The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanidaporn.j, 2022-08-29 00:40:02

ครอบครัว-ผสาน

ครอบครัว-ผสาน

Keywords: กฎหม,าย

-86-

คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายความหมายของการสมรส และองคป์ ระกอบของการสมรส
2. เง่ือนไขการสมรสท้งั 8 ประการมีอะไรบา้ ง จงอธิบาย
3. การสมรสระหวา่ งบตุ รบุญธรรมกบั ผรู้ ับบุตรบุญธรรม ทาไดห้ รือไม่ เพราะเหตุใด
4. การสมรสมีแบบของการสมรสไวอ้ ยา่ งไร
5. นาย ก.และนาง ข ตอ้ งการเชิญนายทะเบียนไปจดทะเบียนสมรสให้ที่สถานท่ีจดั งานเล้ียง

ฉลองมงคลสมรส ณ โรงแรม สามารถทาไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด ใหต้ อบประกอบหลกั กฎหมาย
6. นางสวยหญิงหมา้ ย สามีพ่ึงเสียชีวิต วนั ท่ี 1 มกราคม 2562 นางสวยตอ้ งการสมรสกับ

สามีคนใหม่ วนั ท่ี 1 เมษายน 2562 หากท่านเป็นทนายความทา่ นจะแนะนานางสวยอยา่ งไร

-87-

เอกสารอ้างองิ
กฤษฎา ศภุ วรรธนะกุล. (2560). ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวติ ฉบบั กรมคุม้ ครองสิทธ์ิ เม่ือรักเรา (ศกั ด์ิศรี) ไม่

เท่ากนั . สืบคน้ 24 มกราคม 2561. จาก https://prachatai.com/journa/2017/06/71823
ชาติชาย อคั รวบิ ลู ย.์ (2552). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พมิ พค์ ร้ังท่ี 4). กรุงเทพฯ : วญิ ญชู น.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กมุ ภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24

มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์

วญิ ญูชน.
__________. (2559). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.

(พิมพค์ ร้ังที่ 21). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พูศิริ. (2551). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.

(พมิ พค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
__________. (กนั ยายน 2557). พฒั นาการของกฎหมายเกย่ี วกบั การสมรสระหว่างบุคคลเพศ

เดียวกนั ในประเทศฝรั่งเศส. วารสารนิติศาสตร์ (มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์). ปี ที 43.
ฉบบั ที่ 3.
รัศฏา เอกบตุ ร. (2555). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บดิ า
มารดาและบตุ ร. (พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2555). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว การหม้ัน. (พมิ พค์ รังท่ี 3). กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว. (พมิ พค์ ร้ังที่ 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
รวมคาวนิ ิจฉยั ของประธานศาลฎีกา ในคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2546-2556 จาก
http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/admin/announcements/files/Fe
bruary_4_2015_2_06_51fe8deb24232c37437489b389ba2f12.pdf
ร่าง พ.ร.บ.คชู่ ีวติ ทดแทนการจดทะเบียนสมรส. (23 มกราคม 2556). สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก
https://ilaw.or.th/node/1821
วารี นาสกุล และเบญจวรรณ ธรรมรัตน์. (2554). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว. (พิมพ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
แสวง บุญเฉลิมวภิ าส. (2552). ประวตั ิศาสตร์กฎหมายไทย. กรุงเทพฯ: วญิ ญูชน.
อาเลก็ จรรยาาทรัพยก์ ิจ. คาวินจิ ฉัยของประธานศาลฎีกา. วารสารยตุ ิธรรม จาก
http://elib.coj.go.th/Article/c10_5_1.pdf

-88-

ศาลไตห้ วนั กฎหมายหา้ มคนเพศเดียวกนั แต่งงานกนั ขดั รัฐธรรมนูญ (24 พฤษภาคม 2561)
สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก http://www.bbc.com/thai/international-40030877

สมชยั ฑีฆาอตุ มากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติง้ (ประเทศไทย)

สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.

สิทธิการสมรสของคนเพศเดียวกนั . (2558). สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก
https://ar-ar.facebook.com/notes/pakawat-hemrachatanant/สิทธิการสมรสของคน
เพศเดยี วกนั /996185267079829/

อวิการัตน์ นิยมไทย. (2553). สิทธิในการเลือกใชช้ ่ือสกุลและคานาหนา้ นามของหญิงซ่ึงสมรสแลว้
สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก http://www.senate.go.th/lawdatacenter/includes/
FCKeditor/upload/image/b/reform/reform15.pdf

หนงั สือภาษาองั กฤษ

Elisa Tang & Lesley Hauler. (2021, June 30). Here are the countries where same-sex marriage is officially legal.
Retrieved from https://www.goodmorningamerica.com/culture/story/29-countries-sex-marriage-
officially-legal-56041136

Haviland, William A.; Prins, Harald E. L.; McBride, Bunny; Walrath, Dana (2011). Cultural Anthropology:
The Human Challenge (13th ed.).

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 4

มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 6 คาบเรียน
บทท่ี 4 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางส่วนตวั
ผ้เู ขียน ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ วู เดช วงศเ์ คยี่ ม

จุดประสงค์
1. นักศึกษาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางส่วนตัวอย่าง

ถกู ตอ้ ง
2. นักศึกษาเขา้ ใจอธิบายความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางส่วนตวั ได้

อยา่ งถูกตอ้ ง
3. นักศึกษาสามารถยกตัวอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา

ในทางส่วนตวั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึง ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางส่วนตวั สามี

ภริยาตอ้ งอยู่กินดว้ ยกันฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกนั แยกกนั อยู่ต่างหากเป็ นการ
ชวั่ คราว การเป็ นผูอ้ นุบาลหรือผูพ้ ิทกั ษใ์ ห้คู่สมรส การอุปการะเล้ียงดูและกระทาการตามสมควร
เพื่อใหค้ ู่สมรสที่วิกลจริตมีความปลอดภยั การซ่ือสัตยใ์ นความรักต่อกนั การใช้คานาหนา้ นามและ
ชื่อสกลุ ของหญิงมีสามี สญั ชาติและภูมิลาเนาของสามีภริยา

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 4 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทาง

ส่วนตวั
2. ซกั ถามผเู้ รียนเก่ียวกบั ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางส่วนตวั
3. ผเู้ รียนสามารถยกตวั อยา่ งกรณีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทาง

ส่วนตวั
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น

-90-

ส่ือการสอน

1. เอกสารคาสอนบทที่ 4 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางส่วนตวั
2. Microsoft Power Point
3. การเขยี น Mapping ตวั อยา่ ง

การวัดผลและการประเมินผล
1. สงั เกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สังเกตการณ์ซกั ถาม
3. สงั เกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผูเ้ รียนใช้เวลานอกช้นั เรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1461 ถึงมาตรา

1464/1 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาที่เก่ียวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยา
ในทางส่วนตวั และใหผ้ เู้ รียนอ่านกฎหมายอื่นๆ เพิม่ เติมดว้ ย เช่น พระราชบญั ญตั ิสญั ชาติ พ.ศ. 2508
พระราชบญั ญตั ิชื่อบคุ คล พ.ศ. 2505, พระราชบญั ญตั ิคาหนา้ นามหญิง พ.ศ. 2551 เป็นตน้

-91-

บทท่ี 4
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสามแี ละภรรยาในทางส่วนตวั

เมื่อชายและหญิงสมรสกนั ตอ้ งอยดู่ ว้ ยกนั เพ่อื สร้างครอบครัว ช่วยเหลือพงึ พาอาศยั กนั นี่คือ
ความสัมพันธ์ทางสังคม ในขณะเดียวกันชายและหญิงจะมีสถานะเป็ นสามีภริยาอย่างถูกต้อง
สมบูรณ์ และก่อให้เกิดความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีภริยาตามกฎหมายน้ัน ซ่ึงวตั ถุประสงค์ของการ
สมรสก็เพื่อให้ชายหญิงไดอ้ ยู่กินกนั ฉันสามีภริยา กาหนดให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูซ่ึง
กนั และกนั ตามความสามารถและฐานะตน และกรณีค่าอุปการะเล้ียงดูน้นั อีกฝ่ายสามารถเรียกไดใ้ น
เม่ือได้รับการอุปการะเล้ียงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ อันแสดงว่าค่าอุปการะเล้ียงดูน้ีศาลอาจ
กาหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผูใ้ ห้และฐานะของผูร้ ับตามพฤติการณ์แห่ง
กรณี จึงเป็ นบทบญั ญตั ิคุม้ ครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ ายที่มีฐานะดีตอ้ งช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูอีกฝ่ าย
หน่ึง มิฉะน้นั อีกฝ่ายยอ่ มมีสิทธิฟ้องหย่าได้ แต่ถา้ ไมป่ ระสงคจ์ ะฟ้องหยา่ ก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเล้ียงดู
ได1้ .ในบทน้ีกล่าวถึง สามีภริยาตอ้ งอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกนั การ
แยกกนั อยู่ต่างหากเป็ นการชว่ั คราว การเป็ นผูอ้ นุบาลหรือผูพ้ ิทกั ษ์ให้คู่สมรส การอุปการะเล้ียงดู
และกระทาการตามสมควรเพ่ือให้คู่สมรสที่วิกลจริตมีความปลอดภยั การซื่อสัตยใ์ นความรักต่อกนั
การใชค้ านาหนา้ นามและชื่อสกุลของหญิงมีสามี และสญั ชาติและภมู ิลาเนาของสามีภริยา

4.1 สามภี ริยาต้องอย่กู นิ ด้วยกนั ฉันสามภี ริยาและช่วยเหลืออุปการะเลยี้ งดกู นั
มาตรา 1461 บญั ญตั ิวา่ “สามีภริยาตอ้ งอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยา
สามีภริยาตอ้ งช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกนั ตามความสามารถและฐานะของตน”
ตามที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1461 การอยู่กินด้วยกนั ฉันสามีภริยา หมายถึงการอยู่ร่วมบา้ น

เดียวกันร่ วมชี วิตในการครองเรื อนและท้ ังร่ วมประเวณี ต่อกันการอยู่กินด้วยกันน้ ี ย่อมแล้วแต่
ประเพณีของผูเ้ ป็ นสามีภริยาจะพึงประพฤติปฏิบตั ิต่อกนั โดยทวั่ ไปท้งั น้ีโดยคานึงถึงอายุสุขภาพ
ฐานะทางสังคมและสภาวะทางการเงินของสามีภริยาดว้ ยเช่นสามีเป็ นคนขบั เคร่ืองบินโดยสาร 4-5
วนั จึงจะกลบั มาเมืองไทยคร้ังหน่ึงอย่างน้ีถือไดว้ า่ ไดอ้ ยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาแลว้ อยา่ งไรกด็ ี การ
ที่คู่สมรสฝ่ ายหน่ึงไม่ยอมอยกู่ ินดว้ ยกนั กบั อีกฝ่ายหน่ึงน้นั จะฟ้องร้องบงั คบั กนั ไม่ไดเ้ พราะเป็นเร่ือง
เฉพาะตวั ภายในครอบครัว เช่น ภริยาไม่ยอมอยู่กินดว้ ยกบั สามีโดยแยกไปอยู่กบั ญาติของตนเอง

1 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4959/2552

-92-

สามีจะให้สมคั รพรรคพวกไปบงั คบั นาตัวภริยากลบั มาอยู่ร่วมบา้ นกบั ตนโดยอา้ งว่าเพ่ือบงั คบั ตาม
สิทธิในการอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาไม่ได้ หรือสามีจะขม่ ขืนกระทาชาเราภริยาก็กระทามิได้

การอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา หมายถึง การอยู่ร่วมบา้ น ร่วมชีวิตในการครองเรือนและ
ร่วมประเวณีต่อกนั ท้งั น้ีโดยคานึงถึงอายุสุขภาพฐานะทางสังคมและสภาวะทางการเงินของสามี
ภริยาดว้ ยแต่อย่างไรก็ตาม การท่ีคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงไม่ยอมอยู่กินกบั ฝ่ ายหน่ึงน้นั จะฟ้องร้องบงั คบั ให้
อยกู่ ินกนั ไม่ไดเ้ พราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว แตอ่ าจเป็นเหตใุ หฟ้ ้องหยา่ ได2้

การช่วยเหลือ หมายถึง การช่วยกนั ปฏิบตั ิหนา้ ที่ในครอบครัวเพ่ือให้ครอบครัวดารงอยูไ่ ด้
ดว้ ยความผาสุก เช่น การดูแลบา้ นเรือน ดูแลบุตร ดูแลคสู่ มรสเวลาเจ็บป่ วยอีกคนหน่ึงก็ตอ้ งดูแล พา
ไปหาหมอ เฝ้าไขใ้ ห้เรา ซ้ือยาให้เรา เรียกว่าดูแลกนั เป็ นพิเศษและอย่างใกลช้ ิดตามท่ีมีเวลาให้กนั
แต่ถา้ อีกฝ่ ายหน่ึงไปทางานก็ลาหยดุ มาดูแลกนั ไดว้ นั สองวนั ไม่ไดท้ าใหเ้ สียงานเท่าใด เพราะคสู่ ามี
ภรรยาตอ้ งดูแลกนั เป็นตน้ 3

อุปการะเลี้ยงดูกัน หมายถึง ให้สิ่งจาเป็ นในการดารงชีพ ไม่ว่าเงินทอง เคร่ืองอุปโภค
บริโภค ปัจจยั ในการดารงชีพ โดยพิจารณาจากความสามารถและฐานะ หากฝ่ ายใดมีอาชีพการงาน
แต่อีกฝ่ ายไม่มีรายได้หรือไม่มีอาชีพ ฝ่ ายท่ีมีรายได้ต้องอุปการะเล้ียงดูแก่อีกฝ่ ายหน่ึง หากไม่
ช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดู อีกฝ่ายหน่ึงมีสิทธิฟ้องหยา่ ได้

สามีและภรรยาต่างมีหนา้ ท่ีอุปการะเล้ียงดูซ่ึงกนั และกนั ตามความสามารถและฐานะของ
ตนการพิจารณาตอ้ งคานึงถึง อายุ สุขภาพ รายไดแ้ ละทรัพยส์ ินของคู่สมรสดว้ ย หากฝ่ ายใดละเลย
หน้าที่หรือมีบุคคลภายนอกมากระทาละเมิด คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงสามารถฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะ
เล้ียงดูได้ เช่น การที่สามีถูกกบั ระเบิดขาขาด 2 ขา้ ง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เช่นน้ี ภริยาตอ้ ง
อุปการะสามี หรือกรณีภริยารวยมากๆ มีเงินเป็ น 100 ลา้ น เคร่ืองนุ่งห่มหรูหราหรือฟ่ ุมเฟื อยอาจจะ
เป็นของจาเป็ นสาหรับภริยาเศรษฐีได้ หากฝ่ ายใดไม่อุการะอีกฝ่ ายหน่ึง อีกฝ่ ายสามารถฟ้องเรียกค่า
อุปการะเล้ียงดูได้

ค่าอุปการะเล้ียงดูน้ันให้ชาระเป็ นเงินโดยการชาระเป็ นคร้ังคราวตามกาหนด เวน้ แต่จะมี
การตกลงกนั ใหช้ าระเป็นอยา่ งอ่ืนหรือโดยวิธีอ่ืน สิทธิการไดค้ ่าอุการะเล้ียงดูจะสละสิทธิมิหรือโอน
มิได้ ไม่อยใู่ นข่ายการบงั คบั คดีตามมาตรา 1598/41 ดงั น้นั หากสามีภริยาทะเลาะกนั แลว้ ทาสัญญา
แยกกันอยู่ต่างหากโดยภริยาระบุว่าจะไม่เรียกร้องทรัพยส์ ินเงินทองที่มีต่อกันแต่อย่างใดท้ังสิ้น

2 ประสพสุข บุญเดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังที่ 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พว์ ิญญชู น.
หนา้ 42.

3 แหลง่ เดิม. หนา้ 43

-93-

ภริยาก็ยงั มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากสามีได้ เพราะการสละสิทธิที่จะไม่รับค่าอุปการะ
เล้ียงดูไม่มีผลบงั คบั

การเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูจากอีกฝ่ ายตอ้ งนาสืบให้ไดว้ า่ อีกฝ่ ายมีความสามารถและฐานะ
ดีกวา่ ตนเพียงใด และมีรายไดเ้ กินรายไดข้ องอีกฝ่ ายเพียงใด เพราะหากนาสืบไมไ่ ดศ้ าลอาจไม่ให้ค่า
อปุ การะเล้ียงดูได้

หากมีบุคคลภายนอกมาทาละเมิดต่อสามีหรือภริยาให้ไดร้ ับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย
ภริยาหรือสามีอีกฝ่ ายย่อมถูกกระทบกระเทือนสิทธิท่ีจะไดร้ ับความช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดู จึงมี
สิทธิได้รับค่าทดแทนจากผูท้ าละเมิดในค่าสินไหมทดแทนเพ่ือการขาดแรงงาน และค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 445 และมาตรา 443

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3822/2524 โจทก์จาเลยต่างสมคั รใจแยกกนั อยู่ โจทก์จะกล่าวหาว่า
จาเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ ความสามารถและฐานะของโจทกด์ ีกว่าจาเลย โจทก์ผูเ้ ป็ นสามีจึง
ตอ้ งช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูจาเลยซ่ึงเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461
ประกอบดว้ ยมาตรา 1598/38

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 1340/2558 โจทก์ที่ 2 กับจาเลยเป็ นสามีภริยากันโดยชอบด้วย
กฎหมายและอยู่กินฉนั สามีภริยาท่ีบา้ นพิพาทจนกระทง่ั โจทก์ที่ 2 ลม้ ป่ วยลงดว้ ยโรคหลอดเลือดใน
สมองตีบ เม่ือพิจารณาถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1461 โจทก์ที่ 2 กบั จาเลยตอ้ งอยู่กินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาและตอ้ งช่วยเหลืออปุ การะเล้ียงดูกนั
ตามความสามารถและฐานะของตน ซ่ึงหมายความรวมถึงการดูแลทุกขส์ ุขและความเจ็บป่ วยซ่ึงกนั
และกนั การอยู่ร่วมกนั ในบา้ นพิพาทจึงเป็นปัจจยั สาคญั อนั หน่ึงท่ีทาใหโ้ จทกท์ ี่ 2 กบั จาเลยสามารถ
ปฏิบตั ิหนา้ ที่ในฐานะสามีภริยาตอ่ กนั เม่ือไมป่ รากฏว่าจาเลยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สมคั รใจท่ี
จะดูแลโจทกท์ ่ี 2 การใหจ้ าเลยออกไปจากที่ดินและบา้ นพพิ าทยอ่ มเป็นอปุ สรรคขดั ขวางทาให้จาเลย
ไม่สามารถดูแลโจทก์ที่ 2 ได้ เม่ือโจทก์ที่ 2 เป็ นเจา้ ของร่วมคนหน่ึงในที่ดินและบา้ นพิพาท ย่อมมี
สิทธิที่จะใชส้ อยและอยู่อาศยั ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1360 จาเลยในฐานะ
ภริยาของโจทกท์ ี่ 2 ก็ยอ่ มมีสิทธิท่ีจะอยูอ่ าศยั ในที่ดินและบา้ นพิพาทเช่นกนั หากจาเลยมีพฤติกรรม
กระทาการอนั เป็ นปฏิปักษต์ ่อการเป็ นสามีภริยากนั อย่างไร ก็ชอบท่ีโจทก์ท่ี 2 จะใชส้ ิทธิฟ้องหย่า
เป็นคดีตา่ งหาก โจทกท์ ี่ 2 จึงไม่มีอานาจฟ้องขบั ไลจ่ าเลย

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552 วตั ถุประสงคข์ องการสมรสก็เพ่ือให้ชายหญิงได้อยู่กิน
กนั ฉันสามีภริยา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 บญั ญตั ิ ให้สามีภริยาช่วยเหลือ
อุปการะเล้ียงดูซ่ึงกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บญั ญัติว่า ค่า
อุปการะเล้ียงดูน้ันอีกฝ่ ายสามารถเรียกไดใ้ นเมื่อไดร้ ับการอุปการะเล้ียงดูไม่เพียงพอแก่อตั ภาพ อนั

-94-

แสดงว่าค่าอุปการะเล้ียงดูน้ีศาลอาจกาหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคานึงถึงความสามารถของผใู้ หแ้ ละ
ฐานะของผูร้ ับตามพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็ นบทบญั ญตั ิคุม้ ครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ ายที่มีฐานะดี
ตอ้ งช่วยเหลืออปุ การะเล้ียงดูอีกฝ่ายหน่ึง มิฉะน้นั อีกฝ่ายยอ่ มมีสิทธิฟ้องหยา่ ไดต้ ามมาตรา 1516 (6)
แต่ถา้ ไม่ประสงคจ์ ะฟ้องหยา่ ก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเล้ียงดูไดต้ ามมาตรา 1598/38 ดงั น้นั สิทธิฟ้องเรียก
คา่ อปุ การะเล้ียงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิท่ีเกิดข้ึนเมื่อมีการฟ้องหยา่ ไม่

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2486/2535 จาเลยไม่ยอมอยู่ร่วมกับโจทก์และไม่อุปการะเล้ียงดู
โจทก์ตามอตั ภาพ โดยท่ีจาเลยอยู่ในฐานะท่ีจะอุปการะเล้ียงดูโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอานาจฟ้องเรียก
คา่ อปุ การะเล้ียงดูไดโ้ ดยไม่ตอ้ งฟ้องหยา่ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1598/38

4.2 การแยกกนั อย่ตู ่างหากเป็ นการชั่วคราว
กรณีสามีภริยาแยกกนั อยตู่ ่างหากเป็นการชวั่ คราว แยกเป็น 2 กรณี
(1) สามีภริยาทาข้อตกลงแยกกนั อย่ตู ่างหาก
สามีภรรยาอาจทาขอ้ ตกลงแยกกนั อยูต่ ่างหากชว่ั คราวได้ โดยทาขอ้ ตกลงกนั ดว้ ยวาจาเป็ น

ลายลกั ษณ์อกั ษรก็ได้ ผลคือสามีภรรยาต่างฝ่ ายต่างหมดหนา้ ท่ีจะตอ้ งอยดู่ ว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาต่อไป
แต่สถานะสามีภริยายงั คงมีอยยู่ งั ไม่ถือวา่ การสมรสสิ้นสุดลง แต่หากแยกกนั อย่เู กิน 3 ปี อาจมีสิทธิ
ฟ้องหย่าไดต้ าม มาตรา 1516 (4/2) ส่วนถา้ แยกกนั เป็ นเวลาเกิน 1 ปี ก็ไม่ถือเป็ นการทิ้งร้างกนั อนั
เป็นเหตุฟ้องหยา่ ตาม มาตรา 1516 (4)

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 5627/2530 ในคดีหยา่ แมโ้ จทกจ์ าเลยตกลงหย่ากนั ระหว่างพิจารณา
แต่การที่ จาเลยจะมีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพจากโจทก์หรือไม่น้นั จะตอ้ งพิจารณาว่า มีเหตุแห่งการหย่า
หรือไม่ และเหตุแห่งการหย่าน้นั เป็นความผิดของโจทก์ หรือไม่เมื่อโจทกจ์ าเลยสมคั รใจแยกกนั อยู่
จึงถือไม่ไดว้ ่าโจทก์จงใจละทิ้งร้างจาเลยอนั จะทาให้จาเลยมีสิทธิเรียกค่าเล้ียงชีพจากโจทก์ ส่วนค่า
อปุ การะเล้ียงดูในระหวา่ งท่ีสามีภริยาแยกกนั อยนู่ ้นั ฝ่ายที่มีความสามารถหรือฐานะนอ้ ยกวา่ และแยก
ไปอยูโ่ ดยสุจริต ชอบที่จะไดร้ ับการช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูจากอีกฝ่ าย เมื่อโจทก์ จาเลยต่างสมคั ร
ใจแยกกนั อยชู่ วั่ คราวโดยไม่ใช่ความผดิ ของจาเลย และจาเลยไม่มีอาชีพหรือรายไดเ้ พียงพอโจทกซ์ ่ึง
อุปการะเล้ียงดูจาเลย มาตลอดและอยูใ่ นฐานะท่ีสามารถจะอุปการะเล้ียงดูจาเลยได้ จึงมีหน้าท่ีตอ้ ง
อปุ การะเล้ียงดูจาเลย

