-236-
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พิมพ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยามาตรา
วเิ คราะห์คดีความรับผิด และอายคุ วาม ฟ้องค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ ร.สืบคน้ เม่ือ 1 กรกฎาคม 2562 จาก
https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติง้ (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม
กฎหมาย
พระราชบญั ญตั ิโรคติดต่อ พ.ศ.2558
ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย พ.ศ. 2559 ณ วนั ที่
19 พฤษภาคม 2559
ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ช่ือและอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.
2563 ณ วนั ท่ี 22 มกราคม 2561
ประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ช่ือและอาการสาคญั ของโรคติดตอ่ อนั ตราย (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.
2563 ณ วนั ท่ี 26 กมุ ภาพนั ธ์ 2563
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 9
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทที่ 9 บิดามารดากบั บุตร
ผ้เู ขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คีย่ ม
จดุ ประสงค์
1. ผเู้ รียนอธิบายบิดามารดากบั บตุ รอยา่ งถูกตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเร่ืองบิดามารดากบั บุตรไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งเรื่องบิดามารดากบั บุตรไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง บิดามารดากบั บุตร การเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมาย การฟ้องคดี
เพื่อรับหรือไม่รับเด็กเป็นบุตร และผลของคาพิพากษาวา่ ชายมิใช่บิดาของเดก็
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 9 บิดามารดากบั บุตร
2. ซกั ถามผเู้ รียนเก่ียวกบั บิดามารดากบั บุตร
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งบิดามารดากบั บตุ ร
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
ส่ือการสอน
1. เอกสารคาสอน บทท่ี 9 บิดามารดากบั บตุ ร
2. Microsoft Power Point
3. การเขียน Mapping ตวั อย่าง
การวัดผลและการประเมินผล
1. สงั เกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
238
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาใหผ้ เู้ รียนใชเ้ วลานอกช้นั เรียนอา่ นคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1536 ถึงมาตรา
1560 และศึกษาคาพิพากษาฎกี าที่เก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองบิดามารดากบั บุตร
239
บทที่ 9
บิดามารดากบั บุตร
การเป็ นบุตรท่ีชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายกาหนดว่าเด็กท่ีเกิดย่อมเป็ นบุตรท่ีชอบด้วย
กฎหมายของหญิงซ่ึงเป็ นมารดาน้นั ท้งั น้ี ตามที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1546 ส่วนบิดามารดากบั บุตร
กฎหมายกาหนดความสัมพนั ธ์ไว้ 2 ลกั ษณะเด็กในสมรส และเดก็ นอกสมรส แต่สาหรับฝ่ายชายน้นั
ในกรณีท่ีสันนิษฐานว่าเด็กเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นหรือเคยเป็ นสามีตามมาตรา
1536 มาตรา 1537 หรือมาตรา 1538 ชายผูเ้ ป็ นหรือเคยเป็ นสามีจะไม่รับเด็กเป็ นบุตรของตนก็ได้
โดยฟ้องเด็กกับมารดาเด็กร่วมกันเป็ นจาเลยและพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้อยู่ร่ วมกับมารดาเด็กใน
ระยะเวลาต้งั ครรภค์ ือระหวา่ งหน่ึงร้อยแปดสิบวนั ถึงสามร้อยสิบวนั ก่อนเด็กเกิด หรือตนไมส่ ามารถ
เป็ นบิดาของเด็กได้เพราะเหตุอย่างอ่ืน ตามที่บัญญัติไวใ้ นมาตรา 1539 นอกจากน้ี กฎหมายยงั
กาหนดในเร่ืองการฟ้องคดีเพือ่ รับหรือไม่รับเด็กเป็นบุตรไวอ้ ีกดว้ ยไดแ้ ก่ การฟ้องให้ชายรับเด็กเป็น
บตุ ร ชายฟ้องปฏิเสธไม่รับเดก็ เป็นบุตร และเด็กฟ้องปฏิเสธความเป็นบตุ รของชาย
9.1 การเป็ นบตุ รทชี่ อบด้วยกฎหมาย
9.1.1 เด็กท่เี กดิ ระหว่างสมรส
เด็กเกดิ จาการสมรสท่ีชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง)
มาตรา 1536 วรรคหน่ึง บญั ญตั ิว่า “เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อย
สิบวนั นบั แต่วนั ท่ีการสมรสสิ้นสุดลง ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของชายผู้
เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี แลว้ แต่กรณี”
มาตรา 1536 กรณีเด็กเกิดแตห่ ญิง “ขณะเป็นภริยาชาย” หมายความว่า เด็กน้นั คลอดและอยู่
รอดเป็นทารกในระหวา่ งที่ชายหญิงไดจ้ ดทะเบียนและการสมรสยงั มิไดส้ ิ้นสุด
ระยะเวลาต้งั ครรภเ์ ป็นเร่ืองหลกั ในทางการแพทยท์ ี่ถือวา่ นบั แต่วนั ปฏิสนธิ เด็กจะคลอดได้
เร็วที่สุดภายในระยะเวลา 180 วนั และเด็กจะอยู่ในครรภม์ ารดาไดน้ านที่สุดระยะเวลาไม่เกิน 310
วนั เหตุน้ีเด็กจะคลอดก่อน 180 วนั หรือหลงั 310 วนั นับแต่วนั ปฏิสนธิไม่ได้ แต่ท้ังน้ีต้องฟ้อง
ภายใน 1 ปี นบั แต่วนั รู้ถึงการเกิดของเด็ก และจะฟ้องเม่ือพน้ 10 ปี นับแต่วนั เกิดของเด็กไม่ได้ ตาม
มาตรา 1542 วรรคแรก
240
บทสนั นิษฐานตามมาตรา 1536 ที่วา่ เด็กที่เกิดในขณะท่ีหญิงเป็นภริยาชาย ใหส้ ันนิษฐานว่า
เป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของสามีขอ้ สันนิษฐานขา้ งตน้ นามาใชก้ บั กรณีเด็กท่ีเกิดจากหญิงหมา้ ย
ภายใน 310วนั หลงั จากชายผเู้ ป็นสามี ตาย หยา่ หรือศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส ดว้ ย
มาตรา 1536 เป็นเพยี งขอ้ สันนิษฐานเบ้ืองตน้ เท่าน้นั ไม่ถือเป็นเด็ดขาด เหตุน้ีหากชายแน่ใจ
หรือมนั่ ใจวา่ เด็กน้นั ไมใ่ ช่บุตรของตน ก็สามารถฟ้องปฏิเสธไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ (มาตรา 1539) ใน
ทานองเดียวกัน เด็กกับมารดาเด็กก็สามารถฟ้องปฏิเสธตความเป็ นบิดาของชายได้เช่นเดียวกัน
(มาตรา 1545)
คาถาม : เด็กที่เกิดในระหว่างที่ศาลมีคาสั่งให้สามีภรรยาแยกกันอยู่เป็ นการช่ัวคราวตาม
มาตรา 1462 จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดงั กล่าวนีห้ รือไม่
คาตอบ บุตรท่ีเกิดมาในระหว่างท่ีศาลมีคาส่ังให้สามีภรรยาแยกกนั อยเู่ ป็นการชวั่ คราวตาม
มาตรา 1462 น้ีมิไดเ้ ป็ นการสิ้นสุดสถานะของคู่สมรส บุตรท่ีเกิดข้ึนมาจึงเป็นบุตรที่เกิดในระหว่าง
สมรสยอ่ มจะไดร้ ับประโยชน์จากขอ้ สนั นิษฐานดงั กลา่ วน้ี ตามมาตรา 1536
เด็กเกิดจากการผสมเทียมไม่ว่าจะเป็ นการผสมเทียมในมดลูกหรือผสมเทียมนอกมดลูก
ตามกรรมวิธีเด็กหลอดแกว้ โดยใชไ้ ข่ของหญิงผูใ้ ห้กาเนิดหรือไข่ของหญิงอ่ืนก็ตาม เด็กถือวา่ เป็ น
บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงผูใ้ ห้กาเนิด หากหญิงผใู้ หก้ าเนิดมีสามี ก็ถือว่าเป็นเด็กเกิดระหวา่ ง
สมรส จึงเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของสามีดว้ ย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3670/2529 บทบญั ญัติมาตรา 1536 ซ่ึงบัญญัติว่า เด็กเกิดแต่หญิง
ขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวนั นบั แต่วนั ท่ีการสมรสสิ้นสุดลง ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อน
วา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ ป็นสามีหรือเคยเป็นสามี หมายถึงเด็กท่ีเกิดจากหญิง ขณะที่
เป็นภริยาชายโดยชายหญิงไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั แลว้ จึงใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เด็กน้นั เป็นบุตร
ชอบดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ ป็นสามีหรือเคยเป็นสามีในกรณีที่เด็กเกิดภายในสามร้อยสิบวนั นบั แต่
การสมรสของชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสไดส้ ิ้นสุดลงตามกฎหมาย
ข้อสังเกต
(1) ขอ้ สันนิษฐานน้ีใชก้ บั กรณีการสมรสของบิดาและมารดาตกเป็นโมฆะดว้ ย
(2) กรณีน้ีเป็ นบทสันนิษฐาน ชายจึงมีหน้าที่นาสืบหักล้างขอ้ สันนิษฐานดังกล่าว หรือ
นาสืบวา่ ตนไม่สามารถเป็นบิดาของเดก็ ไดเ้ พราะเหตุอยา่ งอื่นตามมาตรา 1539 วรรคหน่ึง
(3) ขอ้ สนั นิษฐานน้ีไม่ใชก้ รณีบิดามารดาที่ไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรส
9.1.2 เดก็ เกดิ จากการสมรสท่เี ป็ นโมฆะ
1) เด็กเกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆะ (มาตรา 1536 วรรคสอง) แบง่ ไดเ้ ป็น 3 กรณี
241
1. การสมรสท่ีชายหรือหญิงเป็ นบุคคลวิกลจริต หรือเป็ นบุคคลที่ศาลส่ังให้เป็ นคนไร้
ความสามารถ (มาตรา 1449)
2. การสมรสระหว่างญาติสืบสายโลหิตโดยตรง หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา (มาตรา
1450)
3. การสมรสท่ีชายหรือหญิงไมย่ นิ ยอมเป็นสามีภรรยากนั (มาตรา 1458)
ท้งั 3 กรณีดังกล่าวขา้ งตน้ บุตรท่ีเกิดจากหญิงก่อนท่ีศาลจะมีคาพิพากษาถึงที่สุดให้เป็ น
โมฆะ หรือภายในระยะเวลา 310 วนั นบั แต่ศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุด ให้ตอ้ งดว้ ยขอ้ สันนิษฐานว่า
เป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายเด็กเป็นบุคคลภายนอกท่ีไม่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั การสมรสท่ีเป็น
โมฆะ ไมค่ วรตอ้ งเสียประโยชนจ์ ากการที่ศาลมีคาพพิ ากษาใหก้ ารสมรสตกเป็นโมฆะ
คาพิพากษาฎีกาท่ี 10442/2558 โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยและขอเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองและ
อุปการะเล้ียงดูเดก็ ชาย ม. บตุ รผเู้ ยาว์ จาเลยใหก้ ารวา่ โจทก์วา่ จา้ งจาเลยให้จดทะเบียนสมรสและใช้
วิทยาการทางการแพทยโ์ ดยการผสมเช้ืออสุจิเพื่อต้งั ครรภเ์ ด็กชาย ม. ให้โจทกโ์ ดยไม่เคยไดใ้ ชช้ ีวิต
ดงั สามีภริยา เมื่อเด็กชาย ม. คลอด โจทกไ์ ม่ส่งเงินมาให้ ไมช่ าระค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ ร แตก่ ลบั ข่ใู ห้
ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลช้นั ตน้ กาหนดประเด็นขอ้ พิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของ
โจทกแ์ ละจาเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยใหจ้ าเลยมีภาระการพิสูจนใ์ นประเด็นดงั กล่าว เม่ือขอ้ เทจ็ จริง
ตามที่จาเลยนาสืบไดค้ วามวา่ การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์จาเลยเป็ นการจดทะเบียนสมรสท่ี
ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็ นการผิดที่เง่ือนไขตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 มีผลให้การสมรสเป็ นโมฆะ ตามมาตรา 1496 วรรคหน่ึง
เม่ือจาเลยได้ย่ืนคาให้การต่อสู้ว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจาเลยเป็ นโมฆะและขัด ต่อ
ขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย ถือไดว้ า่ เป็นกรณีท่ีจาเลยซ่ึงเป็นผมู้ ีส่วนไดเ้ สียร้องขอต่อศาล
ใหก้ ารสมรสเป็ นโมฆะตามมาตรา 1496 วรรคสองแลว้ ปัญหาดงั กล่าวเป็นขอ้ กฎหมายที่เกี่ยวดว้ ย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอานาจพิพากษาว่าการสมรสระหวา่ งโจทก์กบั จาเลยเป็ น
โมฆะได้
2) เด็กเกิดจากการสมรสท่ีเป็ นโมฆะ (มาตรา 1538) กรณีชายหรือหญิงสมรสซ้อน (มาตรา
1452)
มาตรา 1538 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ชายหรือหญิงสมรส ฝ่ าฝื นมาตรา 1452 เด็กท่ีเกิดใน
ระหวา่ งการสมรสท่ีฝ่ าฝื นน้นั ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ ป็นสามี
ซ่ึงไดจ้ ดทะเบียนสมรสคร้ังหลงั
242
ในกรณีที่หญิงสมรสฝ่ าฝื นมาตรา 1452 ถา้ มีคาพิพากษาถึงที่สุดแสดงวา่ เด็กมิใช่บุตรชอบ
ดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ น สามีซ่ึงได้จดทะเบียนสมรสคร้ังหลงั ให้นาขอ้ สันนิษฐานในมาตรา
1536 มาใชบ้ งั คบั
ให้นาความในวรรคหน่ึงมาใช้บงั คบั แก่เด็กท่ีเกิดภายในสามร้อยสิบวนั นบั แต่วนั ท่ีศาลมี
คาพิพากษาถึงที่สุดใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 ดว้ ย”
ก) หญิงทาการสมรสซอ้ น
กรณีหญิงสมรสซ้อน กับสามีคนที่สอง การสมรสคร้ังท่ีสองดังกล่าวเป็ นโมฆะ มาตรา
1538 วรรคแรก กาหนดให้บุตรที่คลอดไดร้ ับประโยชน์จากขอ้ สันนิษฐานว่าเป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ย
กฎหมายของสามีคนที่สอง ไม่วา่ จะมีการจดทะเบียนสมรสกบั มารดาเดก็ มานานเทา่ ใดกต็ าม
ชายที่ตอ้ งดว้ ยขอ้ สันนิษฐานอาจฟ้องคดีปฏิเสธไม่รับเด็กเป็ นบุตรของตนไดต้ าม มาตรา
1539 เม่ือศาลไดม้ ีคาพิพากษาถึงท่ีสุดแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของสามีคนที่สองแลว้
มาตรา 1538 วรรคสองตอนทา้ ย ใหส้ นั นิษฐานวา่ เด็กเป็นบตุ รท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของสามีคนที่หน่ึง
ตวั อย่าง ชายกบั หญิงเป็ นสามีภริยากนั แต่ชายไม่สามารถร่วมประเวณีได้เพราะประสบ
อุบตั ิเหตุ หญิงจึงไปอยู่กินกบั เท่และจดทะเบียนสมรสกนั ต่อมาหญิงทราบว่าตนต้งั ครรภ์ แต่คิดว่า
ถา้ อยู่กบั เท่ต่อไป ตนอาจจะตอ้ งอดม้ือกินม้ือ จึงตดั สินใจแต่งงานกบั พล ลูกชายอดีตนักการเมือง
หลงั จากแตง่ งาน 3 วนั พลถึงแก่ความตาย หญิงจึงตดั สินใจไปจดทะเบียนสมรสกบั เพิ่มอีก หลงั จาก
สมรมแลว้ 6 เดือน หญิงคลอดบุตรออกมาคือ ด.ญ.กาซะลอง ดงั น้ี การจดทะเบียนสมรสระหว่าง
หญิงกบั เท่ และหญิงกบั เพิ่ม เป็ นการสมรสในขณะท่ีหญิงมีชายเป็ นสามีอยแู่ ลว้ ฝ่ าฝื นมาตรา 1452
เป็ นโมฆะตามมาตรา 1495 เมื่อ ด.ญ.กาซะลอง เกิดในระหว่างการสมรสท่ีฝ่ าฝื นมาตรา 1452 ย่อม
ตอ้ งดว้ ยขอ้ สันนิษฐานตามมาตรา 1538 วรรคแรก ว่าเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของเพิ่ม เพราะ
เพิม่ เป็นสามีซ่ึงจดทะเบียนสมรสคร้ังหลงั สุด
ข) ชายสมรสซอ้ น
กรณีชายสมรสซ้อน มาตรา 1538 วรรคแรก กล่าวคือ หากชายจดทะเบียนสมรสกบั ภริยา
สองคนหรือกวา่ น้นั ข้ึนไป การสมรสระหวา่ งชายกบั หญิงคนที่สองและคนต่อๆ ไป เป็นโมฆะ เด็กท่ี
เกิดระหวา่ งสมรสท่ีฝ่ าฝื น มาตรา 1452 ก็ตอ้ งดว้ ยขอ้ สันนิษฐานวา่ เป็ นบุตร ขอบดว้ ยกฎหมายของ
สามีตามมาตรา 1538 วรรคแรก ซ่ึงกฎหมายกาหนดให้สันนิษฐานว่าเป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย
ของชายท่ีจดทะเบียนคร้ังหลงั และถือวา่ เป็นบตุ รชอบดว้ ย กฎหมายของภริยาคนที่สอง
กรณีชายสมรสไม่ค่อยมีปัญหานัก เน่ืองจากบุตรที่เกิดจากภรรยาคนที่สอง และภรรยาคน
ตอ่ ๆ ไป ยอ่ มตอ้ งดว้ ยขอ้ สนั นิษฐานวา่ เป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายเสมอ
243
ตวั อย่าง นายเอกบั นางบีเป็ นสามีภริยากนั นายเอไปจดทะเบียนสมรสกับนางซีอีก ต่อมา
นางซีคลอดบุตรออกมาคือ ด.ช.แดง และ ด.ญ.ดา ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเป็ นบุตรดว้ ยกฎหมายของ
นายเอท้งั สิ้นตามมาตรา 1538 วรรคแรก
หากนางบีภริยาคนแรกไปกล่าวอา้ งกบั นางซีว่าการสมรสของนายเอกบั นางซีเป็นโมฆะ แต่
นายเอกบั นางซีก็ยงั อย่กู ินกนั อีก จนมีบุตรดว้ ยกนั อีกคือ ด.ช.เขียว เช่นน้ี ด.ช.เขียว ก็ตอ้ งสนั นิษฐาน
วา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของนายเอดว้ ยเช่นกนั
9.1.3 เด็กเกดิ จากการสมรสทเ่ี ป็ นโมฆยี ะ
การสมรสที่เป็ นโมฆียะ เช่นกรณีการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉล ถูกข่มขู่ หรือสาคญั ผิดตวั
คสู่ มรส แมภ้ ายหลงั ศาลจะมีคาพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสใหต้ กเป็นโมฆะ ย่อมไม่มีผลกระทบ
กระเทือนถึงการเป็ นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เด็กยงั ถือเป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของบิดา
มารดาเช่นเดิม (มาตรา 1560)
9.1.4 เด็กเกดิ จากหญิงหม้ายที่ทาการสมรสใหม่ในเวลาไม่เกิน 310 วัน นับแต่วันท่ีขาดจาก
การสมรสเดมิ
หากหญิงหมา้ ยทาการสมรสใหม่โดยไม่รอใหเ้ วลาผ่านไปครบ 310 วนั ก่อน กาหนดว่า ให้
สันนิษฐานไวก้ ่อนว่าเด็กน้ันเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นสามีคนใหม่ และความ
ตอนทา้ ยของมาตรา 1537 กาหนดวา่ หากชายผูเ้ ป็ นสามีคนใหม่อาจฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรของ
ตนไดห้ ากตนมิไดเ้ ป็นบิดาท่ีแทจ้ ริงของเดก็
9.1.5 เดก็ เกดิ จากหญงิ ทีม่ ไิ ด้สมรสกบั ชาย
มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิไดม้ ีการสมรสกับชาย ใหถ้ ือวา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมาย
ของหญิงน้นั เวน้ แตจ่ ะมีกฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ป็นอยา่ งอื่น.
