-136-
ยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ ายจดั การไดท้ นั ทีครับ การให้ความยินยอมเป็ นเรื่องเฉพาะตวั เฉพาะราย
หรือจะใหค้ วามยนิ ยอมลว่ งหนา้ ตลอดไปยอ่ มได้ (ฎีกา 3186/2538)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3392/2548 การท่ีจาเลยกับโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่ แต่มิได้จด
ทะเบียนหยา่ กนั จาเลยกบั โจทก์ก็ยงั คงมีฐานะเป็นสามีภริยากนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย ทรัพยส์ ินท่ีคู่
สมรสไดม้ าในระหวา่ งสมรสย่อมเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474
(1) ดงั น้ัน เงินกองทุนสารองเล้ียงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอนแทนพิเศษเน่ืองจากการลาออก เงินค่า
หุน้ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยฯ์ และเงินโบนสั ซ่ึงเป็ นทรัพยส์ ินท่ีจาเลยไดม้ าระหวา่ งสมรส จึงเป็ น
สินสมรสระหวา่ งโจทกแ์ ละจาเลย โจทก์ยอ่ มมีสิทธิในจานวนเงินพิพาทร่วมกบั จาเลย
การจดั การสินสมรสนอกเหนือจากกรณีตามมาตรา 1476 วรรคหน่ึง จาเลยหรือโจทก์ยอ่ มมี
อานาจจดั การไดโ้ ดยมิตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากอีกฝ่ ายหน่ึง แต่การจดั การสินสมรสจะตอ้ งจดั การ
ด้วยความระมดั ระวงั ไม่ให้เป็ นท่ีเสียหายและตอ้ งไม่กระทาการอย่างหน่ึงอย่างใดให้เกิดความ
เสียหายแก่สินสมรสตามมาตรา 1476 วรรคสอง และมาตรา 1484 (1) ถึง (5) เมื่อจาเลยเป็ นฝ่ าย
จดั การสินสมรส แต่การที่จาเลยมอบอานาจให้สหกรณ์ออมทรัพยฯ์ รับเงินต่างๆ ที่จาเลยมีสิทธิ
ไดร้ ับจากการไฟฟ้านครหลวง รวมท้งั ค่าหุ้นของจาเลยในสหกรณ์ออมทรัพยฯ์ ไปชาระหน้ีจานอง
โดยโจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้สัตยาบันในหน้ีจานองส่วนน้ี และเม่ือชาระหน้ีจานองของจาเลย
บางส่วนแลว้ จาเลยยงั ได้รับเงิน 564,825 บาท ไปจากการไฟฟ้านครหลวงอีกด้วย ซ่ึงจาเลยก็
นาไปใช้เพื่อประโยชน์ของจาเลยฝ่ ายเดียวโดยโจทก์และบุตรมิไดร้ ับการช่วยเหลือหรือเล้ียงดูจาก
จาเลยแต่อย่างใด เม่ือโจทก์ขอแบ่งสินสมรสที่คงเหลือก่ึงหน่ึง จาเลยไม่ยินยอมและอ้างว่าเงิน
ดงั กล่าวไม่ใช่สินสมรส พฤติการณ์ของจาเลยเช่นน้ีถือไดว้ ่าเป็ นการจดั สินสมรสเป็ นที่เสียหายถึง
ขนาด และทาความเสียหายให้แก่สินสมรส รวมท้งั ไม่นาเงินสินสมรสน้ันมาอุปการะเล้ียงดูโจทก์
ดว้ ย โจทกจ์ ึงมีเหตุสมควรขอใหแ้ ยกสินสมรสไดต้ ามมาตรา 1484 (1) (2) (5)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9607/2544 แมจ้ ะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็ นสินสมรส
ระหวา่ งจาเลยกบั จาเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จาเลยและ
จาเลยร่วมจะตอ้ งจดั การร่วมกันหรือจะตอ้ งได้รับความยินยอมจากจาเลยร่วมก่อน ตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ดงั น้นั ย่อมเป็ นอานาจของจาเลยที่จดั การไดต้ าม
ลาพงั โดยมิตอ้ งได้รับความยินยอมจากจาเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1476
วรรคสอง แมจ้ าเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทใหโ้ จทก์โดยจาเลยร่วมมิไดร้ ู้เห็น ยนิ ยอมก็ตาม
จาเลยร่วมก็ไมอ่ าจจะเพิกถอนการโอนดงั กล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480
ได้
-137-
มาตรา 1477 บญั ญตั ิวา่ “สามีภริยาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดาเนินคดีเก่ียวกบั
การสงวนบารุงรักษาสินสมรส หรือเพ่ือประโยชน์แก่สินสมรส หน้ีอนั เกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรือ
ดาเนินคดีดงั กล่าว ใหถ้ ือวา่ เป็นหน้ีที่สามีภริยาเป็นลกู หน้ีร่วมกนั ”
การฟ้องคดีเก่ียวกับสินสมรส มาตรา 1477 สามี ภริยาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงมีสิทธิต่อสู้หรื อ
ดาเนินคดีเกี่ยวกบั การสงวนบารุงรักษาสินสมรส หรือเพ่ือประโยชน์แก่สินสมรส หน้ีอนั เกิดแต่การ
ฟ้องต่อสู้หรือดาเนินคดีดงั กล่าว ให้ถือวา่ เป็นหน้ีระหวา่ งสามีภริยา เช่น โจทก์ขบั ไล่จาเลยจากที่ดิน
พิพาทซ่ึงเป็ นสินสมรสระหว่างโจทก์และภริยา ซ่ึงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1477 ถือวา่ การท่ีโจทกฟ์ ้องขบั ไลจ่ าเลยออกจากท่ีดินพพิ าทยอ่ มเป็นการสงวนบารุงรักษาสินสมรส
หรือ เพื่อประโยชน์แก่สินสมรส โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องไดโ้ ดยไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากภริยา เป็น
ตน้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 812/2547 โจทก์ฟ้องขับไล่จาเลยออกจากท่ีดินพิพาทซ่ึงเป็ น
สินสมรสระหวา่ งโจทกแ์ ละภริยาซ่ึง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477 ถือวา่ การ
ที่โจทก์ฟ้องขับไล่จาเลยออกจากที่ดินพิพาทย่อมเป็ นการสงวนบารุง รักษาสินสมรสหรือเพื่อ
ประโยชน์แก่สินสมรส โจทกจ์ ึงมีสิทธิฟ้องจาเลยไดโ้ ดยไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากภริยา
ถ้าสามีหรือภริยาให้ความยินยอมในการจัดการสินสมรสทสี่ าคัญ อกี ฝ่ ายหน่ึงอาจขอให้ศาล
ส่ังอนุญาตแทนความยินยอมได้
มาตรา 1478 บญั ญตั ิวา่ “เมื่อฝ่ ายใดตอ้ งให้ความยนิ ยอมหรือลงชื่อกบั อีกฝ่ ายในเร่ืองจดั การ
สินแต่ไม่ให้ความยนิ ยอมหรือไม่ยอมลงช่ือโดยปราศจากเหตุผลหรือไม่อยใู่ นสภาพท่ีอาจใหค้ วาม
ยนิ ยอมได้ อีกฝ่ายหน่ึงร้องขอต่อศาลใหอ้ นุญาตแทนได”้
มาตรา 1478 น้ีคู่สมรสอาจร้องขอต่อศาลให้ส่ังอนุญาตให้ตนจดั การสินสมรสไปโดยลาพงั
ได้ ท้งั น้ีศาลจะคานึงประโยชน์สูงสุดแก่ครอบครัวดว้ ย ศาลจึงจะส่ังอนุญาตให้ คู่สมรสฝ่ ายที่ร้องขอ
มีอานาจจัดการสินสมรสดังกล่าวได้โดยลาพัง เช่น สามีท่ีจะเอาท่ีดินสินสมรสซ่ึงมีชื่อภริยา
ในโฉนดร่วมกันไปขายเพ่ือนาเงินมาใช้จ่ายเล้ียงดูให้การศึกษาบุตร แต่ภริยาไม่ยอมลงช่ือให้
ความยนิ ยอมโดยไมม่ ีเหตุผล สามีอาจร้องขอตอ่ ศาลใหม้ ีคาส่ังอนุญาตใหจ้ าหน่ายที่ดินได้
สาหรับกรณีที่คู่สมรสฝ่ ายที่ตอ้ งให้ความยินยอมไม่อยู่ในสภาพที่อาจให้ความยินยอมได้
เช่น ป่ วยเจบ็ อาการโคม่า หรือหายไปจากถ่ินท่ีอยเู่ ป็นเวลานานไมท่ ราบว่าอยทู่ ่ีไหน ดงั น้ี คู่สมรสอีก
ฝ่ายหน่ึงก็อาจร้องขอตอ่ ศาลใหส้ งั่ อนุญาตให้ตนจดั การสินสมรสไปโดยลาพงั ได้
มาตรา 1479 บญั ญตั ิวา่ “การใดที่สามีหรือภริยากระทา ซ่ึงตอ้ งรับความยินยอมร่วมกนั และ
ถา้ การน้ันมีกฎหมายบัญญัติให้ทาเป็ นหนังสือ หรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี ความ
ยนิ ยอมน้นั ตอ้ งทาเป็นหนงั สือ”
-138-
คาพิพากษาฎีกาที่ 3186/2538 ความยินยอมให้ทานิติกรรมไม่มีกฎหมายบงั คบั ว่าตอ้ งให้
ความยินยอมเฉพาะเรื่องเฉพาะราย จะให้ความยินยอมเป็ นการล่วงหนา้ และตลอดไปก็ได้ หนังสือ
ให้ความยินยอมมีขอ้ ความว่า จาเลยที่ 2 ยินยอมให้ จ. สามีทานิติกรรมในการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกิน
บญั ชี ค้าประกนั ฯลฯ หรือทานิติกรรมอื่นใดท่ีเกี่ยวขอ้ งไดโ้ ดยจาเลยที่ 2 มีเจตนาใหค้ วามยนิ ยอมใน
การกระทาน้ันตลอดไปย่อมแสดงให้เห็นว่า จาเลยที่ 2 มีเจตนาให้ความยินยอมในการที่จ.ทานิติ
กรรมท่ีระบุในหนงั สือใหค้ วามยนิ ยอม และนิติกรรมอ่ืนใดที่เกี่ยวขอ้ งกบั โจทก์ไดต้ ลอดไป ดงั น้ัน
สญั ญาค้าประกนั ท่ี จ. ทากบั โจทกเ์ พื่อค้าประกนั หน้ีของ ว.ท่ีมีต่อโจทกย์ อ่ มมีผลใชบ้ งั คบั โดยชอบ
คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 2850/2526 ผรู้ ้องกบั สามีจองซ้ือบา้ นและท่ีดินไว้ ตอ่ มา อ.สามีทิง้ ร้าง
ไปผรู้ ้องไม่อาจกูเ้ งินและจดทะเบียนจานองบา้ นและที่ดินที่จอง ไว้ จึงร้องขอใหศ้ าลมีคาสั่งอนุญาต
ให้ อ. จดั การขอกูเ้ งินพร้อมกบั จดทะเบียนจานองบา้ นและท่ีดินไวก้ ับบริษทั ค.และอนุญาตให้อ.
จดั การโอนสิทธิการจองบา้ นและที่ดินดงั กล่าวให้กบั บุคคลภายนอกต่อไป ดงั น้ี เป็ นการยื่นคาร้อง
ขอแทน อ.โดยที่อ. มิได้มอบอานาจให้ผูร้ ้องกระทาการแทน ผูร้ ้องจึงไม่มีอานาจโดยชอบด้วย
กฎหมายที่จะยน่ื คาร้องขอดงั กล่าวได้
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 794/2548 การท่ี อ. สามีโจทกจ์ ดทะเบียนขายฝากท่ีดินพิพาทอนั เป็น
สินสมรสให้แก่จาเลย เป็ นกรณีท่ี อ. จดั การสินสมรสซ่ึงโดยปกติตอ้ งได้รับความยินยอมเป็ น
หนงั สือจากโจทก์ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 เมื่อ อ. จดทะเบียนขายฝาก
ที่ดินพิพาทใหแ้ ก่จาเลยโดยมิไดร้ ับความยนิ ยอมเป็นหนงั สือจาก โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้
เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไดภ้ ายใน กาหนดเวลา 1 ปี นบั แตว่ นั ที่รู้เร่ืองการกระทา
ดงั กล่าวหรือภายใน 10 ปี นับแต่วนั จดทะเบียนขายฝาก เวน้ แต่ขณะท่ีทานิติกรรมน้ันจาเลยได้
กระทาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตาม มาตรา 1480
มาตรา 1480 บญั ญัติว่า “การจดั การสินสมรสซ่ึงตอ้ งจดั การร่วมกันหรือตอ้ งได้รับความ
ยนิ ยอมจากอีกฝ่ ายหน่ึงตามมาตรา 1476 ถา้ คู่สมรสฝ่ ายหน่ึงไดท้ านิติกรรมไปแตเ่ พียงฝ่ ายเดียวหรือ
โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึง คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอน
นิติกรรมน้ันได้ เวน้ แต่คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงไดใ้ ห้สัตยาบนั แก่นิติกรรมน้ันแลว้ หรือในขณะที่ทา
นิติกรรมน้นั บคุ คลภายนอกไดก้ ระทาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
การฟ้องใหศ้ าลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหน่ึงห้ามมิให้ฟ้องเม่ือพน้ หน่ึงปี นบั แต่วนั ที่ได้
รู้เหตุอนั เป็นมลู ใหเ้ พกิ ถอน หรือเม่ือพน้ สิบปี นบั แต่วนั ที่ไดท้ านิติกรรมน้นั ”
ถา้ คู่สมรสจดั การทรัพยส์ ินในนิติกรรมตามมาตรา 1476 ท้งั 8 ประการขา้ งตน้ ฝ่ายเดียวหรือ
มิไดร้ ับความยนิ ยอมน้นั ค่สู มรสอีกฝ่ายสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ เวน้ แต่จะใหส้ ัตยาบนั แลว้
ไม่สามารถเพิกถอนได้ หรือกรณีขณะทานิติกรรมบุคคลภายนอกไดก้ ระทาการไปโดยสุจริตและเสีย
-139-
ค่าตอบแทน ตามมาตรา 1480 วรรคหน่ึง และตอ้ งฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปี นบั แต่วนั ทีไดร้ ู้มลู เหตใุ ห้
เพกิ ถอน หรือภายใน 10 ปี นบั แต่วนั ทานิติกรรม (1480 วรรคสอง )
ตวั อย่าง สามีเอาที่ดินสินสมรสไปขายโดยภริยาไม่ไดใ้ ห้ความยนิ ยอม สญั ญาซ้ือขายน้นั ไม่
สมบูรณ์ ภริยาจะตอ้ งมาฟ้องศาลขอใหเ้ พิกถอนสัญญาซ้ือขายน้นั แต่ถา้ ไม่เพิกถอน สญั ญาน้นั ยงั คง
ใช้ได้ เพราะกฎหมายไม่ไดบ้ ญั ญตั ิว่าสัญญาน้นั เป็ นโมฆียะหรือเป็ นโมฆะ เพียงแต่ไม่สมบูรณ์ใน
ลกั ษณะที่อาจจะถกู ศาลเพกิ ถอนไดใ้ นภายหลงั เทา่ น้นั เอง
ข้อสังเกต
- ห้ามมิให้เพิกถอนนิติกรรมน้ันหากการเพิกถอนดงั กล่าวจะไปกระทบกระเทือนถึงสิทธิ
ของบคุ คลภายนอกผกู้ ระทาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
- การเพิกถอนจะตอ้ งเพิกถอนท้งั หมดมิใช่เพิกถอนเฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ไดใ้ ห้ความ
ยนิ ยอม
- สิทธิของสามีหรือภริยาในการเพกิ ถอนนิติกรรมน้ีไมใ่ ช่สิทธิเฉพาะตวั หากสามีหรือภริยา
ผูท้ รงสิทธิเพิกถอนถึงแก่ความตายสิทธิดังกล่าวตกเป็ นมรดก ทายาทจึงอาจฟ้องขอให้เพิกถอน
นิติกรรมน้นั ได้
- การเพิกถอนนิติกรรมตอ้ งฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนภายใน 1 ปี นบั แต่วนั ท่ีรู้ว่าไดม้ ีการทา
นิติกรรมอันเป็ นวนั ท่ีรู้เหตุที่เป็ นมูลเหตุให้เพิกถอนหรืออย่างช้าภายใน 10 ปี นับแต่วนั ที่ทา
นิติกรรมน้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6232/2552 จาเลยที่ 2 รู้จกั กบั โจทกต์ ้งั แต่เด็กและทราบว่าโจทก์และ
จาเลยที่ 1 สมรสกนั แลว้ มีทรัพยส์ ินเป็ นท่ีดินพิพาท โดยโจทก์และจาเลยที่ 1 พกั อาศยั อยู่ในที่ดิน
พิพาท จาเลยที่ 2 จึงทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจาเลยที่ 1 เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิเป็ น
สินสมรสของโจทกก์ บั จาเลยที่ 1 การท่ีจาเลยท้งั สองทานิติกรรมซ้ือขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนท่ีมี
ช่ือจาเลยท่ี 1 เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จาเลยท่ี 2 เสีย
ค่าตอบแทน แต่ก็เป็ นการกระทาโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดงั กล่าวได้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหน่ึง ซ่ึงตอ้ งเพิกถอนนิติกรรมท่ีผูกพนั
สินสมรสท้งั หมด มิใช่เฉพาะส่วนของคูส่ มรสท่ีไมย่ นิ ยอมเทา่ น้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1849/2551 จาเลยไม่ทราบว่าโจทก์จดทะเบียนสมรสกบั นางสาว พ.
