Preparing Tools & Applied Geometry 51
วธิ กี ารสรา งสวนโคง (1 ใน 4) ท่มี รี ัศมเี ทากับ r สัมผสั กับเสน ตรงสองเสนทต่ี ั้งฉากกัน
1. ลากเสนขนานกบั เสน ตงั้ ฉากที่กําหนดให โดยมี
ระยะหา งจากเสน เดมิ เทา กบั r (เสนสสี ม )
2. จดุ ตัดทไ่ี ดคอื จดุ ศูนยก ลางของสว นโคง ทต่ี อ งการ
และจดุ ทเ่ี สนสสี ม ตดั กบั เสนต้ังฉากนั้นคอื จดุ สมั ผัส
ของสวนโคง
3. กางวงเวยี นรศั มี r แลวใชจดุ ตัดของเสน สีสมเปน จดุ
ศนู ยกลาง ลากสวนโคง จากจุดสมั ผสั หนึ่งไปสนิ้ สดุ ที่
จดุ สัมผัสอกี อันหนง่ึ
4. สดุ ทายลากเสนตรงตอ ออกจากสวนโคงทัง้ สองดานก็
จะได fillet หรอื round ตามตองการ
จุดศูนยกลางสวนโคง
จดุ สัมผัส 1
ขน้ั ตอนท่ี 1 จุดสัมผสั 2
ขั้นตอนท่ี 2
ขน้ั ตอนที่ 3 ขนั้ ตอนที่ 4
NWP June 2007 Version 0.5
52 Fundamental of Engineering Drawing
สรา งสว นโคง สมั ผัสกับเสน ตรงสองเสน ท่ีไมต ง้ั ฉากกนั
1. ลากเสน ขนานกับเสน ตรงทัง้ สอง ใหม รี ะยะหางจาก
เสนเดิมเทา กบั r (เสนสีสม ) จุดตัดที่ไดคือจดุ
ศูนยก ลางของสวนโคงท่ตี อ งการ
2. ลากเสน ตรงเสนเลก็ ๆ ตดั กบั เสน ท่กี าํ หนดให โดย
เสน ดงั กลา วตองมแี นวผานจดุ ศนู ยกลางสวนโคงและ
ตง้ั ฉากกบั เสนทตี่ อ งลากตดั
3. กางวงเวียนรศั มี r แลวใชจ ดุ ตดั ของเสนสสี ม เปน จุด
ศนู ยกลาง ลากสวนโคง จากจดุ สมั ผสั หนึ่งไปสิ้นสดุ ที่
จุดสมั ผสั อีกอนั หนงึ่
4. สุดทายลากเสนตรงตอ จากสว นโคงทั้งสองดา นก็จะ
ได fillet หรอื round ในอีกรูปแบบหนงึ่
r จุดสัมผสั 2
r
+
+
จุดสัมผสั 1
ขนั้ ตอนท่ี 1 ขน้ั ตอนที่ 2
ขั้นตอนท่ี 3 June 2007 ข้ันตอนที่ 4
NWP Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 53
เรขาคณติ ของวงกลมสมั ผัสกนั
กอนจะอธิบายการวาดเสนแบบตอไป ขอทบทวนความรูเร่ืองเรขาคณิตเมื่อวงกลมสอง
วงสัมผัสกัน โดยกรณีแรกคือวงกลมสัมผัสกันดานนอกดังแสดงในรูปที่ 2.16 จากรูปจะเห็นวาถา
วงกลมสองวงสัมผัสกันดานนอก ระยะหางระหวางจุดศูนยกลางของวงกลมท้ังสองจะเทากับรัศมีของ
ท้ังสองวงรวมกัน และจุดสัมผัสของวงกลมก็จะอยูบนเสนท่ีลากเชื่อมจุดศูนยกลางของวงกลมทั้งสอง
น่ันเอง สาํ หรับรูปที่ 2.17 แสดงตวั อยางของรูปรา งวัตถุท่เี กดิ จากวงกลมสมั ผัสกบั แบบภายนอก
จดุ สมั ผัส
R1 R2
C1
C2
รปู ที่ 2.16 คณุ สมบัตขิ องวงกลมสองวงทส่ี มั ผัสกันดานนอก
C+ +
+
C2
C1
รปู ที่ 2.17 ตัวอยางของเสน โคงบนวตั ถทุ ี่เกิดจากเสน โคงสมั ผัสกันดา นนอก
NWP June 2007 Version 0.5
54 Fundamental of Engineering Drawing
อีกกรณีของการสัมผัสกันของวงกลมคือกรณีที่วงกลมสัมผัสกันดานในดังแสดงในรูปท่ี 2.18 จากรูป
จะเห็นวา ในกรณนี ้ีระยะหา งระหวา งจดุ ศนู ยกลางของวงกลมทั้งสองจะเทา กบั ผลตางของรัศมี และจุด
สมั ผสั ก็ยงั คงอยูบนเสนที่ลากเชอ่ื มจุดศนู ยก ลางของทง้ั สองวงกลมอีกเชนเดิม ซึ่งตัวอยางของรูปราง
วตั ถทุ เี่ กิดจากการสัมผัสกันภายในของวงกลมนไี้ ดแ สดงไวในรปู ที่ 2.19
จุดสัมผัส
R1 R2
C1 C2
รูปที่ 2.18 คุณสมบตั ขิ องวงกลมสองวงที่สัมผัสกันดา นใน
++
C1 C2
C+
รูปที่ 2.19 ตัวอยางของเสน โคงบนวัตถทุ ่ีเกดิ จากเสน โคงสัมผัสกนั ดา นใน
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 55
สรางสวนโคง สัมผัสดา นนอกกบั วงกลมสองวง
R2 กําหนดใหสรางสว นโคงรัศมี R สมั ผัส
ดา นนอกกับวงกลมสองวงทีม่ ีรัศมี R1
+ และ R2 ตามลาํ ดับ
R1 C2
C1+
R + R2 ขั้นตอนท่ี 1
สรา งสว นโคง รศั มี R+R1 และ
R + R1 C R+R2 โดยใชจุด C1 และ C2 เปน
R2 จุดศูนยกลางตามลําดบั ซึ่งจุดตัดท่ี
R1 ไดคอื จดุ ศูนยกลางของสว นโคงท่ี
+
C1+ ตอ งการ (จุด C)
C2
C ขั้นตอนท่ี 2
C1+ ลากเสน ตรงเล็ก ๆ แสดงจุดสัมผสั
ระหวา งสวนโคง ซ่งึ จดุ ดงั กลาวจะ
อยูบ นเสนตรงทล่ี ากเชอื่ มจุด
ศนู ยกลางทั้งสอง
+
C2
C ขั้นตอนที่ 3
C1+ ใชจ ดุ C เปนจุดศนู ยกลางลาก
สวนโคง รศั มี R จากจุดสมั ผสั หนึง่
ไปยังอกี จุดสัมผสั หนึ่ง จากน้นั ลาก
+ สวนโคง ทต่ี อออกทั้งสองขา ง ก็จะ
C2 ไดร ปู แบบสว นโคงตามท่ีตอ งการ
NWP June 2007 Version 0.5
56 Fundamental of Engineering Drawing
สรางสว นโคง สมั ผสั ดานในกบั วงกลมสองวง
R1 R2 กําหนดใหสรา งสวนโคงรัศมี R สัมผัส
ดานในกับวงกลมสองวงทีม่ ีรศั มี R1
C+1 +C2 และ R2 ตามลําดบั
R1 R2 ขัน้ ตอนท่ี 1
สรางสวนโคง รศั มี R–R1 และ R–R2
C+1 +C2 โดยใชจ ุด C1 และ C2 เปน จุด
ศนู ยก ลางตามลําดับ ซ่งึ จดุ ตดั ทไี่ ด
R – R1 C R – R2 คือจดุ ศูนยก ลางของสวนโคงที่
ตองการ (จุด C)
C+1 +C2
ขั้นตอนท่ี 2
C ลากเสนตรงเลก็ ๆ แสดงจดุ สมั ผสั
ระหวา งสวนโคง ซึ่งจุดดังกลาวจะ
อยบู นเสน ตรงท่ลี ากเช่อื มจุด
ศนู ยก ลางท้งั สอง
C+1 +C2 ขัน้ ตอนที่ 3
NWP C ใชจุด C เปน จดุ ศูนยกลางลาก
สว นโคง รัศมี R จากจดุ สมั ผสั หน่งึ
ไปยังอีกจุดสมั ผัสหนึ่ง จากนน้ั ลาก
สว นโคงทตี่ อออกทัง้ สองขาง ก็จะ
ไดรปู แบบสว นโคง ตามทีต่ อ งการ
June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 57
สรางสว นโคง สัมผัสดานในกบั วงกลมหน่งึ และสมั ผัสนอกกับอีกวงกลมหนงึ่
R1 R2 กําหนดใหสรา งสวนโคง รัศมี R สมั ผัส
ดา นในกบั วงกลมรัศมี R1 และสัมผัส
C1 + +C2 นอกกบั วงกลมรศั มี R2 ตามลําดับ
R1 R2 ขั้นตอนท่ี 1
สรางสวนโคง รศั มี R–R1 และ R+R2
C1 + +C2 โดยใชจุด C1 และ C2 เปน จดุ
ศูนยก ลางตามลาํ ดับ ซ่งึ จดุ ตัดท่ีไดค ือ
R – R1 จุดศูนยก ลางของสว นโคงทต่ี องการ
(จุด C)
C R + R2
ขัน้ ตอนท่ี 2
C1 + +C2 ลากเสน ตรงเลก็ ๆ แสดงจุดสมั ผัส
ระหวางสวนโคง ซ่งึ จุดดงั กลาวจะอยู
C บนเสน ตรงทลี่ ากเชื่อมจดุ ศนู ยก ลาง
ทง้ั สอง
C1 + +C2
ขั้นตอนท่ี 3
C ใชจ ดุ C เปน จดุ ศนู ยกลางลากสว น
