เมอื งโบราณอูท่ อง
บรรณนิทัศน์
ด้านประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี
เมอื งโบราณอ่ทู อง
บรรณนิทศั น์ด้านประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี
จดั ทำโดย
ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
บรรณำธกิ ำร
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์ งศ์ ขนุ ทรง
กองบรรณำธกิ ำร นายวรพงศ์ อภนิ นั ทเวช
นางสาววภิ าดา อ่อนวมิ ล นายอรยิ ธ์ ชั นกงาม
นางสาวนยั นา มนั่ ปาน นายกานตภ์ พ ภญิ โญ
นางสาวเมลดา มณโี ชติ นายเจตวร บวั จรญู
นางสาวสริ ยิ ุพน ทบั เป็นไทย
นางสาวสุกญั ญา เลศิ วนิ ิจนนั ท์
ถ่ายภาพ ออกแบบปก-รปู เลม่ และพสิ จู น์อกั ษร: สฤษดพิ ์ งศ์ ขนุ ทรง
ภาพหน้าปก: ชน้ิ สว่ นดนิ เผาภาพพระภกิ ษุสงฆอ์ ุม้ บาตร พบทเ่ี มอื งโบราณอ่ทู อง
กาหนดอายุราวพุทธศตวรรษท่ี 9 หรอื 10-11
นบั เป็นโบราณวตั ถุชน้ิ สาคญั ทน่ี าไปส่กู ารตงั้ ขอ้ สนั นิษฐานเร่อื งอายุสมยั ของเมือง
และร่องรอยของการประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาระยะแรกเรม่ิ ในดนิ แดนไทย
พมิ พค์ รงั้ แรก: พฤษภาคม 2558 จานวนพมิ พ:์ 1,000 เล่ม
ISBN: 978-974-641-559-0
พมิ พท์ :่ี
บรษิ ทั เปเปอรเ์ มท (ประเทศไทย) จากดั
335 ถนนพฒั นาการ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรงุ เทพมหานคร 10250
โทรศพั ท:์ 02-320-3644 โทรสาร: 02-320-3642
http://www.pim-book.com, http://www.papermatethailand.com
คานา
ดว้ ยเหตุท่อี งคก์ ารบรหิ ารการพฒั นาพน้ื ทพ่ี เิ ศษเพ่อื การท่องเทย่ี ว
อยา่ งยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน) หรอื อพท. (DASTA) ไดส้ นบั สนุนงบประมาณ
ใหก้ บั ภาควชิ าโบราณคดี ในการคน้ ควา้ วจิ ยั เร่อื งเมอื งโบราณอ่ทู อง จงั หวดั
สุพรรณบุรี ภาควิชาจึงนาเสนอโครงการจดั ตัง้ ศูนย์ข้อมูลทางโบราณคดี
เมอื งอู่ทองขน้ึ โดยในปี 2558 น้ีมุ่งเน้นไปทง่ี านรวบรวมเอกสารเกย่ี วกบั
เมอื งอทู่ อง และการขดุ คน้ ภายในเขตเมอื งโบราณ
สาหรับหนังสอื เล่มน้ีเป็นการจัดทาบรรณนิทัศน์จากเอกสารท่ี
ตีพมิ พเ์ ผยแพร่นับตงั้ แต่ พ.ศ. 2494 จนถึง พ.ศ. 2557 รวม 128 ฉบบั
โดยเน้นท่เี อกสารภาษาไทยเป็นหลกั (ดว้ ยขอ้ จากดั ดา้ นระยะเวลา) เพ่อื ใช้
เป็นฐานขอ้ มูลในการคน้ ควา้ วจิ ยั ในอนาคต และมุ่งหวงั ใหเ้ กดิ ความรูค้ วาม
เขา้ ใจแกผ่ สู้ นใจโบราณคดเี มอื งอ่ทู องและสมยั ทวารวดโี ดยทวั่ ไปดว้ ย
ภาควชิ าโบราณคดขี อขอบพระคุณองคก์ ารบรหิ ารการพฒั นาพน้ื ท่ี
พเิ ศษเพ่อื การท่องเทย่ี วอย่างยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน) ทเ่ี ลง็ เหน็ ความสาคญั
ของการดาเนินงานทางวิชาการโบราณคดี ตลอดจนผู้มีส่วนช่วยเหลือใน
การจัดทาเอกสาร ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ท่ีเอ้ือเฟ้ื อ
ภาพถ่ายเก่าและอนุญาตใหถ้ ่ายภาพโบราณวตั ถุไดอ้ ย่างสะดวก หอจดหมาย
เหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี ท่ีอนุเคราะห์ภาพถ่ายและเอกสารโบราณอัน
ทรงคุณค่า ศาสตราจารย์ เกยี รตคิ ุณ ดร.ผาสขุ อนิ ทราวุธ รองศาสตราจารย์
มยุรี วีระประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช และผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.จริ สั สา คชาชวี ะ สาหรบั ขอ้ เสนอแนะและกาลงั ใจทม่ี คี ่ายง่ิ
รวมทงั้ ศษิ ย์เก่าและนักศกึ ษาคณะโบราณคดี (ในฐานะกองบรรณาธกิ าร)
ทช่ี ว่ ยกนั รวบรวมขอ้ มลู
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สฤษดพิ์ งศ์ ขนุ ทรง
หวั หน้าภาควชิ าโบราณคดี ในฐานะหวั หน้าโครงการ
สารบญั
บทท่ี หน้า
1 “เมอื งโบราณอทู่ อง” จากขอ้ มลู หลกั ฐานทางโบราณคดี 1
2 “เมอื งโบราณอ่ทู อง” ประมวลผลการขดุ ศกึ ษาทาง 27
โบราณคดี 63
3 “เมอื งโบราณอทู่ อง” ขอ้ มลู จากหนงั สอื ต่างๆ 144
4 “เมอื งโบราณอทู่ อง” ขอ้ มลู จากบทความในวารสารและ 238
หนงั สอื ต่างๆ 285
5 “เมอื งโบราณอ่ทู อง” ขอ้ มลู จากงานคน้ ควา้ วจิ ยั
6 สรุปประเดน็ ศกึ ษาดา้ นประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดี 299
เร่อื งเมอื งโบราณอ่ทู อง 315
321
ภาคผนวก 1 สรุปรายการเอกสารวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั 329
ภาคผนวก 2 การศกึ ษาเมอื งโบราณอทู่ อง
ภาคผนวก 3 เอกสารสาคญั “เรอ่ื งเมอื งอทู่ อง” จากรายงาน 333
ภาคผนวก 4 เสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบุรี
เอกสารสาคญั “เมอื งอทู่ องและความสาคญั
ภาคผนวก 5 ของเมอื งอทู่ องในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย”
รายละเอยี ดโครงการเพ่อื เสนอของบประมาณ
สนบั สนุนจาก องคก์ ารบรหิ ารการพฒั นาพน้ื ท่ี
พเิ ศษเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี วอย่างยงั่ ยนื (องคก์ าร
มหาชน)
รายช่อื คณะทางาน
บทท่ี 1
“เมืองโบราณอ่ทู อง”
จากขอ้ มลู หลกั ฐานทางโบราณคดี
เมอื งอ่ทู อง อ.อ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี เป็นเมอื งโบราณทม่ี คี วามสาคญั
ทส่ี ดุ แห่งหน่ึงของประเทศไทย ความสาคญั น้ีอาจเรมิ่ ต้นจากการทม่ี ชี ่อื พอ้ ง
กนั โดยบงั เอญิ กบั พระนามของพระเจา้ อ่ทู อง หรอื สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี 1
ผูส้ ถาปนากรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานี แมว้ ่าปัจจุบนั แนวคดิ เร่อื งพระเจ้า
อ่ทู องเสดจ็ มาจากเมอื งโบราณอ่ทู องจะไม่เป็นทย่ี อมรบั แลว้ แต่เมอื งอู่ทอง
กย็ งั มคี วามสาคญั อย่างแท้จริงจากการค้นพบหลกั ฐานทางโบราณคดีและ
ศลิ ปกรรมทางศาสนาเป็นจานวนมาก
ผลจากการศึกษาตงั้ แต่ระยะแรกโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดารง
ราชานุภาพ เม่อื พ.ศ. 2446 รวมถึงการสารวจและขุดแต่งโบราณสถาน
ของกรมศิลปากร นาโดยนายสมศักดิ์ รัตนกุล และศาสตราจารย์ชอง
บวสเซอลเิ ยร์ (Jean Boisselier) ผเู้ ชย่ี วชาญชาวฝรงั่ เศสในช่วง พ.ศ. 2506
