-36-
1. ตัวชายและตัวหญิงคู่หม้ัน ในกรณีท่ีชายและหญิงทาสัญญาหม้นั กนั เอง (ภายใตเ้ ง่ือนไข
ตามมาตรา 1453) โดยบิดามารดาหรือผปู้ กครองมิไดร้ ู้เห็นดว้ ย เฉพาะแต่ชายและหญิงเท่าน้ันเป็ น
คู่สัญญาหม้นั หากมีการผิดสัญญาหม้นั หรือเรียกค่าทดแทน ก็คงเรียกไดแ้ ต่เฉพาะคู่หม้นั เท่าน้นั จะ
ไปเรียกเอากบั บิดามารดาหรือผปู้ กครองมิได้ เพราะเขามิไดเ้ ป็นคู่สญั ญา
2 บิดามารดาหรือผ้รู ับบุตรบญุ ธรรมของชายหญงิ คู่หม้ัน
1) ผูใ้ หญ่ฝ่ ายชายและผูใ้ หญ่ฝ่ ายหญิงหม้นั กนั โดยชายและหญิงยินยอม ดงั น้ี บิดามารดา
หรือผูร้ ับบุตรบุญธรรมท้งั ฝ่ ายชายและหญิง รวมท้งั ชายและหญิงคู่หม้นั เป็ นคู่สัญญาหม้นั (ไม่ว่า
ชายหรือหญิงคหู่ ม้นั น้นั จะบรรลุนิติภาวะแลว้ หรือไม่ก็ตาม11
2) ผใู้ หญ่ฝ่ ายชายและผูใ้ หญ่ฝ่ ายหญิงหม้นั กนั โดยชายยินยอม แต่หญิงไม่ยินยอมหรือชาย
ไม่ยินยอม แต่หญิงยินยอม ดงั น้ี เฉพาะบิดามารดาหรือผูร้ ับบุตรบุญธรรมท้งั ฝ่ ายชายและฝ่ ายหญิง
และชายหรือหญิงที่ยินยอมเท่าน้ัน เป็ นคู่สัญญาหม้นั 12 ส่วนหญิงหรือชายท่ีมิได้ยินยอม ไม่เป็ น
คสู่ ญั ญาหม้นั
3) ผูใ้ หญ่ฝ่ ายชายและผูใ้ หญ่ฝ่ ายหญิงหม้นั กนั โดยชายและหญิงไม่ยินยอม (คลุมถุงชน)
เฉพาะแต่บิดามารดาหรือผรู้ ับบุตรบุญธรรมท้งั ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเทา่ น้นั เป็นค่สู ัญญาหม้นั
กรณีดงั กลา่ วมีนกั กฎหมายใหค้ วามเห็นออกเป็น 2 ฝ่ายวา่
ฝ่ายแรก เห็นวา่ สัญญาหม้นั ไม่เกิดข้ึน เพราะการหม้นั เป็นเร่ืองเฉพาะตวั
ฝ่ ายท่ีสอง เห็นว่า สัญญาหม้นั เกิดข้ึนแลว้ เพราะถือว่าการที่ผูใ้ หญ่ฝ่ ายชายกบั ผูใ้ หญ่ฝ่ าย
หญิงทาการหม้นั โดยที่ตวั ชายคู่หม้นั และหญิงคู่หม้นั ไม่รับรู้ ไม่ยนิ ยอม สัญญาหม้นั เกิด กฎหมาย
ใชค้ าวา่ “ฝ่ายชาย”
ท้งั น้ี ผเู้ ขียนเห็นดว้ ยกบั ฝ่ายท่ีสอง เพราะการท่ีผใู้ หญ่ฝ่ายชายกบั ผใู้ หญฝ่ ่ายหญิงทาการหม้นั
เพราะแมต้ ัวชายคู่หม้นั และหญิงคู่หม้นั ไม่รับรู้ไม่ยินยอมก็ตาม เม่ือกฎหมายใช้คาว่า “ฝ่ ายชาย”
คูส่ ญั ญาหม้นั ท่ีบงั คบั ระหวา่ งกนั ไดก้ ็คือ บิดามารดาของชาย และบิดามารดาฝ่ายหญิงนน่ั เอง
หากเกิดการผิดสญั ญา ผรู้ ับผดิ คือ ผใู้ หญฝ่ ่ายชายกบั ผใู้ หญฝ่ ่ายหญิงนน่ั เอง
3 ผู้กระทาการในฐานะเช่นบิดามารดาของชายหญิงคู่หม้ัน เช่น ผูป้ กครอง หรือลุงท่ีเป็ น
ญาติไดเ้ ล้ียงดูหญิงมาต้งั แต่เด็กๆ เพราะบิดามารดาเสียชีวิตแลว้ เช่นน้ี เม่ือมีการหม้นั ลุงก็เขา้ มาร่วม
รับรู้และทาสัญญาด้วยเช่นน้ีลุงก็ถือว่าเป็ นบุคคลผูท้ าการในฐานะเช่นบิดามารดาในอนั ที่จะเป็ น
คู่สัญญาหม้นั ไดบ้ ุคคลดงั กล่าวจึงทาการหม้นั ให้ เมื่อหม้นั แลว้ ลุงไดเ้ ตรียมของท่ีจาเป็ นในการอยู่
ร่วมกนั ของคู่สมรส ถา้ ต่อมามีไม่มีการสมรส ลุงจึงสามารถเรียกค่าใช้จ่ายดงั กล่าวไดจ้ ากคู่สัญญา
11 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 311/2522
12 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 629/2480
-37-
หม้นั ได้ เป็ นตน้ แต่ถา้ เป็นเพียงนายจ้างหรือผบู้ งั คบั บญั ชาหรือญาติท่ีมีช่ือเสียงในสังคมเท่าน้นั ยงั
ไม่ถือว่าเป็นผกู้ ระทาการในฐานะเช่นบิดามารดาของฝ่ ายชายหรือหญิงในอนั ท่ีจะถือวา่ เป็นคู่สัญญา
หม้นั ได้
สินสอด
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1437 วรรคสาม สินสอดเป็ นทรัพยส์ ินซ่ึงฝ่ ายชายให้แก่บิดามารดา
ผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผูป้ กครองฝ่ ายหญิงแล้วแต่กรณีเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสถา้ ไม่มี
การสมรสโดยมีเหตุสาคญั อนั เกิดแก่หญิงหรือโดยพฤติการณ์ซ่ึงฝ่ ายหญิงตอ้ งรับผิดชอบท้งั ให้ชาย
ไมส่ มควรหรือไมอ่ าจสมรสกบั หญิงน้นั ฝ่ายชายเรียกสินสอดคนื ได้
สินสอดเป็ นทรัพยส์ ินท่ีฝ่ ายชายให้แก่บิดามารดาของฝ่ ายหญิง เป็ นค่าตอบแทนจากการที่
หญิงน้นั ยอมสมรสดว้ ย โบราณทา่ นจึงมกั ใหเ้ รียกวา่ ตอบแทน คา่ น้านม
สินสอดเป็นทรัพยส์ ินที่ฝ่ ายชาย จะเป็นพ่อแม่หรือตวั ชายน้นั ให้ก็ไดท้ ้งั สิ้น แต่ไม่ใช่ใหก้ บั
หญิงท่ีจะหม้นั ตอ้ งเป็ นการให้กบั พ่อแม่หรือผูป้ กครองของหญิงน้ัน จะไปให้เถา้ แก่ท่ีมาสู่ขอซ่ึง
ไม่ใช่พ่อแม่ผูป้ กครองไม่ได้ เร่ืองน้ันเป็นการตอบแทนอย่างอื่นไป จะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ไม่ใช่”
สินสอด” ตามกฎหมายในเรื่องหม้นั
สินสอดกบั ของหม้นั มีผลผกู พนั ทางกฎหมายที่ก่อใหเ้ กิดสิทธิและเสียสิทธิไปจนกวา่ จะได้
มีการสมรสกนั
สินสอดไม่ใช่สาระสาคญั ของการหม้นั หรือการสมรส ชายหญิงทาการหม้นั และสมรสกนั
ได้โดยไม่ตอ้ งมีสินสอด แต่ถ้าไดม้ ีการตกลงกันว่าจะให้สินสอดแก่กัน ฝ่ ายชายไม่ยอมให้บิดา
มารดาหรือผปู้ กครองของฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงยอ่ มฟ้องเรียกสินสอดได้
ลกั ษณะของทรัพย์อนั เป็ นสินสอดมอี ยู่ 3 ประการคือ
1. ต้องเป็ นทรัพย์สิน เช่น เงิน ทอง และความหมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องดว้ ย สินสอดน้ัน
ตามกฎหมายเป็ นทรัพยส์ ินไม่จาตอ้ งมอบให้ในขณะทาสัญญา การให้สินสอดภายหลงั การสมรส
ย่อมทาไดเ้ พราะไม่มีอะไรห้ามซ่ึงต่างกบั ของหม้นั อนั จะตอ้ งให้กนั ในเวลาทาสัญญาหม้นั คือก่อน
สมรส13แต่ถา้ ฝ่ ายชายและฝ่ ายหญิงตกลงกนั ว่าเงินจานวน 100,000 บาท ฝ่ ายชายจะจดั หามาเพื่อ
แสดงในพิธีหม้นั และฝ่ ายหญิงจะคืนใหฝ้ ่ ายชายเงินจานวนดงั กลา่ วไม่ใช่สินสอด14หรือนาสัญญาจะ
ซ้ือขายที่ดินมามอบใหแ้ ตต่ อ่ มาไม่มีการซ้ือขายท่ีดินตามสัญญาที่ดินจึงไมใ่ ช่สินสอด15
13 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 878/2518
14 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2556
15 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 190/ 2559
-38-
2. ต้องเป็ นของฝ่ ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ ายหญิง
บุคคลอื่น นอกจากน้ีไม่มีสิทธ์ิเลือกหรือทรัพยส์ ินสอด
คาพิพากษาฎีกา 2357/2518 บิดามารดาชายตกลงกบั มารดาผูป้ กครองหญิงจะให้สินสอด
5,000 บาท แต่ในวนั แต่งงานบิดามารดาชายตกลงกบั บิดาไมช่ อบดว้ ยกฎหมายของหญิงให้สินสอด
เพียง 3,000 บาทและชาระไปแลว้ ดงั น้ีไม่ผูกพนั มารดาผูป้ กครองหญิง ซ่ึงเรียกให้บิดามารดาชาย
ชาระสินสอด 5,000 บาทได้ คอื ตอ้ งจ่ายสินสอดอีกไม่ผกู พนั มารดาหญิงคหู่ ม้นั
3. ให้เพ่ือตอบแทนการท่ีหญิงยอมสมรส การให้สินสอดจึงเป็ นสัญญาต่างตอบแทนอย่าง
หน่ึง แต่ไม่ถือเป็นการให้โดยเสน่หา และทรัพยท์ ี่เป็นสินสอดน้นั เมื่อไดส้ ่งมอบไปแลว้ ย่อมตกเป็น
สิทธิเด็ดขาดแก่ฝ่ ายหญิงทนั ทีโดยไม่ตอ้ งรอให้มีการสมรสกนั ก่อนแต่อย่างใด แต่ถา้ ฝ่ ายชายตกลง
จะใหส้ ินสอดแก่มารดาหญิงเพ่ือตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสกบั ชาย แต่ต่อมาหากไม่มีการสมรส
เพราะฝ่ายชายเป็นฝ่ ายผิดสัญญามารดาหญิงกม็ ีสิทธิเรียกสินสอดจากฝ่ายชายตามขอ้ ตกลงได1้ 6
อยา่ งไรก็ตาม การตกลงจะให้สินสอดน้ีกฎหมายมิไดก้ าหนดแบบไวเ้ พียงตกลงดว้ ยวาจาก็
ใชบ้ งั คบั ได้
ฝ่ ายชายมสี ิทธิเรียกสินสอดคืนได้ 2 กรณคี ือ
1. ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสาคัญอันเกิดแก่หญิง ทาให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจ
สมรสกบั หญิงน้นั
เหตุสาคญั อนั เกิดแก่หญิง หมายถึงเหตุที่จะกระทบกระเทือนถึงการสมรสท่ีจะมีต่อไป
ระหวา่ งชายและหญิงคู่หม้นั อนั จะก่อความไม่สงบสุขในชีวิตสมรสที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้า
เช่น หญิงคู่หม้นั ไปร่วมประเวณีกบั ชายอื่นแลว้ ถือวา่ ชายคู่หม้นั ไม่สมควรที่จะสมรสกบั หญิงหรือ
หญิงคู่หม้นั เป็นโรคเอดส์ซ่ึงเป็นโรคติดต่ออยา่ งร้ายแรงหรือหญิงคู่หม้นั ถูกจาคุกทาใหช้ ายไม่อาจ
สมรสกบั หญิงได้ เช่นน้ี ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกสินสอดโดยการบอกเลิกสัญญาหม้นั ได้
2. ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ซ่ึงฝ่ ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทาให้ชายไม่สมควร
หรือไม่อาจสมรสกบั หญิงน้นั
พฤติกรรมซ่ึงฝ่ ายหญิงตอ้ งรับผิดชอบ หมายถึง พฤติการณ์ท่ีฝ่ ายหญิงเป็นฝ่ ายทาให้การ
สมรสน้ันไม่อาจมีข้ึน คาว่า “ฝ่ ายหญิง” น้ันหมายความรวมท้ังบิดามารดา ผูร้ ับบุตรบุญธรรม
ผปู้ กครองหรือบุคคลผูก้ ระทาการในฐานะเช่นบิดามารดาของหญิงคู่หม้นั เช่น การท่ีบิดามารดา
หญิงคู่หม้ันที่เป็ นผูเ้ ยาว์ไม่ให้ความยินยอมในการท่ีหญิงคู่หม้ันจะทาการสมรสก็ถือว่าเป็ น
ความผิดของฝ่ ายหญิงที่ชายมีสิทธิจะเรียกสินสอดคืนได้ หรือหญิงคู่หม้นั ทิ้งชายกลบั ไปอยู่บา้ น
16 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 6385/2557
-39-
แลว้ ไม่ติดต่อกลบั มาเลย เช่นน้ี ถือว่าเป็ นพฤติกรรมซ่ึงฝ่ ายหญิงตอ้ งรับผิดชอบทาให้ชายไม่อาจ
สมรสกบั หญิงได้ อยา่ งไรก็ดี กรณีท่ีท้งั ชายและหญิงละเลยไม่นาพาต่อการจดทะเบียนสมรส ดงั น้ี
ฝ่ ายชายเรี ยกสินสอดคืนจากฝ่ ายหญิงไม่ได้
คาพิพากษาฎีกา 3557/2524 ชายหญิงประกอบพิธีสมรสกนั ตามประเพณีและอยู่กิน
ดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยา โดยมิไดม้ ีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนสมรสถือไม่ไดว้ า่ เป็นการสมรสโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมาย เงินและทรัพยท์ ี่ฝ่ ายชายไดม้ อบให้แก่ฝ่ ายหญิงไว้ จึงหาไดใ้ ห้ในฐานะเป็ นสินสอด
และของหม้นั ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1437ไม่ เมื่อชายและ
หญิงแยกกนั อยู่ ชายไมม่ ีสิทธิเรียกคืน
คาพิพากษาฎีกา 2185/2530 ภายหลงั จดทะเบียนสมรสแลว้ ในคืนส่งตวั หญิงยอมเขา้
ห้องหอต้งั ใจจะเป็ นภริยา แต่หญิงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยขอพกั ผ่อนไม่ยอมร่วมประเวณีดว้ ยเพียงคืน
เดี ยวไม่มี เจตน าที่ จะไม่ร่ วมป ระเวณี กับ ชายตลอดไป การที่ หญิ ง ไม่ ยอมให้ชายร่ วมป ระเวณี
ดงั กล่าว ยงั ไม่ใช่ความผิดของหญิงและจะถือวา่ ฝ่ ายหญิงทากลฉ้อฉลไม่ได้ การสมรสจึงไม่เป็ น
โมฆียะ ฝ่ายชายไมม่ ีสิทธิขอเพกิ ถอนและเรียกแหวนหม้นั กบั เงินสินสอดคนื จากฝ่ายหญิง
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 592/2540 โจทก์ตกลงแต่งงานกบั จาเลยที่ 3โดยวิธีผูกขอ้ มือแสดงว่า
โจทก์และจาเลยท่ี 3 มิไดม้ ีเจตนาจะทาการสมรสโดยจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชยม์ าตรา 1457 ดงั น้ัน ทรัพยส์ ินที่โจทก์มอบให้จาเลยท้งั สองจึงไม่ใช่ของหม้นั เพราะ
ไม่ใช่ทรัพยส์ ินท่ีโจทกม์ อบให้จาเลยท้งั สามเพ่ือเป็นหลกั ฐานการหม้นั และประกนั วา่ จะสมรสกบั
จาเลยท่ี 3 และไม่ใช่สินสอดเพราะไม่ใช่ทรัพยส์ ินที่โจทก์ใหแ้ ก่จาเลยท่ี 1 และที่ 2 บิดามารดาของ
จาเลยที่ 3 เพอื่ ตอบแทนการที่จาเลยที่3ยอมสมรสตามมาตรา 1437 โจทกจ์ ึงไมม่ ีสิทธิเรียกคืน
ข้อแตกต่าง ของหม้ันกบั สินสอดมีดังนี้
1. ระยะเวลาการส่งมอบ
ของหม้ัน ฝ่ายชายตอ้ งมอบใหฝ้ ่ ายหญิงอยา่ งแทจ้ ริงในวนั ทาสญั ญาหม้นั ก่อนสมรส การ
หม้นั จึงจะสมบูรณ์ จะทาสญั ญาวา่ จะมอบของหม้นั ใหใ้ นอนาคตหรือทาเป็นสัญญากไู้ มไ่ ด้
สินสอด ไม่จาตอ้ งส่งมอบให้ขณะทาสัญญาหม้นั เพียงแต่ตกลงท่ีจะใหก้ ่อนสมรสแลว้
จะมอบใหก้ ่อนหรือหลงั สมรสกไ็ ด้ จึงทาสญั ญากไู้ วแ้ ทนได้
2. ผู้รับมอบ
ของหม้ัน ตอ้ งมอบให้แก่หญิง สินสอด ตอ้ งมอบให้บิดามารดา ผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือ
ผปู้ กครองฝ่ายหญิง แลว้ แตก่ รณี ถา้ ไมม่ ีบคุ คลดงั กล่าวสิ่งที่มอบใหย้ อ่ มไมใ่ ช่สินสอด
3. อายคุ วามฟ้องเรียกคืน
-40-
ของหม้ัน อีกฝ่ ายตอ้ งฟ้องเรียกคืนภายในอายุความหกเดือน (6 เดือน) นับแต่วนั ผิด
สญั ญาหม้นั หรือนบั แตว่ นั บอกเลิกสัญญาหม้นั แลว้ แต่กรณีตามมาตรา 1447/2
สินสอด ไม่มีกฎหมายกาหนดอายคุ วามไวโ้ ดยเฉพาะจึงตอ้ งใช้อายุความทวั่ ไปคือสิบปี
ตามมาตรา 193/30
ตารางที่ 2.1 ตารางความแตกต่างระหว่างของหม้ันและสินสอด
ข้อแตกต่างระหว่างของหม้ันและสินสอด
ของหม้ัน สินสอด
1. เป็นเงื่อนไขแห่งความสมบรู ณ์ของสัญญาหม้นั 1. ไมเ่ ป็นสาระสาคญั ของการหม้นั
2. ฝ่ายชายใหไ้ วแ้ ก่ฝ่ายหญิง 2. ฝ่ ายชายใหแ้ ก่บิดามารดา ผูร้ ับบุตรบุญธรรม
หรือผปู้ กครองฝ่ายหญิง
3. เพอื่ เป็นหลกั ฐานวา่ จะสมรส 3. เพ่ือตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส
4. ตอ้ งมีการส่งมอบหรือโอนขณะหม้นั 4. ส่งมอบหรือโอนเมื่อใดกไ็ ด้
การคืนของหม้ัน/สินสอด
สัญญาหม้นั ท่ีเป็นโมฆะ ผูม้ ีส่วนไดเ้ สียคนใดคนหน่ึงก็กล่าวอา้ งได้ (มาตรา 172 วรรค
แรก) คือ หากฝ่ ายชายใหข้ องหม้นั และสินสอดแก่ฝ่ ายหญิงไปอนั เป็นการกระทาอนั ปราศจากมูล
อนั จะอา้ งกฎหมายได้ ฝ่ ายชายมีสิทธิเรียกของหม้นั และสินสอดคืนไดต้ ามหลกั กฎหมายว่าดว้ ย
ลาภมิควรได้ มาตรา 412-418 ชายตอ้ งฟ้องเรียกคืน ศาลจะสัง่ คนื เองไมไ่ ด้
การเรียกคืนของหม้นั และสินสอดน้ันตอ้ งเป็ นกรณีเหตุท่ีสัญญาหม้นั เป็ นโมฆะ ตาม
มาตรา 1435 วรรคสอง โดยไม่ถือวา่ เป็นการชาระหน้ีตามอาเภอใจ (มาตรา 407) โดยตอ้ งเป็นกรณี
ท่ีชายไม่รู้วา่ หญิงคหู่ ม้นั อายไุ มค่ รบ 17 ปี บริบรู ณ์
หากชายเองอายไุ ม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ หรือฝ่ ายชายรู้อยู่แลว้ วา่ หญิงน้นั อายไุ ม่ครบ 17 ปี
บริบูรณ์ ฝ่ายชายย่อมไม่มีสิทธิเรียกคืนเพราะถือวา่ เป็นการชาระหน้ีอนั ฝ่ าฝื นขอ้ หา้ มของกฎหมาย
ตาม มาตรา 411
วิธีการในการคืนของหม้ัน/สินสอด
1. ถา้ ของหม้นั หรือสินสอดเป็ นเงินตรา ฝ่ ายหญิงมีหน้าที่ตอ้ งคืนเงินเพียงส่วนที่มีอยู่
ในขณะเรียกคืนโดยสุจริต (มาตรา 412)17
17 มาตรา 412 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ ทรัพยส์ ินซ่ึงไดร้ ับไวเ้ ป็นลาภมิควรไดน้ ้นั เป็นเงินจานวนหน่ึง ท่านวา่ ตอ้ ง
คนื จานวนน้นั เวน้ แตเ่ ม่ือบคุ คลไดร้ ับไวโ้ ดยสุจริตจึงตอ้ งคนื ลาภมิควรไดเ้ พียงส่วนที่ยงั มอี ยใู่ นขณะเมื่อเรียกคนื ”
-41-
ดงั น้นั การคืนเงินตราจึงคนื เฉพาะตน้ เงินเท่าน้นั ประโยชน์หรือดอกเบ้ียเพ่ิมพูนจากการ
ท่ีนาเงินน้ันไปลงทุนจึงไม่ตอ้ งคืน แต่ฝ่ ายชายอาจเรียกดอกเบ้ียในเงินตน้ ไดน้ ับแต่ วนั ฟ้องคดี
เพราะถือว่าฝ่ ายหญิงตกอย่ใู นฐานะทุจริตต้งั แต่เวลาที่เรียกคืนน้นั แลว้ เช่น ชายหม้นั หญิงดว้ ยเงิน
500,000 บาท หญิงนาเงินไปใช้จ่ายบางส่วนในขณะที่ใชเ้ รียกคืนเหลือเงินเพียง 10,000 บาท ฝ่ าย
หญิงก็ตอ้ งคนื เงินเพียง 10,000 บาทน้ี แต่หากชายไดใ้ ชจ้ ่ายไปหมดแลว้ ก็ไมม่ ีอะไรตอ้ งคืน
2. ถ้าของหม้ันหรือสินสอดน้ันเป็ นทรัพย์สินอ่ืนท่ีไม่ใช่เงินตรา ฝ่ ายหญิงต้องคืน
ทรัพยส์ ิน ในสภาพท่ีเป็ นสภาพที่เป็ นอยู่ ณ เวลาที่เรียกคืน ดงั น้ัน หากทรัพยส์ ินสูญหายหรือบุบ
สลายก็ไม่ตอ้ งรับผิดชอบในความชารุดบกพร่องหรือบุบสลายน้ัน และหากทรัพยส์ ินน้ันมีราคา
เพิ่มข้ึนเพราะฝ่ ายหญิงไดอ้ อกเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมทรัพยส์ ินน้ัน ฝ่ ายหญิงก็มี
สิทธิไดร้ ับชดใชค้ ่าใชจ้ ่ายน้นั จากฝ่ายชายไดด้ ว้ ย18
ตัวอย่าง ชายเอารถยนต์มามอบให้บิดามารดาหญิงเป็ นสินสอดบิดามารดาหญิงใช้
รถยนตค์ นั น้ีจนชารุดทรุดโทรม หากจะตอ้ งคืนก็คืนรถยนตต์ ามสภาพที่ทรุดโทรมน้นั โดยไม่ตอ้ ง
รับผิดชอบในการชารุดชารุดบกพร่องหรือบุบสลายน้ันสาหรับในกรณีที่ทรัพยส์ ินน้ันมีราคา
เพิ่มข้ึนเพราะการที่ฝ่ ายหญิงไดอ้ อกเงินค่าใชจ้ ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมทรัพยส์ ินฝ่ ายหญิงก็มี
สิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายน้ันจากฝ่ ายชายด้วย แต่หากเป็ นค่าใช้จ่ายในการบารุงรักษาหรือ
ซ่อมแซมทรัพยส์ ินตามปกติธรรมดาแลว้ จะเรียกชดใชไ้ ม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 630 5/2561 ต. เป็ นผูข้ อถอนหม้นั ป. ถือไดว้ ่าจาเลยท้งั สองซ่ึง
เป็ นบิดามารดาของ ต. เป็นฝ่ ายผิดสัญญาหม้นั การที่จาเลยท้งั สองนาเงินท่ีเป็ นของหม้นั ไปซ้ือรถ
ใหแ้ ก่ ต. และจาเลยท้งั สองซ่ึงรับเงินของมนั มาโดยสุจริตจึงตอ้ งคืนลาภมิควรไดเ้ พียงส่วนขยะเม่ือ
เรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1437 วรรค 4 ประกอบมาตรา 42 และตอ้ ง
นาเงินที่นาไปซ้ือรถจานวน 20,000 บาทมาหกั ออกจากเงินสดของมนั ท่ีจาเลยท้งั สองรับไวส้ ี่แสน
สี่หมื่นบาท เมื่อรวมกบั เงินท่ีไดจ้ ากการขายลดจานวน 20,000 บาทแลว้ คงเหลือเงินท่ีเป็นของมาก
เพียง 400 บาทจาเลยท้งั สองตอ้ งคนื เงินจานวนดงั กล่าวแก่โจทกท์ ้งั สองซ่ึงเป็นบิดามารดาของ ป.