โคงรัศมี R จากจดุ สมั ผสั หนึ่งไปยัง
อีกจุดสัมผัสหนงึ่ จากนน้ั ลากสวน
โคง ทต่ี อออกทัง้ สองขาง ก็จะได
รปู แบบสว นโคงตามทต่ี อ งการ
NWP June 2007 Version 0.5
58 Fundamental of Engineering Drawing
2.4 บทสรุป
บทน้ีอธิบายขั้นตอนตาง ๆ ที่ตองปฏิบัติตั้งแตการติดกระดาษลงบนโตะเขียนแบบซ่ึง
ตองจัดใหไดระดับกับไมที เพ่ือท่ีจะไดใชไมทีเปนแนวระดับอางอิง จากน้ันเปนการเตรียมดินสอและ
วงเวียนซ่ึงตองเหลาใหปลายแหลมอยูตลอดเวลาที่ใชเขียนแบบ เพื่อเสนที่ออกมาน้ันจะไดสวยงาม
และมีความสม่ําเสมอ รวมถึงการใชอุปกรณเขียนแบบเบ้ืองตน เชน การเขียนวงกลมดวยวงเวียน
การเขยี นวงกลมดวยเทมเพลต การใชไมทีในการลากเสนแนวนอน การใชไมทีและไมสามเหล่ียมใน
การลากเสนด่ิง การใชไมสามเหลี่ยมท้ังสองในการสรางมุมที่เปนลําดับข้ันของมุม 15 องศา เปนตน
สุดทายคือหัวขอท่ีเกี่ยวกับเรขาคณิตประยุกต โดยนําเสนอหัวขอหลัก ๆ ที่ใชบอยเทานั้น ผูเรียน
ควรกลับไปทบทวนเร่ืองของเรขาคณิตอื่น ๆ ดวยตนเอง เชน การแบงครึ่งมุม การแบงคร่ึงเสนตรง
การสรา งรูปหลายเหลี่ยมดา นเทา เปน ตน
ผูเ รยี นควรฝก ฝนหวั ขอ ตา ง ๆ ในบทนี้ใหเ กิดความชาํ นาญเพราะสามารถชว ยผูเรียนได
เปนอยางมากเวลาทํางานในหองฝกฝนหรือทําขอสอบเนื่องจากเวลาท่ีมีจํากัด การฝกฝนบอย ๆ จะ
ทําใหเกิดความม่ันใจในการเขียนแบบและสามารถทําไดรวดเร็ว แบบฝกหัดท่ีใหในตอนทายของบท
นก้ี ็เปน สว นหนงึ่ ที่สามารถชว ยผเู รียนไดมีโอกาสฝกฝนมากย่ิงขึ้น
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 59
แบบฝกหดั
1. จงวาดรปู ดานลา งตามขนาดที่กาํ หนด (ขนาดมีหนว ยมลิ ลเิ มตร) และจงหาความยาว KA
NWP June 2007 Version 0.5
60 Fundamental of Engineering Drawing
2. จงวาดรูปดานลางตามขนาดที่กําหนด
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 61
3. จงวาดรปู ดา นลา งตามขนาดท่กี าํ หนด
NWP June 2007 Version 0.5
62 Fundamental of Engineering Drawing
4. จงวาดรูปดานลางตามขนาดที่กําหนด
NWP June 2007 Version 0.5
Preparing Tools & Applied Geometry 63
5. จงวาดรปู ดา นลา งตามขนาดท่กี าํ หนด
NWP June 2007 Version 0.5
บทที่ 3
การฉายภาพออโธกราฟก
เน้อื หาในบทน้ีอาจกลาวไดวาเปนสวนที่สําคัญท่ีสุดของการเขียนแบบวิศวกรรม เพราะ
เปาหมายหลักของการเขียนแบบวิศวกรรมคือการถายทอดขอมูลวัตถุสามมิติโดยใชสื่อสองมิติ เชน
กระดาษ เปนตน ซ่ึงผูเรียนสามารถใชหลักการฉายภาพออโธกราฟกมาชวยในสื่อสารขอมูลสามมิติ
ไดเปนอยางดี การศึกษาทําความเขาใจและหมั่นฝกฝนจะทําใหเกิดความชํานาญและเปนพ้ืนฐานให
ผูเรยี นสามารถอานแบบวศิ วกรรมไดด อี กี ดว ย
3.1 การแสดงภาพวัตถุสามมติ ิโดยใชส ่ือสองมิติ
การแสดงภาพวัตถุสามมิติโดยใชสื่อสองมิตินี้จะใชหลักการฉายภาพซึ่งไดนําเสนอ
เบือ้ งตนไปแลว ในบทท่ี 1 การฉายภาพทนี่ ยิ มใชในงานวิศวกรรมก็คือการฉายภาพแบบออโธกราฟก
(orthographic) ซึ่งยังสามารถแบงออกไดอีก 2 แบบคือ การฉายภาพแบบ axonometric และการ
ฉายภาพแบบ multiview การฉายภาพแบบแรกจะไดภาพที่มีลักษณะเหมือนรูปสามมิติดังแสดงใน
รูปที่ 3.1ก สวนการฉายภาพแบบหลังจะแสดงดวยภาพหลายภาพดังแสดงในรูปท่ี 3.1ข สําหรับใน
บทนีผ้ ูเรยี นจะไดศึกษาการฉายภาพแบบ multiview ซึง่ ในบางครัง้ กน็ ยิ มเรียกการฉายภาพแบบน้ีวา
การฉายภาพแบบออโธกราฟก และเรียกการฉายภาพแบบ axonometric วาการฉายภาพแบบ
pictorial ซึ่งการเขยี นภาพ pictorial นีจ้ ะไดก ลาวถึงอกี ครง้ั ในบทท่ี 5
3.2 การฉายภาพแบบ multiview
วัตถุสามมิติใด ๆ ดังท่ีแสดงในรูป 3.2ก จะประกอบไปดวยขอมูลหลัก ๆ 3 ขอมูลคือ
ความกวาง ลึก และสูง ซ่ึงถามองวัตถุในทิศทางตามท่ีผูสังเกตุแสดงในรูปก็จะเห็นวัตถุมีลักษณะ
66 Fundamental of Engineering Drawing
ดังทแ่ี สดงรปู ท่ี 3.2ข จะเห็นไดวาขอมูลที่ไดจากการมองวัตถุน้ีประกอบไปดวยขอมูลของความกวาง
และความสูงเทาน้ันไมมีขอมูลของความลึก และเพ่ือใหไดขอมูลของวัตถุสามมิติท่ีครบถวน ผูสังเกตุ
อาจกมลงมองวัตถุจากดานบน ซึ่งคราวน้ีผูสังเกตุก็จะไดขอมูลของความลึกเพิ่มข้ึนดังแสดงในรูปท่ี
3.2ค ในตอนนผ้ี ูเรยี นคงจะเรม่ิ เขาใจมากยงิ่ ขึน้ แลววาทําไมจึงเรียกการฉายภาพแบบนี้วา multiview
ก็เพราะวา การมองวัตถุเพียงมุมมองเดยี วแลวนาํ มาสรางภาพนน้ั ไมเพียงพอตอการส่ือสารขอมูลของ
วตั ถุสามมติ ิ แตตองอาศยั การมองวตั ถใุ นอีกมมุ มองหนึ่งดว ยเพอ่ื ใหไ ดข อ มูลทคี่ รบถว น
ก. การฉายภาพแบบ axonometric ข. การฉายภาพแบบ multiview
รปู ท่ี 3.1 การฉายภาพแบบ axonometric และการฉายภาพแบบ multiview
Height Depth
Width Depth Height
Height
ก. ขอ มลู บนวตั ถุสามมติ ิ Width Width
ข. ขอมูลจากการมองวตั ถุ ค. ขอมลู จากการมองวัตถุ
มุมมองเดยี ว หลายมมุ มอง
รูปท่ี 3.2 ความสําคญั ของการฉายภาพแบบ multiview
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 67
การมองวัตถุสามมิติในหลายมุมมองจะทําใหเกิดภาพที่เรียกวา multiview drawing ซ่ึงผูเรียน
สามารถสรา งภาพเหลานไี้ ดด วยการทดลองทําดังตอไปนี้
- การหมุนวตั ถุเพ่ือใหเกิดภาพหลาย ๆ มุมมอง
ผูเรียนสามารถทดลองใชเทคนิคนี้ในการหมุนวัตถุขนาดเล็ก ๆ เพ่ือสรางภาพหลาย
มุมมองของวัตถุชิ้นน้ันได ดังตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 3.3ก-ค จากรูป 3.3ก แสดงการถือวัตถุขนาด
เล็กและผูถือเลือกมุมมองนี้ใหเปนมุมมองดานหนา (front view) ซึ่งจะไดภาพท่ีปรากฎตอตัวผูถือ
วัตถุเองดังแสดงในรูปดานขวา จากน้ันในรูปท่ี 3.3ข ผูถือหมุนวัตถุเพ่ือดูลักษณะรูปรางของวัตถุ
ทางดานขวามือ สวนรูปที่ 3.3ค ผูถือหมุนวัตถุเพ่ือดูลักษณะรูปรางของวัตถุทางดานบน ซ่ึงถาผูที่
