดงความลึกของวัตถุ เสนเฉียงเหลาน้ีสามารถลากใหเอียงทํามุมเทาใดก็ไดแต
เพ่ือความสะดวกในการวาด ก็นิยมลากเสนใหเอียงเปนมุมมาตราฐานนั่นคือมุม 30, 45 และ 60
องศา อีกทง้ั สามารถลากใหเ อยี งไปดานซา ยก็ไดดงั แสดงในรูปท่ี 5.7
รูปที่ 5.7 มุมของเสนแสดงความลกึ แบบตาง ๆ ของภาพแบบ oblique
สวนการวาดภาพวัตถุแบบ oblique นั้นก็ยังสามารถแบงออกเปนชนิดยอย ๆ ไดอีก 2 แบบดวยกัน
คือแบบ cavalier และแบบ cabinet โดยความแตกตางระหวางภาพทั้งสองแบบนี้ก็อยูที่ความยาว
ของเสนเฉียงที่แสดงความลึกของวัตถุที่จะวาดดังแสดงในรูปที่ 5.8 จากรูปจะเห็นวาการวาดภาพ
oblique แบบ cavalier นั้น เสนเฉียงท่ีแสดงความลึกของวัตถุจะมีความยาวเทากับความลึกจริง ๆ
ของวัตถุ ในขณะที่ภาพ oblique แบบ cabinet ความยาวของเสนเฉียงจะเทากับคร่ึงหน่ึงของความ
ลึกจริงเทา นั้น โดยในวิชาเขยี นแบบนีจ้ ะกาํ หนดใหเ สนเฉยี งที่แสดงความลึกน้ันเอียงทํามุม 45 องศา
และใชการวาดภาพแบบ cabinet เทาน้นั เพราะภาพที่ไดจ ะดเู ปนธรรมชาตมิ ากท่ีสุด
cavalier cabinet
รปู ท่ี 5.8 ชนดิ ของภาพแบบ oblique
5.4 ภาพ isometric
กอนจะถึงข้ันตอนการวาดภาพ isometric จะขอกลาวเก่ียวกับการฉายภาพ isometric
เพ่ิมอีกเล็กนอย คําวา “isometric” สามารถแปลตรง ๆ วา “การวัดขนาดท่ีเทา ๆ กัน” ซึ่งจะสังเกตุ
เห็นไดจากรูปท่ี 5.4 วาการจะไดภาพ isometric มานั้นจะตองจับวัตถุใหเอียงจนกระทั่งผูสังเกตุเห็น
มมุ ระหวางขอบของกลองมีคาเทา ๆ กนั (เทา กบั 120 องศา) ทัง้ สามมมุ ตามชื่อของภาพน่ันเอง (iso
แปลวาเทากัน) และการที่จะหมุนวัตถุใหเอียงจนกระท่ังเห็นมุมท่ีขอบกลองเทากับ 120 องศานั้น
Pictorial Sketching 133
ตามทฤษฎแี ลวสามารถทําไดตามรปู ที่ 5.9 โดยเรมิ่ จากวตั ถุท่วี างตัวตามปกติ โดยภาพฉายท่ีไดจาก
การวางตัวตามนี้จะเห็นวัตถุเพียงดานเดียว จากนั้นหมุนวัตถุตามแกนดิ่งเปนมุม 45 องศา ตอไปก็
เอียงวัตถุมาทางดานหนาอีกครั้งเปนมุม 35 องศา 16 ลิปดา ซึ่งภาพฉายท่ีไดจะทําใหมุมระหวาง
ขอบกลองมคี า เทากบั 120 องศา หรอื ไดภาพท่ีเรยี กวา ภาพฉาย isometric ตามตอ งการ
รปู ที่ 5.9 การหมนุ วตั ถเุ พอ่ื ใหเ กดิ ภาพฉายแบบ isometric
จากความรูเก่ียวกับการฉายภาพของเสนที่เอียงทํามุมกับฉากรับภาพจะไดวาเสนท่ีปรากฎนั้นจะสั้น
กวาความเปนจริง ดังนั้นความยาวของขอบกลองท่ีปรากฎบนฉากรับภาพท่ีฉายแบบ isometric น้ัน
ก็จะสั้นกวาความยาวขอบกลองจริง ๆ และตามทฤษฎีแลวภาพท่ีไดจะมีความยาวเหลือประมาณ
80% ของความยาวจริง ยกตัวอยางเชนถาความยาวขอบกลองมีขนาดจริงเทากับ 12 ซม. เมื่อฉาย
ภาพแบบ isometric แลวขอบดังกลาวจะไปปรากฎเปนเสนบนภาพท่ีมีความยาวเพียง 9.6 ซม.