จาเลยซ้ือท่ีดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซ่ึงเป็ นสินสมรสของโจทก์และนาง พ. จากนาง พ. โดย
เขา้ ใจวา่ นาง พ. เป็นหมา้ ย เน่ืองจากโจทกไ์ ปมีภริยาใหม่และไดท้ ิ้งร้างนาง พ. จาเลยทานิติกรรมกบั
นาง พ. โดยสุจริต โจทกจ์ ึงไม่มีอานาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจาเลยกบั นาง พ. ซ่ึงถึง
แก่ความตายในเวลาตอ่ มา
-140-
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรค
สอง เป็นกาหนดระยะเวลาใหใ้ ชส้ ิทธิเรียกร้อง ถา้ มิไดใ้ ชบ้ งั คบั ภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนด
สิทธิเรียกร้องน้นั เป็นอนั ขาดอายุความจึงเป็ นเรื่องอายุความฟ้องร้องตาม มาตรา 193/9 ปัญหาเรื่อง
อายุความไม่ใช่ปัญหาอนั เก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจาเลยท่ี 1 ถึงที่ 3 มิไดย้ ก
ปัญหาน้ีข้ึนเป็นขอ้ ต่อสูใ้ นคาใหก้ าร ส่วนจาเลยที่ 4 ขาดนดั ยนื่ คาใหก้ าร คดีจึงไม่มีประเดน็ เรื่องอายุ
ความมาต้งั แตศ่ าลช้นั ตน้ ศาลอุทธรณ์จะเอาอายคุ วามมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ตอ้ งหา้ มตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 193/29
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 794/2548 การที่ อ. สามีโจทกจ์ ดทะเบียนขายฝากท่ีดินพิพาทอนั เป็น
สินสมรสให้แก่จาเลย เป็ นกรณีท่ี อ. จัดการสินสมรสซ่ึงโดยปกติต้องได้รับความยินยอมเป็ น
หนังสือจากโจทก์ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 เมื่อ อ. จดทะเบียนขายฝาก
ที่ดินพิพาทใหแ้ ก่จาเลยโดยมิไดร้ ับความยนิ ยอมเป็นหนงั สือจาก โจทก์ โจทกย์ อ่ มมีสิทธิฟ้องขอให้
เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไดภ้ ายใน กาหนดเวลา 1 ปี นบั แต่วนั ที่รู้เร่ืองการกระทา
ดังกล่าวหรือภายใน 10 ปี นับแต่วนั จดทะเบียนขายฝาก เวน้ แต่ขณะที่ทานิติกรรมน้ันจาเลยได้
กระทาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตาม มาตรา 1480
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6977/2551 สามีลงชื่อเป็ นพยานในสัญญาขายที่ดินสินสมรสถือว่า
รู้เห็นยนิ ยอมและใหส้ ัตยาบนั เพิกถอนไม่ได้
การทาพนิ ยั กรรมในส่วนสินสมรส (มาตรา 1481)
มาตรา 1481 บญั ญตั ิวา่ “สามีหรือภริยาไม่มีอานาจทาพินยั กรรมยกสินสมรสท่ีเกินกวา่ ส่วน
ของตนใหแ้ ก่บุคคลใดได”้
มาตรา 1481 น้ีกาหนดหา้ มมิใหท้ าพินยั กรรมยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตนใหแ้ ก่บุคคล
อื่น ดงั น้นั แมค้ ู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงจะยนิ ยอมก็ไม่มีผล หากฝ่ าฝื นคู่สมรสอีกฝ่ ายย่อมฟ้องขอให้ศาล
พิพากษาแสดงวา่ พนิ ยั กรรมไม่มีผลผกู พนั สินสมรสที่เป็นส่วนของตนได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2540 ส. ผูท้ าพินัยกรรมฉบบั พิพาทลงลายมือช่ือไวต้ ่อหน้า
พยาน3 คน ซ่ึงพยานท้ังสามคนลงลายมือชื่อรับรองลายมือช่ือของส.ไวเ้ ป็ นการทาพินัยกรรม
ถูกตอ้ งตามแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 แล้ว แมจ้ ะไม่มีลายมือชื่อ
ผเู้ ขียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1671 แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1705 ก็มิไดก้ าหนดให้ตกเป็ นโมฆะ ฉะน้นั พินยั กรรมฉบบั พิพาทจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย
กรณีไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิว่า หากผูร้ ับประโยชน์อยู่ดว้ ยในขณะทาพินัยกรรมจะมีผลให้พินยั กรรม
น้นั ตกเป็นโมฆะ สินสมรสเป็นทรัพยท์ ี่ ส.มีอย่ขู ณะถึงแก่ความตาย ส. จึงมีอานาจยกสินสมรสส่วน
ของตนใหแ้ ก่บุคคลใดกไ็ ด้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1481
-141-
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1083/2540 แมค้ ู่สมรสยนิ ยอมให้ทาพินยั กรรมเกินส่วนสินสมรสก็
ใชไ้ ม่ได้
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3544/2542 ฟ้องเอาคืนทรัพยท์ ่ีคู่สมรสทาพินยั กรรมยกให้บุคคลอื่น
ไปโดยไม่มีสิทธิน้นั ไม่มีกาหนดเวลาการใชส้ ิทธ์ิ
ถา้ สามีหรือภริยาจดั การบา้ นเรือนหรือจดั หาสิ่งจาเป็ นสาหรับครอบครัวเป็ นที่เสียหายถึง
ขนาดอีกฝ่ายหน่ึงอาจร้องขอใหศ้ าลสงั่ หา้ มหรือจากดั อานาจน้ีเสียได้ (มาตรา 1482)
การจดั การบา้ นเรือนหรือจดั หาส่ิงจาเป็ นก็อย่างเช่น ซ่อมบ้าน ทาร้ัวบา้ น ไฟฟ้า ประปา
จดั หาเครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค เป็นตน้ ซ่ึงค่าใชจ้ ่ายดงั กลา่ วถือวา่ เป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามี
ภริยา ผกู พนั สินสมรสและสินส่วนตวั ของสามีและภริยาท้งั สองฝ่าย
การจัดการสินสมรสเสียหายถงึ ขนาด
ในกรณีที่สามีหรือภริยามีอานาจจดั การสินสมรสแต่ฝ่ ายเดียว ถา้ สามีหรือภริยาจะกระทา
หรือ กาลงั กระทาการอยา่ งใดอย่างหน่ึงในการจดั การสินสมรสอนั พึงเห็นไดว้ ่าจะเกิดความเสียหาย
ถึงขนาด อีกฝ่ายหน่ึง อาจร้องขอให้ศาลส่งั หา้ มมิใหก้ ระทาการน้นั ได้ (มาตรา 1483)
ตวั อย่าง ทาสัญญาก่อนสมรสให้สามีมีอานาจจดั การสินสมรสแต่เพียงฝ่ ายเดียว สามีจะทา
สญั ญาหรือกาลงั ทาสัญญาให้เช่าอสังหาริมทรัพยเ์ กิน 3 ปี แต่ฝ่ายเดียว ในราคาถูกกว่าปกติมาก หรือ
สามีเตรียมเอาที่ดินสินสมรสไปจานองธนาคารเพ่ือเอาเงินมาเล่นการพนนั เช่นน้ีภริยาไม่มีสิทธิหา้ ม
เพราะสามีมีอานาจกระทาได้ตามสัญญาก่อนสมรส แต่ภริยามีทางออกคือกฎหมายให้สิทธิร้อง
ขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้การทาการน้ันได้ แมส้ ามีจะยงั ไม่ไดล้ งมือกระทาการดงั น้นั ก็ตาม แมค้ วาม
เสียหายจะยงั มิได้เกิดข้ึนในขณะน้ันก็ตาม แต่อาจจะจะเกิดข้ึนได้ ภริยาก็มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่ง
หา้ มได้ แตก่ ารจดั การตามอานาจที่มีอยนู่ ้นั จะถกู หา้ มกระทาเฉพาะในสิ่งน้นั เทา่ น้นั
การขอให้แยกสินสมรสหรือขออนุญาตจดั การสินสมรสแต่เพยี งผ้เู ดียว (มาตรา 148413)
13 มาตรา 1484 บญั ญตั ิว่า “ถา้ สามีหรือภริยาฝ่ ายซ่ึงมีอานาจจดั การสินสมรส
(1) จดั การสินสมรสเป็นท่ีเสียหายถึงขนาด
(2) ไม่อุปการะเล้ียงดูอีกฝ่ ายหน่ึง
(3) มีหน้ีสินลน้ พน้ ตวั หรือทาหน้ีเกินก่ึงหน่ึงของสินสมรส
(4) ขดั ขวางการจดั การสินสมรสของอกี ฝ่ ายหน่ึงโดยไมม่ เี หตุผลอนั สมควร
(5) มีพฤติการณ์ปรากฏวา่ จะทาความหายนะให้แก่สินสมรส อกี ฝ่ ายหน่ึงอาจร้องขอให้ศาลสง่ั อนุญาตให้
ตนเป็นผจู้ ดั การสินสมรสแต่ผเู้ ดียวหรือสง่ั ใหแ้ ยกสินสมรสได้
ในกรณีตามวรรคหน่ึง ถา้ มีคาขอ ศาลอาจกาหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวเพ่ือจดั การสินสมรสไดต้ ามท่ี
เห็นสมควร และหากเป็นกรณีฉุกเฉินให้นาบทบญั ญตั ิเร่ืองคาขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณา
ความแพ่งมาใชบ้ งั คบั ”
-142-
สามีหรือภริยาต่างมีอานาจจดั การสินสมรสไดโ้ ดยลาพงั อยู่แลว้ เวน้ แต่ การจดั การท่ีสาคญั
รวม 5 ประการตามมาตรา 1476 ที่ตอ้ งจดั การร่วมกนั ท้งั สองคน หากสามีหรือภริยาจดั การสินสมรส
ไปในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทาหน้ีสินลน้ พน้ ตวั แลว้ มาตรา 1484 ไดบ้ ญั ญตั ิทางแกไ้ วว้ ่า
คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงอาจร้องขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ตนเป็ นผูจ้ ดั การสินสมรสแต่ผูเ้ ดียว หรือ
ร้องขอใหแ้ ยกสินสมรสกไ็ ด้
นอกจากน้ี ศาลยงั มีอานาจที่จะกาหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวเพื่อจดั การสินสมรสตามที่
เห็นสมควรก็ได้ เหตทุ ี่คสู่ มรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงจะมาร้องขอต่อศาลมี 5 ประการ คือ
1. สามีหรือภริยาน้ันจดั การสินสมรสเป็ นที่เสียหายถึงขนาด เช่น สินสมรสเป็ นตึกแถวท่ี
อาจใหค้ นเช่าทาเป็นร้านคา้ ไดค้ ่าเช่าเดือนละเป็นหมื่นๆ บาท กลบั ทุบทิ้งไป ทาใหข้ าดรายได้ บา้ นที่
สามีภริยาอยมู่ ี 2 ห้องนอน 2 หอ้ งน้า แต่กลบั ส่ังแอร์มาติด 10 เครื่อง เช่นน้ีทาให้ตอ้ งจ่ายค่าแอร์เป็น
จานวนมากถือวา่ เป็นการจดั การสินสมรสเป็นท่ีเสียหายถึงขนาด
2. ไมอ่ ุปการะเล้ียงดูคู่สมรสฝ่ ายท่ีมาร้องขอตอ่ ศาล แตท่ ้งั น้ีไม่รวมถึงการไม่อุปการะเล้ียงดู
บุตร เช่น สามีไม่อปุ การะเล้ียงดูภริยาเลย
3. มีหน้ีสินล้นพ้นตัว คือมีหน้ีสินมากกว่าทรัพย์สินท่ีตนมีอยู่ หรือไปทาหน้ีเกินกว่า
คร่ึงหน่ึงของสินสมรสท่ีมีอยู่ ท้งั น้ีแมห้ น้ีสินท่ีเกิดข้ึนเป็ นเพราะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี มิใช่
เนื่องจากความผิดพลาดในการจดั การสินสมรสของสามีหรือภริยาก็ตาม
4. ขดั ขวางการจดั การสินสมรสของอีกฝ่ ายหน่ึงโดยไม่มีเหตุสมควร เช่น บ้าน สินสมรส
ชารุดทรุดโทรมมาก คสู่ มรสอีกฝ่ายหน่ึงจะจา้ งช่างมาซ่อมแซมกข็ ดั ขวาง หรือ
5. มีพฤติการณ์ปรากฏวา่ จะทาความหายนะใหแ้ ก่สินสมรส เช่น สามีเอาเงินท่ีเป็นสินสมรส
ไปใชจ้ ่ายฟ่ ุมเฟื อย หรือชอบไปบ่อนคาสิโน่เลน่ การพนนั เป็นประจา เป็นตน้
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3392/2548 จาเลยเป็ นฝ่ ายจดั การสินสมรส แต่จาเลยมอบอานาจให้
สหกรณ์ออมทรัพยร์ ับเงินค่าตอบแทนพิเศษ เงินชดเชย เงินโบนัส และเงินไดอ้ ่ืนๆ ที่จาเลยมีสิทธิ
ไดร้ ับจากการไฟฟ้านครหลวง รวมท้งั เงินค่าหุ้นของจาเลยในสหกรณ์ออมทรัพยช์ าระหน้ีจานอง
โดยโจทก์มิไดร้ ู้เห็นหรือให้สัตยาบนั ในหน้ีจานองส่วนน้ี และสหกรณ์ออมทรัพยไ์ ดร้ ับเงินค่าหุ้น
ของจาเลย 186,000 บาท และรับเงินจากการไฟฟ้านครหลวง 300,000 บาท รวมเป็ นเงิน 486,000
บาท นามาชาระหน้ีจานองของจาเลยบางส่วนแล้ว จาเลยยงั ได้รับเงิน 564,825 บาท ไปจากการ
ไฟฟ้านครหลวงอีกดว้ ย ซ่ึงเงินจานวนหลงั น้ีจาเลยไดน้ าไปใชเ้ พ่อื ประโยชนข์ องจาเลยฝ่ ายเดียวโดย
โจทกแ์ ละบุตรมิไดร้ ับการช่วยเหลือเล้ียงดูจากจาเลย คงเหลือเงินสินสมรสอยู่เพียง 1,221,340 บาท
ถือได้ว่าเป็ นการจดั การสินสมรสเป็ นที่เสียหายถึงขนาด และทาความเสียหายให้แก่สินสมรส
-143-
รวมท้ังไม่นาเงินสินสมรสน้ันมาอุปการะเล้ียงดูโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีเหตุสมควรร้องขอให้แยก
สินสมรสไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) (2) (5)
คู่สมรสมีทางเลือกอยู่ 2 ประการ คือ
1. ร้องขอใหศ้ าลมีคาสง่ั อนุญาตใหผ้ รู้ ้องมีอานาจจดั การสินสมรสแต่เพียงผเู้ ดียว
2. ร้องขอใหศ้ าลสง่ั แยกสินสมรส
ในระหวา่ งที่ศาลกาลงั ดาเนินกระบวนพิจารณาในการร้องขอดงั กล่าวอยู่ คู่สมรสฝ่ ายใดฝ่าย
หน่ึงอาจร้องขอใหศ้ าลกาหนดวิธีการคมุ้ ครองชว่ั คราวก็ได้
ในกรณีท่ีศาลมีคาส่ังใหแ้ ยกสินสมรสแลว้ สินสมรสส่วนที่แยกออกตกเป็นสินส่วนตวั ของ
ใครคนน้นั ก็มีกรรมสิทธ์ิและมีอานาจจดั การหรือจาหน่ายจ่ายโอนไดต้ ามลาพงั บรรดาทรัพยส์ ินท่ีคู่
สมรสฝ่ ายใดไดม้ าในภายหลงั จากที่ศาลไดม้ ีคาสั่งให้แยกสินสมรสแลว้ ไม่ให้ถือว่าเป็ นสินสมรส
แต่ให้ถือเป็ นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายน้ัน และดอกผลของสินส่วนตวั ท่ีไดม้ าหลงั จากที่ไดแ้ ยก
สินสมรสแลว้ ใหเ้ ป็นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ายที่เป็ นเจา้ ของสินส่วนตวั น้นั ดว้ ย ท้งั น้ี ตามท่ีบญั ญตั ิ
ไวใ้ นมาตรา 1492
อย่างไรก็ดี ในกรณีท่ีศาลไดม้ ีคาสั่งห้ามหรือจากดั อานาจในการจดั การสินสมรสของสามี
หรือภริยา ตามมาตรา 1482 มาตรา 1483 หรือมาตรา 1484 ถา้ ต่อมาเหตุแห่งการน้นั หรือพฤติการณ์
ไดเ้ ปลี่ยนแปลงไป สามี หรือภริยาอาจร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคาสั่งที่ห้ามหรือ
จากดั อานาจจดั การสินสมรสน้ันได้ ในการน้ี ศาลจะมีคาสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ (มาตรา
1484/1)
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 5690/2552 โจทกย์ ินยอมให้จาเลยจดั การสินสมรสเพียงผเู้ ดียวตลอด
มา จนกระทง่ั ปี 2543 โจทก์เพ่ิงทราบวา่ จาเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จาเลยแบ่งสินสมรสให้
โจทกแ์ ละศาลฎีกาเห็นพอ้ งดว้ ยกบั ศาลช้นั ตน้ ท่ีวินิจฉยั วา่ การท่ีจาเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่งถือว่าจาเลย
จดั การสินสมรสเป็ นที่เสียหายถึงขนาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1)
โจทกย์ อ่ มมีสิทธิฟ้องขอใหศ้ าลสั่งแยกสินสมรสไดต้ ามมาตรา 1484 วรรคสอง และมาตรา 1492
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 1645/2548 โจทกม์ าฟ้องจาเลยคดีน้ีเพ่ือขอเป็ นผจู้ ดั การสินสมรสแต่
ฝ่ายเดียว โดยมีเหตจุ าเลยปลอมลายมือช่ือโจทกใ์ นการจดั การเกี่ยวกบั ท่ีดินสินสมรส ชอบที่โจทกจ์ ะ
ขอเป็นผจู้ ดั การสินสมรสฝ่ายเดียวและจดั การแยกสินสมรส
การแยกสินสมรส
ในระหว่างท่ียงั เป็นสามีภริยากนั น้นั อาจมีการแยกสินสมรสระหว่างสามีภริยาท้งั หมดออก
จากกนั ได้ โดยมาตรา 1492 กาหนดใหม้ ีการแยกสินสมรสได้ 3 กรณีคอื
-144-
1. สามีหรือภริยาถกู ศาลมีคาส่ังให้แยกสินสมรสเมื่อมีการจดั การสินสมรสเป็นท่ีเสียหายถึง
ขนาดหรือจะทาความเสียหายใหแ้ ก่สินสมรสตามมาตรา 1484 วรรคสอง
2. สามีหรือภริยาตอ้ งคาพพิ ากษาใหเ้ ป็นคนลม้ ละลายตามมาตรา 1491
3. ศาลมีคาสั่งให้แยกสินสมรสในกรณีที่สามีหรือภริยาเป็ นคนไร้ความสามารถ และมีการ
ต้งั บิดา มารดา หรือบุคคลภายนอกเป็นผอู้ นุบาลตามมาตรา 1598/17 วรรคสอง
นอกจาก 3 กรณีดงั กล่าวขา้ งตน้ สามีและภริยาอาจตกลงกนั เองแยกสินสมรสส่ิงใดส่ิงหน่ึง
โดยเฉพาะ ใหเ้ ป็นสินส่วนตวั ของคสู่ มรสแต่ละฝ่ายกไ็ ด้
คาพิพากษาฎีกาท่ี 79/2529 โจทกแ์ ละจาเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากนั ต่างประสงคจ์ ะแบ่งท่ีดิน
สินสมรสซ่ึงถือกรรมสิทธ์ิร่วมกนั อยู่ออกเป็นสัดส่วนไดม้ ีการออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์
ของท่ีดินดังกล่าวส่วนใหญ่ในช่ือของโจทก์ผูเ้ ดียวแล้วขายไปโดยจาเลยที่ 1 รู้เห็นด้วย ต่อมา
จาเลยที่ 1 ไดร้ ับหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ในท่ีดินส่วนท่ีเหลือคือท่ีพิพาทในชื่อของจาเลยท่ี 1
ผูเ้ ดียวเช่นน้ีถือไดว้ ่าโจทกก์ บั จาเลยท่ี 1 ไดต้ กลงแบ่งที่ดินท้งั แปลงดงั กล่าวออกเป็ นของแต่ละฝ่ าย
แลว้ ท่ีพิพาทจึงหมดสภาพจากการเป็ นสินสมรสตกเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลยที่ 1 จาเลยท่ี 1 ย่อมมี
อานาจขายที่พิพาทโดยไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากโจทก์เมื่อจาเลยท่ี1ขายท่ีพพิ าทใหแ้ ก่จาเลยที่ 3
โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ท่ีพิพาทและการจดทะเบียน
ซ้ือขายระหวา่ งจาเลยที่ 1 กบั จาเลยที่ 3.
5.5 การจดั การทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากรณีแยกกันอยู่
ในการแยกกนั อยขู่ องสามีภริยาโดยปกติแลว้ สามารถกนั อยไู่ ด้ 2 กรณีคือ
(1) สามีภริยาทาขอ้ ตกลงแยกกนั อยู่ตา่ งหาก14
ก. การที่สามีภรรยาแยกกันอยู่เป็ นการชั่วคราว อันเป็ นการทดลองแยกกันอยู่ (Trial
Separation) สาหรับระยะเวลา ช่วงหน่ึง เพื่อตดั สินใจดูวา่ ท้งั คู่ตอ้ งการแยกกนั อยู่อย่างถาวรหรือไม่
ถึงแมว้ า่ คูส่ ามีภรรยา จะมิไดก้ ลบั มาอยรู่ ่วมกนั อีก ทรัพยส์ ินและหน้ีสิ ที่เกิดข้ึนภายในช่วงระยะเวลา
ที่ทดลองแยกกนั อยนู่ ้ี ก็ยงั ถือวา่ เป็นทรัพยส์ ินร่วมของสามีภริยา
ข. การท่ีสามีภริยาพกั อาศยั ต่างท่ีกนั (Living Apart) เป็ นการท่ีสามีภรรยาแยกกนั อยู่คนละ
บา้ นน้นั ในกฎหมายของบางมลรัฐในสหรัฐอเมริกากาหนดวา่ ถา้ ท้งั คู่มิไดม้ ีเจตจานงคท์ ี่จะกลบั มา
อาศยั อยู่ร่วมกันอีกน้ันมีผล กระทบต่อสิทธิทางทรัพยส์ ิน น่ันคือทรัพยส์ ิน และหน้ีสินที่เกิดข้ึน
14 จรินทร ทานชั ฌาสยั . (30 ตลุ าคม 2558). การแยกกนั อยู่ (Separation) สืบคน้ เมื่อ 1 กนั ยายน 2562 จาก
http://live.siammedia.org/index.php/article/immigration/1104?fbclid=IwAR21k0ePVBJuT66WIwwR93y
Ddej2Ngk6D0MJxI-CHvDpLua-FjJdm7qY4oo
-145-
ในช่วงระยะเวลา ท่ีท้งั คู่แยกกนั อยู่คนละบา้ น จนถึงวนั ที่หย่าขาดจากกนั น้ัน ถือว่าเป็ นทรัพยส์ ิน
หรือหน้ีสินส่วนตวั (Separate property of debts) ของบุคคล ส่วนกฎหมายไทยเม่ือสามีภริยายงั มี
สถานะเป็นคสู่ มรส ทรัพยส์ ินและหน้ีสินก็ยงั ถือวา่ เป็นทรัพยส์ ินร่วมของสามีภริยา
ค. การที่สามีภริยาการแยกกนั อยู่อย่างถาวร (Permanent Separation) ถา้ สามีภรรยาแยกกนั
อยู่อย่างถาวร ดงั น้นั ทรัพยส์ ินท่ีไดม้ า และหน้ีสินท่ีเกิดข้ึนหลงั จากวนั ที่ท้งั คู่แยกกนั อยอู่ ย่างถาวร
น้นั จดั เป็นทรัพยส์ ินหรือหน้ีสินของสามีภริยาอยู่
(2) ศาลมีคาสั่งอนุญาตให้แยกกันอยู่ต่างหากเป็ นการชัว่ คราว กล่าวคือ การแยกกันตาม
กฎหมาย (Legal Separation) อนั เป็ นไปตามบทบญั ญตั ิมาตรา 1462 กล่าวคือ เม่ือมีการร้องขอต่อ
ศาลขอแยกกนั อยตู่ ามเหตุตามกฎหมายแลว้ ศาลจะมีคาส่งั อนุญาตให้แยกกนั อยู่ต่างหากได้ ในกรณี
เช่นน้ี ศาลจะกาหนดจานวนค่าอุปการะเล้ียงดูให้ฝ่ ายหน่ึงจ่ายให้แก่อีกฝ่ ายหน่ึงตามควรแก่
พฤติการณ์ก็ได้ แต่ท้งั น้ีศาล ยงั มิไดต้ ดั สินใหม้ ีการหยา่ ขาดจากกนั
อย่างไรก็ตาม การจดั การทรัพยส์ ินระหว่างสามีภริยากรณีแยกกนั อยู่น้ัน ในการร้องขอต่อ
ศาลใหศ้ าลมีคาส่ังแยกกนั อยู่ชวั่ คราว ผลท่ีเกิดข้ึนคือจะทาให้การติดต่อหรือตกลงใหค้ วามยินยอม
ใดๆ ในฐานะคู่สมรสทาได้ยากข้ึนดังน้ันหากมีพฤติการณ์ว่าคู่สมรสฝ่ ายใดจะทาให้เกิดความ
เสียหายแก่ทรัพยส์ ินสมรสท้งั ที่มีอยู่แลว้ หรือท่ีจะไดม้ าในอนาคตท่ียงั จดทะเบียนสมรสด้วยกัน
เพื่อใหก้ ารจดั การสินสมรสไม่เกิดปัญหาในวนั ขา้ งหนา้ ในระหว่างแยกกนั อยู่ชวั่ คราวจึงขอให้ศาล
สัง่ ให้แตล่ ะฝ่ายมีอานาจจดั การสินสมรสในส่วนของตนไดต้ ามลาพงั ไปดว้ ย ซ่ึงจะมีข้นั ตอนในการ
ร้องขอใหแ้ ยกสินสมรสหรือจดั การสินสมรสตามลาพงั ระหวา่ งการแยกกนั อยชู่ ว่ั คราว และควรร้อง
ขอเรื่องอ่ืนรวมเขา้ มาดว้ ย เช่น ขอให้กาหนดค่าอุปการะเล้ียงดูแลว้ ขอใหม้ ีคาส่ังในเรื่องผแู้ ทนโดย
ชอบธรรมที่มีอานาจปกครองบุตร รวมท้งั การร้องขอให้มีอานาจจดั การสินสมรสไดฝ้ ่ ายเดียวดว้ ย
นอกจากน้ี คาสั่งศาลที่ให้แยกกนั อยู่ไม่ไดท้ าให้การสมรสขาดกนั จึงไม่อาจจะมีความสัมพนั ธ์กบั
