302 Fundamental of Engineering Drawing
สว นภาพของเกลียวในเมือ่ มองในทิศทางขนานกับแกนของเกลียวไดแสดงไวใ นรูปที่ 11.25 จ า ก รู ป จ ะ
เห็นวาภาพของเกลียวในประกอบไปดวย วงกลมสองวงเหมือนกับเกลียวนอก แตในกรณีนี้วงกลมวงใน
จะเขียนเตม็ วงดว ยเสนเขม สว นวงนอกจะเขียนดว ยเสนบางและเขียนไมเต็มวง โดยจะเขียนเพียงสามใน
สี่ของวงกลมเทานั้น สวนรูปที่ 11.26 แสดงภาพออโธกราฟกของเกลียวในแบบ section ซึ่งจะเห็นวา
เสนประจะถูกเปลี่ยนไปเปนเสนตอเนื่อง โดยเสนคู (minor diameter) ในจะตองเขียนดวยเสนเขม เสนคู
นอก (major diameter) จะเขยี นดว ยเสน ออน และเสนแรเงา (section lines) จะตองลากใหมาหยุดท่ีแนว
เสน คใู นดงั ทแ่ี สดงในรูป
รูปท่ี 11.25 ภาพออโธกราฟกของเกลยี วใน รูปท่ี 11.26 ภาพ section ของเกลยี วใน
2. การเขียนเกลียวในกรณีท่ีรูเจาะไมทะลุ ในกรณีนี้จะมีขอมูลที่ตองการเพิ่มเติม นั่นคือระยะความ
ลึกของรูเจาะกอนที่จะทําเกลียวในนั่นเอง และเพื่อใหเขาใจการเขียนเกลียวในกรณีที่รูเจาะไม
ทะลุไดดียิ่งขึ้น จะขออธิบายข้ันตอนในการทําเกลียวภายในรูเจาะท่ีไมทะลุกอน โดยขั้นตอนจะ
เร่ิมจากการเจาะรู โดยขนาดเสนผาศูนยกลางของรูเจาะจะมีคาเทากับ tap drill size และเจาะรู
ใหลึกกวาความลึกของเกลียวที่ตองการ จากนั้นคอยใช tap และ tap wrench มากัดเกลียว
ภายในรจู นมคี วามลกึ ตามทต่ี อ งการ ซง่ึ ลําดบั ขนั้ ตอนทก่ี ลาวมานีส้ ามารถแสดงไดดังรปู ท่ี 11.27
23
1 Drill Tap
รูปท่ี 11.27 ขัน้ ตอนการทาํ เกลียวใน
Threaded Fasteners 303
ลักษณะของภาพออโธกราฟกสําหรับเกลียวในที่มีรูเจาะไมทะลุนั้นไดเแสดงไวในรูปที่ 11.28
โดยรูปท่ีแสดงน้ัน จะแสดงทั้งกรณีที่เปนภาพออโธกราฟกแบบปกติ กับกรณีท่ีเปนภาพแบบ
section จากรูปจะเห็นวาปลายของรูท่ีถูกเจาะดวยดอกสวานน้ันจะมีลักษณะเปนกรวยแหลม
ตามรูปรางของปลายดอกสวานนั่นเอง และปลายแหลมของดอกสวานน้ีจะทํามุมประมาณ 118
องศา แตเพื่อใหงายตอการเขียนแบบก็ใหเขียนมุมท่ีปลายมีคาเทากับ 120 องศาแทน สวน
ขน้ั ตอนในการเขียนเกลียวในนนั้ มีดังตอ ไปนี้
(ก) ภาพการเจาะรูดว ยสวา น (ข) ภาพภายหลังจากการทาํ เกลยี วใน
รปู ที่ 11.28 ภาพออโธกราฟก ของเกลียวในทงั้ แบบธรรมดาและแบบภาพ section
- ลากเสนรางแสดงแนวแกนของเกลียวกอน จากนั้นลากเสนรางที่ขนานกับแนวแกน
ของเกลียวสองคู ระยะหางของเสนคูในมีคาเทากับ minor diameter สวนระยะหาง
ของเสนคนู อกมีคาเทากบั major diameter (รปู ท่ี 11.29ก)
- ใหวัดระยะจากผิวของวัตถุฝงท่ีถูกสวานเจาะไปเปนระยะทางเทากับความลึกของ
การเจาะที่ตองการ แลวลากเสนด่ิงเพื่อแสดงระยะการเจาะนั้นและ ณ ตําแหนง
ส้ินสุดของการเจาะรูดังกลาว ก็ใหสรางรูปรางสามเหลี่ยม (เพ่ือแสดงปลายของดอก
สวาน) โดยใหฐานของสามเหล่ียมมีคาเทากับระยะ minor diameter และมุมท่ีปลาย
สามเหลี่ยมนม้ี คี าเทากบั 120 องศา (รปู ที่ 11.29ข)
304 Fundamental of Engineering Drawing
- ใหวัดระยะจากผิวของวัตถุฝงที่ถูกสวานเจาะไปเปนระยะทางเทากับความลึกท่ี
ตองการทําเกลียว แลวลากเสนด่ิงเพื่อแสดงแนวส้ินสุดของการทําเกลียวน้ันและ ณ
ตําแหนงท่ีสิ้นสุดการทําเกลียวก็ใหลากเสนเฉียงทํามุม 30 องศากับแนวแกนของ
เกลยี วดงั แสดงในรปู ท่ี 11.29ค เพือ่ แสดงบริเวณทไ่ี มส ามารถกัดเกลียวใหมีรูปรางท่ี
สมบรู ณไ ด
- ถาเปนกรณีของภาพออโธกราฟกแบบธรรมดา ก็ใหลงเสนประดวยเสนเขมดัง
ตัวอยา งท่ีแสดงในรูปท่ี 11.29ง
- แตถาเปนกรณีท่ีสรางภาพแบบ section ก็ใหเขียนเสน minor diameter พรอมกับ
เสนที่แสดงปลายแหลมของดอกสวน และเสนท่ีแสดงแนวการส้ินสุดของการทํา
เกลียวดว ยเสนตอเนื่องเขม สวนเสน major diameter และเสนเฉียง 30 องศาท่ีลาก
เพื่อแสดงสวนของเกลียวท่ีถูกมีรูปรางไมสมบูรณน้ันใหลากดวยเสนตอเน่ืองบาง
และสุดทายคือเสน section lines ก็ตองลากใหมาสิ้นสุดที่เสน minor diameter ดัง
ตัวอยางทแี่ สดงในรูปท่ี 11.30
Major dia. Draw
Minor dia. thread
axis
Hole depth
(ก)
(ข)
Thread depth (ง)
(ค)
รปู ที่ 11.29 ข้นั ตอนการเขยี นเกลียวในกรณีเจาะรูไมทะลุ
Threaded Fasteners 305
รูปที่ 11.30 ภาพ section ของเกลียวใน
11.6 การบอกขนาดเกลยี ว
การบอกขนาดสําหรับเกลียวนอกจะใชเสน leader line และ local note เพ่ือบอกชนิดของ
เกลียว ขนาดของเกลียว และระยะ pitch สวนความยาวของเกลียวก็บอกขนาดโดยใชเสน extension
line และเสน dimension line ตามปกติ ตัวอยางของการบอกขนาดเกลียวนอกแสดงไวในรูปที่ 11.31
จากรูปที่แสดงน้ัน ตัวเลขหลังตัวอักษร M ก็คือขนาด major diameter สวนตัวเลขหลังเคร่ืองหมายคูณ
จะแสดงคาของ pitch ซึ่งโดยปกติแลวจะแสดงคาของ pitch ในกรณีท่ีเปนเกลียวชนิดละเอียดเทาน้ัน แต
ถา เปนเกลยี วชนดิ หยาบ ก็จะไมบ อกคา pitch มาแตสามารถเปดตารางหาคา pitch ได
M10 ×1
Thread
xx length
รูปที่ 11.31 การบอกขนาดสาํ หรับเกลยี วนอก
สวนการบอกขนาดสําหรับเกลียวในนั้นจะใช leader line และ local note เชนเดียวกับการบอกเกลียว
นอก แตจะนิยมบอกขนาดในมุมมองที่เห็นเกลียวในเปนวงกลม โดยใชเสน leader line ชี้ไปที่วงกลมใน
และใช local note เพื่อบอกขอมูลดังตอไปนี้ tap drill size (≈ minor diameter), ความลึกของรูเจาะ
รูปแบบของเกลียว ขนาดเกลียว ระยะ pitch และความลึกของระยะเกลียว ตัวอยางของการบอกขนาด
สําหรับเกลียวในแสดงไวในรูปที่ 11.32 จากรูปจะเห็นวาขอความที่เขียนนั้นแบงไดเปนสองบรรทัด
บรรทัดแรกจะเปนขอมูลที่เก่ียวกับการเจาะรูและความลึกของรูท่ีเจาะ สวนบรรทัดท่ีสองจะบอกขอมูล
ของขนาดเกลยี วและความลกึ ของเกลยี วท่ีตองการ
306 Fundamental of Engineering Drawing
8.50 Drill, 20 Deep,
M10 Tapped, 15 Deep
รปู ที่ 11.32 การบอกขนาดสาํ หรับเกลียวใน
11.7 การเขียนภาพสลกั เกลียวและแปน เกลยี ว (bolt and nut)
ลักษณะของสลักเกลียวและแปนเกลียวน้ันแสดงไวในรูปที่ 11.33 แตเรามักจะเรียกสลัก
เกลียวและแปนเกลียวรวม ๆ วา “นอต” อยูเสมอ ซึ่งจริง ๆ แลวสลักเกลียวหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกวา
bolt นน้ั จะเปนชิ้นสวนท่ีมีลักษณะเปนทรงกระบอก โดยที่ผิวทรงกระบอกน้ันมีเกลียวอยูและมีสวนท่ีเปน
หัวดวย และรปู รางของหวั ท่ีพบบอ ยทส่ี ุดกจ็ ะเปนหัวหกเหลี่ยม สวนแปนเกลียวหรือ nut น้ันจะมีลักษณะ
คลายกับหัวหกเหลี่ยมของ bolt แตบริเวณตรงกลางจะเจาะรูและทําเกลียวใน สวนโครงสรางของสลัก
เกลียวและแปนเกลียวนัน้ แสดงไวใ นรูปท่ี 11.34
Nut (แปนเกลยี ว)
Bolt (สลักเกลียว)
รปู ที่ 11.33 สลักเกลยี ว (bolt) และแปนเกลียว (nut)
Thread length
