-186-
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6868/2542 ก่อนมีการจดทะเบียนสมรสโจทก์ถูกจาเลยกบั พวกใช้
กาลงั บงั คบั ขู่เขญ็ ใหจ้ าตอ้ งนง่ั รถยนตไ์ ปกบั จาเลยจากจงั หวดั สมุทรปราการไปยงั จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
โดยมีจาเลยกับพวกอย่างน้อย 2 คน คอยควบคุมตวั ไวม้ ิให้หลบหนี ท้งั ยงั ถูกจาเลยข่มขืนกระทา
ชาเราระหวา่ งพกั ที่บา้ นญาติจาเลยดว้ ย โจทกซ์ ่ึงเป็นหญิงคนเดียวอยใู่ นกลุ่มพวกจาเลยยอ่ มตอ้ งเกรง
กลวั การบงั คบั และ คาข่ขู องจาเลยที่วา่ จะไม่พาโจทกก์ ลบั บา้ นจะทาร้ายร่างกายและพาโจทก์ไปอยู่
ในป่ า หากไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกบั จาเลย วิญญูชนท่ีตกอยู่ในภาวะการณ์เช่นน้ีย่อมมีมูลตอ้ ง
เกรงกลัวว่าจะเกิดอันตราย ต่อร่างกายและเสรีภาพของตนหากไม่ยินยอมปฏิบัติตามคาข่มขู่
เช่นเดียวกบั โจทก์ การสมรสระหว่างโจทก์กบั จาเลยจึงเป็ นการสมรสโดยถกู ข่มขู่อนั ถึงขนาด ซึ่งถ้า
มไิ ด้มีการข่มขู่น้ันโจทก์จะไม่ทาการสมรสกบั จาเลย การสมรสจงึ เป็ นโมฆียะตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507 วรรคหนึ่ง ตามคาให้การจาเลยมิได้ให้การต่อสู้ไวอ้ ย่างชัดแจ้งแต่
อย่างใดเลยว่ามีการให้สัตยาบนั การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะ จาเลยให้การเพียงว่ามีการชดใชค้ ่าเสียหาย
ใหแ้ ก่บิดามารดาโจทกไ์ ปจานวน 100,000 บาท และบิดามารดาโจทกต์ ลอดจนตวั โจทกย์ อมใหอ้ ภยั
ในการกระทาของจาเลย รวมท้งั ยอมถอนแจง้ ความที่แจง้ ไวย้ งั สถานีตารวจต่างๆ เท่าน้นั ฉะน้ัน ท่ี
จาเลยฎีกาว่าโจทก์ให้สัตยาบนั การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะน้ีแลว้ จึงเป็ นขอ้ ที่มิได้ยกข้ึนว่ากันมาแลว้
โดยชอบในศาลล่างท้งั ไม่เป็ นสาระแก่คดีอนั ควรได้รับการวินิจฉัยด้วย จึงตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาตาม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา 249 วรรคหน่ึง
7.3 ผลของการเพกิ ถอนการสมรสทเ่ี ป็ นโมฆียะ
1.การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะย่อมสิ้นสุดลงในวนั ท่ีศาลมคี าพพิ ากษาถงึ ท่ีสุดให้เพกิ ถอน
มาตรา 1511 บญั ญตั ิว่า “การสมรสท่ีไดม้ ีคาพิพากษาให้เพิกถอนน้นั ใหถ้ ือว่าสิ้นสุดลง ใน
วนั ที่คาพิพากษาถึงท่ีสุด แต่จะอา้ งเป็ นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผูท้ าการโดยสุจริตไม่ได้
เวน้ แตจ่ ะได้ จดทะเบียนการเพกิ ถอนการสมรสน้นั แลว้ ”
การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะ หากยงั ไม่ถูกศาลเพิกถอนอยู่ตราบใดก็สมบูรณ์อยู่ตราบน้ัน
คู่สมรสก็ถือว่าเป็ นสามีภริยากนั ตามกฎหมายทุกประการ3ในระหว่างการสมรสยงั ไม่ถูกเพิกถอน
คู่สมรสมีความสัมพนั ธ์กันในทางทรัพยส์ ิน มีสินส่วนตวั และสินสมรส ท้งั มีสิทธิรับมรดกของ
คูส่ มรสอีกฝ่าย ถา้ ค่สู มรสฝ่ายน้นั ตายก่อนศาลพพิ ากษาใหเ้ พิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะน้ี
นอกจากน้ี คู่สมรสที่สมรสกันโดยมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์แล้วท้งั สองคนก็ย่อมบรรลุ
นิติภาวะ ตามมาตรา 20 แมต้ ่อมาภายหลงั ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ก็ไม่มีผลทาให้ชาย
3 คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 1028/2506
-187-
หญิงกลบั เป็นผเู้ ยาวอ์ ีกเพราะการบรรลุนิติภาวะกรณีน้ีเป็นการบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย และการ
เพกิ ถอนการสมรส มีผลต้งั แต่วนั ท่ีคาพพิ ากษาถึงท่ีสุด ไม่ไดย้ อ้ นหลงั ไปเหมือนเช่นกรณีการสมรส
เป็ นโมฆะ
แต่เม่ือศาลได้มีคาพิพากษาเพิกถอนการสมรสแลว้ ถือว่าคู่สมรสน้ันสิ้นสุดการเป็ นสามี
ภริยากนั นบั แต่วนั น้นั ไม่มีความสัมพนั ธก์ นั ท้งั ในทางส่วนตวั และทางทรัพยส์ ินต่อไป ชายหญิงน้นั
มีหน้าท่ีจะตอ้ งนาคาพิพากษาดังกล่าวไปแสดงต่อหน้านายทะเบียน เพื่อให้จดทะเบียนเพิกถอน
การสมรส ตราบใดที่ยงั ไม่มีการจดทะเบียนเพิกถอนการสมรส จะยกข้ึนกล่าวอา้ งต่อบุคคลภายนอก
ผซู้ ่ึงกระทาการโดยสุจริตหาไดไ้ ม่
2. ต้องมีการแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยา และกาหนดการปกครองบุตรเช่นเดียวกับการ
หย่าโดยคาพพิ ากษา
มาตรา 1512 บญั ญตั ิว่า “ให้นาบทบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยผลของการหยา่ โดยคาพิพากษามาใชบ้ งั คบั
แก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม”
เม่ือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆะแลว้ จะตอ้ งนาบทบัญญตั ิวา่ ดว้ ยผลของ
การหยา่ โดยคาพิพากษามาบงั คบั ใชโ้ ดยอนุโลม (มาตรา 1512) กล่าวคือ
-ในเรื่องทรัพยส์ ินระหว่างสามีภริยาน้ันจะตอ้ งแบ่งปันกนั สินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายใด
ฝ่ ายน้ันก็ได้รับไป ส่วนสินสมรสต้องแบ่งกันตามมาตรา 1533 โดยคาพิพากษาส่วนที่บังคับ
ทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภริยาน้นั มีผลยอ้ นหลงั ไปถึงวนั ฟ้องขอใหเ้ พิกถอนการสมรส
-การชดใชส้ ินสมรสท่ีคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงไดจ้ าหน่ายไปเป็ นท่ีเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึง
อีกฝ่ ายหน่ึงตามมาตรา 1534 ดว้ ย สาหรับหน้ีร่วมระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1490 น้ัน ตอ้ งแบ่ง
ความรับผดิ ชอบกนั คนละคร่ึงตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1534
-ในเรื่องบุตรน้นั เน่ืองจากบุตรท่ีเกิดระหว่างการสมรสท่ีเป็นโมฆียะและถูกศาลเพิกถอนใน
ภายหลงั มาตรา 1560 ให้ถือว่าเป็ นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายและหญิงน้ัน เมื่อตอ้ งแยก
ครอบครัวกนั จึงตอ้ งมีการกาหนดให้บิดาหรือมารดาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเป็ นผูใ้ ชอ้ านาจปกครองบุตร
ผเู้ ยาวต์ ามมาตรา 1520
ตวั อย่าง ชายข่มขู่หญิงไปแลว้ ข่มขู่ให้หญิงจดทะเบียนสมรสดว้ ยต่อมาหญิงมีบุตรเกิดข้ึน
ระหว่างสมรสทามาหาไดร้ ่วมกนั 1 แสนบาท ต่อมา หากหญิงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการสมรสท่ี
เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ หญิงมีสิทธิ หญิงมีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้แบ่งเงิน 1,000,000 บาท ที่
เป็นสินสอดให้ตนคร่ึงหน่ึง และขอใหศ้ าลกาหนดใหต้ นเป็นผใู้ ช้อานาจปกครองเด็กแต่เพียงผเู้ ดียว
เพราะบุตรท่ีเกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆียะก็เป็นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายตามมาตรา 1560 และยงั มี
สิทธิเรียกใหช้ ายจ่ายค่าอปุ การะเล้ียงดูได้
-188-
3. มีการชดใช้ค่าเสียหายและค่าเลยี้ งชีพ
มาตรา 1513 บญั ญตั ิว่า “ถา้ ปรากฏว่าคู่สมรสที่ถูกฟ้องเพิกถอนการสมรสได้รู้เห็นเป็ นใจ
ในเหตุแห่ง โมฆียะกรรม คสู่ มรสน้นั จะตอ้ งรับผดิ ใชค้ ่าทดแทนความเสียหายซ่ึงคูส่ มรสอีกฝ่ายหน่ึง
ไดร้ ับ ต่อกาย ชื่อเสียง หรือทรัพยส์ ิน เน่ืองจากการสมรสน้ัน และให้นามาตรา 1525 มาใช้บงั คบั
โดย อนุโลม
ถา้ หากการเพิกถอนการสมรสตามวรรคหน่ึงทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงยากจนลง และไม่มี รายได้
พอจากทรัพยส์ ินหรือจากการงานตามที่เคยทาอยรู่ ะหวา่ งสมรส คู่สมรสท่ีถูกฟ้องร้องน้นั จะตอ้ งรับ
ผดิ ในคา่ เล้ียงชีพดงั ท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1526 ดว้ ย”
ตวั อย่าง ชายใชอ้ าวุธปื นขุมข่หู ญิงให้จดทะเบียนสมรสกบั ตน หญิงก็มีสิทธิฟ้องขอให้เพิก
ถอนการสมรสที่เป็ นโมฆียะน้ีได้ (มาตรา 1507) แบ่งสินสมรสกนั คนละคร่ึงและเรียกค่าทดแทน
ความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงได้ (เทียบมาตรา 1440 ในเร่ืองค่าทดแทน)
ตวั อย่าง กรณีถา้ หญิงทางานบริษทั ท่ีเชียงใหม่ไดเ้ งินเดือน 10,000 บาท ชายมาหลอกหญิง
ให้จะทะเบียนสมรสดว้ ยโดยบอกวา่ ตนไม่เคยยงุ่ เกี่ยวกบั ยาเสพติดใดๆ มาเลย หญิงหลงเชื่อยอมจด
ทะเบียนสมรสและยา้ ยมาอยู่กรุงเทพฯเพ่ือมาเปิ ดร้านซักอบรีด รายไดเ้ ดือนละ 5000 บาทเท่าน้ัน
หลงั จากสมรสไปแลว้ หญิงทราบว่าชายน้นั ติดยาบา้ เช่นน้ี หญิงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการ
สมรสน้ีได้ (ถูกกลฉ้อฉล) และให้ชายชดใชค้ ่าเสียหายต่อกายและต่อชื่อเสียงที่ตอ้ งมาเป็นภริยาชาย
และให้จ่ายค่าเล้ียงชีพเป็ นรายเดือนโดยเองเหตุว่าจะตอ้ งยา้ ยกลบั ไปอยู่เชียงใหม่ ไม่สามารถทา
กิจการซัดอบรีด ทาให้ตอ้ งยากจนลงหรือทาให้ตอ้ งออกจากงานมาทากิจการร้านซักอบรีด (รายได้
เดิม 10,000-5,000 = 5,000 บาท แสดงวา่ หญิงยากจนลง 5000 บาท)
บทสรุป
การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะ กฎหมายกาหนดเหตุที่ทาให้การสมรสเป็ นโมฆียะ ได้แก่ การ
สมรสท่ีชายและหญิงอายุไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ การสมรสโดยการสาคญั ผิดตวั คู่สมรส การสมรส
โดยถูกกลฉ้อฉล การสมรสโดยถูกข่มขู่ และการสมรสของผูเ้ ยาวท์ ี่ไม่ไดร้ ับความยินยอมของบิดา
มารดา ผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผปู้ กครอง หากผเู้ ยาวส์ มรสไปโดยไม่ไดร้ ับความยนิ ยอมดงั กลา่ วการ
สมรสเป็ นโมฆียะ คาว่า “โมฆียะ” หมายถึง การกระทาน้ันยงั คงใช้ได้อยู่จนกว่าจะถูกเพิกถอน
ดงั น้นั การสมรสที่เป็นโมฆียะจึงเป็นการสมรสท่ียงั คงมีผลอยตู่ ามกฎหมายจนกวา่ จะมีการเพิกถอน
ผลของการสมรสที่เป็นโมฆียะดงั ที่กล่าวมาแลว้ คอื ตราบใดท่ียงั ไม่มีการเพิกถอน การสมรสน้นั กย็ งั
มีผลตามกฎหมายทุกประการ และถา้ ตอ่ มามีการเพิกถอนการสมรสแลว้ การสมรสน้นั ก็สิ้นสุดลงนบั
แต่เวลาท่ีเพิกถอนเป็นตน้ ไป กล่าวคือ ผลของการท่ีศาลมีคาพิพากษาเพกิ ถอนถือวา่ การสมรสสิ้นสุด
-189-
ลงต้งั แต่วนั ท่ีศาลมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้เพิกถอน ดงั น้ัน ความสัมพนั ธ์ต่างๆ ระหว่างสามีภริยาก็
เป็นอนั สิ้นสุดลง นบั แต่วนั ที่ศาลพิพากษาเพิกถอนเป็นตน้ ไปและถา้ คู่สมรสฝ่ ายท่ีถูกฟ้องเพิกถอน
น้ันรู้ถึงเหตุแห่งโมฆียะก็ตอ้ งรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่อีกฝ่ ายหน่ึงในความเสียหายท่ีได้รับด้วย
นอกจากน้ี ถา้ การเพิกถอนเป็นเหตุให้อีกฝ่ ายหน่ึงยากจนลงไม่มีทรัพยส์ ินพอเล้ียงชีพคู่สมรสฝ่ ายท่ี
ถูกฟ้องก็ตอ้ งจ่ายค่าเล้ียงชีพใหแ้ ก่อีกฝ่ายดว้ ย
-190-
คาถามท้ายบท
1. นายดาอายุ 21 ปี ไปติดพนั และรักใคร่ชอบพอกบั นางฟ้าหญิงหมา้ ยอายุ 35 ปี เป็นเหตุให้
นางขาวมารดาของนายดาไม่พอใจจึงไปติดต่อกับนางสาวแดงอายุ 20 ปี หญิงสาวขา้ งบ้าน โดย
หลอกว่านายดาหลงรักนางสาวแดง และสัญญาว่าจะยกท่ีดินให้หน่ึงแปลงเพ่ือตอบแทนการท่ี
นางสาวแดงยอมสมรสดว้ ย นางสาวแดงหลงเช่ือจึงยอมจดทะเบียนสมรสกบั นายดาท่ีเชื่อฟังมารดา
โดยไม่รู้ถึงการหลอกลวง หลงั จากสมรสไดส้ องเดือน นายดาก็ยงั คงไปติดพนั นางฟ้าโดยไม่สนใจ
นางสาวแดง และนางขาวกย็ งั ไม่ยอมโอนท่ีดินใหแ้ ก่นางสาวแดง ดงั น้ี
หากนางสาวแดงมาปรึกษาท่านในฐานะทนายความว่าจะขอเพิกถอนการสมรสเพราะตน
สาคญั ผิดและถูกกลฉอ้ ฉลใหเ้ ขา้ ใจผิดวา่ นายดาหลงรักตนเอง รวมท้งั จะฟ้องบงั คบั ให้นางขาวโอน
ที่ดินหน่ึงแปลงใหต้ ามสญั ญาจะสามารถทาไดห้ รือไม่ อยา่ งไร
2. นายหล่อใชป้ ื นไปข่มข่นู างสาวสวยใหย้ อมไปจดทะเบียนสมรส ถา้ ไม่ยอมจะฆ่าให้ตาย
นางสวยกลวั จึงยอมจดทะเบียนสมรสดว้ ย ต่อมาหลงั จดทะเบียนสมรส 1 เดือน ถูกสลากกินแบ่ง
รัฐบาล 2 ลา้ นบาท ต่อมาบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายตอ้ งการฟ้องเพิกถอนการสมรสดงั กล่าว ถา้ มา
ปรึกษาทา่ นจะแนะนาอยา่ งไร ทรัพยส์ ินจะตกเป็นของใคร เพราะเหตใุ ด
3. นายดาอายุ 25 ปี เป็นลูกชายคนเดียว ตอ้ งการมีบุตรไวส้ ืบสกุล ไดห้ ลงรักนางสาวฟ้า อายุ
20 ปี บริบูรณ์ แต่นางสาวฟ้าไม่อยากบอกเร่ืองท่ีตนเองเคยประสบอุบตั ิเหตมุ าจนตอ้ งตดั มดลูกทิ้งไป
ให้แก่นายดาทราบ เพราะถา้ นายดาทราบนายดาย่อมไม่ทาการสมรสกับตนเอง และท้งั คู่ก็ทาการ
สมรสกนั ตามกฎหมาย หลงั จากน้ัน 2 เดือนนายดาพานางสาวฟ้าไปตรวจสุขภาพเพ่ือตอ้ งการมีลูก
ผลตรวจปรากฏว่าหมอลงความเห็นว่านางสาวฟ้ามีลูกไม่ได้ นายดาเสียใจมาก และไม่ตอ้ งการอยู่
ร่วมเป็นสามีภริยากบั นางสาวฟ้าอีกตอ่ ไป ดงั น้ี
หากนายดามาปรึ กษาท่านในฐานะทนายความว่าจะขอเพิกถอนการสมรส น้ ี ได้หรื อไม่
อยา่ งไร
4. นายเทพไดท้ าการข่มขู่อนั ถึงขนาดทาให้ น.ส.ฟ้าจดทะเบียนสมรสดว้ ย เม่ือผ่านไปได้
6 เดือน นางสาวฟ้าไดไ้ ดห้ นีพน้ จากการข่มขู่ นายเทพและนางฟ้า มีเงินเดือนท่ีได้รับจากที่ทางาน
ของแตล่ ะคนๆ ละ 15,000 บาท 2 เดือน รวม 60,000 บาทอนั เป็นสินสมรส
นางสาวฟ้าไดไ้ ปพบทนายความและตอ้ งการฟ้องเพิกถอนการสมรสดงั กล่าวหรือไม่ การ
สมรสจะมีผลอยา่ งไรบา้ ง เพราะเหตุใด
5. นายไผ่ชอบนางสาวสไปร์ท ซ่ึงนางสาวสไปร์ทมีพี่น้องฝาแฝด คือ นางสาวสต็อป
นางสาวสไปร์ทไม่อยากสมรสกบั นายไผ่จึงให้นางสาวสต็อปนอ้ งสาวจดทะเบียนสมรสแทนตน 2
เดือนตอ่ มา นายไผต่ อ้ งการร้องขอต่อศาลเพื่อใหศ้ าลเพกิ ถอนในการสมรสของตนกบั สตอ็ ป
-191-
เช่นน้ี และการสมรสดังกล่าวมีผลเป็ นอย่างไร และนายไผ่ต้องดาเนินการตามกฎหมาย
อยา่ งไร
-192-
เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวิบูลย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์
วญิ ญชู น.
