The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bordin, 2021-12-08 03:37:34

เมืองโบราณอู่ทอง

เมืองโบราณอู่ทอง

ขนุ แผน ไดแ้ ก่ วดั ป่ าเลไลยก์ วดั ตระไกร เนินบา้ นคุณยายไห นาคสุวรรณ
วดั เขาใหญ่ วดั แค วดั สวุ รรณภูมิ วดั สนามชยั วดั เขาพระ

จากนนั้ ไดเ้ ดนิ ทางไปวดั ปราสาท เมอื งอ่ทู อง ซง่ึ มกี ารขดุ แต่งเจดยี ์
หมายเลข 1 โดยระบวุ า่ ฐานเจดยี ใ์ หญ่ตอนลา่ งเป็นสมยั ทวารวดี ตอนบนเป็น
สมยั อยธุ ยา

3. ประสาร บุญประคอง. “จารึกบนแผ่นดินเผาและทีฐ่ าน
พระพุทธรูป: คาอ่านจารึกจากแผ่นดินเผา ตวั อกั ษรขอม
โบราณราวพุทธศตวรรษที่ 11 ได้ในบริเวณเมืองเก่า
จงั หวดั สุพรรณบุรี ปัจจุบนั อยู่ในพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ
จ.สุพรรณบุรี.” ศิลปากร 10, 1 (พฤษภาคม 2509): หน้า
81 - 83.
นาเสนอข้อมูลจารึกบนแผ่นดินเผา และท่ีฐานพระพุทธรูป

พบทเ่ี มอื งอทู่ อง ประกอบดว้ ยรปู จารกึ คาอ่าน และคาแปล ไดแ้ ก่
จารกึ แผน่ ดนิ เผา อกั ษรขอมโบราณ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 11 แปลได้

ความว่า “ธรรมะคอื สงิ่ ทงั้ หลาย เกดิ แต่เหตุ พระตถาคตตรสั เหตุของธรรมะ
คือสิง่ ทัง้ หลายเหล่านัน้ และความดับของธรรมคือสิง่ ทัง้ หลายเหล่านัน้
พระมหาสมณเจา้ ตรสั อย่างน้ี ฯ”

จารกึ ดา้ นหลงั แปลไดว้ ่า “ทุกข์ เหตุใหเ้ กดิ ทุกข์ ความกา้ วล่วงทุกข์
และอรยิ มรรค ประกอบดว้ ยองค์ 8 เป็นทางดบั ทกุ ข์ ฯ”

จารกึ ทฐ่ี านพระพุทธรปู สารดิ ปางมารวชิ ยั อกั ษรไทยเหนือ ภาษา
บาลี และภาษาไทย อ่านไดค้ วามว่า “พระพุทธเจา้ ทรงพระนามว่า สทิ ธตั ถะ
หาผเู้ สมอมไิ ดใ้ นโลก (ขา้ พเจา้ ) ได้สรา้ งแลว้ เมอื่ ศกั ราช 846 (จ.ศ. 846 =
ปีมะโรง พ.ศ. 2027)”

~ 146 ~

4. ชิน อยู่ดี. “คนก่อนประวตั ิศาสตรเ์ อเชียอาคเนยอ์ อกทะเล.”
วารสารโบราณคดี 6, 4 (มิถนุ ายน 2519): หน้า 27 – 29.
ศาสตราจารย์ ชนิ อยู่ดี อธบิ ายถึงการคน้ พบโบราณวตั ถุ 2 ชน้ิ ท่ี

เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี คือ ตุ้มหูหยกท่ีมีลักษณะเป็นรูปสตั ว์สองหัว
(ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นหัวควาย) และรูปกลมมีปุ่มแหลม 3 ปุ่ม โดยเป็น
โบราณวตั ถุท่ี พล.อ.ท. มนตรี หาญวชิ ยั ขายใหแ้ ก่รฐั บาลและนามามอบไว้
ทพ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนคร

ตุม้ หหู ยกดงั กล่าวมรี ปู แบบคลา้ ยกบั ชน้ิ ทพ่ี บ ณ ประเทศฟิลปิ ปินส์
ทถ่ี ้าดูยอง (Duyaong Cave) และถ้าทาบอน (Tabon Cave) จดั เป็นตุม้ หู
แบบลิงลิง-โอ (Lingling-O) และคล้ายกบั ท่ีพบท่ีสายูนห์ (Sa-huyunh)
ประเทศเวยี ดนาม เกาะฮอ่ งกง และเกาะไตห้ วนั

ผเู้ ขยี นกลา่ ววา่ เป็นเรอ่ื งยากในการกาหนดอายตุ ุม้ หหู ยก 2 ชน้ิ จาก
เมอื งอ่ทู อง เพราะไมไ่ ดม้ าจากการขดุ คน้ ทางโบราณคดี แต่เม่อื เปรยี บเทยี บ
รปู แบบและอายุสมยั กบั ตุ้มหจู ากฟิลปิ ปินสแ์ ล้วกพ็ บว่า เป็นของในยุคสมยั
หนิ ใหม่ตอนปลายและยุคโลหะตอนตน้ ประมาณ 890 ปีก่อน ค.ศ. ถงึ 200
ปีกอ่ น ค.ศ.

ในตอนท้ายผู้เขียนสรุปว่า ตุ้มหูหยกแบบน้ีจะพบตามเกาะ
หรือบริเวณไม่ไกลจากชายฝัง่ ทะเล ดังนั้นวัฒนธรรมการใช้ตุ้มหูหยก
(แบบลิงลิง-โอ) จึงแพร่หลายไปทางทะเล ระหว่างเกาะฮ่องกง ไต้หวัน
เวยี ดนาม ฟิลปิ ปินส์ และไทย (อ.อทู่ อง จ.สพุ รรณบรุ )ี

ดว้ ยเหตุน้ีประชากรในยุคโลหะแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้จงึ มี
การตดิ ต่อสมั พนั ธ์กนั ทางทะเลแลว้ อย่างน้อยในช่วงประมาณ 890 ปีก่อน
ค.ศ. ถงึ 200 ปีก่อน ค.ศ.

~ 147 ~

5. ภูธร ภูมะธน. “เหรียญสมยั โรมนั พบทีเ่ มืองอู่ทอง จังหวดั
สุพรรณบรุ .ี ” ศิลปากร 26, 1 (มีนาคม 2525): หน้า 110 - 112.
เหรียญทองแดงของโรมันพบท่ีเมืองอู่ทอง พิพิธภัณฑสถาน

แห่งชาติ อ่ทู อง ไดร้ บั มอบจากพลอากาศตรี มนตรี หาญวชิ ยั เป็นเหรยี ญท่ี
ทาข้นึ ในรชั กาลจกั รพรรดวิ คิ โตรินุส (Victorinus) ครองราชย์ ค.ศ. 269 –
271 หรอื พ.ศ. 812 - 814

เหรยี ญด้านหลงั ติดกับฐานจึงไม่สามารถเหน็ ภาพบนเหรียญได้
ส่วนขอบเหรยี ญดา้ นหน้ามอี กั ษร “IMP C VICTORINUS PF AUG” ย่อมา
จาก “Imperator Caesor Victorinus Pius Felix Augustus” แปลว่า
“จกั รพรรดซิ ซี าร์ วคิ โตรนิ ุส ศรทั ธา (Pieux) ความสุข (Hureux) เป็นสง่า
(Auguste)” สว่ นภาพนนั้ เป็นภาพท่อนบนของจกั รพรรดวิ คิ โตรนิ ุสหนั พกั ตร์
ไปทางขวา แมพ่ มิ พเ์ หรยี ญคงทาไวด้ ี ทาใหเ้ หรยี ญกลม ลกั ษณะเหรยี ญและ
รอยพิมพ์ยังคงสมบูรณ์ดี เหรียญมีคุณภาพเหมือนกบั เหรยี ญท่ผี ลิตจาก
โรงกษาปณ์หลวงเมอื งโคโลญ (Cologne) และเมอื งเทรฟ (Treves)

ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 8 - 9 เป็นช่วงระส่าระสายของอาณาจกั รโรมนั
ดินแดนของพวกโกลลัว (Gaulois) ปกครองโดยจักรพรรดิโปสตามุส
(Postamus) ใน พ.ศ. 803 พระองคผ์ นวกดนิ แดนเทรฟ โคโลญ และมายองซ์
(Mayence) ต่อมาไดถ้ ูกปลงพระชนมใ์ น พ.ศ. 812 จากนนั้ วคิ โตรนิ ุสผเู้ ป็น
บุตรไดข้ น้ึ ครองราชยแ์ ทน

การพบเหรยี ญโรมนั น้ใี นประเทศไทยเป็นสงิ่ ทน่ี ่าสนใจ เน่ืองจากใน
สมยั น้ีการคา้ ระยะไกลยงั ไม่เป็นระบบมากนัก ต่างจากการค้ากบั ตะวนั ออก
ในรชั สมยั จกั รพรรดโิ อกสุ ตุส (L’Empereur Auguste) ซง่ึ ยนื ยนั โดยนกั เขยี น
เก่าแก่ในสมยั นัน้ คอื สตราบอง (Strabon) และแพลง ลองเซียน (Pline
L’Ancien) จงึ ควรมกี ารหาความสมั พนั ธข์ องเหรยี ญโรมนั น้ีกบั โบราณวตั ถุ
อ่นื ๆ ทม่ี อี ายสุ มยั เดยี วกนั จากแหล่งโบราณคดใี นประเทศไทย

~ 148 ~

ภาพถ่ายโบราณสถานหมายเลข 5 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบรุ )ี

~ 149 ~

พระพทุ ธรปู ดินเผา
พบจากการขดุ แต่งโบราณสถานหมายเลข 5 เมอื งอ่ทู อง
(ท่ีมา: หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ สพุ รรณบรุ ี)

~ 150 ~

6. มนัส โอภากลุ . “เมืองอู่ทองอยู่ทีไ่ หน?.” ศิลปวฒั นธรรม 3, 8
(มิถนุ ายน 2525): หน้า 82 - 85.
เม่อื พ.ศ. 2506 - 2509 ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลเิ ยร์ ผู้ร่วม

ขดุ คน้ ไดเ้ สนอทฤษฎใี หม่วา่ อ่ทู องไม่ไดเ้ ป็นเมอื งทพ่ี ระเจา้ อทู่ อง หรอื สมเดจ็
พระรามาธบิ ดีท่ี 1 ครองอยู่ก่อน เพราะมีโบราณวตั ถุท่อี ายุเก่าแก่กว่า
เม่อื ทฤษฎีเก่าถูกหกั ล้าง จงึ มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดใหม่
เกย่ี วกบั เมอื งอู่ทองของพระเจ้าอู่ทอง ศาสตราจารย์บวสเซอลเิ ยร์ เสนอว่า
เม่อื เมอื งรา้ งชาวอู่ทองอพยพไปอยู่ทบ่ี า้ นหนองแจง ต.ไร่รถ อ.ดอนเจดยี ์
จ.สพุ รรณบุรี หม่อมเจา้ สภุ ทั รดศิ ดศิ กุล ทรงเสนอว่าพระเจา้ อ่ทู องคงเสดจ็
ไปจากเมอื งใดเมอื งหน่งึ ใน จ.สพุ รรณบรุ ี และยงั ทรงไม่เช่อื วา่ มเี มอื งเก่าก่อน
อยุธยาอยทู่ ่ี จ.สพุ รรณบรุ ี

ศาสตราจารย์มานิต วลั ลิโภดม และอาจารย์ศรีศกั ร วลั ลิโภดม
มคี วามเหน็ วา่ กรุงศรอี ยุธยาน่าจะเป็นเมอื งเดมิ ของพระเจา้ อ่ทู อง นายจานง
เทพหสั ดนิ ท์ ณ อยธุ ยา เช่อื วา่ พระเจา้ อ่ทู องไปจากลพบุรี นายตรี อมาตยกลุ
มคี วามเหน็ ว่าพระเจา้ อ่ทู องน่าจะเสดจ็ ไปจากเมอื งสพุ รรณภูมิ (สุพรรณบุร)ี
ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช เสนอว่าพระเจ้าอู่ทองคงจะเสด็จไปจาก
เมอื งอ่ทู อง คอื เมอื งสุพรรณบุรหี รอื สุวรรณภูมิ ไม่ใช่ท่ี อ.อ่ทู องในปัจจุบนั
ส่วน น. ณ ปากน้า (ประยูร อุลุชาฎะ) มีความเหน็ ว่าเมืองสุพรรณบุรีหรอื
อโยธยาคอื เมอื งอทู่ อง