Length
Width Head Width Head
across flat thickness
across flat thickness
รูปท่ี 11.34 โครงสรา งของสลักเกลยี วและแปนเกลยี ว
Threaded Fasteners 307
โดยขนาดของ width across flat และ head thickness ของสลกั เกลียวและแปนเกลียวสามารถหาไดจาก
ตารางท่ีแสดงในรูปที่ 11.35 และ 11.36 ตามลําดับ สวนขนาดความยาวของสลักเกลียวและความยาว
ของสว นท่เี ปน เกลียวนั้นจะขน้ึ อยูก ับความตองการของผูออกแบบวาตองการเทาไร ขอสังเกตุอีกประการ
ของสลักเกลียวและแปนเกลียวก็คือ สวนท่ีเปนหัวหกเหลี่ยมนั้นจะเห็นวามีการเขียนสวนโคงเล็ก ๆ สาม
โคงอยู ซึ่งสวนโคงเหลานี้เกิดจากการนําเอาหัวหกเหล่ียมมาลบมุมออกโดยรอบ โดยหัวหกเหลี่ยมของ
สลกั เกลยี วนน้ั จะลบมมุ ออกดานเดยี ว แตหัวหกเหลี่ยมของแปนเกลยี วนั้นจะลบมมุ ออกทัง้ สองดา น
Unit: mm. TL
Size H B BH L
M3 2 5.5
M4 2.8 7
M5 3.5 8
M6 4 10
M8 5.5 13
M10 7 17
M12 8 19
M16 10 24
M20 13 30
M24 15 36
รูปท่ี 11.35 ตารางแสดงขนาดของสลกั เกลยี ว
BH
Unit: mm
Size M2 M2.5 M3 M4 M5 M6 M8 M10 M12 M16 M20 M24
B 4 5 5.5 7 8 10 13 17 19 24 30 36
H 1.6 2 2.4 3.2 4 5 6.5 8 10 13 16 19
รปู ที่ 11.36 ตารางแสดงขนาดของแปนเกลียว
308 Fundamental of Engineering Drawing
ขัน้ ตอนการเขยี นสลักเกลยี ว
Draw ขัน้ ตอนท่ี 1
bolt เขียนเสน รา งแสดงแกนของสลักเกลียว
axis จากน้ันใชจุดบนเสนแกนนีส้ รางวงกลม
ขนาดเสนผาศนู ยก ลางเทา กบั B
B
ขัน้ ตอนท่ี 2
Draw สรางรปู หกเหลย่ี มดานเทาทีล่ อ มรอบ
bolt วงกลมในขน้ั ตอนท่ี 1
axis
ขัน้ ตอนท่ี 3
B จากรปู หกเหลย่ี มทส่ี รา ง ใหลากเสน จาก
มมุ ของหกเหลย่ี มทง้ั หมด 4 มมุ และ
Starting ลากเสน จากขอบของวงกลมท้งั สองดา น
position ออกมาอกี 2 เสน ดังแสดงในรูป จากนน้ั
ลากเสนด่งิ หนง่ึ เสน (ตาํ แหนงใดกไ็ ด)
H เพอื่ กาํ หนดใหเ ปน จดุ เร่มิ ตน ของการวาด
30o หัวสลักเกลียว
ขัน้ ตอนท่ี 4
จากเสนดิ่งท่ลี ากในขน้ั ตอนที่ 3 ให
ลากเสนดิง่ อีกเสนโดยมีระยะหางจาก
เสน แรกเปนระยะเทากับ H
ขนั้ ตอนท่ี 5
ลากเสน เฉียงทํามมุ 30 องศากบั เสนด่งิ
ท่ลี ากในข้นั ตอนท่ี 3 โดยใหลากจาก
จดุ ตัดระหวา งเสนทลี่ ากจากขอบวงกลม
กับเสนด่งิ น้ี ดงั แสดงในรูป
Threaded Fasteners 309
B/2 B/2 ขั้นตอนท่ี 6
ใชจดุ ตัดระหวางเสนด่ิงในข้ันตอนที่ 3 กบั เสน
1 แกนเปนจุดศูนยกลาง เขยี นสวนโคง รัศมเี ทา กับ
2 B/2 ใหต ัดเสนแกนอกี ครงั้ ใชจดุ ตัดที่ไดเปนจดุ
ศูนยก ลางเขียนสวนโคงรัศมี B/2 ใหตัดเสนแกน
Length และตดั สว นโคง แรกท่ีวาด
ขนั้ ตอนท่ี 7
ใชจุดตดั ของสว นโคงท่ไี ดเ ปนจุดศูนยก ลาง เพอ่ื
เขยี นสวนโคง 3 เสน โดยท่ีสวนโคงใหญต รงกลาง
จะเร่มิ เขยี นและสน้ิ สดุ ระหวางเสนท่ลี ากมาจาก
มุมของหกเหลี่ยม สว นโคง เลก็ ทงั้ สองขางใหล าก
จากเสนทีล่ ากจากมมุ หกเหล่ียมจนกระทัง่ สมั ผสั
กบั เสนเฉียง 30 องศา
ขน้ั ตอนท่ี 8
ลากเสน เฉียงทํามมุ 30 องศาตอจากเสนโคง เลก็ ทั้ง
สองดานใหไ ปส้ินสุดที่เสนท่ลี ากมาจากมมุ ของหก
เหลย่ี ม จากนัน้ ลากเสน ตรงจากปลายของสวนโคง
ไปตามตามแนวเสนทล่ี ากมาจากมุมของหกเหลย่ี ม
ท้งั 4 เสน โดยลากไปใหส น้ิ สดุ ท่เี สนดิ่งทีล่ ากใน
ข้นั ตอนที่ 4
ข้นั ตอนที่ 9
ลากเสนด่ิง 2 เสน เพ่อื ปดสว นหวั ของสลกั เกลียว
เสนด่งิ แรกใหลากจากจุดที่ 1 ไปยังจดุ ที่ 2 ดัง
แสดงในรูป สว นเสนดิ่งเสน ท่สี องใหล ากทบั เสน
ดงิ่ ท่รี า งไวใ นขน้ั ตอนท่ี 4
ถงึ ข้ึนตอนนี้กเ็ ปนอนั ส้นิ สดุ ขัน้ ตอนการเขียน
สว นหวั ของสลักเกลียว
ข้นั ตอนท่ี 10
การเขยี นสว นลาํ ตวั ของสลกั เกลียวจะเร่มิ จากการ
ลากเสนดิ่งที่มีระยะหา งจากปลายของสวนหัว (ฝง
ทไี่ มม ีสว นโคง ) เปนระยะทางเทากับความยาว
ของสวนลําตัวตามที่ตองการ
310 Fundamental of Engineering Drawing
ขัน้ ตอนท่ี 11
จากเสนดง่ิ ในข้ันตอนที่ 10 ใหวัดระยะยอนกบั มา
ทางดา นหัวของสลกั เกลยี วเปนระยะเทา กับระยะ
ของเกลยี วทต่ี อ งการ แลวลากเสนดิ่ง
Thread Length
Major φ ขัน้ ตอนท่ี 12
ลากเสนขนาน 1 คู โดยระยะระหวา งเสนขนานมี
คาเทากับ major diameter ของเกลยี ว
ขัน้ ตอนท่ี 13
ลากเสนขนานอกี 1 คู โดยใหม รี ะยะหา งระหวา ง
เสนเทา กบั minor diameter จากนนั้ ทํา chamfer
มมุ 45 ท่ปี ลายเกลยี ว แลว ลากเสนเฉยี งทาํ มุม 30
องศากับแกน ทแี่ นวสน้ิ สุดของเกลยี ว เพอ่ื แสดง
สวนท่เี ปน thread runout
ขั้นตอนที่ 14
ลากเสนเพอื่ สรางสวนท่ีลาํ ตวั ของสลกั เกลยี ว และ
สวนทีเ่ ปนเกลยี ว สําหรบั นํา้ หนกั เสนทใ่ี ชลาก ให
ใชตามที่ไดอธิบายไปแลว ในหวั ขอทสี่ อนการ
เขยี นเกลยี วนอก
ขัน้ ตอนท่ี 15
ถา ตองการแสดงภาพดา นขา งของสลักเกลียว ก็
ใหเขียนรปู หกเหลยี่ มและวงกลมท่บี รรจอุ ยภู ายใน
หกเหลยี่ มนนั้ ดว ยเสนเขม ดังแสดงในรูป
Threaded Fasteners 311
ขนั้ ตอนการเขยี นแปนเกลียว
สําหรับข้ันตอนการเขียนแปนเกลียวนั้นจะมีขั้นตอนเหมือนกับที่ใชในการเขียนสลักเกลียว
โดยจะเร่ิมจากขั้นตอนที่ 1 ไปจนถึงขั้นตอนที่ 8 จากน้ันก็ยอนกับไปในขั้นตอนท่ี 5 อีกคร้ัง เพียงแต
เปลี่ยนไปทาํ ท่ีอกี ฝง เพือ่ สรา งสวนโคง 3 เสนทอ่ี ีกดานของตัวแปนเกลยี วน่นั เอง
11.8 การใชงานสลกั เกลียวและแปนเกลยี ว
ในหัวขอนี้จะนําเสนอการใชงานท่ีถูกตองของสลักเกลียวและแปนเกลียว โดยรูปท่ี 11.37
แสดงตัวอยางการใชสลักเกลียวและแปนเกลียวในการจับยึดช้ินสวนสองชิ้นเขาดวยกัน การจับยึด
ชนิ้ สวนเขาดวยกนั โดยใชส ลักเกลยี วและแปน เกลียวน้ัน จะตองเจาะรูบนชิ้นสวนทั้งสองกอน ซ่ึงโดยปกติ
แลวจะเจาะรูใหมีขนาดเสนผาศูนยกลางใหญกวาขนาดของ major diameter ของสลักเกลียวเล็กนอย
เพื่อใหสามารถสอดสลักเกลียวผานชิ้นงานเหลาน้ันไปไดโดยสะดวก เมื่อสอดสลักเกลียวไปแลว กอนท่ี
จะล็อคชิ้นงานดวยแปนเกลียว ก็จะนิยมสวมแหวนรอง (washer) เขาไปกอน จากน้ันขันแปนเกลียวเขา
ไปจนสดุ เพือ่ ล็อคชนิ้ งานท้ังสองเขาดว ยกนั แหวนรองท่ีใสเ ขา ไปน้นั จะชวยแปนเกลยี วในการกระจายแรง
ที่ใชใ นการจับยดึ ชนิ้ งานเขาดว ยกนั ทําใหการจบั ยึดนน้ั ดีขนึ้
Bolt Washer
Nut
Object 1 Object 2
รปู ที่ 11.37 การใชส ลกั เกลียว แหวนรองและแปน เกลยี วในการจับยดึ ชิน้ งาน
เมื่อประกอบช้ินสวนดังที่กลาวขางตนเปนท่ีเรียบรอยแลว จะไดภาพสุดทายของการประกอบดังแสดงใน
รูปท่ี 11.38 การเขียนภาพประกอบของสลักเกลียว แหวนรองและแปนเกลียวน้ันตองใหความระมัดระวัง
ในเร่ืองของการซอนทับกันของชิ้นงานเมื่อประกอบเสร็จส้ินแลว จากรูปจะเห็นวาบางสวนของเกลียวบน
312 Fundamental of Engineering Drawing