ในกรณีท่ีหญิงไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั ชาย ตามหลกั กฎหมายมาตรา 1546 หญิงใดให้
กาเนิดบุตรหญิงน้นั เป็นมารดาของบุตร เด็กจึงเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงเสมอ หญิงจึง
ตอ้ งอยู่ในอานาจปกครองของมารดาแต่เพียงผูเ้ ดียว ถึงแมช้ ายจะยินยอมให้บุตรใช้นามสกุล และ
ทะเบียนบา้ นระบวุ า่ เป็นบิดากต็ าม กไ็ ม่ใช่บิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 3780/2543โจทกจ์ าเลยอยกู่ ินดว้ ยกนั โดยไม่จดทะเบียนสมรสซ่ึงตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บญั ญตั ิว่า เด็กเกิดจากหญิงท่ีมิไดม้ ีการสมรสกับ
ชาย ใหถ้ ือวา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงน้นั ดงั น้นั จึงถือไดว้ ่าเด็กชาย จ. เป็นบตุ รชอบดว้ ย
กฎหมายของโจทกแ์ ละมิใช่บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของจาเลย
คาพิพากษาฎีกาท่ี 16395/2557 ผูเ้ ยาวเ์ ป็ นบุตรเกิดจากโจทก์ซ่ึงเป็ นหญิงที่มิไดส้ มรสโดย
ชอบดว้ ยกฎหมาย ซ่ึงตามบทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 ให้ถือว่า
244
เป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงน้ัน เวน้ แต่จะมีกฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ป็นอย่างอ่ืน ส่วนจาเลย
ที่ 1 แมอ้ า้ งวา่ เป็นบิดาของผเู้ ยาว์ แต่เมื่อผเู้ ยาวม์ ิไดเ้ กิดจากบิดามารดาท่ีสมรสกนั การจะอา้ งวา่ ผเู้ ยาว์
เป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายกต็ ่อเมื่อบิดามารดาสมรสกนั หรือบิดาไดจ้ ดทะเบียนวา่ เป็นบุตรหรือ
ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังน้นั เม่ือจาเลยที่ 1 มิไดม้ ีลกั ษณะที่ปรากฏตามความดังกล่าว จาเลยท่ี 1
จึงหามีสิทธิใดๆ ในตวั ผูเ้ ยาวไ์ ม่ ท้งั น้ีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ดงั น้ัน
โจทกจ์ ึงเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองผเู้ ยาวแ์ ต่เพียงผเู้ ดียว
ส่วนคาว่า “เวน้ แต่จะมีกฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ป็ นอย่างอ่ืน” หมายถึงมีกฎหมายกาหนดเรื่อง
กรณีรับอุม้ บุญ (รับต้งั ครรภ์แทนกนั ) ย่อมเป็ นไปตามพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองเด็กที่เกิดโดยอาศยั
เทคโนโลยชี ่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ 2558 (โปรดอ่านภาคผนวก)
เหตุผลและความจาเป็ นในการมีพระราชบญั ญตั ิน้ีกล่าวคือ โดยท่ีความกา้ วหน้าทางการ
แพทยใ์ นการบาบดั รักษาภาวะการมีบุตรยากสามารถช่วยให้ผูท้ ่ีมีภาวะการมีบุตรยากมีบุตรได้โดย
การใชเ้ ทคโนโลยชี ่วยการเจริญพนั ธุท์ างการแพทย์ อนั มีผลทาใหบ้ ทบญั ญตั ิของกฎหมายท่ีใชบ้ งั คบั
อยู่ในปัจจุบนั ในเรื่องความเป็ นบิดามารดาที่ชอบดว้ ยกฎหมายของเด็กที่เกิดโดยอาศยั เทคโนโลยี
ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทยไ์ ม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ในทางพันธุกรรม ดังน้ัน เพ่ือ
กาหนดสถานะความเป็ นบิดามารดาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของเด็กท่ีเกิดโดยอาศยั เทคโนโลยีช่วยการ
เจริญพนั ธุ์ทางการแพทยใ์ ห้เหมาะสม ตลอดจนควบคุมการศึกษาวิจยั ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
เก่ียวกบั ตวั อ่อนและเทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทยม์ ิให้มีการนาไปใช้ในทางที่ไม่
ถูกตอ้ ง
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์ หมายถึง กรรมวิธีใดๆ ทางวิทยาศาสตร์ท่ีนา
อสุจิและไข่ออกจากร่างกายมนุษย์ เพื่อใหเ้ กิดการต้งั ครรภโ์ ดยไม่เป็นไปตามธรรมชาติ รวมท้งั การ
ผสมเทียม (มาตรา 3) ตวั อย่างเช่น การทาเด็กหลอดแก้ว (IVF) การทากิฟท์ (GIFT) การทาอิ๊กซ่ี
(ICSI) เป็นตน้
การต้งั ครรภแ์ ทน หมายความว่า การต้งั ครรภโ์ ดยอาศยั เทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุ์ ทาง
การแพทย์ โดยหญิงที่รับต้ังครรภ์แทนมีข้อตกลงเป็ นหนังสือไวก้ ับสามีและภริยาที่ชอบด้วย
กฎหมาย ก่อนต้งั ครรภว์ า่ จะใหท้ ารกในครรภเ์ ป็นบุตรของสามีและภริยาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายน้นั
เด็กที่เกิดโดยอาศยั เทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์เป็ นบุตรโดยชอบด้วย
กฎหมายของใคร
ปัจจุบนั กฎหมายกาหนดให้หญิงที่ต้งั ครรภ์และให้กาเนิดเป็ นมารดาที่ชอบดว้ ยกฎหมาย
ของเด็ก เด็กจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของแม่อุม้ บุญ ส่วนสามีภริยาซ่ึงตอ้ งการมีบุตรทาได้
เพียงรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรม แต่กฎหมายฉบบั น้ีไดเ้ ปล่ียนแปลงหลกั การขา้ งตน้ โดยกาหนดให้
245
เด็กท่ีเกิดจากอสุจิ ไข่ หรือตวั อ่อนของผบู้ ริจาค โดยใชเ้ ทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์
เป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของสามีและภริยาท่ีประสงคจ์ ะมีบุตร ไม่ว่าภริยาจะเป็ นผูต้ ้งั ครรภ์เอง
หรือเป็ นการต้งั ครรภแ์ ทนโดยหญิงอื่น ผลก็คือเด็กที่คลอดจากครรภ์ของแม่อุม้ บุญจะเป็ นบุตรโดย
ชอบดว้ ยกฎหมายของสามีภริยาซ่ึงตอ้ งการมีบตุ ร
ความเป็ นบิดาและมารดาของเด็กท่ีเกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทาง
การแพทย์ เด็กที่เกิดมาจากอสุจิ ไข่หรือตวั อ่อนของผูบ้ ริจาคโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญ
พนั ธุ์ทางการแพทย์ ไม่วา่ จะใหภ้ ริยาที่ชอบดว้ ยกฎหมายเป็นผตู้ ้งั ครรภห์ รือจากการต้งั ครรภแ์ ทน ให้
เด็กที่เกิดจากวิธีการดงั กล่าวเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของสามีภริยาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายที่ประสงค์
จะมีบุตร แมว้ า่ สามีหรือภริยาที่ชอบดว้ ยกฎหมายน้นั ถึงแก่ความตายก่อนเดก็ เกิด
ชายหรือหญิงท่ีบริจาคอสุจิหรือไข่ซ่ึงนามาใช้ปฏิสนธิเป็ นตวั อ่อนเพื่อการต้งั ครรภ์ หรือผู้
บริจาคตวั อ่อน และเดก็ ท่ีเกิดจากอสุจิ ไข่หรือตวั ออ่ นท่ีบริจาคดงั กล่าว ไม่มีสิทธิและหนา้ ที่ระหวา่ ง
กนั ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยว์ า่ ดว้ ยครอบครัวและมรดก1
กรณีท่ีสามีและภริยาท่ีขอให้มีการต้งั ครรภแ์ ทนถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด ให้หญิงท่ีรับ
ต้งั ครรภแ์ ทนเป็นผปู้ กครองเดก็ น้นั จนกวา่ จะมีการต้งั ผปู้ กครองข้ึนใหม่ ท้งั น้ี ให้หญิงที่รับต้งั ครรภ์
แทน พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการคุม้ ครองเด็ก ผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย หรือพนกั งานอยั การมี
อานาจร้องขอต่อศาลให้ต้งั ผูป้ กครองได้ และในการต้งั ผูป้ กครองดังกล่าว ให้ศาลคานึงถึงความ
ผาสุกและประโยชนข์ องเด็กน้นั เป็นสาคญั 2
อยา่ งไรกด็ ี ในกรณีเช่นน้ี หากชายตอ้ งการท่ีจะเป็นบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของบุตรหรือ
กล่าวอีกนยั หน่ึงก็คือ การทาให้บุตรที่เกิดนอกสมรสกลายเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของบิดา แม้
เด็กท่ีเกิดจากหญิงท่ีมิไดจ้ ดทะเบียนสมรสกับชายจะถือว่าเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ย กฎหมายของหญิง
เพยี งคนเดียวก็ตาม แตเ่ ดก็ เช่นวา่ น้ีมีช่องทางที่จะเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของชายไดต้ ามที่บญั ญตั ิ
ไวใ้ นมาตรา 1547 ซ่ึงมีอยู่ 3 วธิ ี คอื
วธิ ีท่ี 1 บดิ ามารดาได้สมรสกนั ในภายหลงั .
แมบ้ ุตรที่คลอดออกมาจะบรรลุนิติภาวะหรืออายุมากเพียงใด แต่เม่ือใดท่ีบิดามารดามาจด
ทะเบียนสมรสกนั ในภายหลงั บุตรน้นั กเ็ ป็นบตุ รที่ชอบดว้ นกฎหมายนบั แต่วนั ท่ีบุตรเกิด
1 มาตรา 29 พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองเด็กท่เี กิดโดยอาศยั เทคโนโลยชี ่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ
2558
2 มาตรา 30 พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองเด็กทเ่ี กิดโดยอาศยั เทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธุท์ างการแพทย์ พ.ศ
2558
246
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 452/2553 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 บญั ญตั ิวา่
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิไดส้ มรสกันจะเป็นบุตรชอบดว้ ย กฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาไดส้ มรสกนั
ในภายหลงั หรือบิดาไดจ้ ดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบตุ ร ดงั น้ี พฤติการณ์รับรอง
วา่ ผเู้ ยาวเ์ ป็นบุตร เช่น การให้ ผเู้ ยาวใ์ ชช้ ่ือสกุลของจาเลย และการท่ีจาเลยอุปการะเล้ียงดูผูเ้ ยาวอ์ ย่าง
บิดากบั บุตรจึง ไม่ใช่เหตุท่ีกฎหมายรับรองทาให้ผเู้ ยาวเ์ ป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของจาเลยได้
จาเลย จึงไม่ใช่บิดาโดยชอบดว้ ยกฎมายของผเู้ ยาว์
วธิ ที ่ี 2 บดิ าจดทะเบียนเดก็ เป็ นบตุ ร และ
บุตรการจดทะเบียนรับรองบุตรน้ีเป็ นกรณีที่ชายไม่ต้องการจดทะเบียนสมรสกับหญิง
หรือไม่อาจจดทะเบียนสมรสกบั หญิงได้ แต่กฎหมายกาหนดเง่ือนไขในการจดทะเบียนรับเด็กเป็ น
บุตรตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากเด็กและมารดาของเด็ก โดยท้งั สองคนตอ้ งไปให้ความยินยอมต่อ
หนา้ นายทะเบียน แต่หากบุคคลท้งั สองไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น มารดาถึงแก่ความตายแลว้
หรือกรณีเด็กไม่อาจแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ เช่น อายุยงั น้อยเกินไป เป็ นตน้ กรณีน้ีบิดา
จะตอ้ งมาร้องขอใหศ้ าลมีคาสง่ั รับรองบุตร
ท้งั น้ีเมื่อชายตอ้ งการจะใหบ้ ุตรท่ีเกิดจากหญิงน้นั เป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของตน จึงไป
จดทะเบียนรับรองวา่ เด็กน้นั เป็นบุตรของตน เช่นน้ีชายก็จะเป็นบิดาที่ชอบดว้ ยกฎหมายของเด็กน้นั
และเด็กน้ันก็จะเป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายน้ันเช่นกนั ท้งั น้ีให้มีผลยอ้ นหลงั นบั แต่วนั ที่
เดก็ เกิด ตามมาตรา 1557
สรุปหลักเกณฑ์เป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายเพราะการจดทะเบียนว่าเป็ นว่าเป็ นบุตร
ประกอบดว้ ย
(ก) ตอ้ งเป็นบิดาท่ีแทจ้ ริงของบุตรท่ีจดทะเบียนวา่ เป็นบตุ รเท่าน้นั
(ข) บิดาตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากเด็กและมารดาเด็กต่อหน้านายทะเบียน (มาตรา 1548
วรรคแรก)
(ค) ถา้ เด็กหรือมารดาเด็กคดั คา้ น หรือไม่ยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอม จะตอ้ งมีคา
พิพากษาของศาลก่อนจึงจะจดทะเบียนได้
(ง) เม่ือไดจ้ ดทะเบียนเด็กเป็นบุตรแลว้ จะถอนมิได้ (มาตรา 1559) เวน้ แต่จะมีคาส่ังศาลให้
ถอน (มาตรา 1554)
วธิ ที ี่ 3 ศาลพพิ ากษาว่าเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
เม่ือศาลมีคาพพิ ากษาถึงที่สุดว่าเด็กเป็นบุตรแลว้ การเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของชาย ให้
มีผลยอ้ นหลงั ไปนับแต่วนั ท่ีเด็กเกิด แต่ท้งั น้ีจะอา้ งเป็ นเหตุเส่ือมสิทธิของบุคคลภายนอกผูท้ าการ
โดยสุจริตในระหว่างเวลาต้งั แต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาไดส้ มรสกนั หรือบิดาไดจ้ ดทะเบียน
247
วา่ เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงท่ีสุดวา่ เป็นบตุ รไม่ได้ ตามมาตรา 1557 แต่หากฝ่ายชายผเู้ ป็นบิดาถึง
แก่ความตายไปแลว้ จึงมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดว่าเด็กเป็ นบุตรของชายผูต้ ายในภายหลงั เช่นน้ี มาตรา
1558 ไดบ้ ญั ญตั ิไวว้ า่ ถา้ การฟ้องคดีขอให้รับเดก็ เป็นบุตรของผตู้ ายที่ไดฟ้ ้องภายในกาหนดอายคุ วาม
มรดก ถา้ ตอ่ มาศาลไดพ้ ิพากษาว่าเด็กเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของผตู้ าย เด็กน้นั มีสิทธิรับมรดกใน
ฐานะทายาทโดยธรรม
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอย่ตู อ้ งดาเนินคดีอยา่ งคดีมีขอ้ พิพาท
คือฟ้องบิดาโดยเสนอขอ้ หาทาเป็ นคาฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172
แต่ถา้ บิดาถึงแก่ความตายไปแลว้ ตอ้ งดาเนินคดีอยา่ งคดีไม่มีขอ้ พิพาทคือให้เริ่มคดีโดยยน่ื คาร้องขอ
ตอ่ ศาลตามมาตรา 188 (1)
9.2 การฟ้องคดีเพื่อรับหรือไม่รับเดก็ เป็ นบตุ ร
9.2.1 การฟ้องให้ชายรับเด็กเป็ นบตุ ร
มารดาคลอดบุตรแลว้ บิดาท่ีแทจ้ ริงของเด็ก ไมย่ อมรับเด็กเป็นบุตรเช่น ไม่ยอมจดทะเบียน
รับเด็กเป็ นบุตร หรือไม่ยอมสมรสกับมารดาเด็ก เป็ นตน้ มาตรา 1555 เป็ นบทบัญญัติท่ีวางข้อ
สันนิษฐานว่าเด็กเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายเม่ือปรากฏขอ้ เท็จจริงอย่างหน่ึงอย่างใด และ
เป็ นหน้าท่ีของชายที่ถูกกล่าวอา้ งว่าเป็ นบิดาของเด็กจะตอ้ งพิสูจน์ หักลา้ งขอ้ สันนิษฐานกฎหมาย
เช่นวา่ น้ี ท้งั น้ี การที่จะอาศยั ขอ้ เท็จจริงตามพฤติการณ์ฟังว่าเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายตาม มาตรา
1555 จะต้องมีการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายด้วย ส่วนพฤติการณ์ที่ชาย
อุปการะเล้ียงดูให้การศึกษา ให้ใช้นามสกุล และแสดงต่อบุคคลอื่นๆ ว่า ผูร้ ้องเป็ นบุตร ก็ฟังไดว้ ่า
ชายรับรองวา่ ผรู้ ้องเป็นบตุ ร นอกกฎหมายของตนตามมาตรา 1627 เทา่ น้นั 3 ดงั น้นั การฟ้องคดีตอ้ งมี
เหตุตามมาตรา 1555 ซ่ึงฝ่ ายชายเป็นผูร้ ับภาระในการพิสูจน์หักลา้ งขอ้ สันนิษฐาน 7 ประการ วา่ เด็ก
เป็นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของชาย คือ
(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทาชาเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกกั ขงั หญิงมารดาโดยมิชอบดว้ ย
กฎหมายในระยะเวลาซ่ึงหญิงน้นั อาจต้งั ครรภไ์ ด้
ระยะเวลาท่ีหญิงอาจต้ังครรภ์ได้ คือ ระยะเวลา 180 วนั ถึง 310 วนั ก่อนเด็กเกิด ถ้าใน
ระหวา่ งน้ีมีการข่มขืนกระทาชาเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกกั ขงั หญิงโดยมิชอบดว้ ยกฎหมายจน
หญิงน้นั ต้งั ครรภ์ ก็เขา้ ตามขอ้ สนั นิษฐานขอ้ น้ี
3 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1914/2529
248
(2) เม่ือมีการลกั พาหญิงมารดาไปในทางชูส้ าวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกบั หญิงมารดา
ในระยะเวลาซ่ึงหญิงน้นั อาจต้งั ครรภไ์ ด้
การลกั พาหรือการล่อลวงตามข้อน้ี ตอ้ งอยู่ในระยะเวลาที่หญิงอาจต้งั ครรภไ์ ดเ้ ช่นเดียวกนั
คือ ระยะเวลา 180 วนั ถึง 310 วนั ก่อนเดก็ เกิด
(3) เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงวา่ เดก็ น้นั เป็นบุตรของตน
เอกสารท่ีแสดงวา่ เด็กน้นั เป็นบุตร ตอ้ งมีความชดั แจง้ ซ่ึงเอกสารดงั กล่าวบิดาจะต้งั ใจทาข้ึน
หรือไมน่ ้นั ไมส่ าคญั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3273/2536 โจทก์คลอดเด็กหญิง บ. เม่ือวนั ท่ี 3 พฤศจิกายน 2531
จาเลยได้ร่วมประเวณีกบั โจทก์หลายคร้ังในระหว่างวนั ท่ี 20 ตุลาคม 2530 ถึงวนั ที่ 9 กุมภาพนั ธ์
2531 และจดั การให้โจทก์ไปอย่กู บั เพื่อนของจาเลยที่กรุงเทพมหานคร จากน้นั จาเลยไปเย่ยี มโจทก์
หลายคร้ังพาโจทก์ไปหาแพทยแ์ ละเขียนจดหมายถึงโจทก์หลายฉบบั มีขอ้ ความท่ีแสดงว่าเด็กหญิง
บ. เป็ นบุตรของจาเลย ท้งั ขอ้ เท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร่วมประเวณีกับชายอ่ืน ย่อมมีเหตุอัน
สมควรเชื่อได้ว่าเด็กหญิง บ. มิได้เป็ นบุตรของชายอ่ืน โจทก์จึงฟ้องให้จาเลยรับเด็กหญิง บ. เป็ น
บุตรของจาเลยได้ การเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายในกรณีท่ีศาลพิพากษาวา่ เป็นบุตรมีผลนบั แต่วนั มี
คาพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1557 (3) ดงั น้นั ค่าอปุ การะเล้ียงดู
บุตรจะต้องกาหนดให้นับแต่วนั ดังกล่าวมิใช่นับแต่วันฟ้อง จาเลยมิได้นาสืบให้เห็นว่าควร
กาหนดค่าอปุ การะเล้ียงดูเท่าไร ศาลฎีกาเห็นสมควรใหช้ าระตามท่ีศาลล่างกาหนดคอื เดือนละ 1,000
บาท นับแต่วนั ท่ีมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 10 ปี บริบูรณ์ หลงั จากน้ันให้ชาระ
เดือนละ 1,500 บาท จนกวา่ บุตรจะบรรลุนิติภาวะ โดยใหจ้ าเลยชาระเป็นเงินกอ้ นคร้ังเดียว
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2698/2536 ผูต้ ายไดท้ าบนั ทึกมีขอ้ ความระบุว่า ผรู้ ้องยนิ ยอมรับเงิน
จานวน 15,000 บาท เป็นค่าทดแทนกรณีท่ีผรู้ ้องมีบุตรกบั ผตู้ าย โดยผรู้ ้องลงลายมือช่ือในฐานะผใู้ ห้
สัญญา ส่วนผูต้ ายลงลายมือชื่อในฐานะผรู้ ับสัญญา บนั ทึกดงั กล่าวถือไดว้ ่าเป็นเอกสารของผตู้ ายที่
ยอมรับวา่ เด็กหญิง ม. เป็นบุตรของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 (3) แลว้
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็ นบุตรโดยมีหลกั ฐานว่าบิดาเป็ นผูแ้ จ้งการเกิด
หรือรู้เห็นยนิ ยอมในการแจง้ น้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5335/2542 ผูต้ ายและนาง บ. เป็ นสามีภริยากนั โดยมีนาง ค. ซ่ึงเป็ น
บุตรของนาง บ.กบั สามีเก่าพกั อาศยั อยู่ดว้ ย นาง ค. คลอดผรู้ ้องแลว้ ผตู้ ายถึงแก่กรรม โดยผูต้ ายมิได้
เป็นผไู้ ปแจง้ การเกิดผรู้ ้อง จึงไม่มีเหตุที่จะใหผ้ ูต้ ายรับผรู้ ้องเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของผตู้ ายตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 (4) นาง ค. พกั อาศยั ในฐานะที่เป็ นบุตรสาวของ
นาง บ. มิใช่ในฐานะภริยาของผตู้ าย การท่ีผรู้ ้องใชน้ ามสกุลของผตู้ ายก็เพราะสูติบตั รของผรู้ ้องระบุ
249
วา่ ผรู้ ้องเป็นบุตรของผตู้ ายกบั นาง บ. หาใช่เพราะผตู้ ายยอมใหใ้ ชน้ ามสกุลของตนเพราะเหตุท่ีผรู้ ้อง
เป็นบุตรของนาง ค.ไม่ จึงฟังไม่ไดว้ า่ มีพฤติการณ์ท่ีรู้กนั ทวั่ ไปตลอดมาวา่ ผรู้ ้องเป็นบุตรผตู้ ายที่เกิด
จากนาง ค. ไม่มีเหตทุ ่ีจะใหผ้ ตู้ ายรับผรู้ ้องเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1555 (7)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141/2535 จาเลยเคยร่วมประเวณี กับโจทก์ และเม่ือวนั ที่ 28
มิถุนายน 2529 โจทกค์ ลอดเด็กหญิง ธ. ผเู้ ยาว์ ต่อมาวนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2529 โจทก์ไดไ้ ปแจง้ การเกิด
ของผเู้ ยาว์ ณ ที่ว่าการอาเภอเมืองอุบลราชธานี โดยนายทะเบียนท้องถ่ินเทศบาลเมืองอุบลราชธานี
เป็ นผูส้ อบสวนพยานหลกั ฐานไวต้ ามเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 ขอ้ เท็จจริงจึงฟังไดว้ ่าการที่
โจทก์ไปแจง้ เกิดผูเ้ ยาวจ์ ึงอยู่ในความรู้เห็นยินยอมของจาเลย ซ่ึงเม่ือฟังประกอบกบั ขอ้ เท็จจริงที่ได้
วินิจฉัยมาแลว้ ว่าโจทก์จาเลยได้อยู่กินดว้ ยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิ ดเผยในระยะเวลาที่โจทก์อาจ
ต้งั ครรภเ์ ด็กหญิง ธ. ไดแ้ ลว้ เห็นวา่ พยานหลกั ฐานโจทก์มีน้าหนกั รับฟังไดว้ ่า เด็กหญิง ธ. เป็ นบุตร
ของโจทกท์ ่ีเกิดกบั จาเลย
(5) เมื่อบิดามารดาไดอ้ ยกู่ ินดว้ ยกนั อยา่ งเปิ ดเผยในระยะเวลาซ่ึงหญิงมารดาอาจต้งั ครรภไ์ ด้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2082/2525 ศาลฎีกาวินิจฉัยขอ้ เท็จจริงวา่ โจทก์ท้งั สองเป็ นบุตรของ
จาเลยซ่ึงเกิดจากนาง ส. โดยจาเลยกบั นาง ส. ไดแ้ ต่งงานอยกู่ ินดว้ ยกนั อยา่ งเปิ ดเผยในระยะเวลาซ่ึง
นาง ส. มารดาโจทก์อาจต้งั ครรภ์ได้ และวินิจฉัยขอ้ กฎหมายว่า “ท่ีจาเลยฎีกาอีกขอ้ หน่ึงว่า จาเลย
ไม่ไดบ้ งั คบั ให้นาง ส. ทาหนังสือรับรองวา่ โจทก์ท้งั สองไม่ใช่บุตรของจาเลย และไม่ไดบ้ งั คบั ให้
นาง ส. ทาหนังสือมอบอานาจให้จาเลยไปยื่นคาร้องขอเพิกถอนหลกั ฐานทะเบียนบา้ น แต่นาง ส.