เทาน้ัน แตการท่ีจะตองวาดภาพ isometric โดยใชสเกลน้ีในการปรับคากอนวาดจริงน้ันเปนเร่ือง
ยงุ ยาก ดังน้ันในทางปฏบิ ตั ิการการวาดภาพ isometric กจ็ ะใชข นาดจริงในการวาดเพราะสะดวกกวา
อีกทง้ั รูปท่ไี ดก็เหมอื นกันเพยี งแตม ีขนาดทีใ่ หญข น้ึ เทา นนั้ ดังแสดงในรูปที่ 5.10
รูปท่ี 5.10 ความแตกตา งระหวา งภาพฉายแบบ isometric และภาพวาดแบบ isometric
134 Fundamental of Engineering Drawing
อีกหัวขอที่ผูเรียนควรจะทําความเขาใจกอนการเขียนภาพ isometric คือคําศัพทที่ใช
เรียกเสนตาง ๆ ในภาพ ใหพิจารณารูปท่ี 5.11 ซึ่งเปนภาพแสดงกลองที่วาดดวยวิธี isometric สวน
เสนสีแดงที่ลากออกจากมุมของวัตถุเปนสามแฉกโดยแตละแฉกทํามุมกัน 120 องศาเหมือนตรารถ
เบนซหัวคว่ํานั้นเรียกวา “แกน isometric” เสนนี้เปนเสนอางอิงเทาน้ันจะไมถูกวาดลงไปบนรูป และ
เสนใดก็ตามในภาพ isometric ที่ขนานกับแกน isometric น้ีจะถูกเรียกวา “เสน isometric” ซ่ึงจะ
เปนเสนท่ีถูกวาดโดยมีขนาดเทากับขนาดจริงของวัตถุ สว นเสนท่ีไมขนานกับแกน isometric ก็จะ
เรียกวา “เสน nonisometric” ดงั แสดงดวยเสน สแี ดงในรูปท่ี 5.12
รูปที่ 5.11 แกน isometric และเสน isometric
รปู ที่ 5.12 เสน nonisometric
สําหรับแกน isometric น้ันสามารถวางตัวไดหลายรูปแบบ ไมเฉพาะแตรูปแบบของตรารถเบนซหัว
คว่ําเทานน้ั ดังแสดงในรปู ท่ี 5.13 ซ่ึงจะทาํ ใหไ ดภ าพ isometric ในหลากหลายมมุ มอง
รูปท่ี 5.13 ตําแหนง ตา ง ๆ ของแกน isometric
Pictorial Sketching 135
5.5 ขน้ั ตอนการสเกต็ ชภาพ isometric
การสเก็ตชภาพ Isometric ท่ีจะกลาวถึงในหัวขอน้ีประกอบไปดวยขั้นตอนการสเก็ตช
ภาพ isometric จากวัตถุจริงและจากภาพออโธกราฟก โดยจะเริ่มจากการสเก็ตชภาพ isometric
จากวตั ถจุ รงิ กอนซง่ึ มขี ั้นตอนดังตอไปน้ี
1. ถือวัตถใุ นมือแลว พยายามจดั วัตถจุ นกระทงั่ ไดม ุมมองท่จี ะสรางภาพ isometric ได
2. สมมติแกน isometric ขนึ้ ในใจบนวตั ถจุ ริงทีถ่ ืออยู
3. เร่ิมสเก็ตชรูปกลองท่ีสามารถบรรจุวัตถุตัวอยางไดพอดี (พยายามควบคุมสัดสวน
ใหถกู ตอ ง)
4. ขีดเสนรางเพ่ือกําหนดตําแหนงสําคัญ ๆ ของวัตถุ เชน จุดหักมุม จุดศูนยกลาง
วงกลม ขอบหรอื รอ งใด ๆ เปน ตน
5. ลากเสนเขมทบั ไปบนบรเิ วณทเี่ ปน ขอบวตั ถุเพ่ือใหไ ดร ูปสดุ ทา ยทีต่ องการ
พิจารณาตัวอยางในรูปท่ี 5.14 ซึ่งแสดงข้ันตอนการสเก็ตชรูป isometric จากวัตถุจริงตามขั้นตอนท่ี
แสดงขา งตน
ข้นั ตอนท่ี 1 ข้ันตอนที่ 2
ขั้นตอนที่ 3 ขนั้ ตอนท่ี 4 ข้นั ตอนท่ี 5
รูปที่ 5.14 ตัวอยางการสเก็ตชภ าพ isometric จากวัตถุจริง (1)
136 Fundamental of Engineering Drawing
ขน้ั ตอนท่ี 1 ข้ันตอนท่ี 2
ขัน้ ตอนท่ี 3 ขั้นตอนท่ี 4 ขั้นตอนท่ี 5
รูปท่ี 5.15 ตัวอยา งการสเก็ตชภ าพ isometric จากวตั ถุจรงิ (2)
จากท้ังสองตัวอยางขางตนนาจะทําใหผูเรียนเขาใจขั้นตอนในการสเก็ตชภาพ isometric จากวัตถุ
จรงิ ไดด ีย่ิงข้ึน โดยขอสังเกตุประการหนึ่งของการสเก็ตชภาพ isometric ที่แสดงนี้ก็คือเสนรางท่ีลาก
น้ันไมจําเปนตองลบออกเพราะถาใชนํ้าหนักเสนเบาเพียงพอแลวก็สามารถปลอยเสนรางไวเชนนั้น
ได ซ่ึงระดับความเบาของเสนรางน้ีใหผูเรียนจินตนาการวาถานําภาพท่ีวาดเสร็จแลวไปถายสําเนา
ดวยเคร่ืองถายเอกสาร เสนรางนั้นควรจะตองหายไปเหลือแตเสนทึบที่แสดงขอบของวัตถุเทาน้ัน
และเราจะใชระดับความเบาของเสนรางเชนน้ีกับทุก ๆ ครั้งที่กลาวถึงการลากเสนรางในงานเขียน
แบบวศิ วกรรมไมวา จะเปนงานสเก็ตชห รอื งานเขียนแบบดว ยเครอื่ งมือก็ตาม