__________. (2559). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังท่ี 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบตุ ร. (2555). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บดิ า
มารดาและบุตร (พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังที่ 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
รวมคาวนิ ิจฉยั ของประธานศาลฎีกา ในคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2546-2556 จาก
http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/admin/announcements/files/Fe
bruary_4_2015_2_06_51fe8deb24232c37437489b389ba2f12.pdf
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน์. (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พิมพ์
คร้ังที่ 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติง้ (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 8
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 8 การสิ้นสุดแห่งการสมรส
ผู้เขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ ูวเดช วงศเ์ ค่ียม
จุดประสงค์
1. ผเู้ รียนอธิบายการสิ้นสุดแห่งการสมรสอยา่ งถกู ตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงการสิ้นสุดแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งเร่ืองการสิ้นสุดแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กลา่ วถึง การสิ้นสุดแห่งการสมรส คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงถึงแก่ความตาย
ศาลพิพากษาใหเ้ พกิ ถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะ และคูส่ มรสหยา่ ขาดจากการเป็นสามีภรรยากนั
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 8 การสิ้นสุดแห่งการสมรส
2. ซกั ถามผเู้ รียนกี่ยวกบั การสิ้นสุดแห่งการสมรส
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
สื่อการสอน
1. เอกสารคาสอนบทท่ี 8 การสิ้นสุดแห่งการสมรส
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อย่าง
การวัดผลและการประเมินผล
1. สงั เกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
-194-
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาใหผ้ เู้ รียนใชเ้ วลานอกช้นั เรียนอา่ นคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1501 ถึงมาตรา
1535 และศึกษาคาพิพากษาฎกี าท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเรื่องการสิ้นสุดแห่งการสมรส
-195-
บทท่ี 8
การสิ้นสุดแห่งการสมรส
เมื่อมีการสมรสย่อมมีการสิ้นสุดการสมรส ฉะน้ันเมื่อชายหญิงไดท้ าสมรสท่ีถูกตอ้ งตาม
กฎหมายแลว้ การสมรสน้ัน จะสิ้นสุดลงดว้ ยเหตุตามท่ีกฎหมายกาหนด ไดแ้ ก่ เม่ือฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
ตาย เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนเพราะการสมรสน้นั ตกเป็ นโมฆียะ และโดยการหย่าซ่ึง การหย่า
น้นั โดยในบทน้ีกรณีการสิ้นสุดการสมรสเพราะศาลพิพากษาใหเ้ พิกถอนไดก้ ล่าวไปแลว้ ในบทท่ี 7
ดงั น้นั ในบทน้ีจึงขออธิบายเฉพาะแตก่ ารสมรสที่สิ้นสุดลงเพราะความตายหรือการหยา่ เทา่ น้นั
8.1 คู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งถึงแก่ความตาย
การสมรสย่อมสิ้นสุดลงได้ด้วยเหตุ 3 กรณีคือ ความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้
เพกิ ถอน (มาตรา 1501) สาหรับการสิ้นสุดการสมรสเพราะค่สู มรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงถึงแก่ความตาย
ตามนยั ของบทบญั ญตั ิมาตรา 1501 กรณีความตาย การตายท่ีจะทาให้การสมรสสิ้นสุดลง
หมายถึงเฉพาะเป็ นการตายโดยธรรมชาติเท่าน้ัน ไม่หมายรวมถึงการตายโดยผลของกฎหมาย เช่น
กรณีสาบสูญ (มาตรา 48-64) ไม่วา่ จะเป็นตายโดยวิธีใดและใครเป็นผูท้ าใหต้ าย เช่น ฆ่าตวั ตาย หรือ
ถูกผอู้ ื่นฆา่ ถกู สัตวท์ าร้ายตาย หรือประสบอุบตั ิเหตุถึงแก่ความตาย เป็นตน้
คู่สมรสฝ่ ายหน่ึงต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิต ยงั ไม่ถือว่าการสมรส
สิ้นสุดลงโดยอตั โนมตั ิ ตอ้ งถกู นาตวั ไปฉีดยาจนถึงแก่ความตายแลว้
การที่ศาลมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้ประหารชีวิต การสมรสยงั ไม่สิ้นสุดจนกว่าจาเลยจะถูก
ประหารชีวิตถึงแก่ความตาย โดยข้นั ตอนการฉีดยาประหารชีวิตในปัจจุบนั มีการฉีดยา 3 เข็ม1 เข็ม
แรกฉีด Sodium chloride เขา้ ไปให้หลับก่อน จากน้ันจึงฉีดเข็มที่สอง คือ Pancuronium bromide
1 ในประเทศไทยการประหารชีวิตดว้ ยการฉีดสารพิษ (lethal injection execution) โดยมียา 3 ชนิด ท่ี
ใชไ้ ดแ้ ก่
1) Sodium thiopenthal เป็นยาเหน่ียวนาการสลบ นกั โทษประหารจะหมดสติ ในข้นั ตอนน้ี
2) Pancuronium bromide เป็ น muscle relaxants หรื อยาคลายกล้ามเน้ื อ เพื่อหยุดการทางานของ
กลา้ มเน้ือท่ีใชใ้ นการหายใจ มีกลา้ มเน้ือกระบงั ลม และกลา้ มเน้ือระหว่างซี่โครงเป็นสาคญั กลา้ มเน้ือในการหายใจ
จะหยดุ ทางานในข้นั ตอนน้ี
3) Potassium chloride ทาให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง กลา้ มเน้ือหวั ใจเตน้ ผิดจงั หวะ และหัวใจ
หยดุ เตน้ ในท่ีสุด
-196-
และเข็มที่สามคือ Potassium chloride ตามลาดับ เพ่ือให้หัวใจหยุดสูบฉีดโลหิตภายในเวลาไม่ถึง
นาที2
ส่วนการตายโดยผลของกฎหมาย คือ การสาบสูญ (มาตรา 61-64) น้ัน ยงั ไม่ทาให้การ
สมรสสิ้นสุดลงทนั ทีเช่นเดียวกบั การตายโดยธรรมชาติ โดยคู่สมรสอีกฝ่ ายจะตอ้ งนาเหตุเร่ืองการ
สาบสูญไปฟ้องหยา่ ไดเ้ ท่าน้นั ตามมาตรา 1516 (5) วางหลกั วา่ “สามีหรือภริยาถูกศาลส่ังให้เป็นคน
สาบสูญ หรือไปจากภูมิลาเนาหรือถิ่นท่ีอยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดี
อยา่ งไร อีกฝ่ ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได”้ หากวนั หน่ึงสามีหรือภริยาอาจจะหายสาบสูญไปแลว้ หาไม่พบอีก
เลยเป็ นเหตุให้คู่สามีหรือภริยาที่อาจจะพบรักใหม่ ไม่สามารถทาการสมรสอีกคร้ังได้ เป็ นเหตุให้
ตอ้ งทาการฟ้องหยา่ ตามเหตหุ ยา่ มาตรา 1516 (5)
ตัวอย่าง ลุงอานวยกับป้าสมปอง เป็ นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจากการจด
ทะเบียนสมรส อย่กู ินกนั มากว่า 30 ปี ลุงอานวย เป็ นคนท่ีชอบเดินทางท่องเท่ียวธรรมชาติชอบไป
อทุ ยานแห่งชาติท่ีเขาใหญ่ ไปแคมป์ ปิ้ ง ชอบเดินทางไปเองคนเดียวบ่อยคร้ัง คร้ังละประมาณอาทิตย์
1 อาทิตย์ ปรากฏว่าวนั หน่ึงลุงอานวยไดเ้ ดินเขา้ ไปในป่ าเขาใหญ่ และไม่ส่งข่าวคราวหรือกลบั
ออกมาอีกเลยเป็ นระยะเวลากว่า 5 ปี ทาให้ป้าสมปอง พบกับรักคร้ังใหม่กับลุงประยุทธ คร้ัน
ระหว่างป้าสมปองกบั ลุงประยุทธ จะจดทะเบียนสมรสใหม่ที่อาเภอ แต่ปรากฏว่า นายอาเภอกลบั
ปฏิเสธไม่อาจจดทะเบียนสมรสให้ได้ ป้าสมปองจึงตอ้ งร้องขอต่อศาลสั่งให้ลุงอานวย เป็ นบุคคล
สาบสูบเสียก่อนและนาเหตุดงั กลา่ วเป็นการเหตแุ ห่งการฟ้องหยา่ ตอ่ ไป
ดังน้ัน เมื่อลุงอานวยถูกศาลสั่งให้เป็ นบุคคลสาบสูญแลว้ สถานะถือว่าเป็ นบุคคลที่ได้
เสียชีวิตไปแลว้ ตามผลของกฎหมาย (สาบสูญ) และสามารถฟ้องหย่าได้ตามเหตุหย่ามาตรา 1516
(5)โดยคาสัง่ ศาลแลว้ ป้าสมปองจึงไปขอจดทะเบียนสมรสกบั ลุงประยทุ ธ ตามที่ตนปรารถนาได้
เมื่อศาลพิพากษาให้หยา่ กนั แลว้ การสมรสจึงจะสิ้นสุดลง ท้งั น้ี อาจเป็นเพราะการสาบสูญ
เป็ นเพียงผลทางกฎหมาย (ความจริงแลว้ บุคคลน้นั อาจจะมีชีวิตอยู่) หากไม่กาหนดให้หยา่ ขาดจาก
กนั ก่อน หากผสู้ าบสูญยงั มีชีวิตอยู่แลว้ กลบั มา คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงที่สมรสไปเพราะคิดวา่ คู่สมรส
ของตนตายแลว้ ก็เท่ากบั ว่าเป็ นการสมรสซ้อน (มาตรา 1452) ดงั น้นั กฎหมายจึงกาหนดให้นาไป
เป็นเหตุฟ้องหย่า อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงหายไปจากภูมิลาเนาหรือถ่ินท่ีอยโู่ ดยไม่มีใคร
ทราบข่าวคราว เกิน 3 ปี ยงั ไม่ถือว่าการสมรสสิ้นสุดลงในทนั ที แต่หากสาบสูญ ถือเป็ นเหตุฟ้อง
หยา่ ไดต้ าม มาตรา 1516 (5) ดงั ตวั อยา่ งที่กล่าวขา้ งตน้
2 ใกลม้ ิตรชิดหมอ โดย Admin Dr. Jame. “ยา 3 ชนิด ท่ีใชใ้ นการประหารชีวติ ดว้ ยการฉีดสารพิษ (lethal
injection execution)” สื บ ค้น เม่ื อ 21 ม กราค ม 2565 จาก https://www.facebook.com/Drnextdoor/photos/
a.151882111657248/979911838854267/?type=3
-197-
8.2 ศาลพพิ ากษาให้เพกิ ถอนการสมรสที่เป็ นโมฆยี ะ
ในกรณีศาลพพิ ากษาใหเ้ พิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆียะ มี 5 กรณี ไดแ้ ก่
1. การสมรสท่ีชายและหญิงยงั อายไุ ม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ (มาตรา 1504)
2. การสมรสโดยสาคญั ผิดในตวั คู่สมรส (มาตรา 1505)
3. การสมรสโดยถูกกลฉอ้ ฉล (มาตรา 1506)
4. การสมรสโดยถกู ข่มขู่ (มาตรา 1507)
5. การสมรสของผูเ้ ยาวท์ ี่ไม่ได้รับความยินยอมของบิดา มารดา ผูร้ ับบุตรบุญธรรม หรือ
ผปู้ กครอง (มาตรา 1509 ถึงมาตรา 1510)
การสมรสที่เป็นโมฆียะตอ้ งมีการฟ้องขอใหศ้ าลเพิกถอนการสมรส ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียจะบอก
ลา้ งเองไม่ได้ เมื่อศาลพิพากษาเพิกถอนแลว้ การสมรสย่อมสิ้นสุดลงในวนั ที่ศาลพิพากษาถึงที่สุด
และการฟ้องขอใหเ้ พกิ ถอนการสมรสตอ้ งฟ้องภายในระยะเวลาท่ีกาหนดในแตล่ ะกรณีดว้ ย
หมายเหตุ ผเู้ ขียนไดอ้ ธิบายไวแ้ ลว้ โปรดดูบทที่ 7 เรื่อง ความเป็นโมฆียะของการสมรส
8.3 คู่สมรสหย่าขาดจากการเป็ นสามภี รรยากนั
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหย่ามีอยู่ 2 กรณีคือ การหยา่ โดยความยินยอม
ของท้งั สองฝ่าย กบั การหยา่ โดยคาพพิ ากษาของศาล
1. การหย่าโดยความยนิ ยอมของท้งั สองฝ่ าย
มาตรา 1514 วรรคสอง ดว้ ยความยนิ ยอมตอ้ งทาเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือช่ืออย่าง
นอ้ ย 2 คน
บทบัญญัติน้ีเป็ นกรณีที่คู่สมรสท้งั สองฝ่ ายตกลงยินยอมหย่าขาดกนั เอง จากบทบัญญัติ
มาตรา 1514 วรรคสองน้ี ในกรณีการหยา่ โดยความยนิ ยอมน้ีจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย คู่สมรส
ท้งั สองฝ่ายจะตอ้ งปฏิบตั ิตามหลกั เกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ีท้งั 2 ประการกล่าวคือ
1.1 การหยา่ โดยความยนิ ยอมตอ้ งทาเป็นหนงั สือและมีพยานสองคน
สามีและภรรยาตอ้ งยินยอมหย่าขาดจากกนั โดยทาเป็ นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่อ
รับรองอยา่ งนอ้ ย 2 คน (มาตรา 1514 วรรค 2) ซ่ึงการทาหนงั สือหยา่ สามีภรรยาตอ้ งลงลายมือชื่อใน
หนงั สือหยา่ น้นั ดว้ ย หนงั สือหย่าน้นั อยใู่ นบงั คบั แห่งมาตรา 9 ที่จะตอ้ งให้คู่หยา่ น้นั ลงลายมือชื่อ ใน
หนงั สือหยา่ ดว้ ย มิฉะน้นั กเ็ ป็นหนงั สือหยา่ ไมไ่ ด้
กรณีการลงลายมือช่ือ มีไดท้ ้งั แบบลายเซ็น และแบบตวั เขียน ซ่ึงสามารถลงลายมือชื่อดว้ ย
ตนเองแลว้ ไม่จาเป็ นตอ้ งมีพยานรับรองอีก ส่วนถา้ มีการลงประทบั ลายนิ้วมือ แกงได หรือตรา
-198-
ประทบั ตอ้ งมีพยานเซ็นรับรองอย่างน้อยสองคนทุกคร้ัง จึงจะมีผลสมบูรณ์ ท้งั น้ี พยานที่ทาการ
รับรอง ไมจ่ าเป็นตอ้ งลงช่ือไวใ้ นขณะที่มีการประทบั ลายพิมพ์
1.2 การหยา่ โดยความยนิ ยอมจะสมบูรณ์ตอ่ เม่ือไดจ้ ดทะเบียนการหยา่
แมว้ ่าแบบทางกฎหมายตอ้ งทาเป็นหนงั สือหย่า ลงลายมือช่ือพยานรับรองอย่างนอ้ ย 2 คน
ตอ้ งนาหนังสือหย่าไปจดทะเบียนท่ีสานกั งานเขต หรือท่ีว่าการอาเภอต่อหนา้ เจา้ พนกั งาน การหย่า
จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ท้ังน้ีตามที่บัญญัติไวใ้ น มาตรา 1515 เมื่อได้จดทะเบียนสมรส ตาม
ประมวลกฎหมายน้ี การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาไดจ้ ดทะเบียนการ
หยา่ น้นั แลว้
การหย่าท่ีไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามมาตรา 1515 มิได้หมายความว่า จะเป็ นโมฆะหรือ
โมฆียะเพียง แต่ไม่มีผลสมบรู ณ์เทา่ น้นั ชายหญิงจึงยงั คงเป็นสามีภริยากนั ตามกฎหมาย
หากสามีภรรยาไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั ตามบรรพ 5 มาต้งั แต่แรก หรือจดทะเบียนสมรส
ตามกฎหมายตา่ งประเทศ สามารถหยา่ โดยความยนิ ยอมได้ โดยไมต่ อ้ งจดทะเบียนหยา่ อีก
การนาหนงั สือหย่าไปฟ้องขอให้ศาลบังคบั คดี ต้องฟ้องภายในอายุความ 10 ปี
การทาหนงั สือหย่า สามีหรือภรรยาตอ้ งมีเจตนาที่จะหย่าขาดจากกนั จริงๆ มิฉะน้นั หนังสือ
หยา่ น้นั นามาใชบ้ งั คบั ไม่ได้ เช่น หยา่ เพ่อื การสะเดาะเคราะห์ หรือเพ่อื หลอกเจา้ หน้ี เป็นตน้
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 388/2522 สามีภรรยาทาหนงั สือหยา่ กนั เวลาผา่ นไป 9 ปี จึงไดต้ กลง
เลิกสัญญากนั สามีจะนาหนงั สือหยา่ น้นั มาฟ้องใหภ้ รรยาจดทะเบียนหยา่ อีกไม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3838/2528 สามีภรรยาทาหนังสือหย่ากนั โดยถูกตอ้ งตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 เมื่อสามีไม่ยอมจดทะเบียนหย่าให้ ภรรยามีสิทธินาคดีมา
ฟ้องเพ่อื ขอใหส้ ามีจดทะเบียนหยา่ ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 542/2538 หนงั สือหย่ามีพยานลงลายมือช่ือเพียง 1 คน ไม่สมบูรณ์
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง โจทกผ์ ูเ้ ป็นภริยาจึงไม่อาจฟ้องขอให้
บงั คบั จาเลยผเู้ ป็นสามีมิใหห้ ยา่ ขาดจากโจทก์
ข้อสังเกต สามีภริยาทาหนังสือหย่ากนั โดยถูกตอ้ ง แต่คู่หย่าอีกฝ่ ายไม่ยอมไปจดทะเบียน
หย่าคู่สัญญาสามารถฟ้องคดีต่อศาลให้บงั คบั ใหห้ ยา่ จากกนั ตามหนงั สือหยา่ โดยไม่จาเป็นตอ้ งมีเหตุ
หย่าตามมาตรา 1516 ถา้ ศาลบงั คบั ให้หย่าแลว้ ยงั ด้ือไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า ก็ให้ถือคาพิพากษา
ของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ อายุความในการฟ้องคดีมีอายุความ 10 ปี 3 ศาลท่ีมีอานาจพิจารณา
พิพากษาคดีคอื ศาลเยาวชนและครอบครัว4
3 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2537
4 คาวินิจฉยั ของ ประธานศาลฎีกาท่ี 2/2540
-199-
การหยา่ กนั หากทาเป็นเพยี งหนงั สือกบ็ งั คบั ไดเ้ ฉพาะคู่สามีภริยาเทา่ น้นั แต่จะไปอา้ งเหตุให้
เสื่อมสิทธิบุคคลภายนอกผทู้ าการโดยสุจริตไม่ได้ เวน้ แต่จะไดม้ ีการจดทะเบียนหยา่ แลว้
2. การหย่าโดยคาพพิ ากษาของศาล
ในกรณีท่ีสามีภริยาไม่สามารถตกลงหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1514-1515 ได้ ตอ้ ง
อาศยั เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายเพ่ือฟ้องศาลให้ศาลสั่งให้หยา่ ได้ ในการฟ้องหย่าน้ี ให้ฟ้องต่อศาล
เยาวชนและครอบครัวฯ ท่ีจาเลยมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลเยาวชนฯท่ีมูลคดี5เกิดข้ึนใน
เขตศาล ไม่ว่าจาเลยจะมีภูมิลาเนาอยู่ในราชอาณาจกั รหรือไม่ ท้งั น้ีตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณา
ความแพง่ มาตรา 4 (1) ประกอบพระราชบญั ญตั ิจดั ต้งั ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี
เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534
สามีหรือภรรยาตอ้ งฟ้องหย่า โดยอาศยั เหตุฟ้องหย่าใน มาตรา 1516 หากตอ้ งการหย่ากัน
ดว้ ยเหตุอื่นกต็ อ้ งหยา่ กนั โดยความตกลง จะฟ้องหยา่ ไม่ได้
ส่วนสามีหรือภรรยาชาวต่างประเทศ หากจะฟ้องหยา่ ตามกฎหมายไทยก็ตอ้ งอาศยั เหตุฟ้อง
หยา่ ตาม มาตรา 1516 ดว้ ยเช่นกนั
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5983/2548 การฟ้องหย่าน้ันจะตอ้ งมีเหตุตาม มาตรา 1516 จะอา้ ง
รัฐธรรมนูญวา่ มีสิทธิในการเลือกคู่ครองไดต้ ามความพอใจมาฟ้องหยา่ ไม่ได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 6483/2534 แมจ้ าเลยปฏิบตั ิผิดขอ้ ตกลงเร่ืองท่ีไม่นาบุตรและญาติเขา้
มาเป็นภาระอยอู่ าศยั ในบา้ นที่โจทกซ์ ้ือเป็นเรือนหอ ศาลก็ไมอ่ าจพพิ ากษาให้หยา่ กนั ได้ เน่ืองจากไม่
ถือเป็นเหตฟุ ้องหยา่ ตาม มาตรา 1516
ตามมาตรา 1516 บญั ญตั ิถึงเหตุฟ้องหย่า 12 ประการ สามีหรือภริยาจะฟ้องอย่าอีกฝ่ ายหน่ึง
ต่อศาลจะตอ้ งอา้ งเหตุน้นั ดว้ ยแลว้ แต่ว่าเขา้ ลกั ษณะของเหตุฟ้องตามอนุมาตราใด หากพฤติการณ์
ของอีกฝ่ ายหน่ึงเขา้ เหตุฟ้องหย่าหลายเหตุ สามีหรือภริยาก็สามารถอา้ งไดท้ ุกเหตุ เหตุฟ้องหยา่ น้นั มี
ดงั ต่อไปน้ี
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อ่ืนฉันหรือสามี เป็ นชู้หรือมีชู้ หรือร่วม
ประเวณกี บั ผู้อ่ืนเป็ นอาจณิ อกี ฝ่ ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
การอุปการะเลยี้ งดู หมายถึง การใหค้ วามช่วยเหลือหญิงหรือชายอื่น ซ่ึงมิใช่ภรรยาหรือสามี
ตนในส่ิงจาเป็นแก่การดารงชีพไม่วา่ เงินหรือเครื่องอปุ โภคบริโภคหรือทรัพยอ์ ื่นใดในการดารงชีพ
5 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2546 มูลคดีเกิด หมายถึง สถานที่อนั เป็นตน้ เหตุหรือเป็นที่มาของคาฟ้อง
หยา่ ดงั น้นั สถานท่ีจดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มลู คดีเกิด
-200-
ท้งั น้ี ตอ้ งเป็นการอุปการะเล้ียงดูในฐานะภริยาหรือสามีเท่าน้นั ไม่ใช่การอุปการะเล้ียงดูในฐานะอื่น
เช่น เป็นโยมอุปัฏฐาก6 หรือบตุ รบุญธรรม
การยกย่องหญิงหรือชายอ่ืนฉันภริยาหรือสามี หมายถึง การแสดงโดยเปิ ดเผยให้บุคคล
ทวั่ ไปทราบว่า หญิงหรือชายอื่นน้นั เป็ นภริยาหรือสามีตนหรือมีความสัมพนั ธ์ฉันภริยาหรือสามีกบั
ตน เช่น พาไปออกงานสงั คมโดยเปิ ดเผยและแนะนาใหเ้ พอ่ื นฝงู รู้จกั วา่ เป็นภริยาตน
ขอ้ ควรระวงั หากสามีอุปการะยกยอ่ งชายอ่ืนฉันภริยา ไม่ว่าชายน้นั จะผ่าตดั แปลงเพศแลว้
หรือไม่ ก็ไม่เป็นเหตุฟ้องหยา่ ในเร่ืองการมีภริยานอ้ ย
เป็ นชู้ หมายถึง การที่ชายสมคั รใจร่วมประเวณี กบั หญิงที่มีสามีแลว้
สามีตอ้ งรู้ดว้ ยว่า หญิงท่ีตนร่วมประเวณีน้นั มีสามีแลว้ กฎหมายกาหนดใหเ้ ป็นเหตุฟ้องหย่า
เพ่ือให้ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีและภริยาของชายอื่นที่มาร่วมทาชู้กันได้ หากศาล
พิพากษาใหห้ ยา่ ขาดจากกนั เพราะเหตุน้ี
มีชู้ หมายถึง การที่หญิงมีสามีสมัครใจร่วมประเวณีกับชายอื่น ไม่ว่าชายน้ันจะมีภริยา
หรือไม่ก็ตาม
การเป็นชูแ้ มก้ ระทาเพียงคร้ังเดียวก็ถือเป็นเหตุฟ้องหยา่ แลว้ ซ่ึงต่างจากการร่วมประเวณีกบั
หญิงอ่ืนที่จะตอ้ งกระทาเป็นอาจิณถึงเป็นเหตุฟ้องหยา่ ได้
ส่วนฝ่ ายท่ีมีชู้จะตอ้ งรู้ว่าหญิงหรือชายน้นั มีคู่สมรสแลว้ หากไม่รู้ก็ไม่เรียกว่าเป็ นชู้ แต่ถา้
เป็นการขม่ ขนื กระทาเชาเราแมจ้ ะรู้ก็ไม่ถือวา่ เป็นชู้ แตเ่ ป็นการล่วงเกินในทานองชูส้ าวและประพฤติ
ชว่ั
แนวคาวินิจฉัยของศาลฎีกาเกยี่ วกับภาระการพสิ ูจน์ในคดีชู้ แมจ้ ะไม่มีพยานรู้เห็นในเวลาที่
ชายหญิงร่วมประเวณีกันแต่ถา้ มีพยานพฤติเหตุแวดล้อม เชื่อไดว้ ่าชายและหญิงรักใคร่ชอบพอกนั
ในทางชูส้ าว ไปอยดู่ ว้ ยกนั สองตอ่ สองในท่ีลบั ซ่ึงมีโอกาสจะร่วมประเวณีกนั ได้ ก็สามารถฟังไดว้ า่ า
มีชูไ้ ด้
ร่วมประเวณีกบั ผู้อ่ืนเป็ นอาจิณ หมายถึง สามีสมคั รใจร่วมเพศกบั หญิงอ่ืนโดยวธิ ีธรรมชาติ
ตอ้ งกระทาจนติดเป็ นนิสัย มิใช่เพียงชว่ั คร้ังคราว แต่ถา้ การท่ีสามีแอบไปเที่ยวกลางคืนและไปร่วม
ประเวณีกบั หญิงท่ีพบในสถานเริงรมยส์ องสามเดือนต่อคร้ังภริยาจึงยงั ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า หรือสามี
ร่วมเพศกบั หญิง อื่นหรือชายอ่ืนทางทวารหนักเป็ นประจาแทบทุกวนั ก็มิใช่เป็ นการร่วมประเวณี
ภริยาจึงยงั ไม่มีสิทธิฟ้องหยา่
6 พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2554 “อุปัฏฐาก หมายถึง (คานาม) ผอู้ ุปถมั ภ์บารุงพระภิกษุ
สามเณร, ถา้ เป็นหญิงใช้ อปุ ัฏฐายิกา. (ป.).