คนใหม่ในระหว่างแยกกนั อยู่ได้ เพราะการสิ้นสุดของการสมรสจะตอ้ งเป็ นเรื่องของการตาย การ
หยา่ หรือคาพิพากษาของศาลใหห้ ย่า ส่วนการสิ้นสุดของการแยกกนั อยชู่ ว่ั คราวทาไดโ้ ดยตกลงที่จะ
ยกเลิกการที่จะแยกกนั อยู่ หรือมีการหยา่ ภายหลงั หรือตาย15
15 สุกญั ญา รัตนนาคนิ ทร์.สามีภริยาแยกกนั อยชู่ ว่ั คราว. สืบคน้ เมื่อ 1 กนั ยายน 2562
https://www.rsu.ac.th › download › Husband-and-wife-separated-temporarily
-146-
5.6 หนสี้ ินของสามภี ริยา
มาตรา 1488 บญั ญตั ิว่า “ถา้ สามีหรือภริยาตอ้ งรับผิดเป็ นส่วนตวั เพื่อชาระหน้ีท่ีก่อไวก้ ่อน
หรือระหว่างสมรสให้ชาระหน้ีน้ันด้วยสินส่วนตัวของฝ่ ายน้ันก่อน เม่ือไม่พอจึงให้ชาระด้วย
สินสมรสท่ีเป็นส่วนของฝ่ายน้นั ”
หนสี้ ินระหว่างสามภี ริยา
หน้ีสินของสามีภริยาแบง่ ออกเป็น 2 กรณี คือ
1.หน้ีที่มีมาก่อนสมรส ก็คงเป็นหนา้ ที่ฝ่ ายน้นั จะตอ้ งรับผิดเป็นส่วนตวั แต่ผเู้ ดียว แมจ้ ะเป็น
หน้ีที่สามีภริยาเป็ นหน้ีระหวา่ งกนั เองมาก่อนสมรสก็ตาม ก็ยงั คงเป็ นลูกหน้ีเจา้ หน้ีกนั อยู่16 แมห้ น้ี
น้นั จะมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ ครอบครัวหรือสามีภริยาใชร้ ่วมกนั ก็ตาม
2. หน้ีที่ก่อข้ึนในระหว่างสมรส อาจจะเป็ นหน้ีส่วนตวั ของสามีหรือภริยาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
หรือเป็นหน้ีร่วม ที่สามีภริยา เป็นลูกหน้ีร่วมกนั หน้ีท่ีก่อข้นึ ในระหว่างสมรสอาจจะเป็นหน้ีส่วนตวั
ของสามีหรือภริยาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง หรือเป็ นหน้ีร่วมที่สามีภริยาเป็ นลูกหน้ีกนั ก็ไดแ้ ลว้ แต่กรณี ซ่ึง
โดยหลกั แลว้ คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผูก้ ่อหน้ีข้ึน หน้ีท่ีก่อข้ึนก็เป็นหน้ีส่วนตวั ของฝ่ ายน้นั กรณีสามีหรือ
ภริยาไดก้ ่อหน้ีน้ันโดยมีวตั ถุประสงคเ์ ป็ นเร่ืองส่วนตวั เช่น กูย้ ืมเงินมาเล่นการพนนั หรือเอาเงินไป
เท่ียวคนเดียว หรือเอาไปใหญ้ าติของตน เป็นตน้
หนรี้ ่วมระหว่างสามีภริยา
มาตรา 1489 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ สามีภริยาเป็ นลูกหน้ีร่วมกนั ให้ชาระหน้ีน้นั จากสินสมรสและ
สินส่วนตวั ของท้งั สองฝ่าย”
มาตรา 1490 บญั ญตั ิว่า “หน้ีท่ีสามีภริยาเป็นลูกหน้ีร่วมกนั น้นั ให้รวมถึงหน้ีท่ีสามีหรือภริยา
ก่อใหเ้ กิดข้ึน ในระหวา่ งสมรสดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) หน้ีเก่ียวแก่การจดั การบา้ นเรือนหรือจดั หาส่ิงจาเป็นสาหรับครอบครัว การอปุ การะเล้ียง
ดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อตั ภาพ
(2) หน้ีที่เก่ียวขอ้ งกบั สินสมรส
(3) หน้ีท่ีเกิดข้นึ เนื่องจากการงานซ่ึงสามีภริยาทาดว้ ยกนั
(4) หน้ีท่ีสามีหรือภริยาก่อข้นึ เพ่อื ประโยชนต์ นฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหน่ึงไดใ้ หส้ ัตยาบนั ”
โดยหลกั แลว้ คู่สมรสฝ่ ายใด เป็นผกู้ ่อใหเ้ กิดหน้ีข้ึน ก็ถือเป็นหน้ีส่วนตวั ของฝ่ ายน้นั ซ่ึงหน้ี
ที่เกิดข้นึ ระหวา่ งสมรสแตก่ ฎหมายมาตรา 1490 กาหนดใหเ้ ป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยา
หนี้ร่วม หมายถึง หน้ีท่ีคู่สมรสไดก้ ่อให้เกิดข้ึนในขณะที่เป็ นคู่สมรสและคู่สมรสจะตอ้ ง
รับผิดชอบร่วมกนั ซ่ึงอาจจะเป็นหน้ีท่ีสามีภริยาก่อข้ึนมาร่วมกนั หรือสามีหรือภริยาฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
16คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 2618/2524
-147-
ก่อนแลว้ ตอ้ งรับผิดชอบร่วมกันได้ และให้หมายความรวมถึงหน้ีท่ีชายหญิงก่อข้ึนดว้ ยกันก่อน
สมรสดว้ ย
หนรี้ ่วมระหว่างสามีภริยา อยู่ 4 กรณี คือ
(1) หนี้เกย่ี วแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจาเป็ นสาหรับครอบครัว การอุปการะเลยี้ ง
ดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบตุ รตามสมควรแก่อตั ภาพ
“การจดั การบา้ นเรือน” หมายถึง การดูแลรักษาบา้ นเรือนให้อยใู่ นสภาพดี ครอบครัวอยดู่ ีมี
สุข เช่น การซ่อมแซมบา้ น การทาความสะอาด จา้ งคนใช้ จดั หาไฟฟ้าและน้าประปา เป็นตน้
“การจดั หาส่ิงจาเป็ นสาหรับครอบครัว” หมายถึง การจดั หาทรัพยส์ ิ่งของทุกอย่างที่เป็ น
ปัจจยั 4 อนั มีส่วนสาคญั ทาให้ครอบครัวดารงอยไู่ ดด้ ว้ ยความสุข เช่น จดั หาอาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ยา
รักษาโรค ยานพาหนะ ฯลฯ
“การอุปการะเล้ียงดู” หมายถึง การจดั หาเครื่องอุปโภคบริโภคเล้ียงดูกนั ในครอบครัว และ
ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเพียงฝ่ ายเดียวไดม้ าลงทุนประกอบกิจการเพื่อหารายไดม้ าอุปการะเล้ียงดูครอบครัว
ดว้ ย เช่น สามีกูเ้ งินมาลงทุนทาการประมงหาเล้ียงครอบครัว ยอ่ มเป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยา สามี
กูเ้ งินมาลงทุนซ้ือรถยนต์มารับจา้ งขนส่งผโู้ ดยสารซ่ึงเป็ นอาชีพหลกั ของครอบครัวนารายไดม้ าใช้
จ่ายในครอบครัวก็ยอมเป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยาดว้ ย
“การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว” หมายถึง การจดั บริการทางการแพทยส์ าหรับ
ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็ นการเจ็บป่ วยทางกาย ทางจิตใจ บุคคลในครอบครัวน้ีมิได้หมายความแต่
เฉพาะสามี บุตร บิดา มารดา เทา่ น้นั แต่ยงั หมายความรวมถึงบุคคลท่ีอย่ใู นความอุปการะเล้ียงดูของ
สามีภริยาคู่น้นั เช่น คนรับใชแ้ ละญาติพีน่ อ้ งท่ีมาอยใู่ นความอปุ การะเล้ียงดูดว้ ย
“การศึกษาของบตุ ร” หมายถึง การศึกษาท้งั ทางวิชาการและวิชาชีพ เช่น บิดาไปกูเ้ งินเขามา
ส่งบุตรเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลยั ถือว่าเป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยา แต่การศึกษาน้ีจากดั แต่
เฉพาะการศึกษาของบุตรเท่าน้นั หากเป็นการศึกษาของคู่สมรสเองแลว้ จะถือว่าเป็นหน้ีส่วนตวั ของ
คสู่ มรสฝ่ายน้นั
หน้ีในการจดั การบ้านเรือน จดั หาส่ิงจาเป็ นสาหรับครอบครัว การอุปการะเล้ียงดูการ
รักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร เหล่าน้ีจะตอ้ งมีจานวนพอสมควรแก่อตั ภาพของครอบครัว ซ่ึง
จะเป็ นหน้ีร่วมระหว่างสามีภรรยา หากเป็ นจานวนเกินสมควรแก่อตั ภาพของครอบครัวแลว้ ส่วนท่ี
เกินยอ่ มไม่ถือวา่ เป็นหน้ีร่วม
ค่ารักษาพยาบาล ถือเป็ นหน้ีร่วมตามมาตรา 1490 (1) สามีตอ้ งร่วมรับผิดกบั ภริยาในเงินที่
ภริยาขอใหโ้ จทก์ ออกเงินทดรองค่ารักษาพยาบาลภริยาไปก่อน (ฎีกาท่ี 3289/2522) แต่การท่ีสามีไป
ค้าประกนั บตุ รเขา้ ทางานถือเป็นหน้ีส่วนตวั (ฎีกาท่ี 2415/2531)
-148-
คาพิพากษาฎีกาที่ 2734/2545 จาเลยท่ี 1 นาเงินที่กูไ้ ปใช้ในการซ่อมแซมบา้ นป้า เพราะป้า
ดูแลจาเลยที่ 1 มาต้งั แต่เลก็ รวมท้งั ดูแลบุตรของจาเลยท่ี 1 ดว้ ย การนาเงินกูไ้ ปซ่อมแซมบา้ นของป้า
ก็เพ่ือประโยชน์และความผาสุกของบุตรท้งั 3 ของจาเลยท้งั สอง จึงถือเป็ นหน้ีเก่ียวกบั การจดั การ
บา้ นเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1490 (1) ถือเป็นหน้ีร่วมท่ีจาเลยที่ 2 ซ่ึงเป็น
สามีตอ้ งรับผิดชอบดว้ ย
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 17261/2555 หน้ีร่วมของสามีภริยาตามมาตรา 1490 (1)-(4) ตอ้ งเป็นหน้ีท่ี
เก่ียวกบั นิติกรรมสัญญาท่ีกระทาข้ึนร่วมกนั เท่าน้ัน ไม่รวมถึงหน้ีที่เกิดจากการทาละเมิดหรือการ
กระทาอนั มิชอบดว้ ยกฎหมาย แมข้ อ้ เท็จจริงฟังไดว้ า่ ผูต้ ายเก็บเงินจากสมาชิกผกู้ ูเ้ ป็ นรายเดือน แลว้
นาส่งเขา้ บญั ชีเงินฝากของโจทก์ไม่ครบถว้ นตามฟ้อง อนั มีลกั ษณะเป็ นการยกั ยอก ซ่ึงเป็ นการทา
ละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องเรียกร้องเอาเงินส่วนน้ันคืน จากทรัพยม์ รดกของผูต้ ายหรือ
ทายาทของผูร้ ับมรดกของผูต้ ายโดยตรง ดงั น้ันการที่ผูต้ ายนาเงินที่ยกั ยอกมาใช้จ่ายในครอบครัว
จดั การบ้านเรือน จดั หาส่ิงจาเป็ นสาหรับครอบครัว อุปการะเล้ียงดูและรักษาพยาบาลบุคคลใน
ครอบครัว จึงไม่ถือวา่ เป็นหน้ีร่วม
(2) หนที้ ่ีเกย่ี วข้องกบั สินสมรส
หน้ีที่เกี่ยวขอ้ งกบั สินสมรส หมายถึง หน้ีท่ีเกี่ยวกบั ตวั ทรัพยส์ ิน อนั เป็นสินสมรสโดยตรง
เช่นสินสมรสเป็ นที่ดิน และเสียค่าใช้จ่ายในการถมท่ีดินบารุงรักษาโดยการปรับสภาพที่ดิน
สินสมรสใหด้ ีข้ึน เป็นตน้
แต่ถ้าสามีขับรถยนต์สินสมรสโดยประมาท ไปชนคนเดินถนนบาดเจ็บ ต้องชดใช้
ค่าเสียหายให้ผูบ้ าดเจ็บเป็ นเงิน 20,000 บาท หน้ีจานวนน้ี ไม่ใช่หน้ีที่เกี่ยวขอ้ งกบั สินสมรส เพราะ
เป็ นหน้ีท่ีเกิดจากการทาละเมิด ไม่ใช่หน้ีที่เกี่ยวกบั นิติกรรมสัญญา นอกจากน้ี หน้ีค่าใชจ้ ่ายในการ
ฟ้องคดี เพอ่ื เรียกคืนสินสมรสจากบคุ คลภายนอก ก็ถือเป็นหน้ีที่เก่ียวขอ้ งกบั สินสมรส
สามีเป็นนายวงแชร์ (เทา้ แชร์) แลว้ นาเงินท่ีไดจ้ ากการเล่นแชร์ ไปต่อเติมบา้ นสินสมรส ซ่ึง
สามีภริยาอยู่ดว้ ยกนั ในบา้ นหลงั น้ี ถือเป็ นหน้ีอนั เกี่ยวกบั การเล่นแชร์ของสามีและเป็ นหน้ีร่วมซ่ึง
เก่ียวขอ้ งกบั สินสมรส เจา้ หน้ีมีสิทธินายึดเรือนเพอ่ื ชาระหน้ีเต็มจานวนได้ ภริยาไมม่ ีสิทธิร้องขอกนั
ส่วน (ฎีกาท่ี 1013/2519) หรือจาเลยกูเ้ งินโจทก์ไปไถ่จานองที่ดินและบา้ นอนั เป็นสินสมรส ถือเป็ น
หน้ีที่เกี่ยวขอ้ งกบั สินสมรส สามีภริยาเป็นลูกหน้ีร่วมกนั ตามมาตรา 1490 (2) (ฎีกาท่ี 3141/2532)
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 5274/2556 จาเลยเบิกเงินเกินบญั ชีจากโจทกเ์ พ่ือนาเงินไปชาระคา่ ซ้ือ
ที่ดิน ซ่ึงเป็นสินสมรส หน้ีระหว่างโจทกก์ บั จาเลยตามสญั ญาเบิกเงินเกินบญั ชี จึงเป็นหน้ีท่ีจาเลยก่อ
ข้ึนในระหวา่ งสมรสและเกี่ยวขอ้ งกบั สินสมรส สามีภริยา จึงเป็นลูกหน้ีร่วมกนั ตามมาตรา 1490 (2)
ดงั น้ัน จาเลยและผรู้ ้องจึงเป็ นลูกหน้ีร่วมกนั ตอ้ งร่วมกนั รับผิดชาระหน้ีให้โจทก์ แมผ้ ูร้ ้อง มิไดล้ ง
-149-
ลายมือชื่อให้ความยนิ ยอมในการทานิติกรรมการเบิกเงินเกินบญั ชีและการจดทะเบียนจานองที่ดิน
สินสมรส ก็ไมม่ ีผลใหผ้ รู้ ้องพน้ ความผกู พนั จากการเป็นลูกหน้ีร่วมกบั จาเลย
(3) หนที้ เี่ กดิ ขึน้ เน่ืองจากการงานซึ่งสามีภรรยาทาด้วยกนั
หน้ีท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจากการงานซ่ึงสามีภริยาทาดว้ ยกนั ถือเป็ นหน้ีร่วมท้งั สิ้น เช่น สามีภริยา
ต้งั ร้านขายของ ภริยาเป็นคนขายของหนา้ ร้าน สามีเป็นคนทาบญั ชี การท่ีสามีไปซ้ือสินคา้ มาใส่ร้าน
โดยซ้ือเชื่อมา หน้ีค่าซ้ือสินคา้ ถือเป็นหน้ีร่วม
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 912/2514 สามีภริยาร่วมกนั จดั สรรท่ีดิน ทาการคา้ แม่สามีเป็ นผูล้ ง
ลายมือชื่อในสัญญาจะขายท่ีดินจดั สรรคนเดียว ภรรยาก็ตอ้ งรับผิดตามสญั ญาท่ีสามีลงลายมือช่ือไว้
คนเดียวน้นั ดว้ ย
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1852/2535 สามีเบิกเงินเกินบญั ชีธนาคารมาทาการคา้ ร่วมภริยาเป็ น
หน้ีร่วม
(4) หนที้ ส่ี ามีหรือภริยาของขนึ้ เพื่อประโยชน์ตนฝ่ ายเดียว แต่อกี ฝ่ ายหนงึ่ ไม่ได้สัตยาบัน
หน้ีท่ีสามีหรือภริยาก่อข้ึน เพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ ายหน่ึงใหส้ ัตยาบนั หน้ีเช่นว่า
น้ีก็จะกลายเป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยา ส่วนการใหส้ ัตยาบนั น้นั แมเ้ ป็นกิจการที่กฎหมายบญั ญตั ิ
ให้ทาเป็ นหนังสือและจดทะเบียน คู่สมรสก็อาจให้สัตยาบนั ด้วยปากเปล่าก็ได้ หรือสามีได้ลง
ลายมือช่ือใหค้ วามยนิ ยอม ในหนงั สือสัญญาซ่ึงภริยาเป็ นผกู้ ู้ ก็ถือวา่ เป็นการให้สตั ยาบนั รวมถึงการ
ลงลายมือช่ือเป็ นพยานก็ถือเป็ นการให้สัตยาบนั โดยปริยายแลว้ หน้ีดงั กล่าวจึงเป็ นหน้ีร่วมที่สามี
ภริยาตอ้ งรับผิดชอบร่วมกนั เช่น สามีหรือภริยาลงลายมือช่ือเป็ นพยานในหนงั สือสัญญากู้ยืมเงิน
หรือในสัญญาจะซ้ือจะขายท่ีดิน กรณีเช่นน้ีก็ถือวา่ เป็นการใหส้ ัตยาบนั แลว้
อย่างไรก็ตาม หน้ีที่สามีภริยาของข้ึนเพ่ือประโยชน์ของตนฝ่ ายเดียว แล้วอีกฝ่ ายให้
สัตยาบนั อนั จะมีผลเป็นหน้ีร่วม จะตอ้ งเป็นหน้ีที่เกิดข้ึนในระหว่างสมรส หากเป็นหน้ีที่เกิดข้ึนก่อน
สมรส แมภ้ ายหลงั สมรส คสู่ มรสอีกฝ่ายหน่ึงจะให้สัตยาบนั ก็ถือเป็นหน้ีส่วนตวั ของฝ่ายท่ีก่อหน้ีไม่
กลายเป็ นหน้ีร่วมไปได้
ถา้ เป็ นหน้ีท่ีเกิดข้ึนระหว่างสมรส หากสามีเป็นผกู้ ่อหน้ีเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ ายเดียว แม้
ภริยาจะขอชาระตน้ เงินใหแ้ ก่ผใู้ หก้ ู้ แต่เกี่ยงเร่ืองดอกเบ้ีย เช่นน้ี ถือเป็นการใหส้ ัตยาบนั เป็นหน้ีร่วม
ระหวา่ งสามีภริยาแลว้
คาพิพากษาฎีกาท่ี 7631/2552 สามีจาเลยกู้เงินโจทก์ จาเลยได้ลงลายมือช่ือเป็ นพยานใน
สญั ญากูถ้ ือว่าจาเลยไดใ้ ห้สัตยาบนั ในการทาสัญญากูย้ ืมเงินดงั กล่าว หน้ีกูย้ ืมเงินจึงเป็นหน้ีร่วมของ
สามีจาเลยและจาเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจา้ หน้ี
-150-
ยอ่ มมีอานาจฟ้องลูกหน้ีทุกคนพร้อมกนั ให้ชาระหน้ีเป็นส่วนๆ หรือจะฟ้องลกู หน้ีทีละคนจนกว่าจะ
ไดร้ ับชาระหน้ีครบถว้ นกไ็ ด้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291
คาพิพากษาฎีกาท่ี 2429/2555 มูลหน้ีคดีน้ี เกิดข้ึนสืบเน่ืองมาจากโจทก์ฟ้องจาเลยเป็ น
คดีอาญา ในความผิดฐานฉ้อโกง เรียกให้จาเลยชดใช้เงินท่ีหลอกลวงจากผูเ้ สียหายคืนให้แก่
ผเู้ สียหาย จึงเป็นมลู หน้ีละเมิดอนั เกิดจากการกระทาของจาเลย ซ่ึงเป็ นสามีของผรู้ ้องแต่ฝ่ายเดียวเป็ น
การทาเฉพาะตวั เม่ือผูร้ ้องลงลายมือช่ือพยานในหนังสือรับสภาพหน้ี ก่อนท่ีศาลช้ันตน้ จะมีคา
พพิ ากษาวา่ จาเลยกระทาความผิดในคดีอาญา จึงไมใ่ ช่การรับรองหรือใหส้ ตั ยาบนั ในมูลละเมิด ตาม
คาพิพากษาของศาลช้นั ตน้ ท่ีจะทาใหเ้ ป็นหน้ีร่วมที่สามีภริยา จะตอ้ งรับผิดชอบร่วมกนั ตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1490
คาพพิ ากษาฎกี าที่ 3425/2545 การท่ีจาเลยที่ 2 ลงช่ือขอเป็นพยานและเป็นผใู้ หค้ วามยนิ ยอม
ในฐานะภริยาท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของจาเลยท่ี 1 ผูค้ ้าประกนั หน้ีของบริษทั ส. แมว้ า่ จาเลยท่ี 1 จะมี
ไดม้ ีส่วนรับเงินไปใชใ้ นการส่วนตวั หรือกิจการของครอบครัวกต็ าม แตห่ น้ีดงั กลา่ วเป็นหน้ีท่ีเกิดข้ึน
จากการที่จาเลยท่ี 1 สามีก่อข้ึนในระหวา่ งสมรสเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยจาเลยที่ 2 ผเู้ ป็นภริยาได้
ใหส้ ัตยาบนั แลว้ จึงเป็นหน้ีร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 (4) จาเลยท่ี 2 จึง
ตอ้ งร่วมรับผดิ กบั จาเลยที่ 1 ชาระหน้ีใหแ้ ก่โจทก์
นอกจากน้ี หน้ีอันเกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรือดาเนินคดีเก่ียวกับการสงวนบารุงรักษา
สินสมรสหรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส (มาตรา 1477) เช่น มีผูค้ รอบครองปรปักษท์ ี่ดินอนั เป็ น
สินสมรส สามีจึงต้องจ้างทนายความให้ฟ้องร้องขับไล่ผู้บุกรุกให้ออกจากท่ีดิน ดังน้ี ค่าจ้าง
ทนายความ ค่าฤชาธรรมเนียมศาล ค่าใชจ้ ่ายในการดาเนินคดีเป็นหน้ีร่วมระหวา่ งสามีภริยา
หนสี้ ่วนตวั ของสามหี รือภริยา
หน้ีส่วนตวั ที่สามีหรือภริยาก็ไวก้ ่อนสมรสหรือระหว่างสมรส เจา้ หน้ีตอ้ งบงั คบั ชาระหน้ี
เอาจากสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายท่ีเป็ นลูกหน้ีก่อน เม่ือไม่พอจึงให้ชาระดว้ ยสินสมรสที่เป็นส่วน
ของฝ่ ายน้ัน (มาตรา 1488) เช่น สามีเป็ นหน้ีส่วนตวั 100,000 บาท ที่ดินส่วนตวั ราคา 80,000 บาท
และมีเงินสินสมรสในธนาคาร 500,000 บาท กรณีเช่นน้ีจะตอ้ งเอาที่ดินส่วนตวั ราคา 80,000 บาท
น้นั ไปขายทอดตลาดเสียก่อน ถา้ ไม่พอจึงจะเอาเงินในธนาคาร 500,000 ซ่ึงเป็ นสินสมรสมาชาระ
หน้ีได้ ตอ้ งทาตามลาดบั ในการบงั คบั ชาระหน้ีจากสินส่วนตวั เสียก่อน
หนรี้ ่วมระหว่างสามีภริยา
เจา้ หน้ีมีสิทธิบงั คบั ชาระหน้ีจากสินสมรสและสินส่วนตวั ของท้งั สองฝ่ าย โดยจะยึดสิน
ส่วนตวั ก่อนสมรสหรือยึดสินสมรสก่อนสินส่วนตวั ก็ได้ ไม่วา่ สินส่วนตวั น้นั จะเป็นของฝ่ ายใดตาม
(มาตรา 1489) เมื่อเจา้ หน้ีฟ้องเรียกให้สามีภริยารับผิดชอบในหน้ีสินที่ตอ้ งรับผิดเป็ นลูกหน้ี ท้งั น้ี
-151-
หน้ีสินท่ีสามีภริยาก่อร่วมกนั ในระหว่างสมรสซ่ึงจะตอ้ งรับผิดเป็ นลูกหน้ีร่วมกนั น้ัน โดยเจา้ หน้ีมี
สิทธ์ิท่ีจะบงั คบั ชาระหน้ีเอาจากส่วนตวั หรือสินสมรส หรือจากสินส่วนตวั และสมรสไดโ้ ดยข้ึนอยู่
กบั ประเภทของหน้ีน้นั วา่ เป็นหน้ีส่วนตวั หรือหน้ีร่วม
แต่หากเจา้ หน้ีไม่ไดฟ้ ้องคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงเป็นคู่ความในคดีร่วมดว้ ย จะนายดึ สินส่วนตวั
ของฝ่ายน้นั ไมไ่ ด้ แมจ้ ะเป็นลูกหน้ีร่วมก็ตาม เพราะคาพพิ ากษาดงั กล่าวไมผ่ กู พนั คู่สมรสที่ไม่ไดถ้ ูก
ฟ้องคดีตามมาตรา 145 วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง่
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี 1039/2492 เจา้ หน้ีตามคาพิพากษายดึ สินส่วนตวั ของภริยาจาเลย โดยมิได้
ฟ้องภริยาเป็นจาเลยไม่ได้ เพราะภริยาเป็นบุคคลภายนอกคดี แมจ้ ะปรากฏว่าภริยาเป็ นลูกหน้ีร่วมก็
ตาม
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 1652/2522 โจทกม์ ิไดฟ้ ้องผรู้ ้องเป็นจาเลย ผูร้ ้องไม่ไดเ้ ป็นลูกหน้ีตามคา
พิพากษาของโจทก์ แมห้ น้ีที่จาเลยที่ 1 เป็ นลูกหน้ีโจทก์เป็ นหน้ีร่วมระหว่างจาเลยท่ี 1 กับผูร้ ้อง
โจทกก์ ็ไมม่ ีอานาจยดึ ที่พพิ าทซ่ึงเป็นสินส่วนตวั ของผรู้ ้องเพอ่ื นาชาระหน้ีแก่โจทกไ์ ด้
หนที้ ่ีสามีและภริยาเป็ นเจ้าหนีล้ กู หนกี้ นั เอง
หน้ีท่ีสามีภริยาเป็นเจา้ หน้ีลูกหน้ีกนั เอง สามีหรือภริยาอาจเป็ นเจา้ หน้ีลูกหน้ีกนั เองได้ โดย
อาจเป็ นก่อนสมรสหรือในระหว่างสมรสก็ได้ โดยมาตรา 1487 กาหนดห้ามมิให้สามีหรือภริยาผู้
เป็ นเจา้ หน้ียึดทรัพยส์ ินของสามีหรือภริยาผูเ้ ป็ นลูกหน้ีมาขายทอดตลาดเพื่อนาเงินมาชาระหน้ีของ
ตน แตก่ ็มีขอ้ ยกเวน้ ให้สามีหรือภริยาผเู้ ป็นเจา้ หน้ีมีสิทธิยดึ หรืออายดั ทรัพยส์ ินกนั ได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
ก. คดีท่ีฟ้องร้องกนั เพื่อการปฏิบตั ิหน้าที่หรือรักษาสิทธิระหวา่ งสามีภริยาตามท่ีบญั ญตั ิไว้
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยห์ รือท่ีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บญั ญตั ิไวโ้ ดยเฉพาะ