ขณะท่ี มนัส โอภากุล มีความเห็นว่าเมอื งสุพรรณภูมิ-อโยธยา-
อ่ทู อง นนั้ อย่ใู นบรเิ วณ ต.รวั้ ใหญ่ เช่อื มกบั ต.พหิ ารแดง อ.เมอื งสพุ รรณบุรี
เน่ืองจากมวี ดั รา้ งสมยั โบราณ 20 - 30 แห่ง แต่วดั รา้ งต่างๆ ถูกทาลายลง
เกอื บหมด โดยประชาชนทพ่ี งั ทลายเจดยี เ์ พ่อื นาอฐิ ไปขาย เช่น ทางเหนือ
ของวดั พระศรมี หาธาตุ มวี ดั สระมน วดั สระพงั พอน วดั เถลไถล วดั พระอนิ ทร์
วดั โลกา ฯลฯ ทางทศิ ตะวนั ตกมวี ดั สารสม้ ใน วดั สารสม้ นอก วดั พรกิ ฯลฯ
ทางทศิ ใตม้ วี ดั ผง้ึ วดั ไผป่ ่าลอ้ ม วดั ชอ่ งลม ฯลฯ

~ 151 ~

วดั รา้ งเหล่าน้เี หลอื เจดยี อ์ ย่ไู ม่กอ่ี งค์ เช่น วดั พระอนิ ทร์ วดั เถลไถล
วดั พรกิ ฯลฯ ซง่ึ มเี จดยี ร์ ปู ทรงไม่เหมอื นเจดยี ส์ มยั อยุธยา ฐานส่วนมากเป็น
สเ่ี หล่ยี มย่อมุมไม้สบิ สอง เจดยี ์ทรงระฆงั คว่าเลก็ น้อยกว่าระฆงั ทรงเจดยี ์
สมยั อยุธยา และก่ออฐิ ไม่สอปูน วดั รา้ งและเจดยี เ์ หล่าน้ีคงเป็นโบราณสถาน
สมยั เก่าก่อนอยุธยา การจะค้นหาความจรงิ เร่ืองเมอื งอู่ทองจึงควรมีการ
สารวจและขดุ คน้ ทางโบราณคดใี นบรเิ วณดงั กล่าว

7. มนัส โอภากลุ . “ลูกปัดทีเ่ มืองสุพรรณเกีย่ วข้องกบั อาณาจกั รฟูนัน
เพียงใด.” ศิลปวฒั นธรรม 3, 10 (สิงหาคม 2525): หน้า
73 - 76.
หลุยส์ มาเลอเรต์ (Louise Malleret) นักโบราณคดชี าวฝรงั่ เศส

พบลูกปัดท่ีเมอื งออกแก้ว ประเทศเวียดนาม จึงกาหนดว่าลูกปัดนัน้ เป็น
“วฒั นธรรมฟูนนั ” มอี ายุราว พ.ศ. 643 - 1043 ลกู ปัดดงั กลา่ วเป็นลกู ปัดทท่ี า
ดว้ ยหนิ ชนดิ ต่างๆ เช่น หนิ คารเ์ นเลย่ี น ควอทซ์ อมธี สี ท์ โมรา นิล บุษราคมั
โกเมน หยก ฯลฯ เป็นลูกปัดสีต่าง ๆ ทงั้ แดง เขียว เหลือง น้าเงิน ส้ม
ดา ขาว

ทว่า ลูก ปั ด ลัก ษณ ะดังก ล่า วไ ม่ไ ด้ พ บท่ีเมือง ออ กแ ก้ว แห่ งเ ดีย ว
แต่พบท่ตี ่างๆ ทวั่ โลก เช่น ยุโรป อเมริกา จีน ลาว กมั พูชา ฯลฯ รวมถึง
ประเทศไทย เช่น อ.อ่ทู อง จ.สุพรรณบุรี ซ่งึ มกี ารค้นพบลูกปัดกว่าแสนลูก
จากการสารวจขดุ คน้ เมอ่ื พ.ศ. 2507 – 2509

นอกจากใน อ.อ่ทู องแลว้ อาเภอต่างๆ ใน จ.สุพรรณบุรกี ม็ กี ารพบ
ลกู ปัดจานวนมากเช่นกนั จนอาจกลา่ วไดว้ า่ สพุ รรณบุรเี ป็นแหล่งทพ่ี บลกู ปัด
มากทส่ี ดุ ในประเทศไทย ทาใหช้ าวบา้ นทาการลกั ลอบหาลกู ปัดทงั้ จากผวิ ดนิ
และใตด้ นิ สรา้ งความเสยี หายใหก้ บั หลกั ฐานทอ่ี ย่ใู ตด้ นิ เช่นกระดูกมนุษยท์ ่ี
พบรว่ มกบั ลกู ปัด

~ 152 ~

อย่างไรก็ตาม มนัส โอภากุล ได้แสดงความเห็นว่า ไม่ควรด่วน
สัน นิ ษ ฐ า น บ ริเ ว ณ เ มือ ง อู่ ท อ ง แ ล ะ เ มือ ง สุพ ร ร ณ บุ รีคือ อ า ณ า จัก ร ฟู นั น
เน่ืองจากตอ้ งนาโบราณวตั ถุทพ่ี บร่วมกบั ลูกปัดจากหลุมฝังศพมาใช้ในการ
วเิ คราะหต์ คี วามในโอกาสต่อไป

8. มนัส โอภากลุ . “โบราณวตั ถเุ ลก็ น้อยในกรลุ ูกปัดกบั ความสมั พนั ธ์
ของอาณาจกั รโบราณ.” ศิลปวฒั นธรรม 4, 11 (กนั ยายน
2526): หน้า 30 - 34.
อทู่ องเป็นแหล่งโบราณคดสี าคญั ทม่ี กี ารพบโบราณวตั ถุจานวนมาก

โดยเฉพาะลกู ปัดและพระพุทธรูป ทงั้ น้ีโบราณวตั ถุบางส่วนทม่ี นัส โอภากุล
ไดบ้ นั ทกึ รวมรวมไวจ้ ากการลงพน้ื ทพ่ี บว่ามโี บราณวตั ถุทน่ี ่าสนใจ และอาจ
บอกเล่าเร่อื งราวชุมชนในแถบน้ไี ด้ ดงั น้ี

แวเหลก็ ไน ทาจากดนิ เผาแสดงถงึ เทคโนโลยกี ารปัน่ ดา้ ยและทอผา้
พบในหลุมฝังศพ คาดว่าใช้เพ่อื เป็นของอุทศิ ลูกกระสุน ทาจากดนิ ปั้นเป็น
ก้อนกลมมคี วามแขง็ อาจใช้ในการล่าสตั ว์ พบในหลุมฝังศพเช่นเดยี วกบั
แวเหล็กไน เศษอฐิ มรี อยแกลบชนิดสนั้ ฝังอยู่ในเน้ืออฐิ สนั นิษฐานว่าเป็น
แกลบข้าวเหนียว และคนโบราณท่นี ่ีกินขา้ วเหนียวเป็นหลกั ตะเกียงพบ
เพียงส่วนปากคล้ายกับท่ีอินเดียสมัยอมราวดี (อานธระ) อายุราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 9 - 10

ศิวลึงค์และฐานโยนิ เป็ นวัตถุในศาสนาพราหมณ์ท่ีเข้ามาใน
อาณาจกั รฟูนัน เคร่อื งปั้นดนิ เผามีขนาดค่อนขา้ งหนา มีทงั้ แบบเรยี บและ
ลายเส่ือ กล้องยาสูบคล้ายกับท่ีพบท่ีบ้านเชียง แต่ไม่พบส่วนด้ามคาบ
ขวานหนิ พบในกรลุ กู ปัด ซง่ึ มนสั โอภากุล ใหข้ อ้ สงั เกตวา่ ขวานหนิ ควรอย่ใู น
สมยั หนิ ใหม่ และลกู ปัดควรอยใู่ นสมยั ฟูนนั มอี ายุห่างกนั 1,000 - 1,500 ปี

~ 153 ~

ฉมวกสัมฤทธิ์ คล้ายกับท่ีพบท่ีบ้านกรวด ต.หนองสาหร่าย
อ.ดอนเจดยี ์ จ.สพุ รรณบุรี อาจเป็นสง่ิ ของร่วมสมยั ฟูนนั กาไลมที งั้ ทท่ี าจาก
หนิ และสมั ฤทธิ์ เคร่อื งประดบั ทองคาทองคา เบา้ หลอมลูกปัด แสดงถงึ การ
ผลิตลูกปัด ตุ้มหูเน้ือชินแบบทวารวดี เงินเหรียญแบบฟูนันและทวารวดี
รวมถงึ ของเบด็ เตลด็ อ่นื ๆ

หลักฐานทัง้ หมดแสดงว่าอู่ทองเป็ นเมืองท่ีเจริญพอสมควร
มกี ารตดิ ต่อกบั ต่างแดนทางเรอื และอาจเป็นเมอื งท่าหรอื เมอื งศนู ยก์ ลางของ
อาณาจกั รสวุ รรณภูมิ

9. มนัส โอภากลุ . “ชุมชนพนั ปี กบั โบราณวตั ถทุ ีเ่ มืองสุพรรณบุรี.”
เมืองโบราณ 10, 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2527): หน้า 43 -
50.
ช่อื เมอื งเก่าของจงั หวดั สุพรรณบุรมี ีหลายช่อื ทงั้ ท่ปี รากฏอยู่ใน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และพงศาวดาร เช่น พันธุมบุรี สองพันบุรี
สวุ รรณปรุ ะ อ่ทู อง อโยธยา และสพุ รรณบรุ ี

มนัส โอภากุล สนั นิษฐานว่าเมอื งพนั ธุมบุรีเป็นช่อื เร่มิ แรก ช่อื น้ี
ปรากฏในพงศาวดารชาตไิ ทย พงศาวดารเหนือ คาแปลลานทองทว่ี ดั พระศรี
รตั นมหาธาตุ จ.สพุ รรณบุรี ผเู้ ขยี นสนั นิษฐานว่าเมอื งพนั ธุมบุรอี ย่ใู นบรเิ วณ
ต.รวั้ ใหญ่ และต.พหิ ารแดง อ.เมอื งสุพรรณบุรี เน่ืองจากบรเิ วณดงั กล่าว
ตัง้ อยู่ฝัง่ ซ้ายของแม่น้าท่าจีนตรงกับหลักฐานทางพงศาวดาร อีกทัง้ มี
โบราณสถานและโบราณวตั ถุศลิ ปะทวารวดมี ากมาย ทงั้ พระพุทธรูป ศลิ า
ธรรมจกั ร พระพมิ พด์ นิ เผา เศษภาชนะดนิ เผา เจดยี ์ เป็นตน้

สว่ นเมอื ง “สองพนั บุร”ี มขี น้ึ ในสมยั พระเจา้ กาแตครองราชย์ (พ.ศ.
1706 ตรงกบั สมยั นครวดั -บายนของเขมรโบราณ) เป็นเมอื งทต่ี งั้ อย่บู รเิ วณ
วดั ลานมะขวดิ ต.สนามชยั ผคู้ รองเมอื งสองพนั บุรอี งคต์ ่อๆ มาอาจยา้ ยเมอื ง
มาตงั้ ใหม่ทฝ่ี ัง่ ตรงขา้ มแม่น้าสุพรรณ ซง่ึ พบโบราณวตั ถุศลิ ปะลพบุรจี านวน

~ 154 ~

มาก จงึ สนั นิษฐานว่าบรเิ วณน้ีต้องเคยเป็นชุมชนโบราณสมยั ลพบุรี รชั กาล
พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 จารกึ ปราสาทพระขรรคไ์ ดก้ ล่าวถงึ เมอื ง “สุวรรณปุระ”
ซง่ึ ผูเ้ ขยี นสนั นิษฐานว่าอาจตรงกบั บริเวณ ต.รวั้ ใหญ่ ต.พหิ ารแดง และ
ต.สนามชยั

สว่ นช่อื เมอื ง “อ่ทู อง อโยธยา และสพุ รรณภูม”ิ ผเู้ ขยี นสนั นิษฐานว่า
เป็นช่อื เดยี วกนั โดยโบราณสถานวตั ถุสมยั ทวารวดแี ละพระพุทธรูปศิลปะ
อ่ทู องจาก ต.รวั้ ใหญ่ ต.พหิ ารแดง นนั้ เป็นหลกั ฐานทบ่ี ง่ บอกวา่ มเี มอื งโบราณ
ก่อนอยุธยาใน จ.สุพรรณบุรี ต่อเน่ืองมาถึงสมยั อยุธยา นอกจากน้ีทแ่ี หล่ง
เตาบ้านบางปูน ต.พหิ ารแดง ยงั มีเศษเคร่อื งปั้นดินเผามากมาย รวมทงั้
เคร่อื งเคลอื บจนี และสโุ ขทยั ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ ว่าแหล่งเตาเผาน้ีมมี าตงั้ แต่
สมยั ทวารวดเี ร่อื ยมาจนถงึ สมยั อทู่ องและอยธุ ยา