-201-
การร่วมประเวณีกบั หญิงอ่ืนเป็ นอาจิณจะตอ้ งเป็ นการร่วมเพศตามธรรมชาติ ถา้ ทางทวาร
หนกั ก็ไม่ใช่ และการท่ีชายไปเท่ียวหญิงบริการเป็ นประจาก็ถือไดว้ า่ เป็ นการร่วมประเวณีกบั หญิง
อ่ืนเป็ นอาจิณแลว้
มาตราน้ีตอ้ งเป็ นกรณีน้ีหมายความเฉพาะชายกบั หญิงเท่าน้นั ถา้ ชายกบั ชาย หรือหญิงกบั
หญิง ไม่เขา้ กรณีน้ี
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 467/2525 จาเลยที่ 1 มีความสัมพนั ธ์ฉนั ชูส้ าวกบั จาเลยท่ี 2 มาก่อนท่ี
จะสมรสกบั โจทก์ เม่ือจาเลยสมรสกับโจทก์แลว้ จาเลยท่ี 1 ยงั มีความสัมพนั ธ์ฉนั ชูส้ าวกบั จาเลยที่ 2
และยกยอ่ งเป็นภรรยาอยา่ งออกหนา้ ดงั น้ี โจทก์ฟ้องหยา่ ได้ และเหตุหย่าในกรณีน้ีโจทกย์ ่อมมีสิทธิ
ที่จะไดร้ ับค่าทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา1523 วรรคแรก
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6516/2552 แมจ้ าเลยท่ี 1 จะไม่เคยพาจาเลยท่ี 2 ออกงานสังคม หรือ
แนะนาให้บคุ คลอื่นรู้จกั ในฐานะภริยา แต่การที่จาเลยท้งั สองไปไหนมาไหนดว้ ยกนั อยา่ งเปิ ดเผยอยู่
ในบา้ นซ่ึงปลูกสร้างในแหล่งชุมชนดว้ ยกนั ในเวลากลางคืน ขบั รถรับส่งเมื่อไปทากิจธุระหรือซ้ือ
อาหารดว้ ยกนั ย่อมบ่งช้ีว่าจาเลยท้งั สองมีความสัมพนั ธ์ฉันชูส้ าวและเอ้ืออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกนั
แสดงวา่ จาเลยที่ 1 ยกย่องจาเลยที่ 2 ฉันภริยาอนั เป็นเหตุหยา่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1516 (1) แลว้ และโจทก์ยงั มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจาเลยที่ 2 ท่ีแสดงตนโดยเปิ ดเผยว่ามี
ความสัมพนั ธ์ฉันชู้สาวกับจาเลยที่ 1 ซ่ึงเป็ นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจาเลยท่ี 1 ต่อโจทก์ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหน่ึง ไดอ้ ีกดว้ ย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2232/2535 การที่โจทกอ์ ุปการะเล้ียงดูหรือยกยอ่ งหญิงอ่ืนฉันภริยา
และทาการเป็นปฏิปักษต์ ่อการเป็นสามีภริยา จาเลยไม่สามารถทนอยกู่ ินกบั โจทกไ์ ด้ จึงแยกไปอยทู่ ่ี
อื่นน้ัน มิใช่เป็ นกรณีท่ีจาเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ อนั จะเป็ นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ แต่กรณีท่ี
โจทก์อุการะเล้ียงดูหญิงอื่นฉันภริยาและทาการเป็ นปฏิปักษต์ ่อการเป็นสามีภริยา จาเลยมีสิทธิฟ้อง
หยา่ ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 341/2538 การท่ีจาเลยท้งั สองพากนั เขา้ ไปใน โรงแรมโรสทาวน์ซ่ึง
เป็นโรงแรมม่านรูดในวนั ท่ี 11 และ 28 ธนั วาคม 2527 จะให้ รับฟังเป็นอื่นไปไม่ไดน้ อกจากไปร่วม
ประเวณีกนั มิฉะน้นั แลว้ ยอ่ มไมม่ ีเหตทุ ่ีจาเลยท้งั สอง ควรพากนั เขา้ ไปในสถานที่เช่นน้นั ถึงสองคร้ัง
สองคราว ขอ้ เทจ็ จริงฟังไดว้ า่ จาเลยที่ 1 เป็นชูก้ บั จาเลยท่ี 2 โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องหยา่ จาเลยท่ี 1 ได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤตชิ ั่วไม่ว่าจะมีความผดิ อาญาหรือไม่ ซ่ึงทาให้อกี ฝ่ ายหน่ึง
(ก) ได้รับความอบั อายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับการดถู ูกเกลยี ดชังเพราะเหตุทย่ี ังคงเป็ นสามหี รือภริยาท่ปี ระพฤตชิ ่ัวอย่ตู ่อไป
-202-
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็ นอยู่
ร่วมกนั ฉันสามหี รือภริยามาคานึงประกอบ
อกี ฝ่ ายหน่ึงน้นั ฟ้องหย่าได้
การประพฤติช่ัวน้ันถือเอาจารีตประเพณีและศีลธรรมเป็ นเกณฑ์พิจารณา โดยวดั จาก
ความรู้สึกหรือมาตรฐานของวิญญูชนว่าการกระทาอย่างไรประพฤติชวั่ โดยไม่จาเป็ นว่าจะตอ้ ง
ถึงกับเป็ นความผิดทางอาญากฎหมาย ไม่ไดม้ ุ่งที่ตวั ความประพฤติว่าจะเลวทรามแค่ไหน แต่มุ่ง
พจิ ารณาถึงผลของการประพฤติชวั่ เป็นสาคญั ประพฤติชว่ั น้นั
กรณีสามีหรือภริยาประพฤติชว่ั ทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงไดร้ ับความอบั อายขายหน้าอย่างร้ายแรง
คือ จะตอ้ งทาใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงเสียหายร้ายแรง เช่น ไปไหนมาไหนก็ถกู คนทว่ั ไปดูถูกเหยยี ดหยาม ไม่
มีใครยอมคบคา้ สมาคมดว้ ย
กรณีสามีหรือภริยาประพฤติชวั่ ทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงไดร้ ับความดูถูกเกลียดชงั เพราะเหตุที่ตน
ยงั คงเป็นคสู่ มรสของฝ่ายท่ีประพฤติชวั่ อยู่ หรือ
กรณีสามีหรือภริยาประพฤติชว่ั ทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงไดร้ ับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิดควร
เช่น สามีเมาสุราทุกวนั และมกั ตบตีภริยาเป็นประจา เป็นตน้
ตวั อย่างของกรณพี ฤติการณ์ทเี่ ป็ นการประพฤตชิ ่ัว
1. สามีใชก้ าลงั บงั คบั ข่มขืนใจใหล้ ูกจา้ งยนิ ยอมร่วมประเวณี
2. สามีชอบเล่นการพนันภริยาห้ามไม่เชื่อ นาทรัพยส์ ินในบา้ นไปจานาเพื่อเล่นการพนัน
เคยถูกตอ้ งคาพิพากษาลงโทษเพราะเล่นการพนนั ถูกผบู้ งั คบั บัญชาเรียกไปตกั เตือนและยงั ไม่เลิก
เล่น บางคร้ังทาให้เงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว เหตุเหล่าน้ีมารวมประกอบกันเป็ นพฤติการณ์
ประพฤติชว่ั ได้
3. สามีด่ืมสุราเป็นอาจิณและทาร้ายร่างกายภริยาบอ่ ยคร้ังเม่ือมึนเมาสุรา
4. เป็นขา้ ราชการแต่ไปเท่ียวหญิงบริการโดยถ่ายภาพไว้
5. สามีหรือภริยาแยกกันอยู่โดยภริยาเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ดว้ ยกนั กับชายอื่นและไปไหน
ดว้ ยกนั
6.สามีไปเท่ียวเตร่ในลกั ษณะลามกอนาจาร โดยให้เพ่ือนถ่ายภาพลามกอนาจารท่ีจาเลยทา
กบั ผูห้ ญิงบริการไว้ ย่อมเล็งเห็นไดว้ ่าเม่ือภาพดงั กล่าวเผยแพร่ไปนอกจากจะทาให้คนเห็นภาพน้ี
แลว้ ถูกเหยียดหยามตนแลว้ ยงั ทาให้คนเห็นภาพนึกถึงภริยาด้วย จึงเป็ นกรณีที่ทาให้ภริยาไดร้ ับ
ความอบั อายขายหนา้ อยา่ งร้ายแรงและถกู เกลียดชงั ดว้ ย จึงสามารถฟ้องหยา่ ได้
ตังอย่างของกรณพี ฤตกิ ารณ์ที่ไม่เป็ นการประพฤตชิ ่ัว
1. ภริยาไม่ยอมพดู กบั สามีเน่ืองจากจบั ไดว้ า่ สามีไปมีความสมั พนั ธ์ทางเพศกบั หญิงอื่น
-203-
2. ภริยาทราบว่าสามีมีความสัมพนั ธ์ใกลช้ ิดกบั หญิงอ่ืน จึงหันมาด่ืมเหลา้ สูบบุหร่ี หาเร่ือง
ทะเลาะววิ าท และติดตามควบคุมสามีในท่ีทางาน
3. ภริยาร้องเรียนต่อผบู้ งั คบั บญั ชาเพอ่ื ใหส้ ามีจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ ร
4. ภริยาไปเท่ียวกบั ชายอื่นในเวลากลางคืนโดยไม่ไดค้ วามชัดว่าไดป้ ระพฤติเช่นน้ันเป้น
ปกติวสิ ยั และไมช่ ดั วา่ มีความสัมพนั ธ์เกินกวา่ ปกติธรรมดาและไปลาพงั เพยี งลาพงั สองต่อสอง
5. สามีมีพฤติการณ์ก้าวร้าว ไม่ทามาหาเล้ียงครอบครัว และดื่มสุราอันเน่ืองมาจาก
ความเครียดเพราะประสบอุบตั ิเหตจุ ากการทางานเป็นเหตุใหต้ าบอด
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 116/2547 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรค
หน่ึง ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ จาเลยท่ี 2 เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของโจทก์ การที่โจทกจ์ ะฟ้องคดี
ไมร่ ับจาเลยที่ 2 เป็นบตุ ร โจทกจ์ ะตอ้ งพิสูจน์วา่ โจทกไ์ มไ่ ดอ้ ยรู่ ่วมกบั จาเลยที่ 1 มารดาจาเลยที่ 2 ใน
เวลาต้ังครรภ์คือระหว่างหน่ึงร้อยแปดสิบวนั ถึงสามร้อยสิบวนั ก่อนจาเลยที่ 2 เกิดหรือโจทก์ไม่
สามารถเป็นบิดาของจาเลยท่ี 2 ไดเ้ พราะเหตุอย่างอ่ืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1539 วรรคหน่ึง จาเลยท่ี 2 เกิดเมื่อวนั ที่ 29 พฤษภาคม 2542 แต่โจทก์สืบแต่เพียงว่าไม่ได้ร่วม
ประเวณีกบั จาเลยที่ 1 ต้งั แต่ปี พ.ศ.2538 เป็นตน้ มา อนั เป็ นการนาสืบลอยๆ การนาสืบของโจทกย์ งั
ไม่อาจหักลา้ งขอ้ สันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1539 วรรคหน่ึง ที่ให้
สนั นิษฐานวา่ จาเลยท่ี 2 เป็นบุตรของโจทก์
ศาลฎีกาไดม้ ีคาพิพากษาให้จาคุกจาเลยที่ 1 ในขอ้ หาเป็ นเจา้ ของผูด้ ูแลและผูจ้ ดั การสถาน
การคา้ ประเวณีและขอ้ หาขายหรือใหบ้ ริการเทปและวสั ดุโทรทศั น์โดยไม่ไดร้ ับอนุญาต ซ่ึงขณะน้นั
โจทก์เป็ นปลดั อาเภอในจงั หวดั สงขลา จาเลยท่ี 1 เป็ นภริยาโจทก์ซ่ึงเป็ นขา้ ราชการช้ันผูใ้ หญ่ แต่
จาเลยท่ี 1 กลบั กระทาความผิดในขอ้ หาท่ีขดั ต่อความสงบเรียบร้อยและเส่ือมเสียศีลธรรมอนั ดีของ
ประชาชน จนศาลฎีกามีคาพพิ ากษาใหจ้ าคกุ จาเลยที่ 1 การกระทาของจาเลยที่ 1 ถือวา่ ทาใหโ้ จทกซ์ ่ึง
เป็นสามีไดร้ ับความอบั อายขายหนา้ อยา่ งร้ายแรง กบั ไดร้ ับความดูถูกเกลียดชงั นบั เป็นเหตุฟ้องหยา่
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ก) (ข)
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1581/2542 การที่จาเลยไปเท่ียวกบั ผูช้ ายในเวลากลางคืนโดยไม่ได้
ความชดั ว่าจาเลยประพฤติตนเช่นน้ันเป็ นปกติวิสัยหรือไม่ ชายที่จาเลยไปดว้ ยมีความสัมพนั ธ์กบั
จาเลยเกินกวา่ ปกติธรรมดาหรือไม่ และจาเลยไปกบั ชายดงั กล่าวเพียงลาพงั สองต่อสองหรือไม่ จึง
ไม่อาจฟังไดว้ า่ จาเลยประพฤติชวั่ อนั จะเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา
1516 (2) โจทกเ์ ป็นฝ่ ายขอยา้ ยไปรับราชการท่ีต่างจงั หวดั ตามความประสงคข์ องโจทกโ์ ดยมิไดแ้ จง้
ใหจ้ าเลยทราบจาเลยยงั คงอยทู่ ่ีบา้ นที่เป็นของโจทก์และจาเลยปลูกสร้างตามเดิมจึงฟังไม่ไดว้ า่ จาเลย
-204-
จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไป เกินกว่าหน่ึงปี อนั จะเป็ นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1516 (4)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 195/2543 เดิมโจทก์จาเลยเป็ นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกัน
มีบุตรดว้ ยกนั 1 คนต่อมาจดทะเบียนหย่าแลว้ จดทะเบียนสมรสกนั อีก ก่อนฟ้องคดีน้ีโจทก์จาเลย
แยกกนั อยู่ โดยโจทก์กบั บุตรอยใู่ นประเทศไทย ส่วนจาเลยพกั อาศยั อย่ปู ระเทศสหรัฐอเมริกาตาม
ลาพงั โจทก์พาบุตรเดินทางไปเยี่ยมจาเลยตามปกติพบชายอ่ืนพักอาศัยอยู่ร่วมห้องกบั จาเลยใน
อพาร์ตเมนต์ของจาเลย โจทก์จาเลยมีปากเสียงกนั หลงั จากน้ันประมาณ 3 ปี โจทก์พาบุตรเดินทาง
ไปพบจาเลยเน่ืองจากต้องการให้จาเลยลงช่ือให้ความยินยอมในการขายตึกแถวสินสมรส โจทก์ก็
พบจาเลยพกั อาศยั อยู่ร่วมห้องกบั ชายอื่นอีกคนหน่ึงในอพาร์ตเมนตข์ องจาเลยอีก โจทกจ์ าเลยมีปาก
เสียงกนั เช่นเคย เมื่อจาเลยเดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกามาท่ีประเทศไทย จาเลยก็มากบั ชายอ่ืน
และเช่าอพาร์ตเมนตอ์ ยู่ดว้ ยกนั แทนท่ีจาเลยจะพกั อยู่บา้ นโจทก์ผเู้ ป็ นสามีพฤติการณ์ของจาเลยจึง
เป็ นการประพฤติชว่ั อนั เป็ นเหตุให้โจทก์ไดร้ ับความเสียหายอย่างร้ายแรง ท้งั เป็ นการทาการเป็ น
ปฏิปักษต์ ่อการเป็ นภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีอานาจฟ้องหยา่ ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชยม์ าตรา 1516 (2) (ก) (ข) และ (6) แมใ้ นระหว่างท่ีจาเลยเป็นภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของ
โจทก์ โจทกไ์ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั หญิงอื่น และใหค้ วามอุปการะเล้ียงดูดว้ ยซ่ึงเป็นการโตแ้ ยง้ สิทธิ
ของจาเลยก็ชอบที่จาเลยจะยกข้ึนวา่ กล่าวเอาความกบั โจทก์ตามสิทธิที่มีอยู่ กรณีหาเป็ นเหตุทาให้
อานาจฟ้องของโจทกส์ ิ้นไปไม่
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 3288/2527 ระหว่างจาเลยอยกู่ นั เป็นสามีภริยากบั โจทก์ จาเลยมีอาชีพผิด
กฎหมายคา้ ยาเสพติด โจทก์รู้เห็นและร่วมกระทาผิดดว้ ย โจทก์ให้ญาติของโจทก์นาเฮโรอีนมาจาก
ภาคเหนือ จนญาติของโจทกแ์ ละจาเลยถกู เจา้ พนกั งานตารวจจบั กมุ ศาลพิพากษาลงโทษจาคุกจาเลย
20 ปี ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็ นใจในการกระทาของจาเลยท่ีเป็ นเหตุหย่าน้ัน โจทก์จะ
ยกข้ึนเป็นเหตฟุ ้องหยา่ จาเลยหาไดไ้ ม่
คาพิพากษาฎีกาที่ 1845/2529 จาเลยได้ปลุกปลา้ และทาร้าย ท. ลูกจ้างโดยส่อเจตนาว่า
จะใช้กาลังบังคับข่มขืนใจให้ ท. ยินยอมให้จาเลยร่วมประเวณี แม้จะเกิดข้ึนภายในบ้านไม่มี
บุคคลภายนอกรู้เห็น ก็ถือไดว้ า่ จาเลยประพฤติชว่ั เป็นเหตุให้โจทก์ซ่ึงเป็ นภริยาไดร้ ับความอบั อาย
ขายหนา้ อยา่ งร้ายแรงต่อ ท. โจทกจ์ ึงฟ้องหยา่ จาเลยได้
สามีมีพฤติกรรมนิยมไมป้ ่ าเดียวกนั หรืออุปการะชายอ่ืนฉันภริยาไม่ว่าชายน้ันจะผ่านการ
ผา่ ตดั แปลงเพศมาแลว้ หรือไม่ หรือกรณีภริยามีความสัมพนั ธ์ลึกซ้ึงกบั หญิงดว้ ยกนั เช่นน้ี จะถือเป็น
เหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (1) เพื่อให้ไดม้ าซ่ึงสิทธิในการไดร้ ับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ าย หรือ
จากหญิงหรือชายอื่นน้นั ไดห้ รือไม่
-205-
กรณีเช่นน้ีมีแนวคาพิพากษาฎีกาวางหลกั ไวว้ ่า ขอ้ เท็จจริงดงั กล่าวขา้ งตน้ ไม่เป็ นเหตุหย่า
ตามมาตรา 1516 (1) ซ่ึงแนวฎีกาน้ียงั คงใช้ได้อยู่แมจ้ ะมีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 1516 (1) ใหม่
เพราะคาว่า “เป็นชู”้ หมายถึง ชายที่ร่วมประเวณีดว้ ยเมียเขา ส่วน “มีชู”้ หมายถึง หญิงท่ียงั มีสามีอยู่
แล้วร่วมประเวณีกับชายอ่ืน ฉะน้ัน กรณีสามีเป็ นชายรักชาย หรือ ภริยามีรสนิยมชมชอบทอม
คู่สมรสอีกฝ่ ายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายอ่ืนหรือหญิงอื่น รวมท้ังคู่สมรสของตนตาม
มาตรา 1523 ได้ แต่ไม่ไดห้ มายความว่าจะหยา่ ไม่ได้ เพราะยงั สามารถใช้เหตุหย่าตาม มาตรา 1516
(2) ที่วา่ “สามีหรือภริยาประพฤติชว่ั ไมว่ า่ ความประพฤติชว่ั น้นั จะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถา้ เป็น
เหตุให้อีกฝ่ ายหน่ึงได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง อีกฝ่ ายหน่ึงน้ันฟ้องหย่าได้” สามี
ประพฤติชว่ั ไม่ว่าความประพฤติชวั่ น้นั จะเป็ นความผิดอาญาหรือไม่ในเร่ืองน้ี ศาสตราจารยพิเศษ
ประสพสุข บุญเดช ให้ความหมายการประพฤติชั่วว่า หมายถึง ความประพฤติปฏิบัติท่ีฝ่ าฝื น
ศีลธรรมหรือจารีตประเพณี เป็ นเร่ืองที่รู้สึกได้ว่าไม่ถูกต้อง ท้ังนี้โดยไม่คานึงว่าจะเป็ นความผิด
อาญาหรือไม่กต็ าม การท่ีสามีชอบกระทาชาเราผดิ มนุษย์ เช่น ชาเราเพศเดียวกนั ชาเราสัตว์ กถ็ ือว่า
เป็ นการประพฤติชั่วได้เช่นเดียวกนั ดว้ ยเหตุน้ีภริยาจึงสามารถฟ้องหยา่ สามีท่ีเป็นเกยไ์ ด้ ตามมาตรา
1516 (2) อีกดว้ ยโดยเขา้ ลกั ษณะที่หญิงน้นั อบั อายขายหนา้ อยา่ งร้ายแรงไดน้ น่ั เอง
(3) สามีหรือภริยาทาร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือยงั หลานอีก
ฝ่ายหน่ึงหรือบพุ การีของอีกฝ่ายหน่ึง ท้งั น้ีถา้ เป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องหยา่ ได้
การท่ีศาลพิพากษาให้หย่ากนั ดว้ ยเหตุตามมาตรา 1516 (3) น้ี ถา้ เหตุการหยา่ เกิดข้นึ จากการ
ที่คู่สมรสฝ่ ายท่ีตอ้ งรับผิดก่อให้เกิดข้ึนโดยประสงค์ท่ีจะให้อีกฝ่ ายไม่อาจทนได้จึงตอ้ งฟ้องหย่า
คูส่ มรสฝ่ายที่ฟ้องหยา่ มีสิทธิไดร้ ับค่าทดแทนจากฝ่ายท่ีตอ้ งรับผิดดว้ ย ท้งั น้ีตามมาตรา 1524
การกระทาอนั เป็ นเหตุหย่าตาม มาตรา 1516 (3) น้ีจะตอ้ งเป็ นการร้ายแรง โดยกฎหมายให้
ความคุม้ ครองเพ่มิ เติมจากคูส่ มรสไปยงั บุพการีของคสู่ มรสดว้ ย
การทาร้ายร่างกาย ตอ้ งเป็ นการกระทาท่ีทาให้เกิดอนั ตรายต่อร่างกาย และการกระทาน้ัน
จะต้องเป็ นการกระทาโดยจงใจ โดยหากเป็ นการทาร้ายร่างกายจะต้องปรากฎบาดแผลและมี
ลกั ษณะท่ีร้ายแรงดว้ ยจึงจะนามาเป็ นเหตุฟ้องหยา่ ได้ หากเพียงแค่ทะเลาะกนั เกิดรอยข่วนเล็กน้อย
หรือมีรอยช้าตามร่างกาย เช่นน้ีไม่ถือเป็นเหตหุ ยา่
การทาร้ายจิตใจน้ัน หมายถึง การกระทาที่เป็ นการทาให้เสียใจ ทุกขใ์ จ หรือหวาดกลวั ต่อ
การกระทาของอีกฝ่ ายหน่ึง ทาให้จิตใจเกิดความรู้สึกปวดร้าวเสียใจ และต้องทนทุกข์ทรมาน
สาหรับการทรมานน้นั คือการก่อใหเ้ กิดความลาบากแก่ร่างกายหรือจิตใจโดยจงใจ
หมิ่นประมาท หมายถึง การใส่ความให้เขาเสียช่ือเสียง ดูถูกดูหม่ินหรือถูกเกลียดชงั เป็ น
การกระทาที่กระทบต่อเกียรติศกั ด์ิศรี
-206-
การเหยียดหยาม หมายถึง การทาให้อบั อาย สบประมาทด่าว่าหรือแสดงอาการว่าผูอ้ ่ืนต่า
ตอ้ ยกวา่ ตน
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 8611/2557 โจทกฟ์ ้องหยา่ จาเลยซ่ึงเป็นสามีอา้ งเหตุวา่ จาเลยทรมาน
ร่างกายและจิตใจของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โดยบรรยาย
ฟ้องวา่ จาเลยกระทาการเป็นปฏิปักษด์ ว้ ยการใชว้ าจาไม่สุภาพและทะเลาะกบั โจทก์โดยไมม่ ีเหตุผล
