ใน พ.ศ. 2541 ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั
ศลิ ปากร นาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรพล นาถะพนิ ธุ ได้ขุดค้นพน้ื ท่ใี น
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง ใกลก้ บั คเู มอื งดา้ นทศิ ตะวนั ออก โดยวางผงั
เป็นหลมุ ขดุ คน้ รปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ขนาด 4x8 เมตร แต่ขดุ คน้ เสรจ็ เพยี งขนาด
2x2 เมตร
การขุดคน้ ไดพ้ บชนั้ หลกั ฐานทางโบราณคดหี นาแน่น มคี วามหนา
เฉล่ีย 150 เซนติเมตร หลกั ฐานท่พี บคือ เศษภาชนะดินเผา (ไห ชาม
หม้อก้นกลม หม้อมีสนั จานมีเชิง คนโท กุณฑี อ่าง ตะคัน จุกภาชนะ)
ลูกปัดแก้วเกอื บ 200 ลูก ลูกปัดมีตา กระดูกสตั ว์ (เช่น ววั /ควาย กวาง
ละอง/ละมงั่ เกง้ หมู สนุ ขั ไก่ นก จระเข้ เต่า ปลา) และเปลอื กหอยสว่ นใหญ่
เป็นหอยน้าจดื นอกจากน้ียงั ไดพ้ บร่องรอยหลุมเสา แสดงว่าบรเิ วณน้ีเป็น
พน้ื ทป่ี ระกอบกจิ กรรมการอย่อู าศยั ของสามญั ชนคนทวั่ ไป
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์สุรพล นาถะพนิ ธุ สรุปว่า เมอื งอู่ทองน่าจะเคย
เป็นท่อี ยู่อาศัยอย่างหนาแน่นเม่อื ช่วงราว 1,700 – 1,500 ปีมาแล้ว คือ
ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 9 – 11 และสนั นิษฐานดว้ ยว่าอาจมกี ารอย่อู าศยั มา
ก่อนหน้านัน้ แล้ว แต่ก็ไม่ควรจะเก่าไปกว่า 1,900 ปีมาแล้ว หรือช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 7 โดยมีข้อสังเกตด้วยว่าในระดับชัน้ ดินตอนบนนัน้
พบภาชนะดินเผาประเภทคนโทและตะคนั แต่ไม่พบเลยในระดบั ชนั้ ดิน
ตอนล่างซ่ึงมีปริมาณเศษภาชนะดินเผาหนาแน่นกว่า จึงอาจแบ่งช่วง
ชนั้ วฒั นธรรมของพน้ื ทข่ี ดุ คน้ น้อี อกไดเ้ ป็น 2 ระยะยอ่ ยๆ
~ 46 ~
โครงกระดกู มนุษย์ พบจากการขดุ คน้ ทบ่ี า้ นนาลาว อาเภออ่ทู อง เมอ่ื พ.ศ. 2544
(เออ้ื เฟ้ือภาพโดยสุภมาศ ดวงสกุล)
~ 47 ~
10. วสนั ต์ิ เทพสุริยานนท์. “รายงานผลการขดุ ค้นทางโบราณคดีท่ี
บ้านนาลาว ตาบลอ่ทู อง อาเภออ่ทู อง จงั หวดั สุพรรณบุรี พ.ศ.
2544.” ใน โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี: สานักงาน
โบราณคดีและพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติท่ี 2 สุพรรณบุรี,
2545. หน้า 127 – 150.
ใน พ.ศ. 2544 วสนั ติ์ เทพสุริยานนท์ นักโบราณคดีประจา
สานกั งานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 2 สุพรรณบุรี (ในขณะ
นัน้ ) ได้ขุดค้นท่ีบ้านนาลาวทางฝัง่ ตะวันออกของแม่น้าจระเข้สามพัน
อกี ครงั้ หน่งึ มหี ลมุ ขดุ คน้ ขนาด 3x3 เมตร 1 หลุม และหลุมขดุ คน้ 2x2 เมตร
2 หลมุ
จากการขดุ คน้ ไดพ้ บชนั้ ดนิ อย่อู าศยั และการประกอบกจิ กรรมการ
ฝังศพของมนุษย์ 1 โครงท่ฝี ังแบบนอนหงายเหยียดยาว หลกั ฐานทาง
โบราณคดีท่พี บ เช่น เศษภาชนะดินเผาจานวนทงั้ ส้นิ 116.92 กโิ ลกรมั
ขวานหนิ ขดั 21 ชน้ิ ลกู กระสนุ ดนิ เผา 20 ลกู แวดนิ เผา 3 ชน้ิ เศษโลหะ
สารดิ และตะกรนั โลหะ เศษชน้ิ สว่ นกระดกู สตั ว์ เป็นตน้
ผู้ขุดค้นสรุปว่าพ้ืนท่ีน้ีอาจมีการอยู่อาศยั และประกอบกิจกรรม
การฝังศพมาแล้วตัง้ แต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ราว 2,000
ปีมาแล้ว และผู้คนแถบน้ีบางส่วนคงมีพฒั นาการกลายมาเป็นชุมชนเมอื ง
อ่ทู องในเวลาต่อมา
11. ภทั รพงษ์ เก่าเงิน. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรงุ เทพฯ: สานักงาน
โบราณคดีและพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติที่ 2 สพุ รรณบุร,ี 2545.
บรเิ วณแหล่งโบราณคดคี อกช้างดนิ ท่เี ชิงเขาคอก ห่างจากเมือง
อู่ทองไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้ประมาณ 3 กโิ ลเมตร เป็นท่สี นใจของ
นกั วชิ าการมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะประเดน็ ปัญหาเร่อื งหน้าทข่ี องแหล่ง
ว่าจะเป็นเพนียดคลอ้ งชา้ งหรอื เป็นทานบกนั้ น้า แต่เพงิ่ มกี ารสารวจและขุด
~ 48 ~
ศกึ ษาคอกชา้ งดนิ อย่างจรงิ จงั ในระหว่าง พ.ศ. 2540 – 2544 โดยสานกั งาน
โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 2 สพุ รรณบุรี (ในขณะนนั้ )
จากการสารวจและจัดทาแผนผังบริเวณคอกช้างดิน พบว่ามี
สง่ิ กอ่ สรา้ งหลกั คอื แนวคนั ดนิ หรอื คอกชา้ งดนิ จานวน 4 คอก (คชด. 1 – 4)
ซ่งึ จากการพิจารณาลกั ษณะสณั ฐานและตาแหน่งท่ีตัง้ ซ่ึงมีลาห้วยน้าตก
พุม่วงไหลผ่าน ผนวกกบั คตกิ ารสรา้ งศาสนสถานบรเิ วณใกลเ้ คยี ง ทาใหไ้ ด้
ขอ้ สรุปว่าคอกชา้ งดนิ ไม่มคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั การคลอ้ งชา้ ง แต่เป็นอ่างเกบ็
น้าหรอื สระน้าศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ซง่ึ มคี วามเกย่ี วเน่ืองกบั การประกอบพธิ กี รรมของ
ศาสนาพราหมณ์ คาดว่ามอี ายอุ ยใู่ นชว่ งประมาณพุทธศตวรรษท่ี 12 – 14
โดยในวิทยานิพนธ์ปรญิ ญาโทเสนอต่อมหาวทิ ยาลยั มหิดลเร่อื ง
“Palaeo-Environmental Study at Khok Chang Din Ruins, U-Thong
District, Suphanburi Province” ของสภุ มาศ ดวงสกุล (นักโบราณคดปี ระจา
สานักศลิ ปากรท่ี 2 สพุ รรณบุร)ี ไดน้ าตวั อย่างดนิ ไปวเิ คราะหห์ าละอองเรณู
และขดุ ตรวจแนวคนั ดนิ ทล่ี อ้ มรอบคอกชา้ งดนิ หมายเลข 1 และ 2 เพ่อื ศกึ ษา
ชนั้ การก่อสร้างโบราณสถาน พบว่าลักษณะชนั้ ดินและละอองเรณูท่ีพบ
แสดงว่าเม่อื แรกสร้างคอกช้างดนิ เหล่าน้ีมีสภาพเป็นสระท่มี ีน้าแช่ขงั เป็น
ระยะเวลานาน หลงั จากนนั้ น้าไดไ้ หลบ่านาตะกอนเขา้ มาทบั ถมภายในคอก
ซง่ึ เป็นช่วงเวลาท่สี ระน้าถูกทง้ิ ร้างไปแล้ว สระน้าเหล่าน้ีจงึ ต้นื เขนิ ขน้ึ หมด
สภาพไปในทส่ี ดุ
สานกั งานโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตทิ ่ี 2 ยงั ไดข้ ุดคน้
ชนั้ ดนิ บรเิ วณพน้ื ทอ่ี ย่อู าศยั ใกลเ้ คยี งกบั คอกชา้ งดนิ โดยมหี ลุมขุดคน้ ขนาด
2x2 เมตร จานวน 3 หลุม พบว่ามรี ่องรอยการอย่อู าศยั อย่างหนาแน่นของ
มนุษย์ในสมยั ทวารวดี เพราะได้พบชนั้ ทบั ถมของเศษภาชนะดินเผาเป็น
จานวนมาก ทงั้ หม้อมีสนั กุณฑี ตะคัน และยงั ได้พบเคร่ืองถ้วยจีนสมัย
ราชวงศถ์ งั อกี ดว้ ย
~ 49 ~
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณคอกช้างดิน
(เอื้อเฟื้ อภาพถ่ายโดยสภุ มาศ ดวงสกลุ )
~ 50 ~
ทงั้ น้ีการทางานใน พ.ศ. 2540 – 2544 ยงั ไดข้ ุดแต่งอาคาร
โบราณสถานคอกชา้ งดนิ หมายเลข 6, 7 และ 13 และค้นพบขอ้ มูลทม่ี ี
ความสาคญั ต่อการศกึ ษาโบราณคดสี มยั ทวารวดี
โบราณสถาน คชด.6 เป็นฐานเทวาลยั รูปสเ่ี หล่ยี มผนื ผ้าก่อด้วย
ศลิ าแลง ขนาด 9.5x13 เมตร วางตวั ตามแนวตะวนั ออก-ตะวนั ตก ดา้ นทศิ
ตะวนั ออกและตะวนั ตกมมี ุขย่นื ออกมาด้านละ 0.5 เมตร ด้านในพบฐาน
อาคารก่อดว้ ยศลิ าแลง ขนาด 4.5x8.9 เมตร สนั นิษฐานว่าสว่ นนอกคงเป็น
ทางเดนิ ประทกั ษณิ สว่ นดา้ นในคงเป็นอาคารทย่ี กพน้ื ขน้ึ มา
นอกจากน้ียงั พบช้นิ ส่วนประกอบสถาปัตยกรรม ไดแ้ ก่ ขนั สารดิ
เชิงเทียนสาริด ตุ้มเหล็ก (?) แท่งเหล็ก หม้อมีสนั ทงั้ ท่ีตกแต่งด้วยลาย
เชอื กทาบ ลายขดู ขดี ลายจกั สาน หรอื ไม่มลี าย และกุณฑี (หมอ้ มพี วย)
โบราณสถาน คชด.7 ตงั้ อยู่บนแนวคนั ดนิ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกของ
คอกช้างดนิ หมายเลข 3 ท่เี ป็นอ่างเก็บน้า มฐี านชนั้ ล่างท่กี ่อดว้ ยหนิ ปูน
ธรรมชาติขนาดต่างๆ และศิลาแลง อยู่ในผังรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า ขนาด
24x28.80 เมตร บนฐานน้มี อี าคารขนาดเลก็ อกี 3 หลงั ก่อดว้ ยหนิ ธรรมชาติ
และศลิ าแลงเชน่ เดยี วกนั
สงิ่ สาคญั ทส่ี ุดท่ไี ดข้ ุดคน้ พบ ณ โบราณสถาน คชด.7 คอื ภาชนะ
ดนิ เผาทรงแจกนั หรอื คนโทขนาดเลก็ ทภ่ี ายในบรรจุแท่งเงนิ และกอ้ นเงนิ ตดั
เป็นท่อน เหรยี ญเงนิ ตราสงั ข์/ศรวี ตั สะ เหรยี ญเงนิ ตราพระอาทติ ย์/ศรวี ตั สะ
เหรยี ญเงนิ ตราสงั ข/์ หมอ้ ปูรณฆฏะ และเหรยี ญเงนิ 3 เหรยี ญ มจี ารกึ ภาษา
สนั สกฤตว่า “ศรที ฺวารวตศี ฺวรปุณฺย” ซง่ึ คน้ พบเป็นครงั้ แรกจากการขดุ คน้ ทาง
โบราณคดี
โบราณสถาน คชด.13 เป็นฐานอาคารรูปสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ก่อดว้ ย
หินปูนธรรมชาติ ไม่ใช้วสั ดุสอ ขนาด 9x12 เมตร วางตวั ตามแนวทิศ
ตะวนั ออก-ตะวนั ตก พบโบราณวตั ถุ ไดแ้ ก่ แหวนสารดิ (?) มดี (?) ตะกรนั
แรเ่ หลก็ เศษเครอ่ื งถว้ ยจนี สมยั ราชวงศถ์ งั และราชวงศซ์ ่งุ (เคร่อื งถว้ ยชงิ ไป๋ )
~ 51 ~
หม้อมสี นั กุณฑี ตะคนั ดินเผา แผ่นดนิ เผาลกั ษณะคล้ายเบ้าหรือแม่พมิ พ์
สนั นษิ ฐานว่าอาคารหลงั น้ีเป็นทอ่ี ย่ขู องนกั บวชหรอื พราหมณ์
นอกจากน้ี ในการขดุ แต่งคอกชา้ งดนิ หมายเลข 12 เมอ่ื พ.ศ. 2546
ก็ได้พบเหรียญอาหรับสมัยของคัลลีเฟาะห์อัลมะฮะดี (Al-Mahdi) แห่ง
ราชวงศอ์ บั บาสยิ ะฮ์ (Abbasid dynasty) ทค่ี รองตาแหน่งในชว่ ง พ.ศ. 1318-
1328 (ข้อมูลจากป้ายประชาสมั พนั ธ์ของกรมศลิ ปากรท่โี บราณสถาน
คอกชา้ งดนิ หมายเลข 12)
ชน้ิ สว่ นกณุ ฑี พบจากการขดุ คน้ ทค่ี อกชา้ งดนิ
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 52 ~
ภาชนะบรรจกุ อ้ นเงนิ /เหรยี ญเงนิ มจี ารกึ
ขดุ พบทโ่ี บราณสถาน คชด.7
จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
อ่ทู อง
~ 53 ~
12. Podjanok Kanjanajuntorn. “Development Social Complexity in
Metal Age West-Central Thailand ca. 500 BC – AD 500.”
