The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมืองโบราณอู่ทอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bordin, 2021-12-08 03:37:34

เมืองโบราณอู่ทอง

เมืองโบราณอู่ทอง

เป็นหนังสอื เล่มสาคญั ทก่ี ล่าวถงึ การศกึ ษาทวารวดใี นแง่มุมต่างๆ
โดยวเิ คราะหข์ ้อมูลจากโบราณวตั ถุและโบราณสถาน และองคค์ วามรู้ทาง
วชิ าการในงานโบราณคดตี ่างๆ โดยมกี ารกล่าวถงึ ขอ้ มูลของเมอื งโบราณ
อทู่ องหลายประเดน็ ไดแ้ ก่

1. เมอื งอ่ทู อง จดั ว่าเป็นเมอื งโบราณขนาดใหญ่ในสมยั ทวารวดี
เป็นเมอื งท่าท่สี าคญั ทต่ี งั้ อยู่ในบรเิ วณลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา มบี ทบาทในการ
ตดิ ต่อซอ้ื ขายกบั ประเทศโลกภายนอก โดยศาสตราจารยช์ อง บวสเซอลเิ ยร์
สรุปว่าเมอื งอู่ทองเป็นราชธานีของราชอาณาจกั รสุวรรณภูมหิ รอื ท่เี รยี กว่า
“จนิ หลนิ ” ในเอกสารจนี และภายหลงั จากพุทธศตวรรษท่ี 16 เมอื งอ่ทู องกไ็ ด้
เป็นเมอื งรา้ งไป

2. โบราณวตั ถุท่พี บในเมอื งอ่ทู อง แสดงให้เหน็ ถงึ ความสมั พนั ธ์
ระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น การพบช้ินส่ วน
ป ร ะ ติ ม า ก ร ร ม ดิ น เ ผ า แ ล ะ ปู น ปั ้ น ท่ีใ ช้ ป ร ะ ดับ ส ถู ป แ ล ะ วิ ห า ร เ น่ื อ ง ใ น
พทุ ธศาสนา มรี ปู แบบทม่ี าจากอนิ เดยี เช่น ประตมิ ากรรมดนิ เผารปู พระสงฆ์
อุ้มบาตรสามองค์ นอกจากน้ี ยงั พบลูกปัดชนิดต่างๆ เป็นจานวนมาก
รวมถงึ โบราณวตั ถุสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตรเ์ ชน่ ขวานหนิ มบี า่ เป็นตน้

3. โบราณสถานทพ่ี บในบรเิ วณเมอื งอ่ทู อง จากการขุดคน้ ทางดา้ น
โบราณคดมี มี ากกว่า 20 แห่ง และสว่ นมากเป็นซากเจดยี ์หรอื โบราณสถาน
ในศาสนาพุทธในสมยั ทวารวดี นอกจากนนั้ บรเิ วณนอกเมอื งยงั พบท่ีตงั้ กลุ่ม
โบราณสถานคอกช้างดิน ซ่ึงแต่เดิมสนั นิษฐานว่าเป็นเพนียดคล้องช้าง
แต่แทจ้ รงิ แลว้ เป็นอา่ งเกบ็ น้าเป็นตน้

16. ณัฏฐภทั ร จนั ทวิช, บรรณาธิการ. นาชมพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ
อ่ทู อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี. กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร, 2545.
หนังสอื เล่มน้ีเป็นหนังสอื นาชมพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

ซง่ึ เป็นฉบบั ท่พี มิ พข์ น้ึ ใหม่หลงั จากทม่ี กี ารปรบั เปลย่ี นการจดั แสดง เน้ือหา

~ 96 ~

กล่าวถึงทต่ี งั้ และภูมปิ ระเทศของเมอื งอู่ทอง โดยสรุปว่าพ้นื ท่ตี งั้ ของเมอื ง
เป็นท่ีราบเชิงเขาซ่ึงมีพ้ืนท่ีกว้างขวาง สามารถรองรับการขยายตัวของ
ชมุ ชนได้ และเป็นพน้ื ทท่ี เ่ี กดิ จากการทบั ถมของดนิ ตะกอนแม่น้า ทาใหด้ นิ มี
ความอดุ มสมบรู ณ์เหมาะแก่การเพาะปลกู มแี มน่ ้าจระเขส้ ามพนั เป็นเสน้ ทาง
คมนาคมทางน้า และมีแนวคันดินท่ีเรียกว่าถนนท้าวอู่ทองเป็นเส้นทาง
คมนาคมทางบก อกี ทงั้ อย่ใู กลช้ ายฝัง่ ทะเลซง่ึ จะสามารถตดิ ต่อกบั จนี อนิ เดยี
เปอรเ์ ซยี และอาหรบั ทาใหเ้ หมาะกบั การเป็นแหล่งติดต่อการคา้ ทงั้ ภายใน
และภายนอก

ต่อมากล่าวถงึ พฒั นาการของเมอื งอ่ทู องว่ามกี ารอย่อู าศยั มาตงั้ แต่
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตรต์ อนปลาย และต่อมาได้รบั อทิ ธพิ ลจากวฒั นธรรม
อินเดีย และมีร่องรอยการตัง้ ถ่ินฐานของพ่อค้าชาวพุทธจากลุ่มแม่น้า
กฤษณา-โคทาวารี ก่อนเจริญขน้ึ เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในช่วงต้น
ยคุ ทวารวดี ซง่ึ เป็นชว่ งเวลาทม่ี กี ารขยายตวั ทางการคา้ ของชาวอนิ เดยี มายงั
ดนิ แดนแถบน้ี

จากการขดุ คน้ พบหลกั ฐานจานวนมากแสดงว่าเมอื งอ่ทู องร่วมสมยั
กับเมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม และมีพัฒนาการต่อมาในสมัย
ทวารวดี ร่วมสมยั กบั เมอื งนครปฐม เมอื งคบู วั จ.ราชบุรี นอกจากหลกั ฐานท่ี
บ่งบอกว่าเป็นศูนย์กลางทางการค้าแล้ว ยงั แสดงให้เห็นว่ามกี ารเลอื กรับ
วฒั นธรรมอนิ เดยี เขา้ มาด้วย เช่น ตงั้ อยู่ใกล้แม่น้าใหญ่ มกี ารขุดคูรอบตัว
เมอื งเป็นวงรซี ง่ึ เช่อื ว่าแต่เดมิ คงมปี ราการก่อดว้ ยศลิ าแลงแต่ปัจจุบนั หกั พงั
ไปเสยี เกอื บหมด มกี ารผลติ และใชต้ ราประทบั พบเหรยี ญเงนิ มจี ารกึ อกั ษร
ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต มเี น้ือความกล่าวถึงการบุญแห่งพระเจา้ ศรที วารวดี
ทาใหเ้ ชอ่ื วา่ มรี ะบบกษตั รยิ ใ์ นการปกครอง เป็นตน้

นอกจากน้ีจากการขุดแต่งโบราณสถานยงั พบว่าส่วนใหญ่เป็น
ฐานสถูป เจดีย์ และวิหาร โดยท่ยี งั คงพบหลกั ฐานเป็นศลิ ปกรรมท่แี สดง
อทิ ธพิ ลศลิ ปะอนิ เดยี สมยั ราชวงศ์คุปตะ หลงั คุปตะ และปาละ มอี ายุอยู่ใน

~ 97 ~

ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี 12 - 16 ไดแ้ ก่ ธรรมจกั รศลิ า พระพุทธปางต่างๆ
ทงั้ ทาจากศลิ า ดนิ เผา และสารดิ พระพมิ พด์ นิ เผา ประตมิ ากรรมรปู สงิ ห์ และ
สว่ นยอดขององคส์ ถปู เป็นตน้

ในส่วนสุดท้ายมีการกล่าวถึงลูกปั ดเมืองอู่ทองว่ามีขนาดท่ี
หลากหลาย ตงั้ แต่เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 3 - 17 มลิ ลเิ มตร และยาวตงั้ แต่ 6 -
31 มลิ ลเิ มตร มที งั้ สเี ดยี วและหลายสี มที งั้ แบบท่เี รยี กว่าลูกปัดโรมนั และ
ลูกปัด มตี า กาหนดอายุราวพุทธศตวรรษท่ี 7 - 16 โดยการเทยี บเคยี งกบั
ประเทศใกลเ้ คยี ง

17. สจุ ิตต์ วงษ์เทศ. พระปฐมเจดียไ์ ม่ใช่เจดียแ์ ห่งแรกแต่เป็นมหาธาตุ
หลวงยุคทวารวดี. กรงุ เทพฯ: มติชน, 2545.
ผเู้ ขยี นกล่าวถงึ ประเดน็ ศกึ ษาเร่อื งทพ่ี ระปฐมเจดยี ไ์ ม่ใช่เจดยี แ์ ห่ง

แรกในสยามประเทศ โดยกล่าวถึงแนวความคิดท่ีมาของความเช่ือท่ีว่า
พระปฐมเจดยี ์เป็นเจดยี แ์ ห่งแรกของสยามประเทศไดอ้ ย่างไร แต่ความคดิ
ดงั กล่าวก็ได้ตกไป เน่ืองจากการศกึ ษาค้นคว้าทางด้านโบราณคดที ่เี มือง
อู่ทอง และบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เพราะพบว่ามี
ร่องรอยการนับถอื พุทธศาสนามาก่อนแล้ว ทงั้ ยงั มซี ากสถูปเจดยี ท์ เ่ี ก่ากว่า
เมอื งนครปฐม

นอกจากน้ยี งั มกี ารนาภาพถ่ายทางอากาศมาแสดงถงึ ผงั เมอื งอทู่ อง
ว่าผงั เมอื งมีความคล้ายคลึงกบั เมอื งนครปฐม เป็นผงั เมอื งแบบการสร้าง
คูเมอื งล้อมรอบ ผงั อยู่ในรูปของส่เี หล่ียมค่อนข้างมน และภายในเมืองมี
ศาสนสถาน อย่างไรกต็ าม ทางผู้เขยี นได้กล่าวถงึ เมอื งอู่ทองเพยี งเท่านัน้
เพราะเน้ือหาส่วนท่เี หลอื ทงั้ หมดเก่ยี วขอ้ งกบั เมอื งนครชยั ศรหี รอื นครปฐม
โบราณ

~ 98 ~

ภาพถ่ายเกา่ เจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 99 ~

ภาพถ่ายเก่าเจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง
(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 100 ~

18. สจุ ิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภมู ิอยู่ทีน่ ี่ ทีแ่ ผน่ ดินสยาม.
กรงุ เทพฯ: มติชน, 2545.
หนังสอื เล่มน้ีได้รวบรวมบทความของนักวิชาการรุ่นแรกๆ ท่ไี ด้

ศกึ ษาเกย่ี วกบั สวุ รรณภมู ิ ไดแ้ ก่
1. “ศิลาจารึกทีศ่ าลเจ้า พระปฐมเจดีย์” พระราชนิพนธ์ใน

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี 4
2. “สุวรรณภูมิ” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชา

นุภาพ
3. “สมยั แรกพระพทุ ธศาสนาเป็นประธานของประเทศ” พระนิพนธ์

ในสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
4. “สวุ ณั ณภูม”ิ โดยธนิต อยโู่ พธิ์
5. “สวุ รรณภูมอิ ย่ทู ไี่ หน” โดยศาสตราจารย์ มานิต วลั ลโิ ภดม
6. “สุวรรณภูมิ ศูนย์กลางอยู่ลุ่มน้าท่าจนี -แม่กลอง” โดยศรีศกั ร

วลั ลโิ ภดม
7. “สุวรรณภูมิ ดอนตาเพชร-อู่ทอง และ ชิน อยู่ดี” โดยศรีศกั ร

วลั ลโิ ภดม
8. “ดอนตาเพชร รายงานชัน้ ต้นการขุดค้นแหล่งโบราณคดี

บ้านดอนตาเพชร หมู่ที่ 6 ตาบลพนมทวน อาเภอพนมทวน จังหวัด
กาญจนบรุ ี พ.ศ. 2518-2519” ของศาสตราจารย์ ชนิ อย่ดู ี

บรรณาธิการได้เขียนคานาเสนอและแสดงความคิดเห็นไว้ใน
ตอนต้นเล่มว่า ไม่เหน็ ด้วยกบั แนวคดิ ท่วี ่าสุวรรณภูมิเป็นช่อื อาณาจกั ร
แรกเรมิ่ ของไทยทม่ี รี าชธานีอย่ทู ่เี มอื งนครปฐมโบราณ แต่เช่อื ว่าน่าจะเป็น
เมอื งอู่ทองท่มี คี วามเก่าแก่กว่า ในตอนท้ายไดส้ รุปว่า สุวรรณภูมเิ ป็นช่อื ท่ี
ชาวอนิ เดยี เรยี กบรเิ วณดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ซง่ึ ในสมยั โบราณมี
แร่โลหะคือทองแดงและทองคาท่ชี าวอินเดียต้องการ โดยการค้าระหว่าง

~ 101 ~

อนิ เดยี และเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้น้ีเฟ่ืองฟูมาก ทาใหป้ รากฏการเดนิ ทาง
มายงั สวุ รรณภมู ใิ นคมั ภรี โ์ บราณต่างๆ ของอนิ เดยี และลงั กา

19. สจุ ิตต์ วงษ์เทศ. ประชมุ หลกั ฐานประวตั ิศาสตรเ์ รือ่ งพระเจ้าอ่ทู อง
ไม่ได้มาจากเมืองอู่ทอง: มาจากเมืองจีน-ทางทะเลมาจาก
เมอื งลาว-ทางบก. กรงุ เทพฯ: มติชน, 2545.
เน้อื หาหลกั แสดงถงึ ขอ้ สนั นิษฐานและขอ้ เสนอแนะในเร่อื งเกย่ี วกบั

พระเจ้าอู่ทอง ผทู้ รงสถาปนากรุงศรอี ยุธยา เดมิ ทเี ช่อื ว่าพระเจา้ อ่ทู องเป็น
กษัตรยิ ค์ รองเมอื งอ่ทู องตามขอ้ วนิ ิจฉัยของสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชา
นุภาพ แต่ภายหลังก็ถูกคดั ค้านและมีการเสนอข้อสนั นิษฐานใหม่ๆ จาก
นักวิชาการรุ่นหลงั ท่ีพยายามอธบิ ายความเป็นมาของพระเจ้าอู่ทองและ
ความสมั พนั ธก์ บั เมอื งอทู่ อง

หนังสอื เล่มน้ีกล่าวถงึ เมอื งอู่ทองในตานานของเมอื งสุพรรณบุรีท่ี
เช่อื กนั ว่า พระเจา้ อ่ทู องน้ีมาจากเมอื งทอ่ี ย่รู มิ แม่น้าจระเขส้ ามพนั ทม่ี าของ
พระเจา้ อ่ทู องในเอกสารต่างๆ การเรยี กผคู้ รองเมอื งอ่ทู องทุกองคว์ ่าพระเจา้
อทู่ อง เป็นตน้ และในเวลาต่อมาศาสตราจารย์ ชอง บวสเซอลเิ ยร์ กไ็ ดเ้ สนอ
เร่อื งเกย่ี วกบั เมอื งอ่ทู องซง่ึ มใี จความถงึ ผลการขดุ คน้ ทางโบราณคดที พ่ี บว่า
เมอื งอ่ทู องไดท้ ง้ิ รา้ งไปกว่า 300 ปีก่อนจะมกี ารยา้ ยเมอื งไปสถาปนากรุงศรี
อยธุ ยา ดงั นนั้ จงึ หมายความว่าพระเจา้ อ่ทู องทท่ี รงสถาปนากรุงศรอี ยุธยานนั้
ไม่ได้เกิดท่ีเมืองอู่ทอง และไม่ได้เสด็จหนีโรคห่าไปจากเมืองอู่ทองด้วย
เช่นกนั

20. ธิดา สาระยา. ทวารวดี: ต้นประวตั ิศาสตรไ์ ทย. กรงุ เทพฯ: เมือง
โบราณ. 2545.
ในสมยั โบราณในดนิ แดนทเ่ี ป็นประเทศไทยในปัจจุบนั พบว่ามกี าร

อยู่อาศยั ก็กลุ่มคนท่วี ฒั นธรรมร่วมกัน โดยมีการนับถือพุทธศาสนาท่ีรับ

~ 102 ~

อทิ ธิพลมาจากอนิ เดีย ซ่งึ ชุมชนดงั กล่าวนัน้ บรรดานักวิชาการได้เรยี กว่า
กลุ่มคนทวารวดี โดยกลุ่มชุมชนวฒั นธรรมทวารวดที ่ีมคี วามโดดเด่นและมี
อายสุ บื เน่อื งมาอยา่ งยาวนานกค็ อื เมอื งโบราณอ่ทู อง

เมอื งอู่ทองเปรยี บเสมอื นสุวรรณภูมใิ นประเทศไทย ความเติบโต
ของเมอื งอ่ทู องปรากฏโครงสรา้ งทางกายภาพอยา่ งชดั เจน เป็นเครอื ขา่ ยของ
กลุ่มเมอื งทส่ี มั พนั ธก์ บั ลมุ่ แมน่ ้าโบราณ (ท่าจนี -แม่กลอง) และมกี ารตดิ ต่อกบั
เมอื งอน่ื ในสมยั เดยี วกนั

หลกั ฐานทางด้านโบราณคดีท่ีพบในเมืองอู่ทองท่ีสาคัญ ได้แก่
จารึกแผ่นทองแดง กล่าวถึงกษัตริย์ท่ีมีสร้อยนามลงท้ายว่า “วรมัน”
นอกจากนนั้ ยงั พบโบราณสถานทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ศาสนาพราหมณ์ในเมอื งอทู่ อง
เช่น โบราณสถานคอกชา้ งดนิ รวมถงึ ศาสนสถานในศาสนาพุทธ เช่นเจดยี ์
เป็นตน้

21. สานักงานโบราณคดีและพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี.
โบราณคดีเมอื งอ่ทู อง. นนทบรุ ี: สหมิตรพริ้นติ้ง, 2545.
หนังสอื กล่าวถงึ เมอื งอ่ทู องในดา้ นต่างๆ โดยเน้นทพ่ี ฒั นาการของ

เมอื งอทู่ อง ตงั้ แต่ก่อนพุทธศตวรรษท่ี 12 เป็นตน้ มา ประกอบดว้ ยบทความ
5 เร่อื ง และรายงานผลการขดุ ค้นทางโบราณคดที ่บี า้ นนาลาว ตาบลอ่ทู อง
พ.ศ. 2544 (กลา่ วแลว้ ในบทท่ี 2) ซง่ึ แต่ละบทความมเี น้อื หาโดยสงั เขปดงั น้ี

1) เร่อื ง “ประวตั กิ ารดาเนินงานและเอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ ง” โดย
ภทั รพงษ์ เกา่ เงนิ