เป็ นประจา จาเลยถือมีดทาครัวยืนขวางไม่ให้โจทก์ออกจากบ้านและขู่จะฆ่าให้ตายหากไม่นา
ภาพถ่ายในอดีตของโจทกม์ าให้และข่มข่จู ะทาร้ายโจทกด์ ว้ ยอารมณ์รุนแรงไม่มีเหตุผล ทาให้โจทก์
หนีออกจากบ้านเพราะเกรงจะถูกทาร้าย การที่โจทก์นาสืบว่า จาเลยใช้มีดขู่ให้โจทก์ยอมร่วม
ประเวณีดว้ ย ท้งั ๆ ท่ีโจทกไ์ มส่ บายและไมต่ อ้ งการร่วมประเวณี ทาใหโ้ จทกร์ ู้สึกทรมานร่างกายและ
จิตใจอย่างมาก จึงเป็ นรายละเอียดแห่งเหตุหย่าตามท่ีโจทก์กล่าวบรรยายในฟ้อง มิใช่การนาสืบ
นอกเหนือจากฟ้องตามฎีกาของจาเลยแต่อยา่ งใด โจทกม์ ีสิทธิฟ้องหยา่ จาเลยได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 3007/2524 จาเลยทะเลาะกบั โจทก์ และด่าโจทก์กบั บิดามารดาโจทก์
วา่ “อดี อกทอง อีหน้าส้นตีน พ่อแม่มึงเฮงซวย กูอยู่บ้านนไี้ ม่ได้แล้ว” และเมื่อโจทก์จาเลยแยกไปอยู่
ที่อื่น จาเลยยงั ด่าว่า “อีดอกทอง อหี น้าส้นตีน พ่อแม่ไม่สั่งสอน ทากับข้าวเหมือนให้หมากิน” ท้งั ยงั
ด่าโจทก์เป็ นผูห้ ญิงไม่ดีอีกดว้ ย และใช้กาลงั ตบตีโจทก์จนหนีออกจากบา้ น จาเลยก็ยงั ตามไปตบตี
โจทก์อีก เช่นน้ี การกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็ นการหม่ินประมาทเหยียดหยามโจทก์และบิดา
โจทกอ์ ยา่ งร้ายแรง และเป็นการทรมาณร่างกายและจิตใจโจทก์ อนั เป็นเหตุฟ้องหยา่ ไดต้ ามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2557โจทกฟ์ ้องหยา่ จาเลยซ่ึงเป็นสามีอา้ งเหตุว่า จาเลยทรมาน
ร่างกายและจิตใจของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โดยบรรยาย
ฟ้องวา่ จาเลยกระทาการเป็นปฏิปักษด์ ว้ ยการใชว้ าจาไม่สุภาพและทะเลาะกบั โจทก์โดยไมม่ ีเหตุผล
เป็ นประจา จาเลยถือมีดทาครัวยืนขวางไม่ให้โจทก์ออกจากบ้านและขู่จะฆ่าให้ตาย หากไม่นา
ภาพถ่ายในอดีตของโจทก์มาใหแ้ ละข่มขจู่ ะทาร้ายโจทกด์ ว้ ยอารมณ์รุนแรงไม่มีเหตุผล ทาใหโ้ จทก์
หนีออกจากบ้านเพราะเกรงจะถูกทาร้าย การท่ีโจทก์นาสืบว่า จาเลยใช้มีดขู่ให้โจทก์ยอมร่วม
ประเวณีดว้ ย ท้งั ๆที่โจทก์ไมส่ บายและไม่ตอ้ งการร่วมประเวณี ทาให้โจทกร์ ู้สึกทรมานร่างกายและ
จิตใจอย่างมาก จึงเป็ นรายละเอียดแห่งเหตุหย่าตามที่โจทก์กล่าวบรรยายในฟ้อง มิใช่การนาสืบ
นอกเหนือจากฟ้องตามฎีกาของจาเลยแต่อย่างใด โจทก์มีสิทธิฟ้องหยา่ จาเลยได้ ค. หม่ินประมาท
หรือเหยยี ดหยาม
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2517 จาเลยด่าโจทก์และมารดาโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็ นคน
ดอกทองและโจทก์เป็ นลูกคนดอกทอง มารดาโจทก์จะชักชวนให้โจทก์ไปเป็ นคนดอกทอง ซ่ึง
-207-
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2493ไดน้ ิยามคาว่า “ดอกทอง” ไว้ว่า หมายถึงหญิงใจง่าย
ในทางประเวณี คาด่าดงั กล่าวของจาเลยจึงเป็ นการด่ามารดาโจทก์เป็ นหญิงใจง่าย ในทางประเวณี
และมารดาโจทก์จะชกั ชวนให้โจทก์ไปเป็ นหญิงใจง่าย ในทางประเวณี อนั เป็ นการหม่ินประมาท
มารดาโจทกอ์ ยา่ งร้ายแรง โจทกฟ์ ้องหยา่ จาเลยได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิง้ ร้างอกี ฝ่ ายหนงึ่ ไปเกนิ หน่ึงปี อกี ฝ่ ายหน่ึงน้ันฟ้องหย่าได้
การทงิ้ ร้างประกอบด้วยหลกั เกณฑ์ 2 ประการ คือ
ก. สามีและภริยาแยกอยู่ต่างหากจากกัน อยคู่ นละบา้ น ห่างไกลกนั ไม่มีการติดต่อกนั และ
การแยกกนั อยู่ตอ้ งมีตลอดมาจนถึงวนั ฟ้องคดีดว้ ย ถา้ ต่อมากลบั มาอยดู่ ว้ ยกนั ดงั เดิมแลว้ ก็ถือว่าให้
อภยั ในการละทิง้ ร้างดงั กล่าวแลว้
ข. เจตนาที่สามีหรือภริยาจะแยกจากคู่สมรสอีกฝ่ ายหนึ่ง หากไม่มีเจตนาแต่เพราะความ
จาเป็นทาใหต้ อ้ งไปอยทู่ ี่อื่น ดงั น้ี กไ็ ม่ใช่การจงใจละทิง้ ร้าง
ตวั อย่างหลกั เกณฑ์ กรณี (ก) สามีและภริยาแยกอยู่ต่างหากจากกนั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 882/2518 การที่สามีภริยาไม่ได้หลบั นอนร่วมเพศกนั แต่อยูค่ นละ
บา้ นในบริเวณเดียวกนั ไมเ่ ป็นการทิ้งร้างกนั
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4480/2553 โจทก์กับจาเลยทะเลาะกันรุนแรงถึงขนาดโจทก์ตบตี
จาเลยและโจทก์บอกให้จาเลยยา้ ยออกไปจากบา้ นพกั ท่ีแฟลตตารวจไปอยู่ที่บา้ นอนั เป็ นสินสมรส
ของโจทก์และจาเลย โดยโจทก์โทรศพั ทแ์ จง้ บิดาจาเลยให้มารับจาเลยไป จาเลยไดพ้ าบุตรสาวของ
โจทก์และจาเลยไปอยู่ดว้ ย แมโ้ จทก์และจาเลยจะไม่ไดต้ ิดต่อกนั เป็ นเวลาเกินกว่า 1 ปี การกระทา
ของจาเลยยงั ไม่ถือวา่ เป็นการละทิ้งร้างโจทกต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)
อนั จะเป็นเหตฟุ ้องหยา่ ได้
ตัวอย่างหลกั เกณฑ์ กรณี (ข) เจตนาที่สามีหรือภริยาจะแยกจากคู่สมรสอกี ฝ่ ายหนึง่
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2552 โจทก์ฟ้องโดยอาศยั เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โดยอา้ งว่าจาเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหน่ึงปี ไม่ไดร้ ะบุถึงการ
สมคั รใจแยกกนั อยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมา แมโ้ จทก์จะอา้ ง
ขอ้ ตกลงแยกทางตามเอกสารทา้ ยคาฟ้องก็ตาม แต่เหตุหยา่ ตาม มาตรา 1516 (4/2) น้ัน ไม่ไดม้ ีเพียง
ระยะเวลาที่แยกกนั อยเู่ กินสามปี เท่าน้นั ยงั ตอ้ งมีองคป์ ระกอบอื่นอีก คือตอ้ งเป็ นเพราะเหตุท่ีไม่อาจ
อยรู่ ่วมกนั ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ซ่ึงโจทกไ์ ม่ไดบ้ รรยายถึงองคป์ ระกอบดงั กล่าวไว้
ฟ้องของโจทก์ในประเด็นน้ีจึงไม่ชอบ ถือวา่ คาฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุหยา่ ตามบทบญั ญตั ิในมาตรา
1516 (4/2) โจทกย์ อมรับวา่ โจทกเ์ ป็นผอู้ อกจากบา้ นพกั ของจาเลยไปเอง กรณีจึงถือวา่ โจทก์สมคั รใจ
แยกกนั อยู่กบั จาเลยฝ่ ายเดียว จาเลยหาไดส้ มคั รใจแยกกนั อยูก่ บั โจทก์แต่อยา่ งใดไม่ จาเลยจึงไม่ได้
-208-
ละทิ้งร้างโจทกเ์ กินกว่าหน่ึงปี อนั จะเป็ นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6948/2550 แมพ้ ฤติการณ์ของโจทก์ในเบ้ืองตน้ เป็ นการแสดงออก
โดยปริยายวา่ ยนิ ยอมให้จาเลยทางานอยทู่ ี่ประเทศญ่ีป่ ุนก็ตาม แต่หลงั จากน้นั ประมาณ 2 ปี คือต้งั แต่
ปี 2542 โจทก์ได้ขอร้องให้จาเลยกลบั มาดูแลครอบครัวหลายคร้ัง แสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้
ทางานอยู่ที่ประเทศญ่ีป่ ุนต่อไป แต่จาเลยยงั คงยืนยันไม่กลบั ประเทศไทยรวมท้ังไม่ยินยอมกลบั
ประเทศไทย เพ่ือมาเบิกความเป็ นพยานในคดีน้ี แสดงว่าจาเลยประสงค์ท่ีจะทางานอยู่ที่ประเทศ
ญี่ป่ ุนโดยไม่สนใจท่ีจะกลบั มาดูแลบตุ รและอยรู่ ่วมกบั โจทกฉ์ นั สามีภริยาอีกตอ่ ไป ถือวา่ จาเลยจงใจ
ละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกวา่ 1 ปี นบั แต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหยา่ จาเลยไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)
(4 /1) สามหี รือภริยาต้องคาพพิ ากษาถึงท่สี ุดให้จาคกุ และได้ถกู จาคุกเกนิ 1 ปี ในความผดิ ที่
อีกฝ่ ายหน่ึงมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทาความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็ นใจในการกระทา
ความผิดน้ันด้วยและการเป็ นสามีภริยากันต่อไปจะเป็ นเหตุให้อกี ฝ่ ายหน่ึงได้รับความเสียหายหรือ
เดือดร้อนเกนิ ควรอกี ฝ่ ายหนงึ่ น้นั ฟ้องหย่าได้
ตามมาตราน้ีไม่รวมการรอการลงโทษหรือได้รับโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี หากศาลรอการ
ลงโทษจาคุกใหห้ รือไดร้ ับโทษจาคุกจริงไม่ถึงหน่ึงปี เพราะไดร้ ับการอภยั โทษ ก็ไม่ถือเป็ นเหตุฟ้อง
หยา่ /กกั ขงั แทนค่าปรับไม่เขา้ เงื่อนไขที่จะฟ้องหยา่ ได้ ส่วนหากนบั โทษต่อกนั รวม 1 ปี ฟ้องหยา่ ได้
หากอีกฝ่ ายรู้เห็นเป็นใจดว้ ย ฟ้องหยา่ ไม่ได้ เช่น สามีภริยาสมคบกนั ทาเฮโรอีนมาขาย สามีถกู จบั ได้
และถูกศาลพิพากษาให้จาคุกเกินกว่าหน่ึงปี ภริยาจะมาฟ้องหย่าดว้ ยเหตุน้ีไม่ได้ เพราะเป็ นเหตุท่ี
ภริยายนิ ยอมรู้เห็นเป็นใจดว้ ยแลว้ ก็ไม่เป็นเหตใุ หฟ้ ้องหยา่
การฟ้องหย่าในเหตุขอ้ น้ีจะตอ้ งดูดว้ ยว่าเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรหรือไม่ ถา้ มีความ
เป็นอยูท่ ี่สบายก็ยงั ฟ้องหยา่ ไม่ได้ ศาลมกั จะพิจารณาว่าถา้ สามีถูกจาคุกภริยาอยูข่ า้ งนอกไม่มีอาชีพ
ภริยาจะทาการสมรสใหม่เพื่อใหส้ ามีใหม่ไดเ้ ขา้ มาอุปการะเล้ียงดูภริยาและบุตร ศาลก็มีแนวโนม้ ที่
จะพิพากษาใหห้ ยา่ ขาดกนั ได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุท่ีไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดย
ปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคาส่ังของศาลเป็ นเวลาเกินสามปี ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
ฟ้องหย่าได้
กรณีอนุมาตราน้ีตอ้ งเกิดจากความสมคั รใจของท้งั สองฝ่ายมิใช่สมคั รใจฝ่ายเดียว
ตวั อยา่ ง การที่ภริยาออกจากบา้ นท่ีปลูกสร้างและที่อยู่กินกบั สามี เพราะตอ้ งการพาบิดาซ่ึง
เป็ นโรคหัวใจ ไปให้พน้ จากบิดาของสามีซ่ึงชอบดื่มสุราแลว้ ส่งเสียงดัง โดยท้งั คู่เคยตกลงจะไป
-209-
จดทะเบียนหยา่ ขาดจากกนั แต่หยา่ ไม่ได้ เพราะสามีไม่มีเงินชาระค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร พฤติการณ์
ดงั กล่าวเจตนาแยกกนั อยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกนั ฉันสามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมาเป็ น
ระยะเวลาเกินสามปี จึงมีสิทธิฟ้องหยา่ ได้
ในกรณีแยกกนั อยนู่ ้นั ตอ้ งเป็นกรณีการท่ีศาลมีคาสั่งตามมาตรา 1462 อนุญาตให้สามีภริยา
แยกกนั อยตู่ ่างหากเป็นการชว่ั คราวเพราะเหตุตามมาตรา 1462 เม่ือแยกกนั อยู่มาเกินสามปี ก็ไมม่ ีทาง
กลบั คืนดีกนั ได้ จึงสมควรให้การสมรสน้ีสิ้นสุดลงดว้ ยการเสียหายที่น้อยที่สุด สามีจึงมีสิทธิฟ้อง
หยา่ ภริยาได้ และภริยาก็มีสิทธิฟ้องหยา่ สามีไดเ้ ช่นเดียวกนั
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8225/2540 โจทก์ได้ ว. เป็ นภริยาภายหลงั จากจาเลยออกจากบา้ นท่ี
เคยอยู่ร่วมกบั โจทก์ฉันสามีภริยาไปแลว้ ท้งั ลกั ษณะของการท่ีจาเลยออกจากบา้ นท่ีเคยอยู่ร่วมกบั
โจทก์ก็ลว้ นแต่เป็นการตดั สินใจของจาเลยเอง มิใช่เป็ นกรณีท่ีโจทก์ขบั ไล่จาเลยหรือโจทกน์ าหญิง
อ่ืนเขา้ มาอยกู่ ินในบา้ นฉันสามีภริยาอนั เป็นการบีบบงั คบั ให้จาเลยตอ้ งออกจากบา้ นแต่อยา่ งใด จึง
เป็นกรณีท่ีจาเลยสมคั รใจแยกกนั อยตู่ ่างหากจากโจทก์
โจทกแ์ ละจาเลยสมคั รใจแยกกนั อยู่ เพราะเหตุท่ีไม่อาจอยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภริยาไดโ้ ดยปกติ
สุขเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีอานาจฟ้องหย่าโดยอาศยั เหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1516 (4/2) ได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 2520/2549 แมใ้ นปี 2517 โจทกเ์ ป็นฝ่ ายละทิ้งร้างจาเลยโดยออกจาก
บา้ นท่ีโจทกจ์ าเลยเคยอยกู่ ินดว้ ยกนั ไปอยกู่ ินฉนั สามีภริยากบั นาง มาตรา ก็ตาม แต่ในปี 2519 จาเลย
กม็ ีความสัมพนั ธ์ฉันชูส้ าวกบั นาย ส. จนมีบุตรดว้ ยกนั 1 คน แสดงวา่ จาเลยไม่ประสงคจ์ ะอยกู่ ินฉนั
สามีภริยากบั โจทกอ์ ีกต่อไปเช่นเดียวกนั และระหวา่ งท่ีแยกกนั อยูไ่ ม่ปรากฏว่าโจทก์กลบั ไปอยู่กิน
ฉนั สามีภริยากบั จาเลย อีก ฝ่ ายจาเลยซ่ึงทราบดีว่าโจทกพ์ กั อาศยั อยทู่ ี่ใดก็มิไดส้ นใจหรือหาทางท่ีจะ
อยู่ร่วมกบั โจทก์ฉันสามีภริยาต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์จาเลยท่ีต่างคนต่างอยเู่ ป็ นเวลานานถึง 25
ปี น้นั ถือไดว้ า่ โจทกแ์ ละจาเลยสมคั รใจแยกกนั อย่เู พราะเหตทุ ่ีไมอ่ าจอยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภริยาไดโ้ ดย
ปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อนั เป็ นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516
(4/2) โจทกจ์ ึงฟ้องหยา่ จาเลยได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลส่ังให้เป็ นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลาเนาหรือถ่ินท่ีอยู่เป็ นเวลา
เกนิ 3 ปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็ นตายร้ายดีอย่างไร อกี ฝ่ ายหน่ึงฟ้องหย่าได้
- สามีหรือภริยาถกู ศาลส่ังให้เป็ นคนสาบสูญ
การท่ีศาลจะสั่งใหบ้ ุคคลใดเป็นคนสาบสูญไดน้ ้นั ตอ้ งพิจารณาตามมาตรา 61 กล่าวคือ หาก
เป็ นการสาบสูญกรณีธรรมดา คือหายไปเป็ นเวลา 5 ปี หรือหากเป็ นการสาบสูญกรณีพิเศษ เช่น
-210-
หายไปในช่วงออกรบหรือมีเหตุการณ์สงครามเป็นเวลา 2 ปี ดงั น้ี เมื่อศาลไดม้ ีคาสั่งใหบ้ ุคคลใดเป็น
คนสาบสูญแลว้ คู่สมรสของบคุ คลน้นั ยอ่ มฟ้องหยา่ ได้
-ไปจากภูมิลาเนาหรือถ่ินท่ีอยู่เป็ นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็ นตายร้ายดี
อย่างไร
กรณีน้ีจะตอ้ งหายไปติดต่อกนั เป็นเวลาเกิน 3 ปี จึงจะฟ้องหยา่ ได้ แตถ่ า้ ยงั คงติดตอ่ ส่ือสาร
กนั บา้ งบางคร้ังบางคราว เช่น หายไปเป็นเวลา 2 ปี แลว้ ส่งจดหมายกลบั มาหรือติดต่อทางออนไลน์
อาทิ Facebook Instagram จากน้นั ก็หายไปอีก 2 ปี เช่นน้ียงั ไม่ถือวา่ เป็นเหตุหยา่ ตามมาตรา 1516 (5)
การตายโดยผลของกฎหมายหรือการสาบสูญน้ัน ไม่ทาให้การสมรสสิ้นสุดลงในทันที
เหมือนการตายโดยธรรมชาติ เป็นแตเ่ พยี งเหตฟุ ้องหยา่ เท่าน้นั
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลยี้ งดูอีกฝ่ ายหนึ่งตามสมควรหรือทาการ
เป็ นปฏิปักษ์ต่อการท่ีเป็ นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ท้ังนี้ ถ้าการกระทาน้ันถึงขนาดที่อีกฝ่ าย
หนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็ นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคานึง
ประกอบ อกี ฝ่ ายหนงึ่ น้ันฟ้องหย่าได้
สามีภริยามีหนา้ ที่อุปการะเล้ียงดูกนั ตามกฎหมาย หากฝ่ ายใดละเลย ถือวา่ ทาผิดหนา้ ที่ อีก
ฝ่ายหน่ึงฟ้องเรียกคา่ อุปการะเล้ียงดูได้
การไม่อุปการะเลี้ยงดูน้ัน ตอ้ งถึงขนาดทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงเดือดร้อนเกินควร โดยพิจารณา
จากสภาพฐานะและความเป็นอยู่ เป็นรายกรณีไป
การทาการเป็ นปฏิปักษ์ต่อกัน หมายถึง การไม่ปฏิบตั ิตวั เยย่ี งสามีหรือภริยา และตอ้ งถึงข้นั
ร้ายแรงด้วย เช่น สามีกระทาต่อภริยาเหมือนนางบาเรอ ด่าว่าโคตรพ่อโคตรแม่ภริยา และไปมี
ความสัมพนั ธ์ฉนั ทช์ ูส้ าวกบั หญิงอื่น
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 302/2559 แมโ้ จทก์และจาเลยเป็ นสามีภริยาตอ้ งอยู่กินดว้ ยกนั ฉัน
สามีภริยา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหน่ึง ซ่ึงจะต้องมีการร่วม
ประเวณีกนั บา้ ง แต่การร่วมประเวณีตอ้ งเกิดจากความยินยอมของท้งั สองฝ่ าย หากอีกฝ่ายไม่ยินยอม
ก็ไม่อาจบงั คบั ได้ หากขืนใจถือเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 การที่จาเลย
เรียกบตุ รผเู้ ยาวม์ าฟังคาด่าจนโจทกย์ อมใหจ้ าเลยร่วมประเวณีเพ่อื ให้บุตรผูเ้ ยาวไ์ ปพกั ผ่อน เช่นน้ีจะ
ถือว่าโจทกย์ อมให้จาเลยร่วมประเวณีไม่ได้ และการท่ีโจทก์มดลูกอกั เสบจากการร่วมประเวณีของ
จาเลย จาเลยทราบแต่ไม่หยุดร่วมประเวณีกบั โจทก์ จนโจทก์ตอ้ งหนีออกจากบา้ น พฤติกรรมของ
จาเลยถือเป็ นการทาร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อยา่ งร้ายแรง อนั เป็ นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และยงั ถือเป็ นพฤติการณ์ท่ีเป็ นปฏิปักษต์ ่อการเป็ นสามีภริยากนั
อยา่ งร้ายแรง ตาม ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ดว้ ย
-211-
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 3494/2547 ระหวา่ งโจทก์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จาเลยพยายามถ่าย
โอนทรัพยใ์ นหลายประการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากบั พ. โดยเปิ ดเผยในระหว่างท่ี
จาเลยยงั คงเป็ นภริยาโจทก์ และการที่จาเลยมิได้ดูแล เอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะท่ีโจทก็
อุปสมบทเป็ นภิกษุ ลว้ นเป็ นการทาการปฏิปักษต์ ่อการเป็ นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง และมิไดใ้ ห้
ความช่วยเหลืออุปการะเล่ียงดูฝ่ายหน่ึงตามสมควร โจทกจ์ ึงฟ้องหยา่ จาเลยได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 6625/2549 ขอ้ เทจ็ จริงปรากฏวา่ โจทกจ์ าเลยจดทะเบียนสมรสกนั เมื่อ
วนั ที่ 19 มีนาคม 2531 หลงั สมรสไดป้ ระมาณ 6 เดือน เกิดการขดั แยง้ กนั เน่ืองจากความแตกตา่ งดา้ น
