152 Fundamental of Engineering Drawing
รปู ที่ 5.47 สเก็ตชพ ้นื ผวิ ในแตละระดบั ในตาํ แหนงที่ถูกตอง
รปู ท่ี 5.48 ลากเสน ทึบแสดงขอบของวตั ถุ
เมือ่ ไดเ สน รางเรยี บรอยแลว ก็ใหลงเสนทบึ เพื่อแสดงขอบของวัตถุ ซึ่งก็จะไดภาพ oblique ที่สมบูรณ
ตามตองการดังแสดงในรูปท่ี 5.48 อกี ตัวอยา งหนึง่ ของการเขยี นภาพ oblique จากภาพออโธกราฟก
ของวัตถุถูกแสดงไวใ นรูปท่ี 5.49 จากตวั อยางน้ีขอใหผูเรียนศึกษาและลองทําตามดวยตนเองเพ่ือให
เขา ใจขนั้ ตอนการเขยี นภาพ oblique มากย่ิงข้ึน
รูปท่ี 5.49 ตัวอยา งการเขยี นภาพ oblique จากภาพออโธกราฟก
Pictorial Sketching 153
รปู ท่ี 5.49 ตัวอยา งการเขยี นภาพ oblique จากภาพออโธกราฟก (ตอ)
5.10 บทสรปุ
ในบทน้ีกลาวถึงการเขียนภาพท่ีเรียกวาภาพพิคทอเรียลซึ่งภาพที่ไดจะมีลักษณะ
เหมือนภาพสามมิติทําใหผูอานแบบสามารถทําความเขาใจกับรูปรางของวัตถุไดงาย จากนั้นได
นําเสนอลักษณะของภาพพิคทอเรียลสองแบบดวยกัน โดยแบบแรกคือภาพแบบ axonometric ซึ่ง
สามารถแยกยอยออกไปไดอีกสามแบบแตเราเลือกใชแบบ isometric เพราะสามารถวาดไดงายกวา
และเห็นรายละเอียดในดานตาง ๆ ของวัตถุไดชัดเจนกวา สวนแบบท่ีสองของภาพพิคทอเรียลที่
กลาวถึงคือภาพแบบ oblique ซึ่งก็แบงยอยออกเปนสองแบบ แบบแรกใชความลึกของวัตถุจริงใน
การเขียนภาพซ่ึงจะเรียกวาภาพชนิด cavalier แตถาใชความลึกของวัตถุเพียงแคคร่ึงเดียวในการ
เขียนภาพก็จะเรียกวาภาพชนิด cabinet ซ่ึงเราเลือกใชภาพชนิดหลังนี้เน่ืองจากภาพที่ไดจะมีความ
สมจริงมากกวา อีกประเด็นหน่ึงของการเขียนภาพพิคทอเรียลใหสวยงามโดยเฉพาะการเขียนภาพ
แบบ isometric กค็ ือการเขยี นเสนใหข นานกับแกน isometric เม่ือเสนนั้นเปนเสนนอนหรือเสนด่ิงใน
ภาพออโธกราฟก จากนั้นไดแสดงการเขียนภาพของรูเจาะหรือขอบของวงกลมซึ่งเม่ือปรากฎใน
ภาพ isometric แลวจะกลายเปนวงรี ซ่ึงวงรีในภาพ isometric นี้จะปรากฎแตกตางกันไดสามแบบ
เทาน้ัน ซึ่งผูเรียนควรจะตองจดจําลักษณะของวงรีในแบบตาง ๆ น้ีใหได หัวขอถัดไปเปนการแสดง
การเขียนภาพ oblique ซ่ึงในกรณีของภาพแบบ oblique นี้ ถาเลือกมุมมองไดเหมาะสมแลวสวนใด
ก็ตามที่มีลักษณะเปนวงกลมจะสามารถวาดเปนรูปวงกลมไดเลยไมตองวาดเปนวงรีเหมือนภาพ
isometric ซึ่งก็จะสะดวกมากกวา ถึงแมวาภาพแบบ isometric จะใหภาพที่ดูสวยงามมากกวาและ
สมจริงมากกวา ก็ตาม ผูเรียนกค็ วรท่ีจะฝกฝนการเขยี นภาพทัง้ สองแบบใหไดคือแบบ isometric และ
แบบ oblique ใหเกดิ ความชํานาญ
154 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝก หัด
1. จงสเก็ตชภาพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟก ที่กาํ หนดให
Pictorial Sketching 155
2. จงสเกต็ ชภ าพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกทก่ี าํ หนดให
156 Fundamental of Engineering Drawing
3. จงสเกต็ ชภาพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกท่กี าํ หนดให
Pictorial Sketching 157
4. จงสเกต็ ชภ าพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกทก่ี าํ หนดให
158 Fundamental of Engineering Drawing
5. จงสเกต็ ชภาพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกท่กี าํ หนดให
Pictorial Sketching 159
6. จงสเกต็ ชภ าพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกทก่ี าํ หนดให
160 Fundamental of Engineering Drawing
7. จงสเกต็ ชภาพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกท่กี าํ หนดให
Pictorial Sketching 161
8. จงสเกต็ ชภ าพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกทก่ี าํ หนดให
162 Fundamental of Engineering Drawing
9. จงสเกต็ ชภาพ isometric และ oblique จากภาพออโธกราฟกท่กี าํ หนดให
บทที่ 6
การอานภาพออโธกราฟก
หัวขอที่จะกลาวถึงในบทน้ีถือไดวาเปนสวนสําคัญท่ีสุดสวนหน่ึงในวิชาการเขียนแบบ
เพราะในฐานะที่เปนวิศวกร และถึงแมวาวิศวกรผูน้ันจะไมชํานาญการเขียนแบบ แตก็ตองมี
ความสามารถในการอานแบบใหได เพราะในระหวางการทํางานไมวาจะทํางานดานการออกแบบ
การบาํ รงุ รักษาระบบ การติดตอสื่อสารกับวิศวกรหรือชางคนอ่ืน ๆ ก็ตาม ลวนแลวแตตองอาศัยการ
อานแบบวิศวกรรมทั้งส้ิน ซ่ึงในหัวขอถัด ๆ ไปในบทนี้ผูเรียนจะไดเห็นตัวอยางและแนวความคิดใน
การอา นภาพออโธกราฟก ใหเ ขา ใจ
6.1 ความหมายของการอา นภาพออโธกราฟก
การอานภาพออโธกราฟกน้ันเปนกระบวนการยอนกลับกับกระบวนการท่ีอธิบายไวใน
บทท่ี 3 (การเขียนภาพออโธกราฟก) โดยในบทที่ 3 นั้นผูเขียนภาพจะเห็นภาพพิคทอเรียลของวัตถุ
กอนแลวจึงเขียนภาพในแตละมุมมองออกมา ซ่ึงภาพท่ีไดจะเรียกวาภาพออโธกราฟก แตในบทนี้
ผเู รียนจะไดภ าพออโธกราฟกของวัตถุกอน จากนั้นตองอาศัยความรูที่ไดเรียนมาเก่ียวกับพ้ืนผิวของ
วัตถุวา เมื่อพื้นผิวนั้นถูกฉายภาพในระบบออโธกราฟกแลวพื้นผิวน้ันจะปรากฎเปนรูปลักษณะ
เชนใดในภาพที่เห็น แลวใชความเขาใจเชนน้ันในการอธิบายภาพกลับไปเปนพ้ินผิวในสามมิติใหได
ดังแสดงในรูปที่ 6.1 การที่ผูเรียนจะสามารถอานภาพออโธกราฟกกลับไปเปนภาพสามมิติไดดีน้ัน
จาํ เปน ตองอาศยั องคป ระกอบหลาย ๆ ประการดวยกัน เชน อาศัยประสบการณสวนตัวตั้งแตยังเด็ก
อาศัยการฝกฝนและจดจําลักษณะของพ้ืนผิวในแบบตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนจากการเขียนภาพออโธกราฟก
และสุดทายตองอาศัยความชํานาญในการสเก็ตชภาพพิคทอเรียลดวย เพราะเม่ือผูอานแบบอาน
ภาพออโธกราฟกไดเขาใจแลว ผูอานแบบก็ควรจะเห็นภาพของวัตถุนั้นในแบบสามมิติเกิดขึ้นใน
สมองของผูอานแบบเอง แตอยางไรก็ดีผูอานแบบก็ควรมีความสามารถในการสเก็ตชภาพที่ตนเอง
164 Fundamental of Engineering Drawing
เห็นในสมองออกมาเปนรูปบนกระดาษไดดวย เพื่อจะไดใชในการส่ือสารกับวิศวกรผูอื่นตอไป แตใน
บางคร้งั เม่ือผอู า นแบบไดอานภาพออโธกราฟกแลว ก็ยังไมสามารถเห็นลักษณะสามมิติของวัตถุน้ัน
ได ก็มีความจําเปนที่จะตองสเก็ตชภาพพิคทอเรียลของวัตถุน้ันอยางคราว ๆ ออกมากอนโดยใช
ขอมูลเทาที่มีแลวคอยทําการปรับแตงรูปพิคทอเรียลของตนเองใหถูกตองตามภาพออโธกราฟกท่ี
เหน็ จนกวาจะไดภาพสามมิติของวัตถุทถี่ ูกตอง
Orthographic
Writing
Orthographic
Reading
รูปที่ 6.1 ความหมายของการเขยี นและอา นภาพออโธกราฟก
จากท่ีกลาวมาขางตนจะเห็นไดวาเปาหมายสุดทายของการอานภาพออโธกราฟกก็คือ ผูอานแบบ
ตองสเก็ตชภาพพิคทอเรียลของวัตถุออกมาใหได ทําใหเน้ือหาในบทน้ีมีความเก่ียวของกับบทกอน
หนานี้อยางมาก แตกอนท่ีจะไดกลาวถึงรายละเอียดของการอานภาพออโธกราฟก ก็จะขอทบทวน
แนวทางในการวางมุมมองของภาพออโธกราฟกบนภาพพิคทอเรียลดังที่แสดงไวแลวในบทที่ 5 แลว
อีกคร้ัง กลาวคือถาภาพออโธกราฟกที่ไดประกอบดวยภาพดานหนา ดานขวาและดานบนแลว
ภาพพคิ ทอเรียลท่ีจะวาดก็ควรวางตัวในลกั ษณะทแ่ี สดงในรปู ที่ 6.2
T.V.