– 2509 ตลอดจนการทางานในช่วงหลงั จากนนั้ กค็ ่อยๆ ทาใหภ้ าพอดตี ของ
เมอื งอทู่ องมคี วามชดั เจนมากขน้ึ ตามลาดบั
ลกั ษณะทางกายภาพของเมืองโบราณอ่ทู อง
เมืองอู่ทอง ตัง้ อยู่ท่ีเส้นละติจูด 14˚22´10´´ เหนือ ลองติจูด
99˚53´12´´ ตะวนั ออก เป็นเมอื งท่มี คี ูน้าคนั ดนิ ล้อมรอบ คนั ดนิ มี 2 ชนั้
และมีคูน้าอยู่ตรงกลาง ผังเมืองเป็ นรูปคล้ายวงรี วางตัวในแนวทิศ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ-ตะวนั ตกเฉียงใต้ มขี นาดกวา้ งประมาณ 750 เมตร
ยาว 1,650 เมตร มเี น้อื ทร่ี าว 976 ไร่
~1~
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเมอื งอ่ทู อง
(พ.ศ. 2496)
~2~
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเมอื งอ่ทู อง
(พ.ศ. 2518)
~3~
ตวั เมอื งโบราณอ่ทู องตงั้ อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกของลาน้าจระเขส้ ามพนั
ซ่ึงไหลมาจากทิศใต้ ก่อนไหลออกไปทางตะวันออกซ่ึงเป็นท่ีราบลุ่มต่า
ทางตะวนั ตกห่างจากตวั เมอื งไปราว 1 กโิ ลเมตร เป็นทวิ เขายาวจากเหนือ
จรดใต้ ไดแ้ ก่ เขาทงุ่ ดนิ ดา เขาพุทอง เขาตาเกา้ เขาพระ เขารางกะเปิด และ
เขาคอก แนวทวิ เขาน้ีเป็นต้นกาเนิดของลาน้าหลายสายทไ่ี หลมาสู่คูเมอื ง
เช่น ลาห้วยรวก และหว้ ยหางนาค ก่อนท่นี ้าจากคูเมอื งจะไหลไปยงั แม่น้า
จระเขส้ ามพนั เพ่อื ออกไปทางตะวนั ออก ซง่ึ มนี กั วชิ าการสนั นิษฐานว่าพน้ื ท่ี
ลุ่มต่าทางตะวนั ออกเคยเป็นแนวชายฝัง่ ทะเลสมยั โบราณ
การทเ่ี มอื งอ่ทู องตงั้ อย่รู ะหว่างทวิ เขาทางตะวนั ตกกบั ทร่ี าบลุ่มต่า
ทางตะวนั ออก คงทาใหช้ ุมชนน้ีสามารถหาทรพั ยากรจากป่ าเขาและทาการ
เกษตรกรรมไปได้พร้อมๆ กนั อีกทงั้ ยังสามารถติดต่อค้าขายกับชุมชน
ภายนอกผ่านการคมนาคมตามเสน้ ทางน้าท่ไี หลไปออกชายฝัง่ ทะเลสมยั
โบราณได้ ปัจจยั ดา้ นสภาพภมู ศิ าสตรท์ เ่ี ออ้ื อานวยน้คี งสง่ ผลให้ชุมชนแถบน้ี
เจริญรุ่งเรืองมาตัง้ แต่ช่วงก่อนประวตั ิศาสตร์และหวั เล้ียวประวัติศาสตร์
ก่อนจะพฒั นาเป็นเมอื งใหญ่ในสมยั ทวารวดี
จารกึ โบราณท่ีเมืองอ่ทู อง
การคน้ พบจารกึ ทเ่ี มอื งอ่ทู องมคี วามสาคญั ต่อการศกึ ษาโบราณคดี
สมยั ทวารวดี โดยเฉพาะการคน้ พบเหรยี ญเงนิ มจี ารกึ “ศฺรที ฺวารวตศี ฺวรปณุ ฺย”
แปลว่า “บญุ กุศลของพระราชาแหง่ ศรที วารวด”ี หรอื “การทาบุญของเจา้ แห่ง
ทวารวดผี รู้ ุ่งเรอื ง” จานวน 3 เหรยี ญทโ่ี บราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 7
เม่อื พ.ศ. 2540 อนั ถือเป็นการพบจารกึ เหรียญเงนิ ศรีทวารวดจี ากการ
ขดุ ศกึ ษาทางโบราณคดเี ป็นครงั้ แรก
ก่อนหน้าน้ีเคยพบเหรยี ญเงนิ มีจารึกศรที วารวดีแลว้ 1 เหรยี ญ
แต่เป็นสมบตั ิของพลอากาศตรี มนตรี หาญวชิ ยั ดงั นัน้ ท่เี มอื งอู่ทองจึงมี
ขอ้ มลู ในปัจจบุ นั วา่ พบเหรยี ญเงนิ มจี ารกึ ศรที วารวดแี ลว้ 4 เหรยี ญ
~4~
เหรยี ญเงนิ มจี ารกึ “ศฺรที ฺวารวตศี ฺวรปณุ ฺย” อกี ดา้ นเป็นรปู แมโ่ ค-ลกู โค
พบทโ่ี บราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 7
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~5~
จารกึ แผน่ ทองแดง พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~6~
จารกึ อกี หลกั หน่ึงท่สี าคญั คอื จารกึ แผ่นทองแดง นางแถม เสอื คา
เป็นผู้ขุดพบในบรเิ วณเมืองอู่ทอง เม่อื พ.ศ. 2500 เป็นจารึกอกั ษรหลงั
ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต กลา่ วถงึ พระเจา้ หรรษวรมนั ผเู้ ป็นพระราชนดั ดาของ
พระเจ้าอีศานวรมนั ได้ส่งขบวนพิธีฟ้อนราและดนตรีมาถวายแด่องค์พระ
ศวิ ลงึ ค์
นอกจากน้ียงั ไดพ้ บจารกึ คาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลี ทงั้ บนแผ่นอฐิ
และด้านหลงั พระพิมพ์ดินเผา มจี ารึกใต้ฐานประติมากรรมขนาดเล็กเป็น
พระนามของพุทธบดิ าและพุทธสาวก ซง่ึ ทงั้ หมดพบจากการขุดแต่งเจดยี ์
หมายเลข 11 และยงั ได้พบตราดินเผาท่ีมจี ารกึ อกั ษรปัลลวะและอกั ษร
พราหมี เป็นภาษาสนั สกฤตอกี หลายชน้ิ
โบราณสถานท่ีเมอื งอ่ทู อง
จากการขุดแต่งโบราณสถานของกรมศลิ ปากรไดพ้ บโบราณสถาน
เกอื บ 20 แห่ง ภายในเมอื งและบรเิ วณรอบๆ เมอื งนนั้ เป็นพุทธสถาน เจดยี ์
ทม่ี ขี นาดใหญ่ทส่ี ดุ คอื เจดยี ห์ มายเลข 1 (วดั ปราสาทรา้ ง) ซง่ึ ตงั้ อยนู่ อกเมอื ง
ทางตะวนั ออกเฉียงใต้ ส่วนโบราณสถานแห่งอ่นื ๆ นัน้ มีขนาดไม่ใหญ่นัก
อาคารแต่ละหลังอยู่ในสภาพปรักหักพงั จึงศึกษาได้เฉพาะในส่วนของ
แผนผงั ซง่ึ มที งั้ เจดยี ใ์ นผงั กลม (หมายเลข 10) ผงั สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั (หมายเลข
11) ผงั สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ยกเกจ็ (หมายเลข 2, 3, 9) เจดยี ผ์ งั แปดเหลย่ี มยกเกจ็
(หมายเลข 13) วหิ ารรูปสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ (หมายเลข 5, 16) และมณฑปในผงั
สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั (หมายเลข 21)
ทเ่ี มอื งอู่ทองยงั มีสง่ิ ก่อสรา้ งท่เี กย่ี วข้องกบั การจดั การน้าอีกด้วย
โ ด ย ไ ด้พ บ เ ข่ือ น ดิน โ บ ร า ณ ท า ง ด้า น ทิศ ต ะ วัน ต ก เ ฉี ย ง เ ห นื อ ข อ ง เ มือ ง
ห่างออกไปราว 5 กิโลเมตร ตงั้ อยู่ระหว่างเขาโกปิดทองและเขาตาเก้า
คนั เขอ่ื นมคี วามสงู 1.5 เมตร กวา้ ง 25 – 30 เมตร ยาว 1,625 เมตร
~7~
โบราณสถานหมายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง
~8~
โบราณสถานหมายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
~9~
โบราณสถานหมายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
~ 10 ~
โบราณสถานหมายเลข 13 เมอื งอ่ทู อง
~ 11 ~
นอกเมอื งอทู่ องทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตห้ า่ งออกมาราว 3 กโิ ลเมตร
บรเิ วณเชงิ เขาคอก มโี บราณสถานกล่มุ หน่งึ ช่อื ว่า “คอกชา้ งดนิ ” ทม่ี ลี กั ษณะ
เป็นบ่อและแนวคนั ดนิ ทใ่ี ชเ้ ป็นอ่างเกบ็ น้าทร่ี องรบั น้าซง่ึ ไหลลงมาจากภูเขา