กระทาด้วยความสมัครใจ” ย่อมสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมายน้ัน ศาลฎีกาเห็นว่า เม่ือ
ขอ้ เท็จจริงฟังไดว้ ่า โจทก์ท้งั สองเป็ นบุตรของจาเลยซ่ึงมีสิทธิฟ้องขอให้จาเลยรับโจทก์เป็ นบุตร
ถึงแมน้ าง ส. มารดาโจทกจ์ ะทาหนงั สือรับรองวา่ โจทก์ท้งั สองไม่ใช่บุตรของจาเลยและทาหนงั สือ
มอบอานาจใหจ้ าเลยไปยนื่ คาร้องขอเพิกถอนหลกั ฐานทะเบียนบา้ นดว้ ยความสมคั รใจ ก็หามีผลเป็น
การเปลี่ยนแปลงหรือระงบั สิทธิของโจทกไ์ ม่"
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2268/2533 จาเลยกบั มารดาโจทก์รู้จกั กนั มาก่อนเป็ นเวลานานโดย
มารดาโจทกท์ างานเป็ นหญิงพาร์ตเนอร์อยูท่ ี่นครถ้าไนตค์ ลบั จาเลยก็เบิกความรับว่ารู้จกั กบั มารดา
โจทก์มาประมาณ 20 ปี จาเลยไปเท่ียวท่ีไนตค์ ลบั ดงั กล่าวและเคยพามารดาโจทก์ไปร่วมหลบั นอน
ดว้ ย เมื่อมารดาโจทก์คลอดบุตรคือตวั โจทก์แลว้ ไดม้ ีการแจง้ ในใบสูติบตั รวา่ บิดาโจทก์ช่ือ ป. อนั
เป็นชื่อของจาเลยและแจง้ นามสกุลโจทก์เป็นนามสกุลของจาเลยปรากฏตามใบสูติบตั รแจง้ การเกิด
จากโรงพยาบาลตามระเบียบของทางราชการ ซ่ึงผูแ้ จ้งจะตอ้ งนาหลกั ฐานทางทะเบียนของมารดา
เด็กและบิดาเด็กไปแสดงเพื่อเจา้ หน้าที่จะได้ลงทะเบียนได้ถูกตอ้ ง หลักฐานดังกล่าวได้แก่บตั ร
250
ประจาตวั ประชาชนและสาเนาทะเบียนบา้ นลกั ษณะการแจง้ เกิดท่ีบา้ นกบั ท่ีโรงพยาบาลไม่แตกต่าง
กนั ใชเ้ อกสารอยา่ งเดียวกนั แสดงวา่ การแจง้ เกิดตามใบสูติบตั รของโจทกด์ งั กล่าวมีหลกั ฐานการแจง้
เกิดตามระเบียบโดยถกู ตอ้ งบ่งช้ีโดยแน่ชดั วา่ จาเลยเป็นบิดาของโจทกจ์ ริง
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4141/2535 โจทก์จาเลยอยู่กินดว้ ยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิ ดเผยท่ี
บา้ นท่ีครอบครัวโจทก์เช่าอยู่จนโจทก์ต้งั ครรภไ์ ดป้ ระมาณ 4 เดือนก็เลิกร้างกนั ไป ต่อมาเมื่อโจทก์
คลอดบุตรเป็นเด็กหญิงธ.จาเลยไดใ้ ห้เพื่อนของจาเลยนาทะเบียนบา้ นและบัตรประจาตวั ประชาชน
ของจาเลยไปแจง้ การเกิดพร้อมกบั โจทก์ ดงั น้ี การที่โจทก์ไปแจง้ การเกิดของเด็กหญิงธ. จึงอยู่ใน
ความรู้เห็นยินยอมของจาเลย และโจทก์จาเลยได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิ ดเผยใน
ระยะเวลาที่โจทก์อาจต้งั ครรภ์ได้โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จาเลยรับเด็กหญิงธ. เป็ นบุตรชอบด้วย
กฎหมายของจาเลยได้ การเป็ นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายตามคาพิพากษาของศาลมีผลนบั แต่วนั มีคา
พิพากษาถึงท่ีสุดตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1557(3) คือตอ้ งเริ่มนบั แตว่ นั อา่ นคา
พิพากษาศาลฎีกาเป็นตน้ ไป การใหจ้ าเลยจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูแก่เด็กหญิงธ.ผูเ้ ยาวจ์ ึงตอ้ งเริ่มต้งั แต่
วนั อ่านคาพิพากษาศาลฎีกาไม่ใช่นับแต่วนั ท่ีศาลช้ันต้นมีคาพิพากษา ตามพระราชบัญญัติจด
ทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 20 น้นั การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมาย นาย
ทะเบียนสามารถจดทะเบียนใหแ้ ก่ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียที่ยนื่ สาเนาคาพิพากษาอนั ถึงท่ีสุดซ่ึงรับรองถกู ตอ้ ง
แลว้ ไดโ้ ดยไม่จาตอ้ งอาศยั การแสดงเจตนาของจาเลยแต่อย่างใด ดงั น้ัน ศาลจึงไม่จาตอ้ งสั่งคาขอ
ของโจทก์ท่ีขอให้จาเลยไปจดทะเบียนรับเด็กหญิงธ.เป็นบุตร หากไม่ไปให้ถือเอาคาพิพากษาแทน
การแสดงเจตนาของจาเลยอีก
(6) เมื่อไดม้ ีการร่วมประเวณีกบั หญิงมารดาในระยะเวลาซ่ึงหญิงน้นั อาจต้งั ครรภไ์ ด้ และมี
เหตอุ นั ควรเชื่อไดว้ า่ เดก็ น้นั มิไดเ้ ป็นบุตรของชายอ่ืน
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3273/2536 โจทก์คลอดเด็กหญิง บ. เม่ือวนั ท่ี 3 พฤศจิกายน 2531
ก่อนโจทกค์ ลอดบุตรดงั กล่าว จาเลยไดร้ ่วมประเวณีกบั โจทกห์ ลายคร้ัง โดยโจทกไ์ ม่ไดป้ ้องกนั การ
ต้งั ครรภ์เน่ืองจากจาเลยตอ้ งการมีบุตรกับโจทก์ เพราะภรรยาของจาเลยไม่สามารถมีบุตรได้จน
โจทก์ต้งั ครรภ์และโจทก์ได้บอกให้จาเลยทราบ จาเลยเกรงว่าภรรยาของจาเลยจะทราบเรื่อง จึง
จดั การให้โจทก์ไปอยูก่ บั เพื่อนของจาเลย จากน้นั จาเลยไดไ้ ปเยีย่ มโจทก์หลายคร้ังและพาโจทกไ์ ป
หาแพทยด์ ้วย นอกจากน้ีจาเลยยงั ไดเ้ ขียนจดหมายถึงโจทก์หลายฉบับซ่ึงเป็ นขอ้ ความท่ีแสดงว่า
เด็กหญิง บ. เป็นบตุ รของจาเลย ท้งั ขอ้ เทจ็ จริงไม่ปรากฏวา่ โจทก์ไดไ้ ปร่วมประเวณีกบั ชายอ่ืน คดีจึง
รับฟังไดว้ า่ เด็กหญิง บ. เป็นบุตรของจาเลย
(7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กนั ทว่ั ไปตลอดมาวา่ เป็นบตุ ร
251
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1646/2549 ผรู้ ้องเป็นบุตรสืบสายโลหิตของ ป. ป. แสดงออกต่อญาติ
พ่ีน้องและเพ่ือนบา้ นที่บา้ นซ่ึงเป็ นภูมิลาเนาของมารดาผูร้ ้อง มิไดแ้ สดงออกต่อญาติขา้ งบิดาหรือ
เพื่อนบา้ นแถวบา้ นพกั ของ ป. ซ่ึงอยู่ต่างทอ้ งที่กนั ว่าผูร้ ้องเป็ นบุตร ก็ถือได้ว่าพฤติกรรมท่ีรู้กนั อยู่
ทวั่ ไปตลอดเวลาวา่ ผรู้ ้องเป็นบุตร ป. ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1555 (7) แลว้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2538 ม.และโจทก์ท่ี 1 ไดแ้ สดงความเกี่ยวขอ้ งฉันบิดากบั บุตร
โดยให้ความอุปการะเล้ียงดูให้ใช้นามสกุลเดียวกนั เป็ นพฤติการณ์ที่รู้กนั โดยทว่ั ไปตลอดมาว่า
โจทกท์ ี่ 1 เป็นบุตร โจทก์ที่ 1 จึงเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแลว้ ถือวา่ เป็นผสู้ ืบสันดานเป็น
ทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ ม. แต่เม่ือ ม.ซ่ึงเป็ นบุตรของเจา้ มรดกตายไปก่อนเจา้ มรดก
โจทกท์ ี่ 1 จึงมีสิทธิรับมรดกของเจา้ มรดกแทนท่ี ม.ได้
การฟ้องขอใหร้ ับเดก็ เป็นบุตรน้นั มาตรา 1556 กาหนดวธิ ีการไวด้ งั น้ี
ก. ถา้ เด็กยงั เป็ นผูเ้ ยาวแ์ ละยงั มีอายุยงั ไม่ครบ 15 ปี บริบูรณ์ ผูแ้ ทนโดยชอบธรรมของเด็ก
เป็นผฟู้ ้องแทน ในกรณีที่เดก็ ไมม่ ีผแู้ ทนโดยชอบธรรม หรือมีแต่ผแู้ ทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทา
หนา้ ท่ีได้ ญาติสนิทของเดก็ หรืออยั การอาจร้องขอตอ่ ศาลให้ต้งั ผูแ้ ทนเฉพาะคดีเพอ่ื ทาหนา้ ที่ฟ้องคดี
แทนเดก็ กไ็ ด้
ข. เมื่อเด็กมีอายุสิบห้าปี บริบูรณ์ เด็กตอ้ งฟ้องเอง ท้งั น้ี โดยไม่จาตอ้ งไดร้ ับความยินยอม
ของผแู้ ทนโดยชอบธรรม
ค. กรณีที่เด็กบรรลุนิติภาวะแลว้ จะตอ้ งฟ้องคดีภายในหน่ึงปี นบั แต่วนั บรรลุนิติภาวะ
ง. กรณีท่ีเด็กตายในระหวา่ งที่เดก็ น้นั ยงั มีสิทธิฟ้องคดีขอใหร้ ับเดก็ เป็นบุตรอยู่ ผสู้ ืบสันดาน
ของเด็กจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก็ได้ ถา้ ผูส้ ืบสันดานของเด็กไดร้ ู้เหตุที่อาจขอให้รับเดก็ เป็น
บุตรมาก่อนวนั ที่เด็กน้นั ตาย ผูส้ ืบสันดานของเด็กจะตอ้ งฟ้องภายในหน่ึงปี นบั แต่วนั ท่ีเด็กน้ันตาย
ถา้ ผูส้ ืบสันดานของเด็กไดร้ ู้เหตุท่ีอาจขอให้รับเด็กเป็นบุตรภายหลงั ท่ีเด็กน้ันตาย ผูส้ ืบสันดานของ
เด็กจะตอ้ งฟ้องภายในหน่ึงปี นบั แต่วนั ท่ีรู้เหตุดงั กล่าว แต่ท้งั น้ี ตอ้ งไม่พน้ สิบปี นบั แต่วนั ที่เด็กน้ัน
ตาย
9.2.2 ชายฟ้องปฏเิ สธไม่รับเด็กเป็ นบตุ ร
(1) กรณีฝ่ายชายฟ้องคดีเอง
เด็กท่ีเกิดระหว่างสมรส หรือภายใน 310 วนั นับแต่การสมรสสิ้นสุดลง เด็กท่ีเกิดจากการ
สมรสของหญิงหมา้ ยท่ีสมรสใหม่ก่อนครบกาหนด 310 วนั นับแต่วนั ที่ขาดจากการสมรสเดิม หรือ
เด็กที่เกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆะ ซ่ึงกฎหมายใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมาย
ของชายผูเ้ ป็ นสามีหรือเคยเป็นสามีน้ัน สามีมีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเป็ นบุตรของตนได้ โดยการ
ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบตุ ร โดยวธิ ีการท่ีกาหนดไวใ้ นมาตรา 1539 ดงั น้ี
252
ก. ถา้ เด็กและมารดาเดก็ ยงั มีชีวติ อยู่ ตอ้ งฟ้องเดก็ และมารดาเด็กเป็นจาเลยร่วมกนั
ข. ถา้ มารดาเดก็ ไม่มีชีวิตอยแู่ ลว้ จะฟ้องเดก็ ผเู้ ดียวเป็นจาเลยกไ็ ด้
ค. ถา้ เด็กไม่มีชีวิตอย่แู ลว้ ไม่วา่ มารดาเด็กจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ ใหใ้ ชว้ ิธียน่ื คาร้องขอให้ศาล
แสดงวา่ เด็กน้นั ไม่ใช่บตุ รของตน
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 116/2547 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรค
หน่ึง ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ จาเลยท่ี 2 เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของโจทก์ การท่ีโจทกจ์ ะฟ้องคดี
ไมร่ ับจาเลยที่ 2 เป็นบุตร โจทกจ์ ะตอ้ งพิสูจน์ว่าโจทกไ์ มไ่ ดอ้ ยรู่ ่วมกบั จาเลยท่ี 1 มารดาจาเลยท่ี 2 ใน
เวลาต้งั ครรภ์คือระหว่างหน่ึงร้อยแปดสิบวนั ถึงสามร้อยสิบวนั ก่อนจาเลยท่ี 2 เกิดหรือโจทก์ไม่
สามารถเป็นบิดาของจาเลยที่ 2 ไดเ้ พราะเหตุอยา่ งอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1539 วรรคหน่ึง จาเลยท่ี 2 เกิดเม่ือวนั ท่ี 29 พฤษภาคม 2542 แต่โจทก์สืบแต่เพียงว่าไม่ได้ร่วม
ประเวณีกบั จาเลยท่ี 1 ต้งั แต่ปี 2538 เป็ นตน้ มา อนั เป็ นการนาสืบลอยๆ การนาสืบของโจทก์ยงั ไม่
อาจหักล้างขอ้ สันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1539 วรรคหน่ึง ที่ให้
สนั นิษฐานวา่ จาเลยที่ 2 เป็นบตุ รของโจทก์
ภาระการนาสืบพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ ายชาย และไม่ต้องนาสืบพิสูจน์ถึงขนาดปราศจากขอ้
สงสยั เพราะไมใ่ ช่คดีอาญา เพยี งแต่พสิ ูจนอ์ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึงตอ่ ไปน้ีกใ็ ชไ้ ด้
1. พิสูจน์ได้ว่าชายไม่ไดอ้ ยู่ร่วมกบั มารดาเด็กในระยะเวลาต้งั ครรภ์ คือ 180-310 วนั ก่อน
เดก็ เกิด (พิสูจน์หกั ลา้ ง มาตรา 1555)
2. พิสูจน์ไดว้ ่า ไม่ไดเ้ ป็ นบิดาของเด็กเพราะเหตุอย่างอื่น เช่น เป็ นหมนั เป็ นโรคกามตาย
ดา้ น อวยั วะเพศถูดตดั ขาดหรือใชก้ ารไม่ได้ ตรวจหมู่เลือดตรวจ DNA ปัจจุบนั น้ี การตรวจพิสูจน์
การเป็ นบิดา มารดากบั บุตรใชว้ ิธีการตรวจพิสูจน์ DNA พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัว
และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 1604
4พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา
160 บญั ญตั ิว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อคู่ความฝ่ ายใดร้องขอหรือศาล
เห็นสมควร ศาลมีอานาจส่ังให้คู่ความหรือบุคคลท่ีเก่ียวขอ้ งไปให้แพทยห์ รือผูเ้ ช่ียวชาญที่ศาลเห็นสมควร ตรวจ
ร่างกาย เก็บตวั อย่างเลือด สารคดั หลง่ั สารพนั ธุกรรม หรือดาเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือ
ประโยชน์ในการพิสูจน์ขอ้ เท็จจริงอนั เป็ นประเด็นขอ้ พิพาทท่ีสาคญั แห่งคดี ท้งั น้ี ตอ้ งกระทาเพียงเท่าท่ีจาเป็ น
และสมควรโดยใช้วิธีการท่ีก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดเท่าท่ีจะกระทาได้ และจะตอ้ งไม่เป็ นอนั ตรายต่อ
ร่างกายและจิตใจของบุคคลน้นั ท้งั น้ี ถือเป็นสิทธิของค่คู วามหรือบคุ คลท่ีเกี่ยวขอ้ งน้นั ท่ีจะยนิ ยอมหรือไม่ก็ได้
ในกรณีผเู้ ยาวอ์ ายุยงั ไม่ครบสิบห้าปี บริบูรณ์ ก่อนที่แพทยห์ รือผเู้ ช่ียวชาญจะเก็บตวั อยา่ งเลือดสารคดั
หลง่ั หรือสารพนั ธุกรรมของผเู้ ยาวเ์ พอื่ ใชใ้ นการตรวจพสิ ูจนท์ างวิทยาศาสตร์จะตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากผแู้ ทน
โดยชอบธรรมของผเู้ ยาวน์ ้นั ดว้ ย
253
ข้อยกเว้นห้ามชายฟ้องคดไี ม่รับเด็กเป็ นบุตร
ชายผเู้ ป็นหรือเคยเป็นสามีจะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบตุ รไมไ่ ด้ ถา้ ปรากฏวา่ ตนเป็ นผแู้ จง้ การ
เกิดของเด็กในทะเบียนคนเกิดเองว่าเป็ นบุตรของตน หรือจดั หรือยอมให้มีการแจ้งดังกล่าว ตาม
มาตรา 1541
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2542 บทบญั ญตั ิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1541 หมายถึง ชายผเู้ ป็นสามีหรือเคยเป็นสามีจะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตรตามมาตรา 1539 ซ่ึงเป็ น
กรณีที่สันนิษฐานว่าเด็กเป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นสามีหรือเคยเป็ นสามีตามมาตรา
1536 และมาตรา 1537 หรือมาตรา 1538 โจทก์เป็ นบุตรของ ร. และ อ. ซ่ึงมีตัวตนแน่นอน ส.