Ph.D. dissertation, University of Bristol, 2005.
พจนก กาญจนจนั ทร (ปัจจุบนั เป็นอาจารย์ประจาคณะสงั คมวทิ ยา
และมานุษยวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์) ไดท้ าวทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาเอก
เสนอต่อ มหาวทิ ยาลยั บรสิ ทอล ประเทศองั กฤษ โดยกล่าวถงึ ผลการสารวจ
ทางโบราณคดบี รเิ วณเมอื งอ่ทู องในขอบเขตประมาณ 27 ตารางกโิ ลเมตร
พบว่ามแี หลง่ โบราณคดปี ระเภทเนินดนิ ทอ่ี ย่อู าศยั หรอื แหล่งฝังศพ ซง่ึ น่าจะ
มอี ายอุ ย่ใู นชว่ งยุคเหลก็ ราวต้นพุทธกาล – พุทธศตวรรษท่ี 11 เป็นจานวน
มากถงึ 17 แหล่ง
แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่ตัง้ อยู่ในแถบตะวันออกนอกเขตคูน้า
คนั ดนิ ของเมอื งอทู่ อง ตวั อยา่ งแหลง่ สาคญั เชน่ บา้ นโคกสาโรง บา้ นวงั ขอน
บา้ นดอนมะกอก ซง่ึ จากการสารวจไดพ้ บเศษภาชนะดนิ เผา ลูกปัดแกว้ และ
ลกู ปัดหนิ กง่ึ มคี ่า ตะกรนั โลหะ และชน้ิ สว่ นกระดกู มนุษย์ เป็นตน้
เม่อื พ.ศ. 2546 พจนก กาญจนจนั ทร เลอื กขุดคน้ ทบ่ี า้ นวงั ขอน
หมู่ 6 ตาบลจระเขส้ ามพนั ทางฝัง่ ตะวนั ตกของแมน่ ้าจระเขส้ ามพนั ตรงขา้ ม
กบั บ้านนาลาวทางฝัง่ ตะวนั ออก มหี ลุมขุดคน้ ขนาด 2x2 เมตร จานวน
2 หลุม แต่ในการขดุ คน้ ไม่ไดพ้ บรอ่ งรอยกจิ กรรมของมนุษยอ์ ย่างเด่นชดั
โบราณวตั ถุท่พี บ เช่น เศษภาชนะดนิ เผา ลูกปัด เคร่อื งมอื เหล็ก
ก็มีปริมาณไม่มากนักและส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชารุด ดังนัน้ ผู้เขียนจึง
พจิ ารณาหลกั ฐานทไ่ี ดจ้ ากการขดุ คน้ ร่วมกบั ขอ้ มลู ทร่ี าษฎรในพน้ื ทบ่ี อกเล่า
หรือวัตถุท่ีราษฎรในพ้ืนท่ีนามาแสดง เช่น โครงกระดูกมนุษย์ ลูกปัด
เหรียญเงิน แล้วนาเสนอกาหนดอายุของแหล่งโบราณคดีว่าคงมีอายุอยู่
ในช่วงยคุ เหลก็ ตอนปลายและชว่ งกอ่ นสมยั ทวารวดี
~ 54 ~
13. สันต์ิ ไทยานนท์. “การศึกษาลาดบั พฒั นาการวฒั นธรรมทาง
โบราณคดีเมืองอู่ทอง.” วิทยานิ พนธ์ปริญญาศิลปศาสตร
ม ห า บัณ ฑิ ต ( ส า ข า โ บ ร า ณ ค ดี ส มัย ป ร ะ วัติ ศ า ส ต ร์)
มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2554.
สนั ติ์ ไทยานนท์ ได้จดั ทาวิทยานิพนธ์ระดบั ปรญิ ญาโทเสนอต่อ
บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร โดยขดุ คน้ บรเิ วณคนั ดนิ ชนั้ นอกดา้ น
ทศิ ตะวนั ตก จานวน 1 หลุมขดุ คน้ และบรเิ วณทอ่ี ยอู่ าศยั ภายในตวั เมอื งทาง
ทศิ ใตใ้ นเขตบา้ นเนนิ พลบั พลา ตาบลทา้ วอ่ทู อง จานวน 2 หลุมขุดคน้ โดยมี
รายละเอยี ดดงั น้ี
เม่อื พ.ศ. 2553 มกี ารปรบั พน้ื ทเ่ี พ่อื ขดุ ลอกคูน้าคนั ดินชนั้ นอกทาง
ตะวนั ตกของเมอื ง ไดพ้ บโครงกระดกู มนุษย์ 6 โครงถูกฝังในท่านอนหงาย
เหยยี ดยาวเรยี งกนั หลายโครง สนั ติ์ ไทยานนท์ จงึ ขุดคน้ ใกลก้ บั จุดดงั กล่าว
เป็นหลุมขนาด 2x2 เมตร พบชนั้ ทบั ถมทม่ี คี วามลกึ เกอื บ 6 เมตร โดยมี
ร่องรอยการเขา้ มาใชพ้ ้นื ท่บี รเิ วณน้ีในระยะแรก ซง่ึ อาจมอี ายุเก่าไปถึงช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 10 ชนั้ ต่อมาไดพ้ บชน้ิ ส่วนเชงิ ภาชนะดนิ เผามจี ารกึ อกั ษร
ปัลลวะ อา่ นไดว้ า่ “จนฺทุ” (จนั -ทุ) มอี ายุอยใู่ นช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 11 - 12
จนกระทงั่ ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 13 - 15 จงึ มกี ารขุดคเู มอื งและก่อ
คนั ดนิ ขน้ึ ต่อมามกี ารลอกคูเมอื งอกี ครงั้ ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 15 - 16
ทงั้ ยงั พบว่ามกี ารใชค้ นั ดนิ เป็นสสุ าน เพราะขดุ พบโครงกระดูกมนุษยเ์ พม่ิ อกี
1 โครง ฝังในท่านอนหงายเหยยี ดยาว มสี ง่ิ ของอุทศิ เป็นใบหอกเหลก็ 1 ชน้ิ
โดยโครงกระดกู น้ีอย่ใู นระดบั เดยี วกนั กบั โครงกระดูก 6 โครงทพ่ี บครงั้ ก่อน
ดงั นนั้ คงมกี ารฝังศพเป็นแนวยาวเรยี งต่อกนั ซง่ึ ผขู้ ุดคน้ คาดว่าคงเป็นการ
ตายทม่ี จี านวนมากเพราะไม่พบร่องรอยของหลุม โดยโครงกระดูกสว่ นใหญ่
เป็นเดก็ อายุ 0 - 10 ปี ส่วนชนั้ กจิ กรรมสดุ ท้ายได้มกี ารขุดลอกคูน้าและ
ถมคนั ดนิ อกี ครงั้ ในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 16 - 17 กอ่ นทจ่ี ะมกี ารทง้ิ รา้ งไป
~ 55 ~
โครงกระดกู ในหลมุ ขดุ คน้ ทค่ี นั ดนิ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกของเมอื งอ่ทู อง
จากการขดุ คน้ ของสนั ติ์ไทยานนท์ พ.ศ. 2553
(เออ้ื เฟ้ือภาพโดยสนั ติ ์ไทยานนท)์
~ 56 ~
สว่ นการขุดคน้ ภายในตวั เมอื งทางทศิ ใตบ้ รเิ วณบา้ นเนินพลบั พลา
เป็นหลุมขุดคน้ ท่ี 2 มขี นาด 3x3 เมตร (มกี ารขยายพน้ื ทภ่ี ายหลงั ) พบว่ามี
การเรมิ่ เขา้ มาใชพ้ น้ื ทใ่ี นช่วงพุทธศตวรรษท่ี 15 มกี จิ กรรมการถลุงเหลก็
และคงเป็นพน้ื ทผ่ี ลติ ลูกปัดแกว้ ดว้ ย เพราะพบลูกปัดมากถงึ 530 ลูก พรอ้ ม
ดว้ ยเศษลูกปัดทเ่ี สยี หายจากการผลติ จานวนหน่ึง ลูกปัดเกอื บทงั้ หมดเป็น
ลกู ปัดแกว้ สเี ดยี ว (monochrome glass bead) มเี พยี ง 1 ลกู ทเ่ี ป็นลกู ปัดแกว้
มแี ถบหลายสสี ลบั (striped bead) แต่ร่องรอยการอย่อู าศยั กไ็ ม่หนาแน่น
และคงทง้ิ รา้ งไปในชว่ งปลายสมยั ทวารวดี
หลมุ ขดุ คน้ ทบ่ี า้ นเนินพลบั พลา
ของสนั ติ์ ไทยานนท์ เมอ่ื พ.ศ. 2553
~ 57 ~
สาหรบั หลมุ ขดุ คน้ ท่ี 3 มขี นาด 3x3 เมตร ตงั้ อย่หู า่ งจากหลมุ ขดุ คน้
ท่ี 2 เพยี ง 300 เมตร ปรากฏร่องรอยการเขา้ มาใชพ้ น้ื ทใ่ี นระยะแรกเป็น
สถานท่ปี ระกอบพิธกี รรม เพราะได้พบรอยหลุมดนิ เผาไฟเป็นรูปวงกลม
ขนาด 21 เซนติเมตร พรอ้ มดว้ ยดนิ เผาไฟปั้นเป็นก้อนขนาด 1.5 - 3
เซนติเมตร จานวน 5 ลูก บางลูกมีสญั ลกั ษณ์มงคลคอื หงสแ์ ละศรีวตั สะ
ร่องรอยทข่ี ุดพบน้ีน่าจะเป็นกองกูณฑท์ ใ่ี ช้ประกอบพธิ ีในศาสนาพราหมณ์
โดยไม่พบหลกั ฐานอ่นื ใดเลยในระดบั ชนั้ ดนิ น้ี เม่อื นาตวั อย่างดนิ เผาไฟใน
หลุมน้ีไปกาหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (thermoluminescense)
ไดค้ ่าอายุอย่ใู นช่วงพุทธศตวรรษท่ี 14 - 16 เหนือชนั้ ดนิ น้ีขน้ึ มาพบว่าคงมี
การอยู่อาศยั ท่คี ่อนข้างหนาแน่นในช่วงปลายสมยั ทวารวดี เพราะไดพ้ บ
กระดูกปลาและเปลือกหอยจานวนมากปะปนอยู่กับเศษภาชนะดินเผา
รวมทงั้ ไดพ้ บลกู ปัดแกว้ 338 ลกู และพบเศษเครอ่ื งถว้ ยจนี สมยั ราชวงศถ์ งั
กล่าวได้ว่า ผลการขุดค้นของสนั ติ์ ไทยานนท์ นามาซ่งึ ขอ้ มูลท่มี ี
ความน่าสนใจ เพราะแสดงให้เหน็ ถึงร่องรอยการอย่อู าศยั ทเ่ี มอื งอ่ทู องมา
ตงั้ แต่ช่วงหวั เลย้ี วประวตั ศิ าสตร์ ก่อนมกี ารอยู่อาศยั อย่างหนาแน่นในสมยั
ทวารวดี โดยเฉพาะในช่วงกลางถงึ ปลายสมยั ทวารวดี ราวพุทธศตวรรษท่ี
14 – 16 ซง่ึ ไดพ้ บกจิ กรรมทส่ี าคญั คอื การขุดลอกคูเมอื ง การถลุงเหลก็
โดยเฉพาะขอ้ มลู เกย่ี วกบั การผลติ ลกู ปัดแกว้ และการประกอบกจิ พธิ ที เ่ี น่ือง
ในศาสนาพราหมณ์
14. ปรชั ญา รงุ่ แสงทอง และอภิรฐั เจะเหลา่ . “การขดุ คน้ ทางโบราณคดี
ณ โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1.” ใน เอกสาร
ประกอบการเสวนาทางวิชาการ เรือ่ ง “อ่ทู อง....ต้นสายและ
ปลายทาง”. สานักศิลปากรท่ี 2 สุพรรณบุรี, 2556. (เอกสาร
อดั สาเนา). หน้า 34 – 67.