ให้สามีภริยาฟ้องร้องกันได้ เช่นเช่น คดีฟ้องขอให้ศาลส่ังอนุญาตให้แยกกันอยู่เป็ นการช่วั คราว
(มาตรา 1462) คดีที่ฟ้องขอให้ศาลมีคาสั่งคุม้ ครองคู่สมรสที่สุจริตให้มีความปลอดภัยทางกายท้งั
จิตใจหรือทางทรัพยส์ ิน (มาตรา 1464) และคดีฟ้องหยา่ ขอให้ศาลมีคาสั่งชว่ั คราวเก่ียวกบั เร่ืองท่ีพกั
อาศยั ในอุปการะเล้ียงดูบุตรตามมาตรา 1530 (มาตรา 1530) สามีหรือภริยามีสิทธ์ิยึดหรืออายดั
ทรัพยส์ ินกรมบงั คบั คดีได้
ข. การยดึ หรืออายดั ทรัพยส์ ินเพื่อไปใชเ้ ป็ นค่าอุปการะเล้ียงดูและค่าฤชาธรรมเนียมตามคา
พพิ ากษาของศาล ศาลพพิ ากษาให้สามีอปุ การะเล้ียงดูภรรยาเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท แต่สามีขดั
ขืนไม่ชาระ ภริยาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลต้งั เจา้ พนักงานบงั คบั คดีไปยึดสินส่วนตวั ของสามีมาขาย
ทอดตลาดเพ่ือใชเ้ ป็นคา่ อปุ การะเล้ียงดูได้
-152-
ข้อสังเกต ห้ามเฉพาะการท่ีสามีหรือภริยาจะยดึ หรืออายดั ทรัพยส์ ินของอีกฝ่ ายหน่ึงมาชาระ
หน้ีเงินตามคาพิพากษาเท่าน้นั ถา้ หากเป็ นหน้ีอย่างอ่ืนตามคาพิพากษา สามีหรือภริยาก็ขอให้บงั คบั
คดีใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงปฏิบตั ิตามคาพิพากษาได้
สามหี รือภริยาต้องคาพพิ ากษาให้ล้มละลาย
มาตรา 1491 บญั ญตั ิว่า “ถา้ สามีหรือภริยาตอ้ งคาพิพากษาให้ลม้ ละลาย สินสมรสยอ่ มแยก
จากกนั โดยอานาจกฎหมายนบั แตว่ นั ท่ีศาลพิพากษาใหล้ ม้ ละลายน้นั ”
ประเดน็
1. ถา้ สามีหรือภริยาตอ้ งคาพพิ ากษาใหล้ ม้ ละลาย
2. สินสมรสยอ่ มแยกจากกนั โดยอานาจกฎหมายนบั แต่วนั ท่ีศาลพพิ ากษาใหล้ ม้ ละลายและ
สินสมรสส่วนที่แยกออก กต็ อ้ งตกเป็นสินส่วนตวั ของท้งั สองฝ่ายตามมาตรา 1492
คาพพิ ากษาฎกี าที่ 1684/2511 สามีหรือภริยาตอ้ งคาพิพากษาใหเ้ ป็นคนลม้ ละลาย สินสมรส
ยอ่ มแยกจากกนั โดยอานาจกฎหมาย นับแต่วนั ที่ศาลพิพากษาให้ลม้ ละลาย เป็ นหนา้ ท่ีของอีกฝ่ าย
ตอ้ งขอกนั ส่วนของตนไว้
การแยกสินสมรสในระหว่างท่ียงั คงเป็ นสามีภริยากันตามมาตรา 1492 เมื่อมีการแยก
สินสมรส ระหว่างสามีภริยาท้งั หมดออกจากการแลว้ สินสมรสส่วนท่ีแยกออก ตกเป็นสินส่วนตวั
ของคู่สมรสแต่ละฝ่ าย และทรัพยส์ ินที่คู่สมรสไดม้ าในภายหลงั ก็ไม่ถือว่าเป็นสินสมรส แต่ถือเป็ น
สินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ายท่ีไดม้ า
สินสมรส ท่ีคู่สมรสไดม้ าโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็ นหนงั สือตามมาตรา 1472 (2)
ในภายหลงั ก็ให้ตกเป็ นสินส่วนตวั ของสามีภริยาคนละคร่ึงและดอกผลของสินส่วนตัวท่ีได้มา
หลงั จากแยกสินสมรส ก็ให้ถือเป็ นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายที่เป็ นเจา้ ของ ไม่เป็ นสินสมรสตาม
มาตรา 1474 (3)
การแยกสินสมรส
มาตรา 1492 บญั ญตั ิวา่ “เมื่อไดแ้ ยกสินสมรสตามมาตรา 1484 วรรคสอง มาตรา 1491 หรือ
มาตรา 1598/17 วรรคสอง แลว้ ให้ส่วนที่แยกออกตกเป็นสินส่วนตวั ของสามีหรือภริยา และบรรดา
ทรัพยส์ ินท่ีฝ่ ายใดได้มาในภายหลงั ไม่ให้ถือเป็ นสินสมรส แต่ให้เป็ นสินส่วนตวั ของฝ่ ายน้นั และ
สินสมรสท่ีคู่สมรสไดม้ าโดยพนิ ยั กรรมหรือโดยการใหเ้ ป็นหนงั สือตามมาตรา 1474 (2) ในภายหลงั
ใหต้ กเป็นสินส่วนตวั ของสามีและภริยาฝ่ายละคร่ึง
ดอกผลของสินส่วนตวั ที่ไดม้ าหลงั จากท่ีไดแ้ ยกสินสมรสแลว้ ใหเ้ ป็นสินส่วนตวั ”
-153-
ในระหว่างที่ยงั คงเป็ นสามีภริยากันน้ัน อาจจะมีการแยกสินสมรสระหว่างสามีภริยา
ท้ังหมดออกจากการโดยคาส่ังศาลหรือโดยผลของกฎหมาย อันมีผลทาให้สามีภรรยาคู่น้ีไม่มี
สินสมรสอยอู่ ีกตอ่ ไป คงมีแต่สินส่วนตวั เท่าน้นั ซ่ึงมี 3 กรณีตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1492
ก) สามีหรือภริยาถกู ศาลมีคาสั่งใหแ้ ยกสินสมรสเม่ือมีการจดั การสินสมรสเป็นท่ีเสียหายถึง
ขนาด หรือจะทาความเสียหายใหแ้ ก่สินสมรสตามมาตรา 1484 วรรคสอง
ข) สามีหรือภริยาตอ้ งคาพพิ ากษาใหเ้ ป็นคนลม้ ละลายตามมาตรา 1491
ค) ศาลมีคาสั่งให้แยกสินสมรสในกรณีที่สามีหรือภรรยาเป็นคนไร้ความสามารถและมีการ
ต้งั บิดา มารดา หรือบุคคลภายนอกเป็นผอู้ นุบาลตามมาตรา 1578/17 วรรคสอง
ข้อสังเกต บรรดาทรัพยส์ ินที่คู่สมรสฝ่ ายใดไดม้ าในภายหลงั ไม่ให้ถือวา่ เป็นสินสมรส แต่
ให้เป็ นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายน้นั สินสมรสท่ีคู่สมรสไดม้ าโดยพินยั กรรมหรือโดยการให้เป็ น
หนงั สือตามมาตรา 1474 (2) ในภายหลงั ให้ตกเป็นสินส่วนตวั ของสามีหรือภริยาฝ่ายละคร่ึง ดอกผล
ของสินส่วนตวั ที่ได้มาหลงั จากที่ได้แยกสินสมรสแลว้ ให้เป็ นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ ายที่เป็ น
เจา้ ของสินส่วนตวั ไม่เป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (3) อีกต่อไปแลว้
ตัวอย่าง สามีเป็ นลูกหน้ีบุคคลอ่ืน 2 ล้านบาท และไม่ชาระหน้ี ถูกศาลสั่งให้เป็ นคน
ลม้ ละลาย สินสมรส 1 ลา้ นบาท แบ่งสินสมรสให้ภริยาคนละคร่ึง ส่วนของสามีจานวน 500,000
บาท เจ้าของพนักงานพิทกั ษ์ก็นาไปชาระหน้ีแก่เจา้ หน้ี ส่วนของภรรยาก็ให้เป็ นสินส่วนตวั ของ
ภรรยา ภริยาเอาไปฝากธนาคารไดด้ อกเบ้ียจานวน 25,000 บาท ดอกเบ้ียน้ีเป็นสินส่วนตวั ของภรรยา
แมจ้ ะเป็นดอกผลของสินส่วนตวั ก็ตาม แต่เป็นดอกผลท่ีไดม้ า
กรณีท่ีสามีและภริยาตกลงกนั แยกสินสมรสสิ่งใดสิ่งหน่ึงโดยเฉพาะใหเ้ ป็นสินส่วนตวั ของ
คู่สมรสแต่ละฝ่ าย เช่นน้ี ระบบสินสมรสและสินส่วนตวั ก็ยงั คงเป็ นไปตามปกติ เฉพาะทรัพยส์ ินที่
เป็ นสินสมรสโดยเฉพาะที่แยกเป็ นสินส่วนตัวเท่าน้ันที่จะมีผลเปล่ียนแปลงเป็ นสินส่วนตัว
สินสมรสอ่ืนๆ ยงั เป็ นสินสมรสอยู่ตามเดิม และดอกผลของสินส่วนตวั ก็ยงั คงเป็ นสิ นสมรสอยู่
เช่นเดิมดว้ ย
คาพพิ ากษาศาลฎกี าที่ 812/2533 การท่ี ข. ยกกรรมสิทธ์ิในที่ดินสินสมรสระหว่าง ข. กบั ค.
เฉพาะส่วนของตนใหแ้ ก่โจทกน์ ้นั ถือว่า ข. และ ค. ไดต้ กลงแบ่งท่ีดินท้งั สองแปลงดงั กล่าวออกเป็น
ของแต่ละฝ่าย ยอมทาใหท้ ่ีดินท่ีเหลือหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตวั ของ ค.
การยกเลกิ การแยกสินสมรส (มาตรา 1492/1)
เมื่อศาลสั่งให้ยกเลิกการแยกสินสมรสแลว้ เฉพาะสินสมรสที่เกิดใหม่เท่าน้ันจึงจะเป็ น
สินสมรส สินสมรสเดิมที่แยกออกเป็นสินส่วนตวั แลว้ ยงั คงเป็นสินส่วนตวั ต่อไปดงั เดิมไม่กลบั มา
เป็ นสินสมรสอีก
-154-
สินสมรสจะมีข้ึนใหม่เร่ิมตน้ ต้งั แต่วนั ที่ศาลมีคาสง่ั ให้ยกเลิกการแยกสินสมรสหรือในวนั ท่ี
คสู่ มรสพน้ จากการเป็นบคุ คลลม้ ละลายเทา่ น้นั
บทสรุป
ความสัมพนั ธ์ทางดา้ นทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยา ในเร่ืองน้ี กฎหมายกฎหมายยงั รับรอง
ถึงความตกลงกนั เป็นอย่างอื่นได้ เช่น การทาสัญญาก่อนสมรสตามมาตรา 1465 เป็ นการให้สิทธิคู่
สมรสที่จะทาสัญญาก่อนจดทะเบียนสมรส คู่สมรสจะทาสัญญาก่อนสมรสในเร่ืองทรัพยส์ ินอนั เป็ น
การยกเวน้ ไม่ปฏิบตั ิตามมาตรา 1465 ถึงมาตรา 1493 ก็ได้ แตท่ ้งั น้ีจะตอ้ งอยภู่ ายใตข้ อบเขตเง่ือนไข
ของกฎหมายด้วย ท้ังน้ีกฎหมายได้แบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาออกเป็ น 2 ประเภท คือ
สินส่วนตวั และสินสมรส สินส่วนตวั คือ ทรัพยส์ ินที่เป็นกรรมสิทธ์ิของสามี หรือภรรยาฝ่ ายใดฝ่ าย
หน่ึงมาก่อนมีการสมรส หรือทรัพยส์ ินที่เป็ นเคร่ืองใชส้ ่วนตวั เคร่ืองแต่งกาย เครื่องประดบั หรือ
เครื่องใชจ้ าเป็น ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือทรัพย์สินท่ีฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงไดม้ าโดยการรับ
มรดก หรือโดยการให้โดยเสน่หาและสุดทา้ ยทรัพยส์ ินที่เป็นของหม้นั จะถือเป็นสินส่วนตวั ของฝ่าย
หญิง ส่วนสินสมรส คือ ทรัพยส์ ินที่เป็ นกรรมสิทธ์ิร่วมระหว่างคู่สมรสท้งั สองฝ่ ายซ่ึงคู่สมรสท้งั
สองฝ่ ายซ่ึงคสู่ มรสไดม้ าระหวา่ งสมรสหรือมีพินัยกรรมเขียนเป็นหนงั สือระบุให้เป็นสินสมรส และ
ทรัพยส์ ินท่ีเป็นดอกผลของสินส่วนตวั ถือเป็นสินสมรส จากการแบ่งประเภทของทรัพยส์ ินระหวา่ ง
สามีภรรยาตามกฎหมาย จะเห็นว่า ผลของการสมรสทาให้การกระทาใดก็ตามท่ีเก่ียวกับเร่ืองของ
ทรัพยส์ ินเงินทองของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงอีกฝ่ายตอ้ งมีส่วนร่วมท้งั รับผิดและชอบดว้ ย
-155-
คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายถึงหลกั เกณฑก์ ารทาสญั ญาก่อนสมรส มาโดยสังเขป
2. ก่อนสมรสสามีไดซ้ ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาลไวโ้ ดยใชเ้ งินตวั เอง หลงั จากซ้ือสลากกินแบ่ง
รัฐบาลแลว้ ก็ไดส้ มรสกบั ภริยา สลากกินแบ่งถูกรางวลั ภายหลังไดม้ ีการสมรสแลว้ เงินท่ีถูกรางวลั
จะเป็นของใครและเป็นสินส่วนตวั หรือสินสมรส
3. นายลูกกอล์ฟกบั นางสาวของขวญั เป็ นสามีภริยากนั ตามกฎหมายมีฐานะร่ารวย โดยลูก
กอลฟ์ เป็นหมอฟันเปิ ดคลีนิคอยกู่ ่อนสมรส ส่วนนางสาวของขวญั เป็นดารามีเครื่องเพชร 1 ชุดที่นาย
ลกู กอลฟ์ ใหไ้ วเ้ ป็นหม้นั อยกู่ ่อนสมรส ในระหวา่ งสมรสนางสาวของขวญั ไดร้ ับมรดกจากคุณป่ เู ป็น
เงิน 10 ลา้ นบาท นายลูกกอล์ฟกบั นางสาวของขวญั ทามาหาไดร้ ่วมกนั มีเงิน 20 ลา้ นบาท ต่อมา
นางสาวของขวญั นาเงินที่ทามาหาไดร้ ่วมกนั กบั นางลูกกอลฟ์ ไปซ้ือที่ดิน 10 ไร่ ส่วนนายลกู กอลฟ์ ก็
นาเงินที่ทามาหาไดร้ ่วมกนั ไปซ้ืออปุ กรณ์ทาฟัน ตา่ งคนกไ็ มพ่ อใจในการกระทาดงั กลา่ ว ดงั น้ี
ให้ท่านวินิจฉัยวา่ ทรัพยส์ ินดงั กล่าวเป็ นกรรมสิทธ์ิของฝ่ ายใด นายลูกกอลฟ์ และนางสาว
ของขวญั มีสิทธิฟ้องขอใหศ้ าลเพกิ ถอนนิติกรรมดงั กล่าวไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
4. นายพละกบั นางสาวสม้ ส้มเป็นสามีภริยากนั ตามกฎหมายมีฐานะร่ารวย โดยนายพละเป็น
นกั มวยมีเงินฝาก 1 ลา้ นบาท อยู่ก่อนสมรส มีแวน่ ตากดั แดด 1 อนั ส่วนนางสาวส้มส้มเป็ นช่างตดั
เยบ็ เส้ือผา้ มีจกั รเยบ็ ผา้ 1 เคร่ือง และมีสร้อยเพชร 1 เส้น อยู่ก่อนสมรส ในระหว่างสมรสนายพละ
ไดร้ ับมอบสร้อยคอทองคามา 10 บาทจากผสู้ นับสนุน และนายพละกบั นางส้มสม้ ก็ร่วมกนั ซ้ือท่ีดิน
มา ต่อมานายพละไดน้ าที่ดินไปจานองแก่นายเภาเพื่อนสนิท ส่วนนางสาวส้มส้มนาเงินสินสมรส
จานวน 2,000 บาทใส่ซองงานแต่งงานเพอื่ นบอ่ ยคร้ัง ต่างคนก็ไมพ่ อใจในการกระทาดงั กลา่ ว ดงั น้ี
ให้ท่านวินิจฉัยว่า ทรัพยส์ ินดงั กล่าวเป็นกรรมสิทธ์ิของฝ่ายใด นายพละและนางสาวส้มส้ม
สิทธิฟ้องขอใหศ้ าลเพิกถอนนิติกรรมดงั กลา่ วไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
5. นายตก๊ั กบั นางแต๋วเป็นสามีภริยากนั ตามกฎหมาย โดยนายตก๊ั ประกอบวิชาชีพเป็นหมอ
ฟันมีเคร่ืองทนั ตกรรม 1 เคร่ืองอยู่ก่อนสมรส ส่วนนางแต๋วมีเงินฝากในธนาคาร 5 แสนบาทและมี
นาฬิกาขอ้ มือฝังเพชร 1 เรือน อยู่ก่อนสมรส ในระหว่างสมรสนายตกั๊ ไดร้ ับมรดกจากบิดาเป็ นเงิน
ฝากในธนาคาร 1 ลา้ นบาท และนายตกั๊ กบั นางแต๋วก็ร่วมกนั ซ้ือตึกแถว 1 คูหา ต่อมานายตก๊ั ไดไ้ ป
กูย้ มื เงินนายตอ้ งเพื่อนบา้ นมา 50,000 บาท และนายตกั๊ ยงั นาตึกแถวดงั กล่าวออกให้เช่ากาหนดเวลา
3 ปี โดยที่นางสาวแต๋วไม่ไดร้ ู้เห็นและไม่ไดใ้ ห้ความยนิ ยอม เมื่อนางแต๋วทราบจึงไม่พอใจนายตกั๊
ดงั น้ี
ให้ท่านวินิจฉัยว่า ทรัพยส์ ินดงั กล่าวเป็ นกรรมสิทธ์ิของฝ่ ายใด นางแต๋วมีสิทธิฟ้องขอให้
ศาลเพกิ ถอนนิติกรรมดงั กลา่ วไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด
-156-
6. สามีทาสัญญาค้าประกนั นอ้ งชายเขา้ ทางาน ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากภริยาหรือไม่ เป็น
การจดั การสินสมรส หรือไม่ อยา่ งไร ถา้ ต่อมาสามีถูกบริษทั ฟ้องให้รับผิดแทนนอ้ งชาย ตามสัญญา
ค้าประกนั ภริยาตอ้ งร่วมรับผิดหรือไม่ อยา่ งไร
-157-
เอกสารอ้างองิ
จรินทร ทานชั ฌาสัย. (30 ตุลาคม 2558). การแยกกนั อยู่ (Separation) สืบคน้ เม่ือ 1 กนั ยายน
2562 จาก http://live.siammedia.org/index.php/article/immigration/1104?fbclid
=IwAR21k0ePVBJuT66WIwwR93yDdej2Ngk6D0MJxI-CHvDpLua-FjJdm7qY4oo
ชาติชาย อคั รวบิ ูลย.์ (2552). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์
วญิ ญชู น.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังที่ 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (2551). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
(พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบตุ ร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบุตร. (พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
รวมคาวินิจฉยั ของประธานศาลฎีกา ในคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2546-2556 จาก
http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/admin/announcements/files/Fe
bruary_4_2015_2_06_51fe8deb24232c37437489b389ba2f12.pdf
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พมิ พ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
สมชยั ฑีฆาอตุ มากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
สุกญั ญา รัตนนาคินทร์. สามีภริยาแยกกนั อยชู่ วั่ คราว. สืบคน้ เมื่อ 1 กนั ยายน 2562
https://www.rsu.ac.th › download › Husband-and-wife-separated-temporarily
-158-
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 6
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 6 ความเป็ นโมฆะแห่งการสมรส
ผ้เู ขยี น ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คีย่ ม
จดุ ประสงค์
1. ผเู้ รียนอธิบายความเป็นโมฆะแห่งการสมรสอยา่ งถกู ตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงความเป็นโมฆะแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งเร่ืองความเป็นโมฆะแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กลา่ วถึง ความเป็นโมฆะแห่งการสมรส เหตุท่ีทาใหก้ ารสมรสตกเป็นโมฆะ
การกล่าวอา้ งวา่ การสมรสใดเป็นโมฆะ และผลของการสมรสท่ีเป็นโมฆะ
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 6 ความเป็นโมฆะแห่งการสมรส
2. ซกั ถามผเู้ รียนเก่ียวกบั ความเป็นโมฆะแห่งการสมรส
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งความเป็นโมฆะแห่งการสมรสได้
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
สื่อการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 6 ความเป็นโมฆะแห่งการสมรส
2. Microsoft Power Point
3. การเขียน Mapping ตวั อย่าง
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
-160-
2. สงั เกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาใหผ้ เู้ รียนใชเ้ วลานอกช้นั เรียนอา่ นคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1494 ถึงมาตรา
1500 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองความเป็นโมฆะแห่งการสมรส
-161-
บทท่ี 6
ความเป็ นโมฆะของการสมรส
การสมรสท่ีฝ่ าฝื นบทบญั ญตั ิมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 มีผล
เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1495 แตก่ ารสมรสที่เป็นโมฆะน้ีจะยงั ไม่มีผลเป็นโมฆะเสียเปล่าไปจนกวา่ จะ
ไดม้ ีการกระทาตามข้นั ตอนท่ีกฎหมายกาหนดไว้ เหตุท่ีทาใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะมีแต่
เฉพาะในหมวด 5 ของบรรพ 5 เท่าน้ัน การสมรสท่ีตกเป็ นโมฆะไปแลว้ ย่อมไม่อาจมีผลสมบูรณ์
ข้นึ มาไดอ้ ีก ไม่วา่ เวลาจะล่วงพน้ ไปนานเท่าใดก็ตาม ในบทน้ีกล่าวถึง เหตทุ ่ีทาให้การสมรสตกเป็น
โมฆะ การกล่าวอา้ งวา่ การสมรสใดเป็นโมฆะ ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะ
6.1 เหตทุ ที่ าให้การสมรสตกเป็ นโมฆะ
มาตรา 1495 บัญญัติว่า “การสมรสท่ีฝ่ าฝื น มาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และ
มาตรา 1458 เป็นโมฆะ”
การสมรสเป็นโมฆะ เหตทุ ี่ทาใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะมี 4 กรณี
1. การสมรสท่ีชายหรือหญิงเป็ นบุคคลวิกลจริตหรือเป็ นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็ นคนไร้
ความสามารถ อนั เป็นการฝ่าฝื นตาม มาตรา 1449 ผลเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495 เพราะคนวิกลจริต
ไมม่ ีความรู้สึกรับผิดชอบในการครองเรือนไมส่ ามารถใชส้ ิทธิและปฏิบตั ิหนา้ ท่ีของสามีภริยาได้
2. การสมรสท่ีชายหรือหญิงเป็ นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงต่อกนั หรือเป็ นพี่นอ้ งร่วมบิดา
มารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา อนั เป็ นการฝ่ าฝื น มาตรา 1450 ผลเป็ นโมฆะตาม มาตรา 1495
ท้งั น้ี เพราะการสมรสดงั กล่าวขดั ต่อขอ้ หา้ มทางสังคมและทางศีลธรรม และมีเหตุผลทางการแพทย์
ท่ีจะทาใหบ้ ตุ รที่เกิดจากการสมรสดงั กล่าวเป็นโรคปัญญาออ่ น หรือมีสุขภาพไม่แขง็ แรง
3. การสมรสซ้อน อนั เป็ นการฝ่ าฝื น มาตรา 1452 ผลเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495 ในขณะที่
มีคู่สมรสเดิมอยแู่ ลว้ น้นั เป็นการขดั ต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนั ดีของประชาชน เป็นการ
แยง่ คู่สมรสกนั ก่อให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัวเดิม การสมรสซอ้ นอาจเกิดข้ึนจากชายทาการ
สมรสซอ้ น หรือหญิงทาการสมรสซอ้ นก็ได้
การสมรสท่ีเป็นการสมรสซ้อนอนั เป็นโมฆะน้นั แมต้ ่อมาการสมรสคร้ังแรกจะสิ้นสุดลงก็
มิไดท้ าให้การสมรสซอ้ นกลบั สมบูรณ์ข้ึนมาได้ เช่น สามีมีภริยาที่ชอบดว้ ยกฎหมายอยู่แลว้ แต่มา
จดทะเบียนสมรสกบั ภริยาคนที่สองอีก การสมรสคร้ังท่ีสองน้ีเป็นโมฆะ แมต้ อ่ มาภริยาคนแรกไดถ้ ึง
แก่ความตายก็ตาม ก็ไม่ทาใหก้ ารสมรสคร้ังท่ีสองสมบูรณ์ข้ึนมาได้ การสมรสคร้ังท่ีสองก็ยงั คงเป็น
การสมรสท่ีเป็ นโมฆะอยดู่ งั เดิม หรือสามีจดทะเบียนสมรสกบั จาเลยท่ี 1 แลว้ มาจดทะเบียนสมรส
-162-
กบั โจทก์ แลว้ ต่อมาได้ จดทะเบียนสมรสกบั จาเลยที่ 2 การสมรสของโจทกแ์ ละของจาเลยท่ี 2 จึงไม่
ชอบดว้ ยกฎหมายเป็ นโมฆะต้งั แต่วนั จดทะเบียนสมรส หลงั จากน้ันจาเลยท่ี 1 จดทะเบียนหย่ากบั
สามีแล้วจดทะเบียนสมรสกับสามีอีก การสมรสระหว่างจาเลยที่ 1 กับสามีสมบูรณ์ โจทก์จด
ทะเบียนสมรสกบั สามีอีก การสมรสน้ีก็เป็นโมฆะเช่นเดียวกนั
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 6331 - 6332/2556 ขณะที่โจทกจ์ ดทะเบียนสมรสกบั จ. ในปี 2526 จ.