การศกึ ษาเร่อื งราวของเมอื งอู่ทองมตี งั้ แต่ พ.ศ. 2446 สมเดจ็ ฯ
กรมพระยาดารงราชานุภาพ เม่อื ดารงตาแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ได้เสด็จตรวจราชการท่ีสุพรรณบุรี และทรงวินิจฉัยเร่ืองเมืองอู่ทองไว้
จากนัน้ มนี ักวชิ าการอีกหลายท่านท่ไี ด้ให้ความเห็นเก่ยี วกบั ทวารวดีและ
เมอื งอู่ทอง เช่น ปอล เปลโิ อต์ ลูเนต์ เดอ ลาจองกแิ อร์ และศาสตราจารย์

~ 103 ~

ยอร์ช เซเดส์ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภทั รดศิ ดศิ กุล ศาสตราจารย์ชิน
อยดู่ ี ศาสตราจารย์ มานิต วลั ลโิ ภดม และศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อนิ ทราวุธ
เป็นตน้

โดยสรุปแล้วเมืองอู่ทองเร่ิมมีการตัง้ ถิ่นฐานตัง้ แต่สมัยก่อน
ประวตั ศิ าสตรร์ าว 3,000 ปีมาแลว้ ชุมชนก่อนประวตั ศิ าสตรน์ ้ีมกี ารพฒั นา
ความเจริญเร่ือยมาจนเป็นเมืองอู่ทอง อนั เป็นเมืองสาคญั ทางเศรษฐกิจ
สงั คม และวฒั นธรรมของภูมภิ าค ตงั้ แต่พุทธศตวรรษท่ี 8 และภายหลงั
พุทธศตวรรษท่ี 12 กเ็ รม่ิ เสอ่ื มลงจนทง้ิ ร้างไปราวพุทธศตวรรษท่ี 17 และ
น่าจะถกู รวมเขา้ กบั เมอื งสพุ รรณภูมิ ทเ่ี จรญิ ขน้ึ ในเวลาต่อมา

2) เร่อื ง “อ่ทู อง: พฒั นาการก่อนพุทธศตวรรษที่ 12” โดย วสนั ต์
เทพสรุ ยิ านนท์

เมอื งอ่ทู องอยใู่ นเขตลุ่มแมน่ ้าแม่กลอง-ทา่ จนี โดยพน้ื ทต่ี ่างๆ ในลุ่ม
แม่น้าแม่กลอง-ท่าจนี น้ีกป็ รากฏแหล่งโบราณคดีท่สี าคญั เป็นจานวนมาก
ตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์เป็นต้นมา เช่น บ้านดอนตาเพชร บ้านเก่า
ถ้าตาด้วง ในเขต จ.กาญจนบุรี บา้ นน้าพุค้าง บา้ นหนองบวั ถ้าเขาซุ่มดง
ในเขต จ.ราชบุรี ไร่นายจรญั ไร่นายจวิ๋ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยา
เขตกาแพงแสน ใน จ.นครปฐม

สาหรบั หลกั ฐานทางโบราณคดที พ่ี บทเ่ี มอื งอ่ทู องกอ่ นพทุ ธศตวรรษ
ท่ี 12 เช่น เคร่ืองมือขวานหินขดั ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว เหรียญโรมนั
ตราประทบั ดนิ เผา ชน้ิ สว่ นประตมิ ากรรมดนิ เผารปู พระสงฆ์ 3 รูปอุม้ บาตร
เป็นต้น ซ่ึงบ่งช้ีถึงพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการติดต่อกบั ชุมชน
ภายนอกภูมภิ าค ทงั้ จนี และอนิ เดยี อนั ส่งผลต่อพฒั นาการทางวฒั นธรรม
ของชมุ ชนทวารวดี ในชว่ งหลงั พุทธศตวรรษท่ี 12 ต่อไป

~ 104 ~

3) เร่อื ง “พฒั นาการของเมอื งอ่ทู อง หลงั พุทธศตวรรษที่ 12” โดย
ภทั รพงษ์ เก่าเงนิ

เมอื งโบราณอู่ทอง เป็นเมอื งทม่ี คี ูน้าคนั ดนิ ลอ้ มรอบ ผงั เมอื งเป็น
รูปวงรี วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ภายในมี
โบราณสถานมากกว่า 20 แห่งกระจายตวั อยู่ โดยมรี ะบบการกกั เกบ็ น้าจาก
หว้ ยหางนาคใหไ้ หลเขา้ ส่คู ูเมอื งทางตะวนั ตก ก่อนไหลลงไปยงั ลาน้าจระเข้
สามพนั ทางตะวนั ออก จากการศกึ ษาของทวิ า ศุภจรรยา สนั นิษฐานว่าเมอื ง
อทู่ องตงั้ อยบู่ นแนวชายฝัง่ ทะเลเดมิ โดยปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อพฒั นาการของเมอื ง
อ่ทู อง ไดแ้ ก่ ความอุดมสมบรู ณ์ของพน้ื ท่ี แหล่งน้าทเ่ี พยี งพอ ทต่ี งั้ สามารถ
ออกสทู่ ะเลไดส้ ะดวก สามารถเดนิ ทางตดิ ต่อกบั ชุมชนอ่นื ๆ ไดส้ ะดวก

หลกั ฐานต่างๆ ทพ่ี บทเ่ี มอื งอู่ทอง สามารถสรุปได้ว่าโบราณสถาน
ส่วนมากเป็นพุทธศาสนา โดยมมี ากกว่า 20 แห่ง ทงั้ ในและนอกเมอื งอ่ทู อง
และพบว่ามโี บราณวตั ถุเน่ืองในพุทธศาสนาจานวนมาก เช่น พระพุทธรูป
สารดิ พระพทุ ธรปู ทองคา ธรรมจกั ร พระพมิ พด์ นิ เผา ประตมิ ากรรมรปู กวาง
เป็นตน้

ในทางการปกครองท่ีเมืองอู่ทองหรอื ทวารวดอี าจมีกษัตรยิ ์เป็น
ผู้ปกครอง เน่ืองจากพบจารกึ ท่เี หรยี ญเงนิ นอกจากน้ียงั พบจารกึ บนแผ่น
ทองแดง อกั ษรหลงั ปัลลวะ ภาษาสนั สกฤต ระบุพระนามของกษัตรยิ ์สอง
พระองค์ คอื พระเจา้ ศรหี รรษวรมนั และพระเจา้ ศรอี ศี านวรมนั ส่วนในทาง
การคา้ เมอื งอทู่ องอาจเป็นแหล่งชุมนุมสนิ คา้ จากดนิ แดนต่างๆ เน่ืองจากพบ
หลกั ฐานทค่ี ลา้ ยกบั ทพ่ี บในอนิ เดยี เปอรเ์ ซยี จนี โรมนั และเมอื งในทวารวดี
อน่ื ๆ เชน่ นครปฐม คบู วั

ในด้านภาษา จารกึ ท่เี มอื งอู่ทองส่วนใหญ่จารกึ ด้วยอกั ษรปัลลวะ
และหลงั ปัลลวะ ทงั้ ภาษาสนั สกฤตและบาลี เร่อื งราวท่ีจารึกมีทงั้ เร่ืองใน
ศาสนาและเร่อื งของกษตั รยิ ผ์ ปู้ กครอง เชน่ จารกึ บนแผ่นทองแดง และจารกึ
บนเหรียญเงินดังกล่าวมาแล้ว นอกจากน้ียังพบจารึกคาถา เย ธมฺมา

~ 105 ~

บนแผ่นอฐิ อกั ษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 12 และจารกึ
นโม วทุ ธายฺ บนแผ่นอฐิ อกั ษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี 12
รวมถงึ จารกึ ระบชุ อ่ื พระอรหนั ตสาวก หลงั พระพมิ พด์ นิ เผา

สาหรบั เร่ืองภาชนะดินเผาท่พี บนัน้ ส่วนมากเป็นภาชนะเน้ือดิน
รปู ทรงต่างๆ ซง่ึ อาจแบ่งไดเ้ ป็นภาชนะทใ่ี ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั เช่น หมอ้ มสี นั
ไห ชาม อ่าง และภาชนะทใ่ี ชใ้ นพธิ กี รรม เช่น หมอ้ น้ามพี วย ตะเกยี ง ตะคนั
หมอ้ น้าปากขวด ซง่ึ มกั ตกแต่งดว้ ยลายประทบั ในกรอบสเ่ี หลย่ี ม

ในสว่ นการแต่งกายของชาวทวารวดนี นั้ ศกึ ษาไดจ้ ากประตมิ ากรรม
ทพ่ี บทเ่ี มอื งอทู่ อง ลกั ษณะโดยรวมมคี วามคลา้ ยคลงึ กบั ในวฒั นธรรมอนิ เดยี
โดยผู้หญงิ ไวผ้ มยาว ทามุ่นมวยสูง ประดบั ด้วยศริ าภรณ์ ใส่เคร่อื งประดบั
เช่น ตุ้มหูห่วงขนาดใหญ่ สร้อยคอแผงกว้าง สายสร้อยลูกปัด กาไลแขน
วงเลก็ นุ่งซน่ิ ทบจบี หน้า ผ้ายาวกรอมเท้า ไม่สวมเสอ้ื มผี า้ รดั อก ผูช้ ายไว้
ผมยาวถกั เปียเลก็ ๆ รวบสงู แลว้ ปลอ่ ยผมลงมาประบา่ สวมตุม้ หวู งกลมใหญ่
สวมกาไลแขน สรอ้ ยคอ นุ่งผ้ายาวครง่ึ แขง้ จบี ชายพก รดั เขม็ ขดั ซอ้ นกนั
1 - 3 เสน้ ตามแต่ฐานะทางสงั คม

4) เร่อื ง “พฒั นาการเมอื งอ่ทู องหลงั พุทธศตวรรษที่ 16” โดย
ภทั รพงษ์ เกา่ เงนิ

ภายหลงั พุทธศตวรรษท่ี 16 เมอื งอ่ทู องไดเ้ ส่อื มลง และถูกทง้ิ รา้ ง
ไปในทส่ี ุด กระทงั่ สมยั อยุธยาจงึ ปรากฏหลกั ฐานการอยู่อาศยั ทเ่ี มอื งอู่ทอง
อีกครงั้ เช่น เจดีย์หมายเลข 1 เจดีย์บนเขาพระ โบราณสถานบนเขา
ทาเทยี ม เจดยี บ์ นเขาดสี ลกั เจดยี บ์ นเขาพระ โดยสนั นิษฐานว่าความสาคญั
ของเมอื งอ่ทู องในเวลาน้ีน่าจะเป็นชมุ ชนทอ่ี ย่บู นเสน้ ทางการเดนิ ทพั ระหว่าง
กรุงศรอี ยธุ ยาและพมา่

ทงั้ น้หี ลกั ฐานในครงั้ ทพ่ี ระมหาอุปราชายกทพั มาครงั้ แรก เม่อื พ.ศ.
2133 และเม่อื ครงั้ สงครามยุทธหตั ถเี ม่อื พ.ศ. 2135 ปรากฏช่อื บา้ นจระเข้
สามพัน อยู่ไม่ห่างจากเมืองอู่ทองมากนัก ซ่ึงอาจใช้เป็นท่ีพักชัว่ คราว

~ 106 ~

ระหว่างการเดนิ ทพั เพราะปรากฏหลกั ฐานทางโบราณคดใี นเขตพน้ื ทเ่ี มอื ง
อทู่ องแต่ไมห่ นาแน่นนกั

นอกจากน้ี เมอื งอ่ทู องอาจสาคญั ในฐานะทห่ี มายตา (Land Mark)
เน่ืองจากมีเทือกเขาอยู่ทางตะวันตกของพ้ืนท่ี อันเป็นทางผ่านไปทาง
กาญจนบุรี การก่อสรา้ งเจดยี ส์ มยั อยุธยาบนเขาสงู อาจทาใหเ้ หน็ ไดช้ ดั จาก
ฝัง่ ตะวันออก แต่เม่ือถึงสมัยกรุงธนบุรี เส้นทางการเดินทัพไทย-พม่า
เปลย่ี นไปเป็นเสน้ ทางราชบรุ -ี กาญจนบรุ แี ทน เมอื งอทู่ องจงึ น่าจะเป็นพน้ื ทท่ี ่ี
ปลอดภยั มากพอทจ่ี ะตงั้ ถนิ่ ฐานได้

ต่อมาในสมยั รตั นโกสนิ ทรไ์ ดม้ กี ารกวาดต้อนชาวลาวมาอาศยั อย่ทู ่ี
เมอื งอ่ทู อง เม่อื มกี ารตดั ถนนมาลยั แมนผ่านใน พ.ศ. 2480 เมอื งอ่ทู องจงึ
เป็นเมืองระหว่างเส้นทางคมนาคมท่ีคึกคัก กระทัง่ มีการตัดทางหลวง
หมายเลข 340

5) เรอ่ื ง “โบราณวตั ถุช้นิ สาคญั ของเมอื งอทู่ อง” อรณุ ศกั ดิ์ กงิ่ มณี
บทความน้นี าเสนอตวั อย่างโบราณวตั ถุชน้ิ สาคญั และสวยงาม เช่น
- เศยี รพระพทุ ธรปู ทองคา พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 2
- ธรรมจกั รศิลา พร้อมแท่น และเสา พบจากการขุดแต่งเจดีย์

หมายเลข 11 อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12
- หวั กวาง ศลิ า พบจากการขุดแต่งเจดยี ์หมายเลข 10 อายุ

ราวพุทธศตวรรษท่ี 13 - 14
- เอกมุขลงึ ค์ พบจากการขุดแต่งคอกช้างดนิ หมายเลข 5 อายุ

ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 13
- ช้นิ ส่วนประติมากรรมปูนปั้น เช่น พระพุทธรูป ศีรษะบุคคล

สวมหมวกทรงสงู เศยี รยกั ษ์
- แผ่นดนิ เผาภาพพระภกิ ษุ 3 รปู อุม้ บาตร สภาพชารุด อทิ ธพิ ล

ศลิ ปะอมราวดขี องอนิ เดยี อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี 9 - 10

~ 107 ~

- จุกภาชนะดนิ เผา มหี ลายรูปแบบ เช่น ภาพคชลกั ษมี และสงิ ห์
รูปเทวแี ละสงิ ห์ รูปบุคคลต่อส่กู นั ? อายุราวพุทธศตวรรษท่ี
12 - 14

- ตราดนิ เผา รปู ววั ตรศี ลู และครุฑ พรอ้ มจารกึ พระนามพระศวิ ะ
พระพรหม พระวษิ ณุ อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี 13 - 14

22. ประชุม ช่มุ เพง็ พนั ธ.ุ์ สุวรรณภมู ิ ดินแดนทองแห่งเอเชียตะวนั ออก
เฉียงใต้. กรงุ เทพฯ: ชมรมเดก็ , 2546.
หนังสอื เล่มน้ีกล่าวอย่างชดั เจนในบทแรกว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ

ตงั้ อย่บู รเิ วณกลุ่มประเทศเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ แบ่งเป็น 3 ส่วน ไดแ้ ก่
ดนิ แดนแผ่นดนิ ใหญ่ แผ่นดนิ คาบสมุทร และดนิ แดนกลุ่มเกาะ ซง่ึ ผเู้ ขยี นได้
นาเสนอขอ้ มลู ภูมศิ าสตรแ์ ละทรพั ยากรในปัจจุบนั ของกลมุ่ ประเทศดงั กลา่ ว

ในบทท่ี 2 ผู้เขยี นได้กล่าวถึงประวตั ิความเป็นมาของสุวรรณภูมิ
ซง่ึ ปรากฏอย่ใู นพระไตรปิฎกและนิทานชาดกต่างๆ ของอนิ เดยี และลงั กา
รวมถงึ บนั ทกึ การเดินทางของชาติตะวนั ตก จนี และอาหรบั แสดงใหเ้ หน็
ความอดุ มสมบรู ณ์ของดนิ แดนสวุ รรณภมู ใิ นอดตี ทช่ี าวต่างชาตติ ่างพากนั เขา้
มาคา้ ขาย

นอกจากน้ียงั กล่าวถึงข้อสนั นิษฐานเร่อื งตาแหน่งท่ตี งั้ ของเมอื ง
ต่างๆ ตามหนังสอื ภูมศิ าสตรข์ องปโตเลมี โดยเฉพาะบรเิ วณสุวรรณภูมแิ ละ
คาบสมุทรทอง ซง่ึ นกั วชิ าการสว่ นมากมคี วามเหน็ ว่า ไดแ้ ก่ บรเิ วณประเทศ
พม่าตอนล่าง จนต่อมาได้มีการตรวจสอบจึงเกิดข้อสันนิษฐานใหม่ว่า
คาบสมุทรทองคอื ดนิ แดนคาบสมุทรมลายู

สาหรบั ในเอกสารจนี ปรากฏคาว่า จนิ หลนิ หมายถงึ ดนิ แดนทอง
อนั มที ่ีตัง้ อยู่ห่างถัดไปจากอาณาจกั รฟูนันคนละฝัง่ ประมาณ 2,000 ล้ี
ส่วนบันทึกของราชทูตคังไท่ได้บันทึกไว้ว่าห่างจากฟูนาน 7,000 ล้ี
จากบนั ทกึ ทงั้ หลายนกั วชิ าการไดแ้ สดงความเหน็ ว่าสวุ รรณภูมนิ ่าจะตงั้ อย่ทู ่ี

~ 108 ~

อ่าวสยาม นอกจากน้ียงั มคี วามเห็นท่ีบ่งช้วี ่าอยู่ทเ่ี มอื งสุพรรณบุรี ส่วนใน
เอกสารอาหรบั มกั ปรากฏตามนิทานต่างๆ ซ่งึ เรียกดนิ แดนสุวรรณภูมิว่า
อาณาจกั รสฟุ ฟรา

ในบทท่ี 3 กล่าวถงึ มูลเหตุทช่ี าวอนิ เดยี เดนิ ทางมายงั สุวรรณภูมิ
เพ่อื ค้าขายแลกเปล่ยี น เพ่อื ประกาศศาสนา เผยแพร่อารยธรรม และเพ่อื
เสย่ี งโชคทางการเมอื งและอาชพี โดยการเดนิ ทางเขา้ มายงั สุวรรณภูมทาให้
เกิดคล่ืนวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามา และเมืองในสุวรรณภูมกิ ็ได้รบั เอา
อารยธรรมอนิ เดยี เขา้ มาปรบั ใชท้ งั้ ในดา้ นประเพณี ความเช่อื

