The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sakda Katawaethwarag, 2021-07-10 13:29:29

engineering drawing

engineering drawing

Keywords: drawing

252    Fundamental of Engineering Drawing 

บทที่ 9
การเขียนภาพตัด

วัตถุในงานวิศวกรรมโดยสวนใหญน้นั จะมีความซับซอนอยูภายในคอนขางมาก ยกตัวอยาง
เชน เคร่ืองยนตของรถยนต ซ่งึ ภายในนัน้ จะประกอบไปดว ยชอ งสําหรับกระบอกลูกสูบ หรือโพรงสําหรับ
น้ําหลอเย็น เปนตน ชองหรือโพรงภายในเหลาน้ีทําใหการเขียนภาพออโธกราฟกของเคร่ืองยนต
ประกอบไปดว ยเสนประเปน จํานวนมากซอ นทบั กนั การทําความเขาใจกับภาพทีป่ ระกอบไปดวยเสนประ
จํานวนมากเชนน้ีจึงไมใชเร่ืองงาย ดังน้ันการนําเสนอภาพออโธกราฟกของวัตถุท่ีมีเสนประมาก ๆ จึง
นิยมใชเทคนิคการแสดงภาพตัดของวัตถุเขามาชวย ซ่ึงเทคนิคน้ีจะทําใหภาพออโธกราฟกท่ีไดสามารถ
แสดงขอมูลเก่ียวกับชองหรือโพรงท่ีมีอยูภายในวัตถุโดยไมตองเขียนเสนประอีก ดวยสาเหตุน้ีเองทําให
การอานภาพออโธกราฟกหรือการทําความเขาใจกับโครงสรางภายในของวัตถุน้ันสามารถทําไดงายข้ึน
ดวย ดังตัวอยา งทีแ่ สดงในรูปท่ี 9.1

รูปท่ี 9.1 แสดงตวั อยา งของภาพทีใ่ ชและไมไดใชเ ทคนคิ การแสดงภาพตัด
หัวขอถัดไปในบทนี้ท่ีจะกลาวถึงจะเปนภาพรวมของการเขียนแบบวิศวกรรม จากน้ันจะเปนหัวขอที่
เก่ียวกับเทคนิคตาง ๆ ในการสรางภาพตัดของวัตถุซึ่งมีอยูดวยกันหลายเทคนิค ซ่ึงเทคนิคตาง ๆ
เหลานจ้ี ะชวยทาํ ใหการเขยี นภาพออโธกราฟก ทําไดง า ยขนึ้ และเขาใจไดงา ยข้นึ ดวย

254    Fundamental of Engineering Drawing 

9.1 ภาพรวมของการเขียนแบบวศิ วกรรม

ดังท่ีไดเคยกลาวไปแลววางานเขียนแบบวิศวกรรมน้ันมีวัตถุประสงคเพื่อส่ือสารขอมูลที่
เกี่ยวกับขนาดและรูปรางของวัตถุ โดยแปลงขอมูลเหลาน้ีท่ีจากเดิมเปนขอมูลในสามมิติลงมาบนสื่อสอง
มิติเชนกระดาษ เปนตน การแปลงขอมูลจากสามมิติมาเปนสองมิตินั้น เราจะใชเคร่ืองมือที่เรียกวาการ
ฉายภาพแบบออโธกราฟกเขามาชวย แตในบางครั้งการฉายภาพออโธกราฟกแบบธรรมดาก็ไมสามารถ
ส่ือสารขอมูลของวัตถุใหผูอานแบบเขาใจไดงาย จึงจําเปนที่ตองนําเอาเทคนิคอ่ืน ๆ มาใชเสริมเพื่อให
ภาพออโธกราฟกที่เขียนข้ึนมานั้น สามารถทําความเขาใจไดงายข้ึน เชน การใชสัญนิยมที่ไดเรียนไป
แลวในบทท่ี 8 รวมถึงเทคนิคการเขียนภาพตัดท่ีจะไดเรียนในบทน้ีหรือหัวขอที่จะไดกลาวถึงในบทท่ี 10
ซึ่งเกี่ยวกับสัญนิยมของการเขียนภาพตัด หัวขอเหลาน้ีถือวาเปนเทคนิครูปแบบหน่ึงที่จะนํามา
ประยุกตใชกับการเขียนภาพออโธกราฟกเพื่อใหภาพที่ไดสามารถทําความเขาใจไดงายข้ึน เพ่ือใหเห็น
ถงึ ภาพรวมของการเขยี นแบบวิศวกรรมทีก่ ลา วมาน้ีไดช ดั เจนยิง่ ข้ึน ขอใหดูความเก่ียวเนื่องของหัวขอใน
บทตาง ๆ ที่ไดเรียนมา วามีความสัมพันธอยางไรกับการเขียนแบบวิศวกรรมดังแผนภูมิท่ีแสดงในรูปที่
9.2

Orthographic Object
Projection
Working
Dimensioning drawing

Clear ? No Orthographic
projection
Yes
(convention)

Section Views

Section views
convention

Finish

รูปท่ี 9.2 แผนภมู ิแสดงความสมั พนั ธระหวา งหัวขอในบทตาง ๆ กบั การเขยี นแบบวศิ วกรรม

9.2 แนวคดิ ในการสรางภาพตัด

กอนที่จะกลาวถึงคําศัพทที่ใชในการเขียนภาพตัดน้ัน จะขอแสดงแนวคิดในการสรางภาพ
ตัดและภาพออโธกราฟกของภาพตัดเสียกอน พิจารณารูปที่ 9.3 จากรูปแสดงวัตถุและภาพออโธกราฟก
ของวัตถุช้ินนั้นซ่ึงประกอบดวยภาพดานหนาและภาพดานบน จากรูปจะเห็นวาภาพดานหนาท่ีไดมี
เสน ประเปนจํานวนมาก การทาํ ความเขาใจหรอื ตอ งการบอกขนาดกบั ภาพท่ีมเี สน ประมาก ๆ เชน น้จี งึ ไม

  Section Views  255 

เหมาะสม แตถาใชหลักการสรางภาพตัดเขามาชวยแลว ก็จะทําใหปญหาดังกลาวหมดไป โดยหลักการ
ของการสรางภาพตัดก็คือการสมมติระนาบตรงข้ึนมาหน่ึงระนาบ แลวใชระนาบน้ันเปนเสมือนใบมีด ตัด
ผาวัตถุออกดังแสดงในรูปที่ 9.4ก จากนั้นใหก็ทําการยกช้ินสวนท่ีถูกตัดแลวออกไปดังรูปท่ี 9.4ข โดย
เลือกยกช้ินสวนท่ีบดบังทิศทางการมองวัตถุของผูสังเกตุ คราวนี้เม่ือผูสังเกตุมองวัตถุใหมอีกครั้งหนึ่งจะ
พบวา บริเวณเดิมท่ีเคยถูกซอนและตองเขียนเปนเสนประน้ัน กลับกลายมาเปนพ้ืนผิวท่ีไมถูกซอนอีก
ตอ ไปแลว ทาํ ใหภ าพออโธกราฟกทเ่ี ขยี นออกมาไมมเี สนประปรากฎอยูดังแสดงในรูปที่ 9.4ค แตอยางไร
ก็ดีเพ่ือใหภาพที่เขียนนั้นเขาใจไดงายขึ้นจึงมีการเขียนเสนแรเงาเพื่อแสดงวาบริเวณใดเปนเนื้อของวัตถุ
ที่ถูกใบมีดตัด และบริเวณใดเปนชองวางบาง การใชระนาบแทนใบมีดในการตัดวัตถุเปนสวน ๆ ดังที่
กลา วไปแลวขางตนน้ันเปน เพียงการสมมติเทานั้น ไมใชการตัดวัตถุจริง ๆ ดังน้ันภาพดานบนของวัตถุที่
เขียนก็ยังคงตองมีลักษณะเหมือนเดิม (ไมใชเขียนเพียงครึ่งเดียว) ดังแสดงในรูปดานบนของรูปที่ 9.4ค
จากรปู จะเห็นวา มีการเขียนเสน เพิม่ ขึ้นมาอีกเสน (คลายเสน center line ท่มี เี สนหนาที่ปลายท้งั สองดาน)
ในภาพดา นบน ซงึ่ เสนดังกลาวใชเ พ่อื แสดงแนวทีร่ ะนาบสมมตินน้ั ตัดผานวตั ถุ

รูปท่ี 9.3 วตั ถตุ วั อยา งและภาพออโธกราฟก

(ก) (ข) (ค)

รูปท่ี 9.4 แนวคิดของการสรางภาพตัดโดยใชระนาบสมมตแิ ทนใบมีด

256    Fundamental of Engineering Drawing 

9.3 คําศพั ทท เ่ี ก่ยี วกบั การเขยี นภาพตดั และการใชง าน
9.3.1 Cutting Plane
Cutting plane เปนระนาบท่ีสมมติข้ึนเพื่อใชตัดวัตถุ เพ่ือเปดใหเห็นรายละเอียดดาน

ในท่ีตอ งการ (รูปที่ 9.5)

Cutting
plane

รปู ที่ 9.5 ตวั อยา งของ cutting plane
9.3.2 Cutting Plane Line

Cutting plane line เปนเสนแสดงขอบของระนาบที่ใชตัดวัตถุ ซึ่งเสนดังกลาวจะไป
ปรากฎอยูในภาพออโธกราฟกดังแสดงในรูปที่ 9.6 โดยเราจะแสดงเสน cutting plane line นี้ดวยเสน
รูปแบบตา ง ๆ กันดังทจ่ี ะไดอธิบายตอไป

Cutting plane line

รปู ท่ี 9.6 ตัวอยางของ cutting plane line
รูปแบบของเสน cutting plane line แบบแรกที่จะแนะนําใหรูจักนั้น จะเขียนดวยเสนเขม มีลักษณะเปน
เสน ยาว-ส้ัน-ส้ัน สลับกันไป โดยตองเริ่มตนและจบทายดวยเสนยาว ท่ีปลายทั้งสองดานของเสนจะมีหัว
ลูกศรกํากับอยูดังแสดงในรูปท่ี 9.7ก โดยทิศทางของหัวลูกศรจะช้ีไปในทิศทางท่ีผูสังเกตุจะมองวัตถุเม่ือ
ตัดบางสวนของวัตถุออกไปแลว เสน cutting plane line รูปแบบท่ีสองจะเปนเสนประเขมท่ีมีปลายทั้ง
สองเปนหัวลูกศรดังแสดงในรูปที่ 9.7ข ซึ่งทิศทางของหัวลูกศรน้ันจะมีความหมายเชนเดียวกับที่ใชใน