ประกอบดว้ ยอา่ งเกบ็ น้า 4 แห่ง คอื คอกชา้ งดนิ หมายเลข 1 – 4
คอกชา้ งดนิ หมายเลข 1 และ 3 คงเป็นสระน้าศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เพราะมี
ศาสนสถานประจาสระตัง้ อยู่ใกล้ๆ เคยมีการพบมุขลึงค์ท่ีโบราณสถาน
คอกช้างดนิ หมายเลข 5 จากการขุดแต่งเม่อื พ.ศ. 2509 ท่โี บราณสถาน
คอกชา้ งดนิ หมายเลข 18 ยงั ไดพ้ บภาชนะดนิ เผาทบ่ี รรจุเหรยี ญเงนิ ตราสงั ข์
เป็นจานวนมาก
ในการขุดแต่งเม่อื พ.ศ. 2540 ทค่ี อกชา้ งดนิ หมายเลข 7 ซง่ึ เป็น
วหิ ารรปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ กไ็ ดพ้ บภาชนะดนิ เผาทบ่ี รรจุแท่งเงนิ ตดั 38 ชน้ิ และ
เหรยี ญเงนิ 9 เหรยี ญ และภายในมเี หรยี ญเงนิ มจี ารกึ ศรที วารวดี 3 เหรยี ญ
ดงั กล่าวแลว้ ขา้ งตน้
ดว้ ยเหตุน้ที เ่ี มอื งอทู่ องจงึ มที งั้ พทุ ธสถานทส่ี ว่ นใหญ่อย่ใู นเขตเมอื ง
และบรเิ วณใกล้เคียง กบั เทวสถานของศาสนาพราหมณ์หรอื ฮินดูบริเวณ
คอกช้างดิน อันเป็นสระน้าศักดิส์ ิทธิท์ ่ีตัง้ อยู่นอกเมืองห่างออกไปทาง
ตะวนั ตกเฉียงใตร้ าว 3 กโิ ลเมตร จากการขุดแต่งศกึ ษาโบราณสถานกท็ าให้
ได้พบโบราณวัตถุแบบศิลปะทวารวดีเป็ นจานวนมาก ทัง้ พระพุทธรูป
พระพิมพ์ ธรรมจักร เทวรูป และประติมากรรมดินเผา-ปูนปั้นประดับ
ศาสนสถาน
~ 12 ~
โบราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 5
~ 13 ~
โบราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 7
~ 14 ~
โบราณวตั ถพุ บที่เมอื งอ่ทู อง
โบราณวตั ถกุ ่อนหน้าสมยั ทวารวดี
จากการสารวจบริเวณตวั เมอื งอู่ทองและการศกึ ษาโบราณวตั ถุท่ี
ราษฎรในพน้ื ทไ่ี ดน้ ามามอบใหก้ บั พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตอิ ่ทู องนนั้ ทาให้
ได้พบกบั หลักฐานของสมยั ก่อนประวัติศาสตร์ ศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี
บดิ าแหง่ วชิ ากอ่ นประวตั ศิ าสตรไ์ ทย จงึ เขยี นบทความ “กอ่ นประวตั ศิ าสตรท์ ่ี
เมอื งอ่ทู อง” นาเสนอหลกั ฐานขวานหนิ ขดั จานวนมากทก่ี าหนดอายไุ วใ้ นช่วง
3,000 ปีมาแลว้
ต่อมาได้พบโบราณวตั ถุทม่ี อี ายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 5 – 9
(ประมาณ 2,150 – 1,750 ปีมาแลว้ ) อาทเิ ช่น ลูกปัดหนิ กง่ึ มคี ่า (ทงั้ ลูกปัด
หินคาร์เนเล่ียน หินอาเกต หินควอตซ์) ลูกปัดแก้ว เหรียญทองแดงของ
จกั รพรรดวิ คิ โตรนิ ุสแห่งอาณาจกั รโรมนั ตะวนั ตก (ครองราชย์ พ.ศ. 811 –
813) ลกู ปัดและจห้ี อ้ ยคอทาจากทองคา เป็นตน้
หลกั ฐานข้างต้นน้ีคล้ายกบั โบราณวัตถุท่ีพบจากเมืองออกแก้ว
(Oc Eo) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม ซง่ึ เช่อื ว่าเป็นเมอื งท่าของ
อาณาจกั รฟูนัน ทาให้ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ นักโบราณคดี
ผู้เช่ียวชาญงานโบราณคดีในช่วงสมยั ทวารวดีสนั นิษฐานว่า อู่ทองคงมี
บทบาทสาคญั ดา้ นการคา้ มาตงั้ แต่ชว่ งหวั เลย้ี วประวตั ศิ าสตร์
ประติมากรรมท่ีเกี่ยวเน่ืองในพทุ ธศาสนา
เป็นทย่ี อมรบั กนั ว่า ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 9 – 10 ไดป้ รากฏมภี าพ
ปนู ปัน้ และดนิ เผาประดบั ศาสนสถานบางชน้ิ ทเ่ี มอื งอ่ทู อง ซง่ึ มรี ปู แบบศลิ ปะ
คลา้ ยกบั ศลิ ปะอมราวดที างตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องอนิ เดยี เชน่ ภาพภกิ ษุสงฆ์
กาลงั อุม้ บาตรและครองจวี รมรี ว้ิ แบบอมราวดี ภาพพระพุทธรูปนาคปรกท่ี
ประทบั นงั่ ขดั สมาธริ าบแบบหลวมๆ ขอ้ พระบาทไขวก้ นั หรอื รูปกนิ รที ส่ี วม
ศริ าภรณ์แบบอนิ เดยี ในช่วงเวลาดงั กล่าว
~ 15 ~
เหรยี ญทองแดงของโรมนั สมยั จกั รพรรดวิ คิ โตรนิ ุส
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 16 ~
แผน่ ดนิ เผาภาพพระภกิ ษุสงฆอ์ ุม้ บาตร
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 17 ~
ภาพปนู ปัน้ พระพุทธรปู นาคปรก
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 18 ~
งานหล่อประติมากรรมสาริดทางพุทธศาสนาได้รบั ความนิยมท่ี
เมอื งอ่ทู อง การขดุ แต่งเจดยี ์หมายเลข 3 ได้พบพระพุทธรูปสารดิ 3 องค์
ในการขุดแต่งเจดยี ์หมายเลข 11 ยงั ไดพ้ บพระพุทธรูปประทบั ยืนสาริด
แสดงวติ รรกะมุทรา 2 พระหตั ถ์แบบศลิ ปะทวารวดี 4 องค์ แมว้ ่าจะมี
พุทธลกั ษณะไม่งดงามนัก แต่ในการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข 2 กไ็ ด้พบ
ชน้ิ สว่ นพระเศยี รพระพทุ ธรปู ทองคาทม่ี ลี กั ษณะงดงามเป็นอยา่ งยงิ่
เรายงั ไดพ้ บศลิ าธรรมจกั รทเ่ี มอื งอ่ทู องอยา่ งน้อย 3 ชน้ิ ชน้ิ หน่ึงพบ
ในเมอื งอทู่ อง อกี ชน้ิ หน่ึงพบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 ชน้ิ สดุ ทา้ ยพบ
จากการขุดแต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 ซง่ึ ไดพ้ บร่วมกบั เสาและแท่นฐานรองรบั
รวมกันเป็น 3 ช้ิน ตัง้ เรียงกันในตาแหน่งดงั้ เดิม ห่างจากกันราว 30
เซนติเมตร แสดงว่าแต่เดมิ ธรรมจักรจะตัง้ อยู่บนเสาในลกั ษณะเดยี วกับ
ธรรมจกั รทป่ี ระเทศอนิ เดยี
ในการขุดแต่งเจดยี ์หมายเลข 11 ยงั ไดพ้ บพระพมิ พห์ ลายองคท์ ่ี
ด้านหลังมีจารึกช่ือพุทธสาวก ท่ีเมืองอู่ทองยังมีพระพิมพ์ดินเผาศิลปะ
ทวารวดีอีกหลายแบบ ท่ีน่าสนใจคือ พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าแสดง
มหาปาฏหิ ารยิ ์ตามแบบพุทธศาสนานิกายมหายาน ทว่าทด่ี ้านหลงั มจี ารกึ
คาถาเย ธมฺมาฯ ภาษาบาลี โดยไดพ้ บท่เี มอื งโบราณคูบวั จงั หวดั ราชบุรี
และเมอื งนครปฐมโบราณดว้ ย
ร่องรอยของพุทธศาสนานิกายมหายานท่ีเมืองอู่ทองก็มีปรากฏ
อยู่บ้าง เพราะได้พบประติมากรรมสาริดรูปพระโพธิสตั ว์อวโลกิเต ศวร
จากรูปแบบศลิ ปะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความคล้ายคลงึ กบั ศลิ ปะทางภาคใต้หรอื
ศรวี ชิ ยั สอดคลอ้ งกบั การคน้ พบพระพมิ พด์ นิ ดบิ ทม่ี จี ารกึ อกั ษรนาครจี ากการ
ขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 15 ซง่ึ คลา้ ยกบั พระพมิ พด์ นิ ดบิ ทางภาคใต้ และทาให้
ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์สนั นิษฐานว่า มรี ่องรอยของอทิ ธพิ ลจาก
ศลิ ปะศรวี ชิ ยั ปรากฏขน้ึ ในศลิ ปะทวารวดชี ว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 14 – 15 ดว้ ย
~ 19 ~
พระพมิ พพ์ ุทธสาวก มจี ารกึ ทเ่ี บอ้ื งหลงั พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 20 ~
พระพมิ พด์ นิ เผา (เบอ้ื งหลงั มจี ารกึ คาถาเย ธมฺมาฯ ภาษาบาล)ี พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 21 ~
ประติมากรรมท่ีเกี่ยวเนื่องในศาสนาพราหมณ์
การนับถือศาสนาพราหมณ์ทเ่ี มอื งอ่ทู องนนั้ เราไดเ้ หน็ มาแลว้ จาก
การคน้ พบจารกึ แผ่นทองแดงและเทวาลยั บางหลงั ทค่ี อกชา้ งดนิ โดยมคี วาม
เกย่ี วขอ้ งกบั ลทั ธไิ ศวนิกายทน่ี ับถือพระศวิ ะ (หรอื พระอศิ วร) เป็นเทพเจ้า
สงู สุด นอกจากมุขลงึ ค์ซ่งึ พบทโ่ี บราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 5 แล้ว
ยงั ไดพ้ บศวิ ลงึ คอ์ กี หลายองค์ สมั พนั ธก์ บั การคน้ พบตราดนิ เผาเป็นรปู ตรศี ูล
(อาวุธของพระศวิ ะ) ขนาบด้วยโคนนทิ (พาหนะของพระศิวะ) และครุฑ
(พาหนะของพระวษิ ณุ) ซ่งึ ท่เี บ้อื งล่างมจี ารึกว่า “ศิว พฺรหสฺปติ” แปลว่า
พระศวิ ะผยู้ งิ่ ใหญ่
นอกจากน้ียงั ไดพ้ บเทวรูปพระวษิ ณุ (หรอื พระนารายณ์) เทพเจา้
สูงสุดของลทั ธิไวษณพนิกาย อย่างน้อย 2 องค์ องค์หน่ึงอยู่ท่ศี าลเจ้า
ดา้ นหน้าวดั เขาพระ สว่ นอกี องคอ์ ย่ทู ศ่ี าลเจา้ พอ่ พระยาจกั ร
จารกึ บนตราดนิ เผา พบทเ่ี มอื งอ่ทู อง
อ่านไดว้ า่ “ศวิ พฺรหสฺปต”ิ (พระศวิ ะผยู้ งิ่ ใหญ่)
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 22 ~
~ 23 ~
ประติมากรรมอ่ืนๆ
ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นท่เี ก็บรกั ษาและจดั
แสดงโบราณวตั ถุจานวนมาก ไมว่ ่าจะเป็นตราดนิ เผา ลกู เต๋าทท่ี าจากกระดูก
และงาช้าง ฝาจุกภาชนะดินเผาท่ีทาเป็นรูปเทพี บุคคล และสัตว์ต่างๆ
ตุ๊กตาดนิ เผารปู สตรแี ละรปู คนจงู ลงิ แวดนิ เผาทใ่ี ชป้ ัน่ ดา้ ย หรอื แท่งดนิ เผาท่ี
ใช้สาหรบั ขดั ผิว เหรยี ญโลหะตราสงั ข์ เหรียญทองแดงของอาหรบั ในช่วง
ครง่ึ แรกของพทุ ธศตวรรษท่ี 14 และลกู ปัดแกว้ อกี เป็นจานวนมาก
น่าเสยี ดายทว่ี ตั ถุสว่ นใหญ่ไดม้ าจากการสารวจหรอื ราษฎรในพน้ื ท่ี
ค้นพบหรือมผี ู้นามาบริจาคให้ จงึ ไม่อาจทราบบริบทดงั้ เดมิ ของหลกั ฐาน
ซง่ึ อนั ทจ่ี รงิ แลว้ ย่อมเป็นการยากในการกาหนดอายุสมยั ใหแ้ น่ชดั
ลกู เต๋า ทาจากกระดกู
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 24 ~
เหรยี ญโลหะ พบในภาชนะดนิ เผา ณ โบราณสถานคอกชา้ งดนิ
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
~ 25 ~
สรปุ พฒั นาการของเมอื งโบราณอ่ทู อง
เมืองอู่ทองเป็ นตัวอย่างอันดีท่ีสุดแห่งหน่ึงท่ีแสดงให้เห็นถึง
พัฒนาการของชุมชนท่ีมีการอยู่อาศัยอย่างสืบเน่ือง ตัง้ แต่สมัยก่อน
ประวตั ศิ าสตรจ์ นถงึ ช่วงปลายของสมยั ทวารวดี
หลกั ฐานสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรท์ พ่ี บจากการสารวจสว่ นมากเป็น
ขวานหนิ ขดั ซ่งึ อาจมอี ายุราว 3,000 ปีมาแลว้ ส่วนรอบนอกเมอื งอู่ทอง
เช่นท่ีบ้านนาลาวก็มีหลักฐานการฝังศพของมนุษย์ ซ่ึงน่าจะมีอายุอยู่ใน
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรด์ ้วย จากการสารวจรอบเมอื งอู่ทองโดย ดร.พจนก
กาญจนจนั ทร ยงั ไดพ้ บแหลง่ โบราณคดสี มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรช์ ่วงยุคเหลก็
(ราว 2,500 – 1,500 ปีมาแลว้ ) อกี หลายแหง่
การติดต่อกบั ชุมชนภายนอกในช่วงยุคเหลก็ คงเป็นปัจจยั ผลกั ดนั
ใหช้ ุมชนแถบน้ีเตบิ โตจนกลายเป็นเมอื งท่าคา้ ขายแห่งหน่ึงในช่วงราว พ.ศ.
400 – 800 หรอื 900 หลกั ฐานทพ่ี บส่วนใหญ่คอื วตั ถุทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การค้า
ทงั้ ลกู ปัดหนิ แบบอนิ เดยี หรอื เหรยี ญโรมนั ซง่ึ คลา้ ยกบั โบราณวตั ถุทพ่ี บจาก
เมอื งออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม อนั เป็นเมอื งท่าสาคญั ของอาณาจกั รฟูนัน
นักวชิ าการบางท่านจงึ สนั นิษฐานว่าอู่ทองอาจมบี ทบาทในฐานะบ้านเมอื ง
ร่วมสมยั กบั ฟูนันในช่อื ว่า “จนิ หลนิ ” หรอื “ดนิ แดนทอง” ก่อนท่ชี ุมชนน้ีจะ
พฒั นาเป็นบา้ นเมอื งใหญ่ในสมยั ทวารวดี
ไม่เป็นท่สี งสยั เลยว่าเมอื งอู่ทองมคี วามสาคญั อย่างมากในสมยั
ทวารวดี ประมาณ พ.ศ. 1100 – 1500 หรอื 1600 ดงั ไดพ้ บหลกั ฐานทาง
โบราณคดแี ละศลิ ปกรรมจานวนมาก ทงั้ โบราณสถานทม่ี มี ากเกอื บ 20 แห่ง
โบราณวตั ถุทงั้ รูปเคารพในพุทธศาสนา และเทวรูปในศาสนาพราหมณ์
อนั บ่งช้ไี ดเ้ ป็นอย่างดีว่าเมอื งอู่ทองเป็นเมอื งศูนยก์ ลางทางศาสนาท่สี าคญั
แหง่ หน่งึ ในสมยั ทวารวดี และขอ้ มลู จากการขุดคน้ ในหลายบรเิ วณของเมอื ง
อ่ทู องยงั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ กจิ กรรมการอยอู่ าศยั ของผคู้ นอย่างหนาแน่นในสมยั
ทวารวดดี ว้ ย ก่อนทเ่ี มอื งน้จี ะถกู ทง้ิ รา้ งไปภายหลงั สมยั ทวารวดี
~ 26 ~
บทที่ 2
“เมืองโบราณอ่ทู อง”
ประมวลผลการขดุ ศึกษาทางโบราณคดี
นบั จากบทน้เี ป็นตน้ ไปจะเป็นการทบทวนวรรณกรรมหรอื สรุปสาระ
ความรจู้ ากเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษาเร่อื งเมอื งโบราณอ่ทู อง เรม่ิ ต้น
จากเอกสารทก่ี ล่าวถงึ ผลการขดุ ศกึ ษา (ทงั้ ขดุ คน้ และขดุ แต่ง) ทางโบราณคดี
จานวน 15 ฉบบั ซ่งึ ดูเหมือนว่าการขุดศกึ ษาทางโบราณคดที ่เี มอื งอู่ทอง
เรม่ิ ตน้ ขน้ึ เมอ่ื ราว พ.ศ. 2478 – 2479 โดยควอรติ ช์ เวลส์ (Quaritch Wales)
นกั โบราณคดชี าวองั กฤษ หลงั จากนนั้ กม็ กี ารดาเนินงานของคณะโบราณคดี
และกรมศลิ ปากร ซง่ึ ทาใหไ้ ดข้ อ้ มลู หลกั ฐานเป็นจานวนมาก
1. H.G. Quaritch Wales. Dvaravati: The Earliest Kingdom of Siam
(6th to 11th century A.D.). London: Bernard Quaritch, LTD.,
1969.