~ 58 ~
กล่าวถงึ ผลการขดุ คน้ โบราณสถานพหุ างนาค หมายเลข 1 บนยอด
เขารางกะปิด-เขาทาเทยี ม ทางตะวนั ตกของเมอื งอ่ทู อง ตลอดแนวยอดเขา
เทือกน้ีมีโบราณสถานก่อด้วยหินและอิฐกระจายมากกว่า 20 แห่ง
โดยนักวชิ าการบางท่านเสนอว่าโบราณสถานเหล่าน้ีเป็นของ “วฒั นธรรม
หนิ ใหญ่” (Megalith) หรอื หนิ ตงั้ (standing stone) ทม่ี มี าแลว้ ตงั้ แต่สมยั กอ่ น
ประวตั ศิ าสตร์ การขดุ คน้ ทางโบราณคดจี งึ ชว่ ยตอบปัญหาน้ี
การขุดคน้ ดาเนินงานในช่วงเดอื นธนั วาคม 2555 – มนี าคม 2556
นอกจากได้พบฐานอาคารสงิ่ ก่อสร้างแล้ว ยงั ได้พบโบราณวตั ถุบางช้นิ ท่ี
สามารถบ่งบอกอายุสมยั และกจิ กรรมในอดตี ทเ่ี กดิ ขน้ึ ได้ โดยผขู้ ุดคน้ เสนอ
ว่าโบราณสถานหลงั น้ีสรา้ งขน้ึ ในช่วงสมยั ทวารวดี โดยมกี ารปรบั พน้ื ผวิ บน
ยอดเขาใหเ้ รยี บแลว้ ก่อหนิ ปูนเป็นฐานและแกนหลกั ของอาคาร สว่ นบนก่อ
ดว้ ยอฐิ เป็นสถปู ทรงกลม ทงั้ ยงั ไดพ้ บตะคนั และกอ้ นอฐิ สมยั ทวารวดอี ย่ดู ว้ ย
ต่อมาอาคารคงชารุดทรุดโทรมจงึ มกี ารซ่อมแซมอาคารหลงั น้ีใน
สมยั ทวารวดี โดยมกี ารถมอดั ฐานดว้ ยหนิ กรวดและหนิ ปนู และมกี ารใชง้ าน
ต่อเน่อื งมาโดยไดพ้ บโบราณวตั ถุสมยั ทวารวดหี ลายประเภท เช่น พระพมิ พ์
ดนิ เผา ตะคนั ภาชนะดินเผา ยอดสถูป ฯลฯ ภายหลงั ยงั มกี ารใช้พ้นื ท่ใี น
สมยั อยุธยาดว้ ย แต่กพ็ บหลกั ฐานเพยี งเลก็ น้อยเท่านนั้ ก่อนทโ่ี บราณสถาน
แห่งน้จี ะถกู ทง้ิ รา้ งไป
ดังนั้นจากการขุดค้นของกรมศิลปากรจึงทาให้ได้ข้อสรุปว่า
โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข 1 เป็นสถูปหรอื เจดยี ส์ มยั ทวารวดี ไม่ใช่
โบราณสถานในวฒั นธรรมหนิ ตงั้ แต่อยา่ งใด
15. สฤษด์ิพงศ์ ขนุ ทรง. เนินพลบั พลา เมืองอู่ทอง: ผลการขดุ ค้นทาง
โบราณคดี ปี 2556. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2556.
~ 59 ~
ภาควชิ าโบราณคดีได้จดั ทา “โครงการเพมิ่ พูนประสบการณ์วจิ ยั
และการปฏบิ ตั งิ านโบราณคดภี าคสนาม” โดยขุดคน้ ทบ่ี า้ นเนินพลบั พลาใน
ระหว่างวนั ท่ี 10 – 25 มนี าคม พ.ศ. 2556 เพ่อื ตรวจสอบผลการขดุ คน้ ของ
สนั ติ์ ไทยานนท์ โดยกาหนดใหม้ หี ลุมขดุ คน้ ขนาด 2x4 เมตร 4 หลมุ คดิ เป็น
พน้ื ทร่ี วมทงั้ หมด 32 ตารางเมตร
หลกั ฐานทไ่ี ดจ้ ากการขุดคน้ เกอื บทงั้ หมดเป็นวตั ถุทม่ี ลี กั ษณะของ
วฒั นธรรมสมยั ทวารวดี เศษภาชนะดนิ เผาเน้ือดนิ ธรรมดาทข่ี ุดพบ (จานวน
36,025 ช้นิ หนักรวม 318.519 กโิ ลกรมั ) เป็นภาชนะแบบสมยั ทวารวดี
ส่วนโบราณวตั ถุท่อี าจมอี ายุก่อนหน้าสมยั ทวารวดมี เี พยี งประเภทเดยี วคอื
ลูกปัดหินกง่ึ มคี ่า โดยเฉพาะลูกปัดหนิ คาร์เนเล่ยี นทรงหกเหลย่ี มแบนอนั
สามารถเทยี บไดก้ บั ลกู ปัดหนิ กง่ึ มคี ่าทพ่ี บจากการขุดคน้ ทบ่ี า้ นดอนตาเพชร
อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ซง่ึ มคี ่าอายทุ น่ี ่าเชอ่ื ถอื อย่ใู นช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 2
แต่ลกู ปัดหนิ กง่ึ มคี า่ น้กี อ็ าจถกู ใชต้ ่อเน่อื งมาในสมยั ทวารวดกี ไ็ ด้
เม่ือพิจารณาจากปริมาณของเศษภาชนะดนิ เผาและลูกปัดแก้ว
สเี ดยี วทพ่ี บในแต่ละระดบั ชนั้ ดนิ สมมตขิ องทุกหลมุ ขดุ คน้ แลว้ พบวา่ สามารถ
แบ่งชนั้ วฒั นธรรมสมยั ทวารวดที พ่ี บออกเป็นอยา่ งน้อย 2 ระยะยอ่ ย คอื
ระยะย่อยท่ี 1
เป็นชัน้ กิจกรรมช่วงแรกในหลุมขุดค้น พบเศษภาชนะดินเผา
ปริมาณไม่มาก ในระยะน้ีได้พบก้อนอิฐมีลวดลายซ่ึงถือเป็นโบราณวัตถุ
ชน้ิ เด่นท่สี ามารถใชก้ าหนดอายุสมยั ไดว้ ่า คงมอี ายุอยู่ในช่วงสมยั ทวารวดี
เพราะศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลเิ ยร์ เคยกาหนดอายุโบราณสถานทเ่ี มอื ง
อู่ทองซ่ึงใช้ก้อนอิฐมีลวดลายง่ายๆ ในการก่อไว้ว่า คงสร้างข้ึนในช่ วง
ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 14 – 15
ระยะย่อยท่ี 2
เป็นชนั้ กจิ กรรมท่มี คี วามหนาแน่นของหลกั ฐาน พบเศษภาชนะ
ดนิ เผาในปรมิ าณมาก พบชน้ิ ส่วนแท่นหนิ บด ชน้ิ ส่วนปากขวดหมอ้ พรมน้า
~ 60 ~
ตราดนิ เผารูปศรวี ตั สะ ลูกปัดแกว้ สเี ดยี วในปรมิ าณมาก รวมทงั้ เป็นช่วงชนั้
ดนิ ทไ่ี ดพ้ บกอ้ นแกว้ สฟี ้าและลูกปัดแกว้ สเี ดยี วทอ่ี ยู่ในสภาพตดิ กนั 2 เมด็
แสดงให้เหน็ ถงึ กจิ กรรมการผลติ ลูกปัดแก้ว ซง่ึ สนั ติ์ ไทยานนท์ ไดก้ าหนด
อายชุ นั้ กจิ กรรมทพ่ี บหลกั ฐานการผลติ ลกู ปัดแกว้ ไวใ้ นช่วงราวพุทธศตวรรษ
ท่ี 15 - 16
ดงั นนั้ จงึ สรุปไดว้ ่า หลุมขดุ คน้ ทบ่ี า้ นเนินพลบั พลาในปี 2556 คงมี
อายอุ ยใู่ นช่วงพุทธศตวรรษท่ี 14 – 16 โดยระยะย่อยท่ี 1 ซง่ึ เป็นชนั้ กจิ กรรม
ระยะแรกทม่ี หี ลกั ฐานทางโบราณคดเี บาบางคงมอี ายุราวพุทธศตวรรษท่ี 14
– 15 ส่วนระยะย่อยท่ี 2 ซง่ึ เป็นช่วงทม่ี หี ลกั ฐานทางโบราณคดหี นาแน่น
น่าจะมอี ายุอยใู่ นชว่ งราวพทุ ธศตวรรษท่ี 15 – 16
การขดุ คน้ เมอ่ื ปี 2556 ทบ่ี า้ นเนินพลบั พลา เมอื งอ่ทู อง
~ 61 ~
การขดุ คน้ เมอ่ื ปี 2556
ทบ่ี า้ นเนนิ พลบั พลา เมอื งอ่ทู อง
~ 62 ~
บทท่ี 3
“เมอื งโบราณอ่ทู อง”
ขอ้ มูลจากหนังสือต่างๆ
อาจกลา่ วไดว้ ่าหนงั สอื วชิ าการดา้ นประวตั ศิ าสตร์และโบราณคดใี น
ประเทศไทย โดยเฉพาะทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เร่อื งของสวุ รรณภูมแิ ละสมยั ทวารวดี
(รวมทงั้ พระเจา้ อู่ทอง) ย่อมจะต้องกล่าวถงึ เมอื งโบราณอ่ทู องอย่างไม่ต้อง
สงสยั เพราะทเ่ี มอื งอ่ทู องมหี ลกั ฐานทางโบราณคดีโดยเฉพาะสมยั ทวารวดี
เป็นจานวนมาก นอกจากน้ียงั ค้นพบหลักฐานของสมัยอ่ืนๆ ซ่ึงมีความ
น่าสนใจเป็นอย่างยงิ่ โดยมรี ายการหนงั สอื จานวน 35 เลม่ ดงั น้ี
1. ธนิ ต อยู่โพธ์ิ. เมืองไตรตรึงส์ อู่ทอง และอโยธยา. พระนคร:
โรงพิมพ์ศิวพร, 2506.
เป็นการรวบรวมเร่อื งราวอนั มคี วามเก่ยี วเน่ืองกบั ตานานพระเจ้า
อ่ทู องและเมอื งโบราณทม่ี กี ารกล่าวถึงในตานาน ตลอดทงั้ การสถาปนากรุง
ศรอี ยุธยา เน้ือหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคอื เมอื งไตรตรงึ ส์ เมอื งอู่ทอง และ
เมอื งอโยธยา เน้อื หาต่างๆ เป็นการนาตานานและขอ้ มลู ทเ่ี คยมกี ารศกึ ษาไว้
ก่อนหน้านัน้ มาวจิ ารณ์ และใช้หลกั ฐานทางโบราณคดเี ขา้ มาประกอบการ
วเิ คราะห์
สาระทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เมอื งอ่ทู องคอื ผเู้ ขยี นใหข้ อ้ สนั นิษฐานว่าเมอื ง
อ่ทู องปรากฏรอ่ งรอยหลกั ฐานต่างๆ ทม่ี คี วามเก่าแก่ไปถงึ สมยั ทวารวดี และ
เป็นศนู ยก์ ลางทางพระพทุ ธศาสนา ก่อนทเ่ี มอื งจะถูกทง้ิ รา้ งไป
ผเู้ ขยี นยงั ได้โยงเมอื งอู่ทองเขา้ กบั เมอื งเทพนครอนั เป็นเมอื งท่ไี ด้
กลา่ วถงึ ไวใ้ นตานานทา้ วแสนปมว่าเป็นเมอื งทพ่ี ระเจา้ ศริ ไิ ชยเชยี งแสนหรอื
ทา้ วแสนปมผเู้ ป็นบดิ าของทา้ วอ่ทู องน้ีไดส้ รา้ งขน้ึ มา และยงั สันนิษฐานว่ามี
~ 63 ~
การผกู ชอ่ื เมอื งอ่ทู องเขา้ กบั “สวุ รรณภูม/ิ สพุ รรณภมู ”ิ ดงั มปี รากฎอยใู่ นจารกึ
พ่อขนุ รามคาแหง
ผเู้ ขยี นไดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะว่าการเรยี ก “พระเจา้ อ่ทู อง” อาจหมายถงึ
การเรยี กพระนามกษตั รยิ ท์ ุกๆ องคท์ ค่ี รองเมอื งอทู่ อง มไิ ดห้ มายถงึ เพยี งแต่
พระเจา้ อ่ทู องผสู้ ถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยา ซง่ึ อาจใชพ้ ระนามอ่ทู องสบื ต่อมาจาก
พระเจา้ อ่ทู ององคก์ อ่ นๆ
2. กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรือ่ งเมืองอ่ทู อง. พระนคร: โรงพิมพ์
ศิวพร, 2509. (พิมพ์ในงานเสด็จพระราชดาเนิ นทรงเปิ ด
พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติอ่ทู อง 13 พ.ค. 2509).