F.V. R.S.V
รูปท่ี 6.2 การวางลักษณะของภาพพิคทอเรียลใหสอดคลอ งกับภาพออโธกราฟก
Orthographic Reading 165
หรือถาภาพออโธกราฟกประกอบไปดวยภาพดานหนา ดานซายและดานบน ภาพพิคทอเรียลท่ีจะ
วาดก็ควรมีลักษณะดังท่แี สดงในรูปท่ี 6.3
T.V.
L.S.V F.V.
รปู ท่ี 6.3 การวางลกั ษณะของภาพพคิ ทอเรียลใหสอดคลอ งกบั ภาพออโธกราฟก
6.2 การอานภาพออโธกราฟก ดว ยการวเิ คราะหจากวตั ถุเรขาคณติ พื้นฐาน
การอานภาพออโธกราฟกดวยวิธีนี้เหมาะท่ีจะใชกับวัตถุท่ีมีรูปรางอยางงายเทานั้น ไม
สามารถนาํ วิธีนไ้ี ปใชกบั วตั ถุรูปรางใด ๆ ไดต ลอด การอานภาพโดยการวิเคราะหจากวัตถุเรขาคณิต
น้ีจะใชแนวคิดที่วาวัตถุที่มีรูปรางใด ๆ นั้นจะถูกสรางข้ึนจากรูปทรงเรขาคณิตพ้ืนฐานทั้งสิ้น โดย
อาจจะถูกสรางขึ้นจากการนําเอารูปทรงเรขาคณิตเหลาน้ันมาเช่ือมตอกัน หรือเอารูปทรงเรขาคณิต
มาหักลบกนั กไ็ ด ดังตัวอยางท่ีแสดงในรูปท่ี 6.4
A
B
A+B A–B A∩B
รูปที่ 6.4 การใชร ปู ทรงเรขาคณิตพื้นฐานในการสรางวตั ถทุ ี่มีความซบั ซอนยงิ่ ข้นึ
166 Fundamental of Engineering Drawing
สําหรับรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานท่ีสามารถนํามาพิจารณาไดน้ันประกอบไปดวย ปริซึมสี่เหลี่ยม
ทรงกระบอก ทรงกระบอกของอากาศ (รูเจาะวงกลม) รูปทรงโคน ปริมิต หรือรูปทรงกลม ดัง
ตัวอยางทแี่ สดงในรปู ที่ 6.5 เปน ตน
รูปที่ 6.5 ตัวอยางรูปทรงเรขาคณติ พน้ื ฐานทส่ี ามารถนํามาสรา งวัตถุใด ๆ ได
ขน้ั ตอนการอานภาพออโธกราฟก
ข้นั ตอนในการอานภาพออโธกราฟกโดยการใชร ปู ทรงเรขาคณติ พืน้ ฐานมาชวยในการ
วเิ คราะหป ระกอบดว ยขั้นตอนดงั ตอ ไปนี้
1. ใหผูอานแบบพิจารณามุมมองท่ีไดจากภาพออโธกราฟกแลวตัดสินใจเลือกวา เม่ือ
ตองการจะสเก็ตชภาพพิคทอเรียลแลวจะจัดใหภาพดานหนาของวัตถุปรากฎใน
ทศิ ทางใด
2. ใหผูอานแบบพจิ ารณาพ้นื ผวิ แตละผิวในภาพออโธกราฟก แลว หาความสัมพันธของ
พ้ืนผิวน้ันกับภาพจากมุมมองอ่ืน ๆ เพ่ือหาใหไดวาพื้นผิวนั้นมีรูปรางหรือรูปทรง
เชนใด และใหทําเชนนี้กับทุก ๆ สวนในภาพออโธกราฟกจนไดองคประกอบของ
วัตถนุ นั้ ครบถว น
3. สรา งรปู ทรงเรขาคณิตจากขอมูลท่ไี ดใ นขอที่ 2
4. ประกอบช้ินสวนตาง ๆ เขาดวยกันตามขอมูลท่ีไดจากภาพออโธกราฟก เชน
ตาํ แหนง ของชิน้ สวน หรอื ขนาดของช้นิ สว นนนั้
เพอื่ ใหเ ขา ใจขัน้ ตอนการวิเคราะหภ าพออโธกราฟกดวยการใชรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานเชนนี้ไดมาก
ย่ิงข้ึน จึงขอยกตัวอยางภาพออโธกราฟกดังแสดงในรูปที่ 6.6 จากตัวอยางแรกน้ีใหพิจารณารูป
สเี่ หลีย่ มผนื ผา ท่ีอยูในภาพดา นหนา กอน จากนน้ั หาความสัมพันธวาส่ีเหลี่ยมผืนผาท่ีเห็นนี้มีลักษณะ
เชนใดในภาพขางเคียงบาง ซึ่งสามารถทําไดโดยการลากเสน projection (เสนลูกศรสีเขียว) จากรูป
สี่เหล่ียมผืนผาน้ันไปยังภาพขางเคียง ซ่ึงก็จะเห็นวาเสน projection นั้นจะไปหยุดอยูที่รูป
สี่เหลี่ยมผืนผาทั้งดานบนและดานขางดังแสดงดวยเสนสีแดงในรูปที่ 6.7ก จากขอมูลท้ังหมดเชนนี้
ผูอานก็ควรจะวิเคราะหตอไปวาวัตถุเรขาคณิตรูปแบบใดที่สามารถทําใหเกิดภาพส่ีเหลี่ยมผืนผา
เชนนี้เมื่อมองทางดานหนา ดานขวาและดานบน ซ่ึงจะพบวารูปทรงเรขาคณิตท่ีทําใหเกิดภาพ
Orthographic Reading 167
ดังกลาวไดตองเปนปริซึมสี่เหลี่ยมเทานั้นดังแสดงในรูปท่ี 6.7ข ตอไปพิจารณาสวนประกอบอ่ืนท่ี
เหลือคือรูปวงกลมในภาพดานบน เสนประคูในภาพดานหนาและภาพดานขวา ซึ่งเมื่อตรวจสอบ
ความสัมพันธระหวางสวนประกอบท่ีเหลือโดยใชเสน projection จะพบวาเสนประที่เห็นในภาพ
ดานหนาและภาพดานขวาก็คือขอบของรูวงกลมท่ีเห็นในภาพดานบนนั่นเองแตถูกบังอยูจึงตอง
แสดงดวยเสนประ สุดทายใหทําการประกอบสวนตาง ๆ นี้เขาดวยกันก็จะไดวัตถุที่มีลักษณะเปน
แทง ปรซิ ึมสี่เหล่ยี มและมีรวู งกลมอยตู รงกลางดงั แสดงในภาพท่ี 6.8ก-ข
รูปท่ี 6.6 ตัวอยา งแรกของการอา นภาพออโธกราฟกโดยการใชรูปทรงเรขาคณติ
(ก) (ข)
รปู ที่ 6.7 การหาความสัมพนั ธของพ้ืนผวิ ระหวางภาพและภาพพคิ ทอเรียลของพน้ื ผวิ นนั้
(ก) (ข)
รปู ที่ 6.8 การหาความสัมพนั ธข องพ้นื ผวิ ระหวา งภาพและภาพพคิ ทอเรยี ลสดุ ทายของวตั ถุ
168 Fundamental of Engineering Drawing
ตวั อยางที่สองมลี ักษณะคลา ยกับตัวอยางแรกดังแสดงในภาพออโธกราฟกรูปที่ 6.9 โดยขั้นตอนการ
วิเคราะหน้ันก็สามารถดําเนินการไดเชนเดียวกับท่ีแสดงในตัวอยางแรก ซ่ึงทําใหไดภาพพิคทอเรียล
สุดทา ยดังแสดงในรูปที่ 6.10 สวนรูปที่ 6.11 แสดงตัวอยางที่สามของภาพออโธกราฟกท่ีซับซอนข้ึน
แตยังสามารถวิเคราะหไดดวยกระบวนการเชนเดิม เร่ิมจากภาพรูปตัวแอลในภาพดานหนากอน
เม่ือลากเสน projection จากรูปตัวแอลนี้ไปภาพขางเคียงจะพบวาตัวแอลนี้เมื่อมองจากดานบนจะ
เห็นเปนสี่เหลี่ยมผืนผา แตเมื่อมองจากดานขวาจะพบวาท่ีปลายดานหน่ึงของตัวแอลมีลักษณะเปน
รูปคร่ึงวงกลมดังแสดงในรูปที่ 6.12ก ดังน้ันภาพพิคทอเรียลของวัตถุน้ีคือแทงรูปตัวแอลที่มีปลาย
ดานหน่ึงเปนรูปครึ่งวงกลมดังรูปท่ี 6.12ข องคประกอบถัดไปคือคือแทงทรงกระบอกท่ีถูกเจาะรูไม
ทะลุดังแสดงในรูปที่ 6.12ค ซ่ึงก็จะไดภาพพิคทอเรียลตามรูปท่ี 6.12ง และสุดทายรูปท่ี 6.12จ เปน
การวิเคราะหเก่ียวกับรูวงกลมในรูปแบบเชนเดียวกับในตัวอยางแรกและแสดงภาพพิคทอเรียล
สดุ ทา ยของวัตถุในรปู ที่ 6.12ฉ