  Section Views  257 

เสน cutting plane line รูปแบบแรกน่ันเอง รูปแบบของเสนท้ังสองแบบนี้เปนไปตามมาตราฐาน ANSI
สวนเสน cutting plane line รูปแบบท่ีสามจะใชเสน center line ซ่ึงเปนเสน ยาว-สั้น สลับกันไป โดยท่ี
ปลายท้ังสองดานจะมีลักษณะเปนเสนเขมหนาดังแสดงในรูปท่ี 9.7ค และจะมีหัวลูกศรที่ปลายหรือไมมีก็
ได สาํ หรับเสนรปู แบบสดุ ทา ยนเ้ี ปนเสน ตามมาตราฐาน JIS และจะเปน รปู แบบท่ใี ชใ นหนงั สือเลมนด้ี วย

ANSI JIS & ISO
standard standard

(ก)

(ข) (ค)

รูปที่ 9.7 Cutting plane line รูปแบบตาง ๆ

9.3.3 Section Lines (Cross-hatch lines)
Section lines เปนเสนแรเงาที่ใชแสดงพ้ืนผิวของวัตถุท่ีถูกตัดดวย cutting plane ดัง

แสดงในรปู ที่ 9.8 ลกั ษณะของเสนทใ่ี ชเขยี น section lines นนั้ จะเปน เสนออนและมรี ปู แบบที่แตกตางกัน
ไปโดยข้ึนอยูกับชนิดของวัตถุท่ีเขียนดวย ซึ่งตัวอยางของเสน section lines สําหรับวัตถุแตละชนิดนั้น
ไดแสดงไวในรูปที่ 9.9ก-จ แตอยางไรก็ดีเพ่ือใหการเขียนเสน section lines ในการเรียนนี้เปนไปได
โดยสะดวก ก็จะขอใชเสน section lines ท่ีมีลักษณะเปนเสนเอียงท่ีขนานกันและมีระยะหางระหวางเสน
เทา ๆ กนั ดังแสดงในรูปท่ี 9.9ก

Section lines

รปู ที่ 9.8 เสน section lines

การเขียนเสน section lines ใหสวยงามน้ันจะตองควบคุมระยะหางระหวางเสนใหสม่ําเสมอ สวนขนาด
ของระยะหางนั้นกข็ ึน้ อยกู บั พ้ืนที่ ๆ จะแรเงา น่นั คือถา พ้ืนที่มีขนาดเลก็ ระยะหางระหวางเสนก็ควรเขียน
ใหเล็ก แตถาพื้นท่ี ๆ จะแรเงาน้ันมีขนาดใหญ ระยะหางระหวางเสนก็ควรจะมากข้ึนตามไปดวย โดย
ระยะหางระหวางเสนท่ีแนะนําน้ันควรมีระยะประมาณ 1.5 – 3 มิลลิเมตร ซึ่งก็ข้ึนอยูกับความเหมาะสม

258    Fundamental of Engineering Drawing 

ของพ้ืนท่ี ๆ จะแรเงานั่นเอง สําหรับการควบคุมระยะหางระหวางเสน section lines ท่ีดีและไมดีน้ันมี
ตัวอยางแสดงไวในรูปที่ 9.10 สวนขอแนะนําประการสุดทายสําหรับการเขียนเสน section lines ให
สวยงามก็คือ แนวของเสน section lines ที่เขียนน้ันไมควรวางตัวขนานหรือต้ังฉากกับเสนรูปดังที่แสดง
ในรปู ท่ี 9.11

Cast iron, Steel Concrete Sand Wood
Malleable iron
(ข) (ค) (ง) (จ)
(ก)

รูปท่ี 9.9 Section lines รปู แบบตาง ๆ

COMMON MISTAKE

รปู ที่ 9.10 รูปแบบของเสน section lines ทีด่ ีและไมด ี

COMMON MISTAKE

รูปท่ี 9.11 แนวการเขียนเสน section lines ท่ดี แี ละไมดี
9.4 ชนิดของภาพตัด

  Section Views  259 

ชนิดของการเขียนภาพตัดน้ันมีอยูหลายชนิดดวยกัน ซึ่งแตละชนิดก็เหมาะสมกับลักษณะ

ของวัตถทุ ี่ตางกนั ไป สําหรบั ชนิดของภาพตัดทจ่ี ะกลา วถึงในหัวขอ นปี้ ระกอบไปดวย

1. Full section 4. Broken-out section

2. Offset section 5. Revolved section

3. Half section 6. Removed section

9.4.1 Full Section
ภาพตัดชนิดแรกนี้เรียกวา full section การสรางภาพตัดชนิดน้ีเราจะใช cutting

plane ท่เี ปนระนาบตรงตดั ผา นตลอดแนวของวัตถุดงั ตัวอยางในรูปท่ี 9.12

รปู ท่ี 9.12 ภาพตดั แบบ full section
9.4.2 Offset Section

ภาพตัดชนิดนี้จะใช cutting plane ที่หักงอไปมา เพ่ือใหสามารถตัดผานรายละเอียด
ภายในตลอดแนวความยาวของวัตถุได ดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 9.13 และจากรูปจะเห็นวาเม่ือเสน
cutting plane line มีการเปล่ียนทิศทาง เราจะเขียนเสนบริเวณนั้นดวยเสนเขมหนา เหมือนกับที่เขียน
บรเิ วณปลายท้ังสองของเสน ดว ย

รูปท่ี 9.13 ภาพตัดแบบ offset section

260    Fundamental of Engineering Drawing 

ในกรณีของภาพตัดแบบ offset section จะเห็นวาวัตถุท่ีถูกตัดนั้นจะเกิดขอบของพ้ืนผิวหักไปมาตาม
แนวตัดของ cutting plane ซง่ึ ถาใชห ลักการฉายภาพออโธกราฟก แลว ขอบท่ีเกิดขึ้นมาก็ควรที่จะตองไป
ปรากฎเปนเสนในภาพออโธกราฟกดังแสดงในรูปที่ 9.14 แตสําหรับการเขียนภาพตัดแลวเราจะยกเวน
การเขยี นเสนขอบดงั กลาว ทําใหภ าพออโธกราฟก ที่ไดเ ปนดงั ทแี่ สดงในรปู ที่ 9.13

สวนเสนประในภาพตัดน้ันโดยปกติแลวเราจะละเวนไวน่ันคือไมตองเขียนเสนประลงไปใน
ภาพตัดดังตัวอยางในรูปที่ 9.15 ยกเวนวาการเขียนเสนประเหลาน้ันจะทําใหผูอานแบบสามารถเขาใจ
ลักษณะของวัตถุไดดียิ่งข้ึน หรือถาไมเขียนเสนประลงไปแลวจะทําใหเขาใจรูปรางของวัตถุผิดไป ดัง
ตัวอยางของวัตถุท่ีแสดงในรูปท่ี 9.16 จากรูปจะเห็นวาภาพตัดท่ีเขียนควรแสดงเสนประของพ้นื ผิวที่ถูก
ซอนอยูดวย เพอื่ ใหผ ูอา นแบบสามารถเขา ใจรปู รางของวตั ถุไดอยางถูกตอ ง

Wrong!!

รปู ท่ี 9.14 ตัวอยา งการเขยี นภาพตดั แบบ offset ทไ่ี มถกู ตอง

ภาพออโธกราฟกธรรมดา ภาพตดั ทีย่ กเวนการเขยี นเสนประ

รูปที่ 9.15 การยกเวนการเขียนเสน ประลงในภาพตัด

รปู ท่ี 9.16 ตัวอยา งภาพตดั ทคี่ วรเขยี นเสน ประดวยเพื่อใหภาพมขี อมูลทสี่ มบรู ณ

  Section Views  261 

9.4.3 Half Section
ถาวัตถุที่จะนํามาสรางภาพตัดน้ันมีความสมมาตร การใช cutting plane ตัดผาน

ตลอดแนวความยาวของวัตถุเพอื่ สรา งภาพตัดแบบ full section น้นั ไมม ีความจําเปน เพราะนอกจากตอง
แรเงาพ้ืนผิวที่เหมือนกันทั้งสองฝง (เนื่องจากความสมมาตร) ซึ่งเปนการเสียเวลาแลว เรายังตองวาด
รายละเอียดดานในซ้ําถึงสองคร้ัง ซ่ึงถารายละเอียดดานในมีความซับซอนมากก็จะทําใหผูเขียนแบบ
เสียเวลาในการวาดภาพมากข้ึนตามไปดวย การสรางภาพตัดในกรณีเชนน้ีใหใช cutting plane ท่ีมี
ลักษณะเปนมุมฉากตัดวัตถุเพียงหน่ึงในส่ีสวนดังแสดงในรูปท่ี 9.17 ถึงตรงนี้ผูอานคงเกิดความสงสัยวา
ถาตัดวัตถุเพียงหนึ่งในสี่แลวทําไมถึงยังเรียกวาภาพตัดแบบ half section อยู ซึ่งคําตอบก็คือ ถึงแมวา
จะตดั หนง่ึ ในส่ีของวัตถุออกไป แตภาพออโธกราฟกท่ีไดจะแสดงสวนที่ถูกตัดเพียงคร่ึงเดียวเทานั้น สวน
อกี ครง่ึ หนง่ึ ท่ีไมถ กู ตัดก็จะแสดงเพยี งพนื้ ผวิ ท่เี หน็ ไดจากภายนอกวัตถุโดยไมตองลงเสนประของพ้ืนผิวท่ี
ถูกซอนอยูภายใน ซ่ึงตัวอยางของวัตถุที่ถูกตัดแบบ half section และภาพออโธกราฟกที่ไดแสดงไวใน
รปู ท่ี 9.18

รูปที่ 9.17 การสรา งภาพตดั แบบ half section

รปู ที่ 9.18 ภาพออโธกราฟก ของภาพตัดแบบ half section
9.4.4 Broken-out Section

ภาพตัดชนิดนี้จะเปนการเปดใหเห็นรายละเอียดภายในวัตถุเฉพาะบริเวณท่ีมีความ
ซับซอนเทานั้น ซึ่งมักจะเปนบริเวณเล็ก ๆ ของวัตถุ แนวคิดในการสรางภาพตัดชนิดน้ีจะเร่ิมจากการใช
cutting plane ตัดผานวัตถุในแนวตั้งฉากกับทิศทางการมอง จากนั้นก็จินตนาการวาทําการกระเทาะ