ลําตัวของสลักเกลียวน้ันจะถูกทับดวยแหวนรองและแปนเกลียว ทําใหเวลาเขียนแบบนั้นไมตองเขียน
เกลียวของสลักเกลียวในบริเวณดังกลาว จุดท่ีตองระมัดระวังที่ตําแหนงหนึ่งก็คือบริเวณรอยตอของ
ช้ินสวนทั้งสองชิ้น จากรูปก็จะเห็นวารอยตอของชิ้นสวนท่ีมาประกอบกันน้ันจะถูกลําตัวของสลักเกลียว
บงั ไปบางสว น ทาํ ใหเ วลาเขียนแบบกไ็ มต อ งเขยี นรอยตอ ณ บรเิ วณน้นั เชน เดยี วกนั
รูปที่ 11.38 ภาพประกอบสดุ ทายของการใชสลักเกลยี ว แหวนรองและแปนเกลียวในการจบั ยึดชิน้ งาน
สําหรับการใชงานสลักเกลียวและแปนเกลียวท่ีถูกตองน้ัน ก็คือควรเลือกความยาวในสวน
ลําตัวของสลักเกลียวใหเหมาะสมไมยาวจนเกินความจําเปนหรือสั้นจนเกินไปจนทําใหแปนเกลียวไม
สามารถขันไดจนเต็มเกลียว ซึ่งความยาวท่ีเหมาะสมก็คือยาวเลยแปนเกลียวเม่ือขันแปนเกลียวจนแนน
สนิทแลว ประมาณ 3-4 เทาของระยะ pitch สว นความยาวของเกลียวนนั้ ก็ควรมากพอ โดยเผ่อื ระยะใหลึก
เขา ไปในช้นิ งานเลก็ นอยประมาณ 2-3 เทา ของระยะ pitch เพื่อใหแนใจไดวาเรามีเกลียวเหลือพอท่ีจะขัน
แปนเกลยี วใหแนนได ดังแสดงในรูปท่ี 11.38 ขอแนะนําในการใชงานสลักเกลียวกับแปนเกลียวขอตอไป
ก็คือ ไมควรใหสวนที่เปนเกลียวบนลําตัวของสลักเกลียวน้ันผานบริเวณที่เปนรอยตอของช้ินงานท่ีมา
ประกอบกัน เพราะสวนที่เปนเกลียวบนลําตัวของสลักเกลียวนั้นจะมีความแข็งแรงนอยกวาบริเวณที่
ไมไดท าํ เกลยี ว จึงไมเ หมาะทจี่ ะนํามารบั แรงเฉือน ณ บริเวณรอยตอของช้ินงาน สุดทายก็คือไมควรเจาะ
รูของช้ินงานท่ีจะสอดสลักเกลียวนั้นใหญเกินขนาดเสนผาศูนยกลาง (major diameter) ของสลักเกลียว
มากจนเกินไป เพราะจะทําใหการจับยึดน้ันไมม่ันคงเทาที่ควร ซ่ึงถาจะใหการจับยึดมั่นคงก็ตองเลือกใช
สลักเกลียวท่ีมีขนาดเสนผาศูนยกลางใหญตามรูท่ีเจาะดวย ทําใหเสียคาใชจายเพ่ิมขึ้นสําหรับขนาดของ
สลักเกลียวท่ีใหญเกินความจําเปน (ขนาดของสลักเกลียวที่เหมาะสมนั้น สามารถคํานวณไดโดยใช
ความรจู ากวชิ า mechanics of materials หรอื วชิ า machine design ซึ่งอยูนอกเหนอื จากเน้อื หาของวิชา
เขยี นแบบวศิ วกรรม)
Threaded Fasteners 313
สาํ หรับตวั อยางที่ไมด ีของการใชงานสลกั เกลยี วและแปน เกลยี วนัน้ ไดแ สดงรวมไวในรูปที่ 11.39
(ก) ความยาวของสว นทีเ่ ปน เกลียวมากจนเกนิ ไป (ข) ความยาวของสว นท่ีเปน เกลยี วสนั้ จนเกนิ ไป
ทําใหลําตวั ของสลกั เกลียวเลยแปน เกลียวไปมาก ควรยาวเลยเขามาในรูของชนิ้ งานเล็กนอ ย
(ค) ไมควรใหส ว นท่ีเปนเกลยี วของสลกั เกลยี วผา น (ง) ความยาวของเกลียวสน้ั จนเกินไป ทาํ ใหแ ปน
บรเิ วณทเี่ ปน รอยตอของชนิ้ งาน เกลียวไมสามารถจับกบั เกลียวของสลักเกลียวได
เตม็ ท่ี
(จ) ขนาดรเู จาะบนชนิ้ งานใหญจนเกนิ ไป ทาํ ใหก าร
จับยึดไมมน่ั คงแข็งแรง
รูปที่ 11.39 ตัวอยา งทไ่ี มด สี ําหรับการใชส ลกั เกลยี วและแปนเกลียว
314 Fundamental of Engineering Drawing
ในบางกรณีเราอาจจะตองใชสลักเกลียวเพียงชิ้นเดียวในการจับยึดช้ินงานเขาดวยกัน เชนกรณีที่วัตถุชิ้น
หนึ่งมีความหนามาก ๆ ไมสะดวกตอการเจาะรูใหทะลุหรือไมมีพ้ืนที่สําหรับใชแปนเกลียวในการจับยึดที่
ปลายอกี ดานหน่งึ ดังตวั อยางทแ่ี สดงในรปู ที่ 11.40
Object 2
Object 1
รูปท่ี 11.40 ภาพประกอบสําหรับการใชส ลักเกลยี วเพยี งตัวเดียวในการจับยดึ ชิน้ งาน
จากรูปจะเห็นวาการจับยึดที่ถูกตองน้ัน รูเจาะที่เจาะเพ่ือทําเกลียวในของ object 1 จะตองมีความลึก
มากกวา ความลกึ ของเกลยี วในที่จะทาํ สวนความยาวของเกลียวบนตัวสลักเกลียวนั้น เม่ือขันลงไปจนสุด
แลวจะตองเหลอื ทีว่ างระหวา งเกลียวนอกและเกลียวในอกี เล็กนอยประมาณ 2-3 เทาของระยะ pitch และ
ความยาวของเกลียวก็ตองยาวเลยเขามาใน object 2 ประมาณ 2-3 เทาของระยะ pitch อีกเชนเดียวกัน
สําหรับ object 2 นั้น เราจะเจาะรูธรรมดาไมตองทําเกลียวใน เพียงแตรูที่เจาะน้ันจะตองมีขนาด
เสนผาศูนยกลางที่ใหญกวาเสนผาศูนยกลางของสลักเกลียวเล็กนอยเพ่ือใหสวมผานลงไปไดโดยสะดวก
สําหรบั ตวั อยา งการใชสลกั เกลยี วในการจบั ยดึ ชิน้ งานที่ไมเหมาะสมแสดงรวมไวในรูปที่ 11.41
อาจสุดเกลียวท่ปี ลายดา น อาจสดุ เกลียวท่ปี ลาย
ลางสดุ กอ นการจบั ยดึ ดานบนกอนการจับยดึ
(ก) สวนที่เปนเกลียวบนสลักเกลยี วยาวมากจนเกนิ ไป (ข) สว นท่ีเปน เกลียวบนสลกั เกลียวสนั้ มากจนเกนิ ไป
ซงึ่ อาจทําใหเ มอ่ื ขันเกลียวจนสดุ แลว สลักเกลียวยงั ซึ่งอาจทาํ ใหเมือ่ ขันเกลยี วจะสุดแลว สลกั เกลียว
ไมสามารถจบั ยึดชิ้นงานไวด วยกันได ยงั ไมส ามารถจบั ยึดชน้ิ งานไวดวยกันได
รปู ที่ 11.41 การใชส ลกั เกลียวเพยี งตวั เดียวในการจับยึดช้ินงานท่ไี มเหมาะสม
Threaded Fasteners 315
11.9 การเขียนแบบ stud
Stud มีลักษณะคลายกบั สลกั เกลยี วแตไ มม สี ว นทเ่ี ปนหวั หกเหลยี่ ม แตจ ะมเี กลยี วอยูท้ังสอง
ดาน ดงั ท่แี สดงในรปู ที่ 11.42ก สว นรปู ท่ี 11.42ข แสดงภาพออโธกราฟก ของ stud
Thread length Thread length
Length
(ก) stud (ข) ภาพออโธกราฟก ของ stud
รูปที่ 11.42 stud และภาพออโธกราฟกของ stud
จากรูปจะเห็นวาขอมูลท่ีตองการสําหรับการเขียนแบบ stud ก็คือ ความยาวท้ังหมดของตัว stud ความ
ยาวเกลียวทั้งสองดาน (โดยปกติจะยาวเทากันท้ังสองดาน) ขนาดของ major diameter และ minor
diameter สวนขั้นตอนการเขียนแบบจะไมขอกลาวถึงเนื่องจากจะเหมือนกับขั้นตอนการเขียนลําตัวของ
สลักเกลียวทีแ่ สดงไปแลว ขา งตนเพยี งแตเ พ่มิ เติมสวนที่เปนเกลียวเขาไปอกี ดา นหนง่ึ เทานน้ั เอง
การใชง าน stud ท่ีถกู ตอ ง
ข้นั ตอนการใชง าน stud น้นั มขี น้ั ตอนดังตอไปน้ี
1. จะเร่มิ จากการเจาะรูบนวตั ถุที่ตองการจบั ยึด ใหมีความลกึ ทีเ่ หมาะสม
2. จากนั้นทําเกลียวในใหไดขนาด major diameter ตามท่ีตองการ โดยมีความลึกท่ี
เหมาะสม แตไมลกึ เทากบั ท่ีเจาะรไู ว
3. นาํ stud มาขันลงไปจนสุดเกลียวของ stud (ดังน้ันความลึกของรูท่ีเจาะ และความลึก
ของเกลียวในทท่ี าํ ตอ งมากพอใหท จี่ ะขัน stud จนสุดเกลยี วได)
4. นาํ วัตถุอกี ช้ินทตี่ องการจบั ยึดดวยมาสวมผา น stud ท่ียน่ื ออกมา
5. ใสแหวนรอง (washer) และแปน เกลียว (nut) เพ่อื จบั ยดึ ช้ินงานเขาดว ยกนั ใหแ นน
ขั้นตอนตาง ๆ เหลาน้ีไดแสดงไวดวยรูปภาพในรูปท่ี 11.43 จากรูปในขั้นตอนที่ 2 จะเห็นวา เสน
section lines น้นั จะตองลากเขา ไปสิ้นสดุ ท่เี สน minor diameter (เสน คูในสดุ ) แตเ มื่อใส stud เขาไปแลว
เสน section lines ในบริเวณทมี่ ี stud อยูน น้ั จะหายไป
316 Fundamental of Engineering Drawing
ขน้ั ตอนท่ี 1 ข้ันตอนที่ 2
ขัน stud ลงไป เกลยี วของ stud จะ