(2) ศาลมีคาส่ังอนุญาตให้แยกกนั อย่ตู ่างหากเป็ นการชั่วคราว
มาตรา 1462 บญั ญตั ิว่า“ในกรณีที่สามีภริยาไม่สามารถท่ีจะอยู่กินดว้ ยกนั ฉันสามีภริยาโดย
ปกติสุขได้ หรือถา้ การอยู่ร่วมกนั จะเป็นอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจหรือทาลายความผาสุกอยา่ งมาก
สามีหรือภริยาฝ่ ายท่ีไม่สามารถท่ีจะอยูก่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาโดยปกติสุขไดห้ รือฝ่ ายที่จะตอ้ งรับ

-95-

อันตรายหรือถูกทาลายความผาสุก อาจร้องต่อศาลเพ่ือให้มีคาสั่งอนุญาตให้ตนอยู่ต่างหากใน
ระหวา่ งที่เหตุน้นั ๆ ยงั มีอยกู่ ็ได้ ในกรณีเช่นน้ีศาลจะกาหนดจานวนค่าอุปการะเล้ียงดูใหฝ้ ่ายหน่ึงจ่าย
ใหแ้ ก่อีกฝ่ายหน่ึงตามควรแก่พฤติการณ์กไ็ ด”้

ในกรณีที่สามีภริยาไม่อาจอยู่ร่วมกนั ได้ต่อไป หากขืนอยู่ร่วมกนั ต่อไปสามีหรือภริยาจะ
ไดร้ ับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือเกิดความเดือดร้อนอยา่ งมาก สามีหรือภริยาฝ่ ายท่ีตอ้ งเสียหาย
หรือเดือดร้อยมีสิทธิตามมาตรา 1462 ที่จะร้องต่อศาลเพื่อให้มีคาส่ังอนุญาตให้ตนอยู่ต่างหากเป็ น
การชวั่ คราวในระหวา่ งท่ีเหตุน้นั ๆ ยงั มีอยกู่ ็ได้ ซ่ึงเหตุที่จะร้องขอให้ศาลอนุญาตแยกกนั อยู่ชว่ั คราว
มี 4 กรณี คือ

ก. สามภี ริยาไม่สามารถทจ่ี ะอย่กู นิ ด้วยกนั ฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้
มีความหมายครอบคลุมถึงการมีคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงกระทาการใดๆ โดยมุ่งประสงคใ์ ห้เกิด
อนั ตรายแก่ร่างกายจิตใจหรือสุขภาพหรือการบงั คบั คุกคาม (harassment) หรือใชอ้ านาจครอบงาผิด
ครองธรรมร่างกายจิตใจความรู้สึกเร่ืองเพศการเงินหรื ออารมณ์ของต่อคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงต่อบุตร
หรือต่อบุคคลในครอบครัว ฉะน้ันกรณีท่ีภริยาไม่พอใจสามีจึงแกลง้ ตีบุตรท่ีสามีรัก หรือภริยาไม่
พอใจสามีจึงแกลง้ ทาลายเคร่ืองเรือนหนา้ ต่างบา้ นและฆ่าสตั วเ์ ล้ียงของครอบครัว หรือสามีไม่พอใจ
ภริยาจึงแกลง้ ฉีกเส้ือผา้ ของภริยาทุบรถยนต์ จุดไฟเผารูปถ่ายท่ีภริยารับปริญญาบตั รเหล่าน้ี เป็นเหตุ
ที่จะฟ้องขอใหศ้ าลมีคาส่ังอนุญาตให้แยกกนั อยู่ต่างหากเป็ นการชว่ั คราวไดแ้ ลว้ อาจกล่าวไดว้ ่าการ
กระทาอนั เป็ นความรุนแรงในครอบครัว ซ่ึงเป็ นความผิดอาญาตามมาตรา 4 แห่งพระราชบญั ญตั ิ
คุม้ ครองผถู้ ูกกระทาดว้ ยความรุนแรงในครอบครัว พ. ศ. 2550 ก็มาฟ้องขอให้ศาลมีคาส่ังใหแ้ ยกกนั
อยตู่ า่ งหากเป็นการชวั่ คราวได้
นอกจากน้ี กรณีท่ีสามีข่มขืนกระทาชาเราภริยาหรือภริยาข่มขืนกระทาชาเราสามีตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 น้นั ก็ถือเป็ นกรณีที่สามีภริยาไม่สามารถท่ีจะอยู่กินดว้ ยกนั ฉัน
สามีภริยาโดยปกติสุขอนั เป็ นเหตุให้ภริยาหรือสามีอีกฝ่ ายหน่ึงมาฟ้องขอให้ศาลมีคาส่ังอนุญาตให้
แยกกันอยู่ช่ัวคราวได้และการท่ี สามี ดู หมิ่ น เหยียดห ยาม ภริ ยาอยู่เสมอและแกล้งฟ้ องคดี อาญ า
ความผิดเล็กๆ นอ้ ยๆ ต่อภริยาก็ถือว่าเป็ นกรณีที่สามีภริยาไม่สามารถจะอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยา
โดยปกติสุขไดเ้ ช่นเดียวกนั

ข. การอยู่ร่วมกนั จะเป็ นอนั ตรายแก่กายอย่างมากของสามีหรือภริยา
อนั ตรายแก่กาย หมายถึง ภาวะที่มีการรบกวนอยา่ งรุนแรงตอ่ สภาพปกติของร่างกายหรือทา
ให้สุขภาพความสมบูรณ์ของร่างกายลดลงโดยอาจกระทาต่ออวยั วะต่างๆ ของบุคคลต้งั แต่เส้นผม
จนถึงปลายเล็บเทา้ ต้งั แต่ผวิ หนงั จนถึงอวยั วะภายในจนทาใหเ้ กิดบาดแผลโลหิตไหลและจะตอ้ งเป็น
อนั ตรายอยา่ งมากต่อกายเทียบกบั ความผิดฐานทาร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295

-96-

เช่น สามีเป็นโรคติดต่ออยา่ งร้ายแรง โรคเอดส์หากอยรู่ ่วมกนั ภริยาจะไดร้ ับเช้ือโรคภริยาก็ หรือสามี
ชอบความรุนแรงเวลาร่วมประเวณีกับภริยาชอบทุบตีทาร้ายร่างกายภริยาเพราะเป็ นความชอบ
ส่วนตวั ภริยาไม่อาจทนได้ เช่นน้ีอาจมาร้องขอใหศ้ าลอนุญาตใหแ้ ยกกนั อยชู่ ว่ั คราวได้

ค. การอย่รู ่วมกนั จะเป็ นอนั ตรายแก่จิตใจอย่างมากของสามหี รือภริยา
อันตรายต่อจิตใจ หมายถึง การกระทาที่กระทบถึงจิตใจอนั เป็ นที่เกิดแห่งความรู้สึกความ
สานึก ความคิด และอารมณ์จนทาให้จิตไม่ปกติฟันเฟื อนไม่สมประกอบ หมดสติหรือหมด
ความรู้สึกไปเป็นเวลานานจะตอ้ งเป็ นอนั ตรายแก่จิตใจเป็นอยา่ งมากดว้ ยจึงจะเป็นเหตุมาร้องขอแต่
เช่น สามีชอบผชู้ ายดว้ ยกนั และนาเขา้ มาอยใู่ นบา้ นดว้ ยเป็นการทาร้ายจิตใจของภริยาอยา่ งมากภริยา
มีสิทธิร้องขอให้แยกกนั อยู่ต่างหากเป็นการชวั่ คราวได้ หรือสามีชอบนาสาวโสเภณีมาร่วมประเวณี
ในบา้ นทาใหภ้ ริยาเสียใจอย่างมาก เช่นน้ี ภริยาก็มีสิทธิร้องขอใหแ้ ยกกนั อยตู่ ่างหากเป็นการชว่ั คราว
ได้
ง. การอย่รู ่วมกนั จะทาลายความผาสุกอย่างมากของสามหี รือภริยา
ความผาสุก หมายถึง ความสุขสาราญ ความราบร่ืนในการดารงของชีวติ ความสะดวกสบาย
ในการดารงชีวิตโดยมีสุขภาพและพลานามยั ที่สมบูรณ์ท้งั ทางร่างกายและจิตใจการทาลายความ
ผาสุกตอ้ งเป็ นการกระทาท่ีร้ายแรง แต่หากสามีเป็ นคนวิกลจริตแต่ไม่มีอาการดุร้าย เช่นน้ี ภริยาจะ
มาขอให้แยกกนั อยตู่ ่างหากเป็นการชว่ั คราวไม่ได้ แต่ถา้ สามีเป็ นคนวิกลจริตมีอาการดุร้ายเป็นท่ีน่า
หวาดกลวั แก่ภริยาและบตุ รแต่เน่ืองจากยงั ไม่ครบกาหนด 3 ปี ยงั ฟ้องหยา่ ไมไ่ ด้ (มาตรา 1516 (4/2))
ภริยาก็อาจมาร้องขอตอ่ ศาลใหส้ งั่ อนุญาตให้ตนอยตู่ ่างหากจากสามีเป็นการชวั่ คราวได้
เช่น สามีมีพฤติกรรมหวงภริยามากจนไม่ให้ภริยาออกจากบา้ น ถา้ ภริยาออกจากบา้ นจะ
โดนสามีทาร้าย ทุบตี หรือกรณีสามีเสพสุรายาเมาและจะอาละวาดทุบตีทาร้ายภริยา เช่นน้ี ภริยามา
ร้องขอให้ศาลส่ังอนุญาตให้แยกกนั อยู่ได้ เพราะการอยู่ร่วมกนั จะทาลายความผาสุกอยา่ งมากของ
ภริยาซ่ึงเป็นผถู้ ูกกระทา

4.3 การเป็ นผ้อู นุบาลหรือผู้พทิ กั ษ์ให้คู่สมรส
มาตรา 1463 บญั ญตั ิว่า “ในกรณีท่ีศาลส่ังให้สามีหรือภริยาเป็ นคนไร้ความสามารถ หรือ

เสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็ นผูอ้ นุบาลหรือผูพ้ ิทกั ษ์ แต่เมื่อผูม้ ีส่วนไดเ้ สียหรือ
อยั การร้องขอ และถา้ มีเหตุสาคญั ศาลจะต้งั ผอู้ ่ืน เป็นผอู้ นุบาลหรือผพู้ ทิ กั ษก์ ไ็ ด”้

ในระหว่างการสมรสหากคู่สมรสกลายเป็ นคนวิกลจริตจนถูกศาลสั่งให้เป็ นคนไร้
ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถมาตรา 1463 กาหนดให้ศาลมีคาส่ังต้งั ให้สามีหรือภริยา

-97-

เป็นผอู้ นุบาลหรือผูพ้ ิทกั ษเ์ พ่ือคุม้ ครองดูแลเวน้ แต่จะมีเหตุสาคญั ศาลจึงจะต้งั บคุ คลอื่นเช่นบิดาหรือ
มารดาเป็นผอู้ นุบาลหรือผพู้ ทิ กั ษแ์ ทน

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537 กรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็ นคนไร้ความสามารถ
จะตอ้ งต้งั คู่สมรสเป็นผูอ้ นุบาลก่อนเพียงคนเดียว หากมีผอู้ ่ืนร้องขอและมีเหตุสาคญั ศาลจะต้งั ผอู้ ่ืน
เป็ นผูอ้ นุบาลก็ได้ การจะต้ังท้ังคู่สมรสและบุคคลอื่นเป็ นผูอ้ นุบาลร่วมกัน จะไม่สอดคลอ้ งกับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 การจดั การสินสมรสของคนไร้ความสามารถ
ผูอ้ นุบาลตอ้ งปฏิบตั ิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/16 คือถา้ เป็ นการจดั การ
ตามมาตรา 1476 วรรคหน่ึง ก็จะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาลก่อนจึงไมม่ ีเหตสุ มควรที่จะต้งั ผรู้ ้องเป็น
ผอู้ นุบาลร่วมกบั ผคู้ ดั คา้ น

4.4 หน้าทข่ี องคู่สมรสท่ีต้องอปุ การะเลยี้ งดคู ู่สมรสทวี่ กิ ลจริตให้มีความปลอดภัย
มาตรา 1464 บญั ญตั ิว่า “ในกรณีท่ีคู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงเป็นคนวิกลจริตไม่ว่าศาล จะได้

ส่ังให้เป็ นคนไร้ความสามารถหรือไม่ ถา้ คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงไม่อุปการะเล้ียงดูฝ่ ายท่ีวิกลจริตตาม
มาตรา 1461 วรรคสองหรือกระทาการหรือไม่ กระทาการอย่างใด อนั เป็ นเหตุให้ฝ่ ายที่วิกลจริตตก
อยู่ในภาวะอนั น่าจะเกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือตกอยใู่ นภาวะอนั น่าจะเกิดความเสียหายทาง
ทรัพยส์ ินถึงขนาด บุคคลตามท่ีระบุไวใ้ นมาตรา 28 หรือผอู้ นุบาลอาจฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงเรียก
ค่าอปุ การะเล้ียงดูใหแ้ ก่ฝ่ายที่วิกลจริต หรือขอใหศ้ าลมีคาสงั่ ใดๆ เพ่ือคุม้ ครองฝ่ายท่ีวิกลจริตน้นั ได้

ในกรณีฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดูตามวรรคหน่ึง ถา้ ยงั มิไดม้ ีคาสั่งของ ศาลว่าคู่สมรสซ่ึง
วกิ ลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ใหข้ อตอ่ ศาลในคดีเดียว กนั ให้ศาลมีคาสั่งว่าคู่สมรสซ่ึงวิกลจริต
น้นั เป็นคนไร้ความสามารถ โดยขอให้ต้งั ตนเองหรือผูอ้ ื่นที่ศาลเห็นสมควรเป็นผอู้ นุบาล หรือถา้ ได้
มีคาส่ังของศาล แสดงว่าคู่สมรสซ่ึงวิกลจริตเป็ นคนไร้ความสามารถอยู่แลว้ จะขอให้ถอดถอน
ผอู้ นุบาลคนเดิมและแตง่ ต้งั ผอู้ นุบาลคนใหม่กไ็ ด้

ในการขอให้ศาลมีคาส่ังใดๆ เพ่ือคุม้ ครองคู่สมรสฝ่ ายท่ีวิกลจริตโดยมิไดเ้ รียกค่าอุปการะ
เล้ียงดูดว้ ยน้นั จะไม่ขอใหศ้ าลมีคาสงั่ ใหค้ ู่สมรสฝ่ ายที่ วิกลจริตน้นั เป็นคนไร้ความสามารถ หรือจะ
ไม่ขอเปลี่ยนผอู้ นุบาลก็ได้ แต่ถา้ ศาลเห็นว่าวิธีการคุม้ ครองท่ีขอน้นั จาตอ้ งมีผูอ้ นุบาลหรือเปลี่ยนผู้
อนุบาล ให้ศาลมีคาส่ังให้จดั การทานองเดียวกบั ท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นวรรคสอง แลว้ จึงมีคาสั่งคุม้ ครอง
ตามที่เห็นสมควร”

ตามมาตรา 1464 วรรคแรก หากคู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงกลายเป็ นคนวิกลจริตไม่ว่าจะถูก
ศาลส่ังให้เป็ นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตามคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงจะตอ้ งให้ความอุปการะเล้ียงดู
และกระทาการตามสมควร การเป็ นบุคคลวิกลจริตน้ีไม่ไดห้ มายความถึงผูม้ ีจิตผิดปกติหรือคนบา้

-98-

เทา่ น้นั แต่รวมถึงบุคคลท่ีมีอาการผิดปกติ เช่น ขาดความสานึก ขาดความรู้สึก หรือความรับผิดชอบ
ดว้ ย เพราะบคุ คลดงั กล่าวไม่สามารถประกอบกิจการของตนหรือประกอบกิจการส่วนตวั ของตนได้
ซ่ึงบุคคลเหล่าน้ีตอ้ งไดร้ ับความดูแลเอาใจใส่เป็ นพิเศษ ดงั น้ัน คู่สมรสท่ีปกติตอ้ งทาหนา้ ที่ให้การ
อุปการะดูแล เช่น สามีเกิดวิกลจริต ภริยามีหน้าที่ตามมาตราน้ีท่ีตอ้ งดูแลรักษาพาไปหาหมอเพื่อ
รักษาอาการให้สามีหาย และตอ้ งดูแลสามีอยา่ งดี โดยตอ้ งหามาตรการป้องกนั ไม่ใหส้ ามีเดินออกไป
นอกถนนซ่ึงอาจเกิดอนั ตรายจากการถูกรถยนต์ชนได้ หากไม่กระทาการดงั กล่าว บุคคลตามท่ีระบุ
ไวใ้ นมาตรา 28 ไดแ้ ก่ บิดา มารดา ป่ ู ย่า ตา ยาย ทวด ลูกหลาน เหลน ลื่อ ผูอ้ นุบาล ผูพ้ ิทักษ์ หรือ
พนกั งานอยั การมีอานาจฟ้องคู่สมรสฝ่ ายที่ไม่ให้ความอุปการะเล้ียงดูน้นั ให้ชาระค่าอุปการะเล้ียงดู
และขอใหศ้ าลมีคาสั่งใดๆ เพื่อคุม้ ครองคสู่ มรสฝ่ายท่ีวิกลจริตได้

ตามมาตรา 1464 วรรคสอง ในการฟ้องเรียกคา่ อปุ การะเล้ียงดู มี 2 กรณี
1) ถา้ มิไดม้ ีคาสั่งศาลว่าคู่สมรสซ่ึงคนวิกลจริตเป็ นคนไร้ความสามารถ เมื่อมีการฟ้องเรียก
ค่าอุปการะเล้ียงดู ก็ขอต่อศาลในคดีเดียวกันให้ศาลมีคาสั่งว่า คู่สมรสซ่ึงคนวิกลจริตเป็ นคนไร้
ความสามารถ โดยขอต้งั ตนเองหรือคนอื่นเป็นผูอ้ นุบาลได้
2) ถา้ ไดม้ ีคาสั่งศาลวา่ คู่สมรสซ่ึงคนวิกลจริตเป็ นคนไร้ความสามารถ จะขอให้ถอดถอนผู้
อนุบาลเดิมและต้งั ผอู้ นุบาลคนใหม่ก็ได้ (บุคคลตามมาตรา 28 ร้องขอถอดถอน/แต่งต้งั ผอู้ นุบาลคน
ใหมไ่ ด)้
ผอู้ นุบาล ตาม1464 น้นั คือผอู้ นุบาลที่ศาลต้งั บคุ คลอื่นเป็นแทนสามีหรือภริยาของคู่สมรสที่
เป็ นคนไร้ความสามารถ (ตอ้ งไม่ใช่คู่สมรสนะ) เพราะคู่สมรสเองนนั่ แหละที่ไม่ดูแลอีกฝ่ ายหน่ึงท่ี
เป็นคนวกิ ลจริตหรือเป็นคนไร้ความสามารถ
มาตรา 1464/1 บญั ญตั ิว่า “ในระหว่างการพิจารณาคดีตาม มาตรา 1464 ถา้ มีคาขอศาลอาจ
กาหนดวิธีการชวั่ คราวเก่ียวกบั การอุปการะเล้ียงดูหรือการคุม้ ครอง คู่สมรสฝ่ ายท่ีวิกลจริตไดต้ ามที่
เห็นสมควร และหากเป็ นกรณีฉุกเฉินให้นาบท บัญญัติ เรื่องคาขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง มาใชบ้ งั คบั ”
จากบทบญั ญตั ิขา้ งตน้ หากในระหว่างการพิจารณาของศาล โจทก์อาจร้องขอต่อศาลขอให้
กาหนดวิธีการชวั่ คราวเก่ียวกบั การอุปการะเล้ียงดู หรือการคุม้ ครองคู่สมรสฝ่ ายท่ีวิกลจริตไดต้ ามที่
เห็นสมควร เช่น ขอให้ศาลมีคาสั่งให้คู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงชาระค่าอุปการะเล้ียงดูคู่สมรสฝ่ ายท่ี
วิกลจริตเป็ นรายเดือนเดือนละ 5,000 บาท เป็ นการชั่วคราวหรือขอให้ศาลมีคาส่ังให้นาคู่สมรสท่ี
วิกลจริตไปรับการบาบดั รักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชโดยเร็วกไ็ ด้

-99-

ส่วนหากเป็นกรณีฉุกเฉินให้นาบท บญั ญตั ิ เร่ืองคาขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความแพ่งมาใชบ้ งั คบั มาตรา 2664 หลงั จากศาลไต่สวนแลว้ เห็นวา่ เป็นกรณีฉุกเฉินตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 266 ศาลก็จะส่ังคุม้ ครองช่วั คราว ตามคาร้องขอ
คุม้ ครองชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 เช่น สามีจับภริยาที่
วกิ ลจริตล่ามโซ่ไวใ้ ห้อดม้ือกินม้ือ บิดาของภริยาทราบข่าวจึงยื่นคาขอในเหตุฉุกเฉินใหศ้ าลไต่สวน
และมีคาสงั่ ใหส้ ามีปล่อยภริยาโดยใหภ้ ริยาอยใู่ นความดูแลของบิดาในทนั ทีในวนั น้นั กไ็ ด้ หรือภริยา
เกิดวิกลจริตสามีหาทางออกโดยภริยาไปรักษากบั หมอไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ รักษาโดยวิธีใช้หวาย
อาคมทาการเฆี่ยนภริยาตีภริยาจนไดร้ ับบาดเจ็บที่ลาตวั อย่างมาก ดงั น้ี มารดาของภริยามีสิทธิร้องขอ
ในเหตฉุ ุกเฉินใหศ้ าลส่งั หา้ มสามีรักษาโรคโดยวธิ ีการน้ีได้ เป็นตน้

4.5 การมคี วามรักความซื่อสัตย์ต่อกนั ของสามีภรรยา
ในปัจจุบนั น้ี ปัญหาการหยา่ ร้างพบไดบ้ ่อยคร้ัง และคงไม่มีใครอยากใหช้ ีวิตคู่เดินทางมาถึง

จุดจบ เพราะใครๆ ต่างก็อยากให้ชีวิตคู่ ชีวิตแต่งงานมน่ั คงยง่ั ยืนยาวนานดว้ ยกนั ท้งั น้ัน จนทาให้
หลายคู่พยายามที่จะประคบั ประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวท่ีสุด ดว้ ยการพยายามทุ่มเททาสิ่งต่างๆ เช่น
ดูแลตวั เองให้ดูดีอยตู่ ลอดเวลา พูดจาเอาใจเขา หรือหารายไดม้ าจุนเจือครอบครัว แต่อาจลืมไปหรือ
เปล่าว่าสิ่งที่สาคญั ที่สุดเพ่ือใหช้ ีวิตแตง่ งานยืนยาวกลบั ไม่ใช่สิ่งเหล่าน้นั เลย มนั คือ “ความซ่ือสัตย”์
ตา่ งหาก