รูปท่ี 6.9 ตัวอยางทสี่ องของการอานภาพออโธกราฟก โดยการใชร ปู ทรงเรขาคณติ
รปู ที่ 6.10 การวิเคราะหสว นตาง ๆ ภายในภาพออโธกราฟกแลว เขียนภาพพคิ ทอเรียล
Orthographic Reading 169
รปู ท่ี 6.11 ตวั อยา งที่สามของการอา นภาพออโธกราฟกโดยการใชร ปู ทรงเรขาคณติ
(ก) (ข)
(ค) (ง)
(จ) (ฉ)
รปู ที่ 6.12 การวเิ คราะหภ าพออโธกราฟก ในตวั อยา งท่สี ามเพ่ือเขยี นภาพพคิ ทอเรียล
170 Fundamental of Engineering Drawing
ตัวอยางสุดทายสําหรับการวิเคราะหภาพออโธกราฟกดวยรูปทรงเรขาคณิตแสดงไวในรูปที่ 6.13
สวนลําดับข้ันตอนการวิเคราะหน้ันไดแสดงในรูปท่ี 6.14ก-ง โดยจะเริ่มจากการวิเคราะหสวนเล็ก ๆ
ที่ยื่นออกมาจากรูปดานหนากอน ซึ่งแสดงไวดวยบริเวณสีสมในรูปท่ี 6.14ก และเม่ือลากเสน
projection ไปยังภาพขางเคียงแลวจะพบวาสวนเล็ก ๆ ที่ย่ืนออกมานี้มีลักษณะเปนรูปสี่เหลี่ยมใน
ภาพดา นหนาและภาพดานบน แตปรากฎเปนรูปสามเหล่ียมในภาพดานขวา จากขอมูลดังกลาวเม่ือ
วิเคราะหแลวจะพบวาสวนเล็ก ๆ ที่ย่ืนออกมานั้นตองเปนปริซึมสามเหลี่ยมดังแสดงในรูปที่ 6.14ข
เพียงกรณเี ดียวเทา น้นั
รูปที่ 6.13 ตวั อยางสดุ ทา ยของการอา นภาพออโธกราฟก โดยการใชร ปู ทรงเรขาคณิต
(ก) (ข)
(ค) (ง)
รปู ที่ 6.14 การวิเคราะหภาพออโธกราฟก ในตวั อยางสดุ ทายเพือ่ เขียนภาพพคิ ทอเรยี ล
Orthographic Reading 171
ถึงข้ันน้ีเราไดวิเคราะหสวนหนึ่งของรูปไปแลว จากน้ันก็ทําการวิเคราะหสวนท่ีเหลือคือภาพ
สี่เหล่ียมผืนผาสองรูปซอนกันดังแสดงดวยบริเวณสีฟาในภาพดานหนา จากนั้นลากเสน projection
ไปยังภาพขางเคียงซ่ึงจะพบวาภาพสี่เหล่ียมผืนผาสองรูปซอนกันในภาพดานหนาน้ันจะปรากฎเปน
รปู เชนเดียวกันในภาพดา นบน แตปรากฎเปนรปู ตวั แอลในภาพดานขวาดังแสดงในรูปที่ 6.14ค จาก
ขอ มูลที่มีจะไดวาวัตถุท่ีแสดงดวยบริเวณสีฟานั้นมีลักษณะเปนรูปตัวแอล (ขั้นบันได) ซ่ึงเม่ือรวมกับ
ปริซมึ สามเหลีย่ มทว่ี ิเคราะหกอนหนานแี้ ลว กจ็ ะทาํ ใหไ ดร ูปวตั ถุสดุ ทายดงั แสดงในรูปที่ 6.14ง
6.3 การอา นภาพออโธกราฟก ดว ยการวเิ คราะหจากพืน้ ผวิ ของวตั ถุ
การอานภาพออโธกราฟกดวยวิธีน้ีสามารถประยุกตใชกับวัตถุท่ีมีความซับซอนมาก
ยิ่งขึ้นได โดยผูอานภาพจําเปนตองใชความรูความเขาใจเกี่ยวกับการฉายภาพของพื้นผิววาเม่ือ
พ้ืนผิวเชนนี้ฉายภาพออกไปแลวจะปรากฎใหเห็นเปนรูปรางเชนใด เชน พ้ืนผิวเรียบธรรมดาเมื่อ
ฉายภาพไปแลว อาจเหน็ เปนเสนตรงเฉย ๆ หรือพ้ืนผิวโคงทรงกระบอกเมื่อฉายภาพไปแลวอาจเห็น
เปนสี่เหล่ียมผืนผาก็ได เปนตน เพราะถาผูอานภาพมีความรูหรือจดจํารูปแบบพื้นฐานของการฉาย
ภาพเชนนี้ไดแลว เมื่อเห็นภาพออโธกราฟกก็จะสามารถจินตนาการยอนกลับไดวาพ้ืนผิวน้ันนาจะมี
ลักษณะเปนอยางไรไดบางในสามมิติ ยกตัวอยางเชนเม่ือผูอานภาพเห็นรูปส่ีเหลี่ยมผืนผาในภาพ
ออโธกราฟก ก็ควรจินตนาการยอนกลับไดวาพ้ืนผิวที่เห็นเปนส่ีเหล่ียมผืนผานั้นอาจเกิดจากผนัง
ส่ีเหล่ียมผืนผาธรรมดา หรืออาจเกิดจากผนังส่ีเหล่ียมจัตุรัสที่เอียงทํามุมกับทิศทางการมองของเรา
ทําใหเราเห็นเปนสี่เหล่ียมผืนผา หรืออาจจะเกิดจากผนังโคงทระกระบอกก็ได แตการท่ีจะตัดสินใจ
วาพื้นผิวน้ันในสามมิติมีลักษณะเปนเชนใดก็ตองอาศัยขอมูลจากภาพขางเคียงของพ้ืนผิวน้ันดวย
ซ่ึงทําไดโดยการใชเสน projection นั่นเอง สําหรับขั้นตอนการอานภาพออโธกราฟกดวยวิธีน้ีมี
ขั้นตอนตา ง ๆ ดงั นี้
1. ใหผอู า นแบบพจิ ารณามุมมองที่ไดจากภาพออโธกราฟกแลวตัดสินใจเลือกวา เมื่อ
ตองการจะสเก็ตชภาพพิคทอเรียลแลวจะจัดใหภาพดานหนาของวัตถุปรากฎใน
ทิศทางใด
2. ใหผอู านแบบพิจารณาพน้ื ผวิ แตล ะผวิ ในภาพออโธกราฟก แลวหาความสัมพันธของ
พื้นผิวน้ันกับภาพจากมุมมองอ่ืน ๆ เพ่ือหาใหไดวาพ้ืนผิวนั้นมีลักษณะเชนใดเมื่อ
ตองสเก็ตชภาพนัน้ ในสามมติ ิ
3. สเกต็ ชพน้ื ผวิ นนั้ ๆ ลงในภาพพิคทอเรยี ล
4. ดาํ เนินการซาํ้ ขอ 2 และขอ 3 ใหครบทกุ พ้ืนผวิ จนไดภาพพิคทอเรยี ลทีส่ มบูรณ
172 Fundamental of Engineering Drawing
และเพื่อใหการวิเคราะหในข้ันตอนท่ี 2 ทําไดงายยิ่งขึ้น ก็จะขอแนะนําขอสังเกตุเพื่อชวยผูอานแบบ
ในการวิเคราะหเ มอ่ื ตองการอา นภาพออโธกราฟก ดังนี้
ขอ สงั เกตุขอที่ 1
ถามีพื้นผิวท่ีอยูติดกันแตไมไดอยูในระนาบเดียวกัน พ้ืนผิวเหลาน้ันเม่ือไปปรากฎใน
ภาพออโธกราฟกจะตองมีเสนแบงระหวางพื้นผิวเหลานั้นออกจากกันดังตัวอยางที่แสดงในรูปท่ี
6.15ก จากรูปเปนวัตถุที่มีลักษณะเปนกลองที่พื้นผิวดานบนแบงออกเปนสองระดับ สมมติใหพ้ืนผิว
ท่ีสูงกวาเรียกวาพ้ืนผิว A และพ้ืนผิวท่ีอยูตํ่ากวาเรียกวาพื้นผิว B ซ่ึงภาพออโธกราฟกที่ไดจากวัตถุ
ที่มีลักษณะเชนน้ีแสดงไวในรูปท่ี 6.15ข ซ่ึงจากภาพดานบนของภาพออโธกราฟกนี้จะเห็นวามี
เสน ตรงข้ันกลางระหวา งพนื้ ผิว A และพืน้ ผิว B
เสนขั้นระหวา งพ้ืนผิว
AB
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.15 พ้นื ผิวทต่ี างระดบั กันจะตอ งมีเสนขั้นเมอื่ เขียนภาพออโธกราฟก
แตในทางปฏิบัติเราจะเห็นแตภาพออโธกราฟกเทานั้นไมเห็นภาพพิคทอเรียลดังแสดงในตัวอยาง
ขางตน ดังนั้นเมื่อตองการอานภาพออโธกราฟกผูอานภาพทําไดแตเพียงตองตระหนักวาเม่ือเห็น
เสนขั้นระหวางพื้นผิวในภาพออโธกราฟกแลวจะตองจินตนาการเอาเองวาพื้นผิวที่จะตางระดับกัน