วฒั นธรรมไม่เขา้ ใจกนั จาเลยไม่สนใจที่จะเรียนรู้และปรับตวั ให้เขา้ กนั ได้ เกียจคร้าน ชอบแต่ความ
สบายไม่ยอมทางานบา้ น ไม่คบหาสมาคมกบั ผใู้ ดและไม่ชอบออกงานสังคมยกเวน้ งานท่ีจาเป็น แต่
ชอบงานเล้ียงไมเ่ ป็นทางการท่ีมีความสนุกสนาน ทาให้เกิดการทะเลาะกนั เป็นประจา ด่าว่าโจทกซ์ ่ึง
โจทก์เองก็ด่าจาเลยกลบั ไปดว้ ย แต่ไม่เคยทะเลาะกนั เสียงดงั เพียงแต่ไม่พูดกันขณะโมโห แมใ้ น
ช่วงแรกจาเลยไม่ตอ้ งการมีเพศสัมพนั ธก์ บั โจทก์ แตต่ ่อมาภายหลงั โจทกจ์ าเลยตา่ งไม่สมคั รใจท่ีจะมี
ความสัมพนั ธ์ทางเพศกันอีก โจทก์จาเลยคงมีฐานะเป็ นสามีภริยาอยู่กินกันมานานถึง 13 ปี เศษ
พฤติการณ์ของจาเลยดงั กล่าวถือไม่ไดว้ ่าจาเลยกระทาการอนั เป็ นปฏิปักษต์ ่อการเป็ นสามีภริยากนั
อย่างร้ายแรงถึงขนาดที่อีกฝ่ ายเดือดร้อนเกินสมควร ในเม่ือเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกนั
ฉนั สามีภริยามาคานึงประกอบกนั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) โจทก์จึง
ไม่มีเหตุฟ้องหยา่ จาเลยได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2851/2551 โจทก์จาเลยเป็ นสามีภริยาย่อมจะมีเร่ืองระหองระแหง
ทะเลาะกนั เป็ นปกติธรรมดาของชีวิตคู่ การที่จาเลยไม่ค่อยอยบู่ า้ นก็มิใช่เป็นการประพฤติเส่ือมเสีย
และการท่ีจาเลยตบตีทาร้ายโจทก์จนโจทกต์ อ้ งไปแจง้ ความดาเนินคดีแก่จาเลยแต่พนกั งานสอบสวน
ไดไ้ กล่เกล่ียก็เป็ นเรื่องภายในครอบครัว ซ่ึงโจทก์ไม่ประสงค์จะดาเนินคดีแก่จาเลย หลงั จากน้ัน
โจทกจ์ าเลยยงั ทะเลาะกนั และจาเลยพยายามจะทาร้ายร่างกายโจทก์ พฤติกรรมดงั กลา่ วยงั ถือไมไ่ ดว้ า่
จาเลยทาการเป็นปฏิปักษต์ ่อการท่ีเป็ นสามีภริยากนั อยา่ งร้ายแรงถึงขนาดท่ีโจทก์เดือดร้อนเกินควร
ยงั ไม่เป็นเหตุใหโ้ จทกฟ์ ้องหยา่ ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6483/2534 การฝ่ าฝื นขอ้ ตกลงระหว่างสามีภริยาเรื่องต่างฝ่ ายจะไม่
นาบุตรหรือญาติเขา้ มาอยใู่ นบา้ นที่สามีซ้ือเป็นเรือนหอ ไม่เป็ นเหตุฟ้องหยา่ ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โจทกก์ ล่าวอา้ งวา่ จาเลยซ่ึงเป็นภริยาไม่สนใจความเป็นอย่ขู องโจทก์
ท้งั ท่ีรู้ว่าโจทก์เป็ นโรคหัวใจ โรคความดนั โลหิตสูงและอายุมาก จาเลยไม่สนใจจดั การบา้ นเรือน
อาหารและแอบไปถอนเงินฝากของโจทกม์ าใชส้ ่วนตวั เป็นเพียงการกล่าวอา้ งว่าจาเลยปฏิบตั ิตนใน
-212-
ฐานะภริยาบกพร่องไปเท่าน้นั ไม่เป็ นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516
(3),(6)
คาพิพากษาฎีกาที่ 769/2523 จาเลยมิไดอ้ ยกู่ ินเป็ นสามีภริยากบั โจทก์มาถึงทุกวนั น้ีเป็นเวลา
กว่า 20 ปี แลว้ โดยจาเลยมีสามีใหม่และอยู่กินกับสามีใหม่ตลอดมาจนขณะโจทก์ฟ้องคดีน้ีการ
กระทาของจาเลยดงั กล่าว นอกจากจะเป็ นเหตุหย่าในเหตุอื่นเช่นมีชู้จงใจละทิ้งอีกฝ่ ายหน่ึงไปเกิน
1 ปี เป็นตน้ แลว้ ยงั เป็นการกระทาท่ีเป็ นปฏิปักษต์ อ่ การเป็นสามีภริยาอยา่ งร้ายแรงอีกดว้ ย และเป็ น
การกระทาท่ีต่อเน่ืองตลอดมาทุกวนั คดีจึงไม่ขาดอายคุ วาม
คาพิพากษาฎีกาท่ี 1976/2524 การที่จาเลยร้องเรียนกล่าวโทษโจทก์ต่อผูบ้ งั คบั บญั ชาเป็ น
การกระทาดว้ ยอารมณ์หึงหวงอนั เนื่องมาจากถูกโจทกท์ อดทิ้งแลว้ โจทก์ไปมีความสัมพนั ธ์กบั หญิง
อื่น การกระทาของจาเลยยงั ไม่เพียงพอท่ีจะถือว่า ได้ทาการเป็ นปฏิปักษ์ต่อการเป็ นสามีภริยากัน
อยา่ งร้ายแรง
คาพิพากษาฎีกาที่ 3461/2524 สามีถูกคนร้ายยิงตอ้ งพกั รักษาตวั ประกอบอาชีพไม่ได้ สามี
จึงไม่อยใู่ นฐานะที่จะอปุ การะเล้ียงดูภริยาไดเ้ พราะร่างกายพิการ ภริยาฟ้องหยา่ ไม่ได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกนิ สามปี และความวิกลจริตน้ันมีลักษณะยากจะหาย
ได้ กบั ท้ังความวิกลจริตถงึ ขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกนั ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อกี ฝ่ ายหนง่ึ ฟ้องหย่าได้
ตามอนุมาตราน้ีตอ้ งครบองคป์ ระกอบ 3 ขอ้ เทา่ น้นั จึงจะฟ้องหยา่ ได้ คือ
(1) ตอ้ งวกิ ลจริตเกินสามปี
(2) ยากที่จะหายได้
(3) ไมส่ ามารถอยรู่ ่วมกนั ต่อไปได้
กฎหมายจึงไดก้ าหนดใหค้ ู่สมรสจะไดฟ้ ้องหยา่ ไดก้ ็แต่เฉพาะกรณีที่อีกฝ่ายหน่ึงวกิ ลจริตถึง
ขนาดที่จะอยู่ร่วมกนั ฉันสามีภริยาไม่ได้ และจะตอ้ งยากที่จะหายดว้ ยเท่าน้ันส่วนความวิกลจริตอนั
เป็ นเหตุหย่าในกรณีน้ีไม่ไดห้ มายความเฉพาะแต่บุคคลผูม้ ีจิตผิดปกติหรือตามที่เขา้ ใจทว่ั ๆ ไปว่า
เป็นบา้ เท่าน้นั คนวิกลจริตหมายความรวมถึงบคุ คลท่ีมีกริยาอาการผดิ ปกติเพราะสติวปิ ลาส คือ ขาด
ความสานึกและขาดความรับผิดชอบดว้ ย เพราะบุคคลดงั กล่าวน้ีไม่สามารถประกอบกิจการของ
ตนเองหรือประกอบกิจส่วนของตนได้
การตดั สินว่าผใู้ ดเป็นคนวิกลจริตตอ้ งอาศยั ความเห็นทางการแพทยเ์ ป็นหลกั คูส่ มรสอีกฝ่าย
จะใช้เป็ นเหตุหย่าได้ตอ้ งพิสูจน์ให้ครบองค์ประกอบของกฎหมายด้วย เช่น ระยะเวลาเกิน 3 ปี
อาการวิกลจริตหายไดย้ าก และความวิกลจริตกระทบต่อการใชช้ ีวิตร่วมกนั หรือทนอยดู่ ว้ ยกนั ไม่ได้
แลว้ เป็ นตน้ ความวิกลจริตอนั น้ีไม่จาเป็นตอ้ งถึงขนาดให้ศาลมีคาส่ังให้คู่สมรสท่ีวิกลจริตตกเป็ น
คนไร้ความสามารถแลว้ จึงจะเป็นเหตุฟ้องหยา่ ได้
-213-
ตวั อยา่ ง สามีวกิ ลจริต พดู บ่นพึมพาคนเดียว แต่ไม่ดุร้าย ยงั ร่วมหลบั นอนและช่วยเหลือการ
งานของภริยาได้ ไม่เป็นเหตฟุ ้องหยา่
ตวั อยา่ ง โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยอา้ งเหตุวา่ จาเลยลม้ ป่ วยดว้ ยโรคผิดปกติทางประสาทและจิต
ต้งั แต่วนั ที่ 1 มกราคม 2550 และมีอาการเพอ้ คุม้ ดีคุม้ ร้าย อาละวาด แพทยม์ ีความเห็นว่าจาเลยมี
อาการทางจิตอยา่ งร้ายแรงไม่มีทางรักษาหายขาดได้ โจทกก์ ็อยรู่ ่วมกนั ฉันสามีภริยากบั จาเลยตลอด
ระยะเวลาจนถึง 1 มกราคม 2554 เป็ นเวลา 4 ปี โจทก์ทนกับอาการของจาเลยไม่ไหว โจทก์จึงขอ
ฟ้องหยา่ จาเลยได้ ตามาตรา 1516 (7)
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทาให้ไว้เป็ นหนังสือในเร่ืองความประพฤติ อีกฝ่ ายหน่ึง
ฟ้องหย่าได้
ทณั ฑบ์ น คือ หนงั สือสญั ญาจะไม่ประพฤติละเมิดเงื่อนไขที่ไดใ้ หไ้ ว้ ซ่ึงหมายความวา่ ตอ้ ง
เป็ นทณั ฑ์บนเก่ียวกบั ความประพฤติเท่าน้ัน และจะตอ้ งทาไวเ้ ป็ นหนังสือ ไม่ใช่เพียงแต่ทาดว้ ย
วาจาท้งั จะตอ้ งไม่ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน เช่น กรณีที่สามีชอบ
เลน่ การพนนั ขนั ตอ่ ไดท้ าทณั ฑบ์ นแก่ภริยาวา่ จะเลิกเล่นการพนนั เสียกย็ อ่ มได้
เหตฟุ ้องหย่าเพราะเหตุแห่งการทาผิดทณั ฑบ์ นตามมาตรา 1516 (8) น้นั ถา้ ศาลเห็นว่า ความ
ประพฤติของสามีหรือภริยาอนั เป็นเหตุให้ทาทณั ฑบ์ นเป็นเหตุเล็กนอ้ ยหรือไม่สาคญั เกี่ยวแก่การอยู่
ร่วมกนั ฉนั สามีภริยาโดยปกติสุข ศาลจะไม่พพิ ากษาใหห้ ยา่ ก็ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2538 การที่จาเลยหึ งหวงและโกรธที่โจทก์หนีไปมี
ความสัมพนั ธ์ทางชูส้ าวกบั หญิงอ่ืน จึงด่าโจทก์และบุพการีว่ามึงมนั เลวเหมือนโคตรมึงน้ันไม่เป็ น
การหมิ่นประมาท โจทกห์ รือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรงเพราะเป็ นเพียงถอ้ ยคาที่จาเลยกล่าว
ดว้ ยความน้อยใจการกระทาของจาเลยต่อโจทก์ดงั กล่าวเกิดข้ึนเพราะโจทก์เป็ นผู้ ก่อข้ึนถือว่าเป็ น
เร่ืองกระทบกระทง่ั กนั ระหว่างสามีภริยาทวั่ ไปไม่ร้ายแรง ถึงกบั เป็ นเหตุฟ้องหย่าไดต้ ามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516( 3) หลงั จากทาทณั ฑ์บนแลว้ โจทกย์ งั มีความสัมพนั ธ์ทางชู้
สาวกบั หญิงอื่นจาเลยจึงดุด่าและทาร้ายโจทก์อีกการกระทาของจาเลยมีสาเหตุจากการกระทาของ
โจทก์จึงยงั ไม่ ถือว่าเป็ นการประพฤติผิดทณั ฑ์บนที่ให้ไวอ้ นั จะเป็ นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (8)
คาพิพากษาฎีกาที่ 2040/2519 การที่ภริยาทาทณั ฑ์บนว่าจะอยู่ร่วมบา้ นกับสามี และต่อมา
ภริยาประพฤติผิดทณั ฑ์บนโดยไม่อยูร่ ่วมบา้ นกบั สามีน้นั ทณั ฑบ์ นดงั กล่าวไม่ใช่ทณั ฑ์บนในเร่ือง
ความประพฤติ จึงไม่เป็ นเหตุหย่า การกระทาของจาเลยมีสาเหตุจากการกระทาของโจทก์ จึงยงั ไม่
ถือวา่ จาเลยประพฤติผดิ ทณั ฑบ์ นท่ีใหไ้ ว้
-214-
คาพิพากษาฎีกาที่ 344/2479 สัญญาทณั ฑ์บนนท่ีขายทาไวใ้ ห้แก่หญิงว่าจะยอมเลิกกับ
อนุภรรยาน้ัน เมื่อชายทาผิดทานบนหญิงถือเอาเป็ นเหตุฟ้องอย่าได้ และสัญญาเช่นน้ีศาลยอมรับ
บงั คบั บญั ชาใช้
(9) สามีหรือภริยาเป็ นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็ นภัยแก่อีกฝ่ ายหน่ึงและโรคมี
ลกั ษณะเรื้อรังไม่มีทางท่ีจะหายได้ อกี ฝ่ ายหน่ึงน้นั ฟ้องหย่าได้
เห ตุห ย่าข้อน้ี มี ปรากฎเพี ยงโรคเดียวคือโรคเอดส์ (AIDS ห รื อAcquired Immune
Deficiency Syndromes) เท่าน้ัน เพราะยงั ไม่มีทางรักษาให้หายได้ ส่วนโรคติดต่ออ่ืนๆ แม้จะ
อนั ตรายร้ายแรงเพียงใดปัจจุบนั ก็สามารถรักษาให้หายไดแ้ ลว้ เช่น โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) โดยจะมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หอบ
เหนื่อย หรือมีอาการของโรคปอดอกั เสบ ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการระบบทางเดินหายใจ
ลม้ เหลว และอาจถึงข้นั เสียชีวิต เป็นโรคติดต่ออนั ตราย ตามพระราชบญั ญตั ิโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
อยา่ งไรก็ดี สาหรับโรคติดต่ออนั ตราย ก็คือ โรคติดต่อท่ีมีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ไป
ยงั ผอู้ ื่นไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ตามพระราชบญั ญตั ิโรคติดตอ่ พ.ศ.2558 ระบโุ รคติดตอ่ ไว้ 14 โรคดงั น้ี
1. กาฬโรค (Plague)
2. ไขท้ รพิษหรือฝีดาษ (Smallpox)
3. ไขเ้ ลือดออกไครเมียนคองโก (Crimean – Congo hemorrhagic fever)
4. ไขเ้ วสตไ์ นล์ (West Nile Fever)
5. ไขเ้ หลือง (Yellow Fever)
6. โรคไขล้ าสซา (Lassa fever)
7. โรคติดเช้ือไวรัสนิปาห์ (Nipah virus disease)
8. โรคติดเช้ือไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg virus disease)
9. โรคติดเช้ือไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD)
10. โรคติดเช้ือไวรัสเฮนดรา (Hendra virus disease)
11. โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome – SARS)
12. โรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome – MERS)7
13. วณั โรคด้ือยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (Extensively drug – resistant tuberculosis |
XDR-TB)8
7 ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ชื่อและอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย พ.ศ. 2559 ณ วนั ที่ 19
พฤษภาคม 2559
-215-
14. โรค COVID-19 (Coronavirus disease 2019)9
ท้งั น้ี 14 โรคดงั กล่าวแมจ้ ะเป็ นโรคติดต่ออนั ตรายร้ายแรง แต่ก็มีทางรักษาใหห้ ายได้ และมี
วคั ซีนป้องกนั อาการรุนแรง ดงั น้นั จึงถือวา่ สามารถรักษาหายได้ ไม่เขา้ อนุมาตราน้ี
ส่วนโรคมะเร็ง แมจ้ ะเป็นโรคร้ายแรง ไมม่ ีทางรักษาหายไดจ้ ึงเป็นเหตหุ ยา่ ไม่ได้ แตก่ ็ไมใ่ ช่
โรคติดต่อ
(10) สามหี รือภริยามสี ภาพกายทาให้สามีหรือภริยาน้นั ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล
กล่าวคือ ตอ้ งมีสภาพแห่งกายบกพร่องจนถึงขนาดไม่สามารถร่วมประเวณีได้ และสภาพ
น้ันตอ้ งคงอยู่ตลอดไป เช่น ฝ่ ายหน่ึงเป็ นอมั พาตท้งั ตวั ขยบั ไม่ได้ อวยั วะสืบพนั ธุ์ถูกตดั ขาด หรือ
เป็ นโรคกามตายดา้ น เป็ นตน้ กรณีน้ีหมายถึงสภาพของลบั ชายหรือหญิงเท่าน้ันไม่หมายถึงอวยั วะ
ส่วนอื่น เช่น หนา้ อกของหญิงแมจ้ ะเป็นมะเร็งถกู ตดั ทิง้ เสียหมดท้งั สองขา้ งก็ไม่เขา้ เหตหู ยา่ ขอ้ น้ี
ผมู้ ีสิทธิฟ้องหยา่ ตามมาตรา 1516 (10) มีแต่เฉพาะคู่สมรสท่ีมีสภาพแห่งกายปกติเท่าน้นั แต่
ถา้ การท่ีสภาพแห่งการไม่อาจร่วมประเวณีไดต้ ลอดกาลของอีกฝ่ ายหน่ึงเกิดข้ึนเพราะความผิดของ
ตนคู่สมรสท่ีมีสภาพแห่งกายปกติก็ไม่อาจฟ้องหยา่ ไดต้ ามมาตรา 1517 วรรคสอง ไม่ว่าจะกระทา
โดยเจตนาหรือประมาท จะยกมาเป็นเหตุฟ้องหยา่ ไม่ได้
ข้อยกเว้นของเหตฟุ ้องหย่า
มาตรา 1517 เหตุฟ้องหย่ามาตรา 1516 ( 1 ) และ ( 2 ) ถา้ สามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณีได้
ยนิ ยอมหรือรู้เห็นเป็ นใจในการกระทาท่ีเป็ นเหตุอย่างน้ัน ฝ่ ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็ นใจน้ันจะยก
เป็นเหตุฟ้องหยา่ ไมไ่ ด้
เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 ( 10 ) ถา้ เกิดเพราะการกระทาของอีกฝ่ ายหน่ึง อีกฝ่ ายหน่ึง
น้นั จะยกเป็นเหตุฟ้องหยา่ ไม่ได้
ในกรณีฟ้องหย่าโดยอาศยั เหตุแห่งความผิดตามมาตรา 1516 ( 8 ) น้นั ถา้ ศาลเห็นว่าความ
ประพฤติของสามีภรรยาอนั เป็ นเหตุให้ทาทณั ฑ์บนเป็ นเหตุเล็กนอ้ ยหรือไม่สาคญั เกี่ยวกับการอยู่
ร่วมกนั ฉนั สามีภริยาโดยปกติ ศาลจะไม่พพิ ากษาใหห้ ยา่ ก็ได้
มาตรา 1518 สิทธิฟ้องหยา่ ย่อมหมดไปในเม่ือฝ่ ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าไดก้ ระทาการอนั แสดง
ใหเ้ ห็นวา่ ไดใ้ หอ้ ภยั ในการกระทาของอีกฝ่ายหน่ึงซ่ึงเป็นเหตุใหเ้ กิดสิทธิฟ้องหยา่ น้นั แลว้
จากบบทบญั ญตั ิ มาตรา 1517 และมาตรา 1518 มีขอ้ ยกเวน้ เหตุหยา่ มีอยู่ 4 ประการคือ
8 ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ช่ือและอาการสาคญั ของโรคติดต่ออนั ตราย (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563
ณ วนั ที่ 22 มกราคม 2561
9 ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ช่ือและอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2563
ณ วนั ที่ 26 กุมภาพนั ธ์ 2563
-216-
1. สามีหรือภริยารู้เห็นหรือยินยอมให้ภริยาหรือสามีอุปการะหญิงหรือชายอ่ืน เป็ นชูห้ รือมี
ชู้ หรือร่วมประเวณีกบั ผูอ้ ่ืน หรือรู้เห็นหรือยินยอมหรือร่วมในการท่ีสามีหรือภริยาประพฤติชว่ั น้นั
(มาตรา 1516 วรรคแรก)
เช่น ภริยารู้วา่ สามีมีภริยาน้อยก็มิไดแ้ สดงอาการหึงหวง ไม่ว่ากล่าวตกั เตือนใดๆ หรือภริยา
เองวา่ เป็ นผูจ้ ดั หาภริยาน้อยมาให้สามีร่วมประเวณีดว้ ย หรือ ภริยาอนุญาตให้สามีไปใชบ้ ริการทาง
เพศกบั หญิงขายบริการ สามีพบรักกบั หญิงขายบริการจึงยกยอ่ งฉนั มีภริยาอีกคนดงั น้ี กรณีท่ีภริยาให้
อนุญาตให้สามีไปใช้บริการทางเพศกบั หญิงขายบริการไดถ้ ือว่าภริยายินยอมแลว้ จึงฟ้องหย่าไม่ได้
เขา้ ตามมาตรา 1517 วรรคแรก
คาพพิ ากษาศาลฎีกา 3596/2546 หากโจทกร์ ู้เห็นเป็นใจใหจ้ าเลยท้งั สองอยกู่ ินเป็นสามีภริยา
กนั แลว้ จริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไปร้องเรียนต่อผูบ้ งั คบั บญั ชาของจาเลยที่ 1 และร้องเรียน
จาเลยท่ี 2 ในการพิจารณาเล่ือนระดับของจาเลยท่ี 2 ส่วนการที่โจทก์เห็นภาพถ่ายงานพิธีมงคล
ระหว่างจาเลยท้งั สองแลว้ มิไดโ้ ตแ้ ยง้ คดั คา้ นหรือดาเนินการทางศาลก็ไดค้ วามว่า ขณะจดั งานพิธี
มงคลสมรสของจาเลยท้ังสองน้ันโจทก์ไม่ทราบเรื่อง แม้ต่อมาโจทก์เห็นภาพถ่ายดังกล่าวใน
ภายหลงั แลว้ ไม่ไดโ้ ตแ้ ยง้ คดั คา้ นก็ยงั ไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็ นใจ เลยยินยอมให้จาเลยท้งั สองอยู่
กินเป็นสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหน่ึง โจทยจ์ ึงมีสิทธ์ิฟ้อง
หยา่ ได้
2. สามีหรือภริยาไม่สามารถร่วมประเวณีไดต้ ลอดกาลเพราะการกระทาของอีกฝ่ าย ตาม
มาตรา 1516 (10) (มาตรา 1517 วรรคสอง) เช่น ภริยาโกรธสามีท่ีชอบไปยงุ่ เกี่ยวกบั หญิงอื่นจึงใชม้ ีด
ตัดของลับโยนทิ้งไป เช่นน้ี ภริยาเองจะมาฟ้องหย่าโดยอ้างว่าสภาพกายของสามีไม่อยากร่วม
ประเวณีไดต้ ลอดกาลไม่ไดเ้ ป็นตน้
3. การทาผิดทณั ฑ์บนเป็ นเหตุเล็กน้อยหรือไม่สาคัญเก่ียวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา
โดยปกติสุข (มาตรา 1517 วรรคสาม) ในกรณีท่ีสามีหรือภริยาผดิ ตามมาตรา 1516 (8) ศาลอาจจะไม่
คาพิพากษาไม่หยา่ กไ็ ด้ ถา้ ศาลเห็นว่าเป็นเลก็ นอ้ ย หรือไม่สาคญั เกี่ยวกบั การอยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภริยา
โดยปกติสุข
4. ฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหยา่ ไดก้ ระทาอนั แสดงใหเ้ ห็นวา่ ไดใ้ หอ้ ภยั แลว้ (มาตรา 1518)
ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คาวา่ “อภยั ” หมายความไว้ 2 นยั คือ
(1) น. ความไม่มีภยั , ความไม่ตอ้ งกลวั . (ป., ส.), นิยมใช้ประกอบกับคาอ่ืน เช่น ขออภัย
หมายความวา่ ขอใหย้ กโทษให้ ขออยา่ ไดถ้ ือโทษ, ใหอ้ ภยั หมายความวา่ ยกโทษให.้
(2) ก. ยกโทษ เช่น ฉนั อภยั ใหเ้ ธอ.