อันท่ีจริงแล้วหนังสือเล่มน้ีเป็ นการประมวลองค์ความรู้ทาง
โบราณคดแี ละศลิ ปะทวารวดี จากการสารวจขุดคน้ ของผู้เขยี นเอง และการ
ดาเนินงานของนักวชิ าการท่านอ่นื ๆ ตลอดจนกรมศลิ ปากร โดยนาเสนอ
รายละเอยี ดของเมืองโบราณสมยั ทวารวดใี นภูมิภาคต่างๆ เช่น นครปฐม
เมืองคูบัว จ.ราชบุรี พงตึก จ.กาญจนบุรี เมืองบน จ.นครสวรรค์
เมอื งศรมี โหสถ จ.ปราจนี บุรี เมอื งฟ้าแดดสงยาง จ.กาฬสนิ ธุ์ เป็นตน้
ในสว่ นของเมอื งอ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี ควอรติ ช์ เวลส์ ไดบ้ นั ทกึ ไวว้ ่า
เมอ่ื ราว พ.ศ. 2478 - 2479 เขาไดเ้ ขา้ มาทาการขดุ คน้ ทเ่ี มอื งอทู่ อง เป็นหลุม
ร่องยาว (trench) ขนาด 18 ฟุต แต่กไ็ ม่ไดพ้ บหลกั ฐานอะไรมาก เขารายงาน
ว่าค้นพบชนั้ ทบั ถมของเศษภาชนะดินเผา เปลือกหอย และกระดูกสตั ว์
~ 27 ~
ซง่ึ อย่ใู นชนั้ ดนิ ท่ลี กึ ไม่มากเพยี ง 4 ฟุต 6 น้ิว โดยพบเศษหมอ้ มสี นั สมยั
ทวารวดเี ป็นจานวนมาก แต่ไมพ่ บเคร่อื งเคลอื บ
ในเวลาต่อมา (เม่ือตีพิมพ์หนังสือเล่มน้ีแล้ว) ควอริตช์ เวลส์
สนั นิษฐานว่า เศษภาชนะลายเขยี นสแี ดงเป็นรูปคล่นื 3 เสน้ ท่เี ขาพบใน
ชนั้ ดนิ ตอนล่างจากการขุดค้นท่เี มอื งอู่ทองเม่อื หลายปีก่อน คงเกย่ี วขอ้ ง
กบั อาณาจกั รฟูนัน และเสนอว่าเมอื งอู่ทองคอื “จินหลนิ ” (Chin-lin) หรอื
“ดนิ แดนทอง” บา้ นเมอื งโบราณทก่ี ล่าวถงึ อยู่ในเอกสารจนี ซง่ึ จนี ไดร้ ะบุถึง
“จนิ หลนิ ” ว่าเป็นบา้ นเเมอื งทพ่ี ระเจา้ ฟันมนั หรอื ฟันชมิ นั แห่งอาณาจกั รฟูนัน
ได้ยกทพั มาปราบในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 8 โดยจนิ หลนิ ตงั้ อย่หู ่างจากฟูนัน
มาทางตะวนั ตกประมาณ 2,000 ล้ี เป็นแหล่งแรเ่ งนิ และประชาชนนิยมคลอ้ ง
ชา้ งเพ่อื เอางา ซง่ึ นายพอล วที ลยี ์ (Paul Wheatley) เคยระบุไว้ในหนังสอื
เร่อื งแหลมทอง (The Golden Khersonese) วา่ จนิ หลนิ อย่ทู ใ่ี ดทห่ี น่ึงบรเิ วณ
อา่ วไทยตอนบน แต่แรเ่ งนิ นนั้ คงนามาจากรฐั ฉานของพม่าในปัจจบุ นั
โดยสรุปแล้ว ควอริตช์ เวลส์ มีความเห็นว่า เมืองอู่ทองเป็น
ชุมชนสาคัญมาตัง้ แต่สมัยหัวเล้ียวประวัติศาสตร์ อาจตรงกับประเทศ
“จินหลิน” ในเอกสารจีน ซ่ึงร่วมสมยั กบั อาณาจกั รฟูนัน ก่อนพัฒนาเป็น
เมอื งหลวงแห่งแรกของทวารวดี และมคี วามสาคญั สบื มา ทว่าบางช่วงกม็ ี
บทบาทด้อยกว่าเมอื งนครปฐมทเ่ี จรญิ ขน้ึ แทนท่ี จนกระทงั่ พุทธศตวรรษท่ี
16 จงึ มอี านาจของอาณาจกั รกมั พูชาโบราณแพร่ขยายเขา้ มา ทาใหเ้ มอื ง
อ่ทู องลม่ สลายไป
2. สุภัทรดิศ ดิศกุล. “รายงานการนานักศึกษาคณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากรไปทาการขดุ ค้นท่ีอาเภออู่ทอง จงั หวดั
สุพรรณบุรี ครงั้ ที่ 1 และครงั้ ที่ 2.” ศิลปากร 3, 2 (กรกฎาคม
2502): หน้า 71 – 79.
~ 28 ~
เม่อื พ.ศ. 2502 หม่อมเจา้ สุภทั รดศิ ดศิ กุล ได้นานักศกึ ษาคณะ
โบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ไปสารวจขุดคน้ ท่เี มอื งอู่ทอง โดยสารวจ
บรเิ วณคอกชา้ งดนิ ซง่ึ หม่อมเจา้ สภุ ทั รดศิ ดศิ กุล ทรงสนั นิษฐานว่าอาจเป็น
สถานท่ีท่ีคนสมัยก่อนจบั ช้างมาขงั เล้ียงไว้ นอกจากน้ียงั ไปสารวจท่ีวัด
บา้ นดอนซ่งึ เป็นแหล่งท่พี บหลกั ฐานสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ เน่ืองจากพบ
เศษภาชนะดนิ เผา เคร่อื งมอื หนิ และลกู ปัดบนพน้ื ดนิ
นอกจากน้ียงั ได้ฝึกปฏิบตั ิงานขุดแต่งโบราณสถานหลายแห่งท่ี
เมอื งอู่ทอง ท่สี าคญั คอื การขุดแต่งเจดยี ท์ ต่ี งั้ อยู่นอกเมอื งทางทศิ ตะวนั ตก
(ขณะนัน้ ยงั ไม่ได้ระบุหมายเลขของโบราณสถาน) ซ่งึ ไดพ้ บประติมากรรม
ศลิ ปะทวารวดเี ป็นจานวนมาก ทงั้ พระพุทธรูปและลวดลายประดบั ทท่ี าจาก
ปูนปั้น รวมถงึ พระพมิ พด์ นิ เผา และพระพุทธรูปประทบั ยนื ทาจากสารดิ อกี
1 องค์
หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระวินิจฉัยว่า โบราณวตั ถุท่ี
ขุดพบเป็นแบบศิลปะท่ีสบื ลงมาตัง้ แต่ทวารวดีจนถึงอู่ทอง แต่ฝีมือเป็น
ลกั ษณะของชาวพน้ื เมอื ง และดอ้ ยกว่างานศลิ ปกรรมทเ่ี มอื งนครปฐม ดงั นนั้
ศลิ ปะจากแม่แบบคอื อนิ เดยี อาจเขา้ มาทเ่ี มืองนครปฐมก่อน เพราะอยู่ใกล้
ทะเลมากกว่า กอ่ นจะแผ่มายงั เมอื งอ่ทู อง
3. กรมศิลปากร. รายงานการสารวจและขุดแต่งโบราณวตั ถสุ ถาน
เมืองเก่าอู่ทอง อาเภออู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี. พระนคร:
ศิวพร, 2509.