ผู้ เ ข ีย น ไ ด้ ย ก ตัว อ ย่ า ง เ มือ ง โ บ ร า ณ รุ่ น แ ร ก ท่ีก ร ะ จ า ย ตัว ต า ม
แนวชายฝัง่ ทะเล เช่น ในประเทศพม่า ได้แก่ อาณาจักรศรีเกษตร เมือง
สุธรรมนคร ในประเทศไทย ได้แก่ อาณาจกั รทวารวดี แคว้นตามพรลงิ ค์
แคว้นลังกาสุกะ ในประเทศกัมพูชา ได้แก่ อาณาจักรพนม ในประเทศ
เวียดนาม ได้แก่ อาณาจักรจามปา ในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ เกาะ
สมุ าตรา เกาะชวา

ในตอนทา้ ยของบทกล่าวถงึ ศูนยก์ ลางของดนิ แดนสุวรรณภูมิ ซง่ึ มี
ขอ้ สนั นิษฐาน 3 ขอ้ ไดแ้ ก่

1. ตงั้ อย่ใู นบรเิ วณประเทศพมา่ ตอนลา่ ง มศี นู ยก์ ลางทเ่ี มอื งสะเทมิ
2. ตงั้ อยบู่ รเิ วณทร่ี าบดนิ ดอนสามเหลย่ี มปากแมน่ ้าเจา้ พระยา
3. ตงั้ อย่บู รเิ วณแหลมมลายู หรอื ตลอดไปถงึ เกาะสมุ าตราและชวา
นอกจากจะรบั เอาอารยธรรมอนิ เดยี เขา้ มาแลว้ ดนิ แดนสวุ รรณภูมิ
ยงั รบั เอาวฒั นธรรมจากจนี เขา้ มาตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ซง่ึ มชี าวจนี
เข้ามาตงั้ รกรากในดินแดนสุวรรณภูมิ รวมถึงมาเจริญสมั พนั ธไมตรแี ละ
คา้ ขายดว้ ย
ในบทท่ี 4 กล่าวถงึ พฒั นาการทางวฒั นธรรมของชุมชนบรเิ วณ
ลุ่มแม่น้า คอื อาณาจกั รทวารวดี โดยในบทน้ีได้นาเสนอขอ้ มลู เกย่ี วกบั เมอื ง

~ 109 ~

โบราณต่างๆ ตามลุ่มแม่น้าแม่กลอง ลุ่มแม่น้าท่าจนี ลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา
ลุม่ แมน่ ้าบางปะกง

ในบทท่ี 5 กล่าวสรปุ ขอ้ มลู โครงรา่ งและความเป็นมาของสวุ รรณภมู ิ
และกล่าวถึงขอ้ มูลภาพรวมของประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนทงั้ หมด
11 ประเทศ

23. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ชาติพนั ธ์ุสุวรรณภูมิ: บรรพชนคนไทยใน
อษุ าคเนย.์ กรงุ เทพฯ: มติชน, 2547.
เน้ือหาในหนังสอื กล่าวนาถงึ แผ่นดนิ อุษาคเนย์ทเ่ี คยมผี นื แผ่นดนิ

ต่อเช่อื มกนั มาก่อนจะแยกตัวออกจากกนั ในสมยั ไพลสโตซนี ซง่ึ สมยั นัน้ มี
บรรพบุรุษของมนุษย์อุษาคเนย์อาศยั อยู่ เช่น มนุษย์ปักก่ิง มนุษย์ชวา
มนุษยล์ าปาง จนต่อมาเมอ่ื เกดิ ปรากฏการณ์ธารน้าแขง็ ครงั้ สดุ ทา้ ย สง่ ผลให้
น้าทะเลลดระดบั ลง และเหล่ามนุษยอ์ ุษาคเนยไ์ ด้เคล่อื นย้ายไปตามแหล่ง
ทรพั ยากรต่างๆ และเลอื กตงั้ ถน่ิ ฐานตามถ้าหรอื เพงิ ผาและทง้ิ ร่องรอยการอยู่
อาศยั เอาไว้ เช่น เคร่อื งมอื หนิ เคร่อื งใชไ้ มส้ อย สาหรบั ในดนิ แดนไทย เช่น
เพิงผาถ้าหลังโรงเรียน บ้านทับปริก จ.กระบ่ี, เพงิ ผาบ้านไร่และถ้าลอด
อ.ปางมะผา้ จ.แม่ฮ่องสอน

สมยั ต่อมาราว 5,000 - 7,000 ปีมาแลว้ มนุษย์ในอุษาคเนย์เรมิ่
ปลกู ขา้ ว เลย้ี งสตั ว์ และมที อ่ี ย่อู าศยั อย่างเป็นหลกั แหล่ง เกดิ เป็นชุมชนและ
มี “หวั หน้า” เป็นบุคคลสาคญั ซง่ึ จะเหน็ ไดจ้ ากสง่ิ ของทม่ี กั ฝังรวมกบั หลุมศพ
ทม่ี กั เป็นสง่ิ ของมคี า่ หรอื เคร่อื งมอื เครอ่ื งใชแ้ บบพเิ ศษ

การเปลย่ี นแปลงครงั้ ใหญ่ของมนุษย์ในอุษาคเนย์ คอื โลหะปฏวิ ตั ิ
ท่กี ลุ่มคนได้มคี วามรู้ทางดา้ นโลหกรรมจนสามารถผลิตเคร่อื งมอื เคร่อื งใช้
โลหะได้ โลหะปฏวิ ตั นิ ้ีก่อใหเ้ กดิ การยา้ ยแหล่งทอ่ี ยู่ไปตามแหล่งทรพั ยากร
แร่ธาตุ สง่ ผลใหม้ กี ารคา้ ขายแลกเปล่ยี นสง่ิ ของและเกดิ การแลกเปลย่ี นทาง
วฒั นธรรมขน้ึ โดยเฉพาะพน้ื ทใ่ี นแถบล่มุ แม่น้าโขง

~ 110 ~

ผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ การนับถอื ศาสนาของกลุ่มชน โดยมกี ารนับถือ
ศาสนาผี การบูชางู กบ สนุ ัข ซง่ึ ถอื ว่าเป็นความเช่อื ของกลุ่มคนในยุคโลหะ
ปฏวิ ตั แิ ละเช่อื มโยงไปสกู่ ลองมโหระทกึ ซง่ึ เป็นกลองศกั ดสิ์ ทิ ธแิ์ ละสง่ิ ของท่ี
เป็นลกั ษณะเฉพาะของดนิ แดนในแถบอุษาคเนย์ และกล่าวถงึ ประวตั ศิ าสตร์
แต่ยุคสมัยทวารวดีจนถึงกรุงรัตนโกสิทร์ ซ่ึงผู้เขียนได้แสดงให้เห็นถึง
ค ว า ม สัม พัน ธ์ ลัก ษ ณ ะ เ ค รือ ญ า ติกัน ข อ ง บ ร ร พ บุ รุ ษ ม นุ ษ ย์ใ น ดิน แ ด น
อษุ าคเนย์

สาหรบั เร่ืองราวเก่ียวกบั สุวรรณภูมิและอู่ทอง ผู้เขียนกล่าวว่า
ปรากฏข้นึ เม่อื ราว 2,500 ปีมาแล้ว ชาวชมพูทวีปได้เดินทางมาค้าขาย
แลกเปลย่ี นยงั ดนิ แดนอุษาคเนยแ์ ละเรยี กดนิ แดนแถบน้ีว่าสุวรรณภูมิ โดยมี
ชาวชมพูทวีปเดินทางมายังบริเวณลุ่มแม่น้าแม่กลอง-ท่าจีน ปัจจุบันคือ
บา้ นดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี ต่อเน่ืองกบั สองฝัง่ ลาน้าจระเขส้ ามพนั หรอื
เมอื งอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ส่งผลให้ชุมชนเหล่าน้ีได้รบั เอาอารยธรรมของ
ชาวชมพูทวีปมาด้วย ซ่ึงในท่ีน้ีผู้เขียนมีความเช่ือว่า บริเวณลุ่มน้า
แม่กลอง-ท่าจีน หรือเมืองอู่ทอง คือ ดินแดนสุวรรณภูมิท่พี ระโสณะและ
พระอตุ ตระเดนิ ทางมาเผยแผพ่ ทุ ธศาสนา

24. ธิดา สาระยา. ประวตั ิศาสตรอ์ ารยธรรมไทย. กรงุ เทพฯ: อมรินทร์
พริ้นติ้ง, 2548.
หนังสอื มเี น้ือหาแบ่งออกเป็น 8 บท กล่าวถึงอารยธรรมตงั้ แต่

สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรจ์ นถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์
บทแรก มเี น้อื หาเกย่ี วกบั อารยธรรมแรกเรม่ิ บนแผน่ ดนิ ไทย ซง่ึ ใน

พน้ื ทข่ี องเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงหรอื อุษาคเนยอ์ นั มปี ระเทศไทยนบั เป็นสว่ น
หน่ึงด้วย ได้มกี ารติดต่อแลกเปล่ียนกนั ระหว่างกลุ่มคนโดยมหี ลกั ฐานคอื
กลองมโหระทกึ อนั เป็นผลผลติ ของผูค้ นในวฒั นธรรมดองซอนในเวยี ดนาม

~ 111 ~

ตอนเหนือและวัฒนธรรมของชนเผ่าเตียน (เทียน) ในยูนนานตอนใต้
ซง่ึ นบั เป็นอารยธรรมเรม่ิ แรกของอษุ าคเนย์

บทท่ี 2 กล่าวถึงคนไทยว่ามาจากชนชาติไท ท่พี ูดภาษาตระกูล
ไท-ลาวในดนิ แดนอุษาคเนย์ โดยนักภาษาศาสตร์มคี วามเหน็ ว่า พวกจว้ ง
ซง่ึ พดู ภาษาจ้วงอาศยั อย่ใู นเขตปกครองตนเองกว่างสใี นปัจจุบนั น่าจะเป็น
พวกทอ่ี พยพมายงั ประเทศไทยในปัจจบุ นั

บทท่ี 3 กล่าวถงึ เมอื งไทยในระยะแรกเรมิ่ (สมยั สวุ รรณภูม)ิ ซง่ึ ถูก
กลา่ วถงึ ในเอกสารจนี และอนิ เดยี โดยกล่าวถงึ ความมงั่ คงั่ ของเมอื งทองหรอื
แผ่นดนิ ทอง ซ่งึ หมายถึงสุวรรณภูมใิ นอุษาคเนย์ โดยมอญและพม่ากล่าว
อา้ งว่าสุวรรณภูมหิ รอื สุธรรมเนตรนัน้ คอื เมอื งสะเทมิ แต่มนี ักวชิ าการบาง
กลมุ่ เสนอวา่ สวุ รรณภมู คิ อื แผน่ ดนิ ทองอย่ใู นเขตมาเลเซยี ปัจจุบนั

ขณะท่ีนักวิชาการไทยอ้างว่า นครปฐมและชุมชนใกล้เคียงเป็น
บรเิ วณแรกรบั อารยธรรมอนิ เดยี ทเ่ี ก่าแก่ทส่ี ุด ซ่งึ หมายความว่าสุวรรณภูมิ
นัน้ คือ เมืองนครปฐม แต่ปัจจุบนั ได้ค้นพบลงิ ลงิ -โอ เป็นจ้ีรูปสตั ว์สองหวั
และตุ้มหูมียอดแหลมสามยอดรวมถึงวตั ถุสาริด ท่เี มืองอู่ทอง และท่ีบ้าน
ดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับประเทศ
เวยี ดนามเหนือและหม่เู กาะในทะเลตะวนั ออก

บทท่ี 4 กล่าวถงึ พุทธศาสนาในวฒั นธรรมทวารวดี โดยกล่าวถึง
การเผยแผ่พุทธศาสนาในสมยั พระเจ้าอโศกมายงั สุวรรณภูมิ ในดนิ แดน
ประเทศไทยไดป้ รากฏหลกั ฐานเกา่ แก่ทส่ี ดุ ภายในเมอื งอ่ทู อง ซง่ึ พทุ ธศาสนา
ไดเ้ ป็นทแ่ี พร่หลายในกลุ่มของเมอื งทต่ี งั้ อย่บู รเิ วณลุ่มแม่น้าท่าจนี -แม่กลอง
ในราวพุทธศตวรรษท่ี 11 - 16 นอกจากกลุ่มเมอื งดงั กล่าวแลว้ ยงั มเี มอื งใน
ลุ่มแม่น้าบางปะกง ลุ่มแม่น้าลพบุรี-ป่ าสกั และลุ่มแม่น้าปิงตอนล่าง
ท่พี ุทธศาสนาและวฒั นธรรมแบบทวารวดคี อื ลทั ธกิ ารบูชาพระบรมธาตุ
ควบคไู่ ปกบั การสรา้ งสถูปขนาดใหญ่และธรรมจกั ร โดยนอกจากจะมบี ทบาท

~ 112 ~

ในด้านศาสนาแล้ว คติด้านศาสนายงั มีส่วนในการปกครอง ภาษา และ
วฒั นธรรม ซง่ึ เป็นวฒั นธรรมร่วมของกลุ่มคนในล่มุ แมน่ ้าดงั กลา่ ว

บทท่ี 5 กล่าวถึงสุโขทยั -ศรีสชั นาลยั นครราชธานีในลุ่มน้ายม
ซ่งึ พฒั นามาจากชุมชนในพ้นื ท่ดี งั้ เดิมแล้วเกิดการเปล่ียนแปลงทางด้าน
เทคโนโลยโี ลหกรรมทาใหพ้ ฒั นามาเป็นสโุ ขทยั

บทท่ี 6 กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาในประวตั ิศาสตร์ ซ่งึ เป็นเมือง
ศูนยก์ ลางดา้ นการคา้ และคมนาคมตัง้ แต่พุทธศตวรรษท่ี 19 โดยถอื ว่าเป็น
ยุคแรกเร่ิมท่ีรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในหมู่ชนชัน้ สูง จากการ
แลกเปลย่ี นคา้ ขายทางดา้ นการคา้

บทท่ี 7 กล่าวถึงประวัติของเมืองธนบุรีและเปล่ียนผ่านมายัง
กรุงรตั นโกสนิ ทร์ โดยเน้นทางด้านการคมนาคมจากเดมิ ท่นี ิยมการสร้าง
คลองแลว้ เปลย่ี นแปลงมาเป็นถนน ทาใหว้ ถิ ชี วี ติ ของผคู้ นเปลย่ี นไป

บทท่ี 8 กลา่ วถงึ อารยธรรมไทยสงั คมยคุ ทนั สมยั ในปัจจุบนั ซง่ึ เรม่ิ
มีการเปล่ยี นแปลงในหลายๆ ด้านจากการรบั เอาอารยธรรมตะวนั ตกมา
ตงั้ แต่สมยั รชั กาลท่ี 3 จนปัจจุบนั สงั คมไทยอย่ใู นกระบวนการโลกาภวิ ตั น์ท่ี
เช่อื มโยงโลกทาให้เกดิ ความเปล่ยี นแปลงไปจากเดิมอย่างมากทงั้ วถิ ีชวี ติ
และผคู้ น

25. ผาสุข อินทราวธุ . สวุ รรณภมู ิ: จากหลกั ฐานโบราณคดี. กรงุ เทพฯ:
ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2548.
ผูเ้ ขยี นเกรน่ิ นาถงึ การศกึ ษาค้นคว้าด้านโบราณคดีเก่ยี วกบั เร่อื ง

สุวรรณภูมทิ ่ีเคยมีผู้ศึกษาไว้ และนาเสนอข้อมูลใหม่ทางด้านโบราณคดี
เพอ่ื ตอบคาถามเรอ่ื งทต่ี งั้ ของสวุ รรณภูมิ โดยไดแ้ บ่งเน้อื หาออกเป็น 7 บท

บทท่ี 1 กล่าวถึงผลการศึกษาท่ีผ่านมา ซ่ึงนักวิชาการประมวล
ขอ้ สมมตฐิ านในดา้ นคาจากดั ความไว้ 3 ประเดน็

~ 113 ~

1. สวุ รรณภมู ิ คอื ดนิ แดนทอ่ี ุดมไปดว้ ยแรท่ องคา ซง่ึ ศาสตราจารย์
ยอรช์ เซเดสไ์ ดต้ งั้ สมมตฐิ านไวว้ ่า พ่อคา้ อนิ เดยี ไดแ้ สวงหาทองคาเพ่อื นามา
ทดแทนการซอ้ื ทองคาจากอาณาจกั รโรมนั ทป่ี ระกาศหา้ มนาทองคาออกนอก
อาณาจกั รโรมนั ดงั นนั้ พ่อคา้ อนิ เดยี จงึ ไดม้ ุ่งหน้ามายงั แถบเอเชียตะวนั ออก
เฉียงใตแ้ ทน

2. สวุ รรณภมู ิ อาจหมายถงึ ดนิ แดนทม่ี แี หลง่ ผลติ เคร่อื งใชส้ ารดิ ทม่ี ี
สว่ นผสมของดบี ุกในปรมิ าณทส่ี งู ทาใหผ้ วิ วตั ถุมสี เี หลอื งคลา้ ยทองและเป็นท่ี
นยิ มของชาวอนิ เดยี โดยสนั นิษฐานวา่ พน้ื ทแ่ี ถบตะวนั ตกของไทย น่าจะเป็น
แหล่งผลติ เครอ่ื งมอื เคร่อื งใชส้ ารดิ เน่อื งจากมกี ารขดุ พบโบราณวตั ถุเหล่าน้ที ่ี
แหล่งโบราณคดบี า้ นดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ.กาญจนบรุ ี

3. สุวรรณภูมิ เป็นดนิ แดนทม่ี คี วามอุดมสมบรู ณ์ดว้ ยทรพั ยากร
โดยเฉพาะของป่ าและเคร่อื งเทศ ซง่ึ เป็นสนิ คา้ ราคาแพง ทาใหบ้ รรดาพ่อคา้
ทม่ี าคา้ ขายมีความมงั่ คงั่ ร่ารวย และส่อื ความหมายในเชงิ เปรียบเทยี บว่า
ดนิ แดนแห่งทอง

ในดา้ นทต่ี งั้ และศนู ยก์ ลางของสุวรรณภูมนิ นั้ สรุปไดว้ ่า สุวรรณภูมิ
คอื ดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ทงั้ หมด ในสว่ นศนู ยก์ ลางดา้ นการคา้ ใน
สมยั โบราณนกั วชิ าการไดต้ งั้ ขอ้ สมมตฐิ านไว้ ไดแ้ ก่

1. ศาสตราจารย์ชอง บวสเซอลิเยร์ สันนิษฐานว่าสุวรรณภูมิ
มศี ูนย์กลางอยู่ทเ่ี มอื งอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เน่ืองจากพบหลกั ฐานประเภท
สนิ คา้ จากต่างชาตทิ งั้ อนิ เดยี เปอรเ์ ชยี และกรกี -โรมนั เป็นจานวนมาก

2. หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รชั นี สนั นิษฐานว่าสุวรรณภูมิน่าจะมี
ศูนย์กลางอยู่ท่เี มืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี โดยศึกษาเส้นทางลมมรสุมท่ี
บรรจบทางภาคใตข้ องไทย