ในสวนตอไปจะเปนหลักการในการสเก็ตชภาพ isometric จากภาพออโธกราฟกซ่ึงถือ
วาเปนทักษะสําคัญท่ีผูเรียนควรฝกฝนใหชํานาญ เพราะโดยปกติแลววิศวกรจะตองมีความสามารถ
ในการอานแบบภาพออโธกราฟกซ่ึงเปนภาพสองมิติของวัตถุ แลวจินตนาการถึงรูปรางของวัตถุใน
สามมิติใหได โดยอาจจะตอ งอาศัยทักษะในการสเก็ตชภาพ isometric เพ่ือชวยใหเกิดความเขาใจใน
รปู รางของวตั ถไุ ดง า ยย่งิ ขึ้น ดังน้นั ทักษะการสเกต็ ชภ าพ isometric นจี้ ึงมีความสาํ คัญสําหรบั วศิ วกร
เปนอยางมาก สําหรับขั้นตอนการสเก็ตชภาพ isometric จากภาพออโธกราฟกน้ันก็คลาย ๆ กับ
ขน้ั ตอนในการสเก็ตชภ าพจากวัตถจุ รงิ ทกี่ ลา วถงึ ขา งตน โดยมีขนั้ ตอนตา ง ๆ ดงั นี้
Pictorial Sketching 137
ขัน้ ตอนที่ 1 เลือกรูปแบบของแกน isometric ใหเหมาะกับภาพออโธกราฟกท่ีมี เชน ถาภาพ
ออโธกราฟกที่ไดน้ันประกอบดวยภาพดานหนา ภาพดานขวาและภาพดานบนดังแสดงในรปู ที่ 5.16
ก็ควรจะเลือกแกน isometric ที่มีลักษณะเปนตรารถเบนซหัวควํ่าเพ่ือใหขอมูลทุก ๆ อยางจากภาพ
ออโธกราฟกไปปรากฎบนรูป isometric ไดครบถวน แตถาภาพออโธกราฟกท่ีไดเปนดังรูปท่ี 5.17
นั่นคือประกอบดวยภาพดานหนา ภาพดานขวาและภาพดานลาง แกน isometric ท่ีเลือกก็ควรมี
ลักษณะเปนตรารถเบนซในรูปแบบปกติดังแสดงในรูปดานขวานั่นเอง สําหรับกรณีอื่น ๆ เชน ภาพ
ออโธกราฟกที่ไดประกอบไปดวยภาพดานหนา ภาพดานซายและภาพดานบน หรือประกอบไปดวย
ภาพดานหนา ภาพดานซายและภาพดานลาง ก็ขอใหผูเรียนลองพิจารณาดวยตนเองวารูป
isometric ท่ีจะวาดน้ันควรมีลักษณะเปนเชนใด ผนังดานไหนควรใชในการแสดงภาพดานหนา หรือ
ผนังดานใดควรจะแสดงภาพดานขาง
รูปท่ี 5.16 การเลอื กแกน isometric เมอื่ ภาพออโธกราฟก ประกอบดวย
ภาพดานหนา ดานขวาและภาพดา นบน
รปู ท่ี 5.17 การเลอื กแกน isometric เมื่อภาพออโธกราฟก ประกอบดวย
ภาพดา นหนา ดานขวาและภาพดานลา ง
138 Fundamental of Engineering Drawing
ขั้นตอนที่ 2 สเก็ตชรูปกลองที่สามารถบรรจุวัตถุท่ีตองการวาดไดพอดี โดยใชเสนรางและมี
รูปรางตามแกน isometric ที่เลือกในข้ันตอนที่ 1 สวนขนาดของกลองนั้นก็ใหนําขอมูลจากภาพ
ออโธกราฟกท่ีไดมาพิจารณา แตเพื่อความรวดเร็วในการสเก็ตชก็ไมจําเปนตองใชขนาดท่ีแนนอนก็
ได เพียงแตรักษาสัดสวนของกลองใหถูกตองตามภาพออโธกราฟกก็พอ เชนภาพออโธกราฟกของ
วัตถุใหขอมูลวา วัตถุกวาง 10 หนวย สูง 5 หนวย และลกึ 2.5 หนวย ภาพกลอง isometric ท่ีตอง
สเก็ตชนั้นก็ควรมีสัดสวน กวาง:สูง:ลึก เทากับ 4:2:1 โดยประมาณดวย ดังตัวอยางท่ีแสดงในรูปที่
5.18 จากรูปจะเห็นวาภาพออโธกราฟกของวัตถุน้ีมีขนาดความกวาง:สูง:ลึก เทากับ W:H:D ดังนั้น
ภาพกลอง isometric ที่จะวาดอาจมีขนาดความกวาง ความสูงและความลึกเปน 0.5W, 0.5H และ
0.5D หรอื 1.5W, 1.5H และ 1.5D ตามลําดบั ก็ได
รูปท่ี 5.18 การสเก็ตชภ าพกลอง isometric ทมี่ สี ดั สวนตามภาพออโธกราฟก
Pictorial Sketching 139
ขน้ั ตอนที่ 3 รางภาพออโธกราฟกแตละภาพไปบนผนังของกลอง isometric ตามตําแหนงท่ี
ถูกตอง ยกตัวอยางภาพออโธกราฟกดังรูปที่ 5.19 จากขอมูลบนภาพเมื่อนํามาสเก็ตชกลองตาม
ข้ันตอนท่ี 2 จะไดกลอง isometric ดังรูปท่ี 5.20 จากน้ันใหนําภาพออโธกราฟกดานหนาสเก็ตชลง
ไปบนผนังกลองดานหนาดังรูปท่ี 5.21 จากนั้นนําภาพดานขวาสเก็ตชลงไปบนผนังกลองดานขวา
(รูปที่ 5.22) และสุดทายก็สเก็ตชภาพดานบนลงบนผนังกลองดานบนดังแสดงในรูปท่ี 5.23 จาก
การสเก็ตชภาพออโธกราฟกลงบนผนังกลองจะเห็นวาถาเสนในภาพออโธกราฟกเปนเสนนอนหรือ