นั้นมีรูปรางลักษณะเชนใดในสามมิติไดบาง ดังตัวอยางท่ีแสดงในรูปที่ 6.16 จากตัวอยางสมมติให
ภาพท่ีแสดงน้นั เปนภาพดา นบนของวตั ถุชิน้ หนง่ึ จากภาพจะเหน็ วามีพน้ื ผวิ ทั้งหมดสามสวนดวยกัน
Top view B
C
A
รปู ท่ี 6.16 ตัวอยา งภาพออโธกราฟก สําหรบั ใชใ นการวเิ คราะหพน้ื ผวิ ทเี่ ปนไปได
Orthographic Reading 173
คือ A, B และ C แตละสวนถูกแบงดวยเสนตรงดังแสดงในภาพ จากขอมูลท่ีมีเพียงเทานี้เราสามารถ
กลา วไดอยางเดียววาวัตถุน้ีตองมีพื้นผิวที่ไมอยูในระนาบเดียวกันเลยสามระนาบ ซ่ึงทําใหวัตถุที่เรา
พิจารณาอยูนั้นสามารถเปนแบบใดแบบหน่ึงดังที่แสดงในรูปที่ 6.17 ก็ได จากรูปท่ี 6.17 เปนการ
ยกตัวอยางวัตถุที่สามารถทําใหเกิดภาพดานบนของวัตถุสอดคลองกับรูปที่ 6.16 ซ่ึงผูเรียนอาจจะ
จินตนาการวัตถุน้นั ออกมาในรูปแบบอื่น ๆ กไ็ ด ตราบใดท่ีวัตถุทีจ่ ินตนาการออกมานั้นไมทําใหภาพ
ดานบนเปลีย่ นแปลงไปก็ถอื วาคิดไดถูกตอง
A A A
CB B B
C C
รปู ท่ี 6.17 ตวั อยา งวตั ถุทเ่ี ปนไปไดท จ่ี ะทําใหเ กดิ ภาพดา นบนดงั รูปท่ี 6.16
ขอสงั เกตุขอ ที่ 2
ถาพบพ้ืนผิวท่ีมีรูปรางเหมือนกันปรากฎอยูในภาพออโธกราฟกมากกวาหนึ่งภาพและ
เม่ือลากเสน projection เขาหากันแลวยังสอดคลองกันอีก สามารถกลาวไดวาพ้ืนผิวเหลานั้นคือ
พ้ืนผิวเดียวกัน เพื่อใหเขาใจขอความขางตนไดงายขึ้นขอใหพิจารณาตัวอยางในรูปท่ี 6.18 จากรูป
เปนภาพออโธกราฟกของวัตถุชิ้นหน่ึง ซ่ึงเม่ือสังเกตุในภาพดานบนแลวจะเห็นวามีพื้นผิวหน่ึงมี
ลกั ษณะเหมือนตัวอักษร U ดังที่แรเงาดวยสีเขียวในรูปท่ี 6.19ก จากภาพออโธกราฟกเดียวกันเราก็
จะเห็นพ้ืนผิวที่มีลักษณะเหมือนตัวอักษร U อีกพื้นผิวหนึ่งในรูปดานขวา ซึ่งถาลองลากเสน
projection ผานเขาหากันดังแสดงในรูปท่ี 6.19ข แลวก็จะพบวามาบรรจบตอเนื่องกันพอดี ดังนั้นจึง
สรุปไดวาพ้ืนผิวทั้งสองน้ีคือพ้ืนผิวเดียวกัน และเม่ือดูแนวเสน projection ท่ีมาหยุดในภาพดานหนา
ก็สามารถกลาวไดอีกวาพ้ืนผิวรูปตัว U น้ีจะปรากฎเปนเสนตรงท่ีเอียงไปทางดานซายดังแสดงดวย
เสน สเี ขยี วในภาพดานหนา ของรูปท่ี 6.19ข
รูปท่ี 6.18 ตัวอยา งแรกของวตั ถสุ ําหรบั การวเิ คราะหด วยขอ สังเกตขุ อ ทีส่ อง
174 Fundamental of Engineering Drawing
(ก) (ข)
รปู ที่ 6.19 การหาความสัมพันธระหวางพนื้ ผิวท่ีเหมือนกนั ในภาพออโธกราฟก
จากขอมูลในรูปจึงสรุปไดวาพ้ืนผิวรูปตัว U น้ีจะตองวางตัวเอียงไปทางดานซายเมื่อมองทาง
ดานหนาของวัตถุ ดังนั้นใหเริ่มสเก็ตชภาพพิคทอเรียลของวัตถุ โดยรูปท่ี 6.20 แสดงภาพสเก็ตช
ของกลอง isometric และพนื้ ผวิ รูปตวั U น้ัน
รปู ที่ 6.20 การสเก็ตชภ าพ isometric ของพนื้ ผิวที่วเิ คราะหไ ดจากภาพออโธกราฟก
เม่ือวิเคราะหภาพออโธกราฟกตอไปจะเห็นวาไมพบพ้ืนผิวท่ีมีรูปรางเหมือนกันอีก ซ่ึงทําใหข้ันตอน
การวิเคราะหตอไปน้ันตองเลือกวิเคราะหไปทีละพ้ืนผิว โดยสมมติใหพื้นผิวที่จะวิเคราะหตอไปเปน
พ้ืนผิวสีแดงดังแสดงในรูปที่ 6.21ก จากพ้ืนผิวน้ันใหลากเสน projection มายังภาพดานหนาจะ
พบวาเสน projection น้ันมาจบอยูท่ีเสนประและเม่ือลากเสน projection ตอออกไปที่ภาพดานขวา
จะพบวาเสนน้ันไปจบท่ีเสนนอนดังแสดงดวยเสนสีแดงดังแสดงในรูปท่ี 6.21ก จากขอมูลเหลานี้จะ
ไดวาพ้ืนผิวสีแดงในภาพออโธกราฟกจะตองเปนระนาบนอนสีแดงดังแสดงในภาพ isometric ในรูป
ท่ี 6.21ข ตอไปลองพิจารณาพื้นผิวสี่เหล่ียมผืนผาสีสมดังแสดงในรูปท่ี 6.22ก เมื่อทดลองลากเสน
Orthographic Reading 175
projection ไปยังภาพขางเคียงก็จะเห็นวาพ้ืนผิวน้ันกลายเปนเสนสีสมในภาพดานหนาและภาพ
ดานขวา ซงึ่ ทําใหภาพ isometric ทไ่ี ดจะมีลกั ษณะตามรปู ที่ 6.22ข
(ก) (ข)
รูปที่ 6.21 การสเกต็ ชภาพ isometric ของพืน้ ผวิ ทว่ี เิ คราะหไดจ ากภาพออโธกราฟก
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.22 การสเกต็ ชภาพ isometric ของพ้นื ผวิ ทวี่ เิ คราะหไดจ ากภาพออโธกราฟก
(ก) (ข)
รปู ที่ 6.23 การสเกต็ ชภาพ isometric ของพ้นื ผิวท่วี เิ คราะหไดจากภาพออโธกราฟก
176 Fundamental of Engineering Drawing
รูปท่ี 6.23ก แสดงพ้ืนผิวส่ีเหลี่ยมคางหมูที่แรเงาดวยสีนํ้าเงินในภาพดานหนา เมื่อลากเสน
projection ไปยังภาพขางเคียงกจ็ ะไดว าพ้นื ผวิ สเ่ี หลย่ี มคางหมูนกี้ ลายเปนเสนตรงทั้งในภาพดานบน
และภาพดานขวาทําใหภาพ isometric มีลักษณะดังแสดงในรูปท่ี 6.23ข สุดทายเปนพื้นผิวสี่เหลี่ยม
คางหมูขนาดเล็กดังที่แรเงาดวยสีชมพูในรูปที่ 6.24ก เมื่อลากเสน projection ไปยังภาพขางเคียงก็
จะไดวาพื้นผิวน้ันปรากฎเปนเสนตรงสีชมพูดังแสดงในภาพดานบนและภาพดานขวาของรูปที่
6.24ก ทาํ ใหไดภ าพ isometric สุดทายของวตั ถุนี้ดงั แสดงในรปู ท่ี 6.24ข (จรงิ ๆ แลวยงั มพี ้ืนผิวท่ียัง
ไมไ ดน าํ มาวเิ คราะหอีกสองพนื้ ผิวคือพน้ื ผิวดา นซายสดุ และพื้นผวิ ดา นลางของวัตถุ แตพื้นผิวท้ังสอง
น้ีไมสามารถมองเห็นไดในมุมมองของภาพ isometric ที่วาดอยู จึงไมมีความจําเปนตองนํามา
วิเคราะห) และเพื่อใหเขาใจขั้นตอนในการอานภาพออโธกราฟกดวยการวิเคราะหพ้ืนผิวใหมาก
ยง่ิ ขึ้นขอใหผูเรยี นพจิ ารณาตวั อยา งที่แสดงในรปู ที่ 6.25 และ 6.26 ดวยตนเองเพ่ิมเตมิ
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.24 การสเก็ตชภาพ isometric ของพน้ื ผวิ ทวี่ เิ คราะหไดจ ากภาพออโธกราฟก