มีคู่สมรสเป็ นหญิงอ่ืนอยู่แล้ว การสมรสระหว่างโจทก์กับ จ. ย่อมตกเป็ นโมฆะตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 ซ่ึงความเป็นโมฆะของการสมรสยอ่ ม
มีผลไปถึงวนั ที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกบั จ. ฉะน้ัน ขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกบั ผูต้ ายในปี
2529 จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยงั มีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กบั ผู้ตายจึงไม่ฝ่ าฝื นต่อมาตรา
1452 ย่อมมีผลสมบูรณ์ และโจทก์มีฐานะเป็ นภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของผูต้ าย เม่ือจาเลยจด
ทะเบียนสมรสกบั ผตู้ ายในปี 2533 โดยโจทกก์ บั ผตู้ ายยงั เป็ นคู่สมรสกนั อยู่ การสมรส ระหวา่ งจาเลย
กบั ผตู้ ายจึงฝ่าฝืนตอ่ มาตรา 1452 ยอ่ มตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495
4. การสมรสท่ีชายหญิงไม่ยอมเป็ นสามีภริยากัน อนั เป็ นการฝ่ าฝื น มาตรา 1458 ผลเป็ น
โมฆะตาม มาตรา 1495
การสมรสที่ชายหญิงไม่ยอมเป็นสามีภริยากนั หมายถึงกรณีท้งั ชายและหญิงต่างฝ่ายต่างไม่
ยนิ ยอมเป็ นสามีภริยาของอีกฝ่ ายหน่ึงแต่มาจดทะเบียนสมรสกนั เพื่อให้ไดร้ ับประโยชน์ลาดบั รอง
ของการสมรส โดยชายหญิงตกลงกนั อยา่ งชดั แจง้ ที่จะไม่อยูก่ ินดว้ ยกนั ฉันสามีภริยา เช่นน้ีเป็นการ
ฝ่ าฝื นมาตรา 1454 ท้งั น้ีเพราะขดั ต่อหลกั การของการสมรสที่จะตอ้ งเป็ นการกระทาโดยสมคั รใจ
ของท้งั ชายและหญิง การสมรสกนั หลอกๆ เพื่อวตั ถุประสงคอ์ ื่น เช่น เพ่ือใหไ้ ดส้ ิทธิติดตามคู่สมรส
เขา้ มาในประเทศ หรือทาการสมรสเพราะหวงั เงินบาเหน็จตกทอดหรือสมรสเพราะหวงั สิทธิพิเศษ
อยา่ งใดๆ
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 5351/2555 ผูร้ ้องท้ังสองย่ืนคาร้องอา้ งว่าไดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั
หลอกๆ เพ่ือหวงั ประโยชน์ทางการคา้ มิได้จะอยู่กินเป็ นสามีภริยา กนั อย่างแทจ้ ริ ง ท้งั ไม่เคยอยู่
ร่วมกนั ฉันสามีภริยาแต่อย่างใด เหตุท่ีจดทะเบียนสมรสกนั เนื่องจากเช่ือตามหมอดูทานายเท่าน้ัน
แต่ผูร้ ้องท้งั สองมิไดน้ าพยานอื่นเขา้ สืบประกอบวา่ ตนมิไดอ้ ย่กู ินฉันสามีภริยากนั จริง และมิไดส้ ่ง
สาเนาทะเบียนบา้ นวา่ มิไดอ้ ยบู่ า้ นหลงั เดียวกนั นอกจากน้ีผรู้ ้องท้งั สองยงั ปล่อยเวลาใหล้ ว่ งเลยมาถึง
3 ปี เศษ จึงมายน่ื คาร้อง ขอใหศ้ าลพิพากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะ พฤติการณ์ที่นาสืบเช่นน้ีแสดงให้
เห็นว่าผูร้ ้อง ท้งั สองยินยอมเป็ นสามีภริยากนั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458
แลว้ ไม่มีเหตุท่ีจะมายน่ื คาร้องขอใหศ้ าลพิพากษาวา่ การสมรสของผรู้ ้องท้งั สองตกเป็นโมฆะได้
-163-
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 10442/2558 โจทก์ฟ้องหย่าจาเลยและขอเป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครอง
และอุปการะเล้ียงดูเด็กชาย ม. จาเลยให้การว่า โจทก์ว่าจ้างจาเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้
วทิ ยาการทางการแพทยโ์ ดยการผสมเช้ืออสุจิเพ่ือต้งั ครรภเ์ ด็กชาย ม. ให้โจทก์ โดยไม่เคยไดใ้ ช้ชีวิต
ดงั สามีภริยาเลย เม่ือเด็กชาย ม. คลอด โจทกไ์ มส่ ่งเงินมาให้ ไม่ชาระค่าอุปการะเล้ียงดูบตุ รแต่กลบั ขู่
ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กาหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรส
ระหว่างโจทก์และจาเลยเป็ นโมฆะหรือไม่โดยให้จาเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดงั กล่าว เม่ือ
ขอ้ เท็จจริงรับฟังเป็ นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจาเลยเป็ นการจดทะเบียนที่
ปราศจากความยนิ ยอมที่จะอยกู่ ินฉันสามีภริยากนั อยา่ งแทจ้ ริง เนื่องจากโจทก์กบั จาเลยจดทะเบียน
สมรสกนั เพราะโจทก์ตกลงว่าจา้ งจาเลยให้ต้งั ครรภบ์ ุตรให้แก่โจทก์ดว้ ยวิธีการผสมเทียม โดยต่าง
ไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากนั อยา่ งแทจ้ ริงและไม่ประสงคท์ ่ีจะอยกู่ ินร่วมกนั ฉันสามีภริยา จึงเป็นการ
สมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1458 ซ่ึงมีผลใหก้ ารสมรสระหวา่ ง
โจทก์กับจาเลยเป็ นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหน่ึง การท่ี
จาเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรสเป็ นโมฆะ ถือไดว้ า่ เป็ นกรณีท่ีจาเลยซ่ึงเป็นผมู้ ีส่วนไดเ้ สียร้องขอ
ต่อศาลใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1496 วรรคสองแลว้
6.2 การกล่าวอ้างว่าการสมรสใดเป็ นโมฆะ
มาตรา 1496 บญั ญตั ิว่า “คาพิพากษาของศาลเท่าน้นั ท่ีจะแสดงวา่ การสมรสท่ีฝ่ าฝื นมาตรา
1449 มาตรา 1450 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ”
คู่สมรส บิดามารดา หรือผสู้ ืบสันดานของค่สู มรส อาจร้องขอใหศ้ าลพิพากษาว่าการสมรส
เป็นโมฆะไดถ้ า้ ไมม่ ีบุคคลดงั กล่าว ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียจะร้องขอใหอ้ ยั การเป็นผรู้ ้องขอตอ่ ศาลกไ็ ด้
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1496 วรรคแรก จะตอ้ งมีคาพิพากษาของศาลเทา่ น้นั ที่จะแสดงวา่ การ
สมรสที่ฝ่าฝื นการสมรสของคนวิกลจริตหรือ บุคคลท่ีถูกศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถ (มาตรา
1449), การสมรสระหวา่ งญาติสนิท (มาตรา 1450), การสมรสที่ชายหญิงไมย่ นิ ยอมเป็นสามีภริยากนั
น้ัน (มาตรา 1458) เป็ นโมฆะ บุคคลจะกล่าวอ้างว่าการสมรสดังกล่าวเป็ นโมฆะในทันทีไม่ได้
จะต้องมีการนาคดีมาสู่ศาลเพ่ือให้มีคาพิพากษาแสดงว่าการสมรสน้ัน เป็ นโมฆะเสียก่อนตาม
มาตรา 1496
นอกจากน้ี ศาลไม่มีทางทราบไดเ้ องวา่ การสมรสใดเป็นโมฆะ จึงตอ้ งมีผแู้ สดงเหตุให้ศาล
ทราบ ตามบทบญั ญัติมาตรา 1496 วรรคสอง ผูม้ ีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็ นโมฆะ
จะตอ้ งเป็ นผูซ้ ่ึงกฎหมายให้อานาจเท่าน้ัน ไดแ้ ก่ คู่สมรส บิดา มารดา ผูส้ ืบสันดาน บิดา ตอ้ งเป็ น
บิดาท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย ผูส้ ืบสันดาน ไดแ้ ก่ ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงลงมา เพราะบุคคลเหล่าน้ี
-164-
เป็ นผูม้ ีส่วนไดเ้ สียโดยตรงใน การสมรสท่ีเป็ นโมฆะน้ัน เช่น พี่ชายสมรสกบั นอ้ งสาว ตวั คู่สมรส
น้ันเองหรือบิดามารดาหรือบุตรที่เกิดจากการสมรส มีอานาจที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการ
สมรสเป็นโมฆะได้ และกรณีบุตรร้องไม่ถือเป็นคดีอทุ ลมุ (มาตรา 1562)
ส่วนกรณีพนกั งานอยั การ เป็ นผูร้ ้องขอแทนโดยผูม้ ีส่วนไดเ้ สียร้องขอให้พนกั งานอยั การ
ดาเนินการดงั กล่าวเมื่อไม่มีคู่สมรส บิดา มารดา หรือผูส้ ืบสันดานของคู่สมรสน้นั โดยจะตอ้ งมีผูม้ ี
ส่วนไดเ้ สียมาร้องขอต่อพนกั งานอยั การ เสียก่อน พนักงานอยั การจึงจะมีอานาจดาเนินคดีเก่ียวกบั
การสมรสท่ีเป็ นโมฆะได้
ผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย เช่น บตุ รบุญธรรม นายทะเบียนครอบครัว หรือทายาทผจู้ ะไดร้ ับมรดกหรือ
เสียสิทธิในการรับมรดก
คาพิพากษาฎีกาท่ี 5280/2544 ผสู้ ืบสนั ดานไม่จากดั ว่าจะตอ้ งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมที่
มีสิทธิในการรับมรดกหรือไม่ เพราะเม่ือยงั ปรากฏความเป็นโมฆะอยโู่ ดยยงั ไม่มีคาพิพากษาให้เป็น
โมฆะ ยอ่ มกระทบกระเทือนสิทธิของผสู้ ืบสันดาน
คาพิพากษาฎีกาที่ 3898/2548 เม่ือศาลยงั ไม่มีคาพิพากษาว่าการสมรสเป็ นโมฆะตามาตรา
1496 วรรคหน่ึง ถือวา่ การสมรสยงั คงมีอยู่ ผูร้ ้องจึงเป็นคสู่ มรสที่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิ
รับมรดกของผตู้ าย
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 10542/2558 ชายฟ้องหย่าและขอให้บุตรอยู่ใน ความปกครองของ
ชายแตผ่ เู้ ดียว หญิงอา้ งวา่ ไม่มีเหตุฟ้องหยา่ และอา้ งวา่ การสมรสเป็น โมฆะเพราะชายหญิงไมย่ นิ ยอม
เป็ นสามีภริยากนั แต่สมรสกนั เพื่อวตั ถุประสงคจ์ ะให้ ผสมเทียมเพื่อกาเนิดบุตร การที่หญิงอา้ งว่า
การสมรสเป็ นโมฆะด้วยเหตุดังกล่าวถือไดว้ ่า เป็ นการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็ น
โมฆะแลว้ ศาลมีอานาจพิพากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะได้ ไมเ่ กินคาขอ
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3898/2544 บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษา ว่าการสมรสที่ชาย
หญิงมิไดย้ ินยอมเป็ นสามีภริยากัน อนั เป็ นการฝ่ าฝื นประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1454 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 น้นั ไดแ้ ก่ คสู่ มรส บิดามารดา หรือผูส้ ืบสันดานของคู่สมรส
หรืออยั การ เมื่อผูค้ ัดคา้ นไม่ใช่บุคคล ดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่าง
ผตู้ ายกบั ผูร้ ้องเป็ นโมฆะไดผ้ ูร้ ้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผูต้ าย ผูร้ ้องย่อมเป็ นภริยาโดย
ชอบดว้ ยกฎหมายของผตู้ าย หากการสมรสไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย คาพิพากษาของศาลเท่าน้นั ท่ีจะ
แสดงวา่ การสมรสน้นั เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เม่ือยงั ไม่มีฝ่าย
ใดฟ้องและศาลไม่มีคาพิพากษาวา่ การสมรสระหวา่ งผรู้ ้องกบั ผตู้ ายเป็ นโมฆะ การสมรสระหวา่ งผู้
ร้องกบั ผตู้ ายจึงยงั คงมีอยู่ ผรู้ ้องจึงยงั เป็นคู่สมรสของ ผตู้ าย เป็นทายาทโดยธรรมคนหน่ึง มีสิทธิรับ
มรดกของผตู้ ายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิขอต้งั ผจู้ ดั การมรดกของผตู้ าย
-165-
มาตรา 1497 การสมรสท่ีเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝื นมาตรา 1452 บุคคลผมู้ ีส่วนไดเ้ สียคนใดคน
หน่ึงจะกล่าวอา้ งข้นึ หรือจะร้องขอใหศ้ าลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะกไ็ ด้
จากบทบัญญตั ิมาตราน้ี เป็ นกรณีการขอให้การสมรสตกเป็ นโมฆะ เพราะฝ่ าฝื นมาตรา
1452 การสมรสท่ีเป็ นโมฆะ เพราะฝ่ าฝื นมาตรา 1452 บุคคลผูม้ ีส่วนไดเ้ สียคนใดคนหน่ึงจะกล่าว
อา้ งข้นึ หรือจะร้องขอใหศ้ าลพิพากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะกไ็ ด้
ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียจะกล่าวอา้ งข้ึน หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาก็ได้ เหตุที่ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียจะ
ร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็ นโมฆะ ท้งั ที่กล่าวอา้ งข้ึนได้ เพราะหากไม่มีการร้องขอให้
ศาลพิพากษาแลว้ ก็ไม่อาจนามาอา้ งกบั บุคคลภายนอกได้ (มาตรา 1497/1)
การกล่าวอา้ งวา่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะน้นั เป็นเรื่องการแจง้ ปรากฏการณ์หรือแจง้ เรื่องให้
ทราบถึงความเสียเปลา่ ของการสมรส ไม่ใช่เร่ืองของการบอกลา้ งหรือเพกิ ถอนการสมรส
การสมรสเป็ นโมฆะตามาตรา 1496 และมาตรา 1497 น้ัน มีขอ้ แตกต่างจากนิติกรรมเป็ น
โมฆะทวั่ ไป ซ่ึงกาหนดให้บุคคลผมู้ ีส่วนไดเ้ สียกล่าวอา้ งข้ึนไดโ้ ดยไม่จาตอ้ งฟ้องศาล แต่เน่ืองจาก
การสมรสเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับสถานะของบุคคล การจะแสดงถึงสถานะดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วย
กฎหมายอย่างไรจึงจาต้องอาศัยคาพิพากษาของศาล เพราะเกี่ยวข้องกับทะเบียนสมรสอันเป็ น
เอกสารมหาชนดงั กล่าว
ในทางกลับกัน การสมรสที่เป็ นโมฆะเพราะฝ่ าฝื นกฎหมาย ถ้ายงั ไม่มีผูร้ ้องขอให้ศาล
พพิ ากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะ หรือมีการยกข้ึนกล่าวอา้ ง การสมรสน้นั กย็ งั ไมเ่ ป็นโมฆะ
ผูม้ ีส่วนไดเ้ สีย คือ คู่สมรส บิดามารดาของคู่สมรส ผูส้ ืบสันดานของคู่สมรส บุคคลตาม
มาตรา 28 บคุ คล ทายาทตามกฎหมายมรดก เป็นตน้
การสมรสซ้อน แมช้ ายหรือหญิงฝ่ ายใดฝ่ายหน่ึงไดต้ ายไปแลว้ กไ็ ม่ตดั สิทธิผมู้ ีส่วนไดเ้ สียท่ี
จะร้องขอต่อศาลได้ (ตามนยั ฎีกาที่ 594/2506, ฎีกาที่ 220/2541, ฎีกาที่ 6788/2541)
การกล่าวอา้ งในเรื่องการสมรสซ้อนเป็ นโมฆะมกั จะเป็ นคู่สมรสคร้ังแรกกล่าวอา้ งต่อคู่
สมรสในคร้ังที่สอง เช่น นายไผ่ จด ทบ.สมรสกับ นางสไปร์ ในวนั ที่ 1 มค. แลว้ มาจดทะเบียน
สมรสกับนางเป็ ปซี่อีกในวนั ท่ี 2 ก.พ. เช่นน้ีการสมรสของนายไผ่ กับนางเป๊ ปซี่เป็ นโมฆะ นาง
สไปร์ก็มากล่าวอา้ งวา่ การสมรสของนายไผ่ กบั นางเป๊ ปซี่เป็นโมฆะ ไดท้ นั ทีไม่ตอ้ งนาคดีฟ้องร้อง
ตอ่ ศาล
ท้งั น้ี นางสไปร์มาแจง้ ต่อนางเป๊ ปซ่ีว่าการสมรสของนางเป๊ ปซี่เป็ นโมฆะได้เพื่อป้องกัน
มิใหน้ างเป๊ ปซ่ียกขอ้ ต่อสู้ว่าตนเองสมรสโดยสุจริตและยงั ไม่รู้เหตุท่ีทาใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะตาม
มาตรา 1499วรรค 2 ซ่ึงโดยปกติมกั จะมีการแจง้ เป็นหนงั สือลงทะเบียนตอบรับเพ่ือปรากฏหลกั ฐาน
ชดั เจนได้ และคู่สมรสท่ีเป็ นโมฆะก็อ้างการสมรสเป็ นโมฆะไดด้ ว้ ย เช่น นาย ก. สมรสกบั นาง ข.