สว่ นคาว่า “อโยธยา” นนั้ เป็นคาทม่ี มี าก่อนคาว่า “อยุธยา” พบคาน้ี
ในจารกึ ต่างๆ สมยั อยุธยา คาว่า “สุพรรณภูม”ิ กม็ ปี รากฏอยู่ในจารกึ เช่น
ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี 1 กรุงสุโขทยั จากหลกั ฐานต่างๆ ทงั้ เอกสารและหลกั ฐาน
ทางโบราณคดี ทาใหผ้ เู้ ขยี นสนั นิษฐานว่าชอ่ื เมอื งทก่ี ลา่ วไปเป็นช่อื ของเมอื ง
เดยี วกนั เป็นเมอื งโบราณตงั้ แต่สมยั ทวารวดี มีอาณาบรเิ วณอยู่รมิ แม่น้า
สพุ รรณทงั้ สองฝัง่ ปัจจุบนั คอื บรเิ วณ ต.รวั้ ใหญ่ ต.พหิ ารแดง และต.สนามชยั
อ.เมอื งสพุ รรณบุรี

ส่วนทเ่ี ก่ียวข้องกบั เมอื งอู่ทอง ผูเ้ ขยี นเหน็ ว่าไม่น่าจะเป็นเมอื ง
พนั ธุมบุรี เน่ืองจากอยู่ห่างจากแม่น้าสุพรรณถึง 30 กิโลเมตร ขดั แยง้ กบั
หลกั ฐานพงศาวดาร และจากการขุดค้นท่ีเมอื งอู่ทองไม่พบศลิ ปะอู่ทองเลย
อาเภออทู่ องจงึ ไมใ่ ช่เมอื งอทู่ องตามทก่ี ล่าวไวใ้ นพงศาวดาร

~ 155 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 156 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 157 ~

10. คณะโบราณคดี. ปัจจุบนั ของโบราณคดีไทย. กรุงเทพฯ: คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2528.
พมิ พ์ขน้ึ เน่ืองในโอกาสครบรอบ 30 ปี การก่อตงั้ คณะโบราณคดี

มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร โดยรวบรวมบทความจากการประชมุ ทางวชิ าการเรอ่ื ง
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ” เม่ือเดือนเมษายน พ.ศ. 2528
ประกอบดว้ ย 7 บทความ ไดแ้ ก่

1. ความก้าวหน้าของโบราณคดีไทยสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ -
สมยั ประวตั ศิ าสตรต์ อนตน้

2. โลหะวทิ ยาสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรใ์ นอสี าน: หลกั ฐานใหม่
3. เทคโนโลย่แี ละความสาคญั ของการถลุงเหลก็ ในสมยั แรกเร่ิม

ของประเทศไทย
4. การแลกเปล่ยี นระหว่างอนิ เดยี และประเทศไทยสมยั ก่งึ ก่อน

ประวตั ศิ าสตร์
5. คลองท่อม แหล่งอุตสาหรกรรมทาลูกปัดและเมอื งท่าขนถ่าย

สนิ คา้ สมยั โบราณ
6. เครอ่ื งรางสาหรบั พอ่ คา้
7. เสมาหินอิสาน การสารวจและการศึกษาการสืบเน่ืองของ

ประเพณีปักหนิ ตงั้ ในสงั คมภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

สาหรบั บทความท่ปี รากฏเน้ือหาเก่ยี วกบั เมอื งโบราณอู่ทอง ดงั น้ี
1) เร่อื ง “การแลกเปลยี่ นระหว่างอนิ เดียและประเทศไทยสมยั
กงึ่ ก่อนประวตั ศิ าสตร์” โดย ดร.เอยี น โกลฟเวอร์ (Ian C. Glover) แปลโดย
พลู สขุ เตมยิ านนั ท์
ประเด็นท่ีเก่ียวกับเมืองอู่ทอง คือ การพบเหรียญโรมันของ
จกั รพรรดวิ คิ โตรนิ ุส แสดงถงึ การตดิ ต่อในสมยั อนิ โด-โรมนั การพบลูกปัดหนิ
คาร์เนเลียนและโมราจากการลักลอบขุดท่ีเมืองอู่ทองจานวนมากและ
กระจายตวั อยู่ทวั่ ประเทศไทย โดยเฉพาะท่บี ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน

~ 158 ~

จ.กาญจนบุรี ผลการวิเคราะห์สนั นิษฐานว่า ลูกปัดแก้วและหินได้มาจาก
การแลกเปลย่ี นเน่อื งในพระพุทธศาสนากบั ประเทศอนิ เดยี ภาคเหนือ

2) เร่อื ง “คลองท่อม แหล่งอุตสาหรกรรมทาลูกปัดและเมอื งท่า
ขนถ่ายสนิ คา้ สมยั โบราณ” โดย รองศาสตราจารย์ มยุรี วรี ะประเสรฐิ

กล่าวถงึ โบราณวตั ถุทไ่ี ดจ้ ากการขดุ คน้ แหล่งโบราณคดคี วนลกู ปัด
อ.คลองท่อม จ.กระบ่ี สนั นษิ ฐานว่าเป็นเมอื งท่าและแหล่งผลติ ลกู ปัดทส่ี าคญั
ในชว่ งแรกเรมิ่ ประวตั ศิ าสตร์ ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เมอื งอ่ทู องคอื มกี ารพบ
ลกู ปัดแกว้ และหนิ จานวนมาก เช่นเดยี วกบั ท่คี ลองท่อมและดงศรีมหาโพธิ
โดยมลี กั ษณะคล้ายกบั กบั ลูกปัดทพ่ี บในอนิ เดยี ภาคใต้ และเมอื งท่าโบราณ
เช่น เกาะคอเขา จงั หวดั พงั งา และเมอื งออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม

ตัวอย่างโบราณวัตถุท่ีคล้ายกับท่ีพบในเมืองอู่ทอง (และเมือง
ออกแกว้ ) เช่น ลกู ปัดแกว้ สดี าตกแต่งลวดลายสขี าวรูปดอกไมด้ ้านหน่ึงและ
อกี ดา้ นเป็นรปู นก โดยรปู นกมลี กั ษณะคลา้ ยกบั ทป่ี รากฏบนลกู ปัดรปู กลมใน
แควน้ โกสมั ประเทศอนิ เดยี ภาคเหนือ, ลกู ปัดหนิ รปู เต่าทาจากหยกสเี ขยี ว,
แผน่ หนิ รปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ขนาดเลก็ ตรงกลางมเี บา้ 2-3 หลุม บางชน้ิ ตกแต่ง
บรเิ วณขอบด้วยลวดลายเสน้ โค้งคล้ายใบไม้แตกกิ่งก้าน สนั นิษฐานว่าใช้
สาหรับใส่แป้ งเจิมเน่ืองในพิธีกรรมศาสนาพราหมณ์ หรือเป็ นถาด
เครอ่ื งสาอาง หรอื ใสข่ ผ้ี ง้ึ หรอื ใสย่ าทาภายนอก รวมถงึ แหวน ต่างหทู ท่ี าจาก
สารดิ และดบี ุก พบท่เี มอื งจนั เสน จ.นครสวรรค์ และบ้านคูเมอื ง จ.สงิ หบ์ ุรี
โบราณวัตถุดังกล่าวจึงแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณใน
ประเทศไทยและการตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ

~ 159 ~

3) เร่อื ง “เคร่อื งรางสาหรบั พ่อค้า” โดย ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข
อนิ ทราวุธ

กล่าวถึงโบราณวัตถุท่ีสันนิษฐานว่าเป็ นเคร่ืองรางท่ีพ่อค้า
ชาวอินเดียพกติดตัวระหว่างการเดินทางมายงั เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 10 - 15 เพ่อื ความปลอดภยั และประสบความสาเรจ็ ใน
การคา้ ขาย

โบราณวตั ถุท่ีสนั นิษฐานว่าเป็นเคร่ืองรางของพ่อค้าชาวอินเดีย
ไดแ้ ก่ แผ่นดนิ เผารปู กลมขนาดเลก็ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางราว 2 - 5 เซนตเิ มตร
มหี น้าเดยี วหรอื 2 หน้า ปรากฏรูปเทพกุเวรและคชลกั ษมี ส่วนใหญ่ตอน
บนสดุ มกี ารเจาะรสู าหรบั รอ้ ยเสน้ เชอื กหรอื สรอ้ ยสาหรบั พกพาตดิ ตวั บางชน้ิ
มรี ปู แบบศลิ ปะอนิ เดยี สมยั หลงั คุปตะ และบางชน้ิ เป็นฝีมอื ของช่างพน้ื เมอื งท่ี
ทาเลียนแบบ นอกจากน้ียังพบประติมากรรมสาริดและดินเผาเน่ืองใน
พระพุทธศาสนานิกายมหายาน รูปเทพชมั ภล (ทา้ วกุเวร) กาหนดอายุราว
พุทธศตวรรษท่ี 15 - 16 พบท่จี งั หวดั สงขลาและตรงั ซง่ึ บทความเร่อื งน้ีมี
การอธบิ ายหลกั ประตมิ านวทิ ยาและความเช่อื เกย่ี วกบั เทพเจา้ ทงั้ 3 องคไ์ ว้
อยา่ งละเอยี ด

ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกบั เมอื งอ่ทู อง คอื เมอื งน้ตี งั้ อยบู่ รเิ วณบรเิ วณชายฝัง่
ทะเลเดมิ และเป็นเมอื งท่าสาคญั ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 9 - 16 ร่วมสมยั กบั
เมอื งนครปฐมโบราณ เมอื งซบั จาปา จ.ลพบุรี เมอื งจนั เสน และเมืองบน
จ.นครสวรรค์ ซง่ึ มคี วามรุ่งเรอื งสงู สดุ ในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 14 - 16

11. ภูธร ภมู ะธน. “แหล่งโบราณคดี ท่าม่วง อาเภออู่ทอง จงั หวดั
สุพรรณบุรี.” ศิลปากร 30, 3 (กรกฎาคม 2529): หน้า 70 -
86.

~ 160 ~

แ ห ล่ ง โ บ ร า ณ ค ดีท่ า ม่ ว ง อ ยู่ น อ ก คูเ มือ ง อู่ท อ ง ไ ป ท า ง ทิศ ใ ต้ ร า ว
1 กโิ ลเมตร มกี ารขดุ คน้ ทางโบราณคดหี ลายครงั้ หลกั ฐานส่วนใหญ่ทพ่ี บคอื
เศษภาชนะดินเผา ภูธร ภูมะธนได้ทาการศึกษาเศษภาชนะดินเผาและ
โบราณวตั ถุบางประเภทจากการขุดคน้ เม่อื พ.ศ. 2509 โดยเลอื กนาเสนอ
ขอ้ มลู จากหลมุ ขดุ คน้ ท่ี 2 (จากทงั้ หมด 8 หลมุ )

ภูธร ภูมะธน จาแนกรูปแบบภาชนะได้คือ ภาชนะทรงชาม
ทรงหมอ้ กาน้า และแจกนั รปู แบบขอบปากภาชนะ แบ่งไดเ้ ป็น 3 กลุ่ม คอื
ปากผายออก ปากตรง และปากโค้งเข้า รูปแบบฐานภาชนะแบ่งได้เป็น 2
กลุ่ม คือ ฐานเรียบ และฐานยกขอบ การตกแต่งผิวภาชนะ แบ่งได้เป็น
การยกข้นึ เป็นสนั ลายประทับเส่อื ทาบและเชอื กทาบ ลายขูดขดี ลายขุด
ลายเขยี นสี รวมทงั้ การตกแต่งแบบผสมผสาน

ส่วนวตั ถุชน้ิ พเิ ศษทพ่ี บจากหลุมขุดคน้ ท่ี 2 ไดแ้ ก่ แวดนิ เผา เบ้ยี
ดนิ เผา กระสุนดินเผา ชน้ิ ส่วนดินเผาเจาะรู ก้อนดนิ เผารูปสเ่ี หลย่ี มผนื ผ้า
แท่งหินบด ต่างหูโลหะ และลูกปัดแก้ว เม่ือเทียบกับโบราณวตั ถุท่ีแหล่ง
โบราณคดบี า้ นแค จ.ลพบุรี เช่น แท่งหนิ บด หมอ้ มสี นั สามารถกาหนดอายุ
ได้ราว 1,500 - 1,400 ปีมาแล้ว ขณะท่ีการกาหนดอายุด้วยวิธเี ทอโม
ลมู เิ นสเซนสไ์ ดค้ ่าอายุราว 1,400 ปีมาแลว้

จากหลกั ฐานทงั้ หมดอาจสรปุ ไดว้ ่า แหลง่ โบราณคดที า่ ม่วงอาจเป็น
ชุมชนบริวารของเมืองอู่ทอง การอยู่อาศัยในแหล่งโบราณคดีน้ีมีเพียง
สมยั เดยี ว โดยไม่ได้อยู่ตดิ ต่อกนั มาตงั้ แต่ยุคก่อนประวตั ศิ าสตร์ และไม่ได้
ดารงความเป็นชุมชนสบื ต่อมาถงึ สมยั ประวตั ศิ าสตรย์ ุคหลงั

~ 161 ~

12. มนัส โอภากลุ . “พระเจ้าอ่ทู องเป็ นจีนหรอื ไฉน? ไปจากแห่งหน
ตาบลใด.” ศิลปวฒั นธรรม 9, 1 (พฤศจิกายน 2530): หน้า
72 - 77.
จากพงศาวดารอยุธยาฉบับวัน วลิต ได้กล่าวถึง “พระเจ้าอู่”