และสค. ไม่ใช่บิดามารดาผูใ้ ห้กาเนิดโจทก์โดยแทจ้ ริง การท่ี ส.ไปแจง้ การเกิดลงในสูติบตั รของ
โจทก์ว่า บิดาโจทก์เป็ นคนไทย มารดาเป็ นคนกมั พูชาเมื่อมีบุตรข้ึนมาก็แจง้ เกิดไม่ได้ ส. จึงรับสม
อา้ งไปแจง้ เกิดแทน โดยระบุว่าเป็นบิดาดงั น้ี เป็นคนละเรื่องกบั กรณีการแจง้ เกิดของเด็กในทะเบียน
คนเกิดเองว่าเป็ นบุตรของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1541 เม่ือโจทก์ไม่ใช่
บุตรท่ีแทจ้ ริงของ ส. จึงไม่ใช่บุตรนอกกฎหมายตามความเป็ นจริงที่บิดาไดร้ ับรองแลว้ ท้งั ไม่ใช่
ผสู้ ืบสันดานและไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของ ส. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1627
และ 1629 (1) โจทกจ์ ึงไมม่ ีสิทธิในทรัพยม์ รดกของ ส. ผตู้ าย และไมม่ ีอานาจฟ้อง
ระยะเวลาในการฟ้องคดี
มาตรา 1542 บญั ญตั ิวา่ “การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ชายผเู้ ป็นหรือเคยเป็นสามีตอ้ งฟ้อง
ภายในหน่ึงปี นบั แต่วนั รู้ถึงการเกิดของเด็ก แตห่ า้ มมิให้ฟ้องเม่ือพน้ สิบปี นบั แตว่ นั เกิดของเด็ก
ในกรณีท่ีมีคาพิพากษาของศาลแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นสามี
คนใหมต่ ามมาตรา 1537 หรือชายผเู้ ป็นสามีในการสมรสคร้ังหลงั ตามมาตรา 1538 ถา้ ชายผูเ้ ป็นหรือ
เคยเป็ นสามีซ่ึงตอ้ งด้วยบทสันนิษฐานว่าเด็กเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนตามมาตรา 1536
ประสงคจ์ ะฟ้องคดีไมร่ ับเดก็ เป็นบตุ ร ใหฟ้ ้องคดีภายในหน่ึงปี นบั แตว่ นั ท่ีรู้วา่ มีคาพิพากษาถึงที่สุด”
(2) ทายาทของชายซ่ึงมีส่วนไดเ้ สียฟ้องคดีแทน
หากคคู่ วามฝ่ ายใดไม่ยนิ ยอมหรือกระทาการป้องปัดขดั ขวางมิใหบ้ คุ คลท่ีเกี่ยวขอ้ งหรือผแู้ ทนโดยชอบ
ธรรมของผูเ้ ยาวใ์ ห้ความยินยอมให้แพทยห์ รือผูเ้ ช่ียวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหน่ึงหรือ
วรรคสอง แลว้ แต่กรณี โดยไม่มีเหตุอนั สมควร ให้สันนิษฐานไวก้ ่อนว่าขอ้ เท็จจริงท่ีตอ้ งการให้ตรวจพิสูจน์เป็ น
ผลร้ายแก่คู่ความฝ่ ายน้นั
ให้แพทย์ หรือผเู้ ช่ียวชาญท่ีศาลสงั่ ตามมาตราน้ี ไดร้ ับค่าตอบแทนตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหาร
ศาลยตุ ิธรรมกาหนด โดยความเหน็ ชอบจากกระทรวงการคลงั ”
254
ทายาทของชายซ่ึงมีส่วนไดเ้ สียฟ้องคดีแทน อาจฟ้องคดีแทนได้ หากชายถึงแก่ความตายไป
ก่อนแลว้ แต่บุคคลน้นั มีสิทธิรับมรดกร่วมกบั เด็ก หรืออาจเสียสิทธิไปโดยการเกิดของเด็ก โดยจะ
ฟ้องแทนไดใ้ น 2 กรณีน้ีเทา่ น้นั (มาตรา 1544)
1. เด็กเกิดออกมาแลว้ โดยหลกั ปกติ หากชายฟ้องคดีเอง ตอ้ งฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วนั รู้
การเกิดของเด็ก (มาตรา 1542) แต่ชายตายก่อนฟ้อง ทายาทตอ้ งฟ้องคดีภายใน 6 เดือน นบั แต่วนั ท่ีรู้
ถึงการตายของชาย
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 7069/2559 การฟ้องคดีไมร่ ับเด็กเป็นบุตร ชายผเู้ ป็นหรือเคยเป็นสามี
มีสิทธิโต้แยง้ ว่าเด็กมิใช่บุตรท่ีชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทาภายในระยะเวลาที่
กฎหมายกาหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542 แต่บทกฎหมายดงั กล่าวไม่ได้
สงวนไวใ้ ชเ้ ฉพาะชายผถู้ ูกอา้ งว่าเป็นบิดาเด็กเท่าน้นั เมื่อ ด.ผถู้ ูกอา้ งวา่ เป็นบิดาของจาเลยถึงแก่ความ
ตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 ได้
เปิ ดช่องให้ผูม้ ีส่วนไดเ้ สียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตรได้ อันไดแ้ ก่ผูท้ ่ีมีสิทธิไดร้ ับมรดกร่วมกบั เด็ก
หรือผูท้ ่ีจะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ ายใดโตแ้ ยง้ ขอ้ เท็จจริงท่ีว่า
โจทกเ์ ป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของ ด. การท่ี ด.ถึงแก่ความตาย หากจาเลยเป็นบตุ รของ ด.โดย
ชอบดว้ ยกฎหมายดว้ ย ก็จะทาให้จาเลยเป็ นผูม้ ีสิทธิรับมรดกของ ด.อีกคน โจทก์จึงเป็ นผูม้ ีส่วนได้
เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตร แต่ท้งั น้ีก็มีกาหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตาม
มาตรา 1544 (1) ในกรณีท่ีชายผูเ้ ป็ นหรือเคยเป็ นสามีตายก่อนพน้ ระยะเวลาท่ีชายผูเ้ ป็ นสามีจะพึง
ฟ้อง ซ่ึงมาตรา 1542 กาหนดระยะเวลาใชส้ ิทธิทางศาลไดว้ า่ ชายผเู้ ป็นสามีหรือเคยเป็นสามีตอ้ งฟ้อง
ภายใน 1 ปี นบั แต่วนั รู้ถึงการเกิดของเด็ก แตห่ า้ มมิให้ฟ้องเม่ือพน้ สิบปี นบั แต่วนั เกิดของเด็ก ดงั น้นั
เมื่อ ด.เป็ นผไู้ ปแจง้ เกิดว่า จาเลยเกิดเม่ือวนั ท่ี 30 เมษายน 2512 เท่ากบั อย่างน้อย ด.ตอ้ งฟ้องภายใน
10 ปี นบั แต่วนั เกิดของจาเลย คืออยา่ งช้าในวนั ท่ี 30 เมษายน 2522 การท่ี ด.ถึงแก่ความตายเมื่อวนั ท่ี
2 กนั ยายน 2544 ด.จึงไม่ไดต้ ายก่อนพน้ ระยะเวลาท่ีจะฟ้องคดี ไม่รับเด็กเป็ นบุตรตามเงื่อนไขแห่ง
มาตรา 1544 (1) เมื่อ ด.ซ่ึงเป็นบิดายงั ไม่มีอานาจฟ้องคดีไดแ้ ลว้ โจทกซ์ ่ึงเป็นบุตรของ ด.แมเ้ ป็นผมู้ ี
ส่วนไดเ้ สียตามกฎหมาย ก็ไม่มีอานาจฟ้องขอใหม้ ีคาสั่งว่าจาเลยมิใช่บุตรของ ด.เช่นกนั (คดีน้ีศาล
ฎีกาตีความ มาตรา 1542 วา่ ชายผเู้ ป็นหรือเคยเป็นสามีจะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร หมายรวมถึงผมู้ ี
ส่วนไดเ้ สียซ่ึงเป็นผมู้ ีสิทธิไดร้ ับมรดก)
2.ชายตายก่อนเด็กจะเกิดออกมา ทายาทตอ้ งฟ้องคดีภายใน 6 เดือน นบั แต่วนั ที่รู้ถึงการเกิด
ของเด็ก กรณีเช่นน้ีทายาทผมู้ ีส่วนไดเ้ สียจะฟ้องคดีภายใน 6 เดือนนับแต่วนั ที่รู้ถึง การเกิดของเด็ก
ท้งั น้ีเพราะชายจะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตรในระหว่างท่ีเด็กเป็ นรากอยู่ ในครรภ์มารดาไม่ได้ จึง
ตอ้ งใหท้ ายาทมาฟ้องแทนในภายหลงั
255
อย่างไรก็ดี การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตรในท้งั สองกรณีน้ีจะตอ้ งไม่พน้ กาหนด 10 ปี นับ
แต่วนั เกิดของเดก็ ซ่ึงหมายความวา่ ถา้ เดก็ อายุ 10 ปี บริบูรณ์แลว้ จะฟ้องคดี ไมร่ ับเด็กเป็นบุตรไมไ่ ด้
9.2.3 เดก็ ฟ้องปฏเิ สธความเป็ นบตุ รของชาย
คาถาม เดก็ จะฟ้องคดเี พ่ือปฏเิ สธความเป็ นบุตรได้หรือบ้างไม่
คาตอบ ฟ้องได้ ยงั ไม่เป็นคดีอุทลมุ (มาตรา 1562) และเป็นไปตามมาตรา 1545 ที่กาหนดวา่
เป็ นกรณีที่เด็กปฏิเสธความเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผูเ้ ป็ นสามีของมารดาตน หากยงั
พิสูจน์ไม่ไดว้ ่าเป็ นบิดาของเด็ก แต่เด็กตอ้ งร้องขอให้อยั การเป็นผดู้ าเนินการฟ้องคดีแทน อยา่ งไรก็
ตาม หากร้องขอในขณะเป็นผเู้ ยาว์ ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากมารดาเดก็ ก่อน แต่ไม่วา่ อยา่ งไรกต็ าม
หา้ มฟ้องคดีเมื่อพน้ สิบปี นบั แตว่ นั ท่ีเด็กบรรลุนิติภาวะ
9.3 ผลของคาพพิ ากษาของศาลว่าชายมใิ ช่บดิ าของเด็ก
หากศาลมีคาพพิ ากษาวา่ ชายมิใช่เป็นบิดาของเด็กกต็ อ้ งถือวา่ เด็กมิใช่บุตรชอบดว้ ยกฎหมาย
ของชายต้งั แต่วนั ท่ีเด็กเกิด ชายและเด็กไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะบิดาและบุตรต่อกนั เด็กไม่มีสิทธิ
ไดร้ ับการอปุ การะเล้ียงดูจากชาย ชายยอ่ มไมม่ ีหนา้ ที่ตอ้ งส่งเสียค่าอุปการะเล้ียงดูเด็กนอกจากน้ีเด็ก
ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกจากชายในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่ว่าชายจะตายก่อนหรือหลงั ศาลมีคา
พิพากษาไมใ่ หร้ ับเด็กเป็นบุตรก็ตาม
ในระหว่างฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็ นบุตร หากชายตายก่อนฟ้องคดี ควรมีการร้องขอให้ศาลมี
คาสง่ั คมุ้ ครองชว่ั คราว ไมใ่ หม้ ีการแบง่ มรดกของชาย จนกวา่ ศาลจะมีคาพพิ ากษาถึงท่ีสุด
9.4 ผลของการเป็ นเด็กนอกสมรส
การเป็ นบุตรนอกสมรส คือ บุตรท่ีเกิดจากสามีภริยาที่ไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรส เป็ นบุตรท่ี
เกิดแก่บิดากบั มารดาที่อยู่กินกนั เป็ นสามีภริยา โดยมิไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั ตามกฎหมาย (แมจ้ ดั
พิธีมงคลสมรสใหญ่โต หรือพาออกสังคมแสดงตนว่าเป็ นสามีภริยากนั ก็ตาม) ซ่ึงบุตรที่เกิดมาน้ี จะ
เป็ นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของมารดาแต่เพียงผูเ้ ดียว ตามมาตรา 1546 และความสัมพนั ธ์ระหว่าง
บิดากบั บุตรนอกสมรสน้นั กฎหมายไม่นาบทบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยสิทธิและหนา้ ที่ของบิดาและบุตร (ตาม
มาตรา 1561-1584/1) มาใชบ้ งั คบั เพราะไมใ่ ช่บตุ รที่ชอบดว้ ยกฎหมายของบิดา
9.5 ผลของเด็กทเี่ กดิ ระหว่างสมรส
ผลทางกฎหมายของเด็กที่เกิดจากหญิงท่ีไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั ชายย่อมเป็ นบุตรที่ชอบ
ดว้ ยกฎหมายของชายและหญิง แต่ถา้ เกิดจากหญิงท่ีมิไดท้ าการสมรสตามกฎหมาย ย่อมเป็ นบุตรที่
256
ชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงผเู้ ป็นมารดาเท่าน้นั ไม่ถือว่าเป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายจนกวา่
ชายคนน้นั จะไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั มารดาของเด็กในภายหลงั หรือจดทะเบียนรับรองว่าเด็กเป็ น
บตุ รของตน
257
บทสรุป
เมื่อชายและหญิงอยู่กินฉันสามีภริยาจนเกิดบุตร การที่จะกาหนดให้บุตรท่ีเกิดมาเป็ นบุตร
ของใคร กรณีมารดาไม่เกิดปัญหาเพราะไม่ว่ากรณีใดๆ เด็กถือเป็ นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของ
มารดาเสมอ เวน้ แต่มีกฎหมายบญั ญตั ิเป็ นอย่างอ่ืน ส่วนในกรณีของบิดาน้นั พิสูจน์ไดย้ ากจึงตอ้ งมี
กฎหมายวางบทสันนิษฐานเอาไว้ เช่น ในกรณีท่ีเด็กเกิดขณะหญิงเป็นภริยาชายน้นั ถือเป็นบุตรโดย
ชอบดว้ ยกฎหมายของชาย ส่วนในกรณีการสมรสที่ชายหรือหญิงมีคูส่ มรสของตนอยแู่ ลว้ ทาใหก้ าร
สมรสน้นั เป็นโมฆะหรือเป็นกรณีท่ีศาลไดม้ ีคาพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะไม่วา่ กรณีใดๆ บุตร
ที่เกิดมาน้นั กฎหมายใหถ้ ือว่าเป็นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ ป็นสามีที่ไดจ้ ดทะเบียนสมรส
ซ้อน หรือจดทะเบียนกันก่อนที่ศาลพิพากษาให้เป็ นโมฆะ ขอ้ สันนิษฐานเช่นน้ีให้ใช้กับกรณี
การสมรสที่เป็ นโมฆียะซ่ึงถูกศาลเพิกถอนภายหลังด้วย เนื่องจากการเพิกถอนต้องไม่ไป
กระทบกระเทือนต่อการเป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของชายและหญิง แต่อยา่ งไรก็ตาม หากเป็น
กรณีท่ีหญิงไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั ชาย แต่เกิดการต้งั ครรภ์จนคลอดบุตรออกมาน้ัน เด็กที่เกิด
ออกมาน้ันถือเป็ นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงเพียงผูเ้ ดียวเท่าน้ัน บิดาจึงไม่ใช่ผูใ้ ชอ้ านาจ
ปกครองบุตรและไม่ใชผ้ แู้ ทนโดยชอบธรรมของบตุ รแต่อยา่ งใด
หากกรณีบิดามารดาไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั ทาใหบ้ ุตรเป็นบุตรโดยชอบของมารดาเพียง
ผเู้ ดียว ทางออกท่ีจะทาใหบ้ ุตรเป็นบุตรโดยชอบของบิดาได้ หากวา่ ไดด้ าเนินการ กลา่ วคือ
1. บิดาและมารดาของเด็กไดไ้ ปจดทะเบียนสมรสกนั ในภายหลงั หรือ
2. ใหบ้ ิดาและมารดาพร้อมกบั เด็กไดไ้ ปจดทะเบียนรับรองว่าเป็ นบุตร ซ่ึงในกรณีน้ีมารดา
และเด็กจะตอ้ งให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนได้ และเด็กจะตอ้ งมีอายุต้งั แต่ 7 ปี ข้ึนไปและ
สามารถให้ความยินยอมได้ (สามารถตอบคาถามเจา้ พนักงานได้) โดยสามารถไปติดต่อขอจด
ทะเบียนรับรองบตุ รไดท้ ่ีสานกั งานเขตหรือท่ีวา่ การอาเภอหรือ
3. ใหบ้ ิดาหรือมารดาหรือเด็กฟ้องคดีต่อศาลให้ศาลมีคาพิพากษาวา่ เป็ นบุตรโดยชอบด้วย
กฎหมายและต่อมาศาลไดม้ ีคาพพิ ากษาวา่ เป็นบิดาหรือเป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ในกรณีท่ีไดม้ ีการปฏิบตั ิข้นั ตอนของกฎหมายแลว้ ย่อมมีผลให้ถือว่าเด็กเป็ นบุตรโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมายนับต้งั แต่วนั ท่ีเด็กเกิดเป็ นตน้ ไป ซ่ึงผลของการท่ีเด็กเป็ นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ของบิดามารดาน้นั ก่อใหเ้ กิดผลในทางกฎหมายอนั เป็นประโยชน์ต่อตวั บุตรไดแ้ ก่ ไม่วา่ จะสิทธิเบิก
ค่าเล่าเรียนบุตร สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาล สิทธิในมรดก ในขณะเดียวกนั บิดามารดาสามารถ
ใชอ้ านาจปกครองบุตรและเป็นผแู้ ทนโดยชอบธรรมได้
258
คาถามท้ายบท
1. นางสาวตอ้ ยอยู่กินกบั นายตอ้ ง มีบุตรช่ือ ด.ญ.นาน่า ต่อมานายติ๊กกบั นางสาวตอ้ ยก็จด
ทะเบียนสมรสกันเป็ นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นายติ๊กไร้สมรรถภาพทางเพศจึงไม่
สามารถร่วมประเวณีกบั นางสาวตอ้ ยได้ นางสาวตอ้ ยจึงไปจดทะเบียนสมรสกับนายตอ่ แตเ่ น่ืองจาก
นายต่อยากจนนางสาวตอ้ ยจึงไปจดทะเบียนสมรสกบั นายตน้ หลงั จากสมรสไป 5 เดือน นางสาว
ตอ้ ยคลอดบุตรออกมาช่ือ ด.ช แสนดี เช่นน้ี
ใหท้ ่านวนิ ิจฉยั วา่
ก) การสมรสระหว่างนายต๊ิกกับนางสาวต้อย นายต่อกับนางสาวต้อย และนายต้นกับ
นางสาวตอ้ ยมีผลในทางกฎหมายอย่างไร
ข) ด.ญ.นาน่า เป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของใคร เพราะเหตใุ ด
ค) ด.ช.แสนดี เป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมายของใคร
2. เด็กท่ีเกิดในระหว่างที่ศาลมีคาส่ังให้สามีภรรยาแยกกนั อยู่เป็ นการชว่ั คราวตาม มาตรา
1462 จะไดร้ ับประโยชนจ์ ากขอ้ สนั นิษฐานตามมาตรา 1536 ดงั กล่าวน้ีหรือไม่ อยา่ งไร
3. จากบทบัญญตั ิ มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิไดม้ ีการสมรสกบั ชาย ให้ถือว่าเป็ น
บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของหญิงน้นั เวน้ แต่จะมีกฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ป็นอยา่ งอ่ืน”
คาว่า “กฎหมายบญั ญตั ิไวเ้ ป็ นอย่างอื่น” คือกฎหมายใด มีสาระสาคญั อย่างไร และกรณี
ความเป็นบิดามารดาของเดก็ มีความแตกต่างจากท่ีกาหนดไวใ้ นมาตรา 1546 อยา่ งไร
4.นาย ก. ถูกร้องขอจากนาง ข บอกว่า นายหล่อ แฟนหนุ่มได้ทานาง ข. ทอ้ ง ซ่ึงนาย ก.