หนงั สอื เลม่ น้เี ป็นการรวบรวมบทความสาคญั ๆ ทงั้ ทเ่ี คยมกี ารเขยี น
ไวแ้ ลว้ และเป็นบทความทเ่ี ขยี นขน้ึ ใหม่เกย่ี วกบั เมอื งโบราณอ่ทู อง เพ่อื พมิ พ์
เผยแพร่เน่ืองในงานเสดจ็ พระราชดาเนินทรงเปิดพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
อ่ทู อง
สาหรบั บทความท่ปี รากฏอยู่ในหนังสอื เล่มน้ีนัน้ มีทงั้ สน้ิ 15 บท
ซ่งึ เขยี นขน้ึ โดยผู้เช่ยี วชาญทางดา้ นต่างๆ และรวบรวมมาจากเอกสารอ่นื
โดยมเี น้อื หาทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งอู่ทองดงั น้ี
1. “พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั เสดจ็ ประทบั แรม
เมอื งอ่ทู อง และทรงบวงสรวงอดตี มหาราช เมอื่ พ.ศ. 2456”
เป็นการคดั ลอกมาจากเอกสารโบราณเร่อื ง ระยะทางเสดจ็ พระราช
ดาเนินไปทรงนมสั การพระเจดีย์ท่ีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีชัยชนะ
ยุทธหตั ถี ปรากฏอย่ใู นราชกจิ จานุเบกษา เล่มท่ี 30 มใี จความกล่าวถงึ เมอื ง
อู่ทองคอื ไดท้ รงประทบั แรมท่เี มอื งอู่ทอง และเช่อื ว่ามมี าตงั้ แต่ครงั้ เมอื งท่ี
พระปฐมเจดยี ์ นอกจากน้ี ยงั ปรากฏร่องรอยคูเชงิ เทนิ และประตูเมอื งดา้ นใน
เมอื งมลี กั ษณะเป็นเนินสงู มเี ศษอฐิ และกระเบ้อื ง โดยทรงสนั นิษฐานว่าเป็น
วดั หรอื เทวสถาน นอกจากนัน้ ในการจดั เตรยี มพน้ื ทส่ี าหรบั สรา้ งท่ปี ระทบั
~ 64 ~
รบั เสดจ็ ไดข้ ดุ พบโบราณวตั ถุหลายชน้ิ จงึ ไดท้ ลู เกลา้ ฯ ถวาย เช่น แหวนตรา
สาหรบั ทาพธิ ี และเครอ่ื งศลิ าอกี หลายอยา่ ง
ความเหน็ เกย่ี วกบั เมอื งอู่ทองทรงเหน็ ว่าเมอื งอ่ทู องตรงกบั ท่ีเมอื ง
เรยี กว่าสุพรรณภูมิ ในศลิ าจารกึ พ่อขุนรามคาแหง และเช่อื ว่าเป็นเมอื งเดมิ
ของพระเจา้ อ่ทู อง ดว้ ยเหตุว่ายงั คงปรากฏงานศลิ ปกรรมทม่ี รี ปู แบบคลา้ ยกบั
สมยั อยธุ ยาตอนตน้
2. “เมอื งอู่ทองและความสาคญั ของเมืองอู่ทองในประวตั ิศาสตร์
ไทย”
บทความน้ีเดิมเป็ นภาษาฝรัง่ เศสของศาสตราจารย์ชอง
บวสเซอลเิ ยร์ (Jean Boisselier) แปลเป็นภาษาไทยโดย ดร.อไุ รศรี วรศะรนิ
โดยแสดงใหเ้ หน็ ว่าเมอื งอ่ทู องมพี ฒั นาการสบื เน่ืองมาตลอดตงั้ แต่สมยั ก่อน
ประวตั ศิ าสตรห์ รอื กง่ึ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ จนถงึ พุทธศตวรรษท่ี 17 หรอื 18
ก่อนจะถกู ทง้ิ รา้ งไปอย่างกะทนั หนั เพราะภยั ธรรมชาตหิ รอื เหตุอ่นื ๆ เพ่อื ไป
สรา้ งเมอื งขน้ึ ใหม่ทส่ี พุ รรณบุรี
ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ให้ความสาคัญกับหลักฐานในสมัย
กง่ึ ก่อนประวตั ศิ าสตร์หรอื หวั เลย้ี วประวตั ศิ าสตร์ อนั แสดงใหเ้ หน็ การตดิ ต่อ
กบั อารยธรรมจนี อนิ เดยี และตะวนั ตก มาตงั้ แต่ราวพุทธศตวรรษท่ี 6 เช่น
ลกู ปัด ทป่ี ระทบั ตรา เหรยี ญ เคร่อื งประดบั ทท่ี าจากทองคา ดบี ุก หรอื สารดิ
ซ่ึงมีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุจากเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม
ในชว่ งสมยั ทวารดี ศาสตราจารยบ์ วสเซอลเิ ยร์ ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ บทบาท
ด้านอ่ืนๆ นอกเหนือจากการเป็ นเมืองพุทธศาสนา เช่น การปรากฏ
ส่งิ ก่อสร้างในศาสนาพราหมณ์ท่ีอาจเก่ียวข้องกับประเพณีในราชสานัก
ร่องรอยของสงิ่ ก่อสร้างสาธารณูปโภคคอื คอกชา้ งดนิ ซง่ึ เป็นทานบกนั้ น้า
หรือเพนียดคล้องช้าง และการพบจารึกแผ่นทองแดง ซ่ึงมีช่ือกษัตริย์ 2
พระองค์ คอื พระเจา้ หรรษวรมนั และพระเจา้ อศี านวรมนั ซง่ึ ท่านเช่อื ว่าเป็น
ชอ่ื กษตั รยิ แ์ ห่งอาณาจกั รทวารวดที ม่ี อี ทู่ องเป็นเมอื งหลวง
~ 65 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 66 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 67 ~
ขอ้ สงั เกตท่นี ่าสนใจศาสตราจารย์บวสเซอลเิ ยร์ ซ่งึ นาเสนอเป็น
ครงั้ แรกจากการวเิ คราะห์รูปแบบศิลปกรรมท่เี มอื งอู่ทองคอื ร่องรอยของ
ศลิ ปะศรวี ชิ ยั ทป่ี รากฏในศลิ ปะทวารวดที อ่ี ่ทู อง อทิ ธพิ ลของศรวี ชิ ยั น้ีอาจผา่ น
มาทางภาคใตต้ ามเสน้ ทางการเผยแผ่พุทธศาสนา แต่ศลิ ปกรรมทเ่ี มอื งอ่ทู อง
นัน้ ไม่มีร่องรอยของศลิ ปะขอมเขา้ มาปะปนเลย เมอื งอู่ทองจึงรอดพน้ จาก
การรุกรานของขอมในสมัยพระเจ้าชยั วรมนั ท่ี 7 ท่ขี ยายอานาจมายัง
ภาคกลางและภาคตะวันตกของไทย ในช่วงกลางพุทธศตวรรษท่ี 18
เพราะเป็นเมอื งทต่ี งั้ อยู่ไกลจากเขตอทิ ธพิ ลขอม หรอื เพราะเมอื งอู่ทองถูก
ทง้ิ รา้ งไปก่อนหน้านนั้ แลว้ กเ็ ป็นได้
3. “ทฤษฎใี หม่เกยี่ วกบั สถานทตี่ งั้ อาณาจกั รฟูนนั ”
แปลและเรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ
ดศิ กลุ จากบทความของศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ บทความน้ีเสนอว่า
ในช่วงเวลาหน่ึงบรเิ วณลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาโดยเฉพาะเมอื งอู่ทองอาจเป็น
ราชธานขี องอาณาจกั รฟูนนั (มอี ายุราวพุทธศตวรรษท่ี 6 – 11) ซง่ึ ก่อนหน้า
นัน้ เช่ือกันว่ามีราชธานีอยู่บริเวณกัมพูชาตอนใต้และเวียดนามบริเวณ
สามเหลย่ี มปากแม่น้าโขง
ศาสตราจารย์บวสเซอลเิ ยร์ เสนอว่าบริเวณลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา
มเี มืองโบราณจานวนมากท่มี ีแผนผงั คล้ายคลึงกนั และมโี บราณวตั ถุเป็น
แบบเดยี วกนั ซ่งึ ท่านเรยี กว่า “วตั ถุในวฒั นธรรมแบบฟูนัน” ขณะท่บี รเิ วณ
สามเหลย่ี มปากแมน่ ้าโขงมรี ่องรอยของเมอื งแบบดงั กล่าวไม่มาก และไดร้ บั
การศกึ ษาไปเพยี งเมอื งเดยี วคอื ออกแกว้ ทางตอนใตข้ องประเทศเวยี ดนาม
“วตั ถุในวฒั นธรรมแบบฟูนัน” ท่พี บตามเมอื งโบราณในภาคกลาง
ของไทย ทงั้ ภาชนะดนิ เผา เคร่อื งประทบั ทองคาและดบี ุก และลูกปัด กพ็ บ
ต่อเน่ืองไปจนถงึ ช่วงปลายสมยั ทวารวดี อนั แสดงให้เห็นถงึ ความสบื เน่ือง
ของวฒั นธรรมฟูนนั และทวารวดี
~ 68 ~
ทส่ี าคญั คอื เมอื งอทู่ องเป็นสถานทท่ี ค่ี น้ พบโบราณวตั ถุทางศาสนา
ทม่ี คี วามเก่าแก่ก่อนหน้าสมยั ทวารวดี เช่น แผ่นดนิ เผารปู พระสงฆอ์ ุม้ บาตร
และภาพปูนปั้นพระพุทธรูปนาคปรก ซ่งึ มลี ักษณะของศิลปะอนิ เดียแบบ
อมราวดแี ละผลติ ขน้ึ ทอ่ี ่ทู องเองเพ่อื ใชส้ าหรบั ประดบั ศาสนสถาน นอกจากน้ี
กม็ ที ป่ี ระทบั ตรามจี ารกึ เคร่อื งประดบั ตะเกยี งดนิ เผาแบบโรมนั หรอื อนิ เดยี
(อานธระหรืออมราวดี) หลักฐานท่กี ล่าวมาทงั้ หมดน้ีอาจมีอายุอยู่ในราว
พุทธศตวรรษท่ี 9 – 10 ในขณะทห่ี ลกั ฐานส่วนใหญ่จากเมอื งออกแกว้ นัน้
เป็นวตั ถุทน่ี าเขา้ มาจากต่างถน่ิ
4. “คาจารกึ ภาษาสนั สกฤตบนแผ่นทองแดง”
ศาสตราจารย์ ฉ่า ทองคาวรรณ เป็นผอู้ ่าน แปล และอธบิ ายความ
โดยจารกึ ชน้ิ น้ีพบในบรเิ วณเมอื งอ่ทู อง จารกึ ดว้ ยอกั ษรขอมแบบสมยั พ.ศ.
1100 เป็นภาษาสนั สกฤต โดยมเี น้อื หากลา่ วถงึ พระเจา้ หรรษวรมนั พระราช
นัดดาของพระเจา้ อศี านวรมนั ไดร้ บั สงิ หาสนะ พระองค์ไดส้ ่งสวี กิ าและคณะ
ดนตรเี พ่อื ถวายแด่พระศรีมตั อมฺราตเกศวร และต่อมาได้ถวายสงิ่ ของและ
คณะดนตรแี ด่พระศวิ ลงึ ค์ ซง่ึ แทนองคศ์ รธี าเรศวรฯ
ผเู้ ขยี นเสนอความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั พระนามทป่ี รากฏอย่บู นจารกึ ว่า
“พระราชนัดดา” ท่ปี รากฏในจารกึ หมายถงึ พระเจ้าหรรษวรมนั ท่ี 3 และ
อศี านวรมนั คงหมายถึงพระเจา้ อศี านวรมนั ท่ี 2 แห่งอาณาจกั รกมั พูชา
โบราณ ซ่งึ ถ้าเป็นดงั น้ีจริงการบาเพ็ญพระราชกุศลคงมขี ้นึ ในรชั สมยั ของ
พระเจา้ หรรษวรมนั ท่ี 3 อนั ตรงกบั พ.ศ. 1609 – 1623
5. “เรอื่ งเมอื งอ่ทู อง จากรายงานเสดจ็ ตรวจเมอื งสพุ รรณบุร”ี
พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ เม่อื พ.ศ.