ซ่งึ เป็นราชบุตรพระเจ้าแผ่นดนิ จีน มคี วามประพฤติชวั่ ร้าย จงึ ถูกเนรเทศ
ออกจากจนี พรอ้ มไพร่พล 200,000 คน ได้เดนิ ทางด้วยเรอื สาเภาจนมาถึง
แผ่นดนิ ไทยและตงั้ กรุงศรอี ยุธยา แต่มนสั โอภากุล ไม่เช่อื ว่าพระเจา้ อ่ทู อง
เป็นคนจนี โดยได้ตงั้ ข้อสงสยั จากพงศาวดารว่า หากพระเจา้ อู่เดนิ ทางมา
พรอ้ มไพรพ่ ล 200,000 คนจรงิ แลว้ ไพรพ่ ลเหล่านนั้ หายไปไหน หรอื หากได้
ตัง้ ถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยาก็ควรมีหลกั ฐานทางวฒั นธรรมจีนหลงเหลือ
อย่บู า้ ง

ผเู้ ขยี นยงั ไดใ้ ชห้ ลกั ฐานทางโบราณคดมี าพสิ จู น์ว่า พระเจา้ อู่ทอง
ไม่ใช่คนจนี โดยใชห้ ลกั ฐานโบราณสถานและโบราณวตั ถุทพ่ี บใน ต.รวั้ ใหญ่
ต.พิหารแดง และต.สนามชัย (ซ่ึงมีอาณาบริเวณต่อเน่ืองกัน) อ.เมือง
สพุ รรณบุรี เช่น เจดยี ์ทวารวดที ่วี ดั พระรูป พระพุทธรปู ศลิ ปะทวารวดที ่วี ดั
ราชเดชะ กรลุ กู ปัดทว่ี ดั พหิ าร พระพุทธรปู ปางนาคปรกสมยั บายนทว่ี ดั ป่ บู วั
พระอวโลกิเตศวรสมัยบายนท่ีวัดเขา เจดีย์สมัยอู่ทองท่ีวัดพระอินทร์
พระปรางคส์ มยั อ่ทู องทว่ี ดั พระศรรี ตั นมหาธาตุ เตาเผาบา้ นบางปนู ฯลฯ

ส่วนหลกั ฐานจากจารกึ ไดป้ รากฏช่อื เมอื งสุพรรณภูมแิ ละอโยธยา
ซง่ึ เป็นช่อื เก่าของเมอื งสุพรรณบุรี และหลกั ฐานในสมยั อยุธยา พบว่าเม่อื ตงั้
กรุงศรอี ยุธยาแล้วเมอื งสุพรรณภูมิยงั มเี จ้าผูค้ รองนครอยู่ และกษัตรยิ ์เช้อื
สายสุพรรณภูมกิ ไ็ ดไ้ ปครองกรุงศรอี ยุธยาอย่างต่อเน่ือง จากหลกั ฐานต่างๆ
ทพ่ี บจานวนมากในบรเิ วณ 3 ตาบล ทาใหผ้ ูเ้ ขยี นตงั้ สมมติฐานว่าพระเจา้
อทู่ องน่าจะอพยพไพร่พลไปจากบรเิ วณดงั กลา่ ว แลว้ ไปตงั้ กรุงศรอี ยุธยา

~ 162 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 163 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 164 ~

13. ธิดา สาระยา. “การก่อตวั ของรฐั ในลุ่มน้ าท่าจีน-แม่กลอง:
พัฒ น า ก า ร ท า ง ป ร ะ วัติ ศ า ส ต ร์ข อ ง เ มื อ ง น ค ร ป ฐ ม
ศึกษาจากหลกั ฐานทางโบราณคดี.” เมืองโบราณ 14, 1
(มกราคม - มีนาคม 2531): หน้า 83 - 92.
บทความเร่อื งน้ีศกึ ษาเร่อื งการก่อตวั ของรฐั ในบรเิ วณลุ่มน้าท่าจนี -

แม่กลอง ซ่ึงเป็ นบริเวณท่ีมีแหล่งโบราณคดีหลายยุคสมัย ทัง้ ชุมชน
ก่อนประวัติศาสตร์ ต้นประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ แหล่ง
โบราณคดเี หลา่ น้ีแสดงลกั ษณะทางวฒั นธรรมทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั การก่อตวั ของ
รัฐในลุ่มน้าท่าจีน-แม่กลองท่ีมีนครปฐมเป็ นศูนย์กลางท่ีสาคัญในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 12 เป็นต้นไป เกดิ จากปัจจยั ทงั้ ภายนอกและภายใน
โดยนักวชิ าการโดยทวั่ ไปใหค้ วามสาคญั กบั 3 ปัจจยั คอื พฒั นาการของ
สงั คมเมอื ง การเพม่ิ กาลงั การผลติ ดา้ นเกษตรกรรม และการคา้ ขา้ มภูมภิ าค
หรอื การคา้ โพน้ ทะเล

ทว่าบทความน้ีได้ช้ใี ห้เหน็ ความสาคญั ของการเปลย่ี นแปลงทาง
เศรษฐกิจสงั คมภายใน เช่น การท่ปี ระชากรเพิม่ มากข้นึ และกระจายตัว
ตงั้ หลกั แหลง่ อย่ใู นอาณาบรเิ วณกวา้ งขวางทม่ี แี ม่น้าลาคลองไหลผ่าน ทาให้
ชุมชนทอ่ี ยู่ในบรเิ วณทร่ี าบลุ่มน้าต่างมคี วามสมั พนั ธก์ นั ทางดา้ นเศรษฐกิจ
สงั คม นาไปสู่การเกิดสงั คมเมอื งท่มี เี มืองศูนย์กลางสาคญั โดยมีปัจจยั ท่ี
ไดร้ บั จากภายนอกเป็นตวั เร่งในการพฒั นา เช่น การรบั อารยธรรมอนิ เดยี มา
ใช้ในการจดั ระบบความคิดและรูปแบบการปกครอง ส่วนการติดต่อข้าม
ภูมภิ าคและโพน้ ทะเลไดส้ รา้ งสง่ เสรมิ ใหเ้ ศรษฐกจิ ขยายตวั

สาหรบั เมอื งนครปฐมเป็นเมอื งสาคญั เป็นเมอื งทม่ี สี งั คมซบั ซ้อน
มกี ารตดิ ต่อสมั พนั ธก์ บั เมอื งต่างๆ โดยเฉพาะเมอื งอ่ทู องทอ่ี ย่ทู างเหนือและ
เมืองคูบวั ท่ีอยู่ทางตะวันตก หลกั ฐานทางด้านโบราณวตั ถุสถานอันเป็น
รปู แบบทางศลิ ปะและอทิ ธพิ ลดา้ นพุทธศาสนาทแ่ี พร่จากเมอื งนครปฐมไปยงั

~ 165 ~

เมืองต่างๆ อาจสนั นิษฐานได้ว่าเมืองนครปฐมมีอานาจทางการเมือง
ครอบคลมุ ตลอดลมุ่ น้าทา่ จนี -แมก่ ลอง

14. ปรีชา กาญจนาคม. “แหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ของจงั หวดั
สุพรรณบรุ .ี ” ศิลปากร 35,5 (2535): หน้า 70 - 77.
บนยอดเขาดสี ลกั วดั ดสี ลกั ต.ดอนคา อ.อ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี ไดม้ ี

การพบรอยพระพุทธบทสลกั ด้วยหนิ ทรายสแี ดง ขนาดประมาณ 66x142
เซนติเมตร แต่การกาหนดอายุสมยั ไม่แน่นอน อาจเป็นสมยั ทวารวดหี รือ
สมยั อยธุ ยากไ็ ด้

บนเขาวดั ใหม่ครี วี งศ์ ต.พลบั พลาไชย อ.อ่ทู อง ไดพ้ บภาพเขยี นสี
ในถ้าขนาดเลก็ ปากถ้ากวา้ ง 2.70 เมตร ลกึ 6.20 เมตร มภี าพ 17 ภาพ
เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ สตั ว์ ฯลฯ ภาพเขยี นดว้ ยสแี ดงอมสม้ ทผ่ี นังสองขา้ งและ
บนเพดานถ้า ลกั ษณะภาพทงั้ หมดเขยี นขน้ึ อย่างหยาบๆ สนั นิษฐานว่าเป็น
ฝีมอื ช่างทอ้ งถ่ินท่เี ขยี นภาพ เพ่อื ประดบั ถ้าหรอื อาจเพ่อื พุทธบูชา แต่กไ็ ม่
พบหลกั ฐานว่ามกี ารใชถ้ ้าน้ีเป็นศาสนสถาน ถดั จากถ้าดงั กล่าวไปเลก็ น้อย
พบกองอฐิ 2 กองอย่ใู กลก้ นั น่าจะเป็นเจดยี ข์ นาดเลก็ ทน่ี าอฐิ มาวางซอ้ นกนั
โดยใชป้ ูนสอเลก็ น้อย สภาพอฐิ ค่อนขา้ งสมบรู ณ์ ลกั ษณะเหมือนอฐิ ทท่ี าขน้ึ
ในสมยั อยุธยาหรอื รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น สนั นิษฐานว่าถ้าท่พี บภาพเขยี นสี
และกองอฐิ อาจมคี วามสมั พนั ธก์ นั และอย่ใู นชว่ งสมยั เดยี วกนั

แหล่งโบราณคดีบ้านหัวอุด ต.สนามคลี อ.เมืองสุพรรณบุรี
พบหลกั ฐานประเภทต่างๆ เชน่ เศษภาชนะดนิ เผา ลกู กระสนุ ดนิ เผา กระดูก
สตั ว์ กระดกู มนุษย์ ฯลฯ ลกั ษณะและรปู แบบของเศษภาชนะดนิ เผาทพ่ี บมี
ตงั้ แต่สมยั หินใหม่ สมยั ทวารวดี สมยั ลพบุรี สมยั สุโขทยั และสมยั อยุธยา
แสดงใหเ้ หน็ ว่าแหล่งโบราณคดมี คี วามสาคญั ผู้คนจงึ ไดอ้ ย่อู าศยั ตดิ ต่อกนั
มาเป็นเวลานาน นอกจากน้ยี งั พบโครงกระดกู มนุษยห์ ลายโครง จงึ ควรมกี าร

~ 166 ~

ขดุ คน้ ทางโบราณคดี เพ่อื จะไดท้ ราบเร่อื งราวในอดตี ของ จ.สพุ รรณบุรจี าก
แหล่งโบราณคดนี ้มี ากขน้ึ

15. เอกสิทธ์ิ พึ่งประชา. “สระน้ าศกั ดิส์ ิทธิ์เมืองสุพรรณบุรี.”
ศิลปวฒั นธรรม 13, 7 (พฤษภาคม 2535): หน้า 108 - 113.
บทความสว่ นแรก กลา่ วถงึ ทต่ี งั้ ของสระน้า 4 สระว่าอย่เู หนือลาน้า

(แต่ไม่ปรากฏช่ือ) สระน้าทัง้ 4 มีรูปร่างไม่เป็ นระเบียบ ประกอบด้วย
สระยมนา สระแกว้ สระคา และสระเกศ สระเกศมคี นั ดนิ สงู และยาวไปมาก
น่าจะเป็นถนนเมืองเก่า บนคนั ดินมีเจดีย์หรือมณฑปซ่ึงถูกบูรณะแต่ยัง
ไม่เสรจ็ ท่เี หล่าน้ีน่าจะเป็นเทวสถาน สระทข่ี ุดเป็นสระสาหรบั พราหมณ์ลง
ชุบน้าใหผ้ า้ เปียก ก่อนทจ่ี ะเขา้ ไปนมสั การตามลทั ธศิ าสนาพราหมณ์ ทน่ี ่ีจงึ
น่าจะเป็นเทวาลยั หรอื วดั พราหมณ์ศกั ดสิ์ ทิ ธแิ์ ห่งหน่ึงมาแต่เมอื งสพุ รรณเก่า
จงึ ไดใ้ ชน้ ้าทส่ี ระเป็นน้าอภเิ ษกมาแต่โบราณ

มีเร่อื งเล่าท่เี ก่ยี วขอ้ งหลายเร่อื ง เช่น พระเจ้าปทุมสุรยิ วงศ์เป็น
พระเจ้าแผ่นดนิ ในวงศ์พระอนิ ทร์ทค่ี รองกรุงอนิ ทปัถ (นครหลวงของขอม)
พระเจา้ สนิ ธพอมรนิ ทร์ พระยาแกรกแห่งกรุงละโว้ กใ็ ชน้ ้าสส่ี ระน้ีราชาภเิ ษก
หรอื พระเจ้าอรุณมหาราช กรุงสุโขทยั จะทาราชาภิเษกกต็ ้องลงมาตีเมอื ง
เหลา่ น้ี แลว้ จงึ ตกั น้าไปราชาภเิ ษก ลทั ธทิ ถ่ี อื น้าสระเป็นน้าอภเิ ษกน้ี ปรากฏ
ชดั วา่ เป็นตาราพราหมณ์ เช่น มหาภารตะ อรชนุ ตอ้ งปราบปรามเมอื งทงั้ ปวง
และสรงน้าในสระทเ่ี มอื งนนั้ หวงหา้ ม ตลอดจนถงึ สระในป่าหมิ พานต์