เสน ดิ่งแลวเสนเหลานั้นจะเปนเสนท่ีวางตัวขนานกับแกน isometric บนภาพ isometric เสมอ ดังน้ัน
การลากเสนใหขนานกับแกน isometric เชนนี้เปนเร่ืองสําคัญมากเพราะจะเปนตัวคอยควบคุมวา
ภาพ isometric ทส่ี เก็ตชน ั้นจะสวยงามหรอื ไม เพราะฉะนั้นควรฝกลากเสนขนานไวบอย ๆ
รปู ที่ 5.19 ภาพออโธกราฟกตวั อยา ง
รูปที่ 5.20 ภาพกลอง isometric รปู ท่ี 5.21 สเก็ตชภาพดานหนาบนผนงั กลอง
รูปท่ี 5.22 สเก็ตชภาพดานขวาบนผนังกลอ ง รปู ท่ี 5.23 สเกต็ ชภ าพดานบนบนผนงั กลอ ง
140 Fundamental of Engineering Drawing
ขน้ั ตอนที่ 4 วิเคราะหความสัมพันธระหวางเสนหรือพ้ืนที่ ๆ ปรากฎในภาพออโธกราฟกทุก ๆ
ภาพวา มคี วามสมั พนั ธกนั อยา งไร เชน เม่ือเราเหน็ เสน ประในภาพ ๆ หนงึ่ ก็นาจะคิดตอไดวามันตอง
มาจากพ้ืนผิวใดที่ถูกซอนอยูแน แตพื้นผิวนั้นจะมีลักษณะเชนใดก็ตองมองหาในภาพดานขางเคียง
หรือเม่ือมองภาพออโธกราฟกแลวเห็นชองท่ีเปนรองทะลุไปตลอดแนวของวัตถุ ก็จะไดรูวาบริเวณ
ดังกลาวในภาพ isometric ท่ีตองการวาดจะตองไมมีเน้ือของวัตถุ (เนื่องจากเปนรองทะลุไปแลว
นั่นเอง) ยกตัวอยางภาพออโธกราฟกในรูปท่ี 5.24 (ตัวอยางเดียวกันกับขั้นตอนท่ี 3) จากรูปเม่ือดูที่
ภาพดานขวาจะเห็นวาบริเวณขวาลางเปนสวนที่ไมมีเน้ือของวัตถุอยูตลอดความลึก ดังนั้นภาพ
isometric ก็ควรมลี กั ษณะดงั แสดงในรปู ขวาสุดของรปู ท่ี 5.24
รปู ที่ 5.24 ภาพ isometric เม่อื ดานขวาลางในภาพออโธกราฟก ดานขวาเปนชอ งวาง
รปู ที่ 5.25 ภาพ isometric เม่อื บรเิ วณกลางลางในภาพออโธกราฟก ดานขวาเปน ชอ งวาง
รปู ที่ 5.26 ภาพ isometric เมือ่ บริเวณกลางบนในภาพออโธกราฟก ดานหนาเปนชอ งวา ง
Pictorial Sketching 141
รูปที่ 5.27 ภาพ isometric สดุ ทา ยของภาพออโธกราฟกตัวอยาง
จากนนั้ พิจารณารปู ดานขวาของภาพออโธกราฟกตออีกครัง้ จะเหน็ วา บรเิ วณตรงกลางดา นลา งของ
ภาพ (แสดงดวยวงสเี ขยี วในรปู ท่ี 5.25) ก็เปน บริเวณท่ไี มมเี นื้อวัตถุตลอดแนวอีกเชน เดียวกัน จงึ ทาํ
ใหไดภาพ isometric ดังแสดงในรปู สุดทา ยของรปู ที่ 5.25 คราวน้ลี องมาพิจารณาทภี่ าพดานหนา
ของภาพออโธกราฟก บาง พบวาบรเิ วณดานบนตรงกลางกเ็ ปนรอ งเชนเดยี วกัน (แสดงดว ยวงสสี ม
ในรูปที่ 5.26) ซงึ่ ภาพ isometric ที่ไดก ็จะมีลักษณะดงั ทแ่ี สดงในรปู ท่ี 5.26 สดุ ทายกลบั มาพจิ ารณา
ท่ภี าพดา นขวาของภาพออโธกราฟกอีกครง้ั พบวา ยงั บริเวณดานบนซา ยของรปู กเ็ ปนบรเิ วณทีไ่ มม ี
เนื้อวตั ถอุ กี ทาํ ใหรูป isometric ของวัตถนุ ้มี ลี ักษณะดังแสดงในรปู ท่ี 5.27
ขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนสุดทายก็เปนเพียงการลากเสนทึบเพื่อสรางภาพ isometric ใหสมบูรณเทา
นั้นเอง ขอยํ้าอีกคร้ังวา เสน รางทีล่ ากไวไ มจ ําเปน ตองลบออก แตต องลากดวยเสนท่ีเบา ๆ เทา นน้ั
การสเก็ตชภาพ isometric เชนน้ีจะเห็นวามีหลักการใหปฏิบัติตามเปนขั้นเปนตอนและไมต องอาศัย
ฝมือทางดานศิลปะมากนัก (อาศัยการลากเสนขนานใหขนานจริง ๆ เทาน้ัน) แตอาศัยประสบการณ
และการฝกฝนเพ่ือท่ีจะไดวิเคราะหภาพในรูปแบบอื่น ๆ ไดอยางคลองแคลว ขอย้ําวาตองอาศัยการ
ฝก ฝนและทดลองทาํ ดวยตนเองบอ ย ๆ เพราะเปน ทักษะทจี่ าํ เปน สาํ หรับวศิ วกรทุกคน
จากตัวอยางขางตนจะพบวาถาเสนในภาพออโธกราฟกเปนเสนนอนหรือเสนดิ่ง เสน
เหลาน้ีเมื่อไปปรากฎในภาพ isometric แลวก็จะกลายเปนเสนที่ขนานกับแกน isometric เสมอ และ
สามารถนําขนาดจริงที่เห็นในภาพออโธกราฟกไปใชวาดไดเลย แตถาในภาพออโธกราฟกท่ี