จนสุดเกลยี ว ตองเลยเขามาในวัตถุ
ขั้นตอนท่ี 3 ขนั้ ตอนที่ 4
เมื่อใสแปนเกลียวแลวควรเหลีอ
เกลยี วของ stud อีกเล็กนอ ย
ข้นั ตอนท่ี 5
รปู ที่ 11.43 ขั้นตอนการใชง าน stud ที่ถกู ตอง
Threaded Fasteners 317
11.10 Cap screw
Cap screw จะมีลักษณะเหมือนสลักเกลียว คือจะมีสวนหัว (ซึ่งมีหลายรูปแบบ) และมีสวน
ลําตัว โดยท่ีสวนลําตัวก็จะมีเกลียวอยูดวย แต cap screw จะมีสวนท่ีเปนเกลียวยาวกวาของสลักเกลียว
ดังตัวอยางท่ีแสดงในรูปท่ี 11.44 จากรูปจะเปนตัวอยางของ cap screw ที่มีหัวหลากหลายรูปแบบ สวน
การแสดงลกั ษณะเกลยี วนัน้ จะใชรปู แบบ schematic
รปู ท่ี 11.44 ตัวอยางของ cap screw แบบตาง ๆ
จากรูปจะเห็นวาสวนหัวของ cap screw บางตัวฝงลงไปในเนื้อของวัตถุ สาเหตุท่ีเปนเชนน้ีก็เพราะวามี
การเจาะรูชนิดพิเศษ ใหมีปากรูกวางพอท่ีจะฝงหัวของ cap screw ลงไปได การเจาะรูแบบพิเศษน้ีจะได
กลา วถงึ ในหัวขอถดั ไป สว นรายละเอียดของการเขียน cap screw แตละชนิดน้ันจะขอละไวไมอ ธิบาย ณ
ทีน่ ี้ แตผ ูเรยี นสามารถศกึ ษาไดจ ากขนาดท่เี ขียนไวในรูปท่ี 11.44
11.11 รเู จาะแบบ counterbore และ spotface
การสรางรูแบบ counterbore นั้นจะเริ่มจากการเจาะรูดวยสวานตามปกติ ซ่ีงรูที่เจาะนั้นจะ
ทะลุหรือไมทะลุก็ได จากนั้นจะใชหัวเจาะ counterbore ดังที่แสดงในรูปที่ 11.45 ทําการขยายปากรูให
กวางข้ึนและลึกลงไปตามท่ีตองการ ขั้นตอนในการสรางรูชนิดน้ีไดแสดงรวมไวในรูปท่ี 11.46 สวนภาพ
ออโธกราฟกของรูเจาะแบบ counterbore และตัวอยางของการบอกขนาดรูชนิดน้ี ไดแสดงไวในรูปที่
11.47 สวนการสรางรแู บบ spotface นน้ั จะเหมือนกับ counterbore เพยี งแตค วามลึกท่ที ําน้นั จะนอ ยกวา
คือลกึ ประมาณ 1-2 มม. เทา นั้น ดงั น้นั ลกั ษณะของภาพทว่ี าดหรือการบอกขนาดก็จะคลาย ๆ กนั
318 Fundamental of Engineering Drawing
รูปท่ี 11.45 ลกั ษณะของหวั เจาะ counterbore
23
1 Drill C’bore
รปู ท่ี 11.46 ขน้ั ตอนการสรางรูแบบ counterbore
x drill, x drill, w deep,
φy C’bore,S deep φ y C’bore,S deep
รปู ท่ี 11.47 การบอกขนาดของรแู บบ counterbore
การบอกขนาดจะใชเสน leader line ชี้ไปท่ีวงกลมวงในของภาพดานบน เพราะเปนมุมมองที่เห็นรูเจาะ
แบบ counterbore เปนวงกลม โดยแนวของเสนตองผา นจุดศนู ยก ลางของวงกลม จากนน้ั เขียนขอความ
ตามรูปแบบที่แสดงในรูปท่ี 11.47 สวนตัวอักษร x, w, y และ s ที่แสดงในรูปน้ันจะเปนตัวเลขท่ีแสดง
Threaded Fasteners 319
ขนาดของ เสนผาศูนยกลางของรูเจาะ ความลึกของรูเจาะ ขนาดเสนผาศูนยกลางของปากรูท่ีทํา
counterbore และความลึกของการทํา counterbore ตามลําดับ จากรูปจะเห็นวาถารูเจาะของเราทะลุ ก็
ไมตอ งบอกขนาดความลึกของรูเจาะ (w) ใหล ะไวไดเ ลย ดังน้ันถาเราอานแบบแลวไมเห็นขอความท่ีบอก
ความลึก (deep) หลังขอความที่บอกการเจาะ (drill) ก็ใหเปนท่ีเขาใจเลยวารูเจาะน้ันเจาะทะลุ สวน
ขอ ความ C’bore นน้ั ยอมาจาก counterbore น่นั เอง
11.12 รูเจาะแบบ countersink
ขนั้ ตอนการสรางรูแบบ countersink จะเรมิ่ จากการเจาะรูดวยสวานตามปกติ ซี่งรูที่เจาะน้ัน
จะทะลุหรือไมทะลุก็ได จากน้ันจะใชหัวเจาะ countersink ดังที่แสดงในรูปที่ 11.48 ทําการขยายปากรูให
กวางข้ึนเปนรูปกรวยจนกระท่ังไดความกวางของปากกรวยตามท่ีตองการ ขั้นตอนที่ไดกลาวถึงนี้แสดง
รวมไวในรูปที่ 11.49 สวนภาพออโธกราฟกของรูเจาะแบบ countersink และตัวอยางของการบอกขนาด
รูชนดิ น้ี ไดแสดงไวในรูปที่ 11.50
DRAWN 90°
รปู ท่ี 11.48 ลกั ษณะของหวั เจาะ countersink
23
1 Drill C’sink
รูปที่ 11.49 ข้นั ตอนการสรางรแู บบ countersink
320 Fundamental of Engineering Drawing x drill, w deep,
CSK to φy
x drill,
CSK to φy
รูปที่ 11.50 การบอกขนาดของรูแบบ countersink
การบอกขนาดน้ันก็จะใชเสน leader line และ local note เชนเดียวกับที่ใชบอกขนาดของ counterbore
สวนคาตัวเลข x และ w นั้นก็มีความหมายเดียวกันกับทใ่ี ชใน counterbore เหมือนกัน แตคา y สําหรับ
การบอกขนาดของ countersink นั้นจะมีความหมายวาใหทํา countersink จนกระท่ังปากกรวยมีขนาด
เสนผาศูนยกลางกวางเทากับคา y น่ันเอง สวนลักษณะของกรวยที่วาดน้ันจะวาดใหปากกรวยกวางทํา
มมุ เทา กบั 90 องศา
11.13 Set screw
Set screw จะมีลักษณะเปนแทงทรงกระบอกที่มีเกลียว ขนาดไมใหญมากนัก ใชเพื่อ
ปอ งกันการหมุนหรือปอ งกันการเคลอ่ื นท่ีระหวางช้ินสว น 2 ชิ้น ลักษณะของ set screw ไดแสดงไวในรูป
ท่ี 11.51 สวนตวั อยางการใชงานนนั้ ไดแ สดงไวในรูปท่ี 11.52
รปู ที่ 11.51 ลกั ษณะของ set screw
Threaded Fasteners 321
set screw
รูปท่ี 11.52 ตัวอยางการใชงานของ set screw
จากรปู ท่ี 11.52 จะเห็นวาสว นปลายของ set screw จะจมลงไปในช้ินสวนของวัตถุที่อยูดานใน แตสวนที่
เปนเกลียวก็จะติดอยูกับช้ินสวนอีกชิ้นหน่ึงท่ีอยูดานนอก ลักษณะเชนน้ีตัว set screw ก็จะชวยปองกัน
ไมใหช ้ินสว นดา นในหมุนสมั พัทธกบั ดา นนอกไดตามท่ตี องการ
11.14 บทสรปุ
ในบทน้ีไดแนะนําใหผูอานรูจักกับอุปกรณสําหรับการจับยึดชิ้นงาน โดยเฉพาะอยางยิ่งการ
จับยึดชิ้นงานดวยอุปกรณที่มีเกลียว จากนั้นไดแนะนําใหผูอานไดรูจักเกี่ยวกับคําศัพทของเกลียว เชน
เกลียวนอก (เกลียวตัวผู), เกลียวใน (เกลียวตัวเมีย), เกลียวขวา, เกลียวซาย, major diameter, minor
diameter และระยะ pitch เปนตน รวมถึงไดอธิบายถึงขั้นตอนในการทําเกลียวนอกและเกลียวใน อีกท้ัง
ไดแนะนําใหรูจักกับรูปแบบการเขียนเกลียวแบบตาง ๆ ซ่ึงมีท้ังการเขียนเกลียวแบบ detail, แบบ
schematic และแบบ simplified แตร ปู แบบที่แนะนําใหใชเน่ืองจากเขียนไดงายท่ีสุดก็คือการเขียนเกลียว
แบบ simplified น่ันเอง หัวขอท่ีสําคัญอีกประการหนึ่งท่ีไดกลาวถึงก็คือการเขียนสลักเกลียว (bolt) การ
เขียนแปนเกลียว (nut) และการเขียน stud จากน้ันไดอธิบายถึงการใชสลักเกลียว แปนเกลียวและ stud
ท่ีถูกตอง รวมท้ังลักษณะของ cap screw และ set screw ดวย สุดทายก็เปนการแนะนําการเจาะรูแบบ
พิเศษซึ่งไดแกการเจาะรูแบบ counterbore และ countersink การที่ผูอานไดเรียนรูและทําความเขาใจ
เกี่ยวกับการใชงานอุปกรณสลักเกลียวและแปนเกลียวท่ีถูกตอง จะทําใหผูเรียนสามารถออกแบบและ
เลือกใชง านอปุ กรณเ หลา นไี้ ดอ ยา งเหมาะสม
322 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝกหดั
1. จงวาดรปู ของรูตามรูปแบบท่กี ําหนด โดยใหว าดรูปทภ่ี าพดา นหนา ในแบบ section
Threaded Fasteners 323
2.
3.
4.
324 Fundamental of Engineering Drawing
5.
6.