6.4 ปญหา Missing View
การทดสอบความเขาใจของผูเรียนในการอานภาพออโธกราฟกวิธีหน่ึงก็คือ ใหผูเรียน
ทดลองทําปญหาท่ีเรียกวา missing view ลักษณะของปญหานี้ก็คือจะใหภาพออโธกราฟกของวัตถุ
มาเพียงสองภาพเทานั้นและใหผูอานแบบสเก็ตชภาพที่สามออกมาเอง เชน โจทยกําหนดภาพ
ดานหนาและภาพดานบนของวัตถุมาให แลวถามหาวาภาพดานขวาของวัตถุจะมีลักษณะเปน
อยา งไร หรอื ใหภาพดา นบนกับภาพดานขวามาแลวถามหาภาพดานหนา เปนตน การฝกฝนโจทยท่ี
เรยี กวา missing view นี้บอย ๆ จะชว ยทาํ ใหผ ูเรยี นมคี วามชาํ นาญในการอา นภาพออโธกราฟก มาก
ยิ่งข้ึน สวนขั้นตอนในการแกปญหาโจทย missing view น้ีสามารถทําไดโดยใชการวิเคราะหรูปทรง
เรขาคณิต หรือการวิเคราะหจากพื้นผิวที่ละผิวดังท่ีอธิบายขางตนก็ได แตในบางคร้ังอาจจะตอง
อาศัยการสเก็ตชภาพพิคทอเรียล (ปกตินิยมใชภาพ isometric) ของวัตถุขึ้นมาเลย แลวลองผิดลอง
Orthographic Reading 177
ถูกปรับแกภาพดังกลาวจนไดภาพพิคทอเรียลของวัตถุที่ถูกตอง แลวคอยอาศัยภาพน้ันมาดูวาภาพ
ในมุมมองท่โี จทยถามจะมหี นาตาเปน อยางไร
รปู ท่ี 6.25 ตัวอยางท่สี องของการวิเคราะหพน้ื ผวิ เพอื่ สเกต็ ชภาพ isometric
178 Fundamental of Engineering Drawing
รปู ท่ี 6.25 ตัวอยา งท่สี ามของการวิเคราะหพ้นื ผวิ เพอ่ื สเก็ตชภ าพ isometric
Orthographic Reading 179
รปู ท่ี 6.25 (ตอ ) ตัวอยางทสี่ ามของการวิเคราะหพ ื้นผวิ เพือ่ สเกต็ ชภ าพ isometric
ภาพในรูปท่ี 6.26 แสดงตัวอยางของภาพออโธกราฟกสําหรับปญหา missing view ซึ่งเปนภาพ
ตัวอยางเดียวกันกับรูปที่ 6.13 เพียงแตในตัวอยางน้ีจะใหแตภาพดานหนาและภาพดานบนเทาน้ัน
ไมไดใหภาพดานขวามาดวย ผูอานแบบจึงตองจินตนาการภาพดานขวาเอาเองจากขอมูลเทาท่ีมี
จากประสบการณการวิเคราะหภาพออโธกราฟกท่ีผานมาผูเรียนคงพอหาความสัมพันธเบ้ืองตนได
แลววาภาพส่ีเหลี่ยมผืนผาสองรูปท่ีอยูติดกันในภาพดานหนาเปนช้ินสวนเดียวกันกับภาพ
สี่เหลี่ยมผืนผาสองรูปท่ีอยูติดกันในภาพดานบนดังที่แสดงดวยการแรเงาสีนํ้าเงิน และเมื่อลากเสน
projection จากภาพท้งั สองไปยังบรเิ วณที่จะวาดภาพดา นขวา เราก็จะไดขอบเขตที่จะใชวาดชิ้นสวน
นั้นดังแสดงในรูปท่ี 6.27ก
รปู ท่ี 6.26 ตวั อยางแรกของปญหา missing view
(ก) (ข)
รูปที่ 6.27 การลากเสน projection เพอื่ กําหนดขอบเขตของภาพดา นขวา
180 Fundamental of Engineering Drawing
เชนเดียวกับรูปท่ี 6.27ข เม่ือลากเสน projection จากสวนเล็ก ๆ ท่ียื่นออกมาไปยังบริเวณท่ีจะใช
วาดภาพดานขวาเราก็จะไดขอบเขตสําหรับวาดสวนเล็ก ๆ ที่ย่ืนออกมานั้นตามตองการ ขั้นตอน
ตอไปจะเร่ิมทําการวิเคราะหความเปนไปไดของพื้นผิวดังท่ีแรเงาดวยสีฟาในรูปที่ 6.28ก จากรูปจะ
เห็นวาพื้นผิวดังกลาวปรากฎใหเห็นเปนสี่เหล่ียมผืนผาในภาพดานหนาและเปนสี่เหล่ียมผืนผาใน
ภาพดา นบนดวย ซึง่ ความเปนไปไดของพ้ืนผิวนั้นอาจเปน แบบใดแบบหน่ึงดังแสดงในรูปที่ 6.28ข-จ
ก็ได (รปู ที่ 6.28ข-จ จะแสดงภาพดานขวาของพ้ืนผิวที่พิจารณา) น่ันคืออาจเปนแผนส่ีเหล่ียมธรรดา
แตเอียงไปดานหลังแบบรูป (ข) หรือเปนสวนโคงหนึ่งในส่ีของวงกลมแบบรูป (ค) หรือเปนระนาบที่
หักทํามุมฉากแบบรูป (ง) หรือเปนระนาบที่หักมุมแบบ (จ) หรือแบบอื่น ๆ ท่ีผูอานแบบจะ
จนิ ตนาการเอาเอง
(ข) (ค)
(ง) (จ)
(ก)
รูปที่ 6.28 การวเิ คราะหค วามเปน ไปไดข องพน้ื ผิวดา นหนาบนของวัตถุ
สมมติวาเราเลือกเอาแบบ (ข) เปนพ้ืนผิวท่ีเราตองการ จากน้ันเปล่ียนไปพิจารณาพ้ืนผิวถัดไปดัง
แสดงในรูปที่ 6.29ก คราวนี้พื้นผิวที่พิจารณาปรากฎใหเห็นเปนสี่เหล่ียมผืนผาในภาพดานบนซึ่ง
ความเปนไปไดข องพน้ื ผวิ น้แี สดงไวใ นรปู ที่ 6.29ข-ง
(ข) (ค)
(ง)
(ก)
รูปที่ 6.29 การวิเคราะหค วามเปน ไปไดข องพน้ื ผิวดานหลงั บนของวัตถุ
Orthographic Reading 181
สมมติวาเลือกลักษณะของพ้ืนผิวเปนแบบ (ง) สําหรับพื้นผิวถัดไปที่จะพิจารณาคือพ้ืนผิวรูป
สี่เหล่ียมผืนผาในภาพดานหนาดังแสดงในรูปท่ี 6.30ก และความเปนไปไดของพื้นผิวที่จะทําใหเกิด
รูปสเี่ หล่ยี มผนื ผาในภาพดา นหนาน้ันแสดงในรูปท่ี 6.30ข-จ โดยตัวอยางนี้สมมติวาเลือกพื้นผิวแบบ
(จ) สําหรับพ้ืนผิวดานหนาลางของวัตถุ สุดทายเปนพ้ืนผิวดานลางและดานหลังของวัตถุซึ่งสามารถ
พิจารณาวาเปนผนังเรียบ ๆ ธรรมดาก็ได (พยายามคิดใหงายที่สุด) ทําใหภาพดานขวาของวัตถุมี
ลักษณะดงั แสดงในรูปที่ 6.31
(ข) (ค)
(ง) (จ)
(ก)
รูปท่ี 6.30 การวเิ คราะหค วามเปน ไปไดข องพื้นผวิ ดานหนา ลางของวัตถุ
รูปท่ี 6.31 ภาพออโธกราฟก ดา นขวาของชน้ิ สว นใหญข องวตั ถุและภาพพคิ ทอเรียล
ชิน้ สวนสดุ ทา ยท่ีตองพิจารณาก็คือช้ินสวนเล็ก ๆ ท่ีย่ืนออกมา เนื่องจากชิ้นสวนน้ีมีความซับซอนไม
มากนัก ซ่ึงผูอานแบบควรจะจินตนาการเองเลยวาวัตถุน้ันนาจะมีลักษณะเชนใดท่ีจะทําใหเม่ือมอง
จากดานหนาแลวเห็นเปนสี่เหลี่ยมและเม่ือมองจากดานบนก็ยังคงเห็นเปนส่ีเหลี่ยมเหมือนเดิม โดย
จากตัวอยางในรูปที่ 6.13 น้ันจะเห็นวาความเปนไปไดหน่ึงของชิ้นสวนเล็ก ๆ นี้ก็คือปริซึม
สามเหล่ียมน่ันเอง ซงึ่ อาจจะวางตัวแบบเดิมดังแสดงในรูปที่ 6.32ข หรือวางตัวในแบบอ่ืน ๆ ก็ไดดัง
แสดงในรูปท่ี 6.32ค-ง หรืออาจเปนแทงส่ีเหล่ียมธรรมดาก็ไดดังรูปท่ี 6.32จ หรือผูเรียนบางคน