18มาตรา 413 บญั ญตั ิว่า “เม่ือทรัพยส์ ินอนั จะตอ้ งคืนน้นั เป็นอยา่ งอื่นนอกจากจานวนเงินและบุคคลไดร้ ับ
ไวโ้ ดยสุจริต ท่านว่าบุคคลเช่นน้ันจาต้องคืนทรัพยส์ ินเพียงตามสภาพที่เป็ นอยู่และมิตอ้ งรับผิดชอบในการท่ี
ทรัพยน์ ้นั สูญหายหรือบุบสลาย แต่ถา้ ไดอ้ ะไรมาเป็ นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการสูญหายหรือบุบสลายเช่นน้ันก็
ตอ้ งให้ไปดว้ ย
ถา้ บุคคลไดร้ ับทรัพยส์ ินไดโ้ ดยทุจริต ท่านว่าจะตอ้ งรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลายน้นั เตม็ ภูมิ
แมก้ ระทง่ั การสูญหายหรือบบุ สลายจะเกิดเพราะเหตสุ ุดวิสัย เวน้ แตจ่ ะพสิ ูจน์ไดว้ า่ ถึงอยา่ งไรทรัพยส์ ินน้นั ก็คงตอ้ ง
สูญหายหรือบุบสลายอยนู่ น่ั เอง”
-42-
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6305/2556 ต.เป็ นผขู้ อถอนหม้นั ป.ถือไดว้ ่าจาเลยท้งั สองซ่ึงเป็ น
บิดามารดาของ ต.เป็นฝ่ ายผดิ สัญญาหม้นั การท่ีจาเลยท้งั สองนาเงินท่ีเป็นของหม้นั ไปซ้ือรถใหแ้ ก่
ต.และจาเลยท้งั สองซ่ึงรับเงินของหม้นั มาโดยสุจริต จึงตอ้ งคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนขณะเมื่อ
เรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1437 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 412 และตอ้ ง
นาเงินที่นาไปซ้ือรถจานวน 290,000 บาทมาหักออกจากเงินสดของหม้ันที่จาเลยท้งั สองรับไว้
440,000 บาท เมื่อรวมกบั เงินท่ีไดจ้ ากการขายรถจานวน 250,000 บาทคงเหลือเงินท่ีเป็ นของของ
หม้นั เพียง 400,000 บาท จาเลยท้งั สองตอ้ งคืนเงินจานวนดงั กล่าวให้แก่โจทก์ท้งั สองซ่ึงเป็ นบิดา
มารดาของ ป.
ข้อสังเกต วิธีในการคืนของหม้นั หรือสินสอด มาตรา 1437 วรรคทา้ ย ให้นาบทบญั ญัติ
เร่ืองลาภมิควรได้ มาตรา 412 ถึง 418 มาใชบ้ งั คบั ดงั น้นั สิ่งท่ีตอ้ งพิจารณาเป็ นลาดบั แรกคือ ของ
หม้นั หรือสินสอดท่ีตอ้ งคืนน้นั เป็นเงินหรือทรัพยส์ ินอื่น
1.หากเป็ นเงินตรา หญิงตอ้ งคืนเฉพาะส่วนที่มีอยู่ขณะเรียกคืน ตามมาตรา 412 เพราะ
โดยหลกั ตอ้ งถือวา่ หญิงรับของหม้นั หรือสินสอดไวโ้ ดยสุจริต เวน้ แต่หญิงนาเงินไปซ้ือทรัพยส์ ิน
อ่ืน ซ่ึงตอ้ งถือวา่ ทรัพยท์ ่ีซ้ือเป็นช่วงทรัพย์ ตาม มาตรา 226 ตอ้ งคืนดว้ ย
2. หากเป็ นทรัพยส์ ินอื่น ฝ่ ายหญิงตอ้ งคืนตามสภาพท่ีเป็ นอยู่ในปัจจุบนั ไม่ตอ้ งรับผิด
ในส่วนท่ีทรัพยน์ ้นั บบุ สลาย
2.5 การผิดสัญญาหม้ันและค่าทดแทน
มาตรา 1438 บญั ญตั ิวา่ “การหม้นั ไม่เป็นเหตุท่ีจะร้องขอใหศ้ าลบงั คบั ใหส้ มรสได้ ถา้
ไม่มีขอ้ ตกลงกนั ไว้ วา่ จะใหเ้ บ้ียปรับ ในเมื่อผิดสญั ญาหม้นั ขอ้ ตกลงน้นั เป็นโมฆะ”
การผิดสัญญาหม้ัน หมายถึง การท่ีคู่หม้นั ฝ่ ายหน่ึงปฏิเสธไม่ยอมสมรสกบั คู่หม้นั อีก
ฝ่ ายหน่ึงหรือเลื่อนการสมรสกบั อีกฝ่ ายหน่ึงโดยไม่มีเหตุอนั สมควรเวน้ แต่คู่สัญญาหม้นั จะได้
บอกปฏิเสธไม่ยอมทาการสมรสโดยชดั แจง้ หรือทาให้การสมรสเป็ นการพน้ วิสัยโดยไดท้ าการ
สมรสกบั บคุ คลอื่นแลว้ ฝ่ายที่ถูกปฏิเสธจะฟ้องบงั คบั ใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงยอมสมรสกบั ตนไมไ่ ด้ หรือ
หากมีการตกลงกนั ว่าจะให้เบ้ียปรับแก่กนั หากมีการผิดสัญญาหม้นั ให้ขอ้ ตกลงน้ันเป็ นโมฆะ
เพ่ือป้องกนั มิให้ชายหญิงจาใจตอ้ งสมรสกันเน่ืองจากกลวั ว่าตอ้ งถูกบงั คบั เบ้ียปรับ ตามสัญญา
หม้นั กฎหมายจึงกาหนดใหข้ อ้ ตกลงน้นั เป็นโมฆะ
ตวั อย่าง ชายให้คามน่ั กบั หญิงว่า หากใชผ้ ิดสัญญาหม้นั ไม่ทาการสมรสกบั หญิง ชาย
ยอมจ่ายค่าปรับให้หญิงเป็ นเงิน 300,000 บาท ดังน้ี คาม่ันน้ีเป็ นโมฆะและหากเกิดมีการผิด
-43-
สัญญาหม้นั หญิงจะเรียกร้องเอาเบ้ียปรับไม่ไดแ้ ต่เฉพาะขอ้ ตกลงเรื่องเบ้ียปรับเท่าน้ันเป็ นโมฆะ
สัญญาหม้นั ยงั คงสมบรู ณ์ทุกประการ
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 137/2481 ชายหญิงทาพิธีแต่งงานกันแลว้ แต่หญิงไม่ยอมไป
จดทะเบียนสมรสดังน้ี ไม่ถือว่าชายหญิงน้ันได้ทาการสมรสถูกตอ้ งตามกฎหมายแลว้ และใน
กรณีเช่นน้ี ชายเรียกทองหม้นั และสินสอดคืนได้ การที่ฝ่ ายหน่ึงฝ่ ายใดไม่ยินยอมจดทะเบียน
สมรสไม่เป็ นเหตุให้อีกฝ่ ายหน่ึงร้องขอให้ศาลบงั คบั ให้ไปจดทะเบียนสมรสได้ แมว้ ่าจะไดท้ า
พิธีแตง่ งานกนั แลว้ กนั แลว้ กต็ าม
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2538 การที่โจทก์ทาการหม้นั และแต่งงานตามประเพณี
กบั จาเลยท่ี 1 โจทก์โจทก์ย่อมตอ้ งการจดทะเบียนสมรสกับจาเลยท่ี 1 ให้ถูกตอ้ งตามกฎหมาย
จากการที่โจทกช์ วนจาเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหลายคร้ังหลงั จากวนั แต่งงาน ฉะน้นั การที่จาเลยที่
2-3 4 ซ่ึงเป็นบิดา มารดา และพ่ีชายจาเลยท่ี 1 ไล่โจทก์ออกจากบา้ นแลว้ จาเลยท่ี 1 ก็มิไดก้ ระทา
การอยา่ งใดเพื่อใหโ้ จทกกลบั มาอยกู่ บั จาเลยอีก ดงั น้ี จาเลยเป็นผผู้ ดิ สญั ญาหม้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 5937/2533 โจทกห์ ม้นั และแต่งงานตามประเพณีกบั จาเลยที่ 1
(ญ) แต่จาเลยที่ 1 อยู่กบั โจทก์เพียง คืนเดียวโดยมิไดม้ ีการร่วมประเวณีกนั เพราะจาเลยอ้างว่า
เหนื่อยขอผดั เป็ นพรุ่งน้ี วนั รุ่งข้ึน จาเลยที่ 1 ออกจากบา้ นไปไม่กลบั มาอยู่กินกนั อีกเลยโดยไม่
ปรากฏสาเหตุ โจทก์ออกตามหาตลอดมาแต่ไม่พบ จาเลยที่ 1เคยแสดงท่าทีไม่อยากกลบั ไป
แต่งงานกลบั โจทก์ ดงั น้ีมีพฤติการณ์เช่นน้ีน่าเช่ือวา่ จาเลยที่ 1 หลบหนีไม่ยอมจดทะเบียนสมรส
กบั โจทก์ จาเลยท้งั สามจึงเป็นฝ่ายผิดสญั ญาหม้นั ตอ้ งคืนของหม้นั และสินสอดใหแ้ ก่โจทก์
มาตรา 1439 บญั ญตั ิว่า “เม่ือมีการหม้นั แลว้ ถา้ ฝ่ ายใดผิดสัญญาหม้นั อีกฝ่ ายหน่ึงมี
สิทธิเรียกใหร้ ับผิดใชค้ ่าทดแทน ในกรณีท่ีฝ่ ายหญิงเป็นฝ่ ายท่ีผิดสัญญาหม้นั ให้คืนของหม้นั แก่
ฝ่ายชายดว้ ย”
มาตรา 1440 บญั ญตั ิวา่ “คา่ ทดแทนน้นั อาจเรียกได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือช่ือเสียงแห่งชาย หรือหญิงน้นั
(2) ทดแทนความเสียหาย เน่ืองจากการที่ คู่หม้นั บิดามารดาหรือบุคคล ผูก้ ระทาการ
ในฐานะเช่นบิดามารดาไดใ้ ชจ้ ่ายหรือตอ้ งตกเป็นลูกหน้ีเนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริต
และตามสมควร
(3) ทดแทนความเสียหาย เนื่องจากการที่คู่หม้นั ไดจ้ ดั การทรัพยส์ ินหรือการอื่นอัน
เกี่ยวกบั อาชีพ หรือทางทามาหาไดข้ องตนไปโดยสมควรดว้ ยการคาดหมายวา่ จะไดม้ ีการสมรส
-44-
ในกรณีที่หญิงเป็ นผูม้ ีสิทธิไดค้ ่าทดแทน ศาลอาจช้ีขาดว่าของหม้นั ท่ีตกเป็ นสิทธิแก่
หญิงน้ันเป็ นค่าทดแทนท้งั หมดหรือเป็นส่วนหน่ึงของค่าทดแทนท่ีหญิงพึงไดร้ ับ หรือศาลอาจ
ใหค้ ่าทดแทนโดยไม่คานึงถึงของหม้นั ที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงน้นั กไ็ ด้
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1439 และมาตรา 1440 ชายหญิงเม่ือหม้นั กนั แลว้ หากไม่ยอม
สมรสกนั อีกฝ่ ายหน่ึง มีเพียงสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่ตนไดร้ ับ และเรียกของหม้นั และ
สินสอดคืนเท่าน้ัน จะฟ้องศาลขอให้บงั คบั ให้สมรสกนั หรือจะเรียกให้เสียเบ้ียปรับอ่ืนแก่กนั
ไม่ได้
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหม้ัน มี 3 กรณี
1) ความเสียหายต่อกายหรือช่ือเสียงแห่งชายหรือหญิง
เมื่อฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงผิดสัญญาหม้นั อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกายหรือ ช่ือเสียงของ
อีกฝ่ ายหน่ึงไดค้ วามเสียหายต่อกายหรือช่ือเสียงน้ีตอ้ งเป็ นความเสียหาย ซ่ึงตามปกติ จะเกิดจาก
การผิดสัญญาหม้นั โดยตรง เช่น หญิงเมื่อได้ทาการหม้นั กับชายแลว้ ไดแ้ ต่งงานอยู่กินฉันสามี
ภริยาโดยยงั มิไดจ้ ดทะเบียนสมรส หากชายไม่ยอมทาการสมรสอนั เป็นการผิดสัญญาหม้นั หญิง
ยอ่ มไดร้ ับความเสียหายตอ่ กายท่ีไดเ้ สียความบริสุทธ์ิไป หรือกรณีหญิงจะสมคั รใจอยู่กินกบั ชาย ก็
เป็นไปตามประเพณี และมีขอ้ ผูกพนั ตามสัญญาหม้นั ว่าจะไดท้ าการสมรสกนั ตามกฎหมายต่อไป
เมื่อชายผดิ สัญญาหม้นั ยอ่ มทาใหห้ ญิงไดร้ ับความเสียหายต่อกาย และเรียกคา่ ทดแทนได้
ความเสียหายต่อชื่อเสียง เช่น เมื่อหม้นั แลว้ ชายไม่ยอมสมรสกบั หญิง โดยอา้ งวา่ หญิง มี
ความประพฤติเสื่อมเสียในทางชู้สาว ซ่ึงไม่เป็ นความจริง ดงั น้ี หญิงย่อมไดร้ ับความเสียหายต่อ
ชื่อเสียงได้
ตวั อยา่ ง ชายหญิงหม้นั กนั โดยตกลงวา่ เม่ือทาพธิ ีแต่งงานกนั แลว้ จะไปจดทะเบียนสมรส
ภายใน 15 วนั แต่เม่ือไดท้ าพิธีแต่งงาน และไดอ้ ยู่ร่วมกนั 46 วนั แลว้ ชายไม่ยอมจดทะเบียนสมรส
กับหญิง แต่กลับขบั ไล่หญิงให้ไปอยู่ บา้ นบิดา เช่นน้ี ชายผิดสัญญาหม้นั เป็ นเหตุให้หญิงตอ้ ง
ไดร้ ับความอบั อายขายหนา้ เส่ือมเสียเกียรติ ชื่อเสียง และร่างกายชายตอ้ งรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1440 ( 1)
ข้อสังเกต มาตรา 1440 (1)
ในการพจิ ารณา เก่ียวกบั ค่าทดแทน ตามความใน มาตรา 1440 (1) คือ
ก. การพิจารณา ตอ้ งคานึงถึงสภาพความเป็ นจริง ที่หญิงอาจเสียหายต่อช่ือเสียง ไดง้ ่าย
กว่า การที่ชายปฏิเสธไม่ยอมสมรสกับหญิง แมจ้ ะไม่ปรากฏว่าไดท้ าอะไรอย่างอ่ืน อนั เป็ นการ
กระทบกระเทือน ช่ือเสียงของหญิง บางกรณีก็ทาให้หญิง ได้รับความเสียหาย ต่อชื่อเสียงได้ เช่น
ชายผิดสญั ญาหม้นั ไม่ยอมมาแต่งงานกบั หญิง ตามท่ีกาหนดไวถ้ ึง 2 คร้ัง โดยปราศจากเหตุผล
-45-
เช่นน้ี หญิงยอ่ มไดร้ ับความเสียหายแก่ช่ือเสียง และเรียกค่าทดแทนในส่วนน้ีได้ แตห่ าก
การท่ีชายไม่ยอมสมรส มีเหตุซ่ึงไม่กระทบกระเทือนต่อชื่อเสียง ของหญิง ก็ไม่เป็ นเหตุให้หญิง
เรียกค่าทดแทนความเสียหายต่อชื่อเสียงได้
เช่น ชายหม้นั หญิง แลว้ ต่อมาไดอ้ ุปสมบทเป็ นพระภิกษุ แลว้ เกิดมีจิตศรัทธาในสมณ
เพศไปตลอดชีวิตจึงปฏิเสธการสมรส ดงั น้ี ชายเป็ นผูผ้ ิดสัญญาหม้นั เมื่อไม่ปรากฏว่าชายไดห้ า
อะไรอย่างอื่นให้กระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของหญิง เหตุผลเพียงเท่าน้ีไม่ถึงกับทาให้หญิง
ไดร้ ับความเสียหายต่อชื่อเสียง
ข. ลาพงั แต่เพียงที่ฝ่ ายชายหรือฝ่ ายหญิงผิดสัญญาหม้นั ไม่เป็ นผลให้เกิดความเสียหาย
ต่อกายและชื่อเสียงเสมอไป หมายความว่า เม่ือฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงทาผิดสัญญาหม้ัน อีกฝ่ ายหน่ึง
จะตอ้ งไดร้ ับความเสียหายต่อกาย หรือช่ือเสียงต่อการผิดสัญญาหม้นั ดว้ ย จึงจะเรียกคา่ ทดแทนได้
การอา้ งว่าไดร้ ับความเสียหาย โดยไม่ปรากฏวา่ ไดร้ ับความเสียหายอยา่ งไรจึงไม่พอเพียงท่ีจะให้
อีกฝ่ายหน่ึงใชค้ า่ ทดแทนให้
ค. กฎหมายบญั ญตั ิใหเ้ รียกคา่ ทดแทน ไดเ้ ฉพาะความเสียหายต่อกายหรือช่ือเสียงเท่าน้นั
ดงั น้ัน ความอบั อาย ความเสียใจ อนั เป็ นความเสียหายทางจิตใจ จึงไม่สามารถนามาอา้ งเพื่อเรียก
ค่าทดแทนได้ ดงั น้ัน ความเสียหายทางจิตใจ ยงั ไม่มีการยอมรับให้สามารถเรียกได้ สาหรับการ
พิสูจน์น้ัน โจทก์ต้องมีหน้าท่ีนาสืบให้ศาลเห็น ซ่ึงศาลจะเป็ นผูก้ าหนดให้ฝ่ ายท่ีผิดสัญญาหม้นั
ชดใชใ้ ห้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5777/2540 การท่ีโจทก์จาเลยไดอ้ ยู่กินด้วยกนั ฉันสามีภริยาแลว้
โจทก์ตอ้ งเลิกร้างจากจาเลยดว้ ยเหตุที่จาเลยผิดสัญญาหม้นั น้ันย่อมเกิดความเสียหายแก่กายและ
ชื่อเสียงของโจทก์ซ่ึงเป็ นหญิง ในการที่จะทาการสมรสใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจาก
จาเลยไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 และ มาตรา 1440 (1) เม่ือคานึงถึง
การท่ีโจทก์ ไม่เคยผา่ นสมรสมาก่อน มีฐานะพอสมควร มีการศึกษาระดบั ปริญญาตรี จานวนเงิน
ค่าทดแทนท่ีศาลลา่ งกาหนดให้ 250,000 บาท นบั วา่ เหมาะสมแก่พฤติการณ์แลว้
2) ความเสียหายเน่ืองจากการที่คู่หม้ัน บิดามารดา ได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็ นลูกหนเี้ น่ือง
ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านของคู่สมรส
ค่าใช้จ่ายในการซ้ือเครื่องเรือนสาหรับเรือนหอ เคร่ืองครัวที่นอนหมอนมุง้ ค่าเส้ือผา้ ชุดแต่งงาน
คา่ ใชจ้ ่ายในการเดินทางจากจงั หวดั ที่ตนอยมู่ าจงั หวดั ที่จะทาการสมรส
-46-
ค่าใช้จ่ายบางประเภท ศาลเคยตดั สินว่าเรียกไม่ได้ เช่น ค่าหมากพลู ค่าเล้ียงแขกในวนั
หม้นั 19 และค่าโต๊ะเกา้ อ้ีรับแขกในวนั หม้นั รวมท้งั คา่ เล้ียงพระ คา่ เล้ียงดูแขกในวนั สมรส20
กรณีที่จะเป็นความเสียหายตามมาตรา 1440 (2) พจิ ารณาไดด้ งั น้ี
1. ค่าใชจ้ ่ายในการเตรียมการสมรส
หมายถึง ค่าใช้จ่ายอนั จาเป็ น เพ่ือเตรียมการที่ชายหญิงจะได้อยู่กินเป็ นสามีภริยากัน
โดยตรง เช่น คา่ ใชจ้ ่ายในการซ้ือ เครื่องครัวเรือน ท่ีนอนหมอนมุง้ เป็นตน้
ส่วนค่าใชจ้ ่ายอย่างอ่ืน แมจ้ ะใชจ้ ่ายไปในการสมรส แต่ถา้ ไม่ใช่ส่ิงจาเป็นเพ่ือการท่ีชาย
หญิง จะอยู่กินเป็ นสามีภริยากนั แลว้ ก็ไม่ถือว่าเป็ นค่าใชจ้ ่ายในการเตรียมการสมรส และไม่ถือ
เป็ นสาระสาคัญของการหม้นั เช่น ค่าใช้จ่ายในพิธีหม้นั ค่าใช้จ่ายในการเล้ียงดู แขกในงาน ค่า
หมากพลูและขนมที่บรรจุอยใู่ นขนั หมาก ค่าพาหนะและค่าเล้ียงแขกในวนั หม้นั ค่าเล้ียงดูกนั ใน
วนั ทาพิธีแต่งงาน (ค่ากินเล้ียง) ค่าอาหารเล้ียงพระค่าผา้ รับไหวญ้ าติผูใ้ หญ่ฝ่ ายชายตามประเพณี
เป็ นตน้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 945/2491 ค่าใชจ้ ่ายท่ีเสียไปในการแตง่ งานไม่ถือวา่ เป็นค่าใชจ้ ่าย
ในการเตรียมการสมรส
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2512 ค่าใช้จ่ายในการเล้ียงดูกนั ในวนั ทาพิธีแต่งงานไม่ใช่
คา่ ใชจ้ ่ายในการเตรียมการสมรสอนั จะเรียกคา่ ทดแทนได้
ค่าเส้ือผา้ (ชุดแต่งงาน) เป็นคา่ ใชจ้ ่ายในการเตรียมการสมรส เรียกค่าทดแทนได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 2165/2538 ผา้ รับไหวไ้ ม่ใช่คา่ ใชจ้ ่ายในการเตรียมการสมรส
2. ตอ้ งเป็นคา่ ใชจ้ ่ายโดยสุจริตและตามสมควร
หมายถึง ตอ้ งเข้าใจโดยสุจริตว่าจะได้มีการสมรส หากทราบอยู่แล้วว่าอีกฝ่ ายหน่ึง
ปฏิเสธไม่ยอมทาการสมรส ยงั ขืนซ้ือขา้ วของเพ่ือเตรียมการสมรสอีก ดงั น้ี ถือว่าไม่สุจริตจะเรียก
ค่าทดแทนมิได้ การใชจ้ ่ายตอ้ งเป็นไปตามสมควรแก่ฐานานุรูปเพียงใดจะถือวา่ เป็นการสมควรน้นั
ตอ้ งพิจารณาเป็ นเร่ืองๆ ไป เพราะความสมควรแก่ ฐานานุรูปของแต่ละบุคคล ยอ่ มไม่เหมือนกนั
ฉะน้นั หากฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเตรียมการสมรสไปจนเกิดสมควรแก่ฐานานุรูปส่วนท่ีเกินสมควรไป
น้นั ยอ่ มนามาเรียกค่าทดแทนจากอีกฝ่ายหน่ึงมิได้
19คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 71/2493 ค่าหมากพลูและค่าขนมวนั หม้นั ค่ารถไปหม้นั และค่าเล้ียงแขกวนั ไป
หม้ัน ไม่เขา้ อยู่ในข้อหน่ึงขอ้ ใดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 ฟ้องขอ้ ใดท่ีจาเลยให้การ
ปฏิเสธ และโจทกไ์ มน่ าสืบ จะบงั คบั ใหไ้ ม่ไดใ้ หย้ กฟ้อง
20 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 90/2512 ค่าเล้ียงดูในวนั ทาพิธีแต่งงานไม่ใช่เป็ นค่าใชจ้ ่ายในการเตรียมการ
สมรสอนั จะเรียกคา่ ทดแทนกนั ได้ (เทียบฎีกาที่ 1166/2487)
-47-
3. ตอ้ งเป็นค่าทดแทนท่ีไดเ้ สียหายไปจริงเนื่องจากการเตรียมการสมรส
กรณีน้ีไม่ใช่จะเรียกค่าทดแทนได้เต็มจานวนที่ได้ใช้จ่ายเสมอไป เพราะการใช้จ่าย
เช่นน้นั อาจไม่เกิดความเสียหายหรือเสียหายนอ้ ยกวา่ จานวนที่ไดใ้ ชจ้ ่ายไปก็ได้ เช่น เม่ือหม้นั แลว้
ฝ่ ายหญิงได้ซ้ือเคร่ืองเรือน เคร่ืองครัวไปเป็ นเงิน 40,000 บาท ฝ่ ายชายผิดสัญญา ฝ่ ายหญิง จึง
นาเอาของเหล่าน้นั ไปขาย ไดเ้ งินมา 25,000 บาท ดงั น้ีฝ่ ายหญิงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนไดเ้ ฉพาะ
จานวนท่ีขาดทุนไป คือ 15,000 บาทจะเรียกเต็มจานวนท่ีได้ใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส คือ
40,000 บาทไม่ไดห้ รือตามตวั อยา่ งดงั กล่าวขา้ งตน้ หากฝ่ายหญิง นาเครื่องเรือน เคร่ืองครัวน้นั ขาย
คืนให้แก่ร้านท่ีซ้ือมาไดร้ าคาเต็ม จานวน40,000 บาท กรณีเช่นน้ี ก็ถือว่าฝ่ ายหญิงไม่ไดร้ ับความ
เสียหายแต่อยา่ งใด จึงไม่สามารถเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ได้
4. การเตรียมการสมรสท่ีเรียกคา่ ทดแทนไดต้ ามความในมาตรา 1440 (2)