ไม่ไดม้ ีความสัมพนั ธ์ทางชูส้ าวกบั นาง ข เลย นาย ก เป็นเพื่อนสนิท จึงเห็นใจนาง ข ที่มาร้องขอให้
นาย ก.ไปเป็นผแู้ จง้ การเกิดของเดก็ ในทะเบียนคนเกิดเองว่าเป็นบุตรของนาย ก ต่อมานาย ก เห็นวา่
ตนเองมิใช่พอ่ ของเด็กในครรภข์ องนาง ข.จึงตอ้ งการมาปรึกษาทา่ น ทา่ นจะแนะนาอยา่ งไร
259
เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวิบลู ย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญชู น.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์
วญิ ญูชน.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พูศิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบุตร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บดิ า
มารดาและบตุ ร (พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรมาตรา
__________. (2551). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: วญิ ญูชน.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พมิ พ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยามาตรา
วิเคราะห์คดีความรับผดิ และอายคุ วาม ฟ้องค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ ร.สืบคน้ เมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 จาก
https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม
กฎหมาย
พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองเดก็ ท่ีเกิดโดยอาศยั เทคโนโลยชี ่วยการเจริญพนั ธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพจิ ารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2533
แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 10
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 10 สิทธิและหนา้ ท่ีของบิดามารดากบั บุตร
ผู้เขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ ูวเดช วงศเ์ คีย่ ม
จดุ ประสงค์ 1. ผเู้ รียนอธิบายสิทธิและหนา้ ท่ีของบิดามารดากบั บุตรอยา่ งถูกตอ้ ง
ถูกตอ้ ง 2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเร่ืองสิทธิและหนา้ ที่ของบิดามารดากบั บตุ รไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งเรื่องสิทธิและหนา้ ท่ีของบิดามารดากบั บุตรไดอ้ ยา่ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดากับบุตร สิทธิในการจัดการ
ทรัพยส์ ินของบุตร ห้ามบุตรฟ้องบุพการี สิทธิในการใชช้ ื่อสกุล สิทธิของบุตรในสัญชาติไทยตาม
บิดาหรือมารดา สิทธิระหวา่ งบิดามารดากบั บุตรในการท่ีจะไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดู สิทธิท่ีบุตรจะ
ไดร้ ับการศึกษา สิทธิท่ีบตุ รจะไดร้ ับมรดก และการใชอ้ านาจปกครองของบิดามารดาตอ่ บุตร
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 10 สิทธิและหนา้ ที่ของบิดามารดากบั บุตร
2. ซกั ถามผเู้ รียนเกี่ยวกบั สิทธิและหนา้ ที่ของบิดามารดากบั บตุ ร
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งสิทธิและหนา้ ที่ของบิดามารดากบั บุตร
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
ส่ือการสอน
1. เอกสารคาสอน บทท่ี 10 สิทธิและหนา้ ที่ของบิดามารดากบั บตุ ร
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อย่าง
-260-
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผูเ้ รียนใช้เวลานอกช้ันเรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1561 ถึงมาตรา
1584/1 และศึกษาคาพพิ ากษาฎีกาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ประเดน็ เร่ืองสิทธิและหนา้ ท่ีของบิดามารดากบั บตุ ร
-261-
บทที่ 10
สิทธิและหน้าทขี่ องบดิ ามารดากบั บุตร
สิทธิและหนา้ ท่ีท่ีบิดามารดาพึงมีต่อบุตร บิดามารดาผมู้ ีอานาจปกครองมีสิทธิตดั สินใจ
เกี่ยวกับบุตร เช่น การกาหนดที่อยู่ของบุตร การให้การศึกษา และบิดามารดายงั มีหน้าท่ีท่ีจะดูแล
อบรมสั่งสอนบุตร อานาจปกครองในกฎหมายแพ่งและพาณิชยข์ องไทยมีนิยามของ “อานาจ
ปกครอง” ปรากฏอยใู่ นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยห์ ลายมาตรา เช่น มาตรา 1549 1551 และ
มีคาอ่ืนๆ เช่น คาว่า “ผูป้ กครอง” หรือ “ผูป้ กครองทรัพย์” เป็ นตน้ ส่วนในประเทศที่ใช้ระบบ
กฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) เช่น ออสเตรเลีย องั กฤษ อเมริกาใช้ คาว่า “การดูแล” ในบท
น้ี จะกล่าวถึง สิทธิในการจดั การทรัพยส์ ินของบุตร สิทธิในการใชช้ ื่อสกุล สิทธิระหวา่ งบิดามารดา
กบั บุตรในการท่ีจะได้รับการอุปการะเล้ียงดู สิทธิท่ีบุตรจะได้รับการศึกษา สิทธิที่บุตรจะได้รับ
มรดก อานาจปกครองของบุตรลกั ษณะการใชอ้ านาจปกครอง และการใชอ้ านาจปกครองของบิดา
มารดาและบตุ ร
10.1 สิทธใิ นการจดั การทรัพย์สินของบุตร
อานาจปกครอง หมายถึง อานาจในการปกครองดูแลผเู้ ยาวท์ ี่ยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ
ผใู้ ชอ้ านาจปกครองยอ่ มมีสิทธิจดั การทรัพยส์ ินของผอู้ ยใู่ ตอ้ านาจปกครอง
การจดั การทรัพยส์ ินของบตุ รน้นั พจิ ารณาแบ่งเป็น 2 กรณี
กรณที ่ี 1 อานาจในการยนิ ยอมให้ผู้เยาว์ทานิตกิ รรม (มาตรา 21)
มาตรา 21 ผเู้ ยาวจ์ ะทานิติกรรมใด ๆ ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมของผูแ้ ทนโดยชอบธรรม
ก่อนการใดๆ ที่ผเู้ ยาวไ์ ดท้ าลงปราศจากความยินยอมเช่นวา่ น้ันเป็ นโมฆียะ เวน้ แต่จะบญั ญตั ิไวเ้ ป็ น
อยา่ งอ่ืน
ผเู้ ยาวจ์ ะทานิติกรรมใด ๆ ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมของผแู้ ทนโดยชอบธรรมก่อน ผแู้ ทน
โดยชอบธรรม หมายถึง ผูซ้ ่ึงอาจให้ความยินยอมแก่ผูเ้ ยาวไ์ ด้ เช่น บิดามารดาซ่ึงเป็ นผูใ้ ช้อานาจ
ปกครองบตุ รหรือบคุ คลอื่นซ่ึงถกู ต้งั ข้ึนมาเพื่อปกครองผเู้ ยาว์
การใด (นิติกรรม) ที่ผูเ้ ยาวก์ ระทาลงไปโดยลาพงั ไม่ไดข้ อความยินยอมจากผูแ้ ทนโดย
ชอบธรรม การน้นั จะเป็นโมฆียะ1
1 คาว่า “โมฆียะ” หมายความวา่ ไมบ่ ริบูรณ์ อาจใหส้ ัตยาบนั หรืออาจบอกลา้ งได้ กล่าวคอื สมบูรณ์อยู่
จนกว่าจะถกู บอกลา้ ง
-262-
ตวั อย่าง นิติกรรมท่ีโจทก์ทากบั จาเลยในขณะโจทก์เป็ นผูเ้ ยาวแ์ ต่มิไดร้ ับความยินยอม
ของผแู้ ทนโดยชอบธรรมน้นั เป็นโมฆียะ เมื่อนิติกรรมน้นั มิไดถ้ กู บอกลา้ งจึงมีผลผกู พนั โจทกอ์ ยู่
การให้ความยินยอมของผูแ้ ทนโดยชอบธรรม จะให้ความยินยอมเป็ นหนังสือหรือ
ยินยอมดว้ ยวาจาหรือโดยปริยายก็ได้ กรณีให้ความยินยอมโดยปริยาย เช่น รู้ว่าผูเ้ ยาว์จะลงทุนทา
ธุรกิจแลว้ ไม่ทว้ งติงวา่ กล่าว หรือการให้คาปรึกษาวา่ ตอ้ งทาอย่างไรซ้ือของที่ไหนควรจะซ้ือไดใ้ น
ราคาเทา่ ไหร่ หรือลงนามเป็นพยานในสญั ญา ช่วยติดต่อภาระกิจการงานให้ เป็นตน้
กรณีที่ 2 อานาจในการจัดการทรัพย์สิน ของผ้เู ยาว์โดยต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง
เช่นเดยี วกบั วญิ ญูชนท่ัวไปพงึ กระทา (มาตรา 1571)
ในการท่ีบิดามารดาเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตร มาตรา 1571 ได้บญั ญตั ิไวช้ ดั เจนว่า
อานาจปกครองน้นั รวมท้งั การจดั การทรัพยส์ ินของบุตรดว้ ย แต่กาหนดในหนา้ ที่ไวว้ า่ ในการจดั การ
ทรัพยส์ ินของบุตรผเู้ ยาวร์ ้านจะตอ้ งจดั การทรัพยส์ ินของบุตรดว้ ยความระมดั ระวงั เช่นวิญญูชนจะ
พึงกระทา จะใชค้ วามระมดั ระวงั ในระดบั ท่ีตนเคยประพฤติปฏิบตั ิในกิจการของตนเองไม่ได้ เช่น
บิดามีนิสัยมกั ง่ายไม่ค่อยชอบดูแลรักษาทรัพยส์ ินให้ดี มีรถยนต์ก็ทิ้งตากแดดตากฝนไม่ดูแลเช็ค
เครื่องยนต์ ไม่เปลี่ยนน้ามนั เครื่องตามกาหนด เช่นน้ี บิดาจะใชค้ วามระมดั ระวงั ในการดูแลรถยนต์
ของบตุ รผเู้ ยาวร์ ะดบั เดียวกบั ที่ดูแลรถยนตข์ องตนเองไม่ได้
อานาจในการจดั การทรัพยส์ ินน้ีโดยปกติหมายถึงอานาจในการบารุงรักษาสงวนไวห้ รือ
ทาให้ทรัพยส์ ินงอกเงยเพ่ิมพูนได้ประโยชน์มากย่ิงข้ึน อานาจในการจดั การทรัพยส์ ิน ของผูเ้ ยาว์
แบง่ เป็น 2 กรณี
1.กรณีไม่ตอ้ งขออนุญาตศาล (มาตรา 1573)
การจดั การเงินไดข้ องบุตร มาตรา 1573 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ บุตรมีเงินได้ ใหใ้ ชเ้ งินน้นั เป็นค่า
อุปการะเล้ียงดูและการศึกษาก่อน ส่วนท่ีเหลือผูใ้ ชอ้ านาจปกครองตอ้ งเก็บรักษาไวเ้ พ่ือส่งมอบแก่
บุตร แต่ถา้ ผใู้ ชอ้ านาจปกครองไม่มีเงินไดเ้ พียงพอแก่การครองชีพตามสมควรแก่ฐานะ ผูใ้ ชอ้ านาจ
ปกครองจะใชเ้ งินน้นั ตามสมควรกไ็ ด้ เวน้ แต่จะเป็นเงินไดท้ ี่เกิดจากทรัพยส์ ินโดยการใหโ้ ดยเสน่หา
หรือพนิ ยั กรรมซ่ึงมีเง่ือนไขวา่ มิใหผ้ ใู้ ชอ้ านาจปกครองไดป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยส์ ินน้นั ๆ”
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1573 ตามหลกั ผใู้ ชอ้ านาจปกครองนา เงินได้ ของผเู้ ยาวไ์ ปใชจ้ ่าย
อยา่ งอื่นไม่ได้ หากจะใช้ ตอ้ งจดั ลาดบั การใชเ้ พอื่ ประโยชน์ของผเู้ ยาว์
ข้อยกเว้น คอื ผใู้ ชอ้ านาจปกครองไม่มีเงินไดเ้ พียงพอแก่การครองชีพ สามารถนาเงินได้
ของผเู้ ยาวม์ าใชจ้ ่ายตามสมควรได้
เงินได้ของบุตร หมายถึง เงินท่ีบุตรไดร้ ับจากการประกอบอาชีพ เช่น เงินเดือน ค่าจา้ ง
และเงินอนั เป็นดอกผลนิตินยั เช่น ดอกเบ้ีย กาไร ค่าเช่า คา่ ปันผล
-263-
มาตรา 1573 กาหนดวิธีการไวเ้ ป็ นพิเศษว่าถา้ บุตรมีเงินได้ผูใ้ ชอ้ านาจปกครองตอ้ งใช้
เงินน้ันตอ้ งใช้เงินเป็ นค่าอุปการะเล้ียงดู เพ่ือการยงั ชีพ และให้การศึกษา หากมีเงินเหลือ ตอ้ งเก็บ
รักษาไวเ้ พ่อื ส่งมอบแก่บตุ ร
เช่น บุตรมีเงินสดและไดน้ าไปฝากธนาคารไดด้ อกเบ้ีย ดอกเบ้ียน้นั ถือเป็ นเงินได้ ส่วน
เงินตน้ น้นั คอื เป็นเงินทุน เงินไดข้ องบตุ รน้ีผใู้ ชอ้ านาจปกครองมีสิทธ์ิใชเ้ งินน้นั ไดต้ ามสมควร
2.กรณีตอ้ งขออนุญาตศาลก่อน การจดั การทรัพยส์ ินที่สาคญั (มาตรา 1574)
การทานิติกรรมเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ินของบุตรผเู้ ยาวบ์ างประเภทน้นั อาจกระทบกระเทือน
ถึงสิทธิของบุตรเป็นอยา่ งมาก หรืออาจทาใหบ้ ุตร ตอ้ งสูญเสียกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินไป
หลกั กฎหมายกาหนดนิติกรรมไว้ 14 ประเภท กล่าวคือ ผูป้ กครอง ตอ้ งขออนุญาตจาก
ศาลก่อน จึงจะสามารถทาได้ ผใู้ ชอ้ านาจปกครองจะเลี่ยงไปใชว้ ิธีอนุญาตใหบ้ ุตรผเู้ ยาวท์ าเองไม่ได้
หากยงั ขืนทานิติกรรมโดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาตจากศาล นิติกรรมน้นั ไมม่ ีผลผกู พนั ผเู้ ยาว์
นิติกรรมเหล่าน้ีมี 14 ประการดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ขายแลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซ้ือ จานอง ปลดจานอง หรือโอนสิทธิจานอง ซ่ึง
อสงั หาริมทรัพยห์ รือสังหาริมทรัพยท์ ่ีอาจจานองได้
ทรัพยส์ ินของผูเ้ ยาว์ ที่กฎหมายให้ความคุม้ ครองในขอ้ น้ีจากดั เฉพาะอสังหาริมทรัพย์
และสังหาริมทรัพยท์ ี่อาจจานองได้ เช่น เรือ แพ สัตวพ์ าหนะ เคร่ืองจกั รท่ีไดจ้ ดทะเบียนกรรมสิทธ์ิ
ตาม พระราชบญั ญตั ิเคร่ืองจกั ร พ.ศ. 2514 รถยนตท์ ี่จดทะเบียนตาม พระราชบญั ญตั ิรถยนต์ พ.ศ.
2551 (ฉบบั ที่ 15) มาตรา 17/1 เครื่องบินท่ีจดทะเบียนอากาศยานตาม พระราชบญั ญตั ิการเดินอากาศ
แลว้
หากมีการฝ่ าฝื นนิติกรรมไม่มีผลผูกพนั ผูเ้ ยาว์ ผูซ้ ้ือ ผูแ้ ลกเปล่ียน หรือผูร้ ับซ้ือฝาก จะ
อา้ งวา่ ตนรับทรัพยส์ ินไวโ้ ดยสุจริตไมไ่ ด้ ตอ้ งถือวา่ ครอบครองทรัพยส์ ินแทนผเู้ ยาว์
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2533 บิดาทาสัญญาขายที่ดินของบุตรผูเ้ ยาวโ์ ดยฝ่ าฝื น
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1574 (1) สัญญาซ้ือขายไม่มีผลผกู พนั ที่ดินของบตุ ร
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2537 ขายท่ีดินของผเู้ ยาวต์ อ้ งขออนุญาตศาล จะใชว้ ิธีขอ
อนุญาตใหผ้ เู้ ยาวท์ าเองไม่ไดข้ าย
(2) กระทาให้สิ้นสุดลงท้ังหมดหรือบางส่วนซ่ึงทรัพยสิทธิของผูเ้ ยาว์ อันเก่ียวกับ
อสังหาริมทรัพย์
ทรัพยสิทธิอนั เก่ียวกบั อสังหาริมทรัพยไ์ ดแ้ ก่ภาระจายอม สิทธิอาศยั สิทธิ เหนือพ้ืนดิน
สิทธิเก็บกิน ภาระติดพนั ในอสังหาริมทรัพย์ เป็ นต้น ทรัพยสิทธิใน อสังหาริมทรัพยข์ องผูเ้ ยาว์
-264-
เหล่าน้ีผใู้ ชอ้ านาจปกครองจะทานิติกรรมใหส้ ิ้นสุดลงโดย ลาพงั ไม่ไดจ้ ะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาล
ก่อน เช่น ผเู้ ยาวม์ ีสิทธิเก็บกิน 10 ปี ผใู้ ชอ้ านาจปกครองจะลดลงเหลือ 5 ปี ตามอาเภอใจไม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2547 มารดาทาบนั ทึกถอนช่ือผูเ้ ยาวอ์ อก จากโฉนดที่ดิน
โดยไม่ไดร้ ับอนุญาตจากศาล ไมม่ ีผลผกู พนั ผเู้ ยาว์
(3) ก่อต้ังภาระจายอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพ้ืนดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันใน
อสงั หาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิอ่ืนใดในอสังหาริมทรัพย์
เช่น ผเู้ ยาวม์ ีท่ีดิน 1 แปลง จะใหบ้ ุคคลอื่นมาอาศยั อยโู่ ดยไม่เสียค่าเช่า และไดส้ ิทธิอาศยั
เหนือพ้นื ดินน้นั ไม่ได้
(4) จาหน่ายไปท้งั หมดหรือบางส่วนซ่ึงสิทธิเรียกร้องท่ีจะให้ได้มาซ่ึง ทรัพยสิทธิใน
อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพยท์ ่ีอาจจานองได้ หรือสิทธิ เรียกร้องท่ีจะให้ทรัพยส์ ินเช่นวา่ น้ัน
ของผเู้ ยาวป์ ลอดจากทรัพยสิทธิท่ีมีอยเู่ หนือ ทรัพยส์ ินน้นั บิดามารดาผูใ้ ชอ้ านาจปกครองตอ้ งมาขอ
อนุญาตจากศาลก่อน เช่น ผูเ้ ยาวม์ ีสิทธิท่ีจะไดส้ ิทธิเก็บกินในท่ีดินเมื่อตนบรรลุนิติภาวะในอีก 5 ปี
ขา้ งหนา้ หากจะโอนสิทธิน้ีไปใหบ้ ุคคลภายนอกตอ้ งมาขออนุญาตศาลก่อน
(5) ใหเ้ ช่าอสังหาริมทรัพยเ์ กินสามปี
ขอ้ น้ีจากัดแต่เฉพาะการให้เช่าอสังหาริมทรัพยเ์ ท่าน้ัน กฎหมายไม่มุ่งเน้นการให้เช่า
สงั หาริมทรัพย์ หรือกรณีใหเ้ ช่าไมเ่ กินสามปี เพราะถือวา่ มีความสาคญั ในทางเศรษฐกิจนอ้ ย
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2516 บิดาทาสัญญาต่างตอบแทนให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
ของบุตรผเู้ ยาวต์ ลอดชีวิตผเู้ ช่าโดยมิไดร้ ับอนุญาตจากศาล เป็ นการตอ้ งห้ามตามประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1546 การให้เช่ามีผลผกู พนั บุตรผเู้ ยาวเ์ พยี ง 3 ปี
(6) ก่อขอ้ ผกู พนั ใดๆ ที่มุ่งใหเ้ กิดผลตาม (1) (2) หรือ (3)
หมายถึงสัญญาจะซ้ือจะขาย จะแลกเปลี่ยน จะขายฝาก จะให้เช่าซ้ือ จะจานอง จะปลด
จานอง หรือจะโอนสิทธิจานองซ่ึงอสังหาริมทรัพย์ สัญญาจะก่อต้งั หรือยกเลิกทรัพยสิทธิเหนือ
อสงั หาริมทรัพย์
(7) ใหก้ ูย้ มื เงิน
กฎหมายห้ามมิให้ผูใ้ ช้อานาจปกครองนาเงินของผูเ้ ยาว์ไปให้กู้ยืมไม่ว่าจะมากน้อย
เพียงใดกต็ าม
คาถาม ถ้าไปก้เู งินเขามาเพื่อประโยชน์ของบตุ รผ้เู ยาว์ ทาได้หรือไม่ ?
คาตอบ กฎหมายมาตรา 1574 (7)ไม่ห้ามท่ีบิดามารดาผูใ้ ช้อานาจปกครองจะไปกูเ้ งิน
บุคคลอ่ืนมาใช้เพื่อประโยชน์ของบุตรผูเ้ ยาว์ ฉะน้ัน เมื่อผูใ้ ช้อานาจปกครองไปกูเ้ งินเขามาใช้เพ่ือ
ประโยชน์ของบุตร ผเู้ ยาวแ์ ลว้ บุตรผเู้ ยาวก์ ็รับผดิ ตอ่ ผใู้ หก้ ูอ้ ยู่
-265-
(8) ให้โดยเสน่หา เวน้ แต่จะเอา เงินได้ ของผเู้ ยาวเ์ พ่ือการกุศลสาธารณะ เพ่ือการสังคม
หรือตามหนา้ ท่ีธรรมจรรยา โดยตอ้ งพอสมควรแก่ฐานานุรูปของผเู้ ยาว์
ผใู้ ชอ้ านาจปกครองจะเอาทรัพยส์ ิน เงินทุน หรือเงินไดข้ องผูเ้ ยาวไ์ ปใหบ้ ุคคล อื่นโดย
เสน่หาไม่ได้ จะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลเสียก่อน เช่น บุตรผูเ้ ยาวป์ ระสงค์จะ ยกที่ดินให้แก่วดั
บิดามารดาจะตอ้ งขออนุญาตจากศาลก่อนจึงจะยกท่ีดินให้แก่วดั แทนบุตรได้ อย่างไรก็ดีกฎหมายมี
ขอ้ ยกเวน้ ว่า เฉพาะเงินไดข้ องผูเ้ ยาวเ์ ท่าน้ัน ผูใ้ ชอ้ านาจปกครองนาไปให้บุคคลอ่ืนแทนผูเ้ ยาวไ์ ด้
โดยไม่ตอ้ งขอ อนุญาตจากศาลถา้ การให้น้นั เป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะ เพื่อการสังคม หรือ
ตามหน้าท่ีธรรมจรรยา เช่น ผูเ้ ยาวม์ ีเงินได้ 1 ลา้ นบาท บิดาเอาเงินได้ 5,000 บาทไปร่วมบริจาคให้
โครงการ กา้ วคนละกา้ วเพื่อสร้างโรงพยาบาลร่วมกบั พ่ีตูนบอด้ีสแลม เป็ นการให้พอแก่ฐานานุรูป
ของผเู้ ยาวแ์ ลว้ บิดามีอานาจทาไดไ้ ม่ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อน หรือผเู้ ยาวม์ ีเงินได้ 10,000 บาท
บิดาเอาเงินได้ 50,000 บาทไปให้แก่มูลนิธิปอเต็กต้ึง เช่นน้ีแมจ้ ะเป็นการใหเ้ พ่ือการกุศลสาธารณะ
แต่เกินฐานานุรูปจึงกระทาไม่ได้ ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อน
(9) รับการใหโ้ ดยเสน่หาท่ีมีเงื่อนไขหรือคา่ ภาระติดพนั หรือไมร่ ับการใหโ้ ดยเสน่หา
การท่ีบุคคลใดยกทรัพยส์ ินใหแ้ ก่ผูเ้ ยาวน์ ้นั เป็ นการท่ีผเู้ ยาวจ์ ะไดร้ ับประโยชน์ แต่เพียง
อยา่ งเดียว ผใู้ ชอ้ านาจปกครองจึงยอ่ มมีอานาจท่ีจะรับทรัพยส์ ินที่ใหไ้ วแ้ ทนบุตรผเู้ ยาว์
ส่วนถา้ การให้น้ันมีเง่ือนไขหรือค่าภาระติดพนั แลว้ การรับทรัพยส์ ินน้ันมาย่อม มีท้งั
ผลไดแ้ ละผลเสียแก่ผเู้ ยาว์ จึงจาเป็นที่จะตอ้ งใหศ้ าลอนุญาต เสียก่อน
(10) การประกนั โดยวิธีการใดๆ อนั มีผลทาใหผ้ ูเ้ ยาวถ์ ูกบงั คบั ชาระหน้ี หรือมีผลทาให้
ผเู้ ยาวต์ อ้ งรับใชห้ น้ีแทนบคุ คลอื่น
การค้าประกนั หน้ีของบุคคลอ่ืน การจานาทรัพยส์ ินของผูเ้ ยาว์ การรับอาวลั ตวั๋ แลกเงิน