-217-
โดยเหตุฟ้องหย่าทุกเหตุ ตามมาตรา 1516น้ัน ถา้ ฝ่ ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทาการอนั
แสดงให้เห็นว่าไดใ้ ห้อภยั ในเหตุการณ์น้ัน คู่สมรสฝ่ ายน้ันก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องหย่าในภายหลงั ได้
เช่น ภริยามีชู้ สามีจบั ไดแ้ ต่เพราะเห็นแก่ลูกจึงไม่ฟ้องหย่า ต่อมาภายหลงั จะนึกเจ็บใจกลบั มาฟ้อง
ภริยาไมไ่ ด้
สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเม่ือฝ่ ายท่ีมีสิทธิฟ้องหย่าได้ กระทาการอนั แสดงให้เห็นวา่ ได้
ใหอ้ ภยั ในการกระทาของอีกฝ่ายหน่ึงซ่ึงเป็นเหตุใหเ้ กิดสิทธิฟ้องหยา่ น้นั แลว้ ตามมาตรา 1518
แต่ถา้ เป็ นกรณีท่ีกระทาเพ่ือมนุษยธรรมเท่าน้ัน ไม่ถือว่าเป็ นการให้อภยั ในเหตุฟ้องอย่าง
เช่น เป็ นผูต้ น้ เหตุแห่งการหย่าถูกคนร้ายใช้มีดแทงคนร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส อีกฝ่ ายหน่ึง
ซกั ถามอาการบาดเจ็บและทาการปฐมพยาบาลให้ พร้อมท้งั นาส่งโรงพยาบาลเพอื่ รักษาพยาบาลดว้ ย
เช่นน้ีไม่ถือว่าเป็ นการให้อภยั แต่เป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่เพ่ือมนุษยธรรมขณะน้ันอีกฝ่ ายหน่ึงมีสิทธิ
ฟ้องหยา่ ไดอ้ ยู่
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 3833/2524 จาเลยใชม้ ีดแทงโจทกซ์ ่ึงเป็นสามีต้งั แต่ก่อนโจทกจ์ าเลยจะมี
บุตรดว้ ยกนั โจทก์เห็นว่าจาเลยเป็นภริยาและมีบุตรดว้ ยกนั จึงไม่ร้องทุกขก์ ล่าวโทษจาเลยแสดงวา่
โจทกไ์ ดใ้ หอ้ ภยั แก่จาเลยแต่แรกแลว้ ถือไดว้ า่ สิทธิฟ้องหยา่ ในขอ้ น้ีไดห้ มดไปตามาตรา 1518 แลว้
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 2473/2556 การกระทาอนั เป็นการใหอ้ ภยั ในการกระทาของจาเลยท้งั
สองและทาให้สิทธิฟ้องหยา่ หมดไป ตอ้ งไดค้ วามวา่ คู่สมรสท่ีมีสิทธิฟ้องหยา่ มีเจตนาที่ยกโทษให้คู่
สมรสฝ่ายที่ทาผิดเพื่อท่ีจะคู่สมรสท่ีทาผิดกลบั คือสู่สถานะทางครอบครัวดงั เดิม คือคู่สมรสท้งั สอง
ฝ่ ายมีเจตนากบั มาอยู่กินดว้ ยกนั ฉันสามีภริยาต่อไป แต่เน้ือหาขอ้ ความในเอกสารที่จาเลยอา้ งว่า
โจทก์รู้เห็นเป็นใจและให้อภยั แก่จาเลยท้งั สองในการมีวามสัมพนั ธ์ฉันชู้สาวกนั แลว้ น้นั เป็ นเร่ืองท่ี
โจทก์ขอเข้าไปขนยา้ ยทรัพย์สินต่างๆ ของโจทก์ออกจากบ้านท่ีเคยอยู่กินกับจาเลยที่ 1 ไม่มี
พฤติการณ์ท่ีโจทก์และจาเลยที่ 1 จะอยู่กินฉันสามีภริยาดงั เดิมต่อไป อีกท้งั จาเลยท่ี 1 ไปอยู่กินกบั
จาเลยที่ 2 และโจทก์แจ้งความดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าคดีอยู่ระหว่าง
พิจารณาของศาล จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์และจาเลยท่ี 1 จะกลบั มาอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิมอีก
ต่อไป ถือไม่ไดว้ ่าโจทก์ไดใ้ ห้อภยั แก่จาเลยที่ 1 อนั จะเป็ นเหตุให้สิทธิฟ้องอย่าของโจทก์หมดไป
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1518
อายคุ วามฟ้องหย่า
1. กรณีเหตุหย่าบางเหตุซ่ึงเกิดข้ึนเป็ นคร้ังคราว อนั ไดแ้ ก่ อุปการะหญิงหรือชายอ่ืน เป็ นชู้
หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกบั ผอู้ ่ืน หรือรู้เห็นหรือยินยอมหรือร่วมในการท่ีสามีหรือภริยาประพฤติ
ชวั่ หรือทรมานจิตใจหรือหม่ินประมาทหรือไม่ไดใ้ หค้ วามช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกนั หรือกระทา
-218-
เป็นปฏิปักษต์ ่อการเป็นสามีหรือภริยากนั อยา่ งร้ายแรง กาหนดอายคุ วาม 1 ปี นบั แตว่ นั ท่ีคู่สมรสฝ่าย
ท่ีมีสิทธิฟ้องหยา่ ไดร้ ู้หรือควรรู้ความจริงซ่ึงตนอาจยกข้นึ กล่าวอา้ ง (มาตรา 1529 วรรคแรก)
2. กรณีเหตุหยา่ ท่ีมีลกั ษณะเป็นการต่อเนื่องกนั ไปหรือเป็นการถาวร เช่น ถูกศาลสั่งเป็นคน
สาบสูญ หรือเป็ นโรคติดต่อร้ายแรง เป็ นตน้ ไม่มีอายุความ ตราบใดที่มีเหตุน้ันก็ฟ้องหย่าได้ (4)
(4/1) (4/2) (5) (7) (9) (10)
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4261/2545 สามีมีภริยานอ้ ย เหตุต่อเนื่องจนถึงวนั ฟ้อง แมร้ ู้เหตุเกิน
1 ปี คดีก็ไม่ขาดอายคุ วาม
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 5664/2551 แมค้ าใหก้ ารจาเลยจะไมร่ ะบไุ วช้ ดั ถึงบทกฎหมายอนั เป็น
ขอ้ อา้ งถึงเหตุท่ีขาดอายคุ วาม แต่เหตุหยา่ ท่ีกาหนดอายคุ วามหรือการระงบั ไปซ่ึงสิทธิเรียกร้องคงมี
เพยี งมาตรา 1529 แห่งประมวลกฎหมายเพง่ และพาณิชยม์ าตราเดียวระบุถึงเหตหุ ยา่ ตามมาตรา 1516
(3) และ (6) อนั เป็ นเหตุฟ้องหยา่ ในคดีน้ี จึงถือไดว้ า่ จาเลยการต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ หรือ
สิทธิฟ้องร้องเน่ืองจากเหตุดงั กล่าวระงบั ไปตามบทกฎหมายแลว้ เม่ือโจทก์ถือว่าการกระทาอนั เป็ น
ปฏิปักษ์ต่อการเป็ นสามีหรือภริยากนั อย่างร้ายแรงของจาเลยเริ่มนับระยะเวลาต้งั แต่ปี 2544 การที่
โจทกฟ์ ้องจาเลยเป็นคดีน้ีในปี 2546 จึงพน้ กาหนด 1 ปี นบั แต่วนั ท่ีโจทกร์ ู้หรือควรรู้ความจริงซ่ึงตน
ยกข้นึ กล่าวอา้ ง สิทธิฟ้องร้องของโจทกโ์ ดยอาศยั เหตดุ งั กล่าวยอ่ มระงบั สิ้นไป
8.4 ผลของการหย่า
8.4.1 การใช้อานาจปกครองบุตรหลงั การหย่า
1) กรณีหยา่ โดยความยนิ ยอม
อานาจปกครองบุตร ภายหลงั การหย่า ยงั คงอยู่กบั บิดาและมารดาท้งั สองคน จึงตอ้ งมีการ
ตกลงกาหนดผใู้ ชอ้ านาจปกครองบตุ รไวโ้ ดยชดั แจง้
หากตกลงกันได้ว่าใครจะเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตรจะทาดว้ ยวาจาไม่ได้ ตอ้ งทาเป็ น
หนงั สือ ขอ้ ความในหนงั สือตอ้ งชดั แจง้ วา่ สามี/ภรรยาแต่เพยี งผเู้ ดียวใชอ้ านาจปกครองบตุ รคนใด
หากตกลงกนั ไม่ได้ ตอ้ งนาคดีข้ึนสู่ศาล เพอื่ ใหศ้ าลเป็นผชู้ ้ีขาด
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2565/2536 บนั ทึกทา้ ยทะเบียนการหย่าระหวา่ งโจทก์จาเลยที่ตกลง
ให้จาเลยเป็นผอู้ ุปการะบุตรผเู้ ยาว์ท้งั สองคนน้นั ขอ้ ตกลงที่ใหจ้ าเลยเป็นผอู้ ุปการะเล้ียงดูบุตรผเู้ ยาว์
ท้งั สองคนเป็นเพียงให้จาเลยอปุ การะบุตรเท่าน้นั หาใช่ใหจ้ าเลยเป็นผูใ้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผูเ้ ยาว์
ท้งั สองแตผ่ เู้ ดียวไม่ อานาจปกครองบตุ รผเู้ ยาวท์ ้งั สองยงั อยกู่ บั โจทก์
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4990/2537 โจทก์จาเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็ นสามีภริยา
โดยตกลงเป็ นหนงั สือใหจ้ าเลยซ่ึงเป็นมารดาเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผเู้ ยาวเ์ ป็นกรณีที่บิดาและ
-219-
มารดาตกลงกนั ให้อานาจปกครองบุตรอยู่กบั บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1520 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1566 (6) ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหน่ึง ให้ต้งั ผูป้ กครองผูเ้ ยาวไ์ ดเ้ ฉพาะกรณีท่ีผูเ้ ยาวไ์ ม่มีบิดามารดาหรือ
บิดามารดาถูกถอนอานาจปกครองแล้ว ฉะน้ัน เม่ือผูเ้ ยาวม์ ีจาเลยซ่ึงเป็ นมารดาเป็ นผูใ้ ช้อานาจ
ปกครองอยู่ จึงไมอ่ าจต้งั ผปู้ กครองไดอ้ ีกโจทกจ์ ึงไมม่ ีสิทธิฟ้องขอใหต้ ้งั โจทกเ์ ป็นผปู้ กครองร่วมกบั
จาเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1590
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2960/2548 ผูเ้ ยาวเ์ ป็ นบุตรของ ว. กับผูค้ ดั คา้ น ต่อมา ว. หย่ากบั ผู้
คดั คา้ นโดยมีขอ้ ตกลงเรื่องการใชอ้ านาจปกครองว่าให้ผเู้ ยาวอ์ ยใู่ นความปกครองของ ว. ซ่ึงเป็นบิดา
ว. จึงเป็ นผูม้ ีสิทธิใช้อานาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงผูเ้ ดียวตามขอ้ สัญญาดังกล่าวซ่ึงสามารถใช้
บงั คับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1566
วรรคสอง (6) และมิใช่เป็ นกรณีที่ผูค้ ดั คา้ นถูกถอนอานาจปกครองเพราะการถอนอานาจปกครอง
เป็ นอานาจของศาลและจะตอ้ งมีเหตุตามมาตรา 1582 ดงั น้ัน เมื่อ ว. ผูใ้ ช้อานาจปกครองแต่ผูเ้ ดียว
ตามท่ีตกลงกนั ขณะที่จดทะเบียนหยา่ ถึงแก่ความตาย อานาจปกครองบุตรผูเ้ ยาวจ์ ึงกลบั มาเป็ นของ
ผูค้ ดั คา้ นซ่ึงเป็ นมารดาฝ่ ายเดียวตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) กรณีจึงถือไม่ไดว้ ่าผูเ้ ยาวไ์ ม่มีบิดา
มารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครอง อนั จะทาให้ผูร้ ้องซ่ึงเป็ นป้ามีสิทธิยื่นคาร้องขอเป็ น
ผปู้ กครองผเู้ ยาวต์ ามมาตรา 1585 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหน่ึงได้
2) กรณีหยา่ โดยคาพพิ ากษาของศาล
ในคดีฟ้องหยา่ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือจงั หวดั จะเป็ นผพู้ ิจารณาช้ีขาดว่าใคร
จะเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตร และศาลมีอานาจยกปัญหาเร่ืองการใช้อานาจปกครองบุตรข้ึนมา
พิจารณาไดเ้ อง แมไ้ ม่มีคู่ความ ฝ่ ายใดกล่าวอา้ ง ไม่ถือเป็ นการพิพากษาเกินคาขอ ท้งั น้ี เพ่ือความ
ผาสุกและประโยชนข์ องบตุ รเป็นสาคญั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6471/2548 ระหวา่ งท่ีโจทกแ์ ละจาเลยแยกกนั อยู่ จาเลยไดท้ าหนงั สือ
ร้องเรียนโจทกต์ ่อผูบ้ งั คบั บญั ชาของโจทก์ว่าโจทกม์ ีความสัมพนั ธ์ฉนั ชูส้ าวกบั บุคคลอื่น ซ่ึงอาจทา
ให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินยั และย่อมทาให้โจทก์ซ่ึงเป็ นหญิงไดร้ ับความอบั อายขายหนา้ ต่อเพื่อน
ร่วมงาน เพ่ือนบา้ นหรือบุคคลทว่ั ไป แสดงใหเ้ ห็นวา่ จาเลยมิไดข้ วนขวายท่ีจะใหม้ ีการอยกู่ ินฉนั สามี
ภริยากบั โจทก์ต่อไปจึงไดก้ ระทาการอนั ก่อให้เกิดความบาดหมางกนั ยงิ่ ข้ึนสุดที่จะอยกู่ ินดว้ ยกนั ได้
อีก และนบั แต่วนั ท่ีแยกกนั อยู่ดงั กล่าวจนถึงวนั ฟ้องเป็นเวลานานถึง 4 ปี จาเลยไม่ไดส้ ่งเสียอปุ การะ
เล้ียงดูโจทก์หรือกลบั ไปหาโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดงั กล่าวฟังไดว้ ่าจาเลยสมคั รใจแยกกนั อยู่กับ
โจทก์เพราะเหตุที่โจทก์จาเลยไม่อาจอยรู่ ่วมกนั ฉันสามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี โจทก์
จึงมีสิทธิฟ้องหยา่ จาเลยไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) และในกรณีน้ี
-220-
โจทก์จาเลยมีบุตรผูเ้ ยาว์ดว้ ยกนั 1 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรค
สอง บญั ญตั ิว่า “ในกรณีหย่าโดยคาพิพากษาของศาลให้ศาลซ่ึงพิจารณาคดีฟ้องหยา่ น้นั ช้ีขาดดว้ ยวา่
ฝ่ ายใดจะเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรคนใด...” และมาตรา 1522 วรรคสอง บญั ญตั ิว่า “ถา้ หยา่ โดย
คาพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิไดก้ าหนดเร่ืองค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็ น
ผกู้ าหนด” ดงั น้ี แมจ้ ะไม่มีคู่ความฝ่ ายใดยกข้ึนกล่าวอา้ ง ศาลก็มีอานาจวินิจฉัยช้ีขาดได้ ไม่เป็นการ
พิพากษาเกินคาขอ ที่ศาลลา่ งท้งั สองไม่ไดว้ ินิจฉยั ในเร่ืองดงั กลา่ ว จึงเป็นการไม่ชอบ
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2543 โจทกฟ์ ้องขอใหศ้ าลพิพากษาใหโ้ จทก์จาเลยหยา่ ขาดจาก
กนั และให้โจทก์เป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตรผูเ้ ยาวแ์ ต่เพียงผูเ้ ดียว จาเลยให้การขอให้ยกฟ้อง เมื่อ
จาเลยเป็นผูเ้ หมาะสมที่จะเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองผเู้ ยาวย์ งิ่ กวา่ โจทก์ แมม้ ิไดฟ้ ้องแยง้ ศาลกม็ ีอานาจ
ช้ีขาดใหจ้ าเลยเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผเู้ ยาวห์ ลงั การหยา่ ได้
8.4.2 การอุปการะเลยี้ งดูบุตรหลงั การหย่า
ตามมาตรา 1522 กาหนดให้การหยา่ โดยความยนิ ยอมของท้งั สองฝ่ ายสามีและภริยามีสิทธิ
ตกลงกันในสัญญาหย่าไวด้ ว้ ยว่า ฝ่ ายใดจะออกเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรเป็ นจานวนเท่าใด แต่ถา้
หากวา่ สามีและภริยามิไดก้ าหนดจานวนเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรกนั ไวใ้ นหนงั สือหย่า ศาลจะเป็ น
ผกู้ าหนดจานวนเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรที่สามีหรือภริยาจะตอ้ งเป็นผอู้ อกเช่นเดียวกนั ท้งั น้ีการท่ี
บิดามารดาหยา่ กนั มิไดท้ าใหค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบิดามารดากบั บตุ รสิ้นสุดลง
การจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผเู้ ยาว์ กฎหมายถือเป็นหน้ีร่วมกนั ระหว่างบิดาและมารดา ซ่ึง
จะตอ้ งจ่ายจนกวา่ บุตรผเู้ ยาวจ์ ะมีอายคุ รบ 20 ปี บริบูรณ์
หากฝ่ ายใดฝ่ายหน่ึงออกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรไปก่อน สามารถฟ้องเรียกคร่ึงหน่ึงไดภ้ ายใน
อายคุ วาม 5 ปี นบั แตว่ นั ที่ฝ่ายหน่ึงชาระคา่ อปุ การะฯ (มาตรา 193/33 (4))
เรื่องค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรแต่ละคนตอ้ งมีส่วนรับผิดอย่างไร มีตวั อยา่ งคาพิพากษาฎีกาท่ี
อธิบายถึงอายคุ วามและความรับผิดของค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ รซ่ึงอธิบายไวด้ งั น้ี
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2697/2548 บทบญั ญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1598/38 เป็ นการกาหนดให้สิทธิแก่บิดามารดากบั บุตรสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูระหว่าง
กนั ไดเ้ ท่าน้นั ส่วนการดาเนินการร้องขอค่าอุปการะเล้ียงดูมีบทบญั ญตั ิมาตรา 1565 ซ่ึงกาหนดให้
พนกั งานอยั การเป็ นผูย้ กคดีข้ึนวา่ กล่าวแลว้ ยงั กาหนดให้บิดาหรือมารดาสามารถนาคดีข้ึนวา่ กล่าว
ไดเ้ องดว้ ย และบทบญั ญตั ิมาตรา 1564 วรรคหน่ึง กาหนดให้บิดามารดามีหน้าท่ีร่วมกนั อุปการะ
เล้ียงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผูเ้ ยาวอ์ นั มีลกั ษณะเป็ นลูกหน้ีร่วมกนั ซ่ึงในระหวา่ งลูกหน้ีร่วมกนั
น้ันย่อมจะต้องรับผิดเป็ นส่วนเท่าๆ กัน เวน้ แต่จะได้กาหนดไว้เป็ นอย่างอื่นตามมาตรา 296
โจทก์จาเลยไดห้ ย่าขาดจากการเป็ นสามีภริยาโดยตกลงให้บุตรอยู่ในความปกครองของโจทก์ แต่
-221-
มิไดต้ กลงวา่ โจทก์ออกค่าอุปการะเล้ียงดูฝ่ ายเดียว เมื่อโจทกไ์ ดอ้ อกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผเู้ ยาวฝ์ ่ าย
เดียวจนกระทง่ั บุตรบรรลุนิติภาวะแลว้ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวท์ ี่ได้
ออกไปก่อนนบั แตว่ นั หยา่ จนกระทงั่ บตุ รบรรลนุ ิติภาวะจากจาเลย เพือ่ แบ่งส่วนความรับผิดในฐานะ
เป็นลูกหน้ีร่วมและเขา้ ใชห้ น้ีน้นั ตามมาตรา 229 (3) แมข้ ณะย่ืนฟ้องน้นั บุตรจะบรรลนุ ิติภาวะแลว้ ก็
ตาม ส่วนค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรสมควรจะเป็นจานวนเทา่ ใด ศาลมีอานาจกาหนดตามมาตรา 1522
การฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวม์ ีอายุความ 5 ปี นบั แต่วนั ท่ีบิดามารดาหรือบิดา
มารดาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไดช้ าระค่าอุปการะเล้ียงดู ในกรณีท่ีบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ ายหน่ึงไดช้ าระค่า
อปุ การะเล้ียงดูไปฝ่ ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเล้ียงดูจากอีกฝ่ ายนบั แต่วนั ที่ตนไดช้ าระไป
ซ่ึงถือวา่ เป็นวนั ท่ีอาจบงั คบั สิทธิเรียกร้องไดต้ ามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา 193/12
คาถาม ใครเป็ นผ้ฟู ้องคดไี ด้บ้าง
คาตอบ บิดาหรือมารดาสามารถนาคดีข้ึนวา่ กล่าวไดเ้ อง
คาถาม ความรับผดิ แบ่งสันปันส่วนอย่างไร
คาตอบ มาตรา 1564 วรรคหน่ึง ไดก้ าหนดใหบ้ ิดามารดามีหนา้ ท่ีร่วมกนั อปุ การะเล้ียงดูและ
ให้การศึกษาแก่บุตรผูเ้ ยาว์อนั มีลกั ษณะเป็ นลูกหน้ีร่วมกัน ซ่ึงในระหว่างลูกหน้ีร่วมกันน้ันย่อม
จะตอ้ งรับผดิ เป็นส่วนเท่าๆ กนั เวน้ แต่จะไดก้ าหนดไวเ้ ป็นอยา่ งอ่ืน10
คาถาม หากไม่ได้ตกลงกนั ไว้ ฝ่ ายท่ีออกสามารถฟ้องรองเรียกให้อกี ฝ่ ายออกได้หรือไม่
คาตอบ ได้ กล่าวคือ เมื่อโจทกไ์ ดอ้ อกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวฝ์ ่ ายเดียวจนกระทง่ั บุตร
บรรลุนิติภาวะแลว้ โจทกก์ ็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวท์ ่ีไดอ้ อกไปก่อนนับแต่วนั
หยา่ จนกระทงั่ บุตรบรรลุนิติภาวะจากจาเลย เพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะเป็ นลูกหน้ีร่วมและ
เขา้ ใชห้ น้ีน้นั ตามมาตรา 229 (3) แมข้ ณะยนื่ ฟ้องน้นั บุตรจะบรรลุนิติภาวะแลว้ กต็ าม
คาถาม อายุความในการฟ้องร้อง กาหนดอายคุ วามไว้กป่ี ี
คาตอบ การฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาว์มีอายุความ 5 ปี นับแต่วนั ที่บิดามารดา
หรือบิดามารดาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงไดช้ าระค่าอุปการะเล้ียงดู ในกรณีท่ีบิดาหรือมารดาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
ไดช้ าระค่าอุปการะเล้ียงดูไปฝ่ ายเดียว ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเล้ียงดูจากอีกฝ่ ายนบั แต่วนั ที่ตน
ได้ชาระไปซ่ึงถือว่าเป็ นวนั ท่ีอาจบงั คบั สิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (4) ประกอบมาตรา
193/1211
10 มาตรา 296 บญั ญตั ิว่า “ในระหว่างลูกหน้ีร่วมกนั ท้งั หลายน้นั ท่านว่าต่างคนต่างตอ้ งรับผิดเป็ นส่วน
เท่าๆ กนั เวน้ แตจ่ ะไดก้ าหนดไวเ้ ป็นอยา่ งอ่นื ...”