การเตรียมการสมรสท่ีเรียกค่าทดแทนได้ตามความในมาตรา 1440 (2) น้ัน นอกจาก
ความเสียหายเนื่องจากการใชจ้ ่ายแลว้
ถา้ ความเสียหายน้ัน เกิดเพราะตอ้ งตกเป็ นลูกหน้ี เนื่องในการเตรียมการสมรส แมย้ งั
มิไดใ้ ชจ้ ่ายไปจริง กฎหมายก็ให้สิทธิท่ีจะเรียกค่าทดแทนได้ เพราะการตกเป็ นลูกหน้ีน้นั ตอ้ งรับ
ผดิ ในการชาระหน้ีอยแู่ ลว้
5. ผมู้ ีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามความมาตรา 1440 (2)
นอกจากตวั คู่หม้นั แลว้ ยงั รวมถึงบิดามารดา หรือบุคคลผูก้ ระทาการในฐานะเช่นบิดา
มารดาดว้ ย บุคคลผกู้ ระทาการในฐานะเช่น บิดา มารดา หมายความถึง ผปู้ กครอง หรือบุคคลอื่น
ซ่ึงกระทาการในฐานะ เช่น บิดา มารดา ในทางพฤตินยั แมจ้ ะไมใ่ ช่ผปู้ กครองตามกฎหมาย บุคคล
ดงั กล่าว เหล่าน้ี มีสิทธิท่ีจะเรียกค่าทดแทน ความเสียหาย ในการเตรียมการสมรส ในมาตรา 1440
(2) น้ีไดท้ ้งั สิ้น
3) ความเสียหายเนื่องจากการท่ีคู่หม้นั ไดจ้ ดั การทรัพยส์ ินหรือการอ่ืนอนั เกี่ยวแก่อาชีพ
หรือทางทามาหาไดข้ องตนไปโดยการสมรสดว้ ยการคาดหมายวา่ จะไดม้ ีการสมรส
กรณีน้ีจากัดเฉพาะกรณีชายหญิงคู่หม้นั ท่ีไดม้ ีการจดั การทรัพยส์ ินไปในทางเสียหาย
โดยคาดว่าจะไดม้ ีการสมรส เช่น หญิงคู่หม้นั ตอ้ งลาออกจากงานที่ทาอยเู่ พื่อมาเป็ นแม่บา้ นของ
ชาย แตต่ ่อมาชายไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกบั หญิง เช่นน้ี หญิงเรียกค่าทดแทนกรณีน้ีได้ หรือชาย
สอบบรรจุเป็นขา้ ราชการไดแ้ ละกาลงั จะบรรจุ แต่ตอ้ งสละสิทธิเพื่อท่ีจะสมรสกบั หญิงและยา้ ยไป
อยตู่ า่ งประเทศ ตอ่ มาหญิงไม่ยอมแต่งงานกบั ชาย ชายมีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนในลกั ษณะน้ีได้
-48-
2.6 การเลกิ สัญญาหม้ัน
การเลิกสัญญาหม้นั หรือการระงบั สิ้นไปแห่งสัญญาหม้นั เป็ นไปตามบทบญั ญตั ิมาตรา
1441 ถึงมาตรา 1446 โดยเหตแุ ห่งสิ้นสุดสญั ญาหม้นั 4 กรณีดงั น้ี
1. ชายหรือหญิงคู่หม้ันถึงแก่ความตายก่อนสมรส
มาตรา 1441 บญั ญัติว่า “ถา้ คู่หม้นั ฝ่ ายหน่ึงตายก่อนสมรส อีกฝ่ ายหน่ึงจะเรียกร้องค่า
ทดแทนมิได้ ส่วนของหม้นั หรือสินสอดน้นั ไม่วา่ ชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ ายหญิงไม่ตอ้ งคืน
ใหแ้ ก่ฝ่ายชาย”
การตายไม่ใช่เป็ นการผิดสัญญาหม้ัน หญิงหรือฝ่ ายหญิงไม่ต้องคืนของหม้ันหรือ
สินสอด แมค้ วามตายจะเกิดจากการฆ่าตวั ตายหรือถกู อีกฝ่ายจงใจฆา่ ตายกต็ าม
ความตายท่ีว่าน้ี หมายถึง ตายโดยธรรมชาติโดยไม่รวมถึงการสาบสูญ หากฝ่ ายใดถึง
แก่ความตายก่อนจะได้ทาการสมรส ถือว่าสัญญาหม้ันระงับลงโดยปริยาย อีกฝ่ ายหน่ึงเรียก
คา่ ทดแทนไม่ได้ และไม่ตอ้ งคานึงวา่ ความตายน้นั เกิดข้ึนจากความผดิ ของอีกฝ่ าย กรณีคู่หม้นั ฝ่าย
ท่ีมีชีวติ อยู่ จะเรียกค่าทดแทนไมไ่ ด้ (มาตรา 1441)
กรณี ชายหญิงคู่หม้ันตายพร้อมกัน เช่น หม้ันกันแล้วโดยสารเครื่องบินไปเท่ียว
ต่างประเทศ เคร่ืองบินตกท้งั คู่ ตายพร้อมกนั ตามบทสันนิษฐานของกฎหมาย เช่นน้ีฝ่ ายหญิงก็ไม่
ตอ้ งคนื ของหม้นั ใหแ้ ก่ฝ่ายชาย
สาหรับของหม้นั หรือสินสอดไม่ตอ้ งคืน เพราะมิใช่เป็นการผิดสัญญาหม้นั
ผลของการสิ้นสุดสัญญาหม้ัน ฝ่ ายหญิงไม่จาเป็นตอ้ งคืนของหม้นั หรือสินสอด ฝ่ ายชาย
ไม่มีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนการผิดสญั ญาหม้นั
2. คู่สัญญาหม้ันสองฝ่ ายตกลงเลกิ สัญญากนั โดยความยินยอม
กรณีเป็นไปตามหลกั ทว่ั ไปของการเลิกสัญญาโดยความยนิ ยอมท้งั สองฝ่ าย อาจตกลงเลิก
กนั ดว้ ยวาจาหรือทาเป็นหนงั สือก็ได้
หากตกลงเลิกสัญญาหม้นั แลว้ หญิงก็ตอ้ งคืนของหม้นั และสินสอดให้แก่ชาย ตามหลกั
เร่ืองการเลิกสัญญา และคู่หม้นั ไม่สามารถเรียกค่าทดแทนได้ กล่าวคือ ฝ่ ายหญิงตอ้ งคืนของหม้นั
และสินสอดให้แก่ฝ่ ายชาย เพราะ มาตรา 39121 ให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยจะเรียกค่า
21 มาตรา 391 บญั ญตั ิว่า “เม่ือค่สู ัญญาฝ่ ายหน่ึงไดใ้ ชส้ ิทธิเลิกสัญญาแลว้ คู่สัญญาแต่ละฝ่ ายจาตอ้ งให้อีก
ฝ่ ายหน่ึงไดก้ ลบั คืนสู่ฐานะดงั ที่เป็นอยเู่ ดิม แตท่ ้งั น้ีจะใหเ้ ป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบคุ คลภายนอกหาไดไ้ ม่
ส่วนเงินอนั จะตอ้ งใชค้ ืนในกรณีดงั กล่าวมาในวรรคตน้ น้นั ท่านให้บวกดอกเบ้ียเขา้ ดว้ ย คดิ ต้งั แต่เวลาที่
ไดร้ ับไว้
-49-
ทดแทนอะไรจากกนั ไม่ได้ กรณีผเู้ ยาวจ์ ะเลิกสัญญาหม้นั ไดโ้ ดยลาพงั เพราะเป็นเรื่องที่ตอ้ งทาเอง
เฉพาะตวั มาตรา 23 โดยไมต่ อ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากผแู้ ทนโดยชอบธรรมตาม มาตรา 21
3. คู่หม้นั บอกเลกิ สัญญาหม้ันอนั เน่ืองจากเกดิ เหตสุ าคญั แก่คู่หม้ันอกี ฝ่ ายหนง่ึ
เม่ือมีการหม้ันแล้ว ปรากฏว่าคู่หม้ันอีกฝ่ ายประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือเกิดความ
บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ทาใหไ้ ม่สมควรที่จะสมรสดว้ ย อีกฝ่ ายมีสิทธิบอกเลิกการหม้นั ได้
(แต่ไมม่ ีสิทธิเรียกค่าทดแทน) โดยนาเหตุหยา่ มาพิจารณาประกอบ โดยใชเ้ หตุเดียวกบั เหตุหยา่ ตาม
มาตรา 1516 ส่วนเหตอุ ่ืนนอกเหนือจากเหตุหยา่ กถ็ ือเป็นเหตุสาคญั ได้ เช่น คหู่ ม้นั ถูกศาลพิพากษา
ใหเ้ ป็นคนลม้ ละลาย หรือถูกศาลมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดใหจ้ าคุก เป็นตน้
โดยหลกั แลว้ ไมว่ า่ ฝ่ ายชายหรือหญิงเลิกสัญญาหม้นั เพราะเหตุสาคญั อนั เกิดจากหญิงหรือ
ชายคู่หม้นั ฝ่ายชายหรือหญิงจะเรียกคา่ ทดแทนจากกนั ไม่ได้ แต่หากเหตุท่ีเกิดแก่คู่หม้นั เป็นเพราะ
การกระทาชว่ั อย่างร้ายแรงของคู่หม้นั ฝ่ ายน้นั ตามมาตรา 1444 ยกเวน้ ไวว้ า่ คู่หม้นั ผกู้ ระทาชวั่ อยา่ ง
ร้ายแรงตอ้ งรับผิดใชค้ า่ ทดแทนเสมือนเป็นผผู้ ิดสญั ญาหม้นั
1) เหตุสาคัญอนั เกดิ แก่หญงิ
มาตรา 1442 บญั ญตั ิว่า “ในกรณีมีเหตุสาคญั อนั เกิดแก่หญิงคู่หม้นั ทาให้ชายไม่สมควร
สมรสกบั หญิงน้นั ชายมีสิทธิบอกเลิกสญั ญาหม้นั ไดแ้ ละใหห้ ญิงคืนของ หม้นั แก่ชาย”
เหตุสาคญั อนั เกิดแก่หญิงคู่หม้นั เช่น หญิงยินยอมให้ชายอื่นร่วมประเวณีในระหว่างการ
หม้นั หญิงวกิ ลจริตหรือไดร้ ับอนั ตรายสาหสั จนพกิ าร หรือเป็นโรคติดตอ่ อยา่ งร้ายแรง เป็นตน้
ผลคอื ชายเรียกของหม้นั คืนไดแ้ ละหญิงตอ้ งคนื ของหม้นั ใหแ้ ก่ชาย
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 640/2494 โจทกก์ บั จาเลยท่ี 2 ไดท้ าพธิ ีแต่งงานกนั ตามประเพณี แต่
จาเลยท่ี 2 ไมย่ อมร่วมหลบั นอนดว้ ย และแยกหอ้ งนอน โจทกเ์ ข้าไปจบั เอวจาเลยออกมาจากหอ้ งที่
จาเลยเคยนอน จาเลยเอาแจกนั ตีศีรษะโจทก์แต่เลือดไหลเยบ็ ถึง 7 เข็ม โจทกร์ ักษาพยาบาลอยู่ 15
วนั จึงหาย เม่ือโจทก์หายแล้วโจทก์ออกไปจากบ้านจาเลย ฝ่ ายจาเลยเชิญนายทะเบียนมาจด
ทะเบียนแต่โจทก์ไม่ยอมจดทะเบียน เช่นน้ี การที่จาเลยเจตนาทาร้ายร่างกายโจทก์จนบาดเจ็บ
เช่นน้ีเป็นเหตุสาคญั พอที่โจทกจ์ ะปฏิเสธการสมรสกบั จาเลยไดจ้ ึงมีสิทธิเรียกเงินหม้นั คืนจาก ล.
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 6385/2551 หญิงคูห่ ม้นั ปลุกชายคู่หม้นั ใหไ้ ปช่วยรถน้าขา้ วโพด แต่
ชายคูห่ ม้นั หลบเขา้ ไปในหอ้ งหญิงคหู่ ม้นั จึงใชม้ ีดงดั กลอนประตหู อ้ งและตบหนา้ ชายคู่หม้นั ยงั ไม่
ถือวา่ เป็นเหตสุ าคญั อนั เกิดแต่หญิงค่หู ม้นั
ส่วนที่เป็นการงานอนั ไดก้ ระทาให้และเป็นการยอมให้ใชท้ รัพยน์ ้นั การที่จะชดใชค้ ืน ท่านให้ทาไดด้ ว้ ย
ใชเ้ งินตามควรค่าแห่งการน้นั ๆ หรือถา้ ในสัญญามีกาหนดวา่ ใหใ้ ชเ้ งินตอบแทน กใ็ หใ้ ชต้ ามน้นั ”
-50-
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4628/2559 การที่หญิงคูห่ ม้นั สอบถามชายคู่หม้นั วา่ เกี่ยวขอ้ งกบั ยา
เสพติดหรือมีหญิงอื่นหรือไม่เป็นเพียงความสงสัยในฐานะคู่หม้นั ซ่ึงเม่ือสมรสกนั จะตอ้ งใชช้ ีวิตคู่
กนั ต่อไปไม่ใช่การกระทาชว่ั ร้ายแรงตอ่ ชายคู่หม้นั ดงั น้นั เมื่อชายคหู่ ม้นั บอกเลิกสญั ญาม่านโดยไม่
มีเหตุสาคญั อันเกิดแก่หญิงคู่หม้นั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1442 ท้ังหญิง
ค่หู ม้นั ไม่ไดก้ ระทาชวั่ อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1444 ชายคู่หม้นั จึงไม่มีสิทธ์ิเรียกใหห้ ญิงคหู่ ม้นั คืน
ของหม้นั แก่ชายคหู่ ม้นั
2) เหตสุ าคัญอนั เกดิ แก่ชาย
หญิงสามารถบอกเลิกสัญญาหม้นั ไดแ้ ละไม่ตอ้ งคืนของหม้นั แก่ชาย คอื เหตุทานองเดียวกบั
ท่ีเกิดแก่หญิงคู่หม้นั เช่น ชายตกเป็ นคนไร้สมรรถภาพทางเพศ ตกเป็ นคนวิกลจริต ตกเป็ นนักโทษ
และถูกจาคุก ชายคู่หม้นั เป็ นชูก้ บั ภริยาคนอ่ืน หรือไปข่มขืนหญิงอื่น เล้ียงโสเภณีไวใ้ นบา้ น ไดเ้ สีย
กบั หญิงรับใชใ้ นบา้ น ชายเป็นพวกรักร่วมเพศ (ชายรักชาย) เป็นตน้
แม้เหตุสาคัญอันเกิดแก่ชายคู่หม้นั เกิดข้ึนเพราะความผิดของหญิงคู่หม้ันเอง เช่น หญิง
คู่หม้นั ขบั รถยนตไ์ ปกบั ชายคู่หม้นั แต่ขบั รถโดยประมาทอย่างร้ายแรงรถยนตค์ ว่าชายคู่หม้นั ตาบอด
ท้งั สองขา้ งหญิงคู่หม้นั กย็ งั มีสิทธ์ิบอกเลิกสัญญาหม้นั กบั ชายคู่หม้นั ที่พิการน้ีได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1235/2506 ชายคู่หม้นั หมิ่นประมาทหญิงคู่หม้นั ซ่ึงเป็ นการร้ายแรง
ตามความหมายในเหตุหย่าย่อมเป็ นเหตุสาคญั อนั เกิดแก่ชายคู่หม้นั ซ่ึงหญิงคู่หม้นั จะไม่ยอมสมรส
กบั ชายน้นั โดยมิตอ้ งคืนของหม้นั ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3731/2533 การท่ีโจทก์ไดห้ ญิงรับใชใ้ นบา้ นเป็นภริยาเป็นเวลานาน
ถือไดว้ ่าโจทก์อุปการะเล้ียงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอยู่จึงมีเหตุสาคญั อนั เกิดแก่โจทก์ทาให้
จาเลยซ่ึงเป็ นคู่หม้นั ไม่สมควรสมรสดว้ ยจาเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญามนั่ ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งคืนของ
หม้นั ใหแ้ ก่โจทก์
4. กรณีทมี่ ีการหม้ันเป็ นพ้นวสิ ัย
กรณีที่มีการหม้ันเป็ นพน้ วิสัย เช่น ชายหญิงหม้ันกันแล้ว หญิงไม่สบายมาก แพทยล์ ง
ความเห็นว่าหญิงจะสมรสไม่ได้ หญิงจึงสมรสกบั ชายไม่ได้ เช่นน้ีถือวา่ หญิงปฏิเสธไม่ยอมสมรส
น้นั ไม่ไดเ้ ป็นเพราะผิดสัญญาหม้นั และไม่ถือว่ามีเหตุสาคญั เกิดแก่ที่ทาให้ชายไม่สมควรสมรสกบั
หญิง ฉะน้นั จึงเป็นเร่ืองการหม้นั เป็นพน้ วิสัย ตามมาตรา 219 สัญญาหม้นั สิ้นสุดลง แต่หญิงตอ้ งคืน
ของหม้นั
ผลของการสิ้นสุดสัญญาหม้นั ท่ีตกเป็นพน้ วสิ ยั คือ สัญญาหม้นั สิ้นสุดลง หญิงตอ้ งคืนใหแ้ ก่
ฝ่ ายชาย
-51-
ค่าทดแทนในการบอกเลกิ สัญญาหม้นั
1.ค่าทดแทนท่ีคู่หม้ันเรียกจากกันในกรณีบอกเลิกสัญญาหม้ันเพราะการกระทาช่ัวอย่าง
ร้ายแรงของคู่หม้นั
มาตรา 1444 “ถา้ เหตุอนั ทาให้คู่หม้นั บอกเลิกสัญญาหม้นั เป็ นเพราะการกระทาช่ัวอย่าง
ร้ายแรงของคู่หม้นั อีกฝ่ ายหน่ึงซ่ึงไดก้ ระทาภายหลงั การหม้นั คู่หม้นั ผูก้ ระทาช่ัวอย่างร้ายแรงน้ัน
ตอ้ งรับผดิ ใชค้ ่าทดแทนแก่ค่หู ม้นั ผใู้ ชส้ ิทธิ บอกเลิกสญั ญาหม้นั เสมือนเป็นผผู้ ดิ สัญญาหม้นั ”
หลกั เกณฑ์สาคัญ มาตรา 1444
1. กระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรง
2. ภายหลงั การหม้นั
3. รับผิดเสมือนเป็นผผู้ ิดสญั ญาหม้นั ตามมาตรา 1439 และมาตรา 1440
โดยหลกั การแลว้ คู่กรณีจะเรียกค่าทดแทนจากกนั ไม่ได้ แต่มีขอ้ ยกเวน้ ตามมาตรา 1444
เพื่อเปิ ดโอกาสให้ชายคู่หม้นั หรือหญิงคู่หม้นั มีสิทธ์ิเรียกค่าทดแทนกรณีเลิกสัญญาหม้นั ไดถ้ า้ การ
เลิกสญั ญาหม้นั น้นั เป็นเพราะการกระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรงของค่หู ม้นั ภายหลงั การหม้นั
การกระทาชว่ั อย่างร้ายแรง เช่น กระทาผิดอาญาร้ายแรง ฆ่าคนตาย ปลน้ ทรัพย์ เล่นการ
พนันเป็ นอาจิณ คา้ ยาเสพติด คา้ ขายสตรี คา้ มนุษย์ เสพเฮโรอีน เป็ นชูก้ บั ภริยาผอู้ ่ืน กระทาชาเรา
เพศเดียวกนั หรือกระทาชาเราต่อสัตว์ ทุบตีทาร้ายผูอ้ ่ืนจนบาดเจ็บสาหัส เป็ นตน้ แต่ถา้ หากเป็ น
กรณีการลกั ทรัพยเ์ ล็กนอ้ ยไมช่ ว่ั ร้ายแรง แต่การยงุ่ เก่ียวกบั สุรา นารี พาชี กีฬาบตั ร ชว่ั คร้ังชวั่ คราว
หรือโดยอธั ยาศยั ในการสมาคมน่าจะไม่ถือว่าเป็ นการกระทาชวั่ แต่การกระทาชว่ั ในกรณีมาตรา
น้ีจจะเป็นความผดิ ทางอาญาหรือไมก่ ็ได้ เช่น การท่ีหญิงคู่หม้นั สมคั รใจไปร่วมประเวณีกบั ชายอื่น
แมจ้ ะไมเ่ ป็นความผิดทางอาญากถ็ ือไดว้ า่ เป็นการกระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรงได้ เป็นตน้
แต่หากการกระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรงน้นั เกิดข้ึนก่อนทาสัญญาหม้นั จะเรียกค่าทดแทนไม่ได้
คู่สัญญาหม้นั มีสิทธิเพียงแต่บอกเลิกสัญญาหม้นั โดยอา้ งว่ามีเหตุสาคญั อนั เกิดแก่ชายคู่หม้นั หรือ
หญิงคู่หม้นั เท่าน้นั จะเรียกค่าทดแทนไมไ่ ดเ้ ช่นการหม้นั ชายคู่หม้นั คา้ กญั ชาภายหลงั หม้นั แลว้ ชาย
ค่หู ม้นั ถูกตารวจจบั ได้ เช่นน้ี ถือวา่ มีเหตสุ าคญั เกิดแก่ชายคู่หม้นั และเป็นการกระทาชวั่ ร้ายแรงแต่
เรียกค่าทดแทนไมไ่ ดเ้ พราะการกระทาน้นั เกิดก่อนการหม้นั
2. ค่าทดแทนจากชายอ่ืนหรือหญงิ อ่ืนท่ลี ่วงเกนิ หญิงคู่หม้นั หรือชายคู่หม้นั ทางประเวณี
2.1 การที่ชายอ่ืนหรือหญิงอื่นร่วมประเวณีกบั คู่หม้นั โดยค่หู ม้นั ยนิ ยอม
มาตรา 1445 บัญญัติว่า “ชายหรือหญิงคู่หม้ันอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซ่ึงได้ร่วม
ประเวณีกับคู่หม้ันของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหม้ัน เมื่อไดบ้ อกเลิกสัญญาหม้ันแลว้ ตาม
มาตรา 1442 หรือมาตรา 1443 แลว้ แต่กรณี”
-52-
การร่วมประเวณีตามกฎหมาย ตอ้ งหมายถึงการร่วมเพศทางธรรมชาติ คือ ทางช่อง
คลอด ถา้ เป็นทางอื่นไมถ่ ือวา่ เป็นการร่วมประเวณี และตอ้ งเป็นชายกบั หญิงเทา่ น้นั ไม่ใช่กรณีชาย
กบั ชายหรือกรณีหญิงกบั หญิง
คาวา่ ร่วมประเวณี ในกรณีน้ีหมายถึงคู่หม้นั ยนิ ยอม
หลกั เกณฑ์สาคญั มาตรา 1445
1. บุคคลอื่นร่วมประเวณีกบั คหู่ ม้นั (มิใช่แค่เพียงกอดจูบลูบคลา)
2. บุคคลอ่ืนน้ันรู้หรือควรรู้ว่าหญิงคู่หม้นั /ชายคู่หม้นั ไดห้ ม้นั แลว้ และรู้ดว้ ยว่าคู่หม้นั
เป็ นใคร
3. ชายคู่หม้นั หรือหญิงคู่หม้นั ได้บอกเลิกสัญญาหม้นั แลว้ (มาตรา1442 หรือ มาตรา
1443 แลว้ แต่กรณี)
การที่ชายหญิงไดห้ ม้นั ย่อมเป็นสัญญาณวา่ ตนเองไดเ้ ลือกคู่ครองแลว้ จะใชช้ ีวิตเยี่ยงคน
โสดมิได้ การที่ค่หู ม้นั ยงั มีความสมั พนั ธก์ บั บุคคลอ่ืนในทางประเวณีอีกย่อมมีลกั ษณะอนั ถือไดว้ า่
เป็นการกระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรง ชายหรือหญิงค่หู ม้นั อาจบอกเลิกสัญญาหม้นั เพราะเหตุดงั กล่าวได้
นอกจากน้ีกฎหมายยงั ให้สิทธิชายหรือหญิงคู่หม้นั มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผูซ้ ่ึงไดร้ ่วมประเวณี
กบั คู่หม้นั ของตน แตผ่ ูน้ ้นั ตอ้ งเป็นผทู้ ่ีรู้หรือควรจะรู้วา่ บคุ คลท่ีตนร่วมประเวณีดว้ ยเป็นคูห่ ม้นั ของ
บุคคลอ่ืน และชายหรือหญิงคู่หม้นั จะตอ้ งบอกเลิกสญั ญาหม้นั กบั คู่หม้นั ของตนดว้ ย
ข้อสังเกต
ก. กรณีหญิงคู่หม้นั ร่วมประเวณีกบั ชายอื่น นอกจากชายคู่หม้นั จะมีสิทธิเรียกคา่ ทดแทน
จากชายอ่ืนไดแ้ ลว้ อาจเรียกค่าทดแทนจากหญิงคู่หม้นั ไดโ้ ดยอา้ งเหตุว่าเป็ น การกระทาชว่ั อย่าง
ร้ายแรง มาตรา 1444
ข. หญิงคู่หม้นั เพียงแต่ยินยอมใหก้ อดจูบลูบคลายงั ไม่ถึงข้นั ให้ร่วมประเวณี ชายคู่หม้นั
จะเรียกค่าทดแทนจากชายอ่ืนไม่ได้ แต่อาจเรียกค่าทดแทนจากหญิงคู่หม้นั ได้ โดยถือว่าเป็ นการ
กระทาชว่ั อยา่ งร้ายแรง
การร่วมประเวณี น้นั ตอ้ งเป็นการเอาของลบั ชายสอดเขา้ ไปในช่องคลอดของหญิงไม่วา่
มากหรือนอ้ ยและจะสาเร็จความใคร่หรือไม่ก็ไดแ้ ต่ไม่หมายรวมถึง การร่วมเพศระหว่างชายกบั
ชายหรือหญิงกบั หญิง
การรู้หรือควรจะรู้ถึงการหม้นั หมายถึง ในเมื่อก่อนหรือขณะร่วมประเวณีเท่าน้ัน ถา้
ร่วมประเวณีแลว้ มารู้ภายหลงั ถึงการหม้นั ไมอ่ าจเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1445 ได้
การร่วมประเวณีโดยไม่รู้สึกผิดชอบ เช่น ถูกวางยาสลบ จะเรียกค่าทดแทนตามมาตรา
1445 น้ี ไม่ได้
-53-
2.2 กรณีที่บคุ คลอ่ืนข่มขืนหรือพยายามขม่ ขืนกระทาชาเราหญิงคหู่ ม้นั หรือชายคหู่ ม้นั
มาตรา 1446 บญั ญัติว่า “ชายหรือหญิงคู่หม้นั อาจเรียกค่าทดแทนจากผูซ้ ่ึงได้ข่มขืน