262    Fundamental of Engineering Drawing 

บางสวนของวัตถุท่ีอยูดานหนา cutting plane นั้นออก ซึ่งจะทําใหเราสามารถเห็นรายละเอียดภายในที่
ซับซอนตามที่ตองการไดดังตัวอยางที่แสดงในรูปท่ี 9.19 สวนรูปที่ 9.20 นั้นเปนตัวอยางภาพออโธกรา
ฟกของวัตถุในรูปที่ 9.19 โดยแสดงทั้งแบบธรรมดาและแบบที่ใชเทคนิค broken-out section จากรูปเรา
จะเรียกเสนที่แสดงรอยแตกจากการกระเทาะของภาพตัดแบบ broken-out วาเสน break line เสนน้ีจะ
ทําหนาทแ่ี บง ขอบเขตระหวางสว นทตี่ อ งแรเงากบั พ้ืนผิวภายนอกวัตถุท่ีไมตองแรเงา การลากเสน break
line นี้จะใชเสนเบาซึ่งมีนํ้าหนักเสนเทากับเสน center line และจากรูปจะเห็นวาการเขียนภาพตัดชนิดนี้
จะยังคงเขียนเสนประในสวนที่ไมถูกแรเงาดวย เพื่อใหขอมูลของภาพน้ันครบถวน และไมตองเขียนเสน
cutting plane line ในภาพดานบน

รปู ท่ี 9.19 แนวคิดในการสรางภาพตัดแบบ broken-out section

รูปท่ี 9.20 ภาพออโธกราฟก แบบธรรมดาและแบบ broken-out section ของวัตถุตวั อยา ง
เพื่อใหเขาใจภาพตัดชนิดตาง ๆ ท่ีเรียนมาแลวไดดีย่ิงข้ึน ขอใหดูภาพเปรียบเทียบการใชเทคนิคการ
แสดงภาพตัดกับวัตถุตัวอยางดังท่ีแสดงในรูปที่ 9.21ก-ง โดยรูปท่ี 9.21ก จะเปนภาพออโธกราฟกแบบ
ธรรมดา รปู ท่ี 9.21ข แสดงภาพออโธกราฟก ทีใ่ ชเทคนิค full section สาํ หรับภาพออโธกราฟก ของวัตถุที่
ใชเทคนิค half section ก็ไดแสดงไวในรูปท่ี 9.21ค และสุดทายในรูปที่ 9.21ง เปนภาพท่ีใชเทคนิค
broken-out section

  Section Views  263 

(ก) (ข) (ค) (ง)

รปู ท่ี 9.21 การเปรียบเทยี บภาพตดั ชนดิ ตาง ๆ

ภาพตัดอีกสองชนิดสุดทายท่ีจะกลาวถึงก็คือภาพตัดแบบ revolved section และ removed section
ภาพตดั ทั้งสองชนดิ น้มี ีลักษณะท่ใี กลเ คยี งกนั มาก ซ่ึงในหัวขอ ถดั ไปจะขอกลาวถึงภาพตัดแบบ revolved
section กอน

9.4.5 Revolved Section
ภาพตัดชนิดน้ีจะใชเพ่ือแสดงพื้นผิวหนาตัดของวัตถุท่ีพิจารณา ซ่ึงหลักการในการ

สรางภาพตัดชนิดน้ีจะเร่ิมจากการใช cutting plane ตัดผานวัตถุในบริเวณท่ีตองการแสดงพื้นผิวหนาตัด
จากนั้นใหจินตนาการวาภาพพื้นผิวหนาตัดท่ีบริเวณน้ันถูกวาดไปบน cutting plane ตอไปก็ใหดึง
cutting plane ออกจากวัตถุแลวหมุนจนกระท่ังภาพพื้นผิวหนาตัดท่ีอยูบน cutting plane น้ันต้ังฉากกับ
ทศิ ทางการมองของผูสังเกตุ สุดทายผูสังเกตุก็วาดภาพตามท่ีเห็น ซึ่งก็จะไดภาพออโธกราฟกของวัตถุท่ี
ใชเทคนิค revolved section ตามที่ตองการ เพ่ือใหเขาใจหลักการท่ีไดอธิบายมาน้ีไดดียิ่งขึ้น ขอใหดู
ลําดับการสรางภาพตัดชนิดน้ีในรูปที่ 9.22ก-จ ซึ่งจากรูปที่ 9.22จ จะเห็นวาพื้นผิวหนาตัดท่ีไดจะถูกวาด
ทับลงไปบนภาพออโธกราฟก ณ ตําแหนงท่ีใช cutting plane ตัดวัตถุนั้นเลย อีกตัวอยางของวัตถุท่ีจะ
แสดงการใชเทคนิคภาพตัดชนิดนี้แสดงไวในรูปท่ี 9.23 จากรูปเปนวัตถุตัวอยางพรอมภาพออโธกราฟก
กอนการใชเทคนิคภาพตัดแบบ revolved section สวนรูปที่ 9.24 เปนภาพออโธกราฟกของวัตถุในรูปที่
9.23 ท่นี ําเทคนคิ ภาพตดั มาประยกุ ตใ ชแ ลว

264    Fundamental of Engineering Drawing 

(ก) วัตถุตวั อยางท่ีตองการสรา งภาพตัด (ข) ใช cutting plane ตดั บรเิ วณท่ี
ตอ งการแสดงพื้นผวิ หนา ตดั

(ค) ภาพพื้นผิวหนาตัดทีเ่ กดิ ข้ึนบน (ง) หมนุ cutting plane จนตัง้ ฉากกับ
cutting plane ทศิ ทางการมอง

(จ) สรา งภาพออโธกราฟกของวตั ถพุ รอ มพ้ืนผิวหนา ตดั ณ บริเวณทีต่ องการ

รูปที่ 9.22 แนวคิดในการสรางภาพตัดแบบ revolved section

รูปที่ 9.23 วตั ถตุ ัวอยา งพรอมภาพออโธกราฟกกอนประยุกตใ ชเทคนิคภาพตดั

  Section Views  265 

รปู ท่ี 9.24 ภาพออโธกราฟกของวตั ถตุ วั อยางเม่ือใชภ าพตัดแบบ revolved section

ตําแหนงในการเขียนพ้ืนผิวหนาตัดลงไปบนภาพออโธกราฟกน้ันสามารถทําไดสองรูปแบบ รูปแบบแรก
ก็คือเขียนทับลงไปบนภาพออโธกราฟกไดเลยตามตัวอยางท่ีแสดงขางตน สวนรูปแบบท่ีสองก็คือการ
เขียนรูปพ้ืนผิวหนาตัดทับลงไปบนรูปเชนเดียวกันเพียงแตเปดบริเวณท่ีตองการเขียนภาพนั้นดวยเสน
break line ดังท่แี สดงในรูปที่ 9.25

Break Superimposed

รปู ที่ 9.25 การเขียนภาพพ้ืนผิวหนา ตดั ลงไปบนภาพออโธกราฟก

9.4.6 Removed Section
ภาพตัดชนิดนี้ถือไดวาเปนสวนหนึ่งของภาพตัดแบบ revolved section เพียงแตพ้ืน

ผิวหนาตัดท่ีตองการแสดงนั้นจะถูกนําออกไปเขียนไวนอกรูป ไมเขียนทับลงไปบนภาพ ออโธกราฟก
เหมอื นกับท่ีทําในการเขียนภาพตัดแบบ revolved section โดยปกติแลวเราจะใชภาพตัดชนิดนี้แทนการ
เขียนภาพตัดแบบ revolved section เมื่อพ้ืนท่ีสําหรับวาดภาพพื้นผิวหนาตัดน้ันมีไมเพียงพอ และ
เพ่ือใหเห็นความสัมพันธระหวางภาพตัดทั้งสองชนิดนี้ไดชัดเจนมากยิ่งข้ึน ขอใหศึกษาจากตัวอยางท่ี
แสดงไวในรูปท่ี 9.26 จากรูปจะเห็นวาท้ังสองวิธีน้ันใหภาพของพื้นผิวหนาตัดท่ีเหมือนกัน เพียงแต
ตําแหนงการเขียนภาพนั้นแตกตางกัน โดยท่ีภาพตัดแบบ removed section นั้นจะนําภาพของพื้น
ผิวหนาตดั ไปเขยี นไวน อกรูป แตย งั คงอยใู นแนวทใ่ี ช cutting plane ตัดวตั ถุ

266    Fundamental of Engineering Drawing  Removed section

Revolved section

รปู ที่ 9.26 เปรยี บเทยี บภาพตัดแบบ revolved และ removed section

รูปที่ 9.27ก-ข เปนอีกตัวอยางหนึ่งที่จะทําใหเห็นไดชัดเจนมากย่ิงข้ึนวาเม่ือใดควรใชเทคนิคการสราง
ภาพตัดแบบ removed section และเม่ือใดควรใชภาพตัดแบบ revolved section จากรูปจะเห็นวาถา
พยายามใชภาพตัดแบบ revolved section แลว ภาพพื้นผิวหนาตัดจะถูกวาดทับลงไปบนภาพออโธกรา
ฟกและทําใหภาพดูยุงเหยิงมากยิ่งขึ้นเนื่องจากบริเวณดังกลาวมีพื้นที่ไมมากนักดังแสดงในรูปที่ 9.27ก
แตถาใชเทคนิค removed section ดังแสดงในรูปท่ี 9.27ข ภาพพ้ืนผิวหนาตัดจะถูกนําไปเขียนไวนอก
ภาพออโธกราฟก ซ่งึ จะทําใหการอานแบบงา ยมากยงิ่ ขึน้

(ก) ภาพตดั แบบ revolved section (ข) ภาพตัดแบบ removed section

รูปท่ี 9.27 เปรียบเทยี บภาพตดั แบบ revolved และ removed section

  Section Views  267 

โดยปกติแลวตําแหนงในการวางภาพพื้นผิวหนาตัดนั้น จะวางอยูในแนวท่ีใช cutting plane ตัดวัตถุ
นั่นเอง แตเราสามารถท่ีวางภาพพื้นผิวหนาตัด ณ ตําแหนงใดในกระดาษเขียนแบบก็ได เพียงแตจะตอง
เขียน cutting plane line บนภาพออโธกราฟกใหชัดเจน และเขียนชื่อของ cutting plane น้ันกํากับไว
สว นภาพพน้ื ผิวหนาตัดก็ตอ งเขยี นชอ่ื กาํ กับไวดานลางดวยวาเปนภาพหนาตัดที่ไดมาจากการใช cutting
plane ช่ืออะไร โดยตัวอยางของภาพที่ใชเ ทคนคิ ทไี่ ดกลา วมาน้ีไดแสดงในรปู ท่ี 9.28