พิจารณาอยนู ้ันมเี สนทไี่ มใ ชเสนนอนหรือเสนดงิ่ เราจะเรยี กเสน น้ันวา nonisometric line ซง่ึ การวาด
ภาพ isometric ของเสนชนิดน้ีไมสามารถลากไดตรง ๆ เหมือนกับเสนที่เปน isometric line แต
จะตองอาศัยตําแหนงจุดเริ่มตนและจุดสุดทายของเสนเพ่ือบอกแนวของการวาด โดยตําแหนง
จุดเร่ิมตนและจุดสุดทายสามารถวัดระยะเปนจุดพิกัดในแนวนอนและแนวด่ิง โดยจะเทียบกับจุดใด
จุดหน่ึงในภาพออโธกราฟกก็ได จากน้ันนําระยะจุดพิกัดท่ีไดไปกําหนดจุดเริ่มตนและจุดสุดทายบน
142 Fundamental of Engineering Drawing
ภาพ isometric โดยตองวัดระยะไปตามแกน isometric เทานั้น เพื่อใหเขาใจหลักการท่ีกลาวมา
ไดมากข้ัน ใหศ กึ ษาจากตัวอยา งในรูปท่ี 5.28 จากรูปเปนภาพออโธกราฟกดานหนาและดานบนของ
วัตถุชิ้นหน่ึง ซ่ึงจะเห็นไดวาในภาพดานหนามีเสนท่ีไมใชเสนนอนและเสนดิ่งอยู 2 เสน ดังนั้น
ขั้นตอนการเขียนภาพ isometric น้ีจะเร่ิมจากการสเก็ตชกลองที่สามารถบรรจุวัตถุนี้ข้ึนมากอนดัง
แสดงในรูปที่ 5.29
รปู ที่ 5.28 ภาพออโธกราฟกทีม่ ี nonisometric line รูปที่ 5.29 ภาพสเกต็ ชกลอ ง isometric
คราวน้ีถาตองการลากเสน nonisometric line ก็ตอ งพิจารณาจดุ เริม่ ตนและจดุ สดุ ทายของเสนนั้นบน
ภาพออโธกราฟกกอน จากภาพออโธกราฟกของวัตถุในรูปท่ี 5.30ก จะเห็นวาเสน nonisometric
line เสนดานขวาจะเริ่มตนจากจุดสีเขียวที่มุมขวาบนและมาส้ินสุดท่ีจุดสีฟา โดยจุดสีฟาน้ีมีระยะ
พิกัดท่ีเม่ือวัดจากมุมลางซาย (จุดสีชมพู) ไปตามแนวนอนจะมีระยะเทากับ x และมีระยะเทากับ y
ในแนวดิ่ง เมื่อไดขอมูลเชนน้ีแลวก็ใหไปกําหนดจุดพิกัดดังกลาวบนภาพ isometric ตอไปดังแสดง
ในรปู ท่ี 5.30ข เชนเดียวกบั จดุ สเี หลือง-แดงที่เปนจุดพิกัดสุดทายของเสน nonisometric line อีกเสน
เม่ือไดจุดเริ่มตนและจุดสุดทายของเสน nonisometric line เชนนี้แลวก็ลากเสนตรงเช่ือมระหวางจุด
ทง้ั สองได และเมื่อลากเสน อื่น ๆ ตอ ก็จะไดภ าพ isometric สดุ ทายดงั แสดงในรปู ท่ี 5.31
(ก) (ข)
รปู ที่ 5.30 การกาํ หนดจุดพิกดั ของเสน nonisometric line
Pictorial Sketching 143
รูปท่ี 5.31 ภาพ isometric เมือ่ มเี สน nonisometric line
รูปที่ 5.32 ตวั อยางที่ 2 ของวัตถทุ ่มี ีเสน nonisometric line
รูปท่ี 5.33 ตัวอยางที่ 3 ของวัตถทุ ม่ี ีเสน nonisometric line
144 Fundamental of Engineering Drawing
สวนรูปท่ี 5.32 – 5.33 เปนตัวอยางของวัตถุท่ีมีเสน nonisometric line เหมือนกัน ซึ่งผูเรียนควร
ทดลองฝกฝนการสเก็ตชภาพ isometric เพ่ิมเติมดวยตนเอง ขอที่ตองเนนยํ้าอีกคร้ังหน่ึงเม่ือ
ตองการสเก็ตชภาพ isometric ใหไดดี สวยงาม ดูแลวไมบิดเบ้ียวก็คือ เสนท่ีเปนเสนนอน
หรือเสนดิ่งในภาพออโธกราฟกจะตองถูกเขียนใหขนานกับแกน isometric เสมอ ดังนั้น
ผูเรียนจึงควรฝกการลากเสนใหขนานกับแกน isometric อยูเสมอ สวนรูปท่ี 5.33 มีขอสังเกตุ
เพิ่มเติมอีกประการหน่ึงคือรูวงกลมที่เห็นในภาพออโธกราฟกกลับกลายเปนวงรีเมื่ออยูในภาพ
isometric ซ่ึงในหัวขอ ถัดไปจะแสดงขัน้ ตอนการวาดวงรีเชน นบ้ี นภาพ isometric
5.6 การเขียนวงรใี นภาพ isometric
เน่ืองจากถาวงกลมไมไดวางตัวอยูบนระนาบที่ตั้งฉากกับทิศทางการมองของเราแลว
วงกลมน้ันจะปรากฎเปนวงรีใหเราเห็น ซึ่งผูเรียนสามารถทดลองไดดวยตนเองโดยหยิบเหรียญ
ข้ึนมาเหรียญหนึ่ง ซึ่งถามองตั้งฉากกับดานหนาของเหรียญ (ดานท่ีเปนวงกลม) เราก็จะเห็นเหรียญ
น้ันเปนวงกลม แตถาลองหยิบเหรียญขึ้นมาแลวจับใหเหรียญนั้นเอียงทํามุมกับแนวการมองของตา
เรา จะเห็นไดวา เหรียญน้ันจะปรากฎเปน รูปวงรี เชนเดยี วกับรเู จาะทเ่ี กิดขึน้ บนผนงั ของวัตถุ ซึ่งตาม