กระทาชาเรา หรือพยายามข่มขืนกระทาชาเราคู่หม้นั ของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหม้นั น้นั ได้
โดยไมจ่ าตอ้ งบอกเลิกสญั ญา”
หลกั เกณฑ์สาคัญ มาตรา 1446
1. ผอู้ ื่นขม่ ขนื กระทาชาเราหรือพยายามข่มขนื กระทาชาเราคู่หม้นั ของตน
2. ผูอ้ ื่นรู้หรือควรจะรู้ว่าชาย/หญิงน้ันไดห้ ม้นั แลว้ คือรู้หรือควรจะรู้ว่าชายหรือหญิง
คหู่ ม้นั ไดห้ ม้นั แลว้ แต่ไม่จาตอ้ งรู้วา่ คหู่ ม้นั เป็นใคร
3. โดยไม่จาตอ้ งบอกเลิกสญั ญาหม้นั (คือจะบอกเลิกสัญญาหม้นั หรือไมก่ ็ได)้
บทบญั ญตั ิมาตรา 1445 น้ีเป็ นการคุม้ ครองสิทธิของชายและหญิงคู่หม้นั ไม่ให้ผูอ้ ่ืนมา
ลว่ งเกินคู่หม้นั ในทางประเวณี โดยข่มขืนกระทาชาเราหรือพยายามข่มขืนกระทาชาเราคู่หม้นั โดย
รู้หรือควรจะรู้ถึงการหม้นั ชายหรือหญิงคู่หม้นั มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผอู้ ่ืนไดโ้ ดยไม่ตอ้ งบอก
เลิกสัญญาหม้นั
การรู้ว่าชายหรือหญิงน้นั มีคู่หม้นั น้นั ไม่จาตอ้ งรู้วา่ ค่หู ม้นั เป็นใคร กถ็ ือวา่ เป็นการละเมิด
สิทธิของคู่หม้นั แลว้ ถา้ เพียงแต่ทาอนาจารเท่าน้ันยงั ไม่ถึงข้นั พยายามข่มขืนหรือข่มขืนกระทา
ชาเราชายคู่หม้นั จะเรียกคา่ ทดแทนไมไ่ ด้
การที่คู่หม้นั ถูกข่มขืนกระทาชาเรา มิได้เป็ นเหตุอนั เกิดจากความสมคั รใจของคู่หม้นั
ดงั น้นั จึงนบั ไม่ใช่เหตุกระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรงของคู่หม้นั แต่อาจนบั เป็นเหตสุ าคญั อนั เกิดแก่คู่หม้นั
ได้ ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ว่าฝ่ายผถู้ กู ขม่ ขืนกระทาชาเราเป็นฝ่ ายใด หากเป็นฝ่ ายชายอาจไม่เป็นเรื่องสาคญั
เท่ากบั ฝ่ ายหญิง กฎหมายให้สิทธิชายหรือหญิงคู่หม้นั มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผูท้ ่ีข่มขืนกระทา
ชาเราหรือพยายามขม่ ขืนกระทาชาเราคู่หม้นั ของตนได้ โดยชายหรือหญิงคู่หม้นั ไม่จาตอ้ งบอกเลิก
สัญญาหม้นั แต่ผกู้ ระทาตอ้ งรู้หรือควรจะรู้วา่ ชายหรือหญิงน้นั เป็นคู่หม้นั ของบุคคลอ่ืน
ข้อสังเกต
การเรียกค่าทดแทนจากบุคคลอ่ืนท่ีมาล่วงเกินคู่หม้นั ทางประเวณีตามมาตรา 1445 และ
1446 หมายความเฉพาะเพศตรงขา้ มกบั ชายหรือหญิงคู่หม้นั เท่าน้นั (แสดงวา่ ไม่ถือตามประมวล
กฎหมายอาญา) เพราะมาตรา1445 และมาตรา 1446 ไดป้ ระกาศใช้บงั คบั ก่อนประมวลกฎหมาย
อาญา จึงไมน่ ่าจะนาความหมายน้ีมาใชก้ บั ทางแพ่งได้ คือ ตอ้ งเป็นการกระทาต่อบุคคลต่างเพศ ซ่ึง
อาจจะเป็นหญิงอ่ืนกระทาชาเราชายคู่หม้นั กไ็ ด้
-54-
2.7 อายคุ วาม
มาตรา 1447 บญั ญตั ิว่า “ค่าทดแทนอนั จะพึงชดใชแ้ ก่กนั ตามหมวดน้ีใหศ้ าลวินิจฉยั ตาม
ควรแก่พฤติการณ์
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดน้ีนอกจากค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ไม่อาจ
โอนกนั ได้และไม่ตกทอดไปถึงทายาท เวน้ แต่สิทธิน้ันจะได้รับสภาพกันไวเ้ ป็ นหนังสือ หรือ
ผเู้ สียหายไดเ้ ร่ิมฟ้องคดีตามสิทธิน้นั แลว้ ”
จากบทบัญญัติดังกล่าว การกาหนดค่าทดแทนน้ัน ศาลเป็ นผูก้ าหนดตามจานวนท่ี
เห็นสมควร โดยคานึงถึงพฤติการณ์ สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดน้ีหมายความว่าสิทธิเรียก
ค่าทดแทนในเร่ืองการหม้ันท้ังหมดยกเวน้ สิทธิเรียกค่าทดแทน ความเสียหายเนื่องในการ
เตรียมการสมรสตามมาตรา 1440 (2) เป็นสิทธิเฉพาะตวั คู่สัญญาหม้นั ผทู้ รงสิทธิไมอ่ าจมีการโอน
สิทธิเรียกร้อง ค่าทดแทนน้ีให้แก่ผูอ้ ่ืนไดแ้ ละหากคู่สัญญาหม้นั ผทู้ รงสิทธิถึงแก่ความตายไปแลว้
สิทธิดังกล่าวไม่ตกเป็ นมรดกตกทอดไปยงั ทายาท เวน้ แต่สิทธิน้ันจะมีการรับสภาพกันไวเ้ ป็ น
หนงั สือหรือผูเ้ สียหายไดเ้ ริ่มฟ้องคดีตามสิทธิน้นั แลว้ เช่นหญิงผดิ สัญญาหม้นั ไม่ยอมสมรสกบั ชาย
ชายมีสิทธิที่จะเรียกร้องใหห้ ญิงชดใชค้ ่าทดแทนความเสียหายต่อช่ือเสียงของตนตามมาตรา 1440
(1) ชายจะโอนสิทธ์ิเรียกร้องไปให้นายดาเพื่อไปฟ้องหญิงไม่ได้ เพราะสิทธ์ิเรียกร้องดงั กล่าวเป็ น
สิ ทธ์ ิเฉพาะตวั
ในเร่ืองอายุความการใช้สิทธเิ รียกค่าทดแทนต้องแยกเป็ นกรณีไป
มาตรา 1447/1 บญั ญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1439 ให้มีอายุความหก
เดือนนบั แตว่ นั ที่ผิดสัญญาหม้นั
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1444 ใหม้ ีอายุความหกเดือนนบั แต่วนั รู้หรือควรรู้ถึง
การกระทาชวั่ อย่างร้ายแรงอนั เป็นเหตุให้บอกเลิกสัญญาหม้นั แต่ตอ้ งไม่เกินห้าปี นบั แต่วนั กระทา
การดงั กล่าว
สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1445 และมาตรา 1446 ให้มีอายคุ วามหกเดือนนบั แต่
วนั ท่ีชายหรือหญิงคู่หม้นั รู้หรือควรรู้ถึงการกระทาของผูอ้ ื่นอนั จะเป็ นเหตุให้เรียกค่าทดแทนและ
รู้ตวั ผจู้ ะพงึ ใชค้ า่ ทดแทนน้นั แตต่ อ้ งไมเ่ กินหา้ ปี นบั แตว่ นั ท่ีผอู้ ื่นน้นั ไดก้ ระทาการดงั กลา่ ว”
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1447/1 น้นั กล่าวถึงอายุความการใชส้ ิทธิเรียกค่าทดแทนโดยตอ้ ง
แยกเป็น 3 กรณี
1. ผิดสัญญาหม้นั มีอายุความ 6 เดือนนบั แต่วนั ผิดสัญญาหม้นั โดยไม่จาเป็ นพิเคราะห์ว่า
เขาไดร้ ู้ถึงการผิดสัญญาหม้นั หรือไม่
-55-
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543 โจทก์จาเลยกาหนดจัดพิธีสมรสกันในวนั ที่ 11
พฤศจิกายน 2537 แต่พอถึงเวลาดังกล่าวไม่มีการจัดพิธีสมรสแต่โจทก์และจาเลยก็ยงั มีความ
ประสงคท์ ่ีจะสมรสกนั อยู่เพียงแต่มีการเลื่อนไปโดยท้งั สองยงั มีความสัมพนั ธ์กนั ดว้ ยดีตลอดมา
ในช่วงน้ันยงั ถือไม่ได้ว่าจาเลยผิดสัญญาหม้นั แต่ต่อมาวนั ท่ี 19 พฤศจิกายน 2539 จาเลยจดั พิธี
สมรสกบั น. ตอ้ งถือวา่ จาเลยผดิ สญั ญาหม้นั กบั โจทกน์ บั แต่วนั ดงั กล่าวเม่ือนบั ถึงวนั ฟ้องเป็นเวลา
ไม่เกิน 6 เดือนฟ้องโจทกจ์ ึงไม่ขาดอายคุ วาม
2. กรณีค่าทดแทนเพราะเหตุกระทาชว่ั อย่างร้ายแรงมีอายคุ วาม 6 เดือนนบั แต่วนั ที่รู้ หรือ
ควรรู้ถึงเหตุดงั กลา่ ว หรือ 5 ปี นบั แตว่ นั กระทาชวั่ อยา่ งร้ายแรง
เช่น ชายโดนจบั ฐานคา้ ยาเสพติด หากการการทาชว่ั อยา่ งร้ายแรงมีหลายกรรม หลายวาระ
หลายเหตุ ก็ตอ้ งดูเป็นเหตๆุ ไป เหตใุ ดเกิน 6 เดือนกไ็ ม่สามารถนามาเรียกค่าทดแทนได้
3. สิทธิเรียกค่าทดแทนจากผูอ้ ื่นมีอายุความ 6 เดือนนบั แต่วนั ท่ีรู้หรือควรรู้ถึงการกระทา
ของชายหรือหญิงคู่หม้นั หรือผูท้ ี่กระทาชาเราหรือพยายามกระทาชาเราหรือ 5 ปี นับแต่วนั ท่ีการ
กระทาดงั กล่าวเกิดข้ึน
ตารางที่ 2.2 ตารางสิทธเิ รียกร้องค่าทดแทน (มาตรา1447/1)
เรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา กาหนดอายคุ วาม นับแต่
มาตรา 1439 6 เดือน
มาตรา1444 6 เดือน วนั ท่ีผิดสัญญาหม้นั
วนั รู้หรือควรรู้ถึงการกระทาชั่ว
มาตรา1445, มาตรา 1446 6 เดือน อย่างร้ายแรงแต่ต้องไม่เกิน 5 ปี
นบั แต่วนั กระทาการดงั กลา่ ว
วนั ท่ีชายหรือหญิงคู่หม้ันรู้หรือ
ควรรู้ถึงการกระทาของผูอ้ ่ืนอัน
จะเป็นเหตุใหเ้ รียกร้องค่าทดแทน
รู้ตวั ผูจ้ ะพึงใช้ค่าทดแทนน้ัน แต่
ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันท่ีได้
กระทาการดงั กล่าว
อายคุ วามในการเรียกคืนของหม้ัน
1. ต้องฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่วนั ผิดสัญญาหม้ัน (มาตรา 1439) โดยไม่จาเป็ นต้อง
พเิ คราะห์วา่ ไดร้ ู้ หรือควรรู้การผดิ สญั ญาหม้นั เม่ือใด มาตรา 1447/2 วรรค 1
-56-
2. ถา้ มีการบอกเลิกสัญญาหม้นั ก็ตอ้ งมีการฟ้องเรียกของหม้นั คืน(ม.1442)ภายใน 6 เดือน
นบั แต่วนั บอกเลิก มาตรา 1447/2 วรรค 2
การบอกเลิกสัญญาหม้นั เป็นสิทธิเฉพาะตวั ของคหู่ ม้นั หากมีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาหม้นั
แต่เกิดตายเสียก่อนแลว้ บิดามารดาก็ไม่สามารถบอกเลิกสัญญาหม้นั แทนได้ การบอกเลิกสัญญา
หม้นั โดยมีเหตอุ า้ งไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายยอ่ มไมเ่ ป็นการผดิ สัญญาหม้นั
เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาหม้นั ก็เริ่มนบั อายุความเรียกร้องค่าทดแทนการเรียกคืนของหม้นั
ตอ้ งเรียกคนื ภายใน 6 เดือน นบั แต่การบอกเลิกสญั ญาหม้นั ตามมาตรา 1447/2 ว.2.
ตารางที่ 2.3 ตารางสิทธเิ รียกคืนของหม้ัน (มารตรา 1447/2)
เรียกของหม้ันคืนตามมาตรา กาหนดอายคุ วาม นบั แต่
มาตรา 1439 6 เดือน วนั ที่ผดิ สญั ญาหม้นั
มาตรา 1442 6 เดือน วนั บอกเลิกสัญญาหม้นั
ส่วนอายุความฟ้องเรียกสินสอดคืนไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิไวโ้ ดยเฉพาะจึงตอ้ งใช้อายุ
ความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30
บทสรุป
การสมรสไม่จาต้องมีการหม้ันเสมอไปทุกคร้ัง การหม้ันจึงเป็ นเรื่องการทาสัญญา
ระหวา่ งฝ่ายชายและหญิงเพ่ือตกลง วา่ จะสมรสกนั แต่เป็นสัญญาที่แตกต่างจากสัญญาโดยทว่ั ไป
คือ เม่ือมีการผิดสัญญาหม้ันโดยฝ่ ายหน่ึงไม่ยอมสมรสด้วย อีกฝ่ ายหน่ึงจะถือเป็ นเหตุไป
ฟ้องร้องต่อศาลบงั คบั ให้ฝ่ ายที่ผิดสัญญาตอ้ งทา การสมรสดว้ ยไม่ได้ จะทาไดก้ ็แต่เพียงให้ฝ่ายที่
ผดิ สญั ญารับผดิ ใช้ค่าทดแทนเท่าน้นั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยว์ ่าดว้ ยครอบครัวได้
กาหนดเง่ือนไขเก่ียวกบั การหม้นั โดยสรุปไดว้ ่า ชายและหญิงจะทาการหม้นั ไดต้ อ้ งมีอายุ 17 ปี
บริบูรณ์ ถา้ ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงหรือท้งั สองฝ่ ายมีอายุต่ากว่า 17 ปี บริบูรณ์ สัญญาหม้นั น้ันใช้ไม่ได้
ถา้ ชายและหญิง เป็ นผูบ้ รรลุนิติภาวะ คือ อายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ สามารถทาการหม้นั ได้ด้วย
ตนเอง ถา้ ฝ่ ายหน่ึงฝ่ ายใดหรือท้งั สองฝ่ ายยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ จะตอ้ งไดร้ ับคายินยอมจากบิดา
และมารดาหรือผปู้ กครองของชายและหญิงดว้ ย ในการหม้นั ฝ่ ายชายจะตอ้ งใหท้ รัพยส์ ินไมว่ ่าจะ
เป็ นเงิน ทอง หรือแหวนเพชรแก่ฝ่ ายหญิง ซ่ึงเรียกว่า ของหม้นั มิฉะน้ันจะถือว่าการหม้นั น้ีไม่
ถูกตอ้ ง นอกจากน้ีฝ่ ายชายยงั อาจให้ทรัพยส์ ินแก่พ่อแม่ของหญิงคู่หม้นั โดยถือว่าทรัพยส์ ินน้ี
เป็นสินสอด หากตอ่ มาภายหลงั ฝ่ายหญิง คู่หม้นั ไม่ยอมสมรสกบั ชายคู่หม้นั ก็จะตอ้ งคืนสินสอด
และของหม้นั ใหก้ บั ฝ่ายชายคหู่ ม้นั ดว้ ย
-57-
คาถามท้ายบท
1. นายหมอกอายุ 22 ปี ทาการหม้นั กับนางสาวขวญั อายุ 20 ปี ดว้ ยแหวนเพชร 1 วง
โดยไม่ไดร้ ับความยินยอมชอบจากบิดามารดาของท้งั สองฝ่ าย เม่ือหม้นั กนั แลว้ นายหมอกได้
ร่วมประเวณีกบั นางสาวขวญั จนนางสาวขวญั ต้งั ครรภ์ นายหมอกรู้จึงบงั คบั จบั ตวั ให้นางสาว
ขวญั ไปทาแทง้ แต่นางสาวขวญั กลวั จึงหนีไปไดแ้ ละไม่ยอมไปทาแทง้ และไม่ตอ้ งการสมรสกบั
นายหมอกอีกดงั น้ี ให้วินิจฉัยวา่ สัญญาหม้นั มีผลอยา่ งไร นางสาวขวญั บอกเลิกสัญญาหม้นั ได้
และมีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนจากนายหมอกไดห้ รือไม่ แหวนเพชรตกเป็นของใคร เพราะเหตใุ ด
2. นายเอ้ นายพที และนางสาวโบว์ อายุ 21 ปี นายเอช้ อบพออยกู่ บั นายพีทอยกู่ ่อนแลว้
แต่พ่อแม่ของนายเออ้ ยากให้นายเอแ้ ต่งงานกบั นางสาวโบว์และนายเอก้ ็ยินยอมในวนั ท่ีหม้นั
หมายดว้ ย นายเอไ้ ดท้ าการหม้นั นางสาวโบวด์ ว้ ยแหวนเพชร 1 วง เป็นของหม้นั และให้สินสอด
1 ล้านบาทแก่บิดามารดาของนางสาวโบว์ ต่อมานายเอ้แอบไปมีความสัมพันธ์กับนายพีท
นางสาวโบวร์ ู้ว่านายเอเ้ ป็ นเกยแ์ ละไปมีความสัมพนั ธ์ทางเพศกับนายพีทเป็ นคนรักของนายเอ้
นางสาวโบว์ จึงไม่ตอ้ งการสมรสกบั นายเออ้ ีกต่อไป
ใหว้ นิ ิจฉยั วา่ สัญญาหม้นั มีผลสมบูรณ์หรือไม่ นายเอแ้ ละนางสาวโบว์ มีสิทธิเรียกร้อง
ตามกฎหมายไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด
3. นายสมคิดทาสัญญาหม้นั น.ส.รัตนา ด้วยแหวนเพชร 1 วง ในวนั หม้นั ต่อมานาย
กนกซ่ึงเคยอยู่กินกับ น.ส.รัตนา แต่นายสมคิดไม่ทราบ ไดม้ าขอความช่วยเหลือเพราะเป็ นหน้ี
การพนนั นายกนกกบั น.ส.รัตนาจึงไดร้ ่วมมือกนั วางแผนและลงมือไปขโมยเงินในตูบ้ ริจาคและ
พระพุทธรูปในวดั ราชมณฑปไปขาย จนถูกตารวจจบั ได้และดาเนินคดีตามกฎหมาย เม่ือนาย
สมคดิ ทราบก็คิดวา่ วา่ น.ส.รัตนาไมเ่ หมาะที่จะมีครอบครัวดว้ ย เช่นน้ี
นายสมคิดจะไม่จดทะเบียนสมรสกบั น.ส.รัตนาไดห้ รือไม่ และฟ้องเรียกค่าทดแทน
จาก น.ส.รัตนา และนายกนกไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด จงอธิบาย
4. นายรามอายุ 25 ปี ทาการหม้นั กับนางสาวกระถินอายุ 21 ปี ด้วยทองคาหนัก 10
บาทและนายรามมอบใหน้ างสาวกระถินแลว้ นายวฒั น้นั เป็นเป็นเพื่อนสนิทของนายรามรู้จกั กนั
มาต้งั แต่เด็ก ภายหลงั การหม้นั แลว้ นางสาวกระถินชอบไปเที่ยวเตร่กบั นายวฒั ที่ร้านไมห้ มอน
อยู่บ่อยคร้ังจนมีความสัมพนั ธ์ทางเพศที่โรงแรมอมรา ซ่ึงนายเล็กเพ่ือนของนายรามซ่ึงเป็ น
ผจู้ ดั การโรงแรมเห็นเหตุการณ์และถ่ายรูปไวว้ า่ นายวฒั และนางสาวกระถินมาพกั คา้ งคืนดว้ ยกนั
บ่อยคร้ัง ต่อมานายเล็กไดน้ าหลกั ฐานดงั กล่าวให้นายรามดูซ่ึงนายรามโกรธมาก โดยตดั พอ้ ว่า
“ทาไมเพื่อนรักเขาเราทากับเราแบบน้ี” นายรามต้องการฟ้องเรียกของหม้นั และฟ้องเรียกค่า
ทดแทนจากนายวฒั และนางกระถิน ส่วนนางสาวกระถินก็อา้ งวา่ ตนเองไปไดไ้ ปซ้ือเตียงนอนท่ี
-58-
โฮมโปรมาราคา 20,000 บาทจึงตอ้ งการเรียกร้องเงินท่ีไดใ้ ชจ้ ่ายไปในซ้ือเตียงนอนเพ่ือใชใ้ นการ
สมรสในอนาคต
เช่นน้ี นายรามตอ้ งการฟ้องเรียกทองคาและฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนายวฒั และนาง
กระถิน และขอ้ กลา่ วอา้ งของนางสาวกระถินที่วา่ ตนเองไปไดไ้ ปซ้ือเตียงนอนท่ีโฮมโปรมาราคา
20,000 จึงตอ้ งการเรียกร้องเงิน 20,000 บาท ฟังข้ึนหรือไม่ อยา่ งไร
5. นายหล่อชอบพอกบั นางสาวสวย นาแหวนเพชร 1 วง และทองคาหนกั 10 บาทเป็น
ของหม้นั ในวนั หม้นั ภายหลงั การหม้นั แลว้ นายหล่อมกั ไปเสพเฮโรอีนจนติด และมกั ทาร้าย
ร่างกายนางสาวสวยจนบาดเจ็บสาหัส เพราะไม่พอใจนางสาวสวยท่ีชอบหาเรื่องทะเลาะเบาะ
แวง้ และดุด่าตนเอง นายสาวสวยจับได้ว่านายหล่อมีพฤติกรรมดังกล่าว นางสาวสวยจึงไม่
ตอ้ งการสมรสกบั นายหล่ออีกตอ่ ไป
ให้วินิจฉัยว่า สัญญาหม้ันมีผลสมบูรณ์หรือไม่ นางสาวสวยมีสิทธิเรียกร้องตาม
กฎหมายไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
6. นายซนั หนุ่มหนา้ ตาดีและนางสาวมะลิสาวหนา้ ตาสวย ท้งั คบู่ รรลุนิติภาวะแลว้ โดย
ท้งั สองคนรักใคร่ชอบพอกนั นายซันจึงทาการหม้นั กบั นางสาวขวญั ด้วยแหวนเพชร 1 วง แต่
นายซันไม่มีเงินค่าสินสอดจึงไดท้ าสัญญากูย้ ืมเงินจานวน 1 ลา้ นบาทมอบให้ไวแ้ ก่บิดามารดา
ของนางสาวมะลิ ต่อมาหลงั จากหม้นั แลว้ นายซันมกั ชอบไปเที่ยวสถานบนั เทิงและไดถ้ ูกหญิง
สาวจานวน 6 คนพาตวั ไปข่มขืนกระทาชาเรา โดยนายซันร้องขอว่า “ผมมีคู่หม้นั แลว้ อย่าทา
อะไรผมเลย...” เมื่อนางสาวมะลิทราบจึงตกใจมากและเป็นห่วงนายซนั คหู่ ม้นั ของตน ดงั น้ี
ให้วนิ ิจฉยั วา่ สัญญาหม้นั มีผลอยา่ งไร แหวนเพชรตกเป็นของใคร สัญญากนู้ ้นั มีผลใช้
บงั คบั ไดห้ รือไม่ นางสาวมะลิมีเรียกร้องทางกฎหมายอยา่ งไร จากใครบา้ ง เพราะเหตุใด
7. นายเขมชาติและนางสาวหนูเล็กเป็ นบุคคลบรรลุนิติภาวะ โดยท้ังสองคนรักใคร่
ชอบพอกนั นายเขมชาติจึงทาการหม้นั กบั นางสาวขวญั ดว้ ยทองคาหนกั 10 บาทแต่ไดม้ อบไวใ้ ห้
นางสาวหนูเลก็ ในวนั หม้นั 5 บาท ส่วนอีก 5 บาทจะนามามอบให้ภายหลงั นายเขมชาติไม่มีเงิน
ค่าสินสอดจึงไดท้ าสัญญากูย้ ืมเงิน 1 แสนบาทโดยมอบใหไ้ วแ้ ก่บิดามารดาของนางสาวหนูเล็ก
โดยก่อนมีการหม้นั นายเขมชาติไปฆ่าคนตาย และหลงั การหม้นั นายเขมชาติกาลงั อยู่ระหว่าง
ประกันตัวต่อสู้คดีอาญาฆ่าคนตาย เม่ือนางสาวหนูเล็กทราบหลงั จากหม้ันจึงตกใจมากและ
ตอ้ งการบอกเลิกสญั ญาหม้นั กบั นายเขมชาติ ดงั น้ี
ใหว้ นิ ิจฉยั วา่ สัญญาหม้นั มีผลอยา่ งไร ทรัพยส์ ินดงั กลา่ วตกเป็นของใคร สญั ญากูน้ ้นั มี
ผลใช้บงั คบั ไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด และนางสาวหนูเล็กบอกเลิกสัญญาหม้นั และมีสิทธิเรียก
คา่ ทดแทนจากนายเขมชาติไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด
-59-
เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวบิ ลู ย.์ (2552). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 4). กรุงเทพฯ : วิญญชู น.