182 Fundamental of Engineering Drawing
อาจจะจนิ ตนาการแลวถามวา ชิ้นสวนเล็ก ๆ นั้นเปนทรงกระบอกไดหรือไม ซ่ึงตามลักษณะของภาพ
แลวก็สามารถเปนไปไดเพราะทรงกระบอกน้ันไมวาจะมองจากดานใดก็จะเห็นเปนส่ีเหล่ียมเสมอ
(เฉพาะมองจากดานขาง) แตสําหรับตัวอยางน้ีการจะเลือกวาช้ินสวนเล็ก ๆ นั้นเปนทรงกระบอก
อาจจะไมคอยเหมาะสมเทาไร เพราะเราเคยเรียนมาแลววาถาวาดทรงกระบอกเมื่อไรตองวาดเสน
center line แสดงแกนของทรงกระบอกเสมอ แตในรูปโจทยที่ใหไมมีเสน center line แตอยางใด
ดังนน้ั จะเห็นวา วัตถุทเี่ ลอื กมานั้นเกิดขึ้นไดห ลายรปู แบบขน้ึ กบั จนิ ตนาการของผทู ่อี านแบบเองแตสิ่ง
ทีต่ องตระหนักไวเ สมอคอื วตั ถุทจ่ี ินตนาการน้ันตอ งไมท าํ ใหภ าพโจทยเปล่ียนแปลงไป
(ข) (ค)
(ง) (ง)
(ก)
รูปท่ี 6.32 การวเิ คราะหค วามเปน ไปไดข องชน้ิ สวนเลก็ ๆ
รูปที่ 6.33 แสดงตัวอยางของวัตถุที่ถึงแมจะคลายกับที่แสดงในรูปที่ 6.32ข-ง แตไมสามารถเลือกมา
ใชไ ดเ พราะจะทาํ ใหภาพท่ีโจทยใหไวตองเปล่ียนแปลงไป จากตัวอยางในรูปจะเห็นวาวัตถุท่ีเลือกมา
ทําใหเกิดภาพส่ีเหลี่ยมท้ังในภาพดานหนาและภาพดานบน แตเม่ือพิจารณาใหดีจะเห็นวาเมื่อมอง
วัตถุน้ีจากดานบนนอกจากจะเห็นรูปสี่เหลี่ยมแลวจะตองเห็นเสนประดวย (จากปลายแหลมที่อยู
ดานลาง) ซึง่ จากโจทยนน้ั ไมม เี สนประปรากฎอยใู นภาพดานบน ดังนั้นวัตถุในลักษณะเชนนี้เลือกมา
ใชไ มไ ด
รปู ท่ี 6.33 ตวั อยางลักษณะวตั ถทุ ีเ่ ลือกมาใชไ มไดเ พราะทาํ ใหโจทยเปลย่ี นแปลง
Orthographic Reading 183
กลับมาที่ความเปนไปไดของช้ินสวนเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาอีกครั้ง โดยสมมติวาตัวอยางน้ีเราเลือก
ลักษณะของวัตถุตามแบบในรูปท่ี 6.32ง ดังนั้นภาพดานขวาและภาพพิคทอเรียลของวัตถุก็จะมี
ลักษณะดังแสดงในรูปที่ 6.34
รูปที่ 6.34 ภาพดา นขวาท่ีเปนไปไดแ ละภาพพคิ ทอเรียลสุดทายของวตั ถุ
ตวั อยางที่สองของปญหา missing view แสดงไวในรูปท่ี 6.35 จากรูปกําหนดภาพดานหนาและภาพ
ดานบนมาให ผูอานแบบตองหาวาภาพดานขวาจะมีลักษณะเปนเชนใด การวิเคราะหอาจเริ่มจาก
พื้นผิวใดก็ได แตใ นตัวอยางน้จี ะเร่มิ จากพืน้ ผวิ สีแดงดงั แสดงในรปู ท่ี 6.36ก
รูปที่ 6.35 ภาพตัวอยางทสี่ องของปญ หา missing view
(ก) (ข)
รปู ท่ี 6.36 วิเคราะหพ น้ื ผิวแรกโดยการลากเสน projection ไปยงั บรเิ วณท่ีตองการ
184 Fundamental of Engineering Drawing
จากพ้ืนผิวที่เลือกจะพิจารณาน้ันใหลากเสน projection ไปยังภาพดานบนจะเห็นวาเสน projection
น้ันจบที่เสนเฉียงดังแสดงในรูปท่ี 6.36ก ขั้นตอนถัดไปใหลากเสน miter line เพ่ือใชในการสงขอมูล
จากภาพดานบนไปยังบริเวณที่จะวาดภาพดานขวา จากน้ันลากเสน projection จากภาพดานบน
ผานเสน miter line กลับมายังภาพดานขวาแลวลากเสน projection จากภาพดานหนาไปยังภาพ
ดานขวาดวย ซ่ึงตําแหนงท่ีเสน projection เหลาน้ีมาตัดกันจะเปนบริเวณที่จะเกิดพื้นผิวนั้น ๆ ใน
ภาพดานขวา ซ่ึงในตัวอยา งนี้พนื้ ผวิ ที่ปรากฎในภาพดานขวาจะเปนภาพส่ีเหลี่ยมดังที่แสดงดวยเสน
สีแดงในรูปที่ 6.36ข เพ่ือใหผูเรียนเขาใจไดมากข้ึนวาทําไมภาพดานขวาจึงเปนรูปส่ีเหลี่ยมเชนนี้
ขอใหพิจารณารูปที่ 6.37ก-ข เพิ่มเติม จากรูปที่ 6.37ก จะเห็นวามีการกําหนดตัวอักษรประจํามุม
ของพื้นผิวในภาพดานหนาใหเพิ่มเติม (มุม A, B, C และ D) ซ่ึงเมื่อ project ขอมูลจากมุม A และB
ไปยังภาพดานบนจะเห็นวาท้ังสองมุมน้ันไปจบที่ปลายเสนเฉียงดานซายดังแสดงในรูป สวนมุม C
และ D ซึ่งเมื่อ project ไปยังภาพดานบนก็จะไปจบที่ปลายเสนเฉียงดานขวาดังรูปเชนเดียวกัน เม่ือ
ไดขอมูลของมุมตาง ๆ บนรูปแลว ใหเร่ิม project ขอมูลทีละมุมโดยเริ่มจากมุม A กอน จากรูปที่
6.37ข จะเหน็ วาเมื่อลากเสน project จากมุม A ของภาพดานหนาไปยังบริเวณดานขวาและลากเสน
project จากมุม A ของภาพดานบนผานเสน miter line ไปยังภาพดานขวาดวย สุดทายเราก็จะได
จุดตัดของเสนท้ังสองเสนน้ีท่ีจุด ๆ หน่ึงซ่ึงจุด ๆ น้ันก็คือตําแหนงของจุด A ในรูปดานขวานั่นเอง
จากน้ันใหทําเชนน้ีกับทุก ๆ จุดมุมท่ีเหลือก็จะไดตําแหนงของจุดตาง ๆ ในภาพดานขวา สุดทาย
ลากเสนเชื่อมตอจุดเหลานี้เขาดวยกันตามลําดับที่เห็นจากภาพดานหนา น่ันคือตองลากเสนจาก A
ไป B ไป C ไป D ตามลําดับแลวลากกลับมาที่จุด A อีกครั้ง ทําเชนน้ีแลวเราก็จะไดภาพพ้ืนผิวน้ัน
ในภาพดานขวาตามตองการ
C, D C, D
A, B A, B
B C B C B C
A D A D A D
(ก) (ข)
รูปที่ 6.37 วิเคราะหพน้ื ผวิ ดว ยการใชต ัวอกั ษรมาชว ยกับกับมุมของพน้ื ผวิ
Orthographic Reading 185
การวิเคราะหตามวิธีท่ีแสดงขางตนจะทําใหผูอานแบบสามารถทําความเขาใจไดงายมากยิ่งข้ึน แต
อาจจะไมเหมาะสมในทางปฏิบัติมากนัก เพราะการเขียนตัวอักษรประจํามุมทุก ๆ มุมเชนน้ีทําให
การวิเคราะหดําเนินไปไดอยางเช่ืองชาและยังทําใหภาพสกปรกดวย แตในเบ้ืองตนผูเรียนอาจฝกใช
วิธีเชนน้ีในการวิเคราะหไปกอน (ทําบนกระดาษทดก็ได) จนเม่ือเกิดความชํานาญแลวก็ไม
จําเปนตองใชวิธีนี้อีก สวนการวิเคราะหพื้นผิวอ่ืน ๆ ท่ีเหลือของตัวอยางนี้จะไมขอใชวิธีวิเคราะห
ดวยการกําหนดตวั อักษรเพือ่ ไมใหเน้ือหายาวมากเกินไป
สาํ หรบั พนื้ ผิวถัดไปทจี่ ะทาํ การวเิ คราะหคอื พนื้ ผิวรปู สเี่ หลี่ยมผนื ผา ดังแสดงดวยแรเงาสี