หากชายกบั หญิงหรือสามีกบั ภริยาหวงั จะได้อยูก่ บั คนท่ีคุณรักจนแก่เฒ่า ความซ่ือสัตยจ์ ึง
เป็ นส่ิงท่ีจาเป็ นที่สุดในชีวิตคู่ เพ่ือรักษาความสัมพนั ธ์ของคุณเอาไวใ้ ห้มน่ั คง เพราะหากไม่มีความ
ซื่อสัตยต์ ่อกนั แลว้ ก็คงยากท่ีจะเชื่อใจกนั ได้และความไม่เช่ือใจน้นั เองที่จะทาให้คู่ชีวิตตอ้ งอยอู่ ยา่ ง
หวาดระแวงกันในทุกๆ เร่ือง จนทาให้ไม่มีความสุข และเป็ นสาเหตุให้ตอ้ งแสวงหาความรู้สึก
เหล่าน้นั จากคนอื่น ดงั น้นั เพือ่ ใหช้ ีวติ คมู่ น่ั คง ก็ควรแสดงความจริงใจและซ่ือสัตยต์ ่อกนั และกนั

สามีและภริยาต่างตอ้ งซื่อสัตย์ มีความรักมนั่ คงต่อกนั และที่สาคญั จะตอ้ งไม่มีความสัมพนั ธ์
ทางชูส้ าวกบั บุคคลอ่ืนใด ถา้ ฝ่ ายใดไปอุปการะเล้ียงดูหรือยกย่องผูอ้ ่ืนฉนั สามีหรือฉันภริยาอีกฝ่ าย
ย่อมมีสิทธ์ิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน เช่น ภรรยาไปมีชู้ สามีก็มีอานาจที่จะฟ้องหย่าภรรยาได้
มาตรา 1516 (1) และฟ้องเรียกค่าทดแทน จะเห็นว่ากฎหมายได้ให้ความเป็ นธรรมกบั ทุกฝ่ ายท้งั น้ี

4ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 266 บญั ญตั ิว่า ในกรณีท่ีมีเหตุฉุกเฉินเม่ือโจทกย์ ื่นคาขอ
ตามมาตรา 254 โจทกจ์ ะย่นื คาร้องรวมไปดว้ ยเพื่อใหศ้ าลมีคาสั่งหรือออกหมายตามท่ีขอโดยไมช่ กั ชา้ ก็ได้

เม่ือไดย้ ่ืนคาร้องเช่นว่ามาน้ี วิธีพิจารณาและช้ีขาดคาขอน้ัน ให้อยู่ภายใตบ้ งั คบั บทบญั ญตั ิมาตรา 267
มาตรา 268 และมาตรา 269

-100-

เพอื่ ใหก้ ารอยู่รวมกบั ฉนั ทส์ ามีภรรยามีความรักความช่ือสัตย์ ถา้ ไมม่ ีความเชื่อสตั ยต์ อ่ กนั กม็ ีผลอยา่ ง
ที่กล่าวมา เพราะฉะน้ันแลว้ เพื่อครอบครัวที่มีความสุข ท้ังคู่ควรมีความซื่อสัตยต์ ่อกนั จะตอ้ งรัก
เดียวใจเดียวเท่าน้นั จึงจะทาใหก้ ารใชช้ ีวิตคูม่ ีความสุขไดอ้ ยา่ งมน่ั คงและยง่ั ยนื

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6083/2546 โดยในฎีกาน้ี ประเด็นเก่ียวกบั ว่าดว้ ยฆ่าเพราะความรัก
โดยศาลฎีกาไดใ้ หเ้ หตผุ ลไวอ้ ยา่ งงดงาม ถึงความรักท่ีนายเสริมอา้ งวา่ มีตอ่ แฟนของตน

เป็นคดีอาญาระหว่าง พนกั งานอยั การ สานกั งานอยั การสูงสุด โจทก์ และนาง ด.โจทก์ร่วม
กบั นาย ส.จาเลย

ท่ีโจทก์ร่วมฎีกาว่า จาเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างท้งั สองไม่ควรลดโทษให้
จาเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษน้ัน ลว้ นเป็ นฎีกาในปัญหาขอ้ เท็จจริงท้งั สิ้น จึงตอ้ งห้ามมิให้
โจทกร์ ่วมฎีกาตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายดงั กล่าว

ส่วนที่จาเลยฎีกาว่า จาเลยถูกผตู้ ายข่มเหงจิตใจอยา่ งร้ายแรงดว้ ยเหตุอนั ไม่เป็นธรรม เพราะ
จาเลยกบั ผูต้ ายมีความสัมพนั ธ์ฉันคนรัก แต่ผูต้ ายตอ้ งการเลิกความสัมพนั ธ์กบั จาเลยไปมีรักกับ
ผชู้ ายคนใหม่ จาเลยจึงบนั ดาลโทสะฆ่าผตู้ ายน้นั

นิยามความรัก ฉบบั ศาลฎีกาไดใ้ ห้คานิยามไวอ้ ย่างน่าสนใจ โดยศาลฏีกาได้ให้เหตุผลไว้
อย่างงดงาม ถึงความรักที่นายเสริมอา้ งวา่ มีตอ่ แฟนของตน ศาลเห็นวา่ “... ความรักเป็ นส่ิงที่เกิดจาก
ใจไม่อาจบังคับกนั ได้ ความรักท่ีแท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนท่ีตนรักมี
ความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทาผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่
ตนรัก จาเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจาเลยเอง เม่ือไม่สมหวังจาเลยก็ฆ่าผู้ตาย
เป็ นความผิดและการกระทาที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจาเลยโดยฝ่ ายเดียว มิได้คานึงถึงจิตใจและ
ความรู้สึกของผ้ตู าย หาใช่ความรักไม่ ...” 5 ท้งั เป็นความเห็นผดิ ที่เป็นอนั ตรายตอ่ สงั คมอยา่ งยง่ิ

5 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 6083/2546 คดีน้ีศาลช้ันต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดย
ไตร่ตรองไวก้ ่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษใหจ้ าเลยตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบดว้ ย มาตรา 52 (1) หน่ึงในสาม คงจาคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้
เป็ นว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (5) อีกบทหน่ึงด้วย ลงโทษฐานฆ่าผูอ้ ื่นโดย
ไตร่ตรองไวก้ ่อน และฆ่าผอู้ ื่นโดยทรมานหรือโดยกระทาทารุณโหดร้ายอนั เป็ นบทที่มีโทษหนักท่ีสุด วางโทษ
ประหารชีวิต ลดโทษให้จาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบดว้ ยมาตรา 52 (1) หน่ึงในสาม คง
จาคุกตลอดชีวิต เป็ นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแกจ้ ากความผิดฐานฆ่าผอู้ ่ืนโดยไตร่ตรองไวก้ ่อน ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มาเป็นความผดิ ฐานฆ่าผูอ้ ่นื โดยไตร่ตรองไวก้ ่อน และฆา่ ผอู้ ื่นโดยทรมานหรือโดย
กระทาทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และ 289 (5) และยงั คงจาคุกตลอดชีวติ เป็นการ
แกไ้ ขเล็กน้อย และให้ลงโทษจาคุกจาเลยเกิน 5 ปี คดีตอ้ งห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาขอ้ เท็จจริงตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ซ่ึงขอ้ ห้ามฎีกาดงั กล่าวน้ีย่อมใชบ้ งั คบั แก่โจทก์ร่วมดว้ ย

-101-
ดงั น้ี แมจ้ ะฟังขอ้ เท็จจริงตามท่ีจาเลยฎีกาก็ถือไม่ไดว้ ่าจาเลยถูกผูต้ ายข่มเหงอย่างร้ายแรง
ดว้ ยเหตุอนั ไมเ่ ป็นธรรม กรณีไมม่ ีเหตจุ ะลงโทษจาเลยนอ้ ยกวา่ ท่ีกฎหมายกาหนดไว้
ดว้ ยเหตุดงั กลา่ วน้ี ศาลจึงพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยตลอดชีวิต

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ท่ีโจทกร์ ่วมฎีกาว่า จาเลยควรไดร้ ับโทษประหารชีวิต
ศาลลา่ งท้งั สองไมค่ วรลดโทษให้จาเลยเพราะคดีไมม่ ีเหตุบรรเทาโทษน้นั เป็นฎีกาในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงจึงตอ้ งหา้ ม
มิให้โจทกร์ ่วมฎีกาตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายดงั กล่าว

การท่ีจาเลยกบั ผตู้ ายมีความสมั พนั ธก์ นั ฉันคนรัก แต่ผตู้ ายตอ้ งการเลิกความสัมพนั ธ์กบั จาเลยไปมีรักกบั
ผชู้ ายคนใหม่ เมื่อไมส่ มหวงั จาเลยก็ฆา่ ผตู้ าย เป็นความคิดและการกระทาท่ีเห็นแก่ตวั เห็นแก่ไดข้ องจาเลยโดยฝ่ าย
เดียว มิไดค้ านึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผตู้ าย ท้งั เป็ นความเห็นผิดที่เป็นอนั ตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ถือไม่ไดว้ ่า
จาเลยถูกผตู้ ายข่มเหงอย่างร้ายแรงดว้ ยเหตุอนั ไม่เป็นธรรม จึงมิใช่การกระทาโดยบนั ดาลโทสะ กรณีไม่มีเหตุจะ
ลงโทษจาเลยนอ้ ยกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้

-102-
4.6 การใช้คานาหน้านามและชื่อสกลุ ของหญงิ มีสามี

ตารางที่ 4.6 ตารางการใช้คานาหน้านามและชื่อสกลุ ของหญงิ มีสามี

กฎหมายเดมิ กฎหมายใหม่

คานา พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 พระราชบญั ญตั ิคานาหน้านามหญิง พ.ศ.

หน้านาม และฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2530 25516

1. หญิงท่ีสมรสแล้ว จะต้องใช้คา 1. หญิงท่ีสมรสแลว้ จะตอ้ งใช้คานาหน้า

นาหนา้ นามวา่ “นาง” นามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ก็ได้ โดย

2. แม้การสมรสสิ้นสุดลงแลว้ ก็ไม่มี ใหแ้ จง้ ต่อนายทะเบียน

สิ ทธิกลับมาใช้คานาหน้านามว่า 2. หากต่อมาการสมรสไดส้ ิ้นสุดลงจะใช้

“นางสาว” คานาหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว”

ไดต้ ามความสมคั รใจ โดยให้แจ้งต่อนาย

ทะเบียน

นามสกุล พระราชบัญญัติช่ือบุคคล พ.ศ. 2505 พระราชบญั ญตั ิช่ือบุคคล (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.

และฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2530 25487

1. กรณีหญิงมีสามีให้ใชน้ ามสกุลของ 1. กรณีคู่สมรสมีสิทธิใชน้ ามสกุลของฝ่ าย

สามีเมื่อการสมรสสิ้นสุดดว้ ยการหยา่ ใดฝ่ ายหน่ึงตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ าย

ผลคือ หญิงต้องกลบั ไปใช้ช่ือสกุล ต่างใชน้ ามสกุลเดิมของตนก็ได้

เดิมของตน 2. เม่ือการสมรสสิ้นสุดดว้ ยการหย่าหรือ

2.กรณีสามีตาย ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ผลคือ

ผลคือ หญิงจะใช้นามสกุลของสามี ตอ้ งกลบั ไปใชช้ ่ือสกุลเดิมของตน

ต่อไป หรือกลับไปใช้นามสกุลเดิม 3. เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย

ของตนก็ได้ ผลคือ ฝ่ ายที่ยงั มีชีวิตอยู่ยงั มีสิทธิใช้ชื่อ

สกุลน้นั ต่อไปได้ จนกวา่ จะสมรสใหม่

6 พระราชบญั ญตั ิคานาหนา้ นามหญิง พ. ศ. 2551 มาตรา 4 และมาตรา 5 หญิงที่มีอายุครบ 15 ปี บริบูรณ์
แลว้ และยงั มิไดส้ มรสตอ้ งใชค้ านาหน้านามว่านางสาวเม่ือสมรสแลว้ มีสิทธ์ิเลือกใช้คานาหน้านามว่านางหรือ
นางสาวก็ไดโ้ ดยแจง้ ต่อนายทะเบียนต่อมาเม่ือขาด จากการสมรสแลว้ หญิงก็ไม่มีสิทธ์ิใชค้ านาหน้านามว่า นาง
หรือ นางสาว ไดต้ ามความสมคั รใจ

7 พระราชบญั ญตั ิชื่อบคุ คล (ฉบบั ท่ี3) พ. ศ. 2548 ออกมาใชบ้ งั คบั ต้งั แตว่ นั ที่ 20 มกราคม 2548

-103-

คาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 4074/2542 เม่ือโจทกเ์ ป็นผจู้ ดทะเบียนต้งั ช่ือสกุลไวแ้ ลว้ โจทกย์ อ่ มมี
สิทธิอนุญาตให้จาเลยใช้ช่ือสกุลร่วมด้วยได้โดยดาเนินการให้เป็ นไปตามบทบัญญัติแห่ง
พระราชบญั ญตั ิช่ือบคุ คล พ.ศ. 2505 มาตรา 11 แตเ่ ม่ือมีการอนุญาตแลว้ จาเลยผูไ้ ดร้ ับอนุญาตย่อมมี
สิทธิใช้ช่ือสกุลร่วมกับโจทก์เสมือนหน่ึงเป็ นเจา้ ของชื่อสกุลน้ันเองกล่าวคือ หากจาเลยสมรสกับ
หญิง หญิงผูเ้ ป็ นภริยารวมท้งั บุตรก็มีสิทธิใชช้ ื่อสกุลของโจทก์ดว้ ยและการอนุญาตให้ใช้ช่ือสกุล
ร่วมด้วยเช่นน้ี หาใช่เรื่องที่อาจจะเพิกถอนการอนุญาตเสียเมื่อใดก็ได้ตามอาเภอใจของโจทก์ไม่
ดงั ที่ไม่มีบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายใดกาหนดเง่ือนไขหรือหลกั เกณฑเ์ กี่ยวกบั เรื่องน้ีไว้ ท้งั ไม่ปรากฏ
วา่ จาเลยใชช้ ื่อสกุลของโจทกไ์ ปในทางท่ีเกิดความเสียหายแก่โจทกห์ รือแก่ช่ือเสียงของช่ือสกลุ ของ
โจทกอ์ นั อาจเป็ นการกระทาละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะห้ามมิให้จาเลยใช้
ช่ือสกลุ ร่วมกบั โจทก์

4.7 สัญชาติและภูมิลาเนาของสามีภริยา
สัญชาติ สามีภรรยาไม่จาเป็นตอ้ งถือสัญชาติเดียวกนั การสมรสไม่ไดท้ าให้ฝ่ ายใดฝ่ายหน่ึง

เสียสญั ชาติเดิมของตนไปหญิงตา่ งชาติสมรสกบั ชายไทย
หญิงน้นั อาจไดส้ ญั ชาติไทย หากรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยอนุญาต
ชายต่างชาติสมรสกับหญิงไทย ชายน้ันอาจได้สัญชาติไทยได้หากเข้าเงื่อนไขตามที่

กฎหมายกาหนด
ภูมิลาเนาของสามีภริยา สามีภรรยามีภูมิลาเนาอยทู่ ี่เดียวกนั ณ ถิ่นท่ีอยทู่ ี่อยกู่ ินกนั ฉนั สามี

ภรรยา เวน้ แต่ไดแ้ สดงเจตนาให้ปรากฏว่ามีภูมิลาเนาแยกต่างหากจากกนั มาตรา 438 เช่น สามีรับ
ราชการท่ีจงั หวดั พิษณุโลก ภริยาจะมีภูมิลาเนาเดิมอยูท่ ่ีกรุงเทพมหานครก็ได้ สามีหรือภริยาไม่อาจ
หา้ มไม่ใหอ้ ีกฝ่ายหน่ึงประกอบอาชีพหรือเดินทางไปไหนมาไหนได้

บทสรุป
ตามกกฎหมายไดก้ าหนดให้สามีภริยามีหนา้ ท่ีต่อกนั กล่าวคือ หน้าท่ีตอ้ งอย่กู ินดว้ ยกนั ฉัน
สามีภรรยา หนา้ ที่ตอ้ งช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกนั ตามความสามารถและฐานะของตน หน้าที่ตอ้ ง
เป็ นผูอ้ นุบาล หรือผพู้ ิทักษใ์ นกรณีท่ีคู่สมรสเป็ นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
ซ่ึงในการอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉันสามีภรรยาน้นั เป็นท่ีเขา้ ใจกนั ตามประเพณีทวั่ ไปวา่ นอกจากจะร่วมบา้ น
เดียวกนั ร่วมชีวิตในการครองเรือนแลว้ ยงั หมายรวมถึงการร่วมประเวณีต่อกนั ดว้ ย ดงั น้นั หากสามี

8 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 43 ภมู ิลาเนาของสามีและภริยา ไดแ้ ก่ถ่ินที่อยทู่ ี่สามีและ
ภริยาอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยา เวน้ แตส่ ามีหรือภริยาไดแ้ สดงเจตนาให้ปรากฏวา่ มีภมู ิลาเนาแยกตา่ งหากจากกนั

-104-

หรือภรรยา ไม่ยินยอมอยู่กินดว้ ยกนั ฉันสามีภรรยากบั อีกฝ่ ายหน่ึง ยอ่ มเป็ นเหตุใหอ้ ีกฝ่ ายหน่ึงฟ้อง
หยา่ ได้ และการที่สามีข่มขืนกระทาชาเราภริยาหรือภริยาข่มขืนกระทาชาเราสามีน้ันยอ่ มมีความผิด
ตามกฎหมายอาญาอีกดว้ ย จะเห็นไดว้ ่า เร่ืองของการข่มขืนกระชาเราไดแ้ มจ้ ะเป็ นสามีภรรยากนั ก็
ตาม แต่ถา้ เป็ นการร่วมประเวณีตามปกติก็ไม่ผิดกฎหมาย การท่ีเราเป็ นคู่สามีภรรยากนั เราก็ควรจะ
อยดู่ ว้ ยความรัก มีความซื่อสตั ยต์ ่อกนั

-105-

คาถามท้ายบท
1. จงอธิบาย คาว่า “อยู่กินดว้ ยกันฉันสามีภริยา” กบั “ช่วยเหลืออุปการะเล้ียงดูกัน” ตาม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 มาพอเขา้ ใจ พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
2. นาย ก. และนาง ข.เป็นสามีภริยากนั มาแลว้ 5 ปี ต่อมานาย ก.ประสบอุบตั ิเหตุจนตอ้ งตดั

ขาทิ้งทาให้ไม่สามารภทางานได้ และนาง ข.มีอาชีพเป็ นนักบญั ชี และไม่อยากส่งเสียเล้ียงดูสามีจึง
ไม่ตอ้ งการอยกู่ บั สามีอีกต่อไป เมื่อ นาย ก.เห็นว่านาง ข ไม่อุปการะตนเอง จึงตอ้ งการฟ้องเรียกค่า
อุปการะเล้ียง โดย นาย ก. ไม่ตอ้ งการจะฟ้องหย่าเช่นน้ี นาย ก. มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเล้ียงดู
หรือไม่อยา่ งไร

3. นายเอและนางบีเป็ นสามีภริยากนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย ต่อมาในระหวา่ งอย่กู ินร่วมกนั
สามีมีพฤติกรรมชอบใชค้ วามรุนแรง มกั จะนาสิ่งของที่เป็ นของรักภริยา เช่น เอารูปรับปริญญา เอา
กระเป๋ าหลุยส์ไปจุดไฟเผา ต่อมานายบีจึงต้องการขอแยกกันอยู่ ถ้าท่านเป็ นทนายความท่านจะ
แนะนานางบีอยา่ งไร

4. นายหน่ึง และนางสองเป็นสามีภริยากนั นายหน่ึงเริ่มมีอาการวกิ ลจริต อาการเริ่มหนกั ข้ึน
แตน่ ายหน่ึงเป็นคนวิกลจริตแต่ไม่มีอาการดุร้ายเ สามารถช่วยเหลือหนา้ ที่การานในบา้ นไดเ้ ป็นอยา่ ง
ดี นางสองตอ้ งการขอแยกกันอยู่กบั นางหน่ึง หากนางสองมาปรึกษาท่าน ท่านจะให้คาแนะนากบั
นางสองอยา่ งไร

5. นายหล่อและนางสวยเป็ นสามีภริยากันโดยชอบดว้ ยกฎหมาย ต่อมานางสวยมีอาการ
วิกลจริต นายหล่อจึงไดไ้ ปร้องขอต่อศาลใหศ้ าลมีคาสั่งให้นางสวยเป็ นคนเสมือนไร้ความสามารถ
ในระหว่างการพิจารณาคดีอยนู่ ้นั ปรากฏวา่ นายหลอ่ เช่ือวา่ ภริยาน่าจะถูกคุณไสยหรือผีเขา้ จึงไดพ้ า
นางสวยไปรักษากบั หมอติวซ่ึงเป็ นหมอไสยศาสตร์ โดยวิธีการรักษาหมอติวได้ใชห้ วายอาคมทา
การเฆี่ยนนางสวยจนบาดเจ็บท่ีลาตวั ดงั น้ี บิดาของนางสวยทราบขาวจึงสงสารบุตร เช่นน้ี มารดา
ของนางสวยสามารถดาเนินการอยา่ งไรในทางกฎหมายไดบ้ า้ ง จงใหเ้ หตุผลประกอบหลกั กฎหมาย

-106-

เอกสารอ้างองิ
กฤษฎา ศุภวรรธนะกลุ . (2560). ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวติ ฉบับกรมคุ้มครองสิทธ์ิ เมื่อรักเรา (ศักด์ิศรี) ไม่

เท่ากนั . สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก https://prachatai.com/journa/2017/06/71823
ชาติชาย อคั รวบิ ูลย.์ (2552). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พิมพค์ ร้ังท่ี 4). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
บทเรียนจากแคนาดา 10 ปี หลงั อนุญาตแต่งงานเพศเดียวกนั (14 กุมภาพนั ธ์ 2556). สืบคน้ 24

มกราคม 2561จาก https://www.voicetv.co.th/read/63187
ประสพสุข บญุ เดช. (2555). หลกั กฎหมายครอบครัว (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์

วิญญชู น.
__________. (2555). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พิมพค์ ร้ังท่ี 19). กรุงเทพฯ : สานกั อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณั ฑิตยสภา.
ไพโรจน์ กมั พศู ิริ. (2551). คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว

(พิมพค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
รัศฎา เอกบุตร. (2555). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว บิดา

มารดาและบตุ ร (พมิ พค์ ร้ังท่ี 6). กรุงเทพฯ : นิติธรรม.
__________. (2555). คาอธบิ ายกฎหมายครอบครัว การหม้ัน (พมิ พค์ รังท่ี 3). กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
__________. (2554). ถาม-ตอบกฎหมายครอบครัว (พิมพค์ ร้ังท่ี 9). กรุงเทพฯ : วญิ ญูชน.
ร่างพ.ร.บ.คชู่ ีวติ ทดแทนการจดทะเบียนสมรส. (23 มกราคม 2556). สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก

https://ilaw.or.th/node/1821
รวมคาวินิจฉยั ของประธานศาลฎีกา ในคดีเยาวชนและครอบครัว ปี 2546-2556 จาก

http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/admin/announcements/files/Fe
bruary_4_2015_2_06_51fe8deb24232c37437489b389ba2f12.pdf
วารี นาสกลุ และเบญจวรรณ ธรรมรัตน.์ (2554). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว (พมิ พ์
คร้ังท่ี 1). กรุงเทพฯ : พลสยาม.
ศาลไตห้ วนั กฎหมายหา้ มคนเพศเดียวกนั แตง่ งานกนั ขดั รัฐธรรมนูญ (24 พฤษภาคม 2561)
สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก http://www.bbc.com/thai/international-40030877
สมชยั ฑีฆาอุตมากร. (2554). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว.
กรุงเทพฯ: พลสยาม พริ้นติง้ (ประเทศไทย)
สมพร พรหมหิตาธร. (2544). คาอธบิ ายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วย
ครอบครัว. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.