หมนุ วตั ถนุ ้นี าํ ภาพที่ตนเองเห็นแลววาดออกมาโดยวางตามตําแหนงท่ีถูกตองดังแสดงในรปู ท่ี 3.4 ก็
จะไดภ าพ multiview หรือภาพออโธกราฟก ของวตั ถนุ ต้ี ามตองการ
(ก) การถือวตั ถุเพอ่ื แสดงภาพดานหนา
(ข) การหมนุ วตั ถเุ พือ่ แสดงภาพดา นขา ง (ขางขวา)
(ค) การหมนุ วตั ถเุ พอ่ื แสดงภาพดา นบน
รูปที่ 3.3 การหมนุ วตั ถเุ พอ่ื ใหเ กิดภาพแบบออโธกราฟก
NWP June 2007 Version 0.5
68 Fundamental of Engineering Drawing
รูปท่ี 3.4 ภาพออโธกราฟกทไ่ี ด ภาพออโธกราฟกท่ีไดนี้ใหผูเรียนสังเกตุตําแหนงการ
จากการหมุนวตั ถุ วางรปู ใหด ีเพราะมีความสาํ คญั เปน อยางมาก จากรูปจะ
พ บ ว า ภ า พ ท่ี เ ห็ น จ า ก ด า น ข ว า ข อ ง วั ต ถุ จ ะ ว า ง อ ยู
ดานขวาของภาพทางดานหนา และภาพที่เห็นจาก
ดานบนของวัตถุจะวางอยูดานบนของภาพดานหนาอีก
เชนเดียวกัน สําหรับสาเหตุที่ภาพเหลานี้ตองถูกวางใน
ตําแหนงดังท่ีแสดงนั้นสามารถทําความเขาใจไดจาก
เทคนิคการสรางภาพออโธกราฟกอีกวิธีหน่ึง คือวิธีการ
เดินสงั เกตรุ อบวัตถุ
- การเดนิ สังเกตุรอบวตั ถุเพอ่ื ใหเ กิดภาพหลาย ๆ มุมมอง
การสรางภาพออโธกราฟก ดวยวธิ นี ้ี ใหผเู รียนจนิ ตนาการวาไดนาํ วตั ถุใสเ ขาไปในกลอง
แกว (glass box) ดังแสดงในรูปท่ี 3.5 จากน้ันใหเดินไปรอบ ๆ กลองแลววาดภาพที่เห็นไปบนผนัง
กลอ งดังรปู ที่ 3.6 ซ่งึ จะเกิดภาพบนฝากลองแบบนีท้ ้งั หมด 6 ดานดวยกัน
+ บรรจวุ ัตถใุ นกลองแกว
วัตถุ
กลองแกว
รปู ท่ี 3.5 นําวัตถใุ สในกลองแกวเพื่อสรา งภาพออโธกราฟก
ภาพดา นหนา ภาพดานบน
ภาพดานขวา
รปู ที่ 3.6 การเดินรอบกลองแกวเพ่ือวาดภาพบนผนังกลอ ง
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 69
จากนั้นทําการคล่ีกลองแกวออกโดยคงผนังกลองดานหนาไวเปนหลักแลวคล่ีฝากลองดานอื่น ๆ ให
ไดระนาบเดียวกับฝากลองดานหนาดังแสดงในรูปท่ี 3.7 ซึ่งถานํากลองที่คลี่ออกหมดแลวน้ีวางบน
โตะในแนวระนาบก็จะไดภาพดังรูปที่ 3.8 ซ่ึงเปนภาพออโธกราฟกตามตองการ และจะเห็นไดวา
ภาพดานขวาก็จะอยูทางดานขวาของภาพดานหนาและอยูในแนวระดับท่ีเทากัน เชนเดียวกับภาพ
ดา นซา ยดวย สว นภาพดา นบนก็จะอยูดา นบนของภาพดานหนาและอยใู นแนวด่ิงเดยี วกัน
รปู ที่ 3.7 คลกี่ ลองออกโดยคงฝากลอ งดา นหนา ไวเ ปน หลกั
รปู ที่ 3.8 ภาพทีไ่ ดเ ม่ือวางกลองทคี่ ลแี่ ลว ไวบ นโตะ (จากรปู ไมไ ดแสดงสีของผนังกลอง)
ผูเรียนควรศึกษาทําความเขาใจกับวิธีการสรางภาพออโธกราฟกดังท่ีแสดงขางตนท้ัง
สองวิธี ซ่ึงวิธีแรกน้ันเราสามารถทดลองทําไดดวยตนเองโดยใชวัตถุเล็ก ๆ รอบตัว แตสําหรับวิธีท่ี
สอง ผูเรียนตองฝกฝนการใชจินตนาการโดยจินตนาการวาตนเองสามารถเดินไปรอบ ๆ วัตถุแลว
NWP June 2007 Version 0.5
70 Fundamental of Engineering Drawing
วาดภาพท่ีเห็นในแตละดานออกมาใหได เพราะในความเปนจริงแลวเราไมสามารถเดินสังเกตุรอบ
วัตถุไดตามใจชอบ
3.3 ภาพออโธกราฟกขององคประกอบของวตั ถุ
ในหวั ขอ น้ีผูเรียนจะไดศกึ ษาการฉายภาพขององคประกอบของวตั ถุ โดยองคประกอบท่ี
เล็กท่ีสุดของวัตถุใด ๆ ก็คือ “จุด (point)” เม่ือนําจุดมาตอกันก็จะได “เสน (line)” และเม่ือนําเสนมา
ลากตอกันจนครบเปนวงรอบก็จะได “พื้นผิว (surface)” สุดทายนําพื้นผิวมาตอกันก็จะเปนวัตถุ
ดังนัน้ ถา ผูเรียนสามารถเขาใจไดว าเม่ือนํา จุด เสน หรือพื้นผิว มาสรางภาพฉายออโธกราฟกแลวจะ
ไดรปู อยางไร กจ็ ะสามารถนําความรูดังกลาวไปใชฉายภาพวตั ถุทซี่ บั ซอนได
- การฉายภาพจดุ (projection of point)
รูปท่ี 3.9ก แสดงจุด A ท่ีบรรจุอยูในกลองแกวและภาพของจุด A ที่ไปปรากฎบนผนัง
กลองทั้ง 3 ดาน โดยตัวหอย F, R และ T หมายความวาเปนภาพท่ีปรากฎบนผนังดานหนา (front
view) ผนังดานขวา (right side view) และผนังดานบน (top view) ตามลําดับ เมื่อคลี่กลองออกก็จะ
ไดภาพดังแสดงในรูปท่ี 3.9ข จากภาพนี้สิ่งที่ผูเรียนตองสังเกตุใหดีคือตําแหนงของจุดที่ปรากฎเปน
ภาพดานขวาจะตองอยูในระดับเดียวกันกับท่ีจุดน้ันไปปรากฎเปนภาพดานหนา สวนตําแหนงของ
จดุ บนภาพดา นบนกต็ อ งอยูในแนวด่ิงเดียวกนั กับจุดทป่ี รากฎบนภาพดา นหนาดวยเชนเดียวกัน การ
อางอิงตําแหนงระหวางภาพในแตละดานเชนน้ี ผูเรียนตองทําความเขาใจใหดีและฝกฝนจนเกิด
ความชาํ นาญใหได
AT
AT
A AR AF AR
AF
(ก) ภาพฉายของจุดบนผนงั กลอง (ข) ตําแหนงของจุดบนภาพออโธกราฟก
รปู ท่ี 3.9 ภาพฉายออโธกราฟก ของจดุ
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 71
กรณีถัดไปทําการเพิ่มจุด B เขาไปในกลอง ณ ตําแหนงหลังจุด A เมื่อเทียบกับผนังกลองดานหนา
ดังแสดงในรูปที่ 3.10ก จากรูปแสดงตําแหนงของจุด A และ B ที่อยูภายในกลองและภาพฉายท่ี
เกิดข้ึนบนผนัง เมื่อคล่ีกลองออกจะไดภาพดังแสดงในรูปท่ี 3.10ข และเนื่องจากจุด B อยูหลังจุด A
พอดีดังนั้นเม่ือมองจากดานหนาก็จะเห็นจุดท้ังสองซอนทับกันเปนจุดเดียว สวนภาพดานขาง จุด B
ก็จะปรากฎอยทู างดานขวาและอยใู นระดบั เดยี วกันกับจุด A สว นในภาพดา นบน จุด B จะปรากฎอยู
ดานบนและอยูในแนวดิ่งเดียวกันกับจุด A อีกท้ังระยะหางที่วัดไดระหวางจุด A และจุด B จากภาพ
ดา นขวา (วดั ระยะหางในแนวนอน) และจากภาพดา นบน (วัดระยะหางในแนวดงิ่ ) จะตองมีคาเทากัน
ดว ย ผเู รียนอาจสงสยั วาทาํ ไมตองมีคาเทากัน? ขอใหผูเรียนลองจินตนาการวาตนเองมองตรงเขาไป
ที่หนาเพื่อนคนหนึ่ง ซ่ึงจะสังเกตุเห็นระยะหางระหวางใบหูดานซายและดานขวามีคา ๆ หน่ึง
จากนั้นลองชะโงกหนาเขาไป แลวกมลงมองดานบนศรีษะของเพื่อนคนเดิมก็จะพบวาระยะหาง
ระหวางใบหูท้ังสองก็ตองมีคาเทาเดิมดวย เพราะเรายังคงสังเกตุศรีษะของคน ๆ เดิมอยูนั่นเอง ซึ่ง
จากตวั อยางน้ีก็คงจะชวยใหผูเรียนเขาใจในคําตอบของคาํ ถามดา นบนมากยิง่ ข้ึน
BT BT
AT
Equal
A B BR AT distance
AR
AF BF AF BF AR BR