บทที่ 12
ภาพเขยี นแบบเพ่ือใชงาน
บทน้ีจะเปนเรื่องของภาพเขียนแบบเพ่ือใชงาน (working drawing) ซ่ึงรายละเอียดของ
หัวขอท่ีจะกลาวถึงในบทนี้ประกอบไปดวยภาพเขียนแบบของวัตถุโดยละเอียด (detail drawing)
ภาพเขียนแบบการประกอบ (assembly drawing) ชนิดของภาพเขียนแบบการประกอบ เปนตน และท่ี
กลาววาเปนบทท่ีเก่ียวกับภาพเขียนแบบเพื่อใชงานนั้น มีความหมายวาแบบที่เขียนน้ันจะตองพรอมสง
เขาสูกระบวนการผลิตเพ่ือสรางผลิตภัณฑช้ินน้ัน ๆ นั่นเอง ดังนั้นแบบที่เขียนตองมีการใสรายละเอียด
และขอมูลเพิ่มเติมลงไปใหครบถวน ไมใชการเขียนแบบภาพออโธกราฟกพรอมลงขนาดแบบธรรมดาที่
ไดกลา วไปแลวในบทกอน ๆ เทาน้นั
12.1 บทนํา
ภาพเขียนแบบเพื่อใชงาน (working drawing) น้ันก็คือชุดของภาพเขียนแบบที่จะใชใน
กระบวนการผลิต ซ่ึงประกอบไปดวยภาพเขียนแบบโดยละเอียด (detail drawing) และภาพเขียนแบบ
การประกอบ (assembly drawing) ยกตัวอยางเชน ถาเราตองการผลิตปากกาลูกลื่นหนึ่งดาม สิ่งท่ีตอง
ผลิตขึ้นมาเพ่ือสรา งปากกาหน่งึ ดามนั้นจะประกอบไปดว ยช้นิ สว นดังแสดงในรปู ท่ี 12.1 ดงั น้ี
1. ตัวดา มปากกา
2. ไสปากกา
3. ฝาปดหวั ปากกา
4. ปลอกปากกา
ซ่ึงภาพเขียนแบบท่ีตองการสําหรับการผลิตก็คือ ภาพออโธกราฟกของช้ินสวนแตละช้ินท่ีแสดงขางตน
พรอมการบอกขนาด และขอมูลอ่ืน ๆ สําหรับการผลิตท่ีจะไดกลาวถึงตอไป ภาพเขียนเหลาน้ีเองที่เรา
เรยี กวาภาพเขยี นแบบโดยละเอียด และถา สมมติวาเราเขียนแบบช้ินสวนขางตนหน่ึงชิ้นบนกระดาษหน่ึง
326 Fundamental of Engineering Drawing
แผน เราก็จะมีแบบโดยละเอียดทั้งหมด 4 แผน จากน้ันเพื่อใหการประกอบช้ินสวนเหลาน้ีสมบูรณ
ครบถวนออกมาเปนปากกาหน่ึงดานตามท่ีตองการ เราจะตองมีภาพของการเขียนแบบการประกอบ ซ่ึง
จะชวยใหผูอานแบบเขาใจลําดับการประกอบ เห็นรูปรางของผลิตภัณฑหลังประกอบเสร็จส้ินแลว หรือ
เห็นขนาดสุดทายของผลิตภัณฑ เปนตน ภาพเขียนแบบการประกอบน้ีจะมีอยางนอยอีก 1 แผน ดังนั้น
ภาพเขียนแบบเพ่ือใชงาน หรือเพ่ือการผลิตปากกาดามนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 แผนน่ันเอง ถึงตอนน้ีผูอานคง
จะพอเขา ใจถงึ ความหมายของภาพเขียนแบบเพือ่ ใชง าน (working drawing) ภาพเขยี นแบบโดยละเอียด
(detail drawing) และภาพเขียนแบบการประกอบ (assembly drawing) ไดดียงิ่ ขนึ้
ปลอกปากกา ฝาปดหวั ปากกา ดา มปากกา
ไสปากกา
รปู ท่ี 12.1 สวนประกอบของปากกา
12.2 ภาพเขยี นแบบโดยละเอยี ด (detail drawing)
ขอ มลู ทต่ี อ งใสลงไปในภาพเขียนแบบโดยละเอยี ดประกอบไปดวย
1. ขอมูลท่ัวไป (general information) ขอมูลเหลาน้ีจะปรากฎอยูใน title block ซึ่ง
ไดแ ก
- ชอื่ บริษัท (name of company)
- ช่อื ของช้ินสวนท่ีวาด (part’s name)
- หมายเลขของงานเขียนแบบนั้น ๆ (drawing sheet number)
- ชอื่ ของผวู าด และผตู รวจแบบ (name of drafter, checker)
- วันที่ ๆ เกี่ยวของกับกิจกรรมท่ีทํา เชนวันท่ีเขียนแบบ วันท่ีตรวจแบบ หรือวันที่ทํา
การแกไขแบบ เปน ตน (relevant dates of action)
- ตารางแสดงขอ มลู การแกไขแบบ (revision table)
- หนว ยที่ใชในการเขียนแบบ (unit) เชน มลิ ลิเมตร หรอื นิว้
- สเกลท่ใี ชในการเขยี นแบบ (scale)
- สัญลกั ษณแสดงเทคนิคการฉายภาพ (method of projection)
Working Drawing 327
2. ขอมูลเก่ียวกับตัวช้ินสวน (part’s information) ขอมูลสวนน้ีจะประกอบไปดวย
ขอมูลรูปรางของวัตถุ ขอมูลเกี่ยวกับขนาดของวัตถุ และขอมูลจําเพาะของวัตถุ ซ่ึงมี
รายละเอียดดงั นี้
- ขอมูลรูปรางของวัตถุ ขอมูลสวนนี้จะใชเทคนิคการเขียนภาพแบบออโธกราฟก
หรอื การเขยี นภาพพิคทอเรยี ล เพ่ือสือ่ สารใหผูอ า นแบบเขาใจถึงรูปรา งของวัตถุ
- ขอ มูลเก่ียวกบั ขนาด เราจะใชเ ทคนคิ การบอกขนาดของวตั ถุ ซ่ึงไดอธิบายไปแลว
ในบทกอนหนา น้ี และอาจจะเปน เทคนคิ บอกขนาดแบบ tolerance
- ขอ มลู จาํ เพาะของวัตถุ ขอมูลสวนน้ีจะประกอบไปดว ย
o จํานวนชิ้นท่ีตองการของวัตถุช้ินหน่ึง ๆ เพื่อนําไปสรางผลิตภัณฑที่
สมบูรณ เชนปากกาหนึ่งดามน้ันตองการปลอกปากกา 1 ช้ิน หรือถา
ตอ งการผลิตโทรศัพทมือถือก็คงตองการสกรูมากถึง 20 ชิ้น เปนตน
o ชื่อของช้ินสวนที่ตองการผลิต และหมายเลขประจําตัวของชิ้นสวนนั้น ๆ
เพอื่ ความสะดวกในการอางอิง
o ชนิดของวสั ดทุ ่ีใชผ ลิตชนิ้ สว นน้ัน
o หมายเหตุทั่วไป (ขอความที่ตองการอธิบายเพ่ิมเติม และไมสามารถใช
ภาพอธบิ ายได)
o ขอมูลของกระบวนการ heat treatment ซึ่งเปนกระบวนการปรับปรุง
โครงสรางระดับโมเลกุลของวัสดุช้ินน้ัน ๆ เพื่อใหวัสดุน้ันมีความแข็งแรง
มากย่งิ ขน้ึ
o คาความเรียบของพ้ืนผิวที่ตองการ (surface finish) พ้ินผิวบางสวน
ตองการความเรียบของพื้นผิวมากเนื่องจากตองเคลื่อนที่สัมพัทธกับ
ช้ินสว นอ่ืน ดงั นั้นกต็ องมีการกําหนดวา พ้ืนผิวนัน้ ตอ งการความเรียบเทา ใด
o คาความผิดพลาดในการผลิตท่ียอมรับได (tolerances) เชนถาเราตองการ
เจาะรูใหมีขนาดเทากับ 20 มม. ซึ่งในความเปนจริงแลวการผลิตใหรูมี
ขนาดเสนเสนผาศูนยกลางเทากับท่ีเราตองการนั้นเปนไปไดยากมาก และ
มีตนทุนในการผลิตสูงมากดวย ดังน้ันเพ่ือใหช้ินงานท่ีผลิตออกมาน้ันใช
งานไดจึงมักจะใสคาความผิดพลาดท่ียอมรับไดลงไปดวย เชนเราตองการ
เจาะรูท่ีมีขนาดเทากับ 20 ± 0.01 มม. น่ันก็คือรูท่ีเจาะน้ันตองมีขนาดอยู
ในชวง 19.99 มม. ถึง 20.01 มม. ถึงจะนําไปใชงานได แตถาผลิตออก
มาแลวขนาดของรูเจาะอยูนอกชว งน้ี กต็ องท้ิงช้นิ งานนนั้ ไป เปนตน
328 Fundamental of Engineering Drawing
ขอแนะนําเพมิ่ เติมสําหรับการเขียนแบบโดยละเอียด
- ควรเขียนภาพออโธกราฟกของชน้ิ สวนหนึ่งชิน้ บนกระดาษเขียนแบบหน่ึงแผน
- แตถาตองการเขียนชิ้นสวนหลาย ๆ ชิ้นลงบนกระดาษเขียนแบบหน่ึงแผนควร
ดําเนนิ การดังตอ ไปน้ี
o ควรเผื่อพืน้ ทร่ี ะหวางภาพของชิ้นสวนใหม ากพอ
o ควรวาดชน้ิ สว นทกุ ๆ ชิ้นดวยสเกลเดยี วกัน แตถาจะตองวาดดวยสเกลอื่น
กค็ วรบอกขนาดของสเกลทีใ่ ชอยางชัดเจน
- ชิ้นสวนมาตราฐาน เชน สลักเกลียว (bolt) แปนเกลียว (nut) สลัก (pin) ตลับลูกปน
(bearing) เปนตน ไมจ ําเปนตอ งเขียนลงไปในภาพเขยี นแบบโดยละเอียด
- ตัวอยา งของภาพเขียนแบบโดยละเอียดแสดงไวในรูปที่ 12.2
Geometric tolerance
Size tolerance
General note Surface finishing
Title block
General tolerance
Revision table Projection symbol
รปู ท่ี 12.2 ตวั อยา งของภาพเขียนแบบโดยละเอียด
12.3 ภาพเขยี นแบบการประกอบ (assembly drawing)
ภาพเขียนแบบการประกอบ คือ งานเขียนแบบท่ีบรรจุภาพของช้ินสวนที่ตองใชในการ
ประกอบผลิตภัณฑช้ินนั้น ๆ โดยจะเขียนภาพของชิ้นสวนแตละช้ินใหอยูในตําแหนงที่ถูกตองหลังจาก
ประกอบเสร็จสิ้นแลว หรือเขียนใหอยูในตําแหนงพรอมท่ีจะประกอบ หรือเขียนใหผูอานแบบเขาใจไดวา
Working Drawing 329
ช้ินสวนเหลาน้ีจะตองประกอบเขาดวยกันอยางไรเพ่ือใหไดผลิตภัณฑตามท่ีตองการ ชนิดของภาพเขียน
แบบการประกอบทจี่ ะกลาวถึงในหวั ขอ น้ีมี 3 ชนดิ ดวยกนั คือ
1. Exploded assembly drawings
ภาพเขียนแบบการประกอบชนิดนี้จะแสดงชิ้นสวนแตละชิ้นที่ตองนํามาประกอบเขา
ดวยกัน โดยวาดลงไปในแบบใหอยูในตําแหนงที่พรอมจะประกอบ และวางตามลําดับการประกอบ
กอนหลงั ดว ย แตไ มแสดงผลลพั ธส ดุ ทา ยหลงั การประกอบเสรจ็ ตัวอยางของภาพประกอบชนิดน้ีแสดงไว
ในรปู ท่ี 12.3 และ 12.4 โดยรูปท่ี 12.3 จะเปนภาพประกอบที่เขียนในรูปแบบพิคทอเรียล สวนรูปท่ี 12.4
จะแสดงภาพการประกอบในรูปแบบของภาพออโธกราฟก
Pictorial representation
Finished product
รปู ท่ี 12.3 ภาพเขยี นแบบการประกอบแบบ exploded assembly
Orthographic representation
รูปที่ 12.4 ภาพเขียนแบบการประกอบแบบ exploded assembly
330 Fundamental of Engineering Drawing
2. General assembly drawings
ภาพเขียนแบบการประกอบชนดิ น้จี ะแสดงชน้ิ สวนแตละชน้ิ โดยวาดใหอยูในตําแหนงท่ี
พรอมใชง าน หรือกค็ ือถกู วาดใหอยใู นตําแหนง ทปี่ ระกอบเปน ผลติ ภัณฑเสร็จสิ้นแลว ซงึ่ สามารถแสดงได
สองรูปแบบเชนเดียวกับตัวอยางขางตน คือแสดงภาพประกอบในรูปแบบพิคทอเรียลและแสดง
ภาพประกอบในรูปแบบออโธกราฟก ดังตัวอยา งท่แี สดงในรูปที่ 12.5 – 12.6
รปู ท่ี 12.5 ภาพเขียนแบบการประกอบแบบ general assembly
รปู ที่ 12.6 ภาพเขียนแบบการประกอบแบบ general assembly
3. Detail assembly drawings
ภาพการเขียนแบบการประกอบชนิดสุดทายน้ีจะเหมือนกับภาพประกอบแบบ general
assembly drawing เพียงแตจะมีการบอกขนาดโดยละเอียดลงไปในภาพการประกอบน้ันดวย ดัง
ตวั อยา งท่ีแสดงไวในรูปท่ี 12.7
Working Drawing 331
รปู ท่ี 12.7 ภาพเขยี นแบบการประกอบแบบ detail assembly
สวนชนิดของภาพเขียนแบบการประกอบท่ีพบเห็นไดบอยที่สุดและเปนชนิดที่เราจะใชในการอธิบาย
ตอ ไปเน่ืองจากวาดไดไ มย ากมากนักก็คอื ภาพเขยี นแบบการประกอบชนดิ general assembly drawing
ขอ มลู ท่ตี องเขยี นลงไปในงานเขยี นแบบการประกอบชนดิ general assembly drawing
1. ชนิ้ สวนทุกชิ้นจะตองถูกวาดลงไปในตาํ แหนงทพี่ รอ มใชงาน
2. ตารางแสดงชิ้นสวนของวัสดุท่ีตองใชในการประกอบ (part list หรือ bill of materials,
BOM) ซง่ึ โดยปกตจิ ะประกอบไปดว ย
a. เลขอา งองิ ของช้ินสว นในแบบ (item number)
b. ชือ่ ที่ใชเ รยี กชิ้นสว น (descriptive name)
c. ชนดิ ของวัสดุ (material, MATL.)
d. จาํ นวนช้ินของวัสดุช้ินหนึ่ง ๆ ท่ีตองการใชในการประกอบ (quantity required,
QTY.)