การประกันตวั ผูต้ อ้ งหาหรือจาเลย หรือการค้าประกนั ความเสียหายในการทางานของบุคคลอ่ืน
เช่นน้ีอาจมีผลทาให้ผเู้ ยาวต์ อ้ งรับผิดในการชาระหน้ีได้ บิดามารดาผใู้ ชอ้ านาจปกครองจะตอ้ งมาขอ
อนุญาตจากศาลก่อน
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1056/2525 การที่มารดาโจทกไ์ ปตกลงใหห้ กั เงินบาเหน็จตกทอด
ของผูต้ ายที่จะไดแ้ ก่โจทกบ์ างส่วนชาระหน้ีแก่จาเลยน้นั เป็นการทานิติกรรมอย่างหน่ึงที่ไดก้ ระทา
ไปแทนโจทก์ซ่ึงเป็ นการขดั ต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (13) ข้อตกลง
ดงั กล่าวยอ่ มตกเป็นโมฆะจาเลยไม่มีมลู ท่ีจะอา้ งเพ่อื การชาระหน้ีจากโจทกไ์ ด้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6522/2558 จาเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้าประกนั สองฉบบั
เพ่ือค้าประกันหน้ีท่ีจาเลยท่ี 1 มีต่อบริษทั เงินทุนหลกั ทรัพย์ ร. เจา้ หน้ีเดิม เมื่อวนั ที่ 22 มกราคม
2540 และ 19 กุมภาพนั ธ์ 2540 ตามลาดบั ในขณะท่ีจาเลยท่ี 3 อายุยงั ไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ จึงยงั ไม่
-266-
บรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 เพราะจาเลยท่ี 3 เกิดวนั ท่ี 11
มีนาคม 2520 การทาสัญญาค้าประกันดังกล่าวเป็ นการประกันโดยประการใด ๆ อนั อาจมีผลให้
จาเลยท่ี 3 ซ่ึงเป็ นผูเ้ ยาวต์ อ้ งถูกบงั คบั ชาระหน้ีหรือทานิติกรรมอ่ืนที่มีผลให้ผูเ้ ยาวต์ อ้ งรับเป็ นผูร้ ับ
ชาระหน้ีของบุคคลอื่น (จาเลยท่ี 1) หรือแทนบุคคลอื่น (จาเลยท่ี 1) จึงเป็ นการทานิติกรรมใดอนั
เก่ียวกบั ทรัพยส์ ินของผูเ้ ยาว์ซ่ึงตามมาตรา 1574 (10) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้
บัญญัติว่าผู้ใช้อานาจปกครองจะกระทามิได้เว้นแต่ศาลจะอนุญาต เมื่อโจทก์ไม่ได้แสดง
พยานหลกั ฐานใหเ้ ห็นวา่ ในขณะที่จาเลยท่ี 3 ทาสัญญาค้าประกนั ผใู้ ชอ้ านาจปกครองของจาเลยท่ี 3
ไดร้ ับอนุญาตจากศาลให้จาเลยท่ี 3 ทาสัญญาค้าประกนั ได้ การทาสญั ญาค้าประกนั จึงเป็นการฝ่าฝื น
บทบญั ญตั ิดงั กล่าวตกเป็ นโมฆะและไม่มีผลผกู พนั จาเลยที่ 3 จาเลยท่ี 3 จึงไม่ไดเ้ ป็ นหน้ีโจทก์ตาม
สัญญาค้าประกนั ผูเ้ ยาวท์ าสัญญาค้าประกนั หน้ีโดยไม่ไดร้ ับอนุญาตจากศาลสัญญาค้าประกนั ไม่มี
ผลผกู พนั ผเู้ ยาว์
(11) นาทรัพยส์ ินไปแสวงหาประโยชน์นอกจากในกรณีท่ีบญั ญตั ิไวใ้ น มาตรา 1598/4
(1) (2) หรือ (3)
กฎหมายอนุญาตไวต้ าม มาตรา 1598/4 (1), (2), (3) มีอยู่ 3 กรณี
1. ซ้ือพนั ธบตั รรัฐบาลไทย หรือพนั ธบตั รที่รัฐบาลไทยค้าประกนั
2. รับขายฝาก หรือรับจานองอสังหาริมทรัพยใ์ นลาดบั แรก แต่จานวนเงินท่ีรับขายฝาก
หรือรับจานองตอ้ งไมเ่ กินถึงราคาตลาดของอสงั หาริมทรัพยน์ ้นั และ
3. ฝากประจาในธนาคารไดต้ ้งั ข้ึนโดยกฎหมายหรือที่ไดร้ ับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ในราชอาณาจกั ร
(12) ประนีประนอมยอมความ
ในการทาสัญญาประนีประนอมยอมความน้ีคู่สัญญาฝ่ ายหน่ึงอาจเสียเปรียบคู่สัญญาอีก
ฝ่ ายหน่ึงได้ กฎหมายจึงกาหนดห้ามมิให้ผูใ้ ชอ้ านาจปกครองทาสัญญาประนีประนอมยอมความ
เก่ียวกบั ทรัพยส์ ินของผูเ้ ยาวไ์ ปโดยลาพงั จะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลเสียก่อน หากข้ึนทาไปโดย
ลาพงั สญั ญาประนีประนอมยอมความน้นั ไม่ผกู พนั บุตรผเู้ ยาว์
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 533/2552 เมื่อมีผกู้ ระทาละเมิดต่อผเู้ ยาวอ์ นั มีผลให้ผเู้ ยาวม์ ีสิทธิ
ได้รับค่าสิ นไหมทดแทนน้ัน เป็ นการที่ผู้เยาว์จะได้มาซ่ึ งทรัพย์สิ นอย่างหน่ึง หากมีการ
ประนีประนอมยอมความกัน ซ่ึงผูใ้ ช้อานาจปกครองจะต้องทาสัญญาแทนผู้เยาว์ ผูใ้ ช้อานาจ
ปกครองในฐานะผูแ้ ทนโดยชอบธรรมก็ชอบท่ีจะตอ้ งขออนุญาตศาลเสียก่อน เพราะเป็ นการทา
สัญญาประนีประนอมยอมความอนั เก่ียวกบั ทรัพยส์ ินของผเู้ ยาวต์ ามที่บงั คบั ไวใ้ นประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อ ช.บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์กับจาเลยได้ทา
-267-
ขอ้ ตกลงเร่ืองค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลของโจทก์กบั ของ ช. โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย
ใดๆ ท้งั ทางแพ่งและทางอาญาจากจาเลยอีก เป็ นการระงบั ข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็ นสัญญา
ประนีประนอมยอมความ การที่ ช.ทาสัญญาประนีประนอมยอมความกบั จาเลยตามลาพงั โดยมิได้
รับอนุญาตจากศาลยอ่ มเป็นการฝ่าฝื นบทบญั ญตั ิดงั กลา่ วจึงตกเป็ นโมฆะและไม่มีผลผกู พนั โจทกแ์ ต่
ประการใด สิทธินาคดีมาฟ้องเรียกคา่ สินไหมทดแทนของโจทกจ์ ึงไมร่ ะงบั ไป
เมื่อโจทก์ตอ้ งเสียความสามารถในการมองเห็น เน่ืองจากโจทก์เสียตาขา้ งซา้ ยทาให้ไม่
สามารถมองภาพไดล้ ะเอียดและกวา้ งเท่าคนปกติถือว่าเป็ นค่าเสียหายอย่างอื่นอนั มิใช่ตวั เงินตามท่ี
บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 446 วรรคหน่ึง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผทู้ าละเมิดจึงตอ้ งรับผิด
ใชค้ ่าเสียหายดงั กล่าว หาใช่ตอ้ งกาหนดเป็ นค่ารักษาพยาบาลไม่ และค่าเสียหายท่ีโจทก์ตอ้ งเส่ือม
สุขภาพอนามยั ตอ้ งเสียโฉม ไดร้ ับความเจ็บปวดทรมานเป็ นค่าสินไหมทดแทนเพ่ือความเสียหาย
อยา่ งอื่นอนั มิใช่ตวั เงิน โจทกม์ ีสิทธิเรียกไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรค
หน่ึง
คาพิพากษาฎีกาท่ี 6838/2555 แมข้ อ้ ตกลงแบ่งปันทรัพยม์ รดกจะมีลกั ษณะเป็ นสัญญา
ประนีประนอมยอมความตาม มาตรา 1574 (12) ที่ผแู้ ทนโดยชอบธรรมจะกระทาแทนผเู้ ยาวไ์ ม่ได้
เวน้ แต่ศาลจะอนุญาตและจาเลยท่ี 2 ไดท้ าบนั ทึกดงั กล่าวแทนผูเ้ ยาวโ์ ดยไม่ไดข้ ออนุญาตศาล อนั
เป็ นการฝ่ าฝื นบทบญั ญตั ิดงั กล่าวก็ตามแต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและ
กฎหมายมิไดบ้ ญั ญัติโดยชัดแจง้ ว่านิติกรรมที่ฝ่ าฝื นบทบัญญตั ิดังกล่าวเป็ นโมฆะกรรมท้ังการท่ี
กฎหมายบญั ญตั ิให้ผูแ้ ทนโดยชอบธรรมทานิติกรรมเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ินของผูเ้ ยาวต์ ามมาตรา 1574
ไม่ได้เว้นแต่ศาลอนุญาตน้ันเป็ นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็ นผู้กากับดูแล
ผลประโยชน์ไดเ้ สียของผเู้ ยาวอ์ ยา่ งถูกตอ้ งแทจ้ ริงเท่าน้นั นิติกรรมที่ฝ่ าฝื นบทบญั ญตั ิดงั กล่าวจึงไม่
ถึงขนาดตกเป็ นโมฆะกรรมคงมีผลเพียงไม่ผูกพันผูเ้ ยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่ง
ประสงคค์ ุม้ ครองเทา่ น้นั
(13) มอบขอ้ พพิ าทใหอ้ นุญาโตตุลาการวินิจฉัย
กระบวนการอนุญาโตตุลาการ คือ การระงบั ขอ้ พิพาทโดยไม่ไดใ้ ห้ศาลเป็นผตู้ ดั สิน แต่
คู่กรณีจะเป็นผเู้ ลือกผตู้ ดั สิน (อนุญาโตตลุ าการ) มาช้ีขาดขอ้ พิพาท และคู่กรณีตกลงที่จะปฏิบตั ิตาม
คาช้ีขาดน้นั เช่น กรณีนายดาบิดากบั บุตรผเู้ ยาวม์ ีเร่ืองพิพาทกนั เรื่องผิดสัญญาจา้ งเหมาก่อสร้างบ่อ
เล้ียงปลาระหวา่ งนายดากบั บุตร จึงมอบขอ้ พิพาทน้ีให้นายอาเภอเป็นอนุญาโตตุลาการช้ีขาดในเร่ือง
ผดิ สญั ญาจา้ งเหมาก่อสร้างบ่อเล้ียงปลาน้ีตอ้ งขออนุญาตศาลก่อนจึงจะดาเนินการได้
(14) เขา้ ทากิจการท่ีประโยชน์ของผูใ้ ช้อานาจปกครองหรือคู่สมรสหรือบุตรขัดกับ
ประโยชนข์ องผเู้ ยาว์ (มาตรา 1575)
-268-
กรณีน้ีหมายความวา่ ถา้ ผูใ้ ชอ้ านาจปกครองจะทากิจการซ่ึงจะเห็นไดว้ ่าผลประโยชน์
ขดั กนั กบั รองผเู้ ยาวแ์ ลว้ จะตอ้ งมาขออนุญาตจากศาลเสียก่อนจึงจะกระทาได้ เช่น บิดาจะซ้ือรถยนต์
ของบุตรโดยผูซ้ ้ือตอ้ งการซ้ือในราคาถูก แต่ผูข้ ายก็มุ่งท่ีจะขายให้ไดใ้ นราคาแพงท่ีสุด เป็ นเหตุให้
ฝ่ายบิดาไดป้ ระโยชน์ส่วนบุตรผเู้ ยาวเ์ สียประโยชน์ เห็นไดว้ า่ ประโยชน์ของผูใ้ ชอ้ านาจปกครองขดั
กบั ประโยชนข์ องผเู้ ยาวอ์ ยา่ งชดั แจง้
อายคุ วามในการฟ้องร้องคดีจดั การทรัพยส์ ินของผเู้ ยาว์ (มาตรา 1581)
ห้ามฟ้องคดีเม่ือพ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่ อานาจปกครองสิ้นสุดไป ซ่ึงอานาจปกครอง
สิ้นสุดลงกรณีบตุ รผเู้ ยาวบ์ รรลุนิติภาวะดว้ ยอายุ หรือการสมรส หรือกรณีบิดามารดาถึงแก่ความตาย
หรือถกู ถอนอานาจปกครอง (มาตรา 1582) หรือกรณี มีการรับบุตรบุญธรรม (มาตรา 1598/28)
10.2 ห้ามบตุ รฟ้องบพุ การี
มาตรา 1562 บญั ญตั ิว่า “ผูใ้ ดจะฟ้องบุพการีของตนเป็ นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่
เม่ือผนู้ ้นั หรือญาติสนิทของผนู้ ้นั ร้องขอ อยั การจะยกคดีข้ึนวา่ กล่าวก็ได”้
ผูฟ้ ้องจะตอ้ งเป็ นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุตรไม่ชอบดว้ ยกฎหมายไม่ห้าม แต่
หากบิดารับรองโดยพฤตินยั แลว้ ก็ฟ้องไมไ่ ด้ ในกรณีของบตุ รบญุ ธรรมฟ้องผรู้ ับบุตรบญุ ธรรมไดไ้ ม่
ตอ้ งห้าม ในกรณีการมอบอานาจฟ้องคดีแทนพิจารณาไดว้ า่ บุตรจะมอบอานาจใหผ้ ูอ้ ่ืนฟ้องแทนก็
ไม่ได้ บิดามารดาในฐานะผแู้ ทนโดยชอบธรรมจะฟ้องแทนบตุ รก็ไม่ไดเ้ ช่นเดียวกนั 2 -
บุตรฟ้องบุพการีในฐานะอ่ืนที่มิใช่ในฐานะส่วนตัว เช่น ในฐานพนักงานอัยการ
ผอู้ นุบาล กรรมการบริษทั ผจู้ ดั การมรดก ไม่เป็นคดีอุทลุม (นยั ฎีกาที่ 1707/2515, ฎีกาที่ 2505/2515,
ฎีกาที่ 4757/2533, ฎีกาที่ 2387/2529)
บพุ การี หมายถึง ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงข้ึนไป ไม่รวมถึง บุตรเขยฟ้องพอ่ ตา แม่ยาย
หรือลูกสะใภฟ้ ้องบุพการีของสามี หรือนอ้ ง หรือหลานฟ้องพ่ี ป้า นา้ อา และญาติผใู้ หญ่อื่นๆ
คาฟ้อง (ในความหมายอย่างกวา้ ง) หมายถึง “กระบวนพิจารณาใดๆ ท่ีโจทก์ไดเ้ สนอ
ขอ้ หาต่อศาล ไมว่ า่ จะไดเ้ สนอดว้ ยวาจาหรือทาเป็นหนงั สือ ไม่ว่าจะไดเ้ สนอต่อศาลช้นั ตน้ หรือช้นั
อทุ ธรณ์หรือฎีกา และไม่จากดั วา่ จะตอ้ งเสนอในขณะท่ีเร่ิมฟ้องคดี อาจเสนอในภายหลงั โดยคาฟ้อง
เพมิ่ เติม หรือแกไ้ ข หรือฟ้องแยง้ หรือโดยการร้องสอดเขา้ มาในคดีกไ็ ด้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3651/2549 ตามคาฟ้องโจทกฟ์ ้องว่า โจทก์เป็นเจา้ ของที่ดินตาม
น.ส.3 ก. เลขท่ี 195 ต. เขาทราย อ.ทับคลอ้ จ. พิจิตร โจทก์มอบอานาจให้จาเลยที่ 1 ไปไถ่ถอน
จานองที่ดินแปลงดงั กล่าว แต่จาเลยท่ี 1 ทาเกินขอบอานาจโดยจาเลยที่ 1 ทานิติกรรมให้ที่ดินแก่
2 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2493 และคาพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2506
-269-
จาเลยที่ 1 ต่อมาจาเลยที่ 1 ขายให้จาเลยที่ 2 และจาเลยที่ 2 จานองต่อจาเลยท่ี 3 ขอให้เพิกถอนนิติ
กรรมการใหร้ ะหวา่ งโจทกก์ บั จาเลยท่ี 1 นิติกรรมการซ้ือขายระหวา่ งจาเลยท่ี 1 กบั จาเลยท่ี 2 และนิติ
กรรมจานองระหว่างจาเลยที่ 2 กบั จาเลยท่ี 3 ดงั น้ี จึงเป็นการใชส้ ิทธิติดตามเอาคืนซ่ึงทรัพยจ์ ากผไู้ ม่
มีสิทธิยึดถือไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และการกระทาของจาเลยท้งั
สามเป็ นการโตแ้ ยง้ สิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความแพ่ง มาตรา 55 แลว้ แม้
โจทกไ์ ม่มีอานาจฟ้องจาเลยท่ี 1 เพราะเป็ นการฟ้องบุพการีตอ้ งหา้ มตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ 1562 ก็ตาม แต่ปัญหาดงั กล่าวเป็นเหตุเฉพาะตวั ระหว่างโจทกก์ บั จาเลยที่ 1 เท่าน้นั หามีผล
ไปถึงจาเลยท่ี 2 และที่ 3 ซ่ึงเป็ นบุคคลภายนอกดว้ ยไม่ โจทก์จึงมีอานาจฟ้องและดาเนินกระบวน
พจิ ารณาในส่วนของจาเลยท่ี 2 และที่ 3 ตอ่ ไปได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1578/2558 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562
บญั ญตั ิวา่ “ผใู้ ดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เม่ือผูน้ ้นั หรือญาติสนิทของ
ผนู้ ้นั ร้องขอ อยั การจะยกคดีข้ึนวา่ กล่าวก็ได”้ เช่นน้ี แมโ้ จทกเ์ ป็นทายาทผูม้ ีสิทธิไดร้ ับมรดกของจ่า
สิบเอก ม. ผูต้ ายแทนท่ีร้อยตารวจตรี ม. บิดาของโจทก์ซ่ึงถึงแก่ความตายไปก่อนผตู้ าย และมีสิทธิ
เรียกร้องในอนั ท่ีจะขอให้บงั คับจาเลยท่ี 1 ซ่ึงเป็ นย่าของโจทก์ในฐานะผูจ้ ัดการมรดกของผูต้ าย
จดั การแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ตามสิทธิในทางแพ่งไดก้ ็ตาม แต่ท่ีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท่ี 1
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เพื่อที่จะใหจ้ าเลยที่ 1 ไดร้ ับโทษในทางอาญาน้นั
ย่อมเท่ากับเป็ นการขอให้จาเลยท่ี 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางอาญาเป็ นส่วนตวั เพราะผูจ้ ัดการ
มรดกตามคาส่ังศาลที่ได้กระทาผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวและตอ้ งรับโทษในทาง
อาญาย่อมตอ้ งรับโทษเป็นส่วนตวั เน่ืองจากสภาพบงั คบั ในทางอาญาสาหรับความผิดตามฟ้องไม่มี
การรับโทษในฐานะที่เป็ นผูจ้ ดั การมรดกเหมือนเช่นความรับผิดในฐานะผจู้ ดั การมรดกในทางแพ่ง
คดีระหว่างโจทกก์ บั จาเลยที่ 1 จึงเป็นอุทลุม ซ่ึงตอ้ งหา้ มมิใหโ้ จทกฟ์ ้องจาเลยที่ 1 ผเู้ ป็นบุพการีตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 โจทก์ไม่มีอานาจฟ้องจาเลยที่ 1 ปัญหาอานาจฟ้อง
เป็ นขอ้ กฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ ายใดยกข้ึนอ้าง ศาลฎีกาก็ยกข้ึน
วินิจฉยั ไดเ้ องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คาพิพากษาฎีกาที่ 6181/2533 การท่ีผรู้ ้องยน่ื คาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิที่ดินท่ีไดม้ าโดย
การครอบครองปรปักษอ์ นั เป็นกรณีที่ผรู้ ้องจะตอ้ งใชส้ ิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพง่ มาตรา 55 น้นั เป็นการร้องขอเพ่ือใหไ้ ดม้ าซ่ึงสิทธิของตนตามกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีที่ผู้
ร้องมีคาขออย่างใดอยา่ งหน่ึงในทางที่จะเป็นการบงั คบั เอาแก่ผูค้ ดั คา้ นซ่ึงเป็นบุพการี และถึงแมว้ า่ ผู้
คดั คา้ นจะยน่ื คาคดั คา้ นเขา้ มาก็เป็ นการกระทาของผคู้ ดั คา้ นเอง มิใช่การกระทาของผรู้ ้อง และการท่ี
ผคู้ ดั คา้ นเขา้ มาน้นั ก็มีผลเพียงทาให้คดีของผูร้ ้องเดิมกลายเป็ นคดีมีขอ้ พิพาทข้ึนเท่าน้นั จึงไม่อยูใ่ น
-270-
ความหมายที่จะเรียกไดว้ ่าเป็ นการฟ้องบุพการีอนั จกั ตอ้ งห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1562 ซ่ึงเป็นบทกฎหมายท่ีจากดั สิทธิ ตอ้ งตีความโดยเคร่งครัด คดีของผรู้ ้องจึง
ไม่เป็ นอุทลุม
10.3 สิทธิในการใช้ชื่อสกุล3
มาตรา 1561 บญั ญตั ิวา่ “บุตรมีสิทธิใชช้ ื่อสกุลของบิดา
ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ บุตรมีสิทธิใชช้ ่ือสกุลของมารดา”
ตามหลกั แลว้ บุตรท่ีเกิดจากมารดา ไม่ว่าจะไดจ้ ดทะเบียนสมรสกับบิดาหรือไม่ ย่อม
เป็นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของมารดาเสมอ (มาตรา 1564)
บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายมีสิทธิใชช้ ื่อสกุลของบิดา บตุ รมีสิทธิใชช้ ื่อสกลุ ของบิดา ในกรณี
ที่บิดาไม่ปรากฏบุตรมีสิทธิใชช้ ื่อสกุลของมารดา มาตรา 1561 น้ีเป็นการให้สิทธิแก่บุตรที่จะใชช้ ื่อ
สกุลของบิดาไมใ่ ช่เป็นการบงั คบั บุตรบุตรอาจจะใชช้ ื่อสกลุ ของบคุ คลอ่ืนกไ็ ด้
ในกรณีมีท้งั บิดาและมารดาที่ชอบดว้ ยกฎหมาย บุตรมีสิทธิเลือกได้ว่าจะใช้นามสกุล
ของใคร ท้งั ในขณะท่ีเป็นผเู้ ยาวแ์ ละบรรลนุ ิติภาวะ
สาหรับบุตรนอกสมรสน้นั เนื่องจากไมป่ รากฏบิดาที่ชอบดว้ ยกฎหมาย จึงใหส้ ิทธิบตุ รที่
จะใช้ชื่อสกุลของมารดาได้ อย่างไรก็ดี แมจ้ ะปรากฏบิดาท่ีชอบด้วยกฎหมายแลว้ ก็ตาม หากบิดา
และมารดายินยอมให้บุตรใช้ช่ือสกุลของมารดาซ่ึงแตกต่างจากชื่อสกุลของบิดา เพราะบิดาและ
มารดาไดห้ ยา่ ขาดกนั แลว้ บตุ รก็มีสิทธิใชช้ ื่อสกลุ ของมารดาไดไ้ ม่เป็นการตอ้ งหา้ ม
คาถาม บุตรนอกสมรส สามารถใช้นามสกลุ ของบิดาได้หรือไม่
คาตอบ บุตรไดใ้ ช้ช่ือสกุลของมารดามาแต่แรก ต่อมาบิดาจดทะเบียนรับรองเด็กเป็ น
บตุ ร บุตรยอ่ มมีสิทธิใชช้ ่ือสกลุ ของบิดาได4้
เช่น บิดาช่ือ “นายเอ ขยนั ดี” มารดาช่ือ “นางบี สุดสวย” บุตรใช้ชื่อสกุล “ขยนั ดี” ของ
มารดาคือ สกุล “สุดสวย” แต่แรก ต่อมาบิดาจดทะเบียนรับรองเด็กเป็ นบุตรแลว้ ย่อมมีสิทธิใช้ชื่อ
สกลุ “ขยนั ดี” ของบิดาได้ เพราะบุตรยอ่ มมีสิทธิใชช้ ื่อสกลุ ของบิดาได้
3 พระราชบญั ญตั ิชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 11 บญั ญตั ิว่า “ผูจ้ ดทะเบียนต้งั ชื่อสกุลจะอนุญาตให้ผูม้ ี
สญั ชาติไทยผใู้ ดร่วมใชช้ ื่อสกลุ ของตนก็ได้ โดยยื่นคาขอต่อนายทะเบียนทอ้ งท่ีในทอ้ งท่ีท่ีตนมีช่ืออยใู่ นทะเบียน
บา้ นตามกฎหมายว่าดว้ ยการทะเบียนราษฎร
การอนุญาตตามมาตราน้ี จะสมบูรณ์ต่อเม่ือนายทะเบียนทอ้ งที่ไดอ้ อกหนงั สือสาคญั แสดงการอนุญาต
ใหใ้ ชช้ ่ือสกลุ ให้แก่ผทู้ ี่จะใชช้ ื่อสกุลน้นั ”
4 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2522
-271-
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 2573/2518 ชายข่มขืนชาเราหญิงอายุ 15 ปี จนมีครรภค์ ลอดบุตร
ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็ นบุตรของชายตามฟ้องของหญิง แสดงว่าเด็กเป็ นบุตรของชายจึงให้ใช้
นามสกุลชายได้ และใหเ้ ดก็ อยกู่ บั หญิงและใหห้ ญิงเป็นผปู้ กครองเด็กใหค้ า่ อุปการะเล้ียงดูจนอายุ 20