-107-

สิทธิการสมรสของคนเพศเดียวกนั . (2558). สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก
https://ar-ar.facebook.com/notes/pakawat-hemrachatanant/สิทธิการสมรสของคน
เพศเดียวกนั /996185267079829/

แสวง บุญเฉลิมวิภาส. (2552). ประวัตศิ าสตร์กฎหมายไทย. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.
อวิการัตน์ นิยมไทย. (2553). สิทธิในการเลือกใชช้ ่ือสกุลและคานาหนา้ นามของหญิงซ่ึงสมรสแลว้

สืบคน้ 24 มกราคม 2561 จาก http://www.senate.go.th/lawdatacenter/includes/
FCKeditor/upload/image/b/reform/reform15.pdf
อาเลก็ จรรยาาทรัพยก์ ิจ. คาวินิจฉยั ของประธานศาลฎีกา. วารสารยตุ ิธรรม จาก
http://elib.coj.go.th/Article/c10_5_1.pdf

-108-

แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 5

มส.นศ.321 กฎหมายครอบครัว 3(3-0-6)
(Family Law) จานวน 3 คาบเรียน
บทท่ี 5 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสามีและภรรยาในทางทรัพยส์ ิน
ผู้เขยี น ผชู้ ่วยศาสตราจารยภ์ ูวเดช วงศเ์ คีย่ ม

จดุ ประสงค์ 1. ผูเ้ รียนอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางทรัพย์สินอย่าง
ถูกตอ้ ง 2. ผูเ้ รียนเขา้ ใจถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางทรัพยส์ ินไดอ้ ย่าง
ถกู ตอ้ ง 3. ผเู้ รียนยกตวั อย่างเร่ืองความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางทรัพยส์ ินได้
อยา่ งถูกตอ้ ง

เนื้อหาสาระ
เน้ือหาในบทน้ี กล่าวถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางทรัพยส์ ิน สญั ญาก่อน

สมรส สัญญาระหวา่ งสมรส สินส่วนตวั และสินสมรส การจดั การทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยา การ
จดั การทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยากรณีแยกกนั อยู่ และหน้ีสินของสามีภริยา

กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทาง

ทรัพยส์ ิน
2. ซักถามนักศึกษาเก่ียวกบั ความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางในทาง

ทรัพยส์ ิน
3. นักศึกษาสามารถยกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทาง

ทรัพยส์ ินได้
4. มอบหมายแบบฝึกหดั เป็นการบา้ น

-110-

สื่อการสอน

1. เอกสารคาสอนบทท่ี 5 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสามีและภรรยาในทางทรัพยส์ ิน
2. Microsoft Power Point
3. การเขียน Mapping ตวั อย่าง

การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. สงั เกตความสนใจและการมีส่วนร่วมในช้นั เรียน
2. สงั เกตการณ์ซกั ถาม
3. สงั เกตจากผลการตรวจแบบฝึกหดั

กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนาให้ผูเ้ รียนใช้เวลานอกช้นั เรียนอ่านคาอธิบายในส่วนของมาตรา 1465 ถึงมาตรา

1493 และศึกษาคาพิพากษาฎีกาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ประเด็นเร่ืองความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีและภรรยา
ในทางทรัพยส์ ิน

-111-

บทท่ี 5
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีและภรรยาในทางทรัพย์สิน

ชายและหญิงเมื่อได้มีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายแล้วถือว่าต้องสร้าง
ครอบครัวเพื่อใช้ชีวิตคู่ไปดว้ ยกนั และเม่ือเป็นสามีภริยากนั แลว้ ในเร่ืองทรัพยส์ ินจะถูกจดั สรรเป็ น
ส่วน คือ ส่วนที่เป็ นสินสมรส คือ เป็ นเจา้ ของทรัพยส์ ินร่วมกนั มีส่วนแบ่งกนั คนละคร่ึง กบั ส่วนท่ี
เป็ นสินส่วนตวั คือ เป็นทรัพยส์ ินฝ่ ายน้นั ตอ้ งจดั การเอง นอกจากน้ี สามีภริยายงั มีความสัมพนั ธ์ใน
เร่ืองทรัพยส์ ินท่ีเป็ นสินสมรส โดยสามีภริยาเป็ นเจ้าของทรัพยส์ ินต่างๆ ร่วมกนั สามีภริยาตอ้ ง
จดั การสินสมรสร่วมกนั หรือไดร้ ับความยินยอมจากอีกฝ่ ายหน่ึง รวมไปจนถึงเร่ืองหน้ีสินของสามี
ภริยาดว้ ย ในบทน้ีกล่าวถึง สัญญาก่อนสมรส สัญญาระหว่างสมรส สินส่วนตวั และสินสมรส การ
จดั การทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยา และหน้ีสินของสามีภริยา

5.1 สัญญาก่อนสมรส
มาตรา 1465 บญั ญตั ิวา่ “ถา้ สามีภริยาไม่ไดท้ าสัญญากนั ไวใ้ นเรื่องทรัพยส์ ินเป็ นพิเศษก่อน

สมรส ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสามีภรรยาในเร่ืองทรัพยส์ ินน้นั ใหบ้ งั คบั ตามบทบญั ญตั ิในหมวดน้ี
ถ้าข้อค วาม ใดใน สัญ ญ าก่ อนส ม รส ขัดต่ อค วาม ส งบ เรี ยบ ร้ อยหรื อศี ลธ รรม อันดี ข อง

ประชาชน หรือระบุใหใ้ ชก้ ฎหมายประเทศอื่นบงั คบั เรื่องทรัพยส์ ินน้นั ขอ้ ความน้นั ๆ เป็นโมฆะ”
1. ความหมายของสัญญาก่อนสมรส
สัญญาก่อนสมรส หมายถึง สัญญาท่ีคู่สมรสตกลงร่วมกนั ไวก้ ่อนการสมรส เพ่ือใช้จดั การ

ระบบทรัพยส์ ินระหวา่ งกนั
เมื่อมีการจดั การระบบทรัพยส์ ินตามสัญญาก่อนสมรสไม่ตกอยู่ภายใตบ้ งั คบั ของหมวด 4

ขอ้ ยกเวน้ ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกที่เขา้ มาเก่ียวพนั ในระบบทรัพยส์ ินน้นั
การทาสัญญาก่อนสมรสตามมาตรา 1465 เป็ นการให้สิทธ์ิคู่สมรสท่ีจะทาสัญญาก่อนจด

ทะเบียนสมรส คู่สมรสจะทาสัญญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพยส์ ินอนั เป็ นการยกเวน้ ไม่ปฏิบตั ิตาม
มาตรา 1465 ถึงมาตรา 1493 ก็ได้ ตามมาตรา 1465 ในเร่ืองความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสามีภริยาในเร่ือง
ทรัพยส์ ินเพื่อเป็นการยกเวน้ ไม่ปฏิบตั ิตามมาตรา 1465 ถึงมาตรา 1493 เช่น การทาสัญญาขายท่ีดิน
สินสมรสสามีภริยาจะตอ้ งจดั การร่วมกนั ตามมาตรา 1476 (1) แต่ถา้ ไดท้ าสัญญาก่อนสมรสยกเวน้
ไวว้ า่ ใหส้ ามีมีอานาจขายท่ีดินสินสมรสไดโ้ ดยลาพงั กส็ ามารถทาได้

-112-

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 4214/2534 โจทก์จาเลยยงั เป็ นสามีภรรยากนั อยู่และไม่ปรากฏว่าได้
ทาสัญญากันไวใ้ นเรื่องทรัพย์สินเป็ นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของ
โจทกจ์ าเลยในเรื่องทรัพยส์ ินน้นั ก็ตอ้ งบงั คบั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หมวด
4 วา่ ดว้ ยทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยา และโจทก์จาเลยซ่ึงเป็นสามีภรรยากนั จะฟ้องร้องกนั ดว้ ยเร่ือง
ทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยาไม่ได้ เวน้ แต่จะมีกฎหมายให้อานาจไวเ้ ท่าน้ัน กรณีตามคาฟ้องโจทก์
เป็นเรื่องโจทกข์ อแบ่งเงินค่าขายท่ีดินสินสมรสจากจาเลยก่ึงหน่ึง ซ่ึงเป็นกรณีท่ีไม่มีบทบญั ญัติของ
กฎหมายใหฟ้ ้องแบ่งได้ โจทกจ์ ึงไม่มีอานาจฟ้อง

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 6711/2537 การที่โจทกจ์ าเลยทาความตกลงในเร่ืองทรัพยส์ ินระหวา่ ง
สามีภริยา โดยจาเลยให้สัญญาว่าบา้ นพร้อมท่ีดินซ่ึงเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลยให้เป็ นสินสมรส จึง
เป็ นกรณีท่ีคู่สมรสจดแจง้ ขอ้ ความอนั เป็ นสัญญาก่อนสมรสไวใ้ นทะเบียนสมรสพร้อมกบั การจด
ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 เมื่อไม่ปรากฏวา่ มีขอ้ ความขดั ต่อความ
สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ย่อมมีผลใชบ้ งั คบั ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1465 วรรคสอง

อน่ึง การทาสัญญาก่อนสมรสจะตอ้ งเป็ นเรื่องเก่ียวกบั การจดั การทรัพยส์ ิน ถา้ ทาสัญญา
ก่อนสมรสว่าเมื่อหยา่ ขาดจากกนั แลว้ ใหส้ ินสมรสท้งั หมดตกเป็นของฝ่ ายหน่ึงฝ่ ายใดเพียงฝ่ ายเดียว
น้นั สัญญาดงั กล่าวน้ีใชบ้ งั คบั ไม่ได้ เพราะไม่ใช่สัญญาเก่ียวกบั การจดั การทรัพยส์ ิน แต่เป็ นสัญญา
เก่ียวกบั การแบ่งทรัพยส์ ินหลงั การหยา่

2. หลกั เกณฑ์การทาสัญญาก่อนสมรส
1) ตอ้ งเป็นเร่ืองเกี่ยวกบั การจดั การ ระบบทรัพยส์ ินเท่าน้นั
ถา้ เป็ นการกาหนดว่า “ถา้ ชายหญิงหย่าขาดจากกนั ให้สินสมรสท้งั หมดเป็ นของหญิงฝ่ าย
เดียวโดยชายไม่มีสิทธิไดส้ ินสมรส” สัญญาดงั กล่าวก็จะใช้บงั คบั ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เร่ืองเก่ียวกบั
การจดั การทรัพยส์ ินแต่เป็นเร่ืองการแบง่ สินสมรสหลงั การหยา่
สญั ญาก่อนสมรสทาไดแ้ ตเ่ ฉพาะเร่ืองทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภริยาเท่าน้นั จะทาเก่ียวกบั เร่ือง
หน้ีสินไมไ่ ด้
2) ขอ้ สัญญาตอ้ งไม่ขดั ตอ่ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน
ถา้ สัญญาก่อนสมรสมีขอ้ ความที่มีลกั ษณะอย่างใดอย่างหน่ึงดงั ต่อไปน้ี ขอ้ ความน้ันใช้
บงั คบั ไม่ไดต้ กเป็นโมฆะ คือ ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน หรือระบุ
ให้ใชก้ ฎหมายประเทศอ่ืนบงั คบั เรื่องทรัพยส์ ินน้ัน มิฉะน้ัน ขอ้ ความดงั กล่าวย่อมเป็ นโมฆะตาม
มาตรา 1465 วรรคสอง

-113-

ตวั อยา่ ง ตกลงใหท้ รัพยส์ ินท่ีไดม้ าระหวา่ งสมรส ซ่ึงโดยหลกั ตอ้ งเป็นสินสมรสแต่ตกลงให้
เป็นสินส่วนตวั ของฝ่ ายน้นั หรือเคยมีหน้ีร่วมกนั แต่ใหฝ้ ่ ายใดฝ่ายหน่ึงรับผิดแต่ผเู้ ดียว หรือแมแ้ ต่ทา
สัญญาว่าสามีไม่มีหนา้ ที่ตอ้ งอุปการะเล้ียงดูภรรยา หรือตกลงกนั วา่ หา้ มมิใหช้ ายหรือหญิงอุปการะ
บิดามารดาของตน เช่นน้ีทาไม่ได้ ตกเป็นโมฆะ มาตรา 1465 วรรคสอง เป็นตน้

3) ขอ้ สัญญาต้องไม่มีการระบุให้ใช้กฎหมายของประเทศอ่ืนมาใช้บังคบั แก่การจดั การ
ทรัพยส์ ิน

เช่น ทาสัญญาก่อนสมรสว่าในเรื่องความสัมพนั ธ์ทรัพยส์ ินของสามีภริยาให้เป็ นไปตาม
กฎหมายของประเทศลาว แต่หากทาสัญญาก่อนสมรสโดยนาหลกั การแห่งกฎหมายต่างประเทศมา
เขียนไวใ้ นสัญญา แต่ไม่มีขอ้ ความใดระบุวา่ ให้นากฎหมายต่างประเทศน้นั มาใช้ ขอ้ สัญญาน้นั ยอ่ ม
ใชบ้ งั คบั ไดไ้ ม่เป็นโมฆะ

4) แบบแห่งสญั ญาก่อนการสมรส
มาตรา 1466 บญั ญตั ิว่า “สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถา้ มิไดจ้ ดแจง้ ขอ้ ตกลงกนั เป็นสัญญา
ก่อนสมรสน้ันไวใ้ นทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทาเป็ นหนังสือลง
ลายมือช่ือคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไวท้ า้ ยทะเบียนสมรสและไดจ้ ดไวใ้ นทะเบียน
สมรสพร้อมกบั การจดทะเบียนสมรสวา่ ไดม้ ีสัญญาน้นั แนบไว”้
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1466 คู่สมรสจะทาสญั ญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพยส์ ิน อาจทาไดโ้ ดย
1. ตอ้ งมีการจดแจง้ ขอ้ สัญญาก่อนสมรส ไวใ้ นทะเบียนสมรส พร้อมกับการจดทะเบียน
สมรส หรือ
2. ทาเป็ นหนังสือ ลงลายมือช่ือคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไวท้ า้ ยทะเบียน
สมรส และไดจ้ ดไวใ้ นทะเบียนสมรส พร้อมกบั การจดทะเบียนสมรสวา่ ไดม้ ีสญั ญาน้นั แนบไว้
กฎหมายกาหนดให้ทาตามแบบใดแบบหน่ึงขา้ งตน้ เท่าน้ัน หากไปทาสัญญาก่อนสมรส
นอกเหนือจากท่ีกฎหมายกาหนดแบบไวข้ า้ งตน้ สญั ญาน้นั ยอ่ มตกเป็นโมฆะ
คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 2497/2552 เมื่อโจทกจ์ าเลยตกลงกนั ในขณะจดทะเบียนสมรสวา่ ไม่
ประสงคจ์ ะใหบ้ นั ทึกเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ิน แมภ้ ายหลงั ในวนั เดียวกนั ท้งั สองฝ่ายจะมาขอบนั ทึกเพม่ิ เติม
ว่าจาเลยมีที่ดิน 1 แปลงจะยกให้โจทก์ บันทึกคร้ังหลังน้ีก็มิใช่สัญญาก่อนสมรสตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 แต่เป็นสัญญาเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ินท่ีสามีภริยาทาไวต้ ่อกนั ตาม
มาตรา 1469 ซ่ึงต่างฝ่ายต่างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะบอกลา้ งไดใ้ นขณะที่ยงั เป็นสามีภริยากนั อยหู่ รือ
ภายในกาหนดหน่ึงปี นบั แต่วนั ท่ีขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิ
ของบุคคลภายนอกผูท้ าการสุจริต การที่จาเลยยื่นคาให้การและฟ้องแยง้ ขอเลิกสัญญาถือเป็ นการ
แสดงเจตนาบอกลา้ งในขณะยงั เป็นสามีภริยากนั อยแู่ ลว้ จาเลยมีสิทธิเรียกร้องท่ีดินคนื ได้

-114-

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 6711/2537 การที่โจทกจ์ าเลยทาความตกลงในเร่ืองทรัพยส์ ินระหวา่ ง
สามีภริยา โดยจาเลยให้สัญญาว่าบา้ นพร้อมที่ดินซ่ึงเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลยให้เป็ นสินสมรส จึง
เป็ นกรณีท่ีคู่สมรสจดแจง้ ขอ้ ความอนั เป็ นสัญญาก่อนสมรสไวใ้ นทะเบียนสมรสพร้อมกบั การจด
ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 เม่ือไมป่ รากฏวา่ มีขอ้ ความขดั ต่อความ
สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ยอ่ มมีผลใชบ้ งั คบั ไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1465 วรรคสอง

5) การเปล่ียนแปลงขอ้ สัญญา ภายหลงั การสมรส (มาตรา 1467)
การเปล่ียนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสจะทาไม่ไดน้ อกจากไดร้ ับอนุญาตจากศาล หาก
ฝ่ าฝื นก็ไม่มีผลเปล่ียนแปลงสัญญาก่อนสมรสน้นั แต่อย่างใด แมจ้ ะมีขอ้ ตกลงในสัญญาก่อนสมรส
โดยชดั แจง้ ใหเ้ ปล่ียนแปลงเพิกถอนได้ ขอ้ ตกลงดงั กล่าวก็ใชบ้ งั คบั ไม่ไดเ้ พราะขดั ต่อมาตรา 1467
การเปล่ียนแปลงสัญญาที่ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาล จากดั เฉพาะการเปล่ียนแปลงเพิกถอน
สัญญาภายหลงั เมื่อทาการสมรสแลว้ ถา้ ก่อนการสมรสคู่สมรสตอ้ งการที่จะเปล่ียนแปลงขอ้ สญั ญาก็
สามารถทาไดโ้ ดยไมต่ อ้ งขออนุญาตต่อศาลแต่อยา่ งใด
ผลของสัญญาก่อนสมรสอนั มีต่อบุคคลภายนอก
มาตรา 1468 บญั ญตั ิวา่ “ขอ้ ความในสญั ญาก่อนสมรสไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของ
บุคคลภายนอกผทู้ าการโดยสุจริต ไม่วา่ จะไดเ้ ปล่ียนแปลงเพิกถอนโดยคาส่ังของศาลหรือไมก่ ็ตาม”
สัญญาก่อนสมรสไม่มีผลกระทบกระเทือนไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่กระทาการโดย
สุจริต ผลสญั ญาก่อนสมรสต่อบุคคลภายนอก ใหถ้ ือตามระบบทรัพยส์ ินของสามีภริยาตามกฎหมาย
เช่นกรณีปกติตามมาตรา 1468
ตวั อย่าง นาย ก. นาง ข. ทาสัญญาก่อนสมรสว่า ให้นาย ก. เป็นผูม้ ีอานาจจดั การสินสมรส
แต่เพียงผเู้ ดียว ไม่ว่าจะเป็นทรัพยส์ ินประเภทใด ต่อมาไดม้ ีการเปล่ียนแปลงเพิกถอนโดยคาส่ังศาล
ให้ นาย ก. และนาง ข. จัดการร่วมกัน ตามที่กฎหมายกาหนด แต่ถ้านาย ก. ขายที่ดินอันเป็ น
สินสมรสให้แก่นาย ค. โดยนาย ค. ไม่ทราบว่ามีการเปล่ียนแปลงสัญญาก่อนสมรส (สุจริต) จึงมิได้
ขอความยินยอมจากนาง ข. เช่นน้ี นาง ข. จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนไม่ได้ นาย ค บุคคลภายนอก
ยงั คงมีสิทธิเหนือทรัพยส์ ินของสามีภริยาค่นู ้ีตามระบบทรัพยส์ ินตามกฎหมาย
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 1082/2504 ที่ดินและเรือนเป็ นของภริยาก่อนสมรสและไดท้ าสัญญา
ก่อนสมรสว่า สามีจะไม่เก่ียวข้องกับทรัพยข์ องภริยาก็ตาม แต่เมื่อภริยาปล่อยให้สามีลงช่ือใน
ใบไต่สวนเพื่อขอออกโฉนดว่าเป็ นที่ของสามี แล้วสามีเอาไปจานองผูอ้ ่ืนและเอาเงินน้ันมาซ้ือ
รถยนตใ์ ชร้ ับส่งคนโดยสารอนั เป็นอาชีพของสามีภริยา เป็นเหตุให้ผรู้ ับจานองเช่ือโดยสุจริตวา่ เป็ น
ท่ีของสามีและผกู พนั ภริยา ดงั น้ี การจานองน้นั สมบรู ณ์ใชบ้ งั คบั ได้

-115-

5.2 สัญญาระหว่างสมรส
สัญญาระหว่างสมรส หมายถึง สัญญาเก่ียวกับทรัพยส์ ินที่คู่สมรสตกลงกันในระหว่าง

สมรส เช่น สัญญายกทรัพยส์ ินให้แก่กนั สัญญาซ้ือขาย แลกเปล่ียน ให้ เช่า รวมถึงสัญญาที่ทาการ
แบง่ สินสมรสกนั

สัญญาระหว่างสมรสอาจจะเป็ นการแบ่งสมรสท้งั หมดหรือเฉพาะส่วนตวั ก็ได้ เช่น สามี
ภริยามีสินสมรส คือ ที่ดิน สามีอาจสญั ญายกท่ีดินในส่วนที่เป็นของตนท้งั หมดน้ีใหแ้ ก่ภริยาอนั มีผล
ทาใหท้ รัพยส์ ินน้ีหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตวั ของภริยาก็สามารถทาได้
ซ่ึงสญั ญาน้ีเป็นสัญญาระหวา่ งสมรส

หลกั เกณฑ์การทาสัญญา
1. กฎหมายไมไ่ ดก้ าหนดแบบของการทาสญั ญาระหวา่ งสมรสไว้
2. ตอ้ งเป็นสัญญาเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ินเท่าน้นั
3. สามีภรรยาจะทาขอ้ ตกลงเกี่ยวกบั การจดั การสินสมรสที่กฎหมายกาหนดให้สามีภรรยา
ตอ้ งทาร่วมกนั ตามมาตรา 1476 มิได้ (มาตรา 1476/1)
การทาสัญญาระหว่างสมรสไม่ได้กาหนดแบบไวเ้ ป็ นพิเศษเหมือนกบั สัญญาก่อนสมรส
และหา้ มทาสัญญาระหว่างสมรสในส่วนท่ีเก่ียวกบั การจดั การสินสมรสที่สาคญั ที่สามีภริยาจะตอ้ ง
จดั การร่วมกนั เช่น สามีและภริยาจะทาสัญญาระหว่างสมรสให้ภริยามีอานาจจานองท่ีดินที่เป็ น
สินสมรสแต่ผเู้ ดียวอนั แตกต่างจากมาตรา 1476 ไมไ่ ด้ สญั ญาดงั กลา่ วใชบ้ งั คบั ไมไ่ ด้ เป็นตน้
หลกั เกณฑ์การบอกล้าง
1) สามีหรือภรรยาอาจบอกลา้ งสัญญาท่ีเก่ียวกบั ทรัพยส์ ินท่ีไดท้ าไวต้ ่อกนั ในระหวา่ งสมรส
ได้
2) การบอกลา้ งอาจทาดว้ ยวาจา หรือทาเป็นหนงั สือ หรือกระทาการอ่ืนในทานองเดียวกนั
3) ตอ้ งบอกลา้ งภายในระยะเวลาท่ียงั เป็นสามีภรรยากนั หรือไมเ่ กินกาหนด 1 ปี นบั แต่วนั ท่ี
ขาดจากความเป็ นสามีภรรยากนั
สามีหรือภริยาบอกลา้ งสญั ญาได้ แต่จะบอกลา้ งไดเ้ ฉพาะสัญญาที่เก่ียวกบั ทรัพยส์ ิน เท่าน้นั
โดยจะตอ้ งบอกลา้ งในเวลาที่เป็ นสามีภริยาหันอยหู่ รือภายในกาหนด 1 ปี นับแต่วนั ที่ขาดจากการ
เป็นสามีภริยากนั แตท่ ้งั น้ีไมก่ ระทบกระเทือนถึงสิทธิของบคุ คลภายนอกผทู้ าการโดยสุจริต
สญั ญาที่ไปเก่ียวกบั ทรัพยส์ ินอาจเส่ือมเสียไปดว้ ยเหตอุ ื่นตามหลกั ในสัญญาทว่ั ไป เช่น เป็น
โมฆียะเพราะสาคญั ผิด เป็นตน้
แมส้ ญั ญาน้นั จะไดท้ ามาเกิน 10 ปี แลว้ สามีหรือภริยากย็ งั มีสิทธิบอกลา้ งได้