3. เสน leader line ท่ีใชช้ีบอกวาชิ้นสวนใดอยูท่ีตําแหนงใดเม่ือประกอบเสร็จสิ้นแลว โดย
สวนปลายของเสนจะมีตัวเลขอางอิงของชิ้นสวนน้ัน (item number) พรอมทั้งเขียน
วงกลมลอ มรอบตวั เลขนนั้ ไวด วย
4. ขอมูลเก่ียวกับการผลิต กระบวนการในการประกอบ หรือการบอกขนาดโดยรวมของ
วตั ถเุ ม่ือประกอบเสรจ็ สิน้ แลว
332 Fundamental of Engineering Drawing
สวนสําคัญสว นหนึ่งท่ตี องกลาวเพ่มิ เติมในรายละเอียดคือรปู แบบของตารางแสดงช้ินสวนในการประกอบ
(part’s list หรือ bill of material, BOM) ซ่ึงตัวอยางของตารางดังกลาวไดแสดงไวในรูปท่ี 12.8 และ
ตําแหนงในการวางตัวของตารางน้มี กั จะวางไวเหนือ title block โดยตาํ แหนง ของหัวตารางจะอยูดานลาง
และเขียนลําดับของช้ินสวนไลข้ึนจากลางข้ึนดานบน ดังตัวอยางท่ีแสดงไวในรูปที่ 12.6 – 12.7 แต
อยางไรก็ดีตารางดังกลาวอาจเขียนโดยใหหัวของตารางอยูดานบนก็ได แตควรจะใหหัวตารางวางชิดกับ
กรอบของกระดาษเขียนแบบดา นบน
3 SET SCREW 1 Stainless Steel,
M3 HEX SOCK CUP PT
2 SHAFT
1 SUPPORT 1 Stainless Steel
NO. PART NAME 2 Cast Iron
REQD. MATL. & NOTE
รปู ที่ 12.8 ตารางแสดงรายละเอียดของช้นิ สว นทใ่ี ชใ นการประกอบ
ตัวอยา งการวางหวั ตารางชิดขอบดานบน
รูปที่ 12.9 ตัวอยา งของตําแหนงการวางตารางแสดงรายละเอียดของชน้ิ สวน
ขั้นตอนการเขียนแบบการประกอบ (step to create assembly drawing)
1. วิเคราะหภาพของช้ินสวนแตละชิ้นโดยนําขอมูลท่ีเก่ียวกับรูปรางและขนาดของ
ช้ินสวนนั้น ๆ มาพิจารณาวาจะประกอบชิ้นสวนเหลานี้เขาดวยกันไดอยางไร ควรใสชิ้นสวนใดกอนหลัง
และหาขนาดโดยรวมหลังจากประกอบเสร็จสิ้นแลว แนวคิดพื้นฐานในการตัดสินใจวาช้ินสวนใดควรจะ
สวมเขากับช้ินสวนใดน้ัน งายท่ีสุดคือจับคูขนาดเสนผาศูนยกลางของช้ินสวนเหลาน้ันนั่นเอง เชน เรามี
วัตถุอยชู ้นิ หนงึ่ ท่มี รี ูเจาะอยู 4 รู ขนาด 20 มม. 25 มม. 35 มม. และ 50 มม. และมีช้ินสวนอีกชิ้นหนึ่งท่ีมี
Working Drawing 333
ลักษณะเปนทรงกระบอกขนาดเสนผาศูนยกลางเทากับ 35 มม. จากขอมูลท่ีไดเพียงแคนี้เราจะเห็นวา
แทงทรงกระบอกขนาด 35 มม. น้ีสามารถสวมเขาไปในรูท่ีมีขนาด 35 มม. หรือรูขนาด 50 มม. ก็ได แต
ถา พจิ ารณาดว ยความสมเหตุสมผลแลว แทงทรงกระบอกนี้ก็ควรจะถูกสวมเขาไปในรูเจาะขนาด 35 มม.
เพราะตามปกติแลวคงไมมใี ครเจาะรูใหม ีขนาดใหญเ กินสง่ิ ท่จี ะนํามาสวมมากเกินความจําเปน (ยกเวนจะ
มีเหตผุ ลทางดา นการออกแบบเปน พเิ ศษ)
2. เลือกมุมมองการสรางภาพประกอบใหเ หมาะสม โดยจาํ นวนของมุมมองนั้นอาจจะมี
เพียงหน่ึงมุมมอง หรืออาจจะมีสอง หรือสามมุมมอง หรือมากกวาก็ได ถามีความจําเปนเพื่อใหเห็นการ
ประกอบไดชัดเจน แตอยางไรก็ดีควรวาดใหนอยที่สุดเทาที่จะทําได สวนมุมมองที่เลือกวาดน้ันก็ควรจะ
เปนมุมมองท่ีสามารถเห็นการประกอบไดชัดเจน ยกตัวอยางวัตถุท่ีแสดงในรูปท่ี 12.10 จากรูปจะมีวัตถุ
อยูสองช้ินคือ A และ B โดยที่วัตถุ A นั้นมีรูเจาะอยูหน่ึงรูและวัตถุ B มีลักษณะเปนทรงกระบอก จาก
ขอ มูลนก้ี ็ควรตดั สนิ ใจไดว า ภาพประกอบที่ตอ งวาด จะตอ งเปน ภาพของวัตถุ B ที่สวมใสเขาไปในรเู จาะที่
อยูบนวัตถุ A นั่นเอง สวนมุมมองท่ีเลือกวาดน้ัน จะเห็นวาถาเลือกวาดภาพประกอบในมุมมองตามที่
แสดงในรูปท่ี 12.11ก แลว เราจะไมเห็นลักษณะการประกอบของช้ินสวนทั้งสองเลย โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ถาเขียนภาพดังกลาวเปนสีขาว-ดํา แตถาเลือกวาดภาพในมุมมองดังที่แสดงในรูปที่ 12.11ข แลวก็จะ
เห็นลกั ษณะการประกอบไดชัดเจน
Given
Part A Part B
รูปท่ี 12.10 ตวั อยา งวตั ถทุ ่ีจะนํามาสรางภาพเขียนแบบการประกอบ
(ก) (ข)
รปู ที่ 12.11 การเขยี นแบบการประกอบท่ีไมเ หมาะสมและเหมาะสม
3. เลือกช้ินสวนท่ีเปนหลักในการประกอบ โดยมีขอสังเกตุวาชิ้นสวนใดจะเปนหลักใน
การประกอบนั้นจะตองเปน ช้นิ สวนท่ีมชี ้นิ สว นอนื่ ๆ มาสวมใสบนตวั มันมากทส่ี ุด
4. วาดชน้ิ สว นหลกั ท่เี ลือกนัน้ กอ น โดยวาดในมุมมองทเ่ี ลือกจากขอ ท่ี 2
334 Fundamental of Engineering Drawing
5. วาดชิ้นสวนอ่ืน ๆ ที่เหลอื ในตาํ แหนง ท่ถี กู ตอ ง
6. ประยุกตใชเทคนิคการเขียนภาพตัดลงไปในภาพการประกอบ เพ่ือใหเห็นวา
ช้ินสวนใดสวมทับกับช้ินสวนใดอยูบาง ดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 12.12ก จากรูปสมมติใหมีชิ้นสวนอยู
สองชิ้นท่ีตองประกอบเขาดวยกัน ซึ่งเม่ือประกอบเขาดวยกันแลว และใชเทคนิคการเขียนภาพตัดมา
ประยุกตใชก ารภาพการประกอบดว ยจะทําใหไ ดภาพดังแสดงในรูปที่ 12.12ข สวนการเขียนเสน section
lines นั้นมีขอกําหนดอยูวา ใหใชเสน section lines ท่ีแตกตางกันระหวางชิ้นสวนแตละช้ินที่นํามา
ประกอบ
Part A
Part B
(ก) (ข)
รปู ที่ 12.12 การเขียนแบบการประกอบโดยใชเ ทคนคิ การเขียนภาพตัดมาชวย
ขอกาํ หนดอีกประการหนงึ่ ของการใชเ ทคนิคภาพตัดในงานเขียนแบบการประกอบก็คือ เราจะยกเวนการ
ทําภาพตัดกบั ชิน้ สว นมาตราฐาน เชน สลักเกลียว แปนเกลียว แหวนรอง เปนตน และถาแนวของการใช
ใบมีดในการตัดวัตถุเพื่อสรางภาพตัดน้ันอยูตามแนวความยาวของ เพลา (solid shaft), สลัก (pin) หรือ
key กใ็ หยกเวนการทาํ ภาพตดั กับช้ินสวนเหลานีด้ วย ดงั ตัวอยางทแ่ี สดงในรูปท่ี 12.13ก-ข
1 CLEVIS, Steel, 1 REQD.
2 ARM, Steel, 1 REQD.
3 PIN, Steel, 1 REQD.
(ก) (ข)