3. พอล วีทลีย์ สนั นิษฐานว่าสุวรรณภูมิอยู่ท่ีคาบสมุทรมาเลย์
จากการศกึ ษาทงั้ ทางดา้ นลมมรสมุ และดา้ นความเหมาะสมในการตงั้ ถนิ่ ฐาน

~ 114 ~

ทส่ี ามารถควบคุมเสน้ ทางการคา้ ท่ีผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบซุนดา
สว่ นสวุ รรณภูมทิ จ่ี นี เรยี กว่า จนิ หลนิ น่าจะตงั้ อย่บู นฝัง่ เหนอื อา่ วไทย

ส่วนในประเด็นด้านศูนย์กลางทางพุทธศาสนา นักวิชาการได้
สนั นษิ ฐานไว้ 2 ขอ้ คอื

1. นักวิชาการต่างประเทศและนักวิชาการชาวพม่าเช่ือว่า
ศูนยก์ ลางของสุวรรณภูมทิ างด้านพุทธศาสนาตงั้ อย่ทู ่เี มอื งสะเทมิ ประเทศ
พม่า ตามหลกั ฐานจารกึ กลั ยาณีทจ่ี ารกึ ขน้ึ โดยพระเจา้ ธรรมเจดยี ์ ราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 21 และหนงั สอื ศาสนวงศท์ เ่ี ขยี นขน้ึ ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 24

2. พระบ าทสม เด็จ พระจ อมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 4
ทรงสนั นิษฐานว่าพระเจ้าอโศกได้ส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิและสร้าง
พระปฐมเจดยี เ์ ป็นเจดยี อ์ งคแ์ รกในภูมภิ าค ภายหลงั สมเดจ็ ฯ กรมพระยา
ดารงราขานุภาพไดท้ รงอธบิ ายเพมิ่ ว่าสวุ รรณภูมอิ ยู่ในลุ่มน้าสยามประเทศ
และพทุ ธศาสนาไดม้ าประดษิ ฐานครงั้ แรกทเ่ี มอื งนครปฐมโบราณ

3. นอกจากน้ียงั กล่าวถึงหลกั ฐานเอกสารทพ่ี บทงั้ ในประเทศไทย
และพม่า คอื ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี 1 ซง่ึ พบช่อื สพุ รรณภมู ิ และตคี วามวา่ เป็นเมอื ง
อทู่ อง จ.สพุ รรณบุรี และจารกึ กลั ยาณี ซง่ึ จารกึ ขน้ึ ในสมยั พระเจา้ ธรรมเจดยี ์
ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 21 โดยกลา่ วว่า สวุ รรณภูมิ คอื ประเทศมอญ

บทท่ี 2 ผเู้ ขยี นไดร้ วบรวมการศกึ ษาเร่อื งสวุ รรณภูมจิ ากหลกั ฐาน
ดา้ นวรรณกรรมในประเทศต่างๆ ทงั้ อนิ เดยี ลงั กา จนี อาหรบั และตะวนั ตก

บทท่ี 3 กล่าวถึงสุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี ตงั้ แต่
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ถึงสมยั ก่งึ ก่อนประวตั ิศาสตร์ ซ่งึ แสดงให้เห็นถึง
พฒั นาการทางสงั คมและวฒั นธรรมของอนิ เดยี โบราณ ซง่ึ ไดส้ ง่ อทิ ธพิ ลมายงั
กลุ่มประเทศทางเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ และแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ร่องรอยการ
ตดิ ต่อคา้ ขายระหว่างชนชาตดิ ว้ ย

~ 115 ~

ภาพถ่ายเกา่ ชน้ิ สว่ นพระพุทธรปู
พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง

(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 116 ~

ภาพถ่ายเกา่ ชน้ิ สว่ นพระพุทธรปู
พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง

(ทม่ี า: หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 117 ~

บทท่ี 4 กล่าวถงึ ขอ้ มลู หลกั ฐานทางโบราณคดสี มยั ประวตั ศิ าสตรท์ ่ี
เก่ียวข้องกบั สุวรรณภูมิ โดยกล่าวถึงรฐั โบราณในประเทศพม่า เรมิ่ โดย
นาเสนอเร่อื งราวเกย่ี วกบั ชนชาตติ ่างๆ ทเ่ี คยอาศยั อยู่ คอื ปยู มอญ ยะไข่
ต่อจากนนั้ จงึ กล่าวถึงร่องรอยหลกั ฐานของรฐั ฟูนันและหลนิ ย่ี (จามปา) ใน
เวยี ดนาม และร่องรอยหลกั ฐานของรฐั โบราณในประเทศไทย

บทท่ี 5 กล่าวถึงกาเนิดและลาดบั พฒั นาการของพุทธศาสนาใน
ประเทศอนิ เดยี

บทท่ี 6 กล่าวถงึ ร่องรอยพุทธศาสนาระยะแรกเรม่ิ ในสวุ รรณภูมทิ ่ี
ปรากฏในหลกั ฐานดา้ นจารกึ โบราณคดี และศลิ ปกรรม

บทท่ี 7 วิเคราะห์และสรุปถงึ ความสาคญั ของดนิ แดนสุวรรณภูมิ
ในความหมายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ทาง
ทรพั ยากรธรรมชาติและมสี ภาพภูมศิ าสตรท์ ่เี หมาะสม ส่งผลให้กลายเป็น
แหล่งคา้ ขายและจุดแลกเปลย่ี นสนิ ค้าท่มี คี วามสาคญั ของบรรดาพ่อค้าจาก
ชาติต่างๆ โดยเฉพาะพ่อค้าจากอนิ เดยี ทาใหช้ าวสุวรรณภูมไิ ดร้ บั อทิ ธพิ ล
ทางดา้ นวฒั นธรรมและศาสนามาจากเหลา่ พ่อคา้ จากอนิ เดยี

จากหลกั ฐานดา้ นวรรณกรรมทงั้ ตะวนั ออกและตะวนั ตกไดก้ ล่าวถงึ
การตดิ ต่อคา้ ขายระหว่างชาวอนิ เดยี กบั ดนิ แดนสวุ รรณภูมติ งั้ แต่ช่วงครง่ึ แรก
ของพุทธศตวรรษท่ี 3 และในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 6 - 9 ซง่ึ กล่าวถงึ เครอื ขา่ ย
การค้าโลกระหว่างโลกตะวนั ออกและโลกตะวนั ตก ตงั้ แต่อาณาจกั รโรมนั
ตะวนั ออก อนิ เดยี จนี ถงึ สุวรรณภูมิ จากหลกั ฐานทางโบราณคดกี ม็ คี วาม
สอดคลอ้ งกบั หลกั ฐานดา้ นวรรณกรรม

นอกจากน้หี ลกั ฐานดา้ นวรรณกรรมของลงั กา ไทย และพม่า ยงั ได้
กลา่ วถงึ การเผยแผ่พุทธศาสนาจากอนิ เดยี มายงั สวุ รรณภูมิ โดยนกั วชิ าการ
ได้นาหลกั ฐานด้านวรรณกรรมของลงั กาและพม่ามาใช้อ้างองิ และสรุปว่า
สวุ รรณภูมิ คอื ประเทศมอญ โดยไม่ใชห้ ลกั ฐานทางโบราณคดแี ละศลิ ปกรรม
มาสนบั สนุน

~ 118 ~

สาหรบั หลกั ฐานทเ่ี กา่ แก่ทส่ี ุดทแ่ี สดงว่าพุทธศาสนาไดแ้ ผ่เขา้ มายงั
สวุ รรณภูมิ คอื หวั แหวนมจี ารกึ คาถา เยธรรมมา ภาษาสนั สกฤต ตวั อกั ษร
พราหมี อายุราวพุทธศตวรรษท่ี 7 - 8 ซ่งึ สนั นิษฐานว่าเป็นโบราณวตั ถุท่ี
นาเขา้ จากประเทศอนิ เดยี ส่วนการประดษิ ฐานพุทธศาสนาในสวุ รรณภูมนิ ัน้
พบหลกั ฐานท่เี ก่าแก่ทส่ี ุดทงั้ ในพม่าและไทย โดยทพ่ี ม่าพบท่รี ฐั ยะไข่ เป็น
สถปู จาลองจารกึ คาถาเย ธมฺมา ภาษาบาลี ตวั อกั ษรพราหมสี มยั คุปตะ และ
รฐั ศรเี กษตร พบฐานอาคารอฐิ ทรงเจดยี แ์ ละวหิ าร ซง่ึ มรี ปู แบบเหมอื นกบั ใน
เมอื งนาคารชุนโกณฑะในอนิ เดยี ใต้ ซง่ึ ทงั้ คมู่ อี ายรุ าวพทุ ธศตวรรษท่ี 9 - 10

ส่วนในประเทศไทยพบหลักฐานเป็ นประติมากรรมปูนปั้นรูป
ภกิ ษุ 3 องคถ์ อื บาตร และประตมิ ากรรมพระพุทธรูปนาคปรกทเ่ี มอื งโบราณ
อทู่ อง จ.สพุ รรณบุรี ซง่ึ มรี ปู แบบคลา้ ยกบั ศลิ ปะอมราวดขี องอนิ เดยี กาหนด
อายุราวพทุ ธศตวรรษท่ี 10 - 11

ในดา้ นความเขา้ ใจหลกั ธรรมทางพุทธศาสนาอยา่ งลกึ ซง้ึ จะเหน็ ได้
ว่าชาวพุทธในรฐั ศรีเกษตรและทวารวดนี ับถือนิกายเถรวาท และมคี วาม
เขา้ ใจอนั ลกึ ซง้ึ ต่อหลกั ธรรมของพทุ ธศาสนา ซง่ึ ไดป้ รากฏอยใู่ นพระไตรปิฎก
ฉบบั ภาษาบาลี แต่พุทธศาสนานิกายมหายานกย็ งั ปรากฏในงานศลิ ปกรรม
ของรฐั ศรเี กษตรและทวารวดดี ว้ ย

อย่างไรกต็ าม ผูเ้ ขยี นไม่ได้ระบุชดั ว่า เมอื งอ่ทู องคอื “สวุ รรณภูมิ”
เพราะหลกั ฐานทางโบราณคดที ค่ี น้ พบแลว้ ในขณะนนั้ แสดงใหเ้ หน็ ว่า ชุมชน
หลายแห่งในเอเชยี ตะวนั เฉียงใต้ ทงั้ ในพม่า เวยี ดนาม กมั พูชา อนิ โดนีเซยี
หรอื ไทย ลว้ นมกี ารตดิ ต่อสมั พนั ธก์ นั อย่างกว้างขวางกบั อนิ เดยี ตงั้ แต่ช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 3 – 9 กอ่ นทช่ี ุมชนบางแห่งจะพฒั นากลายมาเป็นศูนยก์ ลาง
ของรฐั หรืออาณาจกั รสาคญั ๆ เช่น เมืองออกแก้วพฒั นาเป็นเมืองท่าของ
ฟูนนั เมอื งอทู่ องกลายเป็นเมอื งหลวงของรฐั ทวารวดี เป็นตน้

~ 119 ~

26. สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. สุวรรณภมู ิ: ศนู ยก์ ลางการค้าข้าม
ภูมิภาค 2 มหาสมุทรทีพ่ ระเจ้าอโศกส่งพุทธศาสนามาถึง
ครงั้ แรก ต้นกระแสประวตั ิศาสตรไ์ ทย เมือ่ 2,500 ปี มาแล้ว.
กรงุ เทพฯ: โครงการสถาบนั สวุ รรณภมู ิ มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2549.
เป็นเอกสารประกอบการเสวนาทพ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถาน แห่งชาติ อ่ทู อง

จดั ขน้ึ เม่อื วนั ท่ี 17 มนี าคม พ.ศ. 2549 เน้ือหากล่าวถงึ สภาพภูมศิ าสตรแ์ ละ
ประวัติความสาคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือท่ีเรียกว่าดินแดน
อุษาคเนย์ ในส่วนแรกท่กี ล่าวถงึ สุวรรณภูมนิ ัน้ ได้ปรบั ปรุงมาจากหนังสอื
“ชาตพิ นั ธุส์ วุ รรณภูม:ิ บรรพชนคนไทยในอษุ าคเนย”์

ในส่วนต่อมาเป็ นส่วนท่ีกล่าวถึงสุวรรณภูมิซ่ึงปรากฏคัมภีร์
มหาวงศ์ โดยได้คดั ลอกเอาสว่ นคมั ภรี ม์ หาวงศจ์ ากหนังสอื วรรณกรรมสมยั
รตั นโกสนิ ทร์ (เล่ม 1 หมวดศาสนจกั ร) ในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเผยแผ่พุทธ
ศาสนาของพระโสณะ-อุตตระ นอกจากน้ียังได้คัดเอาบทความของ
นักวิชาการต่างๆ ท่ีเคยตีพิมพ์เก่ียวกับสุวรรณภูมิมาเสนอ เช่น ศรีศักร
วลั ลโิ ภดม, ชนิ อย่ดู ,ี โครงการสถาบนั สวุ รรณภูมิ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร,
สจุ ติ ต์ วงษ์เทศ, ลกั ษณา จรี ะจนั ทร์

27. สจุ ิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. พระเจา้ อ่ทู องมาจากไหน? เป็ นไทย
ลาว หรือ "เจ๊ก" จีน. กรุงเทพฯ: บริษัท ดรีม แคชเชอร์
กราฟฟิ ค, 2549.
หนังสือเล่มน้ีจัดพิมพ์เน่ืองในเทศกาล "ตรุษจีนกรุงเก่า"

ของ จ.พระนครศรีอยุธยา เน้ือหาส่วนใหญ่เป็นเร่อื งเก่ยี วกบั ความสมั พันธ์
ระหว่างชาวไทยและชาวจนี โดยในช่วงต้นกล่าวถงึ พระเจา้ อ่ทู องเลก็ น้อยว่า
พระเจา้ อ่ทู องไม่ไดม้ าจากเมอื งโบราณอ่ทู อง จ.สพุ รรณบุรี เพราะเมอื งอ่ทู อง
ได้รา้ งลงไปก่อนหน้าการอพยพของพระเจ้าอู่ทองเป็นเวลา 300 ปี แต่มี

~ 120 ~

หลกั ฐานและร่องรอยทางวัฒนธรรมว่าพระเจ้าอู่ทองมีบรรพชนสืบสาย
ราชวงศอ์ ย่ทู เ่ี มอื งละโว้ นอกจากน้ีเน้ือหาสว่ นใหญ่จะกล่าวถงึ พระเจา้ อ่ทู อง
ในเร่อื งราวของตานานต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี

ท้าวอู่ทองปรากฏในพงศาวดารเหนือ ซ่ึงเป็นเร่ืองราวเก่ียวกับ
อาณาจกั รในลุ่มแม่น้าเจา้ พระยาตงั้ แต่ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 17 จนถงึ
สมัยอยุธยาเป็นราชธานี นอกจากนัน้ ก็เป็นคาท่ีชาวบ้านเรียกพระนาม
พระมหากษตั รยิ ์ทม่ี เี ร่อื งราวเก่ยี วขอ้ งกบั สถานทห่ี รอื ตาบลในทอ้ งท่ตี ่างๆ
ในบรเิ วณลมุ่ แม่น้าเจา้ พระยา

คาวา่ อ่ทู องทป่ี รากฏในตานานโดยเฉพาะพงศาวดารเหนือ เป็นช่อื
ทช่ี าวบา้ นเรยี กพระมหากษตั รยิ ท์ ค่ี รองเมอื งอโยธยา และทา้ วอ่ทู ององคท์ ม่ี ี
ช่อื เสยี งมากกค็ อื องคท์ ค่ี รองราชยอ์ ย่ใู นราวพุทธศตวรรษท่ี 18 กษตั รยิ อ์ งค์
น้ีแผ่เดชานุภาพรุกเข้าไปในเขตของนครศรีธรรมราช จนทาไมตรีปัน
เขตแดนกบั พระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งราชวงศ์ปทุม (ปัทมวงศ์) ผู้ครอง
อาณาจกั รนครศรธี รรมราช การขยายแผ่อานาจน้ีจงึ ทาใหเ้ กดิ เร่อื งเก่ยี วกบั
พระองคเ์ ป็นตานานและเร่อื งเล่าทต่ี ดิ อย่กู บั ทอ้ งถนิ่ หรอื สถานทต่ี ่างๆ ทท่ี รง
ผ่านไป เช่น ถนนท้าวอู่ทอง เมอื งท้าวอู่ทอง วดั ทา้ วอู่ทอง ศาลทา้ วอู่ทอง
สระน้าพระเจา้ อ่ทู อง (ทว่ี ดั โกสนิ ารายณ์) เป็นตน้

ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ เพม่ิ เตมิ วา่ ทงั้ ถนนและเมอื งทา้ วอทู่ อง ถา้ ว่ากนั
ตามโบราณสถานและลกั ษณะภูมปิ ระเทศทต่ี งั้ ตามภูมศิ าสตรแ์ ลว้ เป็นของท่ี
มมี าก่อนพระเจา้ อู่ทองแน่ๆ เมอื งอ่ทู องเป็นเมอื งมาแล้วตงั้ แต่สมยั ทวารวดี
ส่วนถนนก็เป็นเส้นทางคมนาคมแต่โบราณ ซ่งึ ใช้ทงั้ การเดินทพั และการ
คา้ ขายติดต่อระหว่างเมืองต่างๆ เพราะเท่าท่สี อบกบั ผู้ชานาญในท้องถิ่น
บอกว่าถนนน้ีผ่านอ้อมหลงั เมืองอู่ทองไปทางเขาพระ และตดั ตรงไปทิศ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือไปสน้ิ สุดเอารมิ แม่น้าสพุ รรณบุรที ท่ี ่าทา้ วอ่ทู องในเขต
อ.ศรีประจันต์ ส่วนท่ีไปทางตะวันตกนัน้ ตัดไปตามลาน้าจระเข้สามพัน
ผ่านเมอื งกาญจนบุรี ไปถงึ เมอื งราชบุรี คบู วั และเพชรบุรี

~ 121 ~

ต่อมาราวพุทธศตวรรษท่ี 18 เกดิ อาณาจกั รอโยธยาข้นึ ดนิ แดนใน
เขตทวารวดีเดิมจึงมาอยู่ภายใต้การปกครองของอโยธยา ถนนก็คงถูก
ซ่อมแซมและใช้ต่อมา โดยเหตุท่ที ้าวอู่ทองเป็นกษัตรยิ ์นักรบได้เสดจ็ ยก
กองทพั ไปในทต่ี ่างๆ จงึ มเี ร่อื งราวเกย่ี วกบั สถานทท่ี ช่ี าวบา้ นเล่าจาตดิ ต่อกนั
เรอ่ื ยมาจนปัจจบุ นั