ไพโรจน์ กมั พูศิริ. (2551). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ไพโรจน์ กมั พูศิริและรัศฎา เอกบตุ ร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ เรียง
มาตรา ว่าด้วยครอบครัว บรรพ 5 มาตรา 1435-1598/41. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พเ์ ดือนตลุ า. .
_______. (2556). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว (พมิ พ์
คร้ังท่ี 8). กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์
วญิ ญูชน.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พมิ พค์ ร้ังที่ 22). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
รัศฎา เอกบตุ ร. (2551). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ ร้ังท่ี 2). กรุงเทพฯ :วญิ ญูชน.
__________. (2555). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบตุ ร. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
สมชยั ฑีฆาอตุ มากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
สะอาด นาวเี จริญ. (2517). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: นิติบรรณการ.
-60-
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 3
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทที่ 3 การสมรส
ผู้เขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ ูวเดช วงศเ์ คี่ยม
จดุ ประสงค์
1. ผเู้ รียนอธิบายความหมายของการสมรสอยา่ งถูกตอ้ ง
2. ผเู้ รียนอธิบายองคป์ ระกอบของการสมรสดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเงื่อนไขของการสมรสไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กลา่ วถึง ความหมายของการสมรส องคป์ ระกอบของการสมรส เง่ือนไข
ของการสมรส แบบแห่งการสมรส การสมรสในต่างประเทศ และการสมรสในพฤติการณ์พเิ ศษ
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 3 การสมรส
2. ซกั ถามผเู้ รียนเก่ียวกบั การสมรส เงื่อนไขของการสมรส
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งกรณีเง่ือนไขของการสมรสได้
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
ส่ือการสอน
1. เอกสารคาสอนบทท่ี 3 การสมรส
2. Microsoft Power Point
3. การเขียน Mapping ตวั อยา่ ง
การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
-62-
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผูเ้ รียนใช้เวลานอกช้ันเรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1448 ถึงมาตรา
1460 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาที่เก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองเงื่อนไขของการสมรส และศึกษาถึงการ
จดทะเบียนสมรสกบั ชาวตา่ งชาติภายใตก้ ฎหมายไทย
-63-
บทท่ี 3
การสมรส
การสมรสเป็ นการที่ชายหญิงตกลงปลงใจที่จะใชช้ ีวิตคู่กนั อย่รู ่วมกนั ฉนั สามีภริยากันโดย
ตามกฎหมายกาหนดวา่ การสมรสตอ้ งมีการจดทะเบียนสมรสกนั จึงจะมีผลตามกฎหมาย ถา้ ไม่มีการ
จดทะเบียนสมรส แมจ้ ะมีการจดั พิธีงานมงคลสมรสใหญ่โตเพียงใดกต็ าม ในทางกฎหมายไม่ถือว่า
ชายหญิงคู่น้นั ไดท้ าการสมรสกนั ในบทน้ีกล่าวถึง ความหมายของการสมรส องคป์ ระกอบของการ
สมรส และเง่ือนไขของการสมรส แบบแห่งการสมรส การสมรสในต่างประเทศ และการสมรสใน
พฤติการณ์พเิ ศษ
3.1 ความหมายของการสมรส
การสมรส เป็ นการรวมกนั ทางสังคมหรือสัญญาตามกฎหมายระหว่างคู่สมรสที่สร้างสิทธิ
และขอ้ ผกู พนั ระหวา่ งคู่สมรสดว้ ยกนั ระหวา่ งคสู่ มรสและบุตร และระหวา่ งคสู่ มรสกบั ญาติโดยการ
สมรส1 การให้ความหมายของการสมรสแตกต่างกนั ไปในแต่ละประเทศแต่ละวฒั นธรรม โดยหลกั
แลว้ ระหว่างคู่สมรสยอ่ มมีความเก่ียวขอ้ งกบั ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล ซ่ึงมกั เป็ นความสัมพนั ธ์
แบบใกลช้ ิดหรือความสัมพนั ธ์ทางเพศ ไดร้ ับการรับรอง เมื่อกล่าวถึงความหมายอย่างกวา้ ง การ
สมรสถูกพิจารณาวา่ เป็ นวฒั นธรรมสากล ในหลายวฒั นธรรม การสมรสถูกทาให้เป็นทางการผา่ น
พิธีแต่งงาน ในแง่ของการรับรองตามกฎหมาย ประเทศส่วนใหญ่มักจากัดการสมรสไวเ้ ฉพาะ
ระหว่างคู่สมรสต่างเพศหรือสองบุคคลท่ีมีเพศภาวะตรงขา้ มกันในสองเพศภาวะ (gender binary)
และบางประเทศมีการอนุญาตการสมรสท่ีมีภรรยาหลายคนได้ เช่น ประเทศในกลุ่มตะวนั ออกกลาง
มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นตน้
ตลอด 2 ทศวรรษท่ีผา่ นมา 30 ประเทศทว่ั โลก ไดข้ า้ มพน้ ขอ้ ถกเถียงเหล่าน้ี และพร้อมที่จะ
ให้คุณค่าแก่ความรักของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยการผ่านร่างกฎหมายให้คู่รักทุกเพศสามารถ
แต่งงานไดอ้ ย่างเสมอภาคกนั โดยปัจจุบนั มีอยู่ถึง 30 ประเทศ2 ท่ีมีกฎหมายให้การรับรองของคน
1 Haviland, William A.; Prins, Harald E. L.; McBride, Bunny; Walrath, Dana (2011). Cultural
Anthropology: The Human Challenge (13th ed.).
2 Elisa Tang & Lesley Hauler. (2 0 2 1 , June 3 0 ). Here are the countries where same-sex marriage
is officially legal. Retrieved from https://www.goodmorningamerica.com/culture/story/29-countries-sex-
marriage-officially-legal-56041136
-64-
เพศเดียวกนั สามารถสมรสกนั ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งตามกฎหมาย ไดแ้ ก่ เนเธอร์แลนด์ เบลเย่ยี ม แคนาดา
สเปน แอฟริกาใต้ นอร์เวย์ สวีเดน อาร์เจนตินา โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก อุรุกวยั บราซิล
นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจกั ร (องั กฤษ ไอร์แลนด์เหนือและเวลส์) ฝรั่งเศส ลกั เซมเบิร์ก สหราช
อาณาจักร (สกอตแลนด์) สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ ฟิ นแลนด์ กรีนแลนด์ โคลอมเบีย มอลตา
ออสเตรเลีย เยอรมนี ออสเตรีย ไตห้ วนั 3 คอสตาริกา และสวิตเซอร์แลนด์ (กรกฎาคมปี ค.ศ. 2022)
อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศในตะวนั ออกกลางไม่มีกฎหมายรับรองสถานะบุคคลเพศ
ทางเลือก และการสมรสเพศเดียวกัน บางประเทศยงั มีการเอาโทษข้นั รุนแรงดว้ ย เช่น อิหร่าน มี
กฎหมายกาหนดโทษสูงสุดดว้ ยการประหารชีวิต ยกเวน้ กรณีที่เกี่ยวขอ้ งกบั เหตุผลทางการแพทยซ์ ่ึง
มีเอกสารรับรอง นอกจากน้ี ในกลุ่มประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย
สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวยี ดนาม และ ไทย4 ยงั ไมม่ ีกฎหมายรองรับในเรื่องน้ี
การสมรสของบุคคลย่อมมีหลายเหตุผล มีท้ังทางกฎหมาย สังคม อารมณ์ การเงิน จิต
วญิ ญาณและศาสนา การสมรสสามารถกระทาในพิธีทางกฎหมายฝ่ายฆราวาส หรือทางฝ่ายศาสนาก็
ได้ โดยปกติการสมรสสร้างขอ้ ผูกพนั ท่ีเป็ นนามธรรมหรือทางกฎหมายระหว่างปัจเจกบุคคลท่ี
เกี่ยวขอ้ ง บางวฒั นธรรมอนุญาตให้เลิกการสมรสไดผ้ ่านการหย่าร้างหรือการเพิกถอนการสมรส
การสมรสที่มีคู่ครองหลายคนอาจยงั เกิดข้ึนแมจ้ ะมีกฎหมายกาหนดไวก้ ต็ าม
ดงั น้นั การสมรส หมายถึง การท่ีชายและหญิงสมคั รใจเขา้ มาอยกู่ ินฉนั สามีภริยากนั ชวั่ ชีวิต
โดยจะไม่เก่ียวขอ้ งทางชูส้ าวกบั บคุ คลอ่ืนใดอีก
3 ศาลฎีกาของไตห้ วนั มีคาวินิจฉัยว่า กฎหมายปัจจุบนั ท่ีห้ามการสมรสระหว่างคนเพศเดียวกนั ขดั ต่อ
รัฐธรรมนูญ ผูพ้ ิพากษาศาลฎีกาไต้หวนั ตดั สินว่า กฎหมายปัจจุบนั ท่ีห้ามคู่รักเพศเดียวกนั แต่งงานกนั น้ันขดั ต่อ
รัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิในความเสมอภาคของพลเมือง คาพิพากษาคร้ังน้ีทาให้รัฐสภาไตห้ วนั มีเวลา 2 ปี ใน
การแกไ้ ขกฎหมายปัจจุบนั หรือผา่ นกฎหมายใหมเ่ พ่อื รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกนั แตห่ ากไม่สามารถทา
ตามกรอบเวลา 2 ปี ได้ คู่รักเพศเดียวกนั กจ็ ะสามารถจดทะเบียนสมรสกนั ไดโ้ ดยยึดคาวนิ ิจฉยั ของศาลในคร้ังน้ี
4 ร่างพระราชบัญญตั ิคู่ชีวิต พ.ศ. ....และร่างพระราชบญั ญตั ิแกไ้ ขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย(์ ฉบบั ท่ี ..) พ.ศ. ... โดยระบุหลกั การและเหตุผลว่า ใหม้ ีกฎหมายว่าดว้ ยคู่ชีวิตโดยที่สถาบนั ครอบครัวเป็น
หน่วยสาคญั ในการพฒั นาสงั คมและการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ของประชาชน แต่การก่อต้งั ครอบครัวตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชยจ์ ากดั เฉพาะความสัมพนั ธร์ ะหว่างชายหญิงซ่ึงไม่สอดคลอ้ งกบั สภาพสังคมในปัจจุบนั ที่
มีการอยู่ร่วมกันเป็ นครอบครัวระหว่างบุคคล ท่ีมีเพศเดียวกันโดยกาเนิด โดยมีการอุปการะเล้ียงดูและมี
ความสัมพนั ธ์ในด้านอ่ืนๆไม่แตกต่างไปจาก คู่สมรส สมควรมีกฎหมายรองรับความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล
ดงั กล่าว โดยมีบทบญั ญตั ิเฉพาะเกี่ยวกบั การจดทะเบียนคูช่ ีวิตและการเลิกการเป็นคู่ชีวิต สิทธิและหนา้ ท่ีระหว่าง
คู่ชีวิต การจัดการทรัพยส์ ิน การรับบุตรบุญธรรม และมรดก ท้ังน้ีเพื่อเป็ นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ
ครอบครัวท่ีก่อต้งั ข้นึ ระหว่างบคุ คลที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงจาเป็นตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ิน้ี
-65-
3.2 องค์ประกอบของการสมรส
การสมรสประกอบดว้ ยหลกั เกณฑ์ 4 ประการคอื
1. คู่สมรสฝ่ ายหน่งึ จะต้องเป็ นชายและอกี ฝ่ ายจะต้องเป็ นหญิง
ตามกฎหมายไทยการสมรส ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไวว้ ่า การสมรสตอ้ งเป็นเร่ืองของชายและ
หญิงเท่าน้นั บุคคลเพศเดียวกนั จะทาการสมรสกนั ไม่ไดเ้ พศของบุคคลยอ่ มถือตามกาเนิดแมจ้ ะผา่ ตดั
แปลงเพศก็ไม่ทาให้สามารถสมรสกนั ได้ ท้งั จะยน่ื คาร้องต่อศาลขอเปล่ียนแปลงเพศก็ไม่อาจทาได้
เพราะไม่มีกฎหมายสนบั สนุน5 ดงั น้นั ชายไทยท่ีแปลงเพศจึงไม่สามารถทาการสมรสกบั ชายอ่ืนได้
นอกจากน้ีประเทศไทยยงั ไม่มีกฎหมายท่ีอนุญาตให้บุคคลเปล่ียนเพศได้ และเคยมีคาพิพากษาศาล
ฎีกาที่ 157/2524 ที่วินิจฉยั วา่ เพศของบุคคลตอ้ งถือเอาเพศตามเพศกาเนิดมา เพศเปลี่ยนไม่ได้ จึงตอ้ ง
ถือว่าชายหรือหญิงที่ได้รับการเปลี่ยนเพศเป็ นหญิงหรือชายตากฎหมายต่างประเทศยงั คงเป็ นชาย
หรือหญิงตามกฎหมายไทยและไม่มีสิทธิทาการสมรสกับชายหรือหญิงในประเทศไทยได้ ใน
ต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษมีกฎหมายยอมรับให้บุคคลเพศเดียวกนั มาจดทะเบียนเพ่ืออยู่กิน
ดว้ ยกนั ฉันสามีภริยาได้ โดยเรียกว่า “หุน้ ส่วนทางแพ่ง (civil partner)” นอกจากน้ียงั มีกฎหมายให้มี
การเปล่ียนเพศได้ (gender recognition act 2004) โดยให้สิทธิบุคคลท่ีมีอายุไม่ต่ากว่า 18 ปี บริบูรณ์มี
สิทธิย่ืนคาขอใหอ้ อกใบรับรองการเปล่ียนเพศเพื่อประโยชน์ในการสมรสได้ ส่วนประเทศแคนาดา
มีกฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรส ช่ือว่า Civil Mariage Act (S.C. 2005, 0. 33) ซ่ึงเป็ นการกาหนด
สิทธิหนา้ ที่ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลท่ีสมรสกนั และรับรองสิทธิความเท่าเทียมกนั ทางกฎหมาย
ระหว่างคู่สมรสต่างเพศหรือคูส่ มรสเพศเดียวกนั โดยกฎหมายดงั กลา่ วใชค้ าวา่ บคุ คล (person) แทน
การใช้คาว่าชายหญิงหรือสามีภรรยา ซ่ึงหมายความว่าทุกคนอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย
เดียวกนั 6
5 คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 157/2524
6 กฎหมายแพ่งว่าดว้ ยการสมรส ชื่อว่า Civil Mariage Act (S.C. 2005, 0. 33) กฎหมายฉบบั ดงั กล่าว มี
รายละเอยี ดสรุปสาระสาคญั ดงั น้ี
1. หา้ มบุคคลอายตุ ่ากว่า 16 ปี ทาการสมรส
2. การสมรสจะสิ้นสุดลงดว้ ยเหตุหยา่ การตาย หรือโดยคาส่ังศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ
3. บทบญั ญตั ิเกี่ยวกบั องคก์ รทางศาสนา กฎหมายฉบบั น้ีไดต้ ระหนกั ว่า การให้บุคคลเพศเดียวกนั สมรส
กนั ไดเ้ ป็นการแตกตา่ งจากความเชื่อทางศาสนาในบางศาสนาอยา่ งสิ้นเชิง ดงั น้นั กฎหมายฉบบั น้ีจึงไดร้ ับรองสิทธิ
ไวอ้ ีกข้นั หน่ึง โดยกาหนดว่า ห้ามบุคคลหรือองคก์ รใดกระทาการอนั เป็นอุปสรรคต่อการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย และ
ตอ้ งเคารพสิทธิในการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกนั เฉกเช่นเดียวกบั การเคารพในสิทธิการสมรสระหว่างชาย
และหญิง
4. การสมรสไม่เป็นโมฆะหรือโมฆยะเพราะเหตุแตเ่ พยี งวา่ คสู่ มรสเป็นบคุ คลเพศเดียวกนั
-66-
ประเทศไทย เมื่อพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 มาตรา
27 กาหนดว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุม้ ครองตาม
กฎหมายเทา่ เทียมกนั ชายและหญิงมีสิทธิเทา่ เทียมกนั การเลือกปฏิบตั ิโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่
ว่าดว้ ยเหตุความแตกต่างในเร่ืองถ่ินกาเนิด เช้ือชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือ
สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ
ความคิดเห็นทางการเมืองอนั ไม่ขดั ต่อบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอ่ืนใด จะกระทามิได”้
ในปัจจุบนั มีความพยายามที่จะยกร่างพระราชบญั ญตั ิการจดทะเบียนคู่ชีวิต พ.ศ. ... ข้ึน แต่
การแยกใชก้ ฎหมายต่างหากจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยว์ ่าดว้ ยการสมรสก็อาจเป็ นการ
เลือกปฏิบตั ิไดเ้ ช่นกนั ดงั น้นั จึงเห็นควรเสนอว่าหากประเทศไทยมีความพร้อมท่ีจะให้บุคคลเพศ
เดียวกนั สมรสและมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกบั ชายหญิงที่สมรสกนั ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ ก็สามารถทาไดโ้ ดยการแกไ้ ขประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ โดยการเปล่ียนถอ้ ยคา
จากคาวา่ ชายหญิงหรือคาวา่ สามีภริยา เป็นคาวา่ “บคุ คล”
2. การสมรสจะต้องเป็ นการกระทาโดยสมัครใจของชายและหญงิ
หากชายหญิงไม่ยินยอมสมรสกนั การสมรสน้ันเป็ นโมฆะ ไม่ว่าชายและหญิงจะบรรลุ
นิติภาวะแลว้ หรือไม่ก็ตาม ถา้ จดทะเบียนสมรสกนั จะตอ้ งสมคั รใจและยินยอมเป็นสามีภรรยากนั ท้งั
สองฝ่ าย จะให้ความยินยอมแทนกนั ไม่ได้ หรือบุคคลอ่ืนไม่ใช่ชายหญิง จะตกลงยินยอมเป็ นสามี
ภริยาแทนในการสมรสไม่ได7้
3. การอย่กู นิ ด้วยกนั ฉันสามีภริยาจะต้องเป็ นระยะเวลาชั่วชีวิต
การสมรสกนั ตอ้ งมีเจตนาอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาจะตอ้ งเป็นระยะเวลาชวั่ ชีวติ มิใช่เพียง
การตกลงกนั ว่าจะอยู่กินเพียงชวั่ ระยะเวลาหน่ึงมิได้ เช่น นาย ก กบั นาง ข สมรสกนั โดยมีขอ้ ตกลง
วา่ ขอใชช้ ีวติ สมรสเพียง 3 ปี เท่าน้นั ครบ 3 ปี ตอ้ งมาตกลงหยา่ ตามที่ตกลงไวก้ ่อนสมรส เช่นน้ี เป็น
การตกลงกันว่าจะอยู่กินเพียงช่ัวระยะเวลาหน่ึง มิไดม้ ีเจตนาอยู่กินกนั ฉันสามีภริยาไประยะเวลา
ชวั่ ชีวติ ขอ้ ตกลงดงั กล่าวยอ่ มขดั ต่อมาตรา 150
4. การสมรสจะต้องมีคู่สมรสเพยี งคนเดียว
คู่สมรสจะสมรสใหม่ไม่ไดต้ ราบเท่าท่ียงั ไม่ขาดจากคู่สมรสเดิม เพราะจะเป็ นการฝ่ าฝื น
เงื่อนไขการสมรสตามมาตรา 1452 (การสมรสซอ้ น) แมค้ สู่ มรสฝ่ายหน่ึงจะเชื่อโดยสุจริตวา่ คสู่ มรส
ฝ่ายหน่ึงไดถ้ ึงแก่ความตายไปแลว้ จึงทาการสมรสใหม่ หากปรากฏในภายหลงั คู่สมรสเดิมยงั มีชีวิต
อยู่ การสมรสคร้ังหลงั น้ีเป็นโมฆะ (มาตรา 1495)
7 คาพิพากษาฎีกาที่ 5280/2540
-67-
3.3 เง่ือนไขของการสมรส
การสมรสเป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหน่ึง โดยชายหญิงจะตอ้ งแสดงเจตนาถูกตอ้ งตรงกนั ที่
จะสมรส และเกิดเป็นการสมรสข้ึนเม่ือจดทะเบียนสมรสแลว้ การสมรสจะตอ้ งกระทาโดยไม่ขดั ต่อ
กฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชนแลว้ ยงั ตอ้ งอยู่ภายใตเ้ ง่ือนไขแห่งการ
สมรสการสมรสน้ี กฎหมายกาหนดเง่ือนไขไว้ 8 ประการ มีดงั น้ี
1. ชายและหญิงต้องมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์แล้วท้งั สองคน
มาตรา 1448 บญั ญตั ิวา่ “การสมรสจะทาไดต้ ่อเม่ือชายและหญิงมีอายสุ ิบเจ็ดปี บริบูรณ์แลว้
แตใ่ นกรณีที่มีเหตุอนั สมควร ศาลอาจอนุญาตใหท้ าการสมรสก่อนน้นั ได”้
มาตราน้ีกาหนดหลกั ว่า ชายและหญิงท้งั สองคนตอ้ งอายุ 17 ปี บริบูรณ์แลว้ จึงจะสมรสกนั
ได้ ส่วนขอ้ ยกเวน้ ชายหรือหญิงท่ีมีอายุต่ากว่า 17 ปี ย่อมสมรสกนั ได้ ถา้ ศาลอนุญาตให้สมรสใน
กรณีที่มีเหตุอนั สมควร ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีหญิงต้งั ครรภก์ ่อนสมรส เช่น หญิงอายุ 16 ปี ประสงค์
จะทาการสมรสกบั ชายอายุ 21 ปี หญิงตอ้ งเป็นผยู้ น่ื คาร้องขอต่อศาล ชายไมม่ ีสิทธิยนื่ คาร้องขอแทน
หญิง ในการยื่นคาร้องขอเช่นน้ีเน่ืองจากหญิงหรือชายที่จะทาการสมรสยงั เป็ นผูเ้ ยาวอ์ ยู่จึงตอ้ ง
ปฏิบตั ิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 กล่าวคือ ใหบ้ ิดามารดาซ่ึงเป็ นผแู้ ทน
โดยชอบธรรมเป็ นผูก้ ระทาแทนหรือให้คาอนุญาตหรือความยินยอมให้ผูเ้ ยาวย์ ่ืนคาร้องขอต่อศาล
โดยลาพงั ตนเองก็ได้ ต้งั ครรภก์ ่อนสมรส เป็นตน้
ผลของการฝ่ าฝื นมาตรา 1448 หากชายหญิงฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงหรือท้งั สองฝ่ ายฝ่ าฝื นเง่ือนไข
ไปทาการสมรสกนั การสมรสน้นั เป็นโมฆียะตามมาตรา 1503 ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียคือบิดามารดาและตวั
ชายหญิงน้นั เองมีสิทธินาคดีข้นึ สู่ศาลขอใหพ้ ิพากษาเพิกถอนการสมรสน้นั ไดต้ ามมาตรา 1504 หาก
มิไดเ้ พิกถอนการสมรสจนชายหรือหญิงมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ หรือหญิงมีครรภ์ข้ึนมาก่อนหญิง
อายคุ รบ 17 ปี บริบูรณ์ (ไม่วา่ ชายจะมีอายเุ ท่าใดก็ตาม แมต้ ่อมาหญิงน้นั จะแทง้ หรือไม่ก็ตามไม่ตอ้ ง
คานึง) กฎหมายถือวา่ การสมรสท่ีเป็นโมฆียะน้นั สมบูรณ์มาต้งั แต่เวลาสมรสจะขอให้ศาลพิพากษา
ใหเ้ พิกถอนไมไ่ ดอ้ ีกตอ่ ไป
กรณีท่ีชายและหรือหญิงอายไุ ม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ แต่บิดามารดาใหค้ วามยินยอมให้สมรส
กนั ต่อมาบิดามารดาจะอา้ งเพิกถอนการสมรสโดยอา้ งว่าเป็ นโมฆียะไม่ได้ เพราะเม่ือตนให้ความ
ยนิ ยอมจะใชส้ ิทธ์ิเพกิ ถอนการสมรสไมไ่ ดต้ ามมาตรา 1504
กรณีท่ีชายและหรือหญิงคนใดอายยุ งั ไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ แต่ไดบ้ รรลุนิติภาวะเพราะการ
สมรสคร้ังก่อนแลว้ ต่อมาการสมรสสิ้นสุดลงในขณะท่ีอายไุ มค่ รบ 17 ปี บริบูรณ์ ถา้ จะทาการสมรส
ใหม่ก็ยงั ตอ้ งอยู่ภายใตบ้ ังคบั มาตรา 1448 เพียงแต่ไม่ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากบิดามารดาหรือ
ผปู้ กครองตามมาตรา 1454 เพราะมีไดเ้ ป็นผเู้ ยาวแ์ ลว้
-68-
ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา และศาลช้ันตน้ เคยสั่งให้เพิกถอนการสมรสเพราะฝ่ าฝื นมาตรา
1448 น้นั เช่นน้ี ศาลสูงจะส่งั เพิกถอนการสมรสมิได้
บทบญั ญตั ิมาตรา 1504 วรรคสองมีเจตนารมณ์มุ่งคุม้ ครองเฉพาะหญิงที่มีอายุต่ากว่า 17 ปี
เท่าน้ัน ในกรณีที่หญิงอายุกว่า 17 ปี สมรสกบั ชายอายุต่ากว่า 17 ปี ต่อมาหญิงต้งั ครรภ์ ผูม้ ีส่วนได้
เสียก็สามารถร้องขอตอศาลใหเ้ พิกถอนการสมรสของชายหญิงคู่น้ีท่ีเป็นโมฆียะได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2545 การที่จาเลยท่ี 1 กระทาชาเราผเู้ สียหายขณะผเู้ สียหายอายุ