2446 ในขณะทรงดารงตาแหน่งเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ไดเ้ สดจ็ ไปยงั
เมอื งอทู่ องเพ่อื ตรวจดโู บราณสถานวตั ถุต่างๆ เช่นเสดจ็ เยย่ี มชมวดั ปราสาท
~ 69 ~
เขาธรรมเธยี ร (เขาทาเทยี ม) กาแพงเมอื ง และทรงตรวจดโู บราณวตั ถุทพ่ี บ
จากในเมอื ง เช่น พระพุทธรปู เหรยี ญเงนิ ทม่ี ลี ายตราสงั ข์
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงเหน็ ว่าเมอื งอ่ทู องน้ีน่าจะ
เป็นเมอื งร่วมสมยั กบั เมอื งนครปฐม พระองค์ยงั ทรงมพี ระวินิจฉัยถึงเร่อื ง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเมอื งอู่ทองกบั พระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษตั รยิ แ์ ห่งกรุงศรี
อยุธยาทม่ี กี ารเล่าขานอย่ใู นนิทานและตานานว่า เมอื งอ่ทู องนนั้ เป็นเมอื งท่ี
พระเจ้าอู่ทองได้ครองก่อนท่จี ะเกดิ โรคห่า แล้วจงึ เสด็จไปสถาปนากรุงศรี
อยุธยา และทรงเสนอวา่ อทู่ องอาจเป็นช่อื เดยี วกนั กบั สวุ รรณภมู ดิ ว้ ย
6. “เรอื่ งเมอื งอ่ทู อง จากนิทานโบราณคด”ี
พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ เน้ือหา
คลา้ ยคลงึ กบั เรอ่ื งเมอื งอ่ทู องจากรายงานเสดจ็ ตรวจเมอื งสพุ รรณบุรี แต่เร่อื ง
เมอื งอู่ทองจากนิทานโบราณคดีมกี ารกล่าวถึงตานานและทม่ี าของพระเจา้
อ่ทู องหลายสานวน นอกจากน้ีพระองคย์ งั คงทรงใหข้ อ้ คดิ เหน็ ว่าเมอื งอ่ทู อง
เป็นเมอื งทม่ี คี วามเก่าแก่ ร่วมสมยั กบั เศยี รพระพุทธรูป เงนิ เหรยี ญตราสงั ข์
ประตมิ ากรรมพระวษิ ณุ เป็นตน้
นอกจากน้ียังได้ปรากฏว่าพระองค์ทรงให้มีการตรวจแนวลาน้า
จระเขส้ ามพนั ทไ่ี หลผา่ นเมอื งอ่ทู อง โดยปรากฏว่าลาน้ามคี วามยาวต่อไปยงั
ทศิ เหนืออกี ไกล และตามลาน้าน้ียงั ได้พบโบราณวตั ถุต่างๆ ตลอดทงั้ ได้มี
การบนั ทกึ ว่าพบสระน้า 4 สระสาหรบั พธิ รี าชาภเิ ษก
อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงมีขอ้ วนิ ิจฉัยว่า ราชธานีของประเทศ
ทวารวดคี อื เมอื งนครปฐม ส่วนเมอื งอู่ทองเป็นเมอื งหน่ึงในอาณาเขตของ
ประเทศทวารวดี และมอี ายุมาก่อนพระเจ้าอู่ทอง โดยต่อมาพระองคไ์ ดท้ า
การโยงช่อื เมอื งอู่ทองเขา้ กบั สุวรรณภูมิหรอื สุพรรณภูมิ ซ่งึ มปี รากฏอยู่ใน
ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี 1 สมยั สโุ ขทยั
~ 70 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 71 ~
ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 72 ~
7. “เรอื่ งกอ่ นประวตั ศิ าสตรท์ อี่ าเภออ่ทู อง”
เขยี นโดยศาสตราจารย์ ชนิ อย่ดู ี บดิ าแห่งวชิ าโบราณคดสี มยั ก่อน
ประวตั ศิ าสตรข์ องไทย มเี น้อื หาเกย่ี วกบั หลกั ฐานทางโบราณคดอี นั เกย่ี วขอ้ ง
กบั สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ ซ่งึ พบจากบรเิ วณภายในกาแพงเมืองเก่าและ
บรเิ วณใกล้เคยี งของเมอื งอู่ทอง เช่น ขวานหนิ ขดั แบบต่างๆ แต่ท่พี บเป็น
จานวนมากกว่าจงั หวดั อน่ื ๆ คอื ขวานหนิ ขดั แบบมบี า่
ผู้เขยี นได้ให้ความเห็นว่าเป็นหลักฐานในสมัยหินใหม่ เม่ือราว
3,000 ปีทแ่ี ลว้ และน่าจะมกี ารอย่อู าศยั สบื ต่อลงมาในช่วงยุคสารดิ และเหลก็
เพราะพบลูกปัดหลายลูกท่มี ีลกั ษณะคล้ายกบั ลูกปัดจากแหล่งโบราณคดี
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรใ์ นจงั หวดั ลพบุรี
8. “ลกู ปัดทเี่ มอื งเกา่ อทู่ อง”
แต่งโดยศาสตราจารย์ ชนิ อย่ดู ี มใี จความสาคญั ถงึ ลกู ปัดทพ่ี บจาก
เมอื งอู่ทอง ซง่ึ ได้พบเป็นจานวนมาก (ในครงั้ นนั้ เป็นลูกปัดท่ไี ดม้ าจากการ
เก็บรวบรวมของราษฎรในพ้ืนท่ี หรือเป็ นสมบัติของ พล.อ.ต. มนตรี
หาญวิชัย) โดยพบทงั้ ลูกปัดท่ีทาจากหิน แก้ว ตลอดทงั้ ลูกปัดโรมันและ
ลกู ปัดทองคา
ผูเ้ ขยี นได้สนั นิษฐานถึงค่าอายุของลูกปัดจากเมอื งอู่ทองจากการ
เปรยี บเทยี บอายสุ มยั กบั แหลง่ โบราณคดใี นประเทศใกลเ้ คยี งทพ่ี บเหมอื นกนั
เช่น ออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม กวั ลาเซลนิ ซงิ และเพงคาลนั บจู งั ประเทศ
มาเลเซยี ฯลฯ และเปรยี บเทยี บจากโบราณวตั ถุอ่นื ๆ ทพ่ี บจากเมอื งอ่ทู องได้
คา่ อายอุ ย่รู ะหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 7 – 16 ผเู้ ขยี นไดใ้ หค้ วามสาคญั กบั ลกู ปัด
โรมนั ซง่ึ เช่อื ว่า มกี ารทาอยู่ในแถบเมดเิ ตอร์เรเนียนในช่วงพุทธศตวรรษท่ี
8 - 9 อนั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การตดิ ต่อสมั พนั ธก์ บั ดนิ แดนแถบนนั้
~ 73 ~
ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ยงั ได้ตงั้ คาถามท่นี ่าสนใจหลายประเด็น
อาทิเช่น ลูกปัดเหล่าน้ีผลิตข้นึ ท่ีอู่ทองเองหรือนามาจากท่ีอ่ืน อู่ทองเป็น
ศนู ย์กลางการคา้ ลูกปัดหรอื ไม่ และมกี ารตดิ ต่อกนั ระหว่างอู่ทองกบั ชุมชน
โบราณในเวยี ดนามและมาเลเซยี หรอื ไม่ อยา่ งไร
9. “ประตมิ ากรรมพ้นื บา้ นของอ่ทู อง”
บ ท ค ว า ม น้ี แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็น ถึ ง ห ลัก ฐ า น ท า ง โ บ ร า ณ ค ดี ป ร ะ เ ภ ท
ประตมิ ากรรมผ่านสายตาของศลิ ปินคอื อาจารย์เขยี น ยม้ิ ศริ ิ ซง่ึ ผเู้ ขยี นได้
ทาการศกึ ษากลุ่มประตมิ ากรรมขนาดเลก็ ทพ่ี บจากเมืองอู่ทองท่มี ลี กั ษณะ
เป็นรูปคน สตั ว์ เคร่อื งมือเคร่อื งใช้ เคร่อื งประดบั จากการศึกษาได้แสดง
เรอ่ื งราวของเมอื งอ่ทู องใหเ้ หน็ ในดา้ นของวถิ ชี วี ติ เชน่ การแต่งกาย ของเล่น
รปู สตั ว์ และวสั ดุทน่ี ิยมนามาสรา้ งงานคอื ดนิ เผาและปนู ปัน้
10. “เมอื งอทู่ อง”
เขยี นโดยศาสตราจารย์ มานิต วลั ลโิ ภดม กล่าวถงึ การศกึ ษาเร่อื ง
เมืองอู่ทองของนักปราชญ์และนักวิชาการหลายๆ ท่านในอดีตท่ีผ่านมา
หลงั จากนัน้ เป็นเร่อื งการลงพ้นื ท่สี ารวจภาคสนามเมอื งอู่ทองของผู้เขยี น
ซ่งึ ไดม้ ีการกล่าวถึงโบราณวตั ถุต่างๆ ทพ่ี บจากการสารวจ การตรวจสอบ
ภูมปิ ระเทศและเสน้ ทางน้า โดยนามาเปรยี บเทยี บหาความเปลย่ี นแปลงกบั
การศึกษาท่ีผ่านมา ทัง้ ยังได้ให้ข้อเสนอว่าเมืองอู่ทองเส่ือมลงในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 17 – 18 หลงั จากนนั้ จงึ ยา้ ยเมอื งไปยงั เมอื งสพุ รรณภูมหิ รอื
สุพรรณบุรีในปัจจุบนั และถูกท้ิงร้างไปก่อนท่ีสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 1
สถาปนากรุงศรอี ยธุ ยาเป็นราชธานรี าว 100 - 200 ปี
ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดว่า เมืองอู่ทองมีการอยู่อาศัยมาอย่าง
ยาวนาน สมยั ทร่ี ุ่งเรอื งคอื ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 8 - 13 และเส่อื มลงในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 16 – 17 ซง่ึ ช่วงเวลาทอ่ี ย่รู ะหว่าง 2 ระยะน้ี อาจมกี ารยา้ ย
ความสาคญั ไปอยทู่ เ่ี มอื งนครชยั ศรโี บราณ (นครปฐม)
~ 74 ~
ผเู้ ขยี นยงั ไดส้ นั นษิ ฐานว่า เมอื งอ่ทู อง คอื เมอื งบลงั กา (Balangka)
ทก่ี ล่าวถึงอยู่ในจดหมายเหตุปโตเลมี เน่ืองจากผูเ้ ขยี นได้ตรวจสอบโดยวดั
ตาแหน่งเสน้ รงุ้ เสน้ แวงตามทม่ี รี ะบไุ วใ้ นเอกสารแลว้ ไดต้ าแหน่งตรงกบั เมอื ง
อู่ทอง และเสนอว่าคาว่าบลงั กาอาจเพ้ียนมาจากคาว่า “เมืองพระลังกา”
ซง่ึ ตรงกบั ช่อื เมอื งในเอกสารจนี ว่า “เกยี -มอ-ลงั้ -เกยี ”
3. จิรา จงกล. นาชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัด
สพุ รรณบุร.ี พระนคร: กรมศิลปากร, 2509.
หนังสือเล่มน้ีจดั พิมพ์ข้นึ เม่ือครงั้ มีพิธีเปิดอาคารจัดแสดงถาวร
ของพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เพ่อื เป็นหนังสอื สาหรบั นาชมหอ้ งจดั
แสดงต่างๆ ภายในอาคาร
มเี น้ือหากล่าวถึงเมอื งอู่ทองว่า นักประวตั ิศาสตร์ปัจจุบนั เช่อื ว่า
พระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาไม่ได้เสด็จมาจากเมืองอู่ทองน้ี
เพราะหลกั ฐานทางโบราณคดยี นื ยนั ไดว้ ่า เมอื งโบราณแห่งน้ีมมี าแลว้ ตงั้ แต่
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรย์ ุคหนิ ใหม่ เพราะพบโบราณวตั ถุ ไดแ้ ก่ ขวานหนิ ขดั
เครอ่ื งปัน้ ดนิ เผา แวเหลก็ ไน
ต่อมาเมืองอู่ทองเป็นเมืองสาคัญในสมยั แรกเร่ิมประวัติศาสตร์
เม่ือ 1,000 กว่าปี มาแล้ว มีการติดต่อกับต่างประเทศมาช้านาน
พบโบราณวตั ถุได้แก่ เงนิ ตราและลูกปัด มลี กั ษณะและอายุเท่าเทยี มกบั ท่ี
เมอื งออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม กาหนดอายรุ ะหว่างพุทธศตวรรษท่ี 6 - 10
ปนู ปัน้ รปู พระอมุ้ บาตรอทิ ธพิ ลศลิ ปะอนิ เดยี แบบอมราวดี ตะเกยี งแบบโรมนั
หรอื ตะเกยี งแบบอานธระในศลิ ปอมราวดี แผ่นดินเผาสลกั ภาพนูนต่ารูป
คนเย่ียมหน้าต่าง (กุฑุ) ตามแบบศิลปะคุปตะของอินเดีย ธรรมจกั รศิลา
พระพุทธรูปดินเผาและสาริด พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมคนจูงลิง
ภาพปนู ปัน้ เทวดา คน สตั ว์ เป็นตน้ ก่อนทเ่ี มอื งโบราณแห่งน้ีจะถูกทง้ิ รา้ งไป
ในพุทธศตวรรษท่ี 16
~ 75 ~
ศลิ าธรรมจกั ร พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบรุ )ี
~ 76 ~
ศลิ าธรรมจกั ร
พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 77 ~
4. ธนิต อยู่โพธ์ิ. สวุ ณั ณภมู ิ. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร, 2510.
ผู้เขียนกล่าวถึงปั ญหาท่ีถกเถียงกันเร่ืองท่ีตัง้ ของสุวัณณภูมิ
(สุวรรณภูมิ) ซ่งึ มีหลายความคดิ เหน็ ส่วนหน่ึงอ้างจากจารึกกลั ยาณีและ
คมั ภรี ส์ าสนวงศ์ โดยนกั วชิ าการทเ่ี ช่อื ตามเอกสารน้ีเสนอว่า สวุ ณั ณภูมิ คอื
ดินแดนพม่าตอนใต้ และระบุลงไปว่าคือ สุธรรมนครหรือเมืองสะเทิม
นักวิชาการบางรายก็ระบุว่า ได้แก่ เมืองพะโค หงสาวดี มะละแหม่ง
ในประเทศพม่า ซง่ึ ผเู้ ขยี นไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ขอ้ สนั นิษฐานดงั กล่าว เน่ืองจากไม่
มหี ลกั ฐานแน่ชดั วา่ มกี ารประดษิ ฐานพุทธศาสนามากอ่ นพทุ ธศตวรรษท่ี 10
นอกจากน้ียงั มนี ักวชิ าการท่มี คี วามเหน็ ท่ีแตกต่างกนั ออกไป เช่น
ศาสตราจารย์ปะระนะวิตานะ เช่ือว่าสุวัณณภูมิอยู่ในประเทศมาเลเซีย
สว่ นศาสตราจารยย์ อรช์ เซเดส์ แสดงความเหน็ ว่าบรเิ วณลุ่มแม่น้าอริ วดแี ละ
ลมุ่ แมน่ ้าเจา้ พระยานนั้ พบหลกั ฐานทางโบราณคดเี น่ืองในพุทธศาสนามอี ายุ
ไมเ่ กา่ ไปกวา่ พุทธศตวรรษท่ี 10 – 12 แต่หลกั ฐานดงั กล่าวกแ็ สดงใหเ้ หน็ ถงึ
ความสมั พนั ธก์ บั อนิ เดยี ทม่ี มี าแต่โบราณ
ต่อมาผเู้ ขยี นไดน้ าเสนอเร่อื งราวการเดนิ ทางของชาวอนิ เดยี ในสมยั
โบราณทเ่ี ดนิ ทางมายงั สุวณั ณภูมผิ ่านชาดกในพุทธศาสนา รวมถงึ เร่อื งราว
สวุ ณั ณภูมจิ ากคมั ภรี ต์ ่างๆ เช่น คมั ภรี ท์ ปี วงศ์ คมั ภรี ร์ สวาหณิ ี คมั ภรี ส์ หสั ส
วตั ถุปกรณ์ เป็นต้น ซ่งึ จากเร่อื งราวดงั กล่าวแสดงให้เห็นถึงช่อื เสยี งของ
สวุ ณั ณภูมอิ นั เป็นทร่ี จู้ กั ของพ่อคา้ ประชาชน และนกั บวชมาแต่โบราณ
จากนัน้ ผู้เขยี นได้กล่าวถึงเร่อื งการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของ
พระโสณะและพระอตุ ตระ ในคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ าและคมั ภรี ท์ ปี วงศ์ ซง่ึ ได้
ปรากฏชอ่ื เมอื งและสถานทส่ี าคญั ทส่ี มณทูตเดนิ ทางผ่าน โดยผเู้ ขยี นไดส้ รุป
เมอื งเหลา่ นนั้ ไวท้ งั้ สน้ิ 18 แห่ง
ผเู้ ขยี นยงั ได้กล่าวถงึ เร่อื งราวของสวุ ณั ณภูมใิ นจดหมายเหตุกรกี -
โรมนั ซ่งึ เรียกดินแดนทองว่า “ไครเส” รวมถึงจดหมายเหตุจีนท่ีปรากฏ
คาว่า “กมิ หลนิ ” หรอื “จนิ หลนิ ” ซง่ึ แปลว่า ดนิ แดนทอง โดยศาสตราจารย์
~ 78 ~
ชอง บวสเซอลิเยร์ เสนอว่า ศูนย์กลางของสุวัณณภูมิอยู่ท่ีเมืองอู่ทอง
สว่ นเมอื งนครปฐมเป็นเมอื งสาคญั ทางศาสนา
ในตอนทา้ ยผเู้ ขยี นได้กล่าวถึงเสน้ ทางการเดนิ ทางของสมณทูตท่ี
เดินทางมายงั สุวณั ณภูมิ โดยหากคณะสมณทูตมาขน้ึ เรือแถบเมืองมะริด
และตะนาวศรี กค็ งจะเดนิ ทางทางบกมาทางเมอื งกาญจนบุรีตามเสน้ ทาง
โบราณท่ียังใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผ่านหนองโรง ห้วยตะพาน
อ.พนมทวน จ.กาญจนบรุ ี แลว้ จงึ มาทเ่ี มอื งอ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี แต่หากคณะ
สมณทตู มาขน้ึ เรอื ทเ่ี มอื งท่าฝัง่ ทะเลตะวนั ตก กต็ อ้ งนงั่ เรอื อกี ทอดมายงั เมอื ง
นครปฐม ซ่ึงเป็ นเมืองสาคัญทางพุทธศาสนาและคงอัญเชิญพระบรม
สารรี กิ ธาตุมาประดษิ ฐานไวย้ งั พระปฐมเจดยี ์ แล้วเดนิ ขน้ึ ไปยงั เมอื งอู่ทอง
ซง่ึ ในขณะนนั้ เป็นราชธานี
โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงศิลาจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ปุษยคีรี”
ซง่ึ ผเู้ ขยี นไดส้ นั นิษฐานว่าอาจเป็นช่อื เมอื งเก่าของเมอื งอ่ทู อง รวมถงึ กล่าว
ว่า สุวณั ณภูมคิ งอยู่ต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษท่ี 8 จนเม่อื อาณาจกั รฟูนัน
ขยายอทิ ธพิ ลมาทางตะวนั ตก สวุ ณั ณภูมจิ งึ ขน้ึ อย่กู บั อาณาจกั รฟูนัน
5. ขนุ ศิริวฒั นอาณาทร. เมืองทองหรอื สวุ รรณภมู ิ. พระนคร: ช. ชุมนุม
ช่าง, 2514.