(ก) ภาพฉายของจุดบนผนังกลอ ง (ข) ตาํ แหนง ของจุดบนภาพออโธกราฟก
รูปที่ 3.10 ภาพฉายออโธกราฟกของจดุ สองจุด
- การฉายภาพเสน (projection of line)
การฉายภาพเสนก็จะเหมือนกับการฉายภาพของจุดสองจุดน่ันเอง เนื่องจากการสราง
เสนตรงใด ๆ กค็ อื การลากเสน เช่ือมจุดสองจุดเทาน้ัน รูปท่ี 3.11ก-ข แสดงการฉายภาพของเสนตรง
ที่เกิดจากการลากเสนเชื่อมตอระหวางจุด A และจุด B ของรูปที่ 3.10ก-ข นั่นเอง จากรูปท่ี 3.11 จะ
เห็นวาภาพของเสนตรงท่ีไดจากผนังกลองดานบนและดานขวาจะมีขนาดตามความเปนจริง ซ่ึงการ
NWP June 2007 Version 0.5
72 Fundamental of Engineering Drawing
ฉายภาพของเสน แลว เกดิ เหตุการณเชนน้ีได เสนนั้นจะตองต้ังฉากกับผนังดานใดดานหน่ึง ทําใหเรา
เรยี กเสน ทมี่ คี ณุ สมบัตแิ บบนวี้ า “normal line”
True length BT
AT BT
Equal
length
AT
A B
AF BF BR AF BF AR BR
AR
Point NORMAL LINE
True length
(ก) ภาพฉายของเสนบนผนงั กลอ ง (ข) ภาพฉายของเสนแบบออโธกราฟก
รูปที่ 3.11 ภาพฉายออโธกราฟกของเสน normal line
กรณีที่สอง กําหนดใหจุด B อยูที่ตําแหนงเดิมและเปนจุดหมุน จากน้ันหมุนจุด A ท่ีเปนปลายของ
เสนตรงใหเคล่ือนออกไปดานซายดังแสดงในรูปที่ 3.12ก ซึ่งลักษณะของเสนตรงนี้จะวางตัวขนาน
กับผนังกลองดานหนึ่ง (ผนังดานบน) และทํามุมกับผนังกลองดานที่เหลือ (ผนังดานหนาและ
ดานขวา) เสนท่ีมีคุณสมบัติเชนนี้จะเรียกกวา “inclined line” ซึ่งภาพที่ปรากฎบนผนังท่ีเสนน้ัน
วางตัวขนานดวยจะมีขนาดตามความเปนจริง สวนภาพท่ีไปปรากฎบนผนังที่เสนน้ีเอียงทํามุมดวย
จะมขี นาดท่ีสน้ั กวาความเปนจริงดังแสดงในรูปท่ี 3.12ข
True length BT
AT BT
AT
Equal
length
AB
AF BR AF BF AR BR
BF AR
INCLINED LINE
Forshortened Forshortened
(ก) ภาพฉายของเสนบนผนงั กลอง (ข) ภาพฉายของเสน แบบออโธกราฟก
รูปที่ 3.12 ภาพฉายออโธกราฟก ของเสน inclined line
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 73
กรณสี ุดทายจะทําการขยบั เสน ตอ จากกรณที สี่ อง โดยกําหนดใหจ ุด A อยทู ี่ตําแหนง เดมิ แลว ยกจุด B
ขึ้นตรง ๆ ดังแสดงในรูปท่ี 3.13ก-ข เสนในกรณีนี้จะไมขนานหรือต้ังฉากกับผนังใด ๆ เลย ซึ่งจะ
เรียกเสนน้ีวา “oblique line” และภาพที่ไดจากการฉายเสนชนิดน้ีจะมีขนาดสั้นกวาความเปนจริงใน
ทุกมุมมอง
Forshortened BT Equal
length
BT AT
AT BF BR
B
BF BR
A AR AF AR
AF
Forshortened OBLIQUE LINE
Forshortened
(ก) ภาพฉายของเสน บนผนังกลอง (ข) ภาพฉายของเสน แบบออโธกราฟก
รูปท่ี 3.13 ภาพฉายออโธกราฟก ของเสน oblique line
- การฉายภาพระนาบ (projection of plane)
การฉายภาพของระนาบก็จะมีรูปแบบตาง ๆ กัน 3 แบบเชนเดียวกับการฉายภาพเสน
โดยท่ีแบบแรกคือกรณีท่ีระนาบขนานกับผนังดานหน่ึงและมีแนวต้ังฉากกับผนังอีกสองดานท่ีเหลือ
ลักษณะเชนนี้จะเรียกวาระนาบ “normal plane” ดังแสดงในรูปที่ 3.14ก จากรูปแสดงระนาบ
สามเหลี่ยม ABC ภาพของระนาบท่ีฉายไปบนผนังที่ขนานกับระนาบ (ผนังดานบน) จะไดขนาดเทา
ของจรงิ สว นภาพฉายท่ีปรากฎบนอีกสองผนังจะเห็นระนาบนี้เปน เสน เทา นนั้ (รูปท่ี 3.14ข)
กรณีท่ีสองของการฉายภาพระนาบคือนําระนาบในกรณีแรกมายึดตลอดขอบ AB
จากน้ันยกมุม C ขึ้น ซึ่งจะไดระนาบท่ีมีแนวระนาบตั้งฉากกับผนังดานขวาดังแสดงในรูปท่ี 3.15ก
และเอียงทํามุมกับระนาบดานหนาและดานบน ระนาบท่ีมีลักษณะเชนน้ีจะเรียกวาระนาบ “inclined
plane” ภาพฉายของระนาบนี้บนผนังท่ีตั้งฉากกับแนวระนาบจะปรากฎเปนเสน สวนภาพฉายบน
ผนังท่ีเหลือจะปรากฎเปนภาพสามเหลี่ยมซึ่งมีขนาดเล็กกวาของจริง (รูปที่ 3.15ข) และสุดทายถา
นาํ ระนาบจากกรณที ส่ี องมายดึ ตลอดแนว AC จากนั้นยกมุม B ใหลอยสูงขึ้น กรณีนี้ระนาบ ABC จะ
ไมขนานหรือต้ังฉากกับผนังดานใดเลย ระนาบแบบน้ีจะเรียกวา “oblique plane” ซึ่งภาพฉายท่ี
ปรากฎบนผนังทุกดานก็จะยังคงเหน็ เปนสามเหลยี่ มแตมีขนาดทเ่ี ล็กกวา ของจรงิ (รูปที่ 3.16ก-ข)
NWP June 2007 Version 0.5
74 Fundamental of Engineering Drawing
True size
BT CT
AT
CT Equal
BT AT length
BC
BF A CR BF AF,CF AR,BR CR
AF,CF AR,BR
NORMAL PLANE
Edge Edge
(ก) ภาพฉายของระนาบบนผนังกลอง (ข) ภาพฉายของระนาบแบบออโธกราฟก
รปู ที่ 3.14 ภาพฉายออโธกราฟกของระนาบ normal plane
Forshortened
BT CT CT Equal
AT C length
BT AT
CF CR CF CR
B
A AR,BR
BF
AF Edge BF AF AR,BR
Forshortened INCLINED PLANE
(ก) ภาพฉายของระนาบบนผนงั กลอ ง (ข) ภาพฉายของระนาบแบบออโธกราฟก
รปู ท่ี 3.15 ภาพฉายออโธกราฟกของระนาบ inclined plane
Forshortened
BT CT CT
AT C BT AT Equal
B CR CF length
BF CF BF BR CR
A BR AF AR
AF
AR OBLIQUE PLANE
Forshortened
Forshortened
(ก) ภาพฉายของระนาบบนผนังกลอ ง (ข) ภาพฉายของระนาบแบบออโธกราฟก
รูปที่ 3.16 ภาพฉายออโธกราฟกของระนาบ oblique plane
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 75
3.4 การฉายภาพออโธกราฟกของวัตถุ
หัวขอน้ีจะแสดงตัวอยางการฉายภาพออโธกราฟกของวัตถุ โดยจะวิเคราะหกันทีละ
ระนาบวาระนาบดังกลาวจะปรากฎเปนรูปอยางไรเมื่อมองในแตละทิศทาง (ทิศทางดานหนา
ดา นขาง และดา นบน)
ตัวอยางที่ 1 วัตถใุ นตวั อยา งแรกไดแสดงไวใ นรปู ท่ี 3.17 และกาํ หนดใหทศิ ทางตามลกู ศรเปน
ทศิ ทางดานหนา
รูปที่ 3.17 วตั ถตุ ัวอยางที่ 1
เริ่มพิจารณาพื้นผิวดานหนาดังท่ีแสดงเปนสีสม พื้นผิวดังกลาวเมื่อมองทางดานหนาจะเห็นเปน
สี่เหลีย่ มผืนผา แตเ ม่อื มองดา นขา งและดานบนจะเหน็ เปนเสนตรงเทานน้ั ดังแสดงในรปู ท่ี 3.18
รูปท่ี 3.18 ระนาบดานหนาของวัตถตุ วั อยา งท่ี 1 และภาพฉายออโธกราฟก
ตอไปพิจารณาระนาบดานขาง (สีเขียว) ระนาบนี้เมื่อมองดานหนาจะเห็นเปนเสน เชนเดียวกันกับ