ยงั ไม่เกิน 15 ปี โดยผูเ้ สียหายยินยอม ย่อมเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277
วรรคแรกส่วนในวรรคทา้ ยที่บญั ญตั ิวา่ ความผิดดงั กล่าวถา้ เป็นการกระทาที่ชายกระทากบั เด็กหญิง
อายกุ วา่ 13 ปี แต่ยงั ไม่เกิน 15 ปี โดยเดก็ น้นั ยนิ ยอม และภายหลงั ศาลอนุญาตใหช้ ายและเด็กหญิงน้นั
สมรสกนั ผกู้ ระทาผิดไม่ตอ้ งรับโทษน้นั หมายความวา่ ในกรณีท่ีชายและเด็กหญิงมีอายไุ มค่ รบ 17 ปี
บริบูรณ์ ยงั ไม่อาจสมรสกัน ตอ้ งมีคาส่ังศาลอนุญาตให้ทาการสมรสไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1448 และมีผลให้ชายผูก้ ระทาผิดน้ันไม่ตอ้ งรับโทษ แต่เม่ือจาเลยท่ี 1 และ
ผเู้ สียหายมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์แลว้ ก็ย่อมจดทะเบียนสมรสกันไดเ้ อง โดยไม่ตอ้ งไดร้ ับอนุญาต
จากศาลก่อนถือว่าจาเลยที่ 1 กบั ผูเ้ สียหายเป็ นสามีภริยากนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย จาเลยท่ี 1 จึงไม่
ตอ้ งรับโทษ
จะเห็นไดว้ า่ ฎีกาน้ีเป็นกรณีความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเรา ถา้ เป็นการกระทาที่ชายกระทา
กบั เด็กหญิงอายกุ ว่า 13 ปี แต่ยงั ไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กน้นั ยินยอมและภายหลงั ศาลอนุญาตให้ชายและ
เด็กหญิงสมรสกัน ผูก้ ระทาผิดไม่ตอ้ งรับโทษ แต่การสมรสตามมาตรา 277 วรรคทา้ ย (เดิม) น้ัน
ไม่ไดห้ มายความเฉพาะการสมรสโดยศาลอนุญาตเท่าน้นั แมจ้ ะมีการสมรสกนั เองก็ไดร้ ับผลตาม
มาตรา 277 วรรคทา้ ย (เดิม) เช่นเดียวกนั
2. ชายหรือหญิงต้องไม่เป็ นคนวกิ ลจริตหรือคนไร้ความสามารถ
มาตรา 1449 บญั ญตั ิวา่ “การสมรสจะกระทามิไดถ้ า้ ชายหรือหญิงเป็ นบุคคลวิกลจริตหรือ
เป็นบคุ คลซ่ึงศาลส่งั ใหเ้ ป็นคนไร้ความสามารถ”
เหตุผลประการสาคญั ที่กฎหมายกาหนดหา้ มบุคคลวิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถทาการ
สมรสกนั เพราะความวิกลจริตเป็นกรรมพนั ธุ์ซ่ึงจะถ่ายทอดไปยงั บุตรที่เกิดมาได้ และหากชายและ
หญิงทาการฝ่ าฝื นย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียย่อมมีสิทธินาคดีข้ึนสู่ศาลขอให้
มีคาพิพากษาแสดงวา่ การสมรสน้นั เป็นโมฆะได้
-69-
ท้งั น้ี ตอ้ งนาบทบญั ญตั ิ มาตรา 1449 ประกอบ มาตรา 288 มาพิจารณาประกอบการอธิบาย
โดยจากบทบญั ญตั ิดงั กล่าวพจิ ารณาแยกออกเป็น 2 ประการคอื
1. คนวกิ ลจริต
คาวา่ “บุคคลวิกลจริต” น้นั นอกจากจะหมายถึงบุคคลท่ีมีความประพฤติหรือกิริยาผิดปกติ
ไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชว่ั ดี เพราะสติวิปลาส อนั จะเรียกไดว้ ่า คนบา้ แล้ว ยงั หมายความถึง
บุคคลผูม้ ีกิริยาอาการผิดปกติเพราะสติวิปลาส คือ ขาดความราลึก ขาดความรู้สึก และขาดความ
รับผิดชอบด้วย เพราะบุคคลดงั กล่าวน้ีไม่สามารถประกอบกิจการของตนหรือประกอบกิจการ
ส่วนตวั ของตนได9้ เช่น ผูป้ ่ วยเน้ืองอกในสมอง อยูบ่ นเตียงตลอดเวลา พูดไม่ไดห้ ูไม่ไดย้ ิน ตาสอง
ขา้ งมองไม่เห็นนอนนิ่งๆ เหมือนคนไม่มีสติ เป็ นผูว้ ิกลจริต10หรือ จ.ไม่รู้สึกตวั เองและพูดจารู้เรื่อง
บา้ งไมร่ ู้เรื่องบา้ งซ่ึงแพทยใ์ หก้ ารวินิจฉัยวา่ เป็ นโรคสมองฝ่ อ หรือสมองเสื่อมข้นั รุนแรงไม่สามารถ
รักษาให้หายได้ ตลอดจนไม่อาจปฏิบตั ิภารกิจส่วนตวั ได้เป็นผูว้ ิกลจริต11หรือคนอายุ 92 ปี ไม่รู้จกั
ตนเอง ไม่รู้สึกตวั พูดรู้เรืองบา้ งไม่รู้เรืองบา้ ง เป็นคนวกิ ลจริต12ส่วนคนใบแ้ มจ้ ะเป็นใบม้ าแตก่ าเนิดก็
ไม่ถือว่าเป็นคนวิกลจริต13 หรือคนป่ วยเป็ นอมั พาตเดินไม่ไดแ้ มเ้ พียงแต่จะขอให้ศาลสั่งให้เป็ นคน
เสมือนไร้ความสามารถก็ยงั ทาไม่ไดเ้ ลย14 บุคคลเหลา่ น้ีจึงทาการสมรสกนั ได้
8 มาตรา 28 บญั ญตั ิว่า “บคุ คลวิกลจริตผใู้ ด ถา้ คู่สมรสก็ดี ผบู้ พุ การีกล่าวคือ บิดา มารดา ป่ ูยา่ ตายาย ทวด
ก็ดี ผูส้ ืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ล่ือก็ดี ผู้ปกครองหรือผูพ้ ิทกั ษ์ก็ดี ผูซ้ ่ึงปกครองดูแลบุคคลน้ันอยู่ก็ดี
หรือพนกั งานอยั การก็ดี ร้องขอต่อศาลให้ส่ังให้บุคคลวิกลจริตผูน้ ้ันเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะส่ังให้บุคคล
วิกลจริตผนู้ ้นั เป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซ่ึงศาลไดส้ ั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหน่ึง ตอ้ งจดั ให้อยใู่ นความอนุบาล การแตง่ ต้งั ผู้
อนุบาล อานาจหน้าที่ของผอู้ นุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผูอ้ นุบาล ให้เป็นไปตามบทบญั ญตั ิบรรพ 5 แห่ง
ประมวลกฎหมายน้ี
คาส่งั ของศาลตามมาตราน้ี ใหป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา”
9 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 5466/2537
10 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 490/2509 (ประชุมใหญ่) มีความเห็นว่า “คนวิกลจริต” ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชยน์ ้นั มิไดห้ มายถึงบุคคลที่มีจิตผิดปกติเท่าน้นั แต่หมายรวมถึงบุคคลที่มีอาการผิดปกติเพราะสติ
วปิ ลาสขาดความราลึก ขาดความรู้สึกและรับผิดชอบ เพราะบุคคลดงั กล่าวไมส่ ามารถประกอบกิจการงานของตน
หรือกิจการส่วนตัวของตนได้ เช่น มีอาการเจ็บป่ วยเป็ นอมั พาต ไม่สามารถท่ีจะจัดกิจการต่างๆ ของตนได้
ตามปกติกจ็ ดั เป็นบุคคลวกิ ลจริตเช่นเดียวกนั
11 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 5466/2537
12 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2527
13 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1552/2504
14 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 95/2483
-70-
2.คนไร้ความสามารถ
คนไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลที่หย่อนความสามารถเพราะเป็ นคนวิกลจริต โดย
อาการวิกลจริตน้ีตอ้ งเป็นถึงขนาดที่ไม่สามารถจดั กิจการงานของตนเองไดเ้ ลย และอาการดงั กล่าว
ตอ้ งเป็นอยเู่ ป็นประจาดว้ ย
คนไร้ความสามารถตามกฎหมายถือว่าเป็ นคนที่ไม่มีความรู้สึกผิดชอบ ไม่อาจทากิจการ
ตามที่ตอ้ งการได้ ไม่สามารถใชค้ วามคดิ ความเขา้ ใจในความหมายและผลแห่งการกระทาของตนได้
ดี ไม่สามารถแสดงเจตนาไดโ้ ดยถูกตอ้ ง จึงจาเป็ นที่กฎหมายจะตอ้ งคุม้ ครองประโยชน์ของบุคคล
เหลา่ น้ีดว้ ยการควบคุมดูแลความสามารถในการใชส้ ิทธิและการปฏิบตั ิหนา้ ที่ของตน
โดยหลกั เกณฑ์ที่ตอ้ งมีผูม้ าร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนและมีคาส่ัง เมื่อผูม้ ีสิทธิร้องขอตาม
กฎหมายย่ืนคาร้องต่อศาล ศาลอาจส่ังให้บุคคลดังกล่าวเป็ นคนไร้ความสามารถก็ไดซ้ ่ึงจะเกิดผล
ในทางกฎหมายคือ คนไร้ความสามารถตอ้ งอยูใ่ นความดูแลของบุคคลที่เรียกวา่ ผอู้ นุบาล และคนไร้
ความสามารถไม่สามารถทานิติกรรมต่างๆ ไดเ้ อง การทานิติกรรมของคนไร้ความสามารถตอ้ งใหผ้ ู้
อนุบาลเป็นผทู้ าแทนเท่าน้นั นิติกรรมใดๆ ที่คนไร้ความสามารถไดท้ าลงไป เป็นโมฆียะ
อาการวิกลจริตท่ีจะเป็นเหตุใหศ้ าลส่ังบุคคลเป็นคนไร้ความสามารถน้นั จะตอ้ งมีลกั ษณะ 2
ประการประกอบกนั คือ
1. ตอ้ งเป็นอยา่ งมาก กล่าวคอื ไม่สามารถรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไมส่ ามารถรู้ผดิ ชอบชว่ั ดีได้
ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบแต่อย่างใด ซ่ึงอาการเหล่าน้ีอาจเกิดจากอาการทางจิตหรือทางสมองหรือ
โรคภยั ต่างๆ ก็ไดส้ ่วนอาการผิดปกติของจิตใจในขนาดท่ีนอ้ ยลงมา เช่น มีสติฟั่นเฟื อน หลงๆ ลืมๆ
จาเหตุการณ์อะไรไม่ค่อยได้ ดังเช่นคนชรา หรือคนปัญญาอ่อน ถือว่ายังไม่ไร้สติเลยทีเดียว ไม่
เรียกวา่ เป็นมากและไมอ่ ยใู่ นขา่ ยเป็นคนวกิ ลจริต หากถือวา่ เป็นบคุ คลจาพวกท่ีมีจิตบกพร่อง กค็ งจะ
ถือวา่ อยใู่ นระดบั การเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเท่าน้นั
2. ตอ้ งเป็ นอยู่เป็ นประจา คือ เป็ นเรื่องประจาตวั ของผูน้ ้ัน มิไดห้ มายความว่าตอ้ งมีอาการ
วิกลจริตอยู่ตลอดเวลา อาจมีอาการปกติสลบั กบั จริ ตวิกลเป็ นบางช่วง หรือที่เรียกว่าเป็ นอาการ
คุม้ ดีคุม้ ร้ายก็ได้ การบา้ หรือวิกลจริตท่ีวา่ ตอ้ งเป็ นอยู่ประจาน้นั ไม่จาเป็นตอ้ งเป็ นอย่ตู ลอดเวลาคือ
อาจมีอาการคุม้ ดีคุม้ ร้ายบางขณะก็เป็นปกติธรรมดา บางขณะก็เป็นบา้ หมดสติควบคุมตนเองไม่ได้
ไม่ว่าระยะเวลาจะส้ันยาว หรือระยะเป็ นปกติกบั ระยะเป็ นบา้ จะห่างหรือถ่ีอย่างไร ก็ถือว่าเป็ นอยู่
ประจาได้
ข้อสังเกต กรณีคนเสมือนไร้ความสามารถไม่ตอ้ งหา้ มตามมาตรา 1449 จึงทาการสมรสได้
โดยสมบรู ณ์
-71-
การพิจารณาสาหรับคนวิกลจริต ถา้ ในขณะจดทะเบียนสมรสไม่มีอาการจริตวิกลยอ่ มมีผล
สมบูรณ์ แมต้ ่อมาภายหลงั จะมีอาการจริตวกิ ล ก็ไม่ทาให้การสมรสท่ีสมบูรณ์เป็นโมฆะไปได้ ส่วน
คนไร้ความสามารถน้ ันหมายถึงบุคคลวิกลจริ ตท่ีศาลมีคาส่ังให้เป็ นบุคคลไร้ความสามารถในขณะ
ทาการสมรสจะมีอาการจริตวิกลหรือไม่ก็ตามหรือไดร้ ับการรักษาจนหายเป็นปกติดีแลว้ การสมรสก็
ตกเป็นโมฆะท้งั สิ้นเพราะตอ้ งมีคาสงั่ ศาลเพิกถอนการเป็นคนไร้ความสามารถ
3. ชายและหญงิ ต้องไม่เป็ นญาติสืบสายโลหิต
มาตรา 1450 “ชายหญิงซ่ึงเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงข้ึนไปหรือลงมาก็ดีเป็นพี่นอ้ งร่วม
บิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากด็ ีจะทาการสมรสกนั ไม่ไดค้ วามเป็นญาติดงั กล่าวมาน้ีใหถ้ ือ
ตามสายโลหิตโดยไมค่ านึงวา่ จะเป็นญาติโดยชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่”
การท่ีกฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ช่นน้ีก็เพราะเหตผุ ลเนื่องจากมีเหตุผลในทางศีลธรรมและทางการ
แพทยท์ ่ีหา้ มทาการสมรสกนั หากทาการสมรสการบุตรที่เกิดมาพิการหรือปัญญาออ่ นก็ไดท้ ้งั จะเป็น
การขดั ต่อศีลธรรมอนั ดีของประชาชนดว้ ย ดงั น้นั การสมรสที่ฝ่ าฝื นบทบญั ญตั ิมาตรา 1450 ยอ่ มตก
เป็นโมฆะตามมาตรา 1495
ความเป็ นญาติกนั ตามมาตรา 1450 ไม่คานึงว่าจะเป็ นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ท้งั น้ีญาติทางสายโลหิต (Consanguinity) ท่ีกฎหมายหา้ มสมรสมีอยู่ 4 ประเภท คือ
1) ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงข้ึนไป คือ บิดา มารดา ป่ ู ย่า ตา ยาย และทวด เช่น บุตรสาว
สมรสกบั บิดาไมไ่ ด้
2) ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงลงมา คือ ลูก หลาน เหลน ลื่อ เช่น บิดาสมรสกบั หลานสาว
มารดาสมรสกบั บตุ รชาย ป่ สู มรสกบั หลาน เป็นตน้
3) พ่ีนอ้ งร่วมบิดามารดาเดียวกนั โดยไม่คานึงว่าจะรู้ขอ้ เท็จจริงเหล่าน้นั หรือไม่ เช่น พี่ชาย
สมรสกบั นอ้ งสาวไม่ได้ เป็นตน้
4) พี่น้องร่วมแต่บิดาหรือมารดา เช่น พี่ชายสมรสกบั นอ้ งสาวต่างมารดาไม่ได้ โดยไม่คานึง
วา่ จะรู้ขอ้ เทจ็ จริงเหลา่ น้นั หรือไม่
สาหรับบุตรท่ีไปเป็นบุตรบุญธรรมของผอู้ ่ืน ยงั ถือว่าเป็นญาติสืบสายโลหิตของบิดามารดา
ท่ีแทจ้ ริงอยู่ ดงั น้ัน บุตรบุญธรรมของผูอ้ ื่นจึงสมรสกบั บิดามารดาท่ีแทจ้ ริงหรือสมรสกบั พ่ีน้องที่
แทจ้ ริงตามสายโลหิตไม่ได้แต่สามารถสมรสกับบุตรหลานหรือญาติสืบสายโลหิตของผูร้ ับบุตร
บญุ ธรรมได้ กฎหมายมิไดห้ า้ มเพราะมิใช่ญาติสืบสายโลหิตโดยตรง
-72-
ตารางท่ี 3.1 ตารางแสดงเหตุผลในทางศีลธรรม ทางการแพทย์ ทางกฎหมายท่ีห้ามทาการสมรสกนั
วงศ์ญาติ ทางแพทย์ ทางสังคม ผลทางกฎหมาย
๑.สืบสายโลหติ โดยตรง อาจมีผลร้ายมาก ไม่สมควร หา้ ม
ไม่สมควร หา้ ม
๒.พนี่ ้องร่วมบิดามารดาหรือ อาจมีผลร้าย
ร่วมแต่บิดาหรือมารดา ไมส่ มควร ไมห่ า้ ม
๓.ลงุ ป้า น้า อา อาจมีผลร้าย ไมส่ มควร ไม่หา้ ม
เกือบไม่มีผลร้าย
๔.ลกู พล่ี ูกน้อง
๕.ลูกของลกู พล่ี กู น้อง เกือบไมม่ ีผลร้าย ไมม่ ีความหมาย ไม่หา้ ม
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2488 (ประชุมใหญ่) ชายหญิงท่ีเป็ นพี่น้องร่วมแต่บิดาหรือร่วม
แต่มารดาเดียวกนั สมรสกนั ก่อนใชป้ ระมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ยอ่ มเป็นสามีภรรยา
กนั ได้ ปัญหาที่หญิงชายจะเป็ นสามีภรรยากนั ได้ตามกฎหมายหรือไม่น้ันเป็ นปัญหาอนั เกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชนค่คู วามยกข้ึนอา้ งเมื่อสืบพยานเสร็จแลว้ กไ็ ด้
4. ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกนั ไม่ได้
มาตรา 1451 “ผรู้ ับบุตรบุญธรรมและบตุ รบญุ ธรรมจะสมรสกนั ไม่ได”้
ผูร้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1451 น้ีถือเอาตามกฎหมายคือตอ้ งมีการ
จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1598/27 เท่าน้นั ถา้ มิไดจ้ ดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมยอ่ มทา
การสมรสกนั ไดไ้ ม่ตอ้ งหา้ มตามมาตรา 1451
โดยหลกั แลว้ ผูร้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ไดต้ อ้ งห้ามตามมาตรา
1451 เพราะกฎหมายใหผ้ รู้ ับบุตรบุญธรรมและบตุ รบญุ ธรรมเป็นบิดามารดาและบตุ รต่อกนั ถา้ มีการ
สมรสกนั ย่อมเป็ นการกระทบกระเทือนความรู้สึกทางสังคมและขนบธรรมประเพณี เนื่องจากผูร้ ับ
บุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมไม่มีความสัมพนั ธ์ในทางญาติสืบสายโลหิตกนั เลยจึงไม่มีเหตุผล
ในทางแพทยท์ ่ีห้ามมิให้ทาการสมรสกฎหมาย และการสมรสที่ฝ่ าฝื นขอ้ หา้ มดงั กล่าวไม่มีกฎหมาย
บญั ญตั ิให้การสมรสเป็ นโมฆะหรือโมฆียะแต่อย่างใด มาตรา 1598/32 บญั ญตั ิว่า การรับบุตรบุญ
-73-
ธรรมย่อมเป็ นอนั ยกเลิกเม่ือมีการสมรสฝ่ าฝื น มาตรา 1451 ดว้ ยเหตุน้ีจึงถือว่าการสมรสระหว่าง
บุตรบุญธรรมและผูร้ ับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ทุกประการ มีผลเพียงแต่ว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็ น
อนั ยกเลิกโดยบทบญั ญตั ิของกฎหมาย ชายหญิงจึงมีฐานะเพียงอยา่ งเดียวคอื เป็นสามีภริยากนั เท่าน้นั
5. ชายหรือหญงิ ต้องไม่สมรสในขณะทต่ี นมคี ู่สมรสอยู่
มาตรา 1452 “ชายหรือหญิงจะทาการสมรสในขณะที่ตนมีคสู่ มรสอยไู่ มไ่ ด”้
“คู่สมรส” ตามมาตรา 1452 หมายถึง คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ สามีภริยาที่จด
ทะเบียนสมรสกนั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 1457) หากคู่สมรสน้นั มาทาการ
สมรสกบั คนอ่ืนอีกในขณะท่ีการสมรสเดิมยงั ไม่สิ้นสุด ย่อมเป็นการสมรสซ้อนตอ้ งห้ามตามมาตรา
1452 มีผลเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495
การสมรสท่ีเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนตามมาตรา 1452 ผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย คือ คู่สมรส บิดามารดา
หรือผสู้ ืบสันดานของคู่สมรสจะกล่าวอา้ งข้นึ หรือจะร้องขอใหศ้ าลพิพากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะ
ก็ได้ (มาตรา 1492) เม่ือมีการกล่าวอา้ งหรือศาลมีคาพิพากษาแลว้ การสมรสซอ้ นย่อมตกเป็นโมฆะ
ทนั ทีหรือย่อมเสียเปล่าต้งั แต่เร่ิมแรก แต่ถา้ ยงั มิไดก้ ล่าวอา้ งหรือมีคาพพิ ากษาดงั กล่าวก็ตอ้ งถือวา่ ใช้
หญิงในการสมรสคร้ังหลงั น้นั ยงั คงเป็นสามีภรรยากนั ตามกฎหมาย
การสมรสซ้อนน้ีแมช้ ายหรือหญิงคู่สมรสจะกระทาการสมรสโดยสุจริตไม่ทราบว่ามีการ
สมรสเดิมอยู่แลว้ ก็ตาม ก็ไม่มีผลทาให้สมบูรณ์ข้ึนมาได้ ยงั เป็ นโมฆะอยู่ แต่คู่สมรสผูท้ าการโดย
สุจริตไมเ่ ส่ือมสิทธิท่ีไดม้ าเพราะการสมรสน้นั ก่อนท่ีตนจะรู้เหตทุ ่ีทาใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะ
การสมรสซอ้ นอนั เป็นเหตใุ หก้ ารสมรสเป็นโมฆะน้นั อาจเกิดข้นึ ไดท้ ้งั 2 กรณีคือ
1.กรณีท่ีชายจดทะเบยี นสมรสซ้อนกบั ภริยาคนที่สอง หรือ
2. หญิงจดทะเบียนสมรสซ้อนกบั สามคี นที่สองกไ็ ด้
ขอ้ สาคญั อยทู่ ี่จะตอ้ งมีการสมรสอยา่ งสมบูรณ์อยู่แลว้ จึงจะตอ้ งหา้ มมิให้ทาการสมรสซอ้ น
เขา้ มาอีก นอกจากน้ีการสมรสท่ีเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 แมต้ ่อมาภายหลงั การสมรสคร้ัง
แรกจะไดม้ ีการหย่าขาดจากกนั แลว้ หรือคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงตาย ก็ไม่ทาให้การสมรสคร้ังหลงั ซ่ึง
เป็นโมฆะไปแลว้ กลบั เป็นการสมรสที่ชอบดว้ ยกฎหมายข้ึนมาได1้ 5
อยา่ งไรก็ดี หากชายและหญิงมาอยู่กินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาโดยไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสแลว้
ชายหญิงคู่น้นั ก็มิไดเ้ ป็นสามีภริยากนั ตามกฎหมาย จึงไม่ตอ้ งห้ามท่ีชายหรือหญิงจะไปจดทะเบียน
สมรสกบั บุคคลอ่ืน ย่อมไม่ถือเป็นคู่สมรส ตามนัยมาตรา 1452 การท่ีใชห้ รือหญิงจะไปจดทะเบียน
สมรสกบั บุคคลอ่ืนอีก ยอมไมเ่ ป็ นการสมรสซอ้ น จึงไมต่ อ้ งหา้ มตามมาตรา 1452
15 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 963/2519
-74-
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 1221/2527 พ. จดทะเบียนสมรสกบั จาเลยที่1 ขณะท่ี พ. มีโจทก์เป็น
ภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 อยู่แลว้ เป็ นการ
ฝ่ าฝื นเงื่อนไขแห่งการสมรสและเป็ นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452
โจทกจ์ ึงเป็นภริยาของ พ. แตผ่ เู้ ดียว
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545 โจทก์ท้งั เจ็ดเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของนาย ท. กับ
นาง จ. ต่อมานาง จ. ถึงแก่ความตาย นายท. ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั นาง ป. หลงั จากน้นั นาย ท.มาจด
ทะเบียนสมรสกบั จาเลยอีกโดยมิไดห้ ย่าขาดจากนาง ป. จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1452 ยอ่ มตกเป็ นโมฆะตามมาตรา 1495 เม่ือนาย ท. ถึงแก่ความตายแลว้ โจทกท์ ้งั
เจ็ดจึงเป็ นทายาทโดยธรรมของนาย ท. และมีสิทธิไดร้ ับทรัพยม์ รดกของนาย ท. โจทก์ท้งั เจ็ดจึงอยู่
ในฐานะเป็ นบุคคลผูท้ ี่มีส่วนไดเ้ สียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนาย ท. และ
จาเลยเป็ นโมฆะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1497 โจทก์ท้งั เจ็ดมีอานาจฟ้อง
ขอใหเ้ พกิ ถอนการสมรสระหวา่ งนาย ท. กบั จาเลย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1237/2544 ขณะที่จาเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวนั ท่ี 10
สิงหาคม 2531 จาเลยไมม่ ีค่สู มรสเพราะจาเลยจดทะเบียนหยา่ กนั ค. ไปก่อนแลว้ จึงไมเ่ ป็นการฝ่าฝื น
เง่ือนไขการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452
จาเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะท่ีจดทะเบียนสมรส แมจ้ าเลยจะแจง้ ว่าจาเลยเคยสมรสแต่
ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสก็มีผลอยา่ งเดียวกนั การท่ีนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสใหจ้ าเลยกบั ส. โดย
เช่ือวา่ จาเลยไม่เคยสมรสมาก่อน จึงไม่อาจทาให้ผอู้ ่ืนหรือประชาชนเสียหาย และไม่น่าจะเกิดความ
เสียหายแก่ผอู้ ื่นหรือประชาชน จาเลยจึงไม่มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6077/2537 การท่ีโจทก์จดทะเบียนสมรสกบั ร้อยตารวจเอก น. เมื่อ
วนั ที่ 24 กรกฎาคม 2519 ต่อมาวนั ท่ี 18 มิถุนายน 2522 จาเลยจึงจดทะเบียนสมรสกบั ร้อยตารวจเอก
น. หลงั จากน้ันในวนั ท่ี 20 สิงหาคม 2523 โจทก์และร้อยตารวจเอก น. จดทะเบียนอย่ากันและจด
ทะเบียนสมรสกนั ใหม่ในวนั ที่ 21 สิงหาคม 2523 น้นั การสมรสระหว่างจาเลยกบั ร้อยตารวจเอก น.