หลักการสรางภาพ isometric แลวทิศทางการมองเพ่ือใหไดภาพ isometric น้ันจะไมต้ังฉากกับผนัง
ของวัตถุ จึงทําใหรูเจาะบนผนังปรากฎเปนรูปวงรีในภาพ isometric นั่นเอง การสรางวงรีในภาพ
isometric น้ันสามารถทําไดหลายวิธี แตวิธีที่จะนําเสนอตอไปนี้เปนวิธีท่ีเรียกวา four-center ellipse
วิธกี ารนี้เปนการสรางรปู วงรโี ดยประมาณเทาน้ัน ทําใหรูปวงรีท่ีไดจะผิดไปจากรูปรางของวงรีจริง ๆ
อยูบางแตก็แตกตางกันเพียงเล็กนอยเทานั้นดังแสดงในรูปท่ี 5.34 และเนื่องจากขั้นตอนการสราง
วงรีดวยวิธีนี้งายตอการจดจํา จึงทําใหเปนที่ยอมรับและนิยมใชในการสรางวงรีเม่ือตองการเขียน
ภาพ isometric นั่นเอง
รปู ที่ 5.34 ความแตกตา งของวงรจี ริง ๆ กบั วงรีทว่ี าดดว ยวิธี four-center
Pictorial Sketching 145
ขน้ั ตอนการเขียนวงรีดว ยวิธี four-center
1. กําหนดตําแหนงของจุดศูนยกลางวงรีท่ีจะวาดโดยลากเสนรางสองเสนท่ีขนานกับแกน
isometric และตัดกนั ทจ่ี ุดศนู ยก ลางวงรีท่ตี องการ
2. สรางรูปส่ีเหลี่ยมขนมเปยกปูนดวยเสนราง โดยมีความยาวแตละดานเทากับเสนผาศูนยกลาง
ของวงกลม (ขนาดเสนผาศูนยก ลางวงกลมใหด จู ากภาพออโธกราฟก)
3. ท่ีก่ึงกลางดานของส่ีเหล่ียมขนมเปยกปูน ใหลากเสนตั้งฉากออกไปจนกวาจะตัดกัน ซ่ึงจะเกิด
จุดตัดทั้งหมดสี่จุด โดยมีจุดตัดสองจุดอยูกลางรูปและอีกสองจุดอยูใกลกับมุมปานของรูป
ส่เี หลย่ี มขนมเปย กปูน
4. ใชจดุ ตดั ทอ่ี ยใู กลก ับมมุ ปานเปนจุดศูนยกลางแลวลากสวนโคงรัศมี R (มีขนาดเทากับระยะจาก
จดุ ตดั นั้นไปยังจุดกงึ่ กลางดานทเี่ สนทตี่ ัดกนั ลากมา)
5. ใชจุดตดั ท่อี ยูในรปู เปนจุดศูนยก ลางเพ่อื ลากสวนโคงขนาดเล็กที่มรี ศั มี r ใหเ ชื่อมตอกับสวนโคง
ในขอ 4 กจ็ ะไดว งรตี ามตอ งการ
ขนั้ ตอนที่ 1
ข้นั ตอนที่ 2 ขนั้ ตอนท่ี 3
RR rr
ขัน้ ตอนท่ี 4 ขั้นตอนท่ี 5
รปู ที่ 5.35 ขั้นตอนการวาดวงรีดว ยวธิ ี four-center
146 Fundamental of Engineering Drawing
ปกตแิ ลวข้ันตอนขางตนจะใชเมื่อตองการเขียนภาพ isometric ดวยเคร่ืองมือเขียนแบบเทานั้น แตก็
สามารถนํามาประยุกตใชเมื่อตองการสเก็ตชภาพไดดวยเชนเดียวกัน โดยในการสเก็ตชภาพนั้น
ข้ันตอนท่ี 1 และ 2 ก็สามารถทําไดเหมือนเดิมเพียงแตเปลี่ยนเปนการสเก็ตชเทานั้นเอง สวน
ข้ันตอนท่ี 3 ก็ใหเปล่ียนเปนลากเสนตรงจากมุมปานไปยังก่ึงกลางดานตรงขามทั้งสองดานและทํา
เชนนก้ี ับมุมปา นอกี ดานหนึ่งดว ย ซึง่ กจ็ ะไดจดุ ตดั ท่เี ปน จดุ ศูนยก ลางของสวนโคง เชนเดียวกับการใช
เคร่ืองมือ สําหรับข้ันตอนท่ี 4 และ 5 ใหทําการสเก็ตชสวนโคงโดยกะประมาณเอาจากตําแหนงของ
จุดศูนยกลางท่ีไดจากจุดตัดของเสนในข้ันตอนที่ 3 และขนาดของรัศมีสวนโคงดังที่แสดงในรูปท่ี
5.35 ซึ่งการเขียนสวนโคงเพ่ือใหไดรูปวงรีที่สวยงามน้ันตองอาศัยการฝกฝนอยูพอสมควร ซึ่งเม่ือ
ฝก ฝนจนเกิดความชํานาญแลวก็สามารถท่ีจะสเกต็ ชภ าพวงรโี ดยลดข้ันตอนที่ 3 ลงก็ได
การสเก็ตชภาพวงรีที่แสดงมาแลวนั้นใชสําหรับกรณีที่มีรูเจาะอยูบนผนังกลองดานบน
เทาน้ัน แตถามีรูเจาะอยูบนผนังกลองดานอื่น ๆ ภาพวงรีที่ไดก็จะมีลักษณะที่แตกตางกันออกไป
โดยที่ข้ันตอนการวาดยังคงเหมือนเดิมเพียงแตการข้ึนรูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูนจะไมเหมือนกัน รูป
ที่ 5.36 แสดงลกั ษณะของส่เี หลีย่ มขนมเปยกปนู และวงรที เี่ กิดข้ึนบนผนังกลองดานตาง ๆ ซ่ึงจะเห็น
วาวงรีในภาพ isometric จะมีอยูแค 3 รูปแบบน้ีเทานั้น ดังนั้นผูเรียนจึงนาจะจดจํารูปแบบของวงรี