AB

B
A

SECTION B – B

SECTION A – A

รูปที่ 9.28 การเขยี นภาพพื้นผวิ หนา ตดั ณ ตาํ แหนงใด ๆ โดยเขยี นชอ่ื cutting plane กํากับไว

9.5 การบอกขนาดในภาพตัด
การบอกขนาดในภาพตัดน้ันจะใชหลักเกณฑเชนเดียวกันกับท่ีไดอธิบายไปแลวในบทที่ 7

เพียงแตในบางคร้ังนั้นการสรางภาพตัดแลวบอกขนาดจะชวยใหผูเขียนแบบไมตองบอกขนาดกับ
เสนประในรูปได ดังตัวอยา งทีแ่ สดงในรปู ท่ี 9.29 และ 9.30

POOR GOOD

รปู ท่ี 9.29 ตัวอยางการบอกขนาดในภาพออโธกราฟกเมือ่ ใชเทคนคิ ภาพตัดมาชว ย

268    Fundamental of Engineering Drawing  GOOD
POOR

10
10

φ 50 φ 50

รปู ท่ี 9.30 การบอกขนาดในภาพตัด

ในกรณีภาพตัดแบบ half section เราสามารถบอกขนาดดวยการใชเสน dimension line ที่มีหัวลูกศร
ดานเดียว ที่ช้บี อกขนาดไปยังตําแหนง ภายในวัตถไุ ด ดงั ตวั อยา งท่ีแสดงในรูปที่ 9.31

φ 50

รปู ที่ 9.31 การบอกขนาดในภาพตดั แบบ half section

9.6 บทสรปุ
ในบทนเ้ี ปนการแนะนําวิธีในการเขียนภาพตัด ซ่ึงเปนวิธีท่ีชวยใหภาพออโธกราฟกที่เขียน

นน้ั มีเสนประนอยลง และทําใหสามารถเขาใจรายละเอียดดานในวัตถุไดงายขึ้น เนื้อหาในบทนี้ก็ประกอบ
ไปดวยการแนะนําคําศัพทที่ใชในการเขียนภาพตัด เชน cutting plane ซึ่งเปนระนาบสมมติที่ใชในการ
ตัดวัตถุ cutting plane line เปนเสนท่ีใชแสดงขอบของ cutting plane และ section lines ซ่ึงเปนเสนแร
เงาท่ีใชแสดงสวนท่ีเปนพื้นผิวของวัตถุท่ีถูก cutting plane ตัด จากน้ันไดแนะนําชนิดของการเขียนภาพ

  Section Views  269 

ตัด ซ่ึงประกอบไปดวยการเขียนภาพตัดแบบ full section, offset section, half section, broken-out
section, revolved section และ removed section ภาพตัดแตละชนิดก็มีความเหมาะสมกับลักษณะของ
วัตถุท่ีแตกตางกันไป สุดทายก็เปนตัวอยางของการบอกขนาดใหกับภาพตัด ซึ่งก็สามารถใชหลักการ
เดียวกบั การบอกขนาดของภาพออโธกราฟกนนั่ เอง

การเขียนภาพตัดน้ันไมใชเรื่องใหม แตเปนเพียงเทคนิคหน่ึงท่ีนํามาใชประกอบการเขียน
ภาพออโธกราฟก ของวัตถเุ ทาน้นั ดังน้นั หัวใจของการเขียนแบบวิศวกรรมยังคงเปนการเขียนภาพออโธก
ราฟกนั่นเอง สวนเรื่องของสัญนิยมในการเขียนภาพออโธกราฟกที่ไดกลาวไวในบทที่ 8 การเขียนภาพ
ตัดที่อธิบายไวในบทนี้ หรือเรื่องสัญนิยมของการเขียนภาพตัดที่จะไดกลาวในบทถัดไป ลวนแลวแตเปน
สวนเสริมใหการเขียนภาพออโธกราฟกหรือแมแตการอานภาพออโธกราฟกนั้นสามารถทําไดงายข้ึน
เทานนั้

270    Fundamental of Engineering Drawing 

แบบฝกหดั
1. จากภาพออโธกราฟกท่ีให จงสเก็ตชภาพดานหนาใหมใหอยูในรูปแบบภาพตัด ตาม cutting plane

line ที่กาํ หนดให

  Section Views  271 

2. จากภาพออโธกราฟกที่ให จงสเก็ตชภาพดานหนาใหมใหอยูในรูปแบบภาพตัด ตาม cutting plane
line ที่กําหนดให

272    Fundamental of Engineering Drawing 

3. จากภาพออโธกราฟกที่ให จงสเก็ตชภาพดานหนาใหมใหอยูในรูปแบบภาพตัด ตาม cutting plane
line ท่กี าํ หนดให

  Section Views  273 

4. จากภาพออโธกราฟกที่ให จงสเก็ตชภาพดานหนาใหมใหอยูในรูปแบบภาพตัด ตาม cutting plane
line ที่กําหนดให

274    Fundamental of Engineering Drawing 

5. จากภาพออโธกราฟกท่ีให จงสรางภาพดานบนใหเปนภาพตัด พรอมเขียน cutting plane line ที่
เหมาะสมดวย

6. จากภาพออโธกราฟก ที่ให จงสรางภาพดานบนใหเปน ภาพตดั ตาม cutting plane line ท่ีกาํ หนดให

บทที่ 10
สัญนยิ มของการเขียนภาพตัด

เน้ือหาในบทนี้จะเปนการกลาวถึงสัญนิยมสําหรับการเขียนภาพตัด ซึ่งประกอบไปดวยการ
เขียนภาพตัดสําหรับสวนประกอบที่มีลักษณะเฉพาะภายในวัตถุ เชน rib, web, spoke และ lug รวมถึง
การผสมผสานสัญนิยมสําหรับการเขียนภาพออโธกราฟกท่ีไดกลาวไปแลวในบทที่ 8 เขากับเทคนิคการ
เขียนภาพตัด เพื่อใหไดภาพออโธกราฟกที่มีความสมบูรณและสามารถทําความเขาใจไดงายยิ่งขึ้น สวน
หัวขอสุดทายท่ีจะไดกลาวถึงในบทนี้เปนเทคนิคการลดขนาดความยาวของรูปเพ่ือใหมีขนาดท่ีเหมาะสม
กับขนาดของกระดาษเขียนแบบ

10.1 การเขียนภาพตดั สําหรบั rib, web, spoke และ lug
กอนจะกลาวถึงเทคนิคการเขียนภาพตัดสําหรับ rib, web, spoke และ lug ผูเรียนควรทํา

ความรูจักกับสวนประกอบตาง ๆ เหลาน้ีเสียกอน โดยจะขอเริ่มจาก rib และ web กอน ลักษณะของ rib
น้ันจะเปนแผนบางท่ียื่นออกจากวัตถุเพื่อยึดสวนที่เปนมุมฉากเขาดวยกัน ดังตัวอยางที่แสดงในรูปท่ี
10.1 ซง่ึ แผน บางที่ยน่ื ออกมานี้มีวัตถุประสงคเพือ่ ชว ยเสรมิ ความแขง็ แรงใหกบั วัตถุน่นั เอง

Rib Rib

รูปท่ี 10.1 ลักษณะของ rib ทม่ี คี ณุ สมบัตเิ พื่อเสรมิ ความแข็งแรงของวัตถุ

276    Fundamental of Engineering Drawing 

สวน web ก็มีลักษณะเปนแผนบางท่ีย่ืนออกมาจากวัตถุเชนเดียวกันแตจะมีลักษณะท่ียาวกวา ใชยึด
สวนประกอบของวตั ถเุ ขา ไวดว ยกนั เพือ่ เสรมิ ความแข็งแรงเหมือนกบั rib ดงั ตัวอยางทีแ่ สดงในรปู ที่ 10.2

Web

รปู ท่ี 10.2 ลักษณะของ web ท่มี คี ุณสมบัตเิ พอ่ื เสริมความแขง็ แรงของวัตถุ

สวนประกอบของวัตถุถัดไปท่ีจะกลาวถึงก็คือ spoke ช้ินสวนนี้มีลักษณะเปนแทงท่ีย่ืนออกจากดุมลอ
(hub) ไปเช่ือมกับขอบของลอ (rim) ดังแสดงในรูปท่ี 10.3 จากรูปจะเห็นวา ในบางครั้งเราก็อาจจะเรียก
spoke นว้ี า ซี่ลอ หรอื ถาเปน สวนของพวงมาลัยรถยนต เรากจ็ ะเรียก spoke วา กานพวงมาลยั เปน ตน

Hub

Hub

Spoke Rim

Rim Spoke

รปู ที่ 10.3 ลักษณะของ spoke

สวนประกอบชิ้นสุดทายก็คือ lug ช้ินสวนนี้จะมีลักษณะเปนแผนเล็ก ๆ ที่ย่ืนออกมาจากวัตถุคลายหู มี
วัตถปุ ระสงคเพ่ือใชใ นการจับยึดชน้ิ สว นเขาดว ยกัน ดังแสดงในรูปที่ 10.4

Lug Lug

Lug

รปู ที่ 10.4 ลกั ษณะของ lug และการใชใ นการจับยึด

  Convention  in  Section  277 

เมื่อทราบรูปรางหนาตาของ rib, web, spoke และ lug แลว เราก็จะกลับมาท่ีการเขียนภาพตัดสําหรับ
วัตถุที่มีสวนประกอบเหลาน้ีกัน โดยสัญนิยมของภาพตัดสําหรับ rib และ web ก็คือ ถา cutting plane
ท่ีใชตัดวัตถุน้ัน ตัดผานความบางของ rib หรือ web แลว ใหยกเวนการเขียนเสนแรเงา (section
lines) ในสวนท่ีเปน rib หรือ web น้ัน เพ่ือใหเขาใจขอยกเวนน้ีไดดียิ่งข้ึน ขอใหศึกษาจากตัวอยางท่ี
แสดงในรูปท่ี 10.5 – 10.7 โดยรปู ท่ี 10.5 จะแสดงภาพพิคทอเรียลพรอมท้ังภาพออโธกราฟกของวัตถุที่
ยงั ไมไดใชเทคนิคภาพตัด ซ่ึงถานําเทคนิคภาพตัดมาประยุกตใชแตไมนําสัญนิยมมาใชดวย ก็จะไดภาพ
ออโธกราฟกดังท่ีแสดงในรูปที่ 10.6 ซง่ึ จากรูปจะเห็นวาภาพตัดที่ไดนั้นอาจทําใหผูอานแบบเขาใจรูปราง
ของวัตถุผิดไปได เพราะไมสามารถแยกแยะสวนที่เปน rib (แผนบาง ๆ เฉพาะตําแหนง) กับสวนที่เปน
เน้ือวัตถุท่ีกระจายตัวอยูโดยรอบ แตถานําสัญนิยมท่ีกลาววา ใหยกเวนการเขียน section lines ใน
บริเวณที่เปน rib หรือ web มาประยุกตใชแลว เราก็จะไดภาพออโธกราฟกดังที่แสดงในรูปที่ 10.7 คราว
น้จี ะเหน็ ไดวา ภาพออโธกราฟก ทไ่ี ด สามารถชว ยผอู านแบบในการแยกแยะสว นที่เปน rib ออกจากสว นที่
เปน เนื้อวตั ถุปกตไิ ด

รปู ที่ 10.5 ภาพพคิ ทอเรยี ลและภาพออโธกราฟก ของวตั ถตุ วั อยา ง

?? 