ปี ใหใ้ ชค้ ่าเสียหายแก่หญิง ดงั น้นั เดก็ จึงมีสิทธิใชน้ ามสกุลของจาเลยได้
10.4 สิทธิของบตุ รในสัญชาตไิ ทยตามบิดาหรือมารดา
บุตรที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผูม้ ีสัญชาติไทยย่อมไดส้ ัญชาติไทย โดยการเกิดไม่ว่าจะ
เกิดในหรือนอกราชอาณาจกั รไทย นอกจากน้ีบุตรท่ีเกิดในราชอาณาจกั รไทยโดยบิดาและมารดา
เป็ นคนต่างด้าวย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลกั ดินแดน เวน้ แต่ในขณะท่ีเกิดบิดาตาม
กฎหมายหรือบิดาซ่ึงมิไดม้ ีการสมรสกบั มารดาหรือมารดาของบุตรผูน้ ้ันเป็น (1) ผูท้ ่ีไดร้ ับการผอ่ น
ผนั ใหพ้ กั อาศยั อยใู่ นราชอาณาจกั รไทยเป็นกรณีพเิ ศษเฉพาะราย หรือ (2) ผูท้ ี่ไดร้ ับอนุญาตใหเ้ ขา้ อยู่
ในราชอาณาจกั รไทยเพียงชวั่ คราว หรือ (3) ผทู้ ่ีเขา้ มาอยใู่ นราชอาณาจกั รไทยโดยไม่ไดร้ ับอนุญาต
ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมือง
บตุ รที่ไดส้ ญั ชาติไทยตามบิดาหรือมารดาดงั กล่าวมาแลว้ ยอ่ มเป็นคนไทยไม่เป็นคนต่าง
ดา้ ว มีสิทธิในฐานะเป็นคนไทย รวมท้งั สิทธิท่ีจะอยู่ในประเทศไทยดว้ ย เจา้ หนา้ ท่ีจะส่งคนไทยออก
นอกราชอาณาจกั รไมไ่ ด้ แมบ้ ุคคลน้นั จะมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเช่ือถือวา่ เป็นบุคคลที่เป็นภยั ต่อสังคม
หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอนั ตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภยั ของประชาชนหรือความ
มน่ั คงแห่งราชอาณาจกั รก็ตาม ท้งั น้ีเพราะบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกบั การส่งคนออกไปนอก
ราชอาณาจกั รใชบ้ งั คบั เฉพาะตอ่ คนตา่ งดา้ วเท่าน้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2228-2229/2531 การท่ีบุคคลใดจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ย่อม
เป็ นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่การจดแจง้ ว่าบุคคลใดมีสัญชาติไทยน้ันเป็ นวิธีการทาง
ทะเบียนท่ีทางฝ่ ายปกครองจัดทาข้ึน เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยอยู่แลว้ แต่กลบั ถูกจดแจง้ ทางทะเบียน
วา่ มีสัญชาติอื่น ถือไดว้ า่ โจทก์ถกู โตแ้ ยง้ สิทธิวา่ ไมไ่ ดเ้ ป็นบุคคลผมู้ ีสัญชาติไทยตลอดมา ฟ้องโจทก์
จึงไม่ขาดอายคุ วาม
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 560/2543 บุตรที่ลาว โดยมารดาเป็นคนสัญชาติลาว บิดาไม่ชอบ
ดว้ ยกฎหมายเป็นคนไทย บุตรไม่ไดร้ ับสญั ชาติไทย
10.5 สิทธิระหว่างบิดามารดากบั บตุ รในการอุปการะเลยี้ งดู
10.5.1 บุตรมหี น้าทีอ่ ุปการะเลยี้ งดบู ิดามารดา
มาตรา 1563 บญั ญตั ิวา่ “บตุ รจาตอ้ งอปุ การะเล้ียงดูบิดามารดา”
-272-
เมื่อบุตรยงั เป็ นผูเ้ ยาว์ บิดามารดาก็ไดใ้ ห้ความอุปการะเล้ียงดูให้การศึกษาแก่ต่อมาเมื่อ
บิดามารดาแก่เฒ่าลงไม่สามารถทามาหากินเล้ียงตนเองได้ก็เป็ นหน้าที่ของบุตรท่ีจะตอ้ งอุปการะ
เล้ียงดูบิดามารดาเป็ นการตอบแทนกนั มาตรา 1563 จึงกาหนดให้บุตรมีหน้าที่ตอ้ งอุปการะเล้ียงดู
บิดามารดาในการอุปการะเล้ียงดูบิดามารดาน้ี กฎหมายกาหนดหนา้ ที่ของบุตรไว้ โดยไมต่ อ้ งคานึง
วา่ บิดามารดาจะแก่เฒ่าหรือยงั หนุ่มสาวอยู่ จะเป็ นผูท้ ุพลภาพหรือไม่ จะหาเล้ียงตนเองไดห้ รือไม่ก็
ไม่สาคญั ฉะน้นั บิดาอายุ 40 ปี มีร่างกายจิตใจปกติก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากบุตรอายุ
18 ปี ได้ แตจ่ านวนค่าอปุ การะเล้ียงดูท่ีบิดามารดาจะเรียกร้องจากบุตรไดม้ ากนอ้ ยเพียงใดตอ้ งเป็นไป
ตามหลกั การในมาตรา 1598/38 คือจะตอ้ งคานึงถึงความสามารถของบุตร ฐานะของบิดามารดาและ
พฤติการณ์แห่งกรณี บิดาหรือมารดามีสิทธิเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากบุตรแต่ละคนได้ โดยจะเรียก
จากบุตรทุกคนหรือบางคนก็ได้ เช่น บิดามารดามีบุตร 5 คน บิดาจะเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากบุตร
คนโตและบุตรคนสุดทอ้ งที่มีฐานะดีโดยไมเ่ รียกจากบุตรท่ีเหลือกไ็ ด้ เป็นตน้
บุตรมีหน้าที่จะตอ้ งอุปการะเล้ียงดูแต่เฉพาะบิดามารดาของตนเท่าน้ัน ญาติผูใ้ หญ่คน
อ่ืนๆ เช่น ป่ ู ยา่ ตา ยาย ลงุ ป้า นา้ อา เหล่าน้ีไม่ไดอ้ ยใู่ นหนา้ ที่ของบตุ ร
คาพิพากษาศาลฎีกาศาลท่ี 6393/2551 ในการทาละเมิดเป็ นเหตุให้บุตรของโจทก์ท้งั
สองถึงแก่ความตาย โจทก์ท้งั สองซ่ึงเป็ นบิดามารดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่า
ขาดไร้อุปการะไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม ประกอบมาตรา
1563 ไม่ว่าในขณะเกิดเหตุผูต้ ายจะไดอ้ ุปการะเล้ียงดูโจทก์ท้งั สองจริงหรือไม่ และในอนาคตจะ
อุปการะกนั หรือไม่
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3078/ 2554 ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ แต่โจทก์ตายระหว่าง
อุทธรณ์ ศาลฎีกาลดค่าขาดอปุ การะได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1151/2519 บุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายมีหนา้ ท่ีตอ้ งอุปการะเล้ียง
ดูบิดามารดาของตน และจะตอ้ งเล้ียงดูเมื่อทา่ แก่เฒ่าและไมส่ ามารถประกอบการทามาหาเล้ียงชีพได้
10.5.2 บดิ ามารดามีหน้าทอ่ี ปุ การะเลยี้ งดบู ุตร
มาตรา 1564 บญั ญตั ิว่า “บิดามารดาจาตอ้ งอุปการะเล้ียงดูและให้การศึกษาตามสมควร
แก่บตุ รในระหวา่ งท่ีเป็นผเู้ ยาว์
บิดามารดาจาตอ้ งอุปการะเล้ียงดูบุตรซ่ึงบรรลุนิติภาวะแลว้ แต่เฉพาะผูท้ ุพพลภาพและ
หาเล้ียงตนเองมิได”้
บตุ รเม่ือยงั เป็นผเู้ ยาวจ์ าตอ้ งอาศยั บิดามารดาในการเล้ียงดู มาตรา 1564 จึงกาหนดหนา้ ท่ี
ให้บิดามารดาจาตอ้ งให้ความอุปการะเล้ียงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่บุตร
ยงั เป็ นผเู้ ยาว์ ต่อเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแลว้ บิดามารดาก็หมดหนา้ อย่างไรก็ตามก็มีขอ้ เวน้ ว่า หาก
-273-
บุตรท่ีบรรลุนิติภาวะน้ันยงั เป็ นคนทุพพลภาพและหาเล้ียงตนเองมิได้ บิดามารดาจาตอ้ งอุปการะ
เล้ียงดูบุตรต่อไป บุตรที่จะมีสิทธิไดร้ ับอุปการะเล้ียงดูและไดใ้ ห้การศึกษาจากบิดามารดาน้ีจะตอ้ ง
เป็นบุตรที่ชอบดว้ ยกฎหมายของบิดามารดา นอกจากน้ี แมบ้ ุตรบุคคลอ่ืนรับเป็นบุตรบุญธรรมแลว้
บิดามารดาเดิมยงั คงตอ้ งอุปการะเล้ียงดูบตุ รตอ่ ไป
คาถาม หากมีบุคคลอื่นมาทาให้บิดามารดาเสียชีวิต บุตรย่อมฟ้องเรียกค่าขาดไร้
อปุ การะจากบุคคลทกี่ ระทาละเมดิ ได้หรือไม่ ?
คาตอบ การที่บุตรจะมีสิทธิไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดูจากบิดามารดาน้ีมีผลทาให้บุตรมี
สิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลท่ีจะกระทาละเมิดเป็ นเหตุให้บิดามารดาของตนถึงแก่
ความตายตามมาตรา 443 วรรคทา้ ย ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 623/2519 (ประชุมใหญ่) โจทก์เป็ นผูเ้ ยาวฟ์ ้องคดีเรียกค่าขาดไร้
อปุ การะจากจาเลยซ่ึงทาละเมิดใหม้ ารดาโจทกถ์ ึงแก่ความตาย โจทกฟ์ ้องคดีโดยไม่มีผแู้ ทนโดยชอบ
ธรรมเขา้ มาดาเนินคดีแทน ก็เป็นแต่บกพร่องเรื่องความสามารถที่แกไ้ ขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณความแพ่ง มาตรา 56 ไม่ใช่โจทก์ไม่มีอานาจฟ้องแต่อย่างใด แต่เม่ือคดีข้นึ มาสู่ช้นั ฎีกา โจทก์
บรรลุนิติภาวะแลว้ ย่อมไม่ตอ้ งแก้ไขขอ้ บกพร่องเรื่องความสามารถอีก โจทก์มีอานาจดาเนินคดี
ตอ่ ไปได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3369/2540 บุตรบรรลุนิติภาวะแลว้ ฟ้องเรียกค่าไร้อุปการะตาม
กฎหมายกรณีที่ทาละเมิดให้บุตรตายไม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2697/2548 มารดาซ่ึงออกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรฝ่ ายเดียว มีสิทธิ
เรียกใหบ้ ิดาชดใชค้ ่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ รใหต้ นไดค้ ร่ึงหน่ึง
มาตรา 1565 บัญญัติว่า “การร้องขอค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรหรือขอให้บุตรได้รับการ
อุปการะเล้ียงดูโดยประการอ่ืน นอกจากอยั การจะยกคดีข้ึนวา่ กล่าวตามมาตรา 1562 แลว้ บิดาหรือ
มารดาจะนาคดีข้นึ วา่ กลา่ วก็ได”้
ค่าอุปการะเล้ียงดู หรือการอุปการะเล้ียงดูโดยประการอื่น เช่น ค่าท่ีอยอู่ าศยั ค่ายารักษา
โรค ฯลฯ บุตรที่จะไดร้ ับความอุปการะเล้ียงดูตอ้ งเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมาย แมบ้ ุตรจะมีฐานะดี ก็
ไม่เป็นเหตุใหบ้ ิดามารดาหลุดพน้ จากหนา้ ท่ีอุปการะเล้ียงดู
บุตรชอบดว้ ยกฎหมาย จะฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูเองไม่ไดเ้ พราะจะเป็ นคดีอุทลุม5
บุคคลที่จะฟ้องขอให้ศาลกาหนดค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรและเล้ียงดูประการอ่ืนๆ เช่น ไดแ้ ก่ อยั การ
5 คาว่า “อุทลุม” ตามพจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 มีความหมายว่า ผิดประเพณี, ผิด
ธรรมะ, นอกแบบ, นอกทาง, เช่น คดีอุทลุม คือคดีท่ีลูกหลานฟ้องบุพการีของตนต่อศาล, เรียกลูกหลานท่ีฟ้อง
-274-
หรือโดยบุตร หรือญาติสนิทอาจร้องขอให้อยั การร้องขอต่อศาลตามมาตรา 1562 หรือบิดาหรือ
มารดา
บุตรนอกสมรสจะเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากบิดาไดต้ ่อเมื่อได้ฟ้องให้รับเด็กเป็ นบุตร
และเรียกค่าอปุ การะเล้ียงดูรวมกนั ในคดีเดียวกนั หรือในภายหลงั (ไม่เป็นคดีอุทลมุ )
10.6 สิทธิทบ่ี ุตรจะได้รับการศึกษา
บิดามารดาจะตอ้ งยนิ ยอมใหบ้ ุตรไดเ้ ขา้ รับการศึกษาเม่ืออายถุ ึงเกณฑ์ เวน้ แต่จะมีเหตุอนั
สมควร เช่น บุตรเป็นคนพิการ หูหนวก เป็นใบ้
หนา้ ท่ีของบิดามารดาในที่น้ี หมายถึง การเลือกสถานศึกษา การเสียค่าเล่าเรียน ค่าบารุง
ต่างๆ ตลอดจนค่าใชจ้ ่ายอ่ืนๆ ที่จาเป็น
หากไม่ไดท้ าพินยั กรรมไว้ ให้ปันทรัพยม์ รดกแก่ทายาทโดยธรรม (มาตรา 1620)6 โดย
ทายาทโดยธรรมมีเพียง 6 ลาดับเท่าน้ัน โดยมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลงั กันดงั น้ี (มาตรา 1629)7
บุพการีของตนตอ่ ศาล วา่ คนอุทลุม เช่น ผใู้ ดเปนคนอุทลมุ หมีไดร้ ู้คุณบิดามานดาป่ ูหญา้ ตายาย แลมนั มาฟ้องร้อง
ใหเ้ รียกบิดามานดาป่ ญู ่าตายายมนั ท่านใหม้ ีโทษทวนมนั ดว้ ยลวดหนงั โดยฉกนั (กฎหมายตราสามดวง)
จะเห็นไดว้ ่า ตามกฎหมายแต่โบราณ หากลูกหลานนาคดีมาฟ้อง บิดา มารดา ป่ ู ยา่ ตา ยาย นอกจากศาล
จะไม่รับฟ้องไวพ้ ิจารณาแลว้ ผฟู้ ้องยงั จะตอ้ งถกู ลงโทษเฆ่ียนตีไม่ให้เป็นเยย่ี งอยา่ ง ฐานเป็นผไู้ มร่ ู้คณุ อีกดว้ ย
ดงั น้นั คาว่า “ คดีอทุ ลมุ “ คือคดีท่ีลูกหลาน ฟ้องบิดามารดาหรือผบู้ ุพการีของตนเองต่อศาลเป็นคดีแพ่ง
หรือคดีอาญานน่ั เอง
ขอ้ สังเกต ตวั บทฎหมายสมยั ปัจจบุ นั ไมไ่ ดใ้ ชค้ าว่า “คดีอทุ ลมุ ” เหมือนกฎหมายเก่าคอื กฎหมายตราสาม
ดวงแลว้ แต่ขอ้ ห้ามเรื่อง ลูกหลานฟ้องบิดามารดาหรือผูบ้ ุพการีก็ยงั มีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1562 ท่ีวางหลกั วา่ “ผใู้ ดจะฟ้องบพุ การีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได”้ นกั กฎหมายกย็ งั นิยมเรียกคดี
ประเภทน้ีวา่ “ คดีอทุ ลุม “ กนั อยจู่ นถึงปัจจุบนั
6มาตรา 1620 บญั ญตั ิว่า “ถา้ ผใู้ ดตายโดยไม่ไดท้ าพินยั กรรมไวห้ รือทาพินัยกรรมไวแ้ ต่ไม่มีผลบงั คบั ได้
ให้ปันทรัพยม์ รดกท้งั หมดแก่ทายาทโดยธรรมของผตู้ ายน้นั ตามกฎหมาย
ถา้ ผใู้ ดตายโดยไดท้ าพินยั กรรมไว้ แต่พินยั กรรมน้ันจาหน่ายทรัพยห์ รือมีผลบงั คบั ไดแ้ ต่เพียงบางส่วน
แห่งทรัพยม์ รดก ให้ปันส่วนท่ีมิไดจ้ าหน่ายโดยพินยั กรรม หรือส่วนที่พินยั กรรมไม่มีผลบงั คบั ให้แก่ทายาทโดย
ธรรมตามกฎหมาย”
7 มาตรา 1629 บญั ญตั ิว่า “ทายาทโดยธรรมมีหกลาดบั เทา่ น้นั และภายใตบ้ งั คบั แห่งมาตรา 1630 วรรค 2
แต่ละลาดบั มีสิทธิไดร้ ับมรดกก่อนหลงั ดงั ตอ่ ไปน้ี คือ
(1) ผสู้ ืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พีน่ อ้ งร่วมบิดามารดาเดียวกนั
-275-
ลาดบั ที่ 1 ผสู้ ืบสันดาน ลาดบั ที่ 2 บิดามารดา ลาดบั ท่ี 3 พี่นอ้ งร่วมบิดามารดาเดียวกนั ลาดบั ที่ 4 พ่ี
นอ้ งร่วมแต่บิดาหรือมารดา ลาดบั ที่ 5 ป่ ู ยา่ ตา ยาย และ ลาดบั ท่ี 6 ลุง ป้า นา้ อา
10.7 สิทธทิ บี่ ตุ รจะได้รับมรดก
มาตรา 1600 บญั ญตั ิว่า “ภายใตบ้ งั คบั ของบทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายน้ี กองมรดก
ของผูต้ ายไดแ้ ก่ทรัพยส์ ินทุกชนิดของผูต้ าย ตลอดท้งั สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เวน้ แต่ตาม
กฎหมายหรือวา่ โดยสภาพแลว้ เป็นการเฉพาะตวั ของผตู้ ายโดยแท”้
มรดก หมายถึง ทรัพยส์ ินทุกชนิดของผูต้ าย ตลอดท้งั สิทธิ หนา้ ท่ี และความรับผิดของ
ผตู้ าย เวน้ แตเ่ ป็นการเฉพาะตวั ของผตู้ าย
ในการพิจารณาวา่ ทรัพยส์ ินใดเป็นมรดกหรือไมน่ ้นั จะตอ้ งพิจารณาวา่ ในขณะ ผตู้ ายถึง
แก่ความตาย มีทรัพยส์ ิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดใดบา้ งที่มีอยู่ก่อนและมีอยู่ในขณะ ถึงความ
ตายหรือไม่ หากปรากฏวา่ ทรัพยส์ ินใดเกิดข้ึนภายหลงั ผตู้ ายถึงแก่ความตาย ยอ่ มไมถ่ ือ เป็นมรดก
ดงั น้นั หากบิดามารดาตาย ทรัพยม์ รดกย่อมตกทอดไปยงั ทายาท บุตรยอ่ มมีสิทธิไดร้ ับ
มรดกจากบิดามารดาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของตน
10.8 การใช้อานาจปกครองของบิดามารดาต่อบุตร
มาตรา 1566 บญั ญตั ิวา่ “บุตรซ่ึงยงั ไม่บรรลุนิติภาวะตอ้ งอยใู่ ตอ้ านาจปกครองของบิดา
มารดา อานาจปกครองอยกู่ บั บิดาหรือมารดาในกรณีดงั ต่อไปน้ี
(1) มารดาหรือบิดาตาย
(2) ไม่แน่นอนวา่ มารดาหรือบิดามีชีวิตอยหู่ รือตาย
(3) มารดาหรือบิดาถูกศาลส่งั ใหเ้ ป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(4) มารดาหรือบิดาตอ้ งเขา้ รักษาตวั ในโรงพยาบาลเพราะจิตฟ่ันเฟื อน
(5) ศาลสัง่ ใหอ้ านาจปกครองอยกู่ บั บิดาหรือมารดา
(6) บิดาและมารดาตกลงกนั ตามที่มีกฎหมายบญั ญตั ิไวใ้ หต้ กลงกนั ได”้
จากมาตรา 1566 วรรคแรก อานาจในการปกครองบุตรซ่ึงไม่บรรลุนิติภาวะตอ้ งอยู่กบั
บิดามารดาท้งั สองคน บิดามารดาจึงใชอ้ านาจปกคอรงเก่ียวกบั บุตรน้ัน ในกรณีน้ี ตอ้ งเขา้ ใจวา่ การ
(4) พน่ี อ้ งร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกนั
(5) ป่ ู ยา่ ตา ยาย
(6) ลงุ ป้า นา้ อา
คสู่ มรสที่ยงั มีชีวติ อยนู่ ้นั ก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใตบ้ งั คบั ของบทบญั ญตั ิพิเศษแห่งมาตรา 1635”
-276-
ใชอ้ านาจปกครองเก่ียวกบั บุตรไม่วา่ ในทางส่วนตวั หรือในทางทรัพยส์ ินน้นั ปกติบิดามารดาจะตอ้ ง
ใชร้ ่วมกนั มิใช่ต่างฝ่ายต่างทาไดเ้ พราะจะทาใหเ้ กิดความแตกร้าวในครอบครัวไดง้ ่าย
ดงั น้นั บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงจึงมีสิทธิใชอ้ านาจปกครองของบุตรผเู้ ยาวไ์ ดต้ าม
มาตรา 1569 แตห่ ากผเู้ ยาวบ์ รรลนุ ิติภาวะแลว้ ก็ไมอ่ ยู่ภายใตอ้ านาจปกครองของบิดามารดาอีกตอ่ ไป
สาหรับการใช้อานาจปกครองบุตรน้ี บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงสามารถใชอ้ านาจปกครองโดย
ลาพงั และจะสละอานาจปกครองบุตรใหบ้ ุคคลอื่นไม่ได้
คาพิพากษาฎีกาท่ี 482/2537 ของบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1566 และบิดาโจทก์ยงั มีชีวิตอยกู่ ็หาเป็นเหตใุ ห้โจทย์ ไมอ่ ยู่ใตอ้ านาจปกครองของมารดาไม่
เมื่อมารดายงั เป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองโจทกจ์ ึงเป็ นผแู้ ทนโดยชอบธรรมของโจทก์ตาม มาตรา 1569
มีอานาจฟ้องคดีแทนโจทกไ์ ด้
แต่สาหรับการกาหนดท่ีอยนู่ ้ันกฎหมายกาหนดให้สามีภริยาอาจถือภูมิลาเนาต่างกนั ได้
ในกรณีเช่นน้ี การกาหนดท่ีอยู่คงตอ้ งทาร่วมกนั อย่างไรก็ดี หากบิดามารดามีความขดั แยง้ กนั เร่ือง
การใชอ้ านาจปกครอง ทางแกก้ ค็ ือ ร้องขอให้ศาลส่ังใหอ้ านาจปกครองอยกู่ บั บิดาหรือมารดาฝ่ายใด
ฝ่ ายหน่ึงได้
ในกรณีปกติอานาจปกครองบุตรท่ียงั ไม่บรรลุนิติภาวะอยูก่ บั บิดาและมารดา แต่มีกรณี
พิเศษท่ีทาให้อานาจปกครองอยกู่ ับบิดาหรือมารดาเพียงคนเดียว ตามที่มาตรา 1566 วรรคสอง และ
วรรคทา้ ย และมาตรา 1568 กาหนดไวด้ งั ต่อไปน้ี
(1) มารดาหรือบิดาตาย บิดาหรือมารดาฝ่ายที่เหลืออยู่กเ็ ป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองเพียงคน
เดียว
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2544 แมบ้ ิดาและมารดาจะจดทะเบียนหย่าโดยตกลงให้
มารดาเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผเู้ ยาวแ์ ต่ฝ่ ายเดียวก็เป็นเร่ืองการตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) มิใช่เป็ นกรณีท่ีบิดาถูก
ถอนอานาจปกครองโดยศาลฉะน้นั เมื่อมารดาของผเู้ ยาวถ์ ึงแก่กรรม อานาจปกครองผูเ้ ยาวก์ ็กลบั มา
อยูแ่ ก่บิดาฝ่ ายเดียวตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) หากบิดาของผเู้ ยาวย์ งั ไม่ถูกถอนอานาจปกครอง
จึงไม่อาจต้งั ผปู้ กครองได้
คาพิพากษาศาลฎกี าที่ 6128/2554 ช. นอ้ งชายโจทกอ์ ายปุ ระมาณ 16 ปี บิดาโจทกถ์ ึงแก่
ความตาย แต่ยงั มี อ. มารดาที่ชอบดว้ ยกฎหมายอยู่ ดงั น้นั อานาจปกครองจึงตกอย่แู ก่ อ. มารดาของ
โจทก์ โจทก์มิใช่ผใู้ ชอ้ านาจปกครองดูแล ช. ตามกฎหมาย จึงไมม่ ีอานาจฟ้องเรียกคา่ ขาดไร้อุปการะ
แทน ช.โดยมิไดร้ ับมอบอานาจจาก อ.