นอกจากน้ี ยงั กลา่ วถงึ เร่อื งทา้ วอ่ทู องหรอื พระเจา้ อ่ทู องทป่ี รากฏใน
พงศาวดารกรุงศรอี ยุธยาฉบบั วนั วลติ ซง่ึ ไดจ้ ดบนั ทกึ จากสง่ิ ทไ่ี ดร้ บั ฟังมา
จากชาวอยุธยาว่า พระเจ้าอู่ทองเดมิ มพี ระนามว่า “เจ้าอู่” เป็นโอรสของ
จกั รพรรดิจีน ต่อมาถูกเนรเทศไปอยู่เมอื งปัตตานีเพราะกระทาความผิด
รา้ ยแรง แลว้ เสดจ็ ไปสร้างเมอื งนครศรธี รรมราช เมอื งกุยบุรี เมอื งพรบิ พรี
เมอื งคองขดุ เทยี ม (หรอื บางขนุ เทยี น) เมอื งบางกอก ทา้ ยทส่ี ดุ ทรงสรา้ งเมอื ง
อยุธยา แลว้ เสวยราชยเ์ ป็นพระเจา้ แผ่นดนิ องคแ์ รกของสยาม มพี ระนามว่า
สมเดจ็ พระราชารามาธบิ ดฯี แลว้ ไปสรา้ งเมอื งนครหลวงไวท้ ก่ี มั พชู าดว้ ย

ทงั้ น้ีผเู้ ขยี นกล่าววา่ นิทานเรอ่ื งน้ไี มใ่ ช่เร่อื งจรงิ แต่แสดงใหเ้ หน็ การ
เคล่อื นยา้ ยของกล่มุ ชนทม่ี หี ลกั แหลง่ ดงั้ เดมิ อยทู่ างตะวนั ออกเฉียงใตข้ องจนี
อนั ได้แก่ บริเวณมณฑลยูนนาน รวมทงั้ ดินแดนใกลเ้ คียง เช่น กว่างสกี บั
กวางตุ้ง (กว่างตง) ซง่ึ แต่เดมิ ไม่ใช่ดนิ แดนของจีน (ฮนั่ ) อนั เป็นทอ่ี ยู่ของ
พวกหมาน ซง่ึ เป็นคาเรยี กโดยรวมของชนชาตอิ น่ื ๆ ทไ่ี มใ่ ช่พวกจนี และหน่งึ
ในกลุ่มคนเหล่าน้ี มีชาวจ้วงซ่ึงใช้ภาษาตระกูลภาษาไทย-ลาว ท่ีเช่ือว่า
เก่ยี วข้องกบั การเดนิ เรือเลียบชายฝัง่ มาสู่ดนิ แดนสยาม และเก่ยี วขอ้ งกบั
นิทานเร่ืองท้าวอู่ทองซ่ึงเดิมทางมาทางทะเล โดยท่ีมีหลกั ฐานสาคัญคือ
การขุดพบเคร่อื งถ้วยจนี ยุคก่อนสถาปนากรุงศรอี ยุธยาเป็นบรเิ วณกว้างท่ี
บา้ นยส่ี าร อ.อมั พวา จ.สมุทรสงคราม

~ 122 ~

28. ศรีศกั ร วลั ลิโภดม. ประวตั ิศาสตร์ โบราณคดี: เมืองอู่ทอง.
กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ, 2549.
นาเอาหลกั ฐานทางโบราณคดเี ก่ยี วกบั เมอื งอู่ทอง ทงั้ โบราณวตั ถุ

โบราณสถาน มาตคี วามและนาเสนอ มเี น้อื หาแบง่ ออกเป็น 5 บท โดยทส่ี อง
บทแรกเป็นการกลา่ วนาและการกลา่ วถงึ พฒั นาการศกึ ษาโบราณคดี เน้ือหา
ซง่ึ เกย่ี วขอ้ งกบั เมอื งอทู่ องจะเรม่ิ ตน้ ในบททส่ี าม โดยมเี น้อื หาดงั ต่อไปน้ี

ในบทท่ี 3 กล่าวถึงเมืองอู่ทองในฐานะเมืองท่ีเช่ือว่าอยู่ใน
สวุ รรณภูมิ โดยกล่าวถงึ พฒั นาการของบา้ นเมอื งเป็นหลกั กล่าวคอื ผเู้ ขยี น
ก ล่ า ว ถึ ง ยุ ค เ ห ล็ก ว่ า ดู เ ห มือ น จ ะ มีศู น ย์ก ล า ง อ ยู่ ท่ีลุ่ ม น้ า จ ร ะ เ ข้ส า ม พัน
อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี และ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซ่งึ มีลักษณะเป็น
เมอื งท่าตดิ ต่อเขา้ ส่ดู นิ แดนภายใน โดยท่มี เี มอื งอู่ทองเป็นเมอื งโบราณท่มี ี
การขดุ คน้ และมกี ารลงความเหน็ จากการขดุ คน้ ว่าเป็นตวั แทนสงั คมหม่บู า้ น
ระยะแรกของเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ อีกทงั้ ยงั สะท้อนความสมั พนั ธ์กบั
วฒั นธรรมอินเดีย และบ้านเมืองทางด้านตะวันออกเช่นเวียดนามอย่าง
ชดั เจน

ผเู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ แม่น้าจระเขส้ ามพนั ซ่ึงไหลผ่านหน้าเมอื งอู่ทอง
แล้วรวมกบั แม่น้าสายต่างๆ ท่มี าจากทางเหนือและตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ทาให้เกิดลาน้าใหญ่ไหลสู่ท่รี าบลุ่มต่าของดนิ ดอนสามเหลย่ี มแล้วไหลไป
ออกทะเลท่อี ่าวไทย ด้วยเสน้ ทางน้าน้ีเองทาให้เป็นเมอื งท่าเรือเดนิ ทะเล
สอดคล้องกับการพบแหล่งโบราณคดีอายุ ตัง้ แต่สมัยทวารวดีข้ึนไป
อกี ทงั้ ยงั ปรากฏเมอื งปรมิ ณฑลกระจายโดยรอบรศั มี 10 กโิ ลเมตร

สว่ นดา้ นตะวนั ตกของเมอื งอ่ทู องพบชุมชนศาสนาฮนิ ดู อ่างเกบ็ น้า
ท่ีเรียกว่าคอกช้าง ดิน รวมทั้งมีการกระจายตัวชุมชนไปถึงบ้าน
ดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี บรเิ วณน้ียงั เป็นเสน้ ทางโบราณ เป็นเสน้ ทาง
ค้าขาย และเดินทัพไปยังเมืองกาญจนบุรี ท่ีติดต่อข้ามเทือกเขาไปยัง
ตะนาวศรไี ปยงั เขตพมา่ มอญทอ่ี ย่ทู างทะเลอนั ดามนั

~ 123 ~

ใ น ข ณะ ท่ีด้า น ต ะ วัน ออก ชุ ม ช น ก ร ะ จ า ย ตัว ต า ม ท่ีดอน เ ชิง เ ข า
ทาเทียมและท่ีสูงไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นบริเวณท่ีเส้นทาง
คมนาคมและเดนิ ทพั จากตะวนั ตกผ่านอู่ทองข้นึ ไปยงั ลาน้าท่าวา้ อนั เป็น
ลาน้าสพุ รรณบรุ เี ก่าสายหน่งึ ตดิ ต่อกบั ชมุ ชนตงั้ แต่ยุคเหลก็ จนถงึ สมยั ลพบุรี
ขน้ึ ไปถงึ จงั หวดั ชยั นาทและนครสวรรค์ เข้าสู่พน้ื ท่ีเขตลุ่มน้าลพบุรี-ป่ าสกั
ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั ชมุ ชนลุ่มน้ามลู -ชี ในทร่ี าบสงู โคราช

เมือง อู่ทอ ง จึงเ ป็ นเ มืองท่ีมีคว ามสาคัญใ นกา รติดต่ อคม นาค ม
ทงั้ ทางทะเล ทางบก และเสน้ ทางตามลาน้า นอกจากน้ีโบราณวตั ถุยงั แสดง
ใหเ้ หน็ ถงึ ยุคสมยั ทห่ี ลากหลายและความหลากหลายทางวฒั นธรรม-กลุ่มชน
อกี ดว้ ย เมอื งอทู่ องจงึ เป็นเมอื งท่าทพ่ี ฒั นาสบื มาจนถงึ สมยั ฟูนนั และทวารวดี
คอื ถงึ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 10 - 11 ก่อนจะเส่อื มลงเพราะเกดิ เมอื งท่าใหม่ขน้ึ
ทเ่ี มอื งนครชยั ศรี และเมอื งคบู วั ในลมุ่ แม่น้าแม่กลองแทน

บทต่อมา เป็นเร่อื งราวเกย่ี วกบั การจดั การน้า โดยกล่าวว่า บรรดา
คนู ้าคนั ดนิ ทอ่ี ยรู่ อบชมุ ชนและบรเิ วณใกลเ้ คยี งทงั้ หลายนนั้ คอื สงิ่ ทท่ี าใหเ้ หน็
การจดั การน้าของบา้ นเมอื งในอดตี หวั ใจของการสรา้ งบ้านแปงเมอื งอยู่ท่ี
การหาแหล่งทากนิ และแหล่งน้า คือต้องมที ่รี าบลุ่มเพาะปลูกและต้องใกล้
กบั ลาน้าลาห้วย ถ้าเป็นลาน้าใหญ่กม็ คี วามจาเป็นในการคมนาคม ถ้าเป็น
ลาหว้ ยเลก็ ๆ จะมุง่ ทก่ี ารนาน้ามาอุปโภค-บรโิ ภคเป็นสาคญั

นอกจากนัน้ ต้องมภี ูเขา โดยเฉพาะเมอื งอู่ทองซ่งึ ตงั้ อยู่ชายขอบ
ท่ีสูงท่ีลาดลงจากเทือกเขาทาเทียม อันเป็นทิวเขาเต้ียๆ ท่ีอยู่ทางด้าน
ตะวนั ตก ลาน้าทุกสายไหลลงจากทวิ เขาน้ีผ่านทร่ี าบในระดบั 10 เมตรจาก
ระดบั น้าทะเล ไปรวมกบั ลาน้าจระเขส้ ามพนั และลาน้าทา่ วา้ ทไ่ี หลมาจากทาง
ทศิ ใต้และทศิ เหนือ ก่อนรวมกนั เป็นลาคลองสองพน่ี ้องตรงหน้าเมอื งอ่ทู อง
ไปออกแมน่ ้าสพุ รรณบุรี ทงั้ ลาน้าจระเขส้ ามพนั และลาน้าท่าวา้ น้ีคอื สงิ่ ทแ่ี บ่ง
เขตท่สี งู กบั ทต่ี ่า คอื ด้านตะวนั ออกของลาน้าเป็นท่รี าบสูงท่อี ยู่ในระดบั 10
เมตรจากระดบั น้าทะเล ในขณะซกี ตะวนั ตกของลาน้าเป็นทร่ี าบลมุ่ น้าท่วมถงึ

~ 124 ~

อยู่ในระดบั 7 เมตรจากระดบั น้าทะเลลงไป ชุมชนโบราณท่อี ยู่รอบเมอื ง
อ่ทู องจะกระจายตวั กนั ตามทร่ี าบสงู และทร่ี าบต่าสองดา้ นน้ี โดยเฉพาะเมอื ง
อ่ทู องอยใู่ นระดบั 10 เมตรจากระดบั น้าทะเล เป็นบรเิ วณทน่ี ้าทว่ มไม่ถงึ

ทงั้ เมืองอู่ทองและชุมชนโดยรอบอยู่ไดโ้ ดยการจดั การน้าท่ลี งมา
จากทส่ี งู ทางภูเขามาใชอ้ ุปโภค-บรโิ ภค โดยเฉพาะเมอื งอ่ทู อง คเู มอื งกวา้ ง
กว่า 20 เมตรขน้ึ ไป คอื สง่ิ ท่ดี กั น้าจากลาห้วยหางนาคท่ไี หลจากเขาพระ
เพ่อื ใชใ้ นเมอื ง หากน้ามมี ากเกนิ ความตอ้ งการในฤดฝู นกจ็ ะระบายสทู่ ร่ี าบต่า
ตรงมมุ คเู มอื งดา้ นใต้ ผ่านบา้ นทา่ พระลงสลู่ าน้าจระเขส้ ามพนั

คูเมืองอู่ทองคือแหล่งเก็บน้า มีรูปแบบไม่สม่าเสมอเพราะต้อง
สมั พนั ธก์ บั ระดบั ความสงู -ต่าของพน้ื ดนิ ปัจจุบนั ยงั ไม่มกี ารศกึ ษาบ่อน้าและ
สระน้าภายในตวั เมอื งในลกั ษณะดงึ น้าจากคเู มอื งมาใชไ้ ดอ้ ยา่ งไร สว่ นชมุ ชน
ภ า ย น อ ก ตัว เ มือ ง มีก า ร ขุ ด ต ร ะ พัง ดัก ท า ง น้ า เ พ่ือ เ ก็บ น้ า ไ ว้ใ ช้ใ น ชุ ม ช น
บางแหง่ มแี นวคนั ดนิ เบนน้าเขา้ สสู่ ระหรอื หนองทก่ี าหนดไวใ้ หร้ องรบั

หลกั ฐานท่เี ด่นท่สี ุดในเมืองอู่ทองคือหน้าเขาถ้าเสอื ท่อี ยู่ห่างจาก
เมอื งอ่ทู องมาทางใตป้ ระมาณ 4 กโิ ลเมตร เป็นบรเิ วณคอกชา้ งดนิ ลกั ษณะ
คลา้ ยอ่างเกบ็ น้าหรอื บ่อน้า มรี ูปร่างต่างกนั ไป 4 แห่ง ตงั้ กระจายอย่ใู กลก้ บั
ลาห้วยและน้าตกพุม่วง ตงั้ แต่บนเชงิ เขาคอกในระดบั ความสงู ประมาณ 85
เมตรเหนอื ระดบั น้าทะเลเป็นระยะๆ ลงมาถงึ บรเิ วณทล่ี าดรอบเขา และพน้ื ท่ี
ราบดา้ นทศิ ใตท้ ร่ี ะดบั ความสงู ประมาณ 25 เมตรเหนอื ระดบั น้าทะเล

ผเู้ ขยี นเชอ่ื วา่ คอกชา้ งดนิ เป็นอา่ งเกบ็ น้าในลกั ษณะเดยี วกบั บาราย
ต่างกนั ทร่ี ูปร่างและขนาด มคี วามสมั พนั ธก์ บั ศาสนสถานของชุมชน หาใช่
เพ่อื การเกษตรแต่อย่างใด เพราะไม่พบประตูน้าระบายสู่ท่เี พาะปลูก ซง่ึ ท่ี
เมอื งอ่ทู องคอกชา้ งดนิ ทงั้ 4 แห่งสมั พนั ธก์ บั ลาน้าทม่ี าจากเขาคอก ซง่ึ พบ
กลุ่มศาสนสถานกระจายกนั อยู่ในบรเิ วณเดยี วกนั ทาใหเ้ ช่อื ว่าเขาคอกคอื
เขาศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ และแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ชุมชนของคนฮนิ ดูโดยนาไปเปรยี บเทยี บ
รปู แบบการพบศาสนสถานขนาดเลก็ กระจายตวั กนั ในพน้ื ทข่ี นาดไม่กวา้ งนกั

~ 125 ~

เป็นลกั ษณะของชุมชนชาวอนิ เดยี เนปาล โดยเชอ่ื ว่าชมุ ชนแห่งน้ีเป็นบรวิ าร
ของเมอื งอ่ทู อง

นอกจากน้ยี งั กลา่ วถงึ ถนนทา้ วอู่ทองว่าเป็นแนวคนั ดนิ ปัจจุบนั พบ
สองแห่ง คอื ทางตะวนั ตกเฉียงเหนือของเมอื งอ่ทู อง ห่างจากเมอื งอ่ทู องไป
5 กโิ ลเมตร วางตวั ตามแนวเหนือ-ใต้ และอกี แห่งหน่ึงอย่ทู างตะวนั ตกเฉียง
ใต้ของเมอื งอ่ทู อง ห่างออกไป 5 กโิ ลเมตรเช่นกนั โดยผเู้ ขยี นเหน็ ว่าคนั ดนิ
ทงั้ สองควรเกย่ี วกบั ชลประทานมากกว่าการเป็นถนน และเห็นว่าคงจะใช้
บงั คบั ลาน้าจระเขส้ ามพนั ซง่ึ เกดิ การเปลย่ี นเสน้ ทางเดนิ ใหก้ ลบั มาผ่านเมือง
อู่ทองดงั เดมิ รวมทงั้ เพ่อื ชะลอน้าเพ่อื ใช้ในการเกษตรในพ้นื ท่รี าบลุ่มทาง
ฝัง่ ตะวนั ตกของลาน้าจระเขส้ ามพัน ตัง้ แต่บ้านจระเข้สามพนั ไปถึงบ้าน
ดอนทองและบา้ นหนองบวั อกี ดว้ ย

ในบทสดุ ทา้ ย เป็นการกล่าวถงึ ตานานเกย่ี วกบั อ่ทู อง ไดแ้ ก่ ตานาน
ทา้ วอู่ทอง ซง่ึ แต่เดมิ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ไดใ้ ห้ความเหน็
ว่าคงจะเป็นองคเ์ ดยี วกบั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี 1 ผสู้ ถาปนากรุงศรอี ยุธยา
เน่ืองจากนามาเช่อื มโยงกบั ตานานท่วี ่าทา้ วอู่ทองอพยพผู้คนหนีโรคห่าไป
สรา้ งกรุงศรอี ยุธยา ใน พ.ศ. 1893 ต่อมาไดศ้ กึ ษาและพบว่าเมอื งอ่ทู องได้
รา้ งลงไปก่อนทจ่ี ะมกี ารอพยพผู้คนตามตานานทา้ วอู่ทองถงึ 300 ปี และ
ยงั ใหค้ วามเหน็ เพมิ่ เตมิ ว่า สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 1 นัน้ น่าจะครองเมอื ง
อยุธยาเก่าบรเิ วณฝัง่ แม่น้าด้านตะวนั ออกของเมอื งพระนครศรอี ยุธยา มชี ่อื
ว่าอโยธยา

ผเู้ ขยี นใหค้ วามเหน็ ต่อไปว่า การทส่ี มเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชา
นุภาพทรงเปล่ียนมาเรียกเมืองอู่ทอง เพ่ือนาไปสมั พันธ์กับสุพรรณภูมิ
ซง่ึ หมายถงึ แผ่นดนิ ทอง อกี ทงั้ หลกั ฐานดา้ นพงศาวดารและจดหมายเหตุจนี
ยงั บ่งบอกวา่ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี 1 ทรงเป็นพระราชบุตรเขยของกษตั รยิ ์
สพุ รรณบุรี ซง่ึ เมอื งสุพรรณบุรไี ม่เคยมกี ารทง้ิ รา้ ง ดงั นนั้ การทก่ี ล่าวว่าเมอื ง