-166-
นาย ก สมรสกบั นาง ค นาย ก. มีหน้ี 10,000 บาท โดยนาย ก.กูค้ นอ่ืนมา เช่นน้ี นาง ค อา้ งวา่ สมรส
เป็นโมฆะไดเ้ พ่ือไมต่ อ้ งรับผิดในหน้ีน้นั
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3279/2542 สามีที่จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็ นผูท้ าการสมรสโดยไม่
สุจริตจึงมิใช่เป็ นผูม้ ีส่วนไดเ้ สียจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของตนเป็ นโมฆะตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497
ภริยาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมายมิใช่ผูม้ ีส่วนไดเ้ สียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรส
ซอ้ นของสามีเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1497
คาพิพากษาฎีกาท่ี 6186/2545 ชายหรือหญิงท่ีทาการสมรสในขณะท่ีตนมีคู่สมรสอยู่แลว้
เป็นการสมรสที่ฝ่ าฝื นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และทาให้การสมรสน้ันเป็ น
โมฆะตามมาตรา 1495 ซ่ึงมาตรา 1497 ระบุว่า การสมรสท่ีฝ่ าฝื นมาตรา 1452 บุคคลผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย
คนใดคนหน่ึงจะกล่าวอา้ งข้ึน หรือจะร้องขอใหศ้ าลพพิ ากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะก็ได้
ปรากฏว่าขณะท่ี ท.จดทะเบียนสมรสกบั จาเลยน้นั ท. มีคู่สมรสคือ ป. อยแู่ ลว้ การที่ ท. มา
จดทะเบียนสมรสกบั จาเลยอีกโดยท่ียงั มิไดห้ ย่าขาดจาก ป. จึงเป็ นการฝ่ าฝื นมาตรา 1452 ย่อมตก
เป็ นโมฆะตามมาตรา 1495 แมโ้ จทก์ท้งั เจ็ดจะเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ท. กบั จ. ซ่ึงถึงแก่
กรรมไปแลว้ แต่ก็เป็ นทายาทโดยธรรมของ ท.เม่ือท. ถึงแก่ความตายโจทก์ท้งั เจ็ดย่อมมีสิทธิไดร้ ับ
ทรัพยม์ รดกของ ท. โจทกท์ ้งั เจ็ดจึงอยู่ในฐานะเป็นบุคคลผมู้ ีส่วนไดเ้ สียท่ีจะร้องขอใหศ้ าลพิพากษา
วา่ การสมรสระหวา่ ง ท. กบั จาเลยเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ได้ โจทกท์ ้งั เจ็ดมีอานาจฟ้อง
6.3 ผลของการสมรสทเี่ ป็ นโมฆะ
6.3.1 ไม่ก่อให้เกดิ ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
มาตรา 1498 บญั ญตั ิว่า “การสมรสท่ีเป็ นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพนั ธ์ทางทรัพยส์ ิน
ระหวา่ งสามีภริยา ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพยส์ ินท่ีฝ่ ายใดมีหรือไดม้ าไม่ว่าก่อนหรือหลงั
การสมรสรวมท้งั ดอกผลคงเป็นของฝ่ายน้นั ส่วนบรรดาทรัพยส์ ินที่ทามาหาไดร้ ่วมกนั ใหแ้ บ่งคนละ
คร่ึง เวน้ แต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็ นประการอ่ืน เมื่อไดว้ ิเคราะห์ถึงภาระในครอบครัวภาระในการ
หาเล้ียงชีพและฐานะของค่กู รณีท้งั สองฝ่ายตลอดจนพฤติการณ์อื่นท้งั ปวงแลว้ ”
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1498 มีประเดน็ พจิ ารณาดงั น้ี
1.ทรัพยส์ ินที่ฝ่ ายใดมีหรือไดม้ าก่อนหรือหลงั การสมรสรวมท้งั ดอกผลคงเป็ นของฝ่ ายน้นั
ไมถ่ ือวา่ เป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธ์ิรวม จึงไม่มีสิทธิท่ีจะแบ่งทรัพยส์ ินจากค่สู มรสอีกฝ่ ายหน่ึงใน
ฐานะเจา้ ของรวม1
1 คาพิพากษาฎีกาที่ 1426/2537
-167-
2. การสมรสท่ีเป็ นโมฆะถา้ ศาลยงั ไม่มีคาพิพากษาแสดงการสมรสว่าเป็ นโมฆะ แมก้ าร
สมรสจะขัดต่อเง่ือนไขตามมาตรา 1449,1450 และ 1458 แต่คู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะอ้างว่า
ทรัพยส์ ินท่ีได้มาก่อนหรือในระหว่างสมรสเป็ นของตนเพียงฝ่ ายเดียวยงั ไม่ได้ จนกว่าศาลจะได้
พิพากษาวา่ การสมรสเป็นโมฆะ
3. ส่วนการสมรสท่ีฝ่ าฝื นมาตรา 1452 น้นั เนืองจากบุคคลผูม้ ีส่วนไดเ้ สียสามารถจะกล่าว
อา้ งข้ึนได้เอง ดงั น้ันคู่สมรสจึงสามารถอา้ งได้ว่าทรัพยส์ ินท่ีตนทามาหาได้ก่อนหรือในระหว่าง
สมรสเป็นของตนเพียงฝ่ายเดียวไดต้ ามมาตรา 1497
4. ทรัพยส์ ินท่ีทามาหาไดร้ ่วมกนั ให้แบ่งคนละคร่ึง เวน้ แต่ ศาลจะเห็นสมควรเป็นประการ
อ่ืน เม่ือไดพ้ ิเคราะห์ถึง ภาระในครอบครัว ภาระในการหาเล้ียงชีพ และฐานะของคู่กรณีท้งั สองฝ่ าย
ตลอดจนพฤติการณ์อื่นท้งั ปวง
-ภาระในครอบครัว ไดแ้ ก่ การที่คู่สมรสฝ่ ายใดเป็นผตู้ อ้ งเสียค่าใชจ้ ่ายในการอุปการะเล้ียงดู
บุตรหรือเป็ นผูต้ อ้ งรับภาระในกิจการต่าง ๆ ในครอบครัว เช่น การจดั ซ้ือสิ่งของต่าง ๆ มาใชส้ อย
ภายในบา้ น
-ภาระในการหาเลี้ยงชีพ ศาลอาจจะคานึงว่าคู่สมรสฝ่ ายใดเป็ นผูร้ ับภาระในการจดั ทา
กิจการต่าง ๆ มากน้อยกว่ากันเพียงใด เช่น สามีเป็ นผูส้ ั่งซ้ือสินคา้ และรับผิดชอบในการจาหน่าย
สินคา้ ตลอดจนการจา้ งพนักงานต่าง ๆ ส่วนภริยามีหน้าที่ในการจดั ทาบญั ชีเท่าน้ัน ศาลอาจจะให้
สามีไดร้ ับส่วนแบง่ มากกวา่ ภริยากไ็ ด้
-ฐานะของคู่กรณีท้ังสองฝ่ าย โดยคานึงถึงการประกอบกิจการน้นั ๆ วา่ คู่สมรสฝ่ ายใดเป็ น
ฝ่านผลู้ งทุนมากนอ้ ยกวา่ กนั
-กรณีท่ีมีการทาสัญญาก่อนสมรส ก็ไม่ทาให้เกิดความสัมพนั ธ์ตามสัญญาก่อนสมรสได้
เพราะเมื่อศาลมีคาพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็ นโมฆะแลว้ ย่อมมีผลไปถึงสัญญาก่อนสมรสว่า
หมดสภาพในการบงั คบั โดยปริยายดว้ ย ดงั น้นั คู่สมรสไม่จาตอ้ งร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนสัญญา
ก่อนสมรสดงั กล่าว ตามมาตรา 1467
-กรณีท่ีมีการทาสัญญาระหวา่ งสมรสคูส่ มรสกไ็ ม่จาตอ้ งบอกลา้ งสัญญาระหวา่ งสมรส
แตก่ ารท่ีชายหญิงที่การสมรสเป็นโมฆะเพราะเหตุสมรสซ้อน ไดต้ กลงจดทะเบียนหยา่ และ
ทาสัญญาแบ่งทรัพยส์ ินสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ซ่ึงปกติต้อง
จดั แบ่งทรัพยส์ ินตามมาตรา 1498 วรรคสอง แต่สัญญาดงั กล่าวเป็ นการระงบั ขอ้ พิพาทซ่ึงมีอยู่หรือ
จะมีข้ึนใหเ้ สร็จไปดว้ ยต่างยอมผอ่ นผนั ใหแ้ ก่กนั จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา
8502
2 คาพพิ ากษาฎีกาที่ 2496/2544
-168-
การสมรสท่ีเป็ นโมฆะจะไม่ก่อให้เกิดความสัมพนั ธ์ทางทรัพยส์ ินระหว่างสามีและภรรยา
เมื่อผมู้ ีส่วนไดเ้ สียไดร้ ้องขอต่อศาลให้พิพากษาใหก้ ารสมรสเป็ นโมฆะแลว้ และมีคาพิพากษาของ
ศาลแสดงวา่ การสมรสเป็นโมฆะ ผลเร่ืองทรัพยส์ ินของท้งั สองฝ่ายจะมีลกั ษณะเป็นดงั น้ี
ทรัพยส์ ินท่ีฝ่ายใดมีหรือไดม้ า ไม่วา่ ก่อนหรือหลงั การจดทะเบียนสมรส รวมท้งั ดอกผลเป็น
ของฝ่ ายน้ัน เช่น นาย ก. จดทะเบียนสมรสกบั นาง ข. โดยก่อนจดทะเบียน นาย ก. มีเงินฝากอยู่ใน
ธนาคาร 150,000 บาท และหลงั จากจดทะเบียนสมรสกนั แลว้ นาย ก. ก็ไดห้ าเงินมาเขา้ ฝากธนาคาร
อีก 100,000 บาท เม่ือภรรยานาย ก. ท่ีจดทะเบียนสมรสกันมาก่อน ทราบข่าวว่านาย ก.ไปจด
ทะเบียนสมรสกบั นาง ข. อีก จึงร้องขอต่อศาลเพ่ือใหก้ ารจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย ก. กบั นาง
ข. เป็นโมฆะ (มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 และมาตรา 1497)
ศาลไดพ้ ิจารณาแลว้ จึงมีคาส่ังพิพากษาแสดงวา่ การสมรสระหวา่ งนาย ก. กบั นาง ข. เป็ น
โมฆะ ดงั น้นั เงินฝากในธนาคารท้งั ก่อนและหลงั จดทะเบียนสมรสของนาย ก. กบั นาง ข. จานวน
250,000 บาท คงเป็นของนาย ก. แต่เพียงฝ่ายเดียว (มาตรา1498)
ทรัพยท์ ่ีไดม้ าโดยพินยั กรรม หรือการให้โดยเสน่หา เม่ือพินยั กรรมหรือหนงั สือยกใหร้ ะบุ
ว่าให้ท้งั สองฝ่ าย ทรัพยส์ ินท่ีไดม้ าน้นั ตอ้ งแบ่งคนละคร่ึง เช่น นายไก่กบั นางนกจดทะเบียนสมรส
กนั แลว้ ต่อมาไดม้ ีพินยั กรรมฉบบั หน่ึงจากญาติของนางนกระบุในพินยั กรรมวา่ ขอยกที่ดินจานวน
8 ไร่ ใหแ้ ก่นางนกและนายไก่ผเู้ ป็นสามี
เม่ือผูม้ ีส่วนได้เสียฝ่ ายนางนกทราบว่านายไก่ทาการสมรสมาก่อนแล้ว การจดทะเบียน
สมรสระหว่างนายไก่และนางนางนกเป็ นการจดทะเบียนสมรสซ้อน จึงฟ้องศาล เม่ือศาลได้มี
คาพิพากษาแสดงว่าการจดทะเบียนของนายไก่และนางนกเป็ นโมฆะ (มาตรา 1497) ดังน้ันท่ีดิน
จานวน 8 ไร่ ท่ีระบุในพินัยกรรมยกให้แก่บุคคลท้งั สองตอ้ งแบ่งกนั คนละคร่ึง คือนายไก่ได้ 4 ไร่
และนางนกได้ 4 ไร่ (มาตรา 1498)
ตวั อย่าง พ่ีชายสมรสน้องสาว การสมรสเป็ นโมฆะ (มาตรา 1450 ประกอบมาตรา 1495
และมาตรา 1498) แมก้ ่อนที่จะมีคาพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็ นโมฆะพี่ชายผเู้ ป็ นสามีไดเ้ งินมา
100,000 บาท แลว้ นาไปฝากเงินมีดอกเบ้ีย 1,000 บาท ดงั น้ันเงินตน้ และดอกเบ้ีย 101,000 บาทน้ัน
ถือเป็นทรัพยส์ ินของสามีแตผ่ เู้ ดียว
หรือ ถา้ หากนอ้ งสาวมีที่ดิน 10 ไร่ก่อนจดทะเบียน ตอ่ มาสมรสกบั พ่ชี ายไดค้ ่าเช่ามา 10,000
บาท ดงั น้นั ท่ีดิน และเงินค่าเช่า ดงั กล่าวเป็นทรัพยส์ ินของภริยาแต่เพียงผเู้ ดียวเช่นกนั
ถา้ ป่ ูสมรสกบั หลาน มีเงินทามาหาไดร้ ่วมกนั 40,000 บาท เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรส
เป็นโมฆะ เช่นน้ีเงิน 40,000 บาทตอ้ งแบง่ คนละคร่ึง (มาตรา 1450 ประกอบมาตรา 1495 และมาตรา
1498)
-169-
6.3.2 บทค้มุ ครองคู่สมรสฝ่ ายสุจริต
เจตรารมณ์ของกฎหมายในเรื่องน้ีตอ้ งการคุม้ ครองคู่สมรสท่ีสุจริต ผลก็คือไมท่ าใหค้ ู่สมรส
ท่ีสุจริตเสื่อมสิทธิที่ไดม้ าเพราะการสมรสและยงั มีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนและคา่ เล้ียงชีพไดอ้ ีกดว้ ย
อยา่ งไรจะเรียกว่า “สุจริต” หรือ “ไม่สุจริต” ในที่น้ีพิเคราะห์จากการรู้ขอ้ เท็จจริงอนั เป็ น
เง่ือนไขแห่งการสมรสที่เป็นโมฆะหรือไม่เทา่ น้นั เช่น รู้วา่ คู่สมรสอีกฝ่ายหน่ึงเป็นคนวิกลจริต หรือ
เป็ นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงหรื อไม่
สิทธิท่ีได้มา ยงั มีความไม่แน่ชัดว่า หมายถึง สิทธิในทางใดบ้าง สิทธิท่ีไดม้ าเพราะการ
สมรส อาจเป็นการไดม้ าโดยทางตรงหรือทางออ้ มก็ได้
สิทธิในทางตรง เช่น สิทธิในความสัมพนั ธ์ทางทรัพยส์ ิน หรือสิทธิในการไดร้ ับค่าอุปการะ
เล้ียงดูจากอีกฝ่ ายหน่ึง
สิทธิในทางออ้ ม เช่น สิทธิในการรับมรดก การได้รับสัญชาติ การได้รับสิทธิในการหัก
ลดหยอ่ นภาษเี พราะมีคู่สมรส สิทธิในการรับบาเหน็จตกทอด
เฉพาะสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสเท่าน้ัน ที่จะต้องพิจารณาความสุจริตของคู่สมรส ส่วน
สิทธิซ่ึงมิไดม้ าจากการสมรส แมจ้ ะไมส่ ุจริต คสู่ มรสกไ็ ม่เสื่อมสิทธิ เช่น ชายสมรสกบั หญิงท้งั ที่รู้ว่า
เป็ นพ่ีน้องร่วมบิดามารดา หลงั จากสมรส หญิง ให้ทรัพยส์ ินแก่ชาย เช่นน้ี ชายไม่เส่ือมสิทธิใน
ทรัพยท์ ่ีหญิงยกใหน้ ้นั เพราะมิไดเ้ ป็นสิทธิที่ไดม้ าเพราะมาจากสมรสน้นั
1. การสมรสท่ีเป็ นโมฆะเพราะฝ่ าฝื นมาตรา 1449 มาตรา 1450 และ มาตรา 1458
(ก) ผูส้ มรสโดยสุจริตไม่เส่ือมสิทธิท่ีได้มาก่อนมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้การสมรสเป็ น
โมฆะมาตรา 1499 วรรคแรก
(ข) ผสู้ มรสโดยสุจริตมีสิทธิเรียกค่าทดแทนไดภ้ ายใน 2 ปี นบั แต่วนั ที่มีคาพพิ ากษาถึงที่สุด
(ค) ผสู้ มรสโดยสุจริตมีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพไดภ้ ายใน 2 ปี นบั แต่วนั ที่มีคาพิพากษาถึงที่สุด
ถา้ การสมรสน้นั ทาใหต้ นยากจนเพราะไมม่ ีรายไดต้ ามมาตรา 1499 วรรค 3 และ 4
2. การสมรสท่เี ป็ นโมฆะเพราะฝ่ าฝื นมาตรา 1452
(ก) ผู้สมรสโดยสุจริตไม่มสี ิทธิท่ไี ด้มาก่อนท่จี ะรู้ถงึ เหตทุ ี่ทาให้การสมรสเป็ นโมฆะ
(ข) ผู้สมรสโดยสุจริตไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึง
ไม่ว่ากรณีใดๆ มาตรา 1499 วรรค 2
ตวั อยา่ ง นายหล่อกบั นางสวยเป็นสามีภริยากนั นายหล่อไดไ้ ปทางานอยตู่ ่างจงั หวดั ไดช้ อบ
พอกบั นางเอ จึงทาการหม้นั ดว้ ยแหวนเพชรและทาการสมรสโดยนางเอ ไม่ทราบวา่ นายหล่อมีภริยา
อยู่แลว้ ดงั น้ี สมใจทาการสมรสกบั นายหล่อในขณะท่ีนายหล่อมีภริยาอยู่แลว้ เป็ นการสมรสซ้อน
ตามมาตรา 1452 เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่นางเอไม่เส่ือมสิทธิที่ไดม้ าเพราะการสมรสก่อนท่ี
-170-
จะรู้ถึงเหตุท่ีทาให้การสมรสเป็นโมฆะ สมใจจึงมีสิทธิในแหวนเพชรของหม้นั แต่นางเอไม่มีสิทธิ
ไดร้ ับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมที่เป็นคสู่ มรสของเดก็ ตามมาตรา 1499 วรรค 2
(ค) ผู้สมรสโดยสุจริตมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่ทาให้การ
สมรสเป็ นโมฆะ
หากชายหรือหญิงฝ่ ายใดเพยี งฝ่ ายเดียวเป็นผทู้ าการสมรสโดยสุจริต ฝ่ ายน้นั กม็ ีสิทธิเรียกค่า
ทดแทนได้ ถา้ ชายหญิงไมส่ ุจริตดว้ ยกนั ท้งั สองฝ่าย เช่น จดทะเบียนสมรสหลอกกนั หวงั ไดร้ ับมรดก
ชายหญิงจะเรียกค่าทดแทนจากกันไม่ได้ แต่ถา้ ชายหญิงต่างสมรสโดยสุจริตท้ังคู่ ก็จะเรียกค่า
ทดแทนจากกนั ไม่ได้ ท้งั น้ีคา่ ทดแทนความเสียหาย พิจารณาตามมาตรา 1440 เป็นแนวทาง
การสมรสท่ีเป็นโมฆะไม่เป็นผลใหช้ ายหรือหญิงผสู้ มรสโดยสุจริตเสื่อม สิทธิที่ไดม้ าเพราะ
การสมรสน้นั ซ่ึงผูส้ มรสโดยสุจริตจะไดร้ ับสิทธิ ดงั น้นั ฝ่ ายใดที่ทาการสมรสโดยสุจริต ฝ่ ายน้ันมี
สิทธิเรียกค่าทดแทนได้ เช่น นาง ข. ทาการจดทะเบียนสมรสกบั นาย ก. โดยไม่ทราบมาก่อนเลยว่า
นาย ก. ไดท้ าการจดทะเบียนสมรสกบั หญิงอ่ืนมาก่อนหนา้ ตนแลว้
การท่ีตนทาการจดทะเบียนสมรสกับนาย ก. เพราะนาย ก. บอกตนว่าไม่เคยจดทะเบียน
สมรสกบั ใคร ตนจึงหลงเช่ือดว้ ยความสุจริตใจทาการสมรสดว้ ย ภายหลงั ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียร้องต่อศาล
และศาลมีคาพิพากษาแสดงว่าการสมรสของนาย ก. และนาง ข. เป็ นโมฆะ เมื่อเป็ นเช่นน้ี นาง ข.
เรียกคา่ ทดแทนจากการเสียหายที่ทาการสมรสกบั นาย ก. ได้
(ง) ผู้สมรสโดยสุจริตมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุท่ีทาให้การ
สมรสเป็ นโมฆะ ถ้าการส่งรถน้นั ทาให้ตนยากจนลงเพราะไม่มีรายได้มาตรา 1499 วรรค 3 และ 4
ฝ่ายท่ีมีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพตอ้ งเป็นผทู้ าการสมรสโดยสุจริต และตอ้ งประกอบดว้ ยเงื่อนไข
2 ประการ คือ 1. ตอ้ งยากจนลง
2. ไม่มีรายไดพ้ อจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามท่ีเคยทาก่อนมีคาพิพากษาถึง
ท่ีสุดของศาลแสดงว่าการสมรสเป็ นโมฆะ หรือก่อนที่จะไดร้ ู้ว่าการสมรสของตนเป็ นโมฆะเพราะ
ฝ่าฝืนมาตรา 1452
การสมรสอาจทาให้อีกฝ่ ายตอ้ งเปล่ียนงานหรือออกจากงานโดยหวงั จะครองคู่กบั อีกฝ่ าย
หน่ึงอย่างมีความสุข ทาให้เสียประโยชน์จากรายไดท้ ่ีเคยมีมา ฝ่ ายท่ีทาการสมรสโดยสุจริตตอ้ ง
ยากจนลงและไม่มีรายไดพ้ อจากทรัพยส์ ิน หรือการงานท่ีเคยทา และก่อนที่จะไดร้ ู้วา่ การสมรสของ
ตนเป็ นโมฆะฝ่ ายน้นั มีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพ เช่น ก่อนที่นางกุหลาบจะทาการสมรสกบั นายตะวนั
นางกุหลาบเคยทางาน เป็นเสมียนไดร้ ับ เงินเดือนๆ ละ 6,000 บาท ต่อมาไดแ้ ต่งงานและจดทะเบียน
สมรสกบั นายตะวนั ดว้ ยความสุจริต นายตะวนั ไดข้ อร้องให้นางกุหลาบออกจากงานมาอยู่ดว้ ยกนั
ฉนั สามีภรรยา โดยไปเช่าห้องพกั อยู่ และไดใ้ ห้เงินนางกุหลาบใชจ้ ่ายในครอบครัว เดือนละ 3,000
-171-
บาท ซ่ึงนอ้ ยกว่าเงินที่นางกหุ ลาบเคยทางานไดถ้ ึง 3,000 บาท ต่อมาภรรยาหลวงของนายตะวนั ท่ีได้
จดทะเบียน ทราบข่าวว่านายตะวนั ไปจดทะเบียนสมรสกบั ภรรยาใหม่จึงขอให้ศาลมีคาพิพากษา
แสดงว่าการสมรสระหว่างนายตะวนั กบั นางกุหลาบเป็ นโมฆะ และศาลได้มีคาพิพากษาตามขอ
กรณีเช่นน้ีนางกุหลาบเป็นผสู้ ุจริต และก่อนที่จะไดร้ ู้วา่ การสมรสของตนเป็นโมฆะ นางกุหลาบจึง
มีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพจากนายตะวนั ได้โดยการฟ้องร้องต่อศาล ซ่ึงค่าเล้ียงชีพน้ีศาลอาจจะให้
เพยี งใดหรือไมใ่ หก้ ไ็ ด้
ศาลจะกาหนดค่าเล้ียงชีพให้เพียงใดหรือไม่ก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผูใ้ ห้และ
ฐานะของผูร้ ับค่าเล้ียงชีพ ตามมาตรา 1499 ประกอบมาตรา มาตรา 1526 วรรคหน่ึง ศาลจะให้ชาระ
เป็นเงินโดยชาระเป็นงวดๆ หรือเป็นคร้ังคราวตามที่กาหนดหรือจะใหช้ าระเป็นอยา่ งอ่ืนก็ได้
หากพฤติการณ์เก่ียวกบั รายไดห้ รือฐานะของฝ่ ายท่ีมีสิทธิได้รับค่าเล้ียงชีพเปล่ียนไป เมื่อ
ฝ่ ายท่ีให้ค่าเล้ียงชีพแสดงใหป้ รากฏต่อศาล ศาลจะสั่งแกไ้ ขใหม่โดยเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลบั ให้
ค่าเล้ียงชีพกไ็ ด้
ฝ่ ายที่มีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพจะฟ้องหรือฟ้องแยง้ เขา้ มาในคดีท่ีขอให้ศาลพิพากษาว่าการ
สมรสเป็ นโมฆะก็ได้ และแมจ้ ะไม่ไดเ้ รียกค่าเล้ียงชีพมาในคาฟ้องหรือฟ้องแยง้ หากมีเหตุให้ตอ้ ง
ฟ้องเรียกค่าเล้ียงชีพในภายหลงั ก็ยอ่ มกระทาไดภ้ ายในอายุความ 2 ปี ดงั ท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1499
วรรคทา้ ย
สิทธิรับค่าเลยี้ งชีพหมดลงเมื่อสมรสใหม่
ถา้ คู่สมรสฝ่ ายที่มีสิทธิรับค่าเล้ียงชีพไดส้ มรสใหม่ ยอ่ มมีผลให้เกิดความสัมพนั ธ์ฉันสามี
ภริยาที่จะตอ้ งช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูซ่ึงกนั และกันกบั คู่สมรสใหม่ตามมาตรา 1461 วรรคสอง
กรณีจึงไม่มีความจาเป็นท่ีจะตอ้ งรับคา่ เล้ียงชีพอีกต่อไป
อายุความในเรียกค่าเล้ียงชีพ มีกาหนดอายคุ วาม กรณีฝ่ าฝื น มีกาหนดอายุความ 2 ปี นบั แต่
วนั ที่มีคาพิพากษาถึงที่สุด
ส่วนกรณีฝ่ าฝื นมาตรา 1452 มีอายุความ 2 ปี นับแต่วนั ที่รู้ถึงเหตุที่ทาให้การสมรสเป็ น
โมฆะ
6.3.3 ไม่กระทบถงึ สิทธขิ องบคุ คลภายนอกผู้ทาการโดยสุจริต
การสมรสที่เป็ นโมฆะไม่ว่ากรณีใดๆ ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผูก้ ระทาการ
โดยสุจริตซ่ึงไดม้ าก่อนมีการบนั ทึกความเป็นโมฆะไวใ้ นทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1 (มาตรา
1500)
ถา้ บคุ คลภายนอกรู้ขอ้ เท็จจริงว่าการสมรสเป็นโมฆะ แมศ้ าลยงั ไม่ไดม้ ีคาพิพากษาแสดงวา่