เป็นโมฆะ เพราะฝ่ าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 มีผลเท่ากบั ว่าจาเลยและร้อย
ตารวจเอก น. มิไดท้ าการสมรสกนั ดงั น้นั การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทกก์ บั ร้อยตารวจ น. ใน
คร้ังหลงั จึงกระทาขณะท่ีจาเลยไม่มีฐานะเป็ นคู่สมรสของ ร้อยตารวจเอก น. การสมรสระหว่าง
โจทก์กบั ร้อยตารวจเอก น. จึงชอบดว้ ยกฎหมาย โจทก์เป็ นผูม้ ีส่วนไดเ้ สียมีอานาจฟ้องขอให้ศาล
พิพากษาวา่ การสมรสระหวา่ งจาเลยกบั ร้อยตารวจเอก น. เป็นโมฆะได้
-75-
6. หญิงท่ีสามีตายหรือท่ีการสมรสสิ้นสุดลงจะทาการสมรสใหม่ในทันทีไม่ได้
มาตรา 1453 บญั ญตั ิวา่ “หญิงที่สามีตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงดว้ ยประการอ่ืนจะทาการ
สมรสใหม่ไดต้ อ่ เม่ือการสิ้นสุดแต่การสมรสไดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ 310 วนั เวน้ แต่
(1) คลอดบตุ รแลว้ ในระหวา่ งน้นั
(2) สมรสกบั คูส่ มรสเดิม
(3) มีใบรับรองแพทยป์ ระกาศมีบตั รหรือปริญญาซ่ึงเป็ นผปู้ ระกอบการรักษาโรคในสาขา
เวชกรรมไดต้ ามกฎหมายวา่ มีไดม้ ีครรภ์ หรือ
(4) มีคาส่ังของศาลใหส้ มรสได”้
จาก มาตรา 1453 ไดบ้ ญั ญตั ิห้ามไวว้ ่าหญิงท่ีเคยสมรสมาแลว้ แต่สามีตาย (โดยธรรมชาติ)
หรือหยา่ ขาดจากสามี (การจดทะเบียนหยา่ ) หรือศาลเพิกถอนการสมรสของหญิงอนั เน่ืองมาจากการ
สมรสเป็นโมฆียะจะสมรสใหม่ทนั ทีไม่ไดจ้ ะตอ้ งรอใหร้ ะยะเวลาไม่นอ้ ยกว่า 310 วนั ไดผ้ ่านพน้ ไป
เสียก่อนซ่ึงระยะเวลา 310 วนั ซ่ึงเป็นเวลานานที่สุดท่ีทารกจะอยู่ในครรภม์ ารดาได้ ท้งั น้ี เพ่ือจะได้
ไม่เกิดปัญหาเรื่องบุตรท่ีเกิดมาโดยมาตรา 1536 ไดบ้ ญั ญัติสันนิษฐานไวแ้ ลว้ ว่าบุตรท่ีเกิดภายใน
310 วนั นบั แต่วนั การสมรสสิ้นสุด ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ คย
เป็นสามี หากยอมให้มีการสมรสก่อนครบ 310 วนั (เวลานานท่ีสุดที่ทารกจะอยู่ในครรภม์ ารดาได้)
ก็จะเกิดปัญหาไดว้ า่ บุคคลน้นั จะเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของสามีคนเดิมหรือสามีคนใหม่
เงื่อนไขการสมรสตามมาตรา 1453 ใชบ้ งั คบั เฉพาะกบั หญิงเท่าน้นั ถา้ เป็นชายท่ีภรรยาตาย
หรือท่ีการสมรสสิ้นสุดย่อมทาการสมรสใหม่ไดท้ นั ที อยา่ งไรก็ดีมี ข้อยกเว้นให้หญิงหม้ายทาการ
สมรสได้ทนั ทโี ดยไม่ต้องรอกาหนดระยะเวลา 310 วัน ถ้าปรากฏว่า
1. คลอดบตุ รแล้วในระหว่างน้นั หมดปัญหาเร่ืองเด็กท่ีเกิดมาแลว้ โดยถือว่าเดก็ น้นั เป็นบตุ ร
ท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายผทู้ ่ีเคยเป็นสามี ตามมาตรา 1536 วรรคแรก
2. สมรสกับคู่สมรสเดิม เพราะแมห้ ญิงจะมีทารกที่เกิดจากสามีเดิมอยใู่ นครรภก์ ็ไม่มีปัญหา
เกี่ยวกบั การเป็นบิดากบั บุตรแต่อยา่ งใด
3. มใี บรับรองแพทย์ว่าหญิงน้ันมีได้ต้งั ครรภ์ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกบั บุตรท่ีเกิดใหม่วา่ เป็นบุตร
ของใครแล้วหญิงหม้ายน้ันก็สมรสใหม่ได้ทันทีแต่แพทยท์ ่ีออกใบรับรองว่าหญิงมิได้มีครรภ์
น้ีจะต้องเป็ นแพทยป์ ระกาศนียบัตรหรือปริ ญญาบัตรซ่ึงเป็ นผูป้ ระกอบการรักษาโรคในสาขา
เวชกรรมเทา่ น้นั ไมใ่ ช่สาขาอื่นหรือแพทยแ์ ผนโบราณหรือแพทยแ์ ผนไทย
4. มีคาส่ังศาลให้หญิงน้ันทาการสมรสได้ การท่ีศาลจะมีคาสั่งอนุญาตให้หญิงหมา้ ยทาการ
ส ม รส ให ม่ ได้ทันที น้ ี ไม่ ใช่ เพี ยงแต่เฉ พ าะ กรณี ท่ี ศาล เชื่ อว่าห ญิ งห ม้ายน้ ี มิ ได้มี ค รรภ์เท่ าน้ ันแต่
-76-
หมายความรวมถึงกรณีท่ีหญิงหมายน้นั มีทารกอยู่ในครรภแ์ ต่ศาลก็มีอานาจท่ีจะส่ังอนุญาตให้หญิง
น้นั ทาการสมรสใหมไ่ ดท้ นั ทีไดถ้ า้ มีเหตวุ นั สมควรท่ีจะมีคาสัง่ เช่นน้นั ดว้ ย
สาหรับการสมรสที่ฝ่ าฝื นมาตรา 1453 ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็ นโมฆะหรือโมฆียะแต่
อย่างใด การสมรสดงั กล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่บทที่เกิดจากหญิงที่ทาการสมรสใหม่
โดยฝ่ าฝื นมาตรา 1453 ค่าคลอดบุตรภายใน 30 วนั นบั แต่วนั การสมรสเดิมสิ้นสุดลง ใหส้ ันนิษฐาน
ว่าเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นสามีคนใหม่ ตามมาตรา 1537 และห้ามมิให้นาข้อ
สันนิษฐานตามมาตรา 1536 วรรคแรก ที่ว่าเด็กที่เกิดภายใน 30 วนั นับแต่วนั การสมรสสิ้นสุดลง
เป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของสามีเดิมมาใช้บงั คบั เวน้ แต่จะมีคาพิพากษาว่าไม่ใช่บุตรชอบดว้ ย
กฎหมายของสามีคนใหม่ (ในคดีฟ้องไม่รับเดก็ เป็นบตุ ร)
7. ผู้เยาว์ทาการสมรสต้องได้รับความยินยอมจากบดิ ามารดาหรือผู้ปกครอง
มาตรา 1454 บญั ญตั ิว่า “ผเู้ ยาวจ์ ะทาการสมรสใหน้ าความในมาตรา 1436 มาใช้บงั คบั โดย
อนุโลม”
มาตรา 1455 บญั ญตั ิวา่ “การใหค้ วามยนิ ยอมใหท้ าการสมรสจะกระทาไดแ้ ต่โดย
(1) ลงลายมือช่ือในทะเบียนขณะจดทะเบียนสมรส
(2) ทาเป็ นหนังสือแสดงความยินยอมโดยระบุชื่อผูจ้ ะสมรสท้งั สองฝ่ ายและลงลายมือช่ือ
ของผใู้ หค้ วามยนิ ยอม
(3) ถา้ มีเหตุจาเป็น จะใหค้ วามยนิ ยอมดว้ ยวาจาตอ่ หนา้ พยานอยา่ งนอ้ ยสองคนกไ็ ด้
ความยนิ ยอมน้นั เม่ือใหแ้ ลว้ ถอนไมไ่ ด”้
ฉะน้ัน ผูเ้ ยาวห์ รือบุคคลที่มีอายุยงั ไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ยงั อยู่ในอานาจปกครองของบิดา
มารดามาตรา 1454 จึงกาหนดให้ผเู้ ยาวจ์ ะทาการสมรสไดต้ ่อเม่ือไดร้ ับความยินยอมจากบิดามารดา
หรือผปู้ กครองก่อน หลกั เกณฑก์ ารใหค้ วามยนิ ยอมเป็นเช่นเดียวกบั เรื่องการหม้นั
การที่บิดามารดาผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครองจะใหค้ วามยนิ ยอมใหผ้ เู้ ยาวท์ าการสมรส
น้นั อาจทาได้ 3 วธิ ีตามที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1455 คือ
1. บิดามารดาผูร้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครองลงลายมือชื่อในทะเบียนขณะจดทะเบียน
สมรสเพอื่ ใหเ้ ป็นหลกั ฐานไว้
2. บิดามารดาผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครองทาหนงั สือแสดงความยนิ ยอมโดยระบุช่ือผู้
จะสมรสท้งั สองฝ่ายและลงลายมือช่ือของผใู้ หค้ วามยนิ ยอมไวด้ ว้ ย
3. ถา้ มีเหตุจาเป็นบิดามารดาผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครองจะใหค้ วามยนิ ยอมดว้ ยวาจา
ต่อหนา้ พยานอยา่ งนอ้ ยสองคนกไ็ ดแ้ ต่วิธีน้ีเป็นขอ้ ยกเวน้ ไดแ้ ตเ่ ฉพาะเม่ือมีเหตุจาเป็น
-77-
ความยนิ ยอมของบิดามารดาผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครองท่ีให้ผเู้ ยาวท์ าการสมรสน้นั
เพื่อใหค้ วามยนิ ยอมมาถูกตอ้ งตามแบบวิธีการแล้วจะถอนความยินยอมน้นั ไม่ไดเ้ พราะเม่ือใหค้ วาม
ยินยอมถูกตอ้ งตามกฎหมายแลว้ นายทะเบียนย่อมตอ้ งจดทะเบียนสมรสให้หลงั จากน้นั ชายหญิงก็
เกิดฐานะของการเป็นคู่สมรสและอาจมีบตุ รข้นึ มาซ่ึงถา้ มีการถอนความยนิ ยอมในภายหลงั ก็อาจเกิด
ผลร้ายตอ่ คสู่ มรสและต่อกรท่ีเกิดมากได้
นอกจากน้ี แมจ้ ะยงั มิไดม้ ีการจดทะเบียนสมรสก็ตามบิดามารดาจะเปล่ียนใจไม่ยอมให้
ผูเ้ ยาวท์ าการสมรสโดยจะถอนความยินยอมน้ันไม่ได้ ในกรณีที่บิดาและมารดาทาหนังสือแสดง
ความยนิ ยอมไวแ้ ลว้ แต่บิดาถึงแก่ความตายไปก่อนท่ีผูเ้ ยาวจ์ ะไปจดทะเบียนสมรสคงเหลือมารดา
เพียงผูเ้ ดียวเช่นน้ีผูเ้ ยาวก์ ็ยงั สามารถไปจดทะเบียนสมรสโดยใช้หนงั สือแสดงความยินยอมเช่นว่า
น้นั ไดเ้ พราะมารดาเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผเู้ ยาวเ์ พียงผเู้ ดียวในขณะจดทะเบียนแต่ถา้ บิดาและ
มารดาถึงแก่ความตายท้งั สองคนหนังสือแสดงความยินยอมดังกล่าวย่อมเป็ นผลผูเ้ ยาวต์ อ้ งมาขอ
ความยนิ ยอมใหมจ่ ากผปู้ กครองหรือขออนุญาตศาลใหท้ าการสมรส
หากผเู้ ยาวฝ์ ่ าฝืนเงื่อนไขเก่ียวกบั เร่ืองความยนิ ยอมของผใู้ ชอ้ านาจปกครองไปทาการสมรส
โดยมิได้รับความยินยอมจากบิดามารดารับบุตรบุญธรรมหรือผูป้ กครองแลว้ การสมรสน้ันเป็ น
โมฆียะตามที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1509 แต่เฉพาะบิดาและมารดาผูร้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครอง
ซ่ึงเป็นผมู้ ีสิทธิใหค้ วามยนิ ยอมเทา่ น้นั จึงจะมีสิทธิขอใหศ้ าลเพิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะน้ีไดต้ วั
ชายหรือหญิงคู่สมรสเองไม่มีสิทธิฟ้องขอใหศ้ าลเพิกถอนและสิทธิขอเพิกถอนการสมรสจะเป็นอนั
ระงบั สิ้นไป เม่ือชายหญิงคู่สมรสน้ันเม่ืออายุครบยี่สิบปี บริบูรณ์หรือเมื่อหญิงมีครรภ์แลว้ การฟ้อง
ขอเพิกถอนการสมรสในกรณีที่ผเู้ ยาวท์ าการสมรสไม่ไดร้ ับความยินยอมน้ีมีอายุความหน่ึงปี นับแต่
วนั ทราบการสมรสในกรณีที่ผเู้ ยาวจ์ ะทาการสมรสแต่ผเู้ ยาวไ์ ม่มีบิดามารดาผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือ
ผูป้ กครองท่ีจะให้ความยินยอมให้ตนทาการสมรสก็ดีหรือมีแต่บุคคลดงั กล่าวปฏิเสธไม่ยอมให้
ความยินยอมหรือไม่อยใู่ นสภาพที่อาจให้ความยนิ ยอมก็ดีหรือโดยพฤติการณ์ผเู้ ยาวไ์ ม่อาจขอความ
ยินยอมจากบิดามารดาผูร้ ับบุตรบุญธรรมหรือผูป้ กครองได้ก็ดีกฎหมายมาตรา 1456 บัญญัติ
ทางแกไ้ ขไว้
มาตรา 1456 “ถา้ ไม่มีผูท้ ี่มีอานาจให้ความยินยอมตามมาตรา 1454 หรือมีแต่ไม่ให้ความ
ยินยอมหรือไม่อยใู่ นสภาพที่อาจให้ความยนิ ยอม หรือโดยพฤติการณ์ผูเ้ ยาวไ์ ม่อาจขอความยนิ ยอม
ได้ ผเู้ ยาวอ์ าจร้องขอต่อศาลเพื่ออนุญาตใหท้ าการสมรส”
โดยมาตราน้ีกาหนดให้ผเู้ ยาวย์ ื่นคาร้องต่อศาลขออนุญาตทาการสมรสไดฉ้ ะน้นั ในกรณีท่ี
บิดามารดาของผเู้ ยาวถ์ ึงแก่ความตายไปแลว้ ท้งั สองคนหากผูเ้ ยาวจ์ ะทาการสมรสแต่ไม่มีผใู้ ห้ความ
ยนิ ยอมผูเ้ ยาวด์ งั กล่าวมีทางเลือก 2 ทางคือ ทางแรกขอให้ศาลต้งั ผูป้ กครองก่อนแลว้ จึงจะขอความ
-78-
ยนิ ยอมจากผูป้ กครองน้นั หรือทางท่ีสองขออนุญาตเพื่อใหศ้ าลอนุญาตใหต้ นทาการสมรสตามาตรา
1456 น้ีเลยทนั ทีก็ได้ แลว้ แต่จะเลือก สาหรับบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแลว้ คือมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์
หรือบรรจุนิติภาวะด้วยการสมรสแลว้ สามารถทาการสมรสไดโ้ ดยลาพงั โดยไม่จาเป็ นตอ้ งไดร้ ับ
ความยินยอมจากบิดามารดาหรือผูป้ กครองเฉพาะแต่ผเู้ ยาวเ์ ท่าน้นั ที่จาเป็ นตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอม
ดงั กล่าวเง่ือนไขในการสมรสตามท่ีกฎหมายกาหนดไวม้ ีเพียง 8 ประการตามที่กล่าวมาน้ีเท่าน้ัน
ส่วนเหตุอ่ืนๆ นอกเหนือจากน้ีหาไดม้ ีผลกระทบกระเทือนถึงความสมบรู ณ์ของการสมรสที่ไดม้ ีการ
จดทะเบียนสมรสไปแลว้ ไม่
8. ชายและหญงิ ต้องยินยอมเป็ นสามีภริยากนั
มาตรา 1458 บญั ญตั ิว่า “การสมรสจะทาไดต้ ่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็ นสามีภริยากันและ
ตอ้ งแสดงการยินยอมน้นั ใหป้ รากฏโดยเปิ ดเผยตอ่ หนา้ นายทะเบียนและใหน้ ายทะเบียนบนั ทึกความ
ยนิ ยอมน้นั ไวด้ ว้ ย”
การสมรสเป็ นการทาสัญญาที่เป็ นเรื่องเฉพาะตวั ของชายและหญิงโดยสมคั รใจจึงจาเป็ น
ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมของชายและหญิงน้นั ไม่ว่าจะเป็ นผูบ้ รรลุนิติภาวะแลว้ หรือไม่ ท้งั น้ีตามท่ี
บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1458 และจะใหค้ วามยนิ ยอมแทนกนั ไมไ่ ด1้ 6
การสมรสที่ชายและหญิงมิไดย้ นิ ยอมเป็นสามีภริยากนั เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 เช่น ชาย
หญิงจดทะเบียนสมรสกนั เพ่ือจะไดส้ ิทธิในการลดหย่อนภาษีในฐานะที่มีคู่สมรส โดย ท้งั คู่ไม่มี
เจตนาท่ีจะมาเป็ นสามีภริยากนั หรือเพื่อให้ตนบรรลุนิติภาวะไดม้ ีอานาจขายที่ดินของตนโดยไม่
ตอ้ งขออนุญาตจากศาลก่อน หรือชายหญิงไม่มีเจตนาท่ีจะทาการสมรสแต่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั
เพื่อตอ้ งการเล่นตลกหลอกเพ่ือนฝูงการสมรส หรือเพ่ือให้ไดส้ ิทธิเขา้ ประเทศ หรือเพ่ือให้ได้รับ
บาเหน็จตกทอดเท่าน้ัน17 หรือถูกขู่บังคับให้จดทะเบียนสมรส หรือสมรสเพราะเช่ือตามหมอดู
ทานายเท่าน้นั 18 เช่นน้ีย่อมเป็นการฝ่ าฝื นมาตรา 1458 เช่นวา่ น้ีเป็ นโมฆะท้งั สิ้นเพราะมิไดย้ ินยอมที่
จะเป็ นสามีภริ ยากนั
การจดทะเบียนสมรสกนั จะตอ้ งสมคั รใจและยินยอมเป็ นสามีภรรยากนั ท้งั สองฝ่ าย การที่
กฎหมายมาตรา 1458 กาหนดว่า “ชายหญิงจะตอ้ งแสดงการยินยอมในการเป็ นสามีภริยากันให้
ปรากฏโดยเปิ ดเผยต่อหนา้ นายทะเบียนและนายทะเบียนตอ้ งบนั ทึกความยินยอมน้นั ไวด้ ว้ ย” ก็เพ่ือ
ป้องกนั ในเร่ืองการต้งั ตวั แทนไปทาการสมรสและรวมท้งั การข่มขู่ใหท้ าการสมรสดว้ ย หากมีการต้งั
ตวั แทนให้ไปจดทะเบียนสมรสและนายทะเบียนยอมรับจดทะเบียนให้ การสมรสน้ันเป็ นโมฆะ
16 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2540
17 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี. 2351/2545
18 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 535 1/2545
-79-
การยินยอมโดยเปิ ดเผยน้ีไม่ตอ้ งเปล่งวาจายินยอมเพียงลงลายมือช่ือต่อหนา้ นายทะเบียนก็ถือว่าเป็น
การแสดงความยนิ ยอมโดยเป็นเผยแลว้
สาหรับการที่ใชห้ ลอกลวงหญิงมาจดทะเบียนสมรสเป็นภริยา โดยรับรองวา่ จะเล้ียงดูใหส้ ุข
สบายแต่ภายหลงั กลบั ทิง้ ขวา้ งเช่นน้ีจะถือวา่ หญิงมีไดย้ นิ ยอมไม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 54/2494 การที่ใชห้ ญิงทาสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะไป
จดทะเบียนสมรสกนั ท่ีอาเภอน้นั ไม่เป็ นความผิดกฎหมายและไม่เป็ นโมฆะเพราะคู่กรณีอาจไปจด
ทะเบียนสมรสไดต้ ามที่ยอมความกนั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 5280/2544โจทกฟ์ ้องขอใหศ้ าลพิพากษาวา่ การสมรสระหวา่ งจาเลย
กบั นาง ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอา้ งว่า จาเลยจดทะเบียนสมรสกบั หญิงอ่ืน โดยหญิงน้นั แอบ
อา้ งช่ือว่าเป็นนาง ส. เป็นการกล่าวอา้ งวา่ มีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมายโดยนาง ส.