รูปที่ 10.6 ภาพตัดของวัตถุตวั อยา งท่มี ี rib แตไ มไดใชส ญั นยิ มสําหรบั ภาพตดั

278    Fundamental of Engineering Drawing 

รูปท่ี 10.7 ภาพตัดที่ใชส ญั นยิ มสําหรบั rib
สวนถัดไปจะเปนกรณีเม่ือ cutting plane ตัดผานสวนบางของ web บาง ดังวัตถุตัวอยางที่แสดงในรูปที่
10.8 – 10.9 โดยรูปท่ี 10.8 จะเปนภาพตัดท่ีไมไดใชสัญนิยม ในขณะที่รูปที่ 10.9 นั้นเปนภาพตัดเมื่อ
นําสัญนิยมมาประยุกตใช จะเห็นไดวาถาไมนําสัญนิยมมาประยุกตใช ภาพตัดท่ีไดจะทําใหผูอานแบบ
เขาใจวา วัตถุที่พิจารณาอยูนั้นประกอบไปดวยแทงส่ีเหลี่ยมตันสองแทงที่ต้ังอยูบนฐาน ทั้งท่ีความเปน
จริงแลวแทงท่ีตั้งอยูบนฐานนั้นไมไดเปนแทงสี่เหล่ียมตันอยางท่ีคิด แตเมื่อนําสัญนิยมมาประยุกตใชกับ
ภาพตดั ของวัตถุทม่ี ี web แลว ภาพออโธกราฟก ท่ไี ดจะแสดงใหเห็นสวนที่เปนแกนของแทงน้ัน และสวน
ท่เี ปน แผน บางย่นื ออกมา (web) เพือ่ ชวยเสรมิ ความแข็งแรง

รูปท่ี 10.8 ภาพตัดของวตั ถทุ ี่ไมไดป ระยุกตใชเ ทคนคิ สญั นิยม

รปู ท่ี 10.9 ภาพตัดของวัตถตุ วั อยา งทผ่ี า นการใชส ัญนยิ มสําหรับ web

  Convention  in  Section  279 

แตถา cutting plane ตัดทางขวางของ rib หรือ web แลว ก็ใหลงเสน section lines ตามปกติ ดัง
ตัวอยา งท่แี สดงในรูปท่ี 10.10

รปู ที่ 10.10 ภาพตดั ของวตั ถุในกรณีท่ี cutting plane ตัดทางขวางของ web
การสรางภาพตัดในบางครั้งนั้น เราอาจใช cutting plane มากกวาหน่ึงระนาบในการตัดวัตถุช้ินเดียวกัน
ก็ได ดังตัวอยางท่ีแสดงในรูปที่ 10.11 จากรูปจะเห็นวาภาพดานหนานั้นมีเสน cutting plane line อยู
สองเสน ดว ยกนั โดยแตละเสน น้ันก็ทาํ ใหเ กิดภาพตัดปรากฎอยูในทิศทางท่ีตั้งฉากกับ cutting plane line
นั้น ๆ เชน cutting plane line ที่ลากในแนวด่ิง ก็จําทําใหเกิดภาพตัดไปปรากฎเปนภาพดานขวา สวน
cutting plane line ท่ีลากในแนวนอนนนั้ กจ็ ะไปทําใหเ กิดภาพตัดในภาพดา นบน ดังทีแ่ สดงในรูป

รูปที่ 10.11 ตัวอยา งภาพตดั ของวตั ถุในกรณที ีม่ ี cutting plane มากกวาหนึง่ ระนาบ

280    Fundamental of Engineering Drawing 

สัญนิยมสําหรับสวนประกอบถัดไปก็คือ สัญนิยมสําหรับ spoke ซ่ึงมีขอกําหนดวา ถา cutting plane
ตัดผานตามความยาวของตัว spoke แลว ใหยกเวนการเขียนเสนแรเงา (section lines) ในสวน
ท่ีเปน spoke น้ัน ดังตัวอยางที่แสดงในรูปท่ี 10.12 – 10.13 โดยรูปท่ี 10.12 เปนภาพพิคทอเรียลของ
วัตถุท่ีถูก cutting plane ตัดผานพรอมกับภาพออโธกราฟกท่ีไดเม่ือไมไดใชสัญนิยมของภาพตัด จาก
ภาพจะเห็นวาภาพตัดท่ีไดจะทําใหผูอานแบบเขาใจรูปรางของวัตถุไมถูกตองตามความเปนจริง คืออาจ
เขาใจไปไดวาสวนที่เชื่อมตอระหวางดุมลอตรงกลางกับขอบดานนอกมีลักษณะเปนแผนตอเนื่อง ดังที่
แสดงในรูป แตถานําสัญนิยมมาประยุกตใชในการสรางภาพตัด ก็จะทําใหไดภาพออโธกราฟกดังที่แสดง
ในรูปที่ 10.13

?? 

รปู ที่ 10.12 ภาพตดั ของวตั ถุทม่ี ี spoke แตไ มไดใ ชสญั นยิ ม

รูปที่ 10.13 ภาพตดั ของวตั ถุที่มี spoke เมื่อใชสญั นยิ ม

  Convention  in  Section  281 

สัญนิยมสําหรับสวนประกอบแบบสุดทายก็คือ สัญนิยมสําหรับ lug ในกรณีของ lug น้ัน ไมวา cutting
plane จะตัดผาน lug ในลักษณะใด (ตัดขวางหรือตัดตามความบางของ lug) ก็กําหนดใหยกเวนการ
เขียนเสนแรเงา (section lines) ในสวนที่เปน lug นั้น ดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 10.14ก-ข จากรูปที่
10.14ก จะเห็นวาวัตถุตัวอยางนั้นมีลักษณะเปนทรงกระบอก และมีแผนขนาดเล็กย่ืนออกมาจากตัว
ทรงกระบอกคลายกับหูของแกวน้ํา ซ่ึงเม่ือมี cutting plane ตัดผานหูเหลาน้ี ภาพตัดท่ีวาดก็ใหยกเวน
การแรเงาในสว นทเ่ี ปนหู ทาํ ใหไ ดภ าพออโธกราฟกของวตั ถเุ ปนดังรูปที่ 10.14ข

รปู ที่ 10.14 ภาพตดั ของวตั ถุที่มี lug โดยใชส ญั นยิ ม

10.2 การใชส ญั นยิ ม align กบั การเขยี นภาพตดั
เราไดเรียนสัญนิยม align มาแลวในบทท่ีเก่ียวกับสัญนิยมในการเขียนภาพออโธกราฟก

สวนในหัวขอน้ี เราจะนําเอาสัญนิยม align มาประยุกตใชกับการเขียนภาพตัด ซึ่งหลักการของสัญนิยม
แบบ align ก็คือ ใหจินตนาการวาเราสามารถหมุนบางสวนของวัตถุที่วางตัวอยูอยางสมมาตรกับแกนใด
แกนหน่ึงในวัตถุ โดยหมุนใหสวนน้ันแสดงระยะหางท่ีแทจริงของตนเองกับแกนสมมาตรนั้นออกมา รูปที่
10.15 เปนตัวอยางของวัตถุที่นํามาสรางภาพตัดโดยไมใชสัญนิยมแบบ align ซ่ึงภาพตัดท่ีไดจะทําให
ผูอ า นแบบมคี วามรูสึกวา วัตถุนี้ถูกเจาะรูโดยมีระยะหางของรูน้ันไมสมมาตรรอบแกน แตเมื่อนําสัญนิยม
แบบ align มาประยุกตเขากับการเขียนภาพตัดแลวก็จะทําใหไดภาพดังท่ีแสดงในรูปท่ี 10.16ก-ข จาก
รปู ที่ 10.16ก-ข นั้นจะเห็นวา เราสามารถเขียนรูปแบบของเสน cutting plane line ไดสองแบบ ซ่ึงท้ังสอง
แบบนี้อาศัยแนวคิดในการสรางภาพตัดและการใชสัญนิยม align ท่ีตางกัน แตอยางไรก็ดีภาพตัดท่ีได
จากทงั้ สองแบบนกี้ จ็ ะมีลกั ษณะท่ีเหมอื นกัน โดยแบบแรกจะใชเ สน cutting plane line ลากตัดผานรูเจาะ

282    Fundamental of Engineering Drawing 

ท่ีตองการจะแสดงรายละเอียด แลวใชเทคนิค align ในการหมุนภาพของรูท่ีถูกตัดนี้จนกระท่ังสามารถ
แสดงระยะหางที่แทจริงระหวางรูและแกนสมมาตรได สวนแบบท่ีสองจะใชเสน cutting plane line ลาก
ยาวตลอดวัตถุเลย แลวคอยใชเทคนิค align ในการหมุนรูใหมาอยูในแนวที่เสน cutting plane line ตัด
ผานตัววัตถุ ผูเรียนสามารถลากเสน cutting plane line รูปแบบใดก็ได สวนรูปท่ี 10.17 – 10.20 เปน
ตวั อยา งของภาพตดั ทใี่ ชเ ทคนคิ align มาประยกุ ตใ ช

รปู ที่ 10.15 ภาพตดั ของวตั ถุทไ่ี มใ ชสญั นิยม align

(ก) (ข)
รปู ที่ 10.16 ภาพตดั ของวตั ถุทใ่ี ชส ัญนยิ ม align

รปู ท่ี 10.17 ภาพตดั แบบ align (1)