เม่ือมองทางดานบน แตเม่ือมองดานขางจะเห็นเปนสีเหล่ียม ซึ่งจะไดภาพออโธกราฟกดังที่แสดงใน
รูปท่ี 3.19
รปู ที่ 3.19 ระนาบดานขางของวัตถตุ วั อยา งท่ี 1 และภาพฉายออโธกราฟก
NWP June 2007 Version 0.5
76 Fundamental of Engineering Drawing
จากนั้นพิจารณาระนาบดา นบนที่มีลักษณะเปน กรอบ (สีแดง) ดังแสดงในรูปท่ี 3.20 จากรูปจะเห็นวา
ระนาบดังกลาวจะปรากฎเปนเสนตรงเม่ือมองจากดานหนาและดานขาง แตจะเห็นเปนกรอบ
สี่เหลี่ยมเมือ่ มองทางดา นบน ซ่งึ ทาํ ใหภ าพออโธกราฟก มีลักษณะดังรปู ดานขวาของรูปท่ี 3.20
รูปท่ี 3.20 ระนาบดา นบนของวัตถตุ ัวอยา งท่ี 1 และภาพฉายออโธกราฟก
ระนาบถัดไปที่จะพิจารณาคือระนาบดานใน (สีฟา) ดังแสดงในรูปที่ 3.21 เมื่อมองจากดานหนาจะ
เห็นระนาบนี้เปนส่ีเหล่ียมผืนผาท่ีมีขนาดเล็กกวาระนาบดานหนา แตเนื่องจากระนาบดังกลาวอยู
ดา นในวตั ถุ จึงตองแสดงระนาบดังกลาวเปนเสนประ (สังเกตรุ ปู ดานขวาของรูปที่ 3.21)
รูปท่ี 3.21 ระนาบดา นในของวตั ถตุ ัวอยา งที่ 1 และภาพฉายออโธกราฟก
อกี ระนาบที่อยดู านในและสามารถเห็นไดจากรูปวัตถุคือระนาบดานในท่ีอยูดานขาง (สีชมพู) ระนาบ
น้ีจะเห็นเปนเสนประเม่ือมองจากดานหนา เห็นเปนเสนตรงเม่ือมองจากดานบน และเห็นเปน
สี่เหลี่ยมผืนผาเม่ือมองจากดานขางและอีกเชนเดิม เน่ืองจากเปนระนาบที่อยูดานในจึงถูกวัตถุดาน
นอกบงั ทําใหต องแสดงระนาบดวยเสนประดงั แสดงในรปู ท่ี 3.22
รูปที่ 3.22 ระนาบดานในทอ่ี ยดู า นขางของวัตถตุ ัวอยา งท่ี 1 และภาพฉายออโธกราฟก
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 77
จากนั้นใหผูเรียนลองพิจารณาระนาบอื่น ๆ ของวัตถุท่ียังไมไดกลาวถึง ซึ่งจะพบวาระนาบเหลานี้ก็
จะปรากฎเปน เสน ทซ่ี า้ํ กับกับเสน ท่มี ีอยูก อนแลว รูปท่ี 3.23 แสดงรูปวัตถุพรอมกับภาพออโธกราฟก
ที่สมบรู ณซงึ่ มลี กั ษณะทีเ่ หมอื นกบั รูปที่ 3.22 นนั่ เอง
รูปที่ 3.23 วตั ถตุ วั อยา งท่ี 1 และภาพฉายออโธกราฟก
ตัวอยา งท่ี 2 วตั ถใุ นตวั อยา งนไ้ี ดแสดงไวใ นรปู ท่ี 3.24 และกําหนดใหท ศิ ทางตามลกู ศรเปน ทศิ ทาง
ดานหนา
รปู ท่ี 3.24 วตั ถตุ วั อยางท่ี 2
พจิ ารณาระนาบแรกโดยเลอื กระนาบสีฟา ดังแสดงในรปู ท่ี 3.25 ระนาบน้จี ะเหน็ เปนรปู ส่ีเหลย่ี มผืนผา
เม่ือมองจากดานหนา และเห็นเปนเสนเม่ือมองจากดานขางและดานบน ทําใหไดภาพออโธกราฟก
ดงั แสดงในรปู ดานขวาของรปู ท่ี 3.25
รปู ที่ 3.25 ระนาบดา นหนา ของวตั ถตุ วั อยางที่ 2 และภาพฉายออโธกราฟก
NWP June 2007 Version 0.5
78 Fundamental of Engineering Drawing
ระนาบตอไปท่ีจะพิจารณาคือระนาบคร่ึงวงกลม (สีสม) เนื่องจากระนาบน้ีอยูหางจากระนาบ
ดานหนา (สีฟาในรูปท่ี 3.25) เปนระยะเทากับ s ดังนั้นตําแหนงของระนาบน้ีในภาพออโธกราฟกก็
ตองหา งจากเสน ทแ่ี สดงระนาบดา นหนาเปนระยะทาง s ดว ยเชน กัน ดงั แสดงในรูปที่ 3.26
s
s
s
รปู ท่ี 3.26 ระนาบครึง่ วงกลมของวตั ถตุ ัวอยา งที่ 2 และภาพฉายออโธกราฟก
จากน้ันพิจารณาระนาบสีเขียวดังแสดงในรูปที่ 3.27 ระนาบดังกลาวจะเห็นเปนเสนเม่ือมองจาก
ดานหนา และดานขาง แตเ มื่อมองจากดา นบนจะเห็นเปนสี่เหลีย่ ม
รปู ที่ 3.27 ระนาบดานบนของวัตถตุ วั อยา งท่ี 2 และภาพฉายออโธกราฟก
สุดทายคือระนาบโคงและระนาบตรงดานขางซ่ึงตอเน่ืองกันเปนผืนเดียวดังแสดงในรูปที่ 3.28 (สี
ชมพู) ระนาบน้เี มอื่ มองดา นบนจะเหน็ เปน สเ่ี หล่ียมธรรมดา แตถา มองดานขา งจะเห็นเปน รปู ตวั แอล
รูปท่ี 3.28 ระนาบโคง ดา นบนและดานขา งของวตั ถตุ วั อยา งที่ 2 และภาพฉายออโธกราฟก
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 79
ตัวอยางท่ี 3 สําหรับตัวอยางน้ี วัตถุจะมีลักษณะคลายกับวัตถุในตัวอยางท่ี 2 เพียงแตขนาดของ
คร่ึงทรงกระบอกน้ันมีขนาดที่เล็กกวา ในตัวอยางน้ีผูเขียนจะไมอธิบายถึงท่ีมาของแตละเสนในรูป
ออโธกราฟกแตผูเรียนควรทดลองทําดวยตนเองตามข้ันตอนที่แสดงในสองตัวอยางขางตน สําหรับ
รูปวัตถุของตัวอยางที่ 3 และภาพออโธกราฟกแสดงไวในรูปที่ 3.29 ซ่ึงผูเรียนควรสังเกตุความ
แตกตางทเี่ กดิ ข้ึนกับภาพออโธกราฟก ที่ไดระหวางตวั อยางที่ 2 และ 3
รูปที่ 3.29 วตั ถตุ วั อยา งท่ี 2 และภาพฉายออโธกราฟก
3.5 สญั นยิ มของเสน (line convection)
หัวขอสุดทายของบทน้ีจะกลาวถึงสัญนิยมของเสน (สัญนิยมของเสน คือ ขอตกลง
เกยี่ วกับการใชเสนในงานเขียนแบบวิศวกรรม) โดยจะ ซึ่งประกอบไปดวย 1) ลําดับความสําคัญของ
เสน 2) การวาดเสน ประในงานเขยี นแบบ และ 3) การวาดเสน center line
- ลาํ ดับความสาํ คญั ของเสน
เนื่องจากเสนในงานเขียนแบบวิศวกรรมมีหลากหลายรูปแบบและใชเพื่อวัตถุประสงค
ตาง ๆ กัน เชน เราใชเสนตอเน่ือง (visible line) เพ่ือแสดงขอบหรือพื้นผิวของวัตถุที่มองเห็น ใช
เสนประ (hidden line) เพ่ือแสดงขอบหรือพ้ืนผิวของวัตถุที่ถูกบัง และใชเสนยาว-สั้นสลับกัน
(center line) เพื่อแสดงแกนของทรงกระบอกหรือแนวสมมาตรของวัตถุ เปนตน ในหัวขอนี้จะ
จัดลําดับความสําคัญของเสนทั้ง 3 ชนิด โดยกําหนดใหเสน visible line มีความสําคัญมากท่ีสุด รอง
มาคอื เสน hidden line และสุดทายเปน เสน center line ดังแสดงในรูปที่ 3.30
Order of Visible Hidden Center
line line
importance line
รูปท่ี 3.30 ลําดบั ความสําคัญของเสน
NWP June 2007 Version 0.5
80 Fundamental of Engineering Drawing
ดังนั้นถาเกิดเหตุการณท่ีเสนเหลานี้จะตองถูกวาด ณ ตําแหนงเดียวกันผูวาดตองเลือกวาดเสนท่ีมี
ลาํ ดบั ความสาํ คัญมากที่สุดกอน ยกตัวอยา งวตั ถใุ นรูปท่ี 3.31ก โดยทภี่ าพฉายออโธกราฟกของวัตถุ
ตัวอยางนี้แสดงไวในรูปท่ี 3.31ข แตภาพฉายท่ีแสดงเปนภาพฉายที่สมบูรณเฉพาะภาพดานหนา
สว นภาพดานบนและดานขางแสดงเพยี งแตโ ครงนอกเทา นนั้