เน้ือหากล่าวถึงสุวรรณภูมใิ นแง่ของประเด็นข้อถกเถียงเก่ยี วกบั
ทต่ี งั้ โดยใชห้ ลกั ฐานคมั ภรี ท์ ปี วงศ์ รว่ มกบั การตรวจสอบกบั เอกสารประเภท
จารกึ จดหมายเหตุ และชาดกต่างๆ มเี น้อื หาแบง่ เป็น 11 ตอน
ตอนท่ี 1 ผู้เขยี นกล่าวถงึ สุวรรณภูมใิ นหนงั สอื ทปี วงศ์ของลงั กา
และจารกึ สมยั พระเจ้าอโศกมหาราชทไ่ี ดส้ ่งสมณทูตมายงั สุวรรณภูมิ และ
กล่าวถงึ ขอ้ สนั นิษฐานว่าสุวรรณภูมติ งั้ อยู่แห่งใด ซ่งึ ฝ่ ายนักวชิ าการมอญ
พม่านัน้ เช่อื ตามคมั ภรั ์ศาสนวงศ์ว่าอยู่ทเ่ี มืองสุธรรมนครหรอื เมอื งสะเทมิ
สว่ นนักวชิ าการไทย ไดแ้ ก่ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงเหน็
~ 79 ~
ดว้ ยกบั อาจารยร์ สิ เดวดิ ส์ ว่าสวุ รรณภูมติ งั้ อยตู่ งั้ แต่เมอื งมอญตลอดลงมาจน
แหลมมลายู หรอื อาจออกไปจนถงึ เมอื งญวน ซง่ึ พระองคไ์ ดก้ ล่าวถงึ การพบ
สถปู เจดยี แ์ ละธรรมจกั รจานวนมากทเ่ี มอื งนครปฐม ทาใหท้ รงเหน็ ว่าเมอื งน้ี
เป็นเมืองท่รี บั พุทธศาสนามาประดิษฐานตงั้ แต่ครงั้ พระเจ้าอโศกมหาราช
นอกจากน้ีในประเทศไทยยงั มเี มอื งอ่ทู อง ทช่ี ่อื มคี วามหมายคลา้ ย
สุวรรณภูมิ ซ่ึงในเมืองมอญไม่มี รวมถึงรูปสัณฐานของพระปฐมเจดีย์
เหมอื นกบั สถูปสาญจี ขอ้ สนั นิษฐานน้ีทาใหส้ มเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชา
นุภาพทรงเช่อื ว่าสุวรรณภูมอิ ย่ใู นดนิ แดนไทย และผเู้ ขยี นเองกไ็ ดส้ นับสนุน
ความเหน็ น้ี โดยไดย้ กเอาจดหมายเหตุกรกี -โรมนั เพมิ่ เตมิ โดยกล่าวว่าการท่ี
เรยี กดนิ แดนน้วี า่ สวุ รรณภมู ิ มที ม่ี าจากความอดุ มสมบรู ณ์ของอาหาร รวมถงึ
ความมงั่ คงั่ ในราชสานกั ทาใหพ้ อ่ คา้ ชาวอนิ เดยี เรยี กดนิ แดนน้วี า่ สวุ รรณภูมิ
แต่ทงั้ น้ีผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวว่า ปัจจุบนั ยงั ขาดหลกั ฐานในดา้ นลายลกั ษณ์อกั ษร
มาสนบั สนุน
ตอนท่ี 2 ผู้เขยี นไดย้ กเอาจดหมายเหตุกรกี -โรมนั และจดหมาย
เหตุจนี มาสนบั สนุน โดยจดหมายเหตุกรกี -โรมนั เรยี กว่า ไครเสหรอื ไครเส
เชอรโสเนโสส แปลว่าเมอื งทอง สว่ นจดหมายเหตุจนี เรยี กว่า กมิ หลนิ หรอื
กมิ ตงั ๋
ตอนท่ี 3 ผเู้ ขยี นไดอ้ ธบิ ายว่า จดหมายเหตุกรกี -โรมนั ทจ่ี ะนาเอา
มากล่าวอา้ ง คอื จดหมายเหตุ Periplus of the Erythran Sea และ Ptolemy
(ปโตเลม)ี ส่วนจดหมายเหตุจนี ผเู้ ขยี นไดย้ กเอารายงานของคงั ไถ่และจูยงิ
พงศาวดารราชวงศ์เหลียง รวมถงึ บนั ทกึ ของพระภิกษุอจ้ี งิ ซ่งึ บนั ทึกของ
พระอ้จี ิงกล่าวถึงบ้านเมืองท่ีมีช่ือเน่ืองด้วยทองอีกช่ือ คือ กมิ จวิ แต่โดย
นัยยะแลว้ แปลว่าเกาะทอง ซง่ึ ผู้เขยี นสนั นิษฐานว่าหมายถึงเกาะสุมาตรา
หรอื บรเิ วณเมอื งปาเลม็ บงั
~ 80 ~
ตอนท่ี 4 ผเู้ ขยี นกล่าวสรุปว่าสุวรรณภูมอิ ยู่ในแหลมทองโดยใช้
หลกั ฐานจากจดหมายเหตุกรกี -โรมนั และจดหมายเหตุจนี
ตอนท่ี 5 ผู้เขียนเสนอว่า ช่ือสุวรรณภูมิน้ีไม่ใช่ช่ือแหลมทอง
ทงั้ แหลม เป็นเพยี งช่อื ดนิ แดนบางสว่ นของแหลมทองเท่านนั้ ซง่ึ สนั นิษฐาน
ว่าอาจตงั้ อยบู่ รเิ วณเมอื งมอญหรอื ดนิ แดนสยาม
ตอนท่ี 6 ผู้เขยี นได้เพม่ิ เตมิ เหตุผลด้านการเป็นเมืองท่าค้าขาย
ขน้ึ มา ซง่ึ บรเิ วณดงั กล่าวสอดคลอ้ งกบั ทาเลทต่ี งั้ ในดนิ แดนสยามไม่ใช่เมอื ง
สะเทมิ และยกเอาจดหมายเหตุของโตเลมี ซง่ึ กล่าวว่า ซาบานาและตะโกลา
เป็นเมืองท่าของไครเสเซอรโสเนนโสสหรอื สุวรรณภูมิ โดยสันนิษฐานว่า
เมอื งตะโกลาตงั้ อย่บู รเิ วณเมอื งตะกวั่ ป่ า ซง่ึ เมอื งศูนยก์ ลางของสวุ รรณภูมกิ ็
ตอ้ งอย่ไู ม่ไกลจากเมอื งท่านัก รวมถงึ จดหมายเหตุจนี ซง่ึ กล่าวถงึ อาณาจกั ร
ฟูนันท่มี คี รอบคลุมลงมาถึงลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา โดยต่อจากแคว้นเจนละ
ถดั มาคอื อาณาเขตทอง ซง่ึ ผเู้ ขยี นสนั นิษฐานว่าควรเป็นเมอื งในแหลมมลายู
หรอื ทล่ี ่มุ น้าเจา้ พระยา
ตอนท่ี 7 ยงั กล่าวถึงท่ตี งั้ ของสุวรรณภูมติ ่อ โดยกล่าวถงึ บรเิ วณ
ลมุ่ แม่น้าเจา้ พระยาว่ามบี า้ นเมอื งชนชาตมิ อญทเ่ี ก่าแก่และใหญ่โต รวมถงึ มี
เมอื งอ่างทอง อู่ทอง สุพรรณบุรี และกาญจนบุรกี ลุ่มหน่ึง และแถบจงั หวดั
สุราษฎร์ธานีอกี กลุ่มทเ่ี ป็นบรเิ วณการค้าสากล และมบี างเมอื งท่มี เี ค้านาม
เมอื งส่อื ให้เหน็ ถงึ ทอง ส่วนเมอื งสะเทมิ นัน้ จากการตรวจสอบตานานแล้ว
ผเู้ ขยี นไดใ้ หค้ วามเหน็ ว่า แถบเมอื งมอญยงั ไม่เกา่ แกไ่ ปถึงสมยั พระเจา้ อโศก
มหาราช สว่ นในแหลมมลายนู นั้ ไม่มคี วามมนั่ คงพอ ไม่อาจเป็นสวุ รรณภูมไิ ด้
ตอนท่ี 8 กล่าวถึงหลกั ฐานด้านศาสนาและโบราณวตั ถุท่พี บใน
ลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา ผเู้ ขยี นไดย้ กเอาจารกึ กลั ยาณี จารกึ พ่อขุนรามคาแหง
คมั ภรี ์ชนิ กาลมาลปี กรณ์ และจามเทววี งศ์ จารกึ สมยั พระเจ้าสุรยิ วรมนั ท่ี 1
และจดหมายเหตุหลวงจีนอจ้ี งิ รวมถึงโบราณวตั ถุเน่ืองในพุทธศาสนา เช่น
พระพุทธรปู แผ่นดนิ เผา ธรรมจกั ร จารกึ ภาษามอญโบราณ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ
~ 81 ~
การนบั ถอื พุทธศาสนานิกายสาวกยาน (เถรวาท) มาก่อน พ.ศ. 700 ตรงกนั
ข้ามกับเมืองสะเทิมท่ีหลักญานด้านโบราณวัตถุมีเพียงจารึกบนฐาน
พระพุทธรูป 2 ชน้ิ ทบ่ี ่งบอกว่าสรา้ งขน้ึ เน่ืองในพุทธศาสนานิกายมหายาน
และไม่มหี ลกั ฐานใดบ่งช้วี ่าเมอื งสะเทมิ มพี ระพุทธศาสนาท่เี ก่าแก่ถึงสมยั
พระเจา้ อโศกมหาราช
ตอนท่ี 9 กล่าวถงึ หลกั ฐานจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศ
ซ่ึงทางมอญใช้อ้างถึงข้อสันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิตัง้ อยู่ท่ีเมืองสะเทิม
โดยช้ีแจงว่า เมืองทองเชอรโสนีสในจดหมายเหตุกรีก-โรมนั และแคว้น
กมิ หลนิ ในจดหมายเหตุจนี ตงั้ อยใู่ นอา่ วมะตะบนั และนาเร่อื งราวดนิ แดนเขา้
มาประกอบ ซง่ึ ผู้เขยี นไม่เห็นดว้ ยพร้อมแสดงความเหน็ เก่ยี วกบั จดหมาย
เหตุของชาวต่างประเทศ ซง่ึ มอญอา้ งว่าเมอื งตะโกลาได้แก่เมอื งอเยตถมิ า
แต่ผเู้ ขยี นเชอ่ื วา่ คอื เมอื งตะกวั่ ป่าในดนิ แดนสยาม
สว่ นจดหมายเหตุจนี ทม่ี อญอา้ งว่าอาณาเขตทองอยู่ทอ่ี ่าวมะตะบนั
นัน้ ผู้เขียนให้ความเห็นว่ายากแก่การเดินทางไปยังแหลมมลายูตามท่ี
ปรากฏในจดหมายเหตุ และอาณาเขตของฟูนันก็ยงั ไม่แน่นอน สุดท้าย
ผู้เขยี นเสนอว่า เมืองทองหรอื สุวรรณภูมแิ ต่เดมิ น่าจะมอี าณาเขตจรดทงั้
2 น่านน้า คอื อ่าวมะตะบนั ตามจดหมายเหตุกรกี -โรมนั และอ่าวสยามตาม
จดหมายเหตุจนี โดยภายหลงั อาจเสยี ดนิ แดนฝ่ายมะตะบนั ไปเม่อื ครงั้ กรุงศรี
อยธุ ยา ผทู้ ม่ี าทางตะวนั ออกจงึ ว่าสวุ รรณภูมอิ ย่ทู างอ่าวสยาม ส่วนผมู้ าทาง
ตะวนั ตกจงึ วา่ อย่ทู างอ่าวมะตะบนั
ตอนท่ี 10 ผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวสรุปหลกั ฐานดา้ นจดหมายเหตุ ซง่ึ ทาให้
สนั นิษฐานคร่าวๆ ว่าสวุ รรณภูมมิ อี าณาเขตตงั้ แต่ลุ่มแม่น้าเจา้ พระยาตลอด
ลงไปจนถงึ แหลมมลายู รวมถึงบรเิ วณอ่าวมะตะบนั ตงั้ แต่แหลมทวายลงมา
สว่ นหลกั ฐานดา้ นโบราณวตั ถุสถานน้ีไดป้ รากฏหลกั ฐานทแ่ี ถบลุ่มน้าสยาม
มากกวา่ อา่ วมะตะบนั ดงั นนั้ ผเู้ ขยี นจงึ สรุปว่าสวุ รรณภูมอิ ย่ทู ล่ี ุ่มแม่น้าสยาม
ประเทศ ซ่งึ สอดคล้องกับพระวนิ ิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
~ 82 ~
เจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี 4 ทท่ี รงเชอ่ื ว่าพระปฐมเจดยี เ์ ป็นเจดยี แ์ หง่ แรก และเมอื ง
นครปฐมเป็นเมอื งแรกรบั พทุ ธศาสนา
ตอนท่ี 11 กล่าวถงึ การรกั ษาพระพุทธศาสนาซง่ึ เป็นหน้าทข่ี อง
คนไทยทจ่ี ะทานุบารุงดแู ลสบื ไป
6. พระยาอนุมานราชธน. แหลมอินโดจีนสมยั โบราณ. กรงุ เทพฯ:
บรรณาคาร, 2515.