  Convention  in  Section  283 

รปู ท่ี 10.18 ภาพตัดแบบ align (2) รูปท่ี 10.19 ภาพตดั แบบ align (3)

รปู ท่ี 10.20 ภาพตดั แบบ align (4)

10.3 การยอภาพใหส้ันลงเพ่ือความเหมาะสมกบั กระดาษเขยี นแบบ (convectional break)
ในกรณีท่ีเราตองเขียนภาพออโธกราฟกของวัตถุท่ีมีความยาวมาก ๆ เชน รางรถไฟ หรือ

ไมต กี อลฟ ลงบนกระดาษเขยี นแบบ เราจําเปนตอ งยอขนาดของวัตถลุ งอยางมาก เพ่ือท่ีจะสามารถบรรจุ
ภาพของวัตถุน้ันลงไปในกระดาษเขียนแบบได ซึ่งการยอขนาดลงมาก ๆ นี้จะทําใหรายละเอียด
บางอยางของวัตถุ เชน รายละเอียดของหัวไมกอลฟ มีขนาดท่ีเล็กลงไปอีก ซ่ึงจะทําใหการอานแบบทํา
ไดยากมากขึ้นดวย ขอแนะนําในการแกปญหาเชนน้ีก็คือ ใหตัดสวนท่ีทําใหรูปมีความยาวออก ซ่ึงโดย
ปกติแลวสวนท่ีทาํ ใหรปู มีความยาวน้ี มกั จะไมมีรายละเอียดใด ๆ เปนพิเศษ เชน สวนที่เปนกานของไมตี
กอลฟ เปนตน แลวลากเสน break line เพื่อแสดงวาเรายอภาพของวัตถุในบริเวณดังกลาวใหสั้นลง
เพื่อใหเขาใจการยอภาพน้ีไดมากขึ้นขอใหศึกษาจากตัวอยางในรูปที่ 10.21 – 10.22 โดยรูปที่ 10.21
เปนการแสดงตัวอยางของภาพออโธกราฟกของวัตถุที่มีความยาว ซ่ึงวาดดวยสเกล 1:1 อยู จากรูปจะ
เห็นวาสวนกลางของวัตถุน้ันเปนสวนที่ทําใหรูปท่ีวาดมีความยาว แตสวนดังกลาวไมมีรายละเอียดใด ๆ
เปนพิเศษเลย อีกท้ังภาพท่ีไดยังใหรายละเอียดท่ีปลายท้ังสองขางไมชัดเจนดวย แตถาเราใชเทคนิค
convectional break กับภาพดังกลา ว โดยตดั สว นกลางของวตั ถุออกไปบางสวน แลวทําการขยายภาพที่

284    Fundamental of Engineering Drawing 

เขียนใหมีขนาดที่ใหญข้ึน ก็จะทําใหเราไดภาพออโธกราฟกของวัตถุที่สามารถเห็นรายละเอียดที่ปลาย
ท้ังสองขางไดชัดเจนมากยิง่ ขน้ึ ดงั ทีแ่ สดงในรปู ท่ี 10.22

SCALE 1:1

รูปที่ 10.21 ภาพวตั ถตุ วั อยา งท่ีมคี วามยาวมาก

SCALE 2:1

รูปท่ี 10.22 ภาพวัตถตุ วั อยางที่ใชเ ทคนคิ convectional break

สําหรับลักษณะของเสน break line ดังที่แสดงในรูปที่ 10.22 นั้นจะข้ึนอยูกับชนิดของวัสดุ และรูปราง
ของวัตถุที่จะทํา conventional break โดยตัวอยางของเสน break line สําหรับวัสดุบางชนิดและรูปรางท่ี
พบเหน็ ไดบอ ย ๆ ไดแสดงไวในรูปที่ 10.23

Rectangular Wood
cross section Metal

Cylindrical
cross section

Tubular
cross section

รปู ท่ี 10.23 ภาพวัตถตุ วั อยางทใ่ี ชเ ทคนคิ convectional break

  Convention  in  Section  285 

การลงขนาดใหกับภาพออโธกราฟกที่เขียนโดยใชเทคนิค conventional break เชนนี้ ตองใชขนาดของ
วตั ถุจริง ๆ หามใชข นาดของรูปที่ถกู ขยายข้นึ มาแลว ดังทแ่ี สดงตัวอยางไวใ นรูปที่ 10.24

φ16

Typical method 800

φ16

800

Use not to scale dimensions

รปู ที่ 10.24 การลงขนาดกบั ภาพออโธกราฟก ท่ีใชเทคนิค conventional break

10.4 บทสรุป
เน้ือหาในบทนี้เปนการนําเสนอสัญนิยมสําหรับการเขียนภาพตัด โดยเริ่มจากการแนะนํา

สวนประกอบท่ีมักจะพบเห็นไดในวัตถุ ซึ่งไดแก rib, web, spoke และ lug พรอมทั้งสัญนิยมเมื่อตอง
เขียนภาพตัดสําหรับวัตถุที่มีสวนประกอบเหลานี้ โดยรายละเอียดของสัญนิยมนี้ก็คือจะยกเวนการเขียน
เสน section lines เม่ือใช cutting plane ตัดผานสวนประกอบเหลานั้น หัวขอถัดไปเปนการนําสัญนิยม
แบบ align มาประยุกตใชกับการเขียนภาพตัด และสุดทายก็เปนเทคนิค convectional break ซึ่งจะชวย
ตัดสวนที่ไมสาํ คญั ของวตั ถอุ อก ทาํ ใหภาพโดยรวมสั้นลงและเขียนรายละเอียดในสว นอื่น ๆ ไดมากข้ึน

286    Fundamental of Engineering Drawing 

แบบฝกหดั
1. จากภาพออโธกราฟกทก่ี ําหนดให จงวาดภาพดา นหนา ใหมใ หอ ยูในรปู แบบ full section

  Convention  in  Section  287 

2. จากภาพออโธกราฟกท่ใี ห จงวาดภาพดานหนา ใหมใ นรปู แบบ half section

288    Fundamental of Engineering Drawing 

3. จากภาพพิคทอเรียลท่ีให จงเขียนภาพออโธกราฟก โดยหนึ่งในภาพนั้นใชเทคนิค full section และ
ประยุกตใชเทคนคิ align เขากับภาพเพื่อใหเหน็ ขนาดของ rib ทแี่ ทจรงิ

  Convention  in  Section  289 

4. จงวาดภาพออโธกราฟก ตามเสน cutting plane lines A–A และ B–B ท่ีกําหนดให

290    Fundamental of Engineering Drawing 

5. จงวาดภาพออโธกราฟก ตามเสน cutting plane lines A–A และ B–B ท่กี าํ หนดให

บทที่ 11
สลักเกลยี วและการจับยึด

ในบทนจ้ี ะเปน หัวขอทเ่ี กี่ยวกับชิ้นสวนที่ใชสาํ หรบั การจบั ยดึ ช้นิ งาน ซง่ึ การจบั ยดึ ชน้ิ งานนั้น
มีหลายแบบดวยกัน แตเราจะเนนเฉพาะการจับยึดช้ินงานที่ใชสลักเกลียว (bolt) และแปนเกลียว (nut)
เทาน้ัน อยางไรก็ดีผูเรียนก็จะไดทราบรูปแบบการจับยึดอ่ืน ๆ ท่ีใชเกลียวดวย เชน stud และ screw
เปนตน พรอมทั้งจะไดเรียนรูคําศัพทท่ีเก่ียวของกับเกลียวและโครงสรางของเกลียว สวนหัวขออ่ืนที่จะ
กลาวถึงก็คือหลักการในการวาดชิ้นสวนสําหรับการจับยึดเหลานี้ การบอกขนาด รวมถึงการใชงานสลัก
เกลยี วและแปน เกลียวอยา งถกู ตองเหมาะสม

11.1 การจบั ยึดชน้ิ งานรูปแบบตา ง ๆ
เราสามารถแบงลักษณะการจับยึดได 2 แบบใหญ ๆ คือ การจับยึดแบบถาวร และการจับ

ยึดแบบช่ัวคราว สําหรับตัวอยางการจับยึดแบบถาวรน้ันไดแก การเช่ือม การจับยึดดวยกาว หรือการใช
rivet ดงั แสดงในรปู ท่ี 11.1

Welding Gluing Riveting

รูปที่ 11.1 การจับยดึ ชิน้ งานแบบถาวร

292    Fundamental of Engineering Drawing 

สวนการจับยึดแบบช่ัวคราวก็ยังสามารถแบงยอยออกไปไดอีก 2 แบบ คือ การจับยึดที่ใชเกลียว ซึ่ง
ประกอบไปดวย bolt, nut, stud และ screw ดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 11.2ก สวนอีกรูปแบบหน่ึงคือ
การจบั ยดึ ท่ไี มใ ชเกลยี ว ซึ่งไดแก key, pin ดงั แสดงไวใ นรูปที่ 11.2ข

key

(ก) การจบั ยึดแบบใชเ กลยี ว (ข) การจับยดึ แบบไมใชเ กลยี ว

รูปที่ 11.2 การจับยึดช้ินงานแบบชวั่ คราว

ตามท่ีไดกลาวไวขางตนแลววาเราจะเนนเน้ือหาเฉพาะการจับยึดที่ใชเกลียวเทานั้น โดยตัวอยางการใช
งานของชิ้นสวนทมี่ เี กลยี วน้ี ไดแ ก

1. ใชเ พอ่ื การจบั ยดึ ดังแสดงในรูปท่ี 11.3 และ
2. เพ่อื ใหช น้ิ สวนมีการเคล่ือนทีส่ มั พัทธกันได ดังแสดงในรูปท่ี 11.4

Part A Part B
Part C

รูปที่ 11.3 การใชช ิ้นสว นทีม่ เี กลียวในการจบั ยึดชน้ิ งาน

Wood working vise Palm fruit pressing machine

รปู ท่ี 11.4 การใชช้นิ สว นท่ีมเี กลียวเพือ่ ทําใหช้นิ สว นอน่ื เคล่ือนทสี่ มั พทั ธก นั ได

  Threaded  Fasteners  293 

11.2 คําศพั ททเ่ี ก่ยี วกับเกลยี ว
- เกลยี วนอก (external thread) หรือบางครงั้ เรียกวา เกลยี วตวั ผู จะมีลกั ษณะเปนเกลียว
ท่ีอยูบนผวิ นอกของทรงกระบอก ดงั แสดงในรูปที่ 11.5
- เกลยี วใน (internal thread) หรือบางครัง้ เรียกวา เกลียวตัวเมีย จะมีลักษณะเปนเกลียว
ที่อยบู นผวิ ภายในของรู ดงั แสดงในรปู ท่ี 11.5