ครงั้ เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5
เสดจ็ ไปทอดพระเนตรเม่อื พ.ศ. 2451 ได้ทรงพระราชนิพนธเ์ ล่าว่า มหี ญงิ
แกไ่ ดน้ าตน้ โพธมิ์ าถวายแก่พระองค์ หญงิ แกเ่ ล่าว่าไดน้ ารปู ถ่ายของพระองค์
ไปตดิ ไวท้ เ่ี รอื น ตน้ โพธกิ์ ง็ อกขน้ึ มาหลงั หบี ตรงรูปนนั้ เป็น 7 ต้น พระองคจ์ งึ
ไดน้ าตน้ โพธไิ์ ปปลกู ประจาไวท้ งั้ 4 สระ

~ 167 ~

มนี ทิ านเล่าถงึ ประวตั ขิ องสระไวว้ า่ มเี จา้ ผคู้ รองนครองคห์ น่งึ มธี ดิ า
4 องค์ ชอ่ื แกว้ คา ยมนา และเกตก์ ตามลาดบั ทงั้ 4 องคม์ คี ่คู รองกนั หมด
แต่คนเลก็ ทช่ี ่อื เกตก์นนั้ มสี วามเี ป็นลงิ เผอื ก ต่อมาเจา้ ผูค้ รองแคว้นต้องการ
ยกราชสมบตั ใิ หล้ ูกเขยทงั้ 4 จงึ ได้ให้ลูกเขยกบั ลูกสาวช่วยกันขุดสระคู่ละ
1 สระภายใน 7 วนั และจะยกราชสมบตั ใิ หก้ บั คนทข่ี ุดไดเ้ สรจ็ ก่อนและใหญ่
กวา่ สระอ่นื ฝ่ายธดิ าเกตกข์ ดุ ไดม้ ากทส่ี ดุ เน่อื งจากพญาลงิ เผอื กเรยี กพวกลงิ
มาชว่ ยขดุ สระ ราชสมบตั จิ งึ ตกเป็นของธดิ าเกตกแ์ ละสวามตี ่อไป แต่พวกพ่ี
ไม่พอใจและขโมยพระขรรค์อาญาสทิ ธหิ์ นีไป พญาลงิ เผอื กจงึ ออกตดิ ตาม
พวกพ่ๆี จงึ โยนพระขรรค์ลงไปในสระทาให้พระขรรค์หายไป นับแต่นัน้ มา
เลยนบั ถอื กนั ว่าน้าในสระเกตกน์ นั้ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เพราะพระขรรคอ์ าญาสทิ ธติ์ กลง
ไปในสระ

บทความส่วนท่สี อง เป็นบทสมั ภาษณ์นายมนัส โอถากุล เล่าถึง
สภาพแวดล้อมของพ้นื ท่นี ้ีในสมยั ก่อนว่าปกคลุมด้วยป่ ารกชฏั เม่อื พ.ศ.
2467 นายมนัสเล่าว่ามคี นขม่ี า้ มาเป็นกลุ่มเพ่อื มาตกั น้าทส่ี ระท่าวา้ เขาดนิ
เพ่ือนาไปให้ข้าราชการประกอบพิธีถือน้าพิพัฒน์สตั ยา และด้วยความ
ศกั ดิส์ ทิ ธขิ์ องสระน้ีเองทาให้นาช่อื ของสระมาเป็นช่อื ต.สระแก้ว แทนช่อื
ต.ท่าวา้ เดมิ

หลงั จากทก่ี รมศลิ ปากรทาการขุดแต่งบูรณะไดข้ ุดลอกคูดนิ ขยาย
ใหญ่ขน้ึ กว่าเดมิ โดยแต่งเป็นรปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ทม่ี มี มุ โคง้ มน ปัจจบุ นั ตน้ โพธิ์
ทร่ี ชั กาลท่ี 5 ทรงปลูกไวเ้ หลอื เพยี งทส่ี ระเกศเคยี งค่กู บั เนินดนิ สว่ นเนินดนิ
แต่เดมิ มเี จดยี เ์ ก่าตงั้ อยู่ ปัจจุบนั ไม่เหลอื หลกั ฐานแลว้ ปรากฏเพยี งเนินดนิ
สว่ นเจดยี อ์ งคเ์ ลก็ ในปัจจบุ นั เป็นเจดยี ท์ ส่ี รา้ งขน้ึ มาใหม่

~ 168 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 169 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 9 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 170 ~

16. มนัส โอภากลุ . “เมืองอ่ทู องทีส่ ุพรรณบุรี อยู่ชายทะเล ‘สุวรรณภมู ิ
ประเทศ’.” ศิลปวฒั นธรรม 14, 11 (กนั ยายน 2536): หน้า
94 - 98.
อาเภออู่ทองตงั้ อยู่ทางตะวนั ตกของเมอื งสุพรรณบุรี แต่ก่อนเป็น

ป่ ารกชฏั เม่อื มถี นนมาลยั แมนตดั ผ่านภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ทาให้
ป่ านนั้ ถูกทาลายลงมาก บา้ นเมอื งขยายตวั ขน้ึ ตามกาลเวลา เดมิ อ.อ่ทู อง
ช่อื “อ.จระเขส้ ามพนั ” เม่อื ครงั้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพเสดจ็
ตรวจหัวเมืองภาคเหนือขากลับได้แวะท่ี จ.สุพรรณบุรี ทรงถามถึงของ
โบราณในจงั หวดั ชาวเมอื งจงึ ทลู ตอบไปว่ามเี มอื งโบราณเรยี กว่า “เมอื งทา้ ว
อ่ทู อง” เพราะเช่อื ว่าเป็นเมอื งเก่าของพระเจา้ อ่ทู องก่อนสรา้ งกรุงศรอี ยุธยา
จากนนั้ ราชการจงึ เปลย่ี นช่อื อาเภอเป็น “อ.อทู่ อง”

มนัส โอภากุลได้ให้ทรรศนะเร่ืองเมืองอู่ทองว่าน่าจะเป็นเมือง
สวุ รรณภมู ไิ วด้ งั น้ี

1. เดมิ ทกี ล่มุ ประเทศในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้มคี วามพยายามท่ี
จะให้สุวรรณภูมอิ ย่ใู นเขตประเทศของตน แต่หลกั ฐานทพ่ี บนนั้ ไม่มนี ้าหนัก
เพยี งพอ ทงั้ ในดา้ นปรมิ าณหลกั ฐานและอายุของหลกั ฐานท่ไี ม่เก่าไปจนถงึ
พุทธศตวรรษท่ี 3 เวน้ แต่หลกั ฐานในเขตประเทศไทย

2. ผลการขดุ คน้ ทเ่ี มอื งอ่ทู อง ช่วง พ.ศ. 2506 - 2509 โดยกรม
ศิลปากรร่วมกับศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ พบว่ามีการใช้พ้ืนท่ี
ติดต่อกันมายาวนานตัง้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ มีหลักฐานทางพุทธ
ศาสนาเป็นซากเจดยี ์จานวนมาก ทงั้ ในและนอกตวั เมอื งอู่ทอง ทงั้ ยงั พบว่า
ผงั ของเจดยี ห์ มายเลข 10 เป็นเจดยี ท์ รงกลม คลา้ ยกบั สถูปสาญจใี นประเทศ
อนิ เดยี แสดงว่าเจดยี น์ ้ีมคี วามเก่าแก่มาก เพราะรูปแบบเจดยี ์ทเ่ี ป็นเหลย่ี ม
นนั้ จะเกดิ ขน้ึ ภายหลงั

3. ในชว่ งทท่ี าการขดุ คน้ ทเ่ี มอื งอ่ทู องอย่นู นั้ แนวคดิ เร่อื งสวุ รรณภูมิ
ถูกใหน้ ้าหนกั ไปทเ่ี มอื งนครปฐม เพราะมกี ารคน้ พบมานานและพบรูปแบบ

~ 171 ~

ศลิ ปะท่เี ก่าไปถึงสมยั ทวารวดี แต่กย็ งั มคี ่าอายุของหลกั ฐานท่พี บใหม่กว่า
หลกั ฐานท่เี มืองอู่ทองหรอื เมอื งละโว้อยู่ราว 500 ปี และตามท่สี มเด็จฯ
กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงใหค้ วามเหน็ ไวว้ า่ เดมิ ชายทะเลเกา่ น่าจะอยู่
สงู ถงึ เมอื งลพบุรี เมอื งนครปฐมจงึ ยงั เป็นทะเลอยู่ และไม่อาจเป็นเมอื งท่าได้
เมอื งอทู่ องจงึ น่าจะเป็นเมอื งท่าทอ่ี ย่ชู ายทะเล

ในขณะนัน้ มนัส โอภากุล ยงั ได้ตีความสุวรรณภูมไิ ว้ว่า อาจมไิ ด้
เป็นเมอื งทอ่ี ุดมดว้ ยแร่ทองคาจรงิ ๆ แต่เป็นคาเปรยี บเปรยถงึ ความรุ่งเรอื ง
ของการคา้ และความอุดมสมบรู ณ์ ทาใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพทต่ี งั้ ในอดตี และ
สภาพทเ่ี คยเป็นป่าทบึ ของอ่ทู องมาก่อน

4. จากการสอบทานหลกั ฐานต่างประเทศโดยมานิต วลั ลโิ ภดม
พบว่าเมืองอู่ทองมีตาแหน่งท่ีใกล้กับเมือง บลังกา ในจดหมายเหตุ
ภูมศิ าสตรป์ โตเลมี แสดงถงึ ความรุ่งเรอื งของพุทธศาสนาคลา้ ยกบั ท่เี มอื ง
ลงั กา อีกทัง้ ธนิต อยู่โพธิ์ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ และมานิต
วัลลิโภดม ก็มีทรรศนะท่ีพ้องกันว่าท่ีตัง้ ของเมืองอู่ทองนัน้ น่าจะตรงกับ
“จนิ หลนิ ” ของนกั ประวตั ศิ าสตรจ์ นี

17. หม่อมราชวงศ์ สุริยวุฒิ สุขสวสั ด์ิ. ศรีทวารวดีถึงศรีรตั นโกสินทร.์
กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ, 2537.
เป็นหนังสอื รวมบทความของทางผู้เขยี นท่กี ล่าวถึงศลิ ปวตั ถุและ

โบราณสถานในประเทศไทย ตงั้ แต่สมยั ทวารวดจี นถงึ รตั นโกสนิ ทร์ ประเดน็
ทก่ี ล่าวถงึ เมอื งอ่ทู องหรอื สพุ รรณบุรกี ม็ กี ารกล่าวถงึ ไวใ้ น 2 บทความ ไดแ้ ก่

1. “พระพมิ พป์ างเลไลยกใ์ นศลิ ปะมอญ (ทวารวด)ี ”
กล่าวถงึ พระพมิ พอ์ งคห์ น่ึงพบบรเิ วณเนินสถูปรมิ น้าใน อ.เดมิ บาง
นางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นพระพิมพ์ท่ีมีองค์ประกอบภาพแตกต่างจาก
พระพมิ พท์ ร่ี ่วมสมยั โดยแสดงภาพเป็นพระพุทธรูปประทบั นงั่ ขดั สมาธริ าบ
ภายในซุม้ เรอื นแกว้ โดยมชี า้ งชูงวงและวานรนงั่ คุกเข่ายกวตั ถุชนิดหน่ึงอยู่

~ 172 ~

ด้านล่าง ผู้เขยี นสรุปว่าเป็นพระพมิ พ์ในพุทธประวตั ิตอนป่ าเลไลยก์ และ
กาหนดอายุได้ว่ามีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 13 โดยเปรยี บเทยี บกบั
พระพุทธรปู ปางสมาธอิ งคห์ น่งึ ทพ่ี บทเ่ี มอื งอทู่ อง จงั หวดั สพุ รรณบุรี

2. “ตุ๊กตารปู คนจงู ลงิ ในวฒั นธรรมมอญ (ทวารวด)ี ”
กลา่ วถงึ ประตมิ ากรรมดนิ เผาขนาดเลก็ จานวนหน่ึงทเ่ี ป็นรปู บุคคล
ถอื เชอื ก มวี านรอยู่ดา้ นล่าง ในเมอื งอู่ทองกพ็ บประติมากรรมดงั กล่าวเป็น
จานวนไมน่ ้อย สว่ นมากเป็นประตมิ ากรรมทเ่ี ศยี รหกั ไป
การตีความของประติมากรรมดังกล่าวได้สรุปได้โดยทัว่ ไปว่า
เป็นประติมากรรมทแ่ี สดงถึงเดก็ ผู้ชาย และน่าจะมคี วามสมั พนั ธ์กบั ตุ๊กตา
เสียกบาลในวัฒนธรรมสุโขทัย โดยมีจุดประสงค์ท่ีทาข้ึนเพ่ือป้ องกัน
ภยั อนั ตรายใหแ้ กเ่ ดก็ จากภตู ผิ ปี ีศาจ