แดงในรูปที่ 6.38ก ซ่ึงเมื่อลากเสน projection ไปภาพดานบนจะพบวาเสน projection ไปจบท่ีเสน
เฉียงดานซายดังแสดงในภาพ จากนั้นลากเสน projection จากภาพดานหนาไปยังภาพดานขวาและ
จากภาพดานบนไปยังภาพดานขวาผานเสน miter line จะไดวาจุดตัดของเสน projection เหลานี้
เหมือนกบั ที่ไดจากการวเิ คราะหพื้นผิวแรก ดงั นัน้ พืน้ ผิวที่สองกจ็ ะวางตวั อยู ณ ตําแหนงเดียวกันกับ
พื้นผิวแรกนั่นเองเพียงแตหลบอยูทางดานหลัง และเนื่องจากพื้นผิวที่สองน้ีมีลักษณะหนาตาเหมือน
พ้ืนผิวแรก ดังน้ันจึงไมปรากฎใหเห็นเปนเสนประในภาพออโธกราฟกถึงแมพ้ืนผิวน้ันจะถูกบังอยูก็
ตามดงั แสดงในรปู ท่ี 6.38ข
(ก) (ข)
รูปที่ 6.38 วเิ คราะหพ ้ืนผวิ ที่สองโดยการลากเสน projection ไปยงั บริเวณทตี่ อ งการ
พนื้ ผวิ ท่เี หลอื ของตวั อยางทสี่ องนส้ี ามารถนํามาวเิ คราะหดว ยแนวทางเชน เดยี วกัน นั่นคอื ใหลากเสน
projection จากพ้ืนผิวที่จะพิจารณาไปยังอีกภาพท่ีโจทยใหเพ่ือหาขอมูลเพิ่มเติมของพ้ืนผิวน้ัน
จากน้ันใหลากเสน projection จากพ้ืนผิวที่พิจารณาของท้ังสองภาพไปยังบริเวณท่ีตองการ เชน
โจทยกําหนดภาพดานหนาและภาพดานบนมาให เราก็ตองลากเสน projection จากภาพดานหนา
ไปยังภาพดานขวา และลากเสน projection จากภาพดานบนผานเสน miter line ไปยังภาพดานขวา
เมอ่ื ทําเชนนี้แลวเราก็จะไดขอบเขตของพ้ืนผิวท่ีพิจารณาในภาพดานขวาตามตองการดังแสดงในรูป
ที่ 6.39ก-ซ สว นภาพออโธกราฟกสุดทายของตวั อยางท่สี องแสดงไวในรปู ท่ี 6.40
186 Fundamental of Engineering Drawing (ข)
(ก)
(ค) (ง)
(จ) (ฉ)
(ช) (ซ)
รปู ที่ 6.39 วเิ คราะหพ น้ื ผิวตา ง ๆ โดยการลากเสน projection ไปยังบริเวณทตี่ อ งการ
Orthographic Reading 187
รูปที่ 6.40 ภาพออโธกราฟกสุดทา ยของตัวอยา งทส่ี อง
6.5 บทสรุป
ในบทน้ีเปนการนําเสนอขั้นตอนการอานภาพออโธกราฟกซ่ึงไดแสดงไวสองวิธีดวยกัน
วิธีแรกเปนการอานภาพออโธกราฟกโดยใชรูปทรงเรขาคณิตในการวิเคราะห สวนวิธีท่ีสองเปนการ
อานภาพออโธกราฟกดวยการวิเคราะหพื้นผิวบนภาพออโธกราฟกไปทีละพ้ืนผิว ซึ่งวิธีการท่ีสองนี้
สามารถประยุกตใชกับภาพท่ีมีความซับซอนไดดีกวาวิธีแรกและเปนวิธีท่ีผูเรียนควรฝกฝนใหเกิด
ความชํานาญดวย สําหรับเทคนิคการอานภาพออโธกราฟกดวยวิธีท่ีสองน้ัน ผูเรียนควรเริ่มตนการ
ฝกฝนจากการกําหนดตัวอักษรไปบนมุมของพ้ืนผิวท่ีจะทําการวิเคราะหกอนเพื่อทําใหการวิเคราะห
เปน ไปไดงา ยย่ิงขึ้นดงั ตัวอยา งท่แี สดงในเน้อื หาขา งตน
ขอสรุปอีกประการหนึ่งท่ีควรจะกลาวไว ณ ท่ีน้ีก็คือ เมื่อผูเรียนไดศึกษาการอานภาพ
ออโธกราฟกในบทนี้แลว อาจมีความรูสึกวาเน้ือหามีความใกลเคียงกับบทที่ 5 มาก (การสเก็ตช
ภาพพิคทอเรียล) ซึ่งความจริงก็เปนเชนนั้น และสาเหตุท่ีผูเขียนแยกเน้ือหาออกมาเปนสองบทก็
เพื่อใหผูเรียนไดคุนเคยกับการสเก็ตชภาพพิคทอเรียลเสียกอน แลวจึงคอยใชความรูท่ีไดมาชวยใน
การอา นภาพออโธกราฟกนั่นเอง ดงั นน้ั ผูเรยี นจงึ ควรฝกฝนเนื้อหาทง้ั สองบทน้ไี ปพรอม ๆ กันเพราะ
ในบางคร้งั การใชว ิธกี ารอา นภาพจากรปู ทรงเรขาคณิตหรือการอานภาพจากการวิเคราะหพ้ืนผิวดังท่ี
กลาวไวขางตนก็ไมสามารถทําใหผูเรียนอานภาพออโธกราฟกได แตตองอาศัยการสเก็ตชภาพ
พิคทอเรียลของวัตถุดังกลาวออกมาอยางคราว ๆ กอน แลวคอยปรับแกจนมีความถูกตองเม่ือเทียบ
กับภาพออโธกราฟกของวตั ถทุ มี่ อี ีกครง้ั หน่ึง
188 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝกหดั
1. จากภาพดา นหนา และภาพดา นขวา จงหาภาพดา นบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษที่ให
2. จากภาพดานหนา และภาพดานบน จงหาภาพดานขวาและสเกต็ ชภาพ isometric บนกระดาษทีใ่ ห
Orthographic Reading 189
190 Fundamental of Engineering Drawing
3. จากภาพดา นหนา และภาพดา นขวา จงหาภาพดา นบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
4. จากภาพดา นหนา และภาพดานบน จงหาภาพดานขวาและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
Orthographic Reading 191
192 Fundamental of Engineering Drawing
5. จากภาพดา นหนา และภาพดา นขวา จงหาภาพดานบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
6. จากภาพดา นหนา และภาพดานขวา จงหาภาพดานบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
Orthographic Reading 193
194 Fundamental of Engineering Drawing
7. จากภาพดา นหนา และภาพดา นขวา จงหาภาพดา นบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
8. จากภาพดา นหนา และภาพดานบน จงหาภาพดานขวาและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทใ่ี ห
Orthographic Reading 195
196 Fundamental of Engineering Drawing
9. จากภาพดา นหนา และภาพดา นขวา จงหาภาพดานบนและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษทีใ่ ห
10. จากภาพดา นหนาและภาพดานบน จงหาภาพดานขวาและสเก็ตชภาพ isometric บนกระดาษที่ให
Orthographic Reading 197
198 Fundamental of Engineering Drawing
บทที่ 7
การบอกขนาดเบ้ืองตน
การเขียนแบบวิศวกรรมมีวัตถุประสงคก็เพื่อตองการสื่อสารขอมูลเกี่ยวกับรูปรางและ
ขนาดของวัตถุบนสื่อสองมิติ ซึ่งขอมูลเก่ียวกับรูปรางของวัตถุนั้นสามารถใชภาพฉายแบบ