รปู ที่ 12.13 การยกเวน การทําภาพตัดกบั ชนิ้ สว นทีเ่ ปน pin ในภาพการประกอบ
Working Drawing 335
อกี ตวั อยา งของภาพการประกอบที่ใชเทคนคิ ภาพตัดไดแ สดงไวใ นรปู ท่ี 12.14ก-ข
1 SUPPORT, Steel, 1 REQD.
2 SHAFT, Steel, 1 REQD.
3 TAPER PIN, Steel, 1 REQD.
(ก) (ข)
รูปท่ี 12.14 การยกเวนการทาํ ภาพตดั กบั ชน้ิ สว นท่เี ปน เพลา (shaft)
และสลกั (pin) ในภาพการประกอบ
7. เขียนเสน leader line เพื่อช้ีบอกวาช้ินสวนใดมีหมายเลขประจําตัวเปนเลขอะไร
แลว เขยี นวงกลมลอ มรอบตวั เลขนน้ั ดว ย เสน leader line ท่ีลากน้ันใหลากมาจากบริเวณภายในของวัตถุ
และท่ีปลายของเสนท่ีอยูภายในวัตถุก็ใหทําสัญลักษณวงกลมทึบ ดังที่แสดงในรูปท่ี 12.15 และเสน
leader line ทลี่ ากนน้ั ใหล ากเฉยี งทาํ มมุ กับแนวระดับ หา มลากเปน เสนนอนหรอื เสน ด่ิง
1
2
รปู ที่ 12.15 ตวั อยา งการใชเ สน leader line ในการบอกหมายเลขของวัตถุ
8. ขั้นตอนสุดทายก็คือ การสรางตารางแสดงรายการของช้ินสวนท่ีตองใชในการ
ประกอบผลติ ภณั ฑนัน้ ๆ
336 Fundamental of Engineering Drawing
ข้ันตอนตาง ๆ ที่กลาวมาทง้ั 8 ขั้นตอนนต้ี องอาศยั การปฏบิ ตั ิเพอ่ื ใหเกิดความชํานาญ เพ่ือจะไดตัดสินใจ
วาชิ้นสวนใดควรจะประกอบเขากับชิ้นสวนใด หรือควรนําเทคนิคการสรางภาพตัดมาใชในบริเวณใด
เพ่ือใหผอู านแบบเหน็ การประกอบไดชดั เจนมากยิ่งข้ึน หรือช้ินสวนใดท่ีไมตองลงเสน section lines บาง
แตอยา งไรก็ดีขอ ควรปฏิบตั ปิ ระการแรกสดุ เม่อื ตอ งการวาดภาพการประกอบก็คือ ตองสเก็ตชภาพลงบน
กระดาษเปลากอนวา เราจะประกอบชิ้นสวนใดเขากับชิ้นสวนใดบาง และเมื่อประกอบแลวช้ินสวนน้ันจะ
วางตวั อยู ณ ตําแหนงใดในภาพประกอบ ควรใชเทคนิคภาพตัดในบริเวณใดบางเพื่อใหเห็นการประกอบ
ไดชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือเม่ือเขียนภาพประกอบโดยใชเทคนิคภาพตัดแลวจะมีชิ้นสวนไหนถูกบังอยูบาง
เนื่องจากมีช้ินสวนอ่ืนวางขวางอยูดานหนา เพราะจะชวยเราในการตัดสินใจวาช้ินสวนใดควรวาดกอน
ชิน้ สวนใดควรวาดทีห่ ลัง โดยชิ้นสวนที่ควรวาดกอนก็คือชิ้นสวนที่ขวางอยูดานหนาชิ้นสวนอื่น ๆ น่ันเอง
ขนาดรวมทั้งหมดของผลิตภัณฑที่ประกอบเสร็จแลวมีขนาดเทาใด สามารถเขียนลงในกระดาษเขียน
แบบท่ีเตรียมไวไดเหมาะสมหรือไม ถาไมตองใชสเกลเทาใดเพ่ือใหไดขนาดของภาพที่เหมาะสม ส่ิงตาง
ๆ เหลาน้ีควรทําใหเสร็จส้ินบนกระดาษสเก็ตชกอนเร่ิมลงมือเขียนแบบ เพ่ือใหการเขียนแบบเปนไปได
ดวยความรวดเร็วไมต อ งเขียนแบบไปแกไขไปนนั่ เอง
12.4 สงิ่ ทค่ี วรเรียนรูจ ากภาพเขยี นแบบการประกอบ
นอกเหนือจากความสามารถในการเขียนแบบการประกอบแลว ผูอานแบบควรจะมี
ความสามารถในการตีความจากแบบการประกอบที่อานไดดวย โดยส่ิงท่ีควรจะไดเมื่ออานแบบการ
ประกอบกค็ ือ ตอ งรูใหไ ดวา ข้ันตอนในการประกอบผลติ ภณั ฑน้ีควรเปนอยา งไร หนาที่การทํางานของแต
ละชิ้นที่ประกอบเขาไปน้ันคืออะไร และสุดทายสามารถท่ีจะเขาใจแนวคิดในการออกแบบของผูออกแบบ
ใหไดดวย ตัวอยางตอไปนี้จะเปนภาพเขียนแบบการประกอบของชิ้นสวนหนึ่ง ๆ โดยจะแสดงใหเห็นวา
เม่ือผอู านแบบเห็นภาพการประกอบแลว ควรจะเรยี นรอู ะไรไดบ างจากภาพการประกอบนัน้
ตวั อยางท่ี 1 Shaft support on a machine housing
ภาพประกอบในตัวอยางแรกแสดงไวในรูปที่ 12.16 จากภาพแสดงชิ้นสวนหลัก ๆ ที่จะถูก
นาํ มาประกอบเขา ดวยกนั ทง้ั หมด 5 ชิ้นสวนดังนี้
1. เพลา (shaft)
2. ตวั เรอื น (housing)
3. ตลบั ลูกปน (bearing)
4. แผน ปด หนา (cover plate)
5. สกรู (cap screw)
Working Drawing 337
3
1
2
Bearing Shaft
Cap Cover
screw plate
Housing
รูปท่ี 12.16 ชิน้ สวนที่จะนาํ มาประกอบรวมกนั สําหรับตวั อยางท่ี 1
จากรปู สามารถที่จะอธิบายขนั้ ตอนและหนาท่ีของแตละชิน้ สว นในการประกอบไดดังน้ี
1. นําตลับลูกปนสวมเขาไปกับเพลาจนสุด ดังแสดงในรูปท่ี 12.17ก ซ่ึงจากรูปจะเห็นได
วา สาเหตุท่ีตอ งทาํ ใหเพลามีการเปลยี่ นขนาดเสนผา ศูนยก ลางหรือทเ่ี ราอาจเรียกไดวา ทําบาเพลานั้น (ดัง
แสดงดวยวงกลมหมายเลข 1 ในรูปท่ี 12.16) ก็เพ่ือใหบาเพลาชวยรับตลับลูกปนที่สวมเขามาไมให
เคล่ือนทเ่ี ลยไปทางดานขวามากเกนิ ความตองการ
2. นําเพลาและตลับลูกปนจากข้ันตอนท่ี 1 สวมเขากับตัวเรือน (housing) ดังแสดงในรูป
ท่ี 12.17ข จากรูปก็จะพบวาที่ตัวเรือนนั้นก็มีการทําบาไวเหมือนกัน (ดังแสดงในดวยวงกลมหมายเลข 2
ในรูปท่ี 12.16) ทําใหเม่ือใสเพลาที่มีตลับลูกปนอยูแลวเขาไปในตัวเรือน บาที่ทําไวบนตัวเรือนก็จะ
รองรับกบั ผิวดา นนอกของตลับลกู ปน อกี ที ปอ งกนั ไมใหตลับลูกปน เคลอ่ื นทีไ่ ปทางดา นขวาได
3. นําแผนปดหนามาสวมทับอีกครั้งหน่ึง ดังแสดงในรูปท่ี 12.17ค จากรูปจะเห็นวาสวนที่
ย่ืนออกมาของแผนปดหนา ดังแสดงดวยวงกลมหมายเลข 3 ในรูปที่ 12.16 นั้นจะทําหนาท่ีในการกด
ตลับลูกปนใหแนนกับตัวเรือน เพ่ือไมใหตลับลูกปนเคลื่อนไหวในแนวแกนได หรือกลาวอีกนัยหน่ึงวา
ปองกนั ไมใ หตลบั ลกู ปน เคลอื่ นที่ซา ย-ขวาไดน ั่นเอง
4. ขั้นตอนสุดทายของการประกอบก็คือ ขันสกรูเพื่อจับยึดแผนปดดานหนา ตลับลูกปน
และตัวเรือนในติดแนนอยูดวยกัน ซึ่งจะไดภาพประกอบสุดทายท่ีสมบูรณดังแสดงในรูปท่ี 12.17ง จาก
รูปจะมีขอสังเกตุเกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบวา ผูออกแบบจงใจออกแบบใหขนาดรูของแผนปดหนา
กับตัวเรือนที่ใหเพลาสวมทะลุผานไปน้ันมีขนาดใหญกวาขนาดเสนผาศูนยกลางของเพลา ที่ทําเชนนี้ก็
338 Fundamental of Engineering Drawing
เพือ่ ใหเ พลาสามารถหมุนไดอิสระ โดยไมมพี ื้นผวิ ของเพลาเสียดสีกับพื้นผิวของตัวเรือนหรือแผนปดหนา
นั่นเอง แตจ ะใชตลบั ลกู ปน เพื่อชว ยใหเ พลาหมุนไดอยา งคลอ งตัวแทน
(ข) ขัน้ ตอนที่ 1 (ก) ข้นั ตอนท่ี 2
(ค) ขั้นตอนท่ี 3 (ง) ขนั้ ตอนท่ี 4
รูปที่ 12.17 ขน้ั ตอนการประกอบชน้ิ สว นสําหรับตวั อยา งท่ี 1
สําหรับผูอานที่นึกไมออกวาตลับลูกปนมีหนาตาเปนอยางไร และมีหลักการทํางานอยางไร ขอใหศึกษา
จากรูปของตลับลูกปนที่แสดงไวในรูปที่ 12.18ก-ข จากรูปท่ี 12.18ก จะเห็นวาตลับลูกปนนั้นมีวงแหวน
โลหะอยูสองวง คือวงใน (inner race) และวงนอก (outer race) และมีเม็ดโลหะทรงกลม (ball) อยู
ระหวางกลางของวงแหวนทั้งสอง สว นภาพตดั ของตลบั ลูกปนไดแ สดงไวใ นรปู ท่ี 12.18ข
Working Drawing 339
Outer race Ball
Inner race
(ก) (ข)
รปู ท่ี 12.18 ลักษณะของตลับลกู ปนแบบ ball bearing
การใชงานตลบั ลกู ปน นนั้ จะเร่มิ จากการนําเพลามาสวมเขากับวงแหวนดานในใหแนน จากนั้นนําเอาตลับ
ลูกปนที่สวมเพลาแลว ไปสวมเขากับตัวเรือน (housing) อีกที ซ่ึงจะทําใหวงแหวนรอบนอกของตลับ
ลูกปนติดแนนเขากับตัวเรือน ดังนั้นเมื่อเราหมุนเพลา ตัวเพลาก็จะทําใหวงแหวนดานในหมุนตามเพลา
ไปดว ยในขณะท่วี งแหวนรอบนอกจะอยกู ับที่ เน่ืองจากระหวา งวงแหวนทงั้ สองมเี ม็ดโลหะทรงกลมเล็ก ๆ
วางตัวกระจายอยู ซ่ึงเม็ดโลหะทรงกลมเหลาน้ีเองก็จะทําหนาท่ีชวยลดแรงเสียดทานในระหวางท่ีเพลา
หมุน จึงทําใหวงแหวนดานในซึ่งติดอยูกับเพลาน้ันหมุนไดอยางอิสระจากวงแหวนรอบนอกน่ันเอง ตลับ
ลูกปนน้ันมีหลายชนิดดวยกัน โดยชนิดที่แสดงอยูในรูปที่ 12.18 นี้เปนแบบ ball bearing สวนชนิดท่ี
แสดงในรูปท่ี 12.19ก นั้นเปนแบบ roller bearing สวนรูปท่ี 12.19ข นั้นเปนแบบ taper roller bearing