(ก) วัตถตุ วั อยาง (ข) ภาพฉายออโธกราฟก ทีย่ ังไมส มบรู ณ
รปู ท่ี 3.31 การใชล ําดบั ความสําคัญของเสน ในการวาดภาพออโธกราฟก
(ก) (ข)
(ง) (ค)
รูปท่ี 3.32 ตวั อยางการวาดภาพออโธกราฟกโดยใชลาํ ดับความสําคัญของเสน
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 81
เพื่อใหเขาใจการใชความสําคัญของเสนในการวาดรูป ขอใหศึกษาข้ันตอนในการวิเคราะหเพ่ือวาด
ภาพออโธกราฟกของวัตถุตัวอยางดังแสดงในรูปท่ี 3.32ก-ง เร่ิมจากรูวงกลมท่ีเห็นในรูปดานหนา รู
ดังกลาวจะปรากฎเปนเสนประที่ภาพดานขางและดานบนพรอมกับเสน center line เพ่ือแสดงแกน
ของรู (รูปที่ 3.32ข) ตอไปใหพิจารณาขอบของวัตถุที่เห็นในภาพดานหนาดังแสดงในรูปที่ 3.32ค
ขอบทีถ่ ูกลอ มดวยวงกลมสีแดงทั้งสองขอบนี้จะถูกแสดงดวยเสนตอเน่ืองและเสนประที่ภาพดานขวา
ตามลําดับ แตเนื่องจากในบริเวณท่ีตองเปนเสนตอเน่ืองนั้นมีเสนประของรูวงกลมอยูกอนแลว แต
ลําดับความสําคัญของเสนตอเนื่องมีความสําคัญมากกวา ผูวาดจึงตองเลือกวาดเสนตอเนื่อง
เชนเดียวกับขอบของรูปที่ตองแสดงเปนเสนประ ที่ซ่ีงในตําแหนงน้ันมีเสน center line อยูแลว แต
เสนประมีความสําคัญมากกวาเสน center line ผูวาดจึงตองเลือกวาดเสนประ สวนขอบของวัตถุท่ี
ถกู ลอ มดว ยวงกลมสเี ขียวกส็ ามารถพจิ ารณาไดด ว ยหลกั การเดยี วกัน ทําใหไดภาพฉายออโธกราฟก
ดังแสดงในรูปท่ี 3.32ค จากรูปท่ี 3.32ค จะเห็นไดวาเสน center line ในภาพดานบนและดานขางจะ
ถูกแทนท่ีดวยเสนที่มีความสําคัญมากกวาจึงทําใหไมมีเสน center line ปรากฎอยู แตอยางไรก็ตาม
ผูวาดควรท่ีจะแสดงเสน center line ในรูปดวยเพื่อกําหนดตําแหนงแกนของรู ซ่ึงสามารถทําไดดวย
การลากเสนตรงเล็ก ๆ ในแนวแกนของรูโดยเวนชองวางเล็กนอยจากรูปกอนลากดังแสดงในรูปท่ี
3.32ง
- การวาดเสนประในงานเขียนแบบ
ในหัวขอนจ้ี ะแสดงขอบังคบั ในการวาดเสน ประในงานเขยี นแบบ ซึ่งมอี ยู 3 ขอ ดว ยกนั
1) การวาดเสนประตองวาดใหมาบรรจบหรือจรดกบั เสน visible line ยกเวนวาเสนประ
น้ันถูกลากตอเนื่องออกจากเสน visible line ในกรณีนี้ตองเวนชองวางเล็กนอยกอนที่จะเร่ิมลากเสน
ประดังแสดงในรูปที่ 3.33 จากรูปเม่ือมองวัตถุตัวอยางตามทิศทางท่ีกําหนด พ้ืนผิวสีฟาของวัตถุจะ
ปรากฎเปนเสนตรง ซึ่งสามารถมองเห็นไดบางสวนแตบางสวนจะถูกบังและตองแสดงดวยเสนประ
ดังนั้นในขณะวาดเสนประที่กําลังจะตอเน่ืองออกจากเสนตรง (เนื่องจากเปนพ้ืนผิวเดียวกัน) จะตอง
เวน ชองวางเล็กนอ ยกอน
Leave
space
Correct
Join
No !
รูปท่ี 3.33 การลากเสนประทต่ี อ เนื่องจากเสน visible line (ตัวอยา งท่ี 1)
NWP June 2007 Version 0.5
82 Fundamental of Engineering Drawing Leave
Leave space
space
Correct No !
รูปที่ 3.34 การลากเสน ประท่ตี อเน่ืองจากเสน visible line (ตวั อยางท่ี 2)
รูปท่ี 3.34 แสดงอีกตัวอยางของการเวนชองวางกอนการลากเสนประที่ตอเนื่องจากเสน visible line
จากรูปจะพบวาเมื่อมองวัตถุตัวอยางในทิศทางที่กําหนด สวนดานบนของทรงกระบอกทางดานหลัง
จะถูกบังและตองแสดงดวยเสนประ และจากภาพออโธกราฟกจะเห็นวาเสนประนั้นตองลากตอจาก
สวนโคงดานลางเนื่องจากเปนพ้ืนผิวของทรงกระบอกเดียวกัน ทําใหตองเวนชองวางเล็กนอยกอนท่ี
จะลากเสนโคง ประ
2) เมื่อมีเสนประมาบรรจบกัน ตองทําใหตําแหนงท่ีเสนประมาบรรจบกันนั้นมีลักษณะ
เปน ตวั แอล (L) หรือตวั ที (T) ดงั แสดงในรปู ท่ี 3.35
LT Correct
No !
รูปท่ี 3.35 การลากเสน ประมาบรรจบกนั เพอื่ ใหมลี กั ษณะตวั แอลและตวั ที
3) สวนโคงท่ีตอดวยเสนตรงและเปนเสนประ ใหเร่ิมเสนโคงประจากแนวเสน center
line จากน้นั เวนชอ งวางเลก็ นอ ยแลวตอดวยเสน ตรงประ ดังแสดงในรูปที่ 3.36
รปู ที่ 3.36 การลากเสนโคง ประท่ตี อเน่อื งกบั เสน ตรงประ
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 83
- การวาดเสน center line
เสน center line นอกจากใชเพื่อแสดงแกนของทรงกระบอกแลวยังใชเพื่อแสดงแนว
การสมมาตรดวย ดังที่จะเห็นเสน center line นี้ในรูปวงกลม กอนจะกลาวตอไปขอทบทวนลักษณะ
ของเสนน้ีอีกคร้ัง เสน center line ประกอบดวยเสนยาว-สั้น สลับกันไป สวนการวาดเสน center
line บนวงกลมจะใชเสนสั้นตัดกันที่จุดศูนยกลางของวงกลมดังท่ีแสดงในรูปท่ี 3.37 และลากใหเลย
ขอบของวงกลมน้ัน ๆ ออกไปเล็กนอย (หามจบที่ขอบวงกลม) ประมาณ 2-3 มม. การลากเสน
center line จะตองเร่ิมและจบดวยเสนยาวเทาน้ัน อีกท้ังตองไมลากตอเน่ืองไปยังภาพดานขางดวย
สําหรับวงกลมท่ีมีขนาดเล็ก ๆ สามารถที่จะลากเสน center line ดวยเสนตอเนื่องได โดยทําใหมี
ลกั ษณะเปน เครื่องหมายกากบาทเล็ก ๆ ดงั แสดงในรปู ขวาสุดของรูปที่ 3.37 และถาเสน center line
มีแนวท่ีตองลากทบั กบั เสน visible line หรือเสน ประใหเวนชองวางเล็กนอยกอนที่จะลากเสน center
line ในลักษณะดงั ท่ีแสดงในรูปท่ี 3.38
Leave space Leave space
รูปที่ 3.37 การลากเสน center line บนวงกลม
Leave Leave Leave
space space space
Leave
space
รปู ที่ 3.38 การลากเสน center line เมื่อมแี นวการลากทับกบั เสน visible line
3.6 บทสรปุ
บทนี้อธิบายถงึ ท่ีมาและสาเหตทุ ี่ตองใชการฉายภาพแบบออโธกราฟกในการแสดงภาพ
วัตถุสามมิติบนส่ือสองมิติ จากนั้นไดแสดงแนวคิดในการสรางภาพออโธกราฟกซ่ึงมีทั้งการจับวัตถุ
มาหมุนไปมาหรือการเดินไปรอบ ๆ วัตถุเพื่อวาดภาพ รวมถึงการใชหลักการของกลองแกวในการ
NWP June 2007 Version 0.5
84 Fundamental of Engineering Drawing
สรางภาพออโธกราฟก ซึ่งผูเรียนตองฝกฝนใหมีความสามารถในการสรางภาพดังกลาวใหไดโดยไม
ตองเดินไปรอบ ๆ หรือไดจับตองวัตถุจริง ๆ และหัวขอท่ีมีความสําคัญมากหัวขอหนึ่งคือการฉาย
ภาพออโธกราฟกขององคประกอบของวัตถุ ซึ่งไดแก จุด เสน และพ้ืนผิว ซ่ึงถาผูเรียนสามารถทํา