11 วิเคราะห์คดีความรับผิด และอายุความ ฟ้องค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 จาก
https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
-222-
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2544 บนั ทึกข้อตกลงหลังทะเบียนการหย่ามิไดก้ ล่าวว่าให้
อานาจปกครองบุตรอยู่กบั โจทก์หรือจาเลย กรณีตอ้ งถือว่าโจทก์จาเลยต่างเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครอง
บุตรร่วมกนั ตามมาตรา 1566 วรรคหน่ึงส่วนมาตรา 1522 วรรคหน่ึงน้นั มีความหมายเพยี งวา่ ในการ
หย่าโดยความยินยอม สามีและภริยาอาจตกลงกนั ในบนั ทึกขอ้ ตกลงทา้ ยทะเบียนการหยา่ วา่ ฝ่ ายใด
จะเป็ นผูอ้ อกเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรเป็ นจานวนเท่าใด หากมิไดก้ าหนดศาลก็ย่อมเป็ นผูก้ าหนด
จานวนเงินให้ได้ตามสมควรตามมาตรา 1522 วรรคสอง เม่ือข้อความตามบันทึกข้อตกลงท้าย
ทะเบียนหย่า ไม่ใช่ขอ้ ตกลงเรื่องออกเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรเป็ นจานวนเท่าใด ดงั น้ัน ศาลจึงมี
อานาจกาหนดให้จาเลยออกค่าอุปการะเล้ียงดูได้ และหลงั จดทะเบียนหย่าในปี 2537 จาเลยมิไดใ้ ห้
ค่าอุปการะเล้ียงดูผเู้ ยาว์ โจทกจ์ ึงเรียกให้จาเลยรับผิดจ่ายเงินค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรยอ้ นหลงั ต้งั แต่ปี
2537จนถึงวนั ฟ้องได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5535/2558 ในคดีหย่า แมโ้ จทก์จะไม่ไดน้ าสืบเร่ืองอานาจปกครอง
บุตรผเู้ ยาวท์ ้งั สอง ศาลมีอานาจวินิจฉัยช้ีขาดว่าจะให้ฝ่ ายใดเป็นผูใ้ ชอ้ านาจปกครองบุตรคนใดและ
อีกฝ่ ายจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูได้ ท้งั น้ีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง
และมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อขอ้ เท็จจริงฟังว่า ผเู้ ยาวอ์ ย่ใู นความอุปการะเล้ียงดูของโจทกม์ าตลอด
ต้งั แต่จาเลยท่ี 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปล่ียนไปและเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจาเลยที่ 1 ประกอบกบั
จาเลยที่ 1 กไ็ มไ่ ดใ้ หก้ ารหรือสืบพยานวา่ จาเลยท่ี 1 ประสงคจ์ ะเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองผเู้ ยาวท์ ้งั สอง
ที่ศาลล่างท้งั สองกาหนดให้โจทก์เป็ นผูใ้ ชอ้ านาจปกครองผูเ้ ยาวท์ ้งั สองและให้จาเลยท่ี 1 ชาระค่า
อุปการะเล้ียงดูบตุ รผเู้ ยาวค์ นละ 4,000 บาท ตอ่ เดือน จนกวา่ จะบรรลุนิติภาวะจึงชอบแลว้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 3494/2547 โจทก์ (ส.) ฟ้องขอใหโ้ จทก์ (ส.) และจาเลย (พ.) หย่าขาด
จากกนั กบั ใหโ้ จทกเ์ ป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผเู้ ยาวแ์ ตเ่ พียงผเู้ ดียว จาเลยใหก้ ารขอใหย้ กฟ้อง การ
ท่ีศาลล่างท้งั สองพิพากษาให้โจทก์และจาเลยหย่าขาดจากกนั โดยใหจ้ าเลยเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครอง
บุตรผูเ้ ยาว์แต่เพียงผูเ้ ดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาว์ท้ังสองเช่นน้ีไม่เป็ นการ
พิพากษาเกินคาขอเพราะกรณีตอ้ งตามบทบญั ญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1522 ที่บญั ญตั ิวา่ กรณีหยา่ โดยคาพพิ ากษาใหศ้ าลเป็นผกู้ าหนดค่าอปุ การะเล้ียงดู
ฎีกาน้ีสามีฟ้องหยา่ เนื่องจากภริยาทาการเป็นปฏิปักษต์ อ่ การเป็นสามีหรือภริยาอยา่ งร้ายแรง
มาตรา 1516 (6) โดยไม่ไดฟ้ ้องเรียกค่าอปุ การะใหบ้ ุตรแต่อย่างใด แต่ศาลพิพากษาใหส้ ามีโจทก์จ่าย
ค่าอุปการะได้ มาตรา 1522
-223-
8.4.3 การเรียกค่าทดแทน
มาตรา 1523 บญั ญตั ิว่า “เม่ือศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยา
หรือสามีมีสิทธิไดร้ ับค่าทดแทน จากสามีหรือภริยาและผูซ้ ่ึงไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดู หรือยกย่อง
หรือผซู้ ่ึงเป็นเหตแุ ห่งการหยา่ น้นั
สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผซู้ ่ึงล่วงเกินภริยาไปในทานองชูส้ าวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่า
ทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิ ดเผยเพื่อแสดงวา่ ตนมีความสัมพนั ธ์กบั สามีในทานองชูส้ าวก็
ได้
ถา้ สามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็ นใจให้อีกฝ่ ายหน่ึงกระทาการตามมาตรา 1516 (1)
หรือใหผ้ อู้ ่ืนกระทาการตามวรรคสอง สามีหรือภริยาน้นั จะเรียกค่าทดแทนไมไ่ ด”้
การลว่ งเกินในทานองชูส้ าว ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง
มีความหมายรวมถึงการทาชูด้ ว้ ย12การล่วงเกินในทานองชูส้ าวคือ มีการกอด จูบ ลูบ คลา หรือตอ้ งมี
การจบั เน้ือตอ้ งตวั กนั ในทางเพศในทานองชูส้ าว เช่น นอนกอดกบั ภริยาผอู้ ่ืนในทานองชูส้ าว แมไ้ ม่
มีความสมั พนั ธ์ทางประเวณีกนั ก็ตาม เป็นตน้
สามีหรือภรรยามสี ิทธเิ รียกค่าทดแทนได้ 2 กรณี
(1) ภริยาประพฤตินอกใจสามีโดยอุปการะเลีย้ งดูหรือยกย่องชายอ่ืน ฉันสามี มีชู้ หรือร่วม
ประเวณกี บั ชายอื่นเป็ นอาจณิ หรือมีการล่วงเกนิ ภริยาในทานองชู้สาว
การล่วงเกินในทานองชูส้ าวน้นั ความยินยอมของหญิงไม่ถือเป็นสิ่งสาคญั แมฝ้ ่ ายหญิงจะ
ยินยอมหรือสมคั รใจ ก็ยงั ถือเป็ นการละเมิดสิทธิของสามี สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายผู้
ล่วงเกินได้
กรณีชายอื่นข่มขืนกระทาชาเราภริยาของตน แมย้ งั ไม่มีคาพิพากษาให้หย่า ก็สามารถเรียก
คา่ ทดแทนจากชายผขู้ ่มขืนได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 454/2533 เม่ือจาเลยที่ 2 เป็นชูก้ บั จาเลยท่ี 1 ผเู้ ป็นภริยาโจทก์ โจทก์
ยอ่ มมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจาเลยท่ี 2 ไดโ้ ดยไม่จาเป็นตอ้ ง เรียกค่าทดแทนจากจาเลยที่ 1 ดว้ ย ค่า
ทดแทนเกี่ยวกบั กรณีน้ีกฎหมายให้ศาลวินิจฉยั ตามควรแก่พฤติการณ์ โจทกไ์ ดร้ ับความอบั อายขาย
หน้าเสียช่ือเสียงและเกียรติคุณในทางสังคม ท่ีศาลล่างกาหนดให้ค่าทดแทน 50,000 บาท น้ัน
เหมาะสมแก่พฤติการณ์แลว้
12 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 320/2530
-224-
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6804/2558 ชายชู้หรือชายที่ล่วงเกินภริยาใน ทานองชู้สาวจะตอ้ ง
ทราบว่าหญิงมีสามีแลว้ แต่ยงั จงใจละเมิดสิทธิสามีดว้ ยการเป็ นชู้ กาหนดค่าทดแทนให้ชายชูช้ าระ
ใหส้ ามี 500,000 บาท
(2) สามีประพฤตินอกใจภริยาโดยการอุปการะเลีย้ งดูหรือยกย่องหญิงอ่ืน ฉันภริยา เป็ นชู้
หรือร่วมประเวณีกบั หญงิ อื่นเป็ นอาจิณ หรือสามไี ปมีความ สัมพนั ธ์กบั หญิงอ่ืนในทานองชู้สาว
การท่ีภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากสามีและภรรยานอ้ ย หรือหญิงอ่ืนน้นั ภริยาตอ้ งฟ้องหย่า
สามีและเรียกคา่ ทดแทนในคดีฟ้องหยา่ ใหเ้ สร็จสิ้นเป็นคดีเดียวกนั
หากภริยาไม่ฟ้องหย่าสามี ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากภริยาน้อยซ่ึงแสดงตนโดย
เปิ ดเผยวา่ มีความสมั พนั ธก์ บั สามีในทานองชูส้ าวไดเ้ ทา่ น้นั
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557 ภริยามีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพนั ธ์
ฉันชูส้ าวกบั สามีได้โดยอาศยั บทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรค
หน่ึง ซ่ึงบญั ญตั ิไวว้ ่า “เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากนั เพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมี
สิทธิไดร้ ับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผซู้ ่ึงไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดูหรือยกย่องหรือผซู้ ่ึง
เป็ นเหตุแห่งการหย่าน้นั ”ดงั น้ัน การท่ีโจทก์จะไดร้ ับค่าทดแทนจากจาเลยไดจ้ ึงตอ้ งเป็ นกรณีท่ีศาล
พิพากษาให้โจทกแ์ ละ น. หย่ากนั และเหตุที่ น. อุปการะเล้ียงดูหรือยกย่องจาเลยฉันภริยา มีชู้ หรือ
ร่วมประเวณีกบั จาเลยเป็นอาจิณ เม่ือปรากฏว่าโจทกก์ บั น. หยา่ กนั โดยทาสัญญาประนีประนอมต่อ
ศาล แมศ้ าลมีคาพิพากษาตามยอม การทาสัญญาประนีประนอมกนั น้ันหาใช่การท่ีคู่ความยอมรับ
ตามคาฟ้องและคาให้การกนั ไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพพิ ากษาใหห้ ยา่ กนั เพราะมีเหตุหยา่ ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจาเลยตาม
บทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายดงั กลา่ วไดแ้ ละแมบ้ ทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1523 วรรคสอง จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอ่ืนท่ีแสดงตนโดยเปิ ดเผยว่าตนมี
ความสัมพนั ธ์กบั สามีในทานองชู้สาว โดยไม่ตอ้ งฟ้องหย่าสามีโดยอาศยั เหตุหย่าตามมาตรา 1516
(1) ก็ตาม แต่ตามคาฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายฟ้องโดยอา้ งพฤติการณ์ว่าจาเลยแสดงตนโดย
เปิ ดเผยวา่ จาเลยมีความสัมพนั ธ์กบั น. สามีโจทก์ในทานองชูส้ าวไม่ จึงไม่ก่อใหเ้ กิดประเด็นที่โจทก์
จะนาสืบเกี่ยวกบั ขอ้ เทจ็ จริงดงั กลา่ ว
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 481/2535 การที่จาเลยท่ี 2 ยินยอมใหจ้ าเลยท่ี 1 ซ่ึงเป็นสามีโจทกอ์ ยู่
ร่วมเรือนเดียวกนั ไปไหนมาไหนดว้ ยกัน บุตรของโจทกแ์ ละจาเลยที่ 1 เคยเห็นจาเลยท่ี 1 และจาเลย
ท่ี 2 นอนร่วมเตียงเดียวกัน จาเลยท่ี 2 เคยไปบ้านของ มารดาจาเลยท่ี 1 พร้อมกับจาเลยที่ 1 ใน
เทศกาลสาคญั เช่น วนั ปี ใหมแ่ ละวนั สงกรานต์ มีพฤติการณ์เป็นที่ประจกั ษท์ ว่ั ไปว่ามีความสัมพนั ธ์
ในทานองชู้สาวกัน การกระทาของจาเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็ นการแสดงตนโดยเปิ ดเผยว่าตนมี
-225-
ความสัมพนั ธ์กับจาเลยท่ี 1 ในทานองชู้สาว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจาเลยที่ 2 ตาม
ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง สาหรับจานวนค่าทดแทนน้ันศาลมี
อานาจกาหนดตามควรแห่งพฤติการณ์และสถานะของคู่สมรสประกอบกนั ที่ศาลล่างท้งั สองได้
กาหนดค่าทดแทนเป็นจานวน 50,000 บาท น้นั เหมาะสมดีแลว้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6516/2552 แมจ้ าเลยที่ 1 จะไม่เคยพาจาเลยที่ 2 ออกงานสังคม หรือ
แนะนาใหบ้ ุคคลอื่นรู้จกั ในฐานะภริยาแต่การท่ีจาเลยท้งั สองไปไหนมาไหนดว้ ยกนั อยา่ งเปิ ดเผยอยู่
ในบา้ นซ่ึงปลูกสร้างในแหล่งชุมชนดว้ ยกนั ในเวลากลางคืน ขบั รถรับส่งเมื่อไปทากิจธุระหรือซ้ือ
อาหารดว้ ยกนั ย่อมบ่งช้ีว่าจาเลยท้งั สองมีความสัมพนั ธ์ฉันชูส้ าวและเอ้ืออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกนั
แสดงวา่ จาเลยที่ 1 ยกย่องจาเลยที่ 2 ฉนั ภริยาอนั เป็นเหตุหยา่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1516 (1) แลว้ และโจทก์ยงั มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจาเลยท่ี 2 ที่แสดงตนโดยเปิ ดเผยว่ามี
ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจาเลยที่ 1 ซ่ึงเป็ นสามีโจทก์ให้ร่วมรับผิดกับจาเลยท่ี 1 ต่อโจทก์ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหน่ึง ไดอ้ ีกดว้ ย
คาพิพากษาฎีกาที่ 320/2530 การล่วงเกินในทานองชูส้ าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสองมีความหมายรวมถึงการทาชู้ ดว้ ย สิทธิเรียกค่าทดแทนตามความใน
วรรคสองของมาตรา 1523 น้ี มิได้มีเง่ือนไขว่าสามีจะตอ้ งฟ้องหย่าภริยาเสียก่อนจึงจะฟ้องเรียก
ค่าทดแทนจากผลู้ ว่ งเกินได้ คา่ ทดแทนในกรณีน้ีเป็นค่าเสียหายอยา่ งหน่ึงท่ีกฎหมายกาหนดใหช้ ายชู้
ตอ้ งรับผิด ศาลมีอานาจกาหนดให้ตามฐานานุรูปแห่งผูต้ ้องได้รับความเสียหาย ซ่ึงรวมถึงความ
เสียหายแก่ชื่อ เสียง และเกียรติคุณของโจทกด์ ว้ ย โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจาเลยซ่ึงเป็ นชู้ กบั
ภริยาโจทก์จาเลยให้การว่าโจทก์รู้เห็นเป็ นใจให้จาเลยเป็ นชู้กบั ผูต้ าย ซ่ึงถา้ เป็ นจริงโจทก์จะเรียก
ค่าทดแทนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสามประเด็นขอ้ น้ีภาระ
การพสิ ูจน์ตก แก่จาเลย
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551 จาเลยไปรับประทานอาหารกบั พ. ร่วมกับเพื่อนของ
จาเลยและเพ่ือนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพนั ธ์ในลกั ษณะใกลช้ ิดเป็ นพิเศษเกินกว่า
ความสัมพนั ธ์ในระดบั คนท่ีรู้จกั ในการทางานทว่ั ไปและการที่จาเลยไปพกั ท่ีโรงแรมท้งั สองแห่งกบั
พ. โดยพกั อยู่หอ้ งเดียวกนั และมีเพศสัมพนั ธ์กนั แมผ้ ทู้ ี่เห็นเหตุการณ์จะเป็ นเพือ่ นของ พ. เพ่ือนของ
จาเลยและพนักงานงานโรงแรมก็เป็ นการแสดงตวั อยา่ งเปิ ดเผยวา่ มีความสัมพนั ธ์ฉันชู้สาวกนั แลว้
โจทกจ์ ึงมีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนจากจาเลยได้
โจทกฟ์ ้องเรียกค่าทดแทนจากจาเลยซ่ึงเป็นหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิ ดเผยเพ่ือแสดงวา่ ตนมี
ความสัมพนั ธ์กบั สามีโจทก์ในทานองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523
วรรคสอง ซ่ึงกฎหมายไม่ไดบ้ งั คบั ว่าจะนอ้ งมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้
-226-
ย่อมไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหน่ึง ซ่ึงจะตอ้ งมีการฟ้องหย่าโดยอาศยั
เหตตุ ามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้
8.4.4 การเรียกค่าเลยี้ งชีพ
1) การท่ีการหย่าเป็ นจะทาให้อีกฝ่ ายยากจนลงความผิดของคู่สมรสฝ่ ายเดียวและการหย่าน้ี
จะทาใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงยากจนลง
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 4532/2556 สามียงั อุปการะเล้ียงดูยกยอ่ งภริยาเก่า ฉนั ภริยา ภริยาฟ้อง
หยา่ ไดแ้ ละเหตุหยา่ เป็นความผิดสามีฝ่ ายเดียว สามีจึงตอ้ งจ่าย ค่าเล้ียงชีพใหภ้ ริยา
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 10770/2558 พฤติการณ์ดงั กล่าวฟังไดว้ า่ โจทกแ์ ละจาเลยต่างสมคั ร
ใจแยกกนั อยู่เพราะเหตุท่ีไม่อาจอยูร่ ่วมกนั ฉนั สามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมาเกินกวา่ 3 ปี แมค้ ดี
จะมีเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือ
ไม่ไดว้ ่าเหตุแห่งการหย่าเป็ นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ ายเดียว กรณีจึงไม่เขา้ หลกั เกณฑ์มาตรา
1526 จาเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องคา่ เล้ียงชีพจากโจทก์
คาพิพากษาศาลฏีกาท่ี 2985/2525 การที่บิดามารดาจาเลยไปแจง้ ความต่อตารวจกล่าวหาวา่
โจทก์ลกั ทรัพย์ แมจ้ ะมิใช่เหตุท่ีโจทก์จะยกข้ึนอา้ งเพื่อฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็ นสามีภริยากบั
จาเลยก็ตาม แต่การท่ีจาเลยนาตารวจไปจับกุมโจทกต์ ามขอ้ กล่าวหาของบิดามารดาน้ัน การกระทา
ของจาเลยย่อมถือไดว้ ่าเป็ นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ อนั เป็ นการหมิ่น
ประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็ นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยได้ ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)
โจทก์เพิ่งจะหางานทาได้หลงั จากท่ีแยกกนั อยู่กับจาเลยจึงติดใจขอค่าเล้ียงชีพจากจาเลย
จาเลยมิไดน้ าสืบโตแ้ ยง้ เป็ นอยา่ งอ่ืน กรณีถือไดว้ า่ การหย่าทาใหโ้ จทก์ยากจนลง เพราะไม่มีรายได้
จากการงานตามที่เคยทาอยู่ในระหว่างสมรส เม่ือเหตุแห่งการหย่าเป็ นความผิดของจาเลยจาเลยจึง
ตอ้ งจ่ายคา่ เล้ียงชีพใหโ้ จทกต์ ามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1526
2) กรณีการหยา่ ขาดจากกนั เพราะเหตวุ ิกลจริตหรือโรคติดต่ออยา่ งร้ายแรง
ในคดีฟ้องหย่า หากจาเลยถูกฟ้องดว้ ยเหตุที่เป็ นคนวิกลจริต หรือเป็ นโรคติดต่อร้ายแรง
จาเลยจะตอ้ งฟ้องแยง้ เรียกค่าเล้ียงชีพจากโจทก์มาในคดีเดียวกัน จะฟ้องร้องเป็ นคดีใหม่กันใน
ภายหลงั ไมไ่ ด้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4793/2533 ระหวา่ งอย่กู ินกบั จาเลยท่ี 1 โจทกป์ ระกอบอาชีพคา้ ขาย
เล็กๆ นอ้ ยๆ เพ่ือหารายไดม้ าจุนเจือครอบครัว และสาหรับเร่ือง เงินระหวา่ งโจทก์กบั จาเลยที่ 1 ไม่
เคยเก่ียวขอ้ งกนั ท้งั โจทก์ยงั ช่วยออกค่าใช้จ่ายภายใน บา้ นอีกดว้ ย ฟังไม่ไดว้ ่าการหย่าทาให้โจทก์
ยากจนลงในอนั ท่ีจะมีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1526
-227-
3) กรณีคหู่ ยา่ ตกลงชาระคา่ เล้ียงชีพกนั เอง
คู่สัญญาตอ้ งตกลงชาระค่าเล้ียงชีพไวใ้ น สัญญาหย่า มิฉะน้ันจะมาฟ้องเรียกค่าเล้ียงชีพกนั
ภายหลงั ไมไ่ ด้
กรณีท่ีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป คู่หยา่ มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอน เพิ่ม หรือลดจานวน
เงินที่กาหนดไวไ้ ดต้ าม มาตรา 1526 ประกอบกบั มาตรา 1598/39
4) การเลิกชาระค่าเล้ียงชีพ
คู่หยา่ ฝ่ายท่ีไดร้ ับคา่ เล้ียงชีพ สมรสใหม่ สิทธิไดร้ ับค่าเล้ียงชีพยอ่ มหมดไปตาม มาตรา 1528
หรือศาลพิพากษาเพิกถอนการจ่ายค่าเล้ียงชีพ เนื่องจากพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้
เปลี่ยนไปจากเดิมแลว้
5) สิทธิที่จะไดร้ ับคา่ เล้ียงชีพจะสละหรือโอนไมไ่ ด้ และไมอ่ ยใู่ นข่ายแห่งการบงั คบั คดี
ทาสัญญาสละสิทธิหรือโอนสิทธิท่ีจะไดร้ ับค่าเล้ียงชีพ สัญญาน้นั ยอ่ มตกเป็นเป็นโมฆะโดย
อนุโลมตาม มาตรา 1598/41
ผลของการไม่อยู่ในข่ายการบงั คบั คดี เจา้ หน้ีตามคาพิพากษาของคู่หย่าฝ่ ายท่ีมีสิทธิไดร้ ับ
ค่าเล้ียงชีพ ไมอ่ าจยดึ หรืออายดั ค่าเล้ียงชีพเพือ่ มาชาระหน้ีตามคาพพิ ากษาได้
8.4.5 การแบ่งทรัพย์สินของสามภี รรยา
1) ผลของการหย่าเร่ิมต้นเม่ือใด
การหยา่ โดยความยนิ ยอมของคู่สมรสท้งั สองฝ่ายมีผลนบั ต้งั แตเ่ วลาจดทะเบียนการหยา่ เป็น
ต้นไปตามมาตรา 1531 วรรคแรก ส่วนการหย่าตามคาพิพากษาของศาลมีผลนับแต่เวลาท่ีคา
พิพากษาถึงที่สุด แต่หากยงั ไม่ไดจ้ ดทะเบียนการหยา่ น้นั จะนาเหตุการหย่าไปอา้ งเป็นเหตุให้เส่ือม
เสียสิทธิของบุคคลภายนอกผสู้ ุจริตไม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2141/2531 การจดทะเบียนการหย่าโดยคาพิพากษาตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1531 วรรคสอง คู่สมรสไม่จาตอ้ งไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียน
การหย่าต่อนายทะเบียนอีก ท้งั ตามพระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16 ก็
บัญญัติให้ผูม้ ีส่วนได้เสียเพียงแต่ย่ืนสาเนาคาพิพากษาอนั ถึงที่สุดที่รับรองถูกตอ้ งแล้วต่อนาย
ทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบนั ทึกการหย่าไวใ้ นทะเบียนเท่าน้นั ศาลจึงไม่จาตอ้ งส่ังคาขอของ
โจทก์ท่ีขอให้จาเลยไปจดทะเบียนหย่า หากไม่ไปให้ถือเอาคาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ
จาเลย
2) เวลาที่จะกาหนดจานวนทรัพย์สิน
เมื่อมีการสิ้นสุดการสมรสโดยการหย่า ตามมาตรา 1532 ให้จดั การแบ่งทรัพยส์ ินระหว่าง
สามีภริยา หากเป็ นการหยา่ โดยความยนิ ยอมของท้งั สองฝ่ าย ให้จดั การแบ่งทรัพยส์ ินของสามีภริยา
-228-
ตามท่ีมีอยูใ่ นเวลาจดทะเบียนการหยา่ แต่ถา้ เป็นการหยา่ โดยคาพิพากษาของศาล คาพิพากษาส่วนที่
บงั คบั ทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภริยาน้นั มีผลยอ้ นหลงั ไปถึงวนั ฟ้องหย่า
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6388/2550 บันทึกข้อตกลงทา้ ยทะเบียนการหย่าเป็ นสัญญาแบ่ง
ทรัพยส์ ินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการหย่า
ให้แลว้ ถือว่าไดม้ ีการแบ่งทรัพยส์ ินกนั เรียบร้อยแลว้ ดงั น้ัน นบั ต้งั แต่วนั ท่ีมีการทาบนั ทึกแบ่งแยก
ทรัพยส์ ินทา้ ยทะเบียนการหยา่ ท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซ่ึงเป็นอสงั หาริมทรัพยจ์ ึงตกเป็นสิทธิของ ร.
ต้งั แตเ่ วลาน้นั ไมใ่ ช่สินสมรสระหวา่ ง ร. และโจทกท์ ่ีโจทกจ์ ะมาขอแบง่ แยกไดอ้ ีก
3) วธิ ีการแบ่งทรัพย์สิน
การแบ่งสินสมรส ไม่ว่าหย่าโดยความยินยอม หรือหย่าโดยคาพิพากษาของศาล ตอ้ งแบ่ง
สินสมรสให้ชายและหญิงเป็ นส่วนเท่ากนั (มาตรา 1533) โดยวิธีแบ่งกนั เองหรือขายโดยประมูล
ราคาหรือขายทอดตลาด แลว้ นาเงินมาแบ่งกนั กไ็ ด้ ส่วนสินส่วนตวั เป็นของฝ่ายใด ใหค้ นื ฝ่ายน้นั
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 3819/2547 สินสมรสเป็นตึกแถวปลกู อยใู่ นท่ีดินสินส่วนตวั ของสามี
ในการแบง่ สินสมรส จึงแบ่งใหต้ ึกแถวเป็นของสามี แต่ใหส้ ามีใชค้ ่าที่ดินเพ่ิมใหแ้ ก่ภรรยา
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4852/2538โจทก์จาเลยมีสิทธิไดร้ ับเงินสินสมรสคนละคร่ึง เมื่อเงิน
อยู่ที่โจทก์ เท่ากบั โจทก์ได้รับส่วนของจาเลยเกินไป ตอ้ งนาส่วนท่ีโจทก์ไดร้ ับเกินไปหักออกจาก
สินสมรสจานวนอ่ืนที่โจทก์จะไดร้ ับจากจาเลยต่อไป แมจ้ าเลยไม่ไดฟ้ ้องแยง้ ก็ไม่เป็นการนอกฟ้อง
และเกินคาขอ การแบ่งสินสมรสระหวา่ งสามีภริยาที่หยา่ กนั โดยคาพพิ ากษาตอ้ งแบ่งตามท่ีประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1533 บญั ญตั ิไว้ คือแบ่งสินสมรสใหช้ ายหญิงไดส้ ่วนเท่ากนั ซ่ึงถา้
การแบ่งไม่อาจตกลงกนั ได้ ก็ให้นาสินสมรสออกขายทอดตลาดเพ่ือนาเงินมาแบ่งกนั จะแบ่งโดย
กาหนดราคาทรัพยส์ ินสมรสให้จาเลยตอ้ งแบ่งแก่โจทก์ หากจาเลยไม่ยอมแบ่งหรือไม่สามารถแบ่ง
ได้ ใหน้ าสินสมรสออกขายทอดตลาดนาเงินมาแบ่งใหแ้ ก่โจทกจ์ นครบหาไดไ้ ม่
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 7536/2537 เม่ือ น.ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนทรัพยส์ ินระหว่างผตู้ ายกบั จาเลย มีผล
ต้งั แต่วนั ที่การสมรสสิ้นไปดว้ ยเหตุความตายน้นั และการแบ่งทรัพยส์ ินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ใน
ขอ้ บงั คบั ของบทบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยการหยา่ โดยความยนิ ยอมท้งั สองฝ่ าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1625 สินสมรสของ น.กบั จาเลยจึงแยกออกจากกนั ทนั ทีในวนั ที่ น.ตาย สินสมรส
คร่ึงหน่ึงเป็ นมรดกของ น. ส่วนอีกคร่ึงหน่ึงเป็ นของจาเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1533 ดังน้ัน การท่ีโจทก์และจาเลยทาสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังจากแยก
สินสมรสแลว้ ว่ายอมนาทรัพยม์ รดกของ น.ชาระให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินาทรัพยส์ ่วนของ
จาเลยมาชาระหน้ี
-229-
คาพิพากษาฎีกาที่ 12734/2556 ท่ีดินโฉนดเลขที่ 12266 ตาบลกลางแอน อาเภอปราสาท.