18. จาเนี ยร แก้วภู่. “สุวรรณภูมิ ข้อมูลทีต่ ้องทบทวนใหม่ใน
ประวตั ิศาสตร.์ ” ศิลปวฒั นธรรม 15, 10 (สิงหาคม 2537):
หน้า 140 - 145.
เป็นบทความท่คี ้นหาดนิ แดนสุวรรณภูมิโดยอาศยั หลกั ฐานทาง

โบราณคดี ประวตั ศิ าสตร์ และศาสนา แบง่ ออกเป็น 5 หวั ขอ้ ดงั น้ี
1. สวุ รรณภูม:ิ หลกั ฐานจากอนิ เดยี -ยโุ รป
ใช้หลักฐานประเภทเอกสาร ได้แก่ คัมภีร์ภาษาบาลี เช่น

มหานิทเทส สมนั ตปาสาทกิ า มลิ นิ ทปัญหา ทปี วงศ์ และมหาวงศ์ คมั ภรี ์
ภาษาสนั สกฤต เช่น อรรถศาสตร์ ทวิ ยาวทาน กถาสริตสาคร และคมั ภีร์
อ่นื ๆ ของลงั กา รวมถงึ เอกสารของกรกี -โรมนั เช่น จดหมายเหตุภูมศิ าสตร์
ของคลอดอิ ุส ปโตเลมี

2. ขอ้ เทจ็ จรงิ : เกย่ี วกบั พระเจา้ อโศก
ปรากฏเร่ืองราวและพระนามของพระองค์ว่า “เทวานัม

ปิยทรรศ”ี ในคมั ภรี ม์ หาวงศ์ คมั ภรี อ์ โสกาวทาน และศลิ าจารกึ พระเจา้ อโศก

~ 173 ~

จานวน 28 ฉบบั รวมถงึ จารกึ ดงแม่นางเมอื งและตานานนครศรธี รรมราชท่ี
ปรากฏพระนาม “ศรธี รรมาโศกราช” ทร่ี บั มาจากลงั กา

3. สวุ รรณภมู :ิ อุปทานในคมั ภรี ม์ หาวงศ์
ศิลาจารึกพระเจ้าอโศกไม่ได้ระบุถึงสุวรรณภูมิ แต่คัมภีร์

มหาวงศแ์ ละทปี วงศท์ พ่ี ระพุทธโฆษาจารยใ์ ช้อา้ งถงึ สวุ รรณภูมกิ ลบั เขยี นขน้ึ
ในพุทธศตวรรษท่ี 8 - 9

4. สวุ รรณภูม:ิ หลกั ฐานจากล่มุ น้าเจา้ พระยา
นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่านครปฐมคือสุวรรณภูมิ

ราวต้นพุทธศตวรรษท่ี 3 ได้รบั พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบเดมิ มาจาก
อนิ เดยี แต่โบราณวตั ถุจากการขดุ คน้ เมอื งทช่ี ่อื มคี วามหมายว่าเงนิ และทอง
ทงั้ ในพม่า เช่น เมอื งสุนาปรนั ตะ และประเทศไทย เช่น เมอื งสุพรรณบุรี
อทู่ อง อ่างทอง กาญจนบรุ ี เพชรบุรี พบวา่ กาหนดอายุราวพุทธศตวรรษท่ี 9
สมยั คุปตะ และเมอื งบรเิ วณลุ่มน้าเจา้ พระยาในเขต จ.ราชบุรี สุพรรณบุรี
นครปฐม และอุทยั ธานี ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม ไดก้ าหนดอายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี
7 - 12

ดงั นนั้ จงึ ไมร่ ว่ มสมยั กบั ประวตั กิ ารเผยแผ่พระพุทธศาสนาของ
พระเจา้ อโศกมหาราช รวมถงึ เสน้ ทางสายไหมทก่ี ่อใหเ้ กดิ การตดิ ต่อระหว่าง
เมอื งบรเิ วณลมุ่ น้าเจา้ พระยากบั ดนิ แดนทางตะวนั ออกคอื จนี เวยี ดนาม และ
ตะวนั ตกคอื อนิ เดยี กรกี โรมนั และอาหรบั จงึ สอดคลอ้ งกบั การเป็นดนิ แดน
แห่งความมงั่ คงั่ หรอื สวุ รรณภมู ขิ องประเทศไทยในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 7

19. มนัส โอภากุล. “อาณาจักรสุวรรณภูมิ มีจริ งหรือ ?.”
ศิลปวฒั นธรรม 17, 11 (กนั ยายน 2539): หน้า 76 - 82.
เป็นบทความท่คี น้ หาตาแหน่งของอาณาจกั รสุวรรณภูมิ โดยสรุป

แลว้ นกั วชิ าการสว่ นใหญ่มคี วามเหน็ ว่าเมอื งอู่ทองอาจเป็นสุวรรณภูมิ ซง่ึ มี
ความแก่กว่าเมอื งนครชยั ศรโี บราณหรอื นครปฐม และเมอื งสะเทมิ ของพม่า

~ 174 ~

ผเู้ ขยี นยงั วเิ คราะห์จากหลกั ฐานต่างๆ และเช่อื ว่าสุวรรณภูมมิ อี าเภออ่ทู อง
เป็นศนู ยก์ ลาง เพราะมคี วามอุดมสมบูรณ์ทด่ี งึ ดูดชาวอนิ เดยี ศรลี งั กา ดงั ได้
พบเหรยี ญอาหรบั และจนี จงึ สามารถลาดบั อายุสมยั ของของอาณาจกั รต่างๆ
จากมากไปน้อยคอื สวุ รรณภมู ิ ฟูนนั ทวารวดี และลพบรุ ี

ประเดน็ ท่เี ก่ยี วกบั เมอื งโบราณอู่ทองคอื การกล่าวถงึ ประวตั กิ าร
คน้ พบเมอื งอ่ทู องโดยสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ราว พ.ศ. 2437
- 2438 ต่อมา พ.ศ. 2483 – 2485 ขุนสุพรรณธานี (เวียน วัฏฏานนท์)
นายอาเภอคนท่ี 14 เปลย่ี นช่อื จาก อ.จระเขส้ ามพนั เป็น อ.อ่ทู อง และพ.ศ.
2506 - 2509 ศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ มาร่วมขดุ คน้ ตามคาเชญิ ของ
รฐั บาลไทย โดยโบราณวตั ถุทพ่ี บกาหนดอายุสมยั ตงั้ แต่ยุคหนิ ใหม่ ยุคสารดิ
สวุ รรณภูมิ ฟูนนั อมราวดี และทวารวดี ซง่ึ นกั วชิ าการทเ่ี สนอขอ้ สนั นิษฐาน
วา่ เมอื งอ่ทู องเป็นสวุ รรณภมู ิ ไดแ้ ก่ ศาตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์ นายธนิต
อยโู่ พธิ์ นายมานิต วลั ลโิ ภดม และนายมนสั โอภากลุ ผเู้ ขยี นบทความ

20. ณัฏฐภทั ร จนั ทวิช. “อารยธรรมโบราณทีอ่ ่ทู อง.” ศิลปากร 40, 4
(กรกฎาคม-สิงหาคม 2540) : หน้า 68 - 83.
เมอื งอ่ทู องเป็นเมอื งสมยั ทวารวดี มสี ณั ฐานรปู วงยาวรี ป่ องแหลม

ทางดา้ นทศิ ใต้ ทศิ เหนือเหลย่ี มมน มถี นนมาลยั แมนตดั ผ่านทางคเู มอื งดา้ น
ตะวนั ออก การขุดลอกคูเมืองคราวสร้างพพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ทาใหค้ เู มอื งผดิ รูปไปจากเดมิ ตวั เมอื งตงั้ อย่บู นฝัง่ ตะวนั ตกของลาน้าจระเข้
สามพนั ทศิ ตะวนั ตกของเมอื งเป็นทวิ เขายาววางตวั ในแนวเหนือใต้ มคี วาม
สูงจากระดบั น้าทะเลปานกลาง 6 เมตร สนั นิษฐานว่าเดมิ เป็นเมอื งชายฝัง่
ทะเล และมีแม่น้าจระเข้สามพนั ไหลโอบเมืองจากทางตะวันออกไปยัง
ทศิ เหนอื แต่ต่อมาแนวชายฝัง่ ทะเลหา่ งไกลขน้ึ และแม่น้ามกี ารเปลย่ี นแปลง
เสน้ ทาง ทาใหม้ กี ารอพยพยา้ ยเมอื งมาแถบเมอื งสพุ รรณบรุ เี กา่

~ 175 ~

เมืองอู่ทองปรากฏครงั้ แรกในรายงานเสด็จตรวจราชการเมือง
สพุ รรณบุรขี องสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ และปรากฏอกี ครงั้ ใน
บนั ทึกระยะทางเสด็จพระราชดาเนินไปทรงนมัสการพระเจดีย์ท่ีสมเด็จ
พระนเรศวรมหาราชทรงมชี ยั ชนะยุทธหตั ถีทด่ี อนเจดยี ข์ องพระบาทสมเดจ็
พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หวั โดยในครงั้ นัน้ ทรงประทบั ค้างแรมท่เี มอื งอู่ทอง
และมผี นู้ าโบราณวตั ถุมาถวาย

ในบันทึกทัง้ สองกล่าวตรงกันถึงสภาพเมืองว่าเป็นเมืองใหญ่
มกี าแพงเมอื ง 2 ชนั้ มสี ระใหญ่หลายสระ มโี คกอฐิ และร่องรอยเจดยี โ์ บราณ
หลายแหง่ พบพระพทุ ธรปู ทวารวดคี ลา้ ยกบั ทพ่ี ระปฐมเจดยี ์ และเงนิ ตราสงั ข์
แบบท่วี ดั พระประโทน สนั นิษฐานว่าเป็นเมอื งทเ่ี จรญิ มา 2 ยุค คอื ในสมยั
ทวารวดคี รงั้ หน่งึ และในช่วงก่อนพระเจา้ อ่ทู องจะยา้ ยมาสรา้ งกรุงศรอี ยุธยา
อกี ครงั้ หน่งึ ตามทป่ี รากฏในนิทานพน้ื บา้ นเร่อื งทา้ วอ่ทู อง

อย่างไรกต็ าม หลกั ฐานทม่ี อี ย่ขู ณะนนั้ แสดงใหเ้ หน็ ว่าเมอื งอ่ทู องมี
พฒั นาการมาตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ต่อมามคี วามรุ่งเรอื งจากการรบั
อทิ ธพิ ลของอนิ เดยี และฟูนนั ราวพุทธศตวรรษท่ี 8 - 11 เจรญิ รุ่งเรอื งสงู สดุ
ในสมยั ทวารวดี ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 16 มกี ารรบั วฒั นธรรมละโวใ้ นช่วง
พทุ ธศตวรรษท่ี 18 - 19 ก่อนจะรบั วฒั นธรรมแบบอยุธยาในพุทธศตวรรษท่ี
20 - 22

การศึกษาทางโบราณคดเี รม่ิ ขน้ึ เม่อื นายสมศกั ดิ์ รตั นกุล ขุดแต่ง
โบราณสถานในเมอื งอ่ทู อง ต่อมาชอง บวสเซอลเิ ยร์เขา้ มาคน้ ควา้ ใน พ.ศ.
2508 และเสนอแนวคดิ ว่าอทู่ องอาจเป็นศนู ยก์ ลางของฟูนนั ทาใหเ้ กดิ กระแส
การค้นคว้าเร่อื งราวของอ่ทู องมากยงิ่ ขน้ึ ทงั้ น้ีจากผลการขดุ คน้ ทาใหท้ ราบ
ว่าอ่ทู องเป็นเมอื งรุ่นเดยี วกบั ออกแกว้ ของเวยี ดนาม และนครปฐม ดว้ ยพบ
หลกั ฐานเป็นลกู ปัดแกว้ ลกู ปัดหนิ ตุม้ หู จ้ี ตราประทบั เคร่อื งทอง ตุ๊กตาคน
จงู ลงิ ตะเกยี งดนิ เผาแบบโรมนั เหรยี ญโรมนั อนั แสดงถงึ การตดิ ต่อกบั เมอื ง

~ 176 ~

ต่างๆ ทางตะวนั ตก และอาจเป็นศูนยส์ มั พนั ธก์ ารคา้ ระหว่างตะวนั ออกและ
ตะวนั ตกตงั้ แต่พุทธศตวรรษท่ี 8

21. “การศึกษาเกีย่ วกบั อาณาจกั รทวารวดีทีเ่ มืองอ่ทู อง.” ศิลปากร
40, 5 (กนั ยายน-ตลุ าคม 2540) : หน้า 97 - 113.
ประวตั ิการศึกษาเร่อื งราวเก่ยี วกบั ทวารวดี เร่มิ เม่อื พ.ศ. 2427