-277-
(2) ไม่แน่นอนว่ามารดาหรือบิดามีชีวิตอยู่หรือตาย เช่น บิดาหายไปจากถิ่นท่ีอยู่ ไม่มี
ใครทราบวา่ เป็นตายร้ายดีอยา่ งไร มารดาที่ยงั เหลืออยกู่ ็เป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองเพียงคนเดียว
(3) มารดาหรือบิดาถูกศาลส่ังให้เป็ นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
มารดาหรือบิดาที่ยงั เหลืออยกู่ ็เป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองเพียงคนเดียว
(4) มารดาหรือบิดาต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะจิตฟ่ันเฟื องบิดาหรือมารดาท่ี
ยงั เหลืออยกู่ ็เป็น ผใู้ ชอ้ านาจปกครองเพยี งคนเดียว
(5) ศาลส่ังให้อานาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา บิดาหรือมารดา เช่นวา่ น้ีก็เป็นผใู้ ช้
อานาจปกครองเพียงคนเดียว ซ่ึงการท่ีศาลจะสั่งเช่นว่าน้ีศาลจะตอ้ งคานึงถึงความสุขและประโยชน์
ของเด็กเป็ นสาคญั เช่น บิดามารดาหยา่ ขาดจากกนั ในขณะที่พูดอย่างอ่อนอายุ ศาลอาจจะมีคาส่ังให้
อานาจปกครองอยกู่ บั มารดาคนเดียว กไ็ ด้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1106/2550 แมค้ าฟ้องแยง้ จะมีขอ้ ความระบุว่า หากศาลพิพากษา
ใหโ้ จทกจ์ าเลยหยา่ ขาดจากกนั ขอใหบ้ งั คบั โจทก์จ่ายค่าเล้ียงชีพแก่จาเลยและค่าอปุ การะเล้ียงดูบุตร
ผเู้ ยาวก์ ็ตาม แต่จาเลยให้การต่อสู้คดีและบรรยายคาฟ้องแยง้ มาแต่แรกว่า เหตุหย่ามิใช่เกิดจากการ
กระทาของจาเลย โจทก์เป็ นฝ่ ายออกจากบา้ นละทิ้งไม่ดูแลไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดู
จาเลยและบุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองซ่ึงอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียนขอให้บังคบั โจทก์จ่ายค่าเล้ียงชีพแก่
จาเลย ค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวแ์ ละให้จาเลยเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองเพียงผู้
เดียว แสดงให้เห็นถึงเจตนาแทจ้ ริงตามคาฟ้องแยง้ ของจาเลยว่าไม่ประสงค์จะหย่ากบั โจทก์ แต่
ขณะเดียวกันก็ยืนยนั ว่าโจทก์ไม่ปฏิบตั ิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรค
หน่ึง ที่บญั ญตั ิว่าบิดามารดาจาตอ้ งอุปการะเล้ียงดูและใหก้ ารศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหวา่ งที่
เป็ นผูเ้ ยาว์ ซ่ึงโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่า
โจทก์จาเลยยงั คงเป็ นสามีภริยาหรือหย่าขาดกนั แลว้ หรือไม่ ท้งั ยอ่ มเป็นเหตุผลอนั สมควรให้ศาลมี
คาส่ังให้อานาจปกครองบุตรผูเ้ ยาวอ์ ยู่แก่จาเลยผูเ้ ป็ นมารดาฝ่ ายเดียวไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จาเลยจะหย่าขาดกนั หรือไม่เช่นเดียวกนั เม่ือโจทก์ไม่
อปุ การะเล้ียงดูให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผเู้ ยาว์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและ
ครอบครัว พิพากษาให้โจทก์ชาระค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองและให้จาเลยเป็ นผูใ้ ชอ้ านาจ
ปกครองบุตรผเู้ ยาวท์ ้งั สองเพียงฝ่ายเดียว จึงไมเ่ ป็นการพพิ ากษาเกินคาขอ
(6) บิดาและมารดาตกลงกนั ตามท่ีมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ตกลงกนั ได้ กรณีเช่นน้ีอานาจ
ปกครองบุตรก็อยูก่ บั บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงตามที่ตกลงกนั ไว้ แต่ท้งั น้ีเฉพาะท่ีกฎหมายยอม
ให้ตกลงกนั ไดก้ ็คือเช่น การใช้อานาจปกครองบุตรภายหลงั การหยา่ กฎหมายในเรื่องการหย่าโดย
ความยินยอมบญั ญัติว่า ให้ตกลงกันเป็ นหนังสือว่าให้บุตรอยู่กับความปกครองของผูใ้ ด เช่นน้ี
-278-
สามารถตกลงกนั ได้ แต่ถา้ อยใู่ นระหว่างสมรสจะตกลงให้บิดาหรือมารดาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเป็นผใู้ ช้
อานาจปกครองเพยี งคนเดียวไมไ่ ด้
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 1000/2544 โจทกจ์ าเลยจดทะเบียนหยา่ ขาดจากการเป็นสามีภริยา
กนั โดยมีบนั ทึกขอ้ ตกลงเป็ นหนงั สือท้ายทะเบียนหยา่ ใหโ้ จทก์ซ่ึงเป็ นบิดาเป็นผูใ้ ชอ้ านาจปกครอง
บุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองเพียงผูเ้ ดียว กรณีตอ้ งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรค
หน่ึง เม่ือศาลยงั ไม่ไดส้ ่ังเพิกถอนอานาจปกครองของโจทกต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1582 วรรคหน่ึงแลว้ โจทกจ์ ึงเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองบุตรผูเ้ ยาวแ์ ต่เพียงผเู้ ดียวตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (6) ขอ้ ตกลงตามสัญญาหย่าระบุเพียงให้จาเลยไปมาหาสู่
บุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองได้ตลอดเวลา หามีขอ้ ตกลงให้จาเลยรับบุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั สองไปอุปการะเล้ียงดูไม่
จาเลยจึงไมม่ ีสิทธิท่ีจะนาบุตรผเู้ ยาวท์ ้งั สองไปอยดู่ ว้ ย
(7) บุตรเกิดจากหญิงท่ีมิได้มีการสมรสกับชาย บุตรเช่นว่าน้ีเป็ นบุตรที่ชอบด้วย
กฎหมายของมารดาเพียงผเู้ ดียว มารดาจึงเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองแต่เพยี งผูเ้ ดียว
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 7473/2537 การท่ีโจทก์จาเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จด
ทะเบียนสมรส และมีบุตรดว้ ยกนั คือเด็กชาย ย. น้ัน โจทก์มิไดเ้ ป็ นบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของ
เด็กชาย ย. ไม่มีสิทธิและหน้าที่ในฐานะท่ีเป็นบิดาตามกฎหมาย ขอ้ พิพาทอนั เก่ียวกบั การปกครอง
ดูแลเด็กชาย ย. ระหวา่ งโจทก์กบั จาเลยยอ่ มไม่มี การที่โจทกแ์ ละจาเลยทาบนั ทึกขอ้ ตกลงแยกกนั อยู่
โดยให้เด็กชาย ย. อยู่กบั แต่ละฝ่ ายคนละ 2 สัปดาห์จึงไม่มีผลเป็ นสัญญาประนีประนอมยอมความ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคบั จาเลยให้ปฏิบตั ิตาม
ขอ้ ตกลงน้ีได้
(8) บุคคลใดมีบุตรติดมาได้สมรสกับบุคคลอื่น อานาจปกครองท่ีมีต่อบุคคลน้ันอยู่กบั ผู้
ทบี่ ตุ รน้นั ตดิ ตามมาเพียงคนเดยี วเท่าน้ัน คสู่ มรสของบุตรบุคคลท่ีมีบตุ รติดมาไม่ไดอ้ านาจปกครอง
บุตรดว้ ย
นอกจากน้ี ผใู้ ชอ้ านาจปกครองมีสิทธิในการใชอ้ านาจปกครองในทางส่วนตวั แก่ผูเ้ ยาว์
ไดใ้ นกรณีดงั ตอ่ ไปน้ี8
1) กาหนดท่ีอยู่ของบตุ ร
8 มาตรา 1567 บญั ญตั ิว่า “ผใู้ ชอ้ านาจปกครองมีสิทธิ
(1) กาหนดที่อยขู่ องบตุ ร
(2) ทาโทษบตุ รตามสมควรเพือ่ ว่ากล่าวส่ังสอน
(3) ให้บตุ รทาการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
(4) เรียกบตุ รคืนจากบุคคลอนื่ ซ่ึงกกั บุตรไวโ้ ดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย”
-279-
กฎหมายจึงให้สิ ทธิ บิดามารดาท่ีจะกาหนดที่อยู่ของบุตรว่าจะให้อยู่ที่ใดตามท่ีสมค วร
นอกจากน้ี ตามมาตรา 44 ก็กาหนดให้ผเู้ ยาวม์ ีภูมิลาเนาตามผแู้ ทนโดยชอบธรรมซ่ึงเป็นผใู้ ชอ้ านาจ
ปกครอง
2) ทาโทษบตุ รตามสมควรเพื่อว่ากล่าวส่ังสอน
กฎหมายให้สิทธิในการทาโทษบุตรน้ีไว้ แต่การทาโทษจะตอ้ งลงโทษตามสมควรเพื่อ
ประโยชน์ในการวา่ กล่าวส่ังสอนบุตรเท่าน้นั หากเป็ นการลงโทษรุนแรงเกินไปหรือเพราะอาฆาต
โกรธแคน้ เช่น เอาไมห้ นา้ สามตีหัวแตก เอาเชือกมดั เฆ่ียนดว้ ยหวายจนหลงั แตกท้งั ตวั เหล่าน้ีบิดา
มารดาอาจมีความผดิ ฐานทาร้ายร่างกาย หรืออาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทาละเมิดในทาง
แพง่
3) ให้บุตรทาการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
การให้บุตรทางานการน้ีเป็ นวิธีการหน่ึงในการอบรมสั่งสอนบุตร กฎหมายจึงให้สิทธิ
มารดาที่จะให้บุตรทางานได้ เช่น มารดาให้บุตรช่วยทากับข้าว ล้างจาน ซักรีดเส้ือผา้ ทาความ
สะอาดบ้าน เป็ นต้น แต่การให้บุตรทาการงานน้ีต้องเป็ นไปตามสมควรแก่ความสามารถและ
ฐานานุรูปของบุตรด้วย เช่น บุตรอายุ 7-8 ขวบ บิดาให้ข้ึนหลังคาซ่อมบ้านเช่นน้ีจะเป็ นการไม่
เหมาะสม
4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอ่ืนซึ่งกกั บตุ รไว้โดยมชิ อบด้วยกฎหมาย
การท่ีบุคคลอื่นกกั ขงั ลอ่ ลวง ชกั พาบุตรไปจากบิดามารดา บุคคลน้นั อาจมีความผดิ ทาง
อาญาฐานพรากผเู้ ยาว์ ความผิดต่อเสรีภาพ และเป็นการกระทาละเมิดในทางแพ่งดว้ ย บิดามารดาจึง
มีสิทธิฟ้องบุคคลท่ีกักบุตรไวใ้ นส่งคืนบุตรมาให้ตน นอกจากน้ีถา้ บุตรถูกควบคุมหรือขงั โดยผิด
กฎหมายบิดามารดาก็ยงั มีสิทธิร้องต่อศาลตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา ขอใหศ้ าลส่ังปลอ่ ยตวั บตุ รได้
5) สิทธิในการให้ความยินยอมบุตรผู้เยาว์ทาการหม้ันและสมรส เช่น ตามมาตรา 1436
และมาตรา 1454 หากไม่ได้รับความยินยอมจากบิดามารดา สัญญาหม้ันและการสมรสน้ันเป็ น
โมฆียะ
6) สิทธิท่ีเกี่ยวข้องกบั การอุปการะเลยี้ งดูบุตรในด้านต่างๆ เช่น การใหค้ วามยนิ ยอมใน
การเขา้ รับการรักษาพยาบาลการผา่ ตดั หรือการทานิติกรรมต่างๆ
ตวั อย่าง บิดาให้ความยินยอมให้บุตรผูเ้ ยาว์ไดร้ ับการรักษาพยาบาล เขา้ รับการผ่าตัด
หรือบิดาใหค้ วามยนิ ยอมใหบ้ ตุ รผเู้ ยาวท์ านิติกรรม เป็นตน้
ผใู้ ชอ้ านาจปกครองเป็นผแู้ ทนโดยชอบธรรมของบุตรโดยอานาจของกฎหมาย (มาตรา
1569) กล่าวคือ บิดามารดาผูใ้ ช้อานาจปกครองเป็ นตัวแทนหรือพูดแทนบุตรโดยอานาจแห่ง
-280-
กฎหมาย มีอานาจทาการใดๆ แทนบุตร รวมท้งั ทานิติกรรมแทนบุตรดว้ ยการกระทาของผใู้ ชอ้ านาจ
ปกครองผูกพนั บุตร แมบ้ ุตรจะมิไดร้ ู้เห็นยินยอมในการน้นั ก็ตาม เช่น บิดาผแู้ ทนโดยชอบธรรมเอา
ท่ีดินของบุตรไปให้คนเช่าเป็ นเวลา 1 ปี สัญญาเช่าท่ีดินแปลงน้ีผูกพนั บุตรแมบ้ ุตรจะไม่รู้เรื่องการ
เช่นน้ีดว้ ยก็ตาม
บทสรุป
กฎหมายครอบครัวมีบทบาทในการวางรากฐานความสัมพนั ธ์ในครอบครัวและสิทธิ
หน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรเพ่ือให้สอดคลอ้ งกันไปด้วย เมื่อบุตรเป็ นบุตรโดยชอบด้วย
กฎหมายของบิดาแลว้ บตุ รยอ่ มมีสิทธิที่จะใชช้ ื่อสกุลของบิดา แต่ในกรณีท่ีบุตรเกิดจากบิดามารดาที่
ไมไ่ ดส้ มรสกนั บุตรมีสิทธิเพียงใชช้ ื่อสกลุ ของมารดาเท่าน้นั และยงั มีใชส้ ิทธิในการถือสัญชาติตาม
บิดาหรือมารดได้ บุตรท่ีเกิดจากบิดาหรือมารดาผมู้ ีสัญชาติไทยย่อมไดร้ ับสัญชาติไทยโดยการเกิด
อย่างไรก็ดี บุตรก็ยงั ถูกกฎหมายจากดั สิทธิบงประการเช่น หา้ มบุตรจะฟ้องบุพการีเป็นคดีแพ่งหรือ
อาญามิได้ เพราะการฟ้องคดีบุพการีเป็นคดีอุทลุม นอกจากน้ี กฎหมายยงั กาหนดหนา้ ท่ีระหวา่ งบตุ ร
และบิดาท่ีตอ้ งอุปการะเล้ียงดูกนั ซ่ึงเราจะเห็นไดว้ า่ เม่ือขณะท่ีบุตรยงั เป็นผูเ้ ยาวน์ ้นั บิดามารดาได้
ให้การดูแลอุปการะให้การศึกษาแก่บุตร ต่อมาบิดามารดามีอายุมากข้ึนช่วยเหลือตนเองไม่ได้
กฎหมายก็กาหนดให้บุตรก็จะตอ้ งกตญั ญูและตอ้ งช่วยเหลือ ดูแลบิดามารดาเป็ นการตอบแทนกนั
ซ่ึงหากวา่ บุตรไม่ใหก้ ารอุปการะดงั กลา่ วแก่บิดามารดากฎหมาย อีกท้งั บิดามารดายงั มีสิทธิที่จะฟ้อง
คดี เรี ยกเอาค่าอุปการะเล้ ี ยงดู จากบุตรได้แล ะใน ทางตรงกัน ข้ามห าก ว่าบิ ดาม ารดามิ ได้ให้การ
อุปการะบุตรตามสมควรที่กฎหมายไดบ้ ญั ญตั ิไวแ้ ลว้ น้ัน แมว้ ่าบุตรจะไม่สามารถฟ้องคดีเรียกค่า
อุปการะจากบิดามารดาดว้ ยตนเองได้ เนื่องจากเป็ นคดีอุทลุม แต่บุตรก็ยงั สามารถที่จะร้องขอให้
อยั การเป็ นผูฟ้ ้องคดีเรียกค่าเล้ียงดูดงั กล่าวได้ สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดาและบุตรไม่ไดจ้ ากัด
เพยี งเทา่ น้ี
การใชอ้ านาจปกครองบุตรของบิดามารดา เป็นอานาจที่ใชเ้ พื่อการเล้ียงดูรักษาบุตรให้
เจริญเติบโตต่อไป บุคคลอ่ืนย่อมไม่มีสิทธิในการใช้อานาจน้ีเพราะถือว่าบิดามารดาย่อมมีความ
รับผิดชอบท่ีจะใชอ้ านาจน้ีเพื่อครอบครัว บิดามารดายงั มีสิทธิในการกาหนดท่ีอยหู่ รืออบรมสั่งสอน
บุตรในการใช้อานาจปกครองแลว้ น้ัน บิดามารดายงั มีสิทธิที่จะจดั การทรัพยส์ ินของบุตรได้ โดย
จะตอ้ งใช้ความระมดั ระวงั อย่างเช่นวิญญูชนพึงกระทา ส่วนในบางทรัพยส์ ินท่ีสาคัญและเป็ นการ
จดั การท่ีกระทบกระเทือนสิทธิของบุตรมากน้ัน กฎหมายกาหนดใหบ้ ิดามารดาตอ้ งขออนุญาตจาก
ศาลก่อนจึงจะทานิติกรรมน้ันได้ แต่อย่างไรก็ดี แมว้ ่ากฎหมายจะให้สิทธิแก่บิดามารดาในการใช้
อานาจปกครองบุตรก็ตาม หากว่าการใช้อานาจของบิดามารดาน้ันไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความ
-281-
เสียหายแก่ประโยชน์ของบุตร ศาลอาจจะมีคาสั่งให้ถอนอานาจปกครองของบิดามารดาบางส่วน
หรือท้งั หมดก็ได้ และเมื่อศาลไดม้ ีคาสั่งถอนอานาจการปกครองของบิดาหรือมารดาหรือท้งั บิดา
และมารดา ผลคือบิดาหรือมารดาน้นั ไมส่ ามารถใชอ้ านาจการปกครองบุตรได้
โดยหลกั แลว้ บุตรท่ียงั ไม่บรรลุนิติภาวะจะตอ้ งอยู่ภายใตก้ ารปกครองของบิดามารดา
เวน้ แต่ในบางคร้ังอานาจปกครองจะอยกู่ บั บิดาหรือมารดาก็ได้ เช่น บิดาหรือมารดาตาย เม่ืออานาจ
ในการปกครองบตุ รอยทู่ ี่บิดาหรือมารดาหรือท้งั บิดาและมารดาน้นั เป็นตน้
-282-
คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายว่า ผูใ้ ช้อานาจปกครองย่อมมีสิทธิจดั การทรัพยส์ ินของผูอ้ ยู่ใต้อานาจ
ปกครองการจดั การทรัพยส์ ินของบตุ รน้นั มีก่ีกรณี อะไรบา้ ง
2. บุตรนอกสมรส สามารถใชน้ ามสกุลของบิดาไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
3. นายเอเป็ นผูเ้ ยาวม์ ีเงินได้ 1 ลา้ นบาท ต่อมาบิดาเอาเงินได้ 5,000 บาทไปร่วมบริจาค
ใหโ้ ครงการกา้ วคนละกา้ วเพ่อื สร้างโรงพยาบาลร่วมกบั พี่ตนู บอด้ีสแลม เป็นการให้พอแก่ฐานานุรูป
ของผเู้ ยาว์ บิดามีอานาจทาไดไ้ ม่ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อน
4. กรณีบิดาของผูเ้ ยาวน์ าเงิน 5 แสนบาทของผูเ้ ยาว์ไปให้กู้ยืมไม่สามารถกระทาได้
หรือไมอ่ ยา่ งไร และกรณีหากบิดาไปกเู้ งินเขามาเพอื่ ประโยชนข์ องบตุ รผเู้ ยาว์ ทาไดห้ รือไม่ อยา่ งไร
5. หากมีบุคคลอื่นมาทาให้บิดามารดาเสียชีวิต โดยบิดามารดามีบุตรชอบดว้ ยกฎหมาย1
คน ช่ือนายเอ นายเอในฐานะบุตรฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากบุคคลท่ีกระทาละเมิดไดห้ รือไม่
อยา่ งไร
6. ผูใ้ ช้อานาจปกครองมีสิทธิในการใชอ้ านาจปกครองในทางส่วนตวั แก่ผูเ้ ยาวใ์ นเร่ือง
ใดบา้ ง
-283-
เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวิบูลย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแตง่ งานเพศเดียวกนั (14 กุมภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561 จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2559). หลกั กฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
__________. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบตุ ร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบตุ ร. (พมิ พค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรมาตรา
__________. (2555). คาอธิบายกฎหมายครอบครัว การหม้ัน. (พิมพค์ รังที่ 3). กรุงเทพฯ: นิติธรรม
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ ร้ังที่ 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พิมพ์
คร้ังที่ 1). กรุงเทพฯ : พลสยามาตรา
วิเคราะหค์ ดีความรับผดิ และอายคุ วาม ฟ้องค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ ร.สืบคน้ เม่ือ 1 กรกฎาคม 2562 จาก
https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม
-284-