ไม่ไดใ้ หค้ วามยนิ ยอมอนั เป็ นการฝ่ าฝื นต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ย่อมตก
เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซ่ึงจะตอ้ งมีคาพพิ ากษาของศาลเทา่ น้นั ท่ีจะแสดงวา่ การสมรสเป็นโมฆะ
โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผสู้ ืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาวา่ การสมรสเป็ น
โมฆะไดต้ ามมาตรา 1496 ดงั น้นั แมน้ าง ส. ถึงแก่ความตายทาใหก้ ารสมรสสิ้นสุดลงก่อนโจทกฟ์ ้อง
แต่เม่ือยงั ปรากฏความเป็นโมฆะอยโู่ ดยยงั ไม่มีคาพิพากษาใหเ้ ป็นโมฆะ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิ
ของโจทกซ์ ่ึงเป็นผสู้ ืบสันดาน โจทกย์ อ่ มมีอานาจฟ้องขอใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะได้
อย่างไรก็ดี การสมรสที่ฝ่ าฝื นมาตรา 1458 ย่อมเป็ นโมฆะตามมาตรา 1495 ซ่ึงบุคคลที่จะ
ร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็ นโมฆะ ฝ่ าฝื นบทบญั ญตั ิดงั กล่าว ไดแ้ ก่ คู่สมรส บิดามารดา
หรือผสู้ ืบสันดานของค่สู มรส หรือพนกั งานอยั การ19 และตราบใดท่ีไมม่ ีฝ่ ายใดฟ้องและศาลยงั ไมไ่ ด้
มีคาพพิ ากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะ การสมรสที่ฝ่าฝืนน้นั จึงยงั คงมีอยู่ ชายหญิงจึงเป็นสามีภริยากนั
ตามกฎหมาย เพราะคาพิพากษาของศาลเท่าน้ันที่จะแสดงว่าการสมรสที่ฝ่ าฝื นตามมาตรา 1449,
1450 และ 1458 เป็นโมฆะ ( มาตรา 1496)
3.4 แบบแห่งการสมรส
มาตรา 1457 การสมรสตามกฎหมาย จะมีไดเ้ ฉพาะเม่ือไดจ้ ดทะเบียนแลว้ เทา่ น้นั
กฎหมายกาหนดในเร่ืองแบบแห่งการสมรสไวใ้ นมาตรา 1457 โดยการสมรสจะมีไดเ้ ฉพาะ
เมื่อไดจ้ ดทะเบียนสมรสแลว้ เท่าน้ันเมื่อไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั แลว้ ก็เกิดผลเป็ นสามีภริยากนั ตาม
กฎหมายทนั ทีโดยไม่ตอ้ งมีอยา่ งอ่ืนอีกถึงแม้จะมีการจดั งานแต่งงานพิธีใหญ่โตเพียงใดก็ตามก็ไม่
19 เม่ือไม่มีบคุ คลดงั กล่าว แต่ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียตอ้ งมาร้องขอต่อพนกั งานอยั การเสียก่อน พนกั งานอยั การจะ
ร้องขอตอ่ ศาลเองโดยพลการไมไ่ ด้ นยั คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 100/2534
-80-
ถือว่าเป็ นสามีภรรยาท่ีถูกตอ้ งตามกฎหมายแลว้ เพราะถา้ ยงั ไม่ไดไ้ ปจดทะเบียนสมรส ก็ยงั ไม่ใช่
การสมรสตามกฎหมาย ถา้ หากไดจ้ ดทะเบียนสมรสตามกฎหมายตามมาตราน้ีแลว้ แมไ้ ม่จดั งาน
แต่งงานกไ็ ด้ กถ็ ือวา่ เป็นสามีภรรยากนั ตามกฎหมาย ดงั น้นั ถา้ อยากมีสิทธิการเป็นค่สู มรส กต็ อ้ งไป
จดทะเบียนสมรส
ในการที่ชายและหญิงจดทะเบียนสมรสกันน้ันบุคคลท้ังสองต้องไปย่ืนคาร้องขอต่อ
นายอาเภอหรือผูอ้ านวยการเขตซ่ึงเป็ นนายทะเบียนเม่ือได้รับการร้องขอให้จดทะเบียนสมรส
ดงั กล่าวนายทะเบียนตอ้ งจดทะเบียนสมรสให้ตามพระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478
มาตรา 1020 การท่ีนายทะเบียนจะปฏิเสธได้ก็ต่อเม่ือปรากฏว่ามิได้เป็ นไปตามเงื่อนไขแห่งที่
บทบญั ญตั ิไวใ้ นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1448 ถึง 1454 เท่าน้ัน จะนาคาสั่งของ
กระทรวงมหาดไทย ท่ีให้จดทะเบียนสมรสให้กบั คนไทยกบั หญิงต่างดา้ วที่ยงั ไม่มีใบสาคญั ประจา
คนตา่ งดา้ วมาใชบ้ งั คบั แก่บคุ คลทว่ั ไปอยา่ งกฎหมายหาไมไ่ ด้
การจดทะเบียนสมรสจะกระทานอกว่าที่การอาเภอหรือสานักงานเขตก็ได้ โดยตาม
พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 10 วรรคสอง ให้สิทธิชายหรือหญิง
ผูก้ ระทาการสมรสร้องขอให้นายทะเบียนไปจดทะเบียนสมรส ณ สถานที่อื่นนอกสานักงาน
ทะเบียน เช่น เชิญนายทะเบียนไปจดทเบียนสมรสให้ท่ีบา้ นของตน หรือสถานที่จดั งานเล้ียงฉลอง
การสมรส แต่ชายหญิงตอ้ งแสดงความยินยอมเป็ นสามีภริยากันให้ปรากฏโดยเปิ ดเผยต่อหนา้ นาย
ทะเบียนดว้ ยตนเอง จะต้งั ตวั แทนไม่ได้ ถา้ ชายหรือหญิงเป็ นคนหูหนวก หรือใบ้ หากเขียนหนงั สือ
ไดก้ ็อาจแสดงความยนิ ยอมของตนโดยวิธีเขียนต่อหน้านายทะเบียน และนายทะเบียนตอ้ งบนั ทึก
ความยินยอมน้ันไวด้ ้วย แต่ถา้ หูหนวกหรือใบด้ ังกล่าวเขียนหนังสือไม่ได้ก็ให้ใช้การแสดงกริยา
ทา่ ทาง อนั แสดงใหเ้ ห็นอยา่ งชดั แจง้ ว่ายนิ ยอมเป็นสามีภริยากนั ก็ได้
กรณีที่ชายหญิงสมรสกนั กันตามกฎหมายลักษณะผวั เมียก่อนวนั ที่ 1 ตุลาคม 2478 โดย
ไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั น้ัน การสมรสดงั กล่าวเป็ นอนั สมบูรณ์ตามกฎหมายลกั ษณะผวั เมียและ
เป็นอนั สมบรู ณ์ ในปัจจุบนั น้ีดว้ ยโดยไม่จาเป็นตอ้ งมาจดทะเบียนสมรสกนั ใหม่อีก
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3740/2525 นายทะเบียนอา้ งระเบียบกระทรวงมหาดไทยมาเป็นเหตุ
ไม่รับจดทะเบียนสมรสไมไ่ ด้
20 พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478
มาตรา 10 บญั ญตั ิว่า “เม่ือมีการร้องขอให้จดทะเบียนสมรสแลว้ ใหน้ ายทะเบียนรับจดทะเบียนสมรสให้
การจดทะเบียนสมรสน้นั จะขอให้นายทะเบียนไปทานอกสานกั ทะเบียนกไ็ ด้ แต่ตอ้ งเสียค่าธรรมเนียม
ตามอตั ราท่ีกาหนดไวใ้ นกฎกระทรวง”
-81-
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 2510/2545 ตามพระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว มาตรา 6 วรรค
สอง คู่สมรสจะต้องลงลายมือชื่อไวเ้ ป็ นสาคัญในทะเบียนต่อหน้านายทะเบียนและต่อหน้าพยาน
สองคนซ่ึงตอ้ งลงลายมือชื่อไวใ้ นทะเบียนในขณะน้ันดว้ ย แต่ตามทะเบียนการสมรสปรากฏว่ามี
ลายมือชื่อพยานเพียงคนเดียว จึงถือไม่ไดว้ ่าไดม้ ีการลงลายมือช่ือตอ่ หนา้ พยานสองคน เป็นการมิได้
ปฏิบตั ิตามข้นั ตอนการจดทะเบียนสมรสให้ถูกตอ้ งตามท่ีกฎหมายกาหนด การจดทะเบียนสมรสจึง
ไม่มีผลสมบรู ณ์ตามกฎหมาย
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1832/2527 เกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสน้ัน พระราชบัญญัติ
จดทะเบียนครอบครัวพุทธศกั ราช 2478 มาตรา 10 บญั ญตั ิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนสมรสให้
เมื่อมีการร้องขอ การท่ีนายทะเบียนจะปฏิเสธได้ก็ต่อเม่ือปรากฏว่ามิได้เป็ นไปตามเงื่ อนไข
แห่งมาตรา 1448 ถึงมาตรา 1454 และมาตรา 1458 ตามท่ีได้ตรวจชาระใหม่ ซ่ึงมาตรา 13 แห่ง
พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พุทธศกั ราช 2478 หา้ มมิใหน้ ายทะเบียนจดทะเบียนสมรสใน
กรณีที่นายทะเบียนไมย่ อมรับจดทะเบียนสมรส ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียก็มีสิทธิที่จะยนื่ คาร้องตอ่ ศาล โดยไม่
ตอ้ งเสียค่าธรรมเนียม เม่ือศาลไต่สวนไดค้ วามว่าการเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายครบถว้ นแลว้
ก็ใหศ้ าลมีคาสง่ั ไปใหน้ ายทะเบียนรับจดทะเบียนไดต้ ามมาตรา 15 แห่งพระราชบญั ญตั ิดงั กลา่ ว
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 2510/2545 ตามพระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว มาตรา 6 วรรค
สอง คู่สมรสจะตอ้ งลงลายมือช่ือไวเ้ ป็ นสาคญั ในทะเบียนต่อหนา้ นายทะเบียนและต่อ หนา้ พยาน
สองคนซ่ึงตอ้ งลงลายมือชื่อไวใ้ นทะเบียนในขณะน้ันดว้ ย แต่ตามทะเบียนการสมรสปรากฏว่ามี
ลายมือชื่อพยานเพียงคนเดียว จึงถือไม่ไดว้ า่ ไดม้ ีการลงลายมือชื่อต่อหนา้ พยานสองคน เป็นการมิได้
ปฏิบตั ิตามข้นั ตอนการจดทะเบียนสมรสให้ถูกตอ้ งตามท่ีกฎหมายกาหนด การจดทะเบียนสมรสจึง
ไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4152/2532 การท่ีโจทก์เองเป็ นฝ่ ายขอร้องจาเลยให้มีหนังสือ
สอบถามไปยงั สถานทูตเกี่ยวกบั การเป็ นโสดของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่สามารถเอาหนงั สือรับรอง
ความเป็ นโสดจากสถานทูตมาแสดงได้ จาเลยจึงไดด้ าเนินการออกหนังสือดงั กล่าวให้ แต่เมื่อยงั
ไม่ไดร้ ับคาตอบจากสถานทูต จาเลยจึงยงั ไม่ไดพ้ ิจารณาว่าจะจดทะเบียนสมรสใหโ้ จทกต์ ามคาร้อง
ขอหรือไม่น้นั การที่จาเลยรอหนงั สือรับรองความเป็ นโสดของโจทกจ์ ากสถานทูตเป็นวิธีการอยา่ ง
หน่ึงเพื่อให้ไดม้ าซ่ึงหลกั ฐานว่าโจทก์เป็ นโสด ไม่ตอ้ งห้ามสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1452 อนั เป็นเงื่อนไขประการหน่ึงแห่งการสมรสของโจทก์ ยงั ไม่มีการโตแ้ ยง้ สิทธิ
ของโจทก์ โจทกจ์ ึงไม่มีอานาจฟ้องใหจ้ าเลยจดทะเบียนสมรสใหแ้ ก่โจทกไ์ ด้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี3739/2548 แมต้ ามสาเนาทะเบียนการสมรสจะปรากฏลายมือชื่อฝ่ าย
ชายคือ จาเลยที่ 1 เป็ นผูร้ ้องขอจดทะเบียนแต่เพียงผูเ้ ดียวก็ตาม แต่ในบนั ทึกดา้ นหลงั ของทะเบียน
-82-
สมรสดงั กล่าวเจา้ หนา้ ท่ีไดบ้ นั ทึกถอ้ ยคาที่จาเลยที่ 1 และผตู้ ายให้ไวว้ ่าคู่สมรสท้งั สองฝ่ ายมีความ
สมคั รใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกนั โดยท้งั จาเลยท่ี 1 และผูต้ ายได้ลงลายมือช่ือไวเ้ ป็ น
หลกั ฐาน บนั ทึกดงั กลา่ วไดท้ าในวนั และเวลาตอ่ เน่ืองกบั รายการจดทะเบียนสมรสดา้ นหนา้ จึงย่อม
ถือได้ว่าจาเลยที่ 1 และผูต้ ายได้ให้ถ้อยคาและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจด
ทะเบียนสมรสดว้ ยความยินยอมของท้งั สองฝ่ ายโดยถกู ตอ้ งตามกฎหมายแลว้ ความบกพร่องท่ีผตู้ าย
ไม่ไดล้ งลายมือช่ือไวท้ ่ีดา้ นหนา้ ทะเบียนสมรสดงั กล่าวยงั ไม่เป็นเหตุถึงทาให้การจดทะเบียนสมรส
ไมม่ ีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อยา่ งไร
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 10442/2558 โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยและขอเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครอง
และอุปการะเล้ียงดูเด็กชาย ม. จาเลยให้การว่า โจทก์ว่าจา้ งจาเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้
วทิ ยาการทางการแพทยโ์ ดยการผสมเช้ืออสุจิเพื่อต้งั ครรภเ์ ด็กชาย ม. ใหโ้ จทก์ โดยไม่เคยไดใ้ ชช้ ีวิต
ดงั สามีภริยาเลย เม่ือเด็กชาย ม. คลอด โจทกไ์ ม่ส่งเงินมาให้ ไม่ชาระคา่ อุปการะเล้ียงดูบุตรแตก่ ลบั ขู่
ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กาหนดประเด็นขอ้ พิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรส
ระหว่างโจทก์และจาเลยเป็ นโมฆะหรือไม่โดยให้จาเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดงั กล่าว เมื่อ
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็ นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจาเลยเป็ นการจดทะเบียนที่
ปราศจากความยนิ ยอมที่จะอยกู่ ินฉนั สามีภริยากนั อย่างแทจ้ ริง เน่ืองจากโจทกก์ บั จาเลยจดทะเบียน
สมรสกนั เพราะโจทก์ตกลงว่าจา้ งจาเลยให้ต้งั ครรภบ์ ุตรให้แก่โจทก์ดว้ ยวิธีการผสมเทียม โดยต่าง
ไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากนั อยา่ งแทจ้ ริงและไม่ประสงคท์ ่ีจะอย่กู ินร่วมกนั ฉนั สามีภริยา จึงเป็นการ
สมรสท่ีผิดเง่ือนไขตามมาตรา 1458 ซ่ึงมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กบั จาเลยเป็ นโมฆะ ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1496 วรรคหน่ึง การท่ีจาเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรส
เป็ นโมฆะ ถือได้ว่าเป็ นกรณีที่จาเลยซ่ึงเป็ นผูม้ ีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็ นโมฆะ
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1496 วรรคสองแลว้ ปัญหาดงั กล่าวเป็นขอ้ กฎหมายที่
เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอานาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับ
จาเลยเป็ นโมฆะได้ กรณีไม่เป็ นการพิพากษาเกินคาขอตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
142 แมก้ ารสมรสระหวา่ งโจทก์กบั จาเลยเป็ นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผเู้ ยาวค์ ลอดระหวา่ งที่ศาลยงั ไม่ไดม้ ี
การพิพากษาวา่ การสมรสระหวา่ งโจทกก์ บั จาเลยเป็นโมฆะ ผเู้ ยาวจ์ ึงเป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ของโจทกต์ ามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1536 วรรคสอง
3.5 การสมรสในต่างประเทศ
มาตรา 1459 การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนท่ีมีสัญชาติไทยดว้ ยกนั หรือฝ่ ายใดฝ่ าย
หน่ึงมีสัญชาติไทย จะทาตามแบบที่กาหนดไวต้ ามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศน้นั กไ็ ด้
-83-
ในกรณีท่ีคู่สมรสประสงคจ์ ะจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ให้พนกั งานทูตหรือกงสุลไทย
เป็นผรู้ ับจดทะเบียน
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1459 กาหนดการสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทย
ด้วยกัน หรือฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงมีสัญชาติไทย จะทาตามแบบท่ีกาหนดไวต้ ามกฎหมายไทยหรือ
กฎหมายแห่งประเทศน้ันก็ได้การสมรสท่ีกระทาในต่างประเทศน้ันประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ บรรพ 5 บญั ญตั ิรับรองไวแ้ ต่เฉพาะการสมรสระหว่างคนท่ีมีสัญชาติไทยเป็ นคู่สมรส โดย
เป็ นคนไทยท้งั สองฝ่ ายหรือฝ่ ายเดียวก็ได้ และในกรณีคู่สมรสประสงคจ์ ะจดทะเบียนตามกฎหมาย
ไทย ให้พนกั งานทูตหรือกงสุลไทยเป็นผรู้ ับจดทะเบียน ส่วนการสมรสระหวา่ งคนต่างประเทศน้นั
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มิไดบ้ ญั ญตั ิถึง แต่มีบญั ญตั ิไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ย
การขดั กนั แห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคหน่ึง ว่าการสมรสซ่ึงได้ทาถูกตอ้ งตามแบบ
บญั ญตั ิไวใ้ นกฎหมายแห่งประเทศท่ีทาการสมรสน้ันย่อมเป็ นอนั สมบูรณ์ ท้งั น้ี โดยถือหลกั การ
สมรสแต่เพียงประการเดียวเท่าน้ัน หากกฎหมายแห่งทอ้ งที่ท่ีทาการสมรสถือว่าเป็ นการสมรสท่ี
ชอบดว้ ยกฎหมายแลว้ สามีภริยาคู่น้ีถือวา่ เป็นสามีภริยาที่ชอบดว้ ยกฎหมายในท่ีอ่ืนๆ ทว่ั โลกดว้ ย
ก รณี ท่ี ก ารส ม รส ข องค นไ ท ย ได้ก ระ ท าข้ ึน ใน ต่ างป ระ เท ศ ตาม แบ บ ข องก ฎ ห ม ายใน
ต่างประเทศน้ันแลว้ เน่ืองจากมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย จึงไม่มีหลักฐานการจด
ทะเบียนสมรสอยู่ในประเทศไทย อาจจะเป็ นขอ้ ขดั ขอ้ งและเป็ นท่ีเสียหายในการที่ไม่มีหลกั ฐาน
แสดงว่าได้มีการสมรสกนั ถูกตอ้ งตามกฎหมายแลว้ ได้ พระราชบญั ญตั ิการจดทะเบียนครอบครัว
พ.ศ. 2378 มาตรา 17 จึงไดใ้ ห้สิทธิแก่ผสู้ ่วนไดเ้ สียในการสมรสดงั กล่าว เช่น สามีภริยาคู่น้นั ในอนั ท่ี
จะขอใหบ้ นั ทึกการสมรสน้ีโดยการจดขอ้ ความลงในทะเบียนเพือ่ เป็นหลกั ฐานในการพิสูจนไ์ ด้
สาหรับการสมรสของคนต่างประเทศท่ีไดก้ ระทาการในต่างประเทศตามแบบของกฎหมาย
ต่างประเทศ เช่น ชายชาวแคนดาสมรสกบั หญิงชาวองั กฤษที่ประเทศแคนดาน้ัน บทบญั ญตั ิมาตรา
20 วรรคแรก แห่งพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยการขดั กนั แห่งกฎหมาย 2481 บญั ญตั ิวา่ การสมรสซ่ึงไดท้ า
ถูกตอ้ งตามแบบที่บญั ญตั ิไวใ้ นกฎหมายแห่งประเทศท่ีกาหนดการสมรสน้ันย่อมเป็ นอนั สมบูรณ์
ฉะน้ัน ชายหญิงคู่น้ีเมื่อมาอยปู่ ระเทศไทยจึงตอ้ งถือว่าเป็ นสามีภริยาตามกฎหมายไทยดว้ ย หญิงจะ
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากชายผูเ้ ป็นสามี หรือฟ้องหยา่ ชายในศาลไทยก็ยอ่ มจะกระทาไดอ้ ย่าง
เตม็ ท่ี
3.6 การสมรสในพฤติการณ์พเิ ศษ
มาตรา 1460 บญั ญตั ิว่า “เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซ่ึงไม่อาจทาการจดทะเบียนสมรสต่อนาย
ทะเบียนได้ เพราะชายหรือหญิงฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงหรือท้งั สองฝ่ายตกอยใู่ นอนั ตรายใกลค้ วามตายหรือ
-84-
อยู่ในภาวะการรบหรือสงครามถา้ ชายและหญิงน้ันไดแ้ สดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลซ่ึง
บรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่น้ันแลว้ ให้บุคคลดงั กล่าวจดแจง้ การแสดงเจตนาขอทาการสมรสของชาย
และหญิงน้ันไวเ้ ป็ นหลกั ฐาน และต่อมาชายหญิงไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั ภายใน 90 วนั นบั แต่วนั ที่
อาจทาการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลกั ฐานต่อนายทะเบียนและให้นาทะเบียนจด
แจง้ วนั เดือน ปี สถานที่ท่ีแสดงเจตนาขอทาการสมรสและพฤติการณ์พเิ ศษน้นั ไวใ้ นทะเบียนสมรส
ใหถ้ ือว่าวนั แสดงเจตนาขอทาการสมรสต่อบุคคลดงั กล่าวเป็นวนั จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน
แลว้
ความในมาตราน้ีมิให้ใช้บงั คบั ถา้ หากจะมีการสมรสในวนั แสดงเจตนาขอทาการสมรส
การสมรสน้นั จะตกเป็นโมฆะ”
การแสดงเจตนาสมรสในเหตุฉุกเฉินกาหนดให้แสดงเจตนาต่อบุคคลผบู้ รรลุนิติภาวะที่อยู่
ณ ท่ีน้ัน บุคคลที่บรรลุนิติภาวะตอ้ งอ่านออกเขียนได้เพราะกฎหมายกาหนดให้ตอ้ งจดการแจง้ การ
แสดงเจตนาของชายและหญิงไวเ้ ป็นหลกั ฐานเพื่อนาไปจดทะเบียนสมรสภายใน 90 วนั หลงั จากท่ี
พน้ เหตุฉุกเฉินน้ันมาแลว้ ซ่ึงจะทาให้ การสมรสเช่นว่าน้ีมีผลยอ้ นหลงั ไปต้งั แต่วนั ท่ีแสดงเจตนา
สมรสกนั มิใช่วนั จดทะเบียนสมรสเช่นการสมรสปกติ
การสมรสในเหตุฉุกเฉินตามมาตราน้ีเป็ นการสมรสของคนท่ีตกอยู่ในอนั ตรายใกลค้ วาม
ตาย เช่น เกิดโรคระบาด หรือเกิดภาวะการรบหรือสงคราม อยา่ งไรก็ตาม การสมรสในเหตฉุ ุกเฉินน้ี
หากไมม่ ีการจดทะเบียนสมรสก็ไม่มีผลในการสมรสตามกฎหมายแต่อยา่ งใด และชายหรือหญิงฝ่าย
ใดฝ่ายหน่ึงจะบงั คบั ใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงไปจดทะเบียนสมรสกนั ไมไ่ ด้
ตวั อยา่ ง ชายหญิงเดินทางไปกบั เรือ ระหว่างทางเกิดพายุจนทาให้เรืออบั ปาง ชายหญิงคู่น้ี
และคนอื่นๆ กไ็ ดว้ า่ ยน้าไปติดเกาะร้างแห่งหน่ึงท้งั คู่ตกอยใู่ นอนั ตรายใกลค้ วามตาย ถา้ ชายและหญิง
น้นั ไดแ้ สดงเจตนาจะสมรสกนั ต่อหนา้ บคุ คลซ่ึงบรรลุนิติภาวะที่ อยู่ ณ ที่น้นั แลว้ ให้บุคคลดงั กล่าว
จดแจง้ การแสดงเจตนาขอทาการสมรสของชายและหญิงน้นั ไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
ต่อมามีเรือมารับพาทุกคนกลบั ข้ึนฝั่ง ท้งั คู่จึงไดจ้ ดทะเบียนสมรสภายใน 90 วนั เช่นน้ีตอ้ ง
ถือวา่ การสมรสของชายหญิงคู่น้ีมีผลยอ้ นหลงั ไปต้งั แต่วนั ที่แสดงเจตนาที่จะทาการสมรสเม่ืออยบู่ น
เกาะร้างน้ัน โดยกฎหมายให้ถือว่าวนั แสดงเจตนาขอทาการสมรสต่อบุคคลดังกล่าวเป็ นวนั จด
ทะเบียนสมรสต่อ นายทะเบียนแลว้
จากตวั อย่างเดิมข้างต้น ถามว่า กรณีไปติดเกาะร้างขุดเพชรเจอแล้วชายหญิงเกดิ มีบตุ รด้วย
คาตอบ เพชรท่ีขุดเจอย่อมเป็ นสินสมรส ส่วนบุตรท่ีคลอมาน้ันถือว่า เป็ นบุตรท่ีชอบ
กฎหมาย
-85-
บทสรุป
การสมรสในประเทศไทยตามประมวลกฎหมายยแพ่งและพาณิชยน์ ้ันได้มีการกาหนด
เงื่อนไขการสมรสซ่ึงกฎหมายกาหนดไวม้ ีท้งั หมด 8 เงื่อนไข ดงั น้ี
1. การสมรสระหวา่ งชายและหญิงน้นั จะกระทาไดเ้ มื่อชายและหญิงมีอายคุ รบ 17 ปี บริบูรณ์
ท้งั คู่ เวน้ แต่มีเหตสุ มควรตอ้ งทาการขออนุญาตศาลใหท้ าการสมรสก่อนหนา้ น้นั ได้
2. ชายหรือหญิงที่มาทาการสมรสกนั ตอ้ งไมเ่ ป็นคนวิกลจริต หมายถึงตอ้ งไม่เป็นคนที่มีสติ
ฟั่นเฟื อนจนไม่สามารถรู้สานึกของการใช้ชีวิตคู่ หรือเป็ นคนท่ีนอนไม่มีสติ แต่ในกรณีท่ีเป็ น
บุคคลที่ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย หรือติดสุราเช่นน้ีศาลมิได้ห้ามให้ทาการสมรส หากมีการสมรสกับ
คนวิกลจริต ผูท้ ่ีมีส่วนไดส้ ่วนเสีย เช่น บิดามารดา ผูป้ กครอง ผูอ้ นุบาล หรือผูพ้ ิทกั ษ์สามารถร้อง
ขอใหศ้ าลสง่ั ใหก้ ารสมรสน้นั เป็นโมฆะไดเ้ ช่นกนั
3. การสมรสระหว่างชายและหญิงน้ัน ชายและหญิงจะตอ้ งไม่เป็ นญาติสืบสายโลหิตตรง
ข้ึนไปหรือลงมา โดยความเป็นญาติน้ีกฎหมายใหค้ านึงถึงเฉพาะการที่เป็นญาติกนั ทางสายโลหิต
4. ผรู้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบญุ ธรรมจะสมรสกนั ไม่ได้ ในเง่ือนไขขอ้ น้ีหากผรู้ ับบตุ รบุญ
ธรรมและบุตรบุญธรรมทาการสมรสกนั กฎหมายถือวา่ การสมรสน้นั สมบรู ณ์ แต่ความเป็นบุตรบุญ
ธรรมและผรู้ ับบุตรธรรมกจ็ ะสิ้นสุดไปทนั ที
5. ชายหรือหญิงที่จะทาการสมรสในขณะท่ีมีคู่สมรสอยแู่ ลว้ ไม่ได้ คือสมรสซอ้ นไม่ได้ ทาง
กฎหมายถือวา่ เป็นโมฆะ
6. การมาสมรสกนั ของชายและหญิงตอ้ งยินยอมมาเป็นสามีภริยากนั โดยตอ้ งมาแสดงการ
ยนิ ยอมต่อหนา้ นายทะเบียนและใหน้ ายทะเบียนบนั ทึกการยนิ ยอมดว้ ย
7. หญิงหม้ายจะสมรสใหม่ไดต้ ่อเมื่อตอ้ งขาดจากการสมรสเดิม ไม่ว่าจะโดยการหย่า คู่
สมรสเสียชีวิต หรือศาลสั่งเพิกถอนการสมรสไดน้ ้ันการสิ้นสุดการสมรสตอ้ งไม่นอ้ ยกว่า 310 วนั
เวน้ แต่การสมรสใหม่จะเขา้ เงื่อนไขคือ
1) สมรสกบั คู่สมรสเดิม
2) ไดค้ ลอดบุตรแลว้
3) เอาใบรับรองแพทยม์ าวา่ ไมไ่ ดต้ ้งั ครรภ์ หรือ
4)ใหศ้ าลอนุญาตใหส้ มรสใหม่ได้
8. เง่ือนไขในการสมรสเง่ือนสุดทา้ ยคอื กรณีผเู้ ยาว์ (บุคคลท่ียงั ไม่บรรลุนิติภาวะ) จะสมรส
ไดต้ อ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากบิดามารดาหรือผปู้ กครอง