The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanidaporn.j, 2022-08-29 00:40:02

ครอบครัว-ผสาน

ครอบครัว-ผสาน

Keywords: กฎหม,าย

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 11

มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 11 ผปู้ กครอง
ผู้เขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ ูวเดช วงศเ์ คย่ี ม

จุดประสงค์

1. ผเู้ รียนอธิบายผปู้ กครองอยา่ งถูกตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเร่ืองผปู้ กครองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งกบั เร่ืองผปู้ กครองไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง ผปู้ กครอง การต้งั ผูป้ กครอง หลกั เกณฑก์ ารต้งั ผูป้ กครอง ข้นั ตอน

การต้งั ผปู้ กครอง คุณสมบตั ิผูป้ กครอง สิทธิและหนา้ ท่ีของผูป้ กครองต่อผูเ้ ยาว์ ผลแห่งการสิ้นสุด
อานาจปกครอง การสิ้นสุดความปกครอง และผลแห่งการสิ้นสุดอานาจปกครอง

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 11 ผปู้ กครอง
2. ซกั ถามผเู้ รียนเกี่ยวกบั ผปู้ กครอง
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งผปู้ กครอง
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น

ส่ือการสอน

1. เอกสารคาสอนบทที่ 11 ผปู้ กครอง
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อยา่ ง

-286-

การวัดผลและการประเมินผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สงั เกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผูเ้ รียนใช้เวลานอกช้ันเรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1585 ถึงมาตรา

1598/18 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองผปู้ กครอง

-287-

บทที่ 11
ผู้ปกครอง

ถ้าหากผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครอง ศาลอาจต้ัง
ผปู้ กครองให้ได้ (มาตรา 1585, มาตรา 1586) ผูป้ กครอง จึงเป็นบุคคลซ่ึงถูกต้งั ข้ึนเพื่อทาหนา้ ท่ีแทน
ผใู้ ชอ้ านาจปกครอง (บิดาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายและมารดา) เนื่องจากเด็กซ่ึงยงั ไม่บรรลุนิติภาวะไม่มี
บิดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครอง ผูป้ กครองจึงมีสิทธิและหน้าที่ เช่นเดียวกบั ผใู้ ช้
อานาจปกครองและเป็ นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กที่อยู่ในอานาจปกครองซ่ึงการแต่งต้ัง
ผูป้ กครองมี 2 กรณี คือโดยคาส่ังศาลหรือขอ้ กาหนดที่ระบุในพินยั กรรม ในการต้งั ผูป้ กครองน้ัน
ต้งั ข้ึนเพ่ือมาคุม้ ครองดูแล ซ่ึงส่วนใหญ่มกั เป็ นญาติของเด็กให้มาทาหนา้ ที่จนกว่าเด็กจะบรรลุนิติ
ภาวะ ในบทน้ีอธิบายถึง การต้งั ผูป้ กครอง สิทธิหนา้ ท่ีของผปู้ กครองต่อผเู้ ยาว์ และการสิ้นสุดความ
ปกครอง

11.1 การต้งั ผ้ปู กครอง
มาตรา 1585 บุคคลท่ียงั ไม่บรรลุนิติภาวะและไม่มีบิดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอน

อานาจปกครองเสียแลว้ น้นั จะจดั ใหม้ ีผปู้ กครองข้ึนในระหวา่ งที่เป็นผเู้ ยาวก์ ไ็ ด้
ในกรณีที่ผใู้ ช้อานาจปกครองถูกถอนอานาจปกครองบางส่วนตามมาตรา 1582 วรรคหน่ึง

ศาลจะต้งั ผปู้ กครองในส่วนท่ีผใู้ ชอ้ านาจปกครองถกู ถอนอานาจปกครองน้นั กไ็ ด้ หรือในกรณีที่ผใู้ ช้
อานาจปกครองถูกถอนอานาจจดั การทรัพยส์ ินตามมาตรา 1582 วรรคสอง ศาลจะต้งั ผูป้ กครองเพ่ือ
จดั การทรัพยส์ ินก็ได้

ผปู้ กครองตามกฎหมายเกิดข้นึ ไดใ้ น 2 กรณี คอื
1. เป็นบุคคลผยู้ งั ไม่บรรลุนิติภาวะ และ
บุคคลท่ียงั ไม่บรรลุนิติภาวะ คือ บุตรที่ยงั ไม่บรรลุนิติภาวะไม่วา่ จะดว้ ยการสมรสหรืออายุ
ครบ 20 ปี บริบรู ณ์
2. บคุ คลน้นั ไมม่ ีบิดามารดาหรือมีบิดามารดา แตบ่ ิดามารดาถกู ถอนอานาจปกครอง
2.1 บคุ คลน้นั ไมม่ ีบิดามารดา หรือ
ผเู้ ยาวไ์ ม่มีบิดามารดา หมายถึง กรณีบิดามารดาของผเู้ ยาวท์ ้งั สองคนไดถ้ ึงแก่ความตายไป
แลว้ และยงั รวมถึงกรณีที่ไม่ปรากฏว่าผูใ้ ดเป็ นบิดามารดาของผูเ้ ยาวด์ ว้ ย แต่ถ้าในกรณีที่บิดาท่ีไม่
ชอบดว้ ยกฎหมายถึงแก่ความตายไปแต่มารดาไดห้ ายไปโดยไม่มีใครทราบวา่ เป็นตายร้ายดีเช่นน้ียงั
ถือวา่ ผเู้ ยาวย์ งั มีมารดาซ่ึงยงั ไมถ่ ูกถอนอานาจปกครอง จึงไมอ่ าจต้งั ผปู้ กครองใหผ้ เู้ ยาวไ์ ด้

-288-

ตวั อยา่ ง ผเู้ ยาวม์ ีบิดาที่ชอบดว้ ยกฎหมาย แต่บิดามิไดถ้ ูกถอนอานาจปกครอง บิดาไดใ้ ห้
พี่สาวคือป้า โดยป้าของผเู้ ยาวจ์ ะดูแลปกครองผูเ้ ยาวม์ าต้งั แต่อายุ 1 ปี จนถึงอายุ 18 ปี แลว้ โดยบิดา
ไม่ไดม้ าเก่ียวขอ้ งดว้ ยและไม่ปรากฏว่าอยู่ท่ีแห่งใดก็ดี เม่ือบิดายงั มีชีวิตอยู่ป้าจะขอให้ ศาลต้งั ตน
เป็นผปู้ กครองเพอ่ื ขายที่ดินของผเู้ ยาวไ์ ม่ได1้

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 729/2491 ยายจะขอให้ศาลถอนการจดทะเบียนรับรองบุตรที่ผู้ ขอ
จดทะเบียนเป็นบิดาของเด็กหาไดไ้ ม่ เมื่อเด็กยงั มีบิดาอยู่และโดยท่ีบิดามิไดถ้ ูกถอนอานาจปกครอง
แลว้ ยายไมม่ ีอานาจร้องขอเป็นผปู้ กครองเด็ก

2.2 บุคคลน้นั มีบิดามารดา แต่บิดามารดาถกู ถอนอานาจปกครอง
ไม่ว่าการถอนอานาจปกครองจะเกิดข้ึนโดยผลของกฎหมาย เช่น ยกบุตรให้เป็ นบุตรบุญ
ธรรมของบุคคลอื่น หรือถอนอานาจเกิดข้ึนโดยคาพิพากษาของศาล เช่น ผูใ้ ช้อานาจปกครอง
ประพฤติชั่วร้ายต่อบุตร ตกเป็ นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ตกเป็ นบุคคล
ลม้ ละลาย ใชอ้ านาจปกครองโดยมิชอบ เป็นตน้
ดงั น้นั ถา้ มีบิดาหรือมารดา แต่บิดาหรือมารดาไมไ่ ดม้ าเก่ียวขอ้ งดว้ ย หรือแมบ้ ิดาผเู้ ยาวจ์ ะมี
ภมู ิลาเนาในต่างประเทศ เมื่อไมไ่ ดถ้ กู ถอนอานาจปกครองกจ็ ะขอใหศ้ าลต้งั ผปู้ กครองไม่ได้
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 749/2542 การต้งั ผปู้ กครองผเู้ ยาว์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1585 วรรคหน่ึงให้ต้งั ได้เฉพาะกรณีผูเ้ ยาว์ไม่มีบิดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจ
ปกครองเสียแลว้ เมื่อปรากฏว่าผูเ้ ยาว์มีมารดาซ่ึงยงั ไม่ถูกถอนอานาจปกครอง กรณีจึงไม่อาจต้งั
ผูป้ กครองได้ การจดั ให้มีผูป้ กครองข้ึนในระหว่างที่เป็ นผูเ้ ยาว์ ตอ้ งเป็ นท่ีแน่ชดั ว่าผูเ้ ยาว์ไม่มีบิดา
มารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครองไปแลว้ ท้งั สองคนแมบ้ ิดาผูเ้ ยาวไ์ ดถ้ ึงแก่ความตายไป
แลว้ ก็ตาม แต่ผเู้ ยาวย์ งั มีมารดาซ่ึงทิ้งร้างไปอยู่ท่ีอื่นยงั ไม่แน่วา่ มีชีวิตอยหู่ รือตายไปแลว้ เหตุน้ีจึงยงั
ไม่อาจต้งั ผปู้ กครองเพ่ือทาหนา้ ที่แทนบิดามารดาไดก้ รณีผเู้ ยาวไ์ ม่มีบิดามารดา กฎหมายมิไดบ้ งั คบั
ว่าจะต้องต้ังผูป้ กครองให้กับผูเ้ ยาว์เสมอไป การต้งั ผูป้ กครองของผูเ้ ยาว์เป็ นคนละกรณีกับการ
จดั การทรัพยส์ ินแทนผเู้ ยาว์ หาใช่เหตุท่ีจะนามาซ่ึงการต้งั ผปู้ กครองผเู้ ยาวไ์ ม่
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 4990/2537 กรณีที่บิดาและมารดาตกลงกนั ใหอ้ านาจปกครองบุตรอยู่
กบั บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึง กฎหมายบญั ญตั ิให้ตกลงกนั ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1566 (6) เม่ือเด็กหญิง ว. ผูเ้ ยาวม์ ีมารดาเป็ นผูใ้ ช้
อานาจปกครองอยู่แลว้ การท่ีจะต้งั ผูป้ กครองผูเ้ ยาวน์ ้ัน มาตรา 1585 วรรคหน่ึง ให้ต้งั ไดเ้ ฉพาะใน
กรณีท่ีผเู้ ยาวไ์ ม่มีบิดามารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครองเสียแลว้ แต่เมื่อเด็กหญิง ว. ยงั มี
จาเลยซ่ึงเป็นมารดาเป็นผใู้ ชอ้ านาจปกครองอยู่ โดยยงั ไม่ไดถ้ ูกถอนอานาจปกครอง กรณีจึงไม่อาจ

1 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2460/2544

-289-

ต้งั ผูป้ กครองได้อีก ดังน้ี โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ต้งั โจทก์เป็ นผูป้ กครองร่วมกับจาเลยตาม
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1590

11.2 หลกั เกณฑ์การต้ังผ้ปู กครอง
มาตรา 1590 บัญญัติว่า “ผูป้ กครองมีได้คราวหน่ึงเพียงคนเดียว แต่ในกรณีมีข้อกาหนด

พินัยกรรมให้ต้งั ผูป้ กครองหลายคนหรือเมื่อมีผูร้ ้องขอโดยมีเหตุผลอนั สมควร ให้ศาลมีอานาจต้งั
ผูป้ กครองได้ตามจานวนที่ศาลเห็นว่าจาเป็ น ในกรณีที่ต้งั ผูป้ กครองหลายคนศาลจะกาหนดให้
ผปู้ กครองเหล่าน้นั กระทาการร่วมกนั หรือกาหนดอานาจเฉพาะสาหรับคนหน่ึงๆ ก็ได”้

จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1590 มีหลกั วา่ ผปู้ กครองมีไดเ้ พยี งคราวละ 1 คน
ขอ้ ยกเวน้ มีขอ้ กาหนดในพินยั กรรมของบิดามารดาที่ตายใหม้ ีผปู้ กครองหลายคนหรือเมื่อมี
ผรู้ ้องขอ ญาติหรืออยั การร้องขอโดยมีเหตผุ ลอนั สมควร แลว้ ศาลเห็นว่าควรต้งั ผูป้ กครองหลายคนก็
ได้ ศาลมีอานาจต้งั ผูป้ กครองไดต้ ามจานวนที่ศาลเห็นว่าจาเป็ น โดยศาลจะกาหนดให้ผูป้ กครอง
เหล่าน้นั กระทาการร่วม กนั หรือกาหนดอานาจเฉพาะสาหรับคนหน่ึงๆ กไ็ ด้
ท้งั น้ี การจดั การทรัพย์สินของผูเ้ ยาว์น้ันจาเป็ นตอ้ งใช้ผูม้ ีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ
หลายๆ ดา้ น ส่วนการเริ่มเป็นผปู้ กครอง เริ่มต้งั แตว่ นั ท่ีบคุ คลทราบคาสง่ั ของศาล (มาตรา 1591)
หากบุคคลท่ีศาลส่ังไม่สมคั รใจเป็ นผูป้ กครอง ตอ้ งทาการลาออกตาม มาตรา 1598/7 (2)2
ซ่ึงการลาออกน้นั จะมีผลเม่ือไดร้ ับอนุญาตจากศาล

11.3 ข้นั ตอนการต้ังผ้ปู กครอง
วธิ ีการในการต้งั ผปู้ กครองน้นั มาตรา 1586 วางหลกั ไวว้ ่าให้ศาลเป็นผตู้ ้งั ผปู้ กครองในทุก

กรณี อาจกระทาได้ 2 กรณี คือ
1. ญาติของผเู้ ยาวห์ รืออยั การเป็นผรู้ ้องขอต่อศาล

2 มาตรา 1598/7 บญั ญตั ิว่า “ความเป็นผปู้ กครองสิ้นสุดลงเม่ือผปู้ กครอง
(1) ตาย
(2) ลาออกโดยไดร้ ับอนุญาตจากศาล
(3) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(4) เป็นบคุ คลลม้ ละลาย
(5) ถูกถอนโดยคาส่งั ศาล”

-290-

ในกรณีน้ี ศาลจะมีคาสั่งเองไม่ได้ โดยในคาขอผูร้ ้องขอจะต้องระบุเหตุในการขอต้ัง
ผปู้ กครองไวด้ ว้ ย เช่น ระบุวา่ ผเู้ ยาวไ์ มม่ ีบิดาและมารดา หรือบิดามารดาของผูเ้ ยาวถ์ ึงแก่ความตายไป
หมดแลว้ นอกจากน้ี ยงั ตอ้ งระบตุ วั บุคคลที่จะขอให้ศาลต้งั เป็นผปู้ กครองโดยบุคคลผนู้ ้ีมีคุณสมบตั ิ
เหมาะสมและเต็มใจดว้ ย สาหรับญาติของผูเ้ ยาวท์ ี่มาร้องขอน้ีตอ้ งเป็ นญาติตามกฎหมาย บางกรณี
ศาลอาจแตง่ ต้งั ญาติห่างแทนญาติสนิทกไ็ ด้

ประเด็น การถอนอานาจปกครองเป็นอานาจของศาลเท่าน้นั กรณีตกลงเรื่องการใชอ้ านาจ
ปกครองทา้ ยทะเบียนการหยา่ ต่อมาฝ่ายที่ใชอ้ านาจปกครองตาย อานาจจึงกลบั คนื ไปอยกู่ บั อีกฝ่าย

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2960/2548 ผูเ้ ยาวเ์ ป็ นบุตรของ ว. กบั ผูค้ ดั คา้ น ต่อมา ว. หย่ากบั ผู้
คดั คา้ นโดยมีขอ้ ตกลงเรื่องการใชอ้ านาจปกครองว่าใหผ้ เู้ ยาวอ์ ยใู่ นความปกครองของ ว. ซ่ึงเป็นบิดา
ว. จึงเป็ นผูม้ ีสิทธิใช้อานาจปกครองบุตรผูเ้ ยาว์เพียงผูเ้ ดียวตามขอ้ สัญญาดังกล่าวซ่ึงสามารถใช้
บังคบั ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1566
วรรคสอง (6) และมิใช่เป็ นกรณีที่ผูค้ ดั คา้ นถูกถอนอานาจปกครอง เพราะการถอนอานาจปกครอง
เป็ นอานาจของศาลและจะตอ้ งมีเหตุตามมาตรา 1582 ดงั น้ัน เมื่อ ว. ผูใ้ ช้อานาจปกครองแต่ผูเ้ ดียว
ตามที่ตกลงกนั ขณะที่จดทะเบียนหย่าถึงแก่ความตาย อานาจปกครองบุตรผเู้ ยาวจ์ ึงกลบั มาเป็นของผู้
คดั คา้ นซ่ึงเป็ นมารดาฝ่ ายเดียวตามมาตรา 1566 วรรคสอง (1) กรณีจึงถือไม่ไดว้ ่าผูเ้ ยาวไ์ ม่มีบิดา
มารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอานาจปกครอง อนั จะทาให้ผูร้ ้องซ่ึงเป็ นป้ามีสิทธิย่ืนคาร้องขอเป็ น
ผปู้ กครองผเู้ ยาวต์ ามมาตรา 1585 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 1586 วรรคหน่ึง ได้

2. ผูซ้ ่ึงบิดาหรือมารดาท่ีตายทีหลงั ไดร้ ะบุช่ือไวใ้ นพินยั กรรมให้เป็ นผูป้ กครอง เป็ นผรู้ ้อง
ขอต่อศาลตามที่พนิ ยั กรรมไดร้ ะบุช่ือไวน้ ้ี และบิดาหรือมารดาที่ตายท่ีหลงั ไดท้ าพินยั กรรมระบุชื่อผู้
เป็นผปู้ กครองไว้

การท่ีศาลจะมีคาสง่ั ต้งั บุคคลผซู้ ่ึงบิดาหรือมารดาท่ีตายทีหลงั ไดร้ ะบุช่ือไวใ้ นพินยั กรรมให้
เป็ นผูป้ กครองบุตรผูเ้ ยาวน์ ้ัน โดยหลกั การศาลจะตอ้ งต้งั บุคคลตามขอ้ กาหนดพินัยกรรมดงั กล่าว
ตามที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1586 วรรคสอง ท้งั น้ี เพื่อให้เป็ นไปตามเจตนารมณ์ของบิดาหรือมารดา
ผูท้ าพินัยกรรม ซ่ึงโดยปกติผูป้ กครองจะมีได้เพียงคนเดียว แต่ถ้าข้อกาหนดพินัยกรรมให้ต้ัง
ผูป้ กครองหลายคน ศาลอาจจะต้งั ผูป้ กครอง หลายคนตามจานวนท่ีระบุไว้ หรือจะลดจานวนลง
ตามท่ีเห็นวา่ จาเป็นกไ็ ด้

11.4 คุณสมบัตผิ ้ปู กครอง
ศาลพิจารณาคุณสมบตั ิก่อนมีคาสั่ง กล่าวคือ ผูป้ กครองต้องเป็ นบุคคลธรรมดาท่ีบรรลุ

นิติภาวะและผปู้ กครองตอ้ งไมเ่ ป็นบคุ คลตอ้ งหา้ มตาม มาตรา 1587

-291-

บุคคลท่ีบรรลนุ ิติภาวะแลว้ อาจถูกต้งั เป็นผปู้ กครองได้ เวน้ แต่ (มาตรา 1587)
(1) ผซู้ ่ึงศาลส่ังวา่ เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
(2) ผซู้ ่ึงเป็นบุคคลลม้ ละลาย
การเป็นบุคคลลม้ ละลายน้นั มีสาเหตุจากการท่ีเรามีหน้ีสินมาก และไม่สามารถชาระคืนกบั
เจา้ หน้ีได้ จึงถูกเจา้ หน้ีฟ้องลม้ ละลาย โดยการจะถูกฟ้องลม้ ละลายน้ันมีสาเหตุมาจากเป็ นบุคคล
ธรรมดาที่มีหน้ีสินเกิน 1 ลา้ นบาท และศาลไดส้ ง่ั ใหเ้ ป็นบุคคลลม้ ละลาย
บคุ คลลม้ ละลายไม่มีอานาจจดั การทรัพยส์ ินตา่ งของตนเองได้
หมายเหตุ คุณสมบตั ิขอ้ (1) และ ขอ้ (2) ต้องเกิดข้ึนในขณะแต่งต้งั จึงจะต้องห้าม หาก
เกิดข้ึนภายหลงั ไดร้ ับการแต่งต้งั แลว้ การแต่งต้งั ท่ีมีมาแต่เดิมน้นั สมบูรณ์ แต่มีเหตุท่ีจะทาให้ถกู เพิก
ถอนได้
(3) ผซู้ ่ึงไมเ่ หมาะสมที่จะปกครองผเู้ ยาวห์ รือทรัพยส์ ินของผเู้ ยาว์
ผซู้ ่ึงไม่เหมาะสม เช่น เป็นอนั ธพาล เป็นนกั เลงหวั ไม้ ชอบเล่นการพนนั เป็นคนวิกลจริตท่ี
ศาลยงั ไมไ่ ดส้ ั่งใหเ้ ป็นคนไร้ความสามารถ เป็นบคุ คลซ่ึงมีหน้ีสินลน้ พน้ ตวั เป็นตน้
4) ผซู้ ่ึงมีหรือเคยมีคดีในศาลกบั ผเู้ ยาว์ ผบู้ ุพการีหรือพ่ีน้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดา
หรือมารดากบั ผเู้ ยาว์
เหตุผลก็เพราะไม่อาจปกครองผเู้ ยาวใ์ หเ้ ป็นธรรมได้ เพราะผเู้ ก่ียวขอ้ งกบั ผเู้ ยาวล์ ว้ นแลว้ แต่
เป็นผสู้ นิทชิดเช้ือกบั ผเู้ ยาวท์ ้งั สิ้น ท้งั กรณีเป็นคดีแพง่ หรือคดีอาญา อาจจะในฐานะโจทก์ หรือจาเลย
เช่น นาย ก. เคยมีคดีทาร้ายร่างกายผเู้ ยาวม์ าก่อน เช่นน้ี ไม่ควรต้งั นาย ก. เป็นผปู้ กครอง
(5) ผซู้ ่ึงบิดาหรือมารดาที่ตายไดท้ าหนงั สือระบุชื่อหา้ มไวม้ ิใหเ้ ป็นผปู้ กครอง
ตามมาตรา 1586 ท่ีบญั ญตั ิวา่ “ผปู้ กครองตามมาตรา 1585 น้นั ใหต้ ้งั โดยคาสั่งศาลเมื่อมีการ
ร้องขอของญาติของผูเ้ ยาว์ อยั การ หรือผซู้ ่ึงบิดาหรือมารดาที่ตายทีหลงั ไดร้ ะบุชื่อไวใ้ นพินัยกรรม
ใหเ้ ป็นผปู้ กครอง” เช่น นาง ก. มีบุตรชื่อ ด.ช. ดี นาง ก. มารดาไดร้ ะบุช่ือให้ นางสวย ซ่ึงมีฐานะเป็น
นอ้ งสาวของตนเอง ไวใ้ นพินยั กรรมใหน้ างสวยเป็นผปู้ กครองของบตุ รชายตน เป็นตน้

11.5 สิทธแิ ละหน้าทขี่ องผู้ปกครองต่อผู้เยาว์
1. ผ้ปู กครองต้องจัดทาบญั ชีทรัพย์สินของผู้เยาว์ (มาตรา 1592)
ผูป้ กครองมีหน้าที่ตอ้ งจดั ทาบญั ชีทรัพยส์ ินให้แลว้ เสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วนั ทราบ

คาสั่งศาลให้ต้งั เป็ นผูป้ กครอง ผูป้ กครองอาจย่ืนคาร้องต่อศาลขอขยายระยะเวลาออกไปก็ได้ โดย
บญั ชีทรัพยส์ ินท่ีจดั ทาข้ึนตอ้ งมีพยานรับรองความถูกตอ้ งอย่างนอ้ ย 2 คน (มาตรา 1592) ผปู้ กครอง

-292-

ตอ้ งรีบยื่นสาเนาบญั ชีทรัพยส์ ินท่ีรับรองความถูกตอ้ งแลว้ ต่อศาล ภายใน 10 วนั นบั จากวนั ที่จดั ทา
บญั ชีเสร็จสิ้น (มาตรา 1593)

หากศาลไม่มีคาส่งั ให้ผปู้ กครองช้ีแจงขอ้ มูลเพิ่มเติม หรือนาเอกสารอื่นมาแสดงเพิ่มภายใน
15 วนั ให้ถือว่าศาลยอมรับบญั ชีน้ันแลว้ หากศาลเห็นว่า ผูป้ กครองน้ันละเลยหน้าที่ในการจดั ทา
บญั ชีทรัพยส์ ินศาลอาจมีคาสั่งใหถ้ อนผปู้ กครองได้

2. ก่อนที่ศาลจะยอมรับบัญชีทรัพย์สินของผู้อยู่ในปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้ปกครอง
จะกระทากจิ การใดไม่ได้ เว้นแต่เป็ นการเร่งร้อนและจาเป็ น (มาตรา 1595)

ห้ามผูป้ กครองทากิจการในฐานะที่เป็ นผูป้ กครอง เวน้ แต่เป็ นกรณีเร่งด่วนจาเป็ น เช่น
ผปู้ กครองไม่มีเงินจึงไดน้ าแหวนเพชรของผเู้ ยาวไ์ ปจานาเพอื่ นามาเป็นค่ารักษาพยาบาลผเู้ ยาว์ เช่นน้ี
ย่อมเป็ นกรณีเร่งด่วนจาเป็ นเพราะตอ้ งการนาเงินจากการจานาแหวนเพชรไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ของผเู้ ยาว์

มาตรา 1595 น้ีหา้ มผปู้ กครองกระทาในฐานะที่เป็นผปู้ กครอง หากขนื กระทาไปผปู้ กครอง
ตอ้ งรับผิดตอ่ บุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียคา่ ตอบแทนเป็นการส่วนตวั จะยกขอ้ ต่อสู้ว่าตนจดั การ
ไปในฐานะเป็นผปู้ กครองไม่ได้

3. ถ้าผู้ปกครองมีหนีท้ ่ีเป็ นคุณหรือเป็ นโทษต่อผู้เยาว์ ต้องแจ้งให้ศาลทราบก่อนลงมือจัดทา
บัญชีทรัพย์สิน (มาตรา 1596)

ถา้ ผูป้ กครองรู้ว่ามีหน้ีเป็ นคุณแก่ตนแต่เป็นโทษต่อผูอ้ ยู่ในปกครอง และมิไดแ้ จง้ ขอ้ ความ
น้นั ต่อศาล หน้ีของผปู้ กครองน้นั ยอ่ มสูญไป ดงั น้นั หากผปู้ กครองไม่แจง้ ถือวา่ หน้ีน้นั ระงบั สิ้นไป

4. ผู้ปกครองต้องปฏิบัติตามคาสั่งศาลเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ และต้อง
จดั ทาบัญชีทรัพย์สินส่งให้ศาลปี ละคร้ัง

5. ผ้ปู กครองมีฐานะทานองเดียวกบั บิดามารดาผู้ใช้อานาจปกครองผู้เยาว์
มาตรา 1598/2 บญั ญตั ิว่า “ผปู้ กครองมีสิทธิและหนา้ ท่ีเช่นเดียวกบั ผใู้ ชอ้ านาจปกครองตาม
มาตรา 1564 วรรคหน่ึง และมาตรา 1567”
มาตรา 1598/3 บญั ญตั ิวา่ “ผปู้ กครองเป็นผแู้ ทนโดยชอบธรรมของผอู้ ยใู่ นปกครอง
ให้นามาตรา 1570 มาตรา 1571 มาตรา1572 มาตรา 1574 มาตรา 1575 มาตรา 1576 และ
มาตรา 1577 มาใชบ้ งั คบั แก่ผปู้ กครองและผอู้ ยใู่ นปกครองโดยอนุโลม”
จากบทบญั ญตั ิ มาตรา 1598/2 และมาตรา 1598/3 แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 กรณี
กรณีท่ี 1 สิทธิของผู้ปกครองในเร่ืองส่วนตัว ไดแ้ ก่ กาหนดที่อยขู่ องผอู้ ยใู่ นปกครองทาโทษ
ผอู้ ยู่ในความปกครองตามสมควรเพ่ือวา่ กล่าวสั่งสอน ให้ผูอ้ ยใู่ นปกครองทาการงานตามสมควรแก่
ความสามารถและฐานนานุรูป เรียกผูอ้ ยู่ในปกครองคืนจากบุคคลอื่นซ่ึงกกั ขงั ผูอ้ ยู่ในปกครองไว้

-293-

โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และผู้ปกครองต้องจัดการทรัพย์สินของผู้อยู่ในปกครองด้วยความ
ระมดั ระวงั

กรณีท่ี 2 สิทธขิ องผู้ปกครองในทางทรัพย์สิน ไดแ้ ก่ ผปู้ กครองจะทาหน้าท่ีผอู้ ยใู่ นปกครอง
ตอ้ งทาโดยไมไ่ ดร้ ับความยนิ ยอมจากผูอ้ ยูใ่ นปกครองไม่ได้ การทานิติกรรมตามมาตรา 1574 จะตอ้ ง
ไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะกระทาได้ นิติกรรมท่ีประโยชน์ของผปู้ กครองขดั กบั ประโยชน์ของ
ผูอ้ ยู่ในความปกครอง ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะกระทาได้ การจดั การทรัพยส์ ินของผอู้ ยู่
ในปกครองท่ีมีผอู้ ่ืนโอนให้ผอู้ ยใู่ นปกครอง ไมว่ ่าจะโอนโดยพินยั กรรมหรือการให้โดยเสน่หา และ
การโอนน้นั เป็นการโอนที่มีเง่ือนไขใหบ้ ุคคลอื่นเป็นผจู้ ดั การ ผปู้ กครองไมม่ ีอานาจจดั การ

6. ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินได้ของผ้เู ยาว์ เฉพาะเพ่ือการอุปการะเลยี้ งดูและให้การศึกษาผู้เยาว์
ถ้ามีเงนิ เหลือต้องนาเงินไปลงทนุ ทม่ี ัน่ คง แสวงหาประโยชน์ต่อไป (มาตรา 1598/4)

กฎหมายอนุญาตใหล้ งทนุ ไดใ้ น 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1) ซ้ือพนั ธบตั รรัฐบาลไทย หรือพนั ธบตั รท่ีรัฐบาลไทยค้าประกนั
2) รับขายฝาก หรือรับจานองอสังหาริมทรัพยใ์ นลาดบั แรก
3) ฝากประจาในธนาคารท่ีไดต้ ้งั ข้ึนตามกฎหมาย หรือไดร้ ับอนุญาตให้ประกอบกิจการใน
ราชอาณาจกั ร
4) นาเงินไปลงทุนอยา่ งอื่นซ่ึงศาลอนุญาตไวเ้ ป็นพิเศษ
7. ผ้ปู กครองไม่มีสิทธิได้รับบาเหนจ็ (มาตรา 1598/14)
ผปู้ กครองไม่มีสิทธิไดร้ ับบาเหน็จ เวน้ แต่มีขอ้ กาหนดไวใ้ นพินัยกรรมให้ผปู้ กครองไดร้ ับ
บาเหนจ็
ถา้ พินัยกรรมไม่ไดก้ าหนดบาเหน็จไว้ และไม่มีขอ้ ห้ามมิให้กาหนดบาเหน็จผูป้ กครองจะ
ร้องขอต่อศาลใหก้ าหนดบาเหนจ็ ในภายหลงั ก็ได้
แมพ้ ินัยกรรมห้ามมิให้กาหนดบาเหน็จ ต่อมามีพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะความเป็ นอยู่
ของผปู้ กครองหรือของผเู้ ยาวเ์ ปลี่ยนแปลงไป ผปู้ กครองอาจร้องขอต่อศาลใหก้ าหนดบาเหนจ็ ใหต้ น
ได้
ในการพิจารณากาหนดบาเหน็จ ให้ศาลพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ รายได้และฐานะความ
เป็นอยขู่ องผปู้ กครองและผอู้ ยใู่ นปกครอง
ถา้ ผปู้ กครองหรือผอู้ ยู่ในปกครองแสดงไดร้ ายไดห้ รือฐานะความเป็นอยขู่ องผูป้ กครองหรือ
ผอู้ ยู่ในปกครองไดเ้ ปลี่ยนแปลง ไปภายหลงั ท่ีไดเ้ ขา้ รับหน้าที่ผูป้ กครอง ศาลจะสั่งให้บาเหน็จ งด
ลด เพ่ิม หรือกลับให้บาเหน็จแก่ผูป้ กครองอีกก็ได้ แล้วแต่กรณี ท้ังน้ี ให้ใช้บังคับแก่กรณีท่ีมี
ขอ้ กาหนดหา้ มไวใ้ นพนิ ยั กรรมมิให้ ผปู้ กครองไดร้ ับบาเหนจ็ ดว้ ย

-294-

8. ผ้อู ยู่ใต้ปกครองไม่จาเป็ นต้องอปุ การะเลยี้ งดผู ้ปู กครอง
หากมีบุคคลมาทาละเมิดให้ผูเ้ ยาวถ์ ึงแก่ความตาย ผูป้ กครองไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้
อปุ การะตาม มาตรา 443 วรรคทา้ ย
ผเู้ ยาวม์ ีสิทธิฟ้องผูป้ กครองเป็ นคดีแพ่งหรืออาญาได้ ไม่ตอ้ งห้ามเป็ นคดีอุทลุมตาม มาตรา
1562 และผเู้ ยาวแ์ ละผปู้ กครองไมม่ ีสิทธิรับมรดกของกนั และกนั ในฐานะทายาทโดยธรรม

11.6 การสิ้นสุดความปกครอง
เหตุท่ีทาใหอ้ านาจปกครองสิ้นสุดลง (มาตรา 1598/7)
1. ผปู้ กครองตาย
2. ผปู้ กครองลาออก
3. ผปู้ กครองถกู ศาลสั่งเป็นคนไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
4. ผปู้ กครองถกู ศาลสัง่ เป็นบคุ คลลม้ ละลาย
5. ผปู้ กครองถกู ศาลถอนจากความเป็นผปู้ กครอง
การร้องขอให้ถอนผปู้ กครองตามมาตรา 1598/8 น้นั ผูอ้ ยูใ่ นปกครองซ่ึงมีอายุไม่ต่ากว่าสิบ

หา้ ปี บริบูรณ์ หรือญาติของผอู้ ยใู่ นปกครองหรืออยั การจะเป็นผรู้ ้องขอกไ็ ด้ (มาตรา 1598/9)
จากมาตรา 1598/9 กาหนดผทู้ ี่มีสิทธิขอใหถ้ อนผปู้ กครองคือ
1. ผอู้ ยใู่ นปกครองที่มีอายไุ ม่ต่ากวา่ 15 ปี บริบรู ณ์
2. ญาติของผอู้ ยใู่ นปกครอง
3. อยั การ
ศาลส่ังถอนผปู้ กครองในกรณีดงั ต่อไปน้ี (มาตรา 1598/8)
(1) ผปู้ กครองละเลยไม่กระทาการตามหนา้ ที่
(2) ผปู้ กครองประมาทเลินเล่ออยา่ งร้ายแรงในหนา้ ท่ี
(3) ผปู้ กครองใชอ้ านาจหนา้ ท่ีโดยมิชอบ
(4) ผปู้ กครองประพฤติมิชอบซ่ึงไม่สมควรแก่หนา้ ท่ี
(5) ผปู้ กครองหย่อนความสามารถในหนา้ ที่จนน่าจะเป็ นอนั ตรายแก่ประโยชน์ของผูอ้ ยใู่ น

ปกครอง
(6) มีกรณีดงั บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1587 (3) (4) หรือ (5)
จากมาตรา 1598 (6 ) ได้แก่ (3) ผูซ้ ่ึงไม่เหมาะสมที่จะปกครองผูเ้ ยาวห์ รือทรัพยส์ ินของ

ผเู้ ยาว์ (4) ผซู้ ่ึงมีหรือเคยมีคดีในศาลกบั ผูเ้ ยาว์ ผูบ้ ุพการีหรือพี่นอ้ งร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดา

-295-

หรือมารดากับผูเ้ ยาว์ หรือ (5) ผูซ้ ่ึงบิดาหรือมารดาท่ีตายได้ทาหนังสือระบุชื่อห้ามไวม้ ิให้เป็ น
ผปู้ กครอง

11.7 ผลแห่งการสิ้นสุดอานาจปกครอง
1. ผูป้ กครองตอ้ งรีบส่งมอบทรัพย์สินและบญั ชีให้ผอู้ ย่ใู นปกครองหรือผปู้ กครองคนใหม่

โดยเร็ว (มาตรา 1598/11)
2. ผปู้ กครอง หรือทายาทของผปู้ กครองจดั ทาบญั ชีทรัพยส์ ินส่งมอบใหแ้ ก่ผอู้ ยใู่ นปกครอง

ทายาท หรือผปู้ กครองใหม่ภายใน 6 เดือน นบั ต้งั แต่วนั ท่ีความเป็ นผูป้ กครองสิ้นสุดลงและให้ผอู้ ยู่
ในปกครองท่ีบรรลนุ ิติภาวะหรือผปู้ กครองคนใหม่ใหก้ ารรับรองการจดั การทรัพยส์ ินท้งั น้นั แต่ถา้ มี
ความจาเป็นไม่สามารถจดั ทาบญั ชีใหเ้ สร็จสิ้นไดภ้ ายใน 6 เดือน ผปู้ กครองหรือทายาทสามารถร้อง
ขอใหศ้ าลสั่งยดื เวลาได้

3. ในกรณีที่มีเอกสารเกี่ยวกบั เรื่องการจดั การทรัพยส์ ิน เช่น มีสัญญาใหเ้ ช่าอสงั หาริมทรัพย์
ก็ใหส้ ่งเอกสารน้นั พร้อมบญั ชี

4. คดีเกี่ยวกบั การจดั การทรัพยส์ ินในระหว่างผูเ้ ยาว์กบั ผูใ้ ช้อานาจปกครองน้ัน ห้ามมิให้
ฟ้องเม่ือพน้ หน่ึงปี นบั แตเ่ วลาที่อานาจปกครองสิ้นไปมาตรา 1581

ถา้ อานาจปกครองสิ้นไปขณะบุตรยงั เป็ นผูเ้ ยาวอ์ ยู่ ให้เร่ิมนบั อายุความในวรรคหน่ึงต้งั แต่
เวลาท่ีผเู้ ยาวบ์ รรลนุ ิติภาวะ หรือเม่ือมีผแู้ ทนโดยชอบธรรมข้ึนใหม่

5. ผูป้ กครองมีหน้าที่ส่งเงินของผูอ้ ยู่ในอานาจปกครองนับแต่วนั ส่งมอบบญั ชี (มาตรา
1598/12)

1) ถา้ ไม่ส่ง ผปู้ กครองตอ้ งเสียดอกเบ้ียร้อย 7.5 ต่อปี ใหแ้ ก่ผอู้ ยใู่ นอานาจปกครอง
2) แต่ถ้าผูป้ กครองใช้เงินของผูอ้ ยู่ในปกครองนอก นอกจากเพื่อประโยชน์ของผูอ้ ยู่ใน
ปกครอง ผูป้ กครองตอ้ งเสียดอกเบ้ียร้อยละ 15 ต่อปี นบั ต้งั แต่วนั ท่ีใชไ้ ป กล่าวคือ กรณีที่ผปู้ กครอง
ใชเ้ งินของผเู้ ยาวไ์ ปเพ่อื ประโยชนข์ องตนเอง
3) หน้ีที่ผปู้ กครองตอ้ งส่งเงินให้แก่ผูอ้ ยใู่ นความปกครอง เป็นหน้ีบุริมสิทธิเหนือทรัพยส์ ิน
ท้ังหมดของผูป้ กครอง หมายความว่า ผูอ้ ยู่ในปกครองสามารถบังคับชาระหน้ีของตนได้จาก
ทรัพยส์ ินของผปู้ กครองเป็นลาดบั ท่ี 6 ถดั จากหน้ีบุริมสิทธิสามญั ตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิไว้
1. ค่าใชจ้ ่ายเพื่อประโยชน์อนั ร่วมกนั
2. ค่าปลงศพ
3. คา่ ภาษอี ากร
4. คา่ จา้ งเสมียนคนใชแ้ ละคนงาน
5. คา่ เคร่ืองอุปโภคบริโภคอนั จาเป็นประจาวนั

-296-

บทสรุป
โดยหลกั แลว้ บุคคลที่เป็นผเู้ ยาวน์ ้นั จะอยู่ในความปกครองของบิดามารดา แต่หากบิดา
มารดาตายหรือหายไปไม่มีใครทราบว่าไปอย่ทู ่ีไหนหรือถูกถอนอานาจการปกครองก็ดี จึงเป็ นเหตุ
ที่จะตอ้ งมีบุคคลอื่นมาทาหนา้ ท่ีแทนบิดามารดา บุคคลเช่นว่าน้ีคือผปู้ กครอง ผปู้ กครองจะตอ้ งเป็ น
บุคคลบรรลุนิติภาวะที่ศาลต้ังข้ึนเพื่อมีหน้าที่ในการปกครองผูเ้ ยาว์ (มาตรา 1585)โดยศาลจะ
คานึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของผเู้ ยาวเ์ ป็นสาคญั ความปกครองสิ้นสุดลงก็ต่อเม่ือผเู้ ยาวห์ รือ
ผอู้ ยู่ใตป้ กครองตายหรือไดบ้ รรลุนิติภาวะแลว้ รวมไปถึงการที่ศาลมีคาส่ังถอนผปู้ กครอง เนื่องจาก
ใชอ้ านาจโดยมิชอบหรือประมาทเลินเล่อทาให้เกิดความเสียหายแก่ผูเ้ ยาวด์ ว้ ย แต่วา่ ความปกครอง
สิ้นสุดดว้ ยเหตุว่าผูเ้ ยาวน์ ้ันกลายเป็ นบุคคลวิกลจริตซ่ึงศาลได้มีคาส่ังให้เป็ นคนไร้ความสามารถ
ความปกครองตกไปใหก้ บั ผอู้ นุบาลโดยผอู้ นุบาลน้นั ก็จะมีอานาจหนา้ ท่ีเช่นเดียวกนั กบั ผปู้ กครอง
สิทธิและหนา้ ที่ระหวา่ งผูป้ กครองกบั ผอู้ ยู่ใตก้ ารปกครอง ซ่ึงกฎหมายไดก้ าหนดไวว้ ่า
ผูป้ กครองตอ้ งทาบัญชีทรัพยข์ องผูอ้ ยู่ใต้ปกครองให้ศาลยอมรับก่อนที่ผูป้ กครองจะจดั การใดๆ
เกี่ยวกบั ทรัพยข์ องผอู้ ยู่ใตป้ กครอง ท้งั น้ี หากวา่ ผูป้ กครองมีหน้ีท่ีให้คุณหรือโทษกบั ผูใ้ ตป้ กครองก็
จะตอ้ งแจง้ ให้ศาลรับทราบดว้ ย ส่วนในเรื่องการดูแลอุปการะผเู้ ยาว์ ผปู้ กครองมีอานาจดงั่ เช่นบิดา
มารดาของผเู้ ยาวแ์ ต่จะตอ้ งใชจ้ ่ายเงินของผเู้ ยาวเ์ ฉพาะเพื่อการอุปการะเล้ียงดูให้การศึกษาแก่ผูอ้ ย่ใู ต้
ปกครองเท่าน้ัน ส่วนเงินที่เหลือจะตอ้ งนาไปลงทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ผเู้ ยาวต์ ่อไป เช่น
การซ้ือพนั ธบตั รรัฐบาล แต่ผูเ้ ยาว์หรือผูอ้ ยู่ใตป้ กครองไม่มีหน้าที่ในการเล้ียงดูผูป้ กครองเป็ นการ
ตอบแทนหรือให้บาเหน็จแต่อย่างใด เพราะการทาหน้าที่ของผูป้ กครองคือการเสียสละเพ่ือ
ผลประโยชน์ของญาติและสงั คมส่วนรวม ส่วนจานวนผปู้ กครองมีเพยี งคนเดียวเทา่ น้นั แต่ในกรณีมี
ขอ้ กาหนดในพินยั กรรมใหต้ ้งั ผปู้ กครองหลายคนก็ดี หรือมีผรู้ ้องขอโดยมีเหตุอนั สมควร ศาลจะต้งั
ผูป้ กครองหลายคนก็ได้ และเม่ือศาลมีคาสั่งความเป็ นผูป้ กครองก็จะเร่ิมต้งั แต่วนั ท่ีบุคคลน้ันได้
ทราบคาสัง่ ของศาล

-297-

คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายวา่ ผปู้ กครองคอื ใครบา้ ง
2. จงอธิบาย หลกั เกณฑก์ ารต้งั ผปู้ กครอง มาโดยสงั เขป
3. ผปู้ กครองตอ้ งมีคณุ สมบตั ิใดบา้ ง
4. เหตทุ ี่ทาใหอ้ านาจปกครองสิ้นสุดลง มีก่ีสาเหตุ อะไรบา้ ง
5. เหตุใดผูอ้ ยูใ่ ตป้ กครองหรือผเู้ ยาว์ไม่จาเป็นตอ้ งอุปการะเล้ียงดูผูป้ กครอง และหากมี
บุคคลมาทาละเมิดให้ผเู้ ยาวถ์ ึงแก่ความตาย ผปู้ กครองมีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะไดห้ รือไม่
อยา่ งไร
6. ผูป้ กครองมีอานาจปกครองโดยในเร่ืองเงินน้ันต้องจ่ายเงินไดข้ องผูเ้ ยาว์ เพื่อการ
ใดบ้าง และถ้ามีเงินเหลือต้องนาเงินไปลงทุนในลกั ษณะใด กฎหมายอนุญาตให้ลงทุนได้กรณี
ใดบา้ ง

-298-

เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวบิ ลู ย.์ (2552). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พมิ พค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแตง่ งานเพศเดียวกนั (14 กุมภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24

มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : วญิ ญชู น.
__________. (2559). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พิมพค์ ร้ังที่ 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พูศิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบุตร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา

มารดาและบุตร (พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรมาตรา
__________. (2551). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ รังที่ 2). กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังที่ 9). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พิมพ์

คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยามาตรา
วเิ คราะห์คดีความรับผิด และอายคุ วาม ฟ้องค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร.สืบคน้ เม่ือ 1 กรกฎาคม 2562 จาก

https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
สมชยั ฑีฆาอตุ มากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.

กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วย

ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม

แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 12

มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 4 คาบเรียน
บทท่ี 12 บุตรบุญธรรม
ผู้เขยี น ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คีย่ ม

จดุ ประสงค์

1. ผเู้ รียนอธิบายผบู้ ตุ รบุญธรรมไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเรื่องบุญธรรมไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งกบั เร่ืองบุตรบุญธรรมไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง บุตรบุญธรรม คุณสมบตั ิของผรู้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม

การฟ้องคดี เง่ือนไขในการรับบุตรบุญธรรม การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ผลของการรับบุตร
บุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรม ขอ้ จากดั ของบุตรบุญธรรมในการฟ้องคดี และอายุความและผล
ของการเลิกรับบตุ รบญุ ธรรมผปู้ กครอง

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 12 บตุ รบุญธรรม
2. ซกั ถามผเู้ รียนเกี่ยวกบั บตุ รบญุ ธรรม
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งบุตรบุญธรรม
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น

สื่อการสอน

1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 12 บตุ รบุญธรรม
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อยา่ ง

-300-

การวัดผลและการประเมินผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สงั เกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผเู้ รียนใชเ้ วลานอกช้นั เรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1598/19 ถึงมาตรา

1598/37 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาที่เก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองบุตรบุญธรรม และผูเ้ รียนตอ้ งศึกษา
การดาเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามท่ีกาหนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิการรับเด็กเป็ นบุตร
บุญธรรม พ.ศ. 2522 และพระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 ประกอบกนั

-301-

บทท่ี 12
บุตรบุญธรรม

การรับบุตรบุญธรรมน้ันเป็ นการรับลูกของคนอื่นมาเล้ียงดูเสมือนเป็ นลูกของตวั เองตาม
กฎหมาย การรับบุตรบุญธรรมน้ีจะตอ้ งทาจดทะเบียนจึงจะสมบูรณ์ ซ่ึงผทู้ ่ีประสงคต์ อ้ งการยกบุตร
ให้เป็ นบุตรบุญธรรมควรทราบข้นั ตอนในการดาเนินการตามกฎหมายดว้ ย ในการพิจารณาที่จะตก
ลงว่าจะยกลูกตนเองให้เป็ นบุตรบุญธรรมคนอ่ืน มิใช่ว่าจะสามารถทาได้ทุกคน กฎหมายมีการ
กาหนดกฎเกณฑไ์ วเ้ พ่ือคุม้ ครองป้องกนั ตวั เด็กให้ไดร้ ับประโยชน์สูงสุด โดยตอ้ งเขา้ หลกั เกณฑ์ที่
กาหนด ตอ้ งมีความเหมาะสมในส่วนของผรู้ ับบุตรบญุ ธรรม การเป็นบุตรบญุ ธรรมผอู้ ่ืนน้นั เป็นการ
ก่อใหผ้ เู้ ป็นบุตรบุญธรรมมีสิทธิตามกฎหมายตอ่ ผรู้ ับบุตรบญุ ธรรมในบางประการ เช่น มีสิทธิไดร้ ับ
มรดก มีสิทธิใช้นามสกุลของบิดาหรือมารดาบุญธรรมบุตรบุญธรรมน้นั เป็ นตน้ ในบทน้ีกล่าวถึง
คณุ สมบตั ิของผรู้ ับบุตรบญุ ธรรมและบตุ รบญุ ธรรม เงื่อนไขในการรับบุตรบุญธรรม การจดทะเบียน
รับบุตรบุญธรรม ผลของการรับบุตรบุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรม ขอ้ จากดั ของบุตรบุญธรรม
ในการฟ้องคดี อายคุ วามและผลของการเลิกรับบตุ รบุญธรรม

12.1 คุณสมบัตขิ องผู้รับบตุ รบุญธรรมและบุตรบุญธรรม
ผรู้ ับบุตรบุญธรรมตอ้ งมีอายุไม่ต่ากว่า 25 ปี และตอ้ งมีอายแุ ก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างนอ้ ย

15 ปี ส่วนบุตรบุญธรรมกฎหมายมิไดจ้ ากดั อายเุ อาไว้ (มาตรา 1598/19) 1
ข้อสังเกต ผรู้ ับบุตรบุญธรรมอายุไม่ถึง 25 ปี ไปจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมยอ่ มทาให้การ

รับบุตรบุญธรรมน้นั ไม่สมบูรณ์ แมต้ ่อมาผูร้ ับบุตรบุญธรรมจะอายคุ รบ 25 ปี แลว้ ก็ไม่ทาให้การรับ
บตุ รบญุ ธรรมน้นั สมบรู ณ์ เพราะไม่ใช่กรณีที่จะใหส้ ัตยาบนั ได้

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1884/2497 บุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี (อายุที่กฎหมายบังคับใน
ขณะน้นั ) จดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบญุ ธรรมยอ่ มไม่สมบูรณ์ แมบ้ ุคคลน้นั จะมีชีวิตมาจนถึง
แก่กรรมนับอายุได้เกิน 30 ปี แลว้ ก็ไม่ถือว่าเป็ นการให้สัตยาบันเพราะไม่ใช่กรณีที่กฎหมายให้
สตั ยาบนั ได้

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 6993/2537 ตามทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏ
วา่ ขณะเจา้ มรดกจดทะเบียนรับจาเลยที่ 1 เป็ นบุตรบุญธรรม เจา้ มรดกมีอายุ 25 ปี จึงขดั ต่อประมวล

1 มาตรา 1598/19 บญั ญตั ิว่า “บคุ คลที่มีอายไุ มต่ ่ากวา่ ยสี่ ิบหา้ ปี จะรับบคุ คลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมกไ็ ด้ แต่
ผนู้ ้นั ตอ้ งมีอายแุ ก่กวา่ ผทู้ ี่จะเป็นบตุ รบุญธรรมอยา่ งนอ้ ยสิบห้าปี ”

-302-

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1582 ซ่ึงใชบ้ งั คบั ขณะน้นั ท่ีกาหนดวา่ ผูร้ ับเป็นบุตร
บญุ ธรรมตอ้ งมีอายไุ ม่นอ้ ยกวา่ 30 ปี ส่วนการรับจาเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมตามเอกสารหมาย จ.3
เจา้ มรดกแจง้ ว่าเป็ นโสด แต่ความจริงเจา้ มรดกไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั โจทก์ โจทก์ไม่ไดใ้ ห้ความ
ยนิ ยอม จึงขดั ต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1584 ซ่ึงใชบ้ งั คบั ขณะน้ัน
การจดทะเบียนรับจาเลยท้งั สองเป็นบตุ รบุญธรรมยอ่ มไม่สมบูรณ์ไม่มีผลตามกฎหมาย

12.2 เง่ือนไขในการรับบุตรบญุ ธรรม
12.2.1 ความยนิ ยอมของบุตรบญุ ธรรม
1) เด็กอายตุ ่ากวา่ 15 ปี ไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากเดก็
2) เดก็ อายตุ ้งั แต่ 15 ปี ข้นึ ไป ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากเด็ก (มาตรา 1598/20)2
กลา่ วคอื ผทู้ ี่จะเป็นบตุ รบญุ ธรรมที่มีอายไุ มต่ ่ากวา่ 15 ปี บริบรู ณ์ ตอ้ งใหค้ วามยนิ ยอมดว้ ย
12.2.2 ความยนิ ยอมของบดิ ามารดา
1) บุตรผเู้ ยาวจ์ ะไปเป็ นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากบิดามารดา

ของผเู้ ยาวด์ ว้ ย (มาตรา 1598/21)3
2) บุตรที่บรรลุนิติภาวะแลว้ ไม่วา่ จะดว้ ยการสมรสหรืออายคุ รบ 20 ปี บริบูรณ์ ไม่ตอ้ งไดร้ ับ

ความยินยอมจากบิดามารดา โดยผูท้ ี่จะรับบุตรบุญธรรมและผูท้ ี่จะเป็ นบุตรบุญธรรมสามารถขอ
จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่อาเภอท่ีตนมีภูมิลาเนาไดเ้ ลย ท้งั น้ี ไม่มีการจากดั อายุของผูท้ ี่จะเป็ น
บุตรบุญธรรม

3) ผูป้ กครองไม่มีอานาจให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรม ดังน้ัน หากไม่มีบิดา
มารดาเลยการรับบุตรบญุ ธรรมจะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาล กลา่ วโดยสรุปคือ

(1) ถา้ ผเู้ ยาวม์ ีบิดาและมารดาจะตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากท้งั สองคน

2 มาตรา 1598/20 บญั ญตั ิว่า “การรับบุตรบุญธรรม ถา้ ผูท้ ่ีจะเป็ นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ากว่าสิบห้าปี
ผนู้ ้นั ตอ้ งให้ความยินยอมดว้ ย”

3 มาตรา 1598/21 บญั ญตั ิว่า “การรับผเู้ ยาวเ์ ป็นบุตรบุญธรรมจะกระทาไดต้ ่อเมื่อไดร้ ับความยนิ ยอมของ
บิดาและมารดาของผจู้ ะเป็นบตุ รบญุ ธรรม ในกรณีท่ีบิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงตายหรือถูกถอนอานาจปกครอง
ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมของมารดาหรือบิดาซ่ึงยงั มีอานาจปกครอง

ถา้ ไม่มีผูม้ ีอานาจให้ความยินยอมดงั กล่าวในวรรคหน่ึง หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหน่ึงหรือท้งั
สองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ ความยินยอมน้ัน
ปราศจากเหตุผลอนั สมควรและเป็นปฏิปักษต์ ่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวสั ดิภาพของผเู้ ยาว์ มารดาหรือบิดาหรือ
ผูป้ ระสงคจ์ ะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออยั การจะร้องขอต่อศาลให้มีคาส่ังอนุญาตแทนการให้ความยินยอมตาม
วรรคหน่ึงก็ได”้

-303-

(2) ถา้ ผูเ้ ยาวม์ ีบิดาหรือมารดาแต่เพียงคนเดียว (ตายหรือถูกถอนอานาจปกครอง) จะตอ้ ง
ไดร้ ับความยนิ ยอมของบิดาหรือมารดาท่ีมีอานาจปกครองที่ยงั มีชีวติ อยู่

(3) ถา้ ผเู้ ยาวม์ ีผูป้ กครองจะตอ้ งขอใหศ้ าลมีคาสง่ั อนุญาตใหม้ ีการรับบตุ รบญุ ธรรม
(4) ถา้ ผูเ้ ยาวม์ ีผูป้ กครองโดยบิดาและมารดาสองคนถึงแก่ความตาย จะตอ้ งให้ศาลมีคาสั่ง
อนุญาตใหม้ ีการรับบตุ รบุญธรรม
(5) ถา้ ผูเ้ ยาวม์ ีผูม้ ีผูร้ ับบุตรบุญธรรมอยู่แลว้ จะตอ้ งเลิกการรับบุตรบุญธรรมเดิมเสียก่อน
แลว้ จึงใหบ้ ิดามารดาใหค้ วามยนิ ยอมในการรับบุตรบุญธรรมใหม่ต่อไป
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2759/2530 การจดทะเบียนรับผูเ้ ยาว์เป็ นบุตรบุญธรรมโดยมารดา
ของผูเ้ ยาวด์ งั กล่าวมิไดใ้ ห้ความยินยอมน้ันย่อมไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลตามกฎหมาย ศาลเพิกถอนการ
รับบุตรบญุ ธรรมน้นั ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2601/2536 การท่ีบิดามารดาจดทะเบียนหย่ากันโดยมีขอ้ ตกลงให้
บุตรผูเ้ ยาวอ์ ยู่ในอานาจปกครองของมารดาน้ัน มีผลทาให้มารดาเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองบุตรแต่
เพียงผเู้ ดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1520, 1566 (6) ฉะน้นั เมื่อมารดายินยอม
ให้บุตรผูเ้ ยาวไ์ ปเป็ นบุตรบุญธรรมของบุคคลภายนอกแลว้ ก็ชอบที่จะไปดาเนินการจดทะเบียนรับ
บุตรบุญธรรมตามที่กาหนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิ การรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 ไดโ้ ดย
ไม่จาเป็นตอ้ งใชส้ ิทธิทางศาลขอให้สัง่ อนุญาตแทนบิดาซ่ึงหมดอานาจปกครองแลว้ อีก
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 5098/2538 การท่ีบิดาตามสายโลหิตของเดก็ หญิง ภ. เบิกความยนื ยนั
วา่ นาง บ. มารดาของเด็กหญิง ภ. ไม่เคยมาเยี่ยมและไม่สามารถติดต่อได้ และผรู้ ้องเบิกความว่าไม่
ทราบวา่ นาง , บ. ไปอยทู่ ่ีใดน้นั ขอ้ เทจ็ จริงฟังไดว้ ่าผรู้ ้องไมส่ ามารถติตามนาง บ. มาใหค้ วามยนิ ยอม
ในการที่ผูร้ ้องขอรับเด็กหญิง ภ. เป็นบุตรบุญธรรมได้ จึงมีเหตุสมควรอนุญาตใหผ้ ูร้ ้องรับเด็กหญิง
ภ. เป็นบุตรบุญธรรมแทนการใหค้ วามยนิ ยอมของมารดาของเด็กหญิง ภ. ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชยม์ าตรา 1598/21
12.2.3 ความยินยอมของผู้รับผดิ ชอบในสถานสงเคราะห์เดก็
1) ถา้ ผเู้ ยาวถ์ ูกทอดทิง้ และอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะหเ์ ด็กตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการ
สงเคราะห์เด็ก ตอ้ งได้รับความยินยอมจากผูร้ ับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดงั กล่าว โดยไม่ต้อง
ได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ให้นาความใน มาตรา 1598/21 วรรคสอง มาใช้บังคับโดย
อนุโลม ตามมาตรา 1598/224

4 มาตรา 1598/22 บัญญัติว่า “ในการรับผูเ้ ยาวเ์ ป็ นบุตรบุญธรรม ถา้ ผูเ้ ยาวเ์ ป็ นผูถ้ ูกทอดทิ้งและอยู่ใน
ความดูแลของสถานสงเคราะห์เดก็ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการสงเคราะหแ์ ละคุม้ ครองเด็ก ใหส้ ถานสงเคราะห์เด็กเป็ น

-304-

2) ถา้ ผูเ้ ยาวม์ ิไดถ้ ูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความอุปการะเล้ียงดูของสถานสงเคราะห์ตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยสถานสงเคราะหเ์ ป็นผดู้ ูแล

ก. บิดามารดาผมู้ ีอานาจจะตอ้ งใหค้ วามยนิ ยอม
ข. บิดามารดาอาจทาหนงั สือมอบอานาจให้สถานสงเคราะห์เด็กดงั กล่าวเป็ นผูม้ ีอานาจให้
ความยนิ ยอมในการรับผเู้ ยาวเ์ ป็นบุตรบุญธรรมแทนตนกไ็ ด้ ในกรณีเช่นตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจาก
ผรู้ ับผิดชอบในสถานสงเคราะหด์ งั กลา่ ว ในกรณีเช่นน้นั ใหน้ าความในมาตรา 1598/22 มา ใชบ้ งั คบั
โดยอนุโลม ตามมาตรา 1598/23 วรรคหน่ึง5
12.2.4 ความยินยอมของคู่สมรสของผ้รู ับบุตรบุญธรรมและบตุ รบุญธรรม
ผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือผจู้ ะมาเป็นบุตรบุญธรรมหากมีคู่สมรสก็จะตอ้ งไดร้ ับความยินยอม
จากคู่สมรสน้นั ก่อน ไม่เช่นน้นั การรับบุตรบุญธรรมจะไมส่ มบูรณ์
หากคู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ การรับบุตรบุญธรรมตอ้ งมีคาสั่งศาลท่ีอนุญาตให้มี
การรับบุตรบญุ ธรรมแทนการใหค้ วามยนิ ยอมของคู่สมรสน้นั 6
คสู่ มรสท่ีจะตอ้ งใหค้ วามยนิ ยอมตอ้ งเป็นคู่สมรสท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย
หากเป็ นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็ นบุตรบุญธรรมของบุคคลอ่ืนอีกในขณะ
เดียวกนั ไม่ได้ เวน้ แต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผูร้ ับบุตรบุญธรรมน้ัน (มาตรา 1598/26
วรรคหน่ึง)7
หากผขู้ อรับเป็นชาวต่างชาติจะตอ้ งมีคู่สมรส ยกเวน้ ผขู้ อรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผมู้ ี
สัญชาติไทยตอ้ งเป็ นผูท้ ่ีมีคุณสมบตั ิท่ีจะรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศที่
ผขู้ อรับมีภูมิลาเนาอยู่ และการรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย
ไทยแลว้ เท่าน้นั

ผใู้ ห้ความยินยอมแทนบิดาและมารดา ถา้ สถานสงเคราะห์เด็กไม่ให้ความยินยอม ให้นาความในมาตรา 1598/21
วรรคสอง มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม”

5 มาตรา 1598/23 วรรคหน่ึง บญั ญตั ิว่า “ในกรณีที่ผูเ้ ยาวม์ ิไดถ้ ูกทอดทิ้ง แต่อยู่ในความอุปการะเล้ียงดู
ของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าดว้ ยการสงเคราะห์และคุม้ ครองเด็ก บิดาและมารดา หรือบิดาหรือมารดา
ในกรณีท่ีมารดาหรือบิดาคนใดคนหน่ึงตายหรือถูกถอนอานาจปกครอง จะทาหนังสือมอบอานาจให้สถาน
สงเคราะห์เด็กดงั กล่าวเป็ นผู้มีอานาจให้ความยินยอมในการรับผูเ้ ยาว์เป็ นบุตรบุญธรรมแทนตนก็ได้ ในกรณี
เช่นน้นั ให้นาความในมาตรา 1598/22 มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม”

6 โปรดดูตวั อยา่ งคาร้องหนา้ 316.
7 มาตรา 1598/26 วรรคหน่ึง “ผเู้ ยาวท์ ่ีเป็นบุตรบญุ ธรรมของบคุ คลใดอยจู่ ะเป็นบุตรบุญธรรมของบคุ คล
อื่นอกี ในขณะเดียวกนั ไมไ่ ด้ เวน้ แต่เป็นบตุ รบญุ ธรรมของคู่สมรสของผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรม”

-305-

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 344/2531 การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมซ่ึงคู่สมรสฝ่ ายหน่ึง
กระทาลงโดยไม่ได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงย่อมไม่สมบูรณ์ไม่ก่อให้เกิด
ความสัมพนั ธ์และสิทธิหนา้ ที่ตามกฎหมายในฐานะผูร้ ับบุตรบุญธรรมกบั บุตรบุญธรรมแต่อย่างใด
การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับจาเลยเป็ นบุตรบุญธรรม ซ่ึง อ. ไดก้ ระทาลงโดย
ไม่ไดร้ ับความยนิ ยอมจากโจทก์ผเู้ ป็นคู่สมรส จึงเป็ นการฟ้องขอใหแ้ สดงวา่ ฐานะของ อ. และจาเลย
มิไดม้ ีการเปล่ียนแปลงเพราะการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมซ่ึงไม่สมบูรณ์ดงั กล่าว หาใช่เป็นการ
ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อเพิกถอนฐานะความเป็ นผูร้ ับบุตรบุญธรรมกบั บุตรบุญธรรมไม่ กรณีจึงไม่อยู่
ในบงั คบั ของบทบญั ญตั ิว่าดว้ ยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 163 และ
มาตรา 164 และเมื่อไม่มีบทบญั ญตั ิของกฎหมายกาหนดระยะเวลาท่ีโจทก์อาจฟ้องคดีเช่นว่าน้ีได้
แลว้ โจทกผ์ มู้ ีส่วนไดเ้ สียย่อมมีสิทธิท่ีจะฟ้องคดีดงั กล่าวไดเ้ สมอ

12.3 การจดทะเบยี นรับบุตรบญุ ธรรม
การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม มีกฎหมายรับรองอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์ บรรพ 5 วา่ ดว้ ย เร่ืองครอบครัว ลกั ษณะ 2 บิดามารดาและบุตร หมวด 4 บุตรบุญธรรม และ
พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถา้ ผจู้ ะเป็นบุตรบุญ
ธรรมน้ันเป็ นผูเ้ ยาวต์ อ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมายว่าดว้ ยการรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรมก่อน ตามมาตรา
1598/278 และการจดทะเบียนรับบตุ รบุญธรรมใหผ้ รู้ ับบุตรบุญธรรมและบตุ รบุญธรรมเป็นผรู้ ้องขอ9

ใหน้ ายทะเบียนรับจดทะเบียนต่อเมื่อท้งั สองฝ่ ายใหถ้ อ้ ยคาวา่ ไดป้ ฏิบตั ิตามเง่ือนไขที่ว่าน้นั
หรือถอ้ ยคาท่ีไดใ้ หไ้ วไ้ ม่เป็นความจริง หา้ มมิใหร้ ับจดทะเบียน10

ถา้ นายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม ผูร้ ้องขอจดทะเบียนฝ่ ายหน่ึง
ฝ่ ายใดจะยื่นคาร้องต่อศาลก็ได้ โดยไม่ตอ้ งเสียค่าธรรมเนียมศาล เมื่อศาลไต่สวนไดค้ วามวา่ การได้
เป็นไปตามเง่ือนไขแห่งกฎหมายครบถว้ นแลว้ ก็ใหศ้ าลมีคาสัง่ ไปใหร้ ับจดทะเบียน11

สรุปว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย โดยผูร้ ับบุตร
บุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะตอ้ งยื่นคาร้องขอต่อนายทะเบียน หากนายทะเบียนไม่ยอมรับจด

8 มาตรา 1598/27 บญั ญตั ิวา่ “การรับบตุ รบญุ ธรรมจะสมบรู ณ์ตอ่ เม่อื ไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย แตถ่ า้ ผู้
จะเป็นบตุ รบญุ ธรรมน้นั เป็นผเู้ ยาวต์ อ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน”

9 พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 22 วรรคหน่ึง
10 พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 22 วรรคสอง
11 พระราชบญั ญตั ิจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 22 วรรคสาม

-306-

ทะเบียนให้ ผูร้ ับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมจะย่ืนคาร้องขอต่อศาลเพ่ือให้มีคาสั่งให้รับจด
ทะเบียนได้

คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 4851/2538 การที่เจา้ มรดกทาหนงั สือมีขอ้ ความแสดงความจานงและ
ยินยอมรับผูร้ ้องเป็ นบุตรบุญธรรม แต่ปรากฎวา่ ไม่ไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย ผรู้ ้องจึงไม่ใช่บุตร
บุญธรรมของเจ้ามรดก ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพยส์ ินของเจ้ามรดก จึงไม่มีอานาจต้งั ผูร้ ้องเป็ น
ผจู้ ดั การมรดกได้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3340/2524 พนักงานอยั การจะร้องขอใช้สิทธิทางศาลไดก้ ็ต่อเม่ือ
กฎหมายบญั ญตั ิให้อานาจและหนา้ ท่ีไวเ้ ท่าน้ัน การร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับบุตร
บุญธรรมเพราะผูใ้ ห้ความยินยอมใช้สูติบตั รกบั สาเนาทะเบียนบา้ นปลอมมาแสดงต่อเจา้ หน้าที่
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ท่ีแกไ้ ขใหม่ มิไดบ้ ญั ญตั ิให้อานาจแก่พนกั งานอยั การไว้
พนกั งานอยั การจึงไมม่ ีอานาจยน่ื คาร้องตอ่ ศาล

ข้นั ตอนการปฏิบตั กิ ารจดทะเบียนรับเดก็ เป็ นบุตรบุญธรรม
หลกั เกณฑ์ วิธีการ ในการยื่นคาขอและในการพิจารณาอนุญาตการจดทะเบียนรับบุตรบุญ
ธรรม ผูจ้ ะรับบุตรบุญธรรมและผูจ้ ะเป็ นบุตรบุญธรรมจะตอ้ งย่ืนคาร้องต่อนายทะเบียน ณ ฝ่ าย
ทะเบียน สานกั งานเขตแห่งใดก็ได้ การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม มี 2 กรณี
1. กรณีผูจ้ ะเป็ นบุตรบุญธรรมเป็ นผูเ้ ยาว์ ให้ย่ืนคาร้องเพ่ือขออนุมตั ิจากคณะกรรมการรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรมโดยถา้ ผูจ้ ะขอรับ เด็กเป็นบุตรบุญธรรมท่ีมีภูมิลาเนาในเขตกรุงเทพมหานคร
หรือเป็นชาวต่างประเทศที่มีภูมิลาเนาอยูใ่ นประเทศไทยยนื่ คาร้องที่ศูนยอ์ านวยการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรม กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ ถา้ มีภูมิลาเนาอยู่ต่างจงั หวดั ยื่นคาร้องได้ ณ ท่ีว่าการ
อาเภอหรือสานักงานพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์จงั หวดั เม่ือได้รับการอนุมัติจาก
คณะกรรมการรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรมแลว้ ตอ้ งย่ืนคาร้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 6
เดือน นบั แต่วนั ที่ไดร้ ับแจง้ คาอนุมตั ิ ในกรณีที่มีพฤติการณ์พเิ ศษที่ทาให้มิอาจดาเนินการจดทะเบียน
ภายใน 6 เดือนได้ ผู้จะขอรับเด็กเป็ นบุตรบุญธรรมต้องยื่นคาร้องแสดงพฤติการณ์พิเศษต่อ
คณะกรรมการ เพื่อให้พิจารณาขยายระยะเวลาออกไปอีกได้ ไม่เกิน 3 เดือน นบั แต่วนั ที่พฤติการณ์
พเิ ศษน้นั สิ้นสุดลง
2. กรณีผูจ้ ะเป็ นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแลว้ และมีคุณสมบตั ิครบถว้ นตามกฎหมาย
สามารถย่ืนคาร้องขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต่อนายทะเบียน โดยไม่ตอ้ งผ่านการพิจารณาของ
คณะกรรมการรับเดก็ เป็นบุตรบญุ ธรรม

-307-

12.4 ผลของการรับบุตรบญุ ธรรม
1) บุตรบญุ ธรรมมีฐานะเช่นเดียวกบั บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของผรู้ ับบุตรบุญธรรม
ข้อสังเกต
(1) บิดามารดาโดยกาเนิดของบุตรบุญธรรมหมดอานาจปกครองต้งั แต่เวลาท่ีเป็ น

บุตรบญุ ธรรมแลว้
(2) บุตรบญุ ธรรมไมส่ ูญสิทธิและหนา้ ที่ในครอบครัวท่ีตนกาเนิดมา
(3) บุตรบุญธรรมถือว่าเป็ นผูส้ ืบสันดานเหมือนกบั บุตรท่ีชอบด้วยกฎหมายของ

ผรู้ ับบุตรบญุ ธรรม จึงเป็นทายาทลาดบั 1 ตามมาตรา 1629
(4) บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่กนั ไดต้ ามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้

ตามมาตรา 1639
(5) บุตรบญุ ธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกแทนท่ีผรู้ ับบตุ รบุญธรรม

2) ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท (มาตรา
1598/29)12 แตส่ ามารถรับมรดกในฐานะเป็นผรู้ ับพินยั กรรมแทน

3) ผูร้ ับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพยส์ ินท่ีตนให้บุตรบุญธรรมคืน ถา้ บุตรบุญ
ธรรมถึงแก่ความตายไปก่อนตน (มาตรา 1598/30)13

คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 773/2528 (ประชุมใหญ่) ผสู้ ืบสันดานโดยตรงตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1643 หมายถึงผูส้ ืบสันดานในทางสืบสายโลหิตโดยแทจ้ ริง บุตรบุญธรรม
น้นั กฎหมายถือว่าเป็ นผสู้ ืบสันดานเหมือนกบั บุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย มีสิทธิไดร้ ับมรดกของผรู้ ับ
บตุ รบุญธรรม แตบ่ ุตรบุญธรรมหาใช่ผสู้ ืบสันดานโดยตรงของผรู้ ับบุตรบญุ ธรรมไม่ จึงไม่มีสิทธิรับ
มรดกแทนท่ีผรู้ ับบตุ รบุญธรรม

12.5 การเลกิ รับบุตรบญุ ธรรม
1. การเลิกรับบตุ รบุญธรรมกนั เอง (มาตรา 1598/31)14

12 มาตรา 1598/29 บญั ญตั ิว่า “การรับบตุ รบญุ ธรรมไมก่ ่อใหเ้ กิดสิทธิรับมรดกของบุตรบญุ ธรรมในฐานะ
ทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการณ์รับบุตรบุญธรรมน้นั ”

13 มาตรา 1598/30 บญั ญตั ิว่า “ถา้ บุตรบุญธรรมซ่ึงไม่มีคู่สมรสหรือผูส้ ืบสันดานตายก่อนผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรม ผรู้ ับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพยส์ ินที่ตนไดใ้ ห้แก่บุตรบุญธรรมคืนจากกองมรดกของบุตรบุญ
ธรรมเพยี งเท่าท่ีทรัพยส์ ินน้นั ยงั คงเหลืออยภู่ ายหลงั ท่ีชาระหน้ีของกองมรดกเสร็จสิ้นแลว้

หา้ มมิใหฟ้ ้องคดีเรียกร้องสิทธิตามวรรคหน่ึง เมื่อพน้ กาหนดหน่ึงปี นบั แต่เวลาที่ผรู้ ับบุตรบุญธรรมไดร้ ู้
หรือควรไดร้ ู้ถึงความตายของบุตรบญุ ธรรมหรือเมื่อพน้ กาหนดสิบปี นบั แต่วนั ที่บตุ รบุญธรรมตาย”

-308-

1.1 ถา้ บุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแลว้ จะเลิกโดยความตกลงกนั ในระหว่างผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมกบั บตุ รบุญธรรมเมื่อใดกไ็ ด้

1.2 ถา้ บุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทาได้ต่อเมื่อได้รับ
ความยนิ ยอมของบิดาและมารดา และถา้ ผเู้ ป็นบุตรบุญธรรมมีอายไุ ม่ต่ากวา่ 15 ปี บุตรบุญธรรมน้นั
ตอ้ งใหค้ วามยนิ ยอมดว้ ย

1.3 ถา้ บุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะและการรับบุตรบุญธรรมน้ันไดก้ ระทาโดยคาส่ัง
ศาลก็ดี หรือเป็ นการรับผเู้ ยาวท์ ี่ถูกทอดทิ้งหรืออยู่ในความอุปการะเล้ียงดูของสถานสงเคราะห์เด็ก
โดยผรู้ ับผดิ ชอบในสถานสงเคราะห์เด็กเป้นผใู้ หค้ วามยินยอมก็ดี หรือเป็นการรับผเู้ ยาวซ์ ่ึงเป็นบุตร
บญุ ธรรมของคู่สมรสตนอยแู่ ลว้ เป็นบุตรบุญธรรมของตนก็ดี การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะกระทาได้
ก็ตอ่ เม่ือมีคาส่งั ศาลอนุญาตใหเ้ ลิกรับบุตรบญุ ธรรม

ข้อสังเกต ผูร้ ้องขอให้ศาลมีคาส่ังศาลอนุญาตให้เลิกรับบุตรบุญธรรม ไดแ้ ก่ ผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรม บตุ รบุญธรรมท่ีมีอายไุ ม่ต่ากวา่ 15 ปี หรือผมู้ ีส่วนไดเ้ สียอ่ืนๆ

2. เลิกเม่ือผรู้ ับบตุ รบุญธรรมสมรสกบั บตุ รบุญธรรม (มาตรา 1598/32)15
ข้อสังเกต เป็ นการเลิกกันโดยผลของกฎหมาย จึงมีผลทนั ทีต้งั แต่วนั ที่บุคคลท้งั สองจด
ทะเบียนสมรสกนั โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งมีการจดทะเบียนยกเลิกรับบุตรบุญธรรมกนั อีก
3. การฟ้องคดีเลิกการรับบตุ รบุญธรรม
เมื่อผูร้ ับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงต้องการยกเลิกการรับบุตร
บุญธรรมแต่อีกฝ่ ายหน่ึงไม่ยอมยกเลิก ก็จะตอ้ งนาคดีมาสู่ศาลโดยจะตอ้ งมีเหตุในการฟ้องคดีเลิก
การรับบตุ รบุญธรรมมี 8 ประการดงั น้ี (มาตรา 1598/33)16

14 มาตรา 1598/31 บญั ญตั ิว่า “การเลิกรับบุตรบุญธรรม ถา้ บุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแลว้ จะเลิกโดย
ความตกลงกนั ในระหว่างผรู้ ับบตุ รบุญธรรมกบั บตุ รบุญธรรมเมื่อใดก็ได้

ถา้ บุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทาไดต้ ่อเม่ือไดร้ ับความยินยอมของ
บิดาและมารดา และให้นามาตรา 1598/20 และมาตรา 1598/21 มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม

ในกรณีท่ีไดร้ ับผเู้ ยาวเ์ ป็ นบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1598/21 วรรคสอง มาตรา 1598/22 มาตรา 1598/23
มาตรา 1598/24 หรือมาตรา 1598/26 วรรคสอง ถา้ บุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมให้
กระทาไดต้ ่อเมื่อมีคาส่ังศาลโดยคาร้องขอของผมู้ ีส่วนไดเ้ สียหรืออยั การ

การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะสมบรู ณ์ตอ่ เม่ือไดจ้ ดทะเบียนตามกฎหมาย”
15 มาตรา 1598/32 บญั ญตั ิวา่ “การรับบตุ รบุญธรรมยอ่ มเป็นอนั ยกเลิกเมื่อมีการสมรสฝ่ าฝืนมาตรา 1451”
16 มาตรา 1598/33 บญั ญตั ิว่า “คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบญุ ธรรมน้นั เม่ือ
(1) ฝ่ ายหน่ึงทาการชว่ั ร้ายไมว่ า่ จะเป็นความผดิ อาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อกี ฝ่ ายหน่ึงอบั อายขายหนา้ อยา่ ง
ร้ายแรง หรือถกู เกลียดชงั หรือไดร้ ับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อกี ฝ่ ายหน่ึงฟ้องเลิกได้

-309-

คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบญุ ธรรมน้นั จะกระทาไดเ้ ม่ือ
(1) ฝ่ายหน่ึงทาการชวั่ ร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็ นเหตุใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงอบั อาย
ขายหนา้ อย่าง ร้ายแรง หรือถูกเกลียดชงั หรือไดร้ ับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควร อีกฝ่ าย
หน่ึงฟ้องเลิกได้
การกระทาชวั่ ร้ายแรง หมายถึง การกระทาฝ่ าฝื นศีลธรรมหรือจารีตประเพณีซ่ึงวิญญูชน
รู้สึกไดว้ ่าเป็ นสิ่งท่ีไม่ถูกตอ้ ง เช่น ผูร้ ับบุตรบุญธรรมเป็ นเจา้ ของซ่องโสเภณีถูกตารวจจบั ส่งฟ้อง
ศาลหนงั สือพิมพล์ งข่าวเกรียวกราว บุตรบุญธรรมซ่ึงเป็ นหญิงมีสิทธิฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรม
ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1934/2545 โจทก์อุปการะเล้ียงดูจาเลยมาต้งั แต่จาเลยอายุได้ 7 วนั
ต่อมาโจทก์จดทะเบียนรับจาเลยเป็ นบุตรบุญธรรม แสดงว่าโจทก์เมตตารักใคร่จาเลยเสมือนลูก
โจทก์ได้ให้การศึกษาท่ีดีแก่จาเลยและอุปการะเล้ียงดูจาเลยตลอดมาจนจาเลยสมรสมีครอบครัว
โจทก์ก็ยงั มีความรักและความเมตตาต่อจาเลยต้ังใจจะยกทรัพยส์ มบตั ิให้ แต่เมื่อจาเลยเติบใหญ่
ข้ึนมากลับไม่มีความเคารพยาเกรงโจทก์ซ่ึงเปรียบเสมือนมารดาผูใ้ ห้กาเนิดและเป็ นผูม้ ีพระคุณ
จาเลยด่าว่าโจทก์ดว้ ยถอ้ ยคารุนแรง อนั เป็ นเร่ืองท่ีบุตรไม่พึงกระทาต่อมารดาท้งั จาเลยมกั หาเร่ือง
ระรานโจทก์อย่ตู ลอดเวลาและยงั นาอาวุธปื นมาข่จู ะฆ่าโจทก์ คร้ังสุดทา้ ยจาเลยด่าว่าโจทกต์ ่อหนา้
บุคคลอื่นอีก นบั ว่าจาเลยสิ้นความเคารพยาเกรงโจทก์แลว้ นอกจากน้นั จาเลยยงั ไม่มีความซื่อสัตย์

(2) ฝ่ ายหน่ึงหม่ินประมาทหรือเหยียดหยามอกี ฝ่ ายหน่ึงหรือบุพการีของอกี ฝ่ ายหน่ึงอนั เป็นการร้ายแรง
อีกฝ่ ายหน่ึงฟ้องเลิกได้ ถา้ บุตรบุญธรรมกระทาการดงั กล่าวต่อคู่สมรสของผูร้ ับบุตรบุญธรรม ให้ผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมฟ้องเลิกได้

(3) ฝ่ ายหน่ึงกระทาการประทุษร้ายอีกฝ่ ายหน่ึงหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ ายหน่ึงเป็นเหตุให้เกิด
อนั ตรายแก่กายหรือจิตใจอยา่ งร้ายแรงและการกระทาน้นั เป็นความผดิ ท่ีมีโทษอาญา อกี ฝ่ ายหน่ึงฟ้องเลิกได้

(4) ฝ่ ายหน่ึงไมอ่ ปุ การะเล้ียงดูอกี ฝ่ ายหน่ึง อกี ฝ่ ายหน่ึงน้นั ฟ้องเลิกได้
(5) ฝ่ ายหน่ึงจงใจละทิ้งอีกฝ่ ายหน่ึงไปเกินหน่ึงปี อีกฝ่ ายหน่ึงน้นั ฟ้องเลิกได้
(6) ฝ่ ายหน่ึงตอ้ งคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคุกเกินสามปี เวน้ แต่ความผิดที่กระทาโดยประมาท อีกฝ่ าย
หน่ึงฟ้องเลิกได้
(7) ผูร้ ับบุตรบุญธรรมทาผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทาน้ันเป็ นการละเมิด หรือไม่ปฏิบตั ิตาม
มาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็ นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความเสียหาย
อยา่ งร้ายแรงตอ่ บุตรบุญธรรม บตุ รบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(8) ผูร้ ับบุตรบุญธรรมผูใ้ ดถูกถอนอานาจปกครองบางส่วนหรือท้ังหมด และเหตุที่ถูกถอนอานาจ
ปกครองน้นั มีพฤติการณ์แสดงใหเ้ ห็นว่า ผนู้ ้นั ไม่สมควรเป็นผรู้ ับบุตรบญุ ธรรมต่อไป บตุ รบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(9) (ยกเลิก)”

-310-

ต่อโจทก์จะเอาที่ดินของโจทก์เป็นของจาเลยแต่เพียงผเู้ ดียว โดยมิไดเ้ ป็นไปตามความประสงคข์ อง
โจทก์ การกระทาของจาเลยจึงเป็ นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร เหยียด
หยามโจทกอ์ นั เป็ นการทาชวั่ อย่างร้ายแรง ไม่สมควรท่ีจะให้จาเลยเป็ นบุตรบุญธรรมของโจทก์อีก
ตอ่ ไป โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องเลิกรับบุตรบุญธรรมได้

(2) ฝ่ายหน่ึงหม่ินประมาทหรือเหยยี ดหยามอีกฝ่ ายหน่ึงหรือบุพการีของอีกฝ่ ายหน่ึงอนั เป็ น
การร้ายแรง อีก ฝ่ ายหน่ึงฟ้องเลิกได้ ถา้ บุตรบุญธรรมกระทาการดงั กล่าวต่อคู่สมรสของผูร้ ับบุตร
บญุ ธรรม ใหผ้ รู้ ับบุตรบุญธรรม ฟ้องเลิกได้

การหมิ่นประมาทถึงการใส่ความให้เขาเสียหายแก่ช่ือเสียงถากดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชงั ส่วน
การเหยยี ดหยามหมายถึงการทาใหอ้ บั อาย เสียหาย ดูหม่ิน สบประมาท ด่าว่า หรือแสดงกริยาอาการ
ท่ีทาให้เห็นวา่ บุคคลน้นั ต่าตอ้ ยกว่าตน เช่น บุตรบุญธรรมเรียกผูร้ ับบุตรบุญธรรมวา่ “อา้ ย” เป็นการ
เหยียดหยามผูร้ ับบุตรบุญธรรมอย่างร้ายแรง ผูร้ ับบุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิพอ้ งเลิกการรับบุตรบุญ
ธรรมได้

(3) ฝ่ายหน่ึงกระทาการประทุษร้ายอีกฝ่ายหน่ึงหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหน่ึงเป็น
เหตุให้เกิด อนั ตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทาน้นั เป็นความผิดท่ีมีโทษอาญา อีก
ฝ่ ายหน่ึงฟ้องเลิกได้

การประทุษร้าย หมายถึง การจงใจทาให้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ซ่ึงถา้ เป็นการทาร้าย
ร่างกายก็จะตอ้ งมีบาดแผลโลหิตไหลหรือเกิดช้าบวม และตอ้ งเป็ นการกระทาอนั เป็ นความผิดทาง
อาญาดว้ ย จึงเป็นเหตุท่ีจะพอ้ งขอใหเ้ ลิกการรับบุตรบุญธรรมได้

(4) ฝ่ายหน่ึงไมอ่ ุปการะเล้ียงดูอีกฝ่ายหน่ึง อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องเลิกได้
การไม่อุปการะเล้ียงดู หมายถึง การไม่จดั หาส่ิงจาเป็นในการดารงชีพ ปัจจยั 4 ในการดารง
ชีพ เช่น ท่ีอยอู่ าศยั อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม หรือการรักษาพยาบาลใหต้ ามสมควรแก่ฐานานุรูป เช่น บุตร
บุญธรรมไล่ผูร้ ับบุตรบุญธรมออกจากบ้าน โดยไม่ตอ้ งการอุปการะเล้ียงดูผูร้ ับบุตรบุญธรม ผูร้ ับ
บตุ รบญุ ธรรมจึงฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้
(5) ฝ่ายหน่ึงจงใจละทิง้ อีกฝ่ายหน่ึงไปเกินหน่ึงปี อีกฝ่ายหน่ึงน้นั ฟ้องเลิกได้
เช่น การท่ีผูร้ ับบุตรบุญธรรมทิ้งไป หรือบุตรบุญธรรมทิ้งผูร้ ับบุตรบุญธรรมไปเกินหน่ึงปี
ฝ่ายที่ถูกละทิ้งฟ้องเลิกการรับบตุ รบุญธรรมได้
(6) ฝ่ ายหน่ึงต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดท่ีกระทาโดย
ประมาท อีกฝ่ายหน่ึง ฟ้องเลิกได้
บุตรบุญธรรมไปปลน้ ทรัพยก์ บั พวกจนถูกศาลพิพากษาใหล้ งโทษจาคุก 5 ปี ผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมฟ้องเลิกการรับบตุ รบุญธรรมได้

-311-

(7) ผูร้ ับบุตรบุญธรรมทาผิดหน้าท่ีบิดามารดา และการกระทาน้ันเป็ นการละเมิดหรือไม่
ปฏิบตั ิตามมาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็นเหตุใหเ้ กิดหรือ
อาจเกิดความเสียหายอยา่ งร้ายแรงตอ่ บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้

มาตรา 1564 ทาผิดหน้าที่ คือ ไม่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีในการใหค้ วามอุปการะเล้ียงดู ใหก้ ารศึกษา
แก่บุตรบุญธรรม เช่น บุตรบุญธรรมเจ็บป่ วยเป็ นไขก้ ็ไม่พาไปหาหมอ ปล่อยทิ้งไวจ้ นโรคไขส้ ูง
หรือบุตรบุญธรรมตอ้ งอยอู่ ยา่ งอดๆ อยากๆ เพราะผูร้ ับบุตรบุญธรรมไม่ให้เงินค่าขนมไปโรงเรียน
เลยจนป่ วยกลายเป็ นโรคกระเพาะข้นั รุนแรง เพราะไม่ไดท้ านอาหาร ทาให้บุตรบุญธรรมเสียหาย
เช่นน้ี บุตรบญุ ธรรมฟ้องเลิกการรับบตุ รบญุ ธรรมได้

มาตรา 1573 ทาผิดหน้าท่ีคือ ไม่จดั การทรัพยส์ ินของบุตรบุญธรรมดว้ ยความระมดั ระวงั
อยา่ งเช่นวิญญูชนจะพึงกระทาหรือเอาเงินไดข้ องบุตรบุญธรรมไปใชจ้ ่ายโดยมิชอบ เช่น นาเงินของ
บุตรบญุ ธรรมไปเลน่ การพนนั จนหมด เป็นตน้

มาตรา 1574 ทาผิดหนา้ ที่คือ ทานิติกรรมเก่ียวกบั ทรัพยส์ ินของผรู้ ับบุตรบุญธรรมท่ีสาคญั
โดยไม่ขออนุญาตจากศาลก่อน เช่น นาเงินของบุตรบุญธรรมออกให้เพ่ือนบา้ นกูย้ ืมเงินโดยไม่ขอ
อนุญาตจากศาลก่อน (มาตรา 1574 (7))

มาตรา 1575 ทาผิดหนา้ ท่ีคือ ทากิจการท่ีประโยชน์ของผรู้ ับบุตรบุญธรรมขดั กบั ประโยชน์
ของบุตรบุญธรรมโดยไม่ชอออนุญาตจากศาลก่อน ซ่ึงการกระทาดงั กล่าวเป็ นเหตุให้เกิดหรืออาจ
เกิดความเสียหายอยา่ งร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม เช่น ผรู้ ับบุตรบุญธรรมตอ้ งการซ้ือรถยนตข์ องบุตร
บุญธรรมในราคาถูก แตบ่ ตุ รบญุ ธรรมตอ้ งการขายรถยนตใ์ นราคาแพง เป็นตน้

(8) ผรู้ ับบตุ รบุญธรรมผใู้ ดถูกถอนอานาจปกบางส่วนหรือท้งั หมด และเหตุที่ถูกถอนอานาจ
ปกครองน้ันมี พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผูน้ ้ันไม่สมควรเป็ นผูร้ ับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญ
ธรรมฟ้องเลิกได้

เช่น ผูร้ ับบุตรบุญธรรมทารุณกรรมบุตรบุญธรรม หรือมีพฤติการณ์ท่ีล่วงเกินในทางเพศ
เช่น ชอบจบั อวยั วะเพศและหน้าอกของบุตรบุญธรรมซ่ึงเป็ นหญิง (ประพฤติชั่วร้าย) จนศาลตอ้ ง
ถอนอานาจปกครองและต้งั ผูป้ กครองให้บุตรบุญธรรม ดงั น้ี บุตรบุญรรมฟ้องเลิกการรับบุตรบุญ
ธรรมได้

ประเด็น การขอเลิกการรับบุตรบุญธรรม ตอ้ งทาโดยคาร้องของผมู้ ีส่วนไดเ้ สียหรืออยั การ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/31 วรรคสาม ถา้ มิใช่ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียก็ไม่มีสิทธิ
ที่จะนาคดีมาฟ้องการเลิกรับบุตรบุญธรรม

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 8608/2557 การฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมกรณีท่ีไดร้ ับผูเ้ ยาว์
เป็นบุตรบุญธรรมโดยศาลมีคาส่ังแทนคายินยอมของบิดามารดา กระทาไดต้ ่อเม่ือมีคาส่ังศาลโดยคา

-312-

ร้องของผมู้ ีส่วนไดเ้ สียหรืออยั การ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1598/31 วรรคสาม
โจทกเ์ ป็นเพียงผทู้ ี่เคยเล้ียงดูผเู้ ยาวม์ าก่อนเท่าน้นั จึงมิใช่ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียที่จะนาคดีมาฟ้องการเลิกรับ
บุตรบุญธรรม

12.6 ข้อจากดั ของบุตรบญุ ธรรมในการฟ้องคดี
ขอ้ จากดั ของบตุ รบุญธรรมในการฟ้องคดี
1) ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมอายุต่ากว่า 15 ปี บิดามารดา

โดยกาเนิดตอ้ งเป็นผฟู้ ้องคดีแทนบตุ รบญุ ธรรม
2) ในการฟ้องคดีเลิกการับบุตรบุญธรรมกรณีบุตรบุญธรรมมีอายุต้งั แต่ 15 ปี ข้ึนไปแลว้

บุตรบุญธรรมมีอานาจฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรมไดเ้ องโดยไมต่ อ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากผใู้ ด
3) อยั การฟ้องคดีขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมแทนบุตรบุญธรรมได้
ประเด็น พนักงานอยั การในฐานะท่ีเป็ นเจา้ พนกั งานของรัฐผคู้ ุม้ ครองสิทธิและประโยชน์

ของประชาชนมีอานาจตามมาตรา 1598/35 วรรคทา้ ยที่จะฟ้องคดีขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมแทน
บตุ รบุญธรมได้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3340/2524 พนักงานอยั การจะร้องขอใช้สิทธิทางศาลไดก้ ็ต่อเม่ือ
กฎหมายบญั ญตั ิให้อานาจและหน้าท่ีไวเ้ ท่าน้ัน การร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับบุตร
บุญธรรมเพราะผูใ้ ห้ความยินยอมใช้สูติบัตรกับสาเนาทะเบียนบ้านปลอมมาแสดงต่อเจ้าหน้าท่ี
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ บรรพ 5 ที่แกไ้ ขใหม่มิไดบ้ ญั ญตั ิ ใหอ้ านาจแก่พนกั งานอยั การไว้
พนกั งานอยั การจึงไม่มีอานาจ ยนื่ คาร้องตอ่ ศาล

12.7 อายุความและผลของการเลกิ รับบตุ รบุญธรรม
ห้ามมิให้ฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมเม่ือพน้ กาหนด 1 ปี นับแต่วนั ที่ผูข้ อเลิกการรับ

บุตรบุญธรรมรู้หรือควรไดร้ ู้ขอ้ เท็จจริงอนั เป็ นเหตุให้เลิกการน้ัน หรือเม่ือพน้ กาหนด 10 ปี นับแต่
เหตนุ ้นั เกิดข้นึ มิฉะน้นั คดีขาดอายคุ วาม (มาตรา 1598/34)17

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2552โจทก์และภริยาของโจทก์จดทะเบียนรับจาเลยเป็ น
บุตรบุญธรรม โจทก์จึงเป็ นผูร้ ับบุตรบุญธรรมด้วย ย่อมมีอานาจฟ้องขอเลิกการรับจาเลยเป็ นบุตร
บุญธรรมได้ จาเลยซ่ึงเป็ นบุตรบุญธรรมจงใจละทิ้งโจทก์กลบั ไปอาศยั อยู่กบั บิดามารดาที่แทจ้ ริง

17 มาตรา 1598/34 บญั ญตั ิว่า “ห้ามมิให้ฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมเมื่อพน้ กาหนดหน่ึงปี นับแต่
วนั ที่ผขู้ อเลิกการรับบตุ รบญุ ธรรมรู้หรือควรไดร้ ู้ขอ้ เทจ็ จริงอนั เป็นเหตุใหเ้ ลิกการน้นั หรือเมื่อพน้ กาหนดสิบปี นบั
แต่เหตนุ ้นั เกิดข้ึน”

-313-

โดยไม่เคยกลบั ไปอยู่กบั โจทก์อีกเลยเป็ นพฤติการณ์ต่อเน่ืองกนั ตราบที่จาเลยยงั ไม่กลบั ไปอยู่กบั
โจทกเ์ หตทุ ี่โจทก์จะฟ้องเลิกการรับจาเลยเป็นบุตรบญุ ธรรมกย็ งั คงมีอยู่ อายคุ วามจึงยงั ไมเ่ ร่ิมนบั แม้
โจทกท์ ราบพฤติการณ์ดงั กล่าวของจาเลยมาเกิน 1 ปี แลว้ โจทกก์ ็ยกเป็นเหตุฟ้องเลิกการรับบุตรบุญ
ธรรมได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทกไ์ ม่ระงบั ไปตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1598/34
จึงไมข่ าดอายคุ วาม

ผลของการเลกิ รับบุตรบญุ ธรรม
1. การเลิกรับบุตรบุญธรรมกนั เอง ถา้ บุตรบุญธรรมยงั ไมบ่ รรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตร
บุญธรรมจะทาได้ ต่อเมื่อไดร้ ับความยินยอมของบิดาและมารดาเม่ือมีการเลิกรับบุตรบุญธรรม ถา้
บุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดาโดยกาเนิดกลบั มีอานาจปกครองนับแต่เวลาที่จด
ทะเบียนเลิกการรับบตุ รบุญธรรม
ในการดาเนินการดังกล่าว ผูร้ ับบุตรบุญธรรมต้องแจ้งไปยงั พนักงานเจ้าหน้าที่ว่า
ประสงคจ์ ะเลิกรับบุตรบุญธรรม ท้งั น้ี เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธีการ เง่ือนไข (ถา้ มี) ในการยนื่ คาขอ
และในการพิจารณาอนุญาต18เมื่อพนักงานเจา้ หน้าท่ีไดร้ ับแจง้ จากผรู้ ับบุตรบุญธรรมวา่ ประสงคจ์ ะ
เลิกรับบตุ รบญุ ธรรมซ่ึงยงั เป็นเด็กให้ดาเนินการดงั น้ี
เม่ือผูร้ ับบุตรบุญธรรม แจ้งความประสงค์จะเลิกรับบุตรบุญธรรม ซ่ึงยงั เป็ นเด็กต่อ
พนักงานเจา้ หนา้ ท่ี พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีจะสอบถามผูร้ ับบุตรบุญธรรมถึงปัญหาการเลิกรับบุตรบุญ
ธรรมและขอ้ มูลต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง เพื่อดาเนินการแกไ้ ขปัญหาและพฒั นาความสัมพนั ธ์ในเบ้ืองตน้
หากผูร้ ับบุตรบุญธรรมยงั คงประสงค์จะเลิกรับบุตรบุญธรรมอยู่ ให้มีการเขา้ สู่กระบวนการให้
คาปรึกษาเยยี วยาจะเขา้ สู่กระบวนการเยยี วยาตามกฎหมาย พนกั งานเจา้ หนา้ ที่จะดาเนินการสืบเสาะ
ขอ้ เทจ็ จริงเกี่ยวกบั สภาพปัญหาการเลิกรับบุตรบุญธรรม ดงั ต่อไปน้ี
(1) สาเหตขุ องการเลิกรับบุตรบญุ ธรรม
(2) สภาพจิตใจและสภาพสังคมของบตุ รบญุ ธรรม
(3) ประเมินสภาพปัญหาการเลิกรับบุตรบญุ ธรรม ในกรณีจาเป็นพฒั นาสงั คมและความ
มนั่ คงของมนุษยจ์ งั หวดั อาจขยายระยะเวลาตามไดไ้ ม่เกิน 2 คร้ัง คร้ังละไม่เกิน 15 วนั
เพื่อดาเนินการให้คาปรึกษาเยียวยาให้แลว้ เสร็จภายใน 60 วนั นบั แต่วนั ได้รับแจง้ จาก
ผรู้ ับบุตรบุญธรรมวา่ ยงั คงประสงคจ์ ะเลิกรับบตุ รบญุ ธรรม

18 คู่มือสาหรับประชาชน : ให้คาปรึกษาเยียวยาก่อนเลิกรับบุตรบุญธรรม สืบคน้ เม่ือ วนั ท่ี 1 กนั ยายน
2562 จาก http://www.phuket.m-society.go.th/new/download/กฎหมาย/ให้คาปรึกษาเยียวยาก่อนเลิกรับบุตร
บุญธรรม%20(2).pdf

-314-

ในกรณีเด็กน้ันเคยอยู่ในความปกครองของสถานสงเคราะห์ หรือไม่มีบิดามารดาหรือ
ผูป้ กครองท่ีจะดูแล เด็กน้ันต่อไป (หรือมีแต่ไม่ประสงค์ท่ีจะรับเด็กกลบั ไปดูแลอีก) ให้พนกั งาน
เจา้ หนา้ ท่ีดาเนินการจดั ใหเ้ ด็กไดร้ ับการสงเคราะห์หรือคุม้ ครองสวสั ดิภาพตามกฎหมายว่าดว้ ยการ
คมุ้ ครองเดก็ (สามารถดาเนินการไดต้ ามความจาเป็นเร่งด่วนก่อน)

อย่างไรก็ตาม ผูร้ ับบุตรบุญธรรมท่ีเลิกรับบุตรบุญธรรม ยงั คงมีหน้าท่ีเสียค่าใช้จ่ายใน
การอุปการะเล้ียงดูและ ให้การศึกษาตามสมควรและตามความสามารถจนกว่าเดก็ จะบรรลุนิติภาวะ
หากเด็กน้ันเป็ นคนพิการหรือทุพพลภาพและหาเล้ียงตัวเองไม่ได้ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ
อุปการะเล้ียงดูต่อไปแมว้ า่ จะบรรลุนิติภาวะแลว้ เวน้ แต่ในกรณีท่ีบุตรบุญธรรมกระทาการตอ้ งดว้ ย
มาตรา 1598/33 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมีผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมผูอ้ ่ืนรับอุปการะเล้ียงดูบุตรบุญธรรมน้ันไม่มีสิทธิไดค้ ่าอุปการะเล้ียงดู ตามความในมาตราน้ี
ท้งั น้ี ในการเรียกร้องค่าใชจ้ ่ายในการอุปการะเล้ียงดูและการศึกษาดงั กลา่ วให้พนกั งานเจา้ หนา้ ที่เป็น
ผดู้ าเนินการและพนกั งานอยั การจะฟ้องคดีแทนก็ได้

2. เมื่อผรู้ ับบุตรบุญธรรมสมรสกบั บุตรบุญธรรม เมื่อบทบญั ญตั ิมาตรา 1598/32 กาหนดให้
การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็ นอนั ยกเลิกเมื่อมีการสมรสฝ่ าฝื นมาตรา 1451 กล่าวคือ ผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ ดงั น้ัน เม่ือผูร้ ับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม
ยอ่ มเป็นการเลิกกนั โดยผลของกฎหมาย จึงมีผลยกเลิกโดยทนั ทีต้งั แต่วนั ท่ีบุคคลท้งั สองจดทะเบียน
สมรสกนั โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งมีการจดทะเบียนยกเลิกรับบตุ รบุญธรรมกนั อีก

3. เม่ือผรู้ ับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรม กล่าวคอื เป็ นการ
ฟ้องโดยอาศยั เหตุตามกฎหมายและจะตอ้ งมีคาพิพากษาของศาลท่ีถึงที่สุดให้เลิกการรับบุตรบุญ
ธรรม และมีผลเป็ นการเลิกรับบุตรบุญธรรมนับแต่เวลาท่ีศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุดให้เลิกการรับ
บุตรบุญธรรม แต่จะอา้ งเป็ นเหตุเส่ือมสิทธิของบุคคลภายนอกผูท้ าการโดยสุจริตไม่ได้ เวน้ แต่ได้
จดทะเบียนแลว้ 19

อย่างไรก็ตาม เม่ือเลิกรับบุตรบุญธรรมแล้วย่อมมีผลทาให้บุตรบุญธรรมกลับคืนสู่
ครอบครัวเดิมของตน และกรณีบุตรบุญธรรมยงั ไม่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดาโดยกาเนิดก็กลบั มี
อานาจปกครองบุตรนบั ต้งั แต่ผรู้ ับบุตรบุญธรรมตายหรือเวลาที่มีการจดทะเบียนเลิก หรือเวลาที่คา
พพิ ากษาถึงท่ีสุด

19มาตรา 1598/36 บญั ญตั ิว่า “การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคาพิพากษาของศาล ยอ่ มมีผลแต่เวลาที่คา
พิพากษาถึงที่สุด แต่จะอา้ งเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผูท้ าการโดยสุจริตไม่ได้ เวน้ แต่ไดจ้ ดทะเบียน
แลว้ ”

-315-

บทสรุป
การรับบุตรบุญธรรมเป็ นการกระทาทางกฎหมายที่ก่อให้บุคคลซ่ึงไม่มีความเก่ียวขอ้ ง
กนั ทางสายโลหิตให้มีความสัมพนั ธฉ์ นั บิดามารดากบั บุตรตอ่ กนั โดยกฎหมายไดก้ าหนดคุณสมบตั ิ
ของผรู้ ับบุตรบุญธรรมไวว้ า่ ตอ้ งมีอายุไม่ต่ากวา่ 25 ปี และแก่กวา่ บุตรบญุ ธรรมอย่างน้อย 15 ปี เมื่อมี
การรับบุตรบญุ ธรรมก็ยอ่ มมีการเลิกกนั ได้ หากคู่กรณีทุกฝ่ายตกลงกนั ท่ีจะเลิกการรับบุตรบุญธรรม
หรือมีเหตุตามกฎหมายท่ีทาให้การรับบุตรบุญธรรมตอ้ งเลิกกนั เช่น ผูร้ ับบุตรบุญธรรมสมรสกับ
บุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็ นอนั ยกเลิกไป แต่สาหรับกรณีที่ผูร้ ับบุตรบุญธรรมตาย
น้ันไม่มีผลเป็ นการเลิกรับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมยงั มีสิทธิในการรับมรดกของผูร้ ับบุตรบุญ
ธรรมได้ การรับบุตรบุญธรรมจะมีผลก็ต่อเม่ือผูร้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมไดร้ ้องขอต่อ
นายทะเบียนให้มีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เมื่อไดจ้ ดทะเบียนดงั กล่าวเรียบร้อยแลว้ บุตรบุญ
ธรรมย่อมจะมีสถานะเดียวกบั บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผุร้ ับบุตรบุญธรรม สิทธิและหน้าท่ี
ระหว่างผูร้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจึงเป็นไปเช่นเดียวกบั สิทธิหนา้ ท่ีระหว่างบิดามารดา
และบุตร บิดามารดาโดยแทจ้ ริงของบตุ รยอ่ มหมดอานาจปกครองไปต้งั แต่วนั เวลาที่ไดเ้ ป็นบุตรบุญ
ธรรมแลว้ อย่างไรก็ดีบุตรบุญธรรมน้นั ไม่เสียสิทธิและหนา้ ท่ีในครอบครัวท่ีตนกาเนิดมา ส่งผลให้
ผรู้ ับบตุ รบุญธรรมไม่มีสิทธิในการรับมรดกของบตุ รบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมดว้ ย
การรับบุตรบุญธรรมน้นั ผทู้ ่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งจึงตอ้ งรับทราบและให้ความยินยอมในการ
รับบุตรบุญธรรมดว้ ย โดยผูท้ ี่ตอ้ งให้ความยินยอม ไดแ้ ก่ ตวั บุตรบุญธรรมเอง บิดามารดาของบุตร
บุญธรรม ผรู้ ับผิดชอบในสถานสงเคราะห์หรือแมแ้ ต่สามีภริยาของผรู้ ับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญ
ธรรมดว้ ย นอกจากเรื่องของความยินยอมแลว้ กฎหมายยงั กาหนดใหผ้ เู้ ยาวจ์ ะเป็นบตุ รบญุ ธรรมของ
บุคคลใดๆ ไดเ้ พยี งคนเดียว เวน้ แตเ่ ป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสผรู้ ับบตุ รบุญธรรม

-316-

ตวั อย่างคาร้อง
(แทนการให้ความยินยอมของมารดาเด็กในการจดทะเบยี นรับเด็กเป็ นบตุ รบุญธรรม)

ข้อ 1. ผูร้ ้องท้งั สองเป็ นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกัน ณ
สานักงานทะเบียน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2540 รายละเอียด
ปรากฎตามสาเนาใบสาคญั การสมรส เอกสารทา้ ยคาร้องหมายเลข 1

ผรู้ ้องท้งั สองมีฐานะเป็นอาของเด็กชายนอ้ ย ซ่ึงผรู้ ้องท้งั สองไดอ้ ุปการะเล้ียงดูและส่งเสีย
ให้เด็กชายน้อยไดเ้ ล่าเรียนมาตลอดจนถึงปัจจุบนั ท้งั รับเด็กชายน้อยมาอุปการะไวท้ ่ีบา้ นของผรู้ ้อง
ท้งั สองดว้ ยจนถึงปัจจุบนั น้ีเป็นระยะเวลากวา่ 10 ปี รายละเอียดปรากฏตามสาเนาทะเบียนบา้ นของ
ผรู้ ้องท้งั สองและของเด็กชายนอ้ ย เอกสารทา้ ยคาร้องหมายเลข 2,3 และ 4 ตามลาดบั

ขอ้ 2. ขณะน้ี นายใหญ่ ซ่ึงเป็นบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของเด็กชายนอ้ ย ไดย้ นิ ยอมยก
เด็กชายนอ้ ย ให้เป็ นบุตรบุญธรรมของผูร้ ้องท้งั สองแลว้ แต่นางเล็ก มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
ของเด็กชายนอ้ ย ไดห้ ายสาบสูญและไม่เคยติดต่อกลบั มาเลย จึงไม่อาจขอรับความยนิ ยอมโดยชอบ
จากนางเลก็ ได้ ผรู้ ้องท้งั สองจึงขอประทานเสนอตอ่ ศาลที่เคารพ ขอศาลไดโ้ ปรดไต่สวนและมีคาสั่ง
ใหค้ วามยนิ ยอมแทนนางเลก็ ในการท่ีผรู้ ้องท้งั สองจะรับเดก็ ชายเลก็ เป็นบตุ รบุญธรรมของผรู้ ้องท้งั
สองดว้ ย เพื่อความเจริญกา้ วหนา้ ของเดก็ ชายนอ้ ยตอ่ ไป

ขอ้ 3. ผูร้ ้องท้งั สองมีคุณสมบตั ิที่เหมาะสม มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่เคยเป็ นบุคคล
ลม้ ละลาย และไม่เคยถูกศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ขอศาลได้
โปรดอนุญาต

ควรมิควรแลว้ แตจ่ ะโปรด
ลงช่ือ ผรู้ ้องท้งั สอง
คาร้องฉบบั น้ี ขา้ พเจา้ นายภวู เดช วงศเ์ ค่ียม ทนายความผรู้ ้องท้งั สอง เป็นผเู้ รียงและพิมพ์
ลงชื่อ ผเู้ รียงและพมิ พ์

-317-

คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายถึง คุณสมบตั ิของผรู้ ับบุตรบุญธรรมและบตุ รบุญธรรม
2. จงอธิบายถึง เง่ือนไขในการรับบตุ รบุญธรรม
3. หากบุตรบุญธรรมกบั ผูร้ ับบุตรบญุ ธรรมสมรสกนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย กรณีการรับ
บตุ รบุญธรรมมีผลอยา่ งไรทางกฎหมาย
4.การรับเดก็ เป็นบุตรบุญธรรมตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากใครบา้ ง
5. เหตุท่ีทาใหม้ ีการเลิกรับบตุ รบญุ ธรรม มีกี่กรณีใดบา้ ง
6. จงอธิบายถึง อายคุ วามและผลของการเลิกรับบตุ รบญุ ธรรม
7. มีชายหญิงคู่หน่ึง เป็ นนกั ศึกษาในมหาวิทยาลยั แห่งหน่ึง โดยท้งั คู่มีอายุแค่ 22 ปี ได้
คบหากนั เป็ นแฟน ต่อมาก็อยู่กินกนั ฉันสามีภรรยา โดยไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรส สุดทา้ ยฝ่ ายหญิงก็
ต้งั ครรภแ์ ละคลอดบุตรออกมาเป็นเด็กผูห้ ญิงหน้าตาน่ารัก สุขภาพร่างกายของเด็กสมบูรณ์แข็งแรง
ดี แต่ดว้ ยวยั กาลงั ศึกษา ท้งั สองคนจึงไม่มีรายไดท้ ่ีจะนามาใชเ้ ล้ียงดูบุตรของตวั เอง พ่อแม่ของฝ่ าย
หญิงจึงเป็ นฝ่ ายรับผิดชอบค่าใชจ้ ่ายในการเล้ียงดูเด็กคนดงั กล่าวท้งั หมด พ่อแม่ของฝ่ ายหญิงจึงมี
ความประสงคจ์ ะรับเด็กคนดงั กล่าวเป็นบตุ รบุญธรรม ประเด็นปัญหาขอ้ คือ พ่อแม่ของฝ่ ายหญิงจะ
รับหลานเป็นบุตรบุญธรรมไดห้ รือไม่ อยา่ งไร

-318-

เอกสารอ้างองิ
ค่มู ือสาหรับประชาชน : ใหค้ าปรึกษาเยยี วยาก่อนเลิกรับบตุ รบุญธรรม สืบคน้ เม่ือ วนั ที่ 1 กนั ยาน

2562 จาก http://www.phuket.m-society.go.th/new/download/กฎหมาย/ให้คาปรึกษา
เยยี วยาก่อนเลกิ รับบตุ รบญุ ธรรม%20(2).pdf
ชาติชาย อคั รวบิ ูลย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วิญญชู น.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแตง่ งานเพศเดียวกนั (14 กุมภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
__________. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังท่ี 19). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พูศิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบุตร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบตุ ร. (พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรมาตรา
__________. (2551). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ รังท่ี 2). กรุงเทพฯ: วญิ ญูชน.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว. (พิมพค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยามาตรา
วเิ คราะหค์ ดีความรับผดิ และอายคุ วาม ฟ้องค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ ร.สืบคน้ เมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 จาก
https://www.lawyers.in.th/2018/03/27/prescription/
สมชยั ฑีฆาอตุ มากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม

แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 13

มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 2 คาบเรียน
บทท่ี 13 คา่ อุปการะเล้ียงดูและค่าเล้ียงชีพ
ผ้เู ขยี น ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คี่ยม

จุดประสงค์

1. ผเู้ รียนอธิบายค่าอปุ การะเล้ียงดู คา่ เล้ียงชีพ อยา่ งถกู ตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงเร่ืองค่าอุปการะเล้ียงดู คา่ เล้ียงชีพไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งกบั เร่ืองค่าอปุ การะเล้ียงดู ค่าเล้ียงชีพไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

หัวข้อสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง คา่ อุปการะเล้ียงดูและคา่ เล้ียงชีพ คา่ อปุ การะเล้ียงดู คา่ เล้ียงชีพ

ตลอดจนหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการฟ้องเรียกค่าอปุ การะเล้ียงดูและคา่ เล้ียงชีพ

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 13 คา่ อปุ การะเล้ียงดูและคา่ เล้ียงชีพ
2. ซกั ถามผเู้ รียนเกี่ยวกบั คา่ อุปการะเล้ียงดู คา่ เล้ียงชีพ
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งค่าอปุ การะเล้ียงดู คา่ เล้ียงชีพ
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น

สื่อการสอน

1. เอกสารคาสอนบทที่ 13 ค่าอปุ การะเล้ียงดูและคา่ เล้ียงชีพ
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อย่าง

การวดั ผลและการประเมินผล
1. สงั เกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน

-320-

2. สงั เกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผเู้ รียนใช้เวลานอกช้นั เรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1598/38 ถึงมาตรา

1598/41 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองค่าอุปการะเล้ียงดูและค่าเล้ียงชีพ โดย
ประเด็นเร่ื องการฟ้องเรี ยกค่าอุปการะเล้ียงดูน้ันถือเป็ นคดีครอบครัว ผู้เรี ยนต้องศึกษาใน
พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 25532553
กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการฟ้องและการพิจารณาคดีไวเ้ ป็นพเิ ศษแตกต่างจากคดีแพง่ ทว่ั ไป

-321-

บทที่ 13
ค่าอุปการะเลยี้ งดูและค่าเลยี้ งชีพ

ครอบครัวไหนท่ีจะมีความสุขไดส้ ามีภริยาตอ้ งใหก้ ารอุปการะซ่ึงกนั และกนั ช่วยเหลือ
เก้ือกูลกนั และเมื่อสามีภริยามีบุตรดว้ ยกนั แลว้ ยอ่ มมีฐานะเป็นบิดามารดาของบุตรและมีหนา้ ท่ีตอ้ ง
อุปการะเล้ียงดูบุตร บุตรเองกม็ ีหนา้ ที่อุปการะเล้ียงดูบิดามารดาเช่นกนั สาหรับคา่ อุปการะเล้ียงดูน้นั
หมายความรวมถึง ค่าใชจ้ ่ายในการซ้ือเคร่ืองอุปโภคบริโภค ค่าใชจ้ ่ายในท่ีอย่อู าศยั เครื่องนุ่งห่ม ยา
รักษาโรค ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ และในขณะเดียวกันบุคคลที่มีสิทธิในการจะไดค้ ่า
อปุ การะเล้ียงดู มี 4 จาพวก คือ สามีกบั ภริยา บิดามารดากบั บุตร ผปู้ กครองกบั ผอู้ ยใู่ ตป้ กครอง ผรู้ ับ
บุตรบุญธรรมกบั บุตรบุญธรรม ในบทน้ีกล่าวถึง ค่าอุปการะเล้ียงดู ค่าเล้ียงชีพ หลกั เกณฑ์และ
วธิ ีการฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูและคา่ เล้ียงชีพ

13.1 ค่าอุปการะเลยี้ งดู
13.1.1 คดีฟ้องเรียกค่าอปุ การะเล้ียงดูบตุ ร
ชายหญิงที่อยู่กินกนั โดยไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั (แต่งงาน)ให้ถูกตอ้ งตามกฎหมาย

พอมีลูกออกมากไ็ ม่ไดใ้ ห้บิดาเด็กไปจดทะเบียนรับรองบตุ รเสียใหถ้ ูกตอ้ ง เมื่อถึงคราวเลิกร้างกนั ไป
ปัญหาทางกฎหมายก็เกิดข้ึนตามมา วา่ ใครจะตอ้ งรับภาระจ่ายเงินค่ากินอยู่ คา่ เล่าเรียนของเด็กที่เรียก
กันว่า “ค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร” กฎหมายกาหนดไวว้ ่า บิดามารดาจาตอ้ งอุปการะเล้ียงดูและให้
การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหวา่ งท่ียงั เป็นผูเ้ ยาว์ แต่เม่ือมารดาไม่ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกบั บิดา
บตุ รที่เกิดมาจึงยงั ไมเ่ ป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมายของบิดา ดงั น้นั การจะฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียง
ดูจากบิดาน้นั จะตอ้ งทาให้บุตรท่ีเกิดข้ึนมามีฐานะเป็นบุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของบิดาเสียก่อน
ซ่ึงการท่ีจะทาเด็กใหเ้ ป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมายน้นั มีอยดู่ ว้ ยกนั 3 วิธี คือ

1. เม่ือบิดาและมารดาไดม้ ีการสมรสกนั ในภายหลงั หรือ
2. เมื่อบิดาไดจ้ ดทะเบียนวา่ เด็กน้นั เป็นบุตรของตน หรือ
3. เม่ือศาลมีคาพิพากษาวา่ ใหเ้ ดก็ เป็นบตุ รของฝ่ายชาย
ดงั น้นั หากไม่มีการจดทะเบียนสมรสกนั หรือบิดาไม่ยอมจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ก็
ตอ้ งฟ้องคดีต่อศาลเพ่ือให้ศาลมีคาพิพากษาว่าเด็กเป็ นบุตรของฝ่ ายชาย เพื่อให้เกิดสิทธิในการ
เรียกร้องค่าอปุ การะเล้ียงดูต่อไป

-322-

ส่วนเหตุท่ีใชอ้ า้ งเพ่ือฟ้องคดีน้นั อาจอา้ งวา่ ไดม้ ีการอยู่กินดว้ ยกนั อยา่ งเปิ ดเผย เช่น ฝ่ าย
ชายเคยพาไปรู้จกั กบั เพื่อนและพาไปท่ีบา้ นโดยแนะนาวา่ เป็นภริยา หรือวา่ ฝ่ ายชายเป็นผแู้ จง้ การเกิด
ของเดก็ หรือรู้เห็นยนิ ยอมในการแจง้ น้นั ฯลฯ

การกาหนดจานวนค่าอปุ การะเล้ียงดูบุตรจะเรียกจากบิดาไดห้ รือไม่ และเรียกไดเ้ พยี งใด
น้นั โดยหลกั แลว้ ศาลจะพิจารณา

1. ศาลจะพิจารณาจากความสามารถและฐานะของผูใ้ ห้และผูร้ ับ กล่าวคือ ฝ่ ายผูฟ้ ้อง
(โจทก์) ตอ้ งแสดงหลกั ฐานให้ศาลเห็นว่า ผถู้ ูกฟ้อง (จาเลย)มี ฐานะมน่ั คง อาชีพการงาน การศึกษา
รายไดต้ อ่ เดือนประมาณเท่าไหร่ หรือมีรายไดอ้ ื่นๆ อีกหรือไม่1

2. ผูฟ้ ้องต้องการเรียกร้องจานวนค่าอุปการะเล้ียงดูเดือนละเท่าใด บุตรมีค่าใช้จ่าย
อยา่ งไรบา้ ง

3. การกาหนดจานวนเท่าใดน้นั ใหศ้ าลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งกรณี
4. โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งรับผดิ เทา่ กนั เสมอไป
5. และสามารถขอแกไ้ ข ลด เพิ่ม ในภายหลงั ได้ โดยคาส่ังศาล หากฐานะและรายได้
เปลี่ยนแปลงไป
ขอ้ สังเกต ทางออกที่ดีท่ีสุดของปัญหาที่ตอ้ งมาฟ้องเรียกร้องค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรก็คือ
หากชายและหญิงเห็นวา่ ตกลงใจจะอยกู่ ินกนั ฉันสามีภริยาแลว้ ก็ควรจะไปจดทะเบียนสมรสกนั ตาม
กฎหมาย หรือถา้ ชายหญิงไมอ่ ยากมีขอ้ ผกู พนั กนั ตามกฎหมายอยา่ งนอ้ ยที่สุดโดยจิตสานึกของความ
เป็นพ่อเป็นแม่ก็ควรจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรเสียให้ถูกตอ้ ง อย่ารอให้เกิดปัญหาลูกนอกสมรส
ข้นึ เสียก่อนแลว้ จึงจะมาแกป้ ัญหาในภายหลงั

1 เอกสารประกอบการย่ืนฟ้อง
1) สูติบตั ร (ถา้ มี)
2) ใบสาคญั การหยา่ และบนั ทึกทา้ ยการหย่า (ถา้ มี)
3) ใบทะเบียนรับรองบุตร (ถา้ มี)
4) บตั รประจาตวั ประชาชน ทะเบียนบา้ น บิดา มารดา บุตร
5) ภาพถ่ายความสมั พนั ธ์ บิดามารดา(ถา้ มี)
6) ผลตรวจ DNA
7) เอกสารแสดงรายจ่ายของบุตร เช่น ตารางค่าเล้ียงดู ใบเสร็จรับเงินค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่า
ประกนั ชีวิต กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ตา่ ง ๆ
8) เอกสารแสดงสถานะบิดามารดา เช่น ใบปริญญาบตั ร หนังสือรับรองการทางาน รายได้ รายการ
ทรัพยส์ ิน เป็นตน้

-323-

ในกรณีเมื่อสามีภริยาหย่าขาดจากกันแลว้ แต่ยงั คงต้องมีหน้าท่ีอุปการะเล้ียงดูบุตร
ตอ่ ไป เพราะการหย่าขาดจากกนั มิไดท้ าให้ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบิดามารดากบั บุตรสิ้นสุดลง โดย
ในการหยา่ โดยความยนิ ยอมอาจมีการกาหนดจานวนค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ รไว้ แต่หากมิไดต้ กลงกนั
ไวใ้ นทา้ ยทะเบียนการหยา่ ตอ้ งใหศ้ าลสง่ั กาหนดจานวนเงินใหต้ ามสมควร

กรณีทอดทิ้งบุตรไม่เล้ียงดูโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอนั ตรายแก่ชีวิตไดย้ อ่ มมี
ความผิดอาญา มาตรา 3072

ค่าอุปการะเล้ียงดู ถือเป็นหน้ีร่วมกนั แมจ้ ะใชอ้ านาจปกครองเพียงฝ่ ายเดียว หากอีกฝ่ าย
เป็นผอู้ อกค่าอุปการะเล้ียงดู ก็สามารถมีสิทธิเรียกร้องในนามตนเอง โดยกรณีเช่นน้ีมีอายคุ วาม 5 ปี
นบั แตว่ นั ที่ฝ่ายน้นั ไดช้ าระคา่ อปุ การะเล้ียงดูไปฝ่ายเดียว

ค่าอุปการะเลี้ยงดู หมายความถึง ค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าอุปโภคบริโภค ค่าที่พักอาศัย
ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าการศึกษาเล่าเรียน ค่ากจิ กรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกัน
ชีวติ ค่าใช้จ่ายประจาวัน เป็ นต้น

บิ ด าแ ล ะ ม า ร ด า มี ห น้ าที่ ต า ม ก ฎ ห ม า ย ท่ี จ ะ ต้อ งใ ห้ ก ารอุ ป ก าร ะ เล้ ี ย ง ดู บุ ต รแ ล ะ ใ ห้
การศึกษาแก่บุตรตามสมควร ซ่ึงหากบิดามารดาไม่ไม่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีดงั กล่าวตามกฎหมาย บุตรไม่มี
สิทธิจะไปฟ้องร้องเอาแก่บิดามารดาให้ปฏิบตั ิตามหน้าที่ได้โดยตรง เนื่องจากกฎหมายห้ามมิให้
บุตรฟ้องคดีเอาแก่บิดามารดาของตน (คดีอุทลุม) บุตรทาได้เพียงแต่ร้องขอให้พนักงานอยั การย่ืน
ฟ้องคดีแทนตน หรือบิดามารดาอีกฝ่ ายหน่ึงจะดาเนินการฟ้องร้องเอาแก่บิดามารดาที่ไม่ปฏิบัติ
หน้าท่ีก็ได้ ซ่ึงปัจจุบนั น้ีนิยมใชว้ ิธีหลงั มากกว่า เพราะมีความสะดวกรวดเร็วมากกว่า3 ท้งั น้ีจะตอ้ ง
ย่ืนฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ซ่ึงในการยื่นฟ้องคดีเพ่ือเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรน้ัน
โจทกไ์ ดร้ ับยกเวน้ คา่ ข้ึนศาลและฤชาธรรมเนียมท้งั ปวงซ่ึงรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในการบงั คบั คดี
ด้วย อีกท้ังในการบังคับคดีตามคาพิพากษาให้ชาระค่าอุปการะเล้ียงดูน้ัน หากบิดามารดาเป็ น
ขา้ ราชการหรือลูกจา้ งของทางราชการ โจทกก์ ็สามารถยดึ อายดั เงินเดือนหรือเงินอ่ืนๆ เช่น บานาญ
บาเหน็จ เบ้ียหวดั ท่ีทางราชการจ่ายให้แแก่บิดามารดาได้ ซ่ึงเป็ นขอ้ ยกเวน้ หลกั กฎหมายทวั่ ไปที่
ห้ามเจ้าหน้ีตามคาพิพากษายึดหรืออายดั เงินเดือนของข้าราชการหรือลูกจ้างของราชการ ท้ังน้ี

2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 307 บญั ญตั ิว่า “ผใู้ ดมีหน้าท่ีตามกฎหมายหรือตามสญั ญาตอ้ งดูแลผซู้ ่ึง
พ่งึ ตนตนเองมิได้ เพราะอายุ ความป่ วยเจ็บ กายพกิ าร หรือจิตพิการ ทอดทิ้งผซู้ ่ึงพ่ึงตนเองมิไดน้ ้นั เสียโดยประการ
ที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิด อนั ตรายแก่ชีวิต ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพนั บาท หรือท้งั จา
ท้งั ปรับ”

3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 , มาตรา 1564, มาตรา 1565

-324-

เนื่องจากหน้ีค่าอุปการะเล้ียงดูมีลกั ษณะเป็ นหน้ี่ที่เกิดข้ึนจากหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็ นหน้ีท่ี
ความสาคญั ต่อตวั บุตรผเู้ ยาวม์ าก4

การบงั คบั บิดามารดาให้มาทาการอุปการะเล้ียงดูบุตรและให้การศึกษาแก่บุตรผเู้ ยาวไ์ ม่
สามารถทาได้โดยสภาพ จึงสามารถทาไดเ้ พียงเรี ยกค่าอุปการะเล้ียงดูเอาแก่บิดามารดาที่ไม่ยอม
ปฏิบตั ิตามหน้าท่ี และหากเป็ นการฟ้องบิดาท่ีไม่ชอบดว้ ยกฎหมายให้ชาระค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร
ผฟู้ ้องคดีสามารถฟ้องขอให้รับรองบุตรไปพร้อมกนั ดว้ ยในคดีเดียวกนั เพ่ือความรวดเร็ว โดยไม่มี
ความจาเป็ นจะต้องฟ้องขอรับรองบุตรก่อนแลว้ จึงค่อยมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรทีหลงั
(ฎีกาท่ี 1998/2519)

สาหรับค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรน้ันศาลจะกาหนดให้โดยคานึงถึงฐานะทางการเงินและ
รายไดข้ องบิดามารดาและบุตร รายจ่ายตามความความเป็ นจริงและจาเป็ นของบิดามารดาและบุตร
ซ่ึงยอ่ มแตกตา่ งกนั ไป ตามอายุ ระดบั การศึกษา สภาพของสังคมว่าอยใู่ นเมืองหรืออยใู่ นชนบท และ
พฤติการณ์อ่ืนๆ แห่งคดีประกอบกนั 5

4 พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัวและวธิ ีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
มาตรา 154 บญั ญตั ิว่า “ในการบงั คบั คดีตามคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลเพ่ือชาาระค่าอุปการะเล้ียงดู
หรือค่าเล้ียงชีพน้นั สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลกู หน้ีตามค าพพิ ากษาตามมาตรา 286 (1) (2) และ (3) แห่งประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง ให้อยใู่ นความรับผิดแห่งการบงั คบั คดี เป็นจานวนตามท่ีศาลเห็นสมควร ท้งั น้ีโดย
คานึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหน้ีตามคาพิพากษา จานวนบุพการีและผสู้ ืบสันดานซ่ึงอย่ใู นความอปุ การะ
ของลกู หน้ีตามคาพพิ ากษาดว้ ย
ในการบงั คบั คดีตามวรรคหน่ึง ศาลอาจต้งั เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีเจา้ พนกั งานศาล เจา้ พนกั งานอื่นหรือ
บคุ คลท่ีศาลเห็นสมควรเป็นผดู้ าเนินการ โดยค่าฤชาธรรมเนียมในการบงั คบั คดีให้ ไดร้ ับการยกเวน้ ”
มาตรา 155 บญั ญตั ิว่า “ในการยื่นคาฟ้องหรือคาร้องตลอดจนการด าเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในคดี
ครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูหรือคา่ เล้ียงชีพ ให้ไดร้ ับการยกเวน้ ไม่ตอ้ งช าระค่าข้ึนศาลและ ค่าฤชาธรรม
เนียม”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 บญั ญตั ิว่า “บุริมสิทธิในมูลจา้ งทาของเป็นการงานทาข้ึน
บนอสังหาริมทรัพยน์ ้ัน หากทารายการประมาณราคาชว่ั คราวไปบอกลงทะเบียนไวก้ ่อนเริ่มลงมือการทาไซร้
บรุ ิมสิทธิก็คงใหผ้ ลต่อไป แตถ่ า้ ราคาที่ทาจริงน้นั ล้าราคาที่ไดป้ ระมาณไวช้ ว่ั คราว ทา่ นว่าบรุ ิมสิทธิในส่วนจานวน
ท่ีล้าอยู่น้ันหามีไม่ ส่วนการท่ีจะวินิจฉัยว่าอสังหาริมทรัพย์น้ันมีราคาเพ่ิมข้ึนเพราะการอันได้ทาข้ึนบน
อสงั หาริมทรัพยม์ ากนอ้ ยเพียงใดน้นั ท่านให้ศาลต้งั แตง่ ผเู้ ชี่ยวชาญข้นึ เป็นผูก้ ะประมาณ ในเวลาท่ีมีแยง้ ขดั ในการ
แบง่ เฉลี่ย”
5คาพิพากษาฎีกาที่ 1393/2495 คาพิพากษาฎีกาท่ี 303/2488 คาพิพากษาฎีกาที่ 3596/2546 คาพิพากษา
ฎีกาท่ี 1605/2534 คาพิพากษาฎีกาที่ 5554/2531 คาพิพากษาฎีกาที่ 4526/2533 คาพิพากษาฎีกาที่ 4141/2535
คาพิพากษาฎีกาท่ี 9017/2538 และคาพิพากษาฎีกาท่ี 1367/2540

-325-

โดยศาลจะกาหนดค่าอุปการะเล้ียงงดูบุตรให้เป็นรายงวดไป เช่น ทุกๆ เดือน ทุกๆ สาม
เดือน หรือทุกปี ท้งั น้ีแลว้ แต่ความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั รายไดข้ องบิดามารดาผูม้ ีหนา้ ท่ีจ่ายค่า
อุปการะเล้ียงดู ยกเวน้ คู่ความจะตกลงกนั ให้จ่ายเป็นเงินกอ้ นเดียวคร้ังเดียว หากคู่ความไม่ตกลงกนั
ศาลจะกาหนดใหช้ าระเป็นเงินกอ้ นเดียวคร้ังเดียวไม่ได้ ท้งั น้ีเน่ืองจากเหตผุ ล 2 ประการคอื

1) ค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรน้นั เป็ นหน้ีที่ไม่แน่นอนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลงั ได้
ไม่วา่ จะเป็นการเพิ่ม การลด หรืออาจระงบั ไปดว้ ยความตายของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง และ

2) การชาระเงินเป็ นกอ้ นในคร้ังเดียวอาจทาให้เงินน้ันหมดไปโดยเร็ว จึงไม่สมควรที่
ศาลจะกาหนดเงินดงั กลา่ วใหเ้ ป็นกอ้ นในคราวเดียว

เวน้ แต่ คู่ความประสงคเ์ ช่นน้ัน ซ่ึงหากศาลกาหนดค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรเป็ นรายงวด
และภายหลงั หากปรากฏว่า ฐานะทางการเงินของบิดามารดาหรือฐานะหรือความจาเป็ นในการใช้
เงินของบตุ ร หรือพฤติการณ์อ่ืน ๆ แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย เช่น ตวั บิดามารดาหรือตวั
บุตร ก็อาจยนื่ คาร้องแสดงหลกั ฐานต่อศาล เพื่อให้ศาลก็อาจกาหนดค่าอุปการะเล้ียงดูใหม่ โดยอาจ
กาหนดให้เพิ่มข้ึนหรือลดลงก็ได้ เพราะบางคร้ังเมื่อเวลาผ่านไป บิดาหรือมารดามีรายไดม้ ากข้ึน
และบุตรมีความจาเป็ นที่จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มข้ึน การกาหนดอัตราค่าอุปการะเล้ียงดูเท่าเดิม
ตลอดไปย่อมไม่มีความยุติธรรมกบั ตวั บุตรผูเ้ ยาว์ ในทางกลบั กัน หากบิดาหรือมารดาน้นั มีความ
ฝืดเคืองทางการเงิน หรือตวั บุตรหรือมีฐานะทางเงินดีข้ึน สามารถทามาหาเล้ียงตวั เองไดแ้ ลว้ การที่
จะให้บิดามารดาน้ันจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูในอัตราเท่าเดิมตลอดไปย่อมไม่เป็ นธรรมต่อตวั บิดา
มารดา

ท้ังน้ี นอกจากการจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรแล้ว ศาลอาจกาหนดให้บุตรได้รับการ
อุปการะเล้ียงดูโดยประการใดๆ นอกจากที่คู่กรณีตกลงกนั เอาไวห้ รือนอกจากที่ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
ร้องขอก็ได้ เช่นให้ไปอยู่ในสถานการศึกษาหรือวิชาชีพ โดยให้บิดามารดาผูท้ ี่มีหน้าที่ตอ้ งชาระ
คา่ อุปการะเล้ียงดูออกค่าใชจ้ ่ายในการน้ี หรือใหผ้ ูเ้ ยาวเ์ ป็นผไู้ ดร้ ับประโยชน์ในกิจการของบิดา หรือ
ใหบ้ ิดามารดาออมเงินฝากไวจ้ านวนหน่ึงในบญั ชีของบุตร ซ่ึงกฎหมายกาหนดขอบเขตน้ีกวา้ งขวาง
และน่าสนใจมากในทางปฏิบตั ิ ซ่ึงในส่วนน้ีเป็นกฎหมายใหม่ท่ีน่าสนใจที่ทนายความและศาลควร
นามาปรับใช้ตามสมควรแก่รูปคดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผูเ้ ยาว์ (มาตรา 1598/38 มาตรา
1598/39 มาตรา 1598/40 มาตรา 1598/41) 6

6 มาตรา 1598/38 บญั ญตั ิว่า “ค่าอุปการะเล้ียงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากบั บุตรน้ัน
ยอ่ มเรียกจากกนั ไดใ้ นเม่ือฝ่ ายท่ีควรไดร้ ับอปุ การะเล้ียงดูไม่ไดร้ ับการอปุ การะเล้ียงดูหรือไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดู
ไม่เพียงพอแก่อตั ภาพ ค่าอุปการะเล้ียงดูน้ีศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผู้มี
หนา้ ที่ตอ้ งให้ ฐานะของผรู้ ับและพฤติการณ์แห่งกรณี”

-326-

เงินคา่ อุปการะเล้ียงดูบุตรน้นั จะตอ้ งนบั ต้งั แต่วนั ท่ีศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุดแลว้ เท่าน้นั
(คือ นบั แต่วนั ที่มีการอ่านคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แต่ถา้ คดีไม่มีการอุทธรณ์หรือ
ฎีกาก็ตอ้ งนบั แต่วนั ที่มีการอ่านคาพิพากษาของศาลช้นั ตน้ ) เพราะก่อนมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดเด็กยงั
ไมใ่ ช่บุตรโดยชอบดว้ ยกฎหมายของบิดา บิดาจึงไม่มีหนา้ ที่ตอ้ งใหก้ ารอุปการะเล้ียงดูบุตร

สาหรับหนา้ ท่ีการชาระคา่ อปุ การะเล้ียงดูบุตรดงั กล่าวจะหมดไปเม่ือบุตรบรรลุนิติภาวะ
ไม่ว่าจะบรรลุนิติภาวะตามปกติ (อายคุ รบ 20 ปี บริบูรณ์) หรือบรรลุนิติภาวะดว้ ยการสมรส ยกเวน้
แต่บุตรท่ีบรรลุนิติภาวะน้ัน ทุพลภาพและหาเล้ียงตนเองไม่ได้ เช่น พิการหรือมีความผิดปกติทาง
สมอง เช่นน้ี บิดามารดามีหน้าจะตอ้ งให้การอุปการะเล้ียงดูบุตรต่อไปจนกวา่ บุตรจะพน้ จากอาการ
ดงั กล่าว หรือฝ่ายดงั ใดฝ่ายหน่ึงถึงแก่ความตาย

ตัวอย่างคาพพิ ากษาศาลฎกี าทนี่ ่าสนใจเกย่ี วกบั คดีฟ้องเรียกค่าอปุ การะเลยี้ งดูบตุ ร
ประเดน็ ความรับผิดถือเป็ นลกู หนีร้ ่วม เมื่อไม่ชาระ อกี ฝ่ ายมสี ิทธฟิ ้องเรียกได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1691/2528
บิดาและมารดามีหนา้ ที่ร่วมกนั ใหก้ ารอุปการะเล้ียงดูและใหก้ ารศึกษาแก่บตุ รผเู้ ยาว์ ใน
ลกั ษณะเป็นลกู หน้ีร่วมกนั ซ่ึงตอ้ งรับผิดเป็นส่วนเทา่ ๆ กนั
สามีภริยาหย่าขาดจากกนั และตกลงใหบ้ ุตรผเู้ ยาวอ์ ยูใ่ นความปกครองของฝ่ายหน่ึง โดย
มิไดต้ กลงกนั ว่าฝ่ ายท่ีปกครองบุตรน้ันจะเป็ นผูอ้ อกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรแต่ฝ่ ายเดียว ดงั น้ี ฝ่ ายท่ี

มาตรา 1598/39 บัญญัติว่า “เมื่อผูม้ ีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้
เปล่ียนแปลงไป ศาลจะสั่งแกไ้ ขในเรื่องค่าอุปการะเล้ียงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพ่ิม หรือกลบั ให้ค่าอุปการะเล้ียงดู
อีกก็ได้ ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ค่าอุปการะเล้ียงดู เพราะเหตุแต่เพียงอีกฝ่ ายหน่ึงไม่อยู่ในฐานะท่ีจะให้ค่า
อุปการะเล้ียงดูได้ในขณะน้ัน หากพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของอีกฝ่ ายหน่ึงน้ันได้เปล่ียนแปลงไป และ
พฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของผูเ้ รียกร้องอยใู่ นสภาพท่ีควรไดร้ ับค่าอุปการะเล้ียงดู ผเู้ รียกร้องอาจร้องขอใหศ้ าล
เปล่ียนแปลงคาสงั่ ในคดีน้นั ใหม่ได”้

มาตรา 1598/40 บญั ญตั ิว่า “ค่าอปุ การะเล้ียงดูน้นั ให้ชาระเป็นเงินโดยวิธีชาระเป็นคร้ังคราวตามกาหนด
เวน้ แต่คู่กรณีจะตกลงกนั ให้ชาระเป็นอย่างอ่ืนหรือโดยวิธีอ่ืน ถา้ ไม่มีการตกลงกนั และมีเหตุพิเศษ เมื่อฝ่ ายใดฝ่ าย
หน่ึงร้องขอและศาลเห็นสมควร จะกาหนดให้ค่าอุปการะเล้ียงดูเป็นอย่างอื่นหรือโดยวิธีอื่น โดยจะให้ชาระเป็ น
เงินดว้ ยหรือไม่ก็ได้ ในกรณีขอค่าอุปการะเล้ียงดูบุตร เมื่อมีเหตุพิเศษและศาลเห็นเป็นการสมควรเพ่ือประโยชน์
แก่บุตร จะกาหนดให้บุตรไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดูโดยประการใด ๆ นอกจากท่ีคู่กรณีตกลงกนั หรือนอกจากที่
ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงร้องขอก็ได้ เช่นให้ไปอย่ใู นสถานการศึกษาหรือวิชาชีพ โดยให้ผทู้ ่ีมีหน้าที่ตอ้ งชาระค่าอุปการะ
เล้ียงดูออกคา่ ใชจ้ า่ ยในการน้ี”

มาตรา 1598/41 บญั ญตั ิว่า “สิทธิท่ีจะไดค้ า่ อุปการะเล้ียงดูน้นั จะสละหรือโอนมิไดแ้ ละไมอ่ ยใู่ นขา่ ยแห่ง
การบงั คบั คดี”

-327-

ปกครองบุตรยอ่ มมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรจากอีกฝ่ ายหน่ึง ต้งั แต่วนั หยา่ จนถึงวนั ฟ้อง
เพ่ือแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะที่เป็นลูกหน้ีร่วมกนั ได้

ประเดน็ ฟ้องแต่ไม่ได้บรรยายฐานะกถ็ ือว่าเข้าใจได้ ไม่ทาให้หลงต่อสู้แต่อย่างใด
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 3237/2533 โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากจาเลย แมใ้ นคา
บรรยายฟ้องกล่าวว่าโจทกข์ อค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรจากจาเลย แต่ในเอกสารทา้ ยฟ้องกบั คาขอทา้ ย
ฟ้องก็ไดข้ อให้จาเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเล้ียงดูแก่โจทก์และบุตร ดงั น้ี เป็ นคาฟ้องท่ีพอเขา้ ใจไดว้ ่า
ขอใหจ้ ่ายค่าอปุ การะเล้ียงดูบุตรและตวั โจทกเ์ องดว้ ย แมไ้ ม่ไดบ้ รรยายฟ้องวา่ โจทกก์ ระทาแทนบตุ ร
กไ็ ม่ทาใหจ้ าเลยหลงขอ้ ต่อสู้ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลมุ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1565 ใหบ้ ิดาหรือมารดานาคดีท่ีเก่ียวกบั การ
ร้องขอค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรข้ึนว่ากล่าวก็ได้ แสดงว่ากฎหมายใหอ้ านาจบิดามารดาเป็ นพิเศษท่ีจะ
ยกคดีข้ึนว่ากล่าวเอง โจทก์ไม่ต้องระบุในคาฟ้องว่าโจทก์ในฐานะมารดาผูก้ ระทาการแทนบุตร
โจทกจ์ ึงมีอานาจฟ้อง
ประเด็น แม้โอนบุตรให้เป็ นบุตรบุญธรรมบุคคลอื่นแล้ว ก็ยังสามารถเรียกค่าอุปการะ
เลยี้ งดูได้อยู่
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 899/2535 โจทก์จาเลยจดทะเบียนหย่าและได้ทาสัญญา
ประนีประนอมยอมความกนั ต่อหนา้ นายทะเบียนวา่ จาเลยจะใหค้ ่าอปุ การะเล้ียงดูบุตรแก่โจทก์เป็น
รายเดือน จาเลยไม่ปฏิบตั ิตาม โจทกจ์ ึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูดงั กล่าว แมภ้ ายหลงั ท่ียนื่ ฟ้องแลว้
โจทกจ์ ะไดย้ กบุตรให้เป็ นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่ แต่บุตรบุญธรรมก็ไม่สูญสิทธิและหน้าท่ีใน
ครอบครัวท่ีเกิดมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1578/28 โจทกย์ งั คงมีอานาจฟ้อง
ประเด็น ฟ้องค่าอุปการะเลยี้ งดบู ุตรหลายคน ศาลจะสั่งรวมไม่ได้ ต้องส่ังเป็ นรายบุคคล
ไป
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3596/2546 สิทธิของบุตรผูเ้ ยาวท์ ี่จะไดร้ ับค่าอุปการะเล้ียงดูจาก
บิดามารดาเป็ นสิทธิของบุตรผูเ้ ยาวแ์ ต่ละคนจะพึงไดร้ ับตามความสามารถของผูม้ ีหน้าท่ีให้ฐานะ
ของผูร้ ับและพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กาหนดให้ค่าอุปการะเล้ียงดูแก่บุตรผูเ้ ยาวท์ ้งั
สองรวมกนั มาจึงไม่ถกู ตอ้ ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแกไ้ ข
หากศาลมีคาพิพากษาให้จ่ายค่าอุปการะเล้ียงดู แต่ไม่ปฏิบตั ิตาม อีกฝ่ ายสามารถยื่นคา
ร้องขอให้ศาลเรียกตัวมาสอบถามและตกั เตือนได้ หากไม่ปฏิบัติตามคาตกั เตือนของศาล ศาลมี
อานาจออกหมายจบั และส่ังกกั ขงั จนกวา่ จะนาเงินค่าอุปการะเล้ียงดูมาชาระ แต่ไม่เกิน 15 วนั ตาม
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธิพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
มาตรา 162

-328-

ประเด็น คดฟี ้องเรียกค่าอุปการะเลยี้ งดูบตุ ร ไม่มีอายุความ
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 7345/2560 โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากจาเลยซ่ึงเป็ น
บิดา เดือนละ 10,000 บาท นบั แต่วนั ที่โจทก์เกิดจนถึงวนั ฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จาเลยให้การ
ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ศาลช้นั ตน้
วนิ ิจฉยั ว่า คดีโจทก์ไม่ไดข้ าดอายุความตามมาตราดงั กล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอปุ การะเล้ียงดูที่มี
การกาหนดจ่ายเป็ นระยะเวลา จาเลยกลบั อุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาล
ช้นั ตน้ มีคาส่ังไม่รับอุทธรณ์ประเด็นน้ีเพราะเป็ นขอ้ ท่ีมิได้ยกข้ึนว่ากนั มาโดยชอบในศาลช้ันต้น
จาเลยมิไดโ้ ตแ้ ยง้ โดยอทุ ธรณ์คาสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายคุ วามจึงยตุ ิตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้
แมอ้ ายุความในคดีแพ่งจะเป็ นปัญหาข้อกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่
จาเลยตอ้ งยกต่อสู้เป็ นประเด็นต้งั แต่ในศาลช้นั ตน้ เมื่อจาเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลช้นั ตน้ ไม่รับอุทธรณ์
และศาลอุทธรณ์ไมร่ ับวินิจฉยั จึงชอบแลว้
เดิมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 บญั ญตั ิให้การเป็ นบุตรชอบด้วย
กฎหมายมีผล... (3) นบั แต่วนั มีคาพิพากษาถึงท่ีสุด ในกรณีท่ีศาลมีคาพิพากษาวา่ เป็นบุตร แต่ต่อมา
ไดม้ ีการแกไ้ ขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตราดงั กลา่ ว นบั แต่วนั ที่ 8 มีนาคม 2551 ใหม้ ีผล
นบั แต่วนั ที่เด็กเกิด บทบญั ญตั ิดงั กล่าวมีผลใหเ้ ด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายยอ้ นหลงั ไปนบั
แต่วนั ท่ีเด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเล้ียงดูได้นับแต่วนั คลอดและสามารถฟ้องเรียกค่า
อปุ การะเล้ียงดูบุตรรวมกนั มาเป็นคดีเดียวกบั การฟ้องขอให้รับเด็กเป็ นบุตรไดท้ ีเดียว เมื่อโจทกฟ์ ้อง
คดีภายหลังวนั ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1
กาหนดให้จาเลยจ่ายค่าอุปการะเล้ียงดูนับแต่วนั ท่ีโจทก์เกิดจนถึงวนั ฟ้องจึงชอบแลว้ หาใช่นบั แต่
เม่ือศาลมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดตามที่จาเลยฎีกาไม่
แมบ้ ทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 จะกาหนดให้บิดา
มารดามีหนา้ ที่ร่วมกนั อปุ การะเล้ียงดูและใหก้ ารศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหวา่ งเป็นผเู้ ยาวอ์ นั มี
ลกั ษณะเป็นลูกหน้ีร่วมกนั และในระหวา่ งลูกหน้ีร่วมกนั ย่อมจะตอ้ งรับผิดเป็นส่วนเท่ากนั ก็ตาม แต่
ไม่จาเป็ นเสมอไปว่าบิดามารดาตอ้ งให้ค่าอุปการะเล้ียงดูแก่บุตรเป็ นจานวนเท่า ๆ กนั ตามท่ีศาล
อุทธรณ์ภาค 1 มีคาพิพากษาปรับแกใ้ ห้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเล้ียงดูโจทก์ จากท่ีศาลช้ันตน้
พิพากษากาหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกาหนดค่าอุปการะเล้ียงดู
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 กาหนดให้ศาลคานึงถึงความสามารถของผูม้ ี
หนา้ ท่ีให้ ฐานะของผูร้ ับ และพฤติการณ์แห่งคดี ท้งั มาตรา 1598/39 ศาลจะส่ังแกไ้ ขค่าอุปการะเล้ียง
ดูเพ่ิมข้ึนหรือลดลงในภายหลงั ก็ได้ แมโ้ จทกม์ ิไดฎ้ ีกาคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาขอ้ น้ี
แต่การกาหนดค่าอุปการะเล้ียงดูเป็ นปัญหาเก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามี

-329-

อานาจกาหนดไดต้ ามท่ีเห็นควร แมค้ ู่ความมิไดข้ อ และมิใช่เป็ นการพิพากษาเกินคาขอ ค่าอุปการะ
เล้ียงดูตามที่ศาลช้นั ตน้ กาหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแลว้

ประเด็น แม้คาพิพากษาจะถึงที่สุดไปแล้ว หากพฤติการณ์ รายได้ และฐานะได้
เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอานาจแก้ไขคาพิพากษาให้เพิกถอน ลด หรือกลับได้ ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 โดยต้องย่ืนมาให้คดีเดิมจะ ฟ้องเป็ นคดีใหม่ไม่ได้

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 4685/2540 มาตรา 1526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เป็ นเพียงบทบญั ญตั ิท่ีกาหนดให้ศาลสามารถกาหนดค่าเล้ียงชีพให้แก่คู่หยา่ ไดใ้ นกรณีหน่ึงเท่าน้นั
เม่ือการหยา่ น้นั เป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงแต่ฝ่ายเดียวและการหยา่ น้นั จะทาใหอ้ ีกฝ่ าย
หน่ึงยากจนลง มิไดเ้ ป็ นบทบญั ญัติที่บงั คบั ว่าจะเรียกค่าเล้ียงชีพไดแ้ ต่เฉพาะมีคดีฟ้องหย่าเท่าน้ัน
ดงั น้นั เมื่อโจทกจ์ าเลยทาสัญญาประนีประนอมยอมความกนั ในคดีหยา่ วา่ จาเลยยอมจดทะเบียนหยา่
ใหโ้ จทกแ์ ละยอมชาระค่าเล้ียงชีพแก่โจทกอ์ ตั ราร้อยละ 35 ของเงินเดือนทุกเดือนตลอดไป ขอ้ ตกลง
ดงั กล่าวเป็นการยืดขยายหนา้ ท่ีอุปการะเล้ียงดูระหวา่ งสามีภริยาออกไปหลงั การสมรสสิ้นสุดลง อนั
เป็ นการช่วยเหลือจุนเจือกนั ไม่ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ย่อมใช้
บังคบั ได้ และในมาตรา 1526 วรรคหน่ึง ได้บัญญัติให้นามาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และ
มาตรา 1589/41 เก่ียวกบั ค่าอุปการะเล้ียงดูมาใชบ้ งั คบั เก่ียวกบั ค่าเล้ียงชีพโดยอนุโลมเมื่อผมู้ ีส่วนได้
เสียแสดงวา่ พฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของคกู่ รณีไดเ้ ปล่ียนแปลงไปศาลจะส่งั แกไ้ ขในเร่ืองค่าเล้ียง
ชีพโดยใหเ้ พิกถอน ลด เพ่ิม หรือกลบั ใหค้ ่าเล้ียงชีพอีกก็ไดด้ งั น้นั จาเลยซ่ึงเป็นผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย ยอ่ มมี
สิทธิยื่นคาร้องต่อศาลช้นั ตน้ เพ่ือแสดงว่าพฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของโจทก์จาเลยเปล่ียนแปลง
ไป จึงขอใหศ้ าลช้นั ตน้ เพิกถอนคาส่ังท่ีใหจ้ าเลยจ่ายค่าเล้ียงชีพแก่โจทกไ์ ด้

ประเด็น การสละสิทธิท่ีจะเรียกค่าอุปการะเลีย้ งดูบุตรน้ันย่อมขัดต่อ มาตรา 1598 /41
ข้อตกลงในส่วนนจี้ งึ ใช้บงั คบั ไม่ได้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791 / 2556 โจทกก์ บั จาเลยทาสัญญาประนีประนอมยอมความ
กันตามบนั ทึกขอ้ ตกลงในสาเนารายงานประจาวนั ว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องค่าอุปการะเล้ียงดูจาก
จาเลยซ่ึงมีลกั ษณะเป็ นการสละท่ีจะเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบุตรขดั ต่อประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชยม์ าตรา 1598 /41 เรื่องขอ้ ตกลงในส่วนน้ีจึงใชบ้ งั คบั ไม่ไดก้ าไรยงั มีหนา้ ท่ีตอ้ งอุปการะเล้ียงดู
และใหห้ ลงั จากสาการบตุ รผเู้ ยาวท์ ้งั สอง

13.1.2 คดีฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูระหวา่ งสามีหรือภริยา
สามีหรือภริยาอีกฝ่ ายสามารถย่นื คดีฟ้องเรียกร้องได้ หากฝ่ายที่ควรไดร้ ับอุปการะเล้ียงดู
ไมไ่ ดร้ ับการอปุ การะเล้ียงหรือไดร้ ับอุปการะเล้ียงดูไมเ่ พียงพอแก่อตั ภาพ