ในปี พ.ศ. 2506 - 2509 กรมศลิ ปากร นาโดยนายสมศกั ดิ์ รตั นกุล
ไดส้ ารวจจดั ทาแผนผงั บรเิ วณเมอื งอู่ทอง โดยพบว่ามเี นินดนิ โบราณสถาน
ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ทงั้ ภายในและภายนอกเมอื ง แต่ส่วนใหญ่กถ็ ูกขุด
ทาลายไปแลว้ ทงั้ ยงั ไดข้ ดุ แต่งโบราณสถานจานวน 13 แห่ง
~ 29 ~
ในทน่ี ้จี ะขอยกตวั อย่างเจดยี อ์ งคส์ าคญั ๆ มากลา่ วถงึ ไดแ้ ก่
เจดยี ห์ มายเลข 1 (วดั ปราสาทรา้ ง)
ตงั้ อย่หู ่างจากคูเมอื งดา้ นตะวนั ออกราว 500 เมตร เป็นเจดยี ท์ ม่ี ี
ขนาดใหญ่ท่ีสุดของเมืองอู่ทอง มีขนาดกว้างยาวด้านละ 36.50 เมตร
จากการขดุ แต่งพบว่ามกี ารก่อสรา้ งอย่างน้อย 3 ระยะ คอื ระยะแรกในสมยั
ทวารวดี ต่อมามกี ารกอ่ สรา้ งเพม่ิ เตมิ ในสมยั ทวารวดเี ช่นกนั โดยไดพ้ บแผ่น
อิฐมลี วดลายเขยี นสี (สขี าว ดา และแดง) เป็นลายก้านขดและเรขาคณิต
เหนือฐานเจดยี ช์ นั้ ล่างทส่ี รา้ งขน้ึ ในสมยั ทวารวดนี ้ีมฐี านของเจดยี อ์ กี 3 ชนั้
ท่วี างตัวเหล่ือมจากฐานตอนล่าง โดยคาดว่าสร้างข้นึ ภายหลงั เป็นระยะ
สุดทา้ ยในสมยั อยุธยา โดยได้พบภาชนะต่างๆ ในสมยั อยุธยา เช่น ขนั น้า
กระบวย พาน เป็นตน้
เจดยี ห์ มายเลข 2
ตงั้ อยนู่ อกคเู มอื งดา้ นทศิ เหนือ เป็นเจดยี ก์ ่ออฐิ โดยมฐี านชนั้ ในเป็น
ศลิ าแลง เจดยี อ์ ย่ใู นผงั สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ย่อเกจ็ กวา้ งยาวดา้ นละ 28.35 เมตร
มเี จดยี จ์ าลองหรอื สถูปิกะตงั้ อยู่ทม่ี ุมทงั้ 4 มุม และมลี านประทกั ษณิ กวา้ ง
5 เมตรโดยรอบ โบราณวตั ถุทพ่ี บจากการขุดแต่งทน่ี ่าสนใจคอื เศยี รและ
พระบาทของพระพุทธรูปทาจากทองคา พระพุทธรูปศิลาประทับยืน
พระพมิ พด์ นิ เผา ชน้ิ สว่ นศลิ าธรรมจกั ร และชน้ิ สว่ นกนิ รที าจากดนิ เผา
เจดยี ห์ มายเลข 3
ตงั้ อยู่ในเมอื งโบราณทางตะวนั ตก ห่างจากคูเมอื งราว 50 เมตร
เป็นเจดยี ใ์ นผงั สเ่ี หล่ยี มจตั ุรสั ย่อเกจ็ กวา้ งยาวดา้ นละ 16.60 เมตร แต่ละ
ดา้ นมจี ระนาซุ้มทป่ี ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ทาจากปูนปัน้ โดยไดข้ ุดพบเศยี ร
และสว่ นองคพ์ ระเป็นจานวนมาก ทางดา้ นใตห้ ่างจากฐานเจดยี อ์ อกมาราว 2
เมตรยงั มฐี านสเ่ี หลย่ี มขนาดเลก็ ทอ่ี าจเป็นแท่นสกั การะ นอกจากน้ียงั ไดข้ ุด
พบพระพุทธรูปประทบั ยนื ทาจากสารดิ 3 องค์ มคี วามสงู 50, 53, 55
เซนตเิ มตร และพบภาพสลกั บุคคลในท่าเหาะทาจากดนิ เผา
~ 30 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 31 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 32 ~
เจดยี ห์ มายเลข 11
ตงั้ อย่เู ชงิ เขาทาเทยี ม ทางตะวนั ตกของเมอื งอ่ทู อง ก่อสรา้ งอย่ใู น
ผงั สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั กวา้ งยาวดา้ นละ 10.60 เมตร ถงึ แมจ้ ะเป็นเจดยี ข์ นาดเลก็
และมรี ปู แบบเรยี บง่าย แต่กม็ คี วามสาคญั เพราะไดข้ ุดพบโบราณวตั ถุเป็น
จานวนมาก ทงั้ พระพุทธรูปประทบั ยนื สารดิ 4 องค์ มคี วามสงู 22, 24, 28,
32 เซนตเิ มตร พระพมิ พด์ นิ เผาทเ่ี บอ้ื งหลงั มจี ารกึ ภาษาสนั สกฤตระบุว่าเป็น
พุทธสาวก คอื สารปิ ุตฺโต และพระอนาคตพุทธเจา้ คอื เมตฺเตยฺยโก ทส่ี าคญั
คือ ได้ขุดพบศิลาธรรมจักร พร้อมทงั้ เสาหินแปดเหล่ียมและฐานรองรบั
พระธรรมจกั ร โดยมตี าแหน่งเมอ่ื ขดุ พบห่างกนั ราว 30 เซนตเิ มตร
เจดยี ห์ มายเลข 13
ตงั้ อยู่นอกเมืองอู่ทอง ห่างจากคูเมืองด้านตะวนั ตกไปราว 200
เมตร เป็นเจดยี ท์ รงแปดเหลย่ี ม แต่ละดา้ นกวา้ ง 5 เมตร โดยย่อเกจ็ เป็นช่อง
ซมุ้ ซง่ึ แต่ละดา้ นมี 2 ชอ่ ง จากการขดุ แต่งไดพ้ บสว่ นยอดสถูปทาจากศลิ าแลง
พระพุทธรปู สารดิ 3 องค์ และสงิ หส์ ารดิ 1 ตวั
โบราณสถานทค่ี อกชา้ งดนิ
ในการทางานครงั้ น้ีได้ทาการขุดแต่งเนินดิน 2 เนินท่ตี งั้ อยู่ทาง
ดา้ นทศิ เหนือของคอกช้างดนิ เนินแรกมขี นาดกว้างยาวด้านละ 6 เมตร
สงู 1 เมตร บนเนินมหี นิ ปูไม่เป็นระเบยี บ โดยได้ขุดพบกระปุกดนิ เผาท่ี
ภายในบรรจุเหรยี ญเงนิ สมยั ทวารวดอี ย่เู ตม็ สนั นิษฐานว่ากระปุกใบน้ีฝังไว้
อยา่ งตงั้ ใจบรเิ วณพน้ื อาคาร
การขุดแต่งอีกเนินดินหน่ึงพบว่าเป็ นอาคารก่อด้วยศิลาแลง
มขี นาดกวา้ ง 9 เมตร ยาว 12 เมตร ดา้ นเหนอื มมี ขุ ก่อยน่ื ออกไปและมชี านปู
ดว้ ยหนิ และศลิ าแลงปะปนกนั ในการขุดแต่งได้พบเศษภาชนะดนิ เผาสมยั
ทวารวดี และชน้ิ สว่ นมุขลงึ คท์ าจากศลิ าสเี ขยี ว
~ 33 ~
จากการดาเนินงานครัง้ น้ีของกรมศิลปากรทาให้เราได้ข้อมูล
เก่ียวกับลกั ษณะทางสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี ทงั้ รูปแบบของอาคาร
(เจดยี แ์ ละเทวาลยั ) ประตมิ ากรรมรปู เคารพและลวดลายประดบั ตกแต่งทท่ี า
จากดนิ เผาและปนู ปัน้ ตลอดจนมกี ารคน้ พบโบราณศลิ ปวตั ถุเป็นจานวนมาก
ซง่ึ เกอื บทงั้ หมดเป็นศลิ ปะทวารวดี
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบรุ )ี
~ 34 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 35 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 36 ~
4. ปรีชา กาญจนาคม. “รายงานผลของนักศึกษาคณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร ซึ่งไปฝึ กงานโบราณคดีภาคปฏิบตั ิที่
อาเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตัง้ แต่วันท่ี 7 – 21
พฤศจิกายน 2508.” วารสารโบราณคดี ฉบับปฐมฤกษ์
(พฤษภาคม 2509): หน้า 13 – 20.
ในปี พ.ศ. 2508 หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล อาจารย์ปรีชา
กาญจนาคม และอาจารย์พิบูล ศุภกิจวิเลขการ ได้นานักศึกษาคณะ
โบราณคดไี ปขุดค้นทเ่ี มอื งอู่ทอง โดยขุดคน้ เนินดนิ ทต่ี งั้ อยู่นอกคูเมอื งทาง
ตะวนั ออก หา่ งจากเจดยี ห์ มายเลข 1 ไปทางตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 400 เมตร
จากการขดุ คน้ เป็นหลุมรูปสเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ขนาด 3x3 เมตร จานวน
18 หลุม ไดพ้ บโบราณวตั ถุหลายประเภท เช่น ขวานหนิ ขดั 6 ชน้ิ ลูกปัด
9 ลูก ห่วงสารดิ 3 ชน้ิ ตุ๊กตาดนิ เผา 2 ตวั แวดนิ เผา 1 ชน้ิ ตะคนั 2 ใบ
เศษภาชนะดนิ เผาราว 7,000 ชน้ิ และชน้ิ ส่วนกระดกู สตั ว์ เป็นตน้ อาจารย์
ปรีชา กาญจนาคม สนั นิษฐานว่าบริเวณน้ีคงเป็นท่ีอยู่อาศัยของมนุษย์
มาตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรก์ ่อนทว่ี ฒั นธรรมทวารวดจี ะพฒั นาขน้ึ
การขดุ คน้ ในครงั้ น้สี ามารถแบง่ ชนั้ ดนิ ออกเป็น 4 ชนั้ คอื
1. ชนั้ ผวิ ดนิ ลกึ ทส่ี ดุ ประมาณ 25 เซนตเิ มตร เน้ือดนิ มสี เี ขม้ ดา
พบเศษภาชนะดนิ เผาอนั เกดิ จากการถูกรบกวน
2. ชัน้ ดินท่ีเคยมีคนอาศัยอยู่แล้วท้ิงร้างไป ลึกจากผิวดิน 75
เซนตเิ มตร
3. ชนั้ ดนิ ว่างเปล่า ลกึ ทส่ี ดุ จากผวิ ดนิ 220 เซนตเิ มตร แต่ยงั พบ
เศษภาชนะดนิ เผาอยู่เลก็ น้อย ซง่ึ อาจเกดิ จากดนิ แขง็ แตกระแหง จนทาให้
โบราณวตั ถุหลน่ มาอย่ใู นชนั้ ดนิ น้ี
4. ชนั้ ดนิ เหนียวสดี า ลกึ ทส่ี ุดจากผวิ ดนิ 320 เซนตเิ มตร ไม่พบ
โบราณวตั ถุใด แต่ลกั ษณะของดนิ ค่อนขา้ งผดิ แปลกจากธรรมชาติ ซง่ึ เป็น
ดนิ ทรายแดงพน้ื เดมิ ของแผ่นดนิ
~ 37 ~
ศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ (ขวาสุด) ณ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี
~ 38 ~
ศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ ณ เจดยี ห์ มายเลข 1 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สพุ รรณบรุ )ี
~ 39 ~
5. ชอง บวสเซอลิเยร.์ ความร้ใู หม่ทางโบราณคดีจากเมืองอู่ทอง.