-116-

เมื่อฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงถึงแก่ความตาย สิทธิบอกลา้ งไม่ตกทอดไปยงั ทายาทในฐานะเป็ นส่วน
หน่ึงของมรดกผตู้ าย ทายาทจึงไม่มีสิทธิบอกลา้ ง

ผลของการบอกล้างในระหว่างสามีภริยา ทาให้สัญญาน้ันสิ้นความผูกพนั เสมือนหน่ึงว่า
สามีภริยาไม่เคยทาสัญญาไวต้ ่อกนั เลย จะบงั คบั กนั ไมไ่ ดถ้ า้ ไดม้ ีการโอนทรัพยส์ ินกนั ไปแลว้ ก็ตอ้ ง
โอนกลับคืน และถ้ามีการจดทะเบียนก็ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนด้วย แต่การบอกน้ันจะไม่
กระทบกระเทือนถึงบคุ คลภายนอกผทู้ าการโดยสุจริต โดยไม่คานึงถึงวา่ จะมีคา่ ตอบแทนหรือไม่

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 15067/2555 โจทก์ฟ้องขอค่าอุปการะเล้ียงดูหลังหย่าซ่ึงท่ีถูกคือ
ค่าเล้ียงชีพน้ันจะตอ้ งเป็ นกรณีหย่าโดยคาพิพากษาของศาล และคดีตอ้ งฟังไดว้ ่า เหตุแห่งการหย่า
เป็ นความผิดของฝ่ ายหน่ึงฝ่ ายใดจึงจะกาหนดค่าเล้ียงชีพให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1526 แตค่ ดีน้ีโจทก์และจาเลยตกลงหยา่ กนั ในระหวา่ งพิจารณาของศาลช้นั ตน้ และ
ศาลช้นั ตน้ พิพากษาใหโ้ จทก์และจาเลยหยา่ กนั จึงไม่มีเหตทุ ่ีจะใหจ้ าเลยชาระค่าเล้ียงชีพใหแ้ ก่โจทก์
ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว

ข้อตกลงตามรายงานประจาวันรับแจ้งเป็ นหลักฐานนอกจากเรื่องหย่าแล้วยังมีเร่ือง
ทรัพยส์ ินรวมท้งั เงินที่จาเลยตกลงแบ่งให้แก่โจทก์ โดยในขณะท่ีตกลงกนั น้ันโจทก์และจาเลยยงั
ไม่ไดจ้ ดทะเบียนหย่ากัน ขอ้ ตกลงดงั กล่าวจึงเป็นสัญญาท่ีเก่ียวกบั ทรัพยส์ ินท่ีสามีภริยาไดท้ าไวต้ ่อ
กนั ในระหวา่ งเป็นสามีภริยากนั จาเลยยอ่ มบอกลา้ งสัญญาดงั กลา่ วไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1469 อนั เป็ นผลให้ขอ้ ตกลงระหว่างโจทก์และจาเลยสิ้นความผูกพนั โจทก์ไม่อาจ
บงั คบั ใหจ้ าเลยแบ่งทรัพยส์ ินรวมท้งั เงินได้

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 15028/2557 โจทก์เป็ นชาวเยอรมนั โจทก์และจาเลยเป็ นสามีภริยา
กนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกนั เม่ือวนั ท่ี 31 กรกฎาคม 2552 และอยูอ่ าศยั ดว้ ยกนั ท่ี
บา้ นเลขที่ 263 หมู่ท่ี 3 ตาบลสระใคร อาเภอสระใคร จงั หวดั หนองคาย ซ่ึงปลูกสร้างบนที่ดินของ
พี่สาวจาเลย และมีชื่อจาเลยเป็ นเจา้ บา้ น คดีมีปัญหาท่ีตอ้ งวินิจฉยั ตามฎีกาของโจทก์ประการแรกวา่
บา้ นพิพาทเลขท่ี 263 หมู่ที่ 3 ตาบลสระใคร อาเภอสระใคร จงั หวดั หนองคาย เป็ นสินส่วนตวั ของ
โจทก์ท่ียกให้จาเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บ้านพิพาทเป็ นของโจทก์ท่ียกให้จาเลย มิใช่เป็ น
สินสมรสดังที่จาเลยกล่าวอา้ ง เห็นว่า ไดค้ วามจากทางนาสืบของโจทก์และจาเลยว่า โจทก์ตกลง
ปลูกบา้ นพิพาทเพ่ือใช้เป็ นท่ีอยู่อาศยั ของโจทก์กบั จาเลยในประเทศไทย โจทก์เป็ นฝ่ ายออกเงิน
ค่าก่อสร้างบา้ นท้งั หมดและบา้ นสร้างเสร็จก่อนที่โจทก์กบั จาเลยจดทะเบียนสมรสกัน ดงั น้ี บา้ น
พิพาทจึงเป็ นทรัพย์สินของโจทก์และเป็ นทรัพยส์ ินท่ีโจทก์มีอยู่ก่อนสมรส บ้านพิพาทจึงมิใช่
สินสมรส แต่เป็ นสินส่วนตวั ของโจทก์ที่ยกให้จาเลย เมื่อจาเลยรับยกให้แลว้ บา้ นพิพาทจึงเป็ นสิน
ส่วนตวั ของจาเลย ปัญหาท่ีต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกคืนบ้านพิพาท

-117-

จากจาเลยหรือไม่ ได้ความจากทางนาสืบของโจทก์ว่า โจทก์ยกบ้านพพิ าทให้จาเลยในระหว่างสมรส
ดังนี้ นิติกรรมการให้จึงเป็ นสัญญาท่ีเก่ียวกบั ทรัพย์สินที่โจทก์จาเลยทาไว้ต่อกันในระหว่างเป็ นสามี
ภริยากัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บัญญัติให้ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะบอก
ล้างเสียในเวลาใดที่เป็ นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกาหนดหน่ึงปี นับแต่วันท่ีขาดจากการเป็ นสามี
ภริยากันก็ได้ ตามทางนาสืบโจทก์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์บอกล้างการให้เม่ือใด แต่เม่ือโจทก์ยื่น
ฟ้องหย่าและขอให้เพิกถอนการให้บ้านพิพาท ให้จาเลยคืนบ้านพิพาทแก่โจทก์ ก็ถือได้ว่าเป็ นการ
แสดงเจตนาบอกล้างในขณะที่ยงั เป็ นสามีภริยากันอยู่ สัญญาจึงไม่มีผลบังคับอกี ต่อไป โจทก์มีสิทธิ
เรียกคืนบ้านพิพาทจากจาเลยได้โดยไม่จาต้องคานึงว่าข้อเท็จจริ งจะฟังได้หรือไม่ได้ว่าจาเลย
ประพฤติเนรคุณโจทก์

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 บนั ทึกท่ีโจทก์จาเลยทาข้ึน แมจ้ ะมีขอ้ ความว่าโจทกแ์ ละ
จาเลยตกลงหย่ากนั แต่ตราบใดที่ยงั ไม่จดทะเบียนหยา่ ก็ตอ้ งถือว่าเป็นสามีภริยากนั อยู่ เมื่อขอ้ ตกลง
น้นั มีส่วนที่เก่ียวกบั ทรัพยส์ ินดว้ ยจึงเป็นสัญญาเก่ียวกับทรัพยส์ ินที่ทาไวต้ ่อกนั ในระหวา่ งเป็นสามี
ภริยาฝ่ายใดฝ่ ายหน่ึงจะบอกลา้ งเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยาหรือภายในกาหนดหน่ึงปี นบั แต่วนั ที่
ขาดจากการเป็ นสามีภริยาก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การท่ีจาเลยยื่น
คาให้การว่าบอกเลิกขอ้ ตกลงแลว้ ย่อมถือได้ว่าเป็ นการแสดงเจตนาบอกลา้ งไปในตวั ในขณะยงั
เป็ นสามีภริยากนั อยู่ จึงไม่มีผลบงั คบั แก่โจทก์จาเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จาเลยชาระเงิน
ตามบนั ทึกขอ้ ตกลงดงั กลา่ วให้แก่โจทกไ์ ด้

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี7979/2542 สัญญาระหว่างสมรสท่ีตกลงให้ทรัพยส์ ินเป็ นของอีก
ฝ่ายหน่ึง ต่อมาอีกฝ่ ายมาฟ้องขอแบ่งโดยอา้ งว่าเป็นสินสมรส ถือว่าเป็นการบอกลา้ งสัญญาระหว่าง
สมรสแลว้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3714/2548 โจทก์ตกลงยกเงินฝากประจาส่วนหน่ึงอันเป็ นสิน
ส่วนตัวของโจทก์ ซ่ึงอยู่ในบัญชีเงินฝากที่โจทก์ยอมให้จาเลยมีช่ือร่วมให้แก่จาเลย เป็ นสัญญา
ระหวา่ งสมรส โจทกบ์ อกลา้ งไดต้ ามมาตรา 1469

5.3 สินส่วนตัวและสินสมรส
สาหรับประเภทของทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยาแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท1 คือ สินส่วนตวั

(Separate Property) และสินสมรส (Community Property)
สินส่วนตวั หมายถึง ทรัพยส์ ินที่เป็นกรรมสิทธ์ิของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงโดยเฉพาะ

1 มาตรา 1470

-118-

สินสมรส หมายถึง ทรัพยส์ ินท่ีเป็ นกรรมสิทธ์ิร่วมกนั ระหวา่ งคู่สมรสท้งั สองฝ่ าย โดยเป็ น
ทรัพยส์ ินที่สามีภริยาทามาหาไดร้ ่วมกนั แตล่ ะฝ่ายจึงมีส่วนเป็นเจา้ ของร่วมกนั

ระบบทรัพยส์ ินระหวา่ งสามีภรรยา ย่อมสิ้นสุดลงโดยอตั โนมตั ิ หากการสมรสไดส้ ิ้นสุดลง
ไม่ว่าจะดว้ ยการตาย การหยา่ หรือศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส แมย้ งั ไม่มีการแบ่งทรัพยส์ ินกนั
โดยเฉพาะเจาะจงกต็ าม เช่น สามีภริยาจดทะเบียนหยา่ ขาดจากกนั แต่ยงั มิไดแ้ บ่งบา้ นและที่ดินท่ีเป็น
สินสมรส ดงั น้ี บา้ นและที่ดินยอ่ มสิ้นสภาพการเป็นสินสมรส เป็ นเพียงทรัพยส์ ินท่ีเป็ นเป็ นเจา้ ของ
รวม (กรรมสิทธ์ิรวม) มีส่วนเท่ากนั ของชายและหญิงเท่าน้ันซ่ึงแต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องขอให้แบ่ง
ส่วนกนั ภายในอายคุ วาม 10 ปี เทา่ น้นั 2

5.3.1 สินส่วนตัว
1. ทรัพย์สินทค่ี ู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
ทรัพยส์ ินประเภทน้ี พิจารณาจากเร่ืองการสมรสเป็ นสาคญั หากไดค้ วามว่าฝ่ ายใดท่ีไดม้ า
ก่อนการสมรส ก็ถือวา่ เป็ นสินส่วนตวั ของฝ่ ายน้นั เช่น หากภริยามีโทรทศั น์ ตูเ้ ยน็ รถยนตเ์ ป็ นของ
ตนเอง แมต้ ่อมาหลงั จากสมรสแลว้ ภริยานามาใชส้ อยในบา้ นร่วมกับสามี ทรัพยส์ ินดงั กล่าวก็ยงั คง
เป็ นสินส่วนตวั ของภริยาอยู่ไม่ทาให้ทรัพยส์ ินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพสินส่วนตวั ไปเป็ นสินสมรส
เช่น ภริยามีเตียงนอนและตูเ้ ยน็ อยู่แลว้ ก่อนสมรส เมื่อสมรสแลว้ ไดน้ ามาใชส้ อยในครัวเรือนร่วมกบั
สามี เตียงนอนและตูเ้ ยน็ น้ีกย็ งั คงเป็นสินส่วนตวั ของภริยาอยู่
กรณีได้ท่ีดินโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนสมรส แมจ้ ะย่ืนคาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิ
ภายหลงั สมรสแลว้ ก็ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธ์ิ จึงถือวา่ เป็นทรัพยท์ ี่ไดม้ าก่อนสมรสจึง
เป็นสินส่วนตวั นอกจากน้ี ทรัพยส์ ินท่ีคู่สมรสเป็นเจา้ ของรวมกบั คนอ่ืนอยกู่ ่อนสมรสน้นั แมจ้ ะได้
ทาสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพยส์ ินกบั เจา้ ของรวมคนอื่นในระหวา่ งสมรสก็ยงั คงเป็น
สินส่วนตวั ของฝ่ายน้นั
หากทรัพยส์ ินที่คู่สมรสไดม้ าร่วมกนั ก่อนสมรส แมส้ มรสแลว้ ก็ไม่ทาให้เป็ นสินสมรสแต่
อยา่ งใด แต่คงเป็นสินส่วนตวั ของท้งั สองฝ่ ายในลกั ษณะกรรมสิทธ์ิรวม กล่าวคือ การท่ีชายหญิงอยู่
กินฉันสามีภริยาแล้วมาจดทะเบียนสมรสกันในภายหลงั ทรัพย์สินท่ีทามาหาได้ร่วมกันก่อนจด
ทะเบียนสมรสเป็ นกรรมสิทธ์ิรวมของบุคคลท้ังสองคนคนละคร่ึง จึงเป็ นสินส่วนตวั ของสามี
คร่ึงหน่ึงและสินส่วนตวั ของภริยาอีกคร่ึงหน่ึง แต่ถ้าทรัพยส์ ินน้ันสามีซ้ือมาดว้ ยเงินตนเองก่อน
จดทะเบียนสมรส เช่น ชายหญิงร่วมกนั กูเ้ งินซ้ือท่ีดินพร้อมทาวน์เฮา้ ส์ ก่อนท่ีต่อมาจะจดทะเบียน
สมรสและช่วยกนั ผ่อนชาระหน้ีธนาคาร เม่ือไม่มีการตกลงเป็ นอย่างอื่น จึงเป็ นการถือกรรมสิทธ์ิ

2 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 4561/2544

-119-

รวมโดยเป็ นสินส่วนตวั ของแต่ละคนฝ่ ายละคร่ึง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
1471 (1)3

ส่วนการที่ชายกบั หญิงร่วมกนั กูย้ ืมเงินในการซ้ือตอนแรกก่อนสมรส โดยนาที่ดินพร้อม
ทาวน์เฮาส์ไปจานองเป็ นประกนั หน้ี แลว้ มีการผ่อนชาระหน้ีเรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอน
จานองมาเป็ นชื่อชายกบั หญิงภายหลงั จดทะเบียนสมรสน้ัน เป็ นเพียงข้นั ตอนการชาระหน้ีของชาย
กบั หญิงเทา่ น้นั ไมอ่ าจทาให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซ่ึงเป็นสินส่วนตวั ของชายกบั หญิงมาก่อนสมรส
ตอ้ งกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพยม์ รดกของชายคร่ึงหน่ึง

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2533 จาเลยท่ี 1 ปลูกสร้างบา้ นพิพาทบนที่ดินส่วนตวั ของตน
แมส้ ามีจะช่วยออกเงินในการปลูกสร้างดว้ ยถึงหน่ึงในสาม แต่ตามพฤติการณ์เป็นการช่วยเหลือกนั
ฉนั สามีภริยา หาใช่เป็ นการร่วมลงทุนปลูกบา้ นพิพาทดว้ ยไม่ ดังน้ีบา้ นพิพาทจึงเป็นส่วนควบของ
ท่ีดินและเป็นสินส่วนตวั ของจาเลยท่ี 1 การท่ีจาเลยที่ 1 ปลกู สร้างบา้ นพิพาทในระหวา่ งสมรสจึงไม่
ทาใหบ้ า้ นพิพาทเป็นสินสมรสอนั จะเป็นทรัพยม์ รดกของสามีคร่ึงหน่ึงดว้ ย

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 4650/2545 โจทก์และจาเลยได้ร่วมกันดาเนินกิจการร้านเสริมสวย
ต้งั แต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกนั กิจการร้านเสริมสวยดังกล่าวจึงเป็ นทรัพยส์ ินท่ีโจทก์และจาเลย
มีอยู่แลว้ ก่อนสมรส จึงเป็ นสินส่วนตวั ของโจทก์และจาเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1471 (1) โจทกล์ งทนุ ในกิจการดงั กล่าว 200,000 บาท ส่วนจาเลยลงทนุ 100,000 บาท กิจการ
ร้านเสริมสวย จึงเป็นสินส่วนตวั ของโจทกแ์ ละจาเลยตามสัดส่วนของเงินลงทนุ คือ 2 ตอ่ 1

คาพิพากษาฎีกาท่ี 1776/2558 การท่ีผูต้ ายกับจาเลยร่วมกนั กูเ้ งินซ้ือที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์
ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกนั ผ่อนชาระหน้ีธนาคารเขา้ ลกั ษณะเป็ นหุ้นส่วนกนั มาแต่เดิม แต่
การถือกรรมสิทธ์ิในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็ นอย่างอื่น จึงเป็ นการถือ
กรรมสิทธ์ิรวมของผตู้ ายกบั จาเลยคนละคร่ึง ดงั น้นั เม่ือที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดงั กล่าวเป็นทรัพยส์ ิน
ท่ีผูต้ ายกับจาเลยมีอยู่ก่อนสมรส จึงเป็ นสินส่วนตวั ของผูต้ ายกับจาเลยฝ่ ายละคร่ึงตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผตู้ ายกบั จาเลยร่วมกนั กูย้ มื เงินในการซ้ือตอน
แรกก่อนสมรส โดยนาท่ีดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจานองเป็ นประกนั หน้ี แลว้ มีการผ่อนชาระหน้ี
เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจานองมาเป็ นช่ือผูต้ ายกบั จาเลยภายหลงั จดทะเบียนสมรสน้ัน
เป็นเพียงข้นั ตอนการชาระหน้ีของผูต้ ายกบั จาเลยเท่าน้นั ไม่อาจทาใหท้ ่ีดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซ่ึงเป็ น
สินส่วนตวั ของผูต้ ายกบั จาเลยมาก่อนสมรสตอ้ งกลายเป็ นสินสมรส ท่ีดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็ น
ทรัพยม์ รดกของผตู้ ายคร่ึงหน่ึง

3 คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558

-120-

คาพิพากษาฎีกาน้ีเป็ นเรื่องของหน้ีท่ีเกิดข้ึนก่อนสมรสอยแู่ ลว้ จึงตอ้ งถือว่าเป็นสินส่วนตวั
ของแต่ละฝ่าย และเป็นสิทธิหนา้ ที่ท่ีเกิดข้ึนก่อนสมรส มิไดม้ ีข้นึ หลงั สมรสแตอ่ ยา่ งใดไม่

คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 1776 / 2554 สามีภริยาร่วมกนั กเู้ งินพร้อมทาวน์เฮา้ ส์ก่อนจดทะเบียน
สมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮา้ ส์จึงเป็ นสินส่วนตวั คนละคร่ึง การเอาท่ีดินพร้อมทาวน์เฮา้ ส์ไปจานอง
แลว้ ผอ่ นชาระหน้ีไถถ่ อนจานองมาในภายหลงั ไม่ทาใหท้ ่ีดินพร้อมทาวน์เฮา้ ส์กลายเป็นสินสมรส

2. ทรัพย์สินที่เป็ นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เคร่ืองแต่งกาย หรือเคร่ืองประดับกายตามควรแก่
ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ทจี่ าเป็ นในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหนง่ึ

เคร่ืองใช้สอยส่วนตัว หมายถึง สิ่งของท่ีสาหรับใชส้ ่วนตวั ของผูเ้ ป็ นเจา้ ของโดยเฉพาะ
โดยไม่ปะปนกบั บุคคลอ่ืน เช่น แว่นตา ฟันปลอม ผา้ เช็ดตวั นาฬิกา โกนหนวด กระเป๋ าถือ ฯลฯ
นาฬิกาฝังเพชรมิใช่เคร่ืองประดบั ตอ้ งถือเป็นเครื่องใชส้ อยส่วนตวั เพราะนาฬิกามีไวใ้ ชด้ ูเวลา

ส่วน เครื่องแต่งกาย หมายถึง สิ่งของท่ีใชส้ วมใส่ร่างกายเพื่อการดารงชีพในสงั คมมนุษย์
เช่น เส้ือผา้ อาภรณ์ เส้ือยดื เส้ือเชิ้ต ·เส้ือโปโล กางเกง กระโปรง เขม็ ขดั หมวก รองเทา้ ฯลฯ

ส่วน เคร่ืองประดบั กาย หมายถึง สิ่งของที่ใชต้ กแต่งร่างกายเพื่อความสวยงาม เช่น แหวน
กาไลขอ้ มือ กาไลขอ้ เทา้ ต่างหู สายสร้อยเงิน ทอง นาก สร้อยประดบั ผม เข็มกลดั มงกุฎ สร้อยไม้
กางเขน หรือสร้อยประคา ฯลฯ

ทรัพยส์ ินประเภทน้ี เหล่าน้ีเป็นสินส่วนตวั ของแต่ละฝ่ าย เช่น ภริยา นาเงินสินสมรสไป
ซ้ือแวน่ ตา หรือเส้ือผา้ มาใช้ กรณีเช่นน้ี แวน่ ตา เส้ือผา้ เป็นสินส่วนตวั ของภริยา

แมจ้ ะไดม้ าระหว่างสมรสโดยการเอาเงินสินสมรสไปซ้ือหามา แมส้ ามีจะซ้ือให้ภริยา4
หรือตนเองหามาเองก็ตาม5 ก็ถือเป็นสินส่วนตวั ของสามีหรือภริยาฝ่ ายที่ไดม้ า เช่น สามีซ้ือสร้อยคอ
ทองคาและพระเลี่ยมทองให้ภริยา เป็ นตน้ แต่ท้งั น้ีตอ้ งตามควรแก่ฐานะของคู่สมรสดว้ ย มิฉะน้ัน
ย่อมไม่ใช่สินส่วนตัว แต่อาจเป็ นสินสมรสได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีฐานะยากจนแต่ไปซ้ือ
เคร่ืองประดับราคาแพงมากเกินฐานะด้วยเงินสินสมรส ทรัพย์สินน้ันเป็ นสินสมรส หรือถา้ ใช้
ประกอบการงานอาชีพก็เป็ นสินส่วนตวั