การสมรสเป็ นโมฆะแลว้ ยงั ก่อนิติสัมพนั ธ์กบั ชายหรือหญิงถือว่าไม่สุจริต จึงไม่ไดค้ วามคุม้ ครอง
-172-
ใดๆ เก่ียวกบั สิทธิท่ีไดม้ าอนั มีผลใหค้ สู่ มรสอีกฝ่ายโตแ้ ยง้ โดยปฏิเสธความรับผิดหรือเรียกทรัพยค์ ืน
จากบคุ คลภายนอกได้
ความสุจริตของบุคคลภายนอกตอ้ งเกิดข้ึนก่อนมีการบนั ทึกความเป็นโมฆะไวใ้ นทะเบียน
สมรส กล่าวคือ แมศ้ าลจะมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดว่าการสมรสเป็นโมฆะแลว้ หากนายทะเบียนยงั มิได้
บนั ทึกความเป็นโมฆะไวใ้ นทะเบียนสมรส บุคคลภายนอกผูส้ ุจริตก็ยงั ไดร้ ับความคุม้ ครองอยู่ เม่ือ
นายทะเบียนบนั ทึกความเป็ นโมฆะเม่ือใด แมบ้ ุคคลภายนอกจะอา้ งว่าตนสุจริตก็ไม่ได้รับความ
คมุ้ ครองอีกต่อไป
การท่ีศาลพิพากษาว่าการสมรสใดเป็ นโมฆะ ไม่กระทบกระเทือนต่อบุคคลภายนอก ผูท้ า
การโดยสุจริตเส่ือมสิทธิที่ได้ก่อนศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็ นโมฆะ โดยให้ถือเสมือนไม่มี
คาพพิ ากษาเช่นน้นั (เป็นโมฆะ)
ในกรณีน้ีหมายถึง บุคคลภายนอกท่ีเขา้ มาเกี่ยวขอ้ งทาการใดๆ ต่อคู่สมรสก่อนท่ีศาลมีคา
พิพากษาแสดงวา่ การสมรสเป็นโมฆะ โดยไดก้ ระทาไปโดยสุจริต เช่น ไม่ทราบว่าคู่สมรสที่กระทา
การดว้ ยมีการจดทะเบียนซอ้ น
ตวั อยา่ ง นายรวยเขา้ ทาสญั ญาซ้ือที่ดินจากคสู่ มรสน้ี ซ่ึงคู่สมรสท้งั สองฝ่ายจะตอ้ งร่วมลงชื่อ
ในสัญญาซ้ือขายร่วมกนั แต่ต่อมาภรรยาหลวงทราบข่าวการจดทะเบียนสมรสซ้อนของสามี จึงร้อง
ต่อศาลมีคาพิพากษาแสดงว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อนเป็ นโมฆะ เม่ือศาลไดม้ ีคาพิพากษาแลว้ ก็
ตามการซ้ือขายท่ีดินของนายรวยคงกระทาไดเ้ หมือนกบั ว่าไม่มีคาพิพากษาของศาลให้การสมรส
ซอ้ นเป็นโมฆะ ซ่ึงคู่สมรสท่ีจดทะเบียนสมรสซอ้ นจะตอ้ งรับผิดชอบตอ่ นายรวย
ตวั อย่าง พี่ชายกบั น้องสาวสมรสกนั พ่ีชายไปซ้ือสินคา้ อนั จาเป็ นในครอบครัวจึงเป็ นหน้ี
ร่วมตามมาตรา 1490 (1) แมต้ ่อมาศาลจะพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่ าฝื นมาตรา 1450
ประกอบมาตรา 1495 ก็ตาม เมื่อผูข้ ายซ่ึงเป็ นบุคคลภายนอกผูท้ าการโดยสุจริตก็ยงั มีสิทธิเรียกให้
พี่ชายกบั นอ้ งสาวย่อมรับผิดในหน้ีร่วมดงั กล่าวได้ หรือในกรณีสินสอดท่ีบิดามารดาหญิงรับไวโ้ ดย
สุจริต ต่อมาเมื่อศาลพิพากษาวา่ การสมรสเป็ นโมฆะ บิดามารดาของหญิงกไ็ มต่ อ้ งคืนสินสอด
6.3.4 ไม่มีผลกระทบกระเทือนถงึ การเป็ นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
แมก้ ารสมรสจะเป็ นโมฆะก็ตาม ไม่ว่าชายจะมีภริยาสองคนหรือหญิงมีสามีสองคนก็ตาม
บุตรที่เกิดมาถือว่าเป็ นบุตรท่ีชอบดว้ ยกฎหมายของชายและของหญิงท่ีเป็ นคู่สมรส ท้งั น้ี ตามท่ี
บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1536 วรรคสอง และมาตรา 1538 บตุ รท่ีเกิดจากภริยานอ้ ยกถ็ ือวา่ เป็นบุตรท่ีชอบ
ดว้ ยกฎหมายของชายผเู้ ป็นสามี บุตรที่เกิดจากภริยาท่ีสมรสกบั สามีคนท่ีสองก็ถือวา่ เป็นบุตรที่ชอบ
ดว้ ยกฎหมายของสามีคนท่ีสอง เช่นเดียวกนั
-173-
บทสรุป
เง่ือนไขแห่งการสมรสกาหนดไว้ 8 ประการ หากมีการฝ่ าฝื นเงื่อนไข 4 กรณีคือ การที่
คู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเป็ นบุคคลวิกลจริตหรือเป็ นบา้ , การท่ีชายและหญิงน้นั เป็ นญาติมีสายเลือด
เดียวกนั การสมรสซ้อน และการสมรสท่ีคู่สมรสไม่ไดย้ ินยอมท่ีจะเป็ นสามีภริยากนั ผลแห่งการ
ฝ่ าฝื นก็จะเป็ นโมฆะ คาว่า “โมฆะ” คือความเสียเปล่า หรือไม่มีผลทางกฎหมาย ดว้ ยลกั ษณะของ
กฎหมายครอบครัวเป็ นกฎหมายท่ีเก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดงั น้นั ในการกล่าว
อา้ งวา่ การสมรสใดเป็นโมฆะ มิใช่วา่ บุคคลใดๆ จะกล่าวอา้ งกไ็ ด้ จะตอ้ งให้ศาลไดม้ ีคาพิพากษาวา่
การสมรสน้นั เป็ นโมฆะก่อน อย่างไรก็ตาม หากการสมรสน้ันเป็ นโมฆะเพราะฝ่ าฝื นเงื่อนไขการ
สมรสซ้อน กฎหมายให้สิทธิแก่ผูม้ ีส่วนไดเ้ สียคนใดคนหน่ึงจะยกข้ึนกล่าวอา้ งทนั ทีเลยก็ย่อมได้
หรือจะขอใหศ้ าลมีคาพพิ ากษาแสดงวา่ การสมรสเป็นโมฆะกไ็ ดเ้ ช่นกนั ตอ่ มาเม่ือศาลไดแ้ สดงความ
เป็ นโมฆะของการสมรสแล้วคาพิพากษาดังกล่าวจะทาให้เกิดผล กล่าวคือ ในเร่ืองของทรัพยส์ ิน
ถือว่าไม่มีความสัมพนั ธ์ใดต่อกันเลยของสามีภริยาต้งั แต่ตน้ ทรัพยส์ ินท่ีหากันมาได้ระหว่างการ
สมรสที่เป็ นโมฆะน้ีถือว่าเป็ นกรรมสิทธ์ิรวมของท้งั สองฝ่ ายเท่าๆ กนั จึงตอ้ งนามาแบ่งกนั คนละ
คร่ึง ส่วนในเร่ืองของความสัมพนั ธ์ส่วนตวั ของสามีภรรยา กฎหมายเห็นวา่ ไม่สามารถทาให้กลบั สู่
สภาพเดิมไดต้ ้งั แต่แรก จึงให้มีผลนับแต่วนั ท่ีศาลไดแ้ สดงความเป็ นโมฆะ แต่หากคู่สมรสฝ่ ายท่ี
สุจริตไดส้ ิทธิใดๆ มาก่อนการท่ีศาลจะมีคาพิพากษาก็ไม่เสียสิทธิไป เช่น สิทธิในการรับมรดกของ
สามี นอกจากน้ี ถ้าหากชายหรือหญิงฝ่ ายเดียว เป็ นฝ่ ายสมรสโดยสุจริต ฝ่ ายน้ันก็ยงั มีสิทธิเรียก
คา่ ทดแทนจากฝ่ายที่ไมส่ ุจริตได้
การสมรสที่เป็ นโมฆะน้ี กฎหมายจึงให้ความคุม้ ครองบุคคลภายนอกท่ีสุจริตไม่ให้ไดร้ ับ
ความเสียหายจากการสมรสท่ีเป็ นโมฆะน้ี เช่น พ่ีชายกับน้องสาวสมรสกนั ต่อมาไปซ้ือขา้ วของ
เครื่องใช้ในครอบครัวอนั เป็ นหน้ีร่วมระหว่างสามีภริยา ดงั น้นั แมว้ ่าศาลจะพิพากษาให้การสมรส
เป็ นโมฆะ พ่ีชายและน้องสาวดังกล่าวก็ยงั คงตอ้ งร่วมกันรับผิดในหน้ีท่ีก่อข้ึน และผลประการ
สุดทา้ ยคือในกรณีของบุตร เด็กที่เกิดในเวลาก่อนท่ีศาลจะมีคาพิพากษาหรือภายใน 310 วนั นับแต่
วนั ท่ีมีคาพิพากษาให้การสมรสเป็ นโมฆะ บุตรท่ีเกิดมาน้ันมีสถานะเป็นลูกของชายผูเ้ ป็ นสามีหรือ
เคยเป็นสามี เพราะกฎหมายเห็นว่าบุตรไม่มีส่วนร่วมในการกระทาการสมรสอนั เป็ นโมฆะ จึงควร
ไดร้ ับความคมุ้ ครองใหเ้ ป็นบตุ รโดยชอบของท้งั สามีและภริยา
-174-
คาถามท้ายบท
1. นายเก่งกบั นางไก่จดทะเบียนสมรสกนั ตามกฎหมาย แต่นายเก่งและนางไก่มิได้อยู่กิน
ดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาแต่อยา่ งใด นางไก่เองน้นั ไม่อยากไปจดทะเบียนสมรส แต่นายเก่งเป็นผพู้ าไป
โดยบอกว่า “ถา้ ไม่จดทะเบียนสมรสแลว้ จะไมม่ ีผูใ้ ดมีสิทธิรับเงินบาเหน็จตกทอด” ต่อมาปรากฏวา่
นายเก่งถึงแก่กรรม (เสียชีวิตลง) นางไก่เป็ นผูไ้ ด้รับเงินบาเหน็จตกทอดมา โดยทรัพย์ท่ีเป็ นเงิน
บาเหนจ็ ตกทอดมี 1 ลา้ นบาท นายกลา้ ซ่ึงเป็นบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายเพียงคนเดียวมาปรึกษาท่าน
วา่ จะฟ้องร้องให้ศาลพิพากษาวา่ การจดทะเบียนสมรสเป็ นโมฆะไดห้ รือไม่ ทรัพยด์ งั กล่าวตอ้ งตก
เป็นของใคร อยา่ งไร การสมรสดงั กลา่ วมีผลเป็นอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
2. นายเม้งเป็ นหนุ่มนักเรียนนอกที่จบการศึกษาจากอเมริกา โดยนายเม้งได้พบรักกับ
นางสาวหมวย เพียง 2 เดือน ต่อมานายเมง้ และนางสาวหมวยจดเทะเบียนสมรสกนั ที่สานักงานเขต
บางรัก หลงั จากน้ันนางสาวหมวยได้พานายเมง้ ไปพบมารดาของตนคือนางซิม นางซิมไดพ้ ูดคุย
ประวตั ิส่วนตวั ของนายเมง้ จึงจาไดว้ า่ นายเมง้ เป็ นลูกของตนที่ยกใหเ้ พื่อนไปเม่ือ 25 ปี ก่อน นางซิม
ซ่ึงเป็นมารดาของนายเมง้ และนางสาวสวยทราบว่า ท้งั สองคนคือพี่นอ้ งร่วมบิดามารดาเดียวกนั จึง
ตอ้ งการฟ้องใหก้ ารสมรสเป็นโมฆะ ดงั น้ี
ใหว้ ินิจฉัยว่า นางซิมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรสดงั กล่าวได้หรือไม่ การสมรสดงั กล่าวมี
ผลเป็นอยา่ งไร และหากทา่ นเป็นศาลจะพิพากษาคดีน้ีอยา่ งไร เพราะเหตุใด
3.นายนนท์เป็ นคนลาวน้ันอยู่กินฉันสามีภรรยากบั นางสาวขนมปังเป็ นคนไทย โดยนาย
นนท์ทาธุรกิจเปิ ดร้านนมสด โดยมีนางสาวออยเป็ นลูกจา้ ง (คนไทย) ต่อมานายนนท์และนางสาว
ออยร่วมกนั ไปขอจดทะเบียนสมรสโดยแจง้ ต่อเจา้ พนกั งานว่ามีเจตนาจะสมรสกนั และต่างไม่เคยมี
คสู่ มรสมาก่อน โดย ภายหลงั จดทะเบียนสมรส นายนนทไ์ ดร้ ับมรดกจากญาติมา 5 แสนบาทและมี
ดอกเบ้ียจากเงินน้ี อีก 3,000บาท ส่วนนางสาวออยมีเงินจากรายไดท้ ี่เป็ นค่าจา้ ง 50,000 บาท ต่อมา
นายเอกบิดาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของนางสาวออยทราบ จึงตอ้ งการฟ้องให้การสมรสเป็ นโมฆะ
ดงั น้ี ให้วินิจฉัยว่า นายเอกมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรสดงั กล่าวไดห้ รือไม่ หากภายหลงั ท่ีศาลมี
คาพิพากษาตามฟ้องแลว้ จะมีผลต่อทรัพยส์ ินต่างๆ อย่างไร การสมรสดงั กล่าวมีผลเป็ นอย่างไร
เพราะเหตุใด
4.นายรัชชานนทจ์ ดทะเบียนสมรสกบั นางสาวสร้อยฟ้าและระหว่างอยกู่ ินดว้ ยกนั นายรัชชา
นนทก์ บั นางสาว สร้อยฟ้าทามาหาได้ร่วมกันเป็ นเงินจานวน 2 แสนบาทต่อมานายรัชชานนท์ได้
ทราบความจริงวา่ นางสาวสร้อยฟ้าเป็นคนไร้ความสามารถแตไ่ ดร้ ักษาจนหายเป็นปกติดีแลว้
ให้วินิจฉัยว่า นายรัชชานนท์จะฟ้องเร่ืองการสมรสระหว่างตนกับนางสาวสร้อยฟ้าได้
หรือไมแ่ ละทรัพยส์ ินจะตกเป็นของใครเพราะเหตุใดจงอธิบาย
-175-
เอกสารอ้างองิ
ชาติชาย อคั รวบิ ูลย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24
มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังที่ 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์
วิญญูชน.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังที่ 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (2551). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบุตร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา
มารดาและบตุ ร (พิมพค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2551). คาอธิบายกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ รังที่ 2). กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
รวมคาวินิจฉยั ของประธานศาลฎีกา ในคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2546-2556 จาก
http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/admin/announcements/files/Fe
bruary_4_2015_2_06_51fe8deb24232c37437489b389ba2f12.pdf
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน์. (2554). กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ว่าด้วยครอบครัว (พมิ พ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติ้ง (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
-176-
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 7
มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 7 ความเป็ นโมฆียะะของการสมรส
ผู้เขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คี่ยม
จุดประสงค์
1. ผเู้ รียนอธิบายความเป็นโมฆียะแห่งการสมรสอยา่ งถกู ตอ้ ง
2. ผเู้ รียนเขา้ ใจถึงความเป็นโมฆียะแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3. ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งเร่ืองความเป็นโมฆียะแห่งการสมรสไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง ความเป็นโมฆียะะของการสมรส เหตุท่ีจะขอให้ศาลเพิกถอนการ
สมรสเพราะเหตโุ มฆียะ การใหส้ ัตยาบนั การสมรสที่เป็นโมฆียะ และผลทางกฎหมายของการสมรส
ที่เป็ นโมฆียะ
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 7 ความเป็นโมฆียะแห่งการสมรส
2. ซกั ถามผเู้ รียนเก่ียวกบั ความเป็นโมฆียะแห่งการสมรส
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งความเป็นโมฆียะแห่งการสมรสได้
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น
สื่อการสอน
1. เอกสารคาสอน บทที่ 7 ความเป็นโมฆียะแห่งการสมรส
2. Microsoft Power Point
3. การเขียน Mapping ตวั อย่าง
-178-
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. สังเกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สังเกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั
กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาใหผ้ เู้ รียนใชเ้ วลานอกช้นั เรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1502 ถึงมาตรา
1513 และศึกษาคาพพิ ากษาฎีกาท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ือง ความเป็นโมฆียะแห่งการสมรส
-179-
บทท่ี 7
ความเป็ นโมฆียะของการสมรส
เนื่องจากการสมรสน้นั คู่สมรสตอ้ งปฏิบตั ิตามเงื่อนไขที่กฎหมายกาหนดไวด้ งั ท่ีบญั ญตั ิไว้
ในหมวด 2 เง่ือนไขแห่งการสมรส ตงั แต่มาตรา 1448 ถึงมาตรา 1460 เง่ือนไขบางประการเป็ น
เงื่อนไขท่ีสาคญั กฎหมายจึงไดบ้ ญั ญตั ิวาการสมรสที่ฝ่ าฝื นเง่ือนไขดงั กล่าวเป็ นโมฆะ แต่มีเงื่อนไข
บางประการท่ีกฎหมายเห็นวา่ ใหค้ วามสาคญั รองลงมา จึงบญั ญตั ิวาการสมรสที่ฝ่าฝื นเง่ือนไขชนิดน้ี
เป็ นเพียงการสมรสทีเป็ นโมฆียะ ซ่ึงมาตรา 1503 เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส
เพราะเหตุว่าเป็ นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทาการฝ่ าฝื นมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา
1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509 นอกจากน้ี บทน้ียงั กล่าวถึง การให้สัตยาบนั การสมรสท่ีเป็ น
โมฆียะ ผลทางกฎหมายของการสมรสท่ีเป็นโมฆียะ
7.1 เหตุทจ่ี ะขอให้ศาลเพกิ ถอนการสมรสเพราะเหตุโมฆียะ
กฎหมายกาหนดเหตุที่ทาให้การสมรสสิ้นสุดลงไว้ 3 ประการตามมาตรา 1501 กล่าวคือ
“การสมรสยอ่ มสิ้นสุดลงดว้ ยความตาย การหยา่ หรือศาลพพิ ากษาใหเ้ พิกถอน” โดยการสมรสท่ีเป็น
โมฆียะคือการสมรสท่ีฝ่ าฝืนเง่ือนไขที่กฎหมายกาหนดไว้ และมาตรา 1502 บญั ญตั ิว่า “การสมรสท่ี
เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาใหเ้ พิกถอน” หมายความวา่ แมก้ ารสมรสน้นั จะเป็นโมฆียะก็
ตามแต่ก็ใชห้ ลกั เรื่องโมฆียกรรมตามมาตรา 175 หรือมาตรา 176 มาใชบ้ งั คบั ไม่ไดเ้ พราะกฎหมาย
ครอบครัวเป็ นบทบญั ญัติไวโ้ ดยเฉพาะแลว้ ว่าจะตอ้ งฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส
เท่าน้นั ผูม้ ีส่วนไดเ้ สียจะบอกลา้ งเองไม่ไดเ้ หตุที่ทาให้การสมรสเป็ นโมฆียะ เหตุแห่งการสมรสที่
เป็นโมฆียะเกิดข้นึ เมื่อมีการสมรสท่ีฝ่าฝืนเงื่อนไขบางประการ
สาหรับการสมรสท่ีสิ้นสุดลงเพราะศาลพิพากษาให้เพิกถอนตามมาตรา 1502 น้ี หมายถึง
เพิกถอนการสมรสท่ีเป็ นโมฆียะนน่ั เอง ซ่ึงจะมีผลในวนั ท่ีคาพิพากษาถึงที่สุดมิใช่ต้งั แต่วนั ทาการ
สมรส ดงั น้ัน ในระหว่างวนั ที่ทาการจดทะเบียนสมรสจนถึงวนั ท่ีศาลมีคาพิพากษาเพิกถอนการ
สมรสยงั คงมีผลสมบูรณ์มีความสัมพนั ธ์ทางทรัพยส์ ินต่อกันมีการแบ่งสินส่วนตวั และสินสมรส
เป็ นตน้
เหตุที่จะขอใหศ้ าลเพิกถอนการสมรสเพราะเหตุโมฆียะมี 5 กรณีคือ กรณีท่ีคู่สมรสทาการ
ฝ่าฝืนมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509 (มาตรา 1503)
-180-
1. การสมรสทีช่ ายและหญงิ อายไุ ม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ (มาตรา 1448)
มาตรา 1504 บญั ญัติว่า “การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะเพราะฝ่ าฝื นมาตรา 1448 ผูม้ ีส่วนไดเ้ สีย
ขอให้เพิกถอนการสมรสได้ แต่บิดามารดาหรือผูป้ กครองท่ีให้ความยนิ ยอมแลว้ จะขอให้เพิกถอน
การสมรสไม่ได้
ถา้ ศาลมิไดส้ ั่งใหเ้ พิกถอนการสมรสจนชายหญิงมีอายุครบตามมาตรา 1448 หรือเม่ือหญิงมี
ครรภก์ ่อนอายคุ รบตามมาตรา 1448 ใหถ้ ือวา่ การสมรสสมบรู ณ์มาต้งั แต่เวลาสมรส”
มาตรา 1448 บญั ญตั ิว่า “การสมรสจะทาไดต้ ่อเม่ือชายและหญิงมีอายสุ ิบเจ็ดปี บริบูรณ์แลว้
แตใ่ นกรณีท่ีมีเหตอุ นั สมควร ศาลอาจอนุญาตใหท้ าการสมรส ก่อนน้นั ได”้
จะเห็นไดว้ า่ การกาหนดเอาอายขุ องบุคคลมาเป็นเง่ือนไขในการสมรสน้นั มีเหตุมาจาก โดย
ทางสรีระวิทยา ชายหญิงมีอายุต่ากว่า 17 ปี มกั ยงั ไม่มีความเจริญเติบโตทางดา้ นร่างกาย จิตใจและ
สมองอยางเต็มที่ (Immature) แต่การวดั ความเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจของบุคคลในแต่ละ
ประเทศยอมแตกต่าง เม่ือพิจารณาความเจริญเติบโต หมายความถึง ความพร้อมของชายและหญิงที่
เขา้ ไปทาหน้าที่ ในฐานะเป็ นสามีภริยาของอีกฝ่ าย โดยเฉพาะอย่างย่ิงพร้อมท่ีจะรับภาระการเป็ น
บิดามารดาของบุตรธิดาท่ีจะตามมา เนื่องจากการใชช้ ีวิตคู่น้นั กฎหมายไม่ไดค้ านึงถึงความสามารถ
ในการอยู่ร่วมกนั ฉันสามีภริยาอยา่ งเดียว แตไ่ ดค้ านึงถึงความสามารถทางกายภาพที่จะต้งั ครรภแ์ ละ
คลอดบุตรอย่างปลอดภยั อีกดว้ ย1 กฎหมายจึงกาหนดอายุข้นั ต่า (Minimum age)ของคู่สมรสไวว้ า
จะตอ้ งมีอายุ ครบ 17 ปี บริบูรณ์เพ่ือให้มีความรับผดิ ชอบในเรื่องการสมรสได้ (Mature and sensible
to take on the responsibilities of marriage)2ในการกาหนดอายขุ ้นั ต่ายงั เป็นไปเพ่ือใหเ้ กิดความแน่ใจ
ว่า ชายและหญิงในวยั ดงั กล่าวมีความสามารถพอที่จะประกอบอาชีพการงานหาเล้ียงตนเองและ
ครอบครัวไดก้ ล่าวคอื มีสานึกเพยี งพอในหนา้ ที่จากครอบครัวน้นั เอง
นอกจากน้ี เงื่อนไขในเรื่องอายใุ นการสมรสจะเป็ นการป้องกนั ไม่ใหช้ ายหญิงทาการสมรส
ในขณะท่ียงั มีอายุน้อยเกินไปซ่ึงมีโอกาสท่ีจะหย่าร้างมากกว่าคู่สมรสท่ีตดั สินใจสร้างครอบครัว
ร่วมกนั เมื่อมีวยั สูงพอสมควร ดงั น้ี จึงเห็นไดว้ ่ากฎหมายไดก้ าหนดอายุข้นั ต่าไม่มีการกาหนดอายุ
ข้นั สูง แมจ้ ะมีอายมุ ากเพียงใดก็สามารถ ทาการสมรสได้ และแมจ้ ะมีอายแุ ตกต่างกนั มากก็สามารถ
ทาการสมรสไดเ้ ช่นกนั
1 ไพโรจน์ กมั พูสิริ . (2556). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พมิ พค์ รังท่ี 8). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. หนา้ 150
2 ประสพสุข บุญเดช. (2559). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว
(พิมพค์ ร้ังท่ี 21). กรุงเทพฯ: สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา. หนา้ 118.