แปลโดย หมอ่ มเจา้ สภุ ทั รดิศ ดิศกลุ . พระนคร: กรมศิลปากร,
2511.
กล่าวถึงข้อสนั นิษฐานจากการขุดแต่งโบราณสถานท่ีเมอื งอู่ทอง
ใน พ.ศ. 2509 โดยในช่วงตน้ ผเู้ ขยี นกลา่ วว่า อ่ทู องเป็นเมอื งทม่ี กี ารอย่อู าศยั
ต่อเน่ืองตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ จนถงึ ราวพุทธศตวรรษท่ี 16 แต่กไ็ ม่
อาจยนื ยนั ได้ว่าอู่ทองเป็นราชธานีของทวารวดี เพราะไม่ทราบช่อื เดมิ ของ
อู่ทอง และท่ีตัง้ ชัดเจนของทวารวดี แต่คงเป็นท่ีตัง้ เดิมของสุพรรณบุรี
ซ่งึ เป็นราชธานีของสุวรรณภูมิ และด้านตะวนั ตกคงจะตรงกับจินหลินใน
เอกสารจนี นอกจากน้ียงั เช่อื ว่าพระเจา้ อ่ทู องไม่ไดอ้ พยพคนไปสรา้ งกรุงศรี
อยุธยา เพราะเมอื งอ่ทู องไดร้ า้ งไปก่อนหน้านนั้ เป็นเวลา 300 ปี
ประเดน็ สาคญั จากการขุดคน้ เมอื งอ่ทู องเม่อื ปี พ.ศ. 2509 ผเู้ ขยี น
ไดเ้ สนอประเดน็ ต่างๆ ดงั น้ี
1. ผู้เขยี นเช่อื ว่านอกจากเจดยี แ์ ล้ว ศลิ ปะทวารวดยี งั มอี าคาร
ประเภทวิหารและมณฑป ผู้เขียนได้จาแนกจากรูปแบบของแผนผัง
โดยกล่าวถงึ โบราณสถานหมายเลข 16 ซง่ึ คาดว่าเป็นวหิ าร โดยพจิ ารณา
จากผงั อาคารซง่ึ มลี กั ษณะเป็นสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ดา้ นในมฐี านศลิ าแลงทรงกลม
สาหรบั ตงั้ ประตมิ ากรรม จากการขดุ แต่งยงั พบชน้ิ สว่ นประตมิ ากรรมอกี ดว้ ย
และโบราณสถานหมายเลข 21 สนั นิษฐานว่าเป็นมณฑป เน่ืองจากแผนผงั
เป็นรปู สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั และมบี นั ไดอยทู่ งั้ 4 ทศิ
2. ช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 14 - 15 ปรากฏอทิ ธพิ ลศลิ ปะศรวี ชิ ยั ทเ่ี มอื ง
อทู่ อง ไดแ้ ก่ เจดยี ห์ มายเลข 15 และ 28 ไดค้ น้ พบอาคารจาลองจานวนมาก
ปลายราวบนั ไดมีลายก้านขด คลา้ ยกบั พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎรธ์ านี
และพบพระพมิ พด์ นิ ดบิ ซง่ึ มจี ารกึ อกั ษรนาครี คลา้ ยทพ่ี บบรเิ วณแหลมมลายู
~ 40 ~
นอกจากน้ียงั ปรากฏอทิ ธพิ ลศลิ ปะขอม ทงั้ สมยั ก่อนเมอื งพระนคร
และสมัยเมืองพระนคร ได้แก่ ลกั ษณะชนั้ หลงั คาของโบราณสถานท่ี 21
ซ่งึ สนั นิษฐานว่าเป็นหลงั คาซ้อนชนั้ ลดหลนั่ กนั ข้นึ ไปประดบั ด้วยลายกุฑุ
ส่วนยอดเป็นทรงกลมปลายแหลม คล้ายสถาปัตยกรรมสมัยก่อนเมือง
พระนครท่ีกุกพระธาตุ (Kuk Prah Theat) ประเทศกมั พูชา และพบ
ประตมิ ากรรมปนู ปั้นจากเจดยี ห์ มายเลข 15 และ 28 ไดแ้ ก่ ลายวงโคง้ และ
กา้ นขด ครุฑ นาค มกร สงิ ห์ คล้ายกบั ศลิ ปะขอมช่วงพุทธศตวรรษท่ี 14 -
15 ซง่ึ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากอนิ โดนเี ซยี มาอกี ทอดหน่ึง และยงั พบประตมิ ากรรม
ปนู ปัน้ จากเจดยี ห์ มายเลข 15, 16 และ 28 มกี ารฝังแผ่นมุกและลงยาสนี ้าเงนิ
หรอื หนิ สดี าตรงกลาง ซง่ึ ถอื เป็นเทคนิคของศลิ ปะทวารวดเี อง กาหนดอายุ
อย่ใู นชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 14 - 15
3. ภายหลงั ฟูนันล่มสลายไป ดนิ แดนลุ่มน้าเจา้ พระยากค็ งค่อยๆ
พัฒนาเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมต่อมา และยังคงติดต่อกับดินแดนทาง
แหลมโคชนิ ไชน่า (ดนิ ดอนสามเหลย่ี มปากแม่น้าโขง) เพราะพบโบราณวตั ถุ
บางชนดิ ทเ่ี มอื งออกแกว้ ซง่ึ เทยี บไดก้ บั ศลิ ปะทวารวดแี ละศรวี ชิ ยั
6. William Watson and Helmut H.E. Loofs. “The Thai-British
Archaeological Expedition A Preliminary Report on the
Work of the First Season 1965 – 1966.” Journal of the
Siam Society 55, 2 (1967): p.239 – 248.
บทความน้ีนาเสนอผลสรุปเบ้อื งต้นจากการดาเนินงานใน พ.ศ.
2509 ของวลิ เลยี ม วตั สนั (W. Watson) และเฮลมุต ลฟู ส์ (H.H. E. Loofs)
ภายใต้โครงการความร่วมมอื ระหว่างไทยและองั กฤษ (The Thai-British
Expedition) ซง่ึ ไดเ้ ขา้ มาทาการขดุ คน้ ทแ่ี หลง่ โบราณคดบี า้ นท่ามว่ ง อ.อทู่ อง
จานวน 8 หลมุ ขดุ คน้
~ 41 ~
ทว่าในบทความน้ีผู้ขุดค้นรายงานเฉพาะลักษณะชัน้ ดินและ
กล่าวถึงโบราณวัตถุท่ีพบอย่างคร่าวๆ ได้แก่ แวดินเผา กระสุนดินเผา
เบ้ยี ดินเผา ขวานหินขดั ลูกปัดแก้ว (สฟี ้า แดง เหลือง และเขยี ว) ใบมีด
เหลก็ และห่วงตะกวั่
ผเู้ ขยี นได้กล่าวอย่างละเอยี ดพอควรถงึ ลกั ษณะของภาชนะดนิ เผา
ทพ่ี บ และให้ความสาคญั เป็นพเิ ศษกบั หมอ้ มสี นั ซง่ึ พบตงั้ แต่ในระดบั ชนั้ ดนิ
ตอนล่าง เพราะผขู้ ุดค้นไดน้ าไปกาหนดอายุโดยเทยี บเคยี งกับภาชนะมสี นั
ซ่งึ พบท่บี ้านเก่า จ.กาญจนบุรี และบ้านโคกเจรญิ จ.ลพบุรี ซ่งึ เป็นแหล่ง
โบราณคดยี ุคหนิ ใหมแ่ ละยคุ เหลก็ ตอนตน้ ตามลาดบั จงึ สนั นิษฐานว่าบรเิ วณ
บ้านท่าม่วงท่ีเมืองอู่ทองอาจมีการอยู่อาศัยของมนุษย์มาแล้วตัง้ แต่ราว
พุทธศตวรรษท่ี 6
ภาพถ่ายเกา่ หลุมขดุ คน้ บรเิ วณบา้ นท่ามว่ ง
อาเภออ่ทู อง พ.ศ. 2509
(ทม่ี า: Watson and Loofs, 1967: figure 1.)