~ 126 ~

อทู่ องเป็นเมอื งทส่ี มเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี 1 ครองก่อนสรา้ งพระนครศรอี ยุธยา
กต็ กไป

นอกจากน้ผี เู้ ขยี นยงั ใหค้ วามเหน็ ว่าตานานทก่ี ล่าวว่าพระเจา้ อ่ทู อง
มาจากประเทศจนี นัน้ เป็นการแต่งเร่อื งราวเพ่อื บอกถึงความเป็นมาของ
ตนเองและบา้ นเมอื งจากตานาน เป็นสง่ิ ทพ่ี ฒั นาขน้ึ ในราวพุทธศตวรรษท่ี 21
แต่ก็จะแลเห็นถึงความสมั พันธ์ระหว่างผู้คนจากบานเมืองชายทะเลจีน
ตอนใตต้ งั้ แต่มณฑลกวางตุ้ง-กว่างสี มายงั ปัตตานี นครศรธี รรมราช กุยบุรี
และเพชรบุรี ตานานทอ้ งถนิ่ ทงั้ ภาคใตแ้ ละภาคกลางแสดงใหเ้ หน็ ถงึ เสน้ ทาง
การค้าจากเมืองชายทะเล นับแต่นครศรีธรรมราช เพชรบุรี สุพรรณบุรี
อยธุ ยา สงิ หบ์ รุ ี ลพบุรี ชยั นาท นครสวรรค์ ไปจนถงึ เมอื งกาแพงเพชร แสดง
ให้เหน็ ถึงการเขา้ มาของผู้คนกลุ่มใหม่ทก่ี ระจายตวั ไปตามบา้ นเมอื งต่างๆ
ตามเสน้ ทางการคา้

อน่ึง ข้อคดิ เห็นท่ีเหน็ สาคญั ยง่ิ ของศรีศกั ร วลั ลิโภดมในหนังสือ
เล่มน้ีคือท่านเสนอว่า เมืองโบราณอู่ทองคือสุวรรณภูมิท่ีพระเจ้าอโศก
มหาราชสง่ พระสมณทตู มาเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ดงั ความในหน้า 76 ทว่ี า่

“ ข้า พ เ จ้ า ยัง คิด เ ล ย เ ถิ ด ไ ป ถึ ง ว่ า เ ส้น ท า ง
คมนาคมข้ามคาบสมุทรน้ีแหละ ทีส่ มณทูตของ
พ ร ะ เ จ้ า อ โ ศ ก ม ห า ร า ช เ ดิ น ท า ง เ ข้ า ม า เ ผ ย แ ผ่
พุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ กน็ ับเป็นการขัดแย้ง
กบั สงิ่ ทีพ่ ม่า-มอญเชือ่ ว่ามาข้นึ ทีเ่ มืองสะเทิมและ
หงสาวดขี องมอญอย่างส้นิ เชงิ เพราะขา้ พเจา้ ยงั ไม่
พบเหน็ โบราณวตั ถุใดในเมอื งสะเทมิ และเมาะตะมะ
ทมี่ ีอายุเท่ากนั กับทดี่ อนตาเพชรและอู่ทอง อีกทงั้
ตาแหน่งของเมืองมอญของพม่าน้ีกอ็ ยู่เหนือข้นึ มา
จากเส้นทางเดินเรือทะเลทีจ่ ะต้องข้ามคาบสมุทร

~ 127 ~

ยงิ่ ไปดถู งึ เรอื่ งหลกั ฐานของวฒั นธรรมทสี่ บื เนอื่ งจาก
สมยั สุวรรณภูมมิ าจนถงึ ยุคประวตั ศิ าสตร์เช่นสมยั
ศรเี กษตรและทวารวดแี ลว้ กไ็ ม่พบอะไรต่างกบั ทาง
บรเิ วณเมอื งอู่ทองและบรเิ วณอนื่ ๆ ในฝัง่ อ่าวไทยที่
พบคติในการสร้างธรรมจักรทีม่ ีรูปกวางหมอบ
ต่อเนือ่ งมาจนถงึ สมยั ทวารวดใี นพุทธศตวรรษที่ 12
– 13 ทเี ดยี ว

แต่ทีส่ าคญั ทสี่ ุดก็คือทีเ่ มืองอู่ทอง พบแท่ง
ศลิ ามจี ารกึ ภาษาสนั สกฤตว่า “ปษุ ยครี ”ี เขา้ ใจว่าพบ
แถวเขาทีอ่ ย่ทู างทศิ เหนือของเมอื ง คาว่าปุษยครี นี ้ี
เป็นชือ่ เมืองและสถานทซี่ งึ่ พระเจ้าอโศกมหาราช
โ ป ร ด ใ ห้ ส ร้ า ง พ ร ะ ส ถู ป บ ร ร จุ พ ร ะ บ ร ม ธ า ตุ ข อ ง
พระพทุ ธเจา้ ในอนิ เดยี ”

จารกึ เขาปษุ ยครี ี
ปัจจบุ นั จดั แสดงอย่ทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ อ่ทู อง

~ 128 ~

29. พนมบุตร จนั ทรโชติ, ภทั รวรรณ ภาครส, วรางคณา เพช็ รอ์ ุดม.
นาชมพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติอ่ทู องและเรอื่ งราวสวุ รรณภมู ิ.
กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร, 2550.
มีเน้ือหาเก่ียวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง โดยกล่าวถึง

ประวตั ิ การจดั แสดง และโบราณวตั ถุช้นิ สาคญั ในพพิ ธิ ภณั ฑ์ อกี ส่วนหน่ึง
กล่าวถึงพฒั นาการของชุมชนในประเทศไทย โดยกล่าวว่าเม่ือประมาณ
11,000 ปีท่ผี ่านมา บรเิ วณภาคกลางปรากฏร่องรอยการอยู่อาศยั ของคน
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ และพฒั นามาเป็นชุมชนท่ตี งั้ ถน่ิ ฐานเป็นหลกั แหล่ง
ต่อมามพี ฒั นาการดา้ นโลหกรรม ทาให้ชุมชนเกดิ การขยายตวั สง่ ผลใหใ้ ห้
ชาตติ ่างๆ เขา้ มาคา้ ขายแลกเปล่ยี นกลายเป็นพ้นื ท่สี าคญั ทางการค้าและ
ไดร้ บั เอาคตคิ วามเช่อื เกย่ี วกบั ศาสนาและโครงสรา้ งทางสงั คมทซ่ี บั ซอ้ นมา
จากอนิ เดยี ซง่ึ กค็ อื สวุ รรณภูมิ

อกี หวั ขอ้ หน่ึงได้กล่าวถึงเมอื งโบราณอู่ทอง ซ่งึ มกี ารอยู่อาศยั มา
ตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ก่อนจะพฒั นามาเป็นเมอื งทม่ี เี อกลกั ษณ์ของ
วฒั นธรรมทวารวดี เป็นเมืองศูนย์กลางของวัฒนธรรมทวารวดี และพบ
โบราณวตั ถุท่สี นั นิษฐานว่าเป็นโบราณวตั ถุท่ไี ดร้ บั อิทธพิ ลอนิ เดยี ท่เี ก่าแก่
ทส่ี ดุ ในประเทศไทย ต่อมาความสาคญั ของเมอื งอ่ทู องค่อยๆ ลดบทบาทลง
จากสภาพภูมศิ าสตร์ ทาใหเ้ มอื งโบราณบรเิ วณคาบสมุทรภาคใต้ไดร้ บั ความ
สนใจมากกว่า

ในตอนทา้ ยของเลม่ ไดใ้ หอ้ ธบิ ายเกย่ี วกบั โบราณวตั ถุและเร่อื งราวท่ี
เก่ยี วขอ้ งกบั เมอื งอ่ทู อง ทงั้ สภาพภูมิศาสตรแ์ ละศาสนสถาน รวมทงั้ นิยาม
ศพั ทใ์ นสว่ นทา้ ย เพ่อื ใหผ้ อู้ า่ นไดเ้ ขา้ ใจคาศพั ทต์ ่างๆ ทางโบราณคดี

~ 129 ~

30. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดีธรรมจักร. กรุงเทพฯ: ภาควิชา
โบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2551.
“ทวารวด”ี เป็นช่อื ของบา้ นเมอื งหน่ึงทเ่ี จรญิ ขน้ึ ในภาคกลางของ

ประเทศไทยราวพุทธศตวรรษท่ี 11 - 12 จนถึงราวพุทธศตวรรษท่ี 16
โดยพบหลักฐานท่ีเป็ นลายลักษณ์อักษร เช่น จารึกภาษาสันสกฤต
บนเหรยี ญเงนิ ศรที วารวดี บนั ทกึ องพระถงั ซมั จงั ๋ เป็นตน้ นอกจากนนั้ งาน
ศลิ ปกรรมทค่ี น้ พบยงั ปรากฏการพบศลิ าธรรมจกั รเป็นจานวนมาก โดยพบ
ตามเมอื งสาคญั ต่างๆ ในวฒั นธรรมทวารดี เช่น เมอื งนครปฐม หรอื เมอื ง
อทู่ อง โดยพบธรรมจกั รร่วมอย่กู บั ประตมิ ากรรมกวางหมอบ และยงั พบการ
จารกึ หลกั ธรรมเน่อื งในพทุ ธศาสนาลงบนตวั ธรรมจกั รอกี ดว้ ย

สาหรับธรรมจกั รศิลาท่ีพบในเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี มี 3 ช้ิน
โดยมชี ้นิ เดยี วท่พี บร่วมกบั เสาและฐานรองธรรมจกั ร ท่สี ถูปหมายเลข 11
นอกจากนัน้ ยงั พบหวั กวาง (ศลิ า) ทเ่ี จดยี ์หมายเลข 10 ซง่ึ คตคิ วามเช่อื ท่ี
ปรากฏในธรรมจกั รท่เี มอื งอู่ทองนัน้ แสดงให้เหน็ ถงึ ความเจรญิ รุ่งเรอื งของ
พุทธศาสนาในเมอื งอ่ทู อง แสดงถงึ เป็นตวั แทนของพระพุทธเจา้ ทท่ี รงแสดง
ธรรมมะหรอื การเผยแพร่ศาสนาพุทธในเมืองอู่ทองเช่นเดยี วกนั กบั เมอื ง
โบราณอ่นื ๆ ในวฒั นธรรมทวารวดี

31. เชษฐ์ ติงสญั ชลี. ลวดลายในศิลปะทวารวดี: การศึกษา “ทีม่ า”
แล ะ ก า ร ต รว จ ส อ บ กับ ศิ ล ป ะ อิ น เ ดี ย ส ม ัย คุป ตะ -ว กา ฏก ะ .
นครปฐม: สถาบันวิจยั และพฒั นา มหาวิทยาลยั ศิลปากร,
2553.
ศลิ ปะทวารวดไี ดร้ บั แรงบนั ดาลใจสาคญั มาจากศลิ ปะอนิ เดยี สมยั

ราชวงศ์คุปตะและราชวงศ์วกาฏกะ โดยเฉพาะในเร่ืองลายพนั ธุ์พฤกษา
ซ่ึงลวดลายพันธุ์พฤกษาท่ีปรากฏในงานศิลปกรรมทวารวดีนัน้ พบอยู่
โดยทวั่ ไปในงานศลิ ปกรรมโดยเฉพาะบนศลิ าธรรมจกั ร จากการศกึ ษาพบว่า

~ 130 ~

ธรรมจกั รทพ่ี บทเ่ี มอื งอ่ทู อง ณ โบราณสถานหมายเลข 11 ปรากฏลวดลายท่ี
ได้รบั อิทธิพลมาจากศลิ ปะอนิ เดียอยู่ 2 ลวดลาย และอกี ลายหน่ึงท่เี ป็นท่ี
นิยมของทวารวดเี องไดแ้ ก่

1. ลายประจายามกา้ มปู
ปรากฏอยู่ท่ีตวั ธรรมจกั ร เป็นรูปแบบท่เี รียกว่า “ลายพลอยเม็ด
สเ่ี หลย่ี มขนมเปียกปนู สลบั พลอยเมด็ กลม/เมด็ ล/ี เมด็ ถวั่ ” ซง่ึ เป็นรปู แบบลาย
ทม่ี าจากศลิ ปะวกาฏกะ
2. ลายพวงมาลยั พวงอบุ ะ
ปรากฏอยู่ท่ีเสาธรรมจักร เม่ือเทียบเคียงกับศิลปะคุปตะและ
วกาฏกะแล้วสามารถกล่าวได้ว่าเป็น “ลวดลายพวงมาลยั ท่มี กี ารซ้อนกัน
หลายชนั้ ” ซง่ึ เป็นลกั ษณะของศลิ ปะวกาฏกะ
3. ลายกา้ นขดและลายเบด็ เตลด็ อ่นื ๆ
ลายดงั กลา่ วทป่ี รากฏในชน้ิ ส่วนธรรมจกั รทพ่ี บทเ่ี มอื งอ่ทู อง พบว่า
เป็นลาย “เมด็ พลอยสลบั กบั ลายก้านขด” ซง่ึ เป็นลายทน่ี ิยมเฉพาะในศลิ ปะ
ทวารวดี แต่ไม่พบในศลิ ปะคุปตะและวกาฏกะ

32. สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. Black death โรคห่ากาฬโรคยุค
พระเจ้าอู่ทองฝังโลกเก่าฟ้ื นโลกใหม่ได้ "ราชอาณาจักร
สยาม". กรงุ เทพฯ: เรอื นแก้ว, 2553.
เป็นการรวมบทความท่มี เี น้ือหาเก่ยี วขอ้ งกบั โรคห่าหรอื กาฬโรค

(Black Death) ท่ีแพร่ระบาดครัง้ ใหญ่เกือบทัว่ ทุกมุมโลกในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี 19 หนังสอื เล่มน้ีได้แบ่งออกเป็นบทต่างๆ เพ่อื นาเสนอ
เร่อื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ ในช่วงเวลานนั้

เน้ือหาทก่ี ล่าวถงึ พระเจ้าอ่ทู องและเมอื งอู่ทองคอื พระรามาธบิ ดีท่ี
1 หรอื พระเจ้าอู่ทองตามนิทานพน้ื บา้ นนัน้ ได้เขา้ มามีความเก่ยี วข้องกบั
เหตุการณ์โรคระบาดน้ี ตามนิทานพ้นื บ้านพระเจ้าอู่ทองครองเมอื งอู่ทอง

~ 131 ~

ต่อมาสมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงได้สนั นิษฐานว่าพระเจ้า
อู่ทองแห่งเมอื งอู่ทองเป็นผู้สถาปนากรุงศรอี ยุธยา หากแต่ขอ้ สนั นิษฐานน้ี
ไม่เป็นท่ยี อมรบั ในกลุ่มนักวชิ าการรุ่นหลงั โดยในช่วงเวลาน้ีการสถาปนา
กรุงศรอี ยุธยาไดเ้ กดิ ขน้ึ ในช่วงเวลาเดยี วกนั กบั ท่ที วั่ โลกมีโรคระบาดหนัก
ซง่ึ ตรงกบั เรอ่ื งในนทิ านและตานานทพ่ี ระเจา้ อทู่ องทรงยา้ ยเมอื งหนีโรคหา่

นอกจากน้ียงั มกี ารกล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองย้ายเมืองหนีโรคระบาด
อยู่ในบนั ทกึ ชาวต่างชาตคิ อื จดหมายเหตุวนั วลติ พ่อคา้ ทเ่ี ขา้ มายงั กรุงศรี
อยธุ ยาในสมยั สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง และไดจ้ ดบนั ทกึ เร่อื งของพระเจา้
อู่ทองตามคาบอกเล่าของชาวบ้าน โดยมีความกล่าวว่าพระเจ้าอู่ทองเป็น
พระโอรสของจกั รพรรดจิ ีน ถูกเนรเทศออกมาทางทะเล และได้ไปขน้ึ ฝัง่ ท่ี
เมอื งปัตตานี ต่อมาไดม้ กี ารยา้ ยไปอย่ตู ามเมอื งต่างๆ เช่น นครศรธี รรมราช
กยุ บุรี เพชรบุรี บางกอก สดุ ทา้ ยกไ็ ดม้ าสรา้ งกรุงศรอี ยุธยา

33. ประทุม ชุ่มเพง็ พนั ธุ์. ศรีสุพรรณภมู ิ เรอื่ งตานานจากอดีตกาล
จนถึงเรอื่ งเล่าขานเมือ่ วนั วาน. กรงุ เทพฯ: ดวงกมล, 2553.
กล่าวถึงเร่ืองราวของจังหวัดสุพรรณบุรี นับตัง้ แต่สมัยก่อน

ประวตั ิศาสตรจ์ นกระทงั่ ในสมยั ปัจจุบัน โดยเน้นในช่วงสมยั ทวารวดี คอื ท่ี
เมอื งโบราณอ่ทู อง และต่อมามกี ารเคล่อื นยา้ ยของผคู้ นไปยงั เมอื งพนั ธุมบุรี
หรือสุพรรณบุรี อันเน่ืองมาจากการเปล่ียนทิศทางของลาน้าท่าหว้า
จนกระทงั่ การปลดแอกของชาวเสยี มในลุ่มน้าเจา้ พระยาจากอานาจอทิ ธพิ ล
ของเขมร โดยเล่าเร่อื งผ่านการวเิ คราะห์จากตานานมอญและเอกสารจีน
เป็นสาคญั และกล่าวถึงเร่อื งราวของสุพรรณบุรใี นระยะ 50 ปีก่อนในเชงิ
ประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถน่ิ