ตวั อย่าง ในกรณีที่มีการซ้ือเคร่ืองประดบั ระหว่างการสมรสที่มีมูลค่าไม่สมควรแก่ฐานะ
จะตอ้ งจดั วา่ เป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตวั เช่น นายกอ้ งทางานมีเงินเดือนๆ ละ 60,000 บาท ส่วน
นางแกว้ ทางานมีเงินเดือนๆ ละ 40,000 บาท รวมแลว้ ท้งั สองมีเงินเดือนๆละ 100,000 บาท โดยท้งั
สองมีทรัพยส์ ินอีก 1 ชิ้นคือที่ดินขนาด 300 ตารางวา มูลค่า 700,000 บาท ปรากฏว่า นางแกว้ อยาก
ไดแ้ หวนเพชรขนาด 5 กะรัตเพื่อใส่ไปอวดเพื่อนๆ จึงตดั สินใจเอาเงินเก็บในธนาคารมูลค่า 800,000

4 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3666-3667/2535
5 คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 812/2533

-121-

บาท ไปซ้ือแหวนเพชรวงน้ีมา ในกรณีเช่นน้ีจะเห็นว่าเครื่องประดบั คือแหวนวงน้ีมีมูลค่าเกินฐานะ
ของนายกอ้ ง และนางแกว้ จึงไมถ่ ือว่าเป็นสินส่วนตวั ของนางแกว้ แต่ในทางกลบั กนั หากนางแกว้ นา
เงิน 29,000 บาทไปซ้ือแหวนทองคาหนกั 1 บาทมาเช่นน้ีมูลค่าของแหวนทองคาดูเป็นการเหมาะแก่
ฐานะจึงถือวา่ เป็นสินส่วนตวั ของนางแกว้ ได้

สาหรับเคร่ืองมือเครื่องใชท้ ่ีจาเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคสู่ มรสหมายถึง
สิ่งของใชส้ าหรับทาการงาน ไม่วา่ จะใชโ้ ดยกาลงั มนุษยห์ รือโดยกาลงั เคร่ืองจกั รกลก็ตาม เช่น จอบ
เสียม มีดพร้า กบไสไม้ เคร่ืองสูบน้า เครื่องเชื่อมโลหะ รถไถ รถเกี่ยวข้าว ฯลฯ แม้เครื่องมือ
เคร่ืองใช้เหล่าน้ีจะได้มาระหว่างสมรสโดยการเอาเงินสินสมรสไปซ้ือมาก็ตามก็เป็ นสินส่วนตวั
ท้งั น้ี ให้พิจารณาจากอาชีพหน้าท่ีการงานที่ทา เช่น ภริยาศึกษาจบเป็ นทนั ตแพทยแ์ ต่ไม่ชอบ จึงไป
เปิ ดร้านเบเกอร่ี (ขายขนมปัง) เคร่ืองมือเคร่ืองใชน้ ้ียอ่ มไม่ใช่คีมถอนฟัน แต่เป็นเคร่ืองผสมแป้ง เตา
อบขนมปัง อุปกรณ์ทาขนม เป็ นตน้ ตอ้ งพิจารณาว่าคู่สมรสประกอบอาชีพใด เช่น สามีมีอาชีพขบั
รถแท็กซี่ย่อมรถแท็กซ่ีย่อมเป็ นเครื่องมือเคร่ืองใช้ในการประกอบอาชีพของสามี หรือภริยา
ประกอบอาชีพเปิ ดร้านขายกาแฟ เครื่องมือในการทากาแฟย่อมเป็ นเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ในการ
ประกอบอาชีพของภริยา เป็นตน้

3. ทรัพย์สินที่ฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก หรือโดยการให้โดย

เสน่หา
การให้โดยเสน่หาน้ีรวมถึงกรณีท่ีสามีภริยายกทรัพยส์ ินให้แก่กันด้วย หากเป็ นการให้

อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ จะต้องทาหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน
เจา้ หน้าที่มิฉะน้ันการให้ย่อมไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 525 เช่น มีคนยกทองคาแท่งหนัก 50 บาทให้
เช่นน้ี ทองคาเป็ นสินส่วนตวั หรือแมแ้ ต่การที่คู่สมรสยกทรัพยส์ ินให้แก่อีกฝ่ ายหน่ึง หรือสามีโอน
กรรมสิทธ์ิท่ีดินซ่ึงเป็ นของตนเองให้ภริยา ที่ดินซ่ึงเคยเป็ นสินส่วนตวั ของสามีก็กลับมาเป็ นสิน
ส่วนตวั ของภริยา เป็นตน้

ส่วนการรับมรดกไม่จากัดว่าจะเป็ นการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือในฐานะ
ผูร้ ับพินัยกรรม เช่น หลงั จากสมรสแลว้ ภริยาไดร้ ับมรดกในฐานะทายาทเป็ นเงิน 10 ลา้ นบาท เงิน
ดงั กลา่ วเป็นสินส่วนตวั ของภริยา เป็นตน้

ข้อสังเกต ในกรณีการไดร้ ับรางวลั หรือจากการประกวดชิงรางวลั หรือจากการแข่งขนั กีฬา
หรือจากการแข่งขนั ใดๆ ก็ตามในระหว่างสมรส ก็ไม่ถือวา่ เป็ นการไดม้ าโดยเสน่หา จึงไม่เป็ นสิน
ส่วนตวั แต่เป็ นสินสมรส เช่น เงินรางวลั ที่ไดจ้ ากการทายผลแข่งขนั ฟุตบอลโลก หรือจากรายการ
โทรทศั น์ต่างๆ เงินรางวลั จากการไปประกวดจากการร้องเพลง เป็ นตน้ ซ่ึงแตกต่างจากกรณีไดร้ ับ

-122-

ก่อนการประกวดหรือแข่งขนั เช่น มอบสร้อยคอทองคาใหน้ กั มวยก่อนข้ึนชก ดงั น้ี สร้อยคอทองคา
เป็ นสินส่วนตวั

คาถาม การให้รางวัลตามคาม่ันโฆษณาว่าจะให้รางวัลเมื่อทาสิ่งใดส่ิงหน่ึงตามมาตรา 362 6
หรือมาตรา 3657 มีประเด็นกรณีการได้รับรางวัลจากคาม่ันโฆษณา จะถือเป็ นสินส่วนตัวหรือ
สินสมรส ?

คาตอบคือ สินสมรส เช่น สามีได้รางวลั จากการส่งของชิงรางวลั หรือทายผลถูกแลว้ ได้
รางวลั มาเป็ นเงิน 1 แสนบาท กรณีเช่นน้ี มิใช่การได้มาโดยเสน่หา เพราะตอ้ งเสียภาษีตอบแทน
ดงั น้นั เงินรางวลั ดงั กล่าว จึงมิใช่สินส่วนตวั แต่เป็ นสินสมรส เพราะไดม้ าระหว่างสมรส หากหย่า
ขาดจากกนั ภริยาก็มีสิทธิในเงินรางวลั ดงั กล่าวคร่ึงหน่ึง

ส่วนการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 521 เป็ นสัญญาสองฝ่ ายท่ีไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนคือ
ผรู้ ับไมม่ ีหนา้ ท่ีทาอะไรตอบแทนผใู้ หอ้ ยเู่ ฉยๆ ผใู้ หก้ ็ใหท้ รัพยส์ ินมา

อย่างไรก็ดี แมจ้ ะเป็ นการให้โดยเสน่หาหรือโดยพินยั กรรม แต่ถา้ ไดร้ ะบุไวโ้ ดยชดั แจง้ ว่า
ยกใหเ้ ป็นสินสมรส ก็ไม่ถือเป็นสินส่วนตวั เช่นกนั แต่ถา้ มิไดร้ ะบไุ ว้ ยอ่ มเป็นสินส่วนตวั

กรณีบิดาทาหนงั สือยกที่ดินพิพาทให้บุตรโดยเสน่หา ไม่ไดร้ ะบุว่าเป็นสินสมรส ก็ตอ้ งถือ
วา่ เป็นสินส่วนตวั ตามมาตรา 1471 (3)

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 12346/2558 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (2)
บญั ญตั ิว่า สินสมรสไดแ้ ก่ ทรัพยส์ ินท่ีฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงไดม้ าระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดย
การให้เป็ นหนงั สือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนงั สือยกให้ระบุว่าเป็ นสินสมรส จึงเป็ นกรณีที่กฎหมาย
กาหนดชดั เจนแลว้ วา่ หากผใู้ ห้ทรัพย์สินแก่สามีหรือภริยาคนใดคนหน่ึงในระหว่างสมรสประสงค์
จะยกให้เป็นสินสมรส ผูย้ กให้ตอ้ งระบุไวใ้ นหนงั สือยกใหใ้ หช้ ดั เจน และกฎหมายมิไดจ้ ากดั ว่าตอ้ ง
เป็ นการยกให้โดยเสน่หาเท่าน้ัน ท่ีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) บัญญัติว่า
สินส่วนตวั ได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้
โดยเสน่หาน้ันเป็ นการขยายความว่า เม่ือเป็ นการให้ไม่ว่าจะเป็ นการให้โดยเสน่หาหรือไม่ ผู้ให้ต้อง
ระบุให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะให้เป็ นสินสมรส ดังน้ัน เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังเป็ นยุติว่า น. บิดาของ
จาเลยที่ 1 ทาหนังสือยกท่ีดินพพิ าทให้แก่จาเลยท่ี 1 โดยเสน่หา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็ นสินสมรสก็ต้อง
ถือเป็ นสินส่วนตัวของจาเลยท่ี 1 แมจ้ ะมีขอ้ เท็จจริงตามที่โจทก์นาสืบว่า น. ยกท่ีดินพิพาทให้แก่

6 มาตรา 362 บญั ญตั ิว่า “บุคคลออกโฆษณาให้คามน่ั ว่าจะให้รางวลั แก่ผูซ้ ่ึงกระทาการอนั ใด ท่านว่า
จาตอ้ งใหร้ างวลั แก่บคุ คลใดๆ ผไู้ ดก้ ระทาการอนั น้นั แมถ้ ึงมิใช่ว่าผนู้ ้นั จะไดก้ ระทาเพราะเห็นแก่รางวลั ”

7 มาตรา 365 บญั ญตั ิว่า “คามน่ั จะให้รางวลั อนั มีความประสงคเ์ ป็นการประกวดชิงรางวลั น้นั จะสมบูรณ์
ก็ตอ่ เม่ือไดก้ าหนดระยะเวลาไวใ้ นคาโฆษณาดว้ ย...”

-123-

จาเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขและค่าตอบแทนเน่ืองจากโจทก์และจาเลยที่ 1 นาเงินไปชาระหน้ีเพ่ือไถ่
ถอนจานองท่ีดินพิพาทตามคาขอร้องของ น. ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามกฎหมายท่ีบญั ญัติไวช้ ดั
แจง้ แลว้ ได้ ส่วนที่ดินท่ีแบ่งแยกจากท่ีดินพพิ าทหลงั จากไดร้ ับการยกให้มาแลว้ กย็ อ่ มเป็นสินส่วนตวั
ของจาเลยที่ 1 เช่นกนั

ทรัพยส์ ินที่ไดม้ าโดยการรับมรดก เป็นสินส่วนตวั ตามมาตรา 1471 (3)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 โจทกข์ อให้บงั คบั คดีและนายึดบา้ นซ่ึงปลูกอยู่บนท่ีดิน
ของผรู้ ้องออกขายทอดตลาดชาระหน้ีแก่โจทก์ตามคาพิพากษา ผูร้ ้องยนื่ คาร้องขอต่อศาลช้นั ตน้ โดย
อา้ งวา่ บา้ นเป็นสินส่วนตวั ของผรู้ ้องแตผ่ เู้ ดียว มิใช่สินสมรสของจาเลยกบั ผรู้ ้อง แมต้ ามคาร้องขอจะ
มิไดอ้ า้ งว่าเป็ นบา้ นที่ผูร้ ้องไดม้ าโดยการรับมรดกร่วมกบั พ่ีน้องตามที่ผูร้ ้องยกข้ึนอา้ งมาในฎีกาก็
ตาม แต่ก็เป็นการอา้ งถึงที่มาเพ่ือแสดงใหเ้ ห็นวา่ บา้ นดงั กลา่ วเป็นสินส่วนตวั ของผรู้ ้องซ่ึงโจทก์ไม่มี
สิทธินายึดน่ันเอง ผูร้ ้องจึงมีสิทธิยกข้ึนอา้ งในฎีกาได้ เพราะเป็ นเร่ืองท่ีอยู่ในประเด็นตามคาร้อง
มิใช่เป็นขอ้ ที่มิไดย้ กข้ึนวา่ กนั มาแลว้ โดยชอบในศาลช้นั ตน้
บา้ นท่ีโจทก์นายึดออกขายทอดตลาดซ่ึงปลูกอยู่บนท่ีดินของผู้ร้องเป็ นทรัพยส์ ินท่ีผูร้ ้อง
ไดม้ าโดยการรับมรดกร่วมกบั ทายาทอื่นของ ล. สิทธิของผรู้ ้องในบา้ นจึงเป็นสินส่วนตวั ของผรู้ ้อง
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรสท่ีโจทก์จะมีสิทธินายึดได้
และผูร้ ้องในฐานะเจา้ ของรวมคนหน่ึงย่อมใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพยส์ ินท้งั หมดเพื่อเรียกร้องเอา
ทรัพยส์ ินคืนไดต้ ามมาตรา 1359 จึงมีอานาจร้องขดั ทรัพย์

4. ทรัพย์สินท่เี ป็ นของหม้ัน
สินส่วนตวั ประเภทน้ี มีแต่เฉพาะผูห้ ญิงเท่าน้นั เพราะของหม้นั ตกเป็ นกรรมสิทธ์ิแก่หญิง
ในวนั หม้นั ทนั ที เมื่อชายส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธ์ิให้แก่หญิงแลว้ ตามมาตรา 1437 วรรคสอง
ทนั ทีเม่ือมีการทาสัญญาหม้นั กฎหมายจึงบญั ญตั ิให้ของหม้นั เป็นสินส่วนตวั ของหญิงอย่างเด็ดขาด
สินส่วนตวั ประเภทน้ีจึงมีแตเ่ ฉพาะหญิงเทา่ น้นั
ของแทนสินส่วนตัว
มาตรา 1472 “สินส่วนตวั น้นั ถา้ ไดแ้ ลกเปล่ียนเป็นทรัพยส์ ินอยา่ งอื่นกด็ ี ซ้ือทรัพยส์ ินอ่ืนมา
ก็ดี หรือขายไดม้ าเป็นเงินกด็ ี ทรัพยส์ ินอ่ืนหรือเงินที่ไดม้ าน้นั เป็นสินส่วนตวั ”
สินส่วนตวั ท่ีถูกทาลายไปท้งั หมดหรือแต่บางส่วน แต่ไดท้ รัพยส์ ินอ่ืนหรือเงินมาทดแทน
ทรัพยส์ ินอื่นหรือเงินที่ไดม้ าน้ันเป็ นสินส่วนตวั มาตรา 1472 ให้นาหลักเร่ืองการช่วงทรัพยต์ าม
มาตรา 226 วรรคสอง มาใช้บงั คบั ดว้ ย โดยสินส่วนตวั เป็ นของฝ่ ายใด ให้ฝ่ ายน้ันเป็ นผูจ้ ดั การ คู่
สมรสอีกฝ่ ายไม่มีสิทธิเกี่ยวขอ้ งดว้ ย มาตรา 1473 หมายรวมถึงการกระทาในทางบารุงรักษา สงวน

-124-

ไว้ หรือทาให้งอกเงยได้ประโยชน์ย่ิงข้ึน การจาหน่าย จานอง จานา หรือการก่อภาระติดพนั ใน
ทรัพยส์ ินโดยลาพงั ไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากอีกฝ่ายหน่ึง อีกฝ่ายหน่ึงจึงไมม่ ีสิทธิเกี่ยวขอ้ ง

ในบางกรณีระหวา่ งการสมรสน้นั คูส่ มรสอาจจะมีการนาเงินส่วนตวั ของตนไปแลกเปล่ียน
เป็นทรัพยส์ ินอ่ืน หรือนาเงินส่วนตวั ไปซ้ือทรัพยส์ ินมา หรือแมแ้ ต่ตอ้ งเอาสินส่วนตวั ไปขายเพื่อให้
ไดเ้ งินกด็ ี ทรัพยส์ ินอ่ืนหรือเงินท่ีไดม้ าน้นั กฎหมายกาหนดใหเ้ ป็นสินส่วนตวั ของฝ่ายน้นั

กรณีสินส่วนตวั ท่ีถูกทาลายไปท้งั หมดหรือแต่บางส่วน แต่ไดท้ รัพยส์ ินหรือเงินมาทดแทน
ทรัพยส์ ินอ่ืนหรือเงินท่ีมาทดแทนน้นั ก็ย่อมเป็ นสินส่วนตวั เช่นเดียวกนั เช่น บา้ นสินส่วนตวั ไดท้ า
ประกนั อคั คีภยั ต่อมาบา้ นถูกไฟไหมใ้ นระหว่างสมรสก็ตาม เม่ือบริษทั ประกนั จึงชดใชค้ ่าสินไหม
ทดแทนให้ เงินคา่ สินไหมทดแทนเป็นสินส่วนตวั ตามาตรา 1472 วรรคสอง

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 3786/2546 ท่ีดินที่จาเลยถือกรรมสิทธ์ิรวมกับพี่ชายจาเลย เป็ น
ทรัพยส์ ินท่ีมีมาก่อนท่ีจาเลยจะจดทะเบียนสมรสกบั โจทก์ อนั ถือเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลย และมี
การนาไปแลกเปลี่ยนกบั ที่ดินพิพาท 2 แปลง ทรัพยส์ ินที่ไดม้ าใหม่ จึงย่อมเป็นสินส่วนตวั ของจาเลย
เพราะเป็ นการไดท้ ่ีดินมาแทนทรัพยเ์ ดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยม์ าตรา 1472 วรรค
หน่ึง

การจดั การสินส่วนตวั
มาตรา 1473 บญั ญตั ิวา่ “สินส่วนตวั ของค่สู มรสฝ่ ายใดใหแ้ ก่ฝ่ายน้นั เป็นผจู้ ดั การ”
จากบทบญั ญตั ิมาตรา 1473 การจดั การสินส่วนตวั ซ่ึงเป็นของคสู่ มรสฝ่ ายใด ใหค้ ู่สมรสฝ่าย
น้นั เป็นคนจดั การ
คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 3471/2533 ทรัพยม์ รดกท่ีโจทกไ์ ดร้ ับมาจากบิดาเป็นสินส่วนตวั ของ
โจทกต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) ฉะน้นั การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์
มรดกดังกล่าวจึงเป็ นการจดั การสินส่วนตวั โจทก์จึงมีอานาจฟ้องคดีไดโ้ ดยไม่ตอ้ งได้รับความ
ยนิ ยอมจากสามี
5.3.2 สินสมรส
สินสมรสมีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 1474 แบ่งออกเป็น 3 ชนิดไดแ้ ก่
1. ทรัพย์สินทีค่ ู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
ไม่ตอ้ งคานึงว่า อีกฝ่ ายหน่ึงจะมีส่วนในการทาให้ได้มาหรือไม่ หากไดม้ าระหว่างสมรส
เป็นสินสมรส เช่น เงินเดือน ค่าจา้ ง ค่าตอบแทน เงินบานาญ บาเหน็จ เบ้ียหวดั เงินค่าชดเชยการจา้ ง
เงินค่าทดแทนกรณี ทพุ ลภาพ ค่าสินไหมทดแทนจากการถกู กระทาละเมิด เงินหรือทรัพยส์ ินท่ีไดม้ า
จากการเส่ียงโชคไม่ว่าจะเป็ นเงินจากการถูกฉลากกินแบ่งหรือได้เงินจากการพนัน เหล่าน้ีเป็ น
สินสมรส

-125-

กรณีทรัพยส์ ินท้งั หมดที่สามีภริยาแต่ละฝ่ ายทามาหาได้ในระหว่างสมรสเป็ นสินสมรส
ท้งั สิ้นโดยไมต่ อ้ งคานึงวา่ ฝ่ายใดไดม้ ีส่วนร่วมในการทามาหาไดน้ ้นั หรือไม่

กรณีค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกทาละเมิดแก่ร่างกายหรืออนามยั ของคู่สมรส ถา้ หากไดม้ า
ระหว่างสมรสถือวา่ เป็นสินสมรส แต่ถา้ ไดม้ าหลงั จากการสมรสสิ้นสุดลงแลว้ แมจ้ ะฟ้องคดีไวก้ ่อน
กต็ อ้ งถือวา่ เป็นสินส่วนตวั

กรณีท่ีคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงทาสัญญาจะซ้ือที่ดินหรือส่ิงปลูกสร้างไวก้ ่อนสมรส (กรรมสิทธ์ิยงั
ไม่โอนทนั ทีเพราะเป็นสญั ญาจะซ้ือจะขายไม่ใช่สัญญาซ้ือขายเสร็จเด็ดขาดท่ีมีผลใหก้ รรมสิทธ์ิโอน
ทนั ที) ภายหลงั สมรสแลว้ จึงมีการโอนกรรมสิทธ์ิกนั ดงั น้ี ถือว่าเป็ นทรัพยส์ ินที่ได้มาในระหว่าง
สมรสเป็ นสินสมรส

กรณีเงินคา่ ชดเชย เงินบานาญที่ไดม้ าในระหวา่ งสมรสเป็นสินสมรส
คาถาม หากก่อนสมรสสามีได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์ร่ี) ไว้โดยใช้เงินตัวเอง
หลังจากซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว ก็ได้สมรสกับภริยา สลากกินแบ่งถูกรางวัลภายหลังได้มีการ
สมรสแล้ว เงนิ ทถ่ี กู รางวัลจะเป็ นของใครและเป็ นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
ตอบ สินส่วนตวั คือทรัพยส์ ินที่สามีภริยาไดม้ ีอยกู่ ่อนการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1471 (1)
เม่ือสามีไดน้ าเงินส่วนตวั ไปซ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอ็ ตเตอร์รี่) ก่อนที่จะสมรสกนั สลาก
กินแบ่งรัฐบาลจึงเป็ นสินส่วนตัว แต่สลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์รี่) มาออกและถูกรางวลั
ภายหลงั ที่สามีไดส้ มรสกบั ภริยาแลว้ เงินรางวลั จึงเกิดข้ึนระหว่างสมรส ย่อมทาให้เงินท่ีไดร้ ับมา
จากกองสลากกินแบง่ รัฐบาลน้นั เป็นสินสมรส จึงเป็นทรัพยส์ ินของท้งั สองฝ่าย
สรุป เงนิ รางวลั จากการถูกสลากกนิ แบ่งรัฐบาล
ประเด็นท่ี 1 การท่ีจาเลยซ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์รี่) มาก่อนสมรสกบั โจทก์ ตวั
สลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์ร่ี) น้นั ย่อมเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลยเพราะเป็ นทรัพยท์ ่ีจาเลยไดม้ า
ก่อนสมรส ตามมาตรา 1471 (1)
ประเด็นที่ 2 การท่ีจาเลยนาสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์รี่) ที่ถูกรางวลั ไปข้ึนรางวลั ใน
ระหว่างการสมรส ไม่ใช่กรณีท่ีจาเลยนาสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอร์ร่ี) ซ่ึงเป็ นสินส่วนตวั ไป
แลกเปล่ียนหรือขายหรือซ้ือหรือถกู ทาลาย จึงไม่เขา้ หลกั เกณฑต์ ามมาตรา 1472
ดงั น้ัน เงินที่ถูกรางวลั จึงเป็ นเงินท่ีไดม้ าระหวา่ งสมรสจึงเป็ นสินสมรส ตามมาตรา 1474
(1)
กรณีซ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาลดว้ ยเงินของตนเองก่อนสมรส แต่ถูกรางวลั เมื่อสมรสแลว้ เงิน
รางวลั เป็นทรัพยส์ ินที่ไดม้ าในระหวา่ งสมรส จึงเป็นสินสมรส