ความเขา ใจไดอยา งดแี ลวจะชวยใหการสรางภาพออโธกราฟก สามารถทาํ ไดอ ยางรวดเรว็ และถูกตอง
มากยิ่งข้ึน จากน้ันไดยกตัวอยางการสรางภาพออโธกราฟกของวัตถุ 3 ตัวอยางดวยกัน และสุดทาย
เปนหัวขอเก่ียวกับสัญนิยมของเสนซึ่งประกอบดวยลําดับความสําคัญของเสน การวาดเสนประ และ
การวาดเสน center line
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 85
แบบฝก หัด
1. จงบอกชนิดของเสน ทอ่ี ยูบนวตั ถวุ าเปนเสน normal line, inclined line หรือ oblique line
1-2
1-3
3-4
4-5
2-6
6-7
7-8
8-2
2. จงบอกชนิดของเสน ทีอ่ ยบู นวัตถวุ า เปนเสน normal line, inclined line หรอื oblique line
1-2
1-3
3-4
4-5
5-6
6-7
7-8
8-6
NWP June 2007 Version 0.5
86 Fundamental of Engineering Drawing
3. ตัวอักษรท่ีใหบนภาพแทนพื้นผิวตาง ๆ ของวัตถุ สวนตัวเลขที่ใหก็จะแสดงพื้นผิวเชนเดียวกัน
จงนําตวั เลขไปเติมลงในชอ งวา งใหส อดคลองกบั พื้นผวิ ทเี่ ห็นในภาพสามมติ ิ
Surface Top Front Side
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 87
4. ตัวอักษรท่ีใหบนภาพแทนพ้ืนผิวตาง ๆ ของวัตถุ สวนตัวเลขที่ใหก็จะแสดงพื้นผิวเชนเดียวกัน
จงนาํ ตวั เลขไปเตมิ ลงในชองวางใหสอดคลอ งกับพ้นื ผวิ ที่เห็นในภาพสามมิติ
Surface Top Front Side
A
B June 2007 Version 0.5
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
NWP
88 Fundamental of Engineering Drawing
5. ตัวอักษรท่ีใหบนภาพแทนพื้นผิวตาง ๆ ของวัตถุ สวนตัวเลขที่ใหก็จะแสดงพื้นผิวเชนเดียวกัน
จงนําตวั เลขไปเติมลงในชอ งวา งใหส อดคลองกบั พื้นผวิ ทเี่ ห็นในภาพสามมติ ิ
Surface Top Front Side
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 89
6. จงเลือกภาพท่ปี รากฎเมื่อมองวตั ถุตามทศิ ทางของลกู ศรใหถ ูกตอ ง
NWP June 2007 Version 0.5
90 Fundamental of Engineering Drawing
7. จงสเก็ตชภ าพออโธกราฟกของวัตถทุ ี่กาํ หนดให (วางตําแหนงของภาพใหถ กู ตอง)
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 91
NWP June 2007 Version 0.5
92 Fundamental of Engineering Drawing
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 93
ปญหาฝกสมอง
1. รูปทางดานซายสมมติใหเปนกระดาษส่ีเหล่ียมจัตุรัส จากนั้นพับกระดาษตามท่ีกําหนดแลวทํา
การเจาะรูตามตําแหนงท่ีแสดง เม่ือคลี่กระดาษที่ถูกเจาะรูน้ีออกมาจะไดภาพเปนเชนใด ให
เลอื กตอบ A-E
NWP June 2007 Version 0.5
94 Fundamental of Engineering Drawing
2. จากวัตถแุ บบอยา งท่ีใหท ้งั 4 รปู แบบ (A-D) ถา นําชิ้นสว น 2 ช้ินท่ีกระจายกันอยูมาประกอบเขา
ดวยกันแลว จะไดวัตถุแบบอยางในขอ ใด
NWP June 2007 Version 0.5
Orthographic Projection 95
3. ถา วัตถถุ กู ตัดดวยระนาบดังท่แี สดงในรูป พื้นผิวหนาตดั ทีไ่ ดจ ะมรี ูปรา งแบบใด
NWP June 2007 Version 0.5
96 Fundamental of Engineering Drawing
NWP June 2007 Version 0.5
บทท่ี 4
การเขยี นภาพออโธกราฟก
หลังจากเขาใจการฉายภาพออโธกราฟกที่ไดนําเสนอในบทที่ 3 แลว เนื้อหาในบทนี้จะ
ลงลกึ เขา ไปในรายละเอียดและข้ันตอนในการเขียนภาพออโธกราฟก ซึ่งหัวขอที่จะบรรยายประกอบ
ไปดวยหลักในการเลือกมุมมองวัตถุ ทั้งมุมมองดานหนา ดานขาง (ซาย-ขวา) หรือดานบน ระบบ
การฉายภาพออโธกราฟก ข้ันตอนในการเขียนภาพออโธกราฟก และหัวขอปลีกยอยที่ควรรู เชน
หลักการลงขนาดเบือ้ งตน และสงิ่ ท่ีจะเกดิ ขึ้นเมือ่ พ้นื ผิวสองผิวสมั ผสั หรอื ตัดซึ่งกันและกัน
4.1 ข้นั ตอนการเลอื กมุมมองวัตถุ
ข้ันตอนในการเลือกมุมมองวัตถุกอนที่จะวาดภาพออโธกราฟกจะเริ่มจากเลือกลักษณะ
การวางตัวของวัตถุ จากนั้นใหเลือกมุมมองท่ีดีท่ีสุดสําหรับมุมมองดานหนา (front view) ตอไปคอย
เลือกมมุ มองดานขางเคียง ซ่ึงอาจจะเปนมมุ มองดานบน (top view) หรอื ดา นขา ง (side view) ก็ได
- ขั้นตอนท่ี 1 การเลอื กลกั ษณะการวางตวั ของวตั ถุ
ในบทท่ี 3 ไดอธิบายการใชกลองแกวในการสรางภาพออโธกราฟก โดยจะเร่ิมจากการ
นําวัตถุที่ตองการฉายภาพใสเขาไปในกลองแกว แลวจินตนาวาเดินไปรอบ ๆ กลอง จากน้ันวาด
ภาพที่เห็นลงไปบนผนังกลองแลวคลี่ออกก็จะไดภาพออโธกราฟกตามตองการ แตในข้ันตอนที่ 1 นี้
จะกลาวเนนในเรื่องของการนําวัตถุใสลงไปในกลองแกว ซึ่งหลักการก็คือเมื่อใสวัตถุเขาไปในกลอง
แกวแลววัตถุควรจะอยูในตําแหนงธรรมชาติของตัวมันเอง และตองแสดงขนาดและรูปรางที่แทจริง
ของตัวเองเมอ่ื ฉายภาพออโธกราฟก แลว เพ่ือใหเกิดความเขาใจมากย่ิงขึ้นใหพิจารณาตัวอยางในรูป
ท่ี 4.1 ประกอบ จากรปู จะเหน็ ไดว าถานาํ วัตถุใสใ นกลอ งแกว ในลกั ษณะเอียงแปลก ๆ ดังแสดงในรูป
ซา ยมือของรูปที่ 4.1 แลว ภาพฉายทไ่ี ดจะไมสามารถเห็นรูปรา งที่แทจ รงิ ของวัตถุได และไมสามารถ
98 Fundamental of Engineering Drawing
ใชไมบรรทัดในการวัดขนาดของวัตถุจากรูปไดดวย เน่ืองจากขอบของวัตถุน้ันเอียงแบบ oblique
(ทบทวนลักษณะของเสน oblique ไดในบทที่ 3) ดังน้ันขอบของวัตถุท่ีปรากฎบนผนังกลองจึงส้ัน
กวาความเปนจริง แตถาวางวัตถุในลักษณะท่ีแสดงในรูปดานขวาของรูปท่ี 4.1 จะเห็นไดวาเรา
สามารถเห็นรูปรางหนาตาของวัตถุไดชัดเจนขึ้น เชน ในภาพดานหนาก็จะเห็นวัตถุคลายกับ
ทรงกระบอกที่มีรูและมีวัตถุลักษณะคลายปกยื่นออกไปทั้งสองขางดาน อีกท้ังเม่ือมองจากดานบนก็
จะเห็นวาปลายปกที่ยื่นไปมีลักษณะโคงมนและมีรูดวย และขอดีอีกประการหน่ึงของการวางวัตถุใน
ลักษณะนี้คือ เราสามารถใชไมบรรทัดวัดขนาดของวัตถุไดโดยตรงเนื่องจากขอบวัตถุนั้นวางตัวใน
ลักษณะของเสน normal line ซึ่งภาพของเสนท่ีไดกจ็ ะมขี นาดความยาวทีต่ รงตามความเปนจรงิ
GOOD
รูปที่ 4.1 การวางวตั ถุใหม ลี ักษณะทเี่ หมาะสมในกลองแกว