~ 132 ~

หนงั สอื แบ่งออกเป็น 4 ปรเิ ฉทดว้ ยกนั คอื
ปรเิ ฉทท่ี 1 เรอ่ื งนิเวศสง่ิ แวดลอ้ ม
กล่าวถงึ แม่น้าลาคลอง โดยแบ่งภูมปิ ระเทศคร่าวๆ ได้ 2 เขต คอื
เขตท่ีดอนสูง เป็ นท่ีลาดเชิงเขาจากใต้ข้ึนเหนืออยู่ใกล้กับเชิงเขาทาง
ตะวนั ตก เป็นแหล่งกาเนิดแม่น้าลาคลองหลายสายโดยเฉพาะลากะเสยี ว
ทเ่ี ป็นสาขาแหล่งกาเนิดแม่น้าท่าวา้ (ท่าจนี สายเก่า) และแม่น้าสุพรรณบุรี
(ท่าจนี สายใหม่) และเขตทร่ี าบต่า ซง่ึ มแี ม่น้าสุพรรณไหลผ่านกลาง พ้ืนท่ี
สองฝัง่ แม่น้าจงึ เป็นทร่ี าบเหมาะแก่การเพาะปลกู
ปรเิ ฉทท่ี 2 เรอ่ื งสพุ รรณภมู ใิ นตานานมอญ
จงั หวดั สพุ รรณบุรเี ป็นเมอื งมอญทวารวดี ราวพุทธศตวรรษท่ี 11-
14 อนั เป็นช่วงทโ่ี ลกตะวนั ออกและตะวนั ตกมคี วามสมั พนั ธก์ นั ทางการค้า
ทาใหเ้ มอื งอ่ทู องทต่ี งั้ อย่ชู ายทะเลกลายเป็นเมอื งท่าคา้ ขายสาคญั ทงั้ ในระดบั
ภูมิภาคและนานาชาติ โดยหัวเมืองฝั่งตะวันตกนับตัง้ แต่จังหวัดตาก
กาแพงเพชร อทุ ยั ธานี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี
และเพชรบุรี มคี นมอญอาศยั อย่แู ละตดิ ต่อสมั พนั ธก์ บั มอญฝัง่ อ่าวเมาะตะมะ
มาโดยตลอด ความเป็นศูนยก์ ลางทางการคา้ ของสองฝัง่ ฟากสมุทรน้ีเองจงึ
เป็ นชุมทางทางการค้าของสองซีกโลกจนกลายเป็ นนิทานเล่าขานถึง
สุวรรณภูมิ หรอื ดนิ แดนแห่งทองคา โดยมเี มอื งสุธรรมวดีเป็นเมอื งหลวงอยู่
ฝัง่ อา่ วเบงกอล และมเี มอื งทวารวดเี ป็นเมอื งหลวงฝัง่ อา่ วไทย
ต่อมาในราวพุทธศตวรรษท่ี 18 - 20 เม่อื น้าทะเลลดระดบั ลง ทาให้
พน้ื ท่รี ะดบั สูงใกล้ภูเขาค่อยๆ ลาดเอยี งมาทางตะวนั ออกและทาใหส้ ภาพ
นิเวศเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเรว็ จนแม่น้าท่าวา้ เปลย่ี นทางเดนิ เป็นแม่น้าอกี
สายหน่ึงท่บี ้านคลองขอมไปยงั ท่ลี ุ่มทางทศิ ใต้ กลายเป็นแม่น้าสุพรรณบุรี
หรอื แม่น้าท่าจนี สายใหม่ และทาใหล้ าน้าท่าจีนเก่าต้นื เขนิ จุดศูนยร์ วมของ
ประชากรจงึ เคล่อื นยา้ ยมาส่แู นวแม่น้าสพุ รรณบุรโี ดยมศี ูนย์กลาง คอื เมอื ง
สพุ รรณภูมิ หรอื เมอื งพนั ธมุ บรุ ี ซง่ึ ตรงกบั ช่วงทพ่ี ุทธศาสนาลงั กาวงศเ์ ขา้ มา

~ 133 ~

เจรญิ แพร่หลายในไทย พม่า และกมั พูชา โดยมเี มอื งหวั หาดฝัง่ ตะวนั ตกท่ี
สาคญั คอื เมอื งเมาะตะมะ (เมอื งพนั ) และเมอื งหวั หาดฝัง่ ตะวนั ออกคอื เมอื ง
สพุ รรณบุรี ซง่ึ ในตานานเรยี กเป็นเมอื งพนั ธุมบุรี

โดยเม่อื นาช่อื เมอื งพนั ผสมกบั ช่อื เมอื งสุพรรณบุรจี ะกลายเป็นช่อื
ใหม่ว่า สองพนั บุรี โดยศูนย์กลางของพุทธศาสนาลงั กาวงศ์น่าจะอยู่ท่วี ดั
ป่ าเลไลยก์ ซ่งึ เป็นทด่ี อนขนาดใหญ่มีวดั ตงั้ อยู่ 4 - 5 วดั รวมกลุ่มกนั อยู่
แสดงว่าจะต้องเป็นอย่างสานักตักศิลาท่ีเป็ นศูนย์กลางการศึกษาและ
ปฏบิ ตั ธิ รรม

ส่วนตานานมอญ เร่ืองพระเจ้ากาแตผู้เป็นเจ้าเมืองสุพรรณภูมิ
ไดแ้ สดงบทบาทของมอญทม่ี ตี ่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาลงั กาวงศ์ และ
ในราวพุทธศตวรรษท่ี 21 ไดม้ ชี ่อื เมอื งใหม่ว่า เมอื งสุพรรณบุรแี ละไดย้ า้ ย
เมอื งมาทางฝัง่ ตะวนั ออกของแม่น้า คอื ตรงตาบลท่าพเ่ี ลย้ี ง เน่ืองดว้ ยมศี ตั รู
เป็นพม่าซ่งึ อยู่ทางทิศตะวนั ตก แม่น้าสุพรรณจงึ เป็นคูเมืองสาคญั ในการ
ป้องกนั ขา้ ศกึ

ปรเิ ฉทท่ี 3 เรอ่ื งสพุ รรณภมู ใิ นจดหมายเหตุจนี
สพุ รรณภูมมิ ชี ่อื ว่า เจนิ -หล-่ี ฟู่ ปรากฏอย่ใู นเอกสารจนี คอื หนังสอื
ประวตั ศิ าสตร์ประเทศเจนละของราชวงศ์ซอ้ ง (ซ่ง) ฉบบั หลวง กล่าวว่า
เจนิ -หล-่ี ฟู่ เป็นแควน้ ท่ขี น้ึ กบั ประเทศเจนละ ซง่ึ ตงั้ อย่ทู างตะวนั ตกเฉียงใต้
เม่อื พจิ ารณาจากสภาพภูมศิ าสตร์ เมอื งหลวงน่าจะตงั้ อยู่ท่ลี ุ่มแม่น้าท่าวา้ -
ท่าจีน หรือตัง้ อยู่บริเวณรวั้ ใหญ่ ทางฝัง่ ตะวนั ตกแม่น้าสุพรรณ (ท่าจีน)
โดยมวี ดั ป่าเลไลยกเ์ ป็นประธานเมอื ง ในระหว่าง พ.ศ. 1743-1748 (ตรงกบั
สมยั พระเจ้ากาแตในตานาน) เมืองเจิง-หล่ี-ฟู่ แต่งคณะทูตส่งเคร่ือง
บรรณาการไปเมอื งจนี 3 ครงั้ โดยเฉพาะใน พ.ศ. 1734 จดหมายเหตุระบุถงึ
เจา้ เมอื งผกู้ ่อตงั้ ประเทศน้ี คอื …กมั รเตงอญั ศรี… ซง่ึ น่าจะเป็นหวั หน้าคน
พน้ื เมอื งทข่ี น้ึ มาปกครอง กอ่ นรชั สมยั ของพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 และใน พ.ศ.
1748 เจา้ เมอื งยงั ไดส้ ง่ บรรณาการไปเมอื งจนี มพี ระนามว่า มหิธร ซง่ึ เป็นท่ี

~ 134 ~

นิยมใชใ้ นเขมรในราวพุทธศตวรรษท่ี 18 และเป็นราชวงศท์ ถ่ี อื กาเนิดขน้ึ ท่ี
เมอื งมหธิ รปรุ ะ

มหิธรเป็นคาท่ีแสดงถึงลัทธิเขมรนิยมเต็มตัว เพราะเป็นช่วงท่ี
อาณาจักรขอมเรืองอานาจสูงสุด คือในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7
แผ่อานาจอิทธพิ ลปกคลุมลุ่มแม่น้าเจา้ พระยา ในระยะหลงั ตามเง่อื นเคา้ ท่ี
ปรากฏในจดหมายเหตุโจวต้ากวนท่ีได้ร่วมเป็ นคณะฑูตจีนเข้ามายัง
อาณาจกั รขอม เม่อื พ.ศ. 1839 บอกเป็นนัยว่า เม่อื พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7
สวรรคตลงใน พ.ศ. 1762 อาณาจกั รขอมทเ่ี คยกวา้ งใหญ่กด็ ูเหมอื นจะแตก
ออกเป็นเสย่ี งๆ แทบในทนั ที เมอื งทงั้ หลายออกแปรพกั ตร์ หวั เมอื งห่างไกล
อย่างเมือง เจนิ -หล่-ี ฟู่ ได้ตงั้ ตนเป็นเอกราช และพวกชาวเสยี มแห่งลุ่มน้า
เจา้ พระยากลายเป็นฝ่ายทม่ี กี าลงั อานาจรกุ รานขอม

เม่อื อานาจของอาณาจกั รขอมเสอ่ื มลง เมอื งละโวจ้ งึ สามารถผนวก
กาลังเข้ากับพวกเสียมท่ีเมืองสุพรรณภูมิ เมืองอโยธยาและเมืองอ่ืนๆ
ใกล้เคยี ง ต้านทานอานาจขอมได้โดยง่าย การกาเนิดตานานพระเจ้าอู่ทอง
จงึ เป็นบนั ทกึ เหตุการณ์เปลย่ี นผ่าน เป็นกระบวกการสรา้ งชาตหิ รอื รวมชาติ
ของชาวเสยี มให้มารวมกนั เป็นศูนย์อานาจ เพ่อื ต้านทานอานาจขอมและ
ประกาศตนเป็นเอกราช โดยมีวีรบุรุษเป็นชาวเสียมคนหน่ึงแห่งลุ่มน้า
เจา้ พระยา

ปรเิ ฉทท่ี 4 เรอ่ื งสพุ รรณบุรเี ม่อื วนั วานเป็นเร่อื งใกลต้ วั
นาเสนอประวตั ิศาสตรท์ ้องถนิ่ ในสมยั หลงั นับตงั้ แต่ พ.ศ. 2500
เป็นตน้ มา ไดแ้ ก่ อาคารสถานทส่ี าคญั ประตูน้าเรอื สญั จร ทา่ เรอื เมล์ วกิ หนงั
โรงเรยี นจนี หนงั สอื พมิ พค์ นสพุ รรณ โรงพมิ พ์ เวทมี วย เป็นตน้

~ 135 ~

ภาพถ่ายเก่าพระพทุ ธรปู สารดิ ศลิ ปะทวารวดี
พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง

(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 136 ~

ภาพถ่ายเก่าพระพทุ ธรปู สารดิ ศลิ ปะทวารวดี
พบจากการขดุ แต่งเจดยี ห์ มายเลข 3 เมอื งอ่ทู อง

(ทม่ี า: หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ สุพรรณบุร)ี

~ 137 ~

34. พิสิทธ์ิ ลีรตั นนุรตั น์. เมืองอู่ทอง: เสน่ห์แห่งลูกปัดทวารวดี.
กรุงเทพฯ: องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการ
ท่องเท่ียวอย่างยงั่ ยืน (องคก์ ารมหาชน), 2556.
หนังสอื เล่มน้ีกล่าวถึงเมอื งสุพรรณบุรโี ดยให้ความสาคญั ในเร่อื ง

ลูกปัดจากเมอื งอู่ทอง เน้ือหาในช่วงต้นกล่าวถึงขอ้ มูลของเมอื งอู่ทองจาก
หลักฐานทางโบราณคดี ซ่ึงทาให้เช่อื ว่ามีการอยู่อาศยั ต่อเน่ืองตัง้ แต่ยุค
หินใหม่ พบหลักฐานเช่น ขวานหินขัด เคร่ืองปั้นดินเผารูปทรงต่างๆ
เคร่อื งมอื กระดูกสตั ว์ เป็นต้น และช่วงยุคโลหะสามารถเทยี บเคยี งรูปแบบ
โบราณวตั ถุกบั ประเทศอ่นื ๆ ในชว่ งสมยั เดยี วกนั ได้ เช่น แหล่งโบราณคดใี น
ประเทศเวยี ดนาม พม่า อนิ เดยี จนี ฯลฯ

ผเู้ ขยี นมกี ารอา้ งถงึ ศาสตราจารย์บวสเซอลเิ ยรซ์ ง่ึ ใหค้ วามเหน็ ว่า
อ่ทู องน่าจะเป็นเมอื งศนู ยก์ ลางของภูมภิ าคสมยั โบราณ มกี ารตดิ ต่อคา้ ขาย
กบั เมอื งอ่นื ๆ มคี วามสาคญั ตัง้ แต่สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์จนถึงอาณาจกั ร
ฟูนัน ราวพุทธศตวรรษท่ี 7 - 9 และต่อเน่ืองมาในสมยั ทวารวดใี นช่วง
พทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 16

นอกจากน้ยี งั กลา่ วถงึ รอยพระบาททว่ี ดั เขาดสี ลกั ซง่ึ ศาสตราจารย์
ดร.สนั ติ เลก็ สขุ มุ ไดใ้ หค้ วามเหน็ ว่าลวดลายทป่ี รากฏ สามารถกาหนดอายุ
ไดร้ าวพุทธศตวรรษท่ี 17 - 19 และยงั กล่าวถงึ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
อ่นื ๆ ซง่ึ พบจากเมอื งอ่ทู อง ไดแ้ ก่ เจดยี ห์ มายเลข 1 พระพุทธรูป พระพมิ พ์
ธรรมจกั ร แผน่ ดนิ เผารปู พระภกิ ษุอมุ้ บาตร ฯลฯ

สาหรบั เรอ่ื งลกู ปัดเมอื งอ่ทู อง ผเู้ ขยี นไดอ้ า้ งถงึ คาบอกเล่าของนาย
"พลอย อ่ทู อง" ไวว้ ่า คนอู่ทองมกั เรยี กว่าลูกกาปัด เน่ืองจากเป็นการเรยี ก
ต่อๆ กนั มาเป็นเวลานานของชาวอ่ทู อง เม่อื เปรยี บเทยี บรูปแบบของลกู ปัด
อู่ทองกับลูกปั ดยุคเดียวกันจากแหล่งอ่ืนๆ เช่น บ้านดอนตาเพชร
จ.กาญจนบุรี อ.พมิ าย จ.นครราชสมี า และภาคใต้ซ่งึ กระจายอยู่ทุกพ้นื ท่ี
ไดแ้ ก่ ท่งุ ตกึ จ.พงั งา ควนลกู ปัด จ.กระบ่ี ฯลฯ พบว่ามลี กู ปัดชนิดเดยี วกบั ท่ี

~ 138 ~

เมอื งอทู่ อง โดยเฉพาะลกู ปัดแบบฝังสี (etched bead) ทาดว้ ยหนิ คารน์ เิ ลยี น
และโอนิกซ์ ซง่ึ นกั วชิ าการใหค้ วามเหน็ ว่ามแี หล่งผลติ จากอนิ เดยี และมอี ายุ
รุ่นเดียวกับท่ีคาลาเนย์ ประเทศฟิ ลิปปินส์ จากกัวลาเซลิงชิง ประเทศ
มาเลเซยี และจากเมอื งออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม

นายพลอย อ่ทู อง ไดเ้ ล่ายอ้ นกลบั ไปในราว พ.ศ. 2516 ว่า ในช่วง
เวลานัน้ ผู้คนยังไม่ให้ความสนใจลูกปัดนัก ลูกปัดจึงมีอยู่กลาดเกล่ือน
สามารถแบง่ เป็น 4 รปู ทรง คอื ทรงกลมหรอื ทรงรี ทรงเหลย่ี ม ทรงกระบอก
และรปู ทรงทไ่ี ม่เขา้ พวก มขี นาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางตงั้ แต่ 3 - 31 มลิ ลเิ มตร
ลกั ษณะเด่นมี 2 แบบ คอื ลกู ปัดโรมนั (Roman bead) กบั ลกู ปัดมตี า (eye
bead)

ต่อมาผูค้ นในท้องถ่ินได้สร้างความเปล่ยี นแปลงโดยนามาทาเป็น
จ้ี หัวแหวน สร้อยข้อมือ ฯลฯ อีกทงั้ มีพ่อค้าต่างถิ่นและนักสะสมลูกปัด
ทงั้ ชาวไทยและต่างชาติเขา้ มาซอ้ื ลูกปัดถงึ เมอื งอ่ทู อง จงึ เกดิ ความตอ้ งการ
ลูกปัดอย่างลน้ หลาม จนเกดิ ธุรกจิ แบ่งเช่าทด่ี นิ แปลงเลก็ ๆ ใหข้ ุดหาลกู ปัด
จนกระทงั่ พ.ศ. 2524 ลกู ปัดกลายเป็นสงิ่ หายากไป

นอกจากน้ยี งั กล่าววา่ เดมิ มโี บราณวตั ถุสถานตกสารวจจานวนมาก
แต่ชาวบ้านได้ไถทาลายเพ่อื ทาเป็นพ้นื ท่เี กษตรกรรม บางครงั้ เจอแหวน
ทองคา จท้ี องคา กาไลงาชา้ ง กาไลแกว้ กาไลสารดิ หมอ้ ดนิ ลายขดี เขยี นไม่
มีสีจานวนมาก ภายในบรรจุกระดูก บางใบมีลูกปัดและเหรียญเงินอยู่
เป็นตน้

ประเดน็ สดุ ทา้ ยทผ่ี เู้ ขยี นไดก้ ล่าวถงึ คอื การจดั การท่องเทย่ี วอย่าง
ยงั่ ยนื ในเมอื งอู่ทอง ผู้เขยี นกล่าวถึงความร่วมมอื ระหว่างภาครฐั และภาค
ประชาชนในการช่วยกนั อนุรกั ษ์และพฒั นาโบราณวตั ถุสถานต่างๆ ทพ่ี บใน
เมอื งอู่ทอง ซ่งึ เป็นการพลกิ ฟ้ืนเมอื งโบราณอู่ทองให้กลบั มาเป็นเมอื งท่มี ี
ชวี ติ ชวี า เป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทท่ี ุกคนในชุมชนและประเทศชาตไิ ดภ้ าคภูมใิ จ
อย่างยงั่ ยนื

~ 139 ~

35. อู่ทอง: หลกั ฐานพระพุทธศาสนาแรกเริม่ และรอยลูกปัด.
กรุงเทพฯ: องคก์ ารบริหารการพฒั นาพื้นที่พิเศษเพ่ือการ
ท่องเท่ียวอยา่ งยงั่ ยนื (องคก์ ารมหาชน), 2556.
เป็นเอกสารประกอบการประชุมสมั นาทางวชิ าการ เร่อื ง “อู่ทอง

เมอื งโบราณ เมอื งสรา้ งสรรคก์ ารทอ่ งเทยี่ วเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม และ
วถิ ชี วี ติ ดงั้ เดมิ : ผ่านหลกั ฐานพระพุทธศาสนาสมยั แรกเรมิ่ และรอยลกู ปัด”
ระหว่างวนั ท่ี 7 - 8 กนั ยายน พ.ศ. 2556 ณ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตอิ ่ทู อง
มบี ทความทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ดงั น้ี