อยางไรก็ดยี ังมชี นิดของตลับลูกปนมากกวานอ้ี ีกมาก โดยตลบั ลูกปนแตละชนดิ นัน้ มคี วามสามารถในการ
ใชงานท่ีแตกตางกัน แตเนื้อหาเก่ียวกับตลับลูกปนนั้นอยูนอกเหนือจากงานเขียนแบบวิศวกรรมจึงจะไม
ขอกลาวถึง ณ ที่นี้
(ก) Roller bearing (ข) Taper roller bearing
รูปที่ 12.19 ลกั ษณะของตลับลกู ปนแบบตาง ๆ
340 Fundamental of Engineering Drawing
ตัวอยางที่ 2 Leakage prevention unit
ภาพประกอบของตัวอยางที่ 2 นี้แสดงไวในรูปที่ 12.20 จากภาพจะมีช้ินสวนที่ใชในการ
ประกอบทั้งหมด 6 ชนิ้ ดังนี้
1. Gland 4. Stud
2. Casing ของปมท่มี ีเพลา (shaft) ยื่นออกมา 5. Nut
3. Packing 6. Washer
รปู ท่ี 12.20 ภาพประกอบของตวั อยา งท่ี 2
จากรปู สามารถอธิบายขนั้ ตอนและหนาท่ขี องแตละช้นิ สว นในการประกอบไดดงั น้ี
1. นาํ packing มาหอ เพลาเอาไว
2. ขัน stud เขาไปในตัว casing จนสุดเกลยี ว
3. สวม gland เขา กับปลายของ stud ทยี่ ่ืนออกมา
4. สุดทายสวมแหวนรองและขันแปนเกลียว (nut) ใหแนนเพ่ือกด gland ลงไป ซ่ึง gland
ก็จะไปกด packing อีกที packing กจ็ ะขยายตัวจนเต็มพ้ืนที่ชองวาง ทําใหชวยปองกันการร่ัวไหลของน้ํา
ออกจาก casing ของปม ได
ตวั อยา งที่ 3 Part with tapered hole on tapered shaft
ตัวอยางสุดทายเปนภาพของการนําเพลาท่ีมีขนาดหนาตัดเปลี่ยนแปลงไป ซ่ึงเราจะเรียก
เพลาในลักษณะเชนน้ีวา tapered shaft สวมเขาไปในวัตถุท่ีมีรู ซ่ึงรูนั้นก็ทํา taper ดวยเชนเดียวกัน ดัง
แสดงในรปู ท่ี 12.21 โดยชนิ้ สว นท่จี ะนาํ มาใชป ระกอบเขา ดว ยกนั ก็คอื
Working Drawing 341
1. เพลาทีม่ ขี นาดหนา ตัดลดลง (tapered shaft)
2. ชน้ิ สวนทม่ี รี ู โดยรมู ขี นาดเสน ผาศนู ยกลางลดลง (part with tapered hole)
3. แหวนรอง (washer)
4. แปน เกลยี ว (nut)
รปู ท่ี 12.21 ภาพประกอบของตัวอยางท่ี 3
จากรปู สามารถอธิบายขน้ั ตอนและหนาที่ของแตล ะช้นิ สว นในการประกอบไดดังน้ี
1. สวมชนิ้ สวนทท่ี าํ tapered hole เขากับ tapered shaft
2. สวมแหวนรอง
3. ขันแปนเกลียวเพ่อื ยึดเพลากับชนิ้ สวนทท่ี าํ tapered hole ใหแ นน
โดยแหวนรองท่ีสวมในขั้นตอนที่ 2 น้ีจะชวยแปนเกลียวในการกระจายแรงเพ่ือจับยึดชิ้นงานเขาดวยกัน
เพราะจากรูปจะเห็นวาลําพังแปนเกลียวเพียงอยางเดียวคงจะไมสามารถจับยึดชิ้นงานใหแนนได
เนื่องจากขนาดของแปนเกลยี วไมใ หญพอทจ่ี ะกดช้ินสว นทที่ าํ tapered hole ไดน น่ั เอง สว นการทํา taper
ของทั้งรแู ละเพลานั้นกเ็ ปน เทคนิคในการออกแบบอยางหน่งึ เพอ่ื ใหก ารจับยดึ นัน้ แนนมากยิง่ ขึ้น
จากตัวอยางตาง ๆ ที่ไดแสดงในหัวขอน้ีจะเห็นวา ในภาพเขียนแบบการประกอบนั้นมี
ขอมูลมากมายใหผูอานแบบไดศึกษา ไมวาจะเปนขั้นตอนในการประกอบ หนาที่ของแตละช้ินสวนท่ี
นาํ มาประกอบเปน ผลติ ภณั ฑ ซึง่ ก็จะทาํ ใหเราเขาใจถงึ วตั ถุประสงคของผูออกแบบดวย วาทําไมจึงตองมี
ชนิ้ สว นนั้น ๆ ในผลติ ภัณฑ
12.5 ขอ ควรพิจารณาเมอ่ื ตองนาํ ชิ้นสว นมาประกอบเขา ดว ยกนั
เมื่อตองการนําช้ินสวนมาประกอบเขาดวยกัน มีขอท่ีตองนํามาพิจารณาอยูสองประการคือ
คาความเรียบของพื้นผิว (surface finishing) และคาความผิดพลาดท่ียอมรับได (tolerance) ซ่ึงมีทั้ง คา
ความผิดพลาดทย่ี อมรบั ไดของขนาด (size tolerance) และของรูปรางรปู ทรง (geometric tolerance)
342 Fundamental of Engineering Drawing
Surface finishing
ในบางกรณีที่ตองการใหพื้นผิวหนึ่งเคลื่อนที่สัมพัทธกับอีกพื้นผิวหนึ่ง ส่ิงที่เราตองการก็คือ
แรงเสยี ดทานระหวางพน้ื ผิวน้ันตอ งมคี า นอยท่สี ุด ซึ่งการจะทําใหพื้นผิวน้ันมีคาแรงเสียดทานนอยที่สุดก็
คือทําใหผิวน้ันเรียบท่ีสุดเทาท่ีจะทําได ซ่ึงคา surface finish ก็คือคาความเรียบของพ้ืนผิวนั่นเอง และ
การตัดสินใจเลือกวาตองการทําพื้นผิวใดใหเรียบนั้นตองพิจารณาใหรอบคอบเปนอยางมาก เน่ืองจาก
การทําใหพน้ื ผิวมีความเรียบนั้นตอ งใชตน ทนุ ในการผลิตท่ีสูงขน้ึ มาก
Tolerance
การผลิตช้ินสวนใหไ ดขนาดตามที่ตองการพอดีเปนเร่ืองที่เปนไปไดยากมาก ยิ่งถาผลิตใหมี
ความผดิ พลาดนอยเทา ใดก็จะยงิ่ ทาํ ใหต นทุนการผลติ สงู ข้ึนมาก และมักจะสูงข้นึ อยา งไมเปนเชิงเสนดวย
เชนถาตองการลดคาความผิดพลาดลงคร่ึงหนึ่ง คาตนทุนการผลิตอาจจะเพ่ิมขึ้นไดมากถึง 3-4 เทา
ดงั น้นั ในการผลิตชน้ิ สวนใด ๆ ทุกคร้ัง เราจําเปนท่ีจะตองมีการบอกคาความผิดพลาดที่ยอมรับไดในการ
ผลิตดวย โดยตองเลือกระดับของคาความผิดพลาดใหเหมาะสมดวยเพื่อไมใหตนทุนการผลิตสูงเกิด
ความจาํ เปน อีกทง้ั กระบวนการผลิตสินคา ในปจจุบนั นน้ั เรามักจะจางบริษัทผูผลิตใหทําการผลิตชิ้นสวน
แตละช้ินให จากน้ันจึงคอยนําช้ินสวนแตละชิ้นจากแตละบริษัทมาประกอบเปนผลิตภัณฑสุดทายอีกครั้ง
หนึ่ง จะเห็นไดวาถาบริษัทแตละแหงผลิตช้ินสวนใหเราโดยมีคาความผิดพลาดไมเปนไปตามความ
เหมาะสม เราก็จะไมสามารถนําชน้ิ สวนเหลานั้นมาประกอบเขาดวยกันได ประโยชนอีกประการหน่ึงของ
คา ความผดิ พลาดน้กี ็คอื ทําใหเ ราสามารถเลอื กใชช้ินสวนใดช้ินสวนหนึ่งจากบริษัทใดบริษัทหน่ึงก็ได ถา
บริษัทนั้นผลิตชิ้นสวนดังกลาวใหมีคาความผิดพลาดตรงตามที่เราตองการได นั่นคือคาความผิดพลาดที่
ยอมรับไดนี้จะชวยเราในเร่ืองของ interchangeability นั่นเอง คาความผิดพลาดที่กลาวไปแลวน้ีเปนคา
ความผิดพลาดท่ีเก่ียวกับขนาด (size tolerance) แตยังมีคาความผิดพลาดอีกชนิดหนึ่งคือคาความ
ผิดพลาดที่เกี่ยวกับรูปรางรูปทรง (geometric tolerance) ซ่ึงตัวอยางของคาความผิดพลาดชนิดนี้ก็เชน
เราตองการผลิตพ้ืนผิวใดพ้ืนผิวหนึ่งใหมีความขนานกับพื้นผิวอีกพ้ืนผิวหน่ึง โดยใหมีระดับของความ
ขนานอยูในเกณฑที่ยอมรับได หรือตองการผลิตทรงกระบอกใหมีความกลมในระดับที่ตองการ หรือ
ตองการผลิตใหพ ืน้ ผิวน้ีตง้ั ฉากกบั อกี พื้นผวิ หนึ่งในระดบั คาความผิดพลาดทีย่ อมรับได เปน ตน ประโยชน
ของคาความผิดพลาดที่ยอมรับไดอีกประการหนึ่งก็คือ ใชในการควบคุมความแนนของการสวมช้ินสวน
สองช้ินเขาดวยกัน บางชิ้นสวนตองการใหสวมเขาหากันไดงาย ๆ หรือสามารถเลื่อนเขาเลื่อนออกจาก
กันไดสะดวก ซ่ึงระดับความแนนระดับนี้เราเรียกวา (clearance fit) แตถาตองการใหชิ้นสวนสวมเขาหา
กันไดแนนพอสมควรโดยตองออกแรงในการสวมอยูบาง เราจะเรียกระดับความแนนแบบนี้วา
(transitional fit) สุดทายถาตองใชเครื่องจักรในการสวมอัดชิ้นสวนสองช้ินเขาหากัน เพราะไมสามารถใช
มอื เปลา ในการสวมได ความแนนระดับนเ้ี ราจะเรียกวา (interference fit)
Working Drawing 343
12.6 บทสรุป
ในบทน้ีผูอานไดเห็นภาพของงานเขียนแบบที่จะนําไปใชจริงในการผลิต ซึ่งเราเรียกชุดของ
งานเขียนแบบท่ีจะนําไปใชในการผลิตวา working drawing ซ่ึงประกอบไปดวย detailed drawing และ
assembly drawing โดยท่ี detailed drawing น้ันก็คือภาพออโธกราฟกของชิ้นสวนแตละชิ้นท่ีตองใชใน
การประกอบเปนผลิตภัณฑนั่นเอง โดยแบบท่ีเขียนน้ันนอกจากจะมีภาพออโธกราฟกแลวจะตองมีการ
บอกขนาดและขอมูลตาง ๆ ดังที่กลาวไปแลวใหครบถวนดวย สวน assembly drawing ก็คือภาพเขียน
แบบที่แสดงรูปรางสุดทายของผลิตภัณฑเม่ือนําชิ้นสวนจาก detailed drawing มาประกอบเขาดวยกัน
แลว อกี ท้งั ยังชว ยแสดงลาํ ดบั การประกอบชน้ิ สวนเหลา นนั้ ดวย
344 Fundamental of Engineering Drawing
แบบฝก หดั
Working Drawing 345
346 Fundamental of Engineering Drawing