โดยแซมมวล บลี ไดก้ ล่าวถงึ อาณาจกั รโถโลโปต้ที ่บี นั ทกึ โดยพระถงั ซมั จงั ๋
ว่ามที ต่ี งั้ อย่รู ะหว่างศรเี กษตรและอศิ านปุระในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 12 นัน้
ตรงกบั ภาคกลางของประเทศไทย และคาว่าโถโลโปต้ีตรงกบั คาในภาษา
สนั สกฤตว่า ทวารวดี แนวคดิ น้ีไดร้ บั การยอมรบั จากนกั วชิ าการหลายท่าน
เช่น เอดวั ร์ ชาวาน, ตากากุสุ, โปล เปลลโิ อต์ โดยในช่วงเวลาทศวรรษท่ี
2440 นักวชิ าการสว่ นใหญ่ยงั มคี วามเหน็ ว่าคนในทวารวดเี ป็นกลุ่มคนทพ่ี ูด
ภาษามอญ เพราะมกี ารคน้ พบจารกึ ภาษามอญโบราณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2452 ลูเนต์ เดอ ลาจองกีแยร์ กล่าวว่ากลุ่ม
โบราณสถานในจงั หวดั ลพบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และปราจนี บุรี
เป็นกลุ่มท่ไี ด้รบั อทิ ธพิ ลอนิ เดยี แต่ไม่ใช่ขอม และจงั หวดั ลพบุรอี าจตรงกบั
ทวารวดขี องภูมศิ าสตรจ์ นี ซง่ึ ใน พ.ศ. 2462 กไ็ ดพ้ บจารกึ หนิ เสาแปดเหลย่ี ม
ท่ศี าลพระกาฬ จ.ลพบุรี ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ลงความเหน็ ว่าเป็น
อกั ษรปัลลวะ ภาษามอญโบราณ อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 13 อนั เป็นสง่ิ
สนบั สนุนแนวคดิ ของลาจองกแี ยรแ์ ละเปลลโิ อตไ์ ดใ้ นขณะนนั้

พ.ศ. 2468 ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้เขยี นหนังสอื เร่อื ง
พระพมิ พใ์ นประเทศสยาม และมกี ารรวมแนวคดิ อทิ ธพิ ลอนิ เดยี แต่ไม่ใช่ขอม
ของลาจองกแี ยร์ และชนชาติมอญแห่งอาณาจกั รทวารวดี ว่าคอื อาณาจกั ร
เดียวกนั แล้วเขียนลงเป็นบทความเร่ืองประวตั ิศาสตร์การเมืองและการ
ศาสนาแหง่ ประเทศลาวภาคตะวนั ตก

~ 177 ~

พ.ศ. 2469 สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์
หนังสือเร่ืองตานานพุทธเจดีย์ เป็ นการกล่าวถึงทวารวดีในบทความ
ภาษาไทยเป็นครงั้ แรก ครนั้ พ.ศ. 2471 ศาสตราจารยย์ อรช์ เซเดสไ์ ดเ้ ขยี น
หนงั สอื โบราณวตั ถุในพพิ ธิ ภณั ฑสถานสาหรบั พระนคร อธบิ ายลกั ษณะของ
พระพุทธศลิ ปะทวารวดี พร้อมทงั้ แสดงให้เหน็ ว่าคาทวารวดี ปรากฏเป็น
สร้อยนามของกรุงศรอี ยุธยาและกรุงเทพมหานคร ต่อมาใน พ.ศ. 2481
เรจินาลด์ เลอเมย์ ได้กล่าวถึงลักษณะพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีไว้ใน
หนงั สอื พทุ ธศลิ ปในประเทศสยาม

ตงั้ แต่ พ.ศ. 2470 ปรากฏว่ามกี ารขุดคน้ โดยกรมศลิ ปากร และนกั
โบราณคดตี ะวนั ตก เช่น การขุดคน้ ทพ่ี งตกึ จ.กาญจนบุรี (พ.ศ. 2470 และ
2478) วดั พระเมรุและเจดยี จ์ ุลปะโทน จ.นครปฐม (พ.ศ. 2481 และ 2483)
เมืองคูบวั จ.ราชบุรี (พ.ศ. 2504) เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี (พ.ศ. 2507)
ซ่ึงผลการขุดค้นนัน้ พบทัง้ ซากโบราณสถาน เจดีย์ จารึก ลูกปัด และ
พระพุทธรูป ซ่งึ โบราณวัตถุหลายอย่างมคี วามคล้ายคลึงกบั ท่พี บท่เี มือง
ออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม จงึ มขี อ้ สนั นิษฐานว่าทวารวดนี ่าจะเจรญิ รุ่งเรอื ง
มาตงั้ แต่สมยั ฟูนันแล้ว และศลิ ปะแบบทวารวดกี ม็ กี ารแพร่ขยายส่ภู ูมภิ าค
อ่นื ๆ ของประเทศไทย และถูกปรบั เปล่ยี นลกั ษณะให้มคี วามเป็นท้องถิ่น
มากยงิ่ ขน้ึ ก่อนจะเสอ่ื มความนิยมในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 16

ในดา้ นภาษา มกี ารพบจารกึ คาถา เย ธมฺมา อกั ษรปัลลวะ ภาษา
บาลแี ละภาษาสนั สกฤต รวมถงึ จารกึ ภาษามอญโบราณ ในด้านความเช่อื
ปรากฏร่องรอยการนับถึงทงั้ ศาสนาพุทธและพราหมณ์ โดยเป็นศาสนา
พุทธทผ่ี สมผสานระหว่างความเช่อื แบบเถรวาทและมหายาน การแต่งกาย
ของชาวทวารวดนี นั้ พบไดจ้ ากประตมิ ากรรมทอ่ี ่ทู อง เจดยี จ์ ุลประโทน และท่ี
เมอื งคบู วั โดยมคี วามคลา้ ยคลงึ กบั การแต่งกายในประตมิ ากรรมของอนิ เดยี

~ 178 ~

สาหรบั เมอื งอู่ทองนัน้ มกี ารกล่าวถึงว่ามกี ารขุดคน้ ใน พ.ศ. 2507
โดยกรมศิลปากร ซ่งึ เชญิ ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ เข้ามาศึกษา
โบราณวตั ถุทพ่ี บ ทาใหท้ ราบว่ามคี วามคลา้ ยกบั โบราณวตั ถุทเ่ี มอื งออกแกว้
ทงั้ ลกู ปัด เคร่อื งประดบั แหวนตรา ท่ปี ระทบั ตรา เงนิ ตราศรวี ตั สะ รูปแบบ
ของเครอ่ื งปัน้ ดนิ เผา พบประตมิ ากรรมทม่ี คี วามคลา้ ยกบั ศลิ ปะอมราวดขี อง
อนิ เดยี อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 6 - 8 ทาใหเ้ กดิ ขอ้ สนั นิษฐานว่าเมอื งอ่ทู อง
น่าจะตงั้ ก่อนอาณาจกั รทวารวดี โดยอาจเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจกั รฟูนัน
ตงั้ แต่พทุ ธศตวรรษท่ี 6 เมอ่ื ฟูนนั เสอ่ื มอานาจลง เมอื งอ่ทู องกก็ ลายเป็นเมอื ง
สาคญั ของทวารวดีแทน ดงั ได้พบหลกั ฐานเป็นเงนิ ตราสงั ข์ ปูรณฆฏะและ
แม่โคใหน้ มลกู อนั เป็นสญั ลกั ษณ์แสดงถงึ ความมงั่ คงั่ ตามคตอิ นิ เดยี

นอกจากน้ียงั พบจารกึ อกั ษรหลงั ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤตบนแผ่น
ทองแดง อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 13 - 14 ปรากฏพระนามหรรษวรมนั
และอศิ านวรมนั ซง่ึ อาจเป็นกษตั รยิ ข์ องเจนละ การนับถอื ศาสนาทอ่ี ่ทู องนนั้
รปู เคารพทพ่ี บมกั มอี ทิ ธพิ ลของศลิ ปะคุปตะ-หลงั คปุ ตะ และปาละจากอนิ เดยี
มกี ารพบประติมากรรมสาริด และพระพมิ พ์ท่มี ีอทิ ธิพลของศิลปะศรีวชิ ัย
แสดงถงึ การตดิ ต่อสมั พนั ธก์ นั ในทางใดทางหน่งึ ราวช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 14

การค้นพบลูกปัดจานวนมากท่ีอู่ทองก็เป็นอีกสิง่ หน่ึงท่ีแสดงถึง
ความเจรญิ รุ่งเรอื งโดยเฉพาะในดา้ นอุตสาหกรรม และการตดิ ต่อ เน่ืองจาก
ลูกปัดเหล่าน้ีมรี ูปแบบทค่ี ล้ายกบั ลูกปัดท่พี บในตะวนั ออกกลาง เปอร์เซยี
โรมนั และอนิ เดยี

~ 179 ~

ศลิ าธรรมจกั ร พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 180 ~

ศลิ าธรรมจกั ร พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 181 ~

แทน่ รองรบั ศลิ าธรรมจกั ร พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 182 ~

แทน่ รองรบั ศลิ าธรรมจกั ร พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 183 ~

เสาธรรมจกั ร
พบจากการขดุ แต่งเจดียห์ มายเลข 11 เมืองอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สพุ รรณบุร)ี

~ 184 ~

เสาธรรมจกั ร
พบจากการขดุ แต่ง
เจดียห์ มายเลข 11
เมืองอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ
สพุ รรณบรุ )ี

~ 185 ~

ลวดลายสลกั ส่วนบนของเสาธรรมจกั ร
พบจากการขดุ แต่งเจดียห์ มายเลข 11
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 186 ~

ลวดลายสลกั ส่วนล่างของเสาธรรมจกั ร
พบจากการขดุ แต่งเจดียห์ มายเลข 11
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 187 ~

พระพุทธรปู สารดิ พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สพุ รรณบรุ )ี

~ 188 ~

พระพุทธรปู สารดิ พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบรุ )ี

~ 189 ~

ชน้ิ สว่ นยอดเจดยี ์ (ทาจากศลิ าแลง) พบทเ่ี จดยี ห์ มายเลข 11 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบรุ )ี

~ 190 ~

22. ณัฏฐภทั ร จนั ทวิช. “รอ่ งรอยโบราณสถานทีเ่ มอื งอ่ทู อง.” ศิลปากร
40, 6 (พฤศจิกายน-ธนั วาคม 2540): หน้า 72 - 94.
โบราณสถานในเมืองอู่ทองส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะ

อนิ เดยี สมยั ราชวงศค์ ุปตะ-หลงั คุปตะ และปาละ (อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 9
- 13) ส่วนท่ีเป็ นพุทธสถานกาหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษท่ี 10 - 14
สนั นิษฐานว่ามอี งคส์ ถูปมลี กั ษณะคล้ายหม้อน้า และประดบั ด้วยฉัตรเป็น
ชนั้ ๆ มยี อดเป็นดอกบวั ตูม สามารถแบ่งรปู แบบของฐานท่พี บได้ 13 แบบ
ไดแ้ ก่

1. สถปู ฐานรปู กลม
2. สถปู กลม มฐี านรปู สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั
3. สถูปฐานสเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั มแี นวบนั ไดดา้ นเดยี ว
4. สถูปฐานสเ่ี หลย่ี มซอ้ นกนั สองชนั้ ชนั้ ลา่ งเป็นลานประทกั ษณิ
5. สถปู ฐานรปู สเ่ี หลย่ี มซอ้ นบนฐานรปู แปดเหลย่ี ม
6. สถูปฐานรปู แปดเหลย่ี ม
7. สถูปฐานสเ่ี หล่ียมซ้อนกนั สองชนั้ มีบนั ได้ย่นื 3 ทิศ มีลาน
ประทกั ษณิ โดยรอบ ลอ้ มดว้ ยกาแพงแกว้
8. สถปู ฐานรปู สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ย่อมมุ ประดบั เร่อื งเล่าและชาดก
9. สถปู ฐานรปู สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ยอ่ มุม มสี ถปู จาลองประดบั มุมทงั้ ส่ี
10. สถปู ทรงกลมบนฐานสเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั มมี ขุ ย่นื 3 ดา้ น
11. สถูปฐานรปู สเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั แบง่ ชอ่ งประดบั ดว้ ยซมุ้ พระพทุ ธรปู
12. สถูปฐานรูปสเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั ย่อมุม ซอ้ นสองชนั้ ฐานทาเป็นช่อง
ประดบั ภาพชาดก มบี นั ไดทงั้ สท่ี ศิ
13. สถูปฐานรปู แปดเหลย่ี มซอ้ นกนั สองชนั้ ทฐ่ี านประดบั ดว้ ยซุ้ม
พระดา้ นละ 2 ซมุ้