1) เร่อื ง “อู่ทอง: เมอื งท่าโบราณและศูนย์กลางพระพุทธศาสนา
ยคุ แรก” โดยศาสตราจารย์ ดร.ผาสขุ อนิ ทราวธุ

เมอื งอทู่ องตงั้ อย่ทู างฝัง่ ตะวนั ตกของแม่น้าจระเขส้ ามพนั มผี คู้ นอยู่
อาศยั ตงั้ แต่สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรย์ ุคหนิ ใหม่ และเป็นเมอื งศนู ยก์ ลางการคา้
ของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ร่วมสมยั กบั บ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี
และเขาสามแกว้ จ.ชมุ พร ดงั ทพ่ี บหลกั ฐานเป็นตุ้มหรู ูปสตั วส์ เี ขยี ว และตุ้มหู
ในวฒั นธรรมซาหุญ นอกจากน้ียงั พบว่ามกี ารติดต่อกบั อนิ เดยี ตงั้ แต่ช่วงยุค
เหล็กตอนปลาย หลกั ฐานสาคญั ท่พี บคือลูกปัด ทงั้ ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว
ทงั้ ลกู ปัดแกว้ สเี ดยี ว ลกู ปัดแกว้ หลายสแี บบมแี ถบสี และลกู ปัดแบบมตี า

ในสมยั ทวารวดเี มืองอู่ทองถือเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้า
สาคญั ของรฐั ทวารวดี ทงั้ กบั เวยี ดนามและจนี ตอนใต้ รวมถงึ กลุ่มการคา้ ใน
แถบอนิ โด-โรมนั นอกจากน้ยี งั เป็นเมอื งท่าการคา้ ร่วมสมยั กบั เมอื งเบกถาโน
ประเทศพม่า ออกแกว้ ประเทศเวยี ดนาม เขาสามแกว้ ภูเขาทอง จ.ระนอง
และควนลกู ปัด จ.กระบ่ี ดว้ ย

นอกจากน้ีเมอื งอทู่ องยงั มบี ทบาทในการเป็นศนู ยก์ ลางพุทธศาสนา
ยุคแรกของรฐั ทวาวดี โดยพบประตมิ ากรรมทงั้ เน่ืองในศาสนาพราหมณ์และ
พุทธในศิลปะอมราวดีเป็นจานวนมาก เช่น ธรรมจักรและกวางหมอบ
พระพทุ ธรปู และพระโพธสิ ตั วอ์ ยา่ งนกิ ายมหายาน และมหาเจดยี อ์ ย่างนิกาย

~ 140 ~

ไจตยกะ ทงั้ น้ียงั เป็นเมอื งท่มี บี ทบาทในการเป็นเมอื งหลวงรุ่นแรกของรฐั
ทวารวดี นอกจากนครปฐมและลพบรุ ดี ว้ ย

2) เร่อื ง “ลูกปัด: วถิ ชี วี ติ และความเชอื่ ” โดยณัฏฐภทั ร จนั ทวชิ
ไม่มีหลักฐานว่าลูกปั ดเกิดข้ึนครัง้ แรกท่ีใดเพราะเกิดข้ึนมา
ร่วมกบั มนุษย์ตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ แต่แก้วอาจเกดิ ข้นึ ครงั้ แรกท่ี
ประเทศอียิปต์ ส่วนแก้วในประเทศไทยพบมาตัง้ แต่พุทธศตวรรษท่ี 5
ทงั้ แก้วประดบั ภาชนะแก้ว แผ่นแก้ว เคร่อื งประดบั ทท่ี าจากแก้ว รวมถึง
ลกู ปัดแกว้
แหล่งโบราณคดที พ่ี บลกู ปัดมากทส่ี ดุ ของภาคกลาง คอื เมอื งอ่ทู อง
มีทงั้ ท่ีทาจากหิน แก้ว ทอง เงิน มีทงั้ รูปแบบมีตา รูปกลม ทรงกระบอก
รูปหลายเหล่ยี ม รูปไข่คล้ายลูกอลั มอนด์ รูปคล้ายทุ่นเบด็ (อายุตงั้ แต่ต้น
พุทธกาล – พ.ศ. 543) นอกจากน้ียงั พบลูกปัดมากท่ีนครราชสมี า พุนพนิ
จ.สุราษฎร์ธานี ทุ่งตึก จ.พังงา ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ควนลูกปัด
จ.กระบ่ี ทงั้ น้ีลูกปัดถอื ไดว้ ่าเป็นตน้ แบบการทาเคร่อื งประดบั ประเภทต่างๆ
อกี ทงั้ ยงั อาจใชเ้ ป็นของแลกเปลย่ี น หรอื นามาใชใ้ นพธิ กี รรม โดยเฉพาะใน
พธิ ฝี ังศพไดอ้ กี ดว้ ย

3) เร่อื ง “อ่ทู องกบั ละแวกย่านน้ีเมอื่ สมยั โบราณ” โดย บุณยฤทธิ์
ฉายสวุ รรณ

การดารงชีวิตของคนในแถบน้ีแรกเร่ิมมักอาศัยตามถ้าเพิงผา
ในเขตทวิ เขาตะนาวศรี ด้วยการดารงชวี ติ แบบหาของป่ าล่าสตั ว์ ก่อนจะ
พฒั นามาส่สู งั คมเกษตรกรรม และเปล่ยี นจากเคร่อื งมอื หนิ กะเทาะมาเป็น
เคร่อื งมอื หนิ ขดั และรจู้ กั ตงั้ ถนิ่ ฐานถาวร

จนกระทงั่ เขา้ สใู่ นยุคเหลก็ ผคู้ นในแถบน้ีมพี ฒั นาการเร่อื งเคร่อื งมอื
และทาเคร่อื งประดบั ขน้ึ อกี ทงั้ ยงั ติดต่อกบั ชุมชนต่างถ่ิน ในยุคน้ีผู้คนเร่ิม
อพยพลงมาอยู่ในแถบลุ่มแม่น้าแม่กลอง-ท่าจนี หลกั ฐานท่แี สดงว่ามกี าร

~ 141 ~

ตดิ ต่อกบั ชมุ ชนห่างไกล เช่น กลองมโหระทกึ (ทถ่ี ้าองบะ จ.กาญจนบรุ )ี และ
ต่างหูรูปสัตว์สองหัว (ท่ีอู่ทอง และบ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี)
แมก้ ระทงั่ ในช่วงทป่ี รากฏหลกั ฐานแบบอนิ เดยี รูปแบบความเช่อื ของคนใน
แถบน้ยี งั ไมเ่ ปลย่ี นแปลง คอื ยงั มกี ารฝังศพอยู่

จนกระทงั่ ระยะเวลาเกอื บ 2,000 ปีมาแลว้ ในขณะทท่ี างภาคใตเ้ รม่ิ
เขา้ สสู่ มยั ประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้ เน่ืองจากพบจารกึ บนตราประทบั อกั ษรพราหมี
ฉะนัน้ อนิ เดยี คงไม่ไดม้ าเพ่อื การคา้ ขายเท่านนั้ แล้ว หากแต่เขา้ มาอย่อู าศยั
ด้วย นอกจากน้ียงั พบภาชนะดินเผาแบบอินเดยี โดยเฉพาะลายกดด้วยซ่ี
ฟันเฟือง นอกจากน้ยี งั พบหลกั ฐานทแ่ี สดงว่าคนในแถบน้รี บั พระพทุ ธศาสนา
เขา้ มาแลว้ และรปู แบบการฝังศพแบบฝังกห็ ายไป สว่ นผคู้ นในแถบลุ่มแม่น้า
แม่กลอง-ท่าจีน เม่ือมีการติดต่อกับทางภาคใต้จึงค่อยเริ่มเข้าสู่สมัย
ประวตั ิศาสตร์ไปด้วย หลกั ฐานหน่ึงท่สี าคญั คอื การพบลูกปัดท่ีมีลกั ษณะ
ร่วมกนั

4) เร่อื ง “หลกั ฐานและหลกั ธรรมพุทธศาสนาสมยั แรกเรมิ่ ทเี่ มอื ง
อทู่ องและปรมิ ณฑล” โดยภธู ร ภมู ะธน

พุทธศาสนาเรมิ่ เข้ามายังดินแดนประเทศไทยในปัจจุบนั ตัง้ แต่
ราวพุทธศตวรรษท่ี 9 – 10 ดงั หลกั ฐานประตมิ ากรรมดนิ เผารปู พระภกิ ษุ
สงฆอ์ ุ้มบาตร และช้นิ ส่วนพระพุทธรูปขดั สมาธบิ นขนดนาค ทพ่ี บในเมอื ง
อ่ทู อง และอย่างน้อยทส่ี ดุ ราวพุทธศตวรรษท่ี 12 - 13 ชาวทวารวดกี เ็ ขา้ ใจ
หลกั ธรรมเร่อื งปฏจิ จสมปุ บาทและหลกั อรยิ สจั แลว้ ดงั ทพ่ี บหลกั ฐานในจารกึ
อกั ษรปัลลาวะ ภาษาบาลี

ส่วนนิกายท่ีปรากฏในเมืองอู่ทองมีหลายนิกาย แต่ดูเหมือนว่า
นิกายเถรวาทแพร่หลายมากท่สี ุด เน่ืองจากพบธรรมจกั รและจารกึ คาถา
ภาษาบาลีจานวนมาก นอกจากน้ีก็ยงั มีนิกายมหายาน และนิกายสุขาวดี
แพร่หลายดว้ ย เพราะพบพระพุทธรูปแสดงปางประทานธรรมซง่ึ สนั นิษฐาน
ว่าอาจเป็นพระอมติ าภะ สว่ นนิกายตนั ตระยานหรือวชั รยานเรม่ิ แพร่หลาย

~ 142 ~

ในช่วงราวพุทธศตวรรษท่ี 14 – 16 จากการพบรูปเคารพพระโลกนาถและ
พระพมิ พห์ ลายองค์ ทงั้ น้ใี นแงข่ ององคธ์ รรมความรพู้ บว่าคนในยคุ น้ีรบั รเู้ รอ่ื ง
พุทธประวตั ิ นอกจากน้ยี งั รบั รเู้ รอ่ื งปฏจิ จสมุปบาทและหลกั อรยิ สจั ดว้ ย

5) เร่อื ง “ลกู ปัดอ่ทู อง (เท่าทสี่ บื คน้ ไดใ้ น พ.ศ.น้ี) กบั ขอ้ เสนอเพอื่
การพฒั นาทอี่ ่ทู อง” โดย บญั ชา พงษพ์ านชิ

ลูกปัดอู่ทอง หมายถึง ลูกปัดท่พี บในเขตเมอื งโบราณอู่ทองและ
พน้ื ท่ใี กลเ้ คยี ง มอี ายุตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตรย์ ุคเหลก็ ฟูนัน ทวารวดี
หรอื ตงั้ แต่ 1,500 – 2,000 ปีมาแล้ว หรอื ตงั้ แต่ต้นพุทธกาลจนถึงราว
พุทธศตวรรษท่ี 15

ลูกปัดอู่ทองนัน้ ทาจากหลายวัตถุดิบ ได้แก่ ดินเผา กระดูกสตั ว์
(เช่น กระดูกงู และปลา) กลุ่มท่ที าจากเปลอื กหอย และกลุ่มท่ที าจากหิน
มกั ทาจากหนิ สมี คี ่า เช่น คารเ์ นเลยี น อาเกต แกว้ ผลกึ เขย้ี วหนุมาน และมี
ลกู ปัดทท่ี าจากโลหะ ไดแ้ ก่ ทองคา เงนิ ตะกวั่

รปู แบบท่นี ิยมทาเป็นพเิ ศษ คอื ทรงกลม ทรงถงั เบยี ร์ ทรงหลอด
ทรงกระสวย และทรงกา้ น มที งั้ ลูกปัดแกว้ สเี ดยี ว ลกู ปัดแกว้ มแี ถบสี ลูกปัด
แกว้ หลายสแี บบมตี า

~ 143 ~

บทท่ี 4
“เมืองโบราณอ่ทู อง”
ข้อมลู จากบทความในวารสารและหนังสือต่างๆ

เร่อื งราวของเมืองโบราณอู่ทองได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง
จากการตีพมิ พบ์ ทความในวารสาร รวมทงั้ บทความในหนังสอื ต่างๆ ซ่งึ มี
จานวน 56 รายการ นบั ตงั้ แต่เกอื บ 65 ปีทแ่ี ลว้ จวบจนถงึ ปัจจบุ นั

1. หลวงบริบาลบุรีภณั ฑ์. “เมืองเก่าในจงั หวดั สุพรรณบุรี.” ศิลปากร
5, 2 (สิงหาคม 2494): หน้า 63 - 66.
หลวงบรบิ าลบุรภี ณั ฑ์รวบรวมเน้ือหามาจากการทูลถามสมเดจ็ ฯ

กรมพระยาดารงราชานุภาพ และจากประสบการณ์ของท่านเองได้ความว่า
เมอื งเก่าของ จ.สพุ รรณบุรี มี 2 เมอื ง คอื เมอื งอ่ทู อง และเมอื งสพุ รรณเก่า
ทางฝัง่ ตะวนั ตกของแม่น้าสพุ รรณ

หลวงบรบิ าลบุรภี ณั ฑ์กล่าวว่าเมอื งอู่ทองเป็นเมอื งเก่ามาช้านาน
ของทอ่ี ยู่บนดนิ มเี พยี งเชงิ เทนิ ดนิ กบั ประตูเมอื งบางส่วน นอกเมอื งดา้ นรมิ
แม่น้าจระเข้สามพนั มสี ระน้าขุด 2 สระ ท่ศี าลรมิ ท่าพระยาจกั รมเี ทวรูป
พระนารายณ์ทาดว้ ยศลิ าองคห์ น่ึง กาหนดอายุจากศลิ ปะไดว้ ่าเป็นฝีมอื ช่าง
ก่อนขอม แต่นักวชิ าการตะวนั ตกให้ความเหน็ ว่าเป็นฝีมอื ช่างสมยั เจนละ
(ร่วมสมยั กบั ทวารวดี) หากต้องการจะรเู้ ร่อื งราวของเมอื งอ่ทู องกจ็ ะต้องทา
การขดุ คน้ เพอ่ื ศกึ ษาต่อไป

สว่ นเมอื งสุพรรณบุรี ตงั้ อยู่ทางฝัง่ ตะวนั ตกของแม่น้าสพุ รรณ และ
มกี ารขยายเมืองมาทางตะวนั ออกในภายหลงั เพ่ือใช้เป็นเมืองหน้าด่าน
ป้องกนั การรุกรานจากทางลพบุรี ท่เี มอื งสุพรรณบุรีมีหลักฐานสาคญั คือ
พระพุทธรูปปางป่ าเลไลยก์ ศิลปะอู่ทอง คาดว่าเดิมเป็นปางปฐมเทศนา
เช่นเดยี วกบั ท่วี ดั พระปฐมเจดยี ์ แต่ต่อมาพระหตั ถ์ชารุด ช่างทซ่ี ่อมใหม่ไม่

~ 144 ~

เขา้ ใจจงึ สร้างต่อพระหตั ถเ์ ป็นปางปาเลไลยก์ และมวี ดั พระศรรี ตั นมหาธาตุ
มีอายุน้อยกว่าพระพุทธรูปปางป่ าเลไลยก์ พบจารกึ ลานทอง อกั ษรขอม
ภาษาบาลี กล่าวถึงการสร้างและปฏิสังขรณ์พระสถูปโดยมีพระราชา
ผู้ยง่ิ ใหญ่แห่งอโยธยานามว่าจกั รพรรดิเป็นผูส้ ร้าง แต่ไดช้ ารุดลง พระราช
โอรสของพระจักรพรรดิผู้นัน้ อันเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐได้ปฏิสงั ขรณ์
พระสถปู น้ี

หลวงบรบิ าลบุรภี ัณฑ์ให้ความเหน็ ว่าน่าจะหมายถงึ พระนครนิ ท
ราธริ าช และพระบรมราชาธริ าชท่ี 2 (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรอี ยุธยา
เน่ืองจากเป็นคู่พระราชบิดา-พระราชโอรส ท่ีสามารถแผ่ขยายพระราช
อานาจไปไดไ้ กลถงึ หวั เมอื งเหนือและเมอื งเขมร

นอกจากน้ียงั มขี อ้ สนั นิษฐานเกย่ี วกบั เมอื งสพุ รรณบุรอี กี ว่า เดมิ คง
ตงั้ อยู่แถววดั พระป่ าเลไลยก์ และเรยี กดว้ ยช่อื อ่นื ต่อมาแม่น้าสุพรรณแคบ
เขา้ จงึ ไดย้ า้ ยลงมาตงั้ ทเ่ี มอื งสพุ รรณบรุ ใี หม่ (ฝัง่ ตะวนั ออกของแมน่ ้าสพุ รรณ)
เม่ือครัง้ ขุนหลวงพะงัว่ จะย้ายมาครองกรุงศรีอยุธยา จึงได้ตัง้ ช่ือเมือง
สพุ รรณบุรี เพอ่ื เป็นทร่ี ะลกึ ถงึ เมอื งหลวงเดมิ คอื เมอื งอ่ทู อง หรอื สุพรรณภูมิ
ส่วนแนวเชงิ เทนิ เมอื งสุพรรณบุรที ่ปี รากฏเป็นคนั ดนิ นัน้ สนั นิษฐานว่ามไิ ด้
ถกู รอ้ื กาแพงออก แต่กม็ ไิ ดส้ รา้ งกาแพงอฐิ ไว้ เน่ืองจากไม่ไดเ้ ป็นเมอื งหลวง
และคงปักแต่ไมร้ ะเนียดไว้ มแี มน่ ้าไวก้ ลางเมอื งเท่านัน้

2. ประพัฒน์ ตรีณรงค์. “โบราณคดีสัญจร เทีย่ วเมืองนางพิม.”
ศิลปากร 9, 1 (พฤษภาคม 2508): หน้า 59 - 73.
เน่อื งดว้ ยจงั หวดั สพุ รรณบุรมี เี ร่อื งราวทางประวตั ศิ าสตร์ โบราณคดี

รวมทัง้ วรรณคดีท่ีน่าสนใจ กรมศิลปากรจึงจัดให้มีโบราณคดีสญั จรข้ึน
โดยเลอื กจดั “เท่ยี วเมอื งนางพมิ ” เม่อื วนั อาทติ ย์ท่ี 14 กุมภาพนั ธ์ 2508
สถานท่แี ห่งแรกท่ผี ู้เขา้ ร่วมโบราณคดีสญั จรเข้าชม คือ พพิ ิธภัณฑสถาน
แห่งชาติ อ่ทู อง จากนนั้ ไดเ้ ดนิ ทางตามรอยสถานทใ่ี นวรรณคดเี ร่อื งขุนชา้ ง

~ 145 ~


Click to View FlipBook Version