~ 42 ~
7. H.H.E.Loofs. “Problems of Continuity between the pre-Buddhist
and Buddhist Periods in Central Thailand, with special
reference to U-Thong.” in Early South East Asia: Essays
in Archaeology, History, and Historical Geography.
New York, Kuala Lumpur: Oxford University Press, 1979.
โครงการความร่วมมอื ระหว่างไทยและองั กฤษไดท้ าการขุดคน้ ท่ี
บา้ นท่าม่วงอกี ครงั้ ในช่วง พ.ศ. 2512 – 2513 โดยพบโบราณวตั ถุท่มี ี
ลกั ษณะคลา้ ยกบั โบราณวตั ถุทเ่ี มอื งออกแกว้ ในเวยี ดนาม เช่น ช้นิ ส่วนเตา
หนิ บด วตั ถุดนิ เผาทรงกลมมลี วดลาย หว่ งโลหะ เชงิ เทยี น และพวยกา
เฮลมตุ ลฟู ส์ กาหนดอายุจากลกั ษณะของชนั้ ทบั ถมทางโบราณคดี
ว่าอาจมีการอยู่อาศยั มาตงั้ แต่ราวพุทธศตวรรษท่ี 8 และมกี ารอยู่อาศยั
สบื เน่อื งโดยมคี วามหนาแน่นขน้ึ ในสมยั ทวารวดี นอกจากน้ีลูฟทย์ งั พยายาม
แปลความหลกั ฐานจากเมอื งอู่ทองเช่อื มโยงเขา้ กบั เร่อื งราวของอาณาจกั ร
ฟูนนั และจนิ หลนิ ดว้ ย
ต่อมาได้มีการนาผลการขุดค้นและค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของ
วตั สนั และลูฟส์ มาวเิ คราะหใ์ หม่โดย แอนดรูว์ บารแ์ รม (Andrew Barram)
เพ่ือจัดทาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เสนอต่อมหาวิทยาลยั แห่งชาติ
ออสเตรเลยี โดยตพี มิ พเ์ ป็นบทความช่อื “Dating “Dvaravati” ในวารสาร
Indo-Pacific Prehistory Association Bulletin ฉบบั ท่ี 23 เล่มท่ี 1 เม่อื พ.ศ.
2546 เขาพบว่าค่าอายุทางวทิ ยาศาสตรท์ ไ่ี ด้นนั้ เม่อื นามาคานวณอายุใหม่
(calibrated date) จะอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษท่ี 6–12 แต่ก็ไม่ได้
ห ม า ย ค ว า ม ว่ า จ ะ มี ก า ร ท้ิง ร้ า ง แ ห ล่ ง โ บ ร า ณ ค ดี น้ี ไ ป ใ น ช่ ว ง ห ลัง จ า ก
พทุ ธศตวรรษท่ี 12
ทส่ี าคญั คอื บารแ์ รมสงั เกตพบวา่ มคี วามแตกต่างกนั ในเชงิ ปรมิ าณ
และคุณภาพของเศษภาชนะดนิ เผาทข่ี ดุ พบจากบา้ นท่าม่วง จนสามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ป็น 5 ระยะยอ่ ยๆ (Phase 1 – 5) ดงั ตารางหน้าถดั ไป
~ 43 ~
ระยะ ชนั้ ทบั ลกั ษณะของภาชนะดนิ เผาทพ่ี บ คา่ อายุ C14
ย่อยท่ี ถมท่ี (BP = ปีมาแลว้ )
ภาชนะลายเชอื กทาบมเี น้อื หยาบ,
ภาชนะกน้ กลม,
1 11 – 9 เน้อื ภาชนะมสี ่วนผสมของอนิ ทรยี ว์ ตั ถุ 2570 ± 70 BP
และมแี กนในเป็นสดี า 2160 ± 110 BP
หรอื มกี ารทาน้าดนิ สแี ดง,
ไมพ่ บหมอ้ มสี นั
หมอ้ มพี วยหรอื กุณฑ,ี
2 8–7 ตะคนั ดนิ เผา, หมอ้ มสี นั , 1900 ± 80 BP
เน้อื ภาชนะมสี ่วนผสมของอนิ ททรยี ว์ ตั ถุ 1790 ± 70 BP
1800 ± 60 BP
ในปรมิ าณน้อยกว่าระยะท่ี 1, 1880 ± 80 BP
มกี ารตกแต่งพน้ื ผวิ เป็นเสน้ คลน่ื
หรอื เน้อื ภาชนะสนี วลมกี ารขดู ขดี
และลายกดจุด
มคี วามต่อเน่อื งจากระยะท่ี 2
แต่ปรากฏการใชแ้ ป้นหมนุ 1590 ± 100 BP
3 6–4 ในการขน้ึ รปู ภาชนะ, 1600 ± 100 BP
เรม่ิ พบภาชนะเน้อื สแี ดงเผาดว้ ย 1630 ± 60 BP
อุณหภมู สิ งู มากขน้ึ
ภาชนะเน้อื ดี เผาดว้ ยอุณหภมู สิ งู
ใชแ้ ป้นหมนุ เรว็ ในการขน้ึ รปู ,
4 3 – 2B มรี ปู แบบตกแต่งผวิ ภาชนะทห่ี ลากหลาย, 1480 ± 60 BP
มภี าชนะเขยี นลายสแี ดงและขาว,
มภี าชนะทม่ี ฐี านมากขน้ึ กว่า
ระยะทผ่ี า่ นมา
5 2A - 1 ภาชนะยงั คลา้ ยกบั ระยะท่ี 4 -
แต่ปะปนอยกู่ บั เครอ่ื งเคลอื บสมยั หลงั
~ 44 ~
8. พรชยั สจุ ิตต.์ รายงานการขดุ คน้ ทางโบราณคดีทีบ่ า้ นนาลาว ตาบล
จระเข้สามพนั อาเภออู่ทอง จงั หวดั สุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ:
ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2529.
เม่อื พ.ศ. 2525 พรชยั สุจติ ต์ อาจารย์จากภาควชิ ามานุษยวทิ ยา
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ไดข้ ดุ คน้ แหล่งโบราณคดบี า้ นนาลาว
ต.จระเขส้ ามพนั ห่างออกมาทางตะวนั ออกเฉียงใต้ของเมอื งอ่ทู องประมาณ
3 กโิ ลเมตร บรเิ วณน้อี ยทู่ างตะวนั ออกของแมน่ ้าจระเขส้ ามพนั ซง่ึ ราษฎรใน
พ้นื ท่เี คยขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ฝังร่วมกบั ภาชนะดินเผา ขวานหินขดั
เคร่อื งมอื เหลก็ เคร่อื งประดบั สารดิ ลกู ปัด
ผขู้ ดุ คน้ เปิดหลุมขุดคน้ ขนาด 3x3 เมตร 1 หลุม ขนาด 2x2 เมตร
2 หลุม และ 2x3 เมตร 2 หลุม ไดพ้ บชนั้ กจิ กรรมอย่อู าศยั ของคนโบราณ
โดยพบหลกั ฐานประเภทเศษภาชนะดนิ เผา ขวานหนิ ขดั (11 ชน้ิ ) ตะกรนั
หรอื ขแ้ี ร่ ลกู ปัดแกว้ (5 - 6 ลกู ) และเปลอื กหอยน้าจดื (หอยโขง่ และหอยขม
หรอื หอยทาก) เป็นจานวนมาก
ทางผู้ขุดค้นสรุปว่าเน่ืองจากไม่พบร่องรอยการนับถือศาสนา
จงึ สนั นิษฐานว่าชุมชนทบ่ี า้ นนาลาวอาจมอี ายุเก่าไปกว่าพุทธศตวรรษท่ี 12
และอาจเก่าไปถึงสมยั ก่อนประวตั ิศาสตรต์ อนปลายทอ่ี ยู่สบื เน่ืองมาจนถึง
สมยั ประวตั ศิ าสตร์ นนั่ คอื ก่อนมกี ารสรา้ งเมอื งอ่ทู องขน้ึ ในสมยั ทวารวดคี งมี
ชุมชนเลก็ ๆ กระจายตวั ตามเสน้ ทางน้าสายต่างๆ อยกู่ อ่ นแลว้
9. สุรพล นาถะพินธุ. “ข้อมูลเพ่ิมใหม่จากการขดุ ค้นแหล่งโบราณคดี
เมืองอ่ทู อง.” ใน เอกสารประกอบการสมั มนา “จากทวารวดี
ถึงสุพรรณภูมิ: หลักฐานและข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี.
สุพรรณบุรี: สานักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติท่ี 2, 2542. หน้า 95 – 103.
~ 45 ~