-330-

จานวนค่าอุปการะเล้ียงดู ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ใหก้ ็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถ
ของผใู้ ห้ ฐานะของผรู้ ับ และพฤติการณ์แห่งกรณี

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงจานวนค่าอุปการะเล้ียงดู หากรายได้หรือฐานะของคู่กรณี
เปล่ียนแปลงไป ศาลจะส่งั แกไ้ ข โดยใหเ้ พิกถอน ลด เพ่ิม หรือกลบั ใหค้ ่าอปุ การะเล้ียงดูอีกกไ็ ด้

คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจเกย่ี วกบั คดีฟ้องเรียกค่าอุปการะเลีย้ งดูระหว่างสามีหรือ
ภริยา

ประเดน็ สิทธิฟ้องเรียกคา่ อปุ การะเล้ียงดูมิใช่เป็นสิทธิท่ีเกิดข้ึนเม่ือมีการฟ้องหยา่
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4959/2552 วตั ถุประสงค์ของการสมรสก็เพ่ือให้ชายหญิงไดอ้ ยู่
กินกนั ฉนั สามีภริยา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 บญั ญตั ิให้สามีภริยาช่วยเหลือ
อุปการะเล้ียงดูซ่ึงกนั และกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่า
อุปการะเล้ียงดูน้ันอีกฝ่ ายสามารถเรียกไดใ้ นเมื่อไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดูไม่เพียงพอแก่อตั ภาพ อนั
แสดงว่าค่าอุปการะเล้ียงดูน้ีศาลอาจกาหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผูใ้ หแ้ ละ
ฐานะของผูร้ ับตามพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็ นบทบญั ญตั ิคุม้ ครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ ายที่มีฐานะดี
ตอ้ งช่วยเหลืออปุ การะเล้ียงดูอีกฝ่ายหน่ึง มิฉะน้นั อีกฝ่ายยอ่ มมีสิทธิฟ้องหยา่ ไดต้ ามมาตรา 1516 (6)
แตถ่ า้ ไม่ประสงคจ์ ะฟ้องหยา่ กฟ็ ้องเรียกเฉพาะคา่ เล้ียงดูไดต้ ามมาตรา 1598/38 ดงั น้นั สิทธิฟ้องเรียก
คา่ อุปการะเล้ียงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิท่ีเกิดข้นึ เมื่อมีการฟ้องหยา่ ไม่
ประเด็น การที่ผรู้ ้องมีการเสนอคาร้องขอให้ถอนอานาจปกครองและแต่งต้งั ผูใ้ ชอ้ านาจ
ปกครองคนใหม่ รวมท้งั เสนอคาร้องขอใหล้ ดค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ รน้นั หากเกี่ยวเนื่องกนั ก็เสนอเขา้
มาในคาร้องขอฉบบั เดียวกนั ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4681/2552 การที่บุคคลจะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งโดยการยื่น
เป็นคาฟ้องหรือคาร้องขออย่างหน่ึงอยา่ งใด มิไดพ้ ิจารณาว่าคดีดงั กล่าวเป็นคดีมีทุนทรัพยห์ รือไม่มี
ทุนทรัพย์
ตามคาร้องขอของผรู้ ้องนอกจากมีคาขอให้ลดค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ รผเู้ ยาวแ์ ลว้ ยงั ขอให้
มีคาสั่งถอนอานาจปกครองของ ป. และแต่งต้งั ผูร้ ้องเป็ นผใู้ ชอ้ านาจปกครองดว้ ย อนั ส่งผลกระทบ
ตอ่ ค่าอุปการะเล้ียงดู เพราะหากศาลมีคาส่ังใหผ้ รู้ ้องเป็ นผใู้ ชอ้ านาจปกครองผรู้ ้องก็ไม่จาตอ้ งจ่ายค่า
อปุ การะเล้ียงดูบุตรผูเ้ ยาวแ์ ก่ ป. ตามท่ีกาหนดไวใ้ นขอ้ ตกลงทา้ ยทะเบียนการหยา่ อีกต่อไป ซ่ึงศาลมี
อานาจแกไ้ ขไดต้ ามที่กฎหมายบญั ญตั ิไว้ และถือไดว้ า่ คาขอให้ถอนอานาจปกครองและแต่งต้งั ผูใ้ ช้
อานาจปกครองคนใหม่เป็ นคาขอหลกั ส่วนคาขอให้ลดค่าอุปการะเล้ียงดูเป็ นคาขอรอง นอกจากน้ี
แมต้ ามขอ้ ตกลงทา้ ยทะเบียนการหย่าจะกาหนดให้ ป. เป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองแต่ถา้ ภายหลงั พึง
จะตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลงตวั ผูใ้ ชอ้ านาจ ศาลก็มีอานาจเปล่ียนแปลงแกไ้ ขไดต้ ามประมวลกฎหมาย

-331-

แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 (5) แต่บทบญั ญตั ิดงั กล่าวมิไดก้ าหนดวิธีการที่
คดีจะมาสู่ศาล แสดงวา่ บทบญั ญตั ิดงั กลา่ วประสงคจ์ ะให้คดีข้ึนสู่ศาลไดโ้ ดยทาเป็นคาฟ้องอยา่ งคดีมี
ขอ้ พิพาทและทาเป็นคาร้องขออยา่ งคดีไม่มีขอ้ พิพาทไดด้ ว้ ย ผูร้ ้องจึงชอบท่ีจะเสนอคดีขอให้ถอน
อานาจปกครองและแต่งต้งั ผใู้ ชอ้ านาจปกครองคนใหม่โดยทาเป็ นคาร้องขอ รวมท้งั ชอบท่ีจะเสนอ
คดีขอใหล้ ดคา่ อุปการะเล้ียงดูบตุ รซ่ึงเก่ียวเนื่องกนั เขา้ มาในคาร้องขอฉบบั เดียวกนั ได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหน่ึง บญั ญตั ิว่า เม่ือผมู้ ีส่วนได้
เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีไดเ้ ปล่ียนแปลงไป ศาลจะสั่งแกไ้ ขในเร่ืองค่า
อุปการะเล้ียงดูโดยใหเ้ พิกถอน ลด เพ่ิม หรือกลบั ใหค้ ่าอุปการะเล้ียงดูอีกก็ได้ ดงั น้นั แมบ้ นั ทึกทา้ ย
ทะเบียนการหย่าจะกระทาข้ึนโดยชอบด้วยความสมคั รใจของคู่กรณี ถา้ ต่อมาพฤติการณ์ รายได้
หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป ศาลก็มีอานาจแกไ้ ขในเร่ืองดงั กลา่ วไดต้ ามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว

13.2 ค่าเลยี้ งชีพ
มาตรา 1526 ในคดีหยา่ ถา้ เหตุแห่งการหยา่ เป็ นความผิดของคู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงแต่

ฝ่ายเดียว และการหย่าน้นั จะทาให้อีกฝ่ ายหน่ึงยากจนลง เพราะไม่มีรายไดพ้ อจากทรัพยส์ ินหรือจาก
การงานตามที่เคยทาอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ ายหน่ึงน้นั จะขอใหฝ้ ่ ายท่ีตอ้ งรับผิดจ่ายค่าเล้ียงชีพให้ได้
ค่าเล้ียงชีพน้ีศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผูใ้ ห้และฐานะของ
ผูร้ ับและให้นาบทบัญญัติมาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และมาตรา 1598/51 มาใช้บังคับโดย
อนุโลม

สิทธิเรียกร้องค่าเล้ียงชีพเป็นอนั สิ้นสุด ถา้ มิไดฟ้ ้องหรือฟ้องแยง้ ในคดีหยา่ น้นั
มาตรา 1527 ถา้ หย่าขาดจากกนั เพราะเหตุวิกลจริตตามมาตรา 1516 (7) หรือเพราะเหตุ
เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (9) คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงตอ้ งออกค่าเล้ียงชีพใหแ้ ก่ฝ่ ายที่
วิกลจริตหรือฝ่ายที่ เป็นโรคติดตอ่ น้นั โดยคานวณคา่ เล้ียงชีพอนุโลมตามมาตรา 1526
มาตรา 1528 ถา้ ฝ่ายท่ีรับค่าเล้ียงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเล้ียงชีพยอ่ มหมดไป
มาตรา 1598/39 เม่ือผูม้ ีส่วนไดเ้ สีย แสดงว่าพฤติการณ์ รายไดห้ รือฐานะของคู่กรณีได้
เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแกไ้ ขในเร่ืองค่าอุปการะเล้ียงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือ กลบั ใหค้ ่า
อปุ การะเล้ียงดู อีกกไ็ ด้
ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ค่าอุปการะเล้ียงดู เพราะเหตุแต่เพียง อีกฝ่ ายหน่ึงไม่อยใู่ น
ฐานะท่ีจะใหค้ ่าอปุ การะเล้ียงดูไดใ้ นขณะน้นั หากพฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของอีกฝ่ายหน่ึงน้นั ได้
เปลี่ยนแปลงไปและพฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของผูเ้ รียกร้องอยู่ในสภาพที่ควรไดร้ ับค่าอุปการะ
เล้ียงดู ผเู้ รียกร้อง อาจร้องขอใหศ้ าลเปล่ียนแปลงคาส่ังในคดีน้นั ใหมไ่ ด้

-332-

จากบทบญั ญัติ มาตรา 1526 มาตรา 1528 และมาตรา 1598/39 กล่าวถึง คดีฟ้องเรียก
ค่าเล้ียงชีพภริยาสามีจากการหย่า ซ่ึงการเรียกร้องค่าเล้ียงชีพจากคู่สมรสอีกฝ่ าย ตอ้ งเป็นกรณีที่ฝ่ าย
ถูกเรียกเป็ นฝ่ ายผิด อีกฝ่ ายจึงสามารถเรียกร้องได้ โดยขณะท่ีอยู่ร่วมกนั ตลอดมาน้ัน ฝ่ ายเรียกร้อง
มิไดป้ ระกอบอาชีพ จาเป็นตอ้ งอาศยั อีกฝ่ ายอุปการะเล้ียงดู ซ่ึงการหยา่ ทาใหต้ อ้ งขาดไร้อุปการะจาก
ปกติ จึงทาใหย้ ากจนลง อีกฝ่ายจึงตอ้ งรับผิดชอบในส่วนน้ี

ฉะน้นั กรณีคูส่ มรสสมคั รใจแยกกนั อยเู่ กิน 3 ปี แมเ้ ป็นเหตฟุ ้องหยา่ ตามกฎหมายได้ แต่
ไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเล้ียงชีพได้ ส่วนฝ่ายท่ีเรียกร้องน้นั ตอ้ งมีฐานะที่แยก่ วา่ ฝ่ายท่ีถกู เรียกร้องดว้ ย

ค่าเลยี้ งชีพ หมายถงึ เงนิ หรือทรัพย์สินท่ีสามภี ริยาคู่หย่าชาระให้แก่กันหลงั การหย่าเพ่ือ
เป็ นค่าใช้จ่ายในด้านที่พักอาศัย ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม และค่ารักษาพยาบาลจนกว่าจะสมรส
ใหม่7

ตวั อย่าง คาพพิ ากษาศาลฎกี าเกยี่ วกบั คดฟี ้องเรียกค่าเลยี้ งชีพทีน่ ่าสนใจ
ประเด็น ฐานะของผ้จู ่ายเปลย่ี นแปลงไป สามารถย่ืนคาร้องขอยกเลกิ ค่าเลยี้ งชีพได้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4685/2540 มาตรา 1526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เป็ นเพียงบทบญั ญตั ิที่กาหนดให้ศาลสามารถกาหนดค่าเล้ียงชีพให้แก่คู่หยา่ ไดใ้ นกรณีหน่ึงเท่าน้ัน
เมื่อการหยา่ น้นั เป็นความผิดของคสู่ มรสฝ่ายใดฝ่ ายหน่ึงแตฝ่ ่ ายเดียว และการหยา่ น้นั จะทาใหอ้ ีกฝ่าย
หน่ึงยากจนลง มิไดเ้ ป็ นบทบญั ญตั ิที่บงั คบั ว่าจะเรียกค่าเล้ียงชีพไดแ้ ต่เฉพาะมีคดีฟ้องหย่าเท่าน้ัน
ดงั น้นั เม่ือโจทกจ์ าเลยทาสญั ญาประนีประนอมยอมความกนั ในคดีหยา่ วา่ จาเลยยอมจดทะเบียนหย่า
ใหโ้ จทกแ์ ละยอมชาระค่าเล้ียงชีพแก่โจทกอ์ ตั ราร้อยละ 35 ของเงินเดือนทกุ เดือนตลอดไป ขอ้ ตกลง
ดงั กล่าวเป็นการยดื ขยายหนา้ ท่ีอุปการะเล้ียงดูระหวา่ งสามีภริยาออกไปหลงั การสมรสสิ้นสุดลง อนั
เป็ นการช่วยเหลือจุนเจือกนั ไม่ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ย่อมใช้
บังคับได้ และในมาตรา 1526 วรรคหน่ึง ได้บัญญัติให้นามาตรา 1598/39 มาตรา 1598/40 และ
มาตรา 1589/41 เกี่ยวกบั ค่าอุปการะเล้ียงดูมาใชบ้ งั คบั เก่ียวกบั ค่าเล้ียงชีพโดยอนุโลม เม่ือผมู้ ีส่วนได้
เสียแสดงว่าพฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของคู่กรณีไดเ้ ปล่ียนแปลงไป ศาลจะส่ังแกไ้ ขในเร่ืองค่า
เล้ียงชีพโดยให้เพิกถอน ลด เพ่ิม หรือกลบั ให้ค่าเล้ียงชีพอีกก็ได้ ดงั น้นั จาเลยซ่ึงเป็ นผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย
ย่อมมีสิทธิยื่นคาร้องต่อศาลช้ันต้น เพ่ือแสดงว่าพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์จาเลย
เปลี่ยนแปลงไป จึงขอใหศ้ าลช้นั ตน้ เพกิ ถอนคาส่งั ที่ใหจ้ าเลยจ่ายค่าเล้ียงชีพแก่โจทกไ์ ด้
แมป้ ระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง จะบญั ญตั ิห้ามมิให้
อุทธรณ์คาพิพากษาตามขอ้ ประนีประนอมยอมความ แต่กรณีท่ีจาเลยใช้สิทธิยื่นคาร้องขอให้ศาล

7 ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลักกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังที่ 14) กรุงเทพฯ : วิญญชู น. หนา้ 179.

-333-

ช้นั ตน้ เพิกถอนคาสั่งที่ให้จาเลยจ่ายค่าเล้ียงชีพแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1598/39 วรรคหน่ึง มิไดเ้ ป็นการอทุ ธรณ์คาพิพากษาตามขอ้ ประนีประนอมยอมความ คาร้อง
ของจาเลยจึงมิไดอ้ ยู่ในบงั คบั ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง
ดงั กลา่ ว

กฎหมายมิไดก้ าหนดใหด้ ูความเปล่ียนแปลงของฐานะของคู่กรณีแต่เฉพาะทรัพยท์ ี่มีข้ึน
ภายหลงั การหยา่ จึงตอ้ งคานึงถึงทรัพยส์ ินทุกชนิดที่คู่ความท้งั สองฝ่ายมีอยขู่ ณะท่ีพิจารณาถึงความ
เปลี่ยนแปลง เมื่อโจทก์ยงั มีท่ีดินเน้ือท่ี 80 ตารางวา พร้อมบา้ นสองช้นั มีราคาสูงกว่า 700,000 บาท
ส่วนจาเลยมีรายไดเ้ ฉพาะเงินเดือนเพียงอย่างเดียวจานวนเดือนละ 15,380 บาท มีภริยาและบุตรอายุ
13 ปี ที่จะตอ้ งอุปการะเล้ียงดูให้การศึกษาอีก 1 คน นอกจากน้ียงั เป็นหน้ีสหกรณ์ 120,000 บาท โดย
ไม่มีทรัพยส์ ินใด ๆ เป็ นของตนเอง หากจาเลยต้องจ่ายค่าเล้ียงชีพแก่โจทก์อัตราร้อยละ 35 ของ
เงินเดือน เป็นเงินเดือนละ 5,383 บาท จาเลยจะเหลือเงินที่ใชจ้ ่ายในครอบครัวเดือนละไม่ถึง 10,000
บาท และเหลือเวลารับราชการอีกเพยี ง 4 ปี ดงั น้นั เม่ือเปรียบเทียบฐานะของโจทก์กบั จาเลยแลว้ เห็น
ไดว้ ่าพฤติการณ์รายไดห้ รือฐานะของโจทก์และจาเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบนั จาเลย
กลบั อยู่ในสภาพท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจดอ้ ยกว่าโจทก์ จึงถึงเวลาสมควรท่ีจะสั่งให้จาเลยงดจ่าย
คา่ เล้ียงชีพแก่โจทกแ์ ลว้

ประเดน็ ต้องเป็ นความผดิ ฝ่ ายเดียวเท่าน้ัน
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1371/2545 หย่าเพราะความผิดของสามีฝ่ ายเดียว สามีฐานะ
การเงินดีกวา่ ภริยา ใหจ้ ่ายค่าเล้ียงชีพใหภ้ ริยาเดือนละ 5,000 บาท
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 2985/2525 การท่ีบิดามารดาจาเลยไปแจง้ ความตอ่ ตารวจกล่าวหา
วา่ โจทก์ลกั ทรัพย์ แมจ้ ะมิใช่เหตุท่ีโจทก์จะยกข้ึนอา้ งเพื่อฟ้องขอหยา่ ขาดจากการเป็ นสามีภริยากบั
จาเลยก็ตาม แต่การท่ีจาเลยนาตารวจไปจบั กุมโจทกต์ ามขอ้ กล่าวหาของบิดามารดาน้นั การกระทา
ของจาเลยย่อมถือไดว้ ่าเป็ นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและช่ือเสียงของโจทก์ อนั เป็ นการหม่ิน
ประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็ นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยได้ ตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา1516(3)
โจทก์เพ่ิงจะหางานทาไดห้ ลงั จากที่แยกกนั อยกู่ บั จาเลยจึงติดใจขอค่าเล้ียงชีพจากจาเลย
จาเลยมิไดน้ าสืบโตแ้ ยง้ เป็ นอยา่ งอ่ืน กรณีถือไดว้ ่าการหยา่ ทาให้โจทก์ยากจนลง เพราะไม่มีรายได้
จากการงานตามที่เคยทาอยู่ในระหว่างสมรส เม่ือเหตุแห่งการหยา่ เป็ นความผิดของจาเลยจาเลยจึง
ตอ้ งจ่ายคา่ เล้ียงชีพใหโ้ จทกต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526
ประเด็น สมัครใจแยกกันอยู่ ไม่ถือว่าเป็ นความผิดของฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง ไม่สามารถเรียก
ค่าเลยี้ งชีพได้

-334-

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4815/2539โจทก์ออกจากบา้ นท่ีปลูกสร้างและอยู่กินกับจาเลย
เพราะตอ้ งการพาบิดาซ่ึงเป็นโรคหวั ใจไปให้พน้ จากบิดาจาเลยซ่ึงชอบดื่มสุราแลว้ ส่งเสียงดงั โจทก์
และจาเลยเคยตกลงจะไปจดทะเบียนหย่าขาดจากกนั แต่หย่าไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่มีเงินชาระค่า
อุปการะเล้ียงดูบุตรแก่จาเลยพฤติการณ์ดงั กล่าวแสดงวา่ โจทก์และจาเลย สมคั รใจแยกกนั อยู่เพราะ
เหตทุ ี่ไม่อาจอยูร่ ่วมกนั ฉนั สามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมาและการแยกกนั อยู่ ดงั กลา่ วเป็นเวลานบั
ถึงวนั ฟ้องเกินสามปี แลว้ โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องหยา่ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1516 (4/2) การที่จาเลยจะเรียกค่าเล้ียงชีพได้จะตอ้ งปรากฎว่าเหตุแห่งการหย่าเป็ นความผิดของ
โจทก์ฝ่ ายเดียว ดังน้ีเมื่อฟังได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็ นเพราะโจทก์และจาเลยสมคั รใจแยกกันอยู่
เพราะเหตุที่ไม่อาจอยรู่ ่วมกนั ฉันสามีภริยาไดโ้ ดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี จาเลยจึงเรียกค่าเล้ียง
ชีพจากโจทกม์ ิได้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2530 หยา่ โดยความยินยอมและกาหนดค่าเล้ียงชีพกนั เอง ก็
มาขอลดหรือเพิ่มคา่ เล้ียงชีพในภายหลงั ได้

13.3 หลกั เกณฑ์และวธิ ีการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลยี้ งดูและค่าเลยี้ งชีพ
ปัญหาเร่ืองการฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดู นับเป็นเป็ นปัญหาที่เกิดข้ึนเป็ นจานวนมาก

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูน้ันถือเป็ นคดีครอบครัว ซ่ึงพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ
ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการฟ้อง
และการพจิ ารณาคดีไวเ้ ป็นพเิ ศษแตกต่างจากคดีแพง่ ทวั่ ไป มีรายละเอียดดงั น้ี

1. การฟ้องคดีและการดาเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ไม่ตอ้ งเสียค่าข้ึนศาลหรือค่าฤชา
ธรรมเนียมศาล (มาตรา 155)

2. คาฟ้องจะทาเป็นหนงั สือไปยน่ื ศาลกไ็ ด้ หรือโจทกค์ นท่ีจะฟ้องจะไปแถลงขอ้ หาดว้ ย
วาจาต่อหนา้ ศาลก็ได้ และโจทกค์ นที่จะฟ้องยงั สามารถมอบอานาจใหบ้ ุคคลหรือองคก์ ารอ่ืนใดไป
ดาเนินคดีแทนไดด้ ว้ ย รวมถึงบุคคลหรือองคก์ ารใดยงั สามารถขออนุญาตศาลในการดาเนินคดีแทน
ผเู้ ยาวไ์ ดด้ ว้ ย (มาตรา 157)

3. กรณีท่ีฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ รจะฟ้องรวมไปในคดีที่ขอให้ฝ่ายชายศาลรับเด็ก
เป็นบุตรดว้ ยก็ได้ เพราะการเรียกค่าอปุ การะเล้ียงดูบตั รเป็นผลหลงั จากที่มีการรับรองความเป็นบุตร
และเป็นเร่ืองตอ่ เนื่องกนั 8

4. เมื่อฟ้องคดีแลว้ ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ศาลจะให้ไกล่เกลี่ยกนั ประนีประนอมกนั ก่อน
โดยศาลจะต้งั ผูป้ ระนีประนอมคดีครอบครัวมาทาหนา้ ที่ในการไกล่เกลี่ย หากสามารถไกล่เกลี่ยกนั

8 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2268/2533


Click to View FlipBook Version