บนผนงั กลองดานตาง ๆ นไี้ ด ขอยํ้าอกี คร้งั วา มแี ค 3 รูปแบบเทา น้นั
รปู ที่ 5.36 ลักษณะของรเู จาะบนผนงั ดานตาง ๆ ทป่ี รากฎเปนวงรบี นภาพ isometric
รปู ท่ี 5.37ก แสดงตัวอยางภาพออโธกราฟก ของวัตถทุ ีม่ ีรูเจาะ ดังนนั้ เม่ือเขียนภาพ isometric แลวก็
จะไดภาพดังท่ีแสดงในรูปที่ 5.37ข สําหรับตัวอยางนี้มีขอสังเกตุเพิ่มเติมคือ เมื่อวาดวงรีเพ่ือแสดง
ขอบของรูวงกลมบนผนงั ดา นหนา ในภาพ isometric แลวและเนื่องจากในภาพออโธกราฟกจะเห็นวา
วัตถุมีความหนาไมมากนักจึงตองวาดสวนของวงรีเพิ่มเติมเพ่ือแสดงขอบของรูบนผนังดานหลังดวย
Pictorial Sketching 147
โดยระยะหางระหวางสวนของวงรีท่ีวาดเพิ่มกับวงรีเดิมน้ันตองมีคาเทากับความหนาของวัตถุ โดย
ถา วัตถทุ ่พี ิจารณาอยูน้ันมคี วามหนามากขึ้นระยะหา งดงั กลาวกจ็ ะตองมากข้ึนดวย และถาความหนา
ของวัตถุมากขึน้ ถึงระดับหนึ่งก็จะทําใหบางสวนของวงรีท่ีตองวาดนั้นถูกซอนอยูหลังวัตถุดังแสดงใน
รูปท่ี 5.38
ขอบรดู า นหลัง
ระยะหาง (วัดระยะตาม
แนวแกน isometric)
ระหวางวงรีตองเทา กับ
ความหนาของวัตถุ
(ก) (ข)
รูปท่ี 5.37 การวาดสว นของวงรบี นภาพ isometric เพอ่ื แสดงความหนาของวัตถุ
รูปที่ 5.38 ตวั อยา งของวตั ถทุ ่ีมคี วามหนาจนกระทัง่ ไมเห็นขอบของรดู านหลัง
5.7 การเขียนสวนโคง ใด ๆ ในภาพ isometric
ในบางกรณีบางสวนของวัตถุจะประกอบไปดวยสวนโคงใด ๆ ดังแสดงในรูปที่ 5.39ก
ซึ่งการเขียนสวนโคงเชนนี้บนภาพ isometric ตองอาศัยการกําหนดจุดพิกัดบนเสนโคงน้ันในรูป
ออโธกราฟกกอนดังแสดงดวยจุดสีเขียวในรูปท่ี 5.39ก (ยิ่งกําหนดมากก็จะไดสวนโคงท่ีสวยมากแต
กเ็ สียเวลามากเชนเดียวกนั ) จากนน้ั สง ผา นขอ มลู ของจุดพกิ ัดดงั กลาวมายงั ภาพ isometric แลวคอย
148 Fundamental of Engineering Drawing
ลากเสนเชอื่ มจดุ เหลานั้นเขาดว ยกนั กจ็ ะไดภาพ isometric ของวัตถุท่ีมีสวนโคงใด ๆ ตามท่ีตองการ
ดังแสดงในรูปท่ี 5.39ข
(ก) (ข)
รูปที่ 5.39 การวาดสวนโคง ใด ๆ บนภาพ isometric
5.8 การเขยี นภาพ oblique
ในตอนตนของบทนี้ไดอธิบายชนิดของภาพ oblique แบบตาง ๆ ไปแลว ซ่ึงแบบท่ีเรา
จะใชคือแบบ cabinet และมุมเอียงเพ่ือแสดงความลึกของวัตถุเทากับ 45 องศา ภาพวาดแบบ
oblique น้ีเหมาะสมกับวัตถุท่ีมีสวนโคงแบบวงกลมเยอะ ๆ เพราะการวาดภาพดวยวิธีน้ีถาจัดภาพ
ใหดีแลวสวนโคงท่ีตองการวาดจะสามารถวาดเปนวงกลมตามขนาดจริงไดเลย โดยไมตองวาดเปน
วงรีเหมือนวิธี isometric ดังตัวอยางการวาดรูปทรงกระบอกที่แสดงในรูปที่ 5.6 ดังน้ันถาวัตถุที่
ตองการวาดภาพ oblique มีวงกลมหรือสวนโคงของวงกลมเยอะ ๆ ก็ควรท่ีจะเลือกใหดานท่ีมีสวน
โคงน้ันหันออกเปนดานหนา เหมือนกับตัวอยางการวาดทรงกระบอกที่เลือกเอาดานวงกลมหัน
ออกมาดานหนา หรือดงั ตัวอยางทแี่ สดงในรปู ท่ี 5.40
รปู ที่ 5.40 การเลอื กเอาดา นทม่ี คี วามซบั ซอ นหรอื มวี งกลมมาก
เปน ภาพดานหนา ของการเขียนภาพภาพ oblique
Pictorial Sketching 149
อีกขอแนะนําหน่ึงเม่ือตองการวาดภาพ oblique ก็คือควรเลือกเอาดานยาวของวัตถุมาเปนภาพ
ดานหนาดังตัวอยางในรูปที่ 5.41ก-ข แตอยางไรก็ดีถาวัตถุท่ีจะวาดนั้นขัดแยงกันระหวางการเลือก
ดานยาวของวัตถุมาเปนภาพดานหนากับการเลือกสวนท่ีมีความซับซอนของวัตถุมาเปนภาพ
ดานหนาแลว ใหพิจารณาเลือกเอาสวนที่มีความซับซอมมาเปนภาพดานหนากอน เพราะภาพที่ได
จะดูสมจรงิ มากกวา และยงั วาดไดง า ยกวา ดวยดงั แสดงในรูปที่ 5.42
(ก) (ข)
รูปที่ 5.41 การเลอื กเอาดานยาวของวตั ถุมาเปน ภาพดานหนา ของภาพ oblique