รูปท่ี 11.5 ลกั ษณะของเกลียวนอกและเกลยี วใน

- เกลียวขวา (right-hand thread) คือเกลียวที่ถาถูกหมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกาแลว
จะเปนการขนั เกลยี วใหแ นน เกลยี วชนดิ นี้จะพบเหน็ ไดบอยทส่ี ดุ ในชวี ติ ประจาํ วนั เพราะ
ถาผูเรียนลองทบทวนดูจะพบวาทุกครั้งที่เราตองการจะขันสกรูใหแนน เราก็จะบิดมันใน
ทศิ ทางตามเขม็ นาฬกิ าเสมอ ลักษณะของเกลยี วขวาไดแสดงไวในรปู ที่ 11.6

- เกลยี วซา ย (left-hand thread) คอื เกลียวท่ีถาถูกหมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาแลวจะ
เปนการขันเกลียวใหแนน เกลียวชนิดน้ีจะพบเห็นไดไมบอยนัก แตอุปกรณท่ีสามารถ
พบวามีเกลียวซายอยูดวยก็คือ turnbuckle ดังที่แสดงในรูปท่ี 11.7 อุปกรณชนิดนี้จะมี
ท้ังเกลียวซา ยและเกลียวขวาอยูในตัวเอง ดังน้ันเม่ือจับสวนตรงกลางหมุนแลว การหมุน
นั้นจะทาํ ใหเกิดการหมุนตามเข็มกับเกลียวดานหนึ่ง และหมุนทวนเข็มกับเกลียวอีกดาน
หนึ่งเสมอ ซึ่งจําทําใหเ กลยี วท้งั สองดานนนั้ เคลอ่ื นท่ีเขาหากนั หรอื ออกจากกนั ได

รปู ท่ี 11.6 ลกั ษณะของเกลยี วขวาและเกลียวซาย

294    Fundamental of Engineering Drawing 

รปู ท่ี 11.7 Turnbuckle ท่มี ที ัง้ เกลยี วซา ยและเกลียวขวา

- ยอดเกลยี ว (crest) คือสว นท่ีเปน ขอบสงู สดุ ของเกลยี ว
- ฐานเกลียว (root) คอื สวนทตี่ า่ํ สุดของเกลยี วเม่ือเกลยี วนัน้ อยูบ นผวิ ทรงกระบอก
- มมุ ของเกลียว (thread angle) มุมระหวางผวิ ของเกลยี วทอ่ี ยตู ิดกนั

ลกั ษณะของ crest, root และ thread angle สําหรับเกลยี วนอกและเกลียวในนน้ั แสดงไวในรปู ที่ 11.8

External Thread Internal Thread

Thread angle

Root Crest

Root Crest

รปู ท่ี 11.8 โครงสรางของเกลยี ว

- Major diameter คือขนาดเสนผาศูนยกลางท่ีใหญที่สุดของเกลียว ไมวาเกลียวน้ันจะ
เปน เกลยี วนอกหรือเกลียวใน

- Minor diameter คือขนาดเสน ผา ศูนยกลางท่เี ล็กที่สดุ ของเกลยี ว ไมว าเกลียวน้ันจะเปน
เกลยี วนอกหรือเกลียวใน

เน่ืองจาก major และ minor diameter เปนสวนสําคัญของเกลียวซึ่งตองนํามาใชสําหรับการวาดตัว
เกลียวเอง และใชเปนขนาดมาตรฐานสําหรับการเลือกใชเกลียว ดังน้ันเพื่อใหเขาใจความหมายของ
major และ minor diameter ใหมากข้ึนขอใหศกึ ษาจากตัวอยา งในรปู ท่ี 11.9

External Thread Internal Thread

Minor dia.
Major dia.
Minor dia.
Major dia.

รูปที่ 11.9 Major และ minor diameter

  Threaded  Fasteners  295 

- Pitch คือระยะระหวา งยอดเกลยี วไปยังยอดเกลียวถดั ไป ดงั แสดงในรปู ท่ี 11.10
- Lead คือระยะที่เกลียวเคลื่อนท่ีไปเม่ือหมนุ เกลียวน้ันครบ 1 รอบ ตัวอยางของเกลียวที่

มีระยะ pitch และ lead ตาง ๆ กันไดแสดงไวในรูปท่ี 11.11 จากรูปจะเห็นวา ถาระยะ
pitch มีคาเทากับระยะ lead แลว เม่ือหมนุ เกลียวครบหน่ึงรอบ เกลียวจะเคล่ือนท่ีไปได
เปนระยะเทากับหนึ่งยอดเกลียว แตถาเกลียวมีระยะ lead เปนสามเทาของระยะ pitch
แลว เมือ่ หมุนเกลยี วครบหนง่ึ รอบ เกลียวจะเคลอ่ื นท่ไี ปไดสามยอดเกลยี ว

External Thread Internal Thread

Pitch Pitch

รูปที่ 11.10 ระยะ pitch ของเกลียว

รปู ท่ี 11.11 เกลียวทมี่ รี ะยะ pitch และ lead ตา ง ๆ กนั

- รูปรางของเกลียว (thread form) รูปรางลักษณะของเกลียวนั้นมีหลายรูปแบบดวยกัน
ดังแสดงในรูปที่ 11.12 โดยแตละรูปแบบนั้นก็เหมาะสมกับการใชงานที่แตกตางกัน ซึ่ง
ความเหมาะสมของการใชงานสําหรับเกลียวแตละแบบนั้นอยูนอกเหนือจากเนื้อหาของ
การเขยี นแบบวิศวกรรม

Example : รูปที่ 11.12
“knuckle thread form” รูปรางของเกลียวแบบตา ง ๆ
และตวั อยางของเกลยี วแบบ
knuckle

296    Fundamental of Engineering Drawing 

11.3 การสรา งเกลียวนอกและเกลยี วใน
อุปกรณส าํ หรับการสรางเกลียวนอกน้ันประกอบไปดวย thread die และ die stock ดงั แสดง

ในรูปท่ี 11.13 ซึ่งการใชงานนั้นจะเร่ิมจากการนํา thread die ใสเขาไปใน die stock แลวล็อคใหแนน
จากนั้นนําไปสวมไวท่ีปลายทรงกระบอกที่ตองการสรางเกลียวนอก แลวเร่ิมหมุน die และ die stock
โดยใชมอื จับไปที่ดามจับดังแสดงในรูปท่ี 11.14 การหมุนไปมาเชนน้ีจะทําใหฟนที่อยูดานในของ die กัด
เน้อื ทรงกระบอกใหเปนเกลยี วตามทต่ี อ งการ

(ก) Thread die (ข) Die stock

รูปท่ี 11.13 ลกั ษณะของ thread die และ die stock

รูปที่ 11.14 การใช die และ die stock ในการสรา งเกลียวนอก

อุปกรณในการสรางเกลียวในประกอบไปดวย สวาน, ดอกสวาน (drill bit), tap และ tap wrench ดัง
แสดงในรปู ที่ 11.15 การสรางเกลยี วในดวยอปุ กรณด งั ท่กี ลา วขา งตนนนั้ จะเรม่ิ จากการใชส วานเจาะรูบน
วัตถุที่ตองการสรางเกลียวกอน จากนั้นนํา tap ติดต้ังลงไปใน tap wrench ดังแสดงในรูปที่ 11.16ก แลว
นําปลาย tap อีกดานใสเขาไปในรูท่ีเจาะไว แลวเร่ิมหมุน tap กับ tap wrench ไปมา โดยจับท่ีดามจับดัง
แสดงในรูปท่ี 11.16ข ซ่ึงฟนที่อยูบนผิวของ tap ก็จะกัดเน้ือภายในของรูเพ่ือสรางเกลียวในตามท่ี
ตองการ

  Threaded  Fasteners  297 

(ก) ดอกสวาน (ข) Tap (ค) Tap wrench

รปู ที่ 11.15 อปุ กรณส าํ หรับการทาํ เกลยี วใน

(ก) ติดต้ัง tap ใน tap wrench (ข) การสรางเกลียวใน

รูปที่ 11.16 การใช tap และ tap wrench ในการสรา งเกลียวใน

11.4 เทคนิคการเขียนเกลียวแบบตาง ๆ
เทคนคิ การเขยี นเกลียวน้ันมีทง้ั หมด 3 รูปแบบ ดงั นี้
1. การเขยี นเกลยี วแบบ detailed
2. การเขียนเกลยี วแบบ schematic
3. การเขยี นเกลยี วแบบ simplified

เทคนคิ การเขยี นเกลยี วแบบ detailed นนั้ จะแสดงเกลียวในรูปแบบที่เหมือนจรงิ ดังตัวอยา ง
ท่ีแสดงในรูปท่ี 11.17 จากรูปจะเห็นวา เราใชเสนเฉียงแทนยอดและฐานของเกลียว โดยยอดและฐาน
ของเกลียวท่ีวาดจะมีลักษณะเปนฟนแหลมทํามุมประมาณ 60° ดังแสดงในรูป การเขียนเกลียวแบบน้ีจะ
ใหภ าพทม่ี คี วามสมจรงิ มากที่สดุ แตก ็วาดยากทส่ี ดุ ดวยเชนเดียวกนั

External thread Internal thread

Thread runout

Pitch 60o

รปู ที่ 11.17 การแสดงเกลยี วแบบ detailed

298    Fundamental of Engineering Drawing 

สวนสาํ คัญของเกลยี วอกี สว นหนึง่ ทแ่ี สดงไวในรูปท่ี 11.17 ก็คอื บริเวณสิน้ สุดของเกลียวกอนที่จะเปนเน้ือ
ของวัตถุ จากรูปจะเห็นวาเกลียวในบริเวณน้ันจะเปนเกลียวท่ีมีรูปรางไมสมบูรณ เน่ืองจาก die ท่ีใชกัด
เกลียวน้ันจะไมสามารถสรางฟนเกลียวที่สมบูรณไดในบริเวณส้ินสุดเกลียว ซ่ึงบริเวณดังกลาวนั้นเราจะ
เรียกวา thread runout