-126-

กรณีดังกล่าวข้างต้นเทียบเคียงคาพิพากษาฎีกาท่ี 1053/2537 พิพากษาว่า จาเลยใชเ้ งินของ
จาเลยเองซ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อนสมรสกับโจทก์ สลากกินแบ่งรัฐบาลออกรางวลั หลงั จาก
โจทกก์ บั จาเลยสมรสกนั แลว้ ปรากฏวา่ ถกู รางวลั เงินรางวลั ท่ีไดร้ ับมาดงั กลา่ ว ถือวา่ เป็นทรัพยส์ ินท่ี
ไดม้ าระหวา่ งสมรส ยอ่ มเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) สามี
ภริยามีสิทธิได้รับคนละคร่ึง แม้จะได้นาเงินส่วนตวั ซ้ือก็ตามก็หาไดต้ กเป็ นสินส่วนตวั ไม่ ท้ังน้ี
เพราะเงินรางวลั ไดม้ าระหวา่ งสมรส จึงเป็นสินสมรส

ข้อสังเกต ผู้เขียนเห็นว่า หากจาเลยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอ็ ตเตอร์ รี่) มาก่อนสมรสกับ
โจทก์ และจาเลยถูกฉลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอ็ ตเตอร์ รี่) ก่อนสมรส กรณีนีเ้ งินรางวัลย่อมเป็ นสิน
ส่วนตัวของจาเลยเพราะเป็นทรัพย์ท่ีจาเลยได้มาก่อนสมรสแล้ว ตามมาตรา 1471 (1) แม้จาเลยจะนา
ฉลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอ็ ตเตอร์ รี่) ไปขึน้ เงินรางวัลท่ีสานักงานฉลากกินแบ่งรัฐบาลภายหลังจาก
สมรสกต็ าม

แนวคาพพิ ากษาศาลฎกี าท่ีวนิ ิจฉัยเกยี่ วกบั มาตรา 1472
คาพิพากษาศาลฎีกา 3786/2546 ที่ดินท่ีจาเลยถือกรรมสิทธ์ิรวมกับพ่ีชายจาเลย เป็ น
ทรัพยส์ ินที่มีมาก่อนท่ีจาเลยจะจดทะเบียนสมรสกบั โจทก์ อนั ถือเป็ นสินส่วนตวั ของจาเลย และมี
การนาไปแลกเปล่ียนกบั ที่ดินพิพาท 2 แปลง ทรัพยส์ ินท่ีไดม้ าใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตวั ของจาเลย
เพราะเป็นการไดท้ ่ีดินมาแทนทรัพยเ์ ดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรค
หน่ึง
คาพิพากษาศาลฎีกา 3832/2540 ท่ีดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทาประโยชน์เลขท่ี 172
เดิมมีชื่อ ส.ภริยาเป็ นเจา้ ของ ส่วนที่ดินตามหนงั สือรับรองการทาประโยชน์เลขท่ี 173 มีช่ือ บ.สามี
เป็ นเจา้ ของ ส. และ บ. ต่างนาท่ีดินพิพาทท้งั สองแปลงดงั กล่าวไปขายฝากไวก้ บั อ. มีกาหนด 5 ปี
แลว้ ไมไ่ ถ่ถอน ต่อมา บ. (สามี) ไดซ้ ้ือท่ีดินพพิ าทท้งั สองแปลงดงั กลา่ วจาก อ. ซ่ึงขณะน้นั บ.และ ส.
เป็นสามีภริยากนั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย เงินท่ีนาไปซ้ือท่ีดินเป็นเงินจากการขายสวนของ บ.ซ่ึงเป็ น
สินสมรสระหวา่ ง บ.และ ส. ดงั น้นั ท่ีดินพพิ าทท้งั สองแปลงจึงเป็นสินสมรสระหวา่ ง บ. และ ส.
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2556 ที่ดินพิพาทและทรัพยส์ ินอื่นตามท่ีบนั ทึกขอ้ ตกลงแบ่ง
ทรัพย์สินเป็ นทรัพย์สินที่จาเลยท่ี 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทยแ์ ม้จาเลยที่ 1 มีกรรมสิทธ์ิ
ร่วมกบั บุคคลอ่ืนก็ตอ้ งถือว่าในส่วนที่จาเลยท่ี 1 มีกรรมสิทธ์ิย่อมเป็ นสินสมรสระหว่างโจทยก์ บั
จาเลยท่ี 1 เพราะสินสมรสไม่จาเป็นตอ้ งเป็นทรัพยส์ ินที่ท้งั สองเป็นฝ่ายร่วมกนั ทามาหาได้ หากแต่คู่
สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงได้มาก็ย่อมมีผลให้เป็ นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1474(1) ไมจ่ าตอ้ งมีขอ้ ตกลงแบ่งทรัพยส์ ินระหวา่ งเจา้ ของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส

-127-

คาพิพากษาศาลฎีกาท่ี 19772/2557 การสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย การหย่าหรือศาล
พิพากษาให้เพิกถอน เมื่อโจทก์กับผูต้ ายจดทะเบียนสมรสกันวนั ท่ี 15 กุมภาพันธ์ 2517 และ
จดทะเบียนหย่ากนั เมื่อวนั ท่ี 1 กุมภาพนั ธ์ 2545 ดงั น้ี ระหว่างวนั ที่ 15 กุมภาพนั ธ์ 2517 ถึงวนั ท่ี 1
กุมภาพนั ธ์ 2545 การสมรสของโจทกก์ บั ผตู้ ายยงั มีอยู่ เม่ือค่คู วามรับวา่ ทรัพยส์ ินตามฟ้องผตู้ ายไดม้ า
ระหว่างสมรสกบั โจทก์ ยอ่ มเป็นสินสมรสระหว่างโจทกก์ บั ผตู้ าย และในทะเบียนหยา่ ก็ไม่มีบนั ทึก
เป็ นหลกั ฐานลงลายมือชื่อโจทก์ระบุขอ้ ความว่าโจทก์สละสินสมรสที่ตนมีสิทธิได้ ท้งั กรณีเป็ นที่
สงสัยวา่ ทรัพยส์ ินอยา่ งหน่ึงเป็นสินสมรสหรือไม่ ใหส้ ันนิษฐานไวก้ ่อนวา่ เป็นสินสมรส เมื่อโจทก์
กบั ผตู้ ายจดทะเบียนหยา่ กนั ตอ้ งแบ่งทรัพยส์ ินดงั กล่าวในวนั จดทะเบียนหย่าให้โจทกแ์ ละผูต้ ายคน
ละคร่ึงหน่ึง

สิทธิการเช่าก็เป็ นทรัพยส์ ินอย่างหน่ึงที่มีราคาและถือเอาได้ เมื่อสิทธิการเช่าไดม้ าระหว่าง
สมรสก็เป็ นสินสมรส

คาพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 2086/2557 อาคารพาณิชยเ์ ลขที่ 35 และ 36 ที่โจทกแ์ ละจาเลยเช่าจาก
สานกั งานทรัพยส์ ินส่วนพระมหากษตั ริย์ แมม้ ีเพียงสิทธิการเช่า แตส่ ิทธิการเช่ากเ็ ป็นทรัพยส์ ินอยา่ ง
หน่ึงท่ีมีราคาและถือเอาได้ เม่ือได้มาระหว่างสมรสจึงเป็ นสินสมรส และตรงตามบันทึกท้าย
ทะเบียนการหยา่ ตามที่โจทกบ์ รรยายฟ้อง จาเลยจึงตอ้ งแบง่ สินสมรสใหโ้ จทก์

2. ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงได้มาระหว่างสมรสโดยพินยั กรรมหรือโดยการให้เป็ น
หนงั สือทรี่ ะบุว่าเป็ นสินสมรส

ถา้ เจา้ มรดกหรือผูย้ กให้โดยเสน่หาระบุในหนังสือยกให้หรือระบุในพินัยกรรมว่าให้เป็ น
สินสมรสแลว้ ก็ทาให้ทรัพยส์ ินน้ันก็ตกเป็ นสินสมรสที่มีกรรมสิทธ์ิร่วมกนั เช่น บิดายกรถยนต์
ให้แก่บุตรสาวที่สมรส โดยหลักรถคันน้ีเป็ นสินส่วนตัวของบุตรสาว เพราะได้จากการให้โดย
เสน่หา แต่ถา้ บิดาระบุเป็ นหนังสือว่า ให้รถคันน้ีเพ่ือเป็ นสินสมรส รถยนต์คนั น้ีก็เป็ นสินสมรส
ดงั น้นั ตอ้ งพจิ ารณาเจตนาของผใู้ หเ้ ป็นสาคญั

3. ทรัพย์สินท่ีเป็ นดอกผลของสินส่วนตวั
หลกั ทวั่ ไป ดอกผลท่ีเกิดจากทรัพยเ์ ป็นกรรมสิทธ์ิของผเู้ ป็นเจา้ ของแม่ทรัพยน์ ้นั แต่เร่ืองสิน
ส่วนตวั กฎหมายบญั ญตั ิใหเ้ ป็นสินสมรส ไมว่ า่ จะเป็นดอกผลธรรมดาหรือดอกผลนิตินยั
มาตรา 148 บญั ญตั ิวา่ “ดอกผลของทรัพยไ์ ดแ้ ก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินยั
ดอกผลธรรมดา หมายความวา่ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติของทรัพยซ์ ่ึงไดม้ าจากตวั ทรัพย์
โดยการมีหรือใชท้ รัพยน์ ้นั ตามปกตินิยม และสามารถถือเอาไวเ้ ม่ือขาดจากทรัพยน์ ้นั

-128-

ดอกผลนิตินัย หมายความวา่ ทรัพยห์ รือประโยชน์อยา่ งอื่นท่ีไดม้ าเป็นคร้ังคราวแก่เจา้ ของ
ทรัพยจ์ ากผูอ้ ื่นเพื่อการได้ใช้ทรัพย์น้ันและสามารถคานวณและถือเอาได้เป็ นรายวนั หรือตาม
ระยะเวลาที่กาหนดไว”้

การท่ีทรัพยใ์ ดจะเป็ นดอกทรัพย์น้ัน จะตอ้ งเป็ นทรัพยท์ ี่บงั เกิดเพ่ิมพูนงอกเงยข้ึนจากตวั
ทรัพยเ์ ดิม และเม่ือแยกจากทรัพยเ์ ดิมแลว้ จะไม่ทาใหท้ รัพยเ์ ดิมน้นั ขาดหายไป เช่น ลูกสัตว์ เมื่อออก
จากแม่สัตวแ์ ลว้ ก็มิไดท้ าใหแ้ ม่สัตวข์ าดความสมบรู ณ์ในตวั เองแตถ่ า้ เป็นเขาสัตวแ์ มต้ ดั ออกจะไม่ทา
ให้สัตวน์ ้นั ตายแต่ก็ทาใหส้ ัตวน์ ้นั ปราศจากเขาไปเขาสัตวจ์ ึงไม่ใช่ดอกผล เช่น สามีเป็นเจา้ ของปาง
ชา้ ง มีช้างพงั หลายสิบตวั เป็ นสินส่วนตวั ต่อมาหลงั จากสมรสแลว้ ชา้ งพงั ไดต้ กลูกออกมา ลูกช้าง
ยอ่ มเป็นสินสมรสถือเป็นกรรมสิทธ์ิร่วมกนั หรือกรณีภริยามีบา้ นเช่าซ่ึงเป็นสินส่วนตวั แลว้ นาออก
ให้เช่า ไดค้ ่าเช่ามาเป็ นเงินจานวนหน่ึง เงินค่าเช่าซ่ึงเป็ นดอกผลนิตินยั ตกเป็ นสินสมรส ฝ่ ายสามีมี
กรรมสิทธ์ ิร่ วมกนั

ดอกผลนิตินัย เช่น ดอกเบ้ีย จากเงินฝากท่ีเป็ นสินส่วนตวั ค่าเช่า จากทรัพยส์ ินที่เป็ นสิน
ส่วนตวั เงินปันผล จากหุน้ ท่ีเป็นสินส่วนตวั เป็นตน้

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2558 ในคดีก่อนโจทก์กับจาเลยท้ังสี่ ตกลงทาสัญญา
ประนีประนอมยอมความกันว่าโจทก์และจาเลยท่ี 1 จะหย่ากนั และในสัญญาขอ้ 2 ตกลงว่า ท่ีดิน
พพิ าทเป็นของจาเลยท่ี 1 เช่นเดิม โดยจาเลยที่ 4 จะไปดาเนินการโอนกรรมสิทธ์ิในท่ีดินดงั กล่าวให้
จาเลยท่ี 1 ภายใน 15 วนั และขอ้ 1 ในสัญญาระบุวา่ จาเลยที่ 1 สัญญาวา่ จะไม่เขา้ ไปย่งุ เกี่ยวรบกวน
โจทกท์ ุกประการ หากจาเลยท่ี 1 ผิดสัญญา ยนิ ยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคา
พิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกบั โจทก์ศาลช้ันตน้ พิพากษาตามยอม แมป้ รากฏว่า
ขณะท่ีจาเลยท่ี 1 ไดร้ ับโอนที่ดินพิพาทกลบั คืนมา โจทก์และจาเลยท่ี 1 ยงั ไม่จดทะเบียนหย่ากัน
อนั มีผลทาให้ที่ดินพิพาทเป็ นทรัพยท์ ่ีจาเลยท่ี 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรส ซ่ึงประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่า เป็ นสินสมรสก็ตาม แต่ข้อตกลงในเรื่อง
สินสมรสอ่ืนไดแ้ สดงใหเ้ ห็นเจตนาชดั เจนวา่ โจทกแ์ ละจาเลยท่ี 1 มีความประสงคใ์ หท้ รัพยส์ ินท่ีเป็น
สินสมรสและมีขอ้ พิพาทกนั ไดจ้ ดั การแบ่งปันให้เป็ นสัดส่วนชดั เจนเป็ นสินส่วนตวั ของแต่ละฝ่ าย
รวมท้งั ยกให้บุคคลภายนอกเพ่ือระงบั ขอ้ พิพาทไม่ย่งุ เก่ียวซ่ึงกนั และกนั อีก สัญญาดงั กล่าวแมเ้ ป็ น
สัญญาระหว่างสมรส แต่มีคาพิพากษารับรองและบงั คบั ตามสัญญาเสร็จสิ้นแลว้ ไม่อาจบอกลา้ งได้
ท่ีดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจาเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตวั ของจาเลยท่ี 1 จาเลยที่ 1 มี
สิทธิจดทะเบียนโอนขายท่ีดินพิพาทใหแ้ ก่จาเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ตอ้ งขอความยนิ ยอมจากโจทก์ โจทก์
ไม่มีสิทธิฟ้องขอใหเ้ พกิ ถอนนิติกรรมดงั กลา่ วตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 1480

ข้อสันนษิ ฐานว่าเป็ นสินสมรส (มาตรา 1474 วรรคสอง)

-129-

กรณีเป็ นท่ีสงสัยว่าทรัพย์สินเป็ นสินสมรสหรือไม่ให้สันนิษฐานไวก้ ่อนว่าเป็ นสินสมรส
ดงั น้นั ถา้ ขอ้ เทจ็ จริงชดั แจง้ วา่ เป็นสินส่วนตวั ก็จะอา้ งขอ้ สันนิษฐานน้ีไมไ่ ด้

ตวั อย่าง ที่ดินและบ้านที่ไดม้ าในระหว่างสมรสเป็ นสินสมรส ถา้ ฝ่ ายหน่ึงได้นาเงินสิน
ส่วนตวั มาชาระเป็นเงินดาวน์บางส่วนรวมกบั เงินสินสมรส เม่ือไม่อาจแยกไดว้ ่าเป็นเงินสินส่วนตวั
จานวนเทา่ ใด ถือวา่ ท่ีดินและบา้ นเป็นสินสมรสเตม็ จานวน

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 ที่ดินและห้องชุดท้ังส่ีห้องจาเลยได้รับโอนมาภาย
หลงั จากโจทกจ์ าเลยจดทะเบียนสมรสกนั แลว้ ส่วนเงินดาวน์ของที่ดินและของหอ้ งชุดท่ีจาเลยนาไป
ชาระน้ัน จาเลยถอนเงินจากบญั ชีเงินฝากธนาคาร ซ่ึงเป็ นเงินสินส่วนตวั ของจาเลย แต่เงินในบญั ชี
ดังกล่าวมีเงินรายได้จากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยู่ด้วย ซ่ึงเงินรายได้ดังกล่าวเป็ นสินสมรส
ระหว่างโจทก์จาเลยและไม่อาจแยกไดว้ ่าส่วนไหนเป็ นเงินสินส่วนตวั ของจาเลย ส่วนไหนเป็นเงิน
สินสมรสได้ เมื่อเป็นเช่นน้ีจึงไม่อาจฟังไดว้ า่ มีเงินสินส่วนตวั ของจาเลยเขา้ มาปะปนอยู่กบั เงินดาวน์
ของที่ดินและของห้องชุดท้งั ส่ีเป็ นจานวนเท่าใด กรณีจึงต้องถือตามขอ้ สันนิษฐานตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคทา้ ย ว่า เงินดาวน์ดงั กล่าวเป็นสินสมรสดว้ ยท่ีดินและ
หอ้ งชุดท้งั สี่หอ้ งน้ี จึงเป็นสินสมรสเตม็ จานวนท่ีจะตอ้ งแบ่งใหโ้ จทกจ์ าเลยคนละคร่ึง

เงินฝากในบญั ชีธนาคารมีเงินรายไดจ้ ากกิจการร้านเสริมสวยรวมอยดู่ ว้ ยโดยระคนปนกนั
จนไม่อาจจาแนกไดว้ า่ แต่ละส่วนเป็ นเงินเท่าใดจึงตอ้ งถือตามขอ้ สันนิษฐานตามกฎหมายว่าเงินใน
บญั ชีน้ีเป็นสินสมรส ฉะน้นั เมื่อจาเลยถอนเงินในบญั ชีดงั กล่าวมาเปิ ดบญั ชีเงินฝากประจา เงินฝาก
ในบญั ชีใหม่น้ีจึงเป็นสินสมรสท่ีจะตอ้ งแบง่ ใหโ้ จทกจ์ าเลยคนละคร่ึงเช่นเดียวกนั ดว้ ย

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2549 ปรากฏตามสาเนาทะเบียนสมรสว่าจาเลยจดทะเบียน
สมรสกบั นายส. เม่ือวนั ท่ี 5 มกราคม 2524 และทางราชการไดอ้ อกโฉนดท่ีดินเลขท่ี 26526 ให้แก่
นาย ส. เมื่อวนั ที่ 16 สิงหาคม 2542 โดยไม่ปราราว่านาย ส. ได้ท่ีดินมาด้วยเหตุใดกรณีจึงต้อง
สนั นิษฐานไวก้ ่อนวา่ ท่ีดินแปลงน้ีเป็นสินสระหว่างจาเลยกบั นาย ส. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชยม์ าตรา 1474 (1) และวรรคสอง

ทรัพย์สินของสามภี ริยาท่ีไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ทรัพยส์ ินที่ไดม้ าระหวา่ งอยกู่ ินดว้ ยกนั ฉนั สามีภริยาโดยไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกนั ไม่เป็น
สินสมรส แต่ถือวา่ เป็นกรรมสิทธ์ิรวมของสามีภริยา
สามีหรือภริยาขอลงช่ือรวมในสินสมรส
มาตรา 1475 บญั ญตั ิว่า “ถา้ สินสมรสใดเป็ นจาพวกที่ระบุไวใ้ นมาตรา 456 แห่งประมวล
กฎหมายน้ี หรือที่มีเอกสารเป็ นสาคญั สามีหรือภริยาจะร้องขอให้ลงช่ือตนเป็ นเจา้ ของรวมกนั ใน
เอกสารน้นั กไ็ ด”้

-130-

จากบทบัญญัติมาตรา 1475 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้ลงชื่อเป็ นเจ้าของร่วมกันใน
สินสมรส จากดั แต่เฉพาะสินสมรสตามมาตรา 456 อนั ไดแ้ ก่ อสังหาริมทรัพยห์ รือสังหาริมทรัพย์
ชนิดพิเศษ เป็นตน้ ซ่ึงสิทธิขอลงชื่อร่วมในเอกสารตามมาตรา 1475 เป็นสิทธิเฉพาะคสู่ มรส

ทรัพย์สินที่มีเอกสารเป็ นสาคัญ เช่นบัญชีเงินฝากธนาคาร ใบหุ้น โฉนดที่ดิน รถยนต์
ทะเบียนรถยนต์, พระราชบญั ญตั ิรถยนต์ พ.ศ.2522 (ฉบบั ท่ี 15 พ.ศ.2551)8 และเครื่องจกั รขนาด
ใหญ่ มาตรา 17/1 , เครื่องบิน (พระราชบัญญัติเดินอากาศ พ.ศ 2497) เป็ นต้น ส่วนกรณีไม่เป็ น
เอกสารสาคญั เช่น นส.3 ไม่ใช่เอกสารสาคญั จึงจะร้องขอให้ลงชื่อเป็นเจา้ ของรวมไม่ได้ เช่น เงิน
ฝากในธนาคารถือไดว้ ่าเป็ นสินสมรสจาพวกที่มีเอกสารเป็ นสาคญั จึงร้องขอให้ลงชื่อเป็ นเจา้ ของ
รวมในเอกสารได้ และรวมทะเบียนรถยนต์

กฎหมายจึงให้คู่สมรสฝ่ ายที่ยงั ไม่มีช่ือในเอกสาร ป้องกนั ความเสียหายของตนไดโ้ ดยให้คู่
สมรสฝ่ ายท่ีไม่มีช่ือสามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็ นเจ้าของรวมในเอกสารน้ันได้ ถา้ สินสมรสน้ัน
เป็นทรัพยส์ ินจาพวกที่ระบุไวใ้ นมาตรา 456 คือ อสังหาริมทรัพย์ สัตวพ์ าหนะ เรือที่มีระวางต้งั แต่ 5
ตนั ข้ึนไป

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715 - 3716/2548 โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็ นผูม้ ีกรรมสิทธ์ิ
ร่วมในท่ีดินโฉนดเลขท่ี 454 ซ่ึงเป็ นสินสมรส เป็ นกรณีท่ีโจทก์ซ่ึงเป็ นสามีร้องขอให้ลงช่ือโจทก์
เป็นเจา้ ของรวมในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ซ่ึงสิทธิดงั กล่าวเป็น
สิทธิเฉพาะตวั ของสามีหรือภริยาแลว้ แต่กรณี เม่ือโจทก์ถึงแก่กรรมไปแลว้ จึงไม่อาจใส่ช่ือโจทก์
เป็ นเจา้ ของรวมได้ คาพิพากษาศาลช้นั ตน้ ที่ให้ใส่ช่ือโจทก์เป็ นผูถ้ ือกรรมสิทธ์ิร่วมจึงไม่ชอบ ดว้ ย
กฎหมาย อย่างไรก็ตาม คาขอของโจทก์ดังกล่าวพอจะถือได้ว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มี
กรรมสิทธ์ิรวม คร่ึงหน่ึงในฐานะสินสมรสซ่ึงโจทก์มีสิทธิก่ึงหน่ึงเฉพาะทรัพยส์ ินท่ีคงเหลืออยู่ เม่ือ
โจทกถ์ ึงแก่ความตายจึงยอ่ มเป็นมรดกตกไดแ้ ก่ทายาท