- ขั้นตอนที่ 2 การเลอื กมุมมองดา นหนา (front view)
การเลือกมมุ มองท่จี ะใหเกิดภาพดานหนา นั้นมีเงอ่ื นไขทช่ี วยพจิ ารณา 3 ขอดว ยกนั
1. ใหเลือกดานที่มีความยาวที่สุดมาเปนความกวางในภาพดานหนา ดัง
แสดงในรูปที่ 4.2 จากรูปจะเห็นวาถาเลือกเอาดานหนารถมาเปนภาพดานหนาของการสรางภาพ
ออโธกราฟก ภาพดานบนที่ไดจะมีลักษณะรูปท่ีสูงซ่ึงทําใหสูญเสียพื้นที่ในการวาดรูปเปนอยางมาก
แตถาเลือกดานขางของรถ (ซึ่งเปนดานที่มีความยาวมากท่ีสุด) มาเปนภาพดานหนา ผลลัพธท่ีไดก็
คือภาพออโธกราฟก ทเี่ หมาะสมดังแสดงในรูป
First choice Second choice
Waste more space
Inappropriate GOOD
รปู ท่ี 4.2 เลอื กสวนท่ีมคี วามยาวมาก
ทสี่ ุดเปน ความกวางในรปู
ดา นหนา
Orthographic Writing 99
2. ภาพดานขางท่ีไดจากการเลือกมุมมองดานหนาตองวางตัวอยูใน
ลักษณะที่เปนธรรมชาติ ดังแสดงในรูปท่ี 4.3 จากรูปแสดงตัวอยางการเลือกภาพหลังคารถเปน
ภาพดานหนา (ทําตามเงื่อนไขขอแรกคือเลือกดานท่ีมีความยาวมากท่ีสุดเปนภาพดานหนา) แตจะ
เหน็ วา ถา เลือกเชน น้แี ลว ภาพดา นขา งท่เี กดิ ขึ้นหรือแมแ ตภ าพดานบนจะปรากฎเปนรปู รถทเี่ อยี งขาง
หรือตีลังกากลับดานซึ่งเปนภาพที่ไมเปนธรรมชาติ ดังน้ันการเลือกเอาภาพหลังคารถเปนภาพ
ดา นหนาจึงไมเหมาะสม
Inappropriate
รูปที่ 4.3 การเลอื กภาพดา นหนา ที่ไมเ หมาะสมเพราะทาํ ใหภาพดานขา งไมเปนธรรมชาติ
3. ภาพดานหนาท่ีเลือกควรมีเสนประปรากฎอยูนอยที่สุด รูปท่ี 4.4 แสดง
ตัวอยางการเลือกมุมมองสําหรับภาพดานหนาโดยมีใหเลือก 2 แบบดวยกัน ซึ่งจากภาพฉายท่ีไดจะ
เห็นวาภาพดานซายมีเสนประนอยกวาจึงควรเลือกมุมมองดานน้ีเปนมุมมองดานหนา สวนสาเหตุที่
ตองเลือกภาพที่มีเสนประนอย ๆ ก็เพราะวาถาภาพท่ีเห็นมีเสนประ ผูอานภาพตองคอยตีความวา
เสนประดงั กลาวคอื อะไร? เปนพ้ืนผิวอะไร? ทําใหเขาใจภาพท่ีเห็นไดยากขึ้น และการลากเสนประก็
ไมส ะดวกเทากับการลากเสนธรรมดาดว ย
GOOD Inappropriate
รปู ที่ 4.4 การเลือกภาพดา นหนาใหมีเสน ประนอ ยท่ีสดุ
100 Fundamental of Engineering Drawing
- ขน้ั ตอนท่ี 3 การเลือกภาพดา นขา ง (adjacent view)
จากตวั อยา งของการสรา งภาพออโธกราฟกดวยกลองแกว จะเห็นวาภาพดานขางไมได
จํากดั แตภาพดานซายหรือดานขวาเทาน้ัน แตอาจเปนภาพดานบนหรือดานลางก็ได โดยในข้ันตอน
ท่ี 3 น้ีกจ็ ะเสนอหลกั ในการเลอื กภาพดานขาง ซึ่งมเี งื่อนไขในการพจิ ารณา 3 ขออีกเชนกนั คือ
1. เลือกมุมมองดานขางท่ีทําใหภาพมีเสนประนอยที่สุด จากรูปที่ 4.5 ซ่ึง
แสดงภาพดานขางท่ีเปนไปไดท้ังหมดของวัตถุตัวอยาง (ภาพดานหนาจะอยูตรงกลาง สวนภาพ
ดานขางนั้นมีภาพดานซาย ดานขวา ดานบนและดานลาง) จากรูปก็จะเห็นไดวาถาพิจารณาตาม
เงือ่ นไขในขอ น้ี ภาพดานขางท่เี หมาะสมกค็ อื ภาพดา นขวาและภาพดา นบนเพราะมีเสนประนอ ยกวา
GOOD
Inappropriate GOOD
Inappropriate
รปู ที่ 4.5 การเลือกภาพดานขางทีม่ ีเสนประนอยที่สดุ
2. เลอื กมุมมองดา นขางที่เมื่อวาดแลวเหมาะสมกับกระดาษ พิจารณาวัตถุ
ตัวอยางในรูปท่ี 4.6 ถาเลือกวาดภาพดานหนาและดานบนของวัตถุบนกระดาษในแนวนอน จะ
พบวาเหลือชองวา งดานบนและลางระหวา งรปู กับขอบกระดาษนอ ยมาก ทาํ ใหก ารบอกขนาดวัตถุทํา
ไดลําบาก แตถาเปล่ียนไปเลือกวาดภาพดานหนาและดานขวาแทนจะเห็นไดวาภาพท่ีไดเหมาะสม
กบั แนวกระดาษมากยิ่งขึน้ และมที ีว่ า งเหลือพอสาํ หรบั การบอกขนาดดวย
POOR GOOD
Not enough space
for dimensioning.
รูปท่ี 4.6 การเลอื กภาพดา นขา งใหเ หมาะสมกับแนวของกระดาษ
Orthographic Writing 101
3. จํานวนภาพดานขางที่วาดควรมีจํานวนนอยที่สุดแตตองพอเพียงตอ
การแสดงรูปรางหนาตาของวัตถุดวย จากรูปตัวอยางที่แสดงในรูปที่ 4.7 จะเห็นวารูปรางที่คลาย
พนักพิงดานหลังของวัตถุซ่ึงทําใหวัตถุมีลักษณะคลายตัวแอลนั้น (ดังที่แสดงดวยเสนขอบสีแดง)
จําเปนตองใชมุมมองดานขวาเพ่ือใหผูอานแบบไดเห็นวาวัตถุมีลักษณะอีกดานที่คลายตัวแอลดวย
สว นรูวงกลมที่อยูบนวตั ถนุ ัน้ กต็ อ งอาศัยภาพดานบนเพ่ือที่จะแสดงไดชัดเจนวาเสนประที่ปรากฎบน
ภาพอื่น ๆ นั้นคือรูวงกลม อีกท้ังภาพท่ีเห็นรูวงกลมนี้ยังสามารถที่จะบอกตําแหนงของรูไดสะดวก
กวาดวย เพราะสามารถบอกบนภาพเดียวกันไดดังแสดงในรูปท่ี 4.7 ดังน้ันจากตัวอยางนี้เราจําเปน
ท่ีตองวาดภาพทั้งหมด 3 รูปดวยกันเพ่ือใหเพียงพอตอการอธิบายรูปรางของวัตถุ แตในบางกรณี
การวาดเพยี ง 2 รูปกเ็ พียงพอแลว หรอื ในกรณีเฉพาะจริง ๆ อาจวาดเพียงรปู เดยี วกไ็ ด
Necessary Hole’s location can be
specified on the same view.
Easy to understand
Difficult to interprete.
Necessary
รปู ท่ี 4.7 การเลือกภาพดานขางเพื่อแสดงรปู รางลักษณะของวัตถุไดครบถว น
ขอพิจารณาอีกอยางท่ีผูเรียนสามารถนํามาชวยในการเลือกภาพดานขางที่เหมาะสมก็คือ ภาพ
ดานขางท่ีเลือกนั้นตองสามารถใหขอมูลเกี่ยวกับ “ขนาด” และ “รูปราง” ของวัตถุไดครบถวน
สําหรับขอมูลเร่ืองขนาดนั้น โดยปกติแลวการวาดภาพเพียง 2 ภาพ เชนภาพดานหนาและภาพ
ดานขางของวัตถุก็เพียงพอตอการบอกขนาดของวัตถุสามมิติไดแลว (ขอมูลกวาง-สูงจากภาพ
ดานหนา และขอมูลลึก-สูงจากภาพดา นขาง) แตอาจจะไมครอบคลุมขอมูลเรื่องรูปรางก็ได ผูเรียนจึง
ตองพิจารณาขอกําหนดทั้งสองอยางนี้ไปพรอม ๆ กันเมื่อตองการเลือกภาพดานขางของวัตถุ และ
เพ่อื ใหเ ขา ใจมากยิ่งขึ้น ขอยกตัวอยางวัตถุรูปทรงปริซึมสามเหล่ียมดังที่แสดงในรูปที่ 4.8 จากรูปถา
กําหนดใหทิศทางหัวลูกศรเปนทิศทางในการวาดภาพดานหนาก็จะไดภาพดานหนาที่มีลักษณะเปน
สี่เหล่ียมผืนผาซ่ึงจะใหขอมูลความกวางและความสูงของวัตถุ จากน้ันถาเราเลือกแสดงภาพดานบน
กจ็ ะไดขอ มลู ความลึกเพิม่ มาอีกหน่ึงอยางซ่ึงจะสามารถบอกขนาดของวัตถุไดแลว แตจากรูปที่เลือก