-181-
การสมรสท่ีได้กระทาระหว่างชายและหญิงซ่ึงอายุยงั ไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ การสมรส
ดงั กล่าวจึงเป็นโมฆียะ เพราะกฎหมายถือวา่ บุคคลที่มีอายตุ ่ากวา่ 17 ปี ยงั ไม่มีความเจริญตอบโตท้งั
ทางร่างกายและจิตใจพอท่ีจะทาการสมรสได้ ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียจึงอาจร้องขอตอ่ ศาลใหม้ ีคาส่งั เพิก
ถอนการสมรสของชายหญิงที่ยงั ออ่ นอายนุ ้ีไดต้ ามมาตรา 1504
ผูม้ ีส่วนไดส้ ่วนเสียไดแ้ ก่ ตวั ชายและตวั หญิงผูท้ าการสมรสน้ันเอง บิดามารดา ผูป้ กครอง
หรือผูร้ ับบุตรบุญธรรมของชายหญิงผูท้ าการสมรส แต่ถ้าบิดามารดาหรื อผูป้ กครองให้ความ
เห็นชอบโดยให้ความยินยอมในการที่ผูเ้ ยาวท์ าการสมรสกันก่อนอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ บุคคล
ดงั กลา่ วจะเปล่ียนใจในภายหลงั มากขอใหศ้ าลเพิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะน้ีไม่ได้ ตอ้ งหา้ มตาม
มาตรา 1505 วรรคแรก
ถา้ ศาลไม่ไดส้ ง่ั ใหเ้ พิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะเพราะเหตุท่ีคู่สมรสยงั ออ่ นอายุน้ีจนชาย
หญิงมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ หรือหญิงมีครรภก์ ่อนอายุครบกาหนด 17 ปี บริบูรณ์ กฎหมายให้ถือว่า
การสมรสสมบรู ณ์มาต้งั แต่เวลาสมรสไม่อาจมีใครมาร้องขอใหศ้ าลเพกิ ถอนได้
2.การสมรสโดยสาคัญผิดตัวคู่สมรส
มาตรา 1505 บญั ญตั ิว่า “การสมรสที่ไดก้ ระทาไปโดยคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงสาคญั ผิดตวั คู่สมรส
การสมรสน้นั เป็นโมฆียะ
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะสาคญั ผิดตวั คู่สมรสเป็ นอนั ละงบั เมื่อเวลาไดผ้ ่านพน้ ไป
แลว้ 90 วนั นบั แต่วนั สมรส”
คาว่า “สาคญั ผิดตวั คู่สมรส” ได้แก่ เขา้ ใจผิดถึงตัวบุคคลที่สมรสด้วยเป็ นการสมรสกับ
บุคคลท่ีไม่ตรงตามความประสงค์ท่ีตนเขา้ ใจหรืออีกนัยหน่ึงก็คือเขา้ ใจว่าคนหน่ึงเป็ นอีกคนหน่ึง
เช่นจะสมรสกบั พ่ีสาวฝาแฝดหนา้ ตาเหมือนกนั หรือบุคคลมีมีหนา้ ตาเหมือนกนั จนแยกไม่ออก แม้
ไมไ่ ดเ้ ป็นฝาแฝดกนั
การสมรสที่ได้กระทาไปโดยคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงสาคัญผิดตัวคู่สมรส การสมรสน้ันเป็ น
โมฆียะ
เช่น ก. และ ข. เป็นสองสาวพ่ีนอ้ งฝาแฝดกนั โดย ก. เป็นพส่ี าวของ ข. นายแดงไดม้ ารักใคร่
ชอบพอกบั นางสาว ก. วนั หน่ึงนายแดงพบกบั นางสาว ข.น้องสาว แต่สาคญั ผิดว่า นางสาว ข. เป็ น
นางสาว ก. ท่ีตนรักอยู่จึงได้พากันไปเที่ยว และเกิดได้เสียเป็ นสามีภรรยากัน นายแดงจึงได้พา
นางสาว ข. ไปจดทะเบียนสมรส การสมรสของนายแดงและนางสาว ข. เป็นโมฆียะ (มาตรา 1505)
ส่วนการสมรสเพราะสาคญั ผิดในฐานะของคู่สมรสไม่ทาให้การสมรสเป็ นโมฆียะ เช่น
สมรสไปเพราะเขา้ ใจว่าคู่สมรสจบการศึกษาสูงจากต่างประเทศมีฐานะชื่อเสียงทางสังคมหรือ เช่น
ชายสาคญั ผิดคิดว่าเป็ นลูกสาวเจา้ ของบา้ นจึงสู่ขอหญิงและทาการสมรสดว้ ย แต่ความจริงแลว้ ยิ่ง
-182-
เป็ นคนรับใช้อย่บู า้ น เช่นน้ี ไม่ใช่สาคญั ตวั ผิด แต่เป็ นการสาคญั ผิดในฐานะของหญิงการสมรสไม่
เป็ นโมฆียะ นอกจากน้ี การสาคญั ผิดในคุณสมบัติหรือชื่อของบุคคล ก็ไม่ทาให้การสมรสเป็ น
โมฆียะ เช่น ชายเคยพบกบั หญิงชื่อนางสาวดาท่ีต่างประเทศเม่ือหลายปี ก่อน ต่อมาพบกบั หญิงช่ือ
นางสาวดาเหมือนกนั โดยสาคญั ผิดคิดว่าเป็ นหญิงสาวท่ีตนเคยพบที่ต่างประเทศ จนในที่สุดชายได้
จดทะเบียนสมรสกบั นางสาวดา แต่ความจริงแลว้ นางสาวดาคนน้ีไม่เคยไปต่างประเทศ เช่นน้ี การ
สมรสดงั กลา่ วสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆียะ
ผมู้ ีส่วนไดเ้ สียก็คือ เฉพาะคู่สมรสท่ีสาคญั ผิดตวั เท่าน้นั ท่ีจะขอให้ศาลเพิกถอนการสมรส
ได้ (มาตรา 1508) อาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนการสมรสได้ แต่ถา้ เวลาไดผ้ ่านพน้ ไปเกินเก้าสิบวนั
(90วนั ) นบั แต่วนั จดทะเบียนสมรส จะเพกิ ถอนการสมรสเพราะเหตสุ าคญั ผดิ ตวั ไมไ่ ดห้ มายความวา่
ถา้ หลงั จาก 90 วนั แลว้ สิทธิขอใหเ้ พิกถอนการสมรสเป็นอนั ระงบั สิ้นไป
3. การสมรสโดยถูกฉ้อฉล
มาตรา 1506 บญั ญตั ิว่า “ถา้ คู่สมรสไดท้ าการสมรสโดยถูกฉ้อฉลอนั ถึงขนาด ซ่ึงถา้ มิไดม้ ี
กลฉอ้ ฉลน้นั จะไมท่ าการสมรส การสมรสน้นั เป็นโมฆียะ
ความในวรรคหน่ึงไม่ใชบ้ งั คบั ในกรณีท่ีกลฉอ้ ฉลน้นั เกิดข้ึนโดยบุคคลที่สาม โดยคู่สมรส
อีกฝ่ายหน่ึงมิไดร้ ู้เห็น
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกฉ้อฉลเป็นอนั ระงบั เมื่อเวลาไดผ้ ่าพน้ ไปแลว้ เกา้ สิบวนั
นบั แต่วนั ที่รู้หรือควรไดร้ ู้ถึงกลฉอ้ ฉล หรือเม่ือเวลาไดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้ หน่ึงปี นบั แต่วนั ทาการสมรส”
“กลฉอ้ ฉล” คือ การสมรสโดยถูกกลฉอ้ ฉล หมายถึง การสมรสน้นั ทาไปเพราะถูกคู่สมรส
อีกฝ่ายหน่ึง ใชอ้ บุ ายหลอกลวงใหท้ าการสมรส
กลฉ้อฉลท่ีถึงขนาดก็ คือ การหลอกลวงน้นั ถึงขนาดวา่ ถา้ มิไดม้ ีการหลอกลวงน้นั จะไม่ทา
การสมรสดว้ ย การสมรสน้นั ยอ่ มเป็นโมฆียะตามมาตรา 1506 วรรคแรก เช่น หลอกลวงวา่ มีฐานะดี
มีการศึกษาสูง มีหนา้ ที่การงานดี หรือหญิงหลอกลวงชายว่ายงั เป็ นสาวบริสุทธ์ิเป็นหญิงพรหมจารี
(หญิงที่ยงั บริสุทธ์ิ) โดยปกติชายมกั ตอ้ งการสมรสกบั หญิงสาวพรหมจารีท่ีไม่เคยมีสามีมาก่อน แต่
ความจริงแลว้ หญิงน้นั เคยแตง่ งานแลว้ เช่นน้ี การสมรสเป็นโมฆียะ หรือชายหรือหญิงเป็นหมนั แต่
หญิงหลอกลวงว่าตนเองสามารถให้กาเนิดบุตรได้ เป็นตน้ แต่ถา้ กลฉอ้ ฉลน้นั ไม่ถึงขนาดการสมรส
กไ็ ม่ตกเป็นโมฆียะ
ส่วนกลฉอ้ ฉลเกิดเพราะบุคคลท่ี 3 การสมรสจะตกเป็นโมฆียะ เม่ือคู่สมรสอีกฝ่ายหน่ึงไดร้ ู้
หรือควรจะรู้ถึง กลฉ้อฉลน้นั อยู่แลว้ ในขณะที่ทาการสมรส กล่าวคือ จะตอ้ งเป็นกรณีท่ีคู่สมรสฝ่ าย
หน่ึงทากบั อีกฝ่ ายหน่ึง แต่ถา้ เป็ นเร่ืองที่ชายหรือหญิงสาคญั ผิดไปเอง หรือเกิดข้ึนโดยบุคคลท่ีสาม
-183-
โดยคู่สมรสมิไดร้ ู้เห็นดว้ ย เช่นน้ีการสมรสไม่เป็ นโมฆียะ เช่น หญิงยากจน บิดากาลงั ลม้ ละลาย มี
บคุ คลภายนอกเป็นแมส่ ่ือมาหลอกลวงวา่ ชายเป็นคนร่ารวย แตค่ วามจริงชายเป็นคนยากจน เป็นตน้
การเพิกถอนการสมรสเพราะเหตุจากการฉ้อฉล กฎหมายกาหนดให้ ตอ้ งกระทาภายใน 90
วนั นบั แต่รู้หรือควรรู้ถึงกลฉ้อฉล หรือภายใน 1 ปี นบั แต่วนั สมรส (มาตรา 1506 วรรคสาม) มิฉะน้นั
จะขอให้เพิกถอนไม่ได้ แต่ท้งั น้ีเฉพาะแต่คู่สมรสที่ถูกฉ้อฉลเท่าน้ันที่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอน
(มาตรา 1508)
ตวั อย่าง นายสมชายแต่งเครื่องแบบตารวจไปหลอกนางสาวสุดสวยว่าตนเป็ นตารวจ จน
นางสาวสุดสวยหลงเช่ืออย่างสนิทใจ จึงทาการสมรสกบั นายสมชายเพราะกลฉ้อฉลที่นายสมชาย
หลอกใหห้ ลงเชื่อวา่ นายสมชายเป็นตารวจ จึงขอใหศ้ าลเพิกถอนสมรสได้
คาพิพากษาฎีกาท่ี 2185/2530 โจทก์ท่ี 1 และจาเลยที่ 1 หม้นั และทาการสมรสกันในวนั
น้นั เองหลงั จากจดทะเบียนสมรสแลว้ จาเลยท่ี 2 ก็มอบตวั จาเลยท่ี 1 ใหไ้ ปอยกู่ ินกับโจทก์ท่ี 1 ทนั ที
โจทก์ท่ี 1 และจาเลยที่ 1 ได้พากันไปไหวพ้ ระในท่ีต่างๆ จนถึงตอนเย็นได้รับประทานอาหาร
ด้วยกันแล้วจึงส่งตวั เข้าหอโดยจาเลยที่ 1 มิได้อิดเอ้ือน แต่จาเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์ที่ 1 ร่วม
ประเวณีดว้ ยเพราะเหน็ดเหน่ือยไม่มีอารมณ์ท่ีจะร่วมเพศ ท้งั จาเลยที่ 1 เพ่ิงมีอายไุ ดเ้ พียง 19 ปี ไม่เคย
สมรสมาก่อนอาจจะยงั กลวั ต่อการร่วมประเวณีจึงไดข้ อผดั ผอ่ นไปก็ได้ โจทก์ท่ี 1 จึงควรใหโ้ อกาส
จาเลยที่ 1 ไดพ้ กั ผ่อนตามท่ีร้องขอไม่ควรวู่วามเอาแต่ใจตวั จะตอ้ งร่วมประเวณีกับจาเลยท่ี 1 ในคืน
น้ันให้ไดก้ ารที่จาเลยท่ี 1 ไม่ยอมให้โจทยร์ ่วมประเวณีดงั กล่าวจึงยงั ไม่ใช่ความผิดของจาเลยที่ 1
และจะถือว่าจาเลยท้งั สองทากลฉ้อฉลไม่ไดก้ ารสมรสระหวา่ งจานวนเลยท่ี 1 และโจทกท์ ่ี 1 จึงไม่
เป็นโมฆียะ โจทกไ์ มม่ ีสิทธ์ิขอเพกิ ถอนและเลือกแหวนหมนั่ กบั เงินสินสอดคืนจากจาเลยท้งั สอง
4. การสมรสโดยข่มขู่
มาตรา 1507 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ คู่สมรสไดท้ าการสมรสโดยถูกข่มขอู่ นั ถึงขนาด ซ่ึงถา้ มิไดม้ ีการ
ขม่ ขนู่ ้นั จะไม่ทาการสมรส การสมรสน้นั เป็นโมฆียะ
สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกข่มขเู่ ป็นอนั ระงบั เม่ือเวลาไดผ้ ่านพน้ ไปแลว้ หน่ึงปี นบั
แตว่ นั ที่พน้ จากการขม่ ข”ู่
การสมรสได้ทาไปโดยถูกข่มขู่ การข่มขู่ หมายถึง การกระทาท่ีในลกั ษณะบงั คบั ให้เกิด
ความกลวั ภยั หรือกลวั วา่ จะเกิดความเสียหายเป็นอนั ตรายแก่ร่างกาย เสรีภาพ ช่ือเสียงวงศส์ กุลหรือ
ทรัพยส์ ินของตน จนทาให้อีกฝ่ ายยอมทาการสมรสดว้ ย และจะตอ้ งเป็นภยั อนั ใกลจ้ ะถึงซ่ึงถา้ ไม่มี
การข่มข่แู ลว้ การสมรสน้นั จะไม่เกิดข้นึ เช่น อาวุธปื นจ้ี วางเพลิง มีด ข่วู า่ จะทาร้ายถา้ ไม่ยอมไปจด
ทะเบียนดว้ ย เป็ นตน้ นอกจากน้ีการข่มขู่ไม่ว่าคู่สมรสหรือบุคคลภายนอกเป็ นผูข้ ่มขู่ ถา้ ถึงขนาด
แลว้ การสมรสยอ่ มเป็นโมฆียะท้งั น้นั
-184-
การข่มขู่ถึงขนาดหรือไม่ พิจารณาจากเพศ อายุ ฐานะ อนามยั และนิสัยใจคอของผถู้ ูกข่มขู่
ตลอดถึงพฤติการณ์อื่น การขู่จะต้องเป็ นการกระทาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากมีสิทธิตาม
กฎหมาย ก็ไมถ่ ือเป็นการขม่ ขู่
ถ้าฝ่ ายที่ถูกข่มขู่ต้องการที่จะสมรสกับฝ่ ายท่ีข่มขู่อยู่แล้วหรือเป็ นการขู่ว่าจะใช้สิทธ์ิ
ตามปกตินิยมหรือเพราะนบั ถือยาเกรง เช่น บิดาหญิงข่วู า่ หากชายไม่ยอมสมรส กจ็ ะฟ้องคดีชายฐาน
ผิดสัญญาหม้นั เรียกคา่ ทดแทน หรือขวู่ า่ จะร้องเรียนผบู้ งั คบั บญั ชา เป็นตน้ ส่วนความกลวั เพราะนบั
ถือยาเกรง เช่น ชายเคยอุปการะเล้ียงดูหญิงมาก่อน เป็นตน้
สาหรับในกรณีที่มีการข่มขู่ โดยบุคคลท่ีสาม การสมรสย่อมเป็ นโมฆียะท้งั สิ้น ไม่ว่าคู่
สมรสฝ่ ายใด จะรู้เห็นดว้ ยหรือไม่ก็ตาม ฉะน้นั ถึงแมบ้ ุคคลภายนอกจะเป็ นผูข้ ่มขู่ก็ทาให้การสมรส
เป็ นโมฆียะได้ เช่น เพ่ือนของหญิงขู่ให้ชายสมรสกบั หญิงมิฉะน้ันจะฆ่าชายให้ตาย หากชายเกรง
กลวั ทาการสมรสไป การสมรสกเ็ ป็นโมฆียะ
กรณีผูใ้ ช้สิทธิเพิกถอนก็คือ เฉพาะคู่สมรสที่ถูกข่มขู่เท่าน้ัน มีสิทธิขอเพิกถอนได้ตาม
มาตรา 1508 บุคคลอ่ืน เช่น บิดามารดาหรือคู่สมรสท่ีทาการข่มขู่เอง จะใช้สิทธิขอเพิกถอนการ
สมรสน้ันไม่ได้ ไม่มีกฎหมายให้อานาจไว้ และจะตอ้ งฟ้องภายใน 1 ปี นบั แต่วนั ท่ีพน้ จากการข่มขู่
ดว้ ย มิฉะน้นั สิทธิขอเพกิ ถอนยอ่ มเป็นอนั ระงบั สิ้นไป
ข้อสังเกต ฝ่ ายหน่ึงข่วู ่าหากอีกฝ่ ายหน่ึงไม่ยอมสมรสดว้ ย จะฆ่าตวั ตาย อีกฝ่ ายหน่ึงสงสาร
จึงสมรสดว้ ย เช่นน้ี ไมเ่ ป็นการข่มข่ตู าม การสมรสไมเ่ ป็นโมฆียะ การสมรสจึงมีผลสมบรู ณ์
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 7209/2538 ก่อนเกิดเหตปุ ระมาณ 5 วนั โจทก์ ไดร้ ับเงินส่วนแบง่ จาก
การท่ีบิดาขายที่ดินประมาณ 32 ลา้ นบาท วนั เกิดเหตุขณะที่โจทกก์ าลงั จะเดินเขา้ ท่ีทางาน จาเลยกบั
พวกใช้กาลงั พาโจทก์ไปทาการข่มขืนกระทาชาเราในเขตท้องท่ีหลายจงั หวดั และบังคับให้จด
ทะเบียนสมรส โดยขู่ว่าถา้ ยินยอมให้การและให้ถอ้ ยคาวนั จดทะเบียนสมรสตามทีสอนให้จะยอม
ปล่อยกลบั บา้ น ถา้ ไม่ยอมปฏิบตั ิตามจะฆ่าโจทก์และพ่ีน้องของโจทก์ เช่นน้ี การสมรสระหว่าง
โจทก์กบั จาเลยจึงเป็ นการสมรสโดยถูกข่มขู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507
วรรคแรก โจทกจ์ ึงมีสิทธิขอใหศ้ าลเพกิ ถอนการสมรสอนั เป็นโมฆียะน้ีไดต้ ามมาตรา 1503
คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3528/2553 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรค
หน่ึง บญั ญตั ิว่า การสมรสท่ีเป็ นโมฆียะเพราะคู่สมรสสาคญั ผิดตวั หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่
เฉพาะแต่คู่สมรสท่ีสาคญั ผิดตวั หรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มข่เู ท่าน้นั ขอเพิกถอนสมรสได้ โจทกท์ ้งั
เจ็ดเป็ นเพียงของผตู้ าย แมจ้ ะมีส่วนไดเ้ สียในทรัพยม์ รดกของผตู้ าย แต่มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ จึงไม่มีอานาจ
ฟ้องขอเพกิ ถอนการสมรสระหวา่ งผตู้ ายกบั จาเลยที่อา้ งวา่ เกิดจากการขม่ ข่ขู องจาเลยได้
-185-
5. การสมรสของผู้เยาว์ท่ีไม่ได้รับความยนิ ยอม
การสมรสท่ีไม่ไดร้ ับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวในมาตรา 1454 คือบิดามารดา ผูร้ ับ
บตุ รบุญธรรม หรือผปู้ กครอง การสมรสน้นั เป็นโมฆียะ (มาตรา 1509)
การสมรสท่ีเป็นโมฆียะดงั กล่าวขา้ งตน้ เฉพาะบุคคลท่ีอาจให้ความยนิ ยอมตามมาตรา 1454
เท่าน้นั ขอใหเ้ พกิ ถอนการสมรสได้ หรือหญิงผเู้ ยาวผ์ ทู้ าการสมรสเองไม่มีสิทธิร้องขอใหเ้ พกิ ถอน
สิทธิเพิกถอนการสมรสท่ีเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 1509 เป็นอนั ระงบั เมื่อคู่สมรสและมีอายุ
ครบ 20 ปี บริบรู ณ์หรือเมื่อหญิงมีครรภ์
การฟ้องขอเพิกถอนการสมรสดังกล่าวให้มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันทราบการสมรส
(มาตรา 1510)
การสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมของบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือ
ผปู้ กครอง ผเู้ ยาวจ์ ะทาการสมรสไดน้ ้นั ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมของบคุ คลดงั ต่อไปน้ี
(1) บิดาและมารดา ในกรณีท่ีมีท้งั บิดามารดา
(2) บิดาหรือมารดา ในกรณีท่ีมารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอานาจปกครองหรือไม่อยใู่ น
สภาพหรือฐานะท่ีอาจให้ความยนิ ยอม หรือโดยพฤติการณ์ผเู้ ยาวไ์ ม่อาจขอความยนิ ยอมจากมารดา
หรือบิดาได้
(3) ผรู้ ับบุตรบญุ ธรรม ในกรณีที่ผเู้ ยาวเ์ ป็นบตุ รบญุ ธรรม
(4) ผูป้ กครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคลซ่ึงอาจให้ความยินยอมตาม (1) (2) และ (3) หรือมีแต่
บคุ คลดงั กลา่ วถูกถอนอานาจปกครอง
หากผเู้ ยาวส์ มรสไปโดยไมไ่ ดร้ ับความยนิ ยอมดงั กลา่ วการสมรสเป็นโมฆียะ แต่ในการฟ้อง
เพกิ ถอนการสมรสเฉพาะแต่บุคคลที่อาจใหค้ วามยนิ ยอมไดค้ อื บุคคลตาม (1)- (4) เทา่ น้นั ท่ีมีอานาจ
ฟ้อง ตวั ชายหรือหญิงผเู้ ยาวไ์ ม่มีอานาจฟ้องร้องขอใหเ้ พิกถอน สิทธิของผใู้ ชอ้ านาจปกครองในการ
ร้องขอเพิกถอนระงบั สิ้นไปเม่ือคู่สมรสมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์หรือหญิงมีครรภ์แลว้ แต่ถา้ หาก
หญิงเกิดต้งั ครรภ์แลว้ ไม่ว่าจะอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์แลว้ หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจขอเพิกถอนการ
สมรสน้ีไดอ้ ีก
7.2 การให้สัตยาบันการสมรสทเ่ี ป็ นโมฆียะ
การสมรสเป็ นสัญญาทางแพ่งเช่นเดียวกบั การหม้นั ฉะน้ัน การสมรสที่เป็นโมฆียะก็มีการ
ให้สัตยาบนั ไดเ้ ช่นเดียวกบั สัญญาอ่ืนทว่ั ไป การให้สัตยาบนั คือ การแสดงเจตนาจะใหม้ ีการอยกู่ ิน
ดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาต่อไปโดยสมคั รใจหลงั จากสาเหตุท่ีทาใหก้ ารสมรสเป็นโมฆียะ