ออโธกราฟกในการอธิบายรูปรางลักษณะของวัตถุน้ัน ๆ ได สวนขอมูลเกี่ยวกับขนาดนั้น ถึงแมวา
ผูอานแบบจะสามารถวัดขนาดไดโดยตรงจากภาพออโธกราฟกก็ตาม แตก็จะเปนการไมสะดวกนัก
ดงั นัน้ การบอกขนาดของวตั ถบุ นภาพทวี่ าดดว ยตัวเลข จึงเปนการสะดวกมากกวาสําหรับผูอานแบบ
เพราะสามารถทราบขนาดไดในทันที ในบทน้ีจึงเปนการกลาวถึงหลักการในการบอกขนาดเพื่อให
งานเขียนแบบทีไ่ ดม ขี อมูลท่ีถูกตองครบถวนอกี ทั้งยังสามารถนําไปใชต อ ในกระบวนการผลติ ได โดย
เนื้อหาในบทนี้จะเร่ิมจากการแนะนําความสําคัญของการบอกขนาดกับกระบวนการผลิตทาง
วิศวกรรม สวนประกอบของการบอกขนาด หลักการบอกขนาดสําหรับสวนตาง ๆ ของวัตถุและ
สุดทายเปนตาํ แหนงของการบอกขนาด
7.1 การบอกขนาดกบั กระบวนการผลิตทางวศิ วกรรม
ในขั้นตอนของการผลิตชิ้นงานทางวิศวกรรมน้ันมีข้ันตอนหลัก ๆ อยู 3 ข้ันตอน
ดวยกัน โดยข้ันตอนแรกจะเปนการสเก็ตชภาพจากแนวความคิดของผูออกแบบออกมาบน
แผน กระดาษ จากนั้นทําการตรวจสอบแกไขเบ้ืองตนจนเปนที่พอใจ เมื่อมั่นใจในแบบท่ีตนเองคิดข้ึน
มาแลว ก็จะถึงขั้นตอนของการนําภาพสเก็ตชมาเขียนแบบตามหลักออโธกราฟกเพื่อใหไดภาพท่ี
ถูกตอง ซ่ึงการเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุจะทําใหเราไดขอมูลเก่ียวกับรูปรางและสัดสวนของ
วัตถุ สวนขอมูลของขนาดน้ันเราจะใชหลักการบอกขนาดท่ีจะไดเรียนในบทนี้น่ันเอง เม่ือไดขอมูล
ของวัตถุที่ครบถวนเชนน้ีแลวก็จะสงงานเขียนแบบน้ันเขาสูกระบวนการผลิตตอไป ซึ่งเราจะเห็นได
วาถาปราศจากการบอกขนาดใหกับภาพออโธกราฟกที่วาดแลว ก็จะทําใหกระบวนการผลิตทาง
200 Fundamental of Engineering Drawing
วิศวกรรมนั้นไมสมบูรณ และอาจทําใหไมสามารถผลิตช้ินสวนท่ีตองการใหมีความถูกตองได โดย
ขั้นตอนทก่ี ลา วมาขางตนสามารถแสดงไดใ นรปู ที่ 7.1
PROCESS RESULT TRANSFERRED
INFORMATION
Design
a part Sketches
of ideas
Create
drawings Multiview Shape
Drawing
Dimensioning 1. Size, Location
2. Non-graphic information
Manufacture
รูปท่ี 7.1 ขัน้ ตอนการผลติ ชิ้นงานทางวศิ วกรรมและสว นประกอบทจี่ ําเปน
ดังน้ันการบอกขนาดในงานเขียนแบบวิศวกรรมก็คือการใหขอมูลที่จําเปนตอผูอานแบบหรือผูผลิต
เพื่อที่จะนําขอมูลเหลาน้ันไปใชงานตอไป โดยขอมูลนั้นอาจจะเปนตัวเลขที่ใชเพ่ือบอกขนาดหรือ
ตําแหนงของสวนประกอบสําคัญ ๆ ในวัตถุ เชน ตําแหนงจุดศูนยกลางของรู เปนตน หรือบอก
จํานวนช้ินที่ตองการในการผลิต หรืออาจเปนขอความท่ีบอกถึงชนิดของวัสดุหรือกลาวถึง
กระบวนการผลิตของชน้ิ สวนนัน้ ๆ หรืออาจจะเปนสัญลักษณ เชน สัญลักษณท่ีเกี่ยวกับการควบคุม
ความเรียบของพ้ืนผิว เปนตน โดยเน้ือหาในบทนี้จะไมกลาวลึกลงไปถึงการใหขอมูลท่ีเก่ียวกับ
ข้ันตอนการผลิตหรือการควบคุมความเรียบของพื้นผิว แตจะเนนเฉพาะการลงขอมูลตัวเลขที่
เก่ียวกับการบอกขนาดชิน้ สว นและขอควรปฏบิ ตั ิสําหรับการบอกขนาดในเบ้ืองตนเทา น้ัน
ระบบของตัวเลขที่ใชในการบอกขนาดนั้น ผูเรียนอาจจะไดพบเห็นในหลากหลาย
รูปแบบเมื่อตองอานแบบทางวิศวกรรม เชน การใหขนาดตัวเลขโดยใชระบบเมตริก ซึ่งจะเปนระบบ
ท่ีเราคุนเคยกันดี เชน 32, 32.5, 32.55, 0.5 เปนตน โดยปกติแลวการเขียนตัวเลขเพื่อบอกขนาดนี้
จะไมใสหนวยกํากับลงไปดานทาย แตจะเขียนเฉพาะตัวเลขเชนน้ีเทานั้น อยางไรก็ดีผูอานแบบจะ
สามารถทราบวาหนวยท่ีเขียนนั้นเปนหนวยใด เชน เปนมิลลิเมตรหรือเปนเซนติเมตร ไดจากการ
อานหมายเหตุที่จะตองมีการเขียนประกอบอยูในงานเขียนแบบนั้น ๆ ดวยเสมอ แตสําหรับใน
หนงั สือนจี้ ะใชหนวยเปน มลิ ลเิ มตรเทานน้ั ระบบของตวั เลขแบบอน่ื ๆ ท่ีอาจจะพบเหน็ ไดบ อยในงาน
เขยี นแบบก็คอื การใชร ะบบนวิ้ (แบบทศนยิ ม) เชน 0.25, 5.375 เปน ตน หรืออาจเปนระบบนว้ิ (แบบ
Orthographic Reading 201
เศษสวน) ก็ได เชน , เปนตน ขอควรระมัดระวังสําหรับการเขียนตัวเลขแบบทศนิยมก็คือ ถา
ตวั เลขท่ีจะเขยี นนน้ั เปนจํานวนท่นี อยกวาหน่ึง เชน 0.5 หรือ 0.25 จะตอ งเขียนเลขศนู ยนาํ หนา เสมอ
จะเขียนเพียงแค .5 หรือ .25 ไมได เพราะอาจทําใหผูอานแบบเขาใจผิดไดเนื่องจากไมเห็นจุด
ทศนยิ ม
7.2 สวนประกอบของการบอกขนาด
สวนประกอบของการบอกขนาดนั้นไดมีการกลาวถึงไปบางแลวในบทที่ 1 แตจะขอ
นาํ มากลา วเพม่ิ เติมอกี ในหัวขอน้ี โดยสวนประกอบหลักของการบอกขนาดนนั้ จะประกอบไปดวย
1. เสน Extension lines
2. เสน Dimension lines
3. เสน Leader lines
4. ตวั เลขบอกขนาด (Dimension figures)
5. ขอความท่ีเปนหมายเหตุ ซ่ึงมีทั้งหมายเหตุเฉพาะท่ี (local note) กับหมายเหตุทั่วไป
(general note)
โดยนํ้าหนักของเสนท่ีใชลากเสนหรือเขียนขอความเหลานี้ไดแสดงไวในรูปที่ 7.2 จากรูปจะเห็นวา
กลุมของเสนที่ใชบอกขนาดซึ่งไดแก เสน extension lines, เสน dimension lines และเสน leader
line นั้นจะเขียนตัวเสนบาง สวนตัวเลขบอกขนาดและขอความที่เปนหมายเหตุน้ันจะเขียนดวยเสน
เขม (เขม เทา กับเสนรูป)
Extension lines ใหลากเสนเหลา น้ีดวย
Dimension lines เสนบาง
เขยี นตวั เลขบอกขนาด
(with arrowheads) และขอความหมายเหตุ
ดว ยเสน เขม
Leader lines
Dimension figures
Notes :
- local note
- general note
รูปท่ี 7.2 สวนประกอบสําหรบั การบอกขนาดและน้ําหนักเสนทใ่ี ชเ ขยี น