รปู ที่ 5.42 ตวั อยางการเลอื กเอาดา นท่ีเปนสวนโคงมาเปน ภาพดา นหนา
5.9 ข้นั ตอนการสเกต็ ชภ าพ oblique
การสเก็ตชภ าพ oblique นนั้ ไมย ากแตตอ งอาศยั หลกั การและความเขาใจเกย่ี วกบั ระดบั
ความลกึ ของวตั ถุเล็กนอ ย กลาวคอื ถา วตั ถทุ ่จี ะวาดภาพ oblique นน้ั มรี ะดับความลกึ เดยี ว เชน
กลองสเี่ หล่ียมธรรมดา (รปู ท่ี 5.5) หรอื ทรงกระบอก (รปู ท่ี 5.6) หรือวัตถุที่มีภาพหนา ตดั ใด ๆ แตมี
ความลกึ เพียงระดบั เดียว กรณีเชน นีก้ ารวาดภาพ oblique สามารถทําไดโดยวาดภาพดานหนาของ
150 Fundamental of Engineering Drawing
วตั ถโุ ดยใชข นาดจรงิ ไดเ ลย แลว ลากเสน รางเฉียง 45 องศาเพ่อื แสดงแนวความลึกของวตั ถุ จากนั้น
ก็ลากเสน เขมเพอื่ แสดงแนวความลกึ ของวัตถจุ รงิ ๆ โดยใชข นาดความลกึ เพียงครง่ึ เดียว (วาดภาพ
แบบ cabinet) สดุ ทา ยก็ลากเสน ปด ทายใหขนานกับขอบรปู ดานหนาก็จะไดภาพ oblique ของวตั ถุ
ตามทีต่ องการดงั แสดงในรูปท่ี 5.43
รูปท่ี 5.43 ข้ันตอนการเขียนภาพ oblique ในกรณที ีว่ ตั ถมุ ีความลกึ เพยี งระดับเดยี ว
แตถาวัตถุท่ีตองการวาดภาพ oblique น้ันมีระดับความลึกหลายระดับ เชนภาพออโธกราฟกของ
วตั ถุท่ีแสดงในรูปท่ี 5.44ก จากภาพสามารถกลาวไดวาวัตถุน้ีมีความลึกสองระดับดวยกัน โดยระดับ
ความลึกแรกวัดจากขอบดานหนาสุดไปยังผนังรูปครึ่งวงกลมที่มีรูเจาะ สวนระดับความลึกท่ีสองก็จะ
วัดจากผนังรูปคร่ึงวงกลมท่ีมีรูเจาะไปยังผนังดานหลังสุดของวัตถุดังแสดงในรูปท่ี 5.44ข จากระดับ
ความลึกทัง้ สองนส้ี ามารถแจกแจงพ้ืนผิวของวัตถุที่เก่ียวของไดสามระดับดังแสดงในรูปท่ี 5.44ข อีก
เชนเดยี วกัน
ระดบั ที่ 2 ผิวที่ 3
ระดบั ที่ 1 ผิวท่ี 2
ผวิ ท่ี 1
(ก) (ข)
รูปที่ 5.44 ตวั อยางวัตถทุ มี่ ีระดบั ความลึกหลายระดบั
สวนข้ันตอนการวาดภาพ oblique หลังจากวิเคราะหรูปออโธกราฟกเชนน้ีไดแลว ใหเริ่มตนจากการ
สเก็ตชรูปกลองที่สามารถคลุมวัตถุทั้งหมดไดพอดีกอนดังแสดงในรูปท่ี 5.45 ซึ่งภาพที่แสดงนั้นเปน
การสเกต็ ชภาพกลอ งบนตารางสี่เหลี่ยมซ่ึงสามารถเทียบขนาดของหนึ่งชองบนตารางใหเทากับหน่ึง
Pictorial Sketching 151
ชอ งจากภาพออโธกราฟกไดเลย สวนความลึกน้ันใหประมาณวาแนวทแยงมุมของชองในตารางหนึ่ง
ชองมีคาเทากับความลึกในภาพออโธกราฟกหนึ่งชองดวย ดังนั้นจะเห็นจากภาพออโธกราฟกของ
วัตถุน้ีวามีความลึก 4 ชอง ซ่ึงถาเขียนภาพ oblique แบบ cabinet ก็จะใชความลึกเหลือเพียงสอง
ชองเทานั้นจึงทําใหภาพของกลองท่ีสเก็ตชมีความลึกเทากับสองชองในแนวทแยงมุมนั่นเอง และ
จากภาพของกลองท่แี สดงนน้ั ก็จะเห็นพื้นผิวทั้งสามระดับที่ไดวเิ คราะหไ วกอนแลวจากรูปท่ี 5.44ข
รูปที่ 5.45 สเกต็ ชภ าพกลองทีส่ ามารถคลมุ วตั ถุทัง้ หมดได
จากนั้นกลบั มาวเิ คราะหพ ้นื ผวิ ทัง้ สามบนภาพออโธกราฟก อกี ครัง้ จะเหน็ วาในบริเวณพ้ืนผิวที่ 1 น้ัน
จะประกอบไปดวยพ้ืนผิวสี่เหล่ียมผืนผาดังที่แสดงดวยสีเขียวในรูปที่ 5.46ก สวนพื้นผิวท่ี 2 ก็แสดง
ดวยพื้นผิวสีสมในรูปเดียวกัน แตพื้นผิวท่ี 3 ไมสามารถแสดงในภาพดานหนาของภาพออโธกราฟก
ไดเน่ืองจากเปนพ้ืนผิวท่ีอยูดานหลังสุดของวัตถุแตแสดงไดดวยเสนสีฟาในภาพดานบน เมื่อได
รปู รา งของพ้นื ผิวในแตละระดับแลว ก็ใหว าดรูปพื้นผิวนั้นลงในระดับท่ีถูกตองดังแสดงในรปู ท่ี 5.46ข
โดยใชขนาดจริงจากภาพออโธกราฟก ไดเลย ซงึ่ ภาพสเกต็ ชจริง ๆ ควรจะเปน ดังรูปที่ 5.47
แตละพนื้ ผิวจะถูกวาดดวยขนาดจรงิ
จากภาพออโธกราฟก
(ก) (ข)
รปู ท่ี 5.46 พ้นื ผิวในแตล ะระดับของวตั ถตุ วั อยา ง