จงั หวดั สุรินทร์. เป็ นสินสมรสของโจทก์และ บ. เมื่อโจทก์. กบั บ. จดทะเบียนหย่าขาดจากกนั โดย
ชอบดว้ ยกฎหมายแลว้ ตอ้ งแบ่งสินสมรสใหโ้ จทกแ์ ละ บ. ไดส้ ่วนเท่ากนั ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชยม์ าตรา 1533 แต่เม่ือยงั ไม่ไดแ้ บง่ จึงตอ้ งบงั คบั ตามบทบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยกรรมสิทธ์ิรวม โดย
ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนว่าผเู้ ป็นเจา้ ของรวมท่านมีส่วนเท่ากนั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1357 เม่ือจาเลยมิได้นาสืบให้เห็นเป็ นอย่างอื่นจึงต้องถือว่าโจทก์กับ บ. เป็ นเจ้าของ
กรรมสิทธ์ิรวมมีส่วนแบ่งเท่ากนั ซ่ึงเจา้ ของรวมคนหน่ึงๆจะจาหน่ายตวั ทรัพยส์ ินน้นั จะตอ้ งไดร้ ับ
ความยนิ ยอมจากเจา้ ของรวมทกุ คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1361 วรรค 2
4) การใช้คืนสินสมรสส่วนท่ขี าด
หากมีสินสมรสส่วนใดขาดหายไป ตอ้ งมีการใชค้ ืนสินสมรสส่วนท่ีขาด กล่าวคือ หากฝ่ าย
ใดจาหน่ายสินสมรสไปดว้ ยเหตุ 4 ประการน้ี กฎหมายถือเสมือนวา่ สินสมรสน้นั ยงั คงอยู่ เพ่ือรอการ
แบ่งสินสมรส (มาตรา 1534)
1. ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจาหน่ายไปเพ่ือประโยชน์ตนฝ่ ายเดียวก็ดี เช่น การท่ีสามีนารถยนต์ไป
ขายแลว้ ไม่นาเงินที่ไดจ้ ากการขายรถยนตม์ าแบ่งกนั ภริยาจะฟ้องขอใหแ้ บ่งเงินน้นั ยงั ไม่ไดจ้ นกวา่
การสมรสจะสิ้นสุดลงเสียก่อน
2. ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจาหน่ายไปโดยเจตนาทาให้คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงเสียหายก็ดี เช่น เอาเงิน
สนสมรสไปท่องเท่ียวต่างประเทศอย่างหรูหราจนทาให้สินสมรมลดลง หรือไปเล่นการพนันใน
คาสิโน เป็นตน้
3. ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจาหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงในกรณีท่ี
กฎหมายบงั คบั วา่ การจาหน่ายน้นั จะตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมของอีกฝ่ายหน่ึงดว้ ยก็ดี
4. ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงจงใจทาลายใหส้ ูญหายไปก็ดี
กฎหมายใหถ้ ือเสมือนหน่ึงวา่ สินสมรสน้นั คงมีอยเู่ พื่อการแบ่งสินสมรส และถา้ คู่สมรสอีก
ฝ่ ายหน่ึงไดร้ ับส่วนแบ่งสินสมรสไม่ครบตามจานวนที่ควรจะได้ คู่สมรสฝ่ ายท่ี จาหน่ายหรือจงใจ
ทาลายสินสมรสน้ันตอ้ งชดใชส้ ินสมรสที่ขาดหมายไปจากสินสมรส ส่วนของตนหรือสินส่วนตวั
เช่น ชายหญิงเคยมีรถยนตม์ ูลค่า 70,000 บาท สินสมรสอยู่ สามีโกรธภริยา โดยเอาไฟจุดเผารถยนต์
สินสมรส ต่อมาเม่ือหย่ากันมีเงินสินสมรส 100,000 บาท แบ่ง คนละคร่ึง แต่กฎหมายบญั ญตั ิว่า
นอกเหนือจากเงิน 100,000 บาทแลว้ ตอ้ งถือว่า รถยนต์คนั น้ียงั มีอยู่เพราะโดยสามีจงใจทาลาย
รถยนตซ์ ่ึงเป็ นสินสมรสไป เม่ือตีราคารถยนตน์ ้ี 70, 000 บาท ตอ้ งถือวา่ สินสมรสมีมูลค่า 170, 000
บาท แบ่งกนั คนละคร่ึง ก็จะไดค้ นละ 85,000 บาท ภริยาไดร้ ับ 85,000 บาท ส่วนสามีไดเ้ พยี ง 15,000
บาทเท่าน้นั เพราะมูลค่าที่สามีจงใจทาสินสมรส (รถยนต์)เสียหายไปคือ 70,000บาทนัน่ เอง ดงั น้นั
-230-
เมื่อรวม เงินท่ีสามีควรได้รับ 15,000 กับ 70,000 บาท จึงเท่ากับ 85,000 บาทซ่ึงเป็ นการแบ่ง
สินสมรสตามมาตรา 1543 แลว้ หรือกรณีดงั กล่าวถา้ รถยนตส์ ินสมรสมีราคา 120,000 บาทเม่ือรวม
กบั เงินสินสมรสเดิม 100,000 บาท รวม 220,000 บาท ภริยาก็มีส่วนจะไดร้ ับส่วนแบ่งคร่ึงหน่ึงคือ
110,000 บาท แต่เนื่องจากเงินสินสมรสเหลือเพียง 100,000 บาท ภริยาจึงได้เงินจานวนน้ีท้งั หมด
ส่วนที่ยงั ขาดอยู่ 10,000 บาท ภริยามีสิทธิเรียกชดใชเ้ อาจากสามีได้
นอกจากน้ี การชดใชส้ ินสมรสท่ีขาดหายไปตามมาตรา 1534 น้ีไม่มีอายคุ วาม แมส้ ินสมรส
ขาดหายไปนานเท่าใดแลว้ ก็มาเรียกใหช้ ดใชต้ อนหยา่ ขาดจากกนั น้ีได้ หากเป็ นเร่ืองสินส่วนตวั ขาด
หายไป ไมต่ อ้ งมีการชดใช้
ตวั อย่าง ภรรยาจ่ายเงินสินส่วนตวั ของตนไป เพ่ือรักษาสามีท่ีเจ็บป่ วย เป็ นเงิน 100,000
บาท จะเรียกใหช้ ดใชค้ นื ตอนแบง่ สินสมรสไมไ่ ด้
การเรียกให้ชดใชส้ ินสมรสท่ีขาดหายไปน้ี ไม่มีอายุความ แมส้ ินสมรสจะขาดหายไปนาน
เท่าใด กส็ ามารถเรียกใหช้ ดใชต้ อนหยา่ ขาดจากกนั น้ีได้
สาหรับสามีภรรยาท่ีสมรสกันก่อนวนั ที่ 1 ต.ค. 2478 กฎหมายลักษณะผวั เมีย บทที่ 68
กาหนดใหแ้ บ่งสินสมรสแก่ชาย 2 ส่วน หญิง 1 ส่วน
8.4.6 ความรับผดิ ในหนสี้ ิน
หากในระหว่างสมรส สามีหรือภรรยาไดก้ ่อหน้ีซ่ึงกฎหมายกาหนดให้เป็นหน้ีร่วมกนั เมื่อ
การสมรสสิ้นสุดลงไม่วา่ ดว้ ยความตาย การหยา่ โดยคาพิพากษาของศาล หรือศาลพิพากษาเพิกถอน
การสมรสที่เป็นโมฆียะ ชายและหญิงยงั คงตอ้ งรับผดิ ในหน้ีร่วมน้นั คนละคร่ึง (มาตรา 1535)
หากฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงชาระหน้ีร่วมไป ฝ่ ายน้ันสามารถมาไล่เบ้ียแบ่งความรับผิดเอาจากอีก
ฝ่ายหน่ึงไดค้ ร่ึงหน่ึง
ตวั อย่าง สามีไปกูเ้ งินมา 60,000 บาท เพ่ือนามาใชจ้ ่ายเพื่อการศึกษาบุตร ภายหลงั หย่าขาด
เจา้ หน้ีฟ้องสามีฝ่ ายเดียวให้ใชห้ น้ี สามีย่อมมีสิทธิมาฟ้องไล่เบ้ียเอาจากอดีตภรรยาไดค้ ร่ึงหน่ึง คือ
30,000 บาท
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 จาเลยที่ 1 ขายรถยนตซ์ ่ึงเป็ นสินสมรสให้แก่จาเลยที่ 2
โดยมิไดร้ ับความยนิ ยอมจากโจทก์ เม่ือโจทก์และจาเลยที่ 1 ยงั เป็นสามีภริยากนั อยูแ่ ละไมป่ รากฏว่า
ไดท้ าสัญญากนั ไวใ้ นเรื่องทรัพยส์ ินเป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีภริยาของโจทก์
และจาเลยท่ี 1 ในเรื่องทรัพยส์ ินน้ัน จึงตอ้ งบงั คบั ตามบทบญั ญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ บรรพ 5 หมวด 4 ว่าด้วยทรัพยส์ ินระหว่างสามีภริยาซ่ึงตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1534 จะมีการแบ่งสินสมรสได้ต่อเมื่อมีการหย่ากนั เท่าน้ัน และแมค้ ู่สมรสฝ่ ายใด
ฝ่ ายหน่ึงจะจาหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ ายเดียวหรือในกรณีอ่ืนตามที่มาตรา 1534
-231-
บญั ญตั ิไวก้ ฎหมายก็ใหถ้ ือเสมือนว่าทรัพยส์ ินน้นั ยงั คงมีอยเู่ พ่ือจดั แบ่งสินสมรส เม่ือกฎหมายใหถ้ ือ
เสมือนว่ารถยนต์ยงั คงมีอยู่เพื่อจดั แบ่งสินสมรสแลว้ โจทก์ก็ไม่ไดร้ ับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มี
อานาจฟ้องเรียกร้องเงินที่ไดจ้ ากการขายรถยนตจ์ ากจาเลย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6244/2550 ในการเช่าซ้ือรถยนตพ์ ิพาท บิดาโจทก์เป็ นผูว้ างเงินจอง
ให้ 10,000 บาท และบิดามารดาโจทกอ์ อกเงินดาวน์ใหอ้ ีกส่วนหน่ึง รถยนตค์ นั ดงั กล่าวโจทกจ์ าเลย
ไดอ้ อกเงินบางส่วนเป็นค่ารถยนต์ดว้ ย ท้งั เงินท่ีบิดามารดาโจทก์ช่วยออกเป็ นค่ารถยนต์ ภายหลงั ก็
ไม่ปรากฏว่าบิดามารดาโจทก์ไดท้ วงถามให้โจทก์จาเลยชาระหน้ีส่วนน้ีแต่อย่างไร แสดงว่าบิดา
มารดาโจทก์มีเจตนาท่ีจะออกเงินค่ารถยนต์ส่วนน้ีให้แก่โจทก์จาเลย รถยนต์คันดงั กล่าวจึงเป็ น
ทรัพยส์ ินท่ีโจทก์จาเลยไดม้ าในระหวา่ งสมรส เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1474 (1) สิทธิตามสัญญาเช่าซ้ือรถยนต์จึงเป็ นสินสมรส การท่ีโจทก์โอนสิทธิการเช่าซ้ือ
รถยนตใ์ ห้แก่ ว. ในระหว่างท่ีโจทก์จาเลยยงั เป็ นสามีภริยากัน โดยจาเลยไม่ทราบเรื่องจึงเป็ นการ
จาหน่ายจ่ายโอนสิทธิการเช่าซ้ือรถยนต์อนั เป็ นสินสมรสไปโดยมีเจตนาทาให้จาเลยได้รับความ
เสียหายซ่ึงประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1534 ใหถ้ ือเสมือนหน่ึงวา่ ทรัพยส์ ินน้นั ยงั คงมี
อยเู่ พ่ือจดั แบง่ สินสมรสตามมาตรา 1533 โจทกต์ อ้ งแบง่ สินสมรสดงั กลา่ วใหแ้ ก่จาเลยก่ึงหน่ึง
บทสรุป
การสิ้นสุดการสมรสเม่ือมีการสมรสที่ถูกตอ้ งตามกฎหมายแลว้ การสมรสน้นั จะสิ้นสุดลง
ดว้ ยเหตุต่างๆ คือ เมื่อฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงตาย เม่ือศาลพิพากษาให้เพิกถอนเพราะการสมรสน้นั ตกเป็ น
โมฆียะ และโดยการหยา่ ซ่ึง การหยา่ น้นั ทาได้ 2 วธิ ี
1. หยา่ โดยความยนิ ยอม คือ กรณีที่ท้งั คู่ตกลงที่จะหย่ากนั ไดเ้ อง กฎหมายบงั คบั วา่ การหยา่
โดยความยินยอมน้นั ตอ้ งทาเป็ นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออยา่ งน้อย 2 คนและถา้ การสมรส
น้นั มีการจดทะเบียนสมรส (ตามกฎหมายปัจจุบนั ) การหย่ากต็ อ้ งไปจดทะเบียนหยา่ ตอ่ นายทะเบียน
ท่ีอาเภอหรือก่ิงอาเภอดว้ ย มิฉะน้นั การหยา่ ยอ่ มไม่สมบรู ณ์ และ
2. หย่าโดยคาพิพากษาของศาล กรณีคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงประสงค์จะหย่า แต่อีกฝ่ ายหน่ึงไม่
ตอ้ งการหย่า จึงตอ้ งมีการฟ้องหยา่ ข้ึน เหตุที่จะฟ้องหย่าได้น้นั ตอ้ งอา้ งเหตุฟ้องหยา่ ตามท่ีกฎหมาย
บญั ญตั ิไวด้ งั กล่าวแลว้ เท่าน้นั และจะตอ้ งพิสูจน์ให้ศาลเช่ือว่า ฝ่ ายที่ถูกฟ้องหยา่ ไดป้ ระพฤติตนไม่
สมควรแก่การเป็นสามีภรรยากนั หรือกระทาการอนั เป็นเงื่อนไขท่ีกฎหมายกาหนดเป็นเหตุฟ้องหยา่
ดว้ ย ศาลจึงจะพพิ ากษาใหห้ ยา่ ขาดจากการเป็นสามีภรรยากนั
ดงั น้นั การฟ้องหยา่ จึงไมส่ ามารถอา้ งเหตวุ ่า คูส่ มรสเขา้ กนั ไมไ่ ด้ หรือไม่รักกนั แลว้ หรืออยู่
ด้วยกันไม่ได้ หรือไม่มีเย่ือใยต่อกัน หรือไม่มีเพศสัมพันธ์กัน เป็ นต้น เรื่ องน้ีศาลฎีกาเคยมีคา
-232-
พิพากษาวินิจฉัยถึงเหตุที่จะเอามาอา้ งฟ้องหย่าวา่ ตอ้ งเป็ นไปตามเง่ือนไขที่กฎหมายกาหนดไวอ้ ยา่ ง
ชดั เจนเทา่ น้นั
-233-
คาถามท้ายบท
1. นายหล่อกับนางสวยเป็ นสามีภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ภายหลงั สมรสแลว้ นางสาว
สวยพาเพื่อนสนิทช่ือนางสาวทอม มาพกั คา้ งท่ีบา้ นเป็ นประจา และนางสาวสวยขอแยกหอ้ งไปหลบั
นอนกบั นางสาวทอมเป็ นประจา แต่นายหล่อก็มิไดส้ งสัย หลงั จากน้นั นายหลอ่ เร่ิมสงสัยจึงต้งั กลอ้ ง
แอบถ่ายภริยาไว้ ปรากฏวา่ นางสาวสวยมีความสัมพนั ธท์ างเพศกบั นางสาวทอม
ให้วินิจฉัยว่า หากนายหล่อตอ้ งการฟ้องหย่ากบั นางสาวสวยจึงมาปรึกษาท่าน ท่านจะให้
คาแนะนาอย่างไร ให้พิจารณาเฉพาะกรณีฟ้องหย่า และตอ้ งฟ้องหย่าภายในระยะเวลาท่ีกฎหมาย
กาหนดอยา่ งไร และสามารถเรียกค่าทดแทนไดห้ รือไม่ อยา่ งไร จงอธิบาย
2. นายโกก้ บั นางสวยเป็ นสามีภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ภายหลงั สมรสแลว้ นางสาวสวย
ชอบพาเพื่อนสนิทช่ือนางสาวทอมมาพกั ท่ีบา้ นเป็นประจา จนนายโกส้ งสัย นางยโกจ้ ึงต้งั กลอ้ งแอบ
ถ่ายภริยาไว้ ปรากฏวา่ นางสาวสวยมีความสัมพนั ธ์ทางเพศแบบหญิงรักหญิงกบั นางสาวทอม
นายโก้ต้องการฟ้องหย่ากับนายโก้ จึงมาปรึกษาท่าน ท่านจะให้คาแนะนาอย่างไร ให้
พิจารณาเฉพาะกรณีฟ้องหย่า และต้องฟ้องหย่าภายในระยะเวลาที่กฎหมายกาหนดอย่างไร จง
อธิบาย
3. จงอธิบายการหย่าโดยความยินยอมและการหย่าโดยคาพิพากษาของศาลตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และยกเหตุการหยา่ มาอยา่ งนอ้ ย 6 เหตุ พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
4.นายภูแต่งงานจดทะเบียนสมรสกบั นางเตย้ มา 30 ปี และมีทรัพยส์ ินท่ีมาหาไดร้ ่วมกนั ใน
ระหว่างสมรสเป็ นเงินฝากในธนาคาร 1 ลา้ นบาท ปัจจุบนั นายภูทาธุรกิจขายขา้ วสารมีหน้าตาใน
สังคม ไปไหนใครก็รู้จกั ต่อมานายภู แอบไดเ้ สียกบั นางสาวตา้ จนมีบุตรดว้ ยกนั 1 คน และยกยอ่ ง
เชิดชูนางสาวตา้ ออกหน้าออกตาให้บุคคลอ่ืนรู้จกั ในฐานะภรรยา และนายภูกบั นางตา้ ไปไหนมา
ไหนดว้ ยกนั อย่างเปิ ดเผยอยใู่ นบา้ นซ่ึงนายภูซ้ือให้ ต่อมา นางเตย้ ทราบเรื่อง ดงั น้ี ใหว้ ินิจฉยั ว่านาง
เตย้ จะฟ้องหยา่ นายภูได้หรือไม่ เงินฝากดงั กล่าวตกเป็ นกรรมสิทธ์ิแก่ใคร และนางเตย้ มีสิทธิเรียก
ค่าเสียหายจากนายภูและนางสาวตา้ ไดห้ รือไม่ อยา่ งไร จงอธิบาย
5.นายเน็ทแต่งงานจดทะเบียนสมรสกบั นางออย มา 10 ปี ท้งั สองเปิ ดธุรกิจร้านขายทองใน
ระหว่างสมรสเป็ นเงิน 2 ลา้ นบาท นายเน็ตมกั ไปเท่ียวหญิงบริการในเวลากลางคืนโดยถ่ายคลิปไว้
แลว้ นาออกเผยแพร่ พอนางสาวออยทราบจึงสอบถาม แต่นายเน็ทก็ด่าว่านางออยว่า “โคตรของมึง
เลวท้งั โคตรและโคตรมึงเป็นพวกดอกทองรวมท้งั มึง” ดว้ ยซ่ึงนางออยเสียใจมาก ดงั น้ี ใหว้ นิ ิจฉยั ว่า
นางออยจะฟ้องหยา่ นายเน็ทไดห้ รือไม่ ทรัพยส์ ินดงั กลา่ วตกเป็นกรรมสิทธ์ิแก่ใคร จงอธิบาย
6.นายเอแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางบี มา 10 ปี มีเงินเดือนจากการทางานท่ีนายเอ
ไดม้ าระหว่างสมรสอยู่ 1 ลา้ นบาท ซ่ึงเป็ นนายเอทางานรับราชการ แต่ไม่ส่งเสียค่าอุปการะเล้ียงดู
-234-
บตุ รเลย นางบีจึงไปร้องเรียนผบู้ งั คบั บญั ชาที่ทางาน ต่อมานายเอยงั ชอบไปเล่นการพนันท่ีบ่อนเป็น
ประจาจนครอบครัวเดือดร้อน ดงั น้ี ใหว้ ินิจฉยั วา่ นางบีจะฟ้องหยา่ นายเอไดห้ รือไม่ ส่วนนายเอก็อา้ ง
วา่ นางบีมาร้องเรียนผบู้ งั คบั บญั ชาตนน้นั ก็จะฟ้องหย่าเช่นกนั ใครฟ้องหย่าได้ หากศาลพิพากษาให้
หยา่ กนั ทรัพยส์ ินดงั กล่าวตกเป็นกรรมสิทธ์ิแก่ใคร เพราะเหตใุ ด
-235-
เอกสารอ้างองิ
ใกลม้ ิตรชิดหมอ โดย Admin Dr. Jame. “ยา 3 ชนิด ท่ีใชใ้ นการประหารชีวิตดว้ ยการฉีดสารพษิ
(lethal injection execution)” สืบคน้ เม่ือ 21 มกราคม 2565 จาก https://www.facebook.
com/Drnextdoor/photos/a.151882111657248/979911838854267/?type=3
คลา้ ยจนั ทร์ จนั ทร์สารา. (2553). เหตหุ ย่า: ศึกษากรณีการประพฤตผิ ดิ ประเวณขี องสามีหรือภริยา.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
ชาติชาย อคั รวบิ ลู ย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 4). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์
วญิ ญชู น.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 22). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ประสิทธิ ปิ วาวฒั นพาณิช. (2549). เหตุฟ้องหย่า : การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงนติ ิศาสตร์.
กรุงเทพฯ : วิญญชู น.
พชร สุขนนั ตพงศ.์ (1 สิงหาคม-พฤศจิกายน 2561). ปัญหาทางกฎหมายทเ่ี กย่ี วเนื่องกบั การหย่าตาม
มาตรา 1516(1)แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ศึกษากรณอี ุปการะเลยี้ งดูหรือยก
ย่องผ้ทู ีมีเพศเดียวกนั .วารสารบณั ฑิตศึกษา มหาวิทยาลยั ธรุกิจบณั ฑิตย์ ปี ท่ี7 ฉบบั ท่ี 1
หนา้ 476-488.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (เมษายน – มิถนุ ายน 2526). การหย่าโดยความยินยอมในกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
__________. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบตุ ร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบุตร (พมิ พค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรมาตรา
__________. (2555). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว การหม้ัน (พิมพค์ รังท่ี 3). กรุงเทพฯ: นิติธรรม
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังที่ 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
มานิตย์ วงศเ์ สรี. (2531). สัญญาหย่า: วเิ คราะห์ลกั ษณะและขอบเขต. วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบณั ฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์