เทคนิคการเขียนเกลียวแบบที่สองท่ีจะกลาวถึงก็คือ การเขียนเกลียวแบบ schematic การ
เขียนเกลยี วแบบน้จี ะใชเสน ยาวแทนยอดของเกลยี ว (crest) และใชเสนส้ันแทนฐานของเกลียว (root) ดัง
แสดงในรูปที่ 11.18 โดยเสนยาวนั้นจะเขียนดวยเสนบาง สวนเสนส้ันจะเขียนดวยเสนเขม และระยะหาง
ระหวา งเสน ยาวกจ็ ะมคี าเทา กบั ระยะ pitch ของเกลยี ว

External thread Internal thread

Pitch Root (thick line)
Crest (thin line)

รูปท่ี 11.18 การแสดงเกลยี วแบบ schematic

เทคนิคการเขียนเกลียวแบบสุดทายท่ีจะกลาวถึงก็คือ การเขียนเกลียวแบบ simplified ซ่ึง
เปนแบบทีเ่ ราจะใชเปนหลักในหนังสอื เลมน้ี เน่อื งจากเขยี นไดงา ยและไมเ สยี เวลาในการเขียนเกลียวทีละ
เกลียวเหมือนกับสองแบบขางตน รูปแบบของการเขียนเกลียวแบบน้ีแสดงไวในรูปท่ี 11.19 จากรูปจะ
เห็นวา เราใชเ สน เขม แทนสวนทเ่ี ปนยอดเกลียว (crest) เสน บางแทนสวนที่เปนฐานเกลียว (root) และใช
เสนบางท่ีลากเฉียงเพื่อแสดงสวนที่เปน thread runout นอกจากนี้แลวในรูปท่ี 11.19 ยังไดแสดงการ
เขียนเกลียวในแบบ simplified ท้ังในกรณีท่ีไมไดทํา section และแบบที่ทํา section ดวย โดย
รายละเอียดในการเขยี นเกลียวนัน้ จะไดก ลา วในหวั ขอ ถัดไป

External thread Internal thread Internal thread

Thread runout

Pitch/2

Root Sectional view
Crest

รปู ที่ 11.19 การแสดงเกลียวแบบ simplified พรอมท้งั การเขยี นเกลยี วในแบบ section และไม section

  Threaded  Fasteners  299 

11.5 การเขียนเกลยี วแบบ simplified

กอนที่จะกลาวถึงรายละเอียดของการเขียนเกลียวแบบ simplified น้ัน จะขอนําเสนอ
มาตรฐานสาํ หรับใชในการเรียกขนาดของเกลียวกอน ซึ่งการเรยี กขนาดของเกลยี วนน้ั จะใชตวั อกั ษร M
แลวตามดวยตัวเลขท่ีบอกขนาดของ major diameter สวนขนาดของ minor diameter และ pitch ของ
เกลียวแตละขนาดนั้น สามารถดูตัวอยางไดจากตารางที่แสดงในรูปท่ี 11.20 จากตารางจะพบวา มีคาใน
ตารางทีต่ องกลาวถึงอีกหนึ่งคาก็คือคาของ tap drill size ผูผลิตจะใชคาน้ีในการเจาะรูกอนการทําเกลียว
ในนั่นเอง และจะเห็นไดวาขนาดของ tap drill size น้ันจะใหญกวาขนาดของ minor diameter เล็กนอย
ซึ่งในทางปฏิบัติแลว การที่เราเจาะรูใหมีขนาดที่ใหญกวา minor diameter น้ี จะทําใหเกิดชองวาง
เล็กนอยระหวางเกลียวตัวผูและเกลียวตัวเมีย ทําใหการขันเกลียวตัวผูเขาไปในเกลียวตัวเมียนั้นมีความ
คลองตัวมากยิ่งขึ้น แตอยางไรก็ดีเวลาเขียนแบบเราจะกําหนดใหคา minor diameter มีคาเทากับ tap
drill size เพือ่ ใหการเขยี นแบบมคี วามสะดวกมากยิง่ ข้ึน

Nominal Major Pitch Minor Tap drill size
size diameter diameter
M6 1.00 5.00
M8 6.00 1.25 4.92 6.75
M10 8.00 1.50 6.65 8.50
M12 10.00 1.75 8.38 10.25
12.00 10.11

Metric thread Minor diameter ≈ Tap drill size

รปู ท่ี 11.20 ตารางแสดงมาตรฐานของขนาดเกลียวชนิดหยาบ (coarse thread)

ขอสังเกตุอีกประการหนึ่งท่ีเห็นไดจากตารางก็คือ ความสัมพันธระหวางคา major diameter, minor
diameter และ คา tap drill size นั้นสามารถแสดงไดดังสมการขางลาง

Minor diameter = Major diameter – Pitch

ความสัมพันธน้ีผูเรียนควรจดจําใหไดเพราะจะมีประโยชนมากในการอานแบบ สําหรับตารางที่แสดงใน
รูปที่ 11.21 นน้ั เปน ตารางแสดงขนาดเกลียวชนดิ ละเอยี ด (fine thread)

Nominal Major Pitch Minor Tap drill size
size diameter diameter
M8 8.00 0.75 7.25
1.00 7.188 7.00
M10 10.00 0.75 6.917 9.25
1.00 9.188 9.00
1.25 8.917 8.75
8.647

รูปที่ 11.21 ตารางแสดงมาตรฐานของขนาดเกลียวชนดิ ละเอยี ด (fine thread)

300    Fundamental of Engineering Drawing 

ข้ันตอนการเขียนเกลยี วนอก

ขอมูลหลักที่ตองใชประกอบการเขียนแบบไมวาจะเปนเกลียวในหรือเกลียวนอกก็คือ คา
major diameter และ minor diameter แตในบางครั้งเราอาจจะไดคา major diameter กับคา pitch มา
แทน ซ่ึงเราก็สามารถหาคา minor diameter ไดจากความสัมพันธระหวางสามคานี้ท่ีไดกลาวไปแลว
ขางตนน่ันเอง ขอมูลสําคัญอีกสวนหน่ึงที่ขาดไมไดสําหรับการเขียนเกลียวก็คือ ระยะความยาวของ
เกลยี วท่ีตองการ เมอื่ ไดขอ มูลเหลา นค้ี รบถว นแลว ขน้ั ตอนการเขยี นเกลยี วจะเริ่มจาก

1. ลากเสนที่เปนแนวแกนของเกลียวกอนดวยเสนราง จากน้ันใหลากเสนขนานกับแนวแกนของ
เกลียว 2 คู โดยคูท่ีอยูนอกสุดจะมีระยะหางเทากับ major diameter และระยะหางระหวางเสนคู
ในจะมีคาเทา กบั minor diameter ดว ยเสน รางอีกเชน เดียวกัน

2. กําหนดตําแหนงเริ่มตนของเกลียวดวยเสนดิ่งหน่ึงเสน จากนั้นลากเสนดิ่งอีกหนึ่งเสนโดยใหมี
ระยะหางจากเสน แรกเทากับความยาวของเกลยี วท่ีตองการ (เสน ทั้งหมดเปน เสนรา ง)

3. ทปี่ ลายดานทีเ่ ปน ตําแหนงเรมิ่ ตน ของเกลยี วใหท ํา chamfer 45 องศา และที่ปลายเกลียวอีกดาน
(ดานที่ตอกับสวนของทรงกระบอกท่ีไมไดทําเกลียว) ใหลากเสนเฉียง 30 องศากับแกนของ
เกลียวเพือ่ ทําสวนทเ่ี ปน thread runout (เสน ทัง้ หมดเปนเสนรา ง)

4. สุดทายใหลากเสน visible line โดยเสนที่เปน major diameter, chamfer, เสนส้ินสุดเกลียว ให
ลากดวยเสนเขม เขมเทากับเสนรูปปกติ สวนเสน minor diameter และเสนแสดง thread
runout ใหลากดว ยเสน บางทีม่ ีนํ้าหนักเสน เทา กบั เสน center line

โดยขน้ั ตอนการเขียนเกลียวทไ่ี ดอ ธิบายมาน้ไี ดแสดงไวใ นรปู ที่ 11.22

Major dia. Draw Starting Thread Length
Minor dia. thread position
axis

ขน้ั ตอนท่ี 1 ขนั้ ตอนที่ 2

Draw Draw line making
45o Chamfer 30o with thread axis

ขัน้ ตอนที่ 3 ข้นั ตอนท่ี 4

รปู ท่ี 11.22 ขั้นตอนการเขยี นเกลียวนอก

  Threaded  Fasteners  301 

รูปที่ 11.23 เปนการแสดงภาพออโธกราฟกของเกลียวนอก จากรูปจะเห็นวาถามองในทิศทางตามแกน
ของเกลียวนอกน้ีแลว (จากตัวอยางก็คือมองจากทางดานซาย) ภาพของเกลียวนอกนั้นจะถูกวาดดวย
วงกลมสองวง โดยวงนอกสุดจะมีขนาดเสนผาศูนยกลางเทากับ major diameter และเขียนดวยเสนเขม
สวนวงในจะเขียนไมครบวง โดยเขียนประมาณสามในสี่ของวงกลมเทานั้น โดยมีขนาดเสนผาศูนยกลาง
เทา กับ minor diameter และเขียนดว ยเสนบาง

Inside arc
represents a root.

Outside circle
represents a crest.

รูปท่ี 11.23 ภาพออโธกราฟก ของเกลยี วนอก

ขนั้ ตอนการเขยี นเกลียวใน

การเขียนเกลียวในนั้นจะมีสองแบบ แบบแรกคือเกลียวในของรูที่เจาะทะลุ และแบบท่ีสอง
คอื เกลียวในของรทู เี่ จาะไมทะลุ

1. การเขียนเกลียวในกรณีท่ีรูเจาะทะลุ สมมติวาเรามีวัตถุที่ตองการจะทําเกลียวในดังแสดงในรูปที่
11.24ก ข้นั ตอนการเขยี นเกลยี วในจะเริ่มจาก
- ลากเสนรา งแสดงแนวแกนของเกลยี วในกอ น (รูปที่ 11.24ข)
- ลากเสนขนานสองคูดวยเสนราง โดยระยะหางของเสนคูนอกมีคาเทากับ major
diameter และระยะหา งของเสนคใู นมคี าเทา กบั minor diameter (รูปท่ี 11.24ค)
- ถาภาพท่ีวาดไมใชภาพ sectional view ก็ใหแสดงขอบของ major และ minor
diameter ดว ยเสน ประ (รปู ที่ 11.24ง)

Major dia. Draw
Minor dia. thread
axis
(ง)
(ก) (ข) (ค)
รูปท่ี 11.24 ข้ันตอนการเขยี นเกลยี วในกรณีท่ีรเู จาะทะลุ


Click to View FlipBook Version