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9720/2539 แมจ้ าเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกบั จาเลยที่ 2 ในขณะท่ี
จาเลยท่ี 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมายกบั โจทก์ และการสมรสระหวา่ งจาเลยที่ 1 กบั จาเลย
ที่ 2 เป็นโมฆะก็ตามแต่เมื่อในระหวา่ งที่จาเลยที่ 1 ซ้ือที่พพิ าทมายงั ไม่มีฝ่ ายใดฟ้องให้การสมรสเป็น

8 มาตรา 17/1 บญั ญตั ิว่า “รถยนตท์ ี่จดทะเบียนแลว้ รถพ่วง รถบดถนน และรถแทรคเตอร์ที่จดทะเบียน
แลว้ ใหเ้ ป็นทรัพยส์ ินประเภทท่ีจานองเป็นประกนั หน้ีไดต้ ามกฎหมาย

ใหส้ นั นิษฐานไวก้ ่อนว่าผมู้ ีช่ือเป็นเจา้ ของในทะเบียนรถยนตเ์ ป็นเจา้ ของกรรมสิทธ์ิ
การจานองตอ้ งทาเป็ นหนงั สือตามแบบที่นายทะเบียนกาหนด และตอ้ งแจง้ จดทะเบียนจานองต่อนาย
ทะเบียน พร้อมกบั การเสียค่าธรรมเนียมในการจดจานองตามเงื่อนไข วธิ ีการ และอตั ราค่าธรรมเนียมท่ีประกาศใน
กฎกระทรวง”

-131-

โมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ตรวจชาระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา 1495 ซ่ึง
เป็ นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะน้ันท่ีบัญญตั ิว่าคาพิพากษาศาลเท่าน้ันจะแสดงว่า การสมรสใดเป็ น
โมฆะแลว้ จึงตอ้ งถือว่าการสมรสระหว่างจาเลยท่ี 1 กับจาเลยที่ 2 ยงั มีอยู่ ที่พิพาทจึงเป็ นที่ดินที่
จาเลยท่ี 1 ได้มาระหว่างสมรสกับท้งั โจทก์และจาเลยท่ี 2 จึงเป็ นสินสมรสระหว่างจาเลยท่ี 1 กับ
จาเลยที่ 2 ดว้ ย จาเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิลงชื่อเป็ นเจ้าของรวมในโฉนดไดต้ ามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา 1475 โจทกไ์ มม่ ีสิทธิขอใหเ้ พกิ ถอนชื่อจาเลยท่ี 2 ออกจากโฉนดที่ดินดงั กลา่ ว

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2535 ไดท้ ่ีดินสินสมรสมาเกิน 10 ปี แลว้ ภริยาก็มาฟ้องให้ใส่
ชื่อตนในโฉนดท่ีดินได้

5.4 การจดั การทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 กาหนดหลกั การว่าสามีหรือภริยาฝ่ ายใด

ฝ่ายหน่ึงมีขา้ นาจในการจดั การสินสมรสไดโ้ ดยลาพงั โดยไมต่ อ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากอีกฝ่ายหน่ึง
ก่อนแต่อย่างใด เวน้ แต่เป็ นการทานิติกรรมจดั การสินสมรสตามมาตรา 1476 (1) - (8) อนั เป็ นการ
จดั การที่สาคญั เท่าน้นั ท่ีสามีและภริยาจะตอ้ งจดั การร่วมกนั ท้งั สองคนท้งั น้ีเพ่ือให้เกิดความสะดวก
และคล่องตวั ในการจดั การสินสมรส

หากคู่สมรสฝ่ ายหน่ึงไดท้ านิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ ายเดียว โดยปราศจากความยินยอมของคู่
สมรสอีกฝ่ ายหน่ึง กฎหมายก็มิได้บญั ญตั ิให้เป็ นโมฆะหรือโมฆียะแต่อย่างใด เพียงแต่ทาให้นิติ
กรรมน้ันไม่สมบูรณ์ซ่ึงคู่สมรสอีกฝ่ ายหน่ึงอาจตอ้ งให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมน้ันได้ภายหลงั ตาม
มาตรา 1480 แต่ตราบใดนิติกรรมน้นั ยงั ไมถ่ ูกศาลเพิกถอน ยงั คงมีผลใชบ้ งั คบั ไดต้ ามกฎหมายอยู่9

อยา่ งไรก็ดี สามีหรือภริยาจะจดั การสินสมรสแต่เพียงฝ่ ายเดียว ให้แตกต่างไปจากที่บญั ญตั ิ
ไวใ้ นมาตรา 1476 ท้งั หมดหรือบางส่วนก็ต่อเม่ือไดท้ าสัญญาก่อนสมรสไวต้ ามที่บญั ญตั ิในมาตรา
1465 และ มาตรา 1466 เท่าน้นั และในกรณีท่ีสัญญาก่อนสมรสระบุการจดั การทรัพยส์ ิน ไวแ้ ต่เพียง
บางส่วนของมาตรา 1476 การจดั การสินสมรสนอกจากที่ระบุไวใ้ นสัญญาก่อนสมรส เป็ นไปตาม
มาตรา 1476 (มาตรา 1476/1)10

9 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3775/2546
10 มาตรา 1476/1 บญั ญตั ิว่า “สามีและภริยาจะจดั การสินสมรสให้แตกต่างไปจากท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา
1476 ท้งั หมดหรือบางส่วนไดก้ ต็ ่อเมื่อไดท้ าสัญญาก่อนสมรสไวต้ ามที่บญั ญตั ิในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ใน
กรณีดงั กลา่ วน้ี การจดั การสินสมรสใหเ้ ป็นไปตามที่ระบุไวใ้ นสัญญาก่อนสมรส
ในกรณีท่ีสัญญาก่อนสมรสระบุการจดั การสินสมรสไวแ้ ต่เพียงบางส่วนของมาตรา 1476 การจดั การ
สินสมรสนอกจากที่ระบุไวใ้ นสัญญาก่อนสมรสใหเ้ ป็นไปตามมาตรา 1476”

-132-

การจัดการสินสมรสระหว่างสามภี รรยาซ่ึงสามแี ละภริยาจะต้องจดั การร่วมกนั มีท้งั หมด 8
ประการ ดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปล่ียน ขายฝาก ให้เช่ าซื้อ จานอง ปลดจานอง หรือโอนสิทธิจานองซ่ึง
อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ทีอ่ าจจานองได้

สินสมรสในขอ้ (1) น้ีจากดั แต่เฉพาะอสังหาริมทรัพยแ์ ละสังหาริมทรัพยท์ ่ีอาจจานองได้
เท่าน้ัน เช่น เรือ แพ (เฉพาะที่ใช้อยู่อาศัย) สัตว์พาหนะ เคร่ืองจกั รโรงงาน ฯลฯ เท่าน้ัน ส่วน
สังหาริมทรัพยอ์ ื่นโดยทวั่ ไป เช่น รถยนต์ ใบหุ้น เคร่ืองเรือน เครื่องประดบั ฯลฯ (ไม่อยู่ในบงั คบั )
จึงสามารถดาเนินการไดโ้ ดยลาพงั ไม่ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากภริยาแต่อย่างใด และคร้ังน้ีก็จากดั
เฉพาะนิติกรรมดงั กล่าวขา้ งตน้ เท่าน้นั

ดงั น้นั กรณีการซ้ือ เช่าซ้ือ การเช่า สามารถจดั การไดโ้ ดยลาพงั เช่น สามีนาเงินสมรส เช่น
เงินฝากหรือค่าเช่าท่ีดินสินสมรสไปซ้ือที่ดินหรือบา้ น ไม่ตอ้ งห้ามตามมาตรา 1476 (1) แต่อย่างใด
สามีจึงทาไดเ้ องโดยลาพงั

คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 5856/2544 บิดาโจทกย์ กท่ีดินพพิ าทให้โจทกแ์ ละจาเลยที่ 1 และเป็น
ทรัพยส์ ินท่ีโจทกแ์ ละจาเลยท่ี 1 ไดม้ าระหวา่ งสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เม่ือจาเลยที่ 1ไดท้ าสัญญาขายท่ีดินพิพาทให้จาเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ ายเดียว
โดยปราศจากความยนิ ยอมของโจทก์ซ่ึงเป็ นคู่สมรส นิติกรรมการซ้ือขายที่ดินพิพาทดงั กล่าวจึงไม่
ชอบดว้ ยบทบญั ญตั ิมาตรา 1476 (1) และเมื่อจาเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่าก่อนซ้ือท่ีดินพิพาทจาก
จาเลยท่ี 1 จาเลยที่ 2 รู้วา่ จาเลยท่ี 1 มีสามีคือโจทก์ จึงถือไดว้ า่ จาเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตโจทกม์ ี
สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซ้ือขายท่ีดิน พิพาทระหว่างจาเลยที่ 1 และท่ี 2 กบั นิติกรรมท่ี
จาเลยท่ี 2 ยนิ ยอมใหจ้ าเลยท่ี 3 เขา้ ถือกรรมสิทธ์ิรวมในท่ีดินพพิ าทได้

(2) ก่อต้ังหรือกระทาให้สุดสิ้นลงท้ังหมดหรือบางส่วนซ่ึงภาระจายอม สิทธิอาศัย สิทธิ
เหนือพืน้ ดิน สิทธเิ กบ็ กนิ หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

เช่น สามีอนุญาตใหเ้ พอื่ นบา้ นใชท้ ่ีดินสินสมรสเป็ นภาระจายอม ภริยาก่อสิทธิเกบ็ กินใหแ้ ก่
นอ้ งสาวบนท่ีดินอนั เป็นสินสมรส เป็นตน้

เช่น นาย ก .มีนาง ข คู่สมรส และมีท่ีดินอยู่ 1 แปลง อันเป็ นสินสมรส และหากนาย ก.
ต้องการเอาที่ดินแปลงแปลงดังกล่าวให้แก่นายเอสามารถใช้ทางบนที่ดินเพื่อเป็ นทางออกสู่
สาธารณะได้ เช่นน้ีแลว้ นายเอ ย่อมไดส้ ิทธิ “ภาระจายอม” อนั เป็นการก่อต้งั ภาระจายอมเหนือท่ีดิน
อนั เป็นสินสมรส

(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกนิ สามปี

-133-

เฉพาะการนาสินสมรสไปให้เช่าเท่าน้นั ส่วนการไปเช่าทรัพยส์ ินผูอ้ ื่น ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงตอ้ ง
จดั การไดโ้ ดยลาพงั และเฉพาะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ท่ีมีระยะเวลาการเช่าเกิน 3 ปี เท่าน้ัน ถา้ นา
สังหาริมทรัพยไ์ ปให้เช่า หรือระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 1 ปี จดั การไดโ้ ดยลาพงั เช่น ภริยานาที่นา 1
แปลงอนั เป็นสินสมรสไปใหบ้ คุ คลอื่นเช่าทานาไม่เกิน 1 ปี ไม่ตอ้ งหา้ มตามมาตรา 1476 (3)

(4) ให้กู้ยืมเงิน
ในขอ้ น้ีจากัดเฉพาะการนาเงินอนั เป็ นสินสมรสไปให้บุคคลอื่นกูย้ ืมเท่าน้ัน(เป็ นเจ้าหน้ี)
ส่วนการไปกยู้ มื เงินจากบคุ คลอื่น (เป็นลูกหน้ี) สามารถจดั การไดโ้ ดยลาพงั
กรณีไปกู้ยืมหรือการกู้ยืมเงิน ไม่เข้ามาตรา 1476 (4) เทียบคาพิพากษาฎีกา 6193/2551
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (4) มุ่งหมายให้การให้กู้ยมื เงินเป็ นนิติกรรมที่ตอ้ ง
ไดร้ ับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหน่ึงในการจดั การสินสมรส ส่วนการกูย้ มื เงินมิใช่การให้กูย้ ืม
เงิน กรณีจึงหาตอ้ งดว้ ยมาตรา 1476 ไม่ การบงั คบั คดีในคดีก่อนน้ัน หากโจทก์ซ่ึงเป็ นสามีมิไดเ้ ป็ น
หน้ีร่วมกบั จาเลยที่ 1 ผูเ้ ป็ นภริยา การบงั คบั คดีก็หาอาจกระทบกระเทือนสิทธิโจทก์ได้ไม่ เพราะ
จาเลยท่ี 2 เจา้ หน้ีจะบงั คบั คดีไดเ้ พียงสินสมรสในส่วนของจาเลยที่ 1 เท่าน้นั มิไดก้ ระทบกระเทือน
สินสมรสในส่วนของโจทก์ การกระทาดงั กล่าวจึงไม่เป็นการโตแ้ ยง้ สิทธิโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอานาจ
ฟ้องขอใหเ้ พกิ ถอนนิติกรรมสญั ญากยู้ มื เงินระหวา่ งจาเลยท้งั สอง
(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพ่ือการ
สังคม หรือตามหน้าทธ่ี รรมจรรยา
การนาสินสมรสให้บุคคลอ่ืนสามีภริยาตอ้ งจดั การร่วมกนั หรือได้รับความยินยอมจากคู่
สมรสอีกฝ่ าย
ข้อยกเว้น “ให้เพื่อการกุศล” เป็ นการช่วยเหลือสงเคราะห์บุคคลหรือองค์กรที่มิได้มี
วตั ถุประสงคห์ ากาไรเช่น บริจาคเงินช่วยแหลือน้าท่วม ให้ทรัพยส์ ิน บา้ นพกั คนชรา คนยากจน เด็ก
กาพร้า ทหารบาดเจบ็ วดั มลู นิธิ โรงเรียนยากไร้ โรงพยาบาลตา่ งๆ เป็นตน้
ข้อยกเว้น “ให้เพื่อการสังคม” เป็ นการให้ตามหนา้ ท่ีในสังคม เพราะมนุษยเ์ ป็ นสัตว์สังคม
ตอ้ งติดต่อสัมพนั ธก์ บั บุคคลอื่นๆ ตามประเพณี เช่น ใหเ้ งินวนั แตง่ งาน ข้นึ บา้ นใหม่ งานศพ ใหญ้ าติ
สนิทมิตรสหาย ให้เงินหรือสิ่งของแก่ญาติมิตรเพื่อนฝงู งานอุปสมบท สามีหรือภริยาจึงจะมีอานาจ
จดั การไดโ้ ดยลาพงั ตนเอง
ข้อยกเว้น “ให้ตามหนา้ ท่ีธรรมจรรยา” เป็นการให้ซ่ึงผใู้ หไ้ ม่มีหนา้ ท่ีตามกฎหมายท่ีจะต้อง
ให้ แต่มีหน้าที่ทางศีลธรรมหรือธรรมจรรยาอนั เป็ นความรู้สึกทางจิตใจท่ีตอ้ งให้ เช่น ให้เงิน/
ทรัพยส์ ินแก่ บุตร พ่อแม่ ญาติท่ีกาลงั ลาบาก หรือป่ ูเล้ียงดูหลานมาต้งั แต่ยงั เด็กจนโตจึงจึงยกท่ีดิน
ให้หลานรักจึงเป็ นการให้ในทางศีลธรรมอนั ดี (ฎีกาที่ 451/2518) หรือกรณีสามียกท่ีดินอนั เป็ น

-134-

สินสมรสให้บุตรโดยเสน่หาคนละแปลงเพราะมีท่ีดินอีกหลายแปลงจึงเป็ นการให้ในทางศีลธรรม
อนั ดี11

ข้อยกเว้นท้ัง 3 ประการต้องเหมาะสมแก่ฐานะของครอบครัว พิจารณาในฐานะครอบครัว
เช่น ถา้ หากครอบครัวปานกลาง แต่สามีนาเงินไปบริจาคใหม้ ูลนิธิแห่งหน่ึงเพื่อช่วยเหลือสตั วย์ ากไร้
200,000 บาท เช่นน้ี ถือวา่ เกินฐานานุรูปของครอบครัว

(6) ประนีประนอมยอมความ
มาตรา 850 บญั ญตั ิว่า “อนั ว่าประนีประนอมยอมความน้ัน คือสัญญาซ่ึงผู้ เป็ นคู่สัญญาท้งั
สองฝ่ ายระงบั ขอ้ พิพาทอนั ใดอนั หน่ึงซ่ึงมีอยู่ หรือจะมีข้นึ น้นั ให้เสร็จไปดว้ ยต่างยอมผอ่ นผนั ให้แก่
กนั ”
ไดแ้ ก่ การทาสัญญาระงบั ขอ้ พพิ าทอนั เก่ียวกบั สินสมรสกบั บคุ คลภายนอก
เช่น สามีตกลงกบั ผขู้ ายรถยนตท์ ี่มีปัญหา วา่ ใหฝ้ ่ายสามีคืนรถใหแ้ ก่ผูข้ าย และผขู้ ายก็จะคืน
เงินคา่ รถใหบ้ างส่วน (80 %)
คาพิพากษาฎีกาที่ 1921/2520 ภริ ยาถูกกระทาละเมิดต่อร่างกาย สามีได้ทาสัญญา
ประนีประนอมยอมความรับค่าเสียหายจากผูท้ าละเมิด โดยปริยายไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวขอ้ งด้วย
สัญญาน้ีไมม่ ีผลผกู พนั ภริยา สิทธิเรียกร้องคา่ เสียหายของภริยาหาไดร้ ะงบั ไปไม่
คาพิพากษาฎีกาท่ี 2910/2531 ภริยาทาสัญญาจะซ้ือจะขายที่ดินและบา้ นอนั เป็ นสินสมรส
ให้กบั ก.แลว้ ผิดสัญญา ก.จึงฟ้องเรียกเบ้ียปรับและมดั จาคืน ภริยาทาสัญญาประนีประนอมยอม
ความในศาลยอมชาระเบ้ียปรับ และคืนเงินมดั จาให้ ก.ดงั น้ีสัญญาจะซ้ือจะขายท่ีดินและบา้ นได้
ระงบั ไปแลว้ ดว้ ยผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา 852 แมภ้ ริยาจะทานิติกรรมไป
โดยลาพงั สามีก็จะฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 1480 ไม่ได้ ส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความเป็ น
นิติกรรมเกี่ยวกบั หน้ีเงิน มิไดท้ าข้ึนเพ่ือผกู พนั สินสมรสโดยเฉพาะ จึงมิใช่การจดั การสินสมรสตาม
มาตรา 1476 และมาตรา 1477 สามีจะฟ้องขอใหเ้ พกิ ถอนตามมาตรา 1480 มิไดเ้ ช่นเดียวกนั
(7) มอบข้อพพิ าทให้อนุญาโตตลุ าการวนิ จิ ฉัย
เช่น สามีกบั เจา้ ของบา้ นจดั สรร มีปัญหาเก่ียวกบั สัญญาก่อสร้างบา้ น จึงตกลงกนั ให้คณะ
วิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ช้ีขาดวา่ บา้ นซ่ึงเป็นสินสมรสก่อสร้างเป็นไปตามขอ้ สัญญา
หรือไม่

11 คาพิพากาษาฎีกาที่ 2391-2392/2517

-135-

กรณีรถยนต์ท่ีเป็ นสินสมรสถูกชนเสียหาย ผูท้ าละเมิดเสนอชดใช้ให้ 30,000 บาท เช่นน้ี
สามีภริยาตอ้ งตกลงยินยอมดว้ ยกนั ท้งั สองคนจึงจะสมบูรณ์ หากฝ่ ายใดไม่ไดใ้ ห้ความยินยอมแลว้
อีกฝ่ายมีสิทธิขอใหศ้ าลเพกิ ถอนได้ ตามมาตรา 1480

(8) นาทรัพย์สินไปเป็ นประกันหรือหลกั ประกนั ต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
เช่น การประกันตวั ผูต้ อ้ งหาหรือจาเลยต่อตารวจ พนักงานงานอยั การ หรือศาล การวาง
หลกั ทรัพยเ์ พ่ือขอคุ้มครองช่ัวคราวในคดีแพ่ง กรณีน้ีไม่รวมถึงการไปค้าประกันต่อหน่วยงาน
เอกชน เช่น การที่ไปค้าประกนั ต่อธนาคารในการสมคั รเขา้ ทางานซ่ึงสามีหรือภริยามีอานาจจดั การ
ไดโ้ ดยลาพงั
คาพพิ ากษาฎกี าที่ 3075/2523 โจทกท์ ี่ 1 ทาสัญญาค้าประกนั การเบิกเงินเกินบญั ชีของ ท.ต่อ
จาเลย เป็ นการยอมผูกพนั ตนต่อจาเลยซ่ึงเป็ นเจา้ หน้ีของ ท.เพ่ือชาระหน้ีในเมื่อ ท. ลูกหน้ีไม่ชาระ
หน้ีอันเป็ นการผูกพันตัวโจทก์ท่ี 1 มิได้เก่ียวกับสินสมรสและหาได้ก่อให้เกิดภารติดพันซ่ึง
สินสมรสไม่ จึงมิใช่เป็นการจดั การสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้
ตรวจชาระใหม่ มาตรา 1476, 1477 อนั โจทก์ท่ี 2 ซ่ึงเป็ นภริยาจะตอ้ งให้ความยินยอมร่วมกนั เป็ น
หนงั สือตามมาตรา 1479 โจทกท์ ี่ 2 จึงฟ้องขอใหศ้ าลเพิกถอน สัญญาค้าประกนั ดงั กล่าวตามมาตรา
1480 วรรคสอง ไม่ได้
เช่น การประกนั ตวั ผูต้ อ้ งหาหรือจาเลยในคดีอาญา หรือเอาไปเป็ นหลกั ประกนั ในคดีแพ่ง
ต่อเจ้าพนักงาน หรือพนักงานอยั การ หรือต่อศาลเท่าน้ัน ไม่รวมถึงการค้าประกนั ต่อหน่วยงาน
เอกชนหรือเอกชนดว้ ย
ท้งั น้ี การจดั การสินสมรสนอกจากกรณีที่บญั ญตั ิไวใ้ นวรรคหน่ึง สามีหรือภริยาจดั การได้
โดยมิตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากอีกฝ่ายหน่ึง”
การจัดการสินสมรสนอกจากท่ีระบุไวใ้ นมาตรา 1476(1)-(8) หรือการฟ้อง ต่อสู้ หรือ
ดาเนินคดีเก่ียวกบั การสงวนบารุงรักษาสินสมรส หรือเพ่ือประโยชน์แก่สินสมรส ตามมาตรา 1477
กฎหมายใหอ้ านาจสามีหรือภริยาจดั การไดโ้ ดยลาพงั โดยไม่ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากอีกฝ่ ายหน่ึง
เช่น การฟ้องขบั ไล่12
สาหรับการจดั การสินสมรสที่ตอ้ งขอความยนิ ยอมจากค่สู มรสมี 8 ประการขา้ งตน้ นอกน้นั
ไม่จาเป็ นตอ้ งขอความยนิ ยอมจากคู่สมรส เช่น การโอนสิทธิการเช่า (ฎีกาท่ี 9607/2544) หรือ การ
ทาสัญญาค้าประกนั หน้ีบุคคลอ่ืน (ฎีกาท่ี 4046/2535) การฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจา้ งแรงงานเป็ น
สิทธิเฉพาะตวั (ฎีกาที่ 87/2532) ฟ้องเรียกเงินค่ามดั จา (ฎีกาท่ี 2220/2538) เหล่าน้ี ไมจ่ าตอ้ งขอความ

12 คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 812/2547


Click to View FlipBook Version