~ 191 ~

โบราญสถานสาคญั ๆ ทเ่ี มอื งอ่ทู อง ไดแ้ ก่
1. กลุ่มโบราณสถานบรเิ วณคอกช้างดนิ พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น
เชน่ กระปุกดนิ เผา ซง่ึ บรรจุเงนิ เหรยี ญทวารวดี
2. เจดยี ห์ มายเลข 1 พบรอ่ งรอยการสรา้ งซอ้ นทบั ในสมยั อยธุ ยา
3. เจดยี ห์ มายเลข 2 พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น เช่น ชน้ิ ส่วนธรรมจกั ร
เศยี รและพระบาทพระพทุ ธรปู ทองคา
4. เจดยี ห์ มายเลข 3 พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น เช่น พระพุทธรปู ยนื
สารดิ ปางแสดงธรรม 3 องค์ ชน้ิ สว่ นหน้าสงิ ห์ และหน้ากาลดนิ เผา
5. เจดยี ห์ มายเลข 9 พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น เช่น พระพมิ พด์ นิ เผา
ประทบั ยนื ภายในซมุ้
6. เจดยี ห์ มายเลข 11 พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น เช่น พระพุทธรปู
สารดิ ประทบั ยนื เสาธรรมจกั รทรงแปดเหลย่ี มและฐานธรรมจกั รรปู สเ่ี หลย่ี ม
จาหลักลายอย่างงดงาม พระพิมพ์รูปพระสาวกดินเผา พร้อมจารึกช่ือ
พระสาวก 3 องค์
7. เจดยี ห์ มายเลข 13 พบโบราณวตั ถุชน้ิ เด่น เช่น พระพุทธรูป 4
องค์ เศยี รพระโพธสิ ตั ว์ 1 เศยี ร สงิ หส์ ารดิ 1 ตวั

23. จุฬาทิพย์ หงษ์ทอง. “คอกช้างดินบริเวณเขาคอก อายุ 2,500 ปี
เมืองอู่ทอง.” สารกรมศิลปากร 10, 9 (กันยายน 2540):
หน้า 9 - 10.
สานักโบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติท่ี 2 สุพรรณบุรี

ร่วมกบั สถาบนั วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ห่งประเทศไทย สารวจพ้นื ท่ี
บรเิ วณเขาคอก ทต่ี งั้ อยใู่ กลว้ นอุทยานพุมว่ ง ซง่ึ อย่ทู างทศิ ตะวนั ตกของเมอื ง
อทู่ อง พบบรเิ วณทเ่ี รยี กวา่ “คอกชา้ งดนิ ”

ลกั ษณะทวั่ ไปของคอกชา้ งดินคลา้ ยกบั สระน้าขนาดใหญ่ มคี นั ดนิ
สงู และกวา้ งใหญ่ลอ้ มรอบคอกชา้ งดนิ จากการสารวจพบคอกชา้ งดนิ 4 แห่ง

~ 192 ~

นอกจากโบราณสถานคอกชา้ งดนิ ยงั พบซากกองศลิ าแลงตงั้ อยู่ 4 - 5 แห่ง
คาดวา่ เป็นทต่ี งั้ ของแหลง่ โบราณคดี

จากการดาเนินการทดลองขุดคน้ บรเิ วณเนินดนิ 2 เนิน บรเิ วณทศิ
เหนือของคอกชา้ งดินและบนเนินท่มี ีเศษศลิ าแลง พบหลกั ฐานต่างๆ เช่น
เศษภาชนะดนิ เผาสมยั ทวารวดี กระปุกดินเผาภายในบรรจุเงินตราสมัย
ทวารวดี ฐานศลิ าแลง ฐานอฐิ ฯลฯ

นอกจากน้ียงั พบโบราณวัตถุอีกจานวนมากท่ีสนั นิษฐานว่าเป็น
โบราณวตั ถุสมยั หนิ ใหม่ เชน่ ขวานหนิ ขดั สะเกด็ หนิ เศษภาชนะดนิ เผาลาย
เชอื กทาบและลายขดู ขดี จากหลกั ฐานทางโบราณคดที พ่ี บบรเิ วณเขาคอกน้ี
สนั นิษฐานว่ามีคนเคยอยู่อาศยั มาตงั้ แต่สมยั หนิ ใหม่ ราว 2,500 - 3,000
ปีมาแลว้ จนถงึ สมยั ทวารวดี บรเิ วณน้ีจงึ เป็นพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามสาคญั สมควรมี
การศกึ ษาโดยการสารวจและขดุ คน้ ทางโบราณคดตี ่อไป

24. มนัส โอภากลุ . “ศิลปะบนฝ่ าพระพุทธบาทวดั เขาดีสลกั .” เมือง
โบราณ 23, 4 (ตลุ าคม-ธนั วาคม 2540): หน้า 126 - 128.
จากการสารวจรอยพระพุทธบาททัว่ เขตจังหวัดสุพรรณบุรี

โดยคณะอนุกรรมการวฒั นธรรมและอนุกรรมการอนุรกั ษ์ศลิ ปกรรมทอ้ งถน่ิ
สุพรรณบุรี ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2534 พบว่ามีรอยพระพุทธบาท
สร้างข้ึนในสมัยต่างๆ กัน แต่รอยพระบาทท่ีพบท่ีวัดเขาดีสลักนั้น
มนี ักวชิ าการหลายท่าน อาทเิ ช่น ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม และลกั ขณา รุ่งเรือง
ให้ความเหน็ ว่าว่าเป็นศิลปะทวารวดตี อนปลาย แต่มิได้ใหร้ ายละเอยี ดว่า
เพราะเหตุใดจงึ จดั อยใู่ นศลิ ปะทวารวดี

มนสั โอภากุล จงึ ทาการคน้ ควา้ เพ่อื หาจุดยนื ยนั ว่า รอยพระบาทน้ี
มศี ลิ ปะแบบทวารวดอี ย่างไร โดยรอยพระพุทธบาททพ่ี บมลี กั ษณะเป็นรอย
พระพุทธบาทสลกั นูนบนหนิ ทรายสนี วล กวา้ ง 65.5 เซนตเิ มตร ยาว 145.5
เซนติเมตร มนัส โอภากุลได้เปรียบเทียบลวดลายมงคลท่ปี รากฏบนรอย

~ 193 ~

พระพุทธบาทดงั กล่าวกบั ลวดลายบนภาชนะดินเผาในสมยั ทวารวดีจาก
หนงั สอื ดรรชนีภาชนะดนิ เผาสมยั ทวารวดี ของ ดร.ผาสุข อนิ ทราวุธ โดยให้
เหตุผลสาคญั ไวด้ งั น้ี

ลวดลายบนขอ้ น้ิวพระบาทมคี วามคลา้ ยคลงึ กบั ภาพลายกา้ นขดท่ี
ปรากฏบนเศษภาชนะดนิ เผาทพ่ี บท่ี ต.พระประโทน จ.นครปฐม และบา้ น
คูเมือง จ.สิงห์บุรี ลายบนธรรมจักรหินท่ี อ.อู่ทอง และเมืองศรีเทพ
จ.เพชรบรู ณ์ ลายบนแผ่นดนิ เผาใกลเ้ จดยี ส์ มยั ทวารวดที บ่ี า้ นคูบวั จ.ราชบุรี
รวมทงั้ คล้ายกบั ลายก้านขดท่ีผนังด้านหลังของพระพุทธรูปศิลปะคุปตะ
ตอนปลาย อนั เป็นตน้ แบบศลิ ปะของพระพุทธรปู ทวารวดี รปู ครฑุ ทป่ี รากฏมี
ความเรยี บง่าย ต่างกบั รปู ครุฑในสมยั หลงั ทม่ี คี วามวจิ ติ รของเคร่อื งประดบั
กายมากกว่า

รปู พญาฉทั ทนั ต์ หรอื ชา้ ง รปู นกพรกิ รปู ดอกพดุ ซอ้ น และรปู โสฬส
มหาพรหม มีความคล้ายกับรูปช้างบนเศษภาชนะดินเผาท่ีบ้านคูเมือง
จ.สิงห์บุรี และท่ีพระประโทน จ.นครปฐม รวมทัง้ รูปพักตร์ของโสฬส
มหาพรหมกม็ คี วามคลา้ ยกบั ศลิ ปะสมยั ทวารวดอี ย่างชดั เจน และสุดทา้ ยรปู
ทบ่ี รรจุภาพมงคลเป็นรูปวงกลมซ่งึ ต่างจากทวั่ ไปท่นี ิยมทาเป็นรูปสเ่ี หลย่ี ม
โดยอาจมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั หลกั ปฏจิ ฺจสมุปบาท

25. “‘ชีวิตสามญั ’ ของชุมชนเมืองอ่ทู อง เมือ่ พนั ปี ก่อน-จากผลการ
ขุด ค้ น ข อ ง นั ก ศึ ก ษ า ค ณ ะ โ บ ร า ณ ค ดี ม ห า วิ ท ย า ลัย
ศิลปากร.” เมืองโบราณ 24, 2 (เมษายน-มิถนุ ายน 2541):
หน้า 138 - 140.
จากการขุดค้นทางโบราณคดี ของนักศกึ ษาภาควชิ าโบราณคดี

คณะโบราณคดี ช่วงวนั ท่ี 15 - 31 มนี าคม พ.ศ. 2541 ซ่งึ เลอื กขุดคน้ ใน
พน้ื ทข่ี องพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตอิ ทู่ อง เป็นหลุมสเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ขนาด 4x8
เมตร ใชเ้ คร่อื งมอื ขนาดเลก็ ในการขุดพรอ้ มกบั มกี ารร่อนดว้ ยตะแกรงตาถ่ี

~ 194 ~

(1 มลิ ลิเมตร) และการขุดค้นต่อภายหลงั โดยอาจารย์สุรพล นาถะพินธุ
ในพน้ื ทเ่ี ดมิ เป็นหลุม 2x2 เมตร พบกระดูกปลา กระดกู เต่า เปลอื กหอยทม่ี ี
ร่องรอยการกระทาของมนุษย์ เศษภาชนะดนิ เผาแบบทวารวดี โบราณวตั ถุ
ประเภทสารดิ เหลก็ ตะกวั่ เคร่อื งถว้ ยจนี สมยั ราชวงศซ์ ุ่ง ลกู ปัดแกว้ ลกู ปัด
มีตา ลูกปัดแฝดแบบโรมนั ลูกปัดหยก ทงั้ น้ีไม่พบลูกปัดหนิ คาร์เนเลยี น
ลกู ปัดหนิ อารเ์ กต และโบราณวตั ถุสมยั อยธุ ยา

ผลการขุดค้นในครัง้ น้ีก่อให้เกิดความกระจ่างเก่ียวกับเมือง
อทู่ อง 4 ประการ ไดแ้ ก่

1. ชนั้ ดนิ ทบั ถมของหลุมขดุ คน้ มกี ารเรยี งตวั เหน็ ไดช้ ดั เจน โดยมกั
มรี ่องรอยดนิ ถูกเผาไฟ หรอื ร่องรอยดนิ ขน้ี กยงู (ดนิ มารล์ ) คนั่ เป็นชนั้ บางๆ
มรี ่องรอยหลุมเสาท่ชี ดั เจนในเกอื บทุกระดบั ชนั้ ดนิ ทาให้สามารถจาแนก
ช่วงอายุ และนาไปสู่การลาดับพัฒนาการความเปล่ียนแปลงในแต่ละ
ชว่ งเวลาไดม้ ากขน้ึ

2. พบตวั อย่างกองถ่านท่สี ามารถระบุตาแหน่งไดแ้ น่นอน และมี
ปรมิ าณมากพอทจ่ี ะสง่ ตรวจค่าอายเุ พ่อื ใชเ้ ป็นหลกั ในการอา้ งองิ ค่าอายไุ ด้

3. พฒั นาการด้านเทคโนโลยีจากพน้ื ท่ที ่ที าการขุดค้นน้ีเป็นไป
อย่างชา้ ๆ โดยพบความต่อเน่ืองของรูปแบบภาชนะดนิ เผา และลกู ปัดแกว้
สบื เน่ืองตงั้ แต่ชนั้ ดินล่างสุดถึงชนั้ ดินด้านบน โดยไม่พบการพฒั นาอย่าง
กา้ วกระโดด จงึ ควรศกึ ษาองคป์ ระกอบยอ่ ยของแต่ละชนั้ ดนิ เพอ่ื หาช่วงเวลา
ท่ชี ุมชนมีขนาดใหญ่มากขน้ึ ซ่งึ อาจนาไปสู่การเช่อื มโยงการเพมิ่ ขน้ึ หรือ
ลดลงของจานวนประชากรในพน้ื ทไ่ี ด้

4. การพบกา้ งปลา กระดูกปลา กระดูกเต่า และเปลอื กหอยทผ่ี ่าน
การสบั ตดั หรอื เผาไฟ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ อาหารหลกั ของคนในสมยั นนั้ ทน่ี ิยม
สตั วน์ ้าจากแม่น้าและหนองบงึ

~ 195 ~


Click to View FlipBook Version