เอกสารฉบบั น้ีตพี มิ พค์ รงั้ แรกเม่อื พ.ศ. 2481 โดยผเู้ ขยี นเกรนิ่ นา
ถงึ ความหมายของโบราณคดแี ละสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ และมเี น้ือหาเร่อื ง
แหลมอนิ โดจนี ทป่ี รากฏหลกั ฐานในคมั ภรี ร์ ามายณะ คมั ภรี ม์ หาภารตะ และ
คมั ภีร์มหาวงศ์ รวมถึงในมหาชนกชาดก สงั ขพรามหณชาดก และสุสนั ธี
ชาดก ซง่ึ มบี างสว่ นไดก้ ลา่ วถงึ ชาวอนิ เดยี ทไ่ี ดม้ าคา้ ขายในสวุ รรณภูมิ
ผูเ้ ขยี นสรุปว่า สุวรรณภูมเิ ป็นแผ่นดนิ อนั อุดมสมบูรณ์อยู่ถดั จาก
อินเดียมาทางตะวันออก สุวรรณภูมิน้ีคงอยู่ในแหลมอินโดจีน และมี
นักวชิ าการต่างๆ สนั นิษฐานกนั ว่าอยู่ในตอนใต้ของพม่าบ้าง อยู่ในแหลม
มลายตู อนเหนอื บา้ ง รวมถงึ ขอ้ สนั นษิ ฐานทน่ี กั วชิ าการสว่ นใหญ่เหน็ พอ้ งกนั
กค็ อื ในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาหรอื บริเวณนครปฐม ท่เี รยี กกนั ว่า อาณาจกั ร
ทวารวดี ต่อมาจงึ ได้กล่าวถึงประวตั ิและดนิ แดนของชาติต่างๆ ในแหลม
อนิ โดจนี เช่น จมั ปา ฟูนนั ศรเี กษตร สธุ รรมวดี ทวารวดี และศรวี ชิ ยั
ในสว่ นของเมอื งอทู่ องนัน้ กล่าวถงึ งานโบราณคดที ผ่ี ู้เขยี นอา้ งองิ ถงึ
ขอ้ สนั นษิ ฐานของ ดร.ควอรติ ช์ เวลสว์ ่า เมอื งอ่ทู องเป็นเมอื งโบราณทม่ี อี ายุ
ในสมยั ทวารวดชี ่วงต้น และกล่าวว่าเมอื งอ่ทู องน้ีไดช้ ่อื สมกบั ช่อื สวุ รรณภูมิ
คอื ดนิ แดนแห่งทอง เน่ืองจากชาวบ้านมกั พบเศษทองและแหวนอยู่บ่อยๆ
นอกจากน้ยี งั ไดก้ ลา่ วถงึ เรอ่ื งราวของพระเจา้ อ่ทู องทเ่ี สดจ็ หนีโรคห่าจากเมอื ง
อ่ทู องไปยงั กรุงศรอี ยธุ ยา
~ 83 ~
พระพมิ พด์ นิ เผา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบรุ )ี
~ 84 ~
พระพมิ พด์ นิ เผา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ อ่ทู อง
~ 85 ~
ชน้ิ สว่ นพระพมิ พด์ นิ เผา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี
~ 86 ~
7. ประยูร อลุ ุชาฏะ. (น. ณ ปากน้า). เทีย่ วเมืองศิลปอ่ทู อง. กรงุ เทพฯ:
เกษมบรรณกิจ, 2516.
เป็นการบนั ทึกเหตุการณ์ท่ีผู้เขยี นได้เดนิ ทางไปยงั เมืองโบราณ
ต่างๆ เพ่อื เยย่ี มชมและสารวจโบราณสถานโบราณวตั ถุ โดยมกี ารพรรณาถงึ
ลกั ษณะทางสถาปัตยกรรม โบราณคดี และประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะ ซง่ึ ผเู้ ขยี นได้
มุ่งเน้นศกึ ษาเกย่ี วกบั ศลิ ปะอ่ทู องทผ่ี เู้ ขยี นเช่อื ว่ามกี ารสบื ต่องานศลิ ปกรรม
มาจากสมยั ทวารวดี และคาวา่ ศลิ ปะอทู่ องน้เี ป็นการยมื มาจากช่อื เมอื งอ่ทู อง
เน่อื งจากแต่เดมิ ไดม้ ขี อ้ สนั นิษฐานว่าเมอื งอ่ทู องเป็นเมอื งทม่ี ศี ลิ ปะสมยั ก่อน
กรุงศรีอยุธยา ตลอดทัง้ พระเจ้าอู่ทองได้เสด็จหนีโรคห่าไปจากเมืองน้ี
หากแต่ในระยะหลงั ไดม้ ีการดาเนินงานทางโบราณคดจี งึ ทาให้ไดท้ ราบว่า
เมืองอู่ทองน้ีไม่ปรากฏหลักฐานหรือศิลปกรรมท่ีนับว่าเป็ นศิลปะอู่ทอง
กลบั พบเป็นศลิ ปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบทวารวดี
ผเู้ ขยี นไดแ้ บ่งเน้ือหาออกเป็นเมอื งต่างๆ ทพ่ี บร่องรอยของศลิ ปะ
อ่ทู อง เชน่ สรรคบ์ ุรี สงิ หบ์ รุ ี อยุธยา สพุ รรณบุรี และหน่งึ ในนนั้ คอื เมอื งอ่ทู อง
หรอื เมอื งท้าวอู่ทอง โดยผู้เขยี นได้สารวจโบราณสถานต่างๆ ภายในเมอื ง
อ่ทู อง ไดแ้ ก่ เจดยี ห์ มายเลข 1, 2, 3, 9, 10 และ 13 เป็นตน้ รวมทงั้ ศกึ ษา
ประตมิ ากรรมทเ่ี กบ็ รกั ษาอย่ภู ายในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อทู่ อง
นอกจากน้ีผเู้ ขยี นยงั ไดแ้ สดงความคดิ เหน็ ว่า เมอื งอู่ทองเป็นเมอื ง
สาคญั ในสมยั ทวารวดี แต่เช่อื ว่าเมอื งศูนย์กลางทวารวดคี ือเมอื งนครปฐม
และมอี ายุเก่าแก่เท่ากบั เมอื งอ่ทู อง โดยยดึ ตามเทคนิคการก่อสรา้ งกล่าวคอื
ผู้เขียนเช่ือว่าการก่อสร้างแบบไม่ใช้ปูนสอมีอายุเก่ากว่าแบบใช้ปูนสอ
และจากเมอื งอู่ทองพบว่าเจดยี ห์ มายเลข 1 มกี ารก่อสรา้ งแบบไม่ใช้ปูนสอ
เทยี บเคยี งไดก้ บั เจดยี จ์ ุลประโทนทเ่ี มอื งนครปฐม
~ 87 ~
8. ประยูร อลุ ชุ าฏะ. (น. ณ ปากน้า). ศาสนาและศิลปในสยามประเทศ
และแหลมอินโดจีนสมยั โบราณ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์,
2517.
ผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ เรอ่ื งของศาสนาและศลิ ปะในสยามและอาณาจกั ร
ในแหลมอินโดจนี สมยั โบราณ เช่น ฟูนัน ทวารวดี พุกาม มอญ นอกจาก
เร่อื งของศาสนาและศิลปะแล้ว ยงั กล่าวถึงการเมืองการปกครอง วถิ ีชวี ิต
และความสมั พนั ธด์ า้ นการคา้ กบั จนี และอนิ เดยี
เน้ือหาท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั สุวรรณภูมนิ ้ีผู้เขยี นเห็นว่า สุวรรณภูมิอาจ
เป็นช่ือประเทศ แคว้น ประกอบด้วยนครต่างๆ ในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา
ซง่ึ ชาวอนิ เดยี เรยี กดนิ แดนแถบน้วี ่า สวุ รรณภมู ิ ดงั ทป่ี รากฏอยใู่ นชาดก และ
อาจมชี ่อื เรยี กอ่นื ๆ ดงั เช่นในราวพุทธศตวรรษท่ี 11 ไดเ้ รยี กดนิ แดนในสยาม
ประเทศว่า ทวารวดี
สาหรับข้อสันนิษฐานด้านท่ีตัง้ ผู้เขียนยกเอาข้อคิดเห็นของ
นักวชิ าการสว่ นใหญ่ว่า สวุ รรณภูมติ งั้ อย่ใู นลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา และมเี มอื ง
เก่าในภาคกลางท่มี ีช่อื คลา้ ยสุวรรณภูมิ คอื เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)
และเมืองอู่ทอง ซ่งึ ขดั แย้งกบั นักวชิ าการมอญท่ีกล่าวว่า สุวรรณภูมิ คือ
สธุ รรมนคร (เมอื งสะเทมิ )
ส่วนเน้ือหาท่เี ก่ียวข้องกบั อู่ทองนัน้ ผูเ้ ขยี นยกเอาข้อคดิ เหน็ ของ
ดร.ควอรติ ช์ เวลส์ ว่า เมอื งอู่ทอง คอื “เมืองจนิ หลนิ ” ซ่งึ เคยเป็นประเทศ
อสิ ระก่อนทจ่ี ะตกอยู่ในอานาจของฟูนัน โดยจนิ หลนิ น้ีมฉี ายาว่า “เขตแดน
ทองคา” ซง่ึ อาจหมายถงึ สวุ รรณภูมิ และในดา้ นของศลิ ปะผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ
ศิลปะอู่ทองซ่ึงได้ยกเอาการศึกษาของนายเลอเมย์ว่า ศิลปะอู่ทองสมัย
แรกสุดมีลกั ษณะคล้ายศิลปะทวารวดี ทาให้ผู้เขียนเช่อื ว่าชนชาติผู้สร้าง
ศลิ ปะอู่ทองจะต้องสบื เช้อื สายมาจากทวารวดี และเมืองทวารวดตี ้องเป็น
เมอื งเกา่ แกข่ องชาวสยาม
~ 88 ~
9. สมชาย พุ่มสอาด. ตาราประวตั ิศาสตรไ์ ทยวิเคราะห.์ กรงุ เทพฯ:
จงเจริญการพิมพ,์ 2519.
เน้ือหาสว่ นใหญ่เป็นการวเิ คราะหถ์ งึ เหตุการณ์สาคญั ในช่วงต่างๆ
ในประวตั ิศาสตร์ไทย โดยแบ่งออกเป็น 6 บท ซ่งึ มีการแทรกเร่ืองราว
เกย่ี วกบั เมอื งอทู่ องไวใ้ นบทท่ี 2 อนั เป็นการวนิ ิจฉยั เรอ่ื งพระเจา้ อ่ทู อง
ในเบอ้ื งตน้ ผเู้ ขยี นไดท้ าการรวบรวมตานานทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ทม่ี าของ
พระเจ้าอู่ทอง ซ่งึ หลกั ฐานแต่ละช้นิ นัน้ ล้วนแต่มีปัญหาขดั แย้งกนั ถึงเร่อื ง
พระราชประวตั ิและท่ีมาของพระเจ้าอู่ทอง หน่ึงในนัน้ คือตานานพระเจ้า
อทู่ องมาจากเมอื งอ่ทู อง อนั มที ม่ี าจากขอ้ สนั นษิ ฐานของสมเดจ็ ฯ กรมพระยา
ดารงราชานุภาพท่ีเสด็จตรวจเมืองร้างแห่งหน่ึงท่ีชาวบ้านเรียกว่าเมือง
ทา้ วอ่ทู อง ต่อมามกี ารขดุ คน้ ทางโบราณคดผี ลจากการขดุ คน้ ไดแ้ สดงใหเ้ หน็
วา่ เมอื งอทู่ องถกู ทง้ิ รา้ งไปก่อนพระเจา้ อ่ทู องประสตู นิ านกวา่ 100 - 200 ปี
อย่างไรกต็ าม ยงั คงมนี กั วชิ าการหลายท่านทเ่ี สนอว่าพระเจา้ อ่ทู อง
เสดจ็ มาจากบรเิ วณสพุ รรณบุรี เช่น ศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลเิ ยร์ กล่าว
ว่า ชาวเมอื งอ่ทู องอาจมกี ารอพยพไปอย่ทู บ่ี รเิ วณตาบลไร่รถหรอื หนองแจง
โดยอา้ งถงึ หลกั ฐานโบราณวตั ถุทม่ี ปี รากฏมาตงั้ แต่สมยั ลพบุรจี นถงึ อยุธยา
ตอนตน้ ศาสตราจารย์หม่อมเจา้ สุภทั รดศิ ดศิ กุล ทรงสนั นิษฐานว่าพระเจา้
อ่ทู องคงเสดจ็ มาจากเมอื งใดเมอื งหน่งึ ในเขตจงั หวดั สพุ รรณบุรี
นายตรี อมาตยกุล หน่งึ ในกรรมการชาระประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ไดใ้ ห้
ขอ้ เสนอว่า พระเจา้ อ่ทู องนนั้ เดมิ ตอ้ งเป็นกษรั ยิ ท์ ค่ี รองเมอื งขนาดใหญ่ จงึ จะ
มไี พร่พลจานวนเพยี งพอทจ่ี ะสถาปนากรุงศรอี ยุธยาได้ โดยเมอื งทม่ี ขี นาด
ใหญ่ในบรรดาเมืองทัง้ หลายท่ีมีในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาน่าจะเป็ นเมือง
สพุ รรณบรุ หี รอื เมอื งละโว้ (ลพบุร)ี
~ 89 ~
10. มานิต วลั ลิโภดม. สวุ รรณภมู ิอยู่ทีไ่ หน. กรงุ เทพฯ: การเวก, 2521.
เ น้ื อ ห า เ บ้ือ ง ต้ น ก ล่ า ว ถึ ง ป ร ะ วัติ แ ล ะ ผ ล ง า น ท า ง วิช า ก า ร ข อ ง
ศาสตราจารย์ มานิต วลั ลโิ ภดม หลงั จากนนั้ จงึ เขา้ สเู่ น้อื หาเรม่ิ แรกทก่ี ลา่ วถงึ
กมั โพชรฐั และเมืองโบราณต่างๆ ท่ตี งั้ อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะแถบ
ภาคใต้ รวมถงึ ในแถบประเทศมาเลเซยี
สาหรบั เน้ือหาเก่ยี วกบั สุวรรณภูมิ ผูเ้ ขยี นไดย้ กเอาจดหมายเหตุ
ปโตเลมีท่ีระบุว่า มีไครเสเคอรโสเนโสสหรือเกาะทองติดต่อกับแผ่นดิน
ผนื ใหญ่ช่อื ไครเสหรอื สุวรรณภูมิ โดยรอบของเกาะทอง คอื แผ่นดินแคว้น
นครศรธี รรมราชตลอดไปจนจดช่องแคบมะละกาซ่งึ จรดมหาสมุทรยกเว้น
ทางทศิ เหนือทต่ี ดิ ต่อกบั แผ่นดนิ ใหญ่ คอื พน้ื ทร่ี าบลมุ่ แม่น้าเจา้ พระยาอนั เป็น
ท่ีตัง้ ของเมืองร้างใน อ.อู่ทอง กับเมืองละโว้ จ.ลพบุรี ซ่ึงมีอายุทันกับ
จดหมายเหตุ
นอกจากน้ี ยังมีเน้ือหาเก่ียวกับสุวรรณภูมิในแง่ของดินแดนท่ี
พระโสณะและพระอุตตระมาเผยแผ่พุทธศาสนา ซ่ึงผู้เขียนได้นาเสนอ
พระวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพและข้อคดิ เหน็ ของ
ขนุ ศริ วิ ฒั นอาณาทรว่า สวุ รรณภูมติ งั้ อยู่ในทร่ี าบลุ่มแม่น้าเจา้ พระยา โดยมี
เมอื งนครปฐมเป็นเมอื งสาคญั ทางศาสนา สาหรบั ผเู้ ขยี นเช่อื ว่าทงั้ ไครเสหรอื
แคว้นสุวรรณภูมิตงั้ อยู่บรเิ วณท่รี าบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา มเี มอื งสาคญั คือ
บลงั กา ตงั้ อย่ทู ่ี อ.อ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี
~ 90 ~
เศยี รพระพุทธรปู ทองคา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
ปัจจบุ นั จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี
~ 91 ~
ง
ประตมิ ากรรมดนิ เผา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2 เมอื งอ่ทู อง
ปัจจุบนั จดั แสดงอยทู่ พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี
~ 92 ~
11. พิริยะ ไกรฤกษ์. ประวตั ิศาสตรศ์ ิลปะในประเทศไทยฉบบั ค่มู ือ
นักศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: อมรินทรก์ ารพิมพ,์ 2528.
หนังสือเล่มน้ีกล่าวถึงศิลปกรรมในประเทศไทยตัง้ แต่เม่ือครัง้
ดินแดนไทยได้รับวัฒนธรรมอินเดียครัง้ แรกจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
ซ่ึงศิลปกรรมน้ีหมายรวมถึงประติมากรรม สถาปัตยกรรม และสิ่งของ
เคร่อื งใชต้ ่างๆ
สาหรบั ประเดน็ ท่กี ล่าวถงึ สวุ รรณภูมแิ ละอู่ทองนัน้ อยู่ในส่วนของ
บทท่ี 1 ซง่ึ กล่าวถึงอารยธรรมอนิ เดยี ทไ่ี ด้เรมิ่ แพร่หลายเข้ามาสู่ดนิ แดน
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 7 - 8 พรอ้ มกบั บรรดาพ่อคา้
ชาวอนิ เดยี ผ่านการตดิ ต่อค้าขาย โดยดนิ แดนสุวรรณภูมนิ ้ีผูเ้ ขยี นกล่าวว่า
อาจเป็นรฐั สาคญั แห่งหน่ึงนามว่า “จนิ หลนิ ” สนั นิษฐานว่าตงั้ อยู่ในบรเิ วณ
จงั หวดั สพุ รรณบุรี รฐั จนิ หลนิ น้ีเป็นหน่ึงในศูนยก์ ลางควบคุมเสน้ ทางการคา้
จากอ่าวเบงกอลสู่อ่าวไทยท่สี าคญั และยงั เป็นประเทศราชของอาณาจกั ร
ฟูนนั ซง่ึ ตงั้ อย่ทู างตอนใตข้ องประเทศเวยี ดนาม
12. ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี: ประวตั ิศาสตรย์ ุคต้นของสยาม
ประเทศ. กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ, 2532.
เป็ นหนังสือท่ีกล่าวถึงการศึกษาทวารวดีในแง่มุมต่ าง ๆ
โดยกล่าวถึงเมืองอู่ทองว่าเป็ นเมืองโบราณขนาดใหญ่ ในสมัยทวารวดี
เป็นเมอื งท่าชายฝัง่ ในลุ่มแม่น้าเจา้ พระยา เป็นเมอื งทส่ี บื เน่ืองมาจากชุมชุน
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ โดยมกี ารค้นพบหลกั ฐานจาพวกขวานหนิ ขดั แบบ
ต่างๆ มีการพบลูกปัดชนิดต่างๆ เป็นจานวนมาก แสดงให้เห็นถึงการ
ตดิ ต่อกนั ระหว่างชมุ ชนทวารวดกี บั ชุมชนการคา้ โพน้ ทะเล
~ 93 ~
นอกจากนนั้ ยงั พบประตมิ ากรรมทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเช่อื ทอ้ งถนิ่
ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตารปู บุคคลจงู ลงิ ทม่ี ีความสมั พนั ธก์ บั ชุมชนชาวสุโขทยั และ
กล่าวถงึ จารกึ แผ่นทองแดงทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ การใชภ้ าษาทน่ี าเอาอกั ษรของ
อนิ เดยี มาปรบั ใช้ โดยเป็นตวั อกั ษรทเ่ี รยี กว่าตวั อกั ษรหลงั ปัลลวะ
ความสาคัญของชุมชนชาวอู่ทองท่ีเป็ นเมืองท่าชายฝัง่ ได้เร่ิม
ลดน้อยลง ภายหลงั จากการท่เี กดิ เมอื งนครปฐมและคูบวั ขน้ึ เหตุเพราะว่า
นักเดนิ เรอื สามารถอาศยั ลมมรสุมผ่านช่องแคบมะละกา ซง่ึ ย่นระยะไดม้ าก
กว่าเดมิ ทาให้เมอื งอู่ทองถูกลดบทบาทลงไป จนเม่อื ถงึ พุทธศตวรรษท่ี 16
กไ็ ดถ้ กู ทง้ิ รา้ งไป
13. สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ. พระราชพงศาวดารฉบบั
พระราชหตั ถเลขา เลม่ 1. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร, 2534.
เน้อื หากลา่ วความตงั้ แต่ครงั้ สรา้ งกรุงศรอี ยุธยามาจนถงึ รชั กาลท่ี 1
แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ จบความในจุลศกั ราช 1152 (พ.ศ. 2333) โดยในเล่ม 1
น้ีไดอ้ ธบิ ายความตงั้ แต่ครงั้ กรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานีจนถึงรชั กาลสมเด็จ
พระเอกาทศรถ
ส่ว น ท่ีเ ก่ีย ว ข้อ ง กับ สุ ว ร ร ณ ภู มินั ้น อ ยู่ ใ น ส่ ว น ข อ ง ป ร ะ วัติข อ ม
โดยผเู้ ขยี นทรงกลา่ วถงึ สวุ รรณภูมปิ ระเทศ ทซ่ี ง่ึ พระโสณะกบั พระอุตตรเชญิ
พระพุทธศาสนามาประดษิ ฐาน ฝ่ ายนกั วชิ าการมอญอา้ งว่า สุวรรณภูมอิ ย่ทู ่ี
เมืองสะเทิม ส่วนฝ่ ายไทยอ้างว่าอยู่ท่ีเมืองอู่ทอง ส่วนผู้เขียนทรงมี
พระวินิจฉัยเห็นด้วยกบั อาจารย์รสิ เดวดิ ส์ ท่กี ล่าวว่า สุวรรณภูมปิ ระเทศ
น่าจะหมายความตงั้ แต่ประเทศรามญั มาจนสยามขา้ งฝ่ ายตะวนั ตกหรอื อาจ
ออกไปถงึ เมอื งญวน
ส่วนเมอื งอู่ทองนัน้ ผู้เขยี นได้เสด็จไปเมืองอู่ทองเม่อื พ.ศ. 2446
และกล่าวว่าเมืองอู่ทองมีเชิงเทินกาแพงเมืองใหญ่โต อายุเก่าแก่สืบ
เน่ืองมาจากเมอื งโบราณทพ่ี ระปฐมเจดยี ์ และเม่อื คราวเสดจ็ ไปน้ีเองผเู้ ขยี น
~ 94 ~
จงึ ทรงมขี อ้ สนั นิษฐานว่าเมอื งสุวรรณภูมนิ ัน้ คงเป็นเมอื งอู่ทอง ด้วยภาษา
มคธ คาว่า “สุวรรณภูม”ิ แปลว่า “ทเ่ี กดิ ทองหรอื ทม่ี ที อง” ส่วนในภาษาไทย
นนั้ กต็ รงกบั คาวา่ “อ่ทู อง” อนั หมายถงึ อขู่ า้ วอนู่ ้านนั่ เอง
14. สายน้า เสฏฐพงศ.์ สุพรรณบุรี: ทวารวดีศรีสุพรรณภมู ิเมืองแห่ง
ประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี. กรุงเทพฯ: บริษัท แสงปัญญา
เลิศ, 2542.
ผเู้ ขยี นได้กล่าวถงึ ประเดน็ สาคญั 2 ประเดน็ แรกสุดเป็นขอ้ มูลท่ี
เก่ียวข้องกับจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน โดยมีข้อมูลทางภูมิศาสตร์
การแบ่งเขตการปกครอง ทรพั ยากรธรรมชาติ ประชากรและอาชีพ การ
คมนาคม นักการเมอื งการปกครอง ศลิ ปิน แหล่งท่องเท่ยี ว และประเพณี
วฒั นธรรม ซง่ึ เน้ือหาในส่วนน้ีเป็นขอ้ มูลท่ที างผูเ้ ขยี นต้องการกล่าวถงึ เพ่อื
เป็นข้อมูลท่ีให้บุคคลทวั่ ไปท่ีสนใจได้ทราบถึงข้อมูลต่างๆ เบ้ืองต้นของ
จงั หวดั สพุ รรณบุรี
ประเดน็ ท่ี 2 ไดก้ ล่าวถงึ สพุ รรณบรุ เี มอ่ื ครงั้ อดตี กล่าวคอื เป็นขอ้ มูล
ทางดา้ นโบราณคดี ทก่ี ล่าวถงึ ขอ้ มลู โบราณสถานและโบราณวตั ถุทพ่ี บในตวั
จงั หวดั สพุ รรณบุรี โดยกลา่ วยอ้ นไปถงึ ในช่วงแรกสดุ คอื ยคุ หนิ ใหม่ (3,000 –
4,000 ปี) แลว้ ไล่ยุคสมยั มาจนถึงสมยั ประวตั ิศาสตร์ (ยุคฟูนัน) จนถึงช่วง
สมยั ทวารวดี (เมอื งอู่ทอง) นอกจากนัน้ ยงั มกี ารกล่าวถึงแหล่งโบราณคดี
ต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีเช่น เมืองโบราณหนองแจง เมืองโบราณ
บงึ กระเทยี ม รวมถึงแหล่งโบราณคดอี ่นื ๆ ไล่ตามยุคสมยั เช่น ศาสนสถาน
สมยั ทวารวดี และศาสนสถานสมยั ลพบุรี เป็นตน้
15. ผาสุข อินทราวธุ . ทวารวดี: การศึกษาเชิงวิเคราะหจ์ ากหลกั ฐาน
ทางโบราณคดี. กรงุ เทพฯ: อกั ษรสมยั